Issuu on Google+

ลูบไล้...ไต้หวัน Taiwan 2553-2554

ลักษณ์ เกษมสุข เรื่องและภาพ


มี สั ก กี่ แ ห่ ง ใ น โ ล ก นี้

ที ่ไ ม่ ว่ า จะ ไ ป ม า แ ล้ ว กี่ ค รั้ ง


แ ต่ มั น ก็ ท ำ ใ ห้ คุ ณ ตื่ น เ ต้ น เ ห มื อ น เ ป็ น ค รั้ ง แ ร ก เ ส ม อ


จาก ‘จับมือ’ ถึง ‘ลูบไล้’ ไต้หวัน 30 ธันวาคม 2553 11.30 น. กำหนดเวลาเครื่องบินออก จุดเริ่มต้น การเดินทางลำดับที่สี่เพื่อไปหา “ไต้หวัน” คราวนี้ ไชน่า แอร์ไลน์ กลับมาเป็นยานพาหนะ หลักในการเดินทางอีกครั้ง เวลาบนตั๋วระบุ 3 ชั่วโมงครึ่ง ถึงจุดหมาย การเดินทางคนเดียวสู่ไต้หวันในวันนี้ทำให้อด ย้อนนึกไปถึงครั้งแรกที่มาเยือนไต้หวันไม่ได้ เหตุการณ์ นั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2548 หรือ 5 ปีที่แล้ว ครั้งนั้นฉันต้องเดินเผชิญหน้ากับประเทศที่ยัง แปลกหน้า แบบตัวต่อตัว...


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

ปฐมบท จับมือ...ไต้หวัน ประสบการณ์ครั้งแรกเมื่อ 5 ปีก่อนอยู่ในรูปแบบของการไปทำข่าว เมื่อรัฐบาลของเขาเชิญสื่อมวลชนจากทั่วโลกร่วมฉลองวันชาติ และมีสื่อไทยเป็นตัวแทนคน เดียวให้เปลี่ยวจิตเล่น ก่อนหน้านั้น... “ไต้หวัน” ไม่เคยอยู่ในความคิดของฉัน เฉกเช่นเดียวกับที่ไม่ เคยอยู่ในความคิดของหลายคนในตอนนี้ การเปิดฉากทำความรู้จักกันครั้งแรกตลอด 7 วันเต็ม ให้ความรู้สึกเหมือน กับการ “จับมือ” ทักทายกันอย่างสุภาพและเป็นทางการ เพราะฉันกับเพื่อนนักข่าว (อันที่จริงต้องเรียกว่า ลุงๆ นักข่าวรุ่นใหญ่) ต่างชาติกว่าอีก 20 กว่าชีวิต ถือได้ว่าเป็น แขกคนพิเศษของประเทศ เท่จังวุ้ย...ตอนนั้นคิดแค่นั้น ตลอดทริปจึงได้รับการดูแลแบบ กินหรู อยู่สบาย ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ (แถมทำงานหนักเสียด้วย...ใครว่าไปต่างประเทศแล้วดี!) โปรแกรมที่ต้องจดจำไว้คือ การไปต่อแถวที่ทำเนียบประธานาธิบดี เพื่อจับมือกับ “เฉิน สุย เปี่ยน” ตามประเพณี ที่ผู้นำจะเปิดให้แขกมาเยี่ยม คารวะในวันชาติ แค่จับมือประธานาธิบดี ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับนักข่าวที่ต้องพบปะ เจรจากับนักการเมืองเป็นนิจอยู่แล้ว และก็ไม่เห็นควรจะต้องปลาบปลื้มแต่อย่างใด ทว่า ...เหตุผลที่ควรค่าต่อการจดจำ ก็เพราะ “เฉิน สุย เปี่ยน” คนนี้นี่เองที่ ต่อมาโชคชะตาพลิกข้างสุดขั้ว จากประธานาธิบดีสู่การเป็นนักโทษทางการเมือง คนที่ประวัติศาสตร์บทใหญ่ของไต้หวันต้องจารึกไว้ ในฐานะผู้นำที่มีชาวไต้หวันรัก ที่สุดและชังที่สุด การได้จับมือกับเขา ย้อนคิดกี่ครั้งก็เหมือนกับได้จับความทรงจำ หน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์มาประทับไว้กับตัวเลยทีเดียว อารมณ์คงคล้ายได้จับมือ


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

อดีตผู้นำประเทศหนึ่งซึ่งเป็น ‘คนที่คุณก็รู้ว่าใคร’ ความรู้สึกของคนที่ได้จับมือเขา ผู้นั้นในอดีต มาถึงวันนี้...ถ้าไม่อยากตัดมือไปใส่ตู้โชว์เก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วยความ ภาคภูมิใจ ก็คงจะอยากเอาแอลกอฮอล์สาดแล้วหาน้ำมนต์หลวงพ่อมาแช่ 7 วันล้าง โชคร้ายกันเลย หลังจากเข้าแถวจับมือประธานาธิบดีแล้ว รัฐบาลไต้หวัน จัดโปรแกรมการ เดินทางเที่ยวชมเมืองต่างๆ ให้พร้อมสรรพ รวมถึงการเข้าพบตัวแทนหน่วยงานภาค รัฐสำคัญเพื่อเก็บข้อมูล สัมภาษณ์ เพื่อการปูทางนำสู่การรู้จักประเทศนี้อย่างลึกซึ้ง ทั้งเชิงเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม โปรแกรมส่วนใหญ่จึงเป็นการไปเยือนหน่วยงานรัฐประดามี แต่ละที่ แต่ละ แห่งต้องเจอการทำงานแบบแผนเดียวกันคือ เข้าห้องประชุม ปิดประตู ดับไฟ ดูสไลด์ เปิดไฟ คว้าไมค์ถาม กำปากกาจด ซดกาแฟเกลี้ยง เป็นอย่างนี้ซ้ำไปทุกรอบจนความ เข้าใจไต้หวันกระจ่างขึ้นทีละน้อยๆ ฉากหนึ่งที่น่าสนใจอยู่ที่การไปเยือนกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีเจ้า กระทรวงสมัยนั้นให้เกียรติมาต้อนรับคณะนักข่าวด้วยตัวเอง และกล่าวสุนทรพจน์ ซึ่งเหมือนกับการร่ายยาวความในใจ แน่นอนว่าประเด็นด้านต่างประเทศของไต้หวันที่ทั่วโลกจับตามอง อยู่ที่ เรื่องความสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่ที่ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก เพราะยุคการนำของ เฉิน สุย เปี่ยน ดำเนินนโยบายแบบแข็งกร้าวกับจีน และรัฐบาลจีนเองก็เล่นบทแข็ง ใส่รุ่นน้อง ด้วยการชักชวนไม่ให้ประเทศพันธมิตรมีสัมพันธ์ทางการฑูตกับไต้หวัน การเตรียมฐานทัพตั้งกระบอกปืนหันใส่กัน เป็นสิ่งปรกติยิ่งกว่ายาสามัญประจำบ้าน ซึ่งสองประเทศต่างเตรียมไว้ ระหว่างที่พูดถึงคับแค้นต่อสภาพของการมีตัวตนอยู่หลังเงาจีนในเวทีระดับ โลก ช่วงหนึ่งรัฐมนตรีก็ทำให้คนทั้งห้องอึ้ง เมื่ออยู่ดีๆ เขาก็ปล่อยน้ำตาไหลคลอเบ้า


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

เสียงกระซิบกระซาบในห้องขาดหาย ที่ดังขึ้นมาแทนคือเสียงชัตเตอร์ แชะๆๆๆ ถี่รัว แทนความเงียบกริบเป็นพิเศษของห้องประชุม “ชิ้ง~” ถ้าเป็นการ์ตูนญี่ปุ่น ต้องมีตัวอักษรนประกอบอารมณ์นิ่งอึ้งนักข่าวทุกคน สายตาทุกคู่จับจ้องผู้พูดด้วยอารมณ์ปะปนกัน ส่วนฉันมองภาพอย่างเห็นใจ แม้ในใจ ยังไม่อาจตัดสินแทนว่าใครถูกหรือผิด จีน หรือ ไต้หวัน ไม่ว่าน้ำตาที่เห็นในวันนั้น จะเป็นสิ่งที่จงใจหรือไหลออกมาด้วยความคับ แค้นอย่างเป็นธรรมชาติ คะแนนเห็นใจของนักข่าวต่างชาติวันนั้นทุ่มเทมาที่ไต้หวัน เต็มที่ จะว่าไปแล้วผลที่ออกมาแบบนี้ ก็คงสมความคาดหวังที่ไต้หวันได้เชื้อเชิญพวก เรานักข่าวจากทั่วโลกมาเยือน ความคาดหวังง่ายๆ คือความต้องการแสดงให้โลกเห็นว่า ไต้หวัน ยังมีตัว ตน เลือดเนื้อ น้ำตา และมีสิทธิบริบูรณ์ในการรู้สึกเจ็บปวดกับความรู้สึกกดดันที่โถม เข้าใส่ แม้ไต้หวันจะเป็นชาวจีนโดยสายเลือด แต่ความแปลกแยกจากจีนแผ่นดิน ใหญ่ปรากฎอยู่ในพื้นผิวของการใช้ชีวิตและรูปแบบสังคมมาตั้งแต่แรก เพราะพวก เขาเลือกรับอิทธิพลจากสหรัฐและญี่ปุ่นมากกว่าพี่ร่วมสายเลือด โดยเฉพาะรสนิยม การเมืองการปกครอง บรรยากาศเหล่านั้นได้หล่อหลอมกับความเป็นจีนดั้งเดิม ทำให้ไต้หวันมี เอกลักษณ์เฉพาะตัวมาจนถึงทุกวันนี้ แม้สังคมจะทันสมัยแบบตะวันตก มีระเบียบ ตรงเวลากริบอย่างญี่ปุ่น แต่พลิกเนื้อในของการใช้ชีวิตออกดูยังมีอิทธิพลลัทธิเต๋าอยู่ นั่นคือการให้ธรรมชาติเป็นเครื่องนำทาง มาถึงในยุคที่การเมืองเปลี่ยนขั้ว หม่าอิงจิว ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งชูนโยบายประนีประนอมกับจีน บรรยากาศความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายก็ดีขึ้น


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

เริ่ม มีสายการบินระหว่างประเทศผ่านช่องแคบไต้หวัน นำคนไปมาหาสู่ระหว่างบ้านพี่ เมืองน้อง ความตึงเครียดที่มีในอดีตก็เริ่มผ่อนคลายลง แต่เอกลักษณ์แบบไต้หวันก็ยัง คงอยู่ ยังไม่ได้ถูกคลื่นใดๆ ซัดให้เปลี่ยน หลายคนชอบถามว่า “ติดใจอะไรกับไต้หวัน?” มานึกย้อนดูอาจเป็นเพราะประสบการณ์ครั้งแรกนั่นแหละ ที่เป็นการปูทาง อย่างดีโดยที่ยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ ฉันได้รับรู้เรื่องราวแง่มุมเล็กๆ ผ่านการได้จับมือกัน ครั้งแรก ใครจะไปรู้ว่า แค่สัมผัสเบาๆ ณ ขณะนั้น จะเป็นตัวจุดชนวนความสนใจให้ ขยายใหญ่ขึ้น จนนำมาซึ่งการเดินทางมาเยือนไม่รู้จบในเวลาต่อมา…

การเดินทางครั้งต่อมา ”โอบไหล่...ไต้หวัน” ผลงานเรื่องท่องเที่ยว “โอบไหล่...ไต้หวัน” เป็นการเล่าถึงประสบการณ์ครั้ง ที่สองใน ไต้หวัน ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวปี 2551-2552 ครั้งที่���องนี้ เป็นเจตนารมณ์ ของตัวเองอย่างเต็มเปี่ยมที่จะไปทำความรู้จักกับ ไต้หวัน มากขึ้น เริ่มต้นการเดินทางครั้งที่สอง ฉันไปแบบระแวดระวัง ด้วยไม่รู้ว่าประสบ การณ์กับเพื่อนใหม่อีกครั้งนั้น จะออกมาเป็นอย่างไร ไต้หวันในมุมอื่นๆ จะงดงาม เท่ากับที่เขาตกแต่งไว้ให้ดูในครั้งแรกหรือเปล่า ฉัน...ที่คราวนี้มาเยือนในฐานะคน ธรรมดา ไม่ใช่แขกพิเศษจากไหน จะยังได้รับการต้อนรับดีเหมือนเดิมหรือไม่ จนกระทั่งปิดฉากการตระเวนทั่วประเทศกว่า 9 วันนั้น ความสนิทสนมกับ ไต้หวันเพิ่มพูนมากขึ้นในอาการเดียวกับเมื่อเราเจอเพื่อนคุยถูกคอ เพื่อนที่เราเคย


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

มองกลืนหายไปกับผู้คน แต่เมื่อได้เดินเข้าไปคุย กลับสบายใจที่สุดในบรรดาคนเยอะ แยะทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักหน้า การมาทำความรู้จักครั้งนี้ จึงเหมือนได้เปลี่ยนจากการ “จับมือ” มา “โอบไหล่” เพื่อนใหม่คนหนึ่งอย่างสนิทใจ ส่วนเรื่องราวละเอียดของการโอบไหล่ ครั้งนั้น เนื้อหาใน “โอบไหล่...ไต้หวัน” (แพรวสำนักพิมพ์ท่องโลก) ได้เล่าร่ายให้ฟัง หมดเปลือกแล้ว (เล่นขายของง่ายๆ แบบนี้เลยนะ)

การเดินทางลำดับที่สาม “ตบบ่า...ไต้หวัน” การเดินทางครั้งที่สาม แหวกออกมานอกแผนที่วางไว้ ฉันได้พบกับ ไต้หวัน เร็วกว่าที่คิด เพราะในช่วงท้ายปี 2552 ได้เดินทางกับสายการบินไทยแอร์เอเชียไป ทำข่าวในประเทศนี้เป็นระยะสั้นๆ 5 วัน 4 คืน (น่าเสียดายที่ตอนนี้ ไทยแอร์เอเชีย ปิดเส้นทางกรุงเทพฯ – ไต้หวัน ไปเรียบร้อยแล้ว) ช่วงเวลานั้น คล้อยห่างไม่นานจากเหตุการณ์พายุมรกตกระหน่ำใส่ประเทศ สูญเสียมหาศาลทั้งชีวิตคนนับร้อย และบ้านเรือน ถนนหนทาง เหลือเพียงซาก แต่ยิ่ง ไปกว่านั้นคือขวัญกำลังใจของชาวไต้หวัน ที่ต้องใช้เวลากู้กลับมาอีกพักใหญ่ ไฟล์เสียอาจกู้ได้ แต่ถ้าใจเสีย คงกู้ยากหน่อย เพราะมันมีส่วนประกอบที่ ซับซ้อนกว่าแผงวงจรเยอะ ในช่วงหนึ่งของการเดินทางระหว่างทริปนั้น ฉันจำได้ว่าคณะนักข่าวไปกันที่ ทะเลสาปสุริยันจันทรา เพื่อร่วมงานโปรโมตการแข่งขันจักรยานเสือภูเขา ตอนนั้น พวกเรานักข่าวไทย จะต้องสัมภาษณ์รองผู้ว่าการท่องเที่ยวไต้หวันเรื่องสถานการณ์


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

ท่องเที่ยวพอดี ...คำถามหนึ่งที่ฉันถามไป คือ เรื่องการฟื้นฟูการท่องเที่ยวหลังจากโศกนาฎกรรมครั้งนั้น ท่ามกลางการนั่งพูดคุยริมทะเลสาป ท้องฟ้าครึ้มเมฆฝน ลมพายุพัดกระหน่ำจนร่มยักษ์ปลิวล้ม เสื้อกันฝนพลาสติกของทุกคนสะบัดพรึ่บพรั่บตามแรงลม หนักๆ จนต่างต้องคว้าให้มั่น ธรรมชาติ ณ ขณะนั้น คล้ายต้องการจะจำลองภาพให้เราสัมผัสต่อหน้าถึง ฤทธิ์ของพายุมรกตที่เคลื่อนมาทำลายล้างเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ไต้หวัน เจ็บหนักจากพายุลูกนั้น การเดินทางมาครั้งนั้นของพวกเรา จึงคล้ายการมาแวะมาเยี่ยมปลอบใจ เพื่อนที่กำลังพักฟื้น และนำข้อความไปบอกต่อให้ผู้คนภายนอกรับรู้ว่า พวกเขากำลัง ฟื้นฟูตัวเอง และพร้อมเต็มที่ในการปัดฝุ่นความเจ็บ เพื่อกลับมาต้อนรับทุกคนอีกครั้ง การมาเยือนไต้หวันครั้งที่สาม ฉันจึงรู้สึกเหมือนได้แวะมา “ตบบ่า” เพื่อน คนเดิมแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไรนะ” แสดงความเห็นอกเห็นใจเมื่อถึงคราวทุกข์ ถึงผล ที่ทำให้จะไม่สามารถยื่นมือช่วยเหลือได้วิเศษอะไรนักก็ตาม เพราะที่ยาขนานดีที่รักษาไต้หวันได้ผลที่สุด คือคนในบ้านของเขาเอง กำลังใจของทุกคนพอกพูนขึ้นจากการส่งมอบให้กันเองในยามขาด สิ่งที่โดดเด่น สำหรับคนไต้หวัน และเป็นเสน่ห์แบบเดียวกับคนไทยมีเหมือนกัน คือ ความมีน้ำใจ ในยามทุกข์ยาก และอาจเป็นความเข้าใจในวิถีธรรมชาติของชาวไต้หวันนี่แหละ ที่ทำให้ประเทศค่อยๆ พลิกฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็วได้ การซ่อมถนนเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการซ่อมแซมใจ เห็นได้จากช่วงเวลาแห่ง การฉลองนับถอยหลังจากปี 2552 สู่ปีใหม่ 2553 การจุดพลุที่ตึกไทเป 101 ตามประ เพณีจะมีขึ้นการแสดงพลุสวยงามเป็นชุด พร้อมเปิดตัวข้อความใหม่ที่จะประดับเด่น


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

บนยอดตึกตลอดปีนั้นๆ ปีก่อน (ที่ฉันได้ไปร่วมเคาท์ดาวน์) มีการเลือกใช้รูปหัวใจ ซ้อนทับด้วยคำว่า TAIWAN ดูน่ารักใสๆ หวานๆ แต่พอมาถึงปี 2553 ข้อความที่ปรากฎขึ้นหลังจากการ แสดงพลุให้ชาวไต้หวันยิ้มรับปีใหม่ กลับมีความหมายทรงพลังมาก คือคำว่า TAIWAN UP คำสั้นๆ นั้นเห็นได้สว่างชัดจากยอดตึกสูง บ่งบอกความตั้งใจของคนทั้งประ เทศว่าพวกเขาจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง หลังจากผ่านเหตุการณ์บั่นทอนขวัญกำลังใจในปี ที่ผ่านมา เห็นแล้วก็นึกถึงเหตุการณ์น้ำท่วมหนัก และสารพัดปัญหารวมถึงการบ้าน การเมือง ที่ลุกไปไฟลามทั่วประเทศไทยในปีที่ผ่านๆ มา ฉันอยากให้มีใครมาตบบ่า คนไทยให้มีกำลังแบบนั้นบ้างว่า THAILAND UP เหมือนกับที่ชาวไต้หวันเขาฮึดขึ้นมาได้ในครั้งนั้น...


2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

Taiwan

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

เยือนครั้งที่สี่ “ลูบไล้...ไต้หวัน”

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

แรกเริ่มวางแผนการเดินทางครั้งที่ 4 หลังจากได้จับมือ โอบไหล่ และตบบ่า ไต้หวันมาครบแล้ว คราวนี้ฉันวาดภาพไว้ว่าจะเดินทางคนเดียว เพราะเริ่มติดใจกับ ประสบการณ์ลุยเดี่ยวที่ได้ลองจากทริปญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ จุดมุ่งหมายการมาเยือนไต้หวัน อยู่ที่การมาเคาท์ดาวน์อีกรอบ ด้วยความ คาดหวังเต็มเปี่ยมว่าพลุของไทเป 101 ต้องยิ่งใหญ่แน่นอน เพราะปี 2554 จะเป็นปี แห่งการฉลองครบรอบ 100 ปีไต้หวัน แต่แล้วเช้าวันหนึ่ง อยู่ดีๆ ฉันก็ได้เพื่อนร่วมเดินทางมาอีกหนึ่งสาว (อวบ) (แต่หน้าสวยนะ) (แล้วจะวงเล็บเยอะแยะทำไม) เพราะคุณเพื่อนคนนี้ ดันเกิดความงกไมล์สะสมของการบินไทยที่กำลัง จะหมดอายุ จึงต้องรีบแลกตั๋วเครื่องบินไว้ก่อน เมื่อหันซ้ายแลขวายังไม่เจอใคร ที่วางกำหนดเดินทางเที่ยวไหนไว้ มีแต่ฉันนี่แหละที่เคยเกริ่นว่าจะไปเที่ยวไต้หวัน เธอจึงไม่รอช้า ออกตัวแรงด้วยการบอกว่า “ไปด้วย!” และจัดการจองตั๋วเสร็จก่อน เจ้าของไอเดียเสียอีก แต่เราเลือกไปคนละสายการบิน และเธอจะเดินทางตามมาใน วันที่สอง และฉันได้เที่ยวคนเดียวก่อนในวันแรก เอ้า...สองคนก็สอง ว่าไปทริปนี้ก็เหมาะกับคุณเพื่อนอยู่เหมือนกัน เพราะ ไต้หวัน ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งอาหารอร่อย พอๆ กับที่เธอมีฉายาอันเลิศเลอด้านการ เป็นนักชิม (ที่อิ่มไม่เป็น) ฉันหวังให้สัญชาตญาณในการกินจะนำให้เราได้ไปพบกับ มื้ออร่อยๆ ตลอดรายการ ที่จริงทริปนี้ ใจก็อยากนั่งการบินไทยอุดหนุนคนไทยด้วยกันอยู่หรอก ก็รู้ว่า การบินไทยเขารักคุณเท่าฟ้า แต่เพราะอย่างนั้นกระมัง ราคามันก็เลยขี่สูงมาเหนือ


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

เมฆด้วย เทียบสายการบินอื่นแล้วทิ้งไม่เห็นฝุ่น (แพงกว่าประมาณหนึ่งในสาม) เลย ต้องตัดใจซื้อตั๋วสายการบินอื่นๆ และฝากคำรำพึงไปตามสายลมถึงการบินไทยว่า “ทีหลังไม่ต้องรักเรามากนักก็ได้” ในช่วงสองสามเดือนก่อนเดินทาง ฉันเตรียมจองที่พักไว้แต่เนิ่นๆ เพราะว่า ปีใหม่ค่อนข้างหนาแน่น ที่พักดีๆ จะเต็มแบบรวดเร็ว เตรียมตัวไว้สักนิดน่าจะดีกว่า ที่พักดีๆ ในต่างจังหวัดส่วนใหญ่ใช้ภาษาจีนในเว็���ไซด์ กว่าจะรู้ข้อมูลได้ต้องพึ่งทั้ง คุณเพื่อนผู้รู้ภาษาจีน คุณพี่ผู้โปรภาษาจีน และคุณโปรแกรมสุดเซียนทุกภาษาอย่าง Google Translate ช่วยแปล ช่วยติดต่อให้จนสำเร็จลุล่วง แต่เรื่องการขอวีซ่า คราวนี้ถือว่ามีลุ้นเป็นพิเศษ เพราะฉันตัดสินใจใช้ความ งกนำหน้า ความบ้าตามหลัง ไม่ยอมเสียเงินวีซ่า 1,800 บาท แล้วไปเลือกใช้สิทธิถือ วีซ่าออสเตรเลียที่ยังไม่หมดอายุเข้าประเทศ ตามมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของ ไต้หวัน ที่ประกาศยกเว้นให้คนที่ยังมีวีซ่าของออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เชงเก้น (ยุโรป) แคนาดา อังกฤษ ญี่ปุ่น อเมริกา เข้าประเทศได้ฟรี วิธีการก็ง่ายๆ ตอนที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง แค่ยื่นวีซ่า (ที่แปะอยู่ในพาส ปอร์ตระบุวันชัดเจนว่ายังไม่หมดอายุ) คู่กับจดหมายขอเข้าประเทศที่กรอกง่ายๆ ผ่านเว็บไซด์ https://nas.immigration.gov.tw/nase/ พร้อมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ก็เสร็จเรียบร้อย เพื่อความแน่ใจฉันถือ E-Visa ของออสเตรเลีย ที่เป็นกระดาษเหี่ยวๆ แผ่นเดียวเหมือนจดหมายขนาด A4 (เพราะเขาไม่ติดสติกเกอร์ในเล่มพาสปอร์ตให้ เหมือนเดิมแล้ว) และมุ่งหน้าไปยังตึกเอ็มไพร์ ถนนสาทร ให้สำนักงานเศรฐกิจและ วัฒนธรรมไทเปช่วยตรวจสอบว่าใช้การได้หรือไม่ สำนักงานฯ นี้ทำหน้าที่เหมือนเป็น สถานฑูต เพราะไทยกับไต้หวันไม่มีความสัมพันธ์ทางการฑูตเป็นทางการ เจ้าหน้าที่หญิงหน้าเคาน์เตอร์กระจก ถือจดหมายหายไปด้านหลังอยู่นาน


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

แล้วกลับมาพร้อมคำตอบอันน่าพอใจว่า “ใช้ได้ค่ะ” “จริงรึ?” “จริงซิ” “แน่นะ?” “อ๋อ แน่สิ” “ไม่ยั่วนะ?” “ไม่ยั่วสิ” “คนอวดดี” “ฉันเพื่อนเล่นแกเหรอ?” แน่นอนว่าบทสนทนาจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่ด้วยการถามย้ำซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า อาจทำให้พนักงานติดรำคาญนิดหน่อย ถึงกระนั้นฉันก็ยังไม่แน่ใจกับอีวีซ่า แต่ด้วยแรงงกที่มากกว่าหลายขุม เลยขอยืนยันว่าจะใช้สิทธินั้นต่อไป ปัญหาข้อต่อไปคือ E-Visa ของออสเตรเลียดันไม่มีเลขที่วีซ่าให้มาด้วย แต่ ในเมื่อต้องใช้เพื่อกรอกข้อมูลทำจดหมายทางอินเตอร์เน็ต เลยต้องหาหมายเลขนั้น ด้วยการต่อสายโทรศัพท์หลายทอด กว่าจะได้คุยกับเจ้าหน้าที่วีซ่าออสเตรเลีย และ ได้เลขหมายที่ถูกต้องเอาไปกรอกข้อมูลในเว็บ แล้วพิมพ์จดหมายมาเก็บไว้ตั้งแต่ กลางเดือนพฤศจิกายน เรียกว่าพร้อมสุดๆ ตั้งแต่ไกโห่สำหรับการเดินทางครั้งนี้ แล้ววันเดินทางก็มาถึง... ทุกอย่างราบรื่นด้วยดี จนเครื่องลงจอดที่สนามบินเถาหยวน เทอร์มินัล 1 บ่ายสามโมงกว่า ฉันเดินตรงดิ่งเข้าไปหาด่านตรวจคนเข้าเมือง เตรียมพาสปอร์ต วีซ่า จดหมาย ตั๋วเครื่องบิน แบบฟอร์มผ่านเข้าเมือง พร้อมเต็มมือ และไม่ลืมแวะหยิบแผน


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

ที่ท่องเที่ยวเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดไว้อัพเดทด้วย แต่เมื่อไปถึงด่านตรวจ ปฏิกิริยาแรกจาก เจ้าหน้าที่สาวผมบ็อบสั้น ที่ใช้สายตาเหมือนเอกซเรย์ตรวจเอกสารผ่านแว่นทรงกลม นั้นดูไม่ดีเลย ตม.ไต้หวันรับเอกสารไป ก็งงงวยอยู่นาน และชูกระดาษ A4 แผ่นนั้นถาม ย้ำกับฉันว่า “นี่นะหรือ...คือสิ่งที่เรียกว่าวีซ่า” ฉันย้ำกลับไปซื่อๆ ว่า “แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง แรงตรงนี้พี่สาว ออสเตรเลียเขาใช้เป็นอีวีซ่ากันหมด โปรดเข้าใจ” เธอหน้าเครียด ถึงกับเรียกพนักงานชายรุ่นใหญ่อีกสองสามคนที่นั่งในคอก ด้านหลังมาสุมหัวปรึกษา คงแปลได้ทำนองว่า "ฉันไม่แน่ใจเลย คุณบอสเคยเห็นวีซ่ากระดาษแบบนี้มั้ยคะ" โชคดีที่คุณพี่ ตม.ชายแกประสบการณ์โชกโชน บอกด้วยเสียงดังฟังชัด พยักหน้าโบกมือว่า "โอ๊ย เดี๋ยวนี้เค้าพัฒนาแล้ว นี่แหละอีวีซ่า ปล่อยเลย คนหน้าตาดีขนาดนี้ คุณไม่ให้ผ่านได้ไง" (ไอ้ประโยคหลังนี่เติมเอง เพื่อความพึงพอใจของผู้เขียน) แต่หลังจากผ่านการตรวจสอบวีซ่าด่านแรกไปได้แล้ว พ่อหนุ่มสองคนกลับ ไปนั่งประจำที่ แต่สาวแว่นยังไม่ยอมปล่อยให้ผ่านง่ายๆ ผ่านด่านวีซ่าไปแล้ว ต่อไปก็ ถึงคิวพลิกดูจดหมายขออนุญาตที่พิมพ์มาจากเว็บ เธอคิ้วขมวดอีกรอบ ก่อนเงยหน้า มาบอกข่าวร้ายเหมือนฟ้าผ่าว่า "มันหมดอายุแล้วนะคะ" นิ้วจิ้มไปที่วันหมดอายุ ระบุว่าจดหมายนั้นบูดไปตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม แล้ว!!!


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

ชัดๆ

ภาพโคลสอัพ 3 สเต็ปเหมือนหนังผีชอบใช้ ตบเข้าไปให้เห็นวันที่หมดอายุ

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

“ผ่าง ผ่าง ผ่าง” หลังความช็อค ฉันรู้สึกโล่งโหวงเหวงเหมือนมีลมอ่อนๆ “ฟิ้ว~” ขณะยืน บนหน้าผาตั้งเด่อย่างโดดเดี่ยว เห็นตัวเลขวันที่ชัดๆ ด้วยตัวเองแล้วถึงกับอึ้ง โอ้โห... อยากจะควัก มีดออกมาฮาราคีรีกระซวกๆๆ ท้องตัวเองให้ดิ้นตายอยู่ตรงนั้นเลยจริงๆ ที่พลาดครั้งนี้ มาจากความประมาทส่วนตัวล้วนๆ หลังจากไปกรอกข้อมูล แล้วเก็บไว้ ลืมดูว่าจดหมายนั้นมีอายุแค่เดือนเดียว แต่เราดันไปลงทะเบียนไว้ตั้งแต่ กลางเดือนพฤศจิกายน ตามประสาคนขี้เห่อ (เอ้า...ใครจะไปรู้) มันก็เลยหมดอายุไป แล้วตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม เจ้าหน้าที่ ตม.บอกว่า ให้เดินย้อนกลับไปหาเจ้าหน้าที่ ไชน่าแอร์ไลน์ให้เขาช่วยแก้ไขปัญหาให้นะ ทีนี้ก็เลยต้องเดินหน้าตั้ง ไปตั้งไกล กลับไปที่เคาน์เตอร์ไชน่าแอร์ไลน์ แถม ถึงแล้วยังเจอป้ายเคาน์เตอร์บอกว่าปิดทำการอีกต่างหาก แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เขาเห็น หน้าตาตื่นๆ ของคนที่เดินมาเกาะขอบเคาน์เตอร์ ทั้งเจ้าหน้าที่สาวและอาแปะแก่ๆ ที่ เป็นผู้จัดการก็อุตสาห์รับฟังปัญหาแบบใจเย็น "ตม.บอกว่าใบอนุญาตหมดอายุ เข้าประเทศไม่ได้ค่ะ" ฉันบอก อาแปะชาย (ท่าทางเป็นคนอารมณ์ดี) สวนกลับทันควันเสียงดังว่า "โอเค...งั้นจะจองไฟลท์กลับกรุงเทพฯ ให้เลย" ฟังคำตอบแล้วอยากจะร้องเหมือนพี่ติ๊ก ชิโร่ ว่า “อาฮ้าาาา” เฮ้ย...แบบว่าเพิ่งมาถึงนะ ช้าก่อนมั้ยแปะ เรามาคุยกันก่อน เอาอย่างนี้ คุณแปะสามารถสมัครให้ใหม่ได้มั้ย ง่ายกว่าต้มน้ำเก๊กฮวยอีก ฉันรีบอธิบายแทบไม่ทัน เพราะจริงๆ ขั้นตอนง่ายมาก แค่ไปกรอกข้อมูล


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

แล้วพิมพ์ใบออกมา คุณผู้จัดการ็เลยรับเอกสารทั้งหมดไปดู แล้วก็อีกครั้งที่เจอคนงงงันกับ "อีวีซ่า" ที่ไม่มีหมายเลขวีซ่าระบุอีกต่างหาก แต่เมื่ออธิบาย ชี้ให้ดูวันที่ยังไม่หมด อายุให้ดูแกก็พอเข้าใจ และสั่งให้ลูกน้องผู้หญิงอีกคนไปเช็คหมายเลขวีซ่าว่ามีอยู่ จริงหรือไม่ เราแอบอ้างหรือเปล่า เพราะสภาพกระดาษที่ออสเตรเลียออกให้นั้น ต้อง ยอมรับว่ามันเหมือนจดหมายธรรมดาๆ ใครคิดเจ้าเล่ห์ปลอมแปลงมาอ้างก็ง่ายมาก อาแปะทำหน้าที่หัวหน้าที่ดี นั่นคือ สั่งให้ลูกน้องผู้หญิงรับเรื่องเอกสาร มาดำเนินการต่อ แล้วบอกให้ฉันไปนั่งรอในเลาจน์เย็นๆ ฉันก็กลัวว่าจะมีพิรุธเหมือน พวกลักลอบเข้าประเทศ ทำตัวกระโตกกระตากไปจะไม่งาม เลยวางมาดใจเย็น ควักหนังสือมาอ่านรอแบบไม่แยแส เก๊กคูลสุดฤทธิ์ แต่ก็อ่านวนอยู่บรรทัดเดิมแหละ เพราะความเครียดเกาะขมับ ในใจเริ่มหวาดเสียว เกิดฟุ้งซ่านไปไกลว่า ถ้าเกิดโดนส่งกลับประเทศ จริงๆ ถึงกรุงเทพฯ แล้วจะทำอะไรดี ไปเก็บตัวที่เซฟเฮาส์สัก 4-5 วันดีกว่า เพื่อนจะได้ ไม่ล้อ เอ้อ...แต่เราไม่มีเซฟเฮาส์นี่หว่า เอ...หรือจะนั่งรถต่อไปแถบปากช่อง หาวิว ภูเขาหน้าตาเหมือนๆ ถ่ายลงเฟซบุ้คหลอกเพื่อนว่ามาถึงแล้ว ดีหรือเปล่า? รออยู่เนิ่นนานด้วยความลุ้นระทึก เจ้าหน้าที่หญิงของสายการบินก็เดิน มาหา คนที่เปรียบเหมือนนางฟ้าเอาจดหมายฉบับใหม่มายื่นให้ บอกว่าทุกอย่าง เรียบร้อย วินาทีนั้นรู้สึกตื้นตันมากจนอยากจะกระโดดเข้าเอวเธอเลยทีเดียว ฉันถามไถ่ชื่อผู้มีพระคุณ เธอตอบว่าชื่อ คุณเย่ (Yeh) ฉันรีบขอบคุณชุด ใหญ่ จัดประเคนทั้งภาษาไทย จีน อังกฤษ ก่อนจะเดินจากมา "แฮปปี้นิวเยียร์ เที่ยวให้สนุกนะคะ" คุณเย่พูดอวยพร ฉันถือประโยคนั้นเป็นคำมั่นทันที “ได้เลยพี่สาว...แล้วจะ เที่ยวให้สนุกสุดๆ ไปเล้ย”


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

แต่เรื่องยังไม่จบ พอต้องมาเข้าแถวผ่านตม.อีกรอบ เจอแจ็คพ็อตหล่นทับ อีก เจ้าหน้าที่คนเดิมดันออกเวรต่อหน้าต่อตาพอดีตอนกำลังจะเดินไปทำเรื่อง ฉัน ชักหวั่นอีกรอบว่า "นี่จะต้องมาจัดชุดใหญ่ อธิบายใหม่อีกครั้งกับคนที่มาเข้าเวรใหม่ หรือเปล่า!?" ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่สาวคนใหม่รู้เรื่องดีมาก สงสัยเพื่อนจะเล่าให้ฟังแล้ว ปล่อยให้ผ่านโดยใช้เวลาไมนานนัก วินาทีที่ตราประทับกระแทก "ปึ้ง" บนหน้า พาสปอร์ตนั้น โอ้...เหมือนเสียงเคาะปลดปล่อยวิญญาณเร่ร่อนให้ไปผุดไปเกิดจริงๆ รับเอกสารคืนมาหมด เดินพ้นโซน ตม. มาแล้ว ฉันอยากจะงอเข่าสไลด์หนึ่ง ข้าง งัดกำปั้นชูขึ้นฟ้า ตะโกนว่า "โอ้ววววววววว เย..." แต่ก็กลัวคนหาว่าบ้า เลยรีบเดินจ้ำออกมาแทน และเกือบจะวิ่งด้วยซ้ำ เพราะคิดบ้าๆ บอๆ กลัว ตม. จะเปลี่ยนใจมาลากคอกลับไปอีก มาถึงสายพานรับกระเป๋า พบว่าสัมภาระและขาตั้งถูกไล่มาตั้งโดดเดี่ยว นอกสายพาน เพราะชาวบ้านเค้าไปกันหมดแล้ว เที่ยวบินใหม่ก็มาไล่ที่แทนแล้ว ด้วยความที่เบื่อสนามบินจัดๆ (จริงๆ แล้วกลัวไม่ได้เข้าประเทศมากกว่า) เลยรีบวิ่งไปที่จุดจอดรถบัสเข้าไทเป ลืมสิ้นเชิงเรื่องว่าจะซื้อซิมโทรศัพท์ เพราะมัว แต่รีบไปที่เคาน์เตอร์บริษัทรถ Kuo Kuang ควักเงิน 125 เหรียญ (เทียบเท่ากับ 125 บาทได้เลย เพราะค่าเงินเทียบกับไทยเกือบเท่ากับ 1:1) บอกจุดหมายว่า Taipei Station อย่างชัดเจน โกยเงินทอน คว้าตั๋วแล้วก็จ้ำไปขึ้นรถทันที ถนนเข้าเมือง เจอรถติดตลอดเส้นตามคาดหมาย เพราะเริ่มเข้าสู่เทศกาลที่ คนไต้หวันกลับบ้านเกิด และนักท่องเที่ยวแห่มาในเทศกาลปีใหม่ แต่ช่วงเวลาพักผ่อน ยาวนานบนรถ ก็ดีที่ทำให้สติคลายความตื่นตัวลง ชั่วโมงกว่าๆ ผ่านไป รถจึงมาจอดข้าง Taipei Main Station ได้เวลาตาม


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

หาที่พัก City Inn III ที่จองล่วงหน้าไว้ ตอนแรกที่คุยกับพนักงาน (โรงแรมนี้สุดยอด มาก โทรทางไกลมาคอนเฟิร์มกับเราตั้งแต่อยู่ไทย) น้องเจ้าหน้าที่บอกว่าให้นั่งแท็ก ซี่มา แต่ระดับเราแล้ว ทำมาหากินไว้เลี้ยงแท็กซี่ในไทยเท่านั้น แท็กซีต่างชาติอย่าได้ หวังเงินแม้แต่น้อย ฉันลองใช้วิชาถามทางชาวบ้านแล้วเดินตามนิ้วชี้ของคนอื่น และโชคดีที่ พบว่าโรงแรมไม่ไกลเลย เดินได้จริงๆ ด้วย หนอย...เจ้าน้องคิดจะให้เราเสียค่าแท็กซี รึ ขาแข้งพี่นะยังตึงเปรี๊ยะนะน้อง ยังไม่เป็นโรคเกาท์กินด้วย มาถึงโรงแรม เจ้าหน้าที่เรียกเก็บจ่ายค่าที่พักที่เหลือเลยทันที (มัดจำมา แล้วส่วนหนึ่ง) แล้วก็ส่งกุญแจให้ไปหาห้องบนชั้น 8 พบกับประตูหน้าห้องเป็นรูป การ์ตูน แต่ละห้องก็มีตัวการ์ตูนไม่เหมือนกัน ทำน่ารักดี โรงแรม City Inn III ออกแบบอย่างกะทัดรัด เหมาะสำหรับการพักคนเดียว จัดวางการใช้งานอย่างคุ้มค่า ทุกอย่างใหม่และสะอาดสะอ้าน สมกับราคาที่จ่ายไป มิน่าละ ถึงเป็นโรงแรมที่จองยากมาก และมักจะเต็มก่อนตลอด ฉันเคยเล็งโรงแรมนี้ ไว้ตั้งแต่ยังมีแค่สาขาเดียว จนวันนี้ขยายเป็น 4 ที่เรียบร้อย เก็บของเสร็จ เปิดจอคอมพิวเตอร์ลองเช็คดูความแข็งแรงของสัญญาณ อินเตอร์เน็ต เสร็จแล้วก็รีบไปทำภารกิจสำคัญกว่า คือออกไปตระเวนเมืองไทเป ในยามค่ำทันที โปรแกรมแรกแวะที่ “วัดหลงซัน” ที่ไม่ว่ามากี่ครั้งก็ต้องมาสักการะ ก่อน แต่คราวนี้ได้ไหว้พระแบบจริงจัง แทนที่จะพนมมือไหว้ธรรมดาเหมือนทุกครั้ง ก็ ไปหยิบธูปที่เขาแจกฟรีมาไหว้ให้เหมือนชาวบ้านเขาด้วย แต่เขาไหว้กันกี่ดอกล่ะ? จะลอกการบ้านคนข้างๆ ก็นับไม่ทัน ฟังภาษาจีนไม่ออก แต่โชคดีหูกระดิก ตอนได้ยินคนญี่ปุ่นพูดว่า “นานะโกะ” อ้อ...เจ็ดอัน แต่เอ...กลุ่มป้าญี่ปุ่นนั่นก็ดูเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกันนะ


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

จะเชื่อได้หรือเปล่า ระหว่างที่ลังเลนับก้านธูป คุณป้าที่คอยเฝ้ากระถางใส่ธูปอยู่คง เห็นเรายืนเก้ๆ กังๆ อยู่นาน เลยนับธูปยื่นให้ คราวนี้เลยมั่นใจได้ว่าถูกต้อง แต่พอเอาธูปไปจุดเสร็จแล้วก็ยังงงๆ ต้องคอยแอบดูคนอื่นไปแล้วพบว่า การปักธูปที่นี่ใช้ครั้งละ 1 ดอกเท่านั้น ไหว้จากพระประธานด้านหน้า ไล่เรียงไป ไหว้ที่ศาลด้านหลัง หมดครบทุกกระถางก็พอดีกับธูปหมดพอดี ประสบความสำเร็จ! การมาเที่ยวคนเดียว ไปไหนคนก็มักจะให้ความสนใจ อย่างตอนที่ไปสั่ง อาหารในตลาดกลางคืน ใกล้ๆกับวัดหลงซัน ฉันใช้วิชาหน้าด้านเมื่อเดินผ่านร้านขา ยราดหน้าซีฟู้ด อดใจไม่ไหวต้องจัดซักชาม เลยไปยืนเล็งและยื่นมือไปชี้ชามคนที่กิน อยู่ บอกด้วยเสียงดังฟังชัดด้วยระบบสองภาษาดิจิตอลไนน์แคมว่า “I’ll take this one เอาอันนี้อ่ะ” อาตี๋วัยกลางคนใส่เสื้อกั๊กดำเหมือนชุดยูนิฟอร์ม พ่นกลับมาเป็นภาษาจีน ถามย้ำ ฉันตอบกลับเป็นอีกครั้งว่า คราวนี้พูดภาษาไทยไปเลย “ใช่ๆ อันนี้แหละ” พอรู้ว่าเป็นชาวต่างชาติ อาตี๋หนุ่ม อาตี๋ใหญ่ในร้าน จะคอยลอบมองเป็น ระยะว่า “มันจะกินของตูได้มั้ย” พวกเขาคงจะพึงพอใจมาก เมื่อเห็นคนแปลกหน้า ซดเรียบ ไม่เหลือแม้แต่เส้นฝอยติดชาม ถึงเวลาเรียกเก็บเงิน ตี๋เฝ้าในร้านแถมเพื่อนที่เป็นอาเฮียรุ่นใหญ่ เสียงดัง ที่โผล่มาจากไหนอีกคนไม่รู้ มารุมถามโน่นนี่กันใหญ่ มาจากไหน มาเที่ยวหรือ พอบอกว่าเป็นคนไทย แกก็ยิ้มใหญ่บอก อ้อๆ รู้จัก นี่แหละเวลาไปไหน แล้วบอกว่า มาจากประเทศไทย คนมักจะฮือฮาแล้วทำตาโตตื่นเต้นใส่เสมอ เพราะชื่อเสี่ยงด้าน การท่องเที่ยวของเราที่ทำให้ทั่วโลกรู้จักดี คงเป็นเพราะเห็นฉันควักกล้องมาถ่ายรูปอาหารเก็บไว้ด้วย อาตี๋ในร้านถาม ว่า “เขียนหนังสือเหรอ?” (แกทำท่าเขียนหนังสือประกอบ...แน่ะ! รู้อีก) แถมด้วยการ


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

ถามตอบอีกนิดหน่อย รวมๆ แล้วเรื่องที่คุยกันไม่มีอะไรมาก แต่ที่นานก็เพราะมัว แต่บรรเลงภาษามือกันจนเลอะเทอะไปหมด กว่าจะรู้เรื่องแต่ละประโยค เหนื่อย... แต่ก็สนุก แถมอร่อยและประหยัดด้วย เพราะราดหน้าปลาหมึกนั้น ชิ้นเนื้อ อวบอ้วน หนวดปลาหมึกเป็นหลอดตันๆ บะหมี่ก็เต็มที่ คุ้มสุดคุ้มกับราคา 50 เหรียญ ประเดิมมื้อแรกที่ไต้หวัน กินอิ่มแล้วยังไม่พอ ต้องแวะไปที่ตลาดซื่อหลินอีกสักด้วย เพื่อดูสีสัน กลางคืนให้เต็มที่ กลับที่พักวันนี้ จะได้เหน็ดเหนื่อยพอให้หลับสบาย เก็บเรี่ยวแรงไว้ ผจญภัยกับการเคาท์ดาวน์วันพรุ่งนี้ต่อไป แต่ระหว่างเดินๆ อยู่คืนนี้ฉันรู้สึกว่ามีคน มองหน้ามากเป็นพิเศษ เอ๊ะหรือเราจะหน้าตาดี ทำไมเกิดมาตั้งนานไม่ยักรู้ พยา���าม ลูบคลำหน้าดูก็ไม่มีอะไรติด เช็ครูจมูกก็ยังแห้งดี ไม่มีน้ำมูกไหลย้อย มารู้ความจริงก็ตอนกลับห้องนี่แหละ เดินผ่านกระจกแล้วยังตกใจ ที่ปากมี เลือดแข็งตัวประทับอยู่สองจุด งามสง่าน่าดูชมจริงๆ คงเกิดจากปากแตกแห้งเพราะ อากาศหนาว และคงเผลอไปแกะเกาจนได้แผล แถมยังเดินโชว์โฉมเป็นแดร็กคิวล่า ไปทั่วเมือง กรรมของเวร! ด้วยเหตุของความหนาวนี่ด้วย ทำให้ต้องไปช้อปปิ้งซื้อเสื้อกันหนาวจาก ตลาดซื่อหลินมาเพิ่ม เหตุเพราะประมาทไม่คิดว่าอุณหภูมิในเมืองจะเยือกเย็นกว่าปี ก่อน กลับมาห้องเลยต้องเทกระเป๋าออกมาจัดใหม่ ตอนรื้อกระเป๋า แผนที่ไต้หวันอันใหม่ตกลงมาหนอนแหมะทันที มันยังอยู่ ในสภาพพับเรียบกริบเหมือนเดิม บ่งบอกว่ายังไม่ผ่านการใช้งานใดๆ จริงสิ วันนี้ฉันไม่ได้ใช้แผนที่เลย เพราะเดินทางด้วยการใช้ความจำดั้งเดิม ทั้งนั้น ทั้งวัด ตลาด เส้นทางรถไฟฟ้า ทางเดิน ล้วนเป็นเส้นทางที่คุ้นเคย มาคิดๆ ดูแล้ว เมื่อไม่มีความกังวลเรื่องสถานที่ ทำให้การเดินทอดน่องชม เมืองปลอดโปร่งมากขึ้น ไปไหนก็ไม่ต้องกลัวหลง มีเวลาใส่ใจกับสิ่งที่เห็น สิ่งที่ผ่าน


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

เข้ามารอบตัว เหมือนได้เอาตัวเข้าไปใกล้ชิดมากขึ้น ได้สัมผัสถึงเนื้อถึงหนัง ลูบไล้กัน ให้รู้ถึงไส้พุงกันเลยทีเดียว “ลูบไล้” อารมณ์ที่ชัดมากกว่าใช้ตาดูและหูฟัง สัมผัสเนื้อแท้ของการเดิน ทางครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ฉันว่าต้องงานนี้ต้อง ...ลูบไล้...เท่านั้นถึงจะรู้แจ้ง

สถานที่ : ไทเป ที่พัก : City Inn III ถนน Chang-An (http://www.cityinn.com.tw/) การเดินทาง : จากสถานี Taipei Main Station เลือกเดินตามป้าย Civic Boulevard หรือ Taipei Bus Station แล้วมาขึ้นทางออก Y7 โผล่ขึ้นมา บนถนนให้เดินวกไปหาสี่แยกไฟแดง ถึงสี่แยกให้เลี้ยวซ้ายตรงไปเรื่อยๆ พบกับ แม็คโดนัลด์ และเคเอฟซี ที่อยู่หัวมุม โรงแรมอยู่เยื้องกับ เคเอฟซี สังเกตป้ายสีส้มสดใสและป้ายโรงแรมชัดเจน ราคา : 1690 เหรียญไต้หวัน (หรือ NT Dollar) เทียบค่าเงินบาท 1:1 ได้เลย เพราะใกล้ เคียงกันมาก อาหาร : ราดหน้าปลาหมึก ตลาดหัวซี บนถนนเส้นเดียวกับวัดหลังซัน (Longshan) ร้าน ตั้งอยู่หัวมุมตรงซุ้มประตูทรงจีน ราคา 50 เหรียญไต้หวัน


2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

Taiwan

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

31 ธันวาคม 2553

ไปที่ชอบๆ

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

“ไปที่ชอบๆ เถอะนะ” ใครมาอวยพรคุณแบบนี้ คุณคงคันตะหงิด อยากกระโดดขาคู่ถีบยอดหน้า แต่ประโยคสั้นๆ นี้ฉันว่านึกถึงกี่ครั้งมันก็น่ารักดีแท้ ถ้าใครมาบอกซ้ำๆ ว่าให้ “ไปที่ชอบๆ” ก็ถ้าเป็นที่ ‘ไม่ชอบ’ จะไปทำไม? ยิ่งถ้ามี ‘ที่ชอบ’ อยู่ในใจแล้ว ใครมาอวยพร ซ้ำก็ควรจะเขย่ามือขอบคุณเขาอีกต่างหาก ฉันรอเวลาได้ไปที่ชอบๆ มาตลอด แล้ววันนี้ก็ได้กลับมายืนในที่นั้นสมใจนึก ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงดึกคืนนี้จะได้ไป ‘ที่ชอบมากๆ’ อีกที่หนึ่งอีกต่างหาก ที่นั่นคือ ภูเขาเซี่ยงซัน หรือ ภูเขาช้าง ที่เคยขึ้นไปมาแล้วครั้งหนึ่งในวันที่ 31 ธันวาคม 2551 เพื่อชมวิวของเมืองไทเปในมุมกว้าง และมีตัวเอกคือตึกไทเป 101 ตั้งเด่นกลางแสงสีระยับของไทเป ตัดภาพฉับกลับมาเช้าวันที่สอง ถึงเวลาต้องย้ายที่พัก พร้อมๆ กับต้อนรับ เพื่อนสาวที่จะเดินทางมาสมทบในช่วงเที่ยงวันนี้แล้ว ฉันใช้เวลาครึ่งเช้าพักผ่อนอย่างเต็มที่ ใช้ห้องพักอย่างคุ้มค่า ไม่ออกไปเที่ยว เตร่หักโหม เพราะต้องออมขุมกำลังสิบหกแรงม้าไว้ใช้ในค่ำคืนส่งท้ายปีนี้ เนื่องจาก แผนที่วางไว้มีแต่สาหัสๆ ทั้งการเดินเที่ยวชมงานพืชสวนโลก หรือ 2010 Taipei International Flora Exposition (ไทเปเป็นเจ้าภาพตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 – 25 เมษายน 2554) ครอบคลุมถึงโซน 4 ใหญ่ของพื้นที่กลางเมือง ไหนจะต้องไปเดินตลาดกลางคืนซื่อหลินอีกรอบ เพื่อหาของกินอร่อย และ


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

ไต่ขึ้นภูเขาเซี่ยงซันเพื่อชมการจุดพลุนับถอยหลังอีก สำหรับคืนส่งท้ายปีเราเลือกที่พักแบบโฮสเทลเตียงรวมผู้หญิง 4 คน อยู่ชั้น 15 บนตึก K-Mall ตรงข้ามสถานีรถไฟกลาง Taipei Main Station ชื่อ Ezstay Taipei ค่าที่พัก 700 บาทต่อคน แถมทำเลสะดวก และมีวิวอย่างหรูอีก เพราะเห็นวิว ไทเป เกือบครึ่งเมืองซ้อนด้วยทิวเขาด้านหลัง ไม่จองไม่ได้แล้ว แต่.....เรื่องไม่ง่ายขนาดนั้น ปรกติแล้ว การจองโฮสเทลหรือโรงแรมต่างๆ เทคนิคสำคัญอย่างหนึ่งที่จะ ทำให้ได้ราคาถูกลง ก็คือ การลองอีเมลติดต่อตรงกับโรงแรม ก่อนที่จะลองติดต่อผ่าน เว็บไซด์ต่างๆ อย่างเช่นที่ City Inn ในคืนแรกก็เหมือน ฉันจองตรงกับเว็บไซด์ได้ราคา ต่ำกว่าที่เช็คผ่านเว็บออนไลน์ต่างๆ สำหรับการจองที่ Ezstay Taipei ก็เหมือนกัน ลองวิธีไปหาอีเมลแล้ว ติดต่อไปดู แต่ปรากฎว่าเจ้าของชื่อคุณเคนโซ่ ตอบกลับเชิง ชักชวนมาว่า สนใจจะอยู่ ไทเปมากกว่าหนึ่งคืนหรือไม่ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ (ที่เป็นชาวญี่ปุ่นเหมือนคุณ เคนโซ่) มักจะมาเหมาห้องเตียงรวม แล้วก็อยู่เที่ยวไทเปกันนาน ๆ เขาคงกลัวว่าถ้าให้ เตียงกับเรากลางเทศกาลวันหยุดจะเสียลูกค้ากลุ่มใหญ่ก็ได้มั้ง แต่เมื่อเลือกแล้วก็ไม่อยากเปลี่ยนใจ ฉันเลยให้เพื่อนจัดการรวบหัวรวบหาง เอาที่พักของคุณเคนโซ่ให้มาอยู่ในมือเรา ด้วยการจองและมัดจำผ่านเว็บไซด์ www. hostelworld.com เสียเลย ในช่วงเกือบเที่ยง ฉันเช็คเอาท์แล้วแบกกระเป๋าเดินจากที่พักสุดประเสริฐ ในคืนแรก เดินผ่านด้านข้างสถานี Taipei Main Station ฝั่งตะวันตกทะลุไปหาถนน Zhongxiao ด้านหน้าสถานีฝั่งทิศเหนือ ปักหมุดจุดหมายที่ตึก K-Mall เห็นชัดๆ แค่ข้ามถนนในทางใต้ดินไป โผล่ขึ้นมาก็เจอทันที เปิดประตูเข้าไปในโฮสเทลขนาดกะทัดรัดบนชั้น 15 พบแต่ความเงียบ


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

สนิท เคนโซ่ ไม่ได้อยู่ที่โต๊ะทำงาน ในห้องนั่งเล่นเล็กๆ ก็ไม่มีใครอยู่ รองเท้าของแขก เหลืออยู่ไม่กี่คู่ ฉันโยนของวางไว้สักพัก เหลียวมองแบบงงๆ ก็มีผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่งเดิน ออกมาจากห้องนอน ท่าทางจะเป็นแขกของที่นี่ เธอพูดภาษาอังกฤษดีมาก ฉันรีบ ฉวยจังหวะดักถามหา เคนโซ่ เสียเลย สาวญี่ปุ่นใจดี ไปที่โต๊ะทำงานเจ้าของโฮสเทล แล้วหยิบโทรศัพท์มือ ถือของโฮสเทลที่ติดป้ายว่า “ถ้ามีธุระอะไร สามารถใช้โทรศัพท์นี้โทรหาผมได้” เธอโทรไปส่งภาษาญี่ปุ่นเรียก เคนโซ่ มาจัดการเช็คอินให้ฉัน “มูชิๆ เคนโซ่ซัง โน่นนี่นั่น นั่นนี่โน่น ภาษาญี่ปุ่นขั้นสูง แปลไม่ออกๆ ฯลฯ” ส่งภาษากันเสร็จ เธอก็หันมาบอกว่า ให้รออยู่ตรงนี้สักครู่ เดี๋ยวเคนโซ่ กำลังจะขึ้นมา ฉันขอบคุณแล้วก็คิดว่า ท่าทางที่นี่จะเป็นอาณาจักรชาวญี่ปุ่นอย่างที่ โฆษณาไว้จริงๆ รอไม่นาน ชายวัยรุ่นสูงโย่ง ผมสั้นดัดหยิก แถมดัดฟัน หน้าตาถูกระเบียบก็ ปรากฎตัวขึ้น ฉันดีดตัวขึ้นทันที แล้วรีบบอกเป็นชุดว่า เป็นคนที่จองไว้มาเช็คอิน มาเร็วกว่ากำหนดนิดหน่อย จะขอฝากกระเป๋าไว้ก่อนนะ เจ้าหนุ่มยิ้มให้ เห็นฟันเหล็กดัด ไม่พูดอะไร แต่ชูกุญแจมาตรงหน้า ฉันเข้า ใจว่าเขาคงจะให้กุญแจห้องเลยเตรียมยื่นมือรับ แต่ตอนนี้เจ้าหนุ่มกลับหดมือกลับ แน้...เคนโซ่ วอนซะแล้วๆ จะกวนมึนโฮเหรอ ชายหนุ่มชี้ไปที่กุญแจอีกครั้ง ยิ้มแหยๆ แล้วเอานิ้วจิ้มไปที่ตัวเอง “อ้าว...ตะหงิดๆ แล้วล่ะงานนี้” เพื่อความชัวร์เลยถามไปว่า “น้องเป็นแขกหรอกรึ” ทีนี้ไอ้หนุ่มพยักหน้า แล้วยิ้มแบบเขินๆ เดินเอียงอายหลบฉากเข้าห้อง นั่งเล่นไป ไม่พูดแม้แต่ภาษาอังกฤษสักคำ มารู้ทีหลังว่าเจ้าเด็กนั่นเป็นคนเกาหลี แหมๆ จะบอก No สักคำก็ไม่ได้ หนีก็ไม่หนี ปล่อยให้พี่พล่ามคนเดียวตั้งนาน


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

อีกสักครู่ เคนโซ่ ตัวจริงก็มาถึง ตัวจริงแก่กว่าน้องคนนั้นตั้งเยอะ เขาคว้า สมุดเล่มโตหยิบรายชื่อแขกที่จองให้ดู ให้เราลงชื่อเช็คอิน เรื่องทะแม่งๆ เกิดขึ้น เมื่ออยู่ดีๆ เคนโซ่ ใจดีบอกจะลดราคาให้เหลือคนละ 600 กว่าเหรียญ แล้วร่ายยืดยาวว่า เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันส่งท้ายปี ทำให้โฮสเทลเรา แน่นจริงๆ เล่นอารัมภบทตั้งต้น แถมการลดราคาแบบนี้ ไม่ต้องถึงมือหมอลักษณ์ก็ ฟันธงได้เลยว่า ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลกับที่พักคืนนี้ของเราแน่ แต่จะแน่นแค่ ไหนก็ไม่เป็นไรหรอกมั้ง ปรกติมาอยู่โฮสเทลก็คาดหวังอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ฉันยังใจดี บอกเขาไปอีกว่า โอเค สบายมาก เพราะคืนนี้มีเวลานอนน้อยอยู่แล้ว เสร็จแล้ว เคนโซ่ กับพนักงานหญิงอีกคนก็ช่วยกันหอบหมอน ผ้าห่ม ผ้าปู ที่นอน สองชุด แล้วบอกว่า จะนำไปที่ห้องพัก อยู่ชั้นที่ 21 “อ้าวไม่ได้พักที่นี่เลยเหรอ” หนุ่มญี่ปุ่นตอบอีกครั้งว่า ต้องขอโทษด้วย เพราะวันนี้มันแน่นจริงๆ ห้องที่คุณพักจะอยู่ชั้นบน ในห้องมี 12 คน แล้วก็มีคนไทย 2 คนด้วย สิ่งที่ติดใจไม่ใช่เรื่องที่มีคนไทยเป็นรูมเมท แต่มันอยู่ที่ตัวเลข 12 คน ต่างหาก ถึงจะเห็นโฮสเทลมาเยอะผ่านมาเยอะ แต่ยังไม่เคยเห็นสถิติ 12 คนใน ห้องเดียวมาก่อน และแล้วเมื่อ เคนโซ่ เปิดประตูสองชั้นเข้าสู่ห้องโล่งว่างห้องหนึ่ง ความจริงก็ปรากฎ… “นี่มันค่ายลูกเสือนี่พี่น้อง!!!" ฟูกแบนๆและที่นอน 12 ผืนปูเป็นตับรอบห้อง เฟอร์นิเจอร์ฟุ่มเฟือยที่เห็น ได้ด้วยตาเปล่า มีเพียงโต๊ะกลางแบบญี่ปุ่นเล็กๆ ตัวเดียว ราวแขวนผ้า เก้าอี้ 3 ตัว เรียงอยู่ด้านหน้าหน้าต่าง วิวข้างนอกสวยกินขาด ทำเลทองยิ่งกว่าโรงแรม 5 ดาว แต่สภาพในห้องนั้น ไม่ต้องพูดถึงดาวที่ไหนหรอก เพราะนี่มันคืนเดือนมืดชัดๆ


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

หูแว่วๆว่า เคนโซ่ ขอโทษรอบที่สิบ แต่ฉันฟังไม่ค่อยถนัด ขอโทษที ไม่ว่าง ฟังจริงๆ เพราะมัวแต่หูอื้อตาลายไปพักหนึ่งกับความขัดแย้งตรงหน้า วิวสวยสะใจ ด้านนอก กับ ค่ายลูกเสือด้านใน สุดแสนแตกต่างกันเหลือเกิน ฉันวางกระเป๋าบนฟูกแบนๆ มองไปรอบห้องอีกครั้ง พบกับห้องน้ำห้องเดียว ย้ำ! ห้องน้ำห้องเดียวสำหรับ 12 คน แอบอยู่มุมในสุดของห้อง อย่าได้คิดถึงสภาพตอน ที่ทุกคนเกิดปวดท้องฉี่พร้อมกัน จะเป็นอย่างไร เคนโซ่ เรียกสติกลับมาอีกครั้ง ด้วยการบรรยายสรรพคุณของที่พักเป็น ชุด นำเสนอว่านี่ไงฟูกของพวกคุณเป็นแบบไฟฟ้าด้วยนะ เปิดตรงนี้ คลิกๆ กริ๊กๆ คืนนี้รับรองอบอุ่นแน่นอน เอ้า..นี่ๆ มองไปนอกหน้าต่างสิ เห็นวิวสวยมีเครื่องบินกำลัง ขึ้นลงด้วยนะ ทิศนั้นไง...ใกล้กับสนามบินในประเทศเลยล่ะ อ้อแล้วก็ไม่ต้องห่วงนะ รูมเมทคืนนี้มี Gay คนเดียว “หา!!! เอ่อ...มี Guy คนเดียวมั้งคะ ฮ่าๆๆ” พนักงานหญิงอีกคนช่วยแก้คำพูดให้ ส่วน เคนโซ่ หัวเราะกลบเกลื่อนบอก เออนั่นสินะ แต่สำหรับฉันตอนนี้ จะเกย์หรือกายก็ไม่มีอะไรเด็ดเท่ากับจำนวนของรูม เมทอีกแล้ว อบอุ่นราวกับอยู่ในทีมฟุตบอลพร้อมตัวสำรอง 1 คนอีกต่างหาก ที่นอนของเราอยู่หน้าเก้าอี้พลาสติกสำหรับนั่งชมวิวพอดี เลิศมาก ถ้าใคร มานั่งชมวิว ก็เท่ากับมานั่งบนหัวพอดี เมื่อ เคนโซ่ วางหมอนผ้าห่มให้แล้วสะบัดบ๊อบ จากไป ก็เหลือฉันกับห้องว่างๆ และฟูก 12 ผืน ฉันพยายามเพ่งสมาธิ แล้วทำตาเบลอๆ เหมือนดูภาพสามมิติ เผื่อตู้เตียงหรูๆ จะปรากฎบ้าง แต่ไม่เป็นผล หรือว่าจะทำใจคิด เสียว่านอนเรียวกังแบบญี่ปุ่นดี เฮ้อ! ไม่ไหว ่ถ้าถูลู่ถูกัง น่ะพอได้ ไม่มีล็อกเกอร์ให้เก็บของด้วย แต่ดีที่มีกุญแจล็อคกระเป๋ามาพร้อม เพราะ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพักในโฮสเทล ลองแอบดูเพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆ ก็ทิ้งกระเป๋า เดินทางล็อคกุญแจไว้เหมือนกัน ไม่น่ามีปัญหาอะไร ไป! งั้นเราก็ไปงัดกระเป๋าพวก


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

เขากันเลยดีกว่า เอ๊ย..ไม่ใช่ เราออกไปเที่ยวข้างนอกกันเลยดีกว่า เอาเถอะ...ถือเป็นประสบการณ์ จะว่าไปคืนนี้็คงมีเวลานอนน้อยอยู่แล้ว กว่าจะกลับจากเคาท์ดาวน์ที่ไทเป 101 ก็คงจะไม่ต่ำกว่าตี 3 เหมือนเคย ความเดิม ตอนที่แล้วใครอ่าน "โอบไหล่...ไต้หวัน " คงจำได้ว่ามันสาหัสขนาดไหน ฉันเตรียมนัดพบกับคุณเพื่อนล่วงหน้าไว้แล้วว่า ถ้าได้ขึ้นรถแอร์พอร์ตบัส เมื่อไหร่ค่อยส่งข้อความมาบอก จะได้ไปรอรับตรงป้ายรถที่ประตูฝั่ง East ของสถานี ไทเปแบบพอดีเวลา ระหว่างนั้นก็ใช้เวลาสำรวจห้าง K-Mall ที่อยู่ใต้ที่พักของเราคืนนี้ เพื่อหา แหล่งของกินอร่อยๆ สำรวจร้านไดโซะ ร้านมูจิ ขนาดมหึมา (ทำไมมีแต่ร้านสัญชาติ ญี่ปุ่น) จากนั้นพบว่าชั้นบนตึกนี้ เป็นแหล่งรวมของอาหารจีน ญี่ปุ่น หม้อไฟแบบชาบู มากมาย เห็นแล้วน้ำลายไหล กระเพาะอาหารผลิตน้ำย่อยอย่างรวดเร็ว ระหว่างนั้น เพื่อนก็ส่งข้อความมาบอกพอดีว่า “ขึ้นรถบัสแล้ว เดี๋ยวเจอกานนน เย้ๆๆ” งั้นรอกินพร้อมเพื่อนดีกว่า ว่าแล้วก็รีบหนีเครื่องกระตุ้นความหิวลงมา แล้วไปเดินสำรวจห้าง Shingkong ตึกใหญ่ที่อยู่ด้านข้างแทน ข้างบนห้างชั้น 12 มีร้านกาแฟเล็กๆ Café America วิวสวยเหมาะสำหรับนั่งเล่นด้วย แต่ฉันขอผ่าน ไปก่อน เพราะมีเวลาสำรวจของกินแค่ 1 ชั่วโมงก่อนเพื่อนจะมาถึง วันนี้ดูท่าทางแล้ว รถคงจะติดเหมือนเมื่อวาน เดี๋ยวค่อยลงไปยืนรอก็ได้ ถ้าลงไปก่อนเวลามากเกินไป คงมีหวังยืนแข็งเป็นแท่งไอติม เพราะตอนนี้มันหนาวทั้งลมหนาวทั้งอากาศจริงๆ ใกล้เวลาต้องลงไปหน้าห้าง ด้านนอกคึกคักสมกับเป็นวันส่งท้ายปี มีคน มาถือป้าย Free Hugs ให้กอดฟรีแก้หนาวอยู่ด้วย มีให้เลือกทั้งเป็นเวอร์ชั่น ผู้ชาย กับ ผู้หญิง แต่ยืนรอดูอยู่นานแต่ก็ไม่เห็นมีใครเข้าไปกล้าเข้าไปกอดสักที ปล่อยให้ น้องชายยืนชูป้ายหนาวจั๊กกะแร้อย่างโดดเดี่ยวอยู่ตรงนั้นเอง แหม...ไม่เจอเพื่อน


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

สาวชาวไทยที่กำลังจะมาซะหน่อย รับรองงานนี้โดนจัดเต็มไอ้หนุ่ม แกต้องถูกกอด จนอยากเป็นตุ๊ดแน่งานนี้ คิดว่าได้เวลาอันควร ฉันเดินข้ามถนนไปที่หน้าประตูสถานีไทเปฝั่ง East รอรถจากสนามบินคันแล้วคันเล่า แต่เพื่อนสาวก็ยังไม่ปรากฎตัว ตอนแรกอ่านหนัง สือรออยู่ข้างนอกดีๆ แต่ก็ทนอากาศหนาวไม่ไหว ยิ่งอยู่ด้านนอกอาคารขนาดใหญ่ ลมพัดมาทีไรก็เหมือนเจอกำแพงยักษ์ตีกลับให้มวลอากาศเย็นอวลอยู่ตรงนั้น ต้อง วิ่งเข้าไปหลบในสถานีค่อยส่องดูรถ สลับกันเดินออกมาข้างนอกเป็นระยะ โซนนั้นดันไม่มีสัญญาณโทรศัพท์อีกต่างหาก แปลว่าถ้าเพื่อนมาถึงแล้ว แต่คลาดกัน ก็สื่อสารกันไม่ได้ แต่หากจะให้เดินไปไกลจากป้ายรถบัสเพื่อหา สัญญาณ ถ้าเกิดเพื่อนลงรถมาตอนนั้นพอดีก็คงคลาดกันอีก ฉันเลยตัดสินใจวิ่งเข้า วิ่งออกสถานีรอที่เดิม รวมแล้วยืนอยู่ชั่วโมงกว่า เมื่อเวลาคล้อยนานไปจนมั่นใจว่าค���าดกันไปแล้ว ฉันกลับไปโซนหน้าห้าง อีกครั้ง เพราะจำได้ว่าตรงนั้นมีสัญญาณโทรศัพท์แน่นอน และทันทีที่รูปเสาโทรศัพท์ ปรากฎเต็มทุกขีด ก็รีบกดโทรศัพท์หาเพื่อนัดหมายทันที เพื่อนคนนี้ที่ถูกฉันปล่อยให้ นั่งเครื่องบินต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก มาถึงเร็วกว่าที่คาดจริงๆ ด้วย เมื่อลงจากรถมาไม่เจอใคร (แน่นอน...ตอนนั้นเพื่อนที่ดีอย่างฉันชะล่าใจ เดินซื้อช็อคโกแลตกินอยู่สบายเฉิบ) เธอก็ทนยืนรอแบบหนาวๆ ไม่ไหว ตัดสินใจเดิน ดุ่มไปที่โฮสเทลเองเลย และพบแต่ เคนโซ่ และกระเป๋าเดินทางของฉันวางอยู่เป็น อนุสรณ์ เมื่อเจอกันแล้วก็ไม่รอช้า สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนคือ รีบคว้าข้อมือไปโซ้ย อาหารจีนบนตึก K-Mall ที่เล็งไว้ทันที เพราะรอกันไปมาจนหิวโหยมานาน หลังจากท้องอิ่ม ก็ล่วงเข้าสู่บ่ายแก่ๆ แล้ว ได้เวลาไปงาน Flora Expo พอดี ตรงกับความตั้งใจที่จะไปช่วงบ่ายเกือบเย็น เพราะเวลานี้ตั๋วจะลดราคาเหลือ 200


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

เหรียญ ถือว่าคุ้มค่า แม้เย็นๆ แบบนี้จะหนาวไปหน่อย และไม่ทันดูแปลงดอกไม้สวยๆ งามได้หมด ความน่าสนใจของการจัดงานพืชสวนโลกของไทเป ที่ต่างจากงานพืชสวน โลกที่เชียงใหม่ คือการดัดแปลงใช้พื้นที่สวนสาธารณะใจกลางเมือง เชื่อมต่อโซน ต่างๆ แล้วจัดระบบการจราจรเอา ทำให้การเดินทางเข้าถึงสะดวก แค่ลงจากรถไฟฟ้า ใต้ดินก็ถึงประตูเข้างานเลย พื้นที่ 4 โซนจึงอยู่ท่ามกลางสวนสาธารณะ หอศิลปะ ครอบ คลุมแม่น้ำสองฝั่ง แถมการบริหารจัดการยังง่ายต่อผู้เข้าชม เพราะใช้มูลค่าเงินในบัตร Easy Card คือ บัตรรถไฟฟ้าและรถเมล์ของไต้หวัน รูดผ่านประตูเข้าได้เลย เมื่ออยู่ใจกลางเมือง ในมุมหนึ่งของงานยังมองเห็น Grand Hotel สัญลักษณ์อีกอย่างของไทเปอย่างชัดเจน และได้ทำตามความตั้งใจคือแวะไปที่ Taipei Fine Arts Museum ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อชมภาพถ่ายของศิลปินชาวญี่ปุ่น Shinoyama Kishin ที่มาจัดแสดงในช่วงที่ไปพอดี (เสียดายเขาไม่ให้ถ่ายรูปผลงาน ในแกลเลอรี จะได้นำตัวอย่างมาให้ดูได้) แถมตอนนั้นมีผลงานศิลปะของ “พอล โกแกง” ศิลปินยุคโพสต์อิมเพรสชัน นิสม์ มาจัดแสดงอยู่ด้วย แต่ด้วยเวลาจำกัด เราขอผ่าน โกแกง แล้วเลือกไปดูการ แสดงงานศิลปะนิวมีเดียชุด Time Unfrozen ของศิลปินรุ่นใหม่ชาวไต้หวันและจีน 19 ชีวิตแทน ถ้าให้บอกตามตรง ต้องสารภาพว่า เป็นเพราะความงก ทำให้ไม่ยอมควัก กระเป๋าจ่ายค่าบัตรชมงานของโกแกง (อ้าว...ก็ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของศิลปินคนนี้นี่ หว่า) และอีกเหตุผลแท้ๆ อย่างหนึ่งที่หรูกว่าก็คือ งานของศิลปินไต้หวันและศิลปิน จีนรุ่นใหม่มันน่าสนใจกว่า ตรงแง่ที่อาจทำให้เรารู้ถึงมุมมองของศิลปินตะวันออก ผ่านการบอกเล่าในอีกรูปแบบหนึ่ง และทำให้เรารู้จักความเป็นไต้หวันอีกระดับหนึ่ง แล้วก็ไม่ผิดหวัง งานศิลปะแบบสื่อผสม ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยสร้างมิติ


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

Taiwan

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

ใหม่ในการมองเห็นและสัมผัส ทะลุจากกรอบผ้าใบสีขาวแบบเดิมๆ ทั้งการใช้วิดีโอ จอแอล ซีดี โปรเจคเตอร์ และระบบเซนเซอร์ที่จะแสดงปฏิกิริยาตามแอ็คชั่นของคนดู ตามที่ศิลปินออกแบบไว้ เป็นการให้ผู้ชมมีส่วนร่วมมากกว่านั่งดูแล้วจบกันไป แกนเรื่องส่วนใหญ่อยู่กับการสื่อถึงมุมมองแบบโลกตะวันออกที่มีต่อจักร วาลตามวิถีธรรมชาติ และการสำรวจความดิ่งลึกของจิตใจของมนุษย์โดยหยิบยืม เทคนิคดั้งเดิม เช่น ลายเส้นภาพเขียนพู่กันจีนมาใช้ บรรดาภาพที่เคลื่อนไหวได้ ส่วน หนึ่งชวนให้คิดท้าทายเรื่องการมองอดีต ว่าไม่ใช่เรื่องหยุดนิ่งตายตัวอีกต่อไป ที่น่าสนุกคือใช้น้ำเป็นส่วนประกอบในการบอกเล่า โทนการเล่าเรื่องผ่าน งานศิลปะมีอารมณ์เนิบช้าและเยือกเย็น สะท้อนถึงวิถีธรรมชาติแบบเต๋า ที่ยังคงฝัง รากมาถึงคนรุ่นใหม่ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่าหลังจากดูจบ ความเย็นในใจมัน เริ่มเพิ่มระดับ และมาสมดุลเท่ากับความหนาวของอากาศหนาวเยือกนอกพิพิธภัณฑ์ ทันที เต็มอิ่มกับศิลปะแล้ว เดินกลับมาในโซนการจัดงานพืชสวนโลก ผ่านทาง เดินประดับด้วยดอกไม้และไฟกลางคืนหลากสีสัน การจัดงานที่นี่ ถือว่าคนไม่พลุก พล่านเมื่อเทียบกับที่ เชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพ อาจเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ เลยทำให้ความ แออัดลดลงส่วนหนึ่ง แต่มาย้อนคิดดูอีกที เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้คนน้อยโหรงเหรงในวันนั้น น่า จะเป็นเพราะทุกคนเดินทางไปเตรียมตัวฉลองนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ที่อื่นแล้วมาก กว่า ความจริงข้อนั้น เรายังไม่ทันตระหนัก เพราะเสร็จจากเดินงานพืชสวนโลก ก็ยังไปตระเวนกินต่อที่ตลาดซื่อหลิน ไปนั่งลวกลูกชิ้นหม้อไฟบุฟเฟต์อย่างสบายอก สบายใจ ไม่ได้เอะใจเลยว่า มีความผิดปรกติบางอย่างเกิดขึ้นที่สถานทีรถไฟ MRT ตั้งแต่สถานีเจียนถาน (สถานีของตลาดซื่อหลิน) แล้ว เพราะมีคนเดินเข้าสถานีมาก


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

กว่าปรกติจนแถวยาวล้นออกมา แย่แน่... ตอนนั้นราวสี่ทุ่มกว่า แต่มีแววเกือบร้อยเปอร์เซนต์ว่าจะไปไม่ถึง ภูเขาเซี่ยงซันแล้ว เพราะแค่เฉพาะเดินขึ้นเขาก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมง ไหนจะต้องรวม ระยะเวลากว่าจะไปตามหาทางขึ้นเขาเจออีก เพราะความประมาทและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่รู้มาก่อนว่าเดี๋ยวนี้การเดิน รถสายสีน้ำเงินเฉพาะวันที่ 31 ธันวาคมจะเปลี่ยนแปลงใหม่ ตัดการให้บริการ ถึงสถานีซุนยัดเซ็น เมมโมรี ฮอลล์ เป็นจุดสุดท้าย ไม่วิ่งไปถึงสถานีไทเป ซิตี้ ฮอลล์ พื้นที่เป้าหมายของการเคาท์ดาวน์ เพื่อกระจายคนให้ค่อยๆ เดินต่อกันไปเองจนถึง โซนตึกไทเป 101 เพราะจำนวนคนที่มาเคาท์ดาวน์เพิ่มขึ้นทุกปีๆ วันนี้ ทุกสถานีที่มุ่งหน้าสู่ไทเป 101 จึงมีคนแน่นขนัดกว่าที่เคยเห็นมา เมื่อสองปีก่อน โดยเฉพาะที่สถานีใจกลางอย่าง Taipei Main Station อย่าว่าแต่ได้ ขึ้นรถเลย แค่จะเดินไปลงหาชานชลาสายสีน้ำเงินยังต้องค่อยๆ หยุดรอ และไหลทีละ ก้าวไปกับคลื่นมหาชนจำนวนมาก นานๆ ครั้งถึงจะขยับเดินกันได้ ภาพเดิมในอดีตย้อนกลับมาอีกครั้ง ถึงจะมายืนอยู่บนชานชลาอันคับคั่ง ได้แล้ว ก็ทำใจได้เลยว่าน่าจะไปขึ้นภูเขาไม่ทันแน่นอน เวลาปรกติจากตลาดซื่อหลิน มา Taipei Main Station ใช้ไม่ถึง 10 นาที แต่ครั้งนี้กว่าจะมายืนตรงนี้ได้ ปาเข้าไป เกือบชั่วโมงแล้ว!!! เหลือเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมงจะถึงปีใหม่ แต่รถไฟสายสีน้ำเงินที่วิ่งผ่านหน้าไป เป็นระยะก็แน่นขนัดเหลือเกิน มาจอดแต่ละครั้งอัดเข้าไปได้ไม่เกิน 4-5 คนต่อประตู ดังนั้นเมื่อมีขบวนรถเปล่าตีมาจอดรับที่สถานีเมื่อไหร่ เสียงกรี๊ดฮือฮาอย่างราวกับดู คอนเสิร์ตจึงดังสนั่นชานชลาใต้ดิน เราเพิ่งถึงบางอ้อ ว่าที่แท้เสียงกรี๊ดที่ได้ยินดังมาตั้งแต่ตอนอยู่ข้างบนเป็น เพราะเหตุนี้นี่เอง หาใช่กรี๊ดเพราะถูกเหยียบเท้าพร้อมกันเป็นหมู่คณะแต่อย่างใด


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

กว่าจะได้ขึ้นรถ ก็ต้องรอขบวนรถเปล่าที่มารับอีกรอบ ดูนาฬิกาเข็มชี้ไปที่ ห้าทุ่มครึ่งแล้ว นอกจากหมดหวังจะขึ้นภูเขาแล้ว อย่างหรูที่สุดตอนนี้ต้องมาลุ้นแทน ว่า จะโผล่พ้นรถไฟใต้ดินไปดูการนับถอยหลังทันหรือไม่ นับตั้งแต่ลงรถไฟใต้ดินม���ตอนสี่ทุ่มกว่า ขอเรียกลักษณะอาการครั้งนั้นว่า ค่อยๆ ไหลจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจะดีกว่า เพราะแม้จะถึงสถานีซุนยัดเซนฯ แล้ว ก็ยัง ต้องเบียดเสียดค่อยๆ ขยับทีละนิดกว่าจะหลุดไปด้านบน เหลืออีก 10 นาทีก่อนเที่ยงคืน สิ่งที่ทุกคนทำได้เมื่อขึ้นถึงพื้นดินพร้อมกัน คือ วิ่งสุดชีวิตไปบนถนนที่แน่นด้วยคนที่มารออยู่ก่อนแล้ว มองไปด้านขวา ตึกไทเป 101 สูงเด่นที่สุดบนฉากหลังท้องฟ้าสีดำสนิทเหมือนเคย แต่มองกลับมาบนถนน เห็นแต่ทะเลหัวคนสุดลูกหูลูกตา เหลือเวลาอีกไม่ถึง 5 นาที ฉันลากเพื่อนสาวแทรกตัวไปบนถนน แต่ก็ยังได้ มุมที่ไม่น่าพอใจ เพราะมีแนวต้นไม้ใหญ่บัง แต่เบียดแทรกบนถนนไปไม่นานก็สุด กำลังต้าน เพราะหนทางข้างหน้ามีแต่กำแพงมนุษย์หนาแน่น แถมหันไปมองตึกไทเป ก็ยังหลบไม่พ้นเจอแต่ต้นไม้แผ่กิ่งก้านใบ ชะชะ ใบก้านกิ่ง เต็มไปหมด ไม่มีเวลาแล้ว เราต้องปีนเกาะกลางถนน กลับไปยืนริมรั้วอนุสรณ์สถานซุน ยัดเซน ได้มุมยืนหลังพ่อหนุ่มคนหนึ่งที่เตรียมถ่ายคลิปเต็มที่ น่าอิจฉาเพราะเขาอยู่ แถวหน้าเลยได้มุมที่ดีมาก ผิดกับฉันที่นาทีนี้อย่าหวังจะได้ใช้ขาตั้งกล้องที่เตรียม มาเลย แค่หาที่ยืนให้สองขาของตัวเองได้ก็ซึ้งแล้ว การเป็นคนไม่มีจุดยืนมันเศร้าแบบ นี้นี่เอง แถมมองขึ้นไปที่ตึกไทเป 101 ยังมีใบไม้เหลือขวางเป็นหย่อมๆ ด้วย เหลืออีกไม่ถึง 3 นาที ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนนับถอยหลัง ไฟทั้งตึกดับพรึ่บ กลืนไปท้องฟ้าสีดำเหมือนเดิม ผู้คนร้องกรี๊ดรับปฏิกิริยาครั้งสุดท้ายก่อนลูกไฟจะ ระเบิดฉลองศักราชใหม่ สิ้นสุดการนับถอยหลัง พลุจำนวนมากมหาศาลดังขึ้นพร้อม กลุ่มควันหนาทึบ แสงไฟแข่งกับกลุ่มควัน ดูไม่ออกว่าอย่างไหนมากกว่ากัน


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

จากนั้นพลุไฟในรูปแบบต่างๆ สว่างวาบขึ้นเป็นระลอก แต่ละครั้งมีเสียงฮือ ฮาจากผู้คนรอบข้าง พวกเขาดูมีความสุขมาก และพร่ำคำอุทานชื่นชมความสวยงาม ไม่ขาดสาย ตึกไทเป 101 ในช่วงฉลองปีใหม่ เป็นที่รักของชาวไต้หวันมาก แม้จะรู้ว่ามา เคาท์ดาวน์กันที่นี่แล้วจะต้องผจญกับความสาหัสของการผจญกับผู้คนเรือนแสน แต่ ปริมาณคนเข้าร่วมไม่ได้ลดลงจากปีก่อน แถมยังมีมากขึ้นทุกครั้ง โดยเฉพาะปีนี้ที่มี การฉลองครบรอบร้อยปี ดูเหมือนทุกคนตั้งใจกับการฉลองในค่ำคืนนี้อย่างมาก การแสดงพลุยาวนานกว่าปรกติ แต่น่าเสียดายที่เราอยู่ในมุมที่ไม่ดีนัก จึง แทบดูไม่ออกว่าพลุนั้นต้องการสื่อสารอะไร ได้ยินแต่เสียงพลุดังตึ้บตั้บๆ โป้งปั้งๆ ประกอบจนอื้ออึง จนในช่วงกลางๆ ไคลแม็กซ์ของการแสดงปรากฎขึ้นในรูปข้อความ ที่จะติดอยู่บนตึกตลอดปี 2554 เป็นคำว่า 100 ROC เจ้าภาพเลือกใช้รูปหัวใจ แทนตัวอักษรโอตรงกลาง ส่วนคำว่า ROC นั้น ย่อมาจากชื่อเต็มของประเทศ Republic of China เรียกเสียงฮือฮาให้คนรอบข้างกับ การเปิดตัวข้อความประจำปี แต่การแสดงพลุยังไม่จบเท่านั้น ดูเหมือนยังมีทีเด็ดบางอย่างอีก แต่อย่า เพิ่งถามตอนนี้ไม่ค่อยเห็นอะไร เห็นแต่ใบไม้ไหวๆ บังอยู่ แย่จังวุ้ย! กว่าจะซึมซับได้ถึงความสวยงามของพลุ ต้องไปหาดูจากเว็บทีหลัง และก็ เป็นเช่นเดิมที่ผู้คนทยอยกลับทันทีเมื่อการแสดงจบ (คนเขามารอเพื่อดูพลุอย่างเดียว จริงๆ) คลื่นมหาชนไหลย้อนกลับไปทิศทางรถไฟฟ้ากันหมด ยกเว้นฉันกับเพื่อนที่ปัก หลักเกาะริมรั้วเดิมเพราะรู้ว่ารีบลงไปอย่างไรก็ได้แค่นั้น ระหว่างบ่นกึ่งวิจารณ์มุมการยืนดูพลุที่ไม่ได้เรื่องดังๆ เป็นภาษาไทยแล้ว ดันไปสะดุดหูคนไทยที่มาพร้อมกัน 2 คน เราเลยได้เปิดฉากทักทายกัน ฉันเตือนพี่


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

ทั้งสองทันทีว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะรีบกลับ เพราะรับรองว่าจะช้าหรือเร็วก็ถึงที่พักร่วม ตีสามแน่นอน พี่สาวทั้งสองคนเลยหยุดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ท่องเที่ยวไต้หวันกัน (คุณพี่คนหนึ่งมาไต้หวันแล้ว 8 ครั้ง ว้าว!) และยังใจดีเอาคลิปที่ถ่ายพลุจากมุมยืนที่ ดีกว่ามากมาเปิดให้ดู ทำให้เราเพิ่งเห็นว่า ปีนี้พลุฉลอง 100 ปีของเขาสวยงามจริงๆ ยิ่งมาดูคลิปย้อนหลังทาง youtube ที่มีคนถ่ายจากภูเขาสูงแบบที่เรา ตั้งใจแต่ไปไม่ถึงแล้ว ยิ่งเสียดาย เพราะไฮไลท์หนึ่งของวันนั้น คือ การจุดพลุสว่าง ไสว ทั่วเมืองพร้อมๆ กัน ต้องมองจากมุมสูงหรือมุมกว้างเท่านั้นจึงจะเห็น ส่วนลูกเล่นของพลุแบบต่างๆ ก็ต้องมองจากภาพกว้าง ถึงจะงามครบเช่น พลุไฟที่พันรอบตัวตึกเหมือนมังกรเลื้อยรอบไทเป 101 การไล่ระดับแสงสีที่ตัวตึก ทุกอย่างที่ฉันต้องพลาดไป เพราะเผลอไปกินหม้อไฟหม้อเดียว ฮึ่ม! คิดแล้วอยาก กางกรงเล็บข่วนหน้าตัวเองจริงๆ ไม่เป็นไร พลาดแล้วก็พลาดไป ปีใหม่ไม่ได้มีหนเดียว ฉันเก็บเรื่องคาใจไว้ และตั้งใจว่าครั้งหน้า ถ้ามีจังหวะพอดีจะต้องมาอีก อย่างน้อยภายในทริปนี้ก็จะต้อง หาเวลาขึ้นภูเขาเซี่ยงซัน ไปเต็มอิ่มกับ “ที่ชอบๆ” สักครั้งให้ได้ เมื่อคนเริ่มซาลง และยืนตากอากาศหนาวคุยกับคุณพี่คนไทยสองคน ที่หลงรักไต้หวันจนออกรส ก็ได้เวลาพอสมควรแล้ว คนบริเวณนั้นเริ่มเบาบางลง แต่ยังมีกลุ่ม วัยรุ่นอยู่ฉลองด้วยกัน บรรยากาศอบอวลด้วยมิตรภาพและความสนุก แต่เมื่อหันมามองเพื่อนสาวของเรา อุ้ย!!! เธอยืนแข็งตัวตรงใต้ต้นไม้ มือ ซุกกระเป๋าดูมาดขรึมสุด แต่จริงๆ เป็นเพราะความหนาวแท้ๆ ร่างกายทุกส่วนจึง นิ่งไม่ไหวติง ยกเว้นดวงตาที่กรอกมาทางนี้เป็นเชิงพิฆาตว่า “กลับได้แล้ว ตูหนาว...” เป็นสัญญาณเตือนว่าได้เวลากลับเสียที เห็นอย่างนั้น ฉันเลยรีบบอกลาพี่ทั้งสองคน แล้วลากเพื่อนบอกให้แข็งใจ


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

อีกนิด เพราะต้องการไปเก็บภาพตึกไทเป 101 ปิดท้ายในมุมดีๆ บนลานอนุสรณ์ สถานซุนยัดเซนกับเขาหน่อย ถึงจะไม่มีพลุแล้วก็ตาม เกือบเฮือกสุดท้ายของการฉลอง เราต้องมาติดแหง่กผนึกกับกลุ่มคนหน้า ทางลงสถานีลงไฟฟ้าตามฟอร์ม แต่เพื่อนสาวเลิกหนาว เพราะมีความตื่นตาตื่นใจ ประกอบการรอ คู่รักวัยรุ่นด้านหน้ามาแสดงมิวสิควิดีโอหวานซึ้งนัวเนียให้ชมตลอด รายการ คุณเพื่อนตาตื่นและคอยจับตามองเป็นระยะ “เฮ้ยแก ไปดูเค้าแบบนั้นจะดีเหรอวะ” ฉันสะกิดว่า แต่ตาก็เหลือบไปด้วย “ไม่เป็นไรแก ฉันอนุญาต” เออ...ดูตอบเข้า! โดยเฉพาะเมื่อผู้คนเคลื่อนตัวกันแต่ละที หนุ่มสาวคู่เดิมกลับทำท่าไม่เต็ม ใจขยับตามไป จนในที่สุด เราสองคนก็ทิ้งห่างมาเรื่อยๆ ดูเหมือนสองคนนั้นคงอยาก ต่อโปรโมชั่นการใกล้ชิดอีกระยะหนึ่ง ไม่รู้ว่าตีสี่แล้วทั้งคู่จะได้ขึ้นรถไฟฟ้าหรือยัง หลุดพ้นมารอขึ้นรถไฟฟ้าแล้ว นึกว่าจะโล่งอกได้ ปรากฎว่าคืนนี้ฉันได้ของ ฝากนักกอล์ฟเป็นรายการส่งท้าย เหตุเกิดระหว่างที่กำลังก้าวขึ้นรถไฟ ความชุลมุนวุ่นวายทำให้ไม่ทันเห็นอ้วกสีน้ำนมสดใหม่กองใหญ่ แผ่อาณา เขตหน้าประตูพอดี ที่สำคัญคือ ฉันผ่านมันมาเรียบร้อยโดยไม่ทันรู้ตัว จนกระทั่งขึ้น ไปยืนได้ที่บนรถแล้ว คุณเพื่อนเพิ่งจะละล่ำละลักบอกเสียงหลงว่า “ระวัง ระวัง อ้วกตรงประตูนะ!” ฉันหันขวับกลับไปมองต่ำตรงจุดที่เพิ่งผ่านมา ตอนนั้นมีสายตาระแวด ระวังของคนนับสิบคู่พุ่งพิฆาตไป ณ จุดเดียวกัน ���อ้...ใกล้มากมาย แทบเป็นลม ทุกคนตรงนั้นพร้อมใจยกมือปิดปาก กลุ่มวัยรุ่นใกล้ประตูวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่ พร้อมทำหน้าเหยเก ฉันลองสไลด์ส้นเท้ากับเพื่อน และพบข่าวร้ายว่า มันลื่นปรื้ดๆ เหมือนจะเหยียบติดมาด้วย ‘อะจึ๋ยๆ ท่านนักกอล์ฟครับ กระผมได้มาเต็มๆเลยครับ... เนื้อล้วนข้าวเปล่าไม่ต้อง’


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

พื้นที่หน้าประตูนั้น จึงเป็นที่เดียวบนรถไฟฟ้าที่ถูกเว้นว่างไว้ผิดปรกติ ทุก ครั้งที่ประตูนี้เปิดรับคนในสถานีต่อๆ มา สีหน้าดีใจของคนบนชานชลาจะหุบลง อย่างรวดเร็ว เมื่อประตูเลื่อนเปิดออกเผยโฉมกองอ้วกให้เห็น คนบนรถทำหน้าที่อย่าง ดีด้วยการชี้เตือนให้คนบนชานชลาระวัง จะขึ้นหรือไม่แล้วแต่วิจารณญานในการรับ ชม แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครกล้าขึ้นทางประตูนี้อีกเลย สำหรับฉันและเพื่อนดูเหมือนจะแจ็คพ็อตสองเด้ง เมื่อพบข้าศึกพร้อมโจม ตีทั้งสองทาง เพราะผู้หญิงที่ยืนติดกับเรานี่แหละ ที่ฟันธงได้เลยว่า เป็นเจ้าของผล งานมาสเตอร์พีซ ระดับ ‘ทอล์ค ออฟ เดอะเทรน’ ชิ้นนี้ สีหน้าเธอเหมือนคนไม่สบาย อย่างหนัก และทำท่าพร้อมจะปล่อยของล็อตใหม่ตลอดเวลา แต่จะหลบไปไหนก็ไม่ได้ เพราะมุมอื่นๆ ก็เบียดเสียดอย่างหนัก คนที่เหลือ ฮือหลบอ้วกกันยกใหญ่ ส่วนใครมีคิวต้องลงตามสถานีต่างๆ ก็อย่าหวังจะได้ลงง่ายๆ ต้องระบำปลายเท้าแบบสวอนเลคซะก่อนถึงจะกลับบ้านได้อย่างสะอาดปลอดภัย ด้านเพื่อนสาวก็พยายามดึงแขนฉันไว้ไม่ให้ล้มตามแรงเหวี่ยงของรถ เธอ เล่าว่าเห็นเจ้าสิ่งนั้นตั้งแต่ก่อนจะก้าวผ่านประตู แต่กำลังจะตะโกนเรียกฉันที่เดิน นำหน้าอยู่ ก็อึ้งพูดไม่ออกและรั้งไว้ไม่ทัน ระหว่างยืนโงนเงนหลบอ้วกกันบนรถไฟฟ้า เพื่อนยังย้ำคำเตือนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความเป็นห่วงว่า “ระวังอ้วกนะแก ระวังนะๆๆ” ตอนนั้นฉันอยากจะบอกมันเหลือเกินว่า “นายมาบอกอะไรเราป่านนี้?” สุดท้ายก่อนเข้าห้องต้องแวะร้านเซเว่นซื้อน้ำมาล้างใต้รองเท้า นอกจากจะ เหยียบอ้วกติดเท้ามาเองแล้ว ยังมีคนเอื้อเฟื้อ เหยียบอ้วกเสร็จยังมาเหยียบปลาย หัวรองเท้าของฉันซ้ำอีก รอยจางสีขาวๆ เห็นได้ชัดบนพื้นผ้าใบสีดำเหลือไว้เป็นที่


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

ระลึก และฉันต้องแบกมันไปอีกวัน กว่าจะมีเวลาขัดชำระออก อะจึ๋ยๆ อีกแล้ว โดยรวมในคืนส่งท้ายปี เมื่อแตะเส้นชัยที่ห้องพัก ถ้าไม่นับเรื่องอ้วกแล้ว ระยะ เวลาที่ต้องรอรถไฟฟ้าครั้งนี้น่าพอใจกว่าสองปีก่อนมาก ถึงจะออกจากพื้นที่ เคาท์ดาวน์ช้ากว่าเดิม เพราะมัวแต่เตร็ดเตร่ถ่ายรูป ยืนเมาท์กับ พี่คนไทยอยู่นาน แต่ กลับมาถึงเวลาเดียวกันที่ตีสามเหมือนคราวที่แล้วไม่มีผิด ประสบการณ์ครั้งนี้สอนให้เรารู้ทันทีว่า พึงจองโรงแรมใกล้โซนไทเป 101 ไว้ดีกว่า หากไม่สามารถอดทนกับการรอคอยยาวนาน และการเดินทางที่สาหัสใน ช่วงกลางคืน แต่อาจจะลำบากหน่อยสำหรับโรงแรมราคาประหยัด เพราะย่านนั้นมี แต่โรงแรมสำหรับนักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ จะให้ดีหาโรงแรมที่ไกลมาสัก 1 สถานีรถไฟ ก็ยังพอทำเนา เพราะในที่สุดให้เดินกลับ ก็ยังเร็วกว่ารอต่อแถวขึ้นรถไฟอยู่หลายขุม มาถึงห้องพักอันมืดสนิท รองเท้าสิบคู่จอดรออยู่แล้ว และเพื่อนร่วมห้องอีก 10 คนสลบเหมือดไปแบบที่ยังไม่ได้ทันเห็นหน้าค่าตากันเลย แม้จะเหนื่อยล้า แต่ฉัน ยังเต็มใจลากสังขารไปอาบน้ำ เพราะอานิสงส์จากการทัชดาวน์บนกองอ้วกแท้ๆ ทำให้มีแรงฮึดสู้ความหนาว เอาชนะความสกปรกที่ยังคาใจ ฉันโชคร้ายเรื่องบนรถไฟฟ้า แต่เพื่อนสาวมาดวงตกในโฮสเทล เธอบ่นว่า ผ้าห่มหายไป ต้องแก้ไขเฉพาะหน้าด้วยการเอาผ้าปูบางจ๋อยขึ้นมาห่มแทน ประสบการณ์การนอนโฮสเทลครั้งแรก ที่เพื่อนร่ำร้องมานานบอกว่าพาไป หน่อยๆ อยากลองๆ ทำให้ให้คุณเพื่อนเลื่อนชั้นจากอนุบาลขึ้นมาอยู่มหาวิทยาลัยกัน ได้เลยในครั้งเดียว แม้แต่ฉันยังยอมรับว่าถือเป็นที่สุดของโฮสเทลที่เคยเจอมา ก่อนนอน ฉัน สวัสดีปีใหม่ ไต้หวัน ขอบคุณที่ให้ประสบการณ์ตื่นเต้นรับวัน แรกตั้งแต่ก้าวแรกๆ แม้ว่ามันจะลื่นปรื๊ดๆ ไปหน่อยก็ตาม แต่คิดอีก อืม...อย่างนี้สิถึง “ลูบไล้...ไต้หวัน” ขนานแท้ (แม้จะใช้เท้าลูบ ก็ตาม)


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

สถานที่ : ไทเป ที่พัก : Ezstay ชั้น 15 ตึก K-Mall จาก Taipei Main Station ออกทาง South Exit ในกรณีที่ใครติดใจวิวสวยๆ อยากพักที่นี่เชิญชมได้ที่เว็บไซด์ www.ezstaytaiwan.com/eng.htm หากไม่เดินทางช่วงเทศกาล อาจได้ เตียงนอนเป็นกิจจะลักษณะก็ได้ ราคา : 700 เหรียญไต้หวันต่อคน การเดินทางไปงาน Taipei Flora Expo : ใช้รถไฟฟ้า MRT ลงสถานี Yuanshan และหลายสถานีรถไฟ MRT มีรถ Shuttle Bus บริการรับส่งฟรีถึงบริเวณหน้างาน ตั๋วเข้าชมงาน Taipei Flora Expo : ราคาเต็มสำหรับทั้งวัน 300 เหรียญ แต่หากเข้างานหลัง 13.00 น. 200 เหรียญ และหลัง 17.00 น. 150 เหรียญ


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

1 มกราคม 2554

เมื่อ ‘ยาจก’ เปลี่ยนเป็น ‘ราชา’

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

เช้าวันนี้เราตื่นสายเกือบ 9 โมงเข้าไปแล้ว แต่เพื่อนร่วมห้องนี่สิเด็ดกว่า ขนาดเข้านอนเร็วกว่าเราแท้ๆ ยังคุมโปงขดตัวกลมเป็นดักแด้ ไม่มีแววลุกออกมาดู โลกภายนอกสักนิด ผีเสื้อตัวแรกที่ตื่นขึ้นมา คือ สาวญี่ปุ่นที่มาลุยเที่ยวไต้หวันเอง เธอเป็นคน ญี่ปุ่นที่มาทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมในไทย พูดภาษาไทยได้คล่อง ส่วนกลุ่ม ที่ตื่นถัดมาคือคุณพี่สาวไทยอีก 2 คนที่เพิ่งมีโอกาสสวัสดีทักทายกันตอนเช้าพูดคุย กันว่าใครไปที่ไหนมาบ้าง ปรากฎว่าเมื่อคืนบนดาดฟ้าตึกของเราก็มีพื้นที่ให้ดูพลุรอบ เมือง แต่พี่คนไทยบอกว่า คนเยอะแบบแทบจะไม่มีที่ยืนเหมือนกัน เช้านี้เพื่อนสาวของฉันเจอตัวการขโมยผ้าห่มไปแล้ว เป็นสาวหน้าหมวย เจ้าของที่นอนที่หันเท้ามาให้พวกเรานั่นเอง โจรขโมยผ้าห่มทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ ราวกับเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เพื่อนนั่งยันนอนยันว่า ผ้าที่สาวนางนั้นเพิ่งสะบัดพ้นตัวเป็น ผ้าห่มของเธอชัดๆ สงสารเพื่อนก็สงสาร เพราะมารู้ทีหลังอีกว่า ผ้าปูที่ใช้แทนผ้าห่มนั้นบาง เฉียบจนแทบกันความหนาวไม่ได้เลย ก็ตอนเมื่อคืนลองจับเนื้อผ้าในความมืดก็นึก ว่าหนาเสียอีก ยังดีที่ได้ฟูกไฟฟ้า ไม่อย่างนั้นคงนอนแข็งกลายเป็นไก่สดซีพีทั้งคู่แน่ ฉันเร่งให้เพื่อนรีบแต่งตัว (เว้นการอาบน้ำไว้ในฐานที่เข้าใจ) เพื่อจะไปใช้ เวลากับที่พักที่คุณคู่ควร เพราะการเดินทางไปที่ จิ่วเฟิ่น วันนี้ เราเลือกที่พักประเภท Bed and Breakfast หรือ B&B ชื่อ Windsor Castle ที่สุดจะยอดเยี่ยม แค่ดูจาก เว็บไซด์ก็เชื่อได้เลยว่า ของจริงจะต้องเลิศเลอแน่นอน เพราะตอนที่ตัดสินใจยอมจ่าย


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

เงินจองนั้น คิดไว้แล้วว่า เพื่อสมนาคุณให้กับสังขาร หลังจากต้องเผชิญศึกหนักในคืน เคาท์ดาวน์มาแล้ว จิ่วเฟิ่น เป็นเมืองที่คนนิยมไปเช้า-เย็นกลับ เพราะใกล้กับไทเปแค่ประมาณ 2 ชั่วโมง แถมจะเลือกนั่งรถหรือรถไฟไปก็ได้ แต่คราวนี้ฉันติดใจกับวิวสวยๆ ของ จิ่วเฟิ่น มากพอๆ กับของกินในตลาดที่มีให้เลือกเหลือเฟือ จึงขอค้างคืนเพื่อ ทอดเวลา กับเมืองเล็กๆ นี้ให้เนิ่นนานหน่อย ตามแผนตอนแรกเราจะเดินทางไป จิ่วเฟิ่น และ อุทยานเหมืองทองเก่า จินกวาสือ ด้ว���รถไฟ แต่การพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพี่สาวคนไทย 2 ที่เจอกันตอน เคาท์ดาวน์เมื่อวาน แนะนำให้ไปนั่งรถบัสต่อเดียวถึง เป็นคำแนะนำที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะเมื่อมาย้อนดูสภาพร่างกายอันทรุดโทรมตอนนี้ แค่คิดว่าจะต้องต่อรถไฟ แล้วไปต่อรถบัสก็เหนื่อยแล้ว พอเดินเข้าไปสถานี Taipei Main ก็เลยชักชวนคุณเพื่อนเปลี่ยนแผน ไปนั่งรถบัสบ้างดีกว่า จะได้ลองเดินทางหลายๆ แบบดูด้วย ว่าแล้วก็ปรี่ไปหาเจ้า หน้าที่บูธแนะนำการท่องเที่ยว เป็นเด็กสาววัยรุ่นสองคน พอถามว่าจะไป จิ่วเฟิ่น ทางรถบัสอย่างไร เธอคว้าแผนที่ฉับ กางพรึ่บ และวงกลมไปที่สถานีรถไฟ MRT สาย สีน้ำเงินชื่อ Zhongxiao Fuxing ทันที พร้อมทั้งเขียนกำกับบอกไว้ด้วยว่าต้องออก Exit 1 และจะเจอที่จอดรถบัสสาย 1062 การแนะนำเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วคล่องแคล่ว คาดว่าคงเป็นเพราะน้องสาว คงไปเที่ยว จิ่วเฟิ่น บ่อยๆ เองจนเคยชินแล้ว เพราะที่นั่นถือเป็นศูนย์รวมที่วัยรุ่นนิยม ไปเที่ยวกันมาก จากสถานี Taipei Main เรานั่งรถไฟใต้ดินออกไปตามคำแนะนำ และพบ ว่าการไปหารถบัสไม่ยากเลยจริงๆ เพราะแค่โผล่จากสถานีขึ้นไปบนถนน ก็จะเจอห้าง โซโก้อยู่ฝั่งซ้าย แสดงว่ามาถูกทางแล้ว (พี่สาวคนไทยบอกไว้ตั้งแต่เมื่อคืน) แถมยังมี


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

คุณน้าที่ทำงานให้รถบัสคอยตะโกนถามคนที่ขึ้นมาจากสถานีว่า “จิ่วเฟิ่นมั้ย จิ่วเฟิ่น” พอเราบอกว่าใช่ๆ ลุงชี้ไปตรงฟุตบาธที่ห่างออกไปเล็กน้อย รถเป้าหมายกำ ลังเคลื่อนตัวมาจอดรอผู้โดยสารทันที ตอนจะขึ้นรถบัสนี่แหละ ที่เรารู้เป็นครั้งแรกว่าบัตร Easy Card นี่เริ่มจะ สารพัดประโยชน์มากขึ้นทุกทีๆ เหมือนกับที่ ฮ่องกง มีบัตรมหัศจรรย์อย่าง Octopus นอกจากขึ้นรถไฟฟ้า จ่ายที่เซเว่นหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไป ยังใช้แทนเงินสดเมื่อขึ้น รถบัสระหว่างเมืองได้อีกด้วย แค่เอาบัตรไปจ่อกับเครื่องอัตโนมัติตรงประตูตอน ขึ้น คนขับจะให้บัตรพลาสติกชั่วคราวให้เราถือไว้ตลอดทาง ตอนจะลงค่อยเอาบัตร พลาสติกมาคืน และเราต้องแตะบัตร Easy Card ขาลงด้วย แต่เพราะมัวตื่นเต้นกับ การเล่นใหม่ๆ ทำให้ลืมดูไปสนิทว่า ตกลงค่ารถมันเท่าไหร่กันแน่ นั่งหลับบ้าง ตื่นบ้าง แค่ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงเป้าหมายแล้ว เราทยอยลง พร้อมกันคนเกือบทั้งรถที่ จิ่วเฟิ่น เพื่อไปเช็คอินเก็บสัมภาระ แต่ปัญหาเล็กๆ สำหรับ การจองที่พักที่ Windsor ก็คือ ทั้งเว็บไซด์และแผนที่มีแต่ภาษาจีนล้วน! ที่อุตสาห์ดั้น ด้นไปจองมาได้ก็เพราะใช้วิชากระเสือกกระสน เพราะเห็นรูปที่พักในเว็บไซด์แล้ว อดไม่ไหว ต้องขอมาลองพักด้วยตัวเอง กว่าจะเข้าใจกันได้ต้องใช้โปรแกรมภาษา ของ กูเกิ้ล และให้เพื่อนที่รู้ภาษาจีนช่วยอีเมลถามไปตอบมากันอยู่นานสองนาน ตามอีเมลล่าสุดที่คุยกับคุณ Hsu เจ้าของบ้านฝ่ายชาย แกบอกไว้ก่อน แล้วว่า ถ้ามาถึงให้โทรมาหา แล้วจะบอกทางให้อีกที ถ้าใครเคยไป จิ่วเฟิ่น จะรู้ว่ามัน เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บนภูเขา เลยมีตรอกซอกซอย ขึ้นลงบันไดเยอะแยะเต็มไปหมด แถมคุณ Hsu แกยังมีกิจการโฮมสเตย์อยู่หลายหลังทั่วบริเวณจิ่วเฟิ่นอีกต่างๆ แกคง จะกลัวเราหลง เลยย้ำว่ามาถึงแล้วให้โทรหาอีกรอบ แต่การโทรศัพท์ดันมีปัญหา อุตสาห์ให้น้องๆ ผู้หญิงคนไต้หวัน (ที่ไปคว้า


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

ตัวมา ขอให้ช่วยพูดภาษาจีนกับเจ้าของบ้าน) มาช่วยโทรผ่านเครื่องสาธารณะให้ แต่ ก็ติดต่อเบอร์โทรนั้นไม่สำเร็จ สุดท้ายเลยต้องใช้วิชาเดาสุ่ม เดินไปหากิจการที่ใกล้ที่สุดของแก คือ คาเฟ่ เล็กๆ ใกล้กับถนนคนเดิน โดยใช้แผนที่ภาษาจีนค่อยๆ ถามทางคนไปเรื่อยๆ เบียด เสียดกับผู้คนมหาศาลที่มาเที่ยวมาช้อปปิ้งในตลาดฉลองปีใหม่ ต้องมุดลงบันไดเดิน ตัดตรอกไปอีกหน่อยกว่าจะถึง แต่ก็ยังดีที่ได้ชมบรรยากาศบ้านเก่าๆ ข้างทางเป็น ของแถม คาเฟ่ของครอบครัวนี้น่ารัก และมีวิวบนระเบียงที่สวยสุดยอดอีกแห่ง มอง ไปไกลๆ เป็นเกาะแก่งกลางทะเล เหมาะสำหรับมานั่งพักผ่อนเป็นที่สุด แถมพอมาถึง เจ้าของบ้านหญิงที่เป็นคนต้อนรับ ยังบริการช็อคโกแลตชงจากนมสดร้อนๆ ให้จิบ เคล้าวิวสวยๆ อีก ทั้งเจ้าบ้านชายและหญิง ไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษตามที่ได้ออกตัวไว้ใน อีเมล ที่คุยกันก่อนหน้าจริงๆ พอเรามาถึง ทั้งสองจึงเรียกให้ลูกสาวชื่อ เจีย หลิง ที่พูด อังกฤษได้คล่องแคล่ว มาเจรจากับพวกเราแทนระหว่างนั่งจิบช็อคโกแลต เราเลย ได้นั่งพักเหนื่อยไปพลาง และคุยสัพเพเหระกับ เจีย หลิง ด้วย การสนทนาส่วนใหญ่เป็นเรื่องท่องเที่ยว เมื่อเธอรู้ว่าเรามาจากประเทศไทย ก็รีบคุยให้ฟังว่าเธอชอบไทย และเคยมาเที่ยวแล้ว แถมยังจำคำพูดว่า สวัสดีค่ะ ขอบคุณค่ะ ได้อีกต่างหาก แต่ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น เพื่อนอีกคนน่ะ ถึงกับคลั่งไคล้ไทย เลยทีเดียว เวลามาเมืองไทยเมื่อไหร่ ต้องแวะไปช้อปปิ้ง ไปนวดที่สปา เสียดาย ถ้าวัน นี้เพื่อนคนนั้นไม่ไปจังหวัดอื่น เย็นนี้จะต้องได้มาขอคุยกับพวกเราด้วยแน่นอน คุยสักพักถึงเวลาเดินทางไปที่พัก เจีย หลิง อธิบายว่าจะต้องเดินตรงผ่าน โค้งต่อไปอีกระยะ และขึ้นบันไดอีกต่อ ระหว่างที่เราเดินไป เธอจะขับรถมอเตอร์ไซค์ ไปรอตรงทางขึ้นบ้าน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าต้องหยุดจุดนี้ (เพราะบันไดไม่มีชื่อ


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

ตรอกกำกับ) และจะช่วยขนสัมภาระเป้ใบใหญ่ของเพื่อนสาวไปด้วย ส่วนฉันมีกระเป๋าใบเล็กกว่า เลยตัดสินใจแบกไปเอง เพราะกลัวว่า มอเตอร์ ไซค์จะทานน้ำหนักไม่ไหว งานนี้เราคิดถูกที่ทำตามที่เจ้าของบ้านบอกมา ก่อนว่าควร นำกระเป๋าเป้มา เพราะทางของจิ่วเฟิ่นเป็นบันไดเสียเป็นส่วนใหญ่ ห้องพักของเรา เป็นหนึ่งในกลุ่มบ้านที่แอบอิงกับแนวภูเขาพอดี แต่ละห้อง ลดหลั่นกันไปตามความสูง คล้ายทุกห้องเป็นบ้านส่วนตัว และที่สำคัญคือสวยงาม เหมือนที่เห็นในรูปไม่ผิด แถมสวยเกินกว่าที่เห็นมาจากจอคอมพิวเตอร์ด้วยเสีย อีก เป็นครั้งแรกที่ได้ห้องพักตัวจริงแล้วไม่ผิดหวัง ที่นี่ไม่โฆษณาเกินจริงเลย แถม ยังบริการอื่นๆ อีกเพียบ เจีย หลิง บอกว่า ถ้ากลับมาถึงคาเฟ่ทันตอน 5 โมงเย็น จะมีชายามบ่ายและเค้กให้กิน และตอนเช้าก็มีอาหารเช้าแบบโฮมเมดด้วย แสนเสียดายที่เราพลาดไปทั้งสองอย่าง เพราะเย็นวันนั้นมัวแต่หลงระเริง กับการเดินเทรกกิ้ง และต่อด้วยการกินไม่ยั้งที่ถนนคนเดินจิ่วเฟิ่น ทำให้ต้องสละสิทธิ แล้วไหนพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้าอีกด้วย เพราะมีคิวต้องล่องไปยังภาคกลาง ไกลออกไปแถว ชิงจิ้ง ฟาร์ม โน่นเลย กรอบหน้าต่างที่บานกว้างเหมือนจอภาพยนตร์ ฉายภาพทะเลที่อุ้มเกาะ แก่งภูเขาต่างๆ ไว้ในน้ำเหมือนที่เคยเห็น ดูเผินๆ อาจเผลอคิดไปว่าเหมือนดูกรอบรูป ที่มีชีวิต ส่วนในห้องก็ตกแต่งน่ารักครบ มีแม็กกาซีนและการ์ตูน (น่าจะเป็นของสะสม ของเจ้าของเอง) วางเรียงให้อ่านเพียบ แหม...เสียดายอย่างเดียว อ่านไม่ออกซักตัว ห้องเรามีชั้นบนและชั้นล่างเหมือนบ้านดีๆ หลังหนึ่ง ด้านล่างมีโซฟาที่ปรับ เป็นเตียงได้หากมากัน 4 คน มีระเบียงตั้งเก้าอี้ให้เอนหลัง ห้องน้ำมีอ่างไม้ให้นอน อาบแ���่สบายใจ มุมกาแฟมีชุดชากาแฟลายดอกไม้สวย และกาแฟและชาคุณภาพดี เรียงให้เลือก แถมด้วยตู้เย็น และตู้ทำน้ำเย็นน้ำอุ่นขนาดใหญ่แบบที่ต้มกาแฟเลี้ยง คนทั้งหมู่บ้านเลยยังได้


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

ดูแล้วสุดคุ้มถ้ามากันเป็นหมู่คณะ ราคาสำหรับ 4 คน 4,400 เหรียญ ส่วน 2 คนก็ 3,200 เหรียญ แต่ในช่วงที่เราไปเป็นวันหยุด ต้องยอมจ่ายแพงที่ 3,990 เหรียญ แต่แค่นี้ก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว เพราะบริการอื่นๆ ครบเพียบจนไม่รู้จะสรรหา อะไรมาติได้ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสการพักผ่อนหย่อนใจในบ้านพักน่ารักๆ ฉันกับเพื่อนเลย วางแผนรีบไปเที่ยวแล้วรีบกลับมานั่งพักผ่อน เขียนโปสการ์ดไม้ รับบรรยากาศและ วิวสวยๆของทะเลยามค่ำจากกรอบหน้าต่างกันดีกว่า ว่าแล้วก็รีบกลับไปที่บริเวณ เซเว่นหน้าถนนคนเดินอีกครั้ง เพื่อไปรอขึ้นรถต่อไปยังอุทยานเหมืองทอง เพื่อพา คุณเพื่อนไปเยือน “โรแมนติค ไฮเวย์” หรือเส้นทางเทรกกิ้งบนภูเขาหญ้า บริเวณเหมือง ทองเก่า ที่ฉันเคยไปในครั้งโอบไหล่ไต้หวันมาแล้ว เพื่อนสาว ถึงจะเตรียมเสื้อกันหนาวมาหลายชั้นกว่าเดิม แต่ยังไม่ชินจริงๆ กับแรงลมทวีคูณของเมืองในเทือกเขา ยิ่งในช่วงไต่บันไดขึ้นไปบนจุดสูงๆ ยิ่งหน้าซีด ตัวสั่น ผลลัพธ์ที่ได้จากการถ่ายภาพวันนั้น คือ หน้าตายิ้มเกร็งคล้ายกล้ามเนื้อไม่ ทำงาน ดูแล้วน่าจับไปช็อตไฟฟ้ากระตุ้นเป็นยิ่งนัก แถมหน้าตาที่เคยมีสีแต้มตลอด ยังไร้สีสันราวกับต้มจืด เพราะเธอไร้อารมณ์แต่งหน้า เรียกว่าอากาศหนาววันนั้น ปราบเซียน หญิงผู้ชอบการถ่ายรูปลงอย่างราบคาบด้วยคะแนน 2:0 ต้นหญ้าสูงธรรมดาๆ แต่ยังคงสวยเหมือนเดิมเมื่อโบกพลิ้วไปตามแรงลม ถึงจะเคยมาแล้ว ก็เบื่อไม่ลง และดีใจเสียอีกที่ได้พาเพื่อนมาเจอที่สวยๆ แต่หลังจาก ที่ลงจากเทรกกิ้งเส้นทางโรแมนติค ไฮเวย์ ระยะสั้นๆ ฉันลงมาแล้วชี้ทะยานขึ้นฟ้าไป บนยอดที่สูงกว่าข้างๆ เส้นที่มีคนตัวเท่ามดกำลังปีนขึ้นลิบๆ บนเส้นทางที่พุ่งไปหา ศาลาตั้งตระหง่านเป็นหลักชัย ฉันบอกกับเพื่อนว่า “จะขึ้นๆ” ดูระยะทางแล้ว น่าจะประมาณทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพคูณ 4 เพราะเส้น


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

Taiwan

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

ทางคด เคี้ยวไปตามแนวเขา แต่วิวบนนั้นคงสวยน่าดู เพราะจะเห็นทั้งคลื่นภูเขาที่ดู ฟูนุ่มเหมือนกำมะหยี่ และคลื่นทะเลของแปซิฟิคตรงหน้า แต่เพื่อนกลับตอบมาสั้นๆ ฟังแล้วประทับใจขนลุกซู่ว่า “ขึ้นไปเล้ย เพื่อนรอตรงนี้” ฟิ้ว~ สายลมแห่งความโดดเดี่ยวพัดเฉียดมาอีกครา ฉันแก้ลำว่าไม่ขึ้น ไปด้วยกันจะสนุกได้ไง พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอใหม่ชี้ไปอีกเส้นทางหนึ่งที่ดูสั้นกว่า เล็ง ระยะความสูงก็ไม่มาก แต่ก็ทำให้เห็นมุมมองของเทรกกิ้งเส้นโรแมนติค ไฮเวย์ ในมุม ใหม่ที่สวยเหมือนกัน สมประโยชน์กันทั้งฝ่ายเพื่อนที่ไม่ต้องการเดินเยอะ และฉันก็ ได้ภาพในมุมมองใหม่ๆ ขากลับเราแวะไหว้พระที่วัดเฉวียนจี้ และได้ไหว้พระพุทธรูปกวนอูขนาด ใหญ่ เดินผ่านร้านอาหารเดิมที่เคยมากินแล้ว แต่คราวนี้น่าเสียดายที่ร้านกำลัง ปิดแล้ว และเราก็กินอิ่มจากตลาดมาก่อน ไม่งั้นคงจะได้ชักชวนเพื่อนกินกันอีกรอบ เพราะยังประทับใจกับรสชาติและบริการของเจ้าของร้านไม่หาย แต่ไม่เป็นไร คราว หน้าจะต้องได้มาแก้ตัวกันใหม่แน่นอน เดินกลับเข้ามาในโซนเหมืองทอง มีความคึกคักจากนักท่องเที่ยวที่มาเป็น ครอบครัว พาลูก พาเจ้าตูบ มาเดินเล่น บ้างก็เข้าไปชมการจัดแสดงประวัติสถานที่ ในพิพิธภัณฑ์ รวมถึงกิจกรรมที่พลาดไม่ได้ คือ การไปลูบไล้ทองคำแท่งขนาดใหญ่ที่ สุดในโลก แต่บรรยากาศด้านนอกน่าสนใจกว่าหลายเท่า เพราะมีร้านกาแฟน่ารักมา เปิดตรงจุดชมวิวริมภูเขาพอดี ขับกล่อมด้วยเสียงกีตาร์อะคูสติกจากศิลปินเปิด หมวกรับวันปีใหม่ ถ้ามีเวลาเราอาจได้เดินเล่นมากกว่านี้ แต่เมื่อเลือกแล้วว่าจะใช้ ห้องพักอย่างคุม้ ค่า ก็เลยรีบกลับมาเดินตลาดจิว่ เฟิน่ ได้ชมิ ร้านลูกชิน้ ปลา ร้านบัวลอย (อร่อยหอมมากหวานกำลังดี) ชิมเต้าหู้เหม็น ไส้กรอกหมู และซื้อโปสการ์ดไม้


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

สินค้าเอกลักษณ์จากไต้หวัน เพื่อเตรียมส่งให้เพื่อนๆ ใน ไทยเป็นที่ระลึก ค่ำคืนนี้ คุณเพือ่ นได้ใช้สิ่งอำนวยความสะ ดวก ของบ้านพักอย่างเต็มที่ ด้วยการลงไปแช่ในอ่างไม้โอ๊ค (สมควรล่ะ ไม่ได้อาบน้ำมาสองวันเต็มๆ!) ส่วนฉัน เกรงใจอากาศหนาวเย็นในห้องน้ำที่ มีการเปิดช่องลมธรรมชาติไว้ ในห้องนอนเองก็เถิด ถึง จะมีฮีทเตอร์ทำลายความหนาวแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกได้ว่า ไม่เพียงพอ คงเป็ น เพราะคุ ณ เพื่ อ นต้ อ งตื่ น ตี สี่ ตั้ ง แต่ วั น ศุกร์เพื่อมาสนามบิน แถมยังอดหลับในคืนนั้นเพื่อการ เคาท์ดาวน์อีก พอมาถึงวันนี้ ณ วินาทีที่ได้สัมผัสเตียง สบายๆ เธอจึงผล็อยหลับไปในทันที ส่วนฉันเลือกนั่งเขียนโปสการ์ด ชมแสงสีบ้าน เรือนยามค่ำที่ระยิบระยับใกล้กับฝั่งทะเล พร้อมกับดู ภาพข่าวในทีวีย้อนให้เห็นวินาทีแห่งการฉลองด้วยพลุ ที่ตึกไทเป 101 ที่นำมาออกอากาศซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า สวยจัง เสียดาย ที่เราไม่ได้เห็นในมุมดีๆ ก่อนนอน ภาพการนอนค่ายลูกเสือในโฮสเทล คืนแรกตามมาหลอกหลอน สถานภาพของเราวันนี้ช่าง พลิกผันเหลือเกิน จากที่เป็นยาจกเมื่อวาน วันนี้เปลี่ยน มากินหรูอยู่สบายอย่างราชาในวันนี้


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

สถานที่ : จิ่วเฟิ่น - จินกวาสือ ที่พัก : วินด์เซอร์ คาสเซิ่ล (http://windsor.idv.tw/WindsorE. asp) เจ้าของมีบ้านพักีเปิดแบบโฮมสเตย์หลายแห่งในย่านจิ่วเฟิ่น ดูข้อมูลก่อนจองได้ทางเว็บไซด์ หากอ่านภาษาจีนไม่ออก มีเทคนิคง่ายๆ คือ คัดลอกชื่อโฮมเพจไปไว้ ใน Google กดค้นหา จะได้ผลการค้นหาออกมาเป็นเว็บไซด์ของ วินด์เซอร์ คลิกเลือกคำว่า “แปลหน้านี้” เสร็จแล้วก็จะปรากฎหน้าเว็บไซด์แบบที่แปลมาเป็นภาษาไทยให้ แล้วเสร็จสรรพ พอทำความเข้าใจได้ แม้ว่าคำแปลบางตัวจะดูทะแม่งๆ ก็ตาม อย่าได้ถือสา ราคา : 3,990 เหรียญ การเดินทางไป จิ่วเฟิ่น : นั่งรถไฟใต้ดิน MRT สายสีน้ำเงินไปลงที่สถานี Zhongxiao Fuxing ทางออก 1 ขึ้นมาถึงข้างบนเดินตรงไปจะเห็นป้ายรถอยู่ด้านซ้าย


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

2 มกราคม 2554

‘คุณอาจเลือกนิ่งดูดาย แต่คุณกลับไม่ทำ’

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

จิ่วเฟิ่นตอนเช้าเงียบมาก.... เหมือนเป็นคนละสถานที่กับเมื่อคืน ไร้วี่แววของสีสันละลานตา คล้ายเห็น หญิงสาวคนเดิมปราศจากเครื่องสำอาง เผยโฉมความงามเนื้อในออกมาให้เห็นชัดๆ ร้านรวงปิดประตูเงียบ และมีบางร้านเท่านั้นที่เริ่มเตรียมจัดของรับคน มาเที่ยวในวันใหม่ วิถีชีวิตคนปรกติโลดแล่นโดยไม่ถูกกระแสผู้คนบดบังเหมือนช่วง กลางวัน คนงานลงมือซ่อมแซมบ้านตกแต่งร้านค้า ร้านขนมเริ่มลงมือเตรียมวัตถุดิบ พร้อมรับการขายวันใหม่ เจ้าหน้าที่มาเก็บกวาดขยะกองโต โชคดีอย่างหนึ่งของการค้างคืน จิ่วเฟิ่น ก็คือ เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาเดินในเส้น ทางตลาด ร้านไหนที่เมื่อวานคนต่อคิวยาวเหยียดจนแทบจะรอไม่ไหว เช้าวันนี้เราก็ จะได้ซื้อขนมร้านนั้นอย่างง่ายดาย เพราะไม่มีลูกค้าคนอื่นมาขโมยซีน ลัดเลาะตรอกอย่างสบายตัวไปครู่เดียว ก็เดินถึงเซเว่นสาขาเดิม วันนี้ต้อง ใช้บริการเติมเงินเข้าบัตร Easy Card เพื่อขึ้นรถ แล้วก็ซื้อข้าวปั้นสาหร่ายไว้เตรียม กินระหว่างทางพร้อมเครื่องดื่ม ตอนนี้เราเริ่มเชี่ยวชาญในการสื่อสารกับคนไต้หวัน มากขึ้น ด้วยการพ่นภาษาไทยใส่อย่างองอาจไปเลย เช่น ตอนที่ฉันคุยกับตี๋น้อยคน ขายในเซเว่นว่า “เติมเงินน้อง” พูดคล่องราวกับไปเซเว่นปากซอยบ้านก็ไม่ปาน แล้วก็ชูบัตรให้ดู ตี๋น้อย ถามกลับด้วยภาษาจีนที่คล่องไม่แพ้กันว่าจะเติมเท่าไหร่ ณ จุดนี้ อย่าได้ถามว่า รู้ ได้อย่างไรว่าเขาพูดภาษาจีนกลับมาแปลได้อย่างนั้น บอกแล้วว่ามันเป็นศาสตร์ ชั้นสูงของการสื่อสาร ไม่มีการบันทึกสอนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และเมื่อชูสองนิ้ว


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

ตี๋ก็คีย์ข้อมูลให้ 200 เหรียญและเก็บเงินตามจำนวนได้อย่างถูกต้อง เสร็จภารกิจกับ เซเว่น ถ้าจะนั่งรถกลับเข้าไทเป ก็แค่ข้ามถนนไปฝั่งตรง ข้าม กลับไปยืนรอขึ้นรถบัสที่หน้าร้านขายขนมเปี๊ยะเหมือนเดิม ถามย้ำกับคนที่รอรถ ด้วยกัน ก็ได้คำตอบว่าต้องขึ้นรถที่เขียนว่า Taipei หรือสาย 1062 แล้วรถจะไปส่งที่ เดิมพอดิบพอดี สภาพรถขากลับไม่หรูหราเท่ากับขามา แต่ก็นำเราไปส่งถึงหน้าสถานี MRT สาย Zhongxiao Fuxing ในไทเป ได้รวดเร็วเหมือนเดิม วันนี้เราต้องเร่งสปีดชีวิตให้ รวดเร็วกันหน่อย เพราะว่าดันไปจองตั๋วรถไฟความเร็วสูง (THSR : Taiwan High Speed Railway) เส้นทาง ไทเป – ไถจง (Taichung) 10.18 น. เอาไว้เพื่อ เดินทางยาวลงไปยังเขตหนานโถว เที่ยวเก็บบรรยากาศฟาร์มสวยๆ และกลับไปย่ำ บนเขาเหอฮวาน (Hehuan) ลุ้นว่าจะเจอกับหิมะบนยอดดอยหรือไม่ ภูเขาเหอฮวาน... ที่ๆ สร้างความตื่นตะลึงทั้งกับทิวทัศน์ และประสบการณ์ พิเศษระหว่างการเดินทางในครั้งที่ได้ไปโอบไหล่ไต้หวัน แนวภูเขาเหล่านี้ที่ทำให้ฉัน รู้ว่าไต้หวันไม่ได้มีแค่ตึก 101 อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ค พิพิธภัณฑ์กู้กง ตลาดกลาง คืนอาหารรสเลิศ ฯลฯ แต่มีธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ถูกโอบซ่อนไว้ใจกลางประเทศด้วย ดังนั้น เพื่อให้แผนการท่องเที่ยวไม่ผิดรูปรอยที่วางไว้นัก การเอาตัวไปตั้งที่ ไถจง ให้ได้เร็วที่สุดจะเป็นการดีที่สุด เพราะการไป ชิงจิ้ง ฟาร์ม นั้นไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแต่ว่าต้องเลือกทางสะดวกและเร็วที่สุดคือ รถไฟความเร็วสูงไปลงสถานีไถจง จากนั้นต่อรถบัสให้ทันรอบ 12.40 น. ใช้เวลา 2 ชั่วโมงไปถึง ชิงจิ้ง ฟาร์ม ตอน 14.30 น. (ตั๋วราคา 450 เหรียญ) ดังนั้น พอเปลี่ยนจากสถานี Zhongxiao Fuxing กลับมายังสถานี Taipei Main ศูนย์กลางของรถไฟความเร็วสูง THSR ได้แล้ว ด้วยแรงกระตุ้นของเวลากระชั้น ชิด คุณเพื่อนสวมวิญญาณคนอึดโลกตะลึง แบกเป้ใบมหึมาฝ่าผู้คนในสถานีอย่าง


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

พลิ้วเร็วราวกับโรนัลโด้ วันนี้เธอฟื้นพลังกลับมาฟิตเปรี๊ยะ เพราะเมื่อวานนี้เล่นนอน เป็นเด็กอนุบาลตั้งแต่หัวค่ำต่างหาก ตอนแรกกะว่าจะฝากเป้ใหญ่ไว้ที่ล็อกเกอร์สถานีนี้ แต่เพราะเวลาที่เหลือ เฉียดฉิวเกินไป เราเลยตัดสินใจแบกสัมภาระขนาดใหญ่ไปด้วย (ดันไปซื้อของฝากที่ จิ่วเฟิ่น มาอย่างเยอะ) แล้วหวังดาบหน้าว่าค่อยไปใส่ล็อกเกอร์ที่สถานี THSR ไถจงแทน พอโยนกระเป๋าลงไปนั่งบนรถไฟฟ้าได้แล้ว ความสบายและความทันสมัย สะอาดสะอ้าน ของรถไฟความเร็วสูง ทำให้หายเหนื่อย ถึงเวลาหยิบข้าวปั้นสาหร่าย และน้ำขวดมานั่งโซ้ยแทนอาหารเช้ากันตอนนี้เอง หลับบ้าง คุยบ้าง แค่ชั่วโมง เดียวก็ถึงเป้าหมายสถานีไถจง คิดถึงความสะดวกแบบนี้แล้ว ก็อยากให้ประเทศ ไทยมีรถไฟความเร็วสูงแบบนี้บ้าง เอ...มากไปหรือเปล่า งั้นขอให้รถไฟที่มีอยู่ปลอด ภัยก่อนดีกว่า สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อมาถึง คือ เดินไปหาประชาสัมพันธ์ ถามหาล็อกเกอร์ แต่เจ้าหน้าที่ตอบมาอย่างเศร้าๆ ว่าที่นี่ไม่มีล็อกเกอร์ให้ฝากของหรอกค่ะ ‘ซี้แหงแหล่ว อั๊วะขนมาเยอะแยะเลย’ สงสัยตอนไปถึงที่พักวันนี้ได้ ต้อง กลับไปแพ็คกระเป๋าใหม่อีกรอบ โดยเฉพาะของเพื่อน ต้องเอาใบลูกที่คลอดมากลับ ไปใส่ในท้องใบแม่เหมือนเดิม ไม่เป็นไร ยังดีที่เราเดินทางอีกต่อเดียวก็จะถึงอยู่แล้ว แต่ตอนขึ้นรถนี่สิ คงทุลักทุเล (และทุเรศ) น่าดู ว่าแล้วก็หอบข้าวของลงไปชั้นล่างเพื่อซื้อตั๋วรถบัสของบริษัท Nantou Bus ซึ่งมีบริการผ่าน ‘ชิงจิ้ง ฟาร์ม’ ชั้นล่างสุดของสถานีเป็นจุดจอดรถบัสรับส่งผู้โดยสาร และมีท่ารถเล็กๆ สำหรับอำนวยความสะดวกด้วย แต่ปรกติศูนย์กลางการต่อรถของ ไถจง จะอยู่ที่สถานีรถไฟไถจง (รถไฟธรรมดา) มากกว่าที่นี่ ถ้าเดินลงมาแล้ว เจอคุณพี่แท็กซี่เข้ามาทักเป็นด่านแรก อย่าได้หวั่นไหว


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

(เพราะมันแพง) เดินไปหาเคาน์เตอร์รถบัสเลยดีกว่า แต่จริงๆ แล้วแท็กซี่นี่ก็ไม่ได้ คุกคามอะไร แค่มาดักถามว่าไปไหน พอตอบว่าจะไปชิงจิ้ง แกพยายามอธิบาย เป็นภาษาจีนแล้วบอกว่า 1 2 4 0 นะ เราก็หยุดงงกันอยู่นานว่าแกจะสื่ออะไร แกเลยชี้ไปที่นาฬิกา แล้วเขียนแบบล่องหนด้วยนิ้วบนฝ่ามือตัวเองเป็นตัวเลขว่า 1 2 4 0 ต้องเล่นใบ้คำกันซะตั้งนานกว่าจะเข้าใจ ฉันร้องอ๋อ แล้วก็เขียนเลข 1 2 4 0 ลงบนมือของแกบ้าง ถามว่า 12.40 น. เวลารถบัสออกใช่มั้ย แกรีบพยักหน้ายิ้มเฮฮา บ่งบอกว่าดีใจที่ทำให้ชาวต่างชาติ เข้าใจได้ และชักชวนต่อด้วยว่า งั้นไปแท็กซี่ไหม (ทำท่าขับรถบรื้นๆ ประกอบด้วย) เร็วกว่านะ ฮ่าฮ่า ฉันก็เลยหัวเราะกับแกไปด้วยว่า “ฮ่าฮ่า จะไปรถบัสอ่ะ” พูดพลางโค้งน้อยๆ เป็นการขอบคุณ ก่อนจะเดินจากมา ปล่อยให้คุณลุงหัว เราะค้างและกลับไปหาเพื่อนด้วยความตลกขบขันกับความพยายามในการสื่อสาร ซึ่งในที่สุดเข้าใจแต่ภารกิจไม่สำเร็จ ส่วนพวกเรา เมื่อตรงดิ่งมาหาเคาน์เตอร์รถบัส ก็จะหมวยน้อยใส่แว่นรออยู่ แล้ว เธอฟังภาษาอังกฤษได้และขายตั๋วให้เราสำเร็จโดยไร้ปัญหา แถมให้ตารางเวลา เดินรถ ติวให้ฟังว่าตอนขากลับต้องมารอบไหน และช่วยเขียนชื่อภาษาจีนบอกป้ายที่ เราจะลงให้ด้วย เธอบอกทำนองว่าเอาไว้ให้ชูใส่หน้าคนขับรถเพื่อความชัวร์ แต่พอถามอะไรซับซ้อน หมวยจะเริ่มงงนิดหน่อย และมีคุณน้าชายอีกท่า นมาช่วยอธิบายเป็นภาษาจีน!!! จัดเต็มมาเป็นชุดกำกับด้วยภาษามือ สุดท้าย คง จะเห็นใจชาวต่างชาติที่มาพร้อมของรุงรังเลยมอบอภิสิทธิ์เป็นบัตรคิวเบอร์ 1 และ 2 แล้วบอกว่า Special นะ เพราะจะได้ต่อแถวเป็นคนแรก และไปเลือกที่นั่งก่อน น่ารักและมีน้ำใจจริงๆ เลย แถมก่อนจะกลับขึ้นไปข้างบนเพื่อหาอะไรกิน คุณน้ายัง ย้ำอีกรอบว่า


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

“12.40 น. นะเวลารถออก อย่าลืมลงมาให้ตรงเวลาล่ะ” รู้สึกว่าได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยมจริงๆ สำหรับการเดินทางวันนี้ แต่ความ เอาใจใส่ที่ได้จากคนไต้หวัน ยังไม่จบเท่านี้ มันเกิดขึ้นอีกหลังจากที่เราขึ้นไปสาละ วนหาของกินที่เซเว่น สนุกกับการดูอาหารแปลกๆ อย่าง ลูกชิ้นลวกในหม้อน้ำซุป ที่ตั้งขายกันสดๆ ในเซเว่น ในที่สุดฉันก็ได้นมกล้วยกล่องหนึ่งมาไว้แก้หิวระหว่างลง ไปรอรถด้วย มีผู้โดยสารจำนวนหนึ่งมาจับจองที่นั่งรอรถชั้นล่างเกือบเต็มแล้ว เราเลือก ���ยนของไว้บนเก้าอี้แถวหนึ่ง ตรงข้ามกับชายหนุ่มหัวเกรียนผู้เคร่งขรึม มาดเหมือน นักเรียนนายร้อยนอกเครื่องแบบ ฉันเอากล่องนมกล้วยขึ้นมาแกะ กล่องมันเป็นทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสที่เวลา กินสมัยก่อนต้องฉีกด้านบนให้แบะออกมา คราวนี้ฉันนั่งแกะอยู่นานก็ไม่ออก แถม ส่งให้เพื่อนช่วยแคะแงะอย่างไร กล่องก็ยังผนึกแน่นจนเพื่อนยอมแพ้ส่งกล่องคืน ฉันนึกโมโหจนหน้าออกงิ้ว บ่นดังๆ พลางโทษไปถึงบริษัทที่ผลิตว่า มันจะทำกล่องให้ คนกินหรือเปล่าเนี่ย ขณะที่ปากกล่องกำลังค่อยๆ เผยอนิดๆ เพราะแรงมือตะกุยอย่างลำบาก ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ไอ้หนุ่มคนตรงข้ามทนดูไม่ไหว ลุกขึ้นมาคว้ากล่องไปจากมือ หมุนด้านที่ถูกต้องที่ฉันไม่เคยสังเกตมาก่อน เห็นรอยปรุรูปวงกลมที่มีไว้ให้เจาะ หลอดอยู่แล้ว เจ้าหนุ่มเอานิ้วกดง่ายๆ ทีเดียวก็เปิดออกพร้อมเอาหลอดใส่ได้ทันที น่าอับอายแทนสยามประเทศจริงๆ เพราะขนาดหนุ่มมาดนิ่ง ที่ดูเหมือนจะ เป็นคนสุดท้ายในโลกที่จะยุ่งเรื่องชาวบ้าน ยังทนไม่ไหว ระหว่างที่น้องชายถือ กล่องก็งึมงัมภาษาจีนไปด้วย คงจะบ่นทำนองว่า ที่จริงมันมีรอยปรุให้เจาะง่ายๆ อยู่ตรงนี้ต่างหากเล่า แต่ด้วยความที่แปลไม่ออก ฉันว่าไอ้หนุ่มคงจะแอบด่าแถมไป แล้ว อย่างน้อยก็ในใจว่า


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

“ซื่อบื้อเอ้ย มันมาจากดาวนพเคราะห์ไหนกันฟระเนี่ย” รับกล่องคืนมาแล้ว ฉันได้แต่ขอบคุณในน้ำใจ หรือไม่ก็ความสมเพชนี่แหละ ที่ทำให้ภารกิจเจาะกล่องนมลุล่วงด้วยดี แต่เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียชื่อเสียง ฉันก็ ทำตลก ขำขันกับเพื่อน แล้วพูดลอยๆ เป็นภาษาอังกฤษซ้ำไปซ้ำมาว่า “ไอ คัม ฟรอม เวียดนาม ha ha ha” เสร็จจากการช่วยเหลือชาวต่างชาติ เจ้าหนุ่มคนเดิมกลับสู่โหมดเงียบ เหมือนเดิม และเจ้าหน้าที่ชายก็เรียกขึ้นรถ คนเดินออกไปต่อแถวที่ป้ายอย่าง เป็นระเบียบ คุณลุงเจ้าหน้าที่คนเดิมเห็นเราออกมาปุ๊บ ก็รีบไล่คนที่อยู่หัวแถว บอกว่าให้เขยิบหน่อย เจ้าของเบอร์หนึ่ง กับ เบอร์สอง เขามาแล้ว อยากจะยืดอกด้วยความภาคภูมิใจกับการได้รับบริการอันดีเยี่ยม คุณลุง รับบัตรคิวคืนและส่งยิ้มให้ บอกว่ารอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวรถก็มาแล้ว เสร็จแล้วแกก็หันไป ขยันขันแข็งช่วยผู้โดยสารคนอื่นที่มีสัมภาระ ยกมากองไว้เตรียมขนขึ้นใต้ท้องรถ แต่ยืนยืดเป็นสองคนหน้าแถวหน้าได้ไม่นาน ก็มีคนเส้นใหญ่กว่ามาชิงตำ แหน่งไป คุณตากับคุณยายถือไม้เท้าลากกระเป๋าเดินทางมา และคุณลุงจอมขยันคน เดิมก็รีบไปช่วยนำทั้งสองคนมายืนแถวข้างหน้าเรา และหันมาบอกว่า “ขอโทษด้วยนะ ต้องขอให้คนแก่อยู่ด้านหน้าสุดแทนแล้วล่ะ” เรารีบบอกว่า ไม่เป็นไร เชิญเลยๆ แถมยังคิดด้วยว่า ช่างบริการดีและน่ารัก ประทับใจคนทุกชนชั้น เชื้อชาติ และอายุ จริงๆ เท่านั้นไม่พอ ตอนที่ขึ้นรถได้แล้ว แต่ด้วยความที่กระเป๋าและสัมภาระ ยุ่งเหยิงเกินขนาด ทำให้เราหมุนไปมาบนทางคับแคบอยู่นานกว่าจะแทรกกายเข้า ไปในเบาะได้ แถมได้แต่เข้าไปยืนหน้าเก้าอี้แต่หย่อนก้นไม่สำเร็จ เพราะไม่รู้จะวาง กองของท่าไหน ร้อนถึงคุณลุงคนเดิมที่รีบเดินขึ้นมาถึงบนรถด้วยความเป็นห่วง และ รับภาระขนกระเป๋าลงไปใส่ด้านหลังให้ เสร็จแล้วก็กวักมือเรียกให้ฉันไปดูตำแหน่ง


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

ไว้ว่า เก็บไว้ตรงนี้นะไม่ต้องห่วง และยังแอบไปกำชับกับคนขับรถด้วยว่า พอถึงป้าย ของเราต้อง จอดให้ด้วยนะ เราได้แต่โค้งขอบคุณไม่รู้กี่ครั้ง และถึงรถจะออกมาแล้ว ก็ยังนึกขอบคุณ ทุกคนทั้งคุณลุง อาหมวย เจ้าหนุ่มผู้มีพระคุณ ที่มีน้ำใจให้คนไม่รู้จัก ถึงจะไม่ได้ร้อง ขอ แต่เราก็อิ่มใจ ทั้งๆ พวกเขาอาจจะวางเฉยต่อเราเสียก็ได้ เพราะลำพังแค่พูดสื่อ สารกันยังลำบาก แต่พวกเขาก็เลือกที่จะช่วยเหลือแทนการนิ่งดูดาย อีกครั้งที่ฉันเห็นภาพสะท้อนของไต้หวันที่เหมือนคนไทย ใครต่อใครบอกว่า เราเป็นชนชาติที่มีน้ำใจ ฉันอยากให้ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวบ้านเรา ยังคงรู้สึกแบบนั้น เหมือนกับที่เราสัมผัสได้จากไต้หวันในตอนนี้ ระหว่างเส้นทางอันยาวนานสูชิงจิ้ง ฟาร์ม มีการขึ้นลงเป็นระยะ และผู้คน จำนวนมากก็แห่ขึ้นอีกรอบเมื่อถึงผูหลี่ (Puli) เมืองใหญ่อีกเมืองในละแวกนี้ ซึ่งเป็น จุดต่อรถที่สำคัญหากใครคิดจะไปเที่ยวชิงจิ้ง ฟาร์ม หลังจากผ่านใจกลางเมืองผูหลี่ ไปแล้ว ถนนก็ไต่ระดับสูงขึ้นๆ เมื่อเข้าเขตเหรินอ้าย (Ren-Ai) ถึงจุดนี้แล้ว ไม่ควร ปล่อยให้ความง่วงงุนงงครอบงำ เพราะของดีอยู่นอกหน้าต่างด้านขวา โชคดีที่เราได้เลือกที่นั่งฝั่งดี ทำให้เห็นวิวของทะเลสาบปี้หู (Bihu) หรืออีก ชื่อเรียกหนึ่งว่าอ่างเก็บน้ำ Wanda ที่อยู่ในหุบเขาด้านล่างได้ถนัด แม้ฤดูหนาวอย่าง นี้น้ำจะแห้งเหือดเหลือแต่ริ้วโคลนดินสีดำ แต่ก็เป็นทัศนียภาพี่แปลกตา ชวนให้คนบน รถเอากล้องมาจ่อหน้าต่างเก็บภาพกันเป็นระยะ ไม่นานเกินรอ ก็ได้เวลาลงจากรถเมื่อถึงป้าย Chingjing Elementary School มีผู้โดยสารแค่ 3 คนเท่านั้นที่ลงป้ายนี้ หลังจากที่พะวงอยู่หลายตลบเพราะ กลัวลงป้ายไม่ถูก พอเอาเข้าจริงไม่ยากอย่างที่คิด เพราะเรามีทั้งคาถาที่คุณลุง สถานีรถไฟช่วยเป่าใส่หูคนขับมาแล้ว และที่สำคัญคือเราใช้ปากและความกล้าหมั่น


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

ถามทางคนเบาะหลัง และใช้กระดาษที่จดภาษาจีนแวะไปถามคนขับเพื่อความชัวร์ อีกด้วย หลังจากลงไปยืนบนถนนแล้ว ต่อไปต้องวัดดวงเดินต่อไปที่พักเอง เพราะ แผนที่ๆ มีเป็นภาษาจีนล้วนๆ แต่ฉันมีตัวกระตุ้นที่ดีมาก คือ อาการปวดท้องฉี่ขั้น วิกฤต เอาการแบบนี้เกิดขึ้นทีไร สัญชาตญาณเรื่องทิศทางจะแม่นเปรี๊ยะขึ้นมาผิดหู ผิดตา มองไปข้างหน้าเห็นป้ายการ์ตูนตัวสุนัขสีขาวชี้ไปตามทางลง และตัวหนังสือ ติดชื่อรีสอร์ท Villa Relax ฉันก็ติดเทอร์โบนำดิ่งเพื่อนไปตามทางคดเคี้ยวทันที ระหว่างทางโค้งลาดลงเรื่อยๆ ผ่านหมาดุสองตัวที่ถูกล่ามโซ่ไว้โผนเห่ากรร โชกใส่ ดูแล้วคงไม่ใช่บ้านหลังนี้ เพราะตามเว็บไซด์ที่ดูหมา หมาประจำบ้านจะต้อง เป็นหมาสีขาวตัวใหญ่ท่าทางใจดี ไม่ใช่หน้าตาถมึงทึงแบบนี้ งั้นก็ต้องรีบจ้ำต่อไป ทางลงลึกไปเรื่อยๆ จนน่าแปลกใจว่าทำไมมันไกลจัง แล้วขาขึ้นจะเดินไหว ไหม จนในที่สุดเริ่มเห็นบ้านแบบกระท่อมยุโรปตั้งอยู่ด้านขวามือ แต่สิ่งที่บ่งบอกได้ ดีกว่าคือ รอยเท้าหมาขนาดใหญ่ที่ระบายไว้ตรงพื้นถนนชี้ว่า ทางนี้แหละที่นำไปสู่ Villa Relax ที่พักแบบ B&B ที่มี สัญลักษณ์เป็นหมาสีขาวขนปุยตัวใหญ่พันธุ์ Great Pyrenees (คล้ายๆ โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ แต่ขนหนานุ่มกว่า) แต่ตอนนี้เรายังไม่เห็นเงา ของมันสักตัว รู้แต่ว่าตัวเองนี่แหละ ที่เริ่มจะหอบเหมือนหมา เพราะทางไกลมากกว่า จะมาถึงหน้าประตู “ที่จริงมันมีทางขึ้นลงติดๆ กับถนนใหญ่นี่เลยค่ะ ทะลุสนามบาสของโรง เรียน ป้ายรถบัสที่พวกคุณลงมานั่นแหละ” คุณพี่เจ้าของบ้านมาเฉลยให้เราปวดใจเล่นว่า สำหรับคนเดินเท้ามามีทาง ลงที่ใกล้ถนนนิดเดียว แต่ที่เห็นป้ายชี้เป็นทางคดเคี้ยวลึกลงมานั้น เป็นทางสำหรับ รถเข้าออกเท่านั้น โธ่เอ๊ย ปล่อยให้ทนปวดฉี่ตั้งนาน เออใช่...ลืมอาก���รปวดฉี่ไปเลย ตั้งแต่ได้เห็นตัวบ้าน ได้ก้าวเข้าประตูสีแดง


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

มาเจอบรรยากาศอบอุ่นของห้องอาหาร ผ้าปูโต๊ะลายดอกไม้ เบาะนวมที่ผ่านการ ใช้งานจนสีตุ่นแต่ยังสะอาดและมีไออบอุ่นประหลาดของเวลาซ่อนอยู่ สารพัดของ กุ๊กกิ๊กห้อยทั่วไป กรอบรูปครอบครัววางเรียงเต็มหลังเปียโน ตุ๊กตาแขวนตามมุม ต่างๆ หนังสือเรียงแน่นเต็มชั้น รองเท้าไม้แบบดัตช์ตกแต่งเต็มผนังอีกด้าน รวมถึง ผนังหินธรรมชาติ เคาน์เตอร์ขอนไม้ และตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่นั่งอยู่ ฉันรู้สึกเหมือนหลุดมาอยู่ในบ้านเพื่อน และทำให้แทบจะตกลงอย่างว่า ง่าย เมื่อเจ้าของบ้านชักชวนให้อุดหนุนแพ็คเกจ Afternoon Tea บวกอาหารมื้อเย็นมื้อเช้า และตั๋วเข้าชม Small Swiss Garden เข้าไปด้วย ในราคา 400 เหรียญ จาก เดิมค่าห้องอย่างเดียว 2,400 เหรียญ และทัวร์ชมพระอาทิตย์ขึ้น 350 เหรียญต่อคน ตามปรกติแล้ว การประหยัดให้ได้มากที่สุดคือหัวใจของการไปเที่ยวของ เรา แต่ด้วยมนต์สะกดบางอย่างของที่นี่ เรากลับตกลงอย่างว่าง่าย และมารู้ทีหลัง ว่าคิดไม่ผิด และแถมคุ้มค่าอย่างมากกับการตัดสินใจนี้ เพราะอาหารที่จัดให้ทุกมื้อ ไม่ต้องทำวิจัยก็ได้คำตอบทันทีเลยว่าคุ้มทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ก่อนรับกุญแจและเข้าไปเก็บของ ฉันถามเจ้าของว่า หมาของคุณหายไป ไหนหมด เธออธิบายว่า เพราะตอนนีม้ หี มาของแขกอยูใ่ นบริเวณบ้าน และหมาของเธอ ไม่ค่อยชอบเวลามีตัวอื่นอยู่ในบริเวณเดียวกันด้วย จึงต้องกักบริเวณไว้ในบ้านหมา ส่วนตัวที่สร้างซะสวยเป็นกังหันลมครอบกรงไว้ จริงด้วย เพิ่งสังเกตว่าในห้องอาหาร (ที่เป็นทั้งล็อบบี้) มีแขกคนอื่นอยู่ด้วย แล้วพวกเขาก็มีหมาตัวเล็กนั่งอยู่ด้วยกัน แล้วแขกที่เพิ่งขับรถเข้ามาพร้อมเรา ก็จูง หมาพันธุ์ลาบาดอร์ตัวใหญ่มาด้วย สงสัยที่นี่จะเป็นวิลล่าสำหรับคนรักสัตว์ แขกทุกคนจะต้องจูงหมาเล็ก หมาใหญ่ มาทุกคนเหมือนเป็นที่รู้กันในหมู่ คนท้องถิ่นเลยว่า หากจะมาพักแถวชิงจิ้งฟาร์มแบบพาหมามาเที่ยวด้วย ก็ต้องมา ที่นี่แหละ


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

ห้องพักในบ้านสองชั้นด้านหน้า มีไม่กี่ห้อง ฉันใจจดจ่อรอจะได้เห็นวิวของ จริง หลังจากดูจากรูปแล้วว่ามันสวยงามสมกับที่อยากมาพักผ่อนจริงๆ และเมื่อเปิด ประตูผลัวะเข้าไปเท่านั้นแหละ ยังไม่ทันได้ชื่นชมกับความงาม ก็ได้ยินเสียงแรกเป็น เสียงกรี๊ดสนั่น!!!

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

“สวยมาก” คุณเพื่อนสาวกรี๊ดให้กับวิวหน้าต่างสูงเพดานจรดพื้น เผยให้เห็นทิวทบของ ภูเขาด้านนอก กระจกแผ่นบางใสกั้น แทบจะทำให้รู้สึกเหมือนได้นอนท่ามกลางภู เขาเลยจริงๆ ใกล้หน้าต่างมีโซฟาและตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ประจำการเฝ้าห้อง อยู่ด้วย จากนั้นเพื่อนก็ทิ้งดิ่งร่างกายขนาดใหญ่และกระเป๋าลงไปนอนคว่ำบนเตียงที่ ติดริมหน้าต่างด้วยอัตรารุนแรงราวกับระเบิดที่ลงฮิโรชิม่า เตียงสีขาวลายดอกไม้ยวบ ลงไปตามน้ำหนัก “เฮ้ย เดี๋ยว ลุกขึ้นมาก่อน” ตามประสาเพื่อนที่ดี ฉันเรียกคุณเพื่อนขึ้นมาแล้วบอกว่า งานนี้ต้องช่วงชิง ที่นอนกันหน่อย เพราะในห้องมีเตียงนอนใหญ่ 2 เตียง (ที่จริงมากัน 4 คนยังนอนได้ สบายๆ ด้วยซ้ำ) เตียงที่เธอถล่มลงไปเป็นเตียงที่ติดหน้าต่างมากกว่า ใครได้นอนก็จะ ได้ตะแคงชมวิวเพลิดเพลินเจริญตา ของแบบนี้ไม่มีการเสียสละในหมู่โจร ต้องใช้ยุทธ วิธีอันเก่าแก่ในการตัดสินนั่นคือ เป่ายิ้งฉุบ เท่านั้น คนที่หัวเราะเสียงดังอย่างมีชัยกลายเป็นฉัน “ฮื่อๆ ฮ่าๆ” ส่วนคุณเพื่อนโวยวาย ทว่าต้องยอมย้ายข้าวของไปแต่โดยดี และกว่าจะ เก็บของออกจากห้องกันได้ ก็มัวแต่ถ่ายรูปมุมต่างๆ ของห้องกันยกใหญ่ และไม่ลืม ปลดทุกข์ที่สะสมมานาน ล้างมือล้างหน้าเพื่อที่จะพบว่าน้ำก๊อกเย็นเฉียบมาก สงสัย วันนี้จะได้อาบน้ำรอบเดียวอีกเหมือนเคย


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

ลงมาด้านล่างเพื่อประเดิมมื้อแรกกับ ชายามบ่าย หรือที่เรียกเก๋ๆ ว่า Afternoon Tea โต๊ะอาหารด้านในมีให้นั่งอบอุ่นเราก็ไม่นั่ง เลือกออกไปโต้ลมเย็นที่ โต๊ะด้านนอกแทน เพราะยอมแพ้กับวิวภูเขาที่มาจ่อรดต้นคออยู่ด้านนอก ได้จิบชา ร้อนๆ รสกลมกล่อม พร้อมฮอทดอกที่แทรกผักสลัดสดกรอบจากสวน ขนมปังอุ่นๆ หอมนุ่ม มันช่างเพลินบอกไม่ถูก แถมเรายังได้เจอกับ “ฉงฉง” หมาเจ้าถิ่นวัยชราตัว จริงเสียงจริงแล้วด้วย ฉงฉง เป็นหมาสีขาวตัวผู้ ขนมันไม่พองฟูนัก แต่ก็ยังตัวใหญ่และน่ารักมาก หลังจากได้ทำเลริมรั้วแล้ว มันก็ทิ้งตัวลงนอนนิ่งไม่ไปไหน ตอนแรกเห็นมันเดิน กระย่องกระแย่ง กว่าจะนั่งลงได้แต่ละครั้งขาแทบสั่นระริก ถามไถ่ดูเลยรู้ว่ามันอายุ 14 ปีเข้าไปแล้ว หูตาก็เริ่มฝ้าฟางตามประสา ขี้ตาไหลย้อยลงมาบ่อยๆ จนกลายเป็น ร่องสีดำปี๋ถาวรบนใบหน้ายาวๆ จะนิติพล หรือ วุฒิศักดิ์ ก็เอาไม่อยู่แล้วรุ่นนี้ ถึงวันนี้ ฉงฉง จะแก่ แต่ก็คงแก่อย่างมีคุณค่า เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา ได้อยู่ในธรรมชาติที่ดี ท่ามกลางภูเขาและต้นไม้ อากาศเย็นสบายตลอดปี ถึงตายก็ คงไม่เสียชาติหมาแล้ว บ่ายที่เหลือของวันนี้ เราวางแผนจะเดินไปเที่ยวใกล้ๆ คือ Swiss Garden ที่มีแถมไว้ในแพ็คเกจทัวร์และอาหารที่เพิ่งซื้อมา จริงๆ อยากไปชิงจิ้งฟาร์ม เพื่อไปดู ฝูงแกะและเที่ยวทุ่งเนินเขาสีเขียวอีกครั้ง และตอนแรกดันเข้าใจผิดว่าตั๋วที่ได้คือตั๋ว ชิงจิ้งฟาร์มด้วย แต่ปรากฎว่าเป็นแค่ตั๋วเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในละแวกใกล้ที่พัก ทำเหมือนสวนเล็กๆ มีต้นไม้ และของประดับตกแต่งเก๋ๆ ให้ ถ่ายรูปคู่เล่นๆ ฉันเดินนำลิ่วอย่างไม่มีอารมณ์ เพราะไม่ค่อยถูกใจสวนมากนัก ถ้าเป็นคน ชอบถ่ายรูปตัวเองก็ว่าไปอย่าง คงจะพอใช้เวลาได้นานอยู่ เพราะมีมุมน่ารักๆ อยู่เยอะ ฉันนึกเสียดายว่า ถ้ารู้แต่แรกว่าเป็นคนละที่กับชิงจิ้งฟาร์ม ก็คงจะยอมสละ ตั๋วใบนี้ แล้วเลือกไปฟาร์มของจริงตั้งแต่แรกดีกว่า


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

แต่กว่าจะไหวตัวทัน ฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว ทำได้แค่แวะจุดแวะพักของนักท่อง เที่ยว เดินดูร้านต่างๆ ถ่ายรูปให้เพื่อนซะหน่อย (หน่อยจริงๆ เพราะกำลังเซ็ง) หกโมง ครึ่ง ได้เวลากลับไปกินอาหารเย็นที่วิลล่าของเรา แต่ถ้าใครอยากหามื้อเย็นกินง่ายๆ ขอแนะนำให้ทำตามอย่างชาวบ้านที่นี่ คือ แวะเซเว่น ซึ่งที่นี่มีทุกอย่างให้ เลือก อาหารกล่องก็ดูน่ากินดูดี แถมมีร้านกาแฟสดชื่อ City Café อยู่ในเกือบทุกสาขา ตอนเย็นแบบนี้ โต๊ะเก้าอี้หน้าร้าน จึงถูกจับจองแน่นด้วยคนที่ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือถือกาแฟมานั่งโต้ลมหนาว เย็นนี้ที่ Villa Relax ฉันนึกว่าเราอยู่ในสมาคมคนรักสัตว์ เพราะลูกค้าทุก โต๊ะพาหมามากินข้าวด้วยหมดเลย มีทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่ แต่ก็ยังไม่เห็นหมาตัวอื่น ของเจ้าบ้านอีก นอกจาก ฉงฉง ที่เห็นเมื่อตอนเย็น ทั้งๆ ที่ได้ยินเสียงเห่าของหมาวัยรุ่น อีกตัวในบ้านกังหันลมตลอดเวลา จนกระทั่งหมาใหญ่พันธุ์ลาบราดอร์ตัวหนึ่งกลับบ้านไปพร้อมเจ้าของนั่น แหละ ก็ได้เวลาเจ้าถิ่นอีกตัวอย่าง เจ้าแคโรไลน์ วิ่งถลาเข้าห้องอาหารมาด้วยควา��� เร็วสูง หางใหญ่สีขาวสะบัดพรึ่บพรับอย่างร่าเริง ส่วนคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านก็รีบ โชว์แขก ด้วยการสั่งให้เจ้าหมาสีขาวทำตามสารพัดอย่างทั้ง ขอมือ นอนลง แกล้งตาย ไปจ่ายตลาด (ไม่ใช่ล่ะ) เจ้าหมาสาววัยรุ่นขี้อ้อน ทำทุกอย่างๆ ละหลายๆ รอบแบบไม่เบื่อ เจ้าของ ดูจะรักมันมากกว่าเมื่อเทียบกับ ฉงฉง เพราะเมื่อแขกคนหนึ่งเปิดประตูปล่อย ฉงฉง เข้ามาในบ้านบ้าง เจ้าของบ้านก็บอกว่า ทั้งสองตัวไม่ค่อยถูกกัน และเป็นฝ่ายแคโรไลน์ที่ชอบไล่งับหมาเฒ่าอย่าง ฉงฉง เพราะถือว่าในบ้านเป็นอาณาเขตของหล่อน คุณเพื่อนบ่นว่า น่าสงสาร ฉงฉง มากกว่า เพราะดูเหมือนมันจะยังอยู่ในวัน คืนเก่าๆ ที่มันยังได้รับความรักจากทุกคนอย่างเต็มที่ ดังนั้นเมื่อใครสั่งให้ แคโรไลน์ ทำอะไร เจ้าฉงฉงก็จะรีบทำตามได้ทุกอย่างโดยไม่ได้สั่ง เช่น อยู่ดีๆ ก็ส่งมือให้


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

แล้วก็ลงไปนอนกลิ้งเกลือกให้เกา คุณเพื่อนก็เลยทั้งลูบและเล่นอย่างเพลิดเพลิน ส่วนฉันเอง ด้วยความรักหมามาก ก็เลยเล่นเป็นพิธีแล้วบอกว่าง่วงนอน แล้ว ปล่อยให้เพื่อนสาวผู้รักสัตว์ฟัดกับหมาต่อไป แต่ขนาดว่าเล่นกับทั้งสองตัวนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น พอสะบัดเสื้อและกางเกงแล้วดมดู ปรากฎว่า “เหม็นมากพะยะค่ะ” ด้วยความที่เป็นหมาภูเขา น้ำท่าเลยไม่ค่อยได้อาบกัน สุดท้ายกลิ่นตัวทั้ง หมาเด็กหมาแก่ ก็มาประทับแน่นบนเสื้อและกางเกงพร้อม ต้องใช้แปรงถูน้ำสบู่อยู่ นานกว่าจะเจือจาง ปิดท้ายวันนี้ได้ครบจริงๆ ทั้งลูบ (ตัวหมา) รส (อาหารอร่อย) กลิ่น (ตัวหมาอีกแล้ว) และเสียง (ทีวีมันซู่ซ่าทั้งคืนเพราะไม่มีสัญญาณ) ขับกล่อมให้วันนี้ สมบูรณ์แท้ในบรรยากาศกลางหุบเขาอันเงียบสงบ Zzzzzzz


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

สถานที่ : ชิงจิ้ง ที่พัก : Villa Relax (http://www.villarelax.tw) ราคา : 2,400 เหรียญ แพ็คเกจทัวร์พระอาทิตย์ขึ้นที่ Hehuan (04.30-07.30 น.) 350 เหรียญต่อคน แพ็คเกจอาหาร 3 มื้อ และตั๋วเข้า Swiss Garden 400 เหรียญต่อคน หากต้องการใช้เวลาบนภูเขา Hehuan ให้มากขึ้น สามารถ เลือกซื้อทัวร์ที่ออกเดินทางตอน 8.30 น. และกลับมาตอน 12.30 น. ราคาทัวร์อย่างเดียว 600 เหรียญต่อคน การเดินทางไป ชิงจิ้ง : จาก ไทเป นั่งรถไฟความเร็วสูง (THSR) ไปลงที่สถานี Taichung (ตั๋วคนละ 700 เหรียญ) เมื่อถึงสถานีลงไปชั้น 1 เพื่อติดต่อซื้อตั๋วรถบัสรอบ 12.40 น. (ค่ารถ 235 เหรียญ) ต้องเช็คเวลาเดินทางให้ดี เพราะจากสถานีรถไฟแบบ THSR มีรถบัสไป ชิงจิ้ง ให้เลือกสองเวลาเท่านั้นคือรอบ 08.40 น. และ 12.40 น. ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง ถึงย่านชิงจิ้ง ซึ่งหากจะไปที่ Villa Relax ต้องลงป้าย Chingjing Elementary School ส่วนขากลับก็มีให้เลือกแค่สองรอบเช่นกันคือ 11.10 น. และ 16.10 น.


2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

Taiwan

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

3 มกราคม 2554

เมื่อภูเขายังสูงเท่าเดิม

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

ท้องฟ้ามืดสนิทสมกับเป็นเวลาตีสี่ วันนี้เราต้องตื่นแต่เช้ามืด เปลี่ยนเสื้อผ้า ชงกาแฟแกล้มขนมเล็กๆ น้อยรอง ท้อง ได้ยินเสียงรถเคลื่อนตัวเข้ามาพร้อมหมาเห่าระงมต้อนรับ บ่งบอกว่าได้เวลารถ มารับไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ภูเขาเหอฮวานกันแล้ว รถตู้ขนาดเล็ก นำเราไปพบกับรถบัสขนาดกลางที่จอดรอเราอยู่ ผู้โดย สารรออยู่เกือบเต็มคัน วันนี้เราต้องไปทัวร์ร่วมกับแขกจากรีสอร์ทอื่นรวม 10 กว่าคน แต่งานนี้เราสองคนโดดเด่นที่สุด เพราะเป็นชาวต่างชาติสองหน่อ และแน่นอนว่าฟัง ข้อมูลจากคนขับรถไม่ออกเลยสักสิ่งอย่าง ต้องให้พี่ชายท่านหนึ่งช่วยเป็นล่ามให้เป็น ระยะ “จะเจอหิมะมั้ย?” เป็นประโยคที่ฉันถามกับเจ้าของบ้านทางอีเมลตั้งแต่ ก่อนมา และยังลุ้นมาตลอดจนมาถึงเช้านี้ ก่อนมายังเช็คอุณหภูมิทุกวัน ภาวนา ให้ติดลบเยอะๆ จะได้มีโอกาสเจอะเจอหิมะซึ่งครั้งที่แล้วพลาดกันไป ได้แต่เห็น อยู่ลิบๆ เพื่อนเองก็เฝ้ารอจะได้สัมผัสความพิเศษครั้งนี้เหมือนกัน รถบัสไปจอดที่เซเว่นเป็นจุดแรก ปล่อยให้คนไปซื้อของกินตุนไว้เผื่อหิว แต่ ฉันกับเพื่อนเตรียมพร้อมมาแล้ว เลยนั่งรอบนรถนิ่งๆ และคอยลุ้นกับการเดินทางไป บนยอดภูเขาสูงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า รถเริ่มไต่ระดับไปเรื่อยๆ แต่ยิ่งสูงก็ยิ่งเหมือนวิ่งเข้าสู่ไอหมอก ด้านนอกมี แต่อากาศขุ่นสีขาว สัมผัสกระจกดูก็เจอความเย็นเฉียบติดปลายนิ้ว ดูเหมือนคนขับ รถจะบอกอะไรสักอย่างผ่านไมคโครโฟน ทำเอาคนทำเสียงอื้ออึงกันทั้งรถ เราได้ คำตอบทีหลังว่า น่าจะเป็นการบอกข่าวร้ายว่า วันนี้หมอกลงจัดทำให้จะไม่เห็นพระ


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

Taiwan

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

อาทิตย์ขึ้น แถมพื้นเป็นเกล็ดน้ำแข็ง จะต้องระวังการเดินให้ดี แต่ตอนนั้นเรายังไม่ทันรู้หรอก แถมยังจินตนาการไม่ออกว่าจะหนาวแค่ ไหน ได้แต่เตรียมตัวมาดีที่สุดตามคำเตือนของใครหลายคนให้เตรียมเสื้อผ้ามาดีๆ ฉันนั่งมองกองเสื้อกันหนาวสีแดงเพลิงหลังรถที่บริษัททัวร์เตรียมไว้ให้ทุกคน พร้อม กองผ้าห่มหนาปึ้กหลายผืน แต่คิดในใจว่าี้เราคงไม่ต้องใช้หรอก ดูสิ อุตสาห์ใส่เสื้อมา ซะหลายชั้นขนาดนี้แล้ว มันจะหนาวอะไรนักหนา อิโถ่ ตัดภาพฉับกลับมาในอีกราว 1 ชั่วโมงต่อมา เมื่อรถแตะระดับถึงยอดดอย และจอดให้ลง ฉันก้าวลงไปยื่นซ่าได้ไม่เกิน 1 นาทีก็เริ่มสั่น เจอหนุ่มคนที่เป็นล่ามให้ พูดเป็นภาษาไทยกับเพื่อนเราด้วยเสียงยานคางว่า “ม่ายหนาวเหรอ~” วินาทีนั้น ไม่มีเวลามาแปลกใจว่าเขาพูดภาษาไทยได้ หรือที่จริงเป็นคน ไทยปลอมตัวมากันแน่ เพราะคำถามนั้นเหมือเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความหนาวสุด ทนมากกว่า เพื่อนตอบว่า “หนาวววว สิ~” เสร็จแล้วก็ชวนกันวิ่งจู๊ดกลับขึ้นไปบนรถ คว้าเสื้อกันหนาวสีแดงแจ๊ดมาใส่ เข้าขบวนเด็กอนุบาลกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ทันที เสร็จแล้วถึงมีอารมณ์กึ่งเดินจง กรมอย่างมีสติ ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ฝ่าพื้นน้ำแข็งที่ลื่นปรื๊ดได้ที เกาะราวเชือก ของบันไดที่มีหิมะและเกล็ดน้ำแข็งเคลือบหนาทีละขั้นๆ เพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิว ตอนนี้เห็นแต่ม่านสีขาวรอบตัว ไร้แววเห็นพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว อย่างดีที่ สุดที่นักท่องเที่ยวทำได้ คือการถ่ายคู่กับป้ายความสูง 3,275 เมตร เป็นที่ระลึกเท่านั้น ถึงจะไม่ได้ เห็นพระอาทิตย์ แต่หมอกขาวๆ ครอบคลุม รวมถึงแม่คะนิ้งบนยอดหญ้า กองมหึมา ดูแล้วก็สวยไปอีกแบบ ถึงแม้ว่าจะสวยพิเศษไม่สู้ตอนมาครั้งที่แล้วก็ตาม เมื่อไม่เห็นพระอาทิตย์ เลยไม่ต้องรั้งรออยู่นาน รถบัสกดแตรเรียกพร้อม


2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

Taiwan

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

ออกเดินทางกลับที่พัก แต่ระหว่างทางก็ยังใจดี แวะจอดในจุดชมวิวสวยๆ ให้ถ่ายรูป เล่นเป็นระยะ แถมแวะจอดร้านผลไม้ให้ซื้อเป็นของฝากด้วย ถ้าจำไม่ผิดเป็นร้าน เดียวกับที่คุณลุงกุ่ย คนขับรถแสนใจดีของฉันเมื่อทริปที่แล้วคราวโอบไหล้ไต้หวัน มาแวะจอดให้ซื้อสาลี่นี่แหละ แต่ครั้งนี้ฉันไม่ได้ซื้อเก็บไว้เลย เพราะว่าเกรงใจสัมภาระ กองโตที่วางรออยู่ในห้องมากกว่า สุดท้ายรถมาจอดที่เดิม และมีรถตู้คันเดิมมารอรับกลับรีสอร์ท ฟ้าสว่าง มากแล้วเมื่อถึงเวลา 7 โมงกว่าๆ เกือบแปดโ���ง ตามแผนการเดิมเราวางไว้ว่าจะกลับ มากินอาหารเช้าที่บ้าน แล้วค่อยออกไปเที่ยวชิงจิ้งฟาร์ม หลังจากที่ไปตื๊อให้คุณพ่อ บ้านเอารถออกไปส่งให้ถึงที่ (ขากลับต้องกลับเอง) มีเงื่อนไขคือต้องทำเวลาอย่างมาก เพราะต้องกลับมาที่บ้านเพื่อรอขึ้นรถให้ทันรอบ 11.10 น. ไม่เช่นนั้นต้องรถอีกรอบ ที่จะมาตอน 16.10 น. โน่นเลย หรือไม่ก็ต้องไปต่อรถที่สถานีรถไฟธรรมดาของไถจง ที่ยุ่งยากกว่า สุดท้าย ด้วยความความอิ่มของอาหาร ประกอบกับการใช้เหตุผลเรื่องท้อง ฟ้าขุ่นมัวไม่เป็นใจ ฉันลอบใช้วิชาขี้เกียจอย่างแนบเนียน ชักชวนให้เพื่อนยกเลิกแผน ไปชิงจิ้งฟาร์ม เพราะมีเวลาไม่เยอะ ต้องวิ่งชมแกะกันเลยทีเดียว แถมภาพก็จะไม่สวย เพราะฝนเริ่มตั้งเค้าอีกต่างหาก แต่ฉันว่าที่จริงคุณเพื่อนเออออด้วยก็เพราะเหตุผล ว่า เราจะได้ไปงีบหลับชดเชยเมื่อเช้ามากกว่า แถมยังมีองค์ประกอบเป็นห้องวิวสวย ๆ ชักจูงอีกต่างหาก เรากินอาหารเช้าเกลี้ยงเกลา แถมดื่มชานมหอมกรุ่นที่มีให้ยกเติมไม่อั้น จนเต็มที่ เสร็จแล้วก็ไปนอนตีพุงชมวิว และถ่ายรูปห้องพักเล่นอีกยก จนกระทั่งพ่อ บ้านมาเคาะประตูเรียกให้ไปฟาร์ม เราก็เลยบอกขอล้มเลิกแผนการทั้งหมด ขอนอน หลับให้สุขีดีกว่า เวลาผ่านไปสองชั่วโมงกว่า ฉันกับเพื่อนต้องอำลา Villa Relax แล้ว และ


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

ต้องเผื่อเวลาไปรอรถข้างถนนด้วย เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะมาก่อนเวลาหรือเปล่า ฝนตกปรอยๆ พรมพื้นถนนและหัวให้เปียกพอกัน ดีนะที่ไม่ไปชิงจิ้งฟาร์ม ไม่อย่างนั้น คงได้หลบฝนกันอุตลุด แค่ตอนนี้ยังแทบแย่เพราะริมถนนนั้นไม่มีร่มเงาอะไรให้ยืน หลบได้เลย ดีที่รถบัส Nantou Bus แล่นปราดมาจอดตรงเวลา เราถามย้ำอีกรอบว่า ไปสถานีรถไฟความเร็วสูงใช่หรือไม่ เมื่อแน่ใจแล้ว ก็จ่ายเงินที่กล่องข้างคนขับในจำนวนเท่าเดิม เสร็จแล้วขึ้น ไปหาที่นั่งพักหย่อนกายสบายใจ แต่สบายจมูกได้ไม่นาน ความทรมานกระเพาะ อาหารก็ตามมาติด เพราะพ่อหนุ่มเบาะข้างๆ ที่ขึ้นรถมาตอนหลังดันมาพร้อมหมี่ ถ้วยโตหอมน้ำมันกระเทียมเจียวฟุ้งไปทั้งรถ แต่ที่แรงกว่าคือซาวด์เอฟเฟกต์เป็น เสียงสูดเส้นเข้าปากซวบซาบๆ ถึงแม้ว่าเราจะอิ่มมาเต็มที่กับอาหารเช้าสไตล์ยุโรปหรู แต่ต้องยอมรับว่าสัน ดานดิบที่โหยหามาม่า ไวไว มันไม่เคยหายไปจากกระแสโลหิตง่ายๆ นั่งไปดมไปก็นึก ในใจว่า ต้องหาโอกาสเซ่นสังเวยความอยากของตัวเองด้วยบะหมี่สำเร็จรูปแบบไต้หวันสักรอบ ถึงไม่ได้ซดแบบสดๆ ซื้อเป็นห่อกลับบ้านก็ยังดี กว่าจะถึงสถานี Taichung ก็เลยเที่ยงวันมาเยอะแล้ว ความหิวที่ถูกหนุ่ม ตี๋กระตุ้นมาปะทุได้ที่พอดี และครั้งนี้เราจัดชุดใหญ่ด้วยอาหารกล่องในเซเว่น ที่มีให้ เลือกสารพัดแบบ น่ากินๆ ทั้งนั้นจนอยากให้เซเว่นในไทยมีแบบนี้บ้าง ฉันได้ข้าวกล่องหน้าไก่ชิ้นอวบ คู่กุนเชียง ฟองเต้าหู้ ผักบุ้ง หน่อไม้ ผักโน่น นี่ เยอะเกินคุ้มในราคา 55 เหรียญ ส่วนคุณเพื่อนลองกินลูกชิ้นที่ต้มในน้ำซุป เวลาจะ ซื้อตักใส่ถ้วยและไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์เหมือนซื้อของอย่างอื่น ต่างกันที่พนักงาน ไม่ต้องเอาที่ยิงบาร์โค้ดไปจิ้มลูกชิ้นแต่อย่างใด แค่ต้องจำหน้าตาให้ได้ว่าลูกแบบ ไหนราคาเท่าไหร่ เกิดเป็นพนักงานเซเว่นที่ไต้หวันจะลำบากก็ตรงนี้ ไหนจะต้องชง กาแฟสดเป็นอีกต่างหาก


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

ระหว่างรอ เพื่อนยังตระเวนรอบซุ้มขนมเปี๊ยะที่มาออกร้านขายแล้วซื้อติด มือกลับไปหนึ่งกล่อง เธอมาบอกตอนกลับไปกินที่ประเทศไทยแล้วว่า มันอร่อยมาก ทั้งๆ ที่ตอนซื้อสื่อสารกันไม่รู้เรื่องและได้รสชาติอะไรมาก็จำไม่ได้ อิ่มเสร็จก็ได้เวลาขึ้นรถพอดิบพอดี แต่เดิมตั๋วของเราเป็นรอบ 14.35 น. แต่เมื่อไปถึงสถานีได้เร็ว ฉันเลยลองไปขอเจ้าหน้าที่เปลี่ยนตั๋วดู และก็พบข่าวดีคือ เขาให้เปลี่ยนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เลยได้เลื่อนเวลาเข้าไทเปให้เร็วขึ้นเป็น รอบ 14.01 น. บริการดีทุกระดับประทับใจ เหมือนกับที่ได้คุยกับคนไทยคนหนึ่งที่ เดินทางมาก่อนหน้านี้ว่า ขนาดจองตั๋วผิด การรถไฟเขาก็ให้เปลี่ยนฟรีไม่มีชาร์จค่า ธรรมเนียมด้วย อำนวยความสะดวกกันที่สุดเลย เมื่อขึ้นนั่งบนรถไฟ ฉันก็เข้าสู่โหมดเงียบอีกครั้ง เวลาอยู่บนรถไฟอย่างนี้ ฉันชอบที่จะอยู่นิ่งๆ มองวิวผ่านตาเรื่อยๆ แต่สำหรับคุณเพื่อน รายนั้นเธอเป็นสาว ที่ชอบสังคมโดยธรรมชาติ คนในวงกว้างมักจะเรียกเธอว่า “เจ๊กว้างขวาง” หากมีเวลาว่าง ถ้าไม่กิน เธอก็นิยมการมีเพื่อนคุยเป็นนิจ หรือหากมีอาการ ง่วง อาจอนุโลมหลับได้ตามสมควร แต่เมื่อใดก็ตามที่อยู่ในยามตื่น “ความเงียบ” เป็นสิ่งสุดท้ายที่จะถามหาได้เจอเธอผู้นี้ มาทริปนี้ทีแรกฉันตั้งใจมาคนเดียว เพราะเกิดติดใจความว่างเปล่าไร้บท สนทนา ค่าที่มันทำให้มองสิ่งรอบตัวได้มากขึ้น มองไปถึงตัวเองได้ลึกขึ้น มาคราวนี้ ฉันจึงรู้เลยว่าคุณเพื่อนรายนี้อาจจะเคว้งคว้าง แน่นอนถ้าฉันเกิดเข้าโหมดโลกส่วน ตัวขึ้นมา ก่อนถึงวันเดินทาง ฉันเลยรีบปฏิบัติการชักชวนเพื่อนคนอื่นๆ มาเที่ยว ด้วยกัน อย่างน้อยจะได้มาเป็นเพื่อนเมาท์กับเจ๊กว้างขวางในยามว่างด้วย แต่เนื่อง จากเป็นช่วงปีใหม่ หลายคนวางแผนเที่ยวกับครอบครัวไว้แล้ว บางคนที่อยากไปแต่ก็ ต้องเข้าเวรช่วงปีใหม่ ในที่สุดสมาชิกเลยนับเหลือสองคนเหมือนเดิม


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

“แกลองหัดใช้เวลาอยู่คนเดียวบ้างนะเว้ย การอยู่คนเดียวบางครั้งมันทำให้ เราได้ใช้ความคิด” ในบทสนทนาตอนหนึ่งระหว่างทริปนี้ ฉันถือโอกาสเล่าให้เพื่อนเข้าใจด้วย ความหวังดีว่า บางครั้งในการใช้เวลาวิสาสะกับมนุษย์คนอื่นมากมาย เราอาจต้อง การมุมเล็กๆ ในการแสวงหาความชัดเจนของตัวตนไปด้วย ซึ่งเท่าที่ดูแล้ว คุณเพื่อนผู้ กว้างขวางไม่ค่อยมีโอกาสแบบนั้น เพราะด้วยความเป็นที่รักของเพื่อนๆ เวลาว่าง ขอ งเธอจึงถูกใช้ไปกับการพบปะสังสรรค์ตามนัดของเพื่อนๆ หลากหลายกลุ่ม ‘การเดินทาง’ เป็นสิ่งพิเศษตรงนี้ ทั้งๆ ที่ตัวต้องไปอยู่ท่ามกลางสิ่งแวด ล้อมใหม่ที่ไกลออกไป แต่มันกลับฉายภาพในใจชัดขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้นว่าต้องการ หรือแสวงหาอะไรอยู่ มีทั้งคำถามและคำตอบใหม่ๆ ผุดขึ้นระหว่างทาง ดังนั้นจึงน่า เสียดายมากหากเราไม่ฉวยช่วงจังหวะนั้นทำความเข้าใจคนๆ หนึ่งที่เรียกว่า “ตัวเอง” ให้ลึกขึ้น ฉันไม่รู้ว่าเพื่อนจะเข้าใจหรือไม่ แต่ฉันก็แอบมีแผนการในใจแล้วว่า อยาก ให้เวลาช่วงหนึ่งสำหรับตัวเอง และสำหรับเพื่อนระหว่างทริปนี้ ที่จะได้พบกับความ โดดเดี่ยวและอิสระในการเดินทางบ้าง หากไม่นับตอนเดินทางมาจากไทยที่ต่างคน ต่างเดินมาแล้ว หึๆ....ว่าแล้วก็แอบหัวเราะ อย่างชั่วร้ายกับแผนการของเรา รถไฟแล่นมาถึง ไทเป ตรงเวลาเหมือนเดิม จากสถานีเราควรจะเดินไปที่พัก Star Hostel แต่ว่าเมื่อโผล่ขึ้นมาบนดิน เจอแท็กซีคุณป้าผู้หญิงจอดอยู่ ไม่รู้อะไรดล ใจให้ฉันลากเพื่อนขึ้นไปนั่ง ยอมเสียเงินแต่โดยดี มาคิดอีกที อ๋อเป็นเพราะกระเป๋าที่ เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง มิเตอร์ยังไม่ทันขยับเมื่อรถมาจอดฝั่งตรงข้ามกับโฮสเทล ประหยัดพลั���งาน และเวลาเดินคลำทางไปได้อีกเยอะแลกกับเงินคนละ 35 เหรียญ เราเดินข้ามถนน กลับไปยังโฮสเทล ระหว่างทางยังได้แวะส่งโปสการ์ดไม้ในไปรษณียด้วย


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

ที่ทำการไปรษณีย์คนเยอะในช่วงวันหยุด เจ้าหน้าที่สาวยิ้มใจดี และไม่มีท่า ทีหงุดหงิดเมื่อเห็นโปสการ์ดไม้ท้าทายความสามารถในการคำนวณราคา เธอต้อง พลิกตำราหาสูตรการคิดค่าสแตมป์ และยังต้องนำขึ้นชั่งทีละอันๆ แต่สีหน้าก็ยังยิ้ม แย้มรับแขกเสมอ จ่ายเงินเสร็จฉันเลยสวัสดีปีใหม่ขอบคุณปิดท้ายไปด้วย หมดภารกิจโปสการ์ด ก็ถึงคราวไปเช็คอินเข้าที่พัก Star Hostel ตั้งอยู่บน ชั้นสองของอาคารพาณิชย์ห้องหนึ่ง ชั้นล่างขายเสื้อผ้ากระเป๋าผู้หญิง แต่มีประตูแบ่ง เป็นสัดส่วนเปิดขึ้นไปหาบันไดที่แยกขึ้นไปหาล็อบบี้และส่วนห้องรับแขก ฉันโยนกระ เป๋าแล้วบอกเพื่อนเลยอย่างไม่ลังเลว่า นี่แหละโฮสเทลในฝันแท้ๆ สว่าง สะอาด ปลอดภัย และประหยัดด้วยราคา 500 ต่อคน การตกแต่งก็เรียบง่ายดูดี ห้องนั่งเล่นมีโซฟาเหลือเฟือ อินเตอร์เน็ตพร้อม มีสิ่งอำนวย ความสะดวกพื้นฐานอย่างที่ต้องการครบถ้วน เข้าไปห้องนอนก็มีกุญแจห้องให้อีก ชั้น ข้างเตียงมีตู้ล็อกเกอร์ใหญ่ ห้องน้ำสะอาดและจำนวนพอเพียง และที่สำคัญคือ พนักงานวัยรุ่น พูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่วพอๆ กับการทำงานที่ดูคล่องตัว เราเอากระเป๋าขึ้นไปเก็บบนห้อง พนักงานตามมาอธิบายเรื่องห้อง การเช็คเอาท์ พาไปดูห้องน้ำ และอธิบายเรื่องต่างๆ จิปาถะ ห้องของเราเป็นแบบ 4 เตียงหญิงล้วน เพิ่งมีสาวมาจับจองรายเดียว มาเจอกันทีหลังรู้ว่าเป็นชาวเกาหลีที่ ดูคุณหนูมากๆ แบบที่น่าจะไปเลือกนอนโรงแรม 5 ดาวมากกว่า นี่แหละความสนุก ของการนอนที่พักแบบโฮสเทล การได้เจอผู้คนแบบที่คาดไม่ถึง แต่เสียดายเราไม่ได้ เจราจากันมากมาย เพราะเธอพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่ภาษาจีนคล่องมาก เลยมาตระเวนเที่ยวเองอย่างสบาย ผิดกับเราที่ภาษาจีนไม่ได้เลย แต่ภาษาไทย คล่องมาก ทว่าก็ยังหน้าทนตะลุยไปทั่วไต้หวันมาแล้วเหมือนกัน เย็นวันนี้เหลือเวลาก่อนพระอาทิตย์ตกไม่มาก เช่นเดียวกับที่เราเหลือเวลา อยู่ที่ไทเปไม่มากแล้วเหมือนกัน แผนการไปแช่น้ำร้อนนอนสบายที่ไป่โถว (Beitou)


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

ถูกพับเก็บโดยปริยาย เพราะต้องนั่งรถไฟฟ้าไกลออกไปชานเมือง และแทบจะไม่มี เวลากลับมาเดินเที่ยวซิเหมินติ้งต่อ อีกทั้งคราวที่แล้วเราก็เพิ่งไปไป่โถวมาหมาดๆ แต่อันที่จริงเป็นเพราะแผนที่ฉันซุ่มวางไว้เงียบๆ ว่าจะต้องไปขึ้นภูเขาเซี่ยง ซัน เพื่อปิดท้ายทริปไต้หวันครั้งนี้ด้วย “ที่ชอบ” ให้ได้ ภาพวิวสวยกว้างสุดสายตา บนนั้น รวมถึงตัวตึกไทเป 101 สูงเด่นอยู่เบื้องล่างชักชวนให้กลับขึ้นไปอีกครั้ง แม้จะรู้ ว่ากว่าจะไปถึงก็เย็นย่ำแล้ว และต้องเหนื่อยมากในการปีนภูเขาก็ตาม ในที่สุดฉันก็หลอกล่อให้เพื่อนมาที่สถานีรถใฟใต้ดิน Taipei City Hall ได้ ซึ่งจากสถานีนี้จะมีรถชัตเติลบัสฟรีส่งตรงถึงตึกไทเป 101 เวลาอยู่สถานีใต้ดินให้สัง เกตป้ายไว้ จะมีบอกกำกับไว้เลยว่าต้องเลือกทางออกหมายเลขอะไรถึงจะเจอป้าย รถฟรีส่งถึงตึกไทเป 101 พอออกมาเจอป้ายรถเมล์ที่เรียงรายอยู่หลายป้ายก็ไม่ต้องตกใจ แค่ยืนหา ที่เหมาะๆ รอไว้ก็พอ เพราะเมื่อรถบัสฟรีมาถึง สังเกตได้ง่ายนิดเดียวเพราะหน้ารถ มีตัวหนังสือบอก แต่ที่แน่นอนกว่าคือ เป็นรถสายเดียวที่มีคนแน่นรถแห่มาลงป้าย พร้อมกัน เช่นเดียวกับผู้โดยสารชุดใหม่ที่จะแห่ไปจ่อคิวขึ้น รถวิ่งต่อไปไม่นานก็จอดให้ลงด้านข้างตึกโซนห้างสรรพสินค้าของ 101 จากจุดนั้นแค่เดินไปทางหน้าห้าง ข้ามถนนใหญ่ไปก็จะเจอกับป้ายบอกทางไปเส้น ทางเทรกกิ้งภูเขาเซี่ยงชัน แต่ก่อนข้ามถนนฉันบอกเพื่อนในเชิงถามความสมัครใจว่า ถ้าขี้เกียจเดินขึ้นภูเขา ก็ช้อปปิ้งรออุ่นๆ ในห้างก็ได้ หากตัดสินใจไม่เดินไปด้วยกัน นี่จะเป็นเป็นครั้งแรกในทริปนี้ที่เธอต้องอยู ่คนเดียว ฉันเตือนล่วงหน้าว่าทางเทรกกิ้งขึ้นเขาไม่ใช่ใกล้ๆ ถ้าไม่อึดจริงต้องมีอย่าง น้อยหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงบนยอด ไหนจะต้องรวมเวลาเดินไปหาทางขึ้นเขาอีก เพราะ บอกตามตรงว่าแทบจะลืมหนทางจากคราวที่แล้วไปหมด ต้องไปคลำทางใหม่ อ้อ... ไหนจะฝนที่เริ่มโปรยหนักข้อขึ้นมาอีก


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

ฟังคำขู่สารพัด เพื่อนตกลงใจอยู่รอคนเดียวในห้าง ฉันโล่งใจ แต่ไม่ใช่ เพราะได้อยู่คนเดียว เรื่องจริงคือ ทางขึ้นมันลำบากมาก แถมฝนตกซ้ำอีก ทำให้ฉัน ไม่อยากพาเพื่อนที่อุตสาห์จัดคอสตูมชุดใหญ่สำหรับตะลุยเที่ยวไทเปส่งท้าย ต้อง ลากสังขารจนหมดสวยไปด้วย ขอรับผิดชอบต่อความอยากของตัวเอง ด้วยการสังเว ยมันด้วยความเหนื่อยสาหัสที่กำลังจะเกิดขึ้น และแบกรับความเสี่ยงในการหลงทาง ไว้คนเดียวดีกว่า ส่วนเพื่อน....ก็ปล่อยให้เดินสวยๆ ในห้างรอไปแล้วกัน อันที่จริงฉันแอบ ดีใจที่เพื่อนกล้าอยู่คนเดียว และหวังลึกๆ ว่าถ้าเกิดเบื่อเดินห้างระหว่างรอ เธออาจ จะขึ้นรถไฟฟ้าไปเที่ยวย่านซิเหมินติ้งเอง หรือไถลออกนอกเส้นทางไป แล้วค่อย นัดแนะมาเจอกันที่อื่นก็ได้ ถึงเวลาในการเดินเดี่ยว ท้องฟ้าไทเปชักม่านแห่งความมืดคลุมทุกอย่าง แล้ว แม้จะเป็นเวลาแค่ 6 โมงกว่าๆ ฝนพรมทั่วถนนบางๆ แต่ไม่รุนแรงเกินหยุดให้ คนเดินขวักไขว่ใต้เมฆดำ ฉันเดินตามป้ายไปเรื่อยๆ แต่ดันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผ่านตึก หน้าตาคุ้นๆ เหมือนเคยผ่านครั้งที่แล้ว เลยเดินเลี้ยวขวับลงไปทั้งๆ ที่ป้ายยังไม่ได้ บอกให้เลี้ยว ผละจากโซนถนนใหญ่ที่วุ่นวาย หลบฉากมาบนถนนสายเล็กที่ไม่ค่อยมี เพื่อนร่วมทาง และยิ่งน้อยลงๆ เรื่อยๆ จนวังเวง บนถนนสายเล็กยังมีรถผ่านคึกคัก แต่คนเดินกลับบางตาลง ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะฝนที่ตกหนาเม็ดขึ้นด้วย ฉันมามั่น ใจว่าที่เลี้ยวมาเมื่อกี้น่ะผิดนะจ๊ะ ก็ต่อเมื่อดูทั้งเลขที่ถนนกับบรรยากาศรอบตัวซึ่งไม่คุ้ นแล้ว หันหลับจะเดินกลับไปตามทางเดิมก็สายเกินไป เพราะดันมาไกลเกินแล้ว Lane 150 ยังเป็นตัวเลขที่ท่องไว้ในใจ เพราะมันเป็นถนนที่ตั้งทางขึ้นภูเขา แต่การจะดูลำดับเลขถนนให้เข้าใจเป็นไปได้ยาก เพราะเขามีระบบการเรียงที่แปลกๆ ครั้งนี้ฉันตั้งใจลองใช้เส้นทางใหม่ดู ก่อนมาก็เปิดแผนที่จำไว้ว่าต้องยึดตึกไทเป


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

101 เป็นศูนย์กลาง ว่าจะต้องมุ่งลงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ลูกเดียว หรือพูดง่ายๆ ว่าเดินเฉียงลงไปทางซ้ายเรื่อยๆ เมื่อถึงสถานการณ์จริง ที่มีทั้ง มืด ฝน และ หนาว ประกอบครบ ฉันตัดสินใจทำเรื่องบ้าบอนิดๆ ด้วยการทิ้งทุกอย่าง ไม่ดูหนังสือ ไม่เปิดแผนที่ เฟ้นใช้สัญชาตญานล้วนๆ ในการเลือกเลี้ยวซ้ายขวา หลังจากเดินมากว่าครึ่งชั่วโมง เม็ดฝนลูบไล้เส้นผมจนหัวหนักพอประมาณ เผชิญกับการตัดสินใจซ้ายขวาซ้ายหลายครั้ง รวมถึงการหยุดถามอาหมวยหนึ่งคน เพื่อที่จะพบว่าเธอฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง ได้แต่ยิ้มให้กำลังใจ ฉันข้ามถนนใหญ่ไปทางซ้ายครั้งสุดท้าย มุดเข้าตรอกมืดซอยหนึ่ง และพบ สิ่งที่ทำให้น้ำตาแทบไหลพรากคือ รั้���ของสวนสาธารณะที่ดูคุ้นเคย ตอนแรกตั้งใจ ไว้แล้วว่าจะเก็บภาพเส้นทาง ถ่ายจุดสำคัญๆ ไว้ให้หมด เพื่อบันทึกเป็นข้อมูลให้คน อื่นรู้ด้วย แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์จริงกลับทำไม่ได้อย่างนั้น เพราะฝนที่ไล่มาเรื่อยๆ จนต้องเก็บกล้องไว้อย่างดีในกระเป๋า แถมใจยังจดจ่อกับการหาทางให้ถูกจนลืมทุก เรื่องไปสนิท คราวนี้เมื่อเจอทางแล้ว ก็เดินตามแนวสวนสาธารณะไปเรื่อยๆ จนพบกับ ป้ายถนน Lane 150 ชัดๆ ย้ำว่ามาถูกแล้ว ทางขึ้นมีวัดใหญ่ให้แหงนมอง เหมือนเดิม แค่เดินมาเจอบันไดทอดยาวตรงหน้า ก็เหมือนได้ชัยชนะมาแล้วครึ่งหนึ่ง แรงฮึดขึ้น ภูเขาเพิ่มมาอีกเท่าตัว แม้ฝนจะยังขยันโปรยไม่หยุดแต่ในใจมันบอกชัดๆ เลยว่า “สู้เว้ย” (ทำเสียงจิ๊กโก๋เล็กน้อยประกอบ) ทางเดินขึ้นเขาทำด้วยบันไดหินลื่นน้ำฝน ต้องใช้สติระวังทุกย่างก้าว หลัง จากผ่านทางเข้าวัดไปแล้ว ความเงียบและมืดคลี่คลุมโดยปริยาย มองไปสุดทาง ด้านหน้าและเหลียวหลังไปก็ไม่มีเพื่อนร่วมเรียงเคียงทางเลยแม้แต่คนเดียว แม้แต่ ฝนที่เคยตกลงมาเป็นเพื่อนตลอดทาง ตอนนี้นานๆ ครั้งจะหล่นลงมาถึงตัว เพราะได้ แนวต้นไม้กางกั้นไว้เหนือหัว


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

“เปลี่ยวมากเลย บรึ๋ยๆ” ฉันพูดคนเดียวให้กำลังใจตัวเอง ไม่ต้องกลัวคนหา ว่าบ้า เพราะไม่มีใครอยู่ฟังใกล้ๆ เลย สภาพแวดล้อมที่มีแต่ความโดดเดี่ยว อากาศ หนาวยะเยือก ทางเปลี่ยวด้วยป่าหญ้ารายรอบ บันไดที่มีแสงไฟส่องสว่างเพียงบาง จุด ต้องเดาทุกก้าวย่างจากการเพ่งมองเงาตัดขอบบันได หนทางข้างหน้าที่ไต่สูงขึ้นไป หาความมืดสงัดล้วนๆ น่าจะบันดาลเกิดความกลัวได้มากกว่านี้ แต่ภาพปลายทาง ที่รออยู่ มันชัดเจนในจินตนาการจนแทบไม่อยากพักเท้ารอเลย แต่มีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแน่แท้ แม้จะมีกำลังใจมากแค่ไหนก็ไม่ช่วย นั่นคือ “ความเหนื่อย” ยิ่งรีบเร่งฝีเท้า ชีพจรก็ยิ่งเต้นตุ้บตั้บถี่ขึ้น ทั้งหัวและตัวเปียกเพราะฝน แต่ในข้อพับตามแขนขาใต้ร่มผ้า เริ่มมีเหงื่อซึมออกมาเริงร่าท้าทายความหนาว ยิ่งสูง ขึ้นไปเรื่อยๆ ความร้อนที่ผลิตจากด้านในก็เริ่มมีชัยเหนือความหนาวที่ปะทะจากด้าน นอก ระหว่างที่เพ่งมองบันไดในเงามืด เงยหน้าขึ้นไปก็ปรากฎเงาร่างคนเดิน สวนลงมา ฉันยืนหอบแฮ่กใส่หน้าคุณน้าชายคนนั้นอย่างไม่เกรงใจ ตอนที่แกแวะทัก เป็นภาษาจีนโช้งเช้ง ฉันตอบไปว่าไม่เข้าใจจ้ะ เขาก็เลยหันมาใช้ภาษามือแทน ชี้ไป ที่ไฟฉายที่เขาถือมาทำนองจะถามว่า เดินขึ้นมามีไฟฉายหรือไม่ แถมทำท่าอยาก จะบริจาคให้ ฉันเลยตอบว่า ไม่เป็นไรหรอก เพราะทางของแกก็เหลืออีกกว่าครึ่งกว่า จะถึงพื้นล่าง ให้แกเก็บไฟฉายไว้ใช้เองดีกว่า ระหว่างทางที่เหลือ คุณน้าคนนั้นกลายเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวที่ฉันได้ เจอ แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะเวลาที่ฉันยืนพักระหว่างทาง และสูดหายใจเข้าออก เสียงดังฟื้ดฟ้าด จะได้ไม่ต้องอายใคร ยิ่งขึ้นสูงหัวใจก็เต้นดังขึ้น แทบจำไม่ได้ว่าเหนื่อย แบบนี้ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ ครั้งก่อนที่มาเยือนก็ไม่สาหัสขนาดนี้ คงเพราะครั้งนั้นได้ เพื่อนร่วมทางค่อยๆ แบ่งบันความเหนื่อยด้วย ถึงภูเขาจะสูงเท่าเดิม แต่อัตราความ เหนื่อยยามต้องไปเยือนคนเดียว ทำให้เกิดความรู้สึกที่ต่างมากมาย


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

ขณะที่กำลังคิดว่า อีกนิดคงจะได้ขาดใจกองอยู่บนทางเดินนี้ ก็มาถึงทาง เดินราบสู่จุดชมวิวเล็กๆ อันแรก ฉันเคยมาแวะทักและถ่ายรูปร่วมกับแก๊งค์ช่างภาพ ตอนวันส่งท้ายปีเก่าคราวก่อน ถึงจุดนี้ ถือโอกาสพักแนบเนียนด้วยการการขาตั้งกล้อง เก็บภาพในมุมนี้ เป็นที่ระลึกสักหน่อย มองไปด้านล่างตึกไทเป 101 อยู่สูงกว่าใครเหมือนเดิม มุมมอง ของเมืองไทเปยังไม่กว้างนักเมื่อเทียบกับข้างบน แต่แค่มองก็หายเหนื่อย และเริ่มมี กำลังใจอีกครั้ง เมื่อต้องกลับไปไต่บันไดขั้นที่เหลือ เดินลากขาขึ้นไปทีละข้าง จนมาถึงหินก้อนใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ว่า แค่ พ้นทางนี้ขึ้นไปก็ถึงจุดหมายแน่นอนแล้ว ก้าวสุดท้ายเมื่อขึ้นไปยืนโป๊ะเชะจุดเดิม หัน หลังไปมองวิวเมืองไทเประยิบระยับที่แผ่กางอยู่ด้านหน้าเต็มตา ความสาหัสทาง ลำแข้งที่ผ่านมา แทบกลายเป็นเรื่องขำขันไปในทันที สิ่งที่เห็นได้ช่วยสกัดทุกอารมณ์ ทดท้อให้เหลือแต่ความพอใจ และโล่งใจเต็มที่ๆ มาถึงได้ในที่สุด “นี่แหละที่ชอบๆ ขนานแท้” ยืนกลางฝนปรอยๆ สูดอากาศเย็นอย่างชื่นใจแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำทันที คือ ถอดเสื้อกันหนาวตัวหนาออกสะบัดพรึ่บ เหลือแต่เสื้อยืดอีก 2 ชั้น อุณหภูมิบน ภูเขาวันนั้นต่ำกว่า 10 องศา แต่ด้วยความร้อนที่สะสมมาตลอดทางกลับพุ่งสูงมาก กว่า ต้องรีบระบายออกอย่างเร่งด่วนโดยไม่เกรงใจความเย็นภายนอก จับดูเสื้อตัวนอกพบว่าเปียกเพราะฝน แต่เสื้อตัวในเปียกเพราะเหงื่อชื้น ยืนโบกเสื้อหนาวตากลมสักครู่ พลางมองไปรอบตัวด้วย พบว่ามีช่างภาพหนุ่ม 2 คน ขึ้นไปจองโขดหินอันใหญ่เพื่อถ่ายภาพมุมสูงอยู่แล้ว ไอ้โขดหินยักษ์ก้อนนี่แหละ ที่สงสัยมาตั้งแต่คราวที่แล้วว่า พวกช่างภาพนี่เขาปีนขึ้นไปท่าไหน ถึงจะดูเหมือนปีน ยากแต่มากี่ครั้งก็ต้องมีคนจับจองอยู่ก่อนเสมอ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ทั้งสองหนุ่มถ่ายไปคุยไปอย่างไม่มีท่าทีว่าจะลงมาง่ายๆ


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

Taiwan

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

ฉันเลยไปเลือกมุมโล่งๆ ด้านหน้าแทน แล้วกางขาตั้งใกล้ๆ ขอบหน้าผาที่พื้นยังเปียก ดินโคลนเพราะฝนตก หวาดเสียวเล็กน้อยแต่เรื่องความสวยของวิวก็คุ้มค่า ตั้งกล้องได้แล้วก็เริ่มเก็บภาพไปเรื่อยๆ แต่ครั้งนี้กลับไม่รู้สึกว่าต้องการภาพ มากมายนักเหมือนเดิม แต่อยากจำบรรยากาศเหล่านี้ไว้ด้วยตัวเองมากกว่า เสียงพูด คุยและหัวเราะของช่างภาพสองคนด้านหลังประกอบเป็นระยะ ความเงียบบนภูเขา ทำให้ได้ยินเสียงชัตเตอร์ของกล้อง 3 ตัวผลัดกันดัง แชะขึ้นคนละที ฉันคิดไปถึงเพื่อนรุ่นน้องผู้หญิงอีกคนที่ชอบถ่ายรูปมาก คงจะดีถ้า น้องคนนี้มาด้วย เพราะเธอเป็นพวกทุ่มสุดฤทธิ์เพื่อมุมถ่ายภาพ ไอ้หินมหัศจรรย์ก้อน นั้นก็เหมือนกัน เชื่อว่าถ้าเป็นเธอมา ต้องได้มีการตะกุยตะกายขึ้นไปเพื่อตั้งกล้องแน่ นอกจากช่างภาพอีกสองคนแล้ว ระหว่างที่อยู่บนนั้นก็มีผู้คนเดินผ่านไป มาเป็นระยะ ส่วนใหญ่เป็นคนที่มาเดินออกกำลังกายควบคู่กับชมวิว แต่ที่ไม่เจอกัน ระหว่างทาง เป็นเพราะบนภูเขาเซี่ยงซันนี้ มีทางขึ้นลงมากกว่าหนึ่ง และคนอื่นๆ อาจ เลือกมาจากทางอื่นก็ได้ อากาศวันนั้นยังทึมด้วยเมฆหมอก มองไปบนยอดตึกไทเป 101 ที่มีคำว่า 100 ROC ติดอยู่ เห็นขบวนเมฆเคลื่อนตัดผ่านยอดตึกระลอกแล้วระลอกเล่า บาง ครั้งยอดตึกก็จมหายไปกับม่านหมอก ตัวหนังสือประดับแสงไฟพร่ามัวไปชั่วคราวทุก ครั้งที่ถูกกลืนไปกับไอน้ำสีขาวขุ่นที่พัดผ่าน คำว่า “สูงเสียดฟ้า” มีนิยามทางภาพที่ชัดเจนแบบที่เห็นวันนี้เอง และเป็น อีกครั้งที่ฉันรู้สึกว่า ไทเป101 ควรค่าแก่การเป็นที่รักของคนที่นี่จริงๆ ฉันใช้เวลายืนดูวิว สลับกับค่อยๆ ถ่ายรูปอยู่นาน เพราะครั้งนี้ไม่มีใครมาบัง หน้ากล้องเหมือนคราวที่มาเ���าท์ดาวน์ครั้งก่อน ขอใช้เวลาอิ่มเอมกับมันให้ถึงใจสัก ครู่เถิด อย่างน้อยกว่าจนกว่าเหงื่อชุ่มๆ ในตัวจะแห้งสนิทก่อน สุดท้ายกว่าจะถ่ายเสร็จชมวิวเสร็จ เม็ดน้ำฝนเกาะพราวเต็มหน้าเลนส์


2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

Taiwan

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan

และตัวกล้อง ฉันร้องเฮ้ยเพราะเพิ่งรู้ตัว แล้วรีบๆ เช็ดแล้วเก็บลงกระเป๋า หันไปดูช่าง ภาพกลุ่มเดิมก็ยังไม่ยอมลงไปไหน คราวนี้เราเลยพลาดมุมเทพบนโขดหินเหมือน เดิม ไม่เป็นไรคราวหน้าคงได้มาอีกแน่...ไต้หวัน เพราะมีอีกตั้งหลายที่ๆ ยังไม่ได้ไป ขากลับ ฉันยังอาลัยกับบรรยากาศบนภูเขาเล็กน้อย ถึงจะใช้เวลามาเต็มที่ เกือบครึ่งชั่วโมง แต่ก็ต้องรีบกลับไปหาเพื่อนที่รออยู่ด้านล่าง ขาเดินลงฉันทำเวลาได้ ดีกว่าเกือบเท่าตัว สรุปรวมแล้วน่าพึงพอใจกำลังแข้งขา เพราะตอนเดินขึ้นมาก็โกย สปีดจนใช้เวลาแค่ประมาณ 30 นาที ส่วนขาลงแทบจะวิ่งได้สบายๆ ในเวลา 15 นาที เมื่อลงไปถึงจุดเริ่มต้นเทรกกิ้ง รวมเวลานับจากที่แยกกับเพื่อนมาก็เกือบ 2 ชั่วโมงพอดี จากตรงนั้นฉันจึงตัดสินใจเรียกแท็กซีเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มิเตอร์ ยังไม่ทันขยับก็มาถึงตัวตึกไทเป 101 แล้ว ฉันปรี่เข้าไปหาเพื่อนตามนัดหมาย เพื่อจั ดการเติมเต็มให้ความหิวโหยทันที ชั้นใต้ดินของตึก 101 นี้ก็ถือเป็นสวรรค์ชั้นดีมีอาหารหน้าตาและรสชาติ อร่อยเพียบ แถมด้วยการซื้อของฝากเป็นขนมเปี๊ยะไส้โมจิ (กล่องสีม่วงอร่อยมาก) และเค้กไส้ สัปปะรดกลับบ้าน จากนั้นก็พาเพื่อนตระเวนราตรีต่อที่ ซิเหมินติ้ง ให้สมกับเสื้อผ้าหน้าผมที่ จัดมาเพียบ แต่ด้วยความเมื่อยที่ไต่ระดับมาถึงสุดยอดแล้ว ระหว่างที่เพื่อนเพลิด เพลินกับการช้อปปิ้ง ฉันเลยขอนั่งรอหน้าและเดินไปร้านหาน้ำส้มอัดวิตามินซีซด กันไข้หวัด เพื่อนสาวมาพบสุดยอดนวัตกรรมของเลกกิ้งที่ทำให้สาวไต้หวันไม่หนาว ขาและยังสวยอยู่ได้ นั่นคือ เลกกิ้งที่มีขนปุยๆด้านใน!!! ไม่หนามากจนทำให้ขาใหญ่ แต่ก็อบอุ่นดีนะ ...เธอว่างั้น ก่อนเข้าที่พัก แวะซื้อมาม่าไต้หวันตามความตั้งใจดั้งเดิม เพื่อจะได้ละลาย เงินที่เหลือใน Easy Card ให้เหลือน้อยที่สุดด้วย เสร็จแล้วก็เข้าที่พักไปเผชิญกับ มหกรรมแพ็คกระเป๋า ยัดของกินของฝากลงไปในเป้ครั้งสุดท้ายให้พร้อม เพราะพรุ่งนี้


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

เช้าต้องออกเดินทางตั้งแต่ก่อนตีห้า ฉันชักชวนเพื่อนให้อาบน้ำทีเดียว และใส่เสื้อของวันพรุ่งนี้นอนรอไปเลย! เพื่อนก็เห็นดีเห็นงามด้วยทันที ขี้เกียจอะไรกันขนาดนั้น แต่กว่าจะยัดข้าวของเสร็จ ก็ สุดจะเกรงใจเพื่อนร่วมห้องที่มาก่อนหลับก่อนไปแล้ว ส่วนพวกเราได้หลับพอประมาณเท่านั้น เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องตื่นขึ้น มาเปลี่ยนเสื้อผ้า เอาเป้ขึ้นหลังแล้วเดินลงไปเรียกแท็กซี่ส่งที่สถานีรถบัส (ตอนเช้า มืดต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มจากค่าโดยสารอีกเล็กน้อย) โชคดีที่ยังทันรถรอบที่จะออก ไปสนามบินเวลา 5.00 น.พอดี ระหว่างทางไปสนามบิน ฉันงีบหลับอย่างสบายใจไปพักหนึ่ง การเดินทาง ครั้งนี้ ถึงจะพอใจแต่ยังไม่สะใจเท่าที่ควร เพราะเหมือนกำลังเที่ยวเพลินๆ ก็ถึงเวลา ต้องหยุด แต่ไม่รู้ด้วยอารมณ์ไหน ฉันกลับรู้สึกนิ่งนอนใจ เพราะคิดว่าอนาคตอันใกล้ จะต้องได้มาเยือนอีกแน่ ลางสังหรณ์นั่นแม่นกริบเหมือนจับวาง เพราะยังไม่ทันแตะพื้นดินเมืองไทย เสียงรุ่นน้องอีกคนแว่วมาทันทีผ่านเฟซบุ้คในทำนองชักชวนว่า “เมษาฯ นี้สนใจไปไต้หวันอีกรอบมั้ย” คนทั่วไปอาจโวยวายกลับว่า “บ้าเปล่า อัวะเพิ่งกลับมานะเฟ้ย” แต่สำหรับฉันกลับหัวเราะลั่นแล้วบอกว่า…. - จบ -


Taiwan

2553-2554ลักษณ์ เกษมสุข

สถานที่ : ไทเป ที่พัก : Star Hostel (ทางออก 1 สถานี MRT Zhongshan) ราคาที่พัก : 500 เหรียญต่อคน (เตียงรวมแบบ 2 ชั้น มี 4 คน/ห้อง) การเดินทางไปภูเขาเซี่ยงซัน : สามารถเดินจากสถานีไทเป ซิตี้ ฮอล์ (Taipei City Hall) ก็ได้ แต่มีวิธีทุ่นแรงกว่าคือ นั่งรถชัตเติลบัสฟรีไปลง ที่ตึกไทเป 101 ก่อน ช่วยย่นระยะทาง รถบัสจะจอดให้ลงด้านข้างตึกฝั่ง ห้างสรรพสินค้า ลงรถแล้วเดินตรงไปที่ถนนใหญ่ด้านหน้าห้างเลย ข้ามถนนตรงทางม้าลาย แล้วจะเจอป้ายบอกเส้นทางปีนเขาว่า เซี่ยงซัน ไฮคกิ้ง เทรล เดินตามป้ายไปทางซ้ายมือโลด this book is NOT FOR SALE but JUST FOR FUN find free issue at www.issuu.com/lukkonen/docs/liketaiwan


TAIWAN


ลูบไล้...ไต้หวัน