Issuu on Google+

ในการใช้ภาษา เราควรทราบว่า คำาไหนมีทใี่ ช้อย่างไร เพือ ่ ประโยชน์ในการสือ่ สาร นักไวยากรณ์ ได้สงั เกตความหมายและหน้าทีข ่ องคำาในประโยค แล้วจึงแบ่งคำาในภาษาไทยออกเป็ นหมวด หรือ ชนิด ได้ 7 ชนิด คือ 1. คำานาม 2. คำาสรรพนาม 3. คำากริยา 4. คำาวิเศษณ์ 5. คำาสันธาน 6. คำาบุพบท 7. คำาอุทาน ในบทนี้เราจะเรียนเฉพาะความรูเ้ บื้องต้นก่อน รายละเอียดในเรือ ่ งนี้มีขอ้ ทีค ่ วรศึกษา ซึง่ มี ความซับซ้อนและลึกซึง้ อีกหลายประการ แต่ยงั ไม่จาำ เป็ นสำาหรับนักเรียนระดับนี้

คำ า นาม

คำานาม คือ คำาทีแ ่ สดงความหมายถึงบุคคล สัตว์ วัตถุ สิง่ ของ สภาพ อาการ ลักษณะซึง่ หมายรวมทัง้ สิง่ มีชีวต ิ และไม่มีชีวต ิ ทัง้ ทีเ่ ป็ นรูปธรรมและทีเ่ ป็ นนามธรรม ขอให้สงั เกตคำาทีข ่ ด ี เส้นใต้ตอ่ ไปนี้ แมว กัด หนู มาลี กิน ข้าว รถ วิง่ บนถนน ต้นไม้ ปลูกอยู่ หน้าบ้าน สมศรี นั่ งบน เก้าอี้ ทหาร ยิง ผูก ้ อ ่ การร้าย ตำารวจ จับ ผูร้ า้ ย ยาย ป้ อนข้าว หลาน ขนม วางบน โต๊ะ รัฐบาล ส่งเสริม การศึกษา แหวน 2 วง นี้สวยจัง ฝูงนกบินในท้องฟ้ า ความจริง เป็ นสิง่ ไม่ตาย คนดีมีแต่ความเจริญ ิ า 2 เรือน คุณแม่ ซื้อ นาฬก คำาทีข ่ ด ี ใต้ขา้ งบนนัน ้ เมือ่ พิจารณาแล้วจะเห็นว่าเป็ นคำานาม ตามความหมายทีก ่ ล่าวแล้วข้างต้น ให้นกั เรียนสังเกตตำาแหน่ งและหน้าทีด ่ ู จะพบว่าคำานามมักจะอยูห ่ น้าคำาทีแ ่ สดงอาการ ทำาหน้าทีเ่ ป็ นผู้ กระทำา หรืออยูข ่ า้ งหลังคำาทีแ ่ สดงอาการ ทำาหน้าทีเ่ ป็ นผูถ ้ ูกกระทำาก็ได้ มีคาำ นามบางคำาไม่ได้บอกชือ ่ คน สัตว์


สิง่ ของ สภาพ อาการและสถานที่ แต่บอกลักษณะก็มี และนามทีบ ่ อกลักษณะนี้มกั นำาไปใช้ตามหลังคำา บอก จำานวนด้วย

คำาสรรพนาม คำาสรรพนาม คือคำาทีใ่ ช้แทนคำานาม ทีผ ่ พ ู้ ูดหรือผูเ้ ขียนได้กล่าวแล้ว หรือเป็ นทีเ่ ข้าใจกันระหว่าง ผูฟ ้ งั และผูพ ้ ูด เพือ ่ ไม่ตอ้ งกล่าวคำานามซ้าำ ดังจะเห็นต่อไปนี้ นายสิรเิ พือ ่ นของนายประสิทธิก์ ล่าวแก่นายประสิทธิว์ า่ ์ วะทีว่ ดั เรียนหลวงปู่ ของนายสิริ "ระหว่างทางไปโรงเรียน ขอให้นายประสิทธิแ ์ ารับหนังสือไปให้ครูของนายสิรท ด้วยว่า นายสิรข ิ อให้นายประสิทธิม ิ โี่ รงเรียน" ข้อความทีย่ กมานี้จะไม่มีใช้ในภาษา ตามปกติใช้แทนชือ ่ บุคคลทีไ่ ด้กล่าวไว้ดงั ต่อไปนี้ นายสิรเิ พือ ่ ของนายประสิทธิก์ ล่าวว่า "ระหว่างทางไปโรงเรียน ขอให้คณ ุ แวะทีว่ ดั เรียนหลวงปู่ ของผมด้วยว่า ผมขอให้คณ ุ มารับหนังสือไปให้ครูของผมทีโ่ รงเรียน" ์ ละนายสิริ เรียกว่า คำาสรรพนาม คำาทีข ่ ด ี เส้นใต้ เป็ นคำาทีใ่ ช้แทนคำานาม คือ นายประสิทธิแ ในการสือ่ ความหมาย (สือ่ สาร) ระหว่างบุคคล เราจะมีผพ ู้ ูด (หรือผูเ้ ขียน) ผูฟ ้ งั (หรือผูอ้ า่ น) และบุคคลทีเ่ ป็ นผูท ้ พ ี่ ูดถึงหรือคิดไปถึง ผูพ ้ ูด คือ บุรุษที่ 1 ผูฟ ้ งั คือ บุรุษที่ 2 บุคคลหรือสิง่ ทีก ่ ล่าวถึงหรือคิดไปถึง คือ บุรุษที่ 3 เราจะใช้คาำ สรรพนามแสดงความหมายว่าเป็ นบุรุษที่ 1 หรือบุรุษที่ 2 หรือบุรุษที่ 3 ได้ ดังจะเห็นต่อไปนี้ ฝ่ ายชายแก่ ก็คาำ นับลานายบ้านไปถึงทีไ่ ต้ซน ุ่ ทำานา พบไต้ซน ุ่ ก็รอ้ งไห้ ไต้ซน ุ่ ถามว่า "ท่าน จะไปไหน" ชายแก่ตอบว่า "ข้าพเจ้า เห็นบิดามารดาของท่านทำาโทษท่านครัง้ ไรก็มีความเวทนาครัน ้ จะ ช่วย ท่านก็ชว่ ยไม่ได้ ได้แต่มาเยีย่ มท่าน" ไต้ซน ุ่ ได้ฟงั ดังนัน ้ จึงเล่าว่า "บิดาเกณฑ์ให้ขา้ พเจ้าทำานาคนเดียว 50 ไร่" ชายแก่คด ิ ว่า "บิดาของเขาไม่ยุตธิ รรมแก่เขาเลย" คิดดัง้ นัน ้ แล้วก็ไปเล่าให้นายบ้านฟัง แล้วชายแก่กลับไปบ้านก็พาบริวารของตนหลายคนไปช่วยไต้ซน ุ่ ทำานา คำาทีข ่ ด ี เส้นใต้นน ้ ั เป็ นคำาสรรพนามทัง้ สิน ้ ข้าพเจ้า เป็ นคำาสรรพนามบุรุษที่ 1 ท่าน เป็ นคำาสรรพนามบุรุษที่ 2 เขา เป็ นคำาสรรพนามบุรุษที่ 3 ตน เป็ นคำาสรรพนามบุรุษที่ 3 ในข้อความทีไ่ ด้ยกมาข้างต้นนัน ้ มีคาำ นามทีเ่ ป็ นชือ ่ เฉพาะคือ ไต้ซน ุ่ ชาย เป็ นคำาทีแ ่ สดง ความหมายถึงบุคคล และ นา เป็ นคำาแสดงความหมายถึงวัตถุหรือสิง่ ของ คำานามทีผ ่ เู้ ขียนกล่าวถึง เพือ ่ ให้ผอ ู้ า่ นคิดไปถึงทัง้ หมดถือว่าเป็ นบุรุษที่ 3 ข้อสังเกต ในภาษาไทยเราอาจใช้คาำ นามในการสนทนา หรือเขียนข้อความให้เกิดความหมาย เช่น บุรุษที่ 1 หรือบุรุษที่ 2 หรือบุรุษที่ 3 ได้ดงั ตัวอย่างต่อไปนี้ ผูเ้ ขียนขอเรียนให้ผอ ู้ า่ นทราบว่า หนังสือเล่มนี้ผเู้ ขียนได้ใช้เวลาคนคว้าประมาณ 1 ปี ในข้อความข้างบนนัน ้


ผูเ้ ขียน เป็ ฯคำานาม เป็ นบุรุษที่ 1 ผูอ้ า่ น เป็ ฯคำานาม เป็ นบุรุษที่ 2 หนังสือ เป็ ฯคำานาม เป็ นบุรุษที่ 3 จากตัวอย่างข้างล่างต่อไปนี้ จะเห็นว่าภาษาไทยเราอาจใช้คาำ นามเป็ นคำาแทนผูพ ้ ูด ผูฟ ้ งั และผูก ้ ล่าวถึงได้ แดง พ่อขอให้แดงอย่าส่งเสียงดังนัก พ่อ เป็ นบุรุษที่ 1 แดง เป็ นบุรุษที่ 2 แดงไปบอกครูใหญ่วา่ พ่อจะไปพบครูใหญ่ได้พรุง่ นี้ ครูใหญ่ เป็ นบุรุษที่ 3 นอกจากนี้คาำ สรรพนามในภาษาไทยคำาเดียวกันอาจใช้ให้มีความหมายเป็ นบุรุษที่ 1 หรือบุรุษที่ 2 หรือบุรุษที่ 3 ได้ ในประโยคต่างๆ กันดังตัวอย่าง เขาไม่ชอบให้ตวั เล่นกับเขาอย่างนี้นะ เขา ใช้แทนบุรุษที่ 1 ทัง้ สองคำา พีส ่ มไม่ชอบให้ใครเข้าไปในห้องหนังสือ เขากลัวจะไปทำาให้หอ ้ งเขารก เขา เป็ นคำาสรรพนามใช้เป็ นบุรุษที่ 3 แทนพี่ ท่านจะต้องการเครือ ่ งดืม ่ เดีย๋ วนี้ไหมครับ ท่าน เป็ นคำาสรรพนามใช้เป็ นบุรุษที่ 2 นายยวง โปรดยกเครือ ่ งดืม ่ ไปให้ทา่ นเดีย๋ วนี้ ท่าน เป็ นคำาสรรพนามใช้เป็ นบุรุษที่ 3 ข้าพเจ้าทำางานเพือ ่ ตนเอง ตน ในประโยคนี้เป็ นบุรุษที่ 1 คุณทำางานเพือ ่ ตนเอง ตน ในประโยคนี้เป็ นบุรุษที่ 2

การใช้คาำ สรรพนามในการสือ่ สาร 1. สรรพนามแทนผูพ ้ ูด ผูฟ ้ งั และผูท ้ ก ี่ ล่าวถึงหรือคิดถึง สรรพนามทีใ่ ช้แทนผูส้ ง่ สาร (คือผูพ ้ ูด หรือผูเ้ ขียน) นับเป็ นบุรุษที่ 1 เช่น ฉัน ข้าพเจ้า กระผม ดิฉน ั กู อาตมา เรา ข้าพระพุทธเจ้า ฯลฯ สรรพนามทีใ่ ช้แทนผูร้ บั สาร (คือผูฟ ้ งั หรือผูอ้ า่ น) นับเป็ นบุรุษที่ 2 เช่น เธอ ท่าน คุณ ใต้เท้า มึง พระคุณเจ้า ฝ่ าพระบาท ฯลฯ สรรพนามทีใ่ ช้แทนบุคคลหรือสิง่ ทีก ่ ล่าวถึง หรือคิดไปถึง นับเป็ นบุรุษที่ 3 เช่น เขา พวกเขา มัน 2. สรรพนามใช้ชี้ระยะ คำาสรรพนามทีก ่ าำ หนดให้รูค ้ วาม ใกล้ ไกล ของนามทีผ ่ พ ู้ ูดกับผูฟ ้ งั เข้าใจกันได้ ได้แก่คาำ ว่า นี่ นั่ น โน่ น นี้ โน้น (โน่ นไกลกว่านั่น นี่ใกล้ทส ี่ ุด) เช่น นี่ คือเพือ ่ นเก่าของฉัน โน่ น เป็ นวัดเก่า นั่ น ไม่มีราคา 3. สรรพนามใช้ถาม


คำาสรรพนามทีม ่ ีความหมายเป็ นคำาถาม ได้แก่คาำ ว่า ใคร อะไร ผูใ้ ด สิง่ ใด อันไหน เช่น ำ ใครต้องการน้าชาบ้าง เขามาเรียกใคร หนูแดงกินอะไร อะไรเปื้ อนรองเท้า 4. สรรพนามบอกความไม่เจาะจง ใช้แทนนามซึง่ ไม่กาำ หนดแน่ นอนลงไปว่าเป็ นสิง่ นัน ้ สิง่ นี้ ได้แก่คาำ ว่า ใคร อะไร ผูใ้ ด สิง่ ใด ฉันไม่รวู ้ า่ อะไรตกลงมาโดนเสื้อ ฉันไม่ทราบว่าใครเขียนจดหมายฉบับนี้ 5. สรรพนามบอกความชี้ซา้ ำ คำาสรรพนามทีใ่ ช้แทนคำานามทีก ่ ล่าวไปแล้วโดยชี้ซ้าำ อีกครัง้ หนึ่ง อาจแสดงความหมายรวมหรือ แสดงความหมายแยกต่อนามทีก ่ ล่าวแล้ว ได้แก่คาำ ว่า ต่าง บ้าง กัน เช่น นักเรียนต่างก็ทาำ งานของตน (ความหมายแยก หมายถึงนักเรียนแต่ละคน) กรรมกรเหล่านัน ้ บ้างก็เป็ นหญิง บ้างก็เป็ นชาย (ความหมายแยก) สุนขั กัดกัน (ความหมายรวม สุนขั มีมากกว่า 1 ตัว) 6. สรรพนามเชือ ่ มประโยค มีคาำ สรรพนามจำาพวกหนึ่งทีท ่ าำ หน้าทีแ ่ ทนคำานามอันเป็ นทีเ่ ข้าใจแก่ผพ ู้ ูดและผูฟ ้ งั ผูเ้ ขียน และผูอ้ า่ น (ผูส้ ง่ สาร ผูร้ บั สาร) ในขณะเดียวกันทำาหน้าทีเ่ ชือ ่ มประโยค 2 ประโยค ให้ความเกีย่ วพันกัน คำาสรรพนามชนิดนี้ได้แก่คาำ ที่ ซึง่ อัน ผู้ เช่น ฉันชอบบ้านทีต ่ ง้ ั อยูบ ่ นเนิน ที่ แทนคำานาม บ้าน และเชือ ่ มประโยค ฉันชอบบ้าน กับประโยค (บ้าน) ตัง้ อยูบ ่ นเนิน แม่ทพ ั ยกย่องทหารซึง่ รักษาระเบียบวินยั ซึง่ แทนคำานาม ทหาร และเชือ ่ มประโยค แม่ทพ ั ยกย่อง ทหาร กับประโยค (ทหาร) รักษาระเบียบวินยั โคลงบทแรกอันเป็ นบทไพเราะทีส่ ุดเป็ นโคลงสีส่ ุภาพ อัน แทนคำานาม โคลง และเชือ ่ มประโยคโคลงบทแรก เป็ นโคลงสีส่ ุภาพ กับ (โคลงบทแรก) เป็ นบทไพเราะ ทีส่ ุด บุคคลผูเ้ สียสละเพือ ่ ชาติควรได้รบั การยกย่อง ผู้ แทนคำานาม บุคคล และเชือ ่ มประโยค บุคคลเสียสละ เพือ ่ ชาติ กับประโยค บุคคลควรได้รบั การยกย่อง 7. สรรพนามใช้เน้นนามตามความรูส้ ก ึ ของผูพ ้ ูด เช่น พระภิกษุ ทา่ นออกบิณฑบาตทุกเช้า ขโมยมันหักกิง่ ไม้เสียด้วย ตาสมแกไม่ชอบเสียงดัง คุณพ่อท่านสงสารผม ควรสังเกตว่า สรรพนามในประโยคข้างบนนัน ้ ถ้าเราตัดออกเสีย ความหมายของประโยค ก็ไม่เปลีย่ นไป แต่ผฟ ู้ งั จะไม่ได้รบั ความรูส้ ก ึ ของผูพ ้ ูด เช่น คำา ท่าน แสดงความยกย่อง คำา มัน แสดงความดูหมิน ่ และคำา แก แสดงความสนิทสนม


คำ า กริ ย า

คำากริยา คือ คำาทีแ ่ สดงความหมายว่า กระทำา หรือมีอาการ หรืออยูใ่ นสภาพใดสภาพหนึ่ง ตัวอย่าง เด็กทอดหมู แสดงความหมายว่า กระทำา ต้นถั่วเติบโตเร็ว แสดงความหมายว่า มีอาการ หมาตายแล้ว แสดงความหมายว่า อยูใ่ นสภาพ ลุงเป็ นไข้ แสดงความหมายว่า อยูใ่ นสภาพ อากาศเย็นลงแล้ว แสดงความหมายว่า อยูใ่ นสภาพ คำาทีข ่ ด ี เส้นใต้ตอ่ ไปนี้เป็ นคำากริยา ตำารวจจับผูร้ า้ ยแล้ว ยายป้ อนข้าวหลาน ขนมวางอยูบ ่ นโต๊ะ ความจริงเป็ นสิง่ ไม่ตาย ระหว่างฤดูรอ้ นนี้เราพัฒนาหมูบ ่ า้ นของเรา นักเรียนต้องอ่านหนังสือทุกวันจึงจะดี ผมจะศึกษาวิชาคำานวณอย่างถ่องแท้ อรัญญาร้องเพลงเก่ง เป็ ดว่ายน้าำ ได้ เขาถูกต่อย สุนขั ถูกรถชน คนเจ็บสลบไปแล้ว บ้านหลังนัน ้ ทรุดโทรมมาก ซีเมนต์แข็งแล้ว ้ ทุกวัน สุนขั อ้วนขึน แม่น้าำ อะเมซอนกว้างทีส่ ุดในโลก การใช้คาำ กริยาในการสือ่ สาร คำากริยาเป็ นคำาสำาคัญในประโยคภาษาไทย เราอาจละไว้ในทีเ่ ข้าใจได้ในประโยคบางชนิด แต่ความหมายจะปรากฏอยูเ่ สมอ คำากริยาเป็ นส่วนสำาคัญของภาคแสดงของประโยค หรือเราอาจ เรียกว่าตัวแสดงในภาคแสดงก็ได้ นอกจากนัน ้ กริยาอาจใช้ในประโยคได้อีกหลายอย่าง เช่น 1) กริยาใช้เป็ นส่วนขยายของคำานาม ตัวอย่าง คนแต่งตัวสวยเป็ นคนน่ าดู แต่งตัวสวย ขยายคำานาม คน ฉันชอบผูห ้ ญิงตัดผมสัน ้ ตัดผมสัน ้ ขยายคำานาม ผูห ้ ญิง ฉันชอบขับรถบนถนนตัดใหม่ ตัดใหม่ ขยายคำานาม ถนน 2) กริยาใช้เหมือนคำานาม คือ เป็ นประธานหรือกรรมของกริยาอืน ่ ก็ได้ ตัวอย่าง กินอาหารตามเวลาช่วยให้สุขภาพดี กิน เป็ นประธานของกริยา ช่วย อ่านทุกวันสร้างสรรค์ปญ ั ญา อ่าน เป็ นประธานของกริยา สร้างสรรค์ ฉันไม่ชอบร้องเพลง


ร้องเพลง เป็ นกรรมของกริยา ชอบ คนในท้องถิน ่ นัน ้ นิยมฟ้ อนรำา ฟ้ อนรำา เป็ นกรรมของกริยา นิยม ข้อสังเกต เราอาจเติมคำา การ หน้าคำากริยา จะได้ความเช่นเดียวกัน ตัวอย่าง การเดินตอนเช้าเป็ นการออกกำาลังกาย การอ่านทุกวันสร้างสรรค์ปญ ั ญา การกินอาหารตามเวลาช่วยให้สุขภาพดี ฉันไม่ชอบการเอาเปรียบ คนในท้องถิน ่ นัน ้ นิยมการฟ้ อนรำา

คำ า วิ เ ศษณ์

้ เช่น บอกลักษณะ คุณภาพ คำาวิเศษณ์ คือ คำาทีใ่ ช้ขยายคำาอืน ่ เป็ นการเพิม ่ ความหมายขึน ปริมาณ จำานวน เวลา สถานที่ ตัวอย่าง คำาวิเศษณ์ ขยายคำานาม ตึกใหญ่อยูป ่ ลายเนิน ผักสดอยูใ่ นตะกร้า บ้านสามหลังสีเขียว คำาวิเศษณ์ ขยายคำาสรรพนาม เขาเองบอกกับฉัน ใครหนอเอาหนังสือไป คำาวิเศษณ์ ขยายคำากริยา พีเ่ ดินหน้า น้องเดินหลัง นกเขาขันเพราะ โรงเรียนเลิกค่าำ คำาวิเศษณ์ ขยายคำาวิเศษณ์ ครูอธิบายดีมาก ในภาษาไทย คำาวิเศษณ์ ทใี่ ช้ขยายคำาใด มักมีตาำ แหน่ งตามหลังคำานัน ้ ตัวอย่าง ลงพัดแรง คนสูงได้เปรียบคนเตีย้ คนกินจุไม่อว้ นเสมอไป แต่บางกรณี อาจใช้คาำ วิเศษณ์ มาข้างหน้าคำาทีข ่ ยาย ตัวอย่าง มากหมอมากความ น้อยคนนักไม่เห็นแก่ลาภยศ ทุกวันพระเขาจะพาลูกไปวัด ข้อควรสังเกต 1. คำาบางคำาอาจทำาหน้าทีเ่ ป็ นคำาวิเศษณ์ และในบางโอกาสทำาหน้าทีเ่ ป็ นคำากริยาสำาคัญใน ประโยค ตัวอย่าง วิเศษณ์ กริยา ้ ทุกวัน อย่าซื้อสินค้าแพงเลย ราคาสินค้าแพงขึน


พีช ่ ายเรียนสูงกว่าน้องชายใช่ไหม พีช ่ ายสูงกว่าน้องชายใช่ไหม เราควรเชือ ่ ผูท ้ รี่ ด ู้ ก ี ว่าเรา เราต้องดีตอ่ ผูท ้ รี่ น ู ้ ้อยกว่าเรา 2. คำานามบางคำา อาจทำาหน้าทีข ่ ยายคำาอืน ่ ได้ ซึง่ ในกรณี นี้ถือว่าคำานามคำานัน ้ ทำาหน้าที่ คำาวิเศษณ์ ตัวอย่าง คนป่ าอยูใ่ นป่ า สัตว์น้าำ เป็ นอาหารสำาคัญของมนุ ษย์ ลมทะเลมีความชื้นสูง 3. ในการเรียงคำาเข้าประโยคในภาษาไทย ส่วนใหญ่เรามักให้สว่ นขยายตามหลังคำาทีข ่ ยาย ตัวอย่าง คนป่ า สัตว์น้าำ พีเ่ ดินหน้า ครูอธิบายดีมาก แต่บางคำาเราใช้ไว้ขา้ งหน้าคำาทีข ่ ยาย ตัวอย่าง เขาเป็ นคนสูงศักดิ ์ เขาไม่ป่วย สามสาวเดินทางไปประกวดความงาม ร้านนี้ขายอาหารเลิศรส ภาษาไทยเป็ นมรดกล้าำ ค่า ถึงร้อยรสบุปผาสุมาลัย จะชืน ่ ใจเหมือนสตรีไม่มีเลย วันทองเป็ นหญิงสองใจจริงหรือ สีส่ หายหัวเราะอย่างร่าเริง

คำ า บุ พ บท

คำาบุพบท คือ คำาทีท ่ าำ หน้าทีเ่ ชือ ่ มโยงคำาหนึ่งหรือกลุม ่ คำาหนึ่งให้สมั พันธ์กบั คำาอืน ่ หรือกลุม ่ คำาอืน ่ เพือ ่ บอกสถานที่ เวลา แสดงอาการ หรือแสดงความเป็ นเจ้าของ ตัวอย่าง คนในเมือง เรือใต้น้าำ ดาวบนท้องฟ้ า อาหารสำาหรับเธอ ปากกาของฉัน หนังสือ สำาหรับอ่านเล่น น้าำ สำาหรับดืม ่ เดินทางโดยเครือ ่ งบิน ผ้านี้ทาำ ด้วยฝ้ าย เราเดินไป ตามถนน พีค ่ ยุ กับน้อง เขาร้องต่อศาล เรากินเพือ ่ อยู่ เขาพูดตามจริง เขาทำางาน จนเทีย่ งคืน ฉันรีบมาโดยเร็ว สถานีวท ิ ยุกระจายเสียงแห่งภาคพื้นยุโรป นี่คอ่ รางวัล ยอดเยีย่ มสำาหรับประเภทสารคดี

คำ า สัน ธาน

คำาสันธาน คือ คำาทีเ่ ชือ ่ มประโยคกับประโยค หรือคำากับกลุม ่ คำา ประโยคทีใ่ ช้คาำ สันธาน จะแยกออกเป็ นประโยคทีม ่ ีความบริบูรณ์ มากกว่าหนึ่งความได้ ตัวอย่าง ประสิทธิเ์ ดินทางมากจากกรุงเทพฯ วันนี้และจะเดินทางต่อไปพรุง่ นี้ เด็กพวกนัน ้ มาแข่งขันกีฬาหรือมาช่วยงานฉลองพ่อ


ฉันชอบแกงเผ็ดแต่พช ี่ ายชอบแกงจืด รัตน์มาโรงเรียนไม่ได้เพราะเขาเป็ นไข้ แสนศักดิฝ์ ึ กซ้อมดีจงึ ชนะคูช ่ กทุกครัง้ เขามาถึงสถานีเมือ่ รถไฟออกไปแล้ว ถ้าเราไม่รีบแต่งตัวเราจะไปงานไม่ทน ั แม้เขาจะมีรา่ งกายไม่แข็งแรง เขาก็มีจต ิ ใจแข็งแกร่ง จะเห็นว่าคำาทีข ่ ด ี เส้นใต้ขา้ งบนนัน ้ เชือ ่ มระหว่างประโยค 2 ประโยค และควรสังเกต ว่าคำาสันธานบางคำา เราอาจเขียนข้างหน้าประโยคทัง้ 2 ประโยคก็ได้ ข้อสังเกต 1. คำาสันธาน อาจมีความหมายช่วยให้เราเข้าใจว่า ข้อความในประโยคหนึ่งคล้อยตามอีก ประโยคหนึ่งหรือแย้งกันก็ได้ หรือให้เห็นว่าประโยคหนึ่งเ���็ นเหตุ อีกประโยคหนึ่งเป็ นผล หรือ ้ ในเวลาใด เทียบกับข้อความในอีกประโยคหนึ่งก็ได้ บอกเวลาว่าข้อความในประโยคหนึ่งเกิดขึน 2. ต่อไปนี้เป็ นคำาสันธานทีเ่ ชือ ่ มคำากับคำา หรือกลุม ่ คำากับกลุม ่ คำา เมือ่ พิจารณาแล้วจะเห็นว่า อาจแยกออกเป็ นประโยคทีม ่ ีความสมบูรณ์ ได้มากกว่าหนึ่งประโยค ตัวอย่าง เพือ ่ นฉันและตัวฉันยังไม่สจู้ ะเห็นด้วยกับเรือ ่ งนี้ = เพือ ่ นฉันยังไม่สจู้ ะเห็นด้วยกับเรือ ่ งนี้ ตัวฉันยังไม่สจู้ ะเห็นด้วยกับเรือ ่ งนี้ เขาห้ามคนอืน ่ แต่ทาำ เสียเอง = เขาห้ามคนอืน ่ เขาทำาเสียเอง การรวมความเข้าไว้ดงั ตัวอย่างข้างต้นเป็ นการประหยัดคำา ทำาให้เข้าใจความได้งา่ ย ไม่เยิน ่ เย้อ 3. คำาสันธานบางคำาใช้เข้าคูก ่ น ั ตัวอย่าง เขาพูดจริงเสมอเพราะฉะนัน ้ เขาจึงได้รบั ความเชือ ่ ถือ เพราะเขาร่างกายแข็งแรง เขาจึงเรียนได้ผลดี กว่าเราจะกินอาหารเสร็จ เพือ ่ นๆ ก็ออกจากบ้านไปแล้ว ถึงเขาจะปากร้ายแต่ใจเขาดี ถึงจะมีผจี ริง ผีก็ทาำ อะไรคนมีศลี ธรรมไม่ได้ 4. คำาสันธานอาจอยูใ่ นตำาแหน่ งต่างๆ ในประโยคดังนี้ อยูร่ ะหว่างคำา เช่น ฉันพบสมบัตแ ิ ละอรัญญา อยูห ่ ลังคำา เช่น คนก็ดี สัตว์ก็ดี รักชีวต ิ ด้วยกันทัง้ นัน ้ อยูห ่ น้าประโยค เช่น เมือ่ ใดเราทำาความดี เราย่อมมีความอิม ่ ใจ อยูห ่ ลังประโยค เช่น เขาจะทำาบุญก็ตาม จะทำาบาปก็ตาม ควรคิดถึงผลกรรม อยูร่ ะหว่างประโยค เช่น ต้นมะม่วงออกช่อแต่ไม่ตด ิ ผล คร่อมคำา เช่น ถึงเป็ นเพือ ่ นก็อย่าวางใจ คร่อมประโยค เช่น เพราะเขาทำาอะไรไม่คด ิ จึงต้องเดือดร้อน แม้วา่ เขามีความจำาดีแต่เขาก็สอบไม่ได้ดี 5. มีคาำ บางคำากรณี ก็ใช้เป็ นบุพบท บางกรณี ก็ใช้เป็ นสันธาน


ตัวอย่าง เมือ่ สักครูน ่ ี้ สำาอางได้ออกจากโรงเรียนไปแล้ว (เมือ่ เป็ นบุพบท) เมือ่ เราได้ยน ิ เสียงระฆัง เราออกจากโรงเรียนทันที (เมือ่ เป็ นสันธาน) เราทำางานเพือ ่ ชาติ (เพือ ่ เป็ นบุพบท) เราทำางานเพือ ่ เราจะได้สนองคุณชาติ (เพือ ่ เป็ นสันธาน) 6. คำาสันธานอาจเป็ นกลุม ่ คำาก็ได้ ตัวอย่าง ในเมือ่ ท่านยังไม่เคยทดลองด้วยตนเองมาก่อน ท่านก็ไม่ควรรีบปฏิเสธโดยสิน ้ เชิง ระหว่างทีค ่ ณ ุ นั่งรถไฟมา คุณสังเกตสองข้างทางหรือเปล่า ด้วยเหตุทเี่ ราประพฤติตวั อยูใ่ นศีลธรรม เราย่อมไม่กลัวเกรงคนพาล ขณะทีเ่ ขาวิง่ มาถึงปลายถนน พวกโจรโยนอาวุธลงมาพอดี

คำ า อุ ท าน

คำาอุทาน คือ คำาทีเ่ ปล่งออกมาเพือ ่ แสดงอารมณ์ หรือความรูส้ ก ึ ของผูพ ้ ูด คำาอุทานส่วนมาก จะไม่มีความหมายตรงตามถ้อยคำา แต่จะมีความหมายทางเน้นความรูส้ ก ึ และอารมณ์ ของผูพ ้ ูด เป็ น สำาคัญ ตัวอย่าง โอ้โฮ ! ภูเขาลูกนี้สูงเยีย่ มเทียมเมฆเลย ตายจริง ! ฉันลืมเอาร่มมา พุทโธ่ ! เธอน่ าจะบอกฉันเสียแต่แรก แหม ! ฉันเกรงใจเธอจริงๆ เจ้าประคุณเอ๊ย ! ทำาไมเป็ นอย่างนี้ไปได้ ข้อสังเกต 1. คำาอุทานมักอยูข ่ า้ งหน้าประโยค แต่ไม่จดั ว่าเป็ นส่วนหนึ่งส่วนใด หรือภาคหนึ่งภาคใด ของประโยค หากตัดคำาอุทานออกไปก็ไม่เสียใจความ 2. คำาอุทานอาจมีลกั ษณะเป็ นกลุม ่ คำาก็ได้ เช่น อุย๊ ต๊ายตาย! น่ าเอ็นดูอะไรอย่างนัน ้ ! ตายละวา! 3. คำาอุทานชนิดหนึ่ง เรียกว่า คำาอุทานเสริมบท เป็ นคำาทีเ่ รานิยมนำามาต่อเติมข้างหน้า ้ ต่อท้าย หรือแทรกกลางคำาทีเ่ ราประสงค์จะพูด เพือ ่ เน้นความหมายของคำาทีเ่ ราประสงค์ให้ชดั เจนยิง่ ขึน เช่น เธอจะมาสัญญิงสัญญาอะไรกับฉัน เดินดีๆ ประเดีย๋ วจะตกกระด่างกระไดไปดอก เหนื่อยไหม กินน้าำ กินท่าเสียซิ ขนมขต้มก็มี เขาขยันดูหนังสือหนังหาเสมอ


คำาอุทานเสริมบททีแ ่ ทรกกลางก็มี เช่น สัปปะดีส ้ ีปะดน (จากคำา สัปดน) เป็ นต้น 4. คำาทีพ ่ บในโคลง เช่น เฮย แฮ แลนา ก็เป็ นคำาอุทานเสริมบทหรือในคำาประพันธ์ชนิดอืน ่ เช่น เจ้าพีอ ่ า น้องเอย อาและเอย ก็เป็ นคำาอุทานเสริมบทเช่นกัน หมายเหตุ มีคาำ ต่อท้ายบางคำามีความหมายเดียวกันกับคำาทีอ่ ยูข ่ า้ งหน้า คำาต่อนัน ้ เป็ นภาษาถิน ่ หรือภาษาโบราณ บางท่านเรียกว่า "คำาซ้อน" นิยมใช้ในภาษาพูดหรือภาษาร้อยกรอง เป็ นส่วนมาก เช่น เสือ่ สาดก็ไม่ปู สาด เป็ นภาษาถิน ่ แปลว่า เสือ่ ไม้ไล่ในป่ านี้ถูกตัดโค่นหมด ไล่ เป็ นคำาโบราณ แปลว่า ต้นไม้ วัดวาในเมืองไทยมีมากมาย วา เป็ นคำาโบราณ แปลว่า วัด


The words