Issuu on Google+


ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ (ฉบับคืนยุทธจักร)


ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ (ฉบับคืนยุทธจักร) เสถียร  จันทิมาธร

กรุงเทพมหานคร  ส�ำนักพิมพ์มติชน  ๒๕๕๘


ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ (ฉบับคืนยุทธจักร) • เสถียร จันทิมาธร พิมพ์ครั้งแรก : สำ�นักพิมพ์มติชน, กรกฎาคม ๒๕๓๐ พิมพ์ครั้งที่สอง : สำ�นักพิมพ์สร้างสรรค์-วิชาการ, ตุลาคม ๒๕๓๕ พิมพ์ครั้งที่สาม : สำ�นักพิมพ์สร้างสรรค์-วิชาการ, ธันวาคม ๒๕๓๕ พิมพ์ครั้งที่สี่ : สำ�นักพิมพ์มติชน, มิถุนายน ๒๕๓๙ พิมพ์ครั้งที่ห้า : สำ�นักพิมพ์มติชน, กรกฎาคม ๒๕๕๘

ราคา  ๓๔๐  บาท ข้อมูลทางบรรณานุกรม เสถียร จันทิมาธร. ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์.-- พิมพ์ครั้งที่ ๕.-- กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๘. ๓๖๐ หน้า.--(วรรณกรรม).  ๑. วรรณกรรมจีน--ประวัติและวิจารณ์  I. ชื่อเรื่อง ๘๙๕.๑ ISBN  978 - 974 - 02 - 1408 - 3 ที่ปรึกษาส�ำนักพิมพ์  : อารักษ์  ​คคะนาท, สุพจน์  แจ้งเร็ว, สุชาติ  ศรีสุวรรณ, ปิยชนน์  สุทวีทรัพย์, ไพรัตน์  พงศ์พานิชย์, นงนุช สิงหเดชะ ผู้จัดการส�ำนักพิมพ์  : กิตติวรรณ เทิงวิเศษ • รองผู้จัดการส�ำนักพิมพ์  : รุจิรัตน์  ทิมวัฒน์, อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ บรรณาธิการบริหาร : สุลักษณ์  บุนปาน • บรรณาธิการส�ำนักพิมพ์  : พัลลภ สามสี หัวหน้ากองบรรณาธิการ : สอง แสงรัสมี  • บรรณาธิการเล่ม : โมน สวัสดิ์ศรี พิสูจน์อักษร : บุญพา มีชนะ • กราฟิกเลย์เอาต์  : อัสรี  เสณีวรวงศ์ ออกแบบปก : สุลักษณ์  บุนปาน • ศิลปกรรม : สิริพงษ์ กิจวัตร ประชาสัมพันธ์  : สุภชัย สุชาติสุธาธรรม หากท่านต้องการสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้จ�ำนวนมากในราคาพิเศษ  เพื่อมอบให้วัด ห้องสมุด โรงเรียน หรือองค์กรการกุศลต่างๆ โปรดติดต่อโดยตรงที่  บริษัทงานดี  จ�ำกัด โทรศัพท์  ๐-๒๕๘๐-๐๐๒๑ ต่อ ๓๓๕๓ โทรสาร ๐-๒๕๙๑-๙๐๑๒

www.matichonbook.com บริษัทมติชน จำ�กัด (มหาชน) : ๑๒ ถนนเทศบาลนฤมาล ประชานิเวศน์  ๑ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ โทรศัพท์  ๐-๒๕๘๐-๐๐๒๑ ต่อ ๑๒๓๕  โทรสาร ๐-๒๕๘๙-๕๘๑๘ แม่พิมพ์สี-ขาวดำ� : กองงานเตรียมพิมพ์  บริษัทมติชน จำ�กัด (มหาชน) ๑๒ ถนนเทศบาลนฤมาล ประชานิเวศน์  ๑  เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐  โทรศัพท์  ๐-๒๕๘๐-๐๐๒๑ ต่อ ๒๔๐๐-๒๔๐๒ พิมพ์ที่ : โรงพิมพ์มติชนปากเกร็ด ๒๗/๑ หมู่  ๕ ถนนสุขาประชาสรรค์  ๒ ตำ�บลบางพูด อำ�เภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี  ๑๑๑๒๐ โทรศัพท์  ๐-๒๕๘๔-๒๑๓๓, ๐-๒๕๘๒-๐๕๙๖  โทรสาร ๐-๒๕๘๒-๐๕๙๗ จัดจำ�หน่ายโดย : บริษัทงานดี  จำ�กัด (ในเครือมติชน) ๑๒ ถนนเทศบาลนฤมาล ประชานิเวศน์  ๑  เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐  โทรศัพท์  ๐-๒๕๘๐-๐๐๒๑ ต่อ ๓๓๕๐-๓๓๕๓ โทรสาร ๐-๒๕๙๑-๙๐๑๒ Matichon Publishing House a division of Matichon Public Co., Ltd. 12 Tethsabannarueman Rd., Prachanivate 1, Chatuchak, Bangkok 10900 Thailand หนังสือเล่มนี้พิมพ์ด้วยหมึกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องธรรมชาติ  ลดภาวะโลกร้อน  และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้อ่าน


สารบัญ

ค�ำประกาศส�ำนักพิมพ์ (พิมพ์ครั้งที่ ๑) ค�ำน�ำส�ำนักพิมพ์ (พิมพ์ครั้งที่ ๒ และ ๓) ค�ำน�ำจากส�ำนักพิมพ์ (พิมพ์ครั้งที่ ๔) ค�ำน�ำส�ำนักพิมพ์ นี่ไม่ใช่ “ค�ำน�ำ” - เสริมศรี เอกชัย ก่อนจะเป็น ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ จาก พยัคฆ์ซ่อน มังกรซุ่ม ถึง วิถีแห่งความว่าง วิถีกระบี่ “ใจ”

วรรณกรรมของ “โก้วเล้ง” ๓ ยุคแห่งสายสัมพันธ์วรรณกรรมจีน-ไทย บุรุษชุดขาว  จอมกระบี่นิรนามจาก “สามเกาะแห่งบูรพา” ปึงป้อเง็ก ผู้พิชิต “บุรุษชุดขาว” ซาเสียวเอี้ย กับ “๑๕ กระบี่คร่าชีวิต” ของ “อี้จับซา” เล็กเซี่ยวหงส์ หงส์ผงาดฟ้าผู้รักมนุษยชาติ ไซมึ้งชวยเซาะ  กระบี่เดียวหยดโลหิตแห่งหมู่บ้าน “หมื่นเหมย”

๘ ๑๐ ๑๒ ๑๕ ๑๗ ๒๔ ๒๘ ๓๕ ๔๗ ๖๑ ๗๗ ๙๑ ๑๐๗


กระบี่ใจของ-ปึงอุ้ย จากดินแดนกังหน�ำ เซียวจับอิดนึ้ง สุนัขป่าโดดเดี่ยว ยอดขุนโจรแห่งบู๊ลิ้ม จาก “ลิ่มเซียนยี้” ถึง “ซิมเปียะกุน”  โฉมสะคราญอันดับหนึ่งแห่งบู๊ลิ้ม อาฮุย ทารกแห่งบู๊ลิ้ม กรณีลอบสังหารดาบเทพเจ้า-แป๊ะเทียนอู้  ณ อารามดอกเหมย เอี๊ยบไค ทายาท “มีดบิน” ของ “ลี้คิมฮวง” ๑๐ ยอดฝีมือ ๑๐ ยอดอาวุธ  จากการจัดอันดับของ “แป๊ะเฮี่ยวเซ็ง” โป้วอั้งเสาะ จอมดาบหิมะแดง ผู้อยู่กับความเปล่าเปลี่ยว

๑๒๑ ๑๓๗

วิถีแห่งความว่าง สุญตา : วิถีกระบี่ “ใจ”

๒๓๑

หลวงจีนสัตย์ซื่อ อารยโพธิธรรม มากรัก มากน�้ำใจ มือไร้ห่วง ห่วงอยู่ที่ใจ ลืมห่วง ลืมเรา ห่วงคือเรา เราคือห่วง จอมยุทธ์ตระกูลอา จางซันเฟิง อาฮุย ทารกแห่งบู๊ลิ้ม คล้อยเพื่อเคลื่อนตาม กระบี่ของอาฮุย แฮโรลด์ ร้อบบิ้นส์ โก้วเล้ง มิสแมนเดอร์ ฮั่งไหนไน่

๒๓๓ ๒๓๖ ๒๔๐ ๒๔๔ ๒๔๗ ๒๕๐ ๒๕๔ ๒๕๗ ๒๖๑ ๒๖๔ ๒๖๗ ๒๗๐ ๒๗๔

๑๕๓ ๑๖๗ ๑๘๑ ๑๙๕ ๒๐๗ ๒๒๑


อากิกที่ใช้ไม่ได้ ทอม ฮาร์ริส เมี่ยวจื้อ อ�ำลา ฮั่งแกเล้า คนแบกถังอุจจาระ กระบี่กิ่งไม้แห้ง กระบี่ไม้ไผ่ แนวทางกระบี่อาฮุย จิ้นบ้อเมี่ย อาฮุย เมื่อมิอาจฆ่าคน ยามาโมโต มูซาชิ ศึกษาจากสายน�้ำ ติดต่อตามกันไม่ขาดตอน วิถีแห่งธรรมชาติ วิถีแห่งเสียงพิณ ไม้ สะบั้น เสียงพิณ พลังฝีมือ วิถีฝีมือ ธรรมชาติคืออาจารย์ อยากลืม กลับจ�ำ นามธรรม สู่รูปธรรม เพียงความเคลื่อนไหว ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว การช�ำแหละโค กระบี่ดวงใจ กระบี่ไม้ เส้นทางกระบี่ใจ จากซุนวู ถึงซุนปิน โจมตีทางใจ เป็นเอก วัตถุกับจิต จิตกับวัตถุ

๒๗๗ ๒๘๐ ๒๘๓ ๒๘๖ ๒๘๙ ๒๙๒ ๒๙๕ ๒๙๘ ๓๐๑ ๓๐๔ ๓๐๗ ๓๑๑ ๓๑๔ ๓๑๗ ๓๒๐ ๓๒๓ ๓๒๖ ๓๒๙ ๓๓๒ ๓๓๕ ๓๓๘ ๓๔๑ ๓๔๔ ๓๔๗ ๓๕๐ ๓๕๓ ๓๕๗


ค�ำประกาศส�ำนักพิมพ์

ชื่ อ ของ เสถี ย ร จั น ทิ ม าธร เหมื อ นจะห่ า งเหิ น แวดวง นักอ่านระดับหนอนหนังสือไปเสียนาน แต่ความจริงแล้วเขายังคงคลุกคลี  กับมิตรรักนักอ่านอย่างชิดใกล้ตลอดเวลา ความเด่นในผลงานเขียนหนังสือ  ของเสถียร จันทิมาธร อยู่ที่การเลือกหยิบฉวยสิ่งที่นักอ่านทั่วๆ ไปมักผ่าน  เลย และไม่มองข้ามความลุ่มลึกของผู้ประพันธ์ที่ซ่อนเร้นไว้ในบุคลิกของ  ตัวละครเช่นนักอ่านอื่นๆ สิง่ พิเศษในตัวเสถียร จันทิมาธร ดังกล่าวนี ้ แสดงออกเด่นชัดมาก  ใน “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์” ผลงานระดับเหนือชัน้ ทีจ่ ะมีกเ็ พียงครัง้ เดียว  ในวงการหนังสือเมืองไทยที่มิได้กว้างใหญ่ไพศาลแต่อย่างใด แต่มีการ  สร้างงานที่หลากหลายรูปแบบเช่นเดียวกับวงการหนังสือในบ้านเมือง  ที่เจริญก้าวไกลทุกแห่งหนในโลก “ชุ ม นุ ม มั ง กรซ่ อ นพยั ค ฆ์ ”  เป็นผลงานที่ย่นย่อบทบาทและ  บุคลิกของตัวเอก ในนิยายจีนก�ำลังภายในระดับคลาสสิกของ “โก้ว เล้ง” สมญามังกรโบราณ นับสิบเรื่อง ตัวละครในนิยายจีนก�ำลังภายใน  ของโก้วเล้งแต่ละเรื่อง ล้วนแต่มีบุคลิกพิสดาร มีฝีมือกระบี่  มีดสั้น และ  8  เสถียร จันทิมาธร


อาวุธสังหารอื่นๆ ที่สุดยอด ไร้ผู้ทัดเทียม แต่ละคนมีความเป็นมาลึกลับ  ยากหยั่งรู้และเข้าใจได้  แต่ต่างก็มีเป้าหมายที่แน่ชัด เสถียร จันทิมาธร  อ่าน “โก้วเล้ง” ผ่าน “ว. ณ เมืองลุง” และ “น. นพรัตน์” จนท�ำความ  เข้าใจกับสิ่งที่โก้วเล้งเก็บซ่อนไว้ลึกลงไปในตัวเองได้มากกว่าใคร ความเข้าใจในความเป็น “โก้วเล้ง” ของเสถียร จันทิมาธรนั้น ผู ้ อ่าน “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์” ย่อมหยัง่ รูไ้ ด้โดยง่ายทีส่ ดุ  เมือ่ อ่านเรือ่ ง  ราวของตัวละครของโก้วเล้งตัวใดตัวหนึ่งที่ได้ย่นย่อ���าอย่างสั้น ได้  ความชัด แทงทะลุถึงชีวิตและจิตใจอย่างฉับพลันในหนังสือเล่มนี้  ดุจ  มือกระบี่ที่ปลิดชีพผู้คนในดาบเดียว “เสถียร จันทิมาธร” เป็นมือกระบี่ผู้นั้น ผู้อ่านที่เคยอ่านผลงานเรื่องเด่นๆ ของโก้วเล้ง ซึ่งเรียบเรียงเป็น  ภาษาไทยโดย “ว. ณ เมืองลุง” และ “น. นพรัตน์” มาแล้วทุกเรื่อง  สามารถอ่าน “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์” ได้อีก แล้วจะรู้ว่ามีบางสิ่งใน  บางอย่างของตัวเอกที่ประทับใจเหล่านั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรา  มองข้ามไป ส�ำหรับผู้ไม่เคยสัมผัสนิยายจีนก�ำลังภายในก็อ่านได้  แล้วจะรู้ว่านิยายจีนก�ำลังภายในมิใช่จินตนาการที่เหลวไหล  ไร้สาระ หรือเต็มไปด้วยเรื่องราวของการทวงถามหนี้แค้นอย่างหนังจีน  ก�ำลังภายในแต่อย่างใด  ต้องได้อ่านแล้วจะรู้  และเชื่อว่าจะพึงใจ ด้วยคารวะจากใจ ส�ำนักพิมพ์มติชนเฉพาะกิจ

ค�ำน�ำส�ำนักพิมพ์จากการพิมพ์ครั้งที่ ๑ (กรกฎาคม ๒๕๓๐) ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  9


ค�ำน�ำส�ำนักพิมพ์

กล่าวส�ำหรับนาม ‘โก้วเล้ง’ ในหมู่นักอ่านชาวไทย โดย เฉพาะผู้ชื่นชอบ ‘นิยายก�ำลังภายใน’ ย่อมเป็นที่ยอมรับ เลื่อมใสศรัทธา  ในฐานะ ‘อัจฉริยปีศาจแห่งไต้หวัน และพญามังกรแห่งยุทธจักรอักษร’ ผู้  เปี่ยมความสามารถในเชิงการประพันธ์และรังสรรค์ตัวละครเอกคนแล้ว  คนเล่า จับใจนักอ่านรุ่นแล้วรุ่นเล่า กล่าวส�ำหรับนาม ‘เสถียร จันทิมาธร’ ในหมู่นักอ่านชาวไทย โดย  เฉพาะผู้ชื่นชอบงานวรรณกรรม ย่อมเป็นที่ยอมรับ เลื่อมใสศรัทธา ใน  ฐานะผูส้ ร้างสรรค์งานวรรณกรรมวิจารณ์และนักหนังสือพิมพ์ชนั้ แนวหน้า  ของบ้านเรา ผลงานของเขาเพียบพร้อมด้วยลีลาวรรณศิลป์  จินตนาการ  แนวคิดที่วิจิตรบรรจง สุขุม นุ่ม ลุ่มลึก และเฉียบคม ชนิดผู้อ่านรู้สึกว่า  ก�ำลังอ่านงานสร้างสรรค์ชิ้นหนึ่ง ซึ่งสลักเสลาขึ้นโดยนักประพันธ์เรือง  นาม กล่าวส�ำหรับหนังสือ ‘ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์’ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรก  โดยส�ำนักพิมพ์มติชน เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๐ นั้น ปรากฏว่าเป็น  ทีฮ่ อื ฮา กล่าวขานกล่าวขวัญกันอย่างมาก ในฐานะข้อเขียนคุณภาพคับ  10  เสถียร จันทิมาธร


เล่ม ซึง่ บรรจงสกัด คัดสรร กลัน่  กรอง บุคลิกตัวละครเอกและแนวคิดใน  งานเขียนของโก้วเล้งออกมาได้อย่างถึงแก่น คมคาย เปี่ยมด้วยอรรถรส มิเพียงช่วยให้ผู้ที่เคยอ่านนิยายก�ำลังภายในของโก้วเล้งมาแล้ว  สามารถย้อนนึกถึงรสชาติอันจับใจ และยึดกุมสารัตถะ บุคลิกตัวละคร  ที่ตนเองชื่นชอบได้อย่างอิ่มหน�ำส�ำราญใจ ลึกซึ้งขึ้นใจเท่านั้น หากยัง  ช่วยให้ผู้ที่มิเคยสัมผัสงานเขียนของโก้วเล้ง สามารถเข้าถึงความดีเด่น  ความสนุกสนาน ความตื่นตาตื่นใจและได้ปรัชญาชีวิต มิแพ้กัน โดยเฉพาะการเข้าถึงแก่นแท้ของนิยายก�ำลังภายใน ซึ่งหลาก  หลายด้วยสีสันชีวิตอันแพรวพรายของประดาจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่  มือ  กระบี่ผู้กล้าหาญ นักฆ่า มหาโจร จอมยุทธ์หญิงและนางคณิกา กระทั่ง  สามัญชนและบุตรหลานตระกูลใหญ่  อันเป็นที่มาแห่งความตื่นเต้น  ผจญภัย ปฏิภาณไหวพริบในการเผชิญหน้าและเอาชนะคู่ต่อสู้  คติ  ด�ำเนินชีวิต น�้ำมิตรไมตรี  รสชาติแห่งความเปลี่ยวเหงา และความยึด  มั่นในคุณธรรม ‘ส�ำนักพิมพ์สร้างสรรค์-วิชาการ’ มีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้  รับเกียรติให้เป็นผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้อีกครั้งในรูปลักษณ์ใหม่  โดย  เชื่อมั่นว่า นี่คือหนังสือดีอีกเล่มหนึ่งในบรรณพิภพ ที่ผู้อ่านระดับหนอน  และไม่หนอนทั้งหลายไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง ด้วยจิตคารวะ ส�ำนักพิมพ์สร้างสรรค์-วิชาการ

ค�ำน�ำส�ำนักพิมพ์จากการพิมพ์ครั้งที่ ๒ (ตุลาคม ๒๕๓๕) และครั้งที่ ๓ (ธันวาคม ๒๕๓๕) ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  11


ค�ำน�ำจากส�ำนักพิมพ์

ในบรรดานักเขียนจ�ำนวนมากที่เขียนนวนิยายจ�ำพวกที่ เรียกว่า “นิยายก�ำลังภายใน” นั้น นามของโก้วเล้งถูกจัดไว้เป็นหนึ่งใน  จ�ำนวนสามผู ้ ยิ่ ง ใหญ่ ,   เคี ย งนามของเนี่ ย อู ้ เ ซ็ ง   ผู ้ เ ขี ย น  รอยแหน  เงา จอมยุทธ์, นางพญาผมขาว, และกิมย้ง ผู้สร้าง มังกรหยก, เดชคัมภีร์ เทวดา, อุ้ยเซี่ยวป้อ และอื่นๆ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นที่รู้จักดีในหมู่ผู้อ่านทั้ง  จีนและไทย. ทั้งสองท่านที่เอ่ยนามมาทีหลังนี้  เป็นนักเขียนยิ่งใหญ่, ได้สร้าง  งานอันเป็นอมตะไว้ไม่น้อย และในขณะเดียวกันนั้นเอง - ด้วยงานที่สร้าง  ขึ้นมา - ก็ได้พัฒนาและยกระดับคุณภาพงาน “นิยายก�ำลังภายใน” ให้สูง  ขึ้นไปอีก หลังจากที่งานเขียนประเภทนี้ปรากฏออกมาในหน้าหนังสือพิมพ์  แล้วระยะหนึ่งและมิได้รับการปฏิสันถารที่ดีนัก, ไม่ใช่เรื่องที่เกินไปเลยที ่ ถาวร สิกขโกศล ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะเอ่ย  ถึงเนี่ยอู้เซ็งว่าเป็น “บู๊ลิ้มจือโจ๊ว” (บูรพาจารย์ยุทธจักร) และว่ากิมย้ง  เป็น “บู๊ลิ้มจือจุน” (ประมุขยุทธจักร) ของวงการนักเขียนเรื่องก�ำลังภายใน  เมื่อโก้วเล้งเริ่มต้นเขียนงานของเขาขึ้นมานั้น บารมีอันยิ่งใหญ่  12  เสถียร จันทิมาธร


ของทั้งเนี่ยอู้เซ็งและกิมย้งก็ได้เป็นเสมือนมหาบรรพตแผ่ตระหง่านครอบ  คลุมอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่นักเขียนหน้าใหม่อย่างเขาในเวลานั้น  จะก้าวขึ้นมาเทียบได้.  อันที่จริง อุปสรรคใหญ่หลวงที่โก้วเล้ง - ในครั้งที ่ ยังไม่ปรากฏหน้าค่าชื่อ - ต้องผ่านไปให้ได้นั้น หาใช่บารมีของผู้ยิ่งใหญ่  ทั้งสองนั้นไม่, หากคือความซ�้ำซากจ�ำเจของนวนิยายประเภทนี้ที่เกิดขึ้น  และเป็นอยู่ในหมู่นักเขียนรุ่นเดียวกับเขา - ทุกเรื่องเวียนวนอยู่แต่กับการ  แก้แค้นและปรากฏการณ์พิสดารของตัวเอก, ดังที่เขาเองก็ได้แสดงความ  อึดอัดคับข้องใจออกมา.  ต่อเมื่อเขาหลุดพ้นมาจากความซ�้ำซากจ�ำเจอัน  น่าระอาใจนั้นแหละ เขาก็กลายมาเป็นมหาบรรพตอีกลูกหนึ่ง. ความยิ่งใหญ่ของโก้วเล้งนั้นเป็นที่คุ้นกันดีอยู่ในหมู่นักอ่านบ้านเรา  ซึ่งจะว่าไปแล้วงานของเขาดูจะเป็นที่รู้จักกันมากกว่างานของกิมย้งเสีย  อีก - นี้ไม่จ�ำต้องพูดถึงเนี่ยอู้เซ็ง ซึ่งงานได้รับการแปลเป็นภาษาไทยอยู่  ไม่กี่เรื่อง; ส�ำหรับนักอ่านโดยมาก, ชื่อและบุคลิกของลี้คิมฮวง, อาฮุย,  เล็กเซี่ยวหงส์  เป็นที่คุ้นหูคุ้นตายิ่งกว่าก๊วยเจ๋ง, เอี้ยก้วย, เหล็งฮู้ชง หรือ  เตียตังปัง. เพราะความที่โก้วเล้งเป็นที่รู้จักกันดีนี้เอง จึงไม่ใช่เรื่องแปลก  เลยที่ว่าหนังสือรวมงานเขียนที่มิใช่นิยาย, ข้อทรรศนะ หรือค�ำคมในแบบ  ฉบับของเขา ได้มีปรากฏออกมาอยู่มากเล่ม, นอกเหนือไปจากงานนิยาย  ทุกเรื่องของเขาที่ผ่านการแปลโดย ว. ณ เมืองลุง และ น. นพรัตน์แล้ว ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  ไม่ใช่งานที่เกี่ยวกับตัวโก้วเล้ง แต่เกี่ยวกับ  บรรดาตัวละครอมตะเหล่านัน้ บรรดาทีโ่ ก้วเล้งเสกสรรขึน้ ,  นับตัง้ แต่  “บุรษุ   ชุดขาว” ไปจนถึง “จอมดาบหิมะแดง”.  ตัวละครเหล่านี้, แน่นอน, ใน  ด้านหนึ่งก็แสดงถึงฝีมือของโก้วเล้ง แต่อีกด้านหนึ่งก็สะท้อนถึงบุคลิกผู้ที่  สร้างเขาเหล่านัน้ ขึน้ มา. เสถียร จันทิมาธร จับตัวละครเหล่านัน้ ขึน้ ทีละตัว,  บรรจงวางลงบ���แผ่นกระดาษของเขา แล้วชี้ให้เราดู.  วิธีการของเขาอาจ  ท�ำให้เรานึกถึงยาขอบกับงานของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) และบริวิตต์-  เทย์เลอร์,  แต่ก็นั่นแหละ,  ว. ณ เมืองลุง กับ น. นพรัตน์  ย่อมไม่ใช่เจ้า  พระยาพระคลัง (หน) หรือบริวิตต์-เทย์เลอร์, โก้วเล้ง ก็ไม่ใช่หลอกวนจง.  ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  13


และเสถียร จันทิมาธรยิ่งไม่ใช่ยาขอบ; ต่างคนต่างมียุคสมัย, มีสังคม, มี  โลกทัศน์  และมีโวหารของตัวเอง. หากนับในแง่ที่ว่าเป็นงานเขียนที่เกี่ยวกับงานของคนอื่น, ชุมนุม มังกรซ่อนพยัคฆ์  ของเสถียร จันทิมาธรขับบุคลิกของตัวละครและความ  คิดของโก้วเล้งที่ถ่ายทอดผ่านตัวละครเหล่านั้นให้เด่นขึ้น;  แม้ผู้ที่อ่านงาน  ของโก้วเล้งมาแล้ว ก็ยังหาความส�ำราญและสาระได้จากหนังสือเล่มนี้.  แต่หากนับในแง่ที่ว่ามันเป็นผลงานของเขา, ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  ก็เป็น  งานที่บอกถึงเสถียร จันทิมาธรในขั้นพัฒนาการทางส�ำนวนภาษาอีกขั้น  หนึง่ ของเขา.  อนุช อาภาภิรมให้สมั ภาษณ์ลงใน  Writer Magazine ฉบับที ่ ๓๙, กล่าวถึงเขาว่า “ช่วงหนึ่งเขาชอบโก้วเล้ง ก็จะเขียนเป็นส�ำนวนก�ำลัง  ภายใน ตอนหลังก็มีคอลัมนิสต์อื่นๆ เอามาใช้ตาม” และว่า “ผมเข้าใจ  ว่าเขาเป็นคนริเริ่มส�ำนวนแบบโก้วเล้งมาใช้ก่อน ซึ่งตรงนี้ผมแปลกใจนะ  เพราะผมไม่คดิ ว่าส�ำนวนก�ำลังภายในจะเข้ากับส�ำนวนของหนังสือพิมพ์หรือ  นิตยสารข่าว แต่วา่ สังคมไทยก็ยอมรับ เป็นเรือ่ งทีน่ า่ ศึกษาในวงวรรณกรรม  หรือสังคม...” ทัง้ สองด้านดังกล่าวมานีแ้ หละ คือความเป็น ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ ที่ยังน่าอ่านอยู่เสมอ - น่าอ่าน, ไม่ว่าจะพิจารณาจากด้านไหน. ส�ำนักพิมพ์มติชน

ค�ำน�ำส�ำนักพิมพ์จากการพิมพ์ครั้งที่ ๔ (มิถุนายน ๒๕๓๙)

14  เสถียร จันทิมาธร


ค�ำน�ำส�ำนักพิมพ์

พลิ้วไหวและไหลรื่นราวสิ่งอัศจรรย์  ส�ำหรับการพรรณนา ถึงความเก่งกล้าสามารถของเหล่าจอมยุทธ์จากนวนิยายก�ำลังภายใน  โดยเฉพาะนวนิยายก�ำลังภายในของ “โก้วเล้ง” ด้วยทั้งหมดมิใช่เรื่องฆ่าฟันไร้เหตุผล แต่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิต  ผ่านแนวคิดเชิงปรัชญาที่ซ่อนซุกอยู่ภายใต้วรยุทธ์อันล�้ำเลิศ ยิ่งสืบเสาะ  ลงไปว่าบุรุษผู้ถือดาบอันเปล่งประกายยามต้องแสงอาทิตย์เหล่านั้นมี  ก�ำเนิดที่ มาจากแหล่ ง ใดยิ่ ง น่ า อั ศ จรรย์ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บุคคลเหล่านั้นจะอยู่ในจินตนาการภายใต้  ปลายปากกาของนักเขียนผู้ให้ก�ำเนิด กล้าแกร่งราวกับเทพบุตรที่อวตาร  ลงมาจากสวรรค์  อันเป็นผลจากการระบุที่มาของตัวละครอย่างสุดจะ  ลึ ก ล�้ ำ  ทว่ า ตั ว ละครเหล่ า นั้ น ก็ ไ ด้ ถ ่ า ยทอดความรั ก   ความเกลี ย ดชั ง  ว่ายเวียนอยู่ในวัฏจักรของการแก้แค้นจนไม่อาจดิ้นรนออกมาจากความ  เปลี่ยวเหงาที่ตนเป็นคนก่อไว้  ดุจวิญญาณแห่งความสันโดษหวนกลับมา  เล่นงานอย่างเจ็บปวด เพราะใครก็ตามที่หลงเข้ามาอยู่ในวังวนของยุทธ  จักร ย่อมไม่อาจลาออกจากยุทธจักรได้อย่างแท้จริง  ด้วยพวกเขาเรียนรู ้ ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  15


วิทยายุทธ์เพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของตนไปจนตาย “เสถี ย ร จั น ทิ ม าธร” นั ก เขี ย นและบรรณาธิ ก ารผู ้ ซึ่ ง ได้ ศึ ก ษา  นวนิยายก�ำลังภายในอย่างหาตัวจับยาก จึงได้ขีดเขียนหนังสือ “ชุมนุม มังกรซ่อนพยัคฆ์” ขึน้ มาจนได้รบั ความสนใจเป็นอย่างสูงเมือ่ หลายปีกอ่ น  กระทั่งจนถึงปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้ก็ได้ถือก�ำเนิดใหม่ขึ้นอีกครั้งด้วยการ  ปรั บ ปรุ ง ใหม่ แ ละเพิ่ ม เติ ม เนื้ อ หาอี ก จ�ำนวนมาก  ราวกั บ ยุ ท ธจั ก รของ  นวนิยายก�ำลังภายในได้หลุดออกมาโลดโผนบ้าบิ่นในโลกแห่งความเป็น  จริง จนยากที่จะนิยามว่าเป็นเพียงตัวละครในจินตนาการ เนื่องเพราะในแต่ละฉาก ในแต่ละตัวละคร ล้วนร่ายเล่าถึงเพลง  กระบี่อันแหลมคม พร้อมที่จะให้เกียรติคู่อริด้วยการเชือดเฉือนชีวิตให้ดับ  ดิน้   หากแต่ยงิ่ ลงมือมากเท่าใด จิตใจก็ยงิ่ อ่อนไหวระคนแข็งกระด้าง บ้าง  ถึงกับร�่ำสุราเมามาย บ้างถวิลหาน้องนางเพื่อหาหลักอิงทางใจ  ในขณะ  เดียวกัน กลุ่มพ้องของอริศัตรูก็อาจย้อนรอยกลับมาแก้แค้น แม้เหล่าชาว  ยุทธ์ส่วนใหญ่จะมิได้หลบซ่อน ทว่าก็ต้องตั้งรับกับความไม่แน่นอนของ  ชีวิตอยู่ตลอดเวลา ราวกับเป็นลิขิตชะตาที่ไม่อาจมีทางเลือก นับเป็นเรื่องราวน่าตื่นเต้น เชื้อชวนให้ผู้สัมผัสจมดิ่งเข้าไปอยู่ใน  โลกแห่งยุทธจักรจนอาจจินตนาการว่าตนเป็นชาวยุทธ์คนหนึ่งคนใด  ถึง  แม้ชีวิตชาวยุทธ์เหล่านั้นจะตั้งอยู่ในเส้นทางแห่งอุปสรรค  แต่อย่างน้อย  พวกเขาก็เป็นปุถุชนที่ด�ำรงอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี  และเปี่ยมด้วยความเป็น  มนุษย์ยิ่ง ส�ำนักพิมพ์มติชน

16  เสถียร จันทิมาธร


นี่ ไม่ ใช่ “ค�ำน�ำ”

อยู่มาวันหนึ่ง คุณเสถียร จันทิมาธรก็โยนหนังสือเรื่อง ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  ซึง่ ก็เป็นหนังสือทีท่ า่ นเขียนขึน้ มาเอง เขียนค�ำน�ำ  เอง มาให้ดิฉัน พร้อมกล่าวส�ำทับว่า “เขียน ‘ค�ำน�ำ’ ให้ผมหน่อย”... เอามาพลิกๆ ดู  ก็ประท้วงว่า “ก็เขียนเองแล้วนี่  ท�ำไมจะต้องให้  ฉันเขียนอีก เอาค�ำน�ำเดิมพิมพ์ลงไป...ก็หมดเรื่อง” แต่ตะแกไม่ยอมหมดเรื่อง เพราะสาเหตุของเรื่องก็คือ หนังสือ  ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  เล่มนี ้ พิมพ์มาแล้วถึง ๓ ครัง้  ครัง้ แรกเมือ่  พ.ศ.  ๒๕๓๐  ครั้งที่ ๒ และครั้งที่ ๓ พ.ศ.๒๕๓๕  เมื่อมาถึง พ.ศ.๒๕๓๙  ในปัจจุบันนี้  เป็นเรื่องแน่นอนว่า หนังสือที่วางจ�ำหน่ายได้หมดหรือ  เกลี้ยงไปจากแผงแล้ว แต่ยังคงมีผู้เรียกร้องต้องการอยากจะอ่านอีก  จึงจ�ำเป็นจะต้องพิมพ์ใหม่เป็นครั้งที่  ๔  ภาระอันหนักหน่วงจึงตกลงมาทีด่ ฉิ นั  ว่าจะต้องเขียน “ค�ำน�ำ” ให้  เพื่อนสักครั้งในฐานะ “ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีนก�ำลังภายใน” ตามค�ำกล่าว  อ้างของคุณเสถียรเอง ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  17


ที่ว่าเป็น “ภาระหนักหน่วง” ก็คือ การที่อ่านหนังสือประเภท  “ก�ำลังภายใน” มามากมาย และซื้อสะสมเอาไว้ทั้งเล่มเล็กเล่มใหญ่  ไม่ ต�่ ำ กว่ า   ๔๐๐  เรื่ อ งในปั จ จุ บั น นั้ น   ไม่ เ พี ย งมี เ รื่ อ งของ  “โก้ ว เล้ ง ”  นักเขียนนิยายก�ำลังภายในชื่อดังที่สุดคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของ  นักเขียนมีชื่อโด่งดังอื่นๆ อีกมากมายหลายคน “โก้วเล้ง” อาจเป็นนักเขียนคนแรกในรูปแบบจินตนิยายก�ำลัง  ภายในทีแ่ หวกแนวคิดอันน่าเบือ่ หน่ายในความคิดของเขา กระโจนเข้าไป  สู่รูปแบบของความกระชับรวดเร็วและเน้นในเรื่องของจิตใจ ความรัก  มนุษยธรรม การให้อภัย จะว่าไปก็คือ หลีกจากค�ำสอนของขงจื๊อผู้  เคร่งครัดมาสู่แนวค�ำสอนของพระพุทธเจ้ามากขึ้น มีผู้วิจารณ์ว่า รูปแบบของโก้วเล้งใหม่นี้ได้มาจากการลอกเลียน  แบบเรื่องราวหรือภาพยนตร์ของต่างประเทศโดยเฉพาะฝรั่ง ซึ่งโก้วเล้ง  ก็เถียงว่า การลอกเลียนของเขาคือการสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่  คือไม่  ได้ลอกเลียนมาทุกตัวอักษร และยังเยาะเย้ยนักเขียนคนอื่นที่ลอกเลียน  แบบใหม่ของเขาอีกด้วย จะว่าไปแล้ว ที่ผู้คนนิยมชมชอบรูปแบบใหม่ของโก้วเล้งนั้นมิใช่  เรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย ในเมื่อมีคนอีกมากมายหลายสิบล้าน  คนในโลกนี้ที่ยังคลั่���ไคล้ในรูปแบบของ “พระเอก” ในนิยายตะวันตกยุค  ก่อนของหลุยส์  ลามูร์...บุคลิกของคาวบอยตะวันตก ยิงปืนยังกะจับวาง  ขี่ม้าเก่ง แกะรอยยอด สุภาพ ช่วยเหลือสตรีและเด็ก ไม่ชอบเห็นใคร  ถูกข่มเหงรังแก สันโดษ ไม่บา้ เงินบ้าทอง บ้าผูห้ ญิง...กีเ่ รือ่ งๆ ของหลุยส์  ลามูร์  จะมีพระเอกรูปแบบอย่างนี้  ถ้า ๑๐๐ เรื่องก็  ๑๐๐ รูป นิสัยยัง  คงเดิม ก็เหมือนกับรูปแบบของพระเอกในนิยายของ “โก้วเล้ง” ซึ่งไม่ว่า  จะกี่เรื่อง กี่คน ก็มีนิสัยคล้ายๆ กัน เป็นนิสัยของคนดี  นิสัยที่ใครต่อใครอยากจะให้คนที่เขารักเขา  ชอบเป็นอย่างนี้  รูปแบบของ “พระเอก” ในนิยายต่างๆ ของโก้วเล้งจึง  เป็นที่ประทับใจของผู้อ่าน และประทับใจคุณเสถียร จันทิมาธร เพื่อน  18  เสถียร จันทิมาธร


ของดิฉัน จนเอามาเขียนเป็นเรื่อง ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ ที่ท�ำให้นิยายของโก้วเล้งเด่นชัดเจิดจ้ามากกว่านักเขียนนิยายจีน  ส่วนมาก คือส�ำนวน...ส�ำนวนชัดเจน คมคาย เรียบง่าย มีเสน่ห์  ดังที่  ท่านจะเห็นจากในหนังสือเล่มนี้  และที่ต้องยอมยกให้เป็นความดีเยี่ยม  อีกอย่างหนึ่ง คือส�ำนวนการแปลที่คมชัดไพเราะของ ว. ณ เมืองลุง  และ น. นพรัตน์   อย่างไรก็ตามบัณฑิตทางภาษาจีนหลายคนยังปรารภ  ปรารมณ์ให้ฟังว่า อ่านภาษาไทยแล้วไม่ซึ้งเท่ากับอ่านภาษาจีน ซึ่งก็  น่าเชือ่  เพราะถ้าเอาโคลงกลอนจีนมาแปลเป็นไทยหรือโคลงกลอนภาษา  อังกฤษ จะให้มันซาบซ่านความตรึงใจได้เท่ากับโคลงกลอนภาษาไทย  ที่คนไทยเขียนเองนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้  หรือจะเอาโคลงนิราศนรินทร์ของ  ไทยไปแปลเป็นจีน หรือฝรั่ง ก็คงไม่ได้ความหมายเท่ากับเนื้อหาแท้จริง  ของมันอยู่นั่นเอง ถ้าจะถามว่า ความเก่งกล้าเกรียงไกรในรูปแบบใหม่ของส�ำนวน  และเนื้อเรื่อง จิตวิญญาณของเรื่องกับลักษณะนิสัยของ “พระเอก” ของ  โก้วเล้ง ท�ำให้นิยายก�ำลังภายในของนักเขียนคนอื่นๆ ต้องชิดซ้ายตกลง  คลองไปหรือไม่  ก็จะต้องตอบว่า เป็นความจริงส่วนหนึง่  แต่ไม่ใช่ทงั้ หมด  ความเกรียงไกรของโก้วเล้ง มิได้บดบังรังสีแจ่มจ้าของ “กิมย้ง”  ดังจะได้เห็นในเรื่อง กระบี่เย้ยยุทธจักร เล่มหลังๆ ของเขา ซึ่งกระทา  ชายนาย “เหล็งฮูช้ ง” พระเอกผูย้ ำ�่ แย่แต่นสิ ยั ดีในเรือ่ งนี ้ ท�ำความประทับ  ใจให้ผู้อ่านมากกว่า “เล็กเซี่ยวหงส์” หรือ “ชอลิ่วเฮียง” เสียอีก ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนเลยว่า “กิมย้ง” จะต้องปรับปรุงความกระชับ  ของเรื่องและการตัดต่อให้รวดเร็ว โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีเขียนมาก  มายอะไรเลย และนิยายรุ่นเก่าดึกด�ำบรรพ์อย่าง มังกรหยก ของเขาก็  ยังคงน่าอ่านอยู่  เพียงแต่ว่ายังต้องการ “นักแปล” ที่จะเปลี่ยนแปลง  รูปแบบการแปลแบบ สามก๊ก ของคนเดิมมาสู่ส�ำนวนชวนอ่านมากขึ้น  ส�ำหรับคนสมัยใหม่  ซึ่งมีตัวอย่างในการแปล อินทรีจ้าวยุทธจักร มังกร  หยก ภาค ๒ ของ ว. ณ เมืองลุง ซึ่งจะต้องยอมรับว่ายอดเยี่ยม ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  19


หนังสือที่ดี  ต้องการนักแปลที่สามารถ และเข้ากับยุคสมัยได้ ความเกรียงไกรของโก้วเล้งในระยะหลัง ก็มิได้บดบังรังสีของ  นักเขียนคนอื่นที่ยืนหยัดอยู่ในยุทธจักรมาพร้อมๆ หรือก่อนเขา อย่าง  อ้อเล้งเซ็ง, ลิ่วชั่งเอี๊ยง, ม่อย้งมุ้ย, ตั้งแชฮุ้น ฯลฯ  หรือกระทั่ง “อึ้งเอ็ง”  ผู้เนรมิต “ฮุ้นปวยเอี๊ยง” และ “ซิมเซ่งอี” หรือ “อุนเลี้ยงเง็ก” หรือ “อุน  สุยอัน” นักเขียนไต้หวันผู้โด่งดังมาใน อานุภาพฟ้า-พยากรณ์ประกาศิต และเรื่องของ สี่มือปราบ ซึ่งเคยเขียนเรื่องแบบเก่าจาก นักสู้คะนองศึก และ กระบี่ท่องยุทธจักร เมื่อเปลี่ยนแนวมาเคี่ยวกร�ำ “พระเอก” ของ  เขาในรูปของต�ำรวจกองปราบที่ต้องต่อสู้กับอ�ำนาจของนักการเมือง  และอิทธิพล ผลงานของเขาก็เป็นที่ต้อนรับเกรียวกราวในผู้อ่าน และก็  เป็นความจริงที่ว่า นักเขียนอีกหลายคนที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงรูปแบบ  ก็ต้องเลิกอาชีพนี้ไป แต่ยังมีนักเขียนอีกสองสามคนที่เลิกราอาชีพนี้ไป เพราะอาชีพ  อื่นให้รายได้มากกว่า เช่น เป็นนักเขียนบทโทรทัศน์  เป็นต้น  นักเขียน  รุ่นใหม่ที่ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นลูกศิษย์ของโก้วเล้ง ใช้นามปากกา  ว่า “โป้วอั้งเสาะ” เขียนเรื่องราวของ จอมยุทธ์ลิ่วฮวยฮวย มีคนบอกว่า  เป็นผู้หญิง และข้อเขียนก็ได้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีเป็นส่วนใหญ่ นิยายก�ำลังภายใน อ่านและแปลกันแพร่หลายในประเทศที่มี  วัฒนธรรมคล้ายคลึงกับจีน ซึ่งเข้าใจเนื้อหาของเรื่องในเชิงสังคมและ  วัฒนธรรม ครัง้ หนึง่ มีนกั เขียนใหญ่จากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่มาเยีย่ ม  ที่ส�ำนักงาน “มติชน” ซึ่งก็ได้กวาดต้อนเอานักเขียนใหญ่ๆ ของไทยมา  นัง่ คุยกันโดยมี  “ล่าม” แปล  ดิฉนั มีโอกาสได้เข้าไปนัง่ ฟังเขาคุยกัน  ใน  ตอนจบก็ถือโอกาสถามขึ้นมาว่า ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่  มีความ  สนใจเรื่องนิยายก�ำลังภายในที่ฮิตมากในฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์  แค่ไหน อย่างไร หัวหน้านักเขียนยิ้มอย่างขันและตอบว่า ส�ำหรับเมือง  จีนแล้ว ถือว่าเรื่องอย่างนี้เป็น “นิทานของผู้ใหญ่” และไม่สนับสนุนให้  เด็กๆ ของเขาอ่าน 20  เสถียร จันทิมาธร


ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ดีทีเดียว ค�ำว่า “นิทานของผู้ใหญ่” นี้  ใครจะ  มาจับใจรู้รสเท่ากับดิฉันย่อมหาได้ยาก ไม่ได้อ่านสักวัน เขียนหนังสือ  ไม่ออกเอาเสียด้วย เหมือนเด็กๆ ไม่ได้ฟังนิทานก่อนนอนแล้วนอนไม่  หลับ ถึงหลับก็ฝันร้าย หลายปีตอ่ มา (ประมาณ ๕ ปี) นักเขียนใหญ่และผูพ้ มิ พ์ผโู้ ฆษณา  จากแผ่นดินใหญ่กม็ าเยีย่ มเยียนที ่ “มติชน” อีก ซึง่ ก็ตอ้ นรับด้วยรูปแบบ  อย่างเดิม ในฐานะที่เข้าไปนั่งฟังอยู่ด้วย ในตอนจบก็ยกเอาค�ำถามเดิม  ขึ้นมาถามอีก เขาก็หัวเราะอีก “เราให้เสรีภาพในการอ่านพอสมควร...” คือค�ำตอบ และการจัด  พิมพ์หนังสือนั้นอยู่ที่การตัดสินใจของแต่ละท้องถิ่นซึ่งมีอ�ำนาจในการ  สั่งพิมพ์และจ�ำนวนพิมพ์  หนังสือบางเล่มพิมพ์แค่  ๓,๐๐๐ เล่ม บาง  เล่มพิมพ์หลายหมื่นเล่ม หนังสือก�ำลังภายในนี้เมื่อได้รับค�ำยินยอมจาก  ส�ำนักพิมพ์นอกประเทศ ก็พิมพ์จ�ำหน่ายในปริมาณพอสมควร หลังจากนั้นดิฉันมีโอกาสไปเที่ยวประเทศจีนกับนักเขียนกลุ่ม  “สามก๊ก” เกือบ ๑๐ คน เดินดูหนังสือ (ที่อ่านไม่ออก) ตามร้านหนังสือ  กับเพือ่ นๆ เห็นหน้าปกรูปเรือ่ งก�ำลังภายในวางขายมากมาย มีคนอธิบาย  ว่า เวลานี้ในเมืองจีนเองก็มีคนแต่งนิยายแบบนี้ด้วยเหมือนกัน ขายดี  ด้วย และแม่นย�ำภูมิประเทศ ไม่เหมือนนักเขียนในไต้หวันหรือฮ่องกง  ภูเขาง่อไบ๊อยู่สุดแดนบนยอดเขาของมณฑลเสฉวน ภูเขาบู๊ตึงอยู่ทาง  เมืองเชียงฟัน่ ใกล้อฮู นั่  จะไปมาหาสูก่ นั ต้องไม่ตำ�่ กว่า ๖๐ วันในสมัยนัน้   ไม่ใช่  ๕-๖ วันก็ถึง เวลาอ่านนิยายก�ำลังภายในแล้วจึงต้องหลับตาเสีย  อย่าไปมองแผนที่เป็นอันขาด ในตอนท้ายนี้  เห็นจะต้องขอโทษคุณเสถียรเพื่อนรักที่มิได้ยกยอ  สรรพคุณอันใดของหนังสือ ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  ทั้งๆ ที่เป็นหนังสือ  ที่น่าอ่านส�ำหรับ “คอก�ำลังภายใน”  แต่ข้อยืนยันในการพิมพ์ครั้งที่  ๔��� นี้ก็เป็นพยานหนักแน่นอยู่แล้วว่าหนังสือของเขาดี  น่าอ่าน ไม่งั้นคงไม่  ตะบี้ตะบันพิมพ์ขายเป็นครั้งที่  ๔ ได้หรอก กระดาษก็แสนจะแพงจน  ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  21


ต้องขึ้นราคาหนังสือพิมพ์ก็รู้ๆ กันแล้ว นิยายก�ำลังภายในก็เหมือนกับสรรพสิง่ ทัง้ หลายในโลก ทีส่ ามารถ  ยึดถือเป็นสัจธรรมได้  คือ จ�ำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนเพื่อความดี  ขึ้น  เปลี่ยนเพื่อการด�ำรงอยู่  หรือเปลี่ยนสภาพทั้งหมดเพื่อหันไปยึดเอา  สภาพใหม่ที่มั่นคงกว่า เป็นวิถีทางเดินของชีวิต เช่นเดียวกับวรรณกรรม  หรือดนตรี  การเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งหมายถึงความดีขึ้น แต่มันเป็น  ความจริงทั้งหมดละหรือ ในเมื่อยังมีอีกหลายอย่างที่รักษารูปแบบเดิม  เอาไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลง แต่ก็สามารถด�ำรงอยู่ ความงามของศิลปะที่แท้จริงนั้น สามารถด�ำรงอยู่ได้  ตราบใด  ที่ยังมีคนสามารถเข้าใจมัน และศึกษามัน  ความเปลี่ยนแปลงเพื่อการ  ด�ำรงอยู่นั้นเป็นศิลปะเพื่อชีวิต หรือเพื่ออาชีพ การเปลี่ยนแปลงปรุง  แต่งเพื่อให้ความพอใจแก่ผู้เสพ คือความมั่นคงในการด�ำรงอยู่ จากจุดแรกที่คนไทยเริ่มรู้จักนิยายก�ำลังภายในคือ มังกรหยก โดย “กิมย้ง” ติดตามมาคือ โต๊ะฮุ้นกี้  โดย “จูกัวะแชฮุ้น” ทั้งสองเรื่อง  แปลโดย “จ�ำลอง พิศนาคะ” มาถึง ก�ำเทียนลก ของ “กอยัง” ซึ่งได้รับ  รางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมของไต้หวัน รูปแบบของเรื่องคือการแก้แค้น  ...วิญญูชนล้างแค้นสิบปียังไม่สาย พระเอกของเรื่องยังเด็กนัก อายุไม่  เกิน ๑๘ นางเอกมักจะอายุมากกว่า พระเอกเวลาโกรธจะเบิ่งตาจน  เลือดปริออกนอกขอบตา เรียนร�่ำวิชาไม่มากมายอะไรแต่มักโชคดีได้  กินใบไม้วเิ ศษ หรือพลังสัตว์ประหลาดโดยบังเอิญ ซึง่ ถึงอย่างไรก็ดดู กี ว่า  พระเอกของโก้วเล้งบางคน ที่เก่งมากแต่ไม่รู้ที่มาที่ไปว่าเรียนมาจาก  ส�ำนักไหน  นางเอกของรุน่ เก่านัน้  เพียงใครเห็นส้นเท้าขาวๆ ราวดอกบัว  ก็แทบจะต้องฆ่าตัวตายแล้ว ยิ่งถูกเนื้อต้องตัวช่วยเหลือกันแท้ๆ ยาม  มีบาดแผลหรือถูกพิษ ถ้าผู้ชายไม่ยอมรับเป็นเมียก็จะต้องฆ่าตัวตาย  เพราะถือว่าเสียความบริสุทธิ์ น่าเบื่อ! และโก้วเล้งเองก็เบื่อ  เขาพูดถึงนิยายก�ำลังภายในที่  เขาเองก็เบื่อว่า “พิรี้พิไรมากเกินไป ตัวละครมากเกินไปจนจดจ�ำไม่ไหว  22  เสถียร จันทิมาธร


อยู่ในวังวนของน�้ำเน่าที่วนเวียนอยู่กับการล้างแค้น...ซึ่งในชีวิตจริงของ  มนุษย์  มีอะไรที่ควรท�ำและชอบท�ำมากกว่านี้...”  โก้วเล้งเบือ่ พร้อมๆ กับคนอ่านทีเ่ บือ่ ความซ�ำ้ ซากจ�ำเจทีก่ ล�ำ้ กลืน  รับอยู่  ดังนั้น เมื่อโก้วเล้งเปลี่ยนแนว ตัดถนนเส้นใหม่ของนิยายก�ำลัง  ภายในขึน้ มา คือชัยชนะของผูอ้ า่ นทีม่ โี อกาสได้รบั รสใหม่ของตัวหนังสือ ถึงอย่างไรก็ขอขอบใจ “มังกรโบราณ” นาม “โก้วเล้ง” สิ่งที่เขา  ได้มอบให้แก่ผู้อ่านในนิยายของเขาคือสิ่งที่โลกของเราต้องการอย่างยิ่ง  มันคือความรัก ความซื่อสัตย์  ความเสียสละ มันคือคุณธรรม มันคือ  ความเมตตา มีอารมณ์ขัน มันคือความสันโดษ และความถ่อมตัว มันคือสิ่งที่โลกสมัยนี้ขาดแคลน หรือที่จริง มันคือสิ่งที่มนุษย์  สมัยนี้ก�ำลังขาดแคลนนั่นเอง บอกแล้วว่า นี่ไม่ใช่  “ค�ำน�ำ”...แต่เป็น “ค�ำเขียนปะหน้า”  การ  พิมพ์ครั้งที่  ๔ ในรอบเวลา ๙ ปี...ซึ่งยืนยันว่า โก้วเล้งยังคงมี  “แฟน”  อยู่มากแค่ไหนในประเทศไทยนี้  และยืนยันว่าจะหาคนที่ซึ้งอย่างข้นเข้ม  กับโก้วเล้งอย่างเสถียร จันทิมาธรคนนี้...ไม่มีอีกแล้ว... รีบซื้อหามาอ่านซะแต่โดยดีเถิด...พระคุณท่าน... เสริมศรี เอกชัย

ค�ำนิยมจากการพิมพ์ครั้งที่ ๔ (มิถุนายน ๒๕๓๙) ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  23


ก่อนจะเป็น “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์”

ปี พุ ท ธศั ก ราช ๒๕๐๑ ผมเป็ น นั ก เรี ย นชั้ น มั ธ ยมปี ที่   ๖ โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน เป็นชั้นมัธยมปีที่  ๖ ค. ประเพณีอย่างหนึ่งของโรงเรียนขอนแก่นวิทยายนที่แปลกจาก  ประสบการณ์ของผมเมื่อเรียนอยู่โรงเรียนสุรินทร์สุรวิทยาคาร และ  โรงเรียนรัตนบุรีก็คือมีการสอบ “พาสชั้น” เป็นการ “พาสชั้น” จากการสอบภาคต้น ไปเรียนอีกชั้นหนึ่งใน  ภาคกลางปี กลางปีพุทธศักราช ๒๕๐๑ มีนักเรียนจากชั้นมัธยมปีที่  ๕ คน  หนึ่งสอบพาสชั้นและได้รับบรรจุให้มาอยู่ชั้นมัธยมปีที่  ๖ ค. เพือ่ นคนนัน้ ไม่เพียงเรียนเก่งอย่างยิง่  หากชมชอบอ่านยุทธนิยาย  เรื่อง มังกรหยก อย่างยิ่งด้วย เขามาสร้างประเพณีอย่างใหม่เกือบทุก  บ่ายให้กับพวกเรา  นั่นก็คือ แทนที่จะไปวิ่งเล่นตามปกติ  พวกเรากลับ  ล้อมวงฟังเขา ฟังเขาเล่าเรื่องราวอันเพริศแพร้วพรรณรายจากยุทธนิยายเรื่อง  24  เสถียร จันทิมาธร


มังกรหยก เพื่อนคนนี้  ภายหลังจบชั้นมัธยมปีที่  ๖ และเดินทางเข้ากรุงเทพ  มหานคร แทนที่จะเลือกไปในทางอักษรศาสตร์  เขากลับไปในทางวิทยา  ศาสตร์  กระทั่งสามารถสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์  มหาวิทยาลัย แม้เขาไม่คิดเอาดีทางด้านหนังสือ แต่อย่างน้อยการหว่านเชื้อใน เรื่อง “ก�ำลังภายใน” ของเขาก็งอกงามเป็นอย่างยิ่งในความชมชอบของ ผม จาก มังกรหยก อันเป็นผลงานของกิมย้ง เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๑ เป็นเหมือนกระดานหกผกโผนไปยังผลงานของ “โก้วเล้ง” ในระยะต่อมา ผมอ่าน “โก้วเล้ง” อย่างเอาจริงเอาจังเมื่อประมาณต้นปีพุทธ  ศักราช ๒๕๒๕ เป็นระยะที่หวนกลับมาท�ำงานหนังสือพิมพ์อีกครั้งหนึ่งที่ส�ำนัก  พิมพ์  “มติชน” และได้รับการแนะน�ำให้อ่านโดย สนธิ  ลิ้มทองกุล ขณะนั้น สนธิ  ลิ้มทองกุล อยู่ระหว่างจะรื้อฟื้นนิตยสาร ชีวิต ต้องสู้ ยิง่ กว่านัน้  มุกดา ลิม้ ทองกุล ซึง่ ขณะนัน้ เป็น “นักข่าว” อยู ่ ประชา ชาติธุรกิจ ยังหา ฤทธิ์มีดสั้น ให้อ่านอย่างชนิดมิอาจมิกล่าวค�ำขอบคุณ  อย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกัน ทวีป วรดิลก เป็นอาวุโสอีกท่านหนึ่งที่เอื้อเฟื้อ  ซาเสียวเอี้ย ให้ในรูปของหนังสือขนาดกระเป๋าเล่มเล็กๆ ยอมรับว่าผมอ่านทั้งส�ำนวนแปลของ ว. ณ เมืองลุง และ น.  นพรัตน์  ด้วยความชมชอบ ความชมชอบประการหนึ่งมิได้อยู่ที่เรื่องราวอันแสนพิสดารของ  แต่ละจอมยุทธ์อันผ่านการเสกปั้นจาก “โก้วเล้ง” ประการเดียว หากแต่  ที่ส�ำคัญยังเนื่องจากอารมณ์ร่วมเมื่อจอมยุทธ์ท่องไปในยุทธจักรอันมี  ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  25


ป่าเขาพนมไพรเป็นเหมือนถิ่นอยู่อาศัย ฉากที่  “ซาเสียวเอี้ย” ประฝีมือกับ “อี้จับซา” ในดงปังนั้น สดใส  ไพจิตรยิ่ง เมื่อนึกถึงภาพที่เคยพบผ่านมาบนเขาสูงทะลุฟ้าทางภาค  เหนือของประเทศ บังเอิญที่สุชาติ  สวัสดิ์ศรีมารับหน้าที่บรรณาธิการ บานไม่รู้โรย ผมจึงเสนอตัวเข้าไปเขียนเรื่องราวของจอมยุทธ์แต่ละคนภายใต้หัวข้อ  คอลัมน์เรียบเรื่อยที่ว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” และทุกอย่างก็ด�ำเนินไปด้วยดี  กระทั่งกลายมาเป็น ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  ในที่สุด ในความเป็นจริง สุชาติ  สวัสดิ์ศรี  จึงมีส่วนอย่างส�ำคัญท�ำให้ ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  กลายเป็นหนังสืออีกเล่มบนถนนหนังสือ ฐานรากอย่างแท้จริงของผมคือการเป็นนักหนังสือพิมพ์ แต่ความที่ เป็นนักหนังสือพิมพ์รุ่นเก่า จึงมีสายสัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับการเป็นคน  เขียนหนังสือ โดยอาชีพและความเป็นนักหนังสือพิมพ์เรียกร้องความสนใจต่อ  ข่าวและสถานการณ์อย่างเป็นด้านหลัก  แต่โดยความเป็นคนเขียนหนังสือ  และความทีอ่ ยากใคร่เป็นนักวิจารณ์ในทางวรรณกรรมมาอย่างยาวนาน  ท�ำให้ผมมีความสุขเป็นอย่างยิ่งกับการอ่านหนังสือ ความสุขของคนเขียนหนังสือที่รักการอ่านหนังสือ  ประการหนึ่ง  อยู่ที่ความสามารถถ่ายทอดความชมชอบและความประทับใจจากการ  อ่านมาเป็นงานเขียน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนเชิงสร้างสรรค์  หรือการเขียนในเชิงวิพากษ์  วิจารณ์ก็ตาม การเขี ย นดั ง ที่ ป รากฏใน  ชุ ม นุ ม มั ง กรซ่ อ นพยั ค ฆ์   เป็ น ความ  พยายามประสานงานเขียนเชิงวิพากษ์วิจารณ์ผนวกเข้ากับงานเขียน  ในเชิงสร้างสรรค์  เป็นความทะเยอทะยานเงียบๆ ที่จะแสดงตนในฐานะ  นักเขียน 26  เสถียร จันทิมาธร


ความสุขของคนเขียนหนังสือที่ส�ำคัญอย่างยิ่งยวด  ประการหนึ่ง  อยู ่ ที่ เ มื่ อ สร้ า งสรรค์ ง านออกมาแล้ ว ก็ ไ ด้ รั บ การขานรั บ จากคนอ่ า น  หนังสืออย่างอบอุ่น อบอุ่นกระทั่งต้องตีพิมพ์ซ�้ำเป็นค�ำรบสอง ค�ำรบสาม และค�ำรบสี่ น่ายินดีที่  ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  มีท่านผู้อ่านจ�ำนวนมากให้  ความสนใจ กระทั่งส�ำนักพิมพ์สามารถตีพิมพ์ซ�้ำมาแล้วเป็นค�ำรบสี่ ความยินดีนี้มีความหมายเป็นอย่างยิ่ง เป็นความหมายที่เหมือนเป็นแรงกระตุ้นให้ปรารถนาจะท�ำงาน  ต่อไปอีกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เสถียร จันทิมาธร เทพารักษ์  สมุทรปราการ มิถุนายน ๒๕๒๕

ค�ำน�ำผู้เขียนจากการพิมพ์ครั้งที่ ๔ (มิถุนายน ๒๕๓๙) ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  27


จาก พยัคฆ์ซ่อน มังกรซุ่ม ถึง วิถีแห่งความว่าง วิถีกระบี่ “ใจ”

แรกที่เขียนเรื่องราวของบู๊ลิ้มผ่านคอลัมน์ “กระบี่อยู่ที่ใจ” พิมพ์ในนิตยสารบานไม่รู้โรยเมื่อปี  พ.ศ.๒๕๒๘ โดยประเดิมจากโป้ว  อั้งเสาะ ก็ด้วยความชมชอบ ๑ ชมชอบวิถีชีวิตอันพลิกผันอย่างชนิด โอ.เฮนรี่  ต้องอายม้วน  ต้วน ๑ ชมชอบเรื่องราวอันโก้วเล้งจินตนาการ ๑ ชมชอบส�ำนวนแปล  ว. ณ เมืองลุง และ น. นพรัตน์ เป็นความชมชอบในวิถีแห่งเพลงกระบี่  เพลงดาบ ความชมชอบนีม้ ไิ ด้มโี ก้วเล้งเป็นจุดเริม่  หากแต่มรี ากงอกมาจาก  ทีเ่ คยอ่านมังกรหยกของกิมย้งผ่านส�ำนวนแปล  จ�ำลอง พิศนาคะ ตัง้ แต่  เยาว์วัย เป็นความชมชอบเพราะอ่านสนุก เรื่องราวพิสดาร เป็นความชมชอบเพราะกระบวนการศึกษาในทางวิทยายุทธ์ของ  จอมยุทธ์แต่ละท่านนั้นน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นก๊วยเจ๋ง ไม่ว่าจะเป็นเอี้ยก้วย ไม่ว่าจะเป็นเตียบ้อกี๋ 28  เสถียร จันทิมาธร


ท่วงท�ำนองของกิมย้งนอกจากเน้นในเรื่องตัวละคร เน้นในเรื่อง  วิทยายุทธ์  ยังแอบอิงกับเรื่องราวในทางประวัติศาสตร์ นี่ย่อมแผกต่างไปจากท่วงท�ำนองของโก้วเล้งที่แทบไม่มียุคสมัย  หากแต่เน้นในเรื่องชีวิต กระนัน้  จุดร่วมไม่วา่ จะเป็นกิมย้ง ไม่วา่ จะเป็นโก้วเล้งก็คอื  ความ เพริศแพร้วในเรื่องวิทยายุทธ์ เป็นความเพริศแพร้วอย่างวิจิตร อย่างพิสดาร อาจเนื่องจากเคยเป็นนักศึกษา “วิทยาลัยครู” อาจเนื่องจากผ่าน การเคี่ยวกร�ำและฝึกฝนเพื่อจะไปเป็นครูในกาลข้างหน้า ความสนใจอันเกิดขึ้นคือ ความสนใจต่อกระบวนการเรียนรู้ของ จอมยุทธ์แต่ละคน อยากรู้ว่า โป้วอั้งเสาะเชี่ยวชาญเพลงดาบมาอย่างไร อยากรู้ว่า  กระบวนท่าของซาเสียวเอีย้ เป็นอย่างไร อยากรูว้ า่ อาฮุยเติบโตมาอย่างไร จึงเอาจริงเอาจังอย่างมากกับเรื่อง “ส�ำนักวิชา” แต่เมื่ออ่านไปอ่านไปก็พบเห็นความพิสดารบางประการที่ไม่  สนใจก็ไม่ได้  สนใจมากไปก็ยิ่งชวนให้เวียนหัว โดยเฉพาะในเรือ่ งทีอ่ าฮุยเพียงเหลากระบีไ่ ม้ไผ่กส็ ามารถฆ่าคนได้ ความทีย่ ทุ ธนิยายก�ำลังภายในเป็นจินตนิยาย ด�ำเนินเรือ่ งในแบบ แฟนตาซี  ก็สามารถรับรู้และกล�้ำกลืนยอมรับได้ แม้ไม่ค่อยเชื่อเท่าใดนัก กระนั้น เนื่องจากเกิดมาเป็น “นักศึกษา” ฝึกปรือมาในแบบ ของ “ซิวฉ่าย” จึงพยายามอย่างเต็มก�ำลังทีจ่ ะเรียนรูแ้ ละท�ำความเข้าใจ ถึงกับตั้งชื่อคอลัมน์ของตนว่า  “กระบี่ใจ” จากที่เขียนกระทั่งรวมเป็นเล่มได้อย่างน้อยก็  ๒ เล่ม นั่น ก็คือ ๑ ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  และอีก ๑ พยัคฆ์ซ่อน มังกรซุ่ม ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  29


เป้าหมายก็คือ อยากหาค�ำตอบในเรื่อง “กระบี่ใจ” กล่าวส�ำหรับความส�ำเร็จทีส่ มั ผัสและจับต้องได้  ชุมนุมมังกรซ่อน พยัคฆ์  ปรากฏว่าตีพิมพ์ซ�้ำมาแล้วไม่ต�่ำกว่า ๔ หน ขณะที่  พยัคฆ์ซ่อน มังกรซุ่ม ไม่ได้รับการกล่าวถึงเท่าใดนักซึ่งเป็นสภาพที่เข้าใจได้เมื่อย้อน  กลับไปทบทวนอีกค�ำรบ ๑ การทบทวนหนังสือ ๒ เล่มนี้ท�ำให้ประสพบทสรุปในทาง “ความ  คิด” ส�ำคัญ ๑ ก็คือ สามารถท�ำความเข้าใจในรากฐานและความเป็นมาใน  เรื่องของกระบี่ไม้ไผ่  กระบี่ไม้ และที่สรุปรวมว่าด้วย “กระบี่ใจ” ได้ ขณะเดียวกัน ๑ ประเมินได้วา่ ทีว่ า่  “กระบี”่  กลับมิได้เป็น “กระบี”่ นัน่ ก็คอื  การอ้างอิงในเรือ่ งวิทยายุทธ์  การอ้างอิงในเรือ่ งเคล็ดวิชา  เสมอเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น แท้จริงแล้วมิได้เป็นอาวุธอะไรเลย หากเท่ากับเป็น “พาหนะ” ในทาง “ความคิด” ทัง้ มิได้เป็นเหมือนตัวแทนในการต่อสูด้ ว้ ยเพลงอาวุธอย่างเป็นจริง  หากแต่แท้จริงแล้วเป็นเหมือนตัวแทนในทางความคิดในกระบวนการ  การต่อสู้ในชีวิตมากกว่า ไม่ว่าชีวิตทางสังคม ไม่ว่าในปริมณฑลเศรษฐกิจ ไม่ว่าในปริ  มณฑลทางการเมือง ใครที่อ่านแล้วมาดหมายว่าจะได้วิชา “กระบี่ใจ” ถือไม้หรือไม้ไผ่  ออกจรไปในยุทธจักรได้อย่างสะดวกโยธินก็ถือว่าคิดผิด มาดหมายผิด ที่แท้แล้วทั้งหมดก็คือ เงาสะท้อนในทาง “ความคิด” สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุกับจิต สะท้อนผลสะเทือน  ระหว่างจิตกับวัตถุ  ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม ๑ จึงจะกลายเป็น “พลัง” กลายเป็น “พลานุภาพ” อย่างเป็นจริง หากไม่น�ำเอาบางส่วนที่เคยเขียนใน “พยัคฆ์ซ่อน มังกรซุ่ม” มา เรียบเรียงใหม่กระทั่งกลายเป็นภาคต่อ ภายใต้ชื่อ วิถีแห่งความว่าง  30  เสถียร จันทิมาธร


สุญตา : วิถีกระบี่  “ใจ” ก็ยากที่จะค้นพบ “ค�ำตอบ” ภาคต่อนี้จึงเสมอเป็นอวตาร ๑ อันมาจาก พยัคฆ์ซ่อน มังกรซุ่ม เป็นความพยายามในการท�ำงานหลังจากผ่านมา ๓๐ ปีเต็ม จากวัยที่ยัง “ละอ่อน” กระทั่งเหยียบบาทก้าวเข้าหลักที่  ๗๐ ขอบคุณส�ำนักพิมพ์มติชนที่ยังให้โอกาส ขอบคุณผู้อ่านที่ยังให้  ความเมตตา ติดตามผลงานอยู่ต่อเนื่อง ไม่มีคนอ่านก็ไม่มี  เสถียร จันทิมาธร ไม่มีส�ำนักพิมพ์มติชนก็ไม่มี  เสถียร จันทิมาธร นี่คือความจริง

เสถียร จันทิมาธร พฤษภาคม ๒๕๕๘

ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  31


32  เสถียร จันทิมาธร


ชุมนุมมังกร ซ่อนพยัคฆ์ (ฉบับคืนยุทธจักร)


วรรณกรรมของ “โก้วเล้ง”

๓ ยุคแห่งสายสัมพันธ์วรรณกรรมจีน-ไทย

การคื น สู ่ ม าตุ ภู มิ ด ้ ว ยโรคตั บ แข็ ง ของ “โก้ ว เล้ ง ” (มั ง กร โบราณ) เมือ่ วันที ่ ๒๑ กันยายน ๒๕๒๘ อาจเป็นเรือ่ งเกรียวกราวอย่างมาก  ในฮ่องกงและของหนังสือพิมพ์ภาษาจีนในประเทศไทย  แต่กล่าวส�ำหรับ  บรรยากา���โดยทั่วไปในทางวรรณกรรมก็ด�ำเนินไปในสภาพที่  “โก้วเล้ง”  เองเคยเขียนเอาไว้ด้วยความน้อยใจว่า “ในสายตาของผู้คนจ�ำนวนมาก เรื่องจีนก�ำลังภายในมิเพียงไม่ใช่  วรรณกรรม ทั้งยังไม่อาจนับเป็นนวนิยาย เฉกเช่นกับไส้เดือนแม้เคลื่อน  ไหวได้แต่น้อยคนนักที่เห็นมันเป็นสัตว์เลื้อยคลาน” ที่เป็นเช่นนี้  : “โก้วเล้ง” ให้บทสรุปต่างกรรมต่างวาระกันถึงจุดอ่อน  ของนิยายก�ำลังภายในว่า ประการหนึ่ง เรื่องจีนก�ำลังภายในบางครั้งเขียนจนประโคมเกิน  เลยไป ละเลงโชกเลือดไป เขาได้ตงั้ ข้อสังเกตในเชิงเป็นค�ำถามต่อนักเขียนร่วมแนวเดียวกันว่า “...มนุษย์ปุถุชนมิเพียงมีอารมณ์เดือดดาล อาฆาตแค้น เจ็บช�้ำ  รันทด หวาดหวั่นพรั่นพรึง ยังมีความรักและน�้ำมิตร ความเสียสละและ  ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  35


คุณธรรม อารมณ์ขันและความเห็นอกเห็นใจ พวกเราเหล่าผู้เขียนไฉน  เน้นย�้ำ (แต่) ด้านความชั่วร้าย” (ค�ำน�ำ “โก้วเล้ง” : วีรบุรุษส�ำราญ, น.  นพรัตน์  แปล) ประการหนึ่ง นวนิยายก�ำลังภายในสร้างทัศนคติแก่ผู้คนชนิดหนึ่ง  ท�ำให้ผู้คนคิดเห็นแม้ไม่ดู  (อ่าน) ก็ทราบเนื้อเรื่องได้  เนื่องเพราะนวนิยาย  ก�ำลังภายในก�ำหนดพล็อตไว้อย่างแน่นอน เดินในแนวทางสายเก่าจนกลับ  กลายเป็นแบบฉบับไป (ค�ำน�ำ “โก้วเล้ง” : หงส์ผงาดฟ้า, น. นพรัตน์  แปล) ดังนั้น นักอ่านที่เจนจัดขอเพียงอ่านตอนแรกเริ่มก็เดาตอนอวสาน  ได้  (ค�ำน�ำ “โก้วเล้ง” : วีรบุรุษส�ำราญ, น. นพรัตน์  แปล) ประการหนึ่ง ข้อน่าเบื่อหน่ายของการเขียนเรื่องก�ำลังภายในคือ  พร�่ำพิไรมากเกินไป ตัวละครมากเกินไป เนื้อเรื่องสับสนเกินไป (ค�ำน�ำ  “โก้วเล้ง” : จับอิดนึ้ง, น. นพรัตน์  แปล) เมื่อเป็นเช่นนี้, ความพยายามตลอดชั่วอายุ  ๔๘ ปีของ “โก้วเล้ง”  ก็คือ การท�ำในทุกวิถีทางเพื่อให้  “นวนิยายก�ำลังภายใน” ได้เป็นส่วนหนึ่ง  ใน “อาณาจักรแห่งวรรณกรรม” ก่อนใช้นามปากกา “โก้วเล้ง” อย่างถาวร, เขาก็ไม่ได้ต่างไปจาก  นักเขียนเรื่องก�ำลังภายในคนอื่นๆ กล่าวคือ ตกอยู่ในวังวนของน�้ำเน่าแห่ง  วงการนวนิยายก�ำลังภายในที่เรื่องวนเวียนอยู่กับการล้างแค้นและตัว  ละครมากมายจนจดจ�ำไม่หวาดไม่ไหว ใครที่ เ คยอ่ า นเรื่ อ ง  ดาบพญายม  (ว.  ณ  เมื อ งลุ ง   แปล)  ย่ อ ม  ประจักษ์ในความเป็นจริงนี้ได้ หรือแม้แต่เรือ่ ง เซียวฮือ้ ยี ้ (ว. ณ เมืองลุง แปล) ทีเ่ ริม่ ต้นปูพนื้ ฐาน  ชีวิต “เจ้าปลาน้อย” อย่างน่าสนใจ ณ หุบเขาคนโฉด  แต่เนื่องจากตัว  ละครมากเกินไป เรื่องราวซับซ้อนเกินไป ยืดยาวเกินไป ในที่สุด, แม้แต่  “โก้วเล้ง” เองก็ไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไรดี จนเมื่อเขียนบทบาทของ “บุรุษชุดขาว” และ “ปึงป้อเง็ก” ในเรื่อง  36  เสถียร จันทิมาธร


นักสู้ผู้พิชิต (ว. ณ เมืองลุง แปล) นั่นหรอก เราจึงพอจะมองเห็นถึงความ  พยายามอย่างเต็มความสามารถของ “โก้วเล้ง” ในการก้าวเข้าไปเบิก  สถานการณ์ใหม่ทางการเขียน โดยทางที่หนึ่ง, การไม่ปฏิเสธที่จะดูดซึมเอาบทเรียนความจัดเจน  ของวรรณกรรมต่างประเทศอันรวมถึงวรรณกรรมของเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันอีกทางหนึ่ง การพยายามสืบทอดวัฒนธรรมประเพณี  อย่างที่เป็นของชาติตน จากนวนิยายเรื่อง นักสู้ผู้พิชิต สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่  จะเรียนรู้จากบทบาทและความคิดของ “ซามูไร” จากญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม แม้  “โก้วเล้ง” จะใช้ความพยายามดูดซึมเอาจาก  ต่างประเทศ เพื่อปรับปรุงและเติมสีสันใหม่ให้กับนวนิยายก�ำลังภายใน  ของตน แต่ก็มีงานเขียนจ�ำนวนหนึ่งของเขาที่อยู่ก�้ำกึ่งระหว่าง “การลอก  เลียน” กับ “การสร้างสรรค์” อย่างยากจะจ�ำแนกแยกออกได้อย่างง่ายดาย “โก้วเล้ง” เอง, เคยเขียนท�ำนองตักเตือนเพื่อนนักเขียนด้วยกันว่า “จุดมุ่งหมายประการส�ำคัญที่สุดของการประพันธ์ไม่ใช่การลอก  เลียน หากแต่เป็นการสร้างสรรค์...ต่อให้การสร้างสรรค์ของข้าพเจ้าเป็น  ลมที่ผายออกมา อย่างน้อยยังดีกว่าสูดลมที่ผายออกจากผู้อื่น” (ค�ำน�ำ  โก้วเล้ง : เพชฌฆาตดาวตก, น. นพรัตน์  แปล) กระนัน้ , ทีผ่ า่ นมา “โก้วเล้ง” ก็ได้ดดู ดมเอาลมทีผ่ ายจากวรรณกรรม  ต่างประเทศเข้าสู่งานเขียนของเขาไม่น้อยเหมือนกัน ลักษณะของจอมยุทธ์ที่ไอโขลกจนตัวงออย่างลี้คิมฮวงในนวนิยาย  เรื่ อ ง  ฤทธิ์ มี ด สั้ น   นั้ น   น่ า จะมี แ รงบั น ดาลใจมาจากบทบาทของด็ อ ก  ฮอลิเดย์  มือปืนตะวันตกที่เคยเป็นหมอฟันมาก่อนแห่งเรื่อง กันไฟท์  แอท โอเค คอแรล ซึ่งเกรียวกราวเป็นอย่างมากเมื่อเป็นภาพยนตร์อันเคิร์ก  ดักลาส แสดงเป็นด็อก ฮอลิเดย์  ขณะที่เบิร์ต แลงคัสเตอร์  แสดงเป็น  ไวแอต เอิร์พ ซุนเง็กแป๊ะในนวนิยายเรื่อง เพชฌฆาตดาวตก (ดาวตก ผีเสื้อ  ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  37


กระบี่) ก็คือภาพจ�ำลองของ ดอน คอร์ลีโอเน่  แห่ง เดอะ ก๊อดฟาเธอร์ ของมาริโอ พูโซ เพียงแต่เปลี่ยนนิวาสสถานจากมหานครนิวยอร์กมาอยู ่ โซวจิว โดยแปลงนักสังหารเลือดเย็น ลูกา บราชี่  มาเป็น ฮั่งทั้ง ในรูป  ของนักเพาะปลาผู้เปลี่ยวเหงา ส่วนทอม ฮาเก็น ก็คือ ลุกเชียงฮวง เจ้าแห่งการวางแผน และปิดตอนจบให้ลุกเชียงฮวงกลายเป็นผู้ดัดหลังซุนเง็กแป๊ะ และ  เสกปั้นมือสังหารเม่งแชฮุ้นให้เบียดแทรกเข้ามาเมื่อตัด ไมเคิล คอร์ลีโอเน่  ออกไป กับนวนิยายเรื่อง ซาเสียวเอี้ย นั้นเล่า เมื่อซาเสียวเอี้ยเจี่ยเฮียวฮง  แห่งหมู่บ้านกระบี่เทพเจ้า เชิงเขาเมฆมรกต พยายามจะเกิดใหม่เป็น “อา  กิก” ที่ใช้ไม่ได้  การพบพานระหว่าง “อากิก” กับสหายชนชาติม้งนามกร  เมี้ยวจื้อ คือการดัดแปลงเอาจากสภาพการพบกันในวันหิมะลงหนาจัด  ระหว่างแฟรงค์  เคน กับ ทอม ฮาร์ริส นิโกรแห่งมหานครนิวยอร์ก ใน  นวนิยายเรื่อง เนฟเวอร์  เลิฟ อะสเตรงเจอร์  ของแฮโรลด์  ร้อบบิ้นส์  (ยศ  วัชรเสถียร แปลเป็นภาษาไทยชื่อ กรรมบันดาล) เข้ามา รวมทั้งรายละเอียดที่น้องสาวของทอม ฮาร์ริส แอบเป็นนางคณิกา  เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวอย่างเร้นลับอีกด้วย แม้นวนิยายเรื่อง วีรบุรุษส�ำราญ อัน “โก้วเล้ง” ฉีกแนวจากความ  เหี้ยมหาญและความเคียดแค้นอันดุเดือดเลือดพล่านมาเป็นความส�ำราญ  รมย์และอยู่ห่างจากความเปลี่ยวเหงาไกลยิ่ง ถึงกระนัน้  แก่นและอาการด�ำเนินไปของนวนิยายเรือ่  วีรบุรษุ ส�ำราญ ก็แฝงกลิน่ อายการดูดซึมเอาลีลาและวิญญาณแห่งเรือ่ ง ทอร์ทลิ ลา แฟลต ของ จอห์น สไตน์เบ็ค (ประมูล อุณหธูป แปลเป็นภาษาไทยชื่อ โลกียชน)  เอาไว้อย่างคึกคักยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความรักต่อสหาย อารมณ์ขันในเชิงประชดประเทียด  เสี ย ดสี   อาการหมกมุ ่ น และมั ว เมาในเมรั ย รสเอมโอช และโดยเฉพาะ  38  เสถียร จันทิมาธร


ศิลปะอันละเอียดประณีตของความเกียจคร้าน ยิ่งนวนิยายเรื่อง เหยี่ยวนรกทะเลทราย ยิ่งเต็มไปด้วยแสงสีอัน  อร่ามเรืองของทองจาก โกลด์ฟิงเกอร์  ของเอียน เฟลมมิ่ง และจอมโจรชอลิว่ เฮียง ก็ประหนึง่ จะเป็นอาร์แซนลูแปงอันกระเดือ่ ง  ดังจากกาลอดีต ขณะที่เล็กเซี่ยวหงส์ถอดแบบของนักสืบรุ่นใหม่ที่เปี่ยม  ด้วยอารมณ์ขันและโลดโผน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องเพราะ “โก้วเล้ง” เคยศึกษาอยู่ในแผนกภาษาต่าง  ประเทศของคณะอักษรศาสตร์  มหาวิทยาลัยต้านเจียงแห่งไต้หวัน ทั้งยัง  เคยท�ำงานเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดของคณะที่ปรึกษาทางการทหารของ  อเมริกันในมหานครไทเป การดูดซึมของ “โก้วเล้ง” จึงมิใช่อิทธิพลในทางวรรณกรรมเพียง  ประการเดียว หากแต่มอี ทิ ธิพลของภาพยนตร์โดยเฉพาะอย่างยิง่ ภาพยนตร์  คาวบอย อย่างที่เรียกกันว่า “คาวบอยสปาเกตตี้” อย่างพร้อมมูล บทบาทของซิมลั้งในนวนิยายเรื่อง ราชายุทธจักร โดยเฉพาะภาพ  ในบทต้นๆ อันว่าด้วยการล่าเงินรางวัลนั้น มองเห็นได้เด่นชัดยิ่งถึงการ  จ�ำลองฉากจากภาพยนตร์คาวบอยเข้ามา แม้เรื่อง ดาบจอมภพ ที่เริ่มขึ้น  ในเมืองเล็ก-เล็กชายแดนอันตกอยู่ใต้อิทธิพลปศุสัตว์หมื่นม้าของเบ๊คงคุ้ง  ก็ด�ำเนินไปในอีหรอบเดียวกันกับบรรยากาศของภาพยนตร์ของเซอร์จิโอ  ลีโอเน่อย่างแนบแน่น ไม่เพียงแต่เท่านั้น, แม้ลีลาการด�ำเนินเรื่อง การตัดฉากของ “โก้ว  เล้ง” ล้วนมิได้ด�ำเนินไปตามขนบแห่งนิยายรุ่นเก่าของจีนหรือแม้กระทั่ง  ของ “กิมย้ง”  หากแต่มีการตัดต่อท�ำนองเดียวกับนวนิยายสมัยใหม่ของ  ตะวันตกและรวมทั้งลีลาของภาพยนตร์ ถึงจะดูดซึมเอาจากวรรณกรรมและภาพยนตร์ต่างประเทศ แต่ใน  การดูดซึมนั้นย่อมมิใช่การลอกเลียนเอามาอย่างดาษ-ดาษ หากแต่ได้  แสดงให้เห็นถึงความเพียรในการกลั่นกรองและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วย  การประสานเข้ากับเอกลักษณ์และวัฒนธรรมอันเป็นพื้นฐานของสังคมจีน ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  39


สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การย�้ำเน้นถึงวิถีแห่งการเรียนรู้และศึกษาจาก  ธรรมชาติตามหลักการแห่ง “เต๋า” และ “เซน” ประกอบกับ “โก้วเล้ง” เองเป็นคนพเนจรไร้ราก  ดังนั้น สิ่งที่มีอยู ่ อย่างแทบจะเป็นเอกลักษณ์อันแน่นอนของอารมณ์ความรู้สึกคือความ  เปลี่ยวเหงา ความกระหายในความรักไม่ว่าจะมาจากสหายหรือจากสตรี  อันเป็นที่รักก็ตาม และเนื่องเพราะเป็นนวนิยายประเภท “บู๊เฮี้ยบ”  ดังนั้น ยุทธวิธี  ในการเอาชนะศัตรู  ทั้งโดยการใช้ฝีมือความสามารถด้านอาวุธและการ  วางแผนโดยการใช้สมองครุ่นคิดจึงเป็นเสมือนไหมแดงที่ร้อยโดยตลอด  ในงานเขียน และเนื่องเพราะ “โก้วเล้ง” อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งเกาะไต้หวัน  ดังนั้น แนวและเรื่องราวอันน�ำมาเขียนจึงแตกต่างไปจากเรื่องและแนว  ของ “กิมย้ง” เป็นอย่างมาก  กล่าวคือ ขณะที่ด้านหลักของ “กิมย้ง”  อิงแอบกับประวัติศาสตร์ของจีนและความล�้ำเลิศของแต่ละส�ำนักวิชา แต่  เรื่องของ “โก้วเล้ง” มีส่วนเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์น้อยมาก นวนิยายของ “โก้วเล้ง” เน้นในด้านอารมณ์ความรู้สึก การต่อสู้  กับตนเอง และการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรมในวงแคบเข้ามา ระหว่าง  ปัจเจกชนกับปัจเจกชน มากกว่าจะเป็นเรือ่ งระหว่างเชือ้ ชาติหรือการรุกราน  ข่มเหงระหว่างแต่ละเผ่าชน ปัญหาของลี้คิมฮวงใน ฤทธิ์มีดสั้น อาจเป็นการสัประยุทธ์ชิงความ  เป็นใหญ่ในยุทธจักรกับเซี่ยวกัวกิมฮ้งแห่งพรรคเหรียญทอง แต่ในนั้นลี้คิม  ฮวงก็ต่อสู้กับตนเอง กับความรักความอาฆาตแค้นแต่กาลอดีตระหว่าง  คนรักเก่าและเพื่อนเก่าที่ทรยศกับตน ปัญหาของปึงป้อเง็กแห่งเรื่อง นักสู้ผู้พิชิต มิใช่แรงริษยาจากองค์  หญิงน้อยอันมากด้วยเล่ห์เพทุบายเท่านั้น หากแต่ยังต้องต่อสู้กับ “บุรุษ  ชุดขาว” ทายาทของจอมยุทธ์ผู้มีความเคียดแค้นอาฆาตต่อยุทธจักรแห่ง  ตงง้วนอีกด้วย 40  เสถียร จันทิมาธร


กระนั้นในแต่ละกระบวนการแสดงออกล้วนซ่านอยู่ด้วยความรัก  ความผูกพันต่อแผ่นดินตงง้วนอย่างแนบแน่นยิ่ง แต่ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนเรื่องราวของบุญคุณและความแค้น  อย่างเข้ากระดูกด�ำสักเพียงใด ในทีส่ ดุ ก็มกั จะเรียกร้องความเข้าใจระหว่าง  กันและกัน มากกว่าจะท�ำลายล้างอย่างเหี้ยมโหด นี่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งซึ่ง “โก้วเล้ง” เน้นย�้ำอยู่เสมอ ภายหลังจาก “กิมย้ง” ประสบความส�ำเร็จอย่างสูงจากนวนิยาย  เรื่อง มังกรหยก นักเขียนนวนิยายก�ำลังภายในที่นามของเขาตรึงอยู่ใน  หัวใจของนักอ่านชาวไทย (โดยผ่านการแปลของ ว. ณ เมืองลุง และ น.  นพรัตน์) ก็มีเพียง “โก้วเล้ง” เท่านั้นที่สามารถเข้าไปนั่งอยู่กลางใจของ  นักอ่านทั้งที่เป็นปัญญาชนและนักอ่านทั่วไป นวนิยายหลายเรื่องของเขาเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวาง ใน  จ�ำนวนนัน้ ได้แก่  ฤทธิม์ ดี สัน้ , ดาบจอมภพ, ซาเสียวเอีย้ , จับอิดนึง้ , วีรบุรษุ ส�ำราญ, ผู้ยิ่งใหญ่  เป็นต้น นวนิยายเหล่านี้อาจไม่สามารถน�ำไปเทียบคู่กับเรื่องเช่น สามก๊ก, ซ้องกั๋ง, ความฝันในหอแดง หรือ ประวัติจริงของอาคิว ได้  แต่อุบัติการณ์  ของมันก็เป็นปรากฏการณ์ในทางวรรณกรรมประการหนึ่ง อันสะท้อนถึง  วิวัฒนาการและสายสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมประการหนึ่ง อันสะท้อน  ถึงวิวัฒนาการและสายสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมจีนกับวรรณกรรมไทย  ที่เริ่มต้นและสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน กล่าวคือ ยุคแรก ยุคแห่งพงศาวดารจีน เบิกยุคโดยเรื่อง สามก๊ก โดยมีเป้าหมายนอกจากเพื่อความบันเทิง  เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์และพงศาวดารจีนแล้ว ยังเพื่อเป็นต�ำราในทาง  ยุทธศาสตร์  ยุทธวิธีส�ำหรับขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ของไทย ยุคแห่งพงศาวดารจีนที่เรื่อง สามก๊ก เป็นผู้จุดพลุ  เริ่มต้นตั้งแต่  แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่  ๑ จนมาตกต�่ำ  เสือ่ มโทรมลงบ้างภายหลังเปลีย่ นแปลงการปกครองเมือ่  พ.ศ.๒๔๗๕ เป็น  ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  41


ต้นมา เนือ่ งจากการอุบตั ขิ นึ้ ของนวนิยายเรือ่ ง ผูช้ นะสิบทิศ ของ “ยาขอบ”  รวมทั้งการรุ่งเรืองเฟื่องฟูของวรรณกรรมอย่างที่เป็นแบบไทยเราเอง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากส�ำนวนแปลที่ได้มาตรฐานและเนื้อหาของ  เรื่องที่มีคติธรรม  ดังนั้น บางส่วนของวรรณกรรมแปลจากพงศาวดารจีน  เช่น สามก๊ก จึงได้รับบรรจุเป็นหนังสืออ่านของนักเรียน และองค์การค้า  คุรุสภาก็ได้ตีพิมพ์วรรณกรรมเหล่านี้จนครบถ้วน ยุคสอง วรรณกรรมก้าวหน้า วรรณกรรมเพื่อชีวิต ยุคนี้ค่อยๆ ได้รับการ “น�ำเข้า” โดยนักเรียนไทยจากประเทศจีน  ด้วยการแปลงานของ “เหล้าเส้อ”, “ปาจิน” ตลอดจน “หลู่ซิ่น” เข้ามา  ตั้งแต่ก่อนและโดยเฉพาะหลังสงคราม ยิ่งเมื่อจีนกุงฉานตั๋งโดยเหมาเจ๋อตุงเป็นหัวหน้าได้รับชัยชนะเหนือ  จีนก๊กมินตัง๋ โดยเจียงไคเช็กเป็นหัวหน้า เมือ่ เดือนตุลาคม ๒๔๙๒ วรรณกรรม  จีนอย่างทีเ่ รียกว่า “วรรณกรรมก้าวหน้า” ก็เข้ามามีบทบาททัง้ ในทางความ  คิดและในทางการแสดงออกของนักเขียนไทยเป็นอย่างสูง ถึงกับมีการ  แปลค�ำปราศรัยว่าด้วยศิลปะวรรณคดีที่เยนอานของเหมาเจ๋อตง  รวมทั้ง  ความเรียงของหลู่ซิ่น อาจกล่าวได้วา่  การเกิดขึน้ ของขบวนการศิลปะเพือ่ ชีวติ  ศิลปะเพือ่   ประชาชน ภายในวงวรรณกรรมไทยนั้น ได้รับผลสะเทือนจากจีนมากกว่า  จากทางยุโรป วรรณกรรมจีนในแนวเพื่อชีวิตนี้มีกระแสขึ้นลงตามสถานการณ์ใน  ทางการเมือง  กล่าวคือ จากห้วง พ.ศ.๒๔๙๐-๒๕๐๑ ได้เติบใหญ่ขนึ้ อย่าง  มาก แต่ภายหลังรัฐประหารเมื่อวันที่  ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑ ก็ถูกกวาดล้าง  และมีสภาพเป็น “วรรณกรรมต้องห้าม”  อย่างไรก็ตาม ในระยะก่อนและ  โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์วนั ที ่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ วรรณกรรมจีนในแนวนี้  ก็หวนกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง โดยไม่เพียงแต่จะมีการตีพิมพ์งานเก่าๆ แต่  ครั้งยุค ๒๕๐๐ เท่านั้น หากแต่ยังได้จัดพิมพ์งานแปลใหม่ๆ ขึ้นอีกและได้  รับความนิยมอย่างสูง 42  เสถียร จันทิมาธร


ยุคสาม ยุคแห่งนิยายก�ำลังภายใน ยุคนีเ้ บิกสถานการณ์ดว้ ยเรือ่ ง มังกรหยก ของ “กิมย้ง” จากส�ำนวน  แปลของ จ�ำลอง พิศนาคะ ในห้วงหลังรัฐประหารเมื่อวันที่  ๒๐ ตุลาคม  ๒๕๐๑  จากนัน้ ก็เกิดมีนกั แปลนวนิยายก�ำลังภายในจ�ำนวนมากมาย ในนี ้ มี ว. ณ เมืองลุง, สุทธิพล นิติวัฒนา, และ น. นพรัตน์  เป็นต้น  แต่ที่ยัง  ท�ำงานอย่างสม�่ำเสมอมีเพียง ว. ณ เมืองลุง กับ น. นพรัตน์  เท่านั้น วรรณกรรมก�ำลังภายในมีบทบาทอย่างสูงอีกครั้งในระยะภายหลัง  รัฐประหารเมือ่ วันที ่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ อันเป็นห้วงทีห่ นังสือพิมพ์ถกู ลิดรอน  เสรีภาพเป็นอย่างมาก หนังสือพิมพ์  ไทยรัฐ จึงได้ริเริ่มเอางานแปลของ  น. นพรัตน์  ที่แปลจากเรื่องเดิมของ “โก้วเล้ง” มาตีพิมพ์ประสานเข้ากับ  ภาพยนตร์ก�ำลังภายในจากฮ่องกงและไต้หวัน และจากนั้นก็เกิดประเพณี  อย่างใหม่ที่หนังสือพิมพ์รายวันจะน�ำเรื่องที่ฉายทางโทรทัศน์มาเขียนและ  ตีพิมพ์  กลายเป็นวรรณกรรม “เร่งรีบ” ในอีกแบบ อันคล้ายกับการเขียน  เรื่องจากภาพยนตร์เงียบในยุคแรกๆ ที่ภาพยนตร์เริ่มเข้ามาในประเทศ  ของเรา แม้ว่าจ�ำลอง พิศนาคะจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ริเริ่มแปลวรรณกรรมก�ำลัง  ภายในขึน้ ในวงวรรณกรรมไทย แต่  ว. ณ เมืองลุงก็ได้ชอื่ ว่าเป็นผูจ้ ดั ระบบ  และสร้างส�ำนวนอันมีลักษณะพิเศษขึ้น อันไม่เพียงแต่แตกต่างไปจาก  ส�ำนวนแปลวรรณกรรมจีนทั้งในยุคพงศาวดารและยุควรรณกรรมก้าวหน้า  เท่านั้น  หากแต่ยังแตกต่างไปจากภาษาส�ำนวนอย่างอื่นและมีเสน่ห์อัน  ชวนติดตามแม้ว่าจะเป็นส�ำนวนอันสะท้อนลักษณะไวยากรณ์และภาษา  แบบจีนก็ตาม จาก ว. ณ เมืองลุง ก็มี  น. นพรัตน์  ซึ่งพิจารณาจากส�ำนวนแปล  ก็ถือเอา ว. ณ เมืองลุงเป็นต้นแบบ ทั้ง ว. ณ เมืองลุง และ น. นพรัตน์ได้มีส่วนอย่างส�ำคัญในการน�ำ  เอาความรื่นรมย์แฝงแนวคิดอันหลากหลายจากอีกวรรณกรรมภาษาหนึ่ง  มาถ่ายทอดเป็นภาษาไทย ได้ช่วยเบิกหน้าต่างให้กับนักอ่านชาวไทยเพิ่ม  ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  43


ขึ้นอีกบานหนึ่ง นับเป็นคุณูปการอย่างสูงยิ่งในทางวรรณกรรม จาก ๓ ยุคแห่งวรรณกรรมจีนในวรรณกรรมไทยดังกล่าว ย่อมแสดง  ให้เห็นได้ถึงกระบวนแห่งวิวัฒนาการและสายสัมพันธ์ในทางวรรณกรรม  ระหว่างไทย-จีนที่ยาวนานกว่า ๒๐๐ ปี  และอาจกล่าวได้ว่าตราบทุกวันนี ้ อิทธิพลและผลสะเทือนของทั้ง ๓ ยุคแห่งวรรณกรรมจีนล้วนด�ำรงอยู่ทั้ง  ในทางความคิดและในทางการแสดงออกของนักเขียนและคนอ่านชาว  ไทยที่แน่นอนในระดับหนึ่ง การศึกษาเรื่องราวของ “โก้วเล้ง” และงานวรรณกรรมของเขา จึง  นอกจากเพื่อความบันเทิงและเพื่อการเรียนรู้แล้ว ที่ส�ำคัญยังเป็นการ  สืบทอดสายสัมพันธ์ในทางวัฒนธรรมระหว่างจีน-ไทย เพื่อบรรลุความ  เข้าใจต่อกันและกัน โดยอาศัยวรรณกรรมเป็นสะพานเชื่อม ด้วยมือแห่งไมตรีทยี่ นื่ เข้าหากันทางวรรณกรรมจึงเป็นหนทาง หนึ่งที่จะลดทอนความขัดแย้งแตกแยกและไม่เข้าใจในทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์  ตรงกันข้าม บนเส้นทางสายนี้กลับเปี่ยมด้วยความรักและ การให้อภัย

พิมพ์ครั้งแรก : บานไม่รู้โรย, ปีที่  ๑ ฉบับที่  ๑๑ (ธันวาคม ๒๕๒๘)

44  เสถียร จันทิมาธร


มโนของนักสู้ เฉกเช่นขึ้นสู่ยอดเขา ในเมื่อมีบรรพตใหญ่จะให้ขึ้น เขาอื่น-อื่น, มิขึ้นก็ไม่เป็นไร จากยุทธนิยายเรื่อง นักสู้ผู้พิชิต ว. ณ เมืองลุง แปลจากเรื่องเดิมของ “โก้วเล้ง”


บุรุษชุดขาว

จอมกระบี่นิรนามจาก “สามเกาะแห่งบูรพา”

คืนข้างแรมแห่งฤดูมรสุมหนึ่ง, คนผมยาวสยายประบ่า คลุมครึ่งค่อนหน้าผู้หนึ่ง, สองมือก�ำด้ามกระบี่ประหลาดยาวรวม ๖ เชียะ  กระบีห่ นึง่ ต่างไม้เท้าอันหนึ่ง, เดินขึ้นจากท้องทะเลที่ก�ำลังคลุ้มคลั่งกราด  เกรี้ยว เพียงขึ้นฝั่งไม่กี่ก้าวก็ทรุดฮวบลง แต่ก็สามารถหยัดร่างยืนตรงดั่ง  ปลายทวนได้ภายในพริบตาพลัน บุรุษนั้น, เรือนกายก�ำย�ำล�่ำสัน ทุกสัดส่วนจากหัวจดตีนล้วนกลม  กลืน ทั้งไม่มีส่วนที่ขาดและทั้งไม่มีส่วนที่เกิน สองบ่าแผ่กว้างตั้งตรง จมูก  โด่งเป็นสัน ใบหน้าเย็นชาและเฉื่อยเฉย แต่แววแห่งดวงตากลับเปล่งประ  กายจ�ำรัส แลตลอดร่างดูราวกับหลอมหล่อขึ้นจากเหล็กกล้า แข็งแกร่ง, หนักแน่น, และมั่นคงดั่งหินผา แต่ละย่างก้าวที่สาวเท้าเดิน, พิศมองเผินๆ คล้ายกับเชื่องช้ายิ่ง  แต่เพียงชั่วพริบตาก็ไปได้ไกลโข ทิ้งรอยเท้าบนพื้นทรายเป็นทางยาว ช่วง  แต่ละก้าวมีความห่าง ๑ เชียะ ๗ นิ้ว  โดยตลอด ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  47


ร่างก�ำย�ำอยู่ในเสื้อผ้าปอสีขาว มีผ้าปอคาดพันศีรษะระหว่างคิ้ว วันขึ้น ๗ ค�่ำ เดือน ๑๐, มันปรากฏกาย ณ คฤหาสน์ตระกูลลิ่ว  เชิงเขาเล่าซัว ใช้กระบี่ประหลาดยาว ๖ เชียะนั้นสังหาร “กระเรียนเขียว”  (แชเฮาะ) ลิ่วซ้ง ประมุขส�ำนัก “กระเรียนบิน” (ปวยเฮาะมึ้ง) ตายภายใน  เพียงเพลงกระบี่เดียว เป็นเพลงกระบี่เดียวอันรวดเร็วและร้ายกาจ และยากจะดูออกว่า  เป็นวิชาฝีมือของค่ายส�ำนักใด เพียงเพลงกระบี่เดียว, แผลจากคมกระบี่ก็กรีดเป็นทางยาวจาก  หว่างคิ้วเป็นเส้นผ่านปลายจมูก, ริมฝีปาก, คอหอย, จนถึงทรวงอกโดย  ไม่เบี่ยงเบน โดยไม่คดงอ พอดีอยู่ระหว่างกลางอย่างแม่นย�ำ  แผลลึกลงไปในเนื้อร่วม ๑ นิ้ว “บุรุษชุดขาว” ปล่อยกระบี่ห้อยลงอย่างเชื่องช้า บนตัวกระบี่ไม่ม ี โลหิตติดอยู่แม้แต่หยดเดียว กระบี่ประหลาดสดใสเป็นประกายปานน�้ำ  ค้างกลางหาว มิว่าสังหาร ๑ หรือ ๕ คน, มิว่าอาการวาดกระบี่จะมุ่งไปข้างหน้า  หรือย้อนกลับแทงข้างหลัง เพียงมือสะบัดวูบ, ณ หว่างคิ้วแห่งร่างของเป้า  ทุกร่างที่หงายตึงลงบนพื้น, ล้วนมีรอยโลหิตเป็นทางยาวจนถึงทรวงอก กระบี่รวดเร็วยิ่งกว่าประกายไฟ, เพียงวูบเดียวก็กลับกลายเป็น ๕  กระบี่ วันขึน้  ๘ ค�ำ่  เดือน ๑๐, กระบีน่ สี้ งั หารเตีย่ ซือ่ ฮ้งแห่งส�ำนัก ๒ ห่วง วันขึ้น ๙ ค�่ำ เดือน ๑๐, สังหารกระบี่โป๊ยเซียนลี้แชฮง วันขึ้น ๑๐ ค�่ำ เดือน ๑๐, กระสวย ๘ แขน “กิมไต้ฮุย” ถูกปลิด  ชีพอย่างอนาถ บาดแผลทีส่ งั เวยคมกระบีเ่ ป็นเช่นเดียวกันไม่มผี ดิ เพีย้ น ตัง้ แต่หว่าง  คิ้วมีรอยแผลเป็นทางยาวจนจดทรวงอก ไม่มีผู้ใดดูออกว่ามันใช้วิชาท่าใดมาลงมือ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีท่าร่างกลับกลายเป็นลักษณะใด, “บุรุษชุดขาว”  48  เสถียร จันทิมาธร


ก็ยังยืนนิ่งแน่ว มิเพียงกระบี่ยาวจะไม่ได้ดึงออกจากฝักเท่านั้น แม้หนังตา  ก็ยังหลุบต�่ำ ดูราวหลวงจีนชราก�ำลังเข้าฌาน แต่พอมันชักกระบี่, เพียงวูบเดียวก็กลายเป็นกระบี่ที่รวดเร็ว รวดเร็วยิ่งกว่าประกายไฟ! มันไม่เคยยอมเสียพละก�ำลังให้ฟุ่มเฟือยไปโดยเปล่าประโยชน์  ยามเดินก็ไม่ยอมใช้วิชาตัวเบา กร���ทั่งแม้ยามกล่าววาจาก็ไม่ยอมใช้  ก�ำลังภายในเข้าไปในน�้ำเสียง ค�ำถามก็คือ เหตุใดมันจึงฆ่าบุคคลเหล่านั้น ค�ำตอบอันรวบรัดยิง่ ของมันก็คอื  “ผูใ้ ดเรียกให้ทา่ นเป็นผูม้ ชี อื่ เสียง” ฟังดูคล้ายกับเป็นเหตุผลอันไร้เหตุผล เนื่องเพราะชวนให้เข้าใจว่า  การมีชื่อเสียงก็เป็นอาชญากรรมประการหนึ่ง “ท้าสู้กับผู้มีชื่อเสียงทั่วบู๊ลิ้มทั้งแผ่นดินคือจุดประสงค์การมา (สู่  ตงง้วน) ของเราในคราวนี้” นี่ดูเหมือนจะเป็นค�ำอธิบายถึงเหตุผลอันไร้เหตุผลข้างต้นของมัน  แม้น�้ำเสียงจะเนิบนาบแช่มช้าแต่ก็หนักแน่นและเด็ดเดี่ยวยิ่ง “ชีวติ เราได้อทุ ศิ ให้แก่วถิ ที างนักสู ้ นักสูส้ มควรพลีชวี ติ เพ่ือการต่อสู,้   เรา แม้ตายในคมดาบก็ไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย” นี่คือปณิธานอันแน่วแน่คงมั่นของมัน-“บุรุษชุดขาว!” “บุรุษชุดขาว”, ผมยาวสยายประบ่า  แววตาเป็นประกาย, ผู้มาพร้อม กับรังสีอ�ำมหิตแห่งการฆ่าฟันและกระบี่ประหลาดยาว ๖ เชียะผู้นี้, เป็ น  ใครและมาจากสารทิศใด มันเป็นชาวฮั่น เสียงอันเปล่งจากปากก็เป็นภาษาฮั่นอย่างแน่นอน  แต่ไฉนจึงนั่งเรือเล็กแต่ล�ำพังมาจากทะเลตะวันออก เบาะแสอย่างแรกสุดอันพอจะเสาะค้นต่อไป ได้มาจากบทเพลง  แสนรันทดจากปากของมันเอง, มีข้อความสั้นกะทัดรัด ดังนี้  :  ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  49


“...ฟ้าเวิ้งว้าง, ดินไร้ไมตรี ปณิธานยากบรรลุ, แค้นยากคลาย สะพายกระบี่โดดเดี่ยว, กายเดียวดาย สู่ดินแดนกันดารอันสุดไกล...” เป็นบทเพลงซึ่งบิดาของ “บุรุษชุดขาว” ชอบร้อง, มันเคยเล่าให้  บางคนทราบพอเป็นเลาๆ ว่า “บิดาผู้ล่วงลับนับเป็นอัจฉริยบุคคลอันสุดยอดได้  เชี่ยวชาญใน  วิชานานาประการ  แต่เพราะเช่นนั้นจึงไม่อาจรวมสมาธิจิตใจให้แน่วแน่  วิชาฝีมือ ยากที่จะบรรลุจุดลึกล�้ำ  ดังนั้น การต่อสู้ในชั่วชีวิตจึงต้องพ่าย  แพ้ทุกครั้งไป ประสบแต่ความยากไร้ล้มเหลว ถูกเหยียดหยามดูแคลนใน  ทุกแห่งหน จนต้องเนรเทศตัวเองข้ามทะเลไปในดินแดนอันสุดไกลเป็น  เวลาเนิ่นนานปี” จากการสืบค้นของชาวบู๊ลิ้มตงง้วนในระยะต่อมาพบว่า “บุรุษชุดขาว” เกิดในตงง้วน เมื่อเกิด บิดามันล่วงเข้าปัจฉิมวัยแล้ว  และตั้งเจตจ�ำนงมิยอมให้บุตรก้าวตามรอยที่ล้มเหลวและเจ็บปวดของตน  จึงพาทารกที่ยังแบเบาะท่องทะเลมุ่งสู่ตังอ๊วง (เกาะญี่ปุ่น) ปณิ ธ านอั น แน่ ว แน่ ก็ คื อ จะใช้ ช ่ ว งบั้ น ปลายชี วิ ต เสกปั ้ น บุ ต รให้  กลายเป็นอัจฉริยะสุดยอดของบู๊ลิ้มเพื่อระบายความอัดอั้นรันทดของตน  ให้จงได้ ฉะนั้น นับแต่ทารกลืมตาดูโลกมันก็ใช้ตัวยาสมุนไพรอันทรงคุณค่า  บ�ำรุงหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ กระดูก, และถ่ายทอดรากฐานวิชาการต่อสู้ให้  ตั้งแต่เมื่อเริ่มสอนเดิน พร้อมกับก�ำชับมิให้เสียเวลาไปสนใจในหลักวิชา  อื่นๆ อย่างเด็ดขาด ไม่ทันอายุถึง ๑๐ ขวบ, เด็กน้อยก็สามารถเบียดแทรกเข้าไปยืน  อยู่ในขบวนแถวของยอดฝีมือแห่งเกาะตังอ๊วงได้แล้ว 50  เสถียร จันทิมาธร


แท้จริง, หลักวิชาฝีมือของตังอ๊วงเป็นส่วนหนึ่งอันแพร่ไปจากของ  ชนชาติฮั่น แต่ผ่านการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นเวลานานปีก็ค่อยๆ เพิ่ม  ความอ�ำมหิตโหดเหี้ยมและก่อปฏิรูปอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมา พื้นฐานส�ำคัญอันเน้นหนักว่า “ใช้ความสงบเข้าสยบการเคลื่อน  ไหว” นั้น เป็นหลักการเดียวกันกับส�ำนักเที่ยงแท้มาตรฐานของตงง้วน อาวุธที่ใช้มากกว่าครึ่งเป็นดาบยาวลักษณะพิสดาร ตัวดาบยาว  แต่แคบ, คมดาบบางแต่คมกริบ ส�ำนักดาบของตังอ๊วงมีมากมาย อาทิ  ส�ำนักเดือนเสี้ยวไร้ผู้ทัด  เทียม, ส�ำนักมังกรไฟในม่านฟ้า, ส�ำนักอุริวผู้กล้าหาญ, ส�ำนักเอกะซามูไร  เป็นต้น แต่ในความมากมายนั้น, ชาวบู๊ลิ้มตังอ๊วงที่มีศักดิ์ศรีสงู สุด ฝีมือ  สูงสุด รอบรู้กว้างขวางที่สุด ต้องยกให้อุริวโบ โตซาอิ  เจ้าส�ำนักอุริวผู้กล้า  หาญแห่งยามาโต โยชิโอกะ มาซาโอะ แห่งเกียวโต และซามูไรฟันครั้งเดียวตาย-โยมากาโต แห่งเมืองอีซึซัง ระหว่างอายุ  ๑๑-๑๒ ขวบ “บุรุษชุดขาว” ล้วนเคยเผชิญกับยอด  ฝีมือเหล่านี้  และแม้ต้องพ่ายแพ้กลับไปทุกครั้งแต่ยังมิถึงกับต้องเสียชีวิต,  เนื่องเพราะนักบู๊แห่งบูชิโดนั้นมาตรแม้นโหดเหี้ยมทารุณแต่ย่อมยังไม่  อ�ำมหิตพอที่จะปลิดชีวิตทารกเยาว์วัย จากการต้องพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า, ร่างกายของมันถูกเคี่ยวกร�ำ  ฝึกฝนจนแกร่งกร้าวราวเหล็กกล้า ก�ำลังภายในก็มีรากฐานอันมั่นคงมา  ตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อผ่านการฝึกฝนทดสอบวิชาภายนอกเพิ่มเข้ามาอีก จึง  เท่ากับเป็นการรวบรวมเอาปมเด่นไม้ตายจากทุกค่ายส�ำนักแห่ง “สาม  เกาะบูรพา” ผนึกขึ้นสร้างสรรค์เป็นอย่างของมันเอง อุริวโบ โตซาอิ, โยชิโอกะ มาซาโอะ, โยมากาโต ต่างเคยประมือ  กับมันมาแล้วคนละ ๔ ครั้ง, และในครั้งที่  ๔ มันซึ่งอายุ  ๑๙ ปี  ก็สามารถ  ก�ำชัยได้อย่างงดงาม อันเท่ากับทั่วทั้ง “สามเกาะบูรพา” ไม่มีผู้ใดต้านรับฝีมือมันได้แล้ว  ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  51


เมื่อมันอายุ  ๒๐, บิดาผู้ชราก็ตายจากไปอย่างสงบ มันถึงกับไม่  เศร้าโศกรันทด ไม่แยแสสนใจ คล้ายกับทั้งร่างกายและจิตใจได้กลายเป็น  เหล็กกล้าที่แข็งแกร่ง, เย็นชา, และปราศจากความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น เนื่อง  เพราะหัวใจของมัน, นอกจากค�ำว่า “บู”๊  แล้ว ก็ไม่สามารถมีสงิ่ อืน่ ใดแทรก  เบียดเข้าไปได้ จากนั้น, มันอาศัยเรือน้อยมุ่งสู่เกาะหมากรุก (โกะชิมะ) ทางตะวัน  ออกของตังอ๊วง เป็นเกาะน้อยที่ทั้งร้างและแห้งแล้ง ในเกาะมีสระเล็กๆ อยู่สระ  หนึ่ง ในสระนั้นอุดมด้วยศิลาสีขาวและสีด�ำ เรียบ, กลมเกลี้ยง มิต้องขัด  ถูก็ใช้เป็นตัวหมากรุกได้ มันใช้ชีวิตอยู่บนเกาะนั้นเนิ่นนานถึง ๑๐ ปี, ระหว่างนั้นมันคล้าย  ดั่งละท้ิงวิชาฝีมือโดยสิ้นเชิง แต่ละวันและทุกวัน, เอาแต่นั่งใช้ศิลาขาวด�ำ  ๒ สี  ตั้งหมากรุกกลแล้วครุ่นคิดหาทางแก้ไข เนื้อแท้แล้ว, นี่คือ “การผนึกตัวรวมกระบี่” ด้วยการน�ำเอาวิถีกระบี่  ผสมกลมกลืนเข้าไปในวิถีหมากรุก แปรวิถีหมากรุกผสมกลมกลืนเข้าไป  ในวิถีกระบี่  กระทั่งบรรลุสภาพต่อเนื่องติดตามกันเสมือนอาการหลั่งไหล  อย่างไม่ขาดสายของกระแสแห่งสายน�้ำ อีก ๑๐ ปีให้หลัง, เมื่อมันหวนกลับ ๓ เกาะตังอ๊วงพร้อมกับวัย  ๓๐ อันแกร่งฉกรรจ์, โยชิโอกะ มาซาโอะเคยประมือกับมันหนหนึ่ง ทั้งสองยืนประจันหน้ากันนานถึง ๗ ชั่วยาม โดยมิได้มีการจู่โจม  แม้กระบวนท่าเดียว ที่สุด, สมาธิของโยชิโอกะ มาซาโอะก็แตกซ่านพัง  ทลาย ขณะที่  “บุรุษชุดขาว” ยังคงตระหง่านยืน, สงบนิ่งดุจมหาบรรพต ที่สามารถด�ำรงตนหนักแน่นและมั่นคงได้ถึงเพียงนี้  เนื่องเพราะจิต  ใจของมันได้ผนึกรวมเป็นองค์เอกภาพเดียวกันกับกระบี่อันก�ำใน ๒ มือ  อย่างแนบแน่น จนสามารถก้าวเหยียบขึ้นสู่สภาวะแห่งความเป็น “หนึ่ง  เดียว” ของ “การผนึกตัวรวมกระบี่” 52  เสถียร จันทิมาธร


ตลอดทั่วทั้งร่างจึงคล้ายครอบคลุมไว้ด้วยรังสีกระบี่อันแกร่งกล้า  จนมิอาจเหลือช่องว่างรอยโหว่ใดจะจู่โจมทะลวงรุกเข้าไปท�ำลายได้ จากนั้น, “บุรุษชุดขาว” จึงมีความมั���นใจและตัดสินใจนั่งเรือเล็ก  จากตังอ๊วง ฝ่าคลื่นใหญ่ลมแรงมุ่งสู่ตงง้วน เพื่อใช้เพลงกระบี่คลายรอย  แค้นให้แก่บิดาผู้ล่วงไปแล้วของมัน จากนั้น, มรสุมโลหิตอันบ้าคลั่งจึงได้ก่อตัวขึ้น, การสังหารเพื่อชิง  ความเป็นสุดยอดฝีมือจึงบังเกิดขึ้นราวชีวิตเป็นผักปลา จนแม้แต่  “จอม  กระบี่สันติ” (เช็งเพ้งเกี่ยมแขะ) แป๊ะซ�ำคง ประมุขบู๊ลิ้มแคว้นซัวตัง ก็  แทบเอาตัวไม่รอดจากคมกระบี่อันรวดเร็วปานสายฟ้าของมัน จะมีเพียงแต่  “ประมุขเรือใบ ๕ สี” (โง้วเซ็กพัง้ จุน๊ จู)๊  จีอโี ฮ้ว แห่งชาย ทะเลตะวันออกเท่านั้นหรอกที่พอจะทัดเทียมใกล้เคียงกับ “บุรุษชุดขาว” ได้ การสื่อสารและส่ง “ความหมาย” ระหว่างยอดฝีมือแต่ละคนมิเพียง ด้วยกิตติศพั ท์อนั ร�ำ่ ระบือจากปากสูป่ ากเท่านัน้  หากแต่ทสี่ �ำคัญอย่างทีส่ ดุ ก็คือ ฝีมือ คมแห่งกระบี่, ความไวและพลิกแพลงอย่างร้ายกาจของวิถีแห่ง  กระบี่ รอยกระบี่บนกิ่งไม้แห้งบ่งบอกวิถีกระบี่อันสูงล�้ำของ “บุรุษชุดขาว”  ได้อย่างลึกซึ้งฉันใด ๑ กระบี่ของจีอีโฮ้วที่กรีดฝากบริเวณไหล่ซ้าย, ทรวงอกด้านขวา,  และทีช่ ายโครงรวม ๗ แห่ง อันเป็นการจีส้ กัดจุด ๗ แห่ง ภายใน ๑ กระบี ่ เดียว ย่อมน�ำแววระเรื่ออันเปี่ยมด้วยความกระตือรือร้นมาให้กับ “บุรุษ  ชุดขาว” ได้อย่างมากฉันนั้น เพียงช�ำเลืองเห็น, มันถึงกับคุกเข่า, ก้มศีรษะคารวะ, เปล่งเสียง  ด้วยความพึงใจ “ฟ้าดินไพศาลไร้ขอบเขต ในที่สุด, ก็มีผู้หนึ่งสามารถเป็นคู่ต่อสู้  ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  53


กับเรา” นับแต่เดินทางถึงตงง้วนในวันขึ้น ๖ ค�่ำ เดือน ๑๐ เป็นต้นมา, มี เพียงได้ประมือกับจีอีโฮ้วเท่านั้นที่ทรงความหมายอย่างสูงสุดส�ำหรับมัน ชายทะเลตะวันออกวันนั้น, อาทิตย์ก�ำลังอัสดง บริเวณหาดสีทอง อันกว้างขวาง คลาคล�่ำด้วยยอดฝีมือนับร้อยนับพันจนแลดูด�ำมืดไปหมด เรือน้อย ๒ ล�ำแล่นเข้าหากัน หลังเสียง “เชิญ” ดังขึน้ , พลันบังเกิดเสียงสดใสราวมังกรร้องค�ำราม  กระหึ่มขึ้นพร้อมกับพลังกระบี่พุ่งแผ่เป็น ๒ สาย “บุรุษชุดขาว” ยืนอยู่  ณ หัวเรือ, ร่างตรงดุจคันทวน ปลายกระบี ่ ชี้ลง ขณะที่จีอีโฮ้วชูปลายกระบี่ชี้ขึ้นตรง สายตาที่ทั้ง ๒ เขม้นมองกันแม้ขุนเขาพังราบลงเบื้องหน้าก็ยากที่  จะกะพริบ สีหน้าจีอีโฮ้วขาวซีดยิ่งกว่าเดิมขณะที่แววแห่งความกระตือรือ  ร้นของ “บุรุษชุดขาว” ยิ่งนานยิ่งวาบวาวขึ้น จนคล้ายจะคลุ้มคลั่ง จีอีโฮ้วกรีดกระบี่ด้วยท่าสามัญธรรมดาท่าหนึ่ง ปลายกระบี่ไหว  ระริกเพียงพริบตาก็พลิ้วสั่นถึง ๒๐ ครั้ง ครอบคลุมจุดส�ำคัญเหนืออก, ๒  ชายโครงท้องน้อย, และคอหอยถึง ๓๔ แห่ง แต่กระบี่หาได้ทะลวงตาม  เข้าไปไม่ แม้เห็นแจ้งชัดยิ่งว่าเป็นการจู่โจมแต่เนื้อแท้กลับเป็นการตั้งรับ จู่โจมอย่างตั้งรับ ขณะเดียวกัน, ก็ตั้งรับอย่างจู่โจม ข้อมือของ “บุรุษชุดขาว” ขยับเล็กน้อย กระบี่ยาว ๖ เชียะ ในมือ  แปรเปลี่ยนถึงสิบกว่าทิศทาง แต่ยังคงมิกล้าตีโต้บุกฝ่าเข้าไป คลื่นถาโถมเข้ามาระลอกหนึ่ง ฟาดกระแทกเรือเล็กทั้ง ๒ ให้แยก  ออกจากกัน พลังคลื่นอีกลูกจากอีกด้านก็โหมกระหน�่ำซัดเข้ามาเหมือนมี  มือยักษ์รุนให้เรือเล็กทั้ง ๒ เฉียดผ่านกันไปอีกครั้ง จีอีโฮ้วงอศอกแนบกาย กระบี่ในมือยกชี้เฉียงแน่วนิ่ง “บุรุษชุดขาว” ยกกระบี่ยาวควงว่อนกลางอากาศ 54  เสถียร จันทิมาธร


ลมทะเลครางร้องครืนครืน, เรือน้อยไหวกระเพื่อมไปตามแรงซัด  ของคลืน่  ร่างทัง้  ๒ สงบยืนประหนึง่ รูปปัน้  พลันได้ยนิ เสียง “กร้อบ” ดังขึน้   เนื่องเพราะทั้ง ๒ ใช้พลังภายในกระแทกเรือให้สะบั้นพร้อมกัน ๒ มันต่างตระหง่านยืนบนหัวเรืออันสะบั้นแล้ว ละล่องเหนือยอด  คลื่นเข้าไปใกล้กันทุกขณะ ลมทะเลฮือโหมรุนแรง คลื่นกระหน�่ำซัดคระโครม-คระโครมมิหยุด  ยั้ง ประกายสีทองตามระลอกคลื่นแผ่ซ่านกระจาย เงาร่างทั้ง ๒ หนึ่งม่วง  หนึ่งขาวพลิ้วอยู่บนประกายสีทองนั้น และแล้ว, เหนือระลอกคลื่นสีทองพลันบังเกิดประกายอันบรรเจิด  จ้าอีกคราหนึ่ง เป็นประกายอันพลิ้ววาบวับรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาดประ  เปรี้ยงกังวาน เสียงกึกก้องปานกัมปนาทแห่งมังกรค�ำรามสะท้านไปทั่ว  แผ่นฟ้า, ผืนดิน, และห้วงธาราอันคลุ้มคลั่งและเวิ้งว้างวังเวง ร่างของจีอีโฮ้วส่ายไหวไปมา, แล้วร่วงหล่นจมลงไปในน�้ำ “บุรุษชุดขาว” ๒ มือก�ำด้ามกระบี่ยาวชูขึ้นยืนตรงแนวนิ่งดุจรูป  สลักหิน พริบตานั้น, เงาร่างสีม่วงสายหนึ่งลอยขึ้นช้าๆ จากคลื่นใหญ่ใน  มหาสาคร ตลอดร่างแม้เปียกจนชุม่ โชก แต่ยงั สง่าและยังเปีย่ มด้วยอ�ำนาจ  บารมี เป็นจีอีโฮ้ว-ประมุขแห่งเรือใบ ๕ สี! พริบตานั้นดุจกัน, “บุรุษชุดขาว” พลิ้วร่างร่อนลอยจากหัวเรือเล็ก  เหยียบ ๒ ตีนลงบนชายหาด ใบหน้ายังคงเฉื่อยชาไร้ความรู้สึก แววตายิ่ง  ยะเยียบเย็นจนยะเยือกหนาว มันออกปากถามหาเรือ, จากนัน้  หันร่างไปยังเรือใบ ๕ สี, เปล่งเสียง ทีละค�ำช้าๆ “เพลงกระบี่ของท่านนับว่าเยี่ยมยอด การพ่ายแพ้ในวันนี้ข้าพเจ้า  ขอจารึกไว้ไม่ลืมเลือนตราบชั่วชีวิต อีก ๗ ปีให้หลังข้าพเจ้าจะย้อนกลับ  มาอีกครั้งเพื่อชะล้างความอัปยศของกระบี่ในวันนี้” ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  55


ร่างขยับอย่างฉับไวก็ขึ้นไปยืนบนเรือใบเล็กล�ำ ๑ ใช้ก�ำลังภายใน ผลักดันแล่นหายไปในความคลุ้มคลั่งของทะเล รวดเร็วราววิญญาณภูต พราย... บัดดลนั้น, เสียงสดุดี  “จีอีโฮ้ว จงเจริญ! จงเจริญ!” จากร้อยปากพัน ปากของยอดฝีมือแห่งบู๊ลิ้มก็ดังขึ้นกึกก้อง สะเทือนเลื่อนลั่นปานฟ้าดินจะ  ถล่มทลาย ท่ามกลางเสียงแห่งความปรีติปราโมทย์, จีอีโฮ้วกลับยืนนิ่งสงบ  ณ หัวเรือใบ ๕ สีของตน ใบหน้าอันซีดขาวปราศจากแววปลาบปลื้มของ  ผู้ที่เพิ่งก�ำชัยมาจากการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ “น�้ำใจไมตรีที่ท่านทั้งหลายแสดงมาเช่นนี้  ข้าพเจ้ารู้สึกละอายใจ  จนไม่กล้ารับ เพียงแต่...” มิคาด, จีอีโฮ้วพลันกระอักโลหิตฉีดออกมาเป็นล�ำยาว ร่างที่ยืน  เป็นสง่าโงนเงนจนแทบมิอาจจะทรงมั่นอยู่ได้  มันฝืนยิ้มอย่างหดหู่เศร้า  หมอง พลางเค้นเสียงออกมาทีละค�ำว่า “เพลงกระบี่ของบุรุษชุดขาวนับว่าสูงส่งจนเป็นที่น่าแตกตื่นตกใจ  จริงๆ ข้าพเจ้าเปลี่ยนแปลงเพลงกระบี่ถึง ๙๗ วิชา สุดท้ายจึงใช้ไม้ตาย  ของกระบี ่ ‘พิชติ อสูร’ (ฮุกม้อเกีย้ มฮวบ) จึงโชคดีมชี ยั มาได้ครึง่ กระบวนท่า  แต่ยังท�ำอันตรายแก่มันมิได้อีก” กล่าวถึงตอนนี้, กระแสเสียงค่อยๆ อ่อนล้าแผ่วเบาและหอบหาย  ใจถี่จนมิอาจเปล่งออกมาได้อีก มันหอบหายใจอยู่ครู่ใหญ่จึงค่อยกล่าว “แต่ข้าพเจ้าที่ใช้เพลงกระบี่ถึง ๙๗ วิชาไปในคราวเดียวก็เส่ือม  ก�ำลังภายในไปอย่างใหญ่หลวง มาตรแม้นเอาชัยได้ครึ่งกระบวนท่าแต่  ก็ถูกพลังภายในบนตัวกระบี่ของมันกระแทกใส่ชีพจรหัวใจจนขาดสะบั้น  มันนับเป็นชายชาตรีอย่างแท้จริง แม้รู้แน่ชัดว่าข้าพเจ้าไม่มีทางรอดแล้ว  แต่ยังยอมรับว่าข้าพเจ้ามีชัยกว่ามันครึ่งกระบวนท่า มิเช่นนั้น เพียงมันจู่  โจมอีก ๑ กระบวนท่า ข้าพเจ้าขณะนี้ก็น่ากลัวตายใต้ท้องทะเลไปแล้ว” 56  เสถียร จันทิมาธร


ใบหน้าของประมุขเรือใบ ๕ สี, จีอีโฮ้วปรากฏรอยยิ้มอันรันทด “ข้าพเจ้ารู้ดีว่าไม่มีทางรอดชีวิตได้ถึงเช้าพรุ่งนี้  ข้าพเจ้าขออ�ำลาใน  ขณะนี้เลย ท่านทั้งหลายเชิญเถิด” พลางมันสะบัดแขนเสื้อ หันกายเดินกลับเข้าไปในท้องเรือ บริเวณชายหาดอันกว้างไพศาลสงบเงียบ... และแล้ว, ล�ำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ยามอัสดงก็ลาลับไปจาก  โลก ประกายสีทองบนฟองคลื่นกลับกลายเป็นสีเทาคล�้ำ เรือใบเล็กอัน “บุรุษชุดขาว” นั่งไป, หายลับจากขอบฟ้าเนิ่นนาน  ยิ่งแล้ว “…สองกระบี่ต่อสู้กัน ฟ้าหม่นหมองครองทุกข์ มังกรร้องค�ำราม, อาลัยลาคราดาวร่วง...” หากจีอีโฮ้วดับชีพไปในคืนนี้  อีก ๗ ปีข้างหน้า, เมื่อ “บุรุษชุด ขาว” ย้อนกลับมาเพือ่ ชะล้างรอยอัปยศ, ยังจะมีผใู้ ดไหนเล่าสามารถ รับมือกับมันได้...

พิมพ์ครั้งแรก : บานไม่รู้โรย, ปีที่  ๑ ฉบับที่  ๔ (พฤษภาคม ๒๕๒๘) ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  57


สายน�้ำ เป็นกาพย์กลอนอันเพริศแพร้ว, ในสายตาปัญญาชน คือบทเพลงอันวิเศษ, ในสายตาศิลปิน แต่ส�ำหรับปรมาจารย์ทางฝีมือต่อสู้, สายน�้ำ จะกลายเป็นวิชาฝีมือที่ติดต่อตามกัน สายน�้ำ มิอาจฟันให้ขาดสะบั้นได้ พันดาบ, หมื่นดาบ-ก็ไม่มีทาง เนื่องเพราะ, สายน�้ำแฝงไว้ซึ่งวิถีที่ก�ำเนิดเกิดตาม ดัดแปลงจากบางท่อนในยุทธนิยายเรื่อง นักสู้ผู้พิชิต ว. ณ เมืองลุง แปลจากเรื่องเดิมของ “โก้วเล้ง”


ปึงป้อเง็ก

ผู้พิชิต “บุรุษชุดขาว”

ชายทะเลตะวันออกยังคงเป็นเช่นเมือ ่  ๗ ปีกอ ่ น, น�ำ้ ทะเล  ยังคงสดใสด้วยสีคราม, แสงอาทิตย์ยังคงเจิดจ้าอ�ำไพ “บุรุษชุดขาว” อันยืนเด่นอยู่  ณ หาดทรายยังเป็นคนเดิม เสื้อยังคงขาวบาดตา ผมสยายประบ่ายังคงด�ำขลับจนเป็นมัน, ร่าง  ตรง ดุจปลายทวนยังคงอาบด้วยอานุภาพแห่งรังสีเหี้ยมหาญ หากจะมี  เปลี่ยนแปลงก็เพียงประกายตาที่คมกล้า ตรงกันข้าม ใบหน้ากลับยิ่งเคร่งขรึมเด็ดเดี่ยว กระบี่ยาวคร่าวิญ-  ญาณก็ยิ่งเปล่งแววอ�ำมหิต โลหิตสดๆ อันหยดหยาดจากปลายกระบี่ก็ยิ่ง  มีมากกว่าเดิม มันเหยียบแผ่นดินตงง้วนได้  ๓ วันแล้ว, เป็น ๓ วันอันกลิ่นคาว  เลือดคลุ้งตรลบ “บุรุษชุดขาว” กุมกระบี่ยาวยืนนิ่ง แหงนหน้ามองฟ้า ถอนใจยาว  ร�ำพึงอย่างหน่ายรันทด “ทั้งแผ่นฟ้าแผ่นดินอันไพศาล ในหมู่คนสุดคณานับถึงกับไม่มีที่  คู่ควรให้เราได้ลงมือเลยจริงๆ หรือ” ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  61


พลันเงาร่างสายหนึ่งพุ่งข้ามศีรษะหมู่ผู้กล้าดุจพญาปักษา ละลิ่ว  ลงเบื้องหน้า “บุรุษชุดขาว”-เบาแผ่ว ปึงป้อเง็ก! ปึงป้อเง็ก! “ปึงป้อเง็ก” “บุรุษชุดขาว” เอ่ยขึ้น “ท่านคือปึงป้อเง็ก” “ใช่แล้ว, ข้าพเจ้าคือปึงป้อเง็ก ข้าพเจ้าจะต้องเอาชัยท่านได้  เอา  ชัยท่านได้อย่างแน่นอน” ปึงป้อเง็ก-มันเป็นใคร, ไฉนจึงมากด้วยความมั่นใจถึงเพียงนั้น ปึงป้อเง็ก (หยกวิเศษตระกูลปึง) มีก�ำเนิดจากตระกูลบู๊ลิ้มอันเรือง  นาม  ตาของมันคือ “จอมกระบี่สันติ” (เช็งเพ้งเกี่ยมแขะ) แป๊ะซ�ำคง  ประมุขบู๊ลิ้มแห่งแคว้นซัวตัง เนื่องเพราะบิดา-มารดาออกท่องไปในถิ่นไกล  กระทั่งสาบสูญไร้  ร่องรอย มันจึงอยู่ในความดูแลของแป๊ะซ�ำคงโดยตลอด ทารกนี้ฉลาดปราดเปรื่องแต่นิสัยกลับดื้อรั้นไม่ยอมลงให้ใครโดย  ง่าย  แม้จะอยู่ใจกลางของบรรดายอดฝีมือแห่งแคว้นซัวตังกลับพานไม่  ชมชอบวิชาฝีมือ ถึงกับยืนกราน “เรายินยอมให้คนจี้สกัดจุดอีกร้อยครั้งพันครั้งก็ไม่ปรารถนาฝึกปรือ  ฝีมือ” ตรงกันข้าม กลับหลงใหลในหนังสือ นับแต่อ่านหนังสือออกมันก็  กลายเป็นหนอนต�ำราขลุกอยู่กับหนังสืออย่างเคลิบเคลิ้มงมงาย  วาจาอัน  คมคายแม้หลุดจากปากเยาว์วัยแต่ล้วนเป็นของคนโบราณอันจดจ�ำจาก  ต�ำรา มันแม้มิได้เห็น “บุรุษชุดขาว” กรีดกระบี่สยบแป๊ะซ�ำคง  แต่ก็ได้  พบเห็นการต่อสู้อันสะเทือนเลื่อนลั่นระหว่างประมุขเรือใบ ๕ สี  จีอีโฮ้ว  กับ “บุรุษชุดขาว” ด้วย ๒ ตากลมโต เบือ้ งหน้าอาการบอบช�ำ้ เนือ่ งเพราะชีพจรหัวใจของจีอโี ฮ้วถูกสะบัน้   62  เสถียร จันทิมาธร


และจะต้องตายในอีกไม่กี่ชั่วยาม มันสะเทือนใจอย่างยิ่ง “ฟ้าดินช่างอยุติธรรมจริงๆ ยืนกรานต้องให้คนมีประโยชน์ตาย คน  ไม่มีประโยชน์กลับอายุยืนยาว  หากเราสามารถตายแทนท่านได้  อย่าง  นั้นก็ประเสริฐยิ่งแล้ว” ท่ามกลางความเศร้า ท้อแท้และสิ้นหวัง, ท่ามกลางความหวาด  ประหวั่นว่าอีก ๗ ปี  เมื่อ “บุรุษชุดขาว” หวนคืนสู่ตงง้วนจะมีใครสามารถ  ประมือกับมันได้  หนอนต�ำราเยี่ยงปึงป้อเง็กกลับหาญอาสา “ในเมื่อผู้อื่นต่างมิใช่คู่ต่อสู้มัน ให้ข้าพเจ้าเข้าจัดการก็แล้วกัน อีก  ๗ ปีเมื่อมันย้อนมาข้าพเจ้าจะขับไล่มันให้หลบหนีไปเอง ข้าพเจ้ามาตร  แม้นไม่มวี ชิ า ฝีมอื   แต่เรือ่ งนีผ้ อู้ นื่ ต่างกระท�ำมิได้  มีแต่ขา้ พเจ้าเข้ากระท�ำ  เท่านั้น  ‘บุรุษชุดขาว’ เป็นคน ข้าพเจ้าก็คนเช่นกัน  อาศัยสิ่งไรมามั่นใจ  ว่าข้าพเจ้ามิอาจเอาชัยมันได้” วาจาอันเด็ดเดี่ยวเกินตัวเช่นนี้ฟังดูน่าสมเพช แต่ประมุขเรือใบ ๕  สี  จีอีโฮ้วกลับมิได้หัวร่ออย่างหมิ่นแคลน “เจ้าแยกแยะความผิดชอบชัว่ ดีได้ชดั เจนโดยมิใช้ความวูว่ ามมุทะลุ  กล่าวได้ว่ามี  ปฏิภาณ, (เจ้า) มีการอดออมถนอมใจ เคารพผู้ชรา เวทนา  ผู้อ่อนวัย กล่าวได้ว่ามี  มุทิตา, (เจ้า) ยามคับขันไม่หวาดหวั่น ยินดีฝ่า  อุปสรรคยากแค้นอย่างอาจหาญ  กล่าวได้ว่ามี  ความกล้าหาญ, ทั้ง ๓  ประการพร้อมมูลนี้เพิ่งพบเห็นในตัวเจ้าคนเดียวจริงๆ” แม้ปงึ ป้อเง็กจะพร้อมด้วยปฏิภาณ, มุทติ า และกล้าหาญถึงเพียงนี้  แต่เวลาเพียง ๗ ปี  จะมีผู้วิเศษจากไหนสามารถฝึกสอนทารกที่ไม่รู้วิชา  ฝีมือและไม่มีพื้นฐานก�ำลังภายในเลยแม้แต่น้อยให้ผงาดขึ้นรับมือกับ  จอมยุทธ์ผู้บรรลุถึงขั้น “ผนึกใจรวมกระบี่” เยี่ยง “บุรุษชุดขาว” ได้ ค�ำถามจึงมิได้อยู่ที่ว่ามันจะท�ำได้จริงหรือเท่านั้น, หากแต่ที่ส�ำคัญ  ขึ้นอยู่ที่ว่ามันจะท�ำได้อย่างไรมากกว่า และใครเล่าจะเป็นครูผู้สอนสั่งให้กับมัน ในเมื่อประมุขเรือใบ ๕ สี จีอีโฮ้วก็มิอาจมีชีวิตอยู่ได้ ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  63


ปรมาจารย์ที่ปึงป้อเง็กร�่ำเรียนด้วยกลับเป็นธรรมชาติ! “ยังมีผู้ใดสามารถยิ่งใหญ่เทียมเท่า ยังมีผู้ใดซับซ้อนยิ่งกว่า ยังมี  ผู้ใดรู้ซึ้งถึงความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าสรรพสิ่งในหล้า, ความเปลี่ยน  แปลงของธรรมชาติคืออาจารย์อันประเสริฐสุด” ทาง ๑ มันศึกษาวิถีก�ำเนิดเกิดตามของธรรมชาติ ขณะเดียวกัน อีกทาง ๑, มันค้นพบว่า ในวิถีก�ำเนิดเกิดตามนั้น  มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงด�ำรงอยู่ เนื่องเพราะในสายน�้ำอันด�ำเนินไปตามวิถีก�ำเนิดเกิดตามสัมพันธ์  ต่อเนื่องกันโดยตลอด  ดังนั้น พันดาบหมื่นดาบจึงมิอาจสะบั้นสายน�้ำให้  ขาดได้ ขณะเดียวกัน แม้คลื่นระริกไหลแลดูคล้ายจะเหมือนกันราวกับเป็น  หนึ่งเดียว แต่ในระหว่างคลื่นต่อคลื่นก็มีความผิดแผกแตกต่าง  กล่าวคือ  ในนั้นได้แฝงไว้ซึ่งความเปลี่ยนแปรอย่างพิเศษพิสดาร วิถกี ำ� เนิดเกิดตามคือความต่อเนือ่ งสัมพันธ์กนั  แต่ในความต่อเนือ่ ง  สัมพันธ์กนั นัน้ ก็มคี วามเปลีย่ นแปลงและก่อสภาพการณ์ใหม่ให้เกิดขึน้ อย่าง ไม่ขาดสาย  ในวิถีก�ำเนิดเกิดตามกลับมีช่องว่างรอยโหว่  เป็นช่องว่างรอย  โหว่อันเนื่องมาแต่ความแปรปรวน ปึงป้อเง็กพลันสรุปได้ว่า เพียงสามารถเข้าใจและตีความให้ซึ้งถึง  วิถีแห่งความแปรปรวนของธรรมชาติก็ไม่ยากที่จะค้นหาช่องว่างรอยโหว่ วิธีการและรูปแบบการศึกษาของมัน ด้านหลักขึ้นอยู่กับการสังเกต  ถึงความแปรปรวนเปลี่ยนผันของเดือนดาว  ความเหี่ยวเฉาโรยราของ  พฤกษาใบไม้  ซึ่งเนื้อแท้ล้วนเป็นการศึกษาจากธรรมชาติ จากนั้น, มันได้ค้นพบว่า การอุบัติ, การด�ำรงอยู่, และการด�ำเนิน  ไปของธรรมชาติได้รวมแก่นแห่งวิถีกระบี่เอาไว้อย่างพร้อมสรรพ  และได้  น�ำไปสู่บทสรุปที่ว่า หากสามารถค้นพบวิถีแห่งการอุบัติ, การด�ำรงอยู่,  และการด�ำเนินไปแห่งเพลงกระบี่ของผู้อื่น  นั่นก็คือ โอกาสที่จะเห็นถึง  ช่องว่างและรอยโหว่อันด�ำรงอยู่ 64  เสถียร จันทิมาธร


ในห้วงอันฉับพลันนีเ้ พียงตีโต้กลับไปครัง้ เดียวก็จะสะบัน้ เพลงกระบี ่ ของฝ่ายตรงกันข้ามให้ล่มสลายลงได้ จากธรรมชาติและความแปรปรวนของธรรมชาติ  มันค่อยๆ ยก  ระดับความรับรู้ในวิชาฝีมือจนถึงขั้นสามารถจ�ำแนกข้อต่างระหว่าง “พลัง  ฝีมือ” กับ “วิถีฝีมือ” ได้ โดยที่  “พลังฝีมือ” ใช้ก�ำลังเข้าหักโหม, ขณะที่  “วิถีฝีมือ” ใช้จิตใจ  ไปค้นคว้าเสาะหา แน่นอน, การจะฝึกวิชาฝีมือเป็นเรื่องไม่ยากเท่าใดนัก  แต่หากจะ  ค้นคว้าให้ลึกซึ้งจนถึงแก่นของความแปรเปลี่ยนภายใน ใช้หลักการแปร  เปลี่ยนนั้นไปแสวงหาจุดอ่อนและความบกพร่องในเพลงกระบี่ของฝ่าย  ตรงกันข้ามเป็นเรื่องยากแค้นแสนเข็ญ  แต่ปึงป้อเง็กกลับสามารถท�ำได้  โดยเริ่มต้นจากการศึกษาธรรมชาติ  ทั้งธรรมชาติภายนอกและธรรมชาติ  ภายใน จากนั้น, จึงค่อยแปรความเข้าใจต่อธรรมชาติหลอมรวมเข้าหาวิถี  กระบี่ เคล็ดวิชาต่อสู้ถือจิตใจเป็นอันดับแรก, ก�ำลังท่าร่างและกระบวน  ท่าเป็นอันดับรอง อุปมากับเรือนกายของมนุษย์หากไร้ซึ่งกระดูกอันมั่นคง  เสียแล้ว ผมเผ้าเลือดเนื้อจะอยู่ได้อย่างไรเล่า ต่อเมื่อฝึกฝนจิตใจจนได้แก่นแท้ดุจโครงกระดูกจึงค่อยเสริมสร้าง  เนื้อหนัง จากนี้จะเห็นได้ว่า ผู้อื่นเรียนวิชาฝีมือจากง่ายไปหายาก แต่ปึงป้อ-  เง็กกลับเรียนจากยากไปหาง่าย ค้นพบเนื้อแท้แล้วจึงปรุงแต่งเพาะสร้าง  องค์ประกอบ ขอถามว่า แล้วมันได้กระบวนท่าร่างมาอย่างไร เหตุผลอันเป็นค�ำตอบเป็นเช่นกับการวาดภาพ  มาตรแม้นจะวาด  ให้คล้ายคลึงสักเพียงใดก็ยังมิอาจให้เป็นจริงดังมีชีวิต อย่างมากก็เป็น  เพียงภาพวาดตามความจัดเจนจากมือของคนเท่านั้น  ต่อเมื่อใดที่ศึกษา  ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  65


จนซึ้งถึงความหมายและวิญญาณ เมื่อนั้นต่อให้สะบัดพู่กันอย่างไม่ตั้งใจ  ก็จะกลายเป็นภาพอันสูงส่งและงดงาม ขอถามอีกว่า แล้วมันได้ก�ำลังภายในและวิชาตัวเบามาอย่างไร จะเข้าใจความเป็นมาในส่วนนี้ได้จ�ำเป็นต้องศึกษาและตีความ  จากความจัดเจนที่  “พ่อครัว” ของเจ้าเวนหุยอันท่าน “จางจื๊อ” ได้รจนาไว้  กล่าวคือ เมื่อแรกเริ่ม ที่จะเฉือนงัว ข้าพเจ้าย่อมแลเห็นอยู่หน้าข้าพเจ้า งัวทั้งตัว ทั้งหมดเป็นกองใหญ่กองหนึ่งฯ หลังจากนั้นสามปี ข้าพเจ้าไม่เห็นกองอะไรอีกแล้ว ข้าพเจ้าแลเห็นข้อแตกต่างฯ บัดนี้  ข้าพเจ้าไม่เห็นอะไร ด้วยตาฯ หากรับรู้ ด้วยอายตนะทั้งหมดฯ อินทรีย์ของข้าพเจ้าก่อให้เกิดปัญหาฯ แต่จิตเป็นอิสระ ท�ำการโดยปราศจากแผน หากขึ้นอยู่กับสัญชาตญาณ ท�ำโดยแนวทางแห่งธรรมชาติ เริ่มด้วยการแหวกช่องว่างอันแฝงเร้น ที่เป็นความลับ มีดปังตอของข้าพเจ้า ย่อมหาทางได้เอง โดยไม่ต้องฟันหรือกระทบกระดูกฯ (ส�ำนวนแปลของ ส. ศิวรักษ์  ในหนังสือ มนุษย์ที่แท้) 66  เสถียร จันทิมาธร


เมื่อในความรู้สึกมิเห็นงัวเป็นตัวจึงลงมีดได้ง่ายดายคล่องแคล่ว ต้นไม้สูงนับร้อยวา, ปึงป้อเง็กกลับเห็นเช่นบันไดศิลา เหินลงมา อย่างสง่างาม จิตใจความรู้สึกจึงผ่อนคลายไม่เคร่งเครียด สามารถเร่งเร้า พลังลับในชีวิตออกมาใช้ได้จนหมดสิ้น แม้ปึงป้อเง็กจะได้เรียนรู้และคั้นเอาบทสรุปจากแก่นของธรรมชาติ  แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงรากฐานประการ ๑ เป็นเสมือนทฤษฎีอันผ่านการ  เคี่ยวกร�ำจากภายในของมันเอง  ข้อส�ำคัญจึงยังขึ้นอยู่และชี้ขาดจากการ  ออกเผชิญพายุฝนกระหน�่ำในยุทธจักรอันมากด้วยเล่ห์กล บทเรียนความจัดเจนอันยิ่งใหญ่ที่สุดก็เมื่อมันเดินทางไปยังวังวารี  บริสุทธิ์  (แป๊ะจุ้ยเก็ง)  ปราการสุดท้ายแห่งการทดสอบก่อนที่มันจะเหิน  ลอยไปยืนอยู่เบื้องหน้า “บุรุษชุดขาว” วังวารีบริสุทธิ์ตั้งอยู่อย่างเร้นลับ ณ ยอดเขาไท่ฮั้งซัวอันห่มคลุม  ด้วยเมฆหมอกขาว ขาวจนเป็นสีเงิน เส้นทางอันทอดไปยังปากประตูวังดูราวกับเป็นบันไดน�ำสู่สรวง  สวรรค์  ทั้งๆ ที่สองรายทางเกลื่อนด้วยกองกระดูกขาว ขาวเหมือนเมฆหมอกสีเงินอันห่มคลุมทั้งยอดเขา การทดสอบขั้นพื้นฐานแรกสุดคือดรุณรี ุ่นเยาว์เปลือยร่าง ทรวงอก  ๒ ตู ม ตั้ ง   ๒ เท้ า กลมกลึ ง เรี ย วยาว  ริ ม ฝี ป ากอิ่ ม เอิ บ ประดั บ รอยยิ้ ม  หยาดเยิ้ม  เพียงมันยอมเปลื้องอาภรณ์ออกเปลือยเปล่าเช่นพวกนางก็  จะผ่านเข้าสู่วังวารีบริสุทธิ์ได้ดังใจ มันทั้งถูกยวนยั่วจากดรุณีแรกรุ่นและถูกทดสอบด้วยความร้อน  ระอุภายในถ�้ำ  แต่ส�ำนึกเพียงหนึ่งเดียวที่มีก็คือ อันบุรุษเพศ, หากเปลือย  กายอยู่ในหมู่สตรีที่ล่อนจ้อน แม้จะมีปณิธานเข้มแข็งสักเพียงใด สมาธิ  เด็ดเดี่ยวแค่ไหน, ก็ย่อมจะพังทลายจนหมดสิ้น ศักดิ์ศรีและความมั่นใจ  ก็จะไม่มีเหลือ ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  67


ด้วยจิตใจอันแข็งแกร่งและมั่นคง ที่สุด, มันสามารถหลุดพ้นไปได้  และปะกับบุรุษหนึ่ง บุรุษอันสวมเสื้อผ้าอาภรณ์ “เจ้ามีอายุเพียงเยาว์วัยแต่มีความเด็ดเดี่ยวมั่นคงถึงปานนี้   ขอ  เพียงเจ้ามีความแน่วแน่ไม่คลอนคลาย ความทุกข์ยากที่เจ้าทนทรมานมา  ก็ใช่ว่าจะไร้เสียซึ่งคุณค่า” จากนั้น, ปึงป้อเง็กต้องผ่านด่านกระบี่ถึง ๓ ด่าน ด่านที่  ๑ เป็น “กระบี่ไม้ตายพลิกจักรวาล” (นิ่วจ้วงเคี้ยงคุนซัวะซิ้ว  เกี่ยม) อันรวดเร็วดุจประกายไฟ แม้ปลายแห่งคมกระบี่จะว่องไวร้ายกาจ  แต่กลับไม่ได้หลั่งเลือดสังเวยคมกระบี่ บุรุษลึกลับผู้นั้นวับหายและทิ้งกระบี่ยาวไว้ให้ มันหยิบกระบี่ยาวขึ้นก�ำมั่นสาวเท้าก้าวไปเบื้องหน้า ความวิจิตร  รอบข้างภายในถ�้ำมิได้อยู่ในสายตาอีกแล้ว  ในดวงตามีกระบี่ในดวงใจ  ก็มีกระบี่  รอบข้างมืดมิดแต่  ๒ เท้าก็มิได้หยุดชะงัก มือก็ไม่จ�ำเป็นต้อง  ลูบคล�ำเนื่องเพราะชีวิตและจินตนาการของมันได้เกาะกุมแนบสนิทบน  ปลายกระบี่  กระทั่งสามารถใช้กระบี่ต่างดวงตา จากนั้น, มันก็เข้าสู่กระบี่ด่านที่  ๒ เป็นกระบี่เพลงเดียวกันกับของ  “บุรุษชุดขาว” อันมาพร้อมกับรังสีอ�ำมหิตบนตัวกระบี่   ประกายกระบี่กรีด  เป็นวงกลมอันสวยตระการ, สั่นไหว กลายเป็นม่านบรรเจิดจ้าครอบคลุม  รวดเร็วดุจสายฟ้า  พลังกระบี่กระหึ่มเสียงคล้ายสัตว์ร้ายกู���ร้องค�ำราม ในความมืด, แลเห็นประกายกระบี่สว่างเพียงวูบเดียว แล้ว ๒  กระบี่ก็เปลี่ยนทิศทางโดยมิได้มีผู้ใดล้มลง ต่างยืนนิ่ง  ครู่หนึ่ง, เจ้าของ  เพลงกระบี่อันเปี่ยมรังสีอ�ำมหิตก็หายวับไป ด่านกระบี่ที่  ๓ เป็นดรุณีน้อยแห่งหอดาราราย (แชแชเซียวเล่า)  สวมใส่เสื้อป่านสีด�ำสนิท  ผมสีนิลของนางพลิ้วปลิวตามลม ป่านด�ำบน  ร่างก็พลิ้วปลิวตามลม ยืนทอดสายตาเหม่อมองเมฆขาวอย่างเซื่องซึม  นางดูแลเอาใจใส่มันอย่างดียิ่ง เรียกร้องให้มันกลับลงไปแต่มันกลับยืน  68  เสถียร จันทิมาธร


กรานจะพบประมุขวังวารีบริสุทธิ์ให้จงได้ เมื่อมิอาจห้ามปราม, นางยินดีชี้ทางให้โดยมีข้อแม้เพียงให้มัน  ประมือกับนางเสียก่อน  เนื่องเพราะนางได้ศึกษาวิชาฝีมือแล้วบัญญัติ  กระบวนท่า ๑ ขึ้นมาด้วยความเชื่อมั่นว่า มิว่าค่ายส�ำนักใดล้วนไม่มี นางเพียงขอให้มันช่วยย�้ำยืนยันว่ากระบวนท่านั้นเป็นกระบวนท่า  ที่มิอาจต้านได้จริงหรือไม่ “กระบี่ของท่านอยู่ที่ใด”  มันถาม พลันประกายกระบี่ก็สว่างวาบ! กระบี่ยาวของดรุณีอาภรณ์ด�ำแทงเข้าเบื้องหน้า ห่างปลายเท้ามัน  ราว ๓ นิ้ว ดูธรรมดาสามัญแต่ร้ายกาจยิ่งนัก “ข้าพเจ้าหากไม่แยแสต่อกระบวนท่านี้เลย กระบี่นี้ก็จะแทงสวน  จากเบื้องล่างขึ้นมาในบัดดล  แต่จากกระบี่ที่แทงมาจากแง่มุมนี้ไม่ทราบ  ว่าควรจะปัดป้องเยี่ยงไร” เนื่องเพราะจุดที่นางแทงนับว่าเป็น “มุมตาย”! “มิว่าเป็นใต้ฝ่าเท้าของผู้ใดล้วนเป็นมุมตายของคนผู้นั้น  และกระ  บวนท่าที่แทงจากมุมตายนี้ก็คือกระบวนท่าที่ไม่มีในค่ายส�ำนักทั้งหลาย  ในแผ่นดิน มันจึงเป็นกระบวนท่าที่ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานปัดป้องได้  ความยอดเยีย่ มในกระบวนท่าคือ ต้องจับตัวเองเข้าอยูใ่ นทีอ่ บั จนเสียก่อน”  นางกล่าว จับตัวเองเข้าอยูใ่ นทีอ่ บั จนแล้วฟืน้ คืนชีพ, นีน่ บั ว่าสุดยอดของต�ำรา  พิชัยสงคราม! “แต่กระบวนท่านี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะมิอาจต่อต้านปัดป้องได้” มันแย้ง “หลักส�ำคัญที่สุดคือ พริบตาที่ท่านแทงกระบี่ท่านั้นออกมา ผู้อื่น  ก็ย่อมจะแทงกระบี่ใส่ท่านไปได้  ๑ ท่าเช่นกัน  และเนื่องจากในช่วงเวลา  พริบตาเดียว ท่านจะไม่มีก�ำลังป้องกันตัวเองเลย นอกเสียจากท่านใช้กระ  บวนท่านี้ไปทดสอบฝีมือของผู้อื่น  กระบวนท่านี้แม้วิเศษแต่ไม่เหมาะสม  ที่จะใช้” มันสรุปด้วยความมั่นใจ ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  69


“ท่านไปเถิด” นางกล่าว

แรกที่ระเหระหนออกจากส�ำนักของ “จอมกระบี่สันติ” แป๊ะซ�ำคง  ประมุขบูล๊ มิ้ แห่งแคว้นซัวตังผูเ้ ป็นตา มุง่ สูเ่ รือใบ ๕ สีอนั อีจโี ฮ้วเป็นประมุข,  ปึงป้อเง็กมีวัยเพียง ๑๑ ขวบ เป็น ๑๑ ขวบอันเก่งกาจในเชิงหนังสืออย่างจัดจ้านแต่ขาดรากฐาน  ก�ำลังภายในและวิชาฝีมืออย่างสิ้นเชิง ภายหลังจากมันได้รับมอบภาระที่จะเข้าประมือกับ “บุรุษชุดขาว”  จากสามเกาะแห่งทะเลบูรพา, เวลา ๗ ปีหลังจึงเป็นห้วงแห่งการเคี่ยวกร�ำ  อย่างเข้มข้น ทรหด แรกสุดมันได้ธรรมชาติเป็นปรมาจารย์ อาศัยสภาพการอุบัติ, การด�ำเนินอยู่, และการด�ำเนินไปอย่างต่อ  เนื่อง สัมพันธ์กันของธรรมชาติ  ท�ำความเข้าใจต่อวิถีก�ำเนิดเกิดตามอัน  เป็นแก่นแท้ของวิญญาณแห่งเพลงกระบี่ของ “บุรุษชุดขาว” ซึ่งสร้างสรรค์  ขึ้นจากการหลอมวิถีแห่งธรรมชาติประสานเข้ากับวิถีแห่งกระบี่ตามหลัก  การ “ผนึกตัวรวมกระบี่” ขณะเดียวกัน มันดิ่งลึกถึงลักษณะเปลี่ยนแปรสัมพันธ์อย่างไม่ขาด  สายของธรรมชาติและวิถีกระบี่   ใช้เงื่อนไขนี้ไปเสาะค้นช่องว่างรอยโหว่  อันด�ำรงอยู่ภายในกระบวนการต่อเนื่องสัมพันธ์กันแห่งวิถีก�ำเนิดเกิดตาม การออกสู่ยุทธจักรห้วงสั้นๆ, ไม่เพียงแต่เป็นการตรวจสอบพื้นฐาน  แห่งวิชาฝีมือของมัน  แต่ประการส�ำคัญยังเท่ากับเป็นการประสานทฤษฎี  เข้ากับเบ้าหลอมแห่งการปฏิบัติที่เป็นจริง ภายหลังล่วงพ้นจาก ๓ ด่านใหญ่กอ่ นเข้าสูต่ ำ� หนักกลางของวังวารี  บริสุทธิ์  เข้าไปยืนอยู่เบ้ืองหน้าประมุขเจ้าของวัง มันก็ได้ค้นพบความเป็น  จริงจากการลงมือต่อสู้ด้วยตนเองหลายประการ  และที่ส�ำคัญก็คือพลัง  ฝีมือของมันได้ก้าวรุดหน้าเป็นอย่างมาก เนื่องเพราะได้ผ่านไม้ตายอันเป็น  สุดยอดของความลึกซึ้งพิสดารจากบุคคลพิเศษลึกลับ ๓ คนในชั่วเวลา  70  เสถียร จันทิมาธร


เพียงครึ่งค่อนวัน อีกประการ ๑ ประมุขวังวารีบริสุทธิ์ได้เสนอวิธีการค้นคว้าศึกษา  อีกแบบหนึ่งให้มัน นั่นคือ “เรื่องที่เจ้าข้องกังขามีแต่เจ้าเท่านั้นจึงตอบออกมาได้   เจ้าหาก  ระงับใจด้วยผ่องใส ถามตนเองด้วยความเยือกเย็นจะต้องได้รับคุณประ  โยชน์อย่างมากมาย” นี่เท่ากับผู้อาวุโสได้เสนอหลักการ ถามผู้คน มิสู้ถามตนเอง ให้กับ  ปึงป้อเง็ก จากกรรมวิธี  “ปุจฉา-วิสัชนา” มันจึงได้ทราบความนัยที่ซ่อนเร้น  อยู่เบื้องหลัง ๓ กระบวนท่า จากบุคคลลึกลับพิเศษ ๓ คน ได้ลึกซึ้งเข้า  ไปอีก แท้จริงแล้ว, กระบวนท่าที่  ๑ “กระบี่ไม้ตายพลิกจักรวาล” นั้น  เป็นการประสาทให้โดย “ปึงซือเฮี้ยบ” บิดาของมันเอง กระบวนท่าที่  ๒ เป็นเพลงกระบี่วิถีก�ำเนิดเกิดตามอันแป๊ะซ�ำคง  ตาของมันจดจ�ำจากของ “บุรุษชุดขาว” เนื่องเพราะเป็นคนเดียวที่มีโอกาส  รอดพ้นจากคมกระบี่มาได้ และกระบวนท่าที่  ๓ จับตนเข้ามุมตายแล้วฟื้นคืนชีพ เป็นไมตรี  จาก “น้องสาว” ของมันเอง จึงไม่แปลกที่แม้ทั้ง ๓ กระบวนท่าจะมีรังสีอ�ำมหิตอยู่  ณ ปลาย  กระบี่  แต่ก็มิได้มีเจตนาจะเข่นฆ่าท�ำลาย กระบวนท่าที ่ ๑ และกระบวนท่าที่  ๒ มาตรแม้นเป็นการลงมือโดย  ทางตรงและกลับกัน  แต่ตรงก็คือกลับ, และกลับก็คือตรง  ปมเด่นของ  ๒ กระบวนท่านี้เป็นจุดอ่อนที่สุดของกระบวนท่าที่  ๓ ขณะที่  ๒ กระบวนท่าแรกลงมืออย่างแหลมคมเหี้ยมหาญเพียง  กระบี่เดียวก็ปลิดชีวิตศัตรูให้ตายตกได้   แต่กระบวนท่าที่  ๓ กลับเป็นการ  จับตัวเองเข้าอยู่ในต�ำแหน่งที่มิอาจมีชัย เนื่องเพราะ ๒ กระบวนท่าแรกเข้มแข็งแกร่งกร้าวเกินไป เมื่อจู่โจม  ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  71


ไม่ได้ผล กระบวนท่าหลังจึงไม่มีทางติดต่อตามไป กล่าวคือ เป็นเช่นกับเกิดแล้วตาย, ตายไปเลยโดยมิได้เกิด น่าแปลกที่กระบวนท่าที่  ๓ เป็นการลงมือที่อ่อนแอที่สุดโดยการ  จับตนเข้าอยู่ในมุมตาย แต่ไม่ว่าเป็นกระบวนท่าใดต่างพอจะมาเป็นกระบวนท่าหลังของ  มัน ท�ำให้กระบวนท่าหลังสามารถติดต่อตามกันได้โดยไม่ขาดตอน  กล่าว  คือ เป็นเช่นดังตายแล้วกลับฟื้นคืนชีวิต จากนี้จะเห็นได้ว่า เข้มแข็งคืออ่อนแอ, อ่อนแอก็คือเข้มแข็ง, เหลือ  เฟือเกินไปคือไม่พอ, ไม่พอก็คือเหลือเฟือเกินไป ในเมื่อทั้ง ๓ กระบวนท่ามีเหตุและผลติดต่อสัมพันธ์กัน เกื้อกูล  ประโยชน์เข้าทดแทนในกันและกัน  หากสามารถผนึก “๓ กระบวนท่า”  ให้หลอมรวมออกมาเป็น “๑ กระบวนท่า” ใหม่  จะต้องไม่มผี ใู้ ดในแดนดิน  สามารถต่อต้านได้อย่างเด็ดขาด ค�ำถามก็คอื  “๓” กระบวนท่านีพ้ อจะหลอมหล่อให้เป็น “หนึง่ เดียว”  ได้หรือไม่ มาถึงขั้นนี้มันต้องต่อสู้ขบคิดอย่างหนักหน่วง ข้าพเจ้าผิดแล้ว ๒ กระบวนท่าแม้จะผนึกให้กลายเป็น ๑ ได้  แต่  กระบวนท่าที่  ๓ มิอาจจะหลอมให้เป็น ๑ ได้อย่างเด็ดขาด  นอกเสียจาก  พอจะลงมือก็ใช้กระบวนท่าที่  ๑ และกระบวนท่าที่  ๒ จู่โจมไปในแง่มุม  ของกระบวนท่าที่  ๓  ซึ่งก็เท่ากับพอลงมือก็ใช้กระบวนท่าที่  ๑ และกระ  บวนท่าที่  ๒ จู่โจมออกจากจุดอับแห่งความตายโดยไม่จ�ำเป็นต้องผ่าน  ปมด้อยอันอ่อนแอที่สุดของกระบวนท่าที่  ๓ ไป แต่ปัญหาก็คือ กระบวนท่าที่  ๑ และกระบวนท่าที่  ๒ ไม่อาจที่จะ  จูโ่ จมออกไปจากจุดอับแห่งนัน้ ได้อย่างเด็ดขาด  ทัง้ นี ้ เนือ่ งเพราะในโลกนี้  ไม่มีผู้ใดจะสามารถใช้กระบวนท่าเริ่มต้นจากปลายเท้าของศัตรูไปจู่โจมได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านการขบคิดอย่างหนักหน่วง  ในที่สุด, มันก็  สามารถสรุปออกมาด้วยความมั่นใจว่า 72  เสถียร จันทิมาธร


“กระบวนท่าที่  ๑ และกระบวนท่าที่  ๒ นั้นพอจะจู่โจมออกไปจาก  จุดอับแห่งความตายได้จริงๆ  เพียงแต่ขอให้ตั้งท่าร่างได้พิเศษพิสดาร  มิว่าจะเป็นแง่มุมใดๆ ต่างจู่โจมกระบวนท่าไปพิฆาตศัตรูได้ทั้งสิ้น” จากนี้, มันจึงมั่นใจอย่างยิ่งที่จะยืนยันกับ “บุรุษชุดขาว” ว่า “ใช่แล้ว ข้าพเจ้าคือปึงป้อเง็ก ข้าพเจ้าจะต้องเอาชัยท่านได้  เอา ชัยท่านได้อย่างแน่นอน” ค�ำว่า “เชิญ” พอหลุดออกจากปาก กระบี่ยาวในมือก็เสือกแทงทันที  ประกายกระบี่ฉวัดเฉวียนวนเวียนดุจสายฟ้าคะนองฝน เงาร่างสีขาวของ  คน ๒ คนโลดแล่นอยู่ในม่านกระบี่ หลังเสียงกระบี่กระทบติงตังผ่านไป เสียงก้องกังวานปานมังกร ค�ำรามก็เงียบหาย ประกายอันกระจายพรายพร่างพลันหายวับ เหลือเพียงกระบี่  ๒  เล่มที่ยกชูขึ้นเหนือศีรษะ ปลายของกระบี่ทั้ง ๒ ประกบกันอยู่   ทั้ง ๒ ยืน  ประจันกันอีกครา แต่ทั้ง ๒ ย่อมมิใช่  ๒ คนอีกแล้ว หากคล้ายเป็นดังศิลาแข็งแกร่ง  เย็นเฉียบ ๒ แท่ง เปลวไฟร้อนคุ  ๒ กลุ่ม ตาที่ถลึงจ้องจับกันมิใช่ตามนุษย์  หากเป็นตาของพยัคฆ์ร้าย จิ้ง-  จอกป่า อินทรีอ�ำมหิต เท้าของปึงป้อเง็กพลันถอยหลัง ถอยหลังไป “บุรุษชุดขาว” เหยาะย่าง รุกไล่  ทีละก้าว, ทีละก้าว กระบี่ของปึงป้อเง็กถูกกดต�่ำลง, ต�่ำลง ฉับพลัน, ปึงป้อเง็กถอยปราด เร็วราวสายฟ้า ร่างสง่าของมันนอน  ราบลงกับพื้น  นอนลงแทบเท้าของ “บุรุษชุดขาว” ยามนี้, หากแม้น “บุรุษชุดขาว” ฟันกระบี่ยาวลงใส่, ศีรษะของ  ปึงป้อเง็กต้องหลุดจากบ่าอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มันคล้ายดังรู้สึกผิดความ  ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  73


คาดหมาย  กระทั่งกระบี่ในมือต้องชะงักงันไปวูบหนึ่ง ถึงกับไม่มีปัญญา  จะกรีดกระบี่ใส่หว่างคิ้วตามวิถีที่มันช�่ำชอง ผืนพสุธาอันกว้างไพศาลได้ปกป้องปึงป้อเง็กเอาไว้อย่างแน่นหนา พริบตานั้น, ประกายกระบี่พลันพุ่งวาบขึ้นจากปลายเท้าของ “บุรุษ  ชุดขาว” รวดเร็วดุจสายฟ้ากระจายจ้าจากพื้นดิน โลหิตสดๆ กระฉูดเป็นสายพร้อมประกายกระบี่ที่พุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า! ร่างของ “บุรษุ ชุดขาว” ส่ายโงนเงน  ฉับพลันนัน้ , มันแหงนหน้าขึน้   ส่งเสียงหัวร่อกึกก้องปานคลุ้มคลั่ง ร้องขึ้นว่า “กระบี่วิเศษเลิศล�้ำ นับว่าเลิศล�้ำต�่ำใต้จริงๆ” แล้วร่างอันสูงใหญ่ก็หงายตึงล้มลงสยบพสุธา “บุรษุ ชุดขาว” นอนนิง่ บนพืน้ ทรายขาว ทรวงอกสะท้อนถีเ่ ร็ว ลืมตา  ขึ้นจ้องจับปึงป้อเง็กด้วยความนับถืออย่างจริงใจ มุมปากคล้ายดังปรากฏรอยยิ้ม “ขอบคุณท่าน”

พิมพ์ครั้งแรก : บานไม่รู้โรย, ปีที่  ๑ ฉบับที่  ๕ (มิถุนายน ๒๕๒๘)

74  เสถียร จันทิมาธร


ในมือท่านไม่มีกระบี่ ไม่มี กระบี่อยู่ที่ใจท่าน? ในใจมีกระบี่หรือไม่, อย่างน้อยท่านสมควรดูออก ในใจหากมีกระบี่จะปรากฏเพลิงอ�ำมหิตที่หว่างคิ้ว มิผิด ในมือท่านไม่มีกระบี่, ในใจท่านก็ไม่มีกระบี่,  กระบี่ของท่านอยู่ที่ใด อยู่ในมือท่าน กระบี่ของเราคือกระบี่ของท่าน มิผิด

จากยุทธนิยายเรื่อง ซาเสียวเอี้ย น. นพรัตน์  แปลจากเรื่องเดิมของ “โก้วเล้ง”


ซาเสียวเอี้ย

กับ “๑๕ กระบี่คร่าชีวิต” ของ “อี้จับซา”

“กระบี่เล่มนี้ติดตามข้าพเจ้ามา ๑๙ ปีแล้ว เพียงมันถูก  ชักออกจากฝักก็ต้องฆ่าคน  คนที่ตายเพราะกระบี่เล่มนี้มีอยู่ถึง ๖๓ คน  กระบี่ของข้าพเจ้าไม่เคยใช้หินลับ  ข้าพเจ้าใช้ล�ำคอ-ล�ำคอของศัตรูเป็น  หินลับกระบี่” กระบี่ เ ล่ ม นั้ น มี ฝ ั ก หนั ง ปลาสี ด� ำ เลี่ ย มขอบทองฝั ง ไข่ มุ ก โตใหญ่  จ�ำนวนทั้งสิ้น ๑๓ ลูก เนื่องเพราะเพลงกระบี่ของมันคือ “๑๓ กระบี่คร่าชีวิต” (โต๊ะเมี่ย  จับซา)  แม้แต่เดิมมันจะมิได้ถูกเรียกว่า “อี้จับซา” แต่ตอนนี้มันต้องเป็น  “อี้จับซา” อย่างแน่นอน, เป็น “อี้จับซา” อย่างปราศจากข้อสงสัย ที่มันถูกเรียกและเรียกตนเองเช่นนี้มิใช่เพียงเพราะ “๑๓ กระบี่คร่า  ชีวิต” เป็นเพลงยุทธ์ประจ�ำตัวของมันมาตั้งแต่อายุ  ๑๗  หากแต่แท้จริง,  ยังมีความเป็นมาอันเร้นลับลึกล�้ำยิ่งกว่านั้น “ท่านมีนามอี้จับซาเนื่องเพราะเมื่อกาลก่อนมีคนนาม ‘อี้ฉิก’ (บุรุษ  ที่  ๗) และอีกคนนาม ‘อี้โหงว’ (บุรุษที่  ๕) ตัวท่านรู้สึก (ว่าตนเอง) ยัง  เข้มแข็งเหนือกว่าคนทั้ง ๒ รวมกันอีกเล็กน้อย จึงได้ตั้งนามตนเองเป็น  ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์  77


‘อี้จับซา’ (บุรุษที่  ๑๓) เมื่อได้ฟังบทสรุปรวบรัดนี้, มันมิได้ปฏิเสธ นับแต่ออกท่องยุทธจักรเมื่อวัย ๑๗ กระทั่ง ๑๙ ปีผ่านไป ชีวิตของ  มันล้วนเกี่ยวพันกับการถูกตามฆ่าและการฆ่า “ข้าพเจ้าเพียงฆ่าคน ๒ ประเภท  ๑ คนที่มีความอาฆาตแค้ น ๑ คนที่คิดจะฆ่าข้าพเจ้า” แม้พูดอย่างนี้, แม้เลือดของยอดฝีมือถึง ๖๓ คนจะสังเวยคมกระบี่  ฝักหนังปลาสีด�ำ แต่มันย่อมมิใช่มือสังหารรับจ้างอย่างแน่นอน  ที่มันต้อง  ฆ่า เนื่องเพราะมิอาจหลีกเลี่ยงและเพื่อการไต่ทะยานขึ้นสู่ยอดสูงเป็น  ล�ำดับ “ตอนจะฆ่าคน ในกายข้าพเจ้าจะไม่พกของรุงรังอย่างเด็ดขาด  เพื่อมิต้องให้กีดมือขวางเท้า  แต่หลังจากฆ่าคนข้าพเจ้าคิดดื่มสุรา หลัง  จากดื่มสุราแล้วข้าพเจ้าคิดไปหาสตรี” เป็นสุราอะไรก็ได้, เป็นสตรีอันเป็นนางคณิกาก็ได้ อี้จับซาไม่มีสหาย ไม่มีคนรัก ไม่มีญาติ  มันเป็นบุคคลโดดเดี่ยว  อย่างยิ่ง  แม้จะเคยถ่ายทอดเพลงกระบี่ให้กับคนรุ่นเยาว์บางคน แต่ก็  ไม่ยอมถ่อมตัวรับไว้เป็น “ศิษย์” เนื่องเพราะมันหวาดเกรงว่าจะบังเกิด  ความรู้สึกผูกพัน มันไม่อยากให้ใครรู้ว่ามันมาจากไหน และคิดจะไป ณ แห่งหนใด ที่มันเยือกเย็นอ�ำมหิต, ที่มันเย็นชากระด้างเนื่องเพราะที่ผ่านมา,  มันฆ่าคนมากเกินไป “กระบี่ของข้าพเจ้าเพียงถูกชักออกจากฝักก็ต้องฆ่าคน  มีบางครั้ง,  แม้กระทั่งตัวข้าพเจ้าเองยังไม่มีปัญญาควบคุมบังคับมัน” หลังจากผ่านมรสุมโลหิตและอาถรรพณ์แห่งการสังหารมา ๑๙ ปี,  เป้าหมายต่อไปของมันคือซาเสียวเอี้ย (นายเล็กคนที่  ๓) เจี่ยเฮียวฮง  แห่งหมูบ่ า้ นกระบีเ่ ทพเจ้า (ซิง่ เกีย่ มจึง) ริมทะเลสาบวารีเขียว (เล็กจุย้ โอ้ว)  เชิงเขาเมฆมรกต (จุ่นฮุ้นฮง) 78  เสถียร จันทิมาธร


ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์