Issuu on Google+

ศิลปะไทย

ในมัสยิดต้นสน กาญจน์สิรี ศรีสุพรรณ


ประวัติมัสยิดต้นสน ชุมชนมุสลิมที่เมืองบางกอกหรือเมืองธนบุรี และ มัสยิดต้นสนเริ่มมีมาในช่วงสมัยสมเด็จพระเจ้า ทรงธรรม(พ.ศ.2153-2171)นั้ น นอกจากจะ มี ห ลั ก ฐานจากการบอกเล่ า สื บ ต่ อ กั น มาของ บรรพบุรุษชาวมัสยิดต้นสนแล้ว หากได้พิจารณา ถึงความเป็นไปได้เนื่องจากการเป็นเมืองหน้าด่าน ของกรุงศรีอยุธยาทางทิศใต้ เป็นจุดแวะพักซ่อม เรือเป็นด่านเก็บภาษีอากรทั้งขาออกและขาเข้า ของเรื อ สิ น ค้ า ตั้ ง แต่ ส มั ย พระมหาจั ก รพรรดิ ใ น ปี พ.ศ.2100และในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีการ ค้าขายติดต่อกับประเทศมุสลิมหลายประเทศไม่ ว่า มาเลย์ ชวา จาม หรือแม้แต่เปอร์เซีย การที่ นำ�เรือมาจอกแวะพักซ่อมเรือเป็นช่วงเวลาที่ค่อน ข้างนาน หรือจ่ายภาษีอากร ณ จุดนี้ จึงน่าจะเกิด การถ่ายทอดวัฒนธรรมและศาสนาให้แก่ชุมชน เมืองบางกอกนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันม หิดล เพื่อเยี่ยมชุมชนมัสยิดต้นสน เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2479

แช่ม พรหมยงค์ ผู้นำ�ชุมชน รอรับเสด็จ ที่มัสยิดต้นสน


หลั ก ฐานทางประวั ติ ศ าสตร์ ที่ ส ามารถนำ � มาใช้ อ้างอิงได้มีว่ามัสยิดต้นสนน่าจะเริ่มสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2231 โดยพระยาราชวังสัน จางวางอาสาจาม ในช่วงปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่ ง ในช่ ว งแผ่ น ดิ น สมเด็ จ พระนารายณ์ ม หาราช นั้ น มี ขุ น ศึ ก และขุ น นางมุ ส ลิ ม ที่ รั บ ใช้ เ บื้ อ งพระ ยุคลบาทอย่างใกล้ชิดอยู่หลายท่าน และในหลาย ท่ า นนั้ น แม้ นั บ ถื อ ศาสนาอิ ส ลามเป็ น มุ ส ลิ ม เช่ น เดียวกัน แต่ก็มีเชื้อสายมาจากหลายประเทศ เช่น จาม ชวา มาเลย์ เปอร์เซีย และหลายท่านก็มี ส่วนที่เกี่ยวพันกับชุมชนมุสลิมเมืองบางกอกและ การกำ�เนิดขึ้นของมัสยิดต้นสน

ในอดีตนั้นด้านหน้าของมัสยิดจะมีต้นสนขนาด”ใหญ่ ขึ้นอยู่เคียงข้าง นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อ ‘มัสยิดต้นสน’

ชุ ม ชนมุ ส ลิ ม ชาวมั ส ยิ ด ต้ น สนจึ ง เป็ น ชุ ม ชน มุสลิมที่มาจากหลายเชื้อชาติ เนื่องจากการเข้า มาอยู่อาศัยในประเทศไทยอย่างยาวนาน ชาว มุ ส ลิ ม บางส่ ว นจึ ง ได้ เ ปลี่ ย นมานั บ ถื อ ศาสนา พุ ท ธแต่ บ างส่ ว นก็ ยั ง คงนั บ ถื อ ศาสนาอิ ส ลาม ตามบรรพบุรุษ กุฎีใหญ่หรือ มัสยิดต้นสน ถูกสร้างขึ้น เมื่อปลายแผ่นดินพระนารายณ์มหาราชต่อกับ แผ่นดินพระเพทราชา ซึ่งน่าจะมีอายุอยู่ในราว 312 ปี ขณะเดียวกับบุคคลที่เป็นผู้สร้างกุฎีแห่ง นี้ก็คือขุนนางในราชสำ�นักในสมัยพระนารายณ์ มหาราชซึ่งเป็นขุนนางมุสลิมในสายสกุลสุลต่าน สลัยมานที่ยังปรากฏลูกหลานสืบต่อมาจนถึง ปัจจุบัน แต่เมื่อแรกสร้างจะมีลักษณะของศาสน สถานเช่นไรไม่สามารถบอกได้ชัดเจน นอกจาก จะใช้วิธีสันนิษฐานหรืออาจศึกษาเทียบเคียงกับ โครงสร้างทางสถาปัตกรรมที่หลงเหลืออยู่บ้าง จาก “กุฎีเติกกี่” หรือมัสยิดตะเกี่ยโยคินปาก คลองตะเคียนใต้ ตามข้อมูลที่ได้กล่าวถึง


ชุมชนมัสยิดต้นสน ในขณะที่ ก ล่ า วถึ ง ความเกี่ ย วโยงกั น ของ ศาสนสถานสองแห่ ง ตามหลั ก ฐานบั น ทึ ก ดังกล่าวนี้ ยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อี ก บางอย่ า งที่ อ ยู่ คู่ กั บ กุ ฎี ม าวิ เ คราะห์ ถึ ง อายุ ข องกุ ฎี แ ห่ ง นี้ ไ ด้ คื อ แท่ น แสดงธรรม หรือ “มัมบัร” กับ “เมี๊ยะร็อบ” เพื่อให้ผู้ เป็นประมุขของศาสนสถานนั้นนำ�ศาสนกิจ (ละหมาด) ศาสนวัตถุทั้งสองมีลักษณะเป็น ศิลปะสมัยอยุธยากล่าวคือจำ�หลักเป็นลาย ก้านขดมีช่อฟ้าใบระกาลงรักปิดทองประดับ ประดากระจกสี บ างส่ ว นประดั บ มุ ก อย่ า ง งดงามที่ สำ � คั ญ ก็ คื อ ศาสนวั ต ถุ ทั้ ง สองนี้ มี ลักษณะใกล้เคียงกับมิมบัรและเมี๊ยะร็อบที่มี อยู่ใน ณ กุฎีเติกกี่ (มัสยิดตะเกี่ย) เกือบทุก ประการมื่อเกิดเป็นชุมชนขึ้นแล้วสิ่งที่จำ�เป็น ตามมาสำ�หรับชาวมุสลิมก็คือ “สุสาน” หรือ “กุโบร์” ด้วยเหตุผลที่ว่าเมื่อมีการอยู่ร่วม กันเป็นชุมชนย่อมจะต้องมีทั้งการเกิดและ การตายและสถานที่ที่รองรับความตายของ มุสลิมนั้นก็คือสุสานดังนั้น สุสานสำ�หรับ มุ ส ลิ ม จึ ง ถื อ เป็ น ความจำ � เป็ น เบื้ อ งต้ น ต่ อ ความเป็นชุมชนเลยทีเดียว

เพราะถือเป็นศาสนสถานอีกแหล่งหนึ่งที่เก็บ รวบรวมข้ อ มู ล ต่ า งๆทางประวั ติ ศ าสตร์ ข อง ชุ ม ชนได้ เ ป็ น อย่ า งดี ห ากประมาณอายุ ข อง กุ ฎี ใ หญ่ ห รื อ มั ส ยิ ด ต้ น สนแห่ ง นี้ น่ า จะมี อ ายุ ประมาณ312ปีนั้นสุสานก็ต้องมีอายุไม่น้อย กว่านี้เช่นกันหลักฐานสำ�คัญทางประวัติศาสตร์ ที่สำ�รวจพบขณะดำ�เนินงานบูรณะสุสานในปี พ.ศ .2541 ซึ่งถือเป็นหลักฐานชิ้นสำ�คัญที่อาจ ใช้ ป ระมาณการถึ ง อายุ ข องสุ ส านหรื อ ศาสน สถานแห่งนี้คือแท่นหลุมศพโบราณขนาดกว้าง 145 เซนติเมตร ยาว 210 เซนติเมตร สูง 65 เซนติเมตร ซึ่งตั้งอยู่กลางสุสาน มีลักษณะเป็น ฐานบัวคว่ำ�บัวหงาย รูปทรงทองคำ�สำ�เภา ก่อ อิฐถือปูนด้วยอิฐมอญขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นศิลปะ นิ ย มในสมั ย อยุ ธ ยาที่ ส ร้ า งขึ้ น ในเมื อ งธนบุ รี แท่ น หลุ ม ศพนี้ ค วรเป็ น ของบรรพชนท่ า น ใด สร้างขึ้นเมื่อใด และท่านผู้นี้มีความสำ�คัญ เพียงถึงสร้างขึ้นอย่างมั่นคงให้ประจักษ์แกูุ่ก หลานวันนี้


อาคารมัสยิดต้นสน


ห้องโถงใหญ่ของมัสยิดต้นสน

อาคารมัสยิดต้นสน จากลั ก ษณะดั ง กล่ า วจึ ง สามารถวิ เ คราะห์ ได้ ว่ า มั ส ยิ ด ต้ น สนที่ มี อ าคารเป็ น โครงสร้ า ง คอนกรีตเสริมเหล็กนั้นน่าจะสร้างขึ้นในช่วงการ พัฒนาของมัสยิดในสมัยรัชการที่9 ช่วงที่ 1 (พ.ศ. 2489 – พ.ศ. 2505) และเป็นมัสยิดที่เน้นแกน ในการวางผังรวมไปถึงรูปแบบของโดมของมัสยิด ที่ เ ป็ น รู ป โดมแบบอี ยิ ป ต์ ด้ ว ยในปั จ จุ บั น อาคาร มั ส ยิ ด ต้ น สนหลั ง นี้ ไ ด้ รั บ การบู ร ณะขึ้ น มาใหม่ จากความศรัทธาของพี่น้องชาวมุสลิมในชุมชน มัสยิดต้นสนตั้งแต่ปีพ.ศ.2552 แต่ก็ยงคงมีการ รักษารูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบด้ังเดิมเอา ไว้ให้มากที่สุดสาเหตุที่การบูรณะแล้วเสร็จช้านั้น คุณชาคลี ชลายนเดชะได้บอกว่าที่เสร็จช้านั้น เพราะว่าเราไม่ได้สร้างใหม่แต่เรารักษารูปแบบ เดิมเอาไว้

การตกแต่งภายในมัสยิดต้นสน

การตกแต่งเพดานมัสยิดต้นสน

ลายฉลุเหนือบานประตูทางเข้า มัสยิดต้นสน


ศาลาแปดเหลี่ยม


ศาลาลั ก ษณะดั ง กล่ า วนี้ ป รากฏมี ขึ้ น ในพระราชวั ง ในสมั ย รั ช กาลที่ 5 เช่ น พระราชวังดุสิตหรือในวังเจ้านายเช่นวังปารุสกวันเป็นต้น แต่ศาลาเหล่านี้มักจะตั้งอยู่บน เนินสูงที่ก่อขึ้น หรือที่เรียกว่า “เขามอ” ทั้งสิ้น ส่วนตามบ้านคงจะมีในบ้านที่บริเวณ กว้างขวางอาจจะตั้งอยู่ในสนามเรือตามสวนตามแต่จะเห็นดีส่วนศาลาแปดเหลี่ยมที่ มัสยิดต้นสนนี้ เอกสารระบุว่าสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2473 แสดงว่าความนิยมในการสร้าง ศาลารูปแบบนี้ยังคงดำ�เนินเรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่7ศาลาหลังนี้อาจจะเรียกว่าเป็นรูป แบบ “ขนมปังขิง” ตามที่ น. ณ ปากน้ำ� กล่าวไว้ไม่น่าจะผิด เพราะปัจจุบันเรามักจะ เรียกเรือนที่ติดไม้ฉลุลายว่าเรือนขนมปังขิง


อาคารสมาคมสนธิอิสลาม อาคารหลังนี้สร้างเมื่อปีพ.ศ.2458ในรัชกาลที่6นอกจากนั้นยังมีไม้ฉลุลายที่ติดกับเพดานที่เชื่อม พื้นระหว่างโถงบันไดและตัวอาคารด้วยลวดลายพิเศษไปกว่าลูกกรงและไม้ฉลุลายระหว่างเสาที่กล่าวมาแล้ว หลังคาอาคารประธานเป็นทรงปั้นหยามุงกระเบื้องว่าวปลายชายคาประดับด้วยไม้จำ�หลักลายส่วนหลังคา มุขทางด้านหน้าเป็นหลังคาจั่วเปิดกลา���จั่วติดไม้ฉลุลายและไม้กลึงในแนวตั้งผนังหน้าจั่วติดไม้ฉลุลายระ บุปีพ.ศ.ที่สร้างภายในมีเพดานไม้แผ่นใหญ่สลับแผ่นเล็กตีเว้นช่องเป็นแนวยาวพื้นเป็นไม้สักซึ่งคงมีการ เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดส่วนพื้นไม้สักของเดิมน้าจะอยู่ตรงมุขทางเข้าเห็นได้จากขนาดของแผ่นกระดานซึ่งมี ขนาดใหญ่กว่าปกติและขนาดไม่เท่ากันแสดงว่าเป็นไม้เลื่อยด้วยมือพื้นชันบนน่าจะเป็นไม้สักรุ่นใหม่ที่มีขนาด เท่ากันเพราะเป็นไม้โรงเลื่อยซึ่งคงมาเปลี่ยนแปลงภายหลัง ประตูหน้าต่างที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นของรุ่น ใหม่ คงนำ�มาติดตั้งเมื่อยกพื้นขึ้นเป็นสองชั้นแล้วทำ�เป็นห้องแทนศาลาโล่งของเดิม อาคารหลังนี้ถ้ายังไม่ได้ ปรับปรุงให้เปลี่ยนสภาพไปแล้วดังนี้น่าจะเรียกว่าเรือขนมปังขิงตามศาลาแปดเหลี่ยมก็น่าจะได้ แต่ลักษณะได้ เปลี่ยนไปมากแล้วในปัจจุบัน จึงไม่สามารถระบุได้ว่าอาคารหลังนี้ในปัจจุบันเป็นเรือนขนมปังขิง


มิมบัร


ลั ก ษณะหลั ง คาเป็ น รู ป โค้ ง ประทุ น (Vault)ส่ ว น หน้ า จั่ ว เป็ น รู ป โค้ ง มี ย อดแหลมตามแบบศิ ล ปะ อาหรับ (ลักษณะเดียวกับโค้งของกระดานสลัก ลายอั ล กุ ร อ่ า นที่ ไ ด้ ม าสมั ย กรุ ง ธนบุ รี ) มี ก ารตก แต่งของรูปโค้งแหลมนี้เช่นเดียวกับการประดับ คูหาหน้าบันในสถาปัตยกรรมไทยคือ ช่อฟ้า ใบระกาและหางสงส์ แต่ที่มิมบัรนี้มีช่อฟ้าเป็น ลายกระจั ง เจิ ม แล้ ว ปิ ด ทั บ ด้ ว ยเปลื อ กหอยมุ ก สลักเป็นรูปใบไม้มีใบระกาปิดทองขนาดเล็กฝีมือ ค่อนข้างหยาบส่วนหางหงส์ปิดทองมีขนาดใหญ่ กว่าปกติ จำ�หลักคล้ายจะเป็นรูปกนกสามตัวหรือ ช่อดอกไม้ กลางหน้าจั่วหรือหน้าบันประดับด้วย วงกลม3วงวงกลางเป็นลายอัลกุรอ่านปิดทอง มี ลายกระจังติดอยู่ทั้งบนและล่างปิดทองเพื่อเน้น ความสำ � คั ญ วงด้ า นข้ า งทั้ ง สองวงทำ � ด้ ว ยเปลื อ ก หอยมุกเป็นรูปดาว ล้อมรอบด้วยดาวเล็กๆ ข้าง ละ 8 ดวง เฉพาะวงด้านซ้ายตรงกลางเน้นด้วย ดาวและพระจันทร์เสี้ยว ด้านขวาเป็นรูปดาวอย่าง เดียวหน้าบันทั้งหมดรองรับด้วยกระจังเจิมเป็น ส่วนตกแต่งตอนล่าง มิมบัรนี้ไม่สามารถบอกอายุ ได้ว่าสร้างขึ้นในสมัยใด เพราะไม่มีองค์ประกอบ ใดบ่ ง ชี้ ไ ด้ ชั ด เจนแต่ ก็ เ ป็ น ศิ ล ปกรรมในรู ป แบบ สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ เพราะมีการประสม ประสานระหว่ า งสถาปั ต ยกรรมไทยและศิ ล ปะ อาหรับในด้านการตกแต่งและองค์ประกอบ

ลักษณะการตกแต่งมิมบัร

หลังคาทรงโค้งของมิมบัร


เมี้ยะร็อบ


จุดเด่นของศาลาหลังนี้อยู่ที่องค์ประกอบ หลังคาและหน้าจั่วประดับด้วยกนกช่อหางโตที่ แสดงความสืบเนื่องจากสมัยกรุงศรีอยุธยาและ ได้นำ�เอกลักษณ์ทางศาสนาเข้ามาผสมได้อย่าง กลมกลืนเป็นอย่างดีส่วนไม้โครงสร้างของหลังคา ด้านหน้าหรือที่เรียกว่ากระจังฐานพระจำ�หลักไม้ เป็ น ลายกระจั ง ยามก้ า มปู เ ป็ น แกนกลางขนาบ ด้วยกระจังเจิมในตอนบนและบัวรวนในตอนล่าง ต่ อ ด้ ว ยกระจั ง รวนเชื่ อ มกั บ ไม้ ส ลั ก ในลั ก ษณะ สาหร่ายติดับเสายาวลงมาตลอดแนวถึงฐานของ อาคารทำ�นองเดียวกับการประดับด้วยสาหร่าย รวงผึ้งในงานสถาปัตยกรรมไทยโดยทั่วไปเมี้ยะ ร็อบหลังนี้น่าจะเป็นของที่ทำ � ตั้ง แต่สร้า งมัส ยิ ด หลังเดิมในสมัยรัชกาลที่ 2 หรืออาจจะสืบเนื่อง มาจากสมั ย กรุ ง ศรี อ ยุ ธ ยาเมื่ อ แรกตั้ ง ถิ่ น ฐานก็ เป็นได้ ส่วนงดงามของเมี้ยะร็อบคือคูหาหน้าบัน และเครื่องลำ�ยองทั้งหมด แต่การปิดกระจกที่เสา และปิดทองที่บัวหัวเสาและฐานเสาฝีมือค่อนข้าง หยาบ

ลักษณะการตกแต่งเมี๊ยะร็อบ

หลั ง คาของเมี๊ ย ะร็ อ บที่ ไ ด้ รั บ อิทธิพลจากสถาปัตยกรรมไทย


ศิลปะไทยในมัสยิดต้นสน