Page 1

พทุ ธประวัติ ระดับประถมศึกษา โดย

ครู วนิ ัย ศิริชนม์ โรงเรียนวัดโพธิ์ลงั กามิตรภาพที่ ๑๗๑ สพป. จันทบุรี เขต ๑


คานา

ศาสนาพุทธ เป็ นศาสนาประจาชาติไทยเรามาช้านาน

ในปัจจุบนั นี้ ศาสนา

พุทธ มีการแพร่ กระจายเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในโลกมากมาย นับเป็ นศาสนาที่มีผนู้ บั ถือ เป็ นอันดับต้น ๆ ของโลก แม้แต่ในชาติตะวันตก ที่ผคู้ นนับถือคริ สต์ศาสนา ต่างก็หนั มา นับถือพุทธศาสนากันมากแล้ว จึงถือเป็ นศาสนาที่สาคัญมาก ในประเทศไทย มีผนู้ บั ถือศาสนาพุทธ กว่าร้อยละ ๙๐ ดังนั้นในส่วนของการ จัดการศึกษา จึงให้นกั เรี ยนเริ่ มเรี ยนรู้พุทธศาสนากันตั้งแต่ระดับประถมศึกษา สาหรับพระ ศาสดาคือองค์พระพุทธเจ้า นั้น จาเป็ นอย่างยิง่ ที่นกั เรี ยนจะต้องเรี ยนรู้ ตามสมควร ดังนั้น เอกสารเรื่ อง พุทธประวัติ ระดับประถมศึกษานี้ จะเป็ นเอกสารอย่างง่าย ที่นกั เรี ยนระดับประถมศึกษา สามารถอ่าน และทาความเข้าใจได้ไม่ยาก โดยผูจ้ ดั ทาได้ เรี ยบเรี ยงจากเอกสาร ตารา หนังสื อ และเว็บไซต์ ต่าง ๆซึ่งหากกล่าวอ้างอิงไม่ครบถ้วย ก็ ต้องขออภัยเนอย่างมาก จึงหวังว่าจะเป็ นประโยชน์ในระดับหนึ่ง ตามสมควร


สารบัญ

หน้า ประสูติ

1

การขนานพระนาม และทรงเจริ ญพระชนม์

2

พระราชมารดาสิ้นพระชนม์

3

การศึกษาครั้งแรกของเจ้าชายสิ ทธัตถะ

3

ปราสาท ๓ ฤดู และการอภิเษกสมรส

4

กาเนิดพระราหุล

5

เทวทูต ๔ และการออกบรรพชา

6

เข้าศึกษาในสานักพระอาจารย์

7

บาเพ็ญทุกรกิริยา

8

เทวดาดีดพิณ

9

ปัญจวัคคีย ์

10

ตรัสรู้

11

พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร

13


บัว ๔ เหล่า

14

โปรดปัญจวัคคีย ์ ประกาศพุทธศาสนาครั้งแรก

15

พระรัตนตรัย ครบองค์ ๓

16

ทรงปริ นิพาน

17

ถวายพระเพลิง

18


1

ประสู ติ

ขอบคุณภาพจาก scoop.mthai.com

พระพุทธเจ้า พระนามเดิมว่า “ สิ ทธัตถะ “ เป็ นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิ ริมหามายา แห่งกรุ งกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พระองค์ทรงถือกาเนิดในตระกูล ศากยวงค์ สกุลโคตรมะ ประสูติ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ ) ปี จอ ก่อน พุทธศักราช ๘๐ ปี ณ สวนลุมพินีวนั ซึ่งตั้งอยูร่ ะหว่างกรุ งกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ กับ กรุ งเทวทหะ แคว้นโกลิยะ ( ปัจจุบนั คือตาบลรุ มมินเด ประเทศเนปาล )


2

ขอบคุณภาพจากสมุดภาพพุทธประวัติ โดย ครู เหม เวชกร

ทันทีทป ี่ ระสูต ิ ทรงดำเนินดวยพระบำท ้

7 ก้ำว มีดอกบัวผุดรองรับ

ทรงเปลงพระวำจำ ่

วำ่ "เรำเป็ นเลิศทีส ่ ุดในโลก ประการขนานพระนาม และทรงเจริ ญพระชนม์

หลังจากประสูติได้ ๔ วัน พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้ประชุมพระประยูรญาติ และ เชิญพราหมณ์ ผูเ้ รี ยนจบไตรเพท จานวน ๑๐๘ คน เพื่อมาทานายพระลักษณะของพระราช กุมาร พระประยูรญาติได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่า “สิ ทธัตถะ” มีความหมายว่า “ ผูม้ ี ความสาเร็จสมประสงค์ทุกสิ่ งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทา” ส่วนพราหมณ์เหล่านั้นคัดเลือกกันเองเฉพาะผูท้ ี่ทรงวิทยาคุณประเสริ ฐกว่า พราหมณ์ท้งั หมดได้ ๘ คน เพื่อทานายพระราชกุมาร พราหมณ์ ๗ คนแรก ต่างก็ทานายไว้ ๒ ประการ คือ ๑. ถ้าพระราชกุมารเสด็จอยูค่ รองเรื อนก็จกั เป็ นพระเจ้าจักรพรรดิผทู้ รงธรรม ๒. หรื อถ้าเสด็จออกผนวชเป็ นบรรพชิต จักเป็ นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ ไม่มีกิเลสในโลก” ส่วนโกณฑัญญะพราหมณ์ ได้ทานายเพียงอย่างเดียวว่า พระราชกุมารจักเสด็จออก จากพระราชวังผนวชเป็ นบรรพชิต แล้วตรัสรู้เป็ นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เท่านั้น


พระราชมารดาสิ้นพระชนม์

3

ขอบคุณภาพจาก http://www.luongta.com/

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาก็สิ้นพระชนม์ พระเจ้า สุทโธทนะทรงมอบหมายให้พระนางมหาปชาบดีโคตรมี ผูเ้ ป็ นน้า ซึ่งเป็ นพระกนิษฐา ( น้องสาว) ของพระนางสิ ริมหามายา เป็ นผูถ้ วายอภิบาลเลี้ยงดู เหตุที่พระมารดาต้องสิ้นพระชนม์ เพราะว่า ผูท้ ี่จะบรรลุธรรมเป็ นพระอรหันต์ จะต้องไม่มีพี่นอ้ งร่ วมสายโลหิ ต

การศึกษาครั้งแรกของเจ้ าชายสิ ทธัตถะ เมื่อพระสิ ทธัตถะทรงพระเจริ ญพระชนมายุได้ ๘ พรรษา ได้ทรงเข้าศึกษาในสานัก อาจารย์วิศวามิตร ซึ่งมีเกียรติคุณแพร่ ขจรไปไกลไปยังแคว้นต่างๆ เพราะเปิ ดสอน ศิลปวิทยาถึง ๑๘ สาขา เจ้าชายสิ ทธัตถะทรงศึกษาศิลปวิทยาเหล่านี้ได้อย่างว่องไว และ เชี่ยวชาญจนหมดความสามารถของพระอาจารย์

ขอบคุณภาพจาก http://www.kidsdee.org


ปราสาท ๓ ฤดู และการอภิเษกสมรส

4

ด้วยพระราชบิดามีพระราชประสงค์มนั่ คง ที่จะให้เจ้าชายสิ ทธัตถะทรงครองเพศ ฆราวาสเป็ นพระจักพรรดิผยู้ งิ่ ใหญ่ จึงพระราชทานความสุขเกษมสาราญ แวดล้อมด้วยความ บันเทิงนานาประการแก่พระราชโอรส เพื่อผูกพระทัยให้มนั่ คงในทางโลก เมื่อเจ้าชาย สิ ทธัตถะเจริ ญพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะ มีพระราชดาริ วา่ พระราชโอรส สมควรจะได้อภิเษกสมรส จึงโปรดให้สร้างปราสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น ๓ หลัง สาหรับให้ พระราชโอรสได้ประทับอย่างเกษมสาราญตามฤดูกาลทั้ง ๓ ฤดู ดังนี้ ๑. รมยปราสาท ปราสาทฤดูร้อน ๒. สุ รมยปราสาท ปราสาทฤดูฝน ๓. สุ ภปราสาท ปราสาทฤดูหนาว

ขอบคุณภาพจาก bloggang.com

นอกจากนี้พระบิดา คือ พระเจ้าสุทโทธนะ ทรงสู่ขอพระนางพิมพาหรื อยโสธรา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะ และพระนางอมิตา แห่งเทวทหะนครในตระกูลโกลิยวงค์ ให้อภิเษกด้วย


กาเนิดพระราุุล

5

ขอบคุณภาพจากsookjai.com

เจ้าชายสิ ทธัตถะ ได้เสวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุมายุได้ ๒๙ พรรษา พระนางพิมพา พระพระมเหสี ได้ประสูติพระโอรส พระองค์มีพระราชหฤทัยสิ เนหาในพระโอรสเป็ นอย่าง ยิง่ เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงการประสูติของพระโอรสพระองค์ตรัสว่า “ ราหุล ชาโต, พันธน ชาติ , บ่วงเกิดแล้ว , เครื่ องจองจาเกิดแล้ว”

ขอบคุณภาพจาก board.palungjit.com


เทวทูต ๔ และการออกบรรพชา

6

ขอบคุณภาพจาก oknation.net

เจ้าชายสิ ทธัตถะทรงเป็ นผูม้ ีพระบารมีอนั บริ บูรณ์ ถึงแม้พระองค์จะทรงพรั่งพร้อม ด้วยสุขสมบัติมหาศาล ก็มิได้พอพระทัยในชีวิตคฤหัสถ์ พระองค์ยงั ทรงมีพระทัยฝักใฝ่ ใคร่ ครวญ ถึงสัจธรรมที่จะเป็ นเครื่ องนาทางซึ่งความพ้นทุกข์อยูเ่ สมอ พระองค์ได้เคยเสด็จ ประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเทวทูตทั้ง ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต พระองค์จึงสังเวชพระทัยในชีวิต และพอพระทัยในเพศบรรพิต มีพระทัยแน่วแน่ที่จะทรง ออกผนวช เพื่อแสวงหาโมกขธรรม อันเป็ นทางดับทุกข์ถาวรพ้นจากวัฏสงสารไม่กลับมา เวียนว่ายตายเกิดอีก พระองค์จึงตัดสิ นพระทัยเสด็จออกทรงผนวช โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะ พร้อม ด้วยทหารคู่พระทัย คือ นายฉันนะ มุ่งสู่แม่น้ าอโนมานที แคว้นมัลละ รวมระยะทาง ๓๐ โยชน์ (ประมาณ ๔๘๐ กิโลเมตร ) เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ าอโนมานที แล้วทรงอธิษฐานเพศเป็ น บรรพชิต ที่ฝั่งแม่น้ านี้ และทรงมอบหมายให้นายฉันนะ นาเครื่ องอาภรณ์ และม้ากัณฐกะ กลับนครกบิลพัสดุ์

ขอบคุณภาพจาก learntripitaka.com


เข้ าศึกษาในสานักพระอาจารย์

7

ภายหลังที่ทรงผนวชแล้ว พระองค์ได้ประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน แคว้นมัลละ เป็ นเวลา ๗ วัน จากนั้นจึงเสด็จไปยังกรุ งราชคฤห์ แคว้นมคธ และได้ทรงเข้าศึกษา ดังนี้ ๑. สานักอาฬารดาบส กาลามโคตร ๒. อุทกดาบส รามบุตร พระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ ในสานักของอาฬารดาบสกาลามโคตร ทรง ได้สมาบัติคือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และ อากิญจัญญายตนฌาน คือ

ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในสานักอุทกดาบส รามบุตร นั้นทรงได้สมาบัติ ๘ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

สาหรับฌานที่ ๑ คือปฐมฌานนั้น พระองค์ทรงได้ขณะกาลังประทับขัดสมาธิเจริ ญ อานาปานสติกมั มัฏฐานอยูใ่ ต้ตน้ หว้า เนื่องในพระราชพิธีวปั ปมงคล ( แรกนาขวัญ ) เมื่อครั้ง ทรงพระเยาว์ เมื่อสาเร็จการศึกษาจากทั้งสองสานักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้น จากทุกข์ บรรลุพระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุ่งหวัง พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ท้งั สอง เสด็จไป ใกล้บริ เวณแม่น้ าเนรัญชรา ที่ตาบลอุรุเวลาเสนานิคม กรุ งราชคฤห์ แคว้นมคธ


8

ขอบคุณภาพ bloggang.com

บาเพ็ญทุกรกิริยา “ ทุกร” หมายถึง สิ่ งที่ทาได้ยาก “ ทุกรกิริยา” หมายถึงการกระทากิจที่ทาได้ยาก

ได้แก่การบาเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ” เมื่อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระปัญญาอันยิง่ ด้วยพระองค์เองแทน การศึกษาเล่าเรี ยนในสานักอาจารย์ ณ ทิวเขาดงคสิ ริ ใกล้ลุ่มแม่น้ าเนรัญชรานั้น พระองค์ได้ ทรงบาเพ็ญทุกรกิริยา คือการบาเพ็ญอย่างยิง่ ยวดในลักษณะต่าง ๆ เช่น ๑. การกามือ นิ่งอยูเ่ ป็ นเวลานานจนเล็บงอกทะลุมือ ๒. การขบฟันให้แน่น แล้วใช้ลิ้นดุนเพดานปากด้านบน นิ่งอยูเ่ ป็ นเวลานาน ๓. การกลั้นลมหายใจนิ่งอยูเ่ ป็ นเวลานาน ๔. การอดพระกระยาหาร

ขอบคุณภาพจาก dhammaweekly.wordpress.com


9

เทวดาดีดพิณ พระสิ ทธัตถะได้ทรงทรงบาเพ็ญทุกรกิริยาเป็ นเวลาถึง ๖ ปี ก็ยงั มิได้คน้ พบสัจธรรม อันเป็ นทางหลุดพ้นจากทุกข์ ขณะบาเพ็ญทุกรกิริยา อดอาหารจนจะถึงวารสุดท้าย กล่าวคือ จะสวรรคตในวันรุ่ งขึ้น เทวดา ได้ลงมาบอกแนวทางโดยบรรเลงพิณ ๓ วาระ ดังนี้ ๑. สายพิณหย่อนมาก เสี ยงก็ไม่ไพเราะ ๒. สายพิณตึงมาก สายพิณก็ขาดไป ๓. สายพิณพอดี สามารถบรรเลงเป็ นเพลงได้ไพเราะ หากเป็ นบุคคลอื่น ๆ ก็อาจไม่ทราบความหมาย แต่พระสิ ทธัตถะ สามารถเข้าใจ ได้วา่ ต้องดาเนินทางสายกลาง จึงทรงกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบารุ งพระวรกายให้ แข็งแรง เพื่อการคิดค้นวิธีใหม่

ขอบคุณภาพจาก bloggang.com


10

ขอบคุณภาพจาก oocities.org

ขอบคุณภาพจาก moohin.com

ปัญจวัคคีย์ ปัญจวัคคีย ์ คือกลุ่มนักบวช ๕ คน ที่ติดตามคอยรับใช้ พระสิ ทธัตถะในขณะทรง บาเพ็ญเพียร โยหวังว่า เมื่อพระสิ ทธัตถะ บรรลุธรรมเป็ นพระอรหันต์แล้ว พวกตนจะได้ บรรลุธรรมเป็ นพระอรหันต์ดว้ ย มี ๕ คน ดังนี้ ๑. โกณฑัญญะ ๒. วัปปะ ๓. ภัททิยะ ๔. มหานามะ ๕. อัสสชิ เมื่อพระสิ ทธัตถะเลิกล้มการบาเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจัคคียต์ ่างพากันเสี ยใจและชวนกัน ละทิ้งพระสิ ทธัตถะไปอยู่ ณ ป่ าอิสิปตนมฤคทายวัน นครพาราณสี เป็ นผลให้พระสิ ทธัตถะได้ ประทับอยูต่ ามลาพังในที่อนั สงบเงียบ ปราศจากสิ่ งรบกวนทั้งปวง พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติ ดาเนินทางสายกลาง คือการปฏิบตั ิในความพอเหมาะพอควร นัน่ เอง


ตรัสรู้

11

ขอบคุณภาพจาก oknation.net

พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เวลารุ่ งอรุ ณ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ) ปี ระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี นางสุชาดาได้นาข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองคาเพื่อไปบวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร) ด้วยอาการอันสงบ นางคิด ว่าเป็ นเทวดา จึงถวายข้าวมธุปายาส พระองค์ทรงเสวยเสร็จแล้ว ได้นาถาดทองคาไปลอยน้ า และอธิษฐานว่า “ ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ ก็ขอให้ถาดทองคาใบนี้จงลอย ทวนกระแสน้ าไป แต่ถา้ มิได้เป็ นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคาใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ าเถิด” แล้วทรงปล่อยถาดทองคาลงไปในแม่น้ า ถาดทองคาลอยตัดกระแสน้ าไปจนถึงกลางแม่น้ า เนรัญชรา แล้วลอยทวนกระแสน้ าขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ าวน

ขอบคุณภาพจาก download.buddha-thushaveiheard.com


12

ขอบคุณภาพจาก saenmee3655.blogspot.com

ในเวลาเย็นพระองค์เสด็จกลับมายังต้นโพธิ์ที่ประทับ คนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะได้ ถวายหญ้าจานวน ๘ ฟ่ อน พระองค์นาไปปูลาดเป็ นที่ประทับ ณ ใต้ตน้ โพธิ์ แล้วทรง ประทับ หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า “ แม้เลือดในกายของ เราจะเหื อดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุธรรมวิเศษแล้ว จะไม่ยอม หยุดความเพียรเป็ นอันขาด “ เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานเช่นนั้นแล้ว พระองค์กท็ รงสารวมจิตให้ สงบแน่วแน่ มีพระสติต้งั มัน่ มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัยแน่วแน่เป็ นสมาธิบริ สุทธิ์ผุด ผ่อง ปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อนโยน เหมาะแก่การงาน ตั้งมัน่ ไม่หวัน่ ไหว จนเกิดญาณหยัง่ รู้ ดงนี้ ๑. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณเป็ นเหตุระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยในชาติปางก่อนได้) ในตอนหัวค่า ๒. จูตุปาตญาณ (ญาณกาหนดรู้การตาย การเกิดของสัตว์ท้งั หลาย ) ในตอนเที่ยงคืน ๓. อาสวักขยญาณ ( ญาณหยัง่ รู้ในธรรมเป็ นที่สิ้นไปแห่งอาสวกิเลสทั้งหลาย) ใน ตอนใกล้รุ่ง พระสิ ทธัตถะ ได้ทรงตรัสรู้เป็ นพระอนุตรสัมมาสัมโพธิ ญาณ คือรู้แจ้งเห็นจริ ง ได้โดยพระองค์เองแล้ว สาธุ สาธุ สาธุ


13

ขอบคุณภาพจาก aia.or.th

พระพุทธเจ้ าทรงตรัสรู้อะไร พระพุทธเจ้าทรงรู้ชดั ตามความเป็ นจริ งว่า นี่ คือทุกข์ นี่ คือสมุทยั นี่ คือนิโรธ นี่คือ มรรคเรี ยกว่า อริ ยสัจ ๔ คือ ความจริ งอันประเสริ ฐ ของพระอริ ยเจ้า ดังนี้ ๑. ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ๒. สมุทยั คือ สาเหตุที่ทาให้เกิดทุกข์ ๓. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ๔. มรรค คือ แนวปฏิบตั ิที่นาไปสู่หรื อนาไปถึงความดับทุกข์

ขอบคุณภาพจาก thaifilm.com


บัว ๔ เุล่ า

14

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเสวยวิมุติสุข ณ บริ เวณต้นพระศรี มหาโพธิ์เป็ นเวลา ๗ สัปดาห์ แล้วพระองค์ทรงพิจารณาถึงบุคคลที่จะไปแสดงธรรมโปรดบุคคลเหล่านั้น โดย เปรี ยบเทียบบุคคลเหมือนดอกบัว ๔ เหล่า คือ ๑. ดอกบัวที่พน้ น้ าแล้ว พร้อมจะบานเมื่อได้รับแสงสว่าง ๒. ดอกบัวที่อยูก่ ลางน้ า พร้อมที่จะพ้นน้ าและบานในวันต่อ ๆ ไป ๓. ดอกบัวที่อยูใ่ ต้น้ า อาจจะโผล่พน้ น้ า หรื อไม่โผล่กไ็ ด้ ๔. ดอกบัวที่อยูใ่ นโคลนตม จะไม่สามารถโผล่พน้ น้ าได้ แต่จะเป็ นอาหารของเต่า ปลา และสัตว์น้ า

ขอบคุณภาพจาก images.palungjit.com


โปรดปัญจวัคคีย์ ประกาศพุทธศาสนาครั้งแรก

15

พระพุทธองค์ทรงพิจารณาถึงบุคคลแล้ว จึงเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย ์ ณ ป่ าอิสิปตน ในวัน ขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๘ (วันอาสาฬหบูชา) มฤคทายวัน ทรงแสดงปฐมเทศนา ชื่อว่า ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร เมื่อแสดงธรรมแล้ว ท่านอัญญาโกณฑัณญะ ได้ธรรมจักษุ คือบรรลุ ธรรม จึงได้ทูลขอบวช พระพุทธเจ้าจึงทรงบวชให้ เรี ยกการบวชครั้งนี้วา่ “ เอหิ ภิกขุอุปสัมปทา ” พระโกณฑัญญะ จึงเป็ นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา

ขอบคุณภาพจาก thaimisc.pukpik.com

ขอบคุณภาพจาก th-th.facebook.com


16

ขอบคุณภาพจาก dmc.tv

พระรัตนตรัย ครบองค์ ๓ วันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๖ (วันอาสาฬหบูชา) เมื่อพระพุธเจ้าแสดงธรรมครั้งแรกแล้ว ได้เกิดพระรัตนตรัย ครบ องค์ ๓ ดังนี้ ๑. พระพุทธ คือพระพุทธเจ้า ๒. พระธรรม คาสอนของพระพุทธเจ้า คือธรรมจักกัปปวัตนสูตร ๓. พระสงฆ์ คือพระโกญธัญญะ


ทรงปรินิพาน

17

ขอบคุณภาพจาก kammatthana.com

พระพุทธเจ้าทรงบาเพ็ญพุทธกิจอยูจ่ นพระชนมายุ ๘๐ พรรษา พระองค์เสด็จ จาพรรษาสุดท้าย ณ เมืองเวสาลี ในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรงพระชราภาพมากแล้ว ทั้งยังประชวรหนักด้วย พระองค์ได้ทรงพระดาเนินจากเวสาลีสู่เมืองกุสินาราเพื่อเสด็จ ดับขันธปริ นิพพาน ณ เมืองนั้น พระพุทธองค์ได้หนั กลับไปทอดพระเนตรเมืองเวสาลี ซึ่งเคยเป็ นที่ประทับ นับเป็ นการทอดทัศนาเมืองเวสาลีเป็ นครั้งสุดท้าย แล้วเสด็จต่อไปยัง เมืองปาวา เสวยพระกระยาหารเป็ นครั้งสุดท้าย ที่บา้ นนายจุนทะ บุตรนายช่างทอง พระพุทธองค์ทรงพระประชวรหนักอย่างยิง่ ทรงข่มอาพาธประคองพระองค์ เสด็จถึง สาลวโนทยาน (ป่ าสาละ) ของเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ก่อนเสด็จดับขันธปริ นิพพาน พระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภทั ทะปริ พาชก นับเป็ นสาวกองค์สุดท้าย ที่พระพุทธองค์ทรง บวชให้ในท่ามกลางคณะสงฆ์ท้งั ที่เป็ นพระอรหันต์และปุถุชน พระพุทธองค์ทรงเสด็จดับขันธปริ นิพพาน พระพุทธองค์ทรงเสด็จดับขันธปริ นิพพานแล้ว


18

ขอบคุณภาพจาก lms.thanyarat.ac.th

ถวายพระเพลิง ข่าวการเสด็จดับขันธปริ นิพพานของพระพุทธเจ้าได้แพร่ กระจายไปทัว่ เมืองกุสินารา ทา ให้มลั ลกษัตริ ยแ์ ละชาวเมืองก็พากันมานมัสการพระพุทธสรี ระและจัดการพระบรมศพของ พระพุทธองค์ โดยจัดเหมือนพระศพของพระเจ้าจักรพรรดิตามโบราณราชประเพณี ในวันที่ ๗ นับแต่ปริ นิพพาน เหล่ามัลลกษัตริ ยไ์ ด้เชิญพระบรมศพไปประดิษฐาน ณ มกุฏพันธนเจดีย ์ เมืองกุสินารา และได้ถวายพระเพลิงในวันแรม ๘ ค่า เดือน ๘ โดยมีพระ มหากัสสปะเป็ นประธาน เมื่อเสร็จสิ้นการถวายพระเพลิง เมื่อเสร็จการถวายพระเพลิงพระ พุทธสรี ระแล้ว มัลลกษัตริ ยก์ ร็ วบรวมพระบรมสารี ริกธาตุอญั เชิญไปประดิษฐานในสัณฐา คารศาลา (ที่ประชุมรัฐสภา) ภายในพระนคร และทาการฉลองเป็ นเวลา ๗ วัน


อ้างอิง หนังสื อ : พุทธประวัติ, ผูแ้ ต่ง : โอม รัชเวทย์, สานักพิมพ์ : อมริ นร์คอมมิกส์, ปี ที่พิมพ์ : 2552 . หนังสื อ : พุทธประวัติสาหรับยุวชน , ผูแ้ ต่ง : พุทธทาสภิกขุ, จัดพิมพ์โดย : ธรรมทาน มูลนิธิ และ ธรรมสภา, ราคา : 150 บาท (ปกแข็ง)

www.dhamboon.com www.watkhaophrakru.com www.gotoknow.org


เกีย่ วกับ ผู้เรียบเรียง

ข้อมูล ชื่อ ครู วินยั ศิริชนม์ ตาแหน่ง ครู โรงเรี ยนวัดโพธิ์ลังกามิตรภาพที่ ๑๗๑ ตาบลนายายอาม อาเภอนายอาม จังหวัดจันทบุรี ๒๒๑๖๐ E – mail wanpk171@hotmail.co.th

พุทธประวัติ ระดับประถมศึกษา  

ประวัติพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ประสูติ จนถึงปรินิพพาน

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you