Issuu on Google+

ทักษะภาษาไทยเพือ่ อาชีพ เนือ้ หาสาระ ภาษาไทยมีความสำาคัญอย่างยิง่ เพราะมนุษย์ใช้ใช้ภาษาเป็ นสัญญลักษณ์ในการสื่ อสารซึ่ง กันและกันภาษาไทยเป็ นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงความเป็ นเอกลักษณ์และมีลกั ษณะเฉพาะ ของภาษาไทย ทั้งในทางด้านเสี ยง คำา และประโยค ลักษณะของภาษาไทย ภาษาไทยมีความหมายในสังคมเป็ นอย่างยิง่ เพราะมนุษย์ใช้ภาษา เป็ นสัญลักษณ์ ์ในการสื่ อสารซึ่งกันและกันมนุษย์คิดคำาหรื อภาษาขึ้น เพื่อสื่ อความหมายต่างๆที่ตอ้ งการสื่ อสารในกลุ่มของตนเอง เดิมมนุษย์ อาจใช้ภาษาผูดในการสื่ อสาร แต่ต่อมาได้ประดิษฐ์ตวั อักษรคำาขึ้นเพื่อ แสดงแทนเสี ยงผูด ซึ่งสามารถถ่ายทอดความรู ้สึกนึกคิดได้อย่างกว้าง ขวางมากขึ้นภาษายังสะทอนถึงวัฒนธรรมและแสดงความเป็ น เอกลักษณ์ของชาติชนชาติไทยมีภาษาใช้มายาวนาน ซึ่งแต่เดิมใช้ภาษา ผูดสื่ อสารกัน แต่ต่อมาได้มีการประดิษฐ์อกั ษรไทยใช้เป็ นภาษาเขียนขึ้ น ตามหลักฐานที่ปรากฎและทราบันโดยทัว่ ไป ประมาณ พ.ศ.๑๘๒๖ พ่อขุนรามคำาแหงได้ประดิษฐ์อกั ษรไทยขึ้นใช้เอง ซึ่งได้มีการปรับปรุ ง แก้ไขตลอดจนยิทยืมภาษาต่างประเทศมาใช้ร่วม กับภาษาไทย เพื่อให้มี ภาษาสื่ อสารมากขึ้น ภาษาไทยที่ใช้ผดู กันอยูป่ ัจจุบนั เป็ นภาษาตระกูลไทหรื อไต มีท้ งั เสี ยงและความหมายลักษณะ ทัว่ ไป ของภาษาไทยมีดงั ต่อไปนี้ ๑. ภาษาไทยที่เป็ นภาษาคำาโดด (Isolating Languge) และเป็ นคำาพยางค์เดียว(Monosyllabic Word) มีความหมายและปรากฏได้ตามลำาพังโดยไม่ตอ้ งรวมกับคำาอื่นๆ เช่น พ่อ แม่ ลูก ฉัน รัก บ้าน เป็ นต้น ๒. ภาษาไทยที่มีระดับเสี ยงของวรรณยุกต์ มี ๔ รู ป ๕ เสี ยง คำาบางคำาใช้พยัญชนะต้นและสระเหมือนกัน แต่ถา้ มีเสี ยงต่างกันย่อมเป็ นคำาใหม่และมีความหมายใหม่ดว้ ยเช่น


วรรณยุกต์ พัญชนะ+สระ อักษรสู ง อักษรกลาง อักษรตํ่า

สามัญ

ปา อา คา นา

ห่ า ผ่ า ป่ า อ่ า -

ห้ า ผ้ า ป้ า อ้ า ค่ า น่ า

ป๊ า อ๊ า ค้ า น้ า

หา ผา

-

๓. คำาในภาษาไทยมักเป็ นคำาพยางค์เดียว คำาบางคำามากว่า ๑ พยางค์ ซึ่งไม่ใช้คาำ มูล เป็ นคำาที่ เกิดจาการ สร้างคำาใหม่ ดังนี้ ๓.๑ คำาซำ้า หมายถึง คำาที่ประกอบรู ปคำาด้วยการซำ้าเสี ยงคำาเดิม หรื อซำ้าเฉพาะส่ วนของคำา ดังนี้ ๓.๑.๑ คำาซำ้าทั้งคำาโดยใช้ไม้ยมกแทนคำาท้ายเช่น ดีๆ ขาวๆ เด็กๆ สวยๆ คำาซำ้าในลักษณะ ดังกล่าวมีความหมายแตกต่างกันหลายประการ ดังนี้ ซำ้าคำาแล้วความหมายของคำาคงเดิม เช่น เขาเรี ยนหนังสื อเหมือนเด็กทัว่ ๆไป เขาเรี ยนหนังสื อเหมือนเด็กทัว่ ไป ซำ้าคำาแล้วความหมายเปลี่ยนจากเอกพจน์เป็ นพหูพจน์ เช่น เด็กๆซุกซนมาก พี่ๆไปตลาดกันหมดแล้ว รถติดไปไหนๆก็ลาำ บาก ฉันมีเงินเป็ นหมื่นๆ เธอป่ วยเป็ นอาทิตย์ๆ ซำ้าคำาแล้วความหมายของคำาลดลง เช่น หนังสื อดีๆ เสื้ อเก่าๆ ฝรั่งลูกเล็กๆ คลื่นแรงๆ


ซำ้าคำาเพื่อเน้นความหมายของคำาโดยการเพิ่มเสี ยงที่คาำ หน้าเป็ นเสี ยงตรี เช่น หนังสื อดี๊ดี เสื้ อเก๊าเก่า คนแร้งแรง ดอกไม้แด๊งแดง ๓.๑.๒ ซำ้าเฉพาะส่วนของคำาที่เป็ นคำาซำ้าสองพยางค์ คำาซำ้าที่ไม่มีเสี ยงตัวสะกด มีแต่เสี ยงสละหรื อเรี ยกว่า พยางค์เปิ ด เช่น โอ้เอ้ โยเย โลเล ท้อแท้ งอแง จอแจ โมเม โซเซ คำาซำ้าที่มีเสี ยงตัวสะกดทั้งสองพยางค์ หรื อเรี ยกว่า พยางค์ปิด การซำ้าคำา ในลักษณะ ดังกล่าวมีท้ งั การซำ้าเสี ยงพยัชนะต้น สระ พยัญชนะท้าย และเสี ยงวรรณยุกต์ - การซำ้าเสี ยงพยัญชนะต้นและสระ เช่น เพลิดเพลิน เปิ ดเปิ ง ยับยั้ง ยอกย้อนซอกซอน - การซำ้าพยัญชนะต้น พยัญชนะท้าย และเสี ยงวรรณยุกต์ เช่น จริ งจัง ดุกดิก จุกจิก ซุบซิบ ซอกแซก จุร้ จ้าน ลอกแลก ปุบปั บ แปลบปลาบ รุ่ งริ่ ง - การซำ้าเสี ยงพยัญชนะต้น เช่น ยัง่ ยืน ดึงดัน สับสน นมนาน ซมซาน เปรี ยบเทียบ รอนแรม คำาพยางค์หน้าไม่มีเสี ยงพยัญชนะท้าย แต่พยางค์หลังมีเสี ยงพยัญชนะท้าย เช่น อื้นอึง ระรื่ น ระริ ก ระรวย ระรำ่า แซ่ซอ้ ง คำาพยางค์มีเสี ยงพยัญชนะท้าย แต่คาำ หลังไม่มีเสี ยงพยัญชนะท้าย เช่น ดิบดี ชักช้า คลุกคลี ริ บหรี่ ๓.๑.๓ คำาซำ้าที่มากกว่าสองพยางค์ โดยเพิม่ เสี ยง กระ ปะ กะ ระ หรื อคำาอื่นๆ ตามรู ปคำาเดิมเช่น กระชุ่มกระชวย ประจบประแจง กระดุกกระดิด ประเดี๋ยวประด๋ าว กระจุกกระจิก ประจ๋ อประแจ๋ กระจุ๋มกระจิ๋ม ระหกระเหิน ระเกะระกะ พะรุ งพะรัง ๓.๒ คำาซ้อน หมายถึงคำาที่มีความหมายคล้ายกันและเหมือนกันมาซ้อนเข้าด้วยกัน มีลกั ษณะดังนี้ ๓.๒.๑ คำาซ้อนที่เกิดจากการนำาคำาภาษาไทยถิ่นต่างๆ มาซ้อนกันเป็ นคำาใหม่ เช่น


เสื่ อสาด สาด เป็ นภาษาไทยถิ่น บ้านเรื อน เรื อน เป็ นภาษาไทยถิ่น เร้าร้อน เร่ า เป็ นภาษาไทยอาหม คิดอ่าน อ่าน เป็ นภาษาไทยถิ่นอีสาน และภาษาลาว ๓.๒.๒ คำาซ้อนเป็ นคำาที่เกิดจากการนำาคำาภาษาไทยในปั จจุบนั ประกอบกับคำา ภาษาไทยโบราณ ที่มีความหมายเหมือนกัน เช่น ไม้ไผ่ ไผ่ หมายถึง ไม้ หนุ่มเหน้า เหน้า หมายถึง หนุ่ม ตัดสิ น สิ้ น หมายถึง ตัด กลิ่นอาย อาย หมายถึง กลิ่น ชัว่ ช้า ช้า หมายถึง ชัว่ , ตำ่า ๓.๒.๓ คำาซ้อนที่เกิดจาการนำาภาษาไทยประกอบกับคำาที่ยมื มาจากภาษาอื่นเช่น เค้ามูล (คำาไทยซ้อนกับคำาบาลีสนั สกฤต) ข้าทาส (คำาไทยซ้อนกับคำาบาลีสนั สกฤต) ดับสูญ (คำาไทยซ้อนกับคำาบาลีสนั สกฤต) ซากศพ (คำาไทยซ้อนกับคำาบาลีสนั สกฤต) แก่นสาร (คำาไทยซ้อนกับคำาบาลีสนั สกฤต) แก่ชรา (คำาไทยซ้อนกับคำาบาลีสนั สกฤต) รู ปร่ าง (คำาบาลีสนั สกฤตซ้อนกับคำาไทย) สูญหาย (คำาบาลีสนั สกฤตซ้อนกับคำาไทย) มูลค่า (คำาบาลีสนั สกฤตซ้อนกับคำาไทย) กาลเวลา (คำาบาลีสนั สกฤตซ้อนกับคำาไทย) จิตใจ (คำาบาลีสนั สกฤตซ้อนกับคำาไทย) ทรัพย์สิน (คำาบาลีสนั สกฤตซ้อนกับคำาไทย) นุ่มนวล (คำาไทยซ้อนกับคำาเขมร) โง่เขลา (คำาไทยซ้อนกับคำาเขมร) ล้างผลาญ (คำาไทยซ้อนกับคำาเขมร) ดอกดวง (คำาไทยซ้อนกับคำาเขมร) เหาะเหิน (คำาไทยซ้อนกับเขมร)


๓.๒.๔ คำาซ้อนที่เกิดจากการนำาคำาที่นิยมมาจากภาษาอื่นมาประกอบเข้าด้วยกันเช่น ทรัพย์สมบัติ (สันสกฤตกับบาลี) รำาฟ้ อน (เขมรกับเขมร) รู ปภาพ (บาลีกบั สันสกฤต) เกรี ยงไกร (เขมรกับเขมร) ยานพาหนะ (บาลีกบั สันสกฤต) เฉลียวฉลาด (เขมรกับเขมร) เสบียงอาหาร (เขมรกับสันสกฤต) ๓.๒.๕ คำาว้อนบางคำาเกิดจากการนำาคำาที่มีความหมายตรงข้ามกันมาซ้อนกัน แต่มีความมควมาหมายหลักอยูท่ ี่ คำาใดคำาหนึ่งเท่านั้น เช่น ผิดชอบ ความหมายหลักอยูท่ ี่ รับผิด เท็จจริ ง ความหมายหลักอยูท่ ี่ ข้อจริ ง ได้เสี ย ความหมายหลักอยูท่ ี่ เสี ย เฮงซวย ความหมายหลักอยูท่ ี่ ซวย ดีร้าย ความหมายหลักอยูท่ ี่ ร้าย ๓.๒.๖ คำาซ้อนบางคำามีมากกว่าสองพยางค์ ซึ่งปกติมกั มีสี่พยางค์ เช่น ครื้ มฟ้ าครื้ มฝน ตัดอกตัดใจ เป็ นบาปเป็ นกรรม ลูบหน้าลูบหลัง เป็ นกรอบเป็ นกรรม สองจิตสองใจ สามบ้านแปดบ้าน เบี้ยน้อยหอยน้อย ปิ ด ๆ บัง ๆ ข้าง ๆ คู ๆ ขาด ๆ เกิน ๆ หนาว ๆ ร้อน ๆ ๓.๓ คำาประสม หมายถึงการนำาเอาคำามูลตั้งแต่สองคำาขึ้นไป มาผสมกัน และเมื่อ ประสม แล้วมีความหมายใหม่ มีลกั ษณะ ดังนี้ ๓.๓.๑ คำาประสมที่เกิดจากการนำาเอาคำาประสมกับคำานามประสมกับคำานาม เช่น ไฟฟ้ าถ่านหิน หางเสื อ ลูกนำ้า เรื อใบ แม่ทบั ถุงเท้า รถไฟฟ้ า รถไฟ ปากกา ๓.๓.๒ คำาประสมที่เกิดจากการนำานามประสมกับคำากริ ยา เช่น มีดพับ มีดโกน ข้าวต้มไม้กวาด ผ้าไห้ว โรงเรี ยน ๓.๓.๓ คำา���ระสมที่เกิดจาการคำานามประสมกับคำาวิเศษณ์ เช่น หัวสูง ตูเ้ ย็น ข้าวสวยมดแดง นำ้าเน่า กระดานดำา ๓.๓.๔ คำาประสมที่เกิดจากคำากริ ยาประสมกับคำานาม เช่น เดินทาง ปั นผล เข้าใจ บังตา ตัดเสื้ อ หักหน้า ได้หนา ถือตัว ไว้ตวั ๓.๓.๕ คำาประสมที่เกิดจากคำากริ ยาประสมกับคำากริ ยา เช่น เรี ยนรู ้ อบรม แจกจ่าย


หุ งต้ม ขนส่ ง กินนอน สอบถาม ตกลง ชี้ขาด ๓.๓.๖ คำาประสมที่เกิดจากคำานามประสมกับคำาบุพบท เช่น คนกลาง ฝ่ ายหน้า ความใน เบี้ยล่าง ความหลัง คำาประสมเป็ นการนำาคำามูลในภาษาไทยมาประสสมกัน และคำาที่นาำ มาประสมกันนั้น เป็ นคำานาม คำากริ ยา คำาวิเศษณ์ คำาบุพบท ซึ่งค่าต่าง ๆ เหล่านี้สามารถนำามาประสมกัน ได้ทุกคำา อาจจะสลับกับคำาหน้าหรื อคำาหลังก็ได้ แต่ที่สาำ คัญจะต้องมีความหมายใหม่เสมอ คําและความหมายของคํา คำาหมายถึง เสี ยงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่ง ๆ คำาในภาษาไทยมีท้ งั คำาพยางค์เดียว และคำาหลาย พยางค์ คำาที่ใช้ ในการสื่ อสารย่อมมีความหมายแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้ ๑. คําที่มีความหมายพืน้ ฐานตามรู ปคํา หมายถึงคำาที่ปรากฎอยูใ่ นส่ วนใดของประโยค ความหมายของคำาไม่เปลี่ยนแปลง เช่น แมวกำาลังกินปลาย่าง คุณยายชอบเลี้ยงแมว วัดนี้มีแมวหลายตัว จะเห็นว่าคำาว่า "แมว" ทำาหน้าที่เป็ นประธาน กรรม และส่ วนขยายของประโยค ความหมายยังเหมือนเดิมไม่ เปลี่ยนแปลง ๒. คําทีม่ ีความหมายกว้ างและแคบ คำาในภาษาไทยโดยเฉพาะคำานามที่เป็ นคำา สามานยนาม เป็ นคำาที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง และมักที่เป็ นคำาที่มีความหมายกว้าง ๆ แต่คาำ นาม ที่เป็ น วิสามานยนามมักเป็ นคำาที่มีความหมายกว้าง หากต้องการให้มีความหมายเฉพาะเจาะจง และความหมายแคบ ลง คำาสามานยนามที่มีความหมายกว้าง หากต้องให้มีความหมายแคบลงจะต้องเติมส่ วนขยายประกอบกับคำา สามานยนาม เช่น ผัก เป็ นคำาสามานยนามที่มีความหมายกว้าง หากเติมส่ วนขยยายเช่น ผักคะน้ า ความหมาย ของคำาก็เฉพาะเจาะจงหรื อแคบลง คำาสามานยนามที่มีความหมายเฉพาะ เจาะจงอยูแ่ ล้วไม่จาำ เป็ นเติมส่วนขยายเช่นเดียวกันกับ คำาสามานยนาม เช่น สวนจตุจกั ร มีสินค้าจำานวนมาก จะเห็นว่า คำาบางคำามีความหมายกว้างและแคบแตกต่างกันไป หรื อคำาบางคำาที่มีความหมาย กว้างแต่เมื่อ เติมส่ วนขยายประกอบคำาความหมายจะเจาะจงและแคบลง เช่น


คําที่มีความหมายกว้ าง คําทีม่ ีความหมายแคบ ไก่ ไก่ชน รถ รถจักรยานยนต์ ดอกไม้ ดอกกล้วยไม้ ปลา ปลาทับทิม ๓. คําที่มีความหมายคล้ายกัน คำาในภาษาไทยมากมายที่มีความหมายคล้ายกันและเหมือนกัน คำาบางคำา อาจใช้แทนกันได้แต่คาำ บางคำาใช้แทนกันไม่ได้เนื่องจากภาษาไทยมีระดับภาษาที่แตกต่างกัน ผูใ้ ช้ตอ้ ง เลือกคำา ให้เหมาะสมกับ เพศ และโอกาส จะทำาให้การสื่ อสารมีประสิ ทธิ ภาพมากขึ้น เช่น รถจักรยานยนต์ ใช้ภาษาเขียน มอเตอร์ ไซค์ ใช้ภาษาผูด ธนาคาร ใช้ภาษาเขียน แบงก์ ใช้ภาษาผูด อย่างไร ใช้ภาษาเขียน ไง, ยังไง ใช้ภาษาผูด ขาดทุน ใช้ภาษาเขียน เจ๊ง ใช้ภาษาผูด มดลูกหมู ใช้ภาษาเขียน ไส้ตนั ใช้ภาษาผูด แสร้งทำาว่าเมา ใช้ภาษาเขียน เมาดิบ ใช้ภาษาผูด ๔. คําทีม่ ีความหมายตรงข้ามกัน คำาในลักษณะดังกล่าวมีความหมายตรงข้ามตาม รู ปเดิมเช่น ดี ตรงข้ามกับ ชัว่ หรื อคำาบางคำาเราสามารถสร้างให้มีความหมายตรงข้ามกัน ได้โดย ใช้วา่ "ไม่" เช่น "กิน" ตรงข้ามกับ "ไม้กิน" เช่น เปิ ด ตรงข้ามกับ ปิ ด ดำา ตรงข้ามกับ ขาว ฉลาด ตรงข้ามกับ โง่ เป็ น ตรงข้ามกับ ตาย เกลียด ตรงข้ามกับ รัก ขยัน ตรงข้ามกับ ขี้เกลียด ๕. คําทีม่ ีความหมายโดยนัย คำาบางคำาที่ปรากฎในบทความ ร้อยกรอง เรื่ องสั้น และนวนิยาย อาจจะมีความหมายไม่ตรงตามรู ปคำา คำา ๆ นั้นอาจมีความหมายอย่างอื่น แฝงอยูใ่ น เชิงสำญลักษณ์ ทั้งนี้ข้ ึนอยูก่ บั กลวิธีและจุดประสงค์ของผูแ้ ต่งเป็ นสำาคัญ ผูอ้ ่าน จะต้อง อ่าน อย่างพินิจพิเคราะห์และเข้าใจกับคำาบริ บทและเรื่ องราวผนวกกับต้อง มีประสบการณ์ การอ่านมาเป็ นอย่างดีตลอดจนต้องใช้หลักทฤษฎีในการอ่านและตีความ


ด้วยจึงจะเข้าใจและตีความได้ ถูกต้อง เช่น ดอกกุหลาบ เป็ นสัญลักษณ์แทน ความรัก นกพิราบ เป็ นสัญลักษณ์แทน อิสรภาพ งู เป็ นสัญลักษณ์แทน เพศ สี ดาำ เป็ นสัญลักษณ์แทน ความทุกข์ ความตาย สี แดง เป็ นสัญลักษณืแทน ความเดือดร้อน ความตาย สี ขาว เป็ นสัญลักษณ์แทน ความบริ สุทธิ์ ประโยค ประโยค หมายถึง กลุ่มคำาที่นาำ มาเรี ยงเข้าด้วยกันแล้วมีความหมายและใจ ความสมบรู ณ์ ซึ่งอาจจะมีภาคประธาน ภาคแสดง กรรม หรื อส่ วนขยายอื่นๆ ประโยค แบ่งออกเป็ น ๓ ชนิด คือ ๑. ประโยคความเดียว ๒. ประโยคความรวม ๓. ประโยคความซ้อน ๑. ประโยคความเดียว คือ ประโยคที่มีประธาน กริ ยา หรื อส่ วนขยายซึ่งเป็ น ประโยค อิสระหรื อประโยคหลักเพียงประโยคเดียว เช่น ฉันปลูกดอกกุหลาบ ฉันปลูกดอกกุหลาบสี แดง ฉันปลูกดอกกุหลาบในกระถาง ฉันปลูกดอกกุหลาบในกระถางหน้าบ้าน ๒. ประโยคความรวม หมายถึงประโยคที่ประกอบไปด้วยประโยคหลักตั้งแต่ ๒ ประโยคขึ้นไป แต่เชื่อม ประโยคคำาสันธาน เช่น วิชยั ชอบเล่นฟุตบอลแต่ ชาตรี ชอบเล่นบาสเกตบอล ฉันหิ วมากฉันจึงกินข้าวก่อน ๓. ประโยคความซ้ อน หมายถึง ประโยคที่มีอนุประโยคทำาหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง ใน ประโยค ซึ่งซ้อนอยูก่ บั ประโยคหลัก เช่น


ประวิทย์บริ จาคเงินช่วยเหลือชาวใต้ผ้ ปู ระสบภัยธรรมชาติ วิไลขับรถคันใหม่ที่คุณพ่อซื้อให้ เมื่อปี ใหม่


ทักษะภาษาไทยเพื่ออาชีพ