Page 1

เ อ ก ลั ก ษ ณ์ ท า ง วั ฒ น ธ ร ร ม เ ชี ย ง ร า ย


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเชียงราย :

๑. ลักษณะทั่วไปของภาษาล้านนา

ภาษาล้ า นนา หรื อ เรี ย กกั น ทั่ ว ไปว่ า “คำเมื อ ง” ถื อ ว่ า เป็ น เอกลักษณ์ที่โดดเด่น คนต่างถิ่นหรือต่างจังหวัดมักจะรู้จักภาษาล้านนาว่าเป็น ภาษาที่ไพเราะและงดงาม เช่น “ลำแต๊ๆ กินเข้าซอยโตยกั๋นบ๋อเจ้า” สัมพันธ์ กับความงดงามและอ่อนช้อยในด้านวัฒนธรรมอื่นๆ ทั้งการแต่งกาย ศิลปะ การฟ้อนรำ เป็นต้น

ภาษาล้านนา เป็นสาขาหนึ่งของภาษาถิ่นตระกูลไทย (Thai) ที่พูดโดยคนไทยส่วนใหญ่ในพื้นที่ ๘ จังหวัด ในภาคเหนือของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน จังหวัดลำปาง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้พูดภาษาล้านนาในชุมชนอื่นๆ อีก เช่น ที่ อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ตำบลบ้านคูบัว อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และที่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น ทั้งนี้เพราะบรรพบุรุษของคนเหล่านี้อพยพมาจากภาคเหนือนั่นเอง แต่เดิม เผ่าชนคนไทยที่อยู่ทางภาคเหนือนั้นมีชื่อว่า “ยวน” หรือ “ไทยยวน” และเรียกภาษาที่พูดว่า “ภาษาไทยยวน” ซึ่ง ชื่อนี้ยังคงอยู่กับ คนไทยยวนที่อพยพมาอยู่ในต่างถิ่น เช่นที่ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ที่ยังคงเรียกตัวเองว่า “ยวน” แต่สำหรับคนไทยในภาคเหนือปัจจุบันนี้ เรียกตัวเองว่า “คนเมือง” และเรียกภาษาของตนว่า “คำเมือง” หรือออกเสียงว่า “กำเมือง” คำเมืองหรือกำเมือง ถ้าเป็นคนยองซึ่งเป็นชนอีกกลุ่มทางภาคเหนือ ก็จะพูดสั้นๆ ว่า “กำเมิง” แต่ทุกคำ ไม่ว่าจะ “คำเมือง” “กำเมือง” หรือ “กำเมิง” ก็หมายถึง ภาษาพูดของคนทางภาคเหนือ



ภาษา

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

แต่ถ้าอาศัยคำศัพท์คำว่า “อร่อย” กับคำว่า “ลำ” เป็นหลักในการแบ่งแล้ว จะพบว่า เส้น แบ่งเขตภาษาระหว่างภาษาไทยกลางกับภาษาไทยเหนือนั้น มีปรากฏอยู่ใน ๓ จังหวัด คือ จังหวัด ตาก จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดอุตรดิตถ์ ภาษานี้มีอักษรใช้เรียกว่า “ตัวเมือง” หรือ “ตัวธรรม” และ อักษรฝักขาม มีผู้พูดไม่ตำกว่า ๑๐.๔ ล้านคน แต่หากนับเพียง ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน ของประเทศไทยมีผู้พูดประมาณ ๖ ล้านคน คำเมือง เป็นภาษาที่ได้ชื่อว่าเป็นภาษาพูดที่น่าฟังเป็นที่สุด เพราะจะพูดช้าจนออกจะดู เนิบนาบ ซึ่งตรงข้ามกับภาษาทางใต้อย่างสิ้นเชิง “คำเมือง” จะแตกต่างกันออกไปตามพื้นที่ โดยใน แต่ละพื้นที่จะมีสำเนียงที่แตกต่างกัน คำๆ เดียว บางพื้นที่อาจจะออกเสียงสั้น บางพื้นที่อาจจะลาก เสียงยาว แต่ถ้าเป็นคนเหนือแล้วจะรู้ว่าเป็นคำเดียวกัน ๑.๑ ภาษาพูด ภาษาไทยถิ่นเหนือมีภาษาย่อย ๒ ภาษาถิ่นตามสำเนียงที่พูด คือ ก. สำเนียงล้านนาตะวันออก (จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดลำปาง จังหวัด อุตรดิตถ์ จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน) ข. สำเนียงล้านนาตะวันตก (จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และ จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ซึ่งสำเนียงทั้งสองข้างต้นอาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง คือ สำเนียง ล้านนาตะวันออกส่วนใหญ่ จะไม่พบสระเอือะ สระเอือ แต่จะใช้สระเอียะ สระเอีย แทน (ซึ่งอาจมีเสียงสระเอือะ และ สระเอือ แต่ทว่าคนต่างถิ่นฟัง อาจไม่ชัดเจน เนื่องจากเสียงที่ออกมาจะเป็นเสียงนาสิกใกล้เคียงกับสระ เอียะ สระเอีย) ส่วนคนในจังหวัดลำพูนมักจะพูดสำเนียงเมืองยอง เพราะ ชาวลำพูนจำนวนมากสืบเชื้อสายมาจากชาวยองในรัฐฉานจึงมีสำเนียงเป็น เอกลักษณ์ ภาษาล้านนามีอยู่หลายถิ่นย่อย หรือ หลายสำเนียงด้วยกัน ที่ใช้พูด อยู่ในจังหวัดทางภาคเหนือ แม้สำเนียงจะแตกต่างกันบ้างแต่ระบบเสียงของภาษาล้านนาทั้งหมด ประกอบด้วยหน่วยเสียงพยัญชนะ หน่วยเสียงสระ และหน่วยเสียงวรรณยุกต์ ดังนี้ หน่วยเสียงพยัญชนะ ภาษาล้านนามี ๒๐ หน่วยเสียง คือ ก, ข (ค,ฆ), ง, จ, ญ (นาสิก), ด (ฎ), ต (ฏ), ท (ฐ, ฑ, ฒ, ถ, ธ), น (ณ), บ, ป, ผ (พ, ภ) ฝ (ฟ), ม, ย, ล, ว, ส (ศ, ษ, ส, ซ), ห (ฮ), อ




เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

ในหน่วยเสียงพยัญชนะทั้ง ๒๐ หน่วยเสียงนี้ มีหน่วยเสียงที่ภาษาล้านนาใช้ตรงกับ ภาษาไทยกลาง ๑๙ หน่วยเสียง มีหน่วยเสียงหนึ่งที่ภาษาล้านนามี แต่ในภาษาไทยกลาง ไม่มี คือ หน่วยเสียง ญ นาสิก เวลาออกเสียงจะปรากฏเสียงขึ้นจมูกชัดเจนมาก นอกจากนี้ ยั ง มี ห น่ ว ยเสี ย งที่ มี ใ นภาษาไทยกลาง แต่ ไ ม่ มี ใ นภาษาล้ า นนา

๒ หน่วย คือ หน่วยเสียง ช ฉ และหน่วยเสียง ร ซึ่งหน่วยเสียง ช ฉ ในภาษาไทยกลาง นั้นจะเปลี่ยนเป็นหน่วยเสียง จ และ ซ ในภาษาล้านนา เช่น ช้าง เป็น จ๊าง ช้า เป็น จ๊า ชิม เป็น จิม ชมเชย เป็น ซมเซย ส่วนเสียง ร ในภาษาไทยกลาง ก็จะเปลี่ยนเป็นหน่วยเสียง ฮ และ ล ในภาษาล้านนา เช่น รัก เป็น ฮัก เรือ เป็น เฮือ รถ เป็น ลด ราก เป็น ฮาก หน่วยเสียงสระ ภาษาล้านนา มีหน่วยเสียงสระตรงกับภาษาไทยกลาง ก. สระเสียงเดี่ยว มีทั้งหมด ๑๘ หน่วยเสียง คือ อะ อา อิ อี อึ อื อุ อู เอะ เอ แอะ แอ โอะ โอ เออะ เออ เอาะ ออ ข. สระเสียงประสม ๖ หน่วยเสียง คือ เอียะ เอีย เอือะ เอือ อัวะ อัว ค. สระเกิน ๓ หน่วยเสียง คือ อำ อัม ไอ ใอ เอา บางจังหวัดมีคนพูดภาษาล้านนา เสียงสระเอือะ,เอือ จะไม่พบในบางท้องถิ่น คือ ในถิ่นล้านนาตะวันออก ได้แก่ จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดลำปาง และบางอำเภอของจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยจะออกเสียงเป็นสระเอี ยะ,เอีย เช่น คำเมือง เป็น กำเมียง (มีเสียงเอือะ และเอือ เพียงแต่คนต่างถิ่นฟังไม่ออกเอง เนื่องจากเสียงที่ออกมาจะเป็น เสียงนาสิกใกล้เคียงกับเอียะ เอีย) นอกจากนี้ยังมีสำเนียงแบบเมืองยองซึ่งพูดกันมากในจังหวัดลำพูน โดยจะไม่มีสระประสม สระอัว กลายเป็น โอ สระเอีย กลายเป็น เอ และสระเอือ กลายเป็น เออ เช่น เมือง เป็น เมิง, เกลือ เป็น เก๋อ, สวย เป็น โสย, หมี่เกี๊ยว เป็น หมี่เก๊ว เป็นต้น หน่วยเสียงวรรณยุกต์ ภาษาล้านนามีหน่วยเสียงวรรณยุกต์ ๖ หน่วยเสียง มากกว่าภาษาไทยกลาง ๑ เสียง แต่ เท่ากับภาษาไทยถิ่นอีสาน คือ เสียงตรีเพี้ยนในบางคำคือเป็นเสียงประสมระหว่างเสียงตรีกับเสียงสามัญ (เรียกว่า “วรรณ ยุกต์เบญจมา”) เช่น หญ้า เป็น ญ้า ใบ้ เป็น ใบ๊ ข้าว เป็น เค้า เหล้า เป็น เล้า



เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

๑.๒ ภาษาเขียน ภาคเหนือมีอักษรใช้ถึง ๓ ชนิด คือ มีอักษรธรรมล้านนา อักษรฝักขาม และอักษร ไทยนิเทศหรือขอมเมือง มีรายละเอียด ดังนี้ อักษรธรรมล้านนา ส่วนมากใช้เขียนตำราและจารึกลงในคัมภีร์ใบลานที่ปรากฏอยู่ ตามวัดต่างๆ ในภาคเหนือและอักษรชนิดนี้ยังคงมีใช้สืบมาจนถึงปัจจุบัน อักษรฝักขาม คือ อักษรไทยสุโขทัย มีลักษณะผอมสูงและโค้งงอเหมือน ฝักมะขาม อันเป็นอักษรที่พัฒนามาจากอักษรสุโขทัย เป็นอักษรที่ใช้กับศิลาจารึก เป็นส่วนใหญ่ พบว่าศิลาจารึกที่ใช้อักษรฝักขามเก่าแก่ที่สุด คือ จารึกวัดพระยืน จังหวัดลำพูน สร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๓ อักษรฝักขามแพร่หลายที่สุดในช่วงสมัย ของพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.๑๙๘๕ – ๒๐๓๐) พระสมัยของพระเมืองแก้ว (พ.ศ.๒๐๓๘ – ๒๐๖๘) โดยจะพบว่าศิลาจารึกที่ใช้อักษรชนิดนี้แพร่หลายใน เขต ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน รวมทั้งเมืองเชียงตุงและหลวงพระบาง อักษรไทยนิเทศหรือขอมเมือง อักษรชนิดนี้ได้รวมอักษรหลายแบบไว้ ด้วยกัน คือ อักษรพ่อขุนรามคำแหง อักษรขอม และอักษรธรรมล้านนา ดังนั้น จึงเรียกว่าขอมเมือง เพื่อให้ชื่อเรียกแตกต่างจากอักษรอื่น อักษรชนิดนี้เท่าที่พบ โดยมากใช้เขียนวรรณกรรมประเภทร้อยกรองมีอายุก่อน ๓๐๐ ปี ขึ้นไป เช่น โคลงนิราศหริภุญชัย โคลงนิราศดอยเกิ้ง โคลงพรหมทัต โคลงปทุมสังกา เป็นต้น ไม่ ค่อยพบว่าอักษรชนิดนี้ใช้จารึกพระธรรมคำสั่งสอน อักษรธรรมล้านนา อักษรฝักขาม และอักษรไทยนิเทศหรือขอมเมือง ในบรรดา อักษรเหล่านี้อักษรที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและใช้สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ คือ อักษรธรรม ล้านนาหรือตัวเมือง อักษรชนิดนี้มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามแต่เหตุผลของผู้เรียก เช่น อักษรล้าน นาเพราะว่าเป็นอักษรที่ใช้ในอาณาจักรล้านนา อักษรไทยยวนเรียกชื่อตามเผ่าชนดั้งเดิมล้าน นาคือไทยยวนหรือไทยโยนก ตัวหนังสือเมืองหรือตัวเมือง เพราะคนล้านนาเรียกตัวเองว่าคน เมืองจึงเรียกอักษรที่ตนเองใช้ว่า “ตัวเมือง” ด้วย อักษรธรรมหรือตัวธรรมที่เรียกเช่นนี้ก็ เพราะตัวอักษรชนิดนี้นิยมใช้บันทึกพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ชื่อ ที่นิยมเรียกมากที่สุด คือ “ตัวเมือง”

รูปอักษรฝักขาม




เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

อักษรธรรมล้านนา

อักษรธรรมล้านนาหรือตัวเมืองนี้นิยมจารหรือเขียนลงบนใบลานมากที่สุด รองลงไป คือ หนังสือกระดาษสา (พับสา) ซึ่งโดย มากจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ พระพุทธศาสนานอกจากนั้นก็เขียนเป็นจารึกต่างๆ อาทิ จารึกตามฐานพระพุทธรูป ศิลาจารึกตามฐานพระพุทธ รูป ศิลาจารึกต่างๆ เป็นต้น และยังใช้บันทึกวรรณกรรมต่างๆ ได้แก่ สุภาษิต คำสอน ตำนาน นิทาน ค่าวฮ่ำ จ๊อย ซอฮ่ำต่างๆ นอกจากนี้ ยังปรากฏในการบันทึกตำรายา โหราศาสตร์ ยันต์ คาถา กฎหมาย เป็นต้น ๑) อายุของอักษรธรรมล้านนา ยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าอักษรชนิดนี้ เริ่มใช้กันมาตั้งแต่สมัยไหน มีก่อนอาณาจักรโยนกหรือก่อนสมัยพญามังรายเป็นต้น มา แต่เท่าที่ปรากฏการใช้อักษรธรรมล้านนาที่เก่าที่สุดที่พบในปัจจุบัน คือ จารึกลานทอง พ.ศ.๑๙๑๙ ซึ่งจารึกประวัติสมเด็จพระมหา เถรจุฑามณี โดยใช้อักษรธรรมล้านนาบันทึกภาษาบาลีและใช้อักษรสุโขทัยบันทึกภาษาไทย จารึกลานทองนี้ขุดพบบริเวณฐานพระ ประธานในพระอุโบสถวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจารึกที่ฐานพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปางอุ้มบาตร ที่วัดเชียงมั่น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๐๐๘ นอกจากนี้ก็พบอักษรชนิดนี้ในจารึกต่างๆ ในสมัยต่อมาอีกและคัมภีร์ใบลานที่ 

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

จารึกด้วยอักษรธรรมล้านนาที่พบเก่าที่สุดมีอายุเกินกว่า ๕๐๐ ปี พบที่วัดไหล่หิน ตำบลไหล่หิน อำเภอเกาะคา จังหวัด ลำปาง ซึ่งเป็นข้อมูลจากการสำรวจทำทะเบียนพระธรรมคัมภีร์ของสยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๔ - พ.ศ. ๒๕๐๘ ความแพร่หลายของอักษรธรรมล้านนานั้น สันนิษฐานว่า คงได้รับความนิยมและใช้สื่อสารกันแพร่หลายมากที่สุด ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. ๑๙๘๕-๒๐๓๐) เพราะทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภ์ในการสังคายนาพระไตรปิฎก ณ วัด มหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) ในปี พ.ศ.๒๐๒๐ การทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์พุทธ ศาสนาของประเทศไทย และเป็นครั้งที่ ๘ ของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท 1 และได้ใช้ตัวอักษรธรรมล้านนานี้จารึกพระ ธรรมคัมภีร์ที่ตรวจชำระแล้ว ทั้งนี้คงจะถือว่าคัมภีร์ใดใช้ตัวฝักขามเป็นคัมภีร์ที่ยังไม่ได้รับการตรวจแก้ คัมภีร์ใดที่แก้แล้วก็คง เขียนเป็นอักษรธรรมล้านนา และนับแต่นั้นมาอักษรธรรมหรือตัวเมืองก็ใช้กันแพร่หลายเพื่อสื่อสารกันในอาณาจักรล้านนา และดินแดนใกล้เคียง เช่น เผยแพร่ไปยังเชียงตุง และในปี พ.ศ. ๒๐๐๖ กษัตริย์แห่งล้านช้างทรงส่งราชทูตมายังราชสำนัก นครเชียงใหม่ เพื่อทูลขอคณะสงฆ์และคัมภีร์พระไตรปิฎก เพื่อนำไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในอาณาจักรนั้น ซึ่งตรงกับรัช สมัยของพระเมืองแก้ว (พ.ศ. ๒๐๓๐-๒๐๖๘) และพระองค์ทรงอาราธนาพระเทพมงคลเถระ เป็นหัวหน้าไปพร้อมด้วยพระ ไตรปิฎก ๖๐ พระคัมภีร์ 2 นอกจากนี้ รศ. สมหมาย เปรมจิตต์ 3 ได้อธิบายและสรุปความเป็นมาของอักษรล้านนาดังนี้ ๑. ในช่วงที่ชาวล้านนาอพยพลงมาตั้งบ้านเมืองติดต่อดินแดนของพวกมอญหริภุญชัยนั้น ได้รับเอาพระพุทธ ศาสนาแบบมอญของพระนางจามเทวี และนำหนังสือมอญมาใช้ด้วย ในขณะเดียวกันก็อาจรับเอาพระพุทธ ศาสนาที่พวกมอญกรุงหงสาวดีนำเข้ามาหริภุญชัยในคราวหนีมาตอนเป็นขบถ ต่อมาราว พ.ศ.๑๘๐๖ ลักษณะอักษรไทยยวนนั้นจะต้องมีลักษณะคล้ายอักษรมอญโบราณที่ปรากฏในศิลาจารึกหริภุญชัย ๒. เมื่ อ ถึ ง ต้ น ยุ ค ทองแห่ ง อาณาจั ก รล้ า นนาพระมหาสุ ม นเถระ ได้ น ำแบบอั ก ษร สุโขทัยขึ้นมาด้วย ส่วนมากใช้สำหรับจารึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ด้านศาสนา อิทธิพลอักษรสุโขทัย อาจทำให้อักษรไทยยวนเปลี่ยนรูป และเพิ่มอักษรบางตัว เช่น ค.คน ฝ.ฝา และ ฟ.ฟัน ซึ่งไม่มีใน อักษรพราหม์ มอญ พม่า ตลอดจนบาลีสิงหล แต่มีในอักษรสุโขทัยส่วนจำนวนอักษรและลักษณะ ทั่วไป คงใกล้เคียงกับอักษรมอญ และอักษรพม่ารุ่นหลัง เพราะได้เค้ามาจากมอญโบราณเช่นกัน แต่จำนวนอักษรคงยังไม่ถึง ๔๑ ตัว เหมือนภาษาบาลีสิงหล ๓. หลังจากพระมหาญาณคัมภีระไปสืบศาสนาในลังกามาแล้ว การศึกษาของพระ สงฆ์ได้เฟื่องฟูมากจนพระภิกษุชาวล้านนามีความเชี่ยวชาญภาษาบาลีเป็นเลิศ ถึงกับสามารถแต่ง หนังสือเป็นภาษาบาลีเล่มโตๆ จำนวนหลายเรื่อง และอิทธิพลจากภาษาบาลีสิงหล จะทำให้เกิด วิวัฒนาการใหม่แก่ภาษาไทยยวน จนทำให้จำนวนอักษรเพิ่มขึ้นจาก ๓๒ ตัว เป็น ๔๑ ตัว อย่างที่ เป็นอยู่ทุกวันนี้ 


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

๒) รูปอักษรธรรมล้านนา รูปอักษรธรรมล้านนามีระบบที่มีลักษณะคล้ายกับภาษาไทยกลาง คือ ประกอบด้วย รูปสระ รูปพยัญชนะ รูปวรรณยุกต์ และรูปตัวเลข ที่ แตกต่างจากภาษาไทยกลาง คือ รูปอักษรพิเศษ ซึ่งจะมีลักษณะเฉพาะของ อักษรล้านนา ที่ไม่เหมือนกับอักษรไทยกลาง ลักษณะที่เด่นของรูปอักษร ธรรมล้านนา คือ ตัวจะป้อมค่อนข้างกลม เมื่อเทียบกับอักษรชนิดอื่นๆ ที่มี ใช้ในล้านนา เป็นสาเหตุทำให้อักษรธรรมล้านนาไม่นิยมใช้เขียนศิลาจารึก เพราะยากต่อการจารึกบนวัสดุหิน

๒. เอกลักษณ์ด้านภาษาของเชียงราย

ภาษาของจังหวัดเชียงราย ถือเป็นภาษาล้านนาหรือคำเมืองเช่นเดียวกับภาษาของจังหวัดอื่นๆ ใน ล้านนา ซึ่งมีลักษณะโดยภาพรวมคล้ายๆ กัน ในที่นี้จะนำมาแสดงทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ดังนี้ ๒.๑ เอกลักษณ์ด้านภาษาพูด ในด้านภาษาพูดของจังหวัดเชียงราย มีลักษณะทางคำศัพท์ต่างๆ คล้ายกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่เป็น เอกลักษณ์ คือ สำเนียง ซึ่งจัดเป็นกลุ่มภาษาล้านนาตะวันออก ที่มีสำเนียงค่อนข้างห้วนสั้น แตกต่างจาก ภาษาเชียงใหม่หรือกลุ่มภาษาล้านนาตะวันตกชัดเจน ๒.๒ เอกลักษณ์ด้านภาษาเขียน ภาษาเขียนในจังหวัดเชียงราย ใช้อักษร ๓ ชนิดเช่นเดียวกับที่พบในจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือ ตอนบน ซึ่งหลักฐานที่พบมากและถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเชียงราย คือ จารึก ใบลาน และสมุด ข่อยพับสา ดังนี้ ๑) จารึก จารึกที่พบในจังหวัดเชียงรายมีหลายชนิด คือ ศิลาจารึก จารึกฐานพระ จารึกก้อนอิฐ และจารึก ที่พบในวัสดุอื่นๆ เรื่องราวที่บันทึกลงบนจารึก ส่วนใหญ่เป็นเรืองของการสร้างศาสนสถาน หรือวัตถุที่เกี่ยว กับศาสนา เช่น พระพุทธรูป อุโบสถ พระเจดีย์ กำแพงวัด ตลอดจนกล่าวถึงการปฎิสังขรณ์ จำนวนเงิน ทอง และสิ่งของที่ใช้ในการบูรณะปฎิสังขรณ์ การถวายข้าคน สิ่งของสัตว์ต่าง ๆ ให้กับวัด เป็นต้น



รูปฤาษี

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

จารึ ก ที่ พ บในจั ง หวั ด เชี ย งราย ปั จ จุ บั น ส่ ว นใหญ่ ไ ด้ เ ก็ บ ไว้ ที่ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ เชียงแสน มีจำนวนทั้งหมด ๒๗ จารึก ปรากฏใน หนังสือประชุมจารึกล้านนา เล่ม ๑ : จารึกในพิพิธภัณฑ์ฯ เชียงแสน และในประชุมจารึกล้านนา เล่ม ๖ จารึกในพิพิธภัณฑ์ฯ เชียงราย ภาค ที่ ๒ เป็นศิลาจารึกจำนวน ๒๕ จารึก ส่วนอีก ๒ จารึกเป็นพระพุทธ รูปและรูปฤาษี โดยมีจารึกที่สำคัญ ดังนี้ จารึกดอยตุง (พ.ศ. ๒๑๔๗) จารึกดอยตุง (ประดิษฐานอยู่ที่ส่วนคอดของภูเขาช้างยอด ดอยตุง คาดว่าเป็นบริเวณวัดน้อยดอยตุง) เป็นรูปฤาษี ทองสัมฤทธิ์ นั่ง ประนมมือยกเข่าขึ้นทั้งสองข้าง นั่งอยู่บนฐาน ฐานทำเป็น ๒ ชั้น คือ ชั้นบนและชั้นล่างมีห่วงติดไว้ ความย่อว่า “พ.ศ.๒๑๔๗ (สมเด็จ) บรมพิตรพระเป็นเจ้า เมืองเชียงแสนพร้อมทั้งพระมหาสมเด็จราชครู วัดพระหลวงและสังฆ โมลีสร้างรูปพระฤาษี ต่อจากนั้นเป็นคำไหว้พระธาตุบนดอยตุง ตำนาน พระธาตุดอยตุงโดยย่อ และคำอธิบายรูปที่ฐานรูปพระฤาษี” จารึกเชียงของ (พ.ศ. ๑๙๘๘) จารึกเชียงของ (วัดร้างในเขตเมืองเก่าเชียงของ) เป็นแผ่นหิน

สีเทา ความย่อว่า “พ.ศ.๑๙๘๘ เจ้าหมื่นงัวเชียงของ และหมื่นน้อยวัด ขาว สร้างวิหาร รวมทั้งอุโบสถ ที่มหาเถรพุทธดำเพียร ได้รับอนุญาต จากสมเด็จมหาราชและมหาเทวีให้สร้าง”




เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

จารึกวัดยางหมากม่วงพาน (พ.ศ. ๒๐๒๒) จารึกวัดยางหมากม่วง (วัดร้างในอำเภอพาน) เป็นแผ่นหินสีเทา ส่วน ล่างหักหายไป ความย่อว่า “พ.ศ. ๒๐๒๒ เจ้าหมื่นน้อยใส ผู้ครองเมืองออย ถวายนา และต้นหมากแด่วัดบ้านยางหมากม่วง”

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

แผ่นหินจารึกสีเทาวัดดอนยาง

แผ่นหินจารึกสีเทาวัดยางหมากม่วง แผ่นหินจารึกวัดปราสาท เชียงแสน แผ่นหินจารึกสีเทาดอยถ้ำพระ

จารึกดอยถ้ำพระ (พ.ศ. ๒๐๒๗) จารึกดอยถ้ำพระ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็นแผ่นหินสีเทา ความย่อว่า “พ.ศ. ๒๐๒๗ เจ้าเมืองเชียงราย สร้างพระพุทธรูปองค์หนึ่งไว้ในถ้ำแห่งนี้ ถวายข้าทาส ๘ ครอบครัว นา ภาษี (หิน) ปูน และหมู่บ้านชื่อบ้านถ้ำ แด่พระพุทธรูป เพื่อบูชาและดูแลรักษาพระพุทธรูปตราบ ๕,๐๐๐ ปี” จารึกวัดพันต้องแต้ม เชียงแสน (พ.ศ. ๒๐๓๑) จารึกวัดพันต้องแต้ม พบที่วัดพันต้อง ในตัวเมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เป็นแผ่นหินสีน้ำตาลและเทา ความย่อว่า “พันต้องแต้ม เคยสร้างวัดแห่งหนึ่งในเมือง เชียงแสน ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๑๓๐ ลูกของท่าน คือพันญากิตติ และแม่เจ้าสาวคำร้อย ถวายวัดนี้แด่พระเจ้าแผ่นดิน และพระราชมารดา สองพระองค์ ทรงสั่งให้ถวายนา มี ภาษีรวม ๖๐๐,๐๐๐ เบี้ย และคน ๑๕ ครอบครัวแด่วัด พร้อมทั้งไม้สัก เพื่อสร้างวิหาร และหอพระไตรปิฎก และสั่งให้หมื่นญาดาบเรือนเป็นผู้รับคำสั่ง” 10

จารึกวัดดอนยาง เชียงแสน (พ.ศ. ๒๐๒๓) จารึกวัดดอนยาง เป็นวัดร้างในเขตตัวเวียงเชียงแสน โดยพบที่วัดปงสนุก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จารึกเป็นฐานรองพระพุทธรูปทำด้วย หิน ลักษณะครึ่งวงกลม สีเทา ความย่อว่า “พ.ศ.๒๐๒๓ พระภิกษุสุมังคลเมธาวี อยู่ เมืองฝาง สร้างพระพุทธรูปองค์นี้ ถวายแด่วัดดอนยาง” จารึกวัดภูขิง เวียงชัย (พ.ศ. ๒๐๓๑) จารึกวัดภูขิง เป็นวัดร้างในเขตอำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ชาวบ้าน เรียกวัดร้างนี้ว่า “วัดสันทราย” เป็นแผ่นหิน สีน้ำตาลอ่อน ความย่อว่า “พ.ศ. ๒๐๓๐ หมื่นบง ถวายนาและคน แด่วัดภูขิง และวัดป่าตาล ซึ่ง ๒ วัดนี้ เป็นวัดลูกของวัด บ้านราม ห้ามรบกวนคนของวัด” จารึกวัดปราสาท เชียงแสน (พ.ศ. ๒๐๒๙) จารึกวัดปราสาท ตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองเวียงเชียงแสน ตำบลเวียง อำเภอ เชียงราย จังหวัดเชียงราย เป็นแผ่นหิน สีเทา ความย่อว่า “พ.ศ. ๒๐๓๙ เจ้าหมื่น เชียงแสนคำล้าน ถวายวัดปราสาท 11


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

จารึกเวียงชัย (พ.ศ. ๒๐๖๘) จารึกเวียงชัย พบที่บริเวณเวียงชัย จังหวัดเชียงราย เป็นแผ่นหิน สีเทา ส่วนล่างหักหายไป ที่เหลือคือส่วนบน แตกเป็น ๔ ชิ้น ความย่อว่า “พ.ศ. ๒๐๖๘ กษัตริย์เชียงใหม่มีพระราชโองการแต่งตั้งให้เจ้าพวกดาบ เรือน เป็นเจ้าพันสังฆการีเชียงราย มีอำนาจผูกพัทธสีมาในวัด ข้าราชการ จากหน่วยราชการต่างๆ (หินหัก)...” ๒) ใบลาน ในจั ง หวั ด เชี ย งราย พบว่ า มี เ อกสารใบลานมากมาย หลายแหล่ง ส่วนมากจารด้วยอักษรธรรมล้านนา ทั้งที่เป็นภาษา บาลี และภาษาล้านนา เช่น ที่วัดศรีสุทธาวาส อำเภอเวียงป่าเป้า เป็นต้น โดยใช้บันทึกพระสูตรต่างๆ ในพระพุทธศาสนา ชาดก คัมภีร์เทศน์ และค่าวธรรม เป็นต้น

๓) พับสาและสมุดข่อย พั บ สาและสมุ ด ข่ อ ยที่ พ บในจั ง หวั ด เชี ย งราย ส่ ว นใหญ่ ใ ช้ บันทึกเรื่องราวที่ไม่ใช่พระสูตร ชาดก และคัมภีร์เทศน์ มักจะใช้บันทึก เรื่องนอกพระพุทธศาสนาและเป็นเรื่องทางโลก ได้แก่ กฎหมายโบราณ ฤกษ์ยามขึ้นบ้านใหม่ คาถาต่างๆ คำบูชา คำเรียกขวัญ คำเวนทาน คำ สอน ตำรายา ตำราดูลักษณะหญิง โคลง ค่าวซอ เป็นต้น

12

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเชียงราย :

วรรณกรรม

วรรณกรรมท้องถิ่นล้านนา เป็นผลงานของบรรพบุรุษที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีต นอก เหนือจากคุณค่าด้านความบันเทิงแล้วยังสะท้อนถึงภูมิปัญญา ความคิดความอ่าน คตินิยม และเป็นภาพสะท้อนถึงชีวิตและวัฒนธรรมที่แนบแน่นอยู่กับวิถีชีวิตชุมชนมาช้านาน สำหรับ ต้นฉบับวรรณกรรมที่ปรากฏในจังหวัดเชียงรายนั้น มี ๒ ประเภท ได้แก่

๑. วรรณกรรมประเภทร้อยแก้ว

วรรณกรรมร้อยแก้วแบ่งตามเนื้อหาได้เป็น ๕ ประเภท ได้แก่ ๑.๑ ตำนานและนิทานท้องถิ่น ตำนานและนิทานที่เรียบเรียงเป็นภาษาท้องถิ่นนั้น ไม่อาจจะหาหลักฐานเกี่ยวกับผู้ แต่งและเวลาแต่งได้ ส่วนใหญ่ต้นฉบับเป็นการคัดลอกสืบทอดกันโดยเริ่มจากการบันทึกคำ บอกเล่าแต่โบราณเป็นพื้นและมีหลายสำนวนด้วยกัน ซึ่งบางทีเนื้อความก็แตกต่างกันออกไป ตำนานเหล่านี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับกำเนิดและประวัติความเป็นมาของเมืองต่างๆ ในล้านนาที่มี เนื้อหาเกี่ยวกับยุคเก่าแก่ที่สุดได้แก่ ตำนานสุวรรณโคมคำ ตำนานเมืองเงินยางเชียงแสน และตำนานสิ ง หนวั ติ กุ ม าร ที่ มี เ นื้ อ หากล่ า วถึ ง ยุ ค ใกล้ ๆ เข้ า มาก็ เช่ น ตำนานพื้ น เมื อ ง เชียงราย ตำนานสิบห้าราชวงศ์ ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีตำนานเกี่ยวกับประวัติศาสนา พระธาตุ และพระพุทธรูป ที่เขียนเป็นภาษาไทยล้านนาอีกเป็นจำนวนมาก ตำนานเหล่านี้ เป็นตำนานที่มีชื่อเสียงของเชียงราย และเป็นต้นเค้าของประวัติศาสตร์เชียงรายในยุคตำนาน นอกจากนี้ ยังมีนิทานประจำถิ่นซึ่งเป็นเรื่องคล้ายตำนาน เพียงแต่มักจะเป็นเรื่องเล่าต่อๆ กัน มาในลักษณะมุขปาฐะเป็นส่วนใหญ่ เช่น นิทานสิรสากุมาร ชุมพูราชแต่งเขียว ล้อมล้อมต่อม คำ เป็นต้น โดยจะได้นำมาแสดงพอเป็นตัวอย่าง ดังนี้

13


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

พระธาตุดอยตุง

๑) ตำนานพระธาตุดอยตุง 4 พระธาตุดอยตุง ชาวล้านนาเชื่อว่าเป็นเจดีย์คู่ปีไก๊ คือ ปีช้าง (ตรงกับปีกุนหรือปีหมูของภาคกลาง) ฉะนั้นพระธาตุดอยตุงจึงมีความ สำคัญต่อคนที่เกิดในปีไก๊หรือปีกุนนั้น ต้องไปนมัสการและปรนนิบัติพระ ธาตุ เช่น ปัดกวาดบริเวณของพระธาตุอย่างน้อย ๑ ครั้งในชีวิต เนื้อความ โดยสังเขป คือ เมื่อพระพุทธเจ้า (องค์ปัจจุบัน) ยังทรงพระชนมายุ ได้เคยเสด็จมายัง ที่ราบเชียงแสน และได้ประทับบนดอยแห่งหนึ่งตรัสทำนายว่า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับ ขันธปรินิพพานไปแล้ว พระมหากัสสปพระอรหันตสาวก จะนำพระธาตุรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูก ไหปลาร้าข้างซ้าย) มาสถาปนาไว้ ณ ที่นี้ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระมหากัสสปได้นำส่วนแบ่งเป็นพระธาตุรากขวัญเบื้องซ้ายกับ สรีริกอีกจำนวนหนึ่งมายังเมืองโยนกนคร ขณะนั้นกษัตริย์ผู้ครองเมือง คือ พระเจ้าอชุตราช ได้นำพระธาตุขึ้นมาบนดอย ตามพุทธทำนาย ดอยแห่งนี้มีเจ้าของเป็นหัวหน้าอนารยชน (มิลักขุ) สองผัวเมีย คือ ปู่เจ้าลาวจกและย่าเจ้าลาวจก พระเจ้า อชุ ตราชจึงขอซื้อที่ดิน เพื่อสถาปนาพระธาตุเจ้าไว้ตามพุทธทำนาย สองผัวเมียได้เงินแล้วแบ่งให้ลูกๆ ๓ คน เพื่อจะได้ไป สร้างบ้านเมืองอื่นๆ บนที่ราบเชียงแสน ส่วนตนเองได้เฝ้าอุปฐากพระธาตุเจ้า กับอนารยชนอื่นๆ อีก ๕๐๐ คน เมื่อได้ สถาปนาพระธาตุแล้ว พระมหากัสสปก็ได้ทำเสาตุงหรือเสาธงสูง ๘,๐๐๐ วา ตุงยาว ๗,๐๐๐ วา กว้าง ๕๐๐ วา มีร่มเงา ปกคลุมไปทั่วที่ราบเชียงแสน คนทั้งหลายจึงเรียกดอยที่สถาปนาพระธาตุเจ้านั้นว่า ดอยตุง มาจนถึงทุกวันนี้ ปู่เจ้าลาวก กับย่าเจ้าลาวาจกสองผัวเมีย อยู่ทำนุบำรุงพระธาตุเจ้าบนดอยตุงชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อตายแล้วจึงได้ไปเกิดเป็นเทพบุตร เทพธิดาบนสวรรค์

14

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

๒) ตำนานเมืองสุวัณณะโคมคำ พงศาวดารโยนก 5 กล่าวว่า ในช่วงปลายศาสนาของพระพุทธเจ้าโกนาคมนะนั้น ได้เกิดโรคระบาด ราชบุตร แห่งเมืองปาตลีบุตรจึงอพยพผู้คนไปตั้งเมืองอยู่ในเขตโพธิสารหลวง ต่อมาราชบุตรชื่อว่ากุรุวงสากุมารได้สร้างเมืองขึ้น มา พอพระเจ้าโพธิสารหลวงทราบข่าวก็ไปรบหลายครั้งแต่ก็พ่ายแพ้จนพระองค์ต้องยกราชสมบัติให้แก่ราชกุมารกุรุวง สา ต่อมาได้เรียกชื่อแคว้นนั้นว่า กุรุรัชและเรียกประชาชนว่า “กล๋อม” ก็มีกษัตริย์สืบมาถึง ๔๔,๘๐๐ องค์ จนถึงสมัยพญาศรีวงสาได้ครองเมืองโพธิสารหลวง พระองค์มีราชบุตรสอง องค์ คือ อินทรวงสา และไอยกุมาร โดยอินทรวงสาได้ครองราชย์สืบจากพระราชบิดา และมีไอยกุมารเป็นอุปราช สมัย ต่อราชบุตรของอินทรวงสาชื่ออินทรปฐมได้อภิเษกกับธิดาของไอยอุปราช พระนางอุรสาเทวีของพญาอินทรปฐมคลอดราชบุตรออกทางปากมีชื่อว่า “สุวัณณมุขทวาร” ทำให้พาหิรปุโรหิต ใส่ร้ายและลอยแพในแม่น้ำโขงจนไปถึงท่าโคมคำ ไอยอุปราชจึงได้สร้างเมืองให้ชื่อว่า “สุวัณณโคมคำ” ฝ่ายเมืองโพธิสาร เกิดโรคระบาดหลังจากใส่ร้ายพระราชเทวีและกุมาร ผู้คนที่เหลือจึงได้หนีออกจากเมืองไปอยู่ที่เมืองสุวัณณโคมคำ กษัตริย์ในเมืองสุวัณณโคมคำสืบต่อจากพญาสุวัณณมุกขทวารมีถึง ๘๔,๕๕๐ องค์ จึงสิ้นสุดลง และเชื้อสาย พาหิรปุโรหิตได้เป็นใหญ่ในเมืองสุวัณณโคมคำ ด้ข่มเหงชาวเมืองให้ได้รับความเดือดร้อน จนกระทั่งพญานาคนามว่า “ศรี สัตตนาค” ได้ขุดฝั่งน้ำของหรือน้ำโขงทำให้เมืองล่มในราตรี ทำให้เจ้าเมืองและชาวเมืองจมน้ำตายเป็นอันมาก เมือง สุวัณณโคมคำจึงกลายเป็นเมืองร้างและเป็นท่าหลวงชื่อว่า “ท่าโคมคำ” ๓) ตำนานสิงหนวัติกุมาร หลังจากเมืองสุวัณณะโคมคำล่ม กลายเป็นท่าหลวงไปแล้ว ตำนานสิงหนวัติกุมารได้กล่าวถึงการอพยพของกลุ่ม ชาวไทเมืองแห่งนครไทเทศเข้ามาตั้งบ้านเมืองอยู่ในบริเวณเมืองสุวัณณะโคมคำที่ร้างไป และมีการสืบราชสมบัติต่อๆ กัน มาอีกนับพันปีตั้งแต่สมัยพุทธกาล กล่าวถึงพญานาคมาช่วยสร้างเมืองพันธุสิงหนวัตินคร หรือเมืองโยนกนาคพันธุ์ จน กระทั่งเมืองล่มหลายเป็นหนองน้ำไป ชาวเมืองที่อยู่นอกเมืองก็มารวมกันสร้างเมืองใหม่ขึ้นเรียกว่าเมืองปรึกษา มีการ ปกครองแบบขุนแต่งเมืองเป็นระยะเวลาประมาณ ๙๓ ปี ๔) ตำนานหิรัญนครเงินยาง กล่าวถึงพระเจ้าอนุรุทธกษัตริย์แห่งเมืองพุกามจะตัดศักราชใหม่ โดยแต่งจุลศักราชในปี พ.ศ. ๑๑๘๒ นั้น เมื่อจะประชุมเชิญท้าวพญาในชมพูทวีปมาร่วมในพิธี ก็ปรากฏว่าในเมืองปรึกษาไม่มีกษัตริย์ปกครอง พระองค์จึงได้ ขอร้องพระอินทร์ให้ช่วยเหลือ พระอินทร์จึงส่งลวจังกราชเทวบุตรมาเป็นกษัตริย์ กษัตริย์วงศ์ลวจังกราชนี้ได้สืบราช สมบัติต่อๆ กันมาในเมืองหิรัญนครเงินยาง จึงถึงกษัตริย์องค์ที่ ๒๓ คือ พญามังราย เป็นยุคที่ขยายอาณาเขต และได้ รวบรวมหัวเมืองต่างๆ เข้าเป็นอาณาจักรล้านนา โดยมีเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง

15


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

๕) นิทานเรื่องแมงสี่หูห้าตา เรื่องแมงสี่หูห้าตาเป็นนิทานที่เล่าต่อๆ กันมา ที่วัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มีตำนาน เล่าเกี่ยวกับเรื่องแมงสี่หูห้าตาว่า ในเมืองพันธุมัตติราชธานี มีพญาชื่อพันธุมัตติ มีเทวี ๗ นาง ในเมืองนี้มีทุคตะ ๓ พ่อแม่ลูก ต่อมาแม่และพ่อได้ตาย จากไป ก่อนตายพ่อก็ให้โอวาทสั่งสอนและสั่งว่า ไม่ต้องจัดพิธีงานศพพ่อ เมื่อศพล่อนให้ลากเอาหัวและกะโหลกไปตามทาง ถ้า ติดตรงไหนก็ให้ใส่แร้วตรงนั้น เมื่อพ่อเสียชีวิตแล้ว ชายทุคตะได้ปฏิบัติตามที่พ่อสั่งไว้ และดักแร้วได้สัตว์ที่มีลักษณะประหลาด คือ มี ๔ หู ๕ ตา จึงนำมาไว้ที่ตูบน้อยที่อยู่ของตนเอง พบว่า แมงสี่หูห้าตาชอบกินถ่านไฟแดงเป็นอาหารและถ่ายมูลเป็นทองคำทุกวัน ชายทุคตะ จึงได้ขนเอาไปฝังไว้ในสวนจำนวนมาก โดยไม่มีใครทราบ พญาพันธุมัตติราชมีราชธิดาชื่อนางสิมมา มีรูปโฉมงดงาม เมื่อพญาทั้งหลายมาสู่ขอ พญาพันธุมัตติราชได้ประกาศว่า ถ้าผู้ใดสามารถตีลินคำ (รางน้ำทองคำ) พาดจากเมืองของตนมาถึงคุ้มของพญาได้ ตนเองจะยกลูกสาวให้แต่งงานด้วย ชาย ทุคตะจึงหาช่างมาตีลินคำพาดจากตูบน้อยของตนเองไปถึงคุ้มพญา พญาจึงยกลูกสาวให้แต่งงานด้วย วันหนึ่งพญาพันธุมัตติราชจึงเรียกชายทุคตะมาสอบถามถึงที่มาของทองคำจำนวนมาก ที่นำมาตีเป็นลินคำ เขาจึงเล่า ความจริงให้พญาฟังทั้งหมด พญาจึงให้คนไปขนเอาทองคำที่ฝังไว้มาเก็บในคลังหลวง และนำแมงสี่หูห้าตามายังคุ้มหลวง คนทั้ง หลายพากันมามุงดูเป็นจำนวนมาก แมงสี่หูห้าตาจึงหนีเข้าไปในช่องถ้ำที่อยู่ใกล้เมือง พญาและ อำมาตย์ทั้งหลายจึงตามเข้าไปในถ้ำ แต่ปากถ้ำได้พังทลายลงมาปิดไว้ หาทางออกไม่ได้ มีแต่ ช่องเล็กๆ พญาจึงให้เทวีทั้ง ๗ มาหาและให้เปิดผ้านุ่งให้ดู มีนางเทวีคนที่ ๗ คนเดียวที่ ตัดสินใจยอมเปิดผ้านุ่งให้ดู ทำให้ก้อนผาที่ปิดปากถ้ำหัวเราะและแตกออก พญาและ อำมาตย์จึงออกมาได้ พญาทั้งหลายจึงรักเมียปลายมากกว่าเมียเก๊ามาตราบทุกวันนี ้ ต่อมา พญาพันธุมัตติราชได้โปรดให้ราชาภิเษกลูกเขยเป็นพญา ได้ เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า “พระยาธรรมมิกะราช” และมีการเฉลิมฉลองนับ ๗ วัน ๗ คืน มีพระสงฆ์มาเผยแพร่พระพุทธศาสนา แล้วนำพระบรมพุทธสารีริกธาตุนิ้ว ก้อยข้างซ้ายของพระพุทธเจ้ามาถวาย ในฐานะที่เป็นเจ้าเมือง พระยาธรรมมิกะ ราชจึง โปรดฯ ให้สร้างวัดวาอารามต่างๆ เพิ่มขึ้น และได้สร้างวัดดอยเขาควาย แก้วโดยนำเอาพระบรมพุทธสารีริกธาตุนิ้วก้อยข้างซ้ายของพระพุทธเจ้าบรรจุใส่ไว้ ในเจดีย์ของวัดดอยเขาควายแก้วอีกด้วย วัดนั้น สร้างตรงยอดดอยที่มีถ้ำที่แมงสี่หู ห้าตามาติดบ่วงแร้วได้ที่นั่น และเป็นวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้วของจังหวัดเชียงราย ในปัจจุบัน

16

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

๑.๒ กฎหมาย กฎหมายของล้านนา เข้าใจว่าได้รวบรวมและตราขึ้นใช้ในสมัยพญามังรายปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาผู้สร้าง เมืองเชียงใหม่ มีชื่อว่า “มังรายศาสตร์” หรือ “วินิจฉัยมังราย” สันนิษฐานว่าพญามังรายอาจจะตรากฎหมายฉบับนี้โดยได้รับ อิทธิพลของ “กฎหมายมังรายศาสตร์” ของมอญจากหริภุญชัย มังรายศาสตร์คงเป็นกฎหมายที่ใช้ในการพิจารณาตัดสินคดี ต่างๆ สืบทอดต่อกันมาหลายสมัย นอกจากนี้ยังพบต้นฉบับกฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น กฎหมายเช่านา อวหาร ๒๕ (ว่า ด้วยการโจรกรรม ๒๕) กฎหมายโคสาราษฎร์ เป็นต้น ๑.๓ ตำรา ได้แก่ ตำราโหราศาสตร์ ตำราสมุนไพร ตำราประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีสืบชะตาเมืองเชียงใหม่ มูล ประทีป (ว่าด้วยประเพณีการจุดประทีปตามบ้านเมือง) บูชาเคราะห์หลวง (ว่าด้วยประเพณีการสะเดาะเคราะห์ และลักษณะ ขึดหรืออุบาทว์ต่างๆ) เป็นต้น ๑.๔ ชาดก วรรณกรรมประเภทนิทานชาดกของล้านนามีอยู่เป็นจำนวนมากส่วนใหญ่จะเป็นชาดกนอกนิบาต ซึ่งสืบเนื่องมาจาก การนำนิทานท้องถิ่นมาแต่ง เพื่อใช้เทศนาสั่งสอนโดยกล่าวอ้างว่าเป็นเรื่องของพระโพธิสัตว์ การแต่งจะมีลักษณะยกคาถาบาลี ตั้งแล้วพรรณนาเป็นภาษาร้อยแก้ว บางเรื่องก็มีลักษณะการแต่งปนกับร่าย (ซึ่งเรียกกันว่า “ธรรมค่าว”) ๑.๕ คำสอน วรรณกรรมคำสอนที่แต่งเป็นร้อยแก้ว มักจะแต่งขึ้นใช้เทศน์เช่นเดียวกับวรรณกรรมประเภทชาดกโดยมีการยกคาถา บาลีตั้งแล้วอธิบายขยายความเป็นร้อยแก้ว หรือมีการแต่งเป็นร่ายปนด้วย วิธีการสอนนั้นมีทั้งการใช้เทศนาโวหารและสาธก โวหารโดยการยกอุทาหรณ์เป็นนิทานประกอบตัวอย่าง เช่น วรรณกรรมเรื่องปู่สอนหลานย่าสอนหลาน โลกนัยคำสอน โลกหานี คำสอน โลกธนะ เป็นต้น

๒. วรรณกรรมประเภทร้อยกรอง

ร้อยกรองของล้านนา แบ่งตามลักษณะรูปแบบได้ ๖ ประเภท คือ โคลง ร่าย ค่าวซอ คำร่ำ กาพย์ และซอ ที่ปรากฏ เป็นวรรณกรรมลายลักษณ์พบต้นฉบับส่วนใหญ่มีเพียง ๓ ประเภท คือ ร่าย (เรียกว่า “ธรรมค่าว” หรือ “ค่าวธรรม”) โคลง และค่าวซอ ทั้งนี้เพราะคำประพันธ์อีก ๓ ชนิด คือ กาพย์ คำร่ำ และซอนั้น เป็นลักษณะบทเพลงพื้นบ้านกล่าวคือ กาพย์นั้น เป็นเพียงบทแทรกสำหรับพระภิกษุสงฆ์ใช้สลับในการเทศน์ (ลักษณะคล้ายกับแหล่ของภาคกลาง) คำร่ำเป็นบทขับขานในพิธีกรรม ส่วนซอเป็นลักษณะเพลง ปฏิพากย์ คือ มีนักร้องชายหญิงที่เรียกกันว่า “ช่างซอ” ขับร้องโต้ตอบกัน (คล้ายกับ “หมอลำ” ของ ภาคอีสาน) ด้วยเหตุนี้จึงไม่ค่อยพบการแต่งคำประพันธ์ทั้งกาพย์ คำร่ำ และซอนี้เป็นวรรณกรรมลายลักษณ์แต่อย่างใด 17


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

๒.๑ วรรณกรรมประเภทโคลง เท่าที่พบต้นฉบับ แบ่งตามเนื้อหาได้ดังนี้ ประเภทนิราศ ประเภทประวัติศาสตร์ ประเภทนิทาน ประเภทคำสอน และโคลงกลบทต่างๆ ๒.๒ วรรณกรรมประเภทร่าย วรรณกรรมประเภทนี้เป็นวรรณกรรมพุทธศาสนา จึงมักเรียกว่า ธรรมค่าว ค่าวธรรม หรือกลอนธรรม กล่าวคือ พระภิกษุแต่งขึ้น เพื่อใช้เทศนาธรรม เนื้อหาจึงจัดเป็นวรรณกรรมคำสอนโดยตรง ส่วนใหญ่จะเป็นนิทานชาดก ซึ่งมีที่มาทั้งจากนิทานพื้นบ้านที่เล่าสืบต่อกันมา จากอรรถกถาชาดก และปัญญาชาดก ลักษณะการแต่งจะคาบเกี่ยวกับร้อยแก้วสำนวนเทศน์ พัฒนาเป็นร่ายโบราณ (ที่มีวรรคละ ๕ คำเป็น หลัก) และเป็นร่ายยาว (ที่มีถึงวรรคละ ๑๐ คำก็ได้) เช่น เรื่องที่นิยมแต่งกันมาก คือ ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ๒.๓ วรรณกรรมประเภทค่าวซอ เป็นคำประพันธ์ของล้านนาชนิดหนึ่งที่มีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ วรรณกรรมค่าวซอเป็นวรรณกรรมที่สืบเนื่องมาแต่ “ธรรมค่าว” นักเขียนภาคเหนือนิยมแต่งกันมากในราวสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (เริ่มตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.๒๓๐๐ อันเป็นระยะที่เชียงใหม่พ้นจากการ ปกครองของพม่าแล้วและในช่วงที่กวีรัตนโกสินทร์นิยมแต่งวรรณกรรมด้วยกลอนแปดหรือ กลอนสุภาพ กวีภาคเหนือนิยมแต่งวรรณกรรมด้วย ค่าวซอเป็นส่วนใหญ่) จุดมุ่งหมายในการแต่งเพื่อ “เล่าค่าว” หมายถึงการที่ผู้รู้อักษรล้านนา (ซึ่งบวชเรียนมาแล้ว) เป็นผู้อ่านค่าวซอเป็นทำนอง เสนาะหรือที่เรียกว่าการ “จ๊อย” มีหลายทำนอง เช่น ทำนองเชียงใหม่ ทำนองเมืองเถิน ทำนองลำปาง ทำนองเชียงแสน ทำนองโก่งเฮียวบง ทำนองม้าย่ำไฟ ทำนองวิงวอน เป็นต้น เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ เช่น ค่าวซอหงส์หิน ค่าวซอเจ้าสุวัตรนางบัวคำ ค่าว ซอก่ำกาดำ เป็นต้น ๒.๔ วรรณกรรมประเภทค่าวร่ำ ค่าวร่ำ (อ่านว่าค่าวฮ่ำ) คือ ค่าวที่พรรณนาถึงเหตุการณ์หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ บางเรื่องคล้ายกับจดหมายเหตุ เช่น ค่าว ร่ำเชียงแสนแตก ค่าฮ่ำบอกไฟขึ้น เป็นต้น ๑) ค่าวเชียงแสนแตก ค่าวเชียงแสนแตกเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการรบกับพม่าของกลุ่มคนไทย เพื่อยึดเชียงแสน ต้นฉบับที่พบเป็นเอกสารใบลานของวัด ม่วงตึ๊ด ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอเมือง จังหวัดน่าน จำนวน ๑ ผูก ความยาว ๔๒ หน้าลาน คัดลอกด้วยอักษรธรรมล้านนา แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้คัด ลอกและกวีผู้แต่ง ไพฑูรย์ ดอกบัวแก้ว6 กล่าวว่า “ต้นฉบับเดิมของเอกสารนี้ขาดหายไปจำนวนหลายหน้า โดยเฉพาะในช่วงตอนท้าย จึง ทำให้กวีพนธ์เรื่องค่าวเชียงแสนแตกไม่จบบริบูรณ์ โดยมีเนื้อหาแบ่งออกเป็น ๑๔ ตอน ประกอบด้วย กวีนิพนธ์จำนวน ๕๒๘ บทเฉพาะบท สุดท้ายมีเพียง ๒ วรรค ความต่อเนื่องจากนั้นได้ขาดหายไป...” บทที่ ๑ และ ๒ ขึ้นต้นด้วยการขอพรจากพระรัตนตรัยว่า ๑. อภิวันเท ปูเชโครพ พระไตรภพ ติโลกาจารย์ ทักขินัยยา รัตนะแก้ว นวธัมม์ รัสสะหาร ๒. ชุลีกร บวนสว่างแล้ว เศียรใส่เกล้าสิรงค์ วันทานบ คุลีเบงจงค์ ทังที่ติด ที่เท้าทั้งห้า

18

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เนื้อหาในค่าวเชียงแสนแตก เป็นการกล่าวถึงการขับไล่พม่าให้ออกจากเมืองเชียงแสนในปี พ.ศ. ๒๓๔๖ โดยมีกองทัพจากเมือง เชียงใหม่ ลำปาง และน่าน ร่วมมือกันเข้าตีเมืองเชียงแสน โดยกองทัพของทั้งสามเมืองได้ยกมาปิดล้อมเมืองไว้ จากนั้น จึงวางแผนที่จะเข้า โจมตีพร้อมกัน และนัดหมายให้ทหารในเมืองเชียงแสนเป็นฝ่ายเปิดประตูให้ กองทัพของทั้งสามเมืองจึงยกเข้าสู่ตัวเมืองเชียงแสนได้โดย สะดวก เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผนการณ์ที่วางไว้ จึงสามารถยึดเมืองเชียงแสนได้ไม่ยากเย็นนัก ในสงครามครั้งนี้แม่ทัพพม่าถูกยิงที่ศีรษะ เสียชีวิต บรรดาทหารที่เหลืออยู่ทั้งหมดจึงแตกพ่ายหนีไป ปรากฏความว่า ๒๗๒. เตชะบุญ กระหม่อมเหนือเกล้า มากนักปราบพลมาร หวานม่านร้าย หากม้วยสังขาร ชีวิตมาร ถูกปืนถูกเกล้า ๒๗๓. จับใส่หัว โป่ม่านผู้เถ้า ท่าวล้มข่วงอาราม ฝูงหมู่ลูกน้อง สรวมหอบหยุบหาม ออกอาราม แล่นหนีจากหั้น ม่านทังหลาย ต่างคนต่างดั้น พร่องลงเรือสู่น้ำ หลังจากยึดเมืองเชียงแสนคืนจากพม่าได้สำเร็จแล้ว เจ้าเมืองเชียงใหม่ ลำปาง และน่าน จึงอพยพกวาดต้อนผู้คนชาวเมืองเชียงแสน ไปยังเมืองของตน ทำให้เมืองเชียงแสนกลายเป็นเมืองร้าง

๒) ค่าวร่ำบอกไฟ 7 ค่าวร่ำบอกไฟ เป็นค่าวที่ใช้สำหรับขับในคราวมีประเพณีจิบอกไฟ (จุดบั้งไฟ) ของชุมชนชาวบ้าน ส่วนมากจะจิสำหรับบูชาพระธาตุ ที่ชุมชนนับถือ สำนวนภาษามักจะกล่าวถึงเหตุการณ์อย่างสนุกสนาน เช่น มาเต๊อะ มาเต๊อะ ปี่น้องทังหลาย ศรีเกิดเจียงราย ปากั๋นวิ่งเต้น หาเฝ่าฝืนฟาง ดินไฟและขาง หามาพร้อมถ้วน แล้วใส่ครกก้วน ตำ สากมองดัง บางคนใคร่หัน สล่าเปิ้นสร้าง ขอเป็นลูกจ้าง แป๋งบอกไฟยาว สืบเจื้อสืบจ๋าว ต่อไปตางหน้า หมู่จุ๋มตู๋ข้า จักฮ่ำเฮียนเอา จ่วยกั๋นขูดเหลา ไม้หวายลากเส้น ตู๋ข้าบ่เว้น ฮีตเก่าฮอยเดิม จักขอส่งเสริม บ่ละคว่างไว้ ตู๋ข้ารับไจ้ หามแห่เดินตาง สนุกสนานตวยกันเป็น เส้น ฟ้อนรำม่วนเล้น ดีดเต้นนมมือ ขอพระบุญเหลือ จ้วยก้ำจ้วยป้อง จิบอกไฟยาว โห่ร้องเจี๋ยวจ๋าว ตี๋กล๋างโต้งกว้าง ยกขึ้นใส่ก้าง จิเสียยาม แลง บ่ถ้ากินเหนง หมู่เฮาเปิ้นป๊อง ขึ้นก็ฟ้อน บ่ขึ้นก็ฟ้อน มันเป๋นตุกข์ย้อน ได้ต๋อกได้ต๋ำ ตี๋นมือบอดำ ลำคอบอเส้า หมู่เฮานี้เล่า สนุกเมามัว แม่ฮ้างลืมครัว แม่เฮือนลืมผัว สาวจี๋ลืมจู้ ก็หมู่นี้เนอ...

19


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 3 : สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

ในจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน

สถานการณ์ภาษาล้านนา

สถานการณ์ภาษาล้านนาในจังหวัดเชียงรายเป็นเช่นกับจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือ คือ มีการพูดภาษาล้านนา (คำเมือง) ผสมกับภาษาไทยถิ่นกลางเป็นจำนวนมากซึ่งลักษณะการพูดคำเมืองผสมกับภาษาไทยนั้น คำเมืองจะเรียก ว่า แปล๊ด (ปะ-แล๊ด, ไทยแปล๊ดเมือง) โดยมากแล้วมักจะพบใน คนที่พูดคำเมืองมากๆ แล้วพยายามจะพูดไทย หรือ คนพูดภาษาไทยพยายามจะพูดคำเมือง เผลอพูดคำทั้ง ๒ ภาษา มาประสมกัน เช่น แดดร้อนมากเลย เอาจ้องมากางดีกว่า (ถ้าเป็นภาษาเมืองจริงๆ ต้องพูดว่า แดดฮ้อนแต๊ เอาจ้องมาก๋างเลาะ) อะไรเนี่ย! ทำไมมันแพงแต๊แพงว่า (ถ้าเป็นภาษาเมืองจริงๆ ต้องพูดว่า “อะหยังนิ จะ (ยิ) ไดมันแปงแต๊แปงว่า” การพูดคำเมืองที่เป็นประโยคแบบดังเดิมนั้นหายากแล้วเนื่องจากมีการผสมผสานกับภาษาไทยภาคกลาง ทั้งใน สำเนียงและคำศัพท์ ยกตัวอย่างประโยคกำเมืองแบบดั้งเดิม เช่น กิ๋นข้าวแล้วกา = ทานข้าวแล้วรึยัง ยะอะหยั๋งกิ๋นกา (เจ้า) = ทำอะไรทาน (ค่ะ) ถ้าเป็น ผู้ชายจะไม่ลงท้าย คำว่า เจ้า ไปตังใดมา (เจ้า) = ไปไหนมา (ค่ะ)

บรรณานุกรม ปริญญา กายสิทธิ์. ประวัติพระพุทธศาสนาในล้านนาไทย ตั้งแต่ง พ.ศ. ๑๙๑๒ – ๒๑๐๑. กรุงเทพฯ : ปริญญานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาประวัติศาสตร์) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, ๒๕๒๘ (หน้าที่ ๑๑) ii พระยาประชากิจกรจักร(แช่ม บุนนาค). พงศาวดารโยนก. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๑๕. (หน้าที่ ๓๑๗) iii สมหมาย เปรมจิตต์ อ้างถึงใน บุญคิด วัชรศาสตร์. แบบเรียนภาษาเมืองเหนือ. พิมพ์ครั้งที่ ๖. เชียงใหม่ : ธาราทองการพิมพ์, ๒๕๒๗. iv ตำนานพระธาตุดอยตุง ในประชุมตำนานพระธาตุภาคที่ ๑ และภาคที่ ๒. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๑๓. v พระยาประชากิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค). พงศาวดารโยนก. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๑๕. vi ไพฑูรย์ ดอกบัวแก้ว. ค่าวเชียงแสนแตก ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ เล่ม ๒. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, ๒๕๔๒. (หน้า ๙๒๓ – ๙๒๔) vii คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดเชียงราย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๔๔. (หน้า ๑๑๗ – ๑๑๘) i

20


language  

สร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you