Page 1

ป​ที่ ๑๗ ฉบับ​ที่ ๙๕ กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๕

เหนือ ในหลวง ยังมี พระแก้ว มรกต

ย่านเก่าและชุมชนเมืองกรุงเทพมหานคร ต่อสู้การไล่รื้อชุมชน ท่ามกลางกระแสท่องเที่ยวแบบหวนหาอดีต ภาพถ่ายแห่งความทรงจำ “เรือนางคำไหล” ชนะที่ ๑ ในงานออกพรรษา พ.ศ. ๒๔๘๒ หนองหาร สกลนคร คณะท่าวัด “ไล่รื้อชุมชน” ความขัดแย้งระหว่างกรรมสิทธิ์โดยกฎหมาย และสิทธิชุมชน ภาวะล้าหลังทางวัฒนธรรมในเมืองไทย สัมภาษณ์พิเศษ ‘ปณต อุดม’ : ถกผู้สร้าง เห็นหนัง ‘ขุนรองปลัดชู’ มองความสัมพันธ์ทางสังคมผ่านพื้นที่วัฒนธรรมของท้องถิ่น


สารบัญ เปดประเด็น ๐๒ “เหนือในหลวงยังมีพระแก้วมรกต” ความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม ๐๕ ย่านเก่าและชุมชนเมืองกรุงเทพมหานคร ต่อสู้การไล่รื้อ ชุมชน ท่ามกลางกระแสท่องเที่ยวแบบหวนหาอดีต บันทึกจากท้องถิ่น ๐๘ ภาพถ่ายแห่งความทรงจำ “เรือนางคำไหล” ชนะที่ ๑ ในงาน ออกพรรษา พ.ศ. ๒๔๘๒ หนองหาร สกลนคร คณะท่าวัด เสวนาสัญจร “คนค่อนศตวรรษ” ๑๕ “ไล่รอื้ ชุมชน” ความขัดแย้งระหว่างกรรมสิทธิโ์ ดยกฎหมาย และสิทธิชุมชน ภาวะล้าหลังทางวัฒนธรรมในเมืองไทย (สรุปความจากงานเสวนา) ดูโขนดูหนัง ๑๘ สัมภาษณ์พเิ ศษ ‘ปณต อุดม’ : ถกผูส้ ร้าง เห็นหนัง ‘ขุนรองปลัดชู’ หมายเหตุจากผู้อ่าน ๒๑ มองความสัมพันธ์ทางสังคมผ่านพืน้ ทีว่ ฒ ั นธรรมของท้องถิน่ กางแผง ๒๒ แนะนำสารคดีพอเพียงเพือ่ แผ่นดินเกิด ชุด กรุงเทพเมืองฟ้าอมร ๒๒ DVD เสวนาสัญจรคนค่อนศตวรรษ “ส่องซอด สอดส่อง เมืองสกล”

จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ราย ๓ เดือน มี วัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากการดำเนินงานของ มูลนิธิฯ และยินดีเป็นเวทีตีพิมพ์ประสบการณ์ ทรรศนะ ข้อเสนอ แนะ ฯลฯ จากหน่วยงานด้านสังคม วัฒนธรรม และผู้สนใจทั่วไป อันจะนำไปสูเครื ่ อข่ายความร่วมมือทางวัฒนธรรมการศึกษา การ สร้างและพัฒนาองค์ความรูเ้ รือ่ งเมืองไทยให้คงอยูต่ ลอดไป (หาก ต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธเล็ ิ ก-ประไพ วิรยิ ะพันธุ์ กรุณาส่งชือ่ ทีอยู ่ พร้ ่ อมแสตมป์ดวงละ ๕ บาท ๒๐ ดวงต่อปี มายังที่อยู่ด้านล่าง)

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ lek_prapai@yahoo.com http://www.lek-prapai.org ประธานกรรมการ ดร.ไพโรจน์ พงศ์พิพัฒน์ รองประธานกรรมการ อรพรรณ พงศ์พิพัฒน์ กรรมการและเหรัญญิก สุวพร ทองธิว กรรมการและเลขานุการ อมร ทองธิว กรรมการ พิจารณ์ วิรยิ ะพันธุ์ / ตุก วิรยิ ะพันธุ์ / รับพร วิรยิ ะพันธุ์ ที่ปรึกษา ศรีศักร วัลลิโภดม / ดร.ธิดา สาระยา เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ สุดารา สุจฉายา / วลัยลักษณ์ ทรงศิริ / ลาวัลย์ ธรรมนิรนั ดร / รัชนีบูล ตังคณะสิงห์ / นิยดา หวังวิวฒ ั น์ศิลป์ / พรพิมล เจริญบุตร / อรรถพล ยังสว่าง / มรกต สาตราคม / ณัฐวิทย์ พิมพ์ทอง / อภิญญา นนท์นาท / ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง / นพดล แก้มทอง / ใหม่มณี รักษาพรมราช

2

จดหมายข่าว​มูลนิธิ​เล็ก-ประไพ​วิริยะ​พันธุ์

เปดประเด็น​

โดย​ศรีศักร​วัลลิโภดม

เหนือ ในหลวง ยังมี พระแก้ว มรกต​ ท่ า ม กลางความขัดแย้งทางความคิดในเรื่องการเมือง

และเศรษฐกิจ รวมทัง้ การแตกแยกทางสังคม เกิดการแบ่งกลุม่ ออกเป็นหลายฝักฝ่าย [Factions] ทีต่ า่ งก็มงุ่ หวังประโยชน์ของ ส่วนตนและพวกพ้องที่กำลังนำไปสู่ความเกลียดชังและความ แค้น อันจะทำให้เกิดการกระทำทีร่ นุ แรงอย่างหลีกเลีย่ งไม่ได้นน้ั แต่ละกลุ่มที่เกี่ยวข้องมักโต้ตอบกันด้วยวาทกรรมในเรื่องการ ต่อสูเ้ พือ่ ความเป็นประชาธิปไตยแบบฝรัง่ ตะวันตก เช่น อเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส และการลดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริยด์ ว้ ยการแก้ไขเปลีย่ นแปลงกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑๒ อันเกี่ยวกับความมั่นคงของพระมหากษัตริย์ ได้มีนักวิชาการหัวนอกที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ชั้นนำของประเทศกลุ่มหนึ่งที่ถูกบรรดาอาจารย์ฝรั่งอบรมให้ ไม่เอาเจ้าและล้มเจ้าขึ้นมา แสดงความกล้าหาญทางวิชาการ แบบไม่มกี าลเทศะอย่างทะลึง่ และลำพองว่า “จะต้องให้พระมหากษัตริย์ต้องสาบานตนต่อรัฐสภา จึงจะเกิดภาวะความเป็น ธรรมทางสังคมในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยได้” เพราะเท่ า ที่ เ ป็ น อยู่ นั้ น ไม่ ใ ช่ เ ป็ น ประชาธิ ป ไตย หากเพราะ อำนาจอยู่ในหมู่อำมาตย์ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ในช่วงเวลาที่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยออกมา แสดงการคุกคามต่อพระมหากษัตริย์ (ตามความรู้สึกของ ข้าพเจ้า) ก็มีสถานีวิทยุโทรทัศน์หลายช่องได้นำเทปวีดีโอเรื่อง “จิตวิญญาณของประเทศชาติ” [Soul of a Nation] ที่สถานี BBC ของอังกฤษทำไว้ และเผยแพร่เมื่อราว ๒๐ ปีที่แล้ว อัน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ ๙ และพระราชจริยวัตรของพระองค์ในฐานะเป็นพระมหากษัตริย์ ในระบอบรัฐธรรมนูญของการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่มี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขออกมาแพร่ภาพ ทำให้ข้าพเจ้าพอฟื้นความจำได้ เพราะอายุเข้ามาค่อน ศตวรรษแล้ว นับเป็นยุคสมัยที่บรรดานักวิชาการหัวนอกรุ่น ใหม่ๆ ที่แสดงการก้าวร้าวนั้นอาจจะยังไม่เกิดหรือไม่ก็เป็น ทารกที่ไร้เดียงสาอยู่ก็ว่าได้ เพราะภาพที่แพร่หลายในโทรทัศน์ ที่จัดทำโดยสารคดี BBC นี้ เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกในเรื่อง


สถานภาพและบทบาทของพระมหากษั ต ริ ย์ ไ ทย ภายใต้ ก าร ปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญเป็นอย่างดี อีกทั้งแสดงให้เห็นถึง การบำเพ็ญพระบารมีที่ได้เสด็จไปช่วยเหลือและเยี่ยมเยียนอาณา ประชาราษฎร์อย่างสม่ำเสมอและสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นนักศึกษาที่มีความ ต่อเนื่อง คือนำความรู้ทางวิชาการที่ทรงศึกษามา และความรู้ ข้อเท็จจริงใหม่ๆ จากการเสด็จออกไปตามท้องถิน่ ต่างๆ ทัว่ ประเทศ ตั้งคำถามและหาแนวทางที่สามารถปฏิบัติและควบคุมได้มาช่วย เหลือราษฎรที่ประสบปัญหาในการทำมาหาเลี้ยงชีพในการเกษตร ให้สามารถฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ในท้องถิ่นได้ดีตามอัตภาพ จนมี ผูร้ ทู้ งั้ ภายในและนอกประเทศมักกล่าวขวัญให้ฟงั ว่า “พระองค์เป็น พระมหากษัตริยเ์ พือ่ การเกษตรในสังคมเกษตรกรรมโดยแท้” เหตุที่ เป็นเช่นนี้ทรงตระหนักดีถึงรากเหง้าทางสังคมและวัฒนธรรมของ บ้านเมืองทีเ่ ป็นสังคมเกษตรกรรมแบบยัง่ ยืนมาแต่ดกึ ดำบรรพ์ และ ความขัดแย้งเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในประเทศชาติก็คือ การที่รัฐบาล ทุกยุคทุกสมัยในระบอบรัฐธรรมนูญนั้นพยายามทำให้สังคมไทย เป็นสังคมอุตสาหกรรมเยี่ยงประเทศทางตะวันตกนั่นเอง พฤติกรรมก้าวร้าวและทะลึ่งของนักวิชาการเด็กทารกที่ แสดงออกทีส่ ถานการศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทีเ่ รียกร้อง ให้พระมหากษัตริย์ต้องสาบานตนต่อรัฐบาลนั้น ข้าพเจ้ายอมรับ ไม่ ไ ด้ ใ นฐานะที่ เ ป็ น ประชาชนคนหนึ่ ง ภายใต้ ก ารปกครองแบบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ได้สะกิดใจให้เห็นภาพที่แพร่อยู่ในโทรทัศน์ที่สถานี BBC ของอังกฤษ ตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำบรรดา ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และผู้น้อยในคณะรัฐบาลสาบานตนต่อพระแก้วมรกต โดยที่พระองค์เองก็ทรงเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสาบานเช่น คนอื่นๆ เลยทำให้ต้องขอบคุณนักวิชาการเด็กทารกนั้นที่ทำให้ได้ เข้าใจว่า ขณะทีใ่ ครๆ โดยเฉพาะคนรุน่ ใหม่ๆ ทีค่ ดิ ว่าพระมหากษัตริย์ ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดนั้น แท้จริงแล้วเหนือพระองค์ท่านยังมีอำนาจสูงสุดขึ้นไปอีก คืออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เหนือธรรมชาติและเหนือความเป็นพระสมมติเทวราช

พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาหรือพระพิพัฒน์สัจจา เป็นพิธี​ สาบานตนในการรับราชการว่าจะซื่อตรงต่อแผ่นดินและปกป้อง​ ชาติบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุข โดยข้าราชการทั้งหลายจะต้อง​ ดื่มน้ำสาบานตนจําเพาะพระพักตร์พระมหากษัตริย์และ​ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง

อำนาจของกฎหมายรัฐธรรมนูญแบบตะวันตกนัน้ คนตะวันออกเห็นว่าเป็นอำนาจสาธารณ์ที่สามารถแก้ไข โต้แย้ง ได้ด้วยการ ขึ้นโรงขึ้นศาลที่ไม่มีทางทำให้เกิดสำนึกในสิ่งที่เป็นมโนธรรมได้ ยิ่งปัจจุบันในประเทศไทยหรือสยามประเทศด้วยแล้ว อำนาจรัฐธรรมนูญในขณะนี้เป็นยิ่งกว่า “อำนาจสาธารณ์” กลับกลายเป็น “อำนาจสามานย์” ทีบ่ รรดานักการเมือง นักวิชาการ และข้าราชการ ใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาความมั่งคั่งทางทรัพย์สินและเงินทอง เพื่อตนเองและพรรคพวก จนเกิดความขัดแย้งและความรุนแรง ดังเช่นทุกวันนี้ ในฐานะของคนค่อนศตวรรษเช่นข้าพเจ้า ได้รับการอบรม และบอกห้ามมาแต่เล็กๆ ว่าจะสาบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ก็ตาม แต่ อย่าได้สาบานต่อพระแก้วมรกตอย่างเด็ดขาด เพราะถ้าเป็นการ โกหกแล้วจะมีการเป็นไปไม่ช้าก็เร็ว คนรุ่นราวคราวเดียวกับข้าพเจ้าหลายคนที่เป็นคนกรุงเทพฯ ก็ได้รับการอบรมเช่นนี้มาเช่นกัน เคยจำได้ว่ามีนักการเมืองที่เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง เคยสบถสาบานต่อพระแก้วมรกตในยามที่มีความขัดแย้งกันทาง การเมือง นักการเมืองท่านนัน้ คือ คุณสมัคร สุนทรเวช ทีต่ อ่ มาได้รบั ตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีกอ่ นทีจ่ ะถึงแก่อนิจกรรม คุณสมัครเป็น คนที่ชอบสาบานอยู่เนืองๆ แม้ตอนขึ้นศาลก่อนที่จะถูกตัดสินให้ แพ้คดีความก็ได้สบถสาบานเช่นกัน คุณสมัครสิน้ ชีวติ ด้วยโรคมะเร็งเช่นเดียวกันกับนักการเมือง อีกหลายคนทีเ่ คยเป็นใหญ่เป็นโต ซึง่ ผูร้ หู้ ลายคนวิจารณ์ให้ขา้ พเจ้า ฟังว่า น่าจะเกี่ยวข้องถึงการไปสาบานตนก่อนเข้ารับตำแหน่ง ต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ของประเทศชาติเข้า ความเชือ่ ในเรือ่ งการโกหกและผิดสาบานดังกล่าวนี้ ถ้าย้อน หลังไปถึงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วก็จะเกี่ยวข้องกับการ ทีข่ นุ นาง ข้าราชการ ทีเ่ ข้ามารับใช้พระมหากษัตริยแ์ ละประเทศชาติ นัน้ จะต้องเข้าพระราชพิธถี อื น้ำพระพิพฒ ั น์สตั ยาต่อหน้าพระแก้ว มรกตและสิ่ ง ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ ข องราชอาณาจั ก รที่ มี ขึ้ น ในพระอุ โ บสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในลักษณะเช่นเดียวกันกับพระราชพิธี ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในพระวิหารวัดพระศรีสรรเพชญดาญาณ ครั้งกรุงศรีอยุธยา พระราชพิธีนี้กระทำต่อหน้าพระศรีสรรเพชญดาญาณอันเป็นพระพุทธรูปประธานในพระวิหารเช่นกัน พระราชพิธถี อื น้ำพระพิพฒ ั น์สตั ยานี้ หลายท่านให้ความเห็น ว่ามีทมี่ าจากประเพณีของเมืองพระนคร แต่ขา้ พเจ้าได้หลักฐานว่า มีมาแต่รัฐศรีวิชัยในเกาะสุมาตราแล้ว นับเป็นโบราณราชประเพณี ของบ้านเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแท้จริง ความเชือ่ ในเรือ่ งการถวายสัตย์ปฏิญาณนีย้ งั มีผลมาถึงสมัย เปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัย พ.ศ. ๒๔๗๕ เช่นกัน เพราะมีผู้ กล่าวอ้างบ่อยๆ ทัง้ จากการเล่าขานและการตีพมิ พ์เป็นบทความว่า คณะราษฎรที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นล้วนมี อันเป็นไปแทบทุกคน โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ที่ตายในต่างประเทศ ปัจจุบันแม้ว่าการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาจะคลายความ สำคัญไป แต่ประเพณีการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของราชอาณาจักร ก่อนที่ผู้ได้รับตำแหน่งและแต่งตั้งให้รับราชการก็ยังดำรงอยู่ ซึ่ง ป​ที่ ๑๗ ฉบับ​ที่ ๙๕ ก.ค.-ก.ย. ๒๕๕๕

3


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมักทรงเตือนให้ผู้เข้ารับตำแหน่ง เพือ่ ดำรงตำแหน่งสำคัญเหล่านัน้ ต้องปฏิบตั หิ น้าทีอ่ ย่างเทีย่ งตรง ตามที่ได้สาบานไว้เสมอ สิง่ นีน้ บั เป็นการอบรมทางศีลธรรมและจริยธรรมแก่บรรดา ขุนนางข้าราชการอย่างแท้จริง เพราะเป็นการควบคุมในจิตสำนึก และมโนธรรมได้เป็นอย่างดี และดูเป็นพระราชภารกิจที่สำคัญใน องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ภายใต้การปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้นภาพที่ปรากฏในสื่อโทรทัศน์ของสถานี BBC ที่กล่าวมาแล้วแต่ข้างต้น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังต้อง ทรงสาบานต่อพระแก้วมรกตร่วมกันกับหมู่ข้าราชการนั้น ย่อม สะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีว่า เหนือในหลวงก็ยังมีพระแก้วมรกต ในการจรรโลงศีลธรรมและจริยธรรมของผูท้ ม่ี หี น้าทีใ่ นการปกครอง และบริหารบ้านเมือง การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตย เช่นในสังคมตะวันตกโดยเฉพาะเช่นอเมริกานัน้ มาถึงทุกวัน นีน้ บั เวลาได้ ๘๐ ปีแล้ว แต่ความเป็นประชาธิปไตยทีไ่ ด้มาก็เหมือน ลมๆ แล้งๆ หาใกล้เคียงกับอุดมคติไม่ อันเนื่องเป็นประชาธิปไตยจากข้างบน [Top down] มากกว่าเป็นการเพรียกร้องจากเบื้องล่าง เพราะคณะราษฎรที่ีก่อการ เปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ล้วนแต่เป็นขุนนางข้าราชการรุ่น ใหม่ที่ยังเป็นระดับชนชั้นปกครองทั้งนั้น ทั้งทหารและพลเรือน โครงสร้างทัง้ การเมืองและการบริหารยังมีลกั ษณะรวมศูนย์เหมือน กันกับสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หาได้มีการกระจายอำนาจ อย่างแท้จริงลงมายังข้างล่างในระดับท้องถิ่นไม่

หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตยใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ไม่มีการจัดพระราชพิธี ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาอีก จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๑๒ ทรงฟื้นฟู พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาตามแบบโบราณราชประเพณี ผนวกเป็นการเดียวกันกับพระราชพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี รวมทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้า-​ อยู่หัวทรง “ประกอบพิธีสาบานตนต่อหน้าพระแก้วมรกต” วัด พระศรีรัตนศาสดารามด้วย

4

จดหมายขาว​มูลนิธิ​เล็ก-ประไพ วิริยะ​พันธุ

จึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการปกครองท้องถิ่น [Local government] มีแต่การบริหารส่วนท้องถิ่น [Local administration] เป็น สำคัญ ผลของการปกครองแบบรวมศูนย์ทท่ี ำให้เกิดความลดหลั่น และเหลื่อมล้ำในเรื่องอำนาจจากบนลงล่างเป็นแนวตั้งที่ธำรง ค่านิยมในเรือ่ งสถานภาพทางสังคมนี้ เหลือ่ มล้ำกันจนไม่เกิดสำนึก ในเรื่องความเสมอภาคของมนุษย์ตามอุดมคติประชาธิปไตยได้ ทั้งประเทศอาจแบ่งออกได้เป็นกลุ่มคนชั้นปกครอง เช่น พวกทหารและข้าราชการที่มีชั้นและรูปแบบในการดำรงชีวิตกับ ชนชั้นที่ถูกปกครองคือราษฎร หรือในสมัยก่อนเรียกว่าไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดิน ดังนัน้ การเปลีย่ นแปลงมาเป็นระบอบประชาธิปไตยแต่ พ.ศ. ๒๔๗๐ จึงดูดอี ยูใ่ นระยะต้นๆ พอถึงสมัยทีจ่ อมพล ป. พิบลู สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ประชาธิปไตยแทบไม่มเี หลือ กลายเป็นเผด็จการ ในนามของประชาธิปไตยระบอบรัฐธรรมนูญไป สมัยต่อจากจอมพล ป. ก็มกี ารปฏิวตั ริ ฐั ประหารและแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญบ่อยๆ และ การปกครองก็ยังมีลักษณะเผด็จการอยู่ดี ผู้ก่อการปฏิวัติและรัฐประหารต่างก็อ้างว่าทำเพื่อความ เป็นประชาธิปไตย แต่โดยปฏิบัติก็คือเผด็จการที่เปลี่ยนแปลงจาก ขุนศึกมาเป็นนายทุน ซึ่งปัจจุบันผู้มีอำนาจของรัฐบาลคือพวก นักธุรกิจนายทุนทีส่ ว่ นใหญ่ใช้เงินซือ้ เสียงเลือกตัง้ เข้ามาเป็นผูแ้ ทน ราษฎร เป็นเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา และแต่งตั้งพรรคพวกตนเป็น รัฐบาล กลายเป็นเผด็จการรัฐสภาในลักษณะที่เป็นธนาธิปไตย แทนประชาธิปไตย เพราะใช้เงินอันเป็นรายได้ของรัฐทัง้ แจกและซือ้ การยอมรับและการสนับสนุนจากคนเบื้องล่างที่ไม่เคย ได้รับการอบรมและอธิบายว่าประชาธิปไตยคืออะไร เมื่อใดที่ผู้นำ ของกลุ่มทรราชเหล่านี้ต้องการในสิ่งใดๆ ก็ตามที่เป็นประโยชน์ และความมัน่ คงทางเศรษฐกิจและการเมืองของพวกตน ก็มกั จะใช้ เงินมอมเมาผูค้ นจากเบือ้ งล่างให้เข้ามาเคลือ่ นไหว กดดันทัง้ รัฐและ สังคมให้ยอมตนอยู่เสมอ ดูเหมือนความเลวร้ายของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มาเป็นระบอบรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นประชาธิปไตยในทุกวันนี้รุนแรง กว่าสมัยใดๆ ที่ผ่านมา เพราะกลุ่มทรราชธนาธิปไตยซื้อได้ทั้ง อำนาจการบริหารในรัฐบาล และอำนาจนิตบิ ญ ั ญัตใิ นรัฐสภา ยังอยู่ เพียงอำนาจตุลาการเพียงโสดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสภาพง่อนแง่น และอ่อนล้า อันเกิดจากการถูกตามด้วยอำนาจการซื้อด้วยเงิน ของฝ่ายทรราช ทำให้ความอยากและความปรารถนาที่จะเป็น ประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็นนั้น เป็นเพียงแสงริบหรี่ที่กำลังจะ ดับสนิทในไม่ช้า อนิจจา ๘๐ ปี ประชาธิปไตยในสยามประเทศ… อคติในปัจฉิมลิขิตของบทความนี้ของข้าพเจ้าก็คือ ทุกวันนี้ คนไทยเป็นคนไร้พรมแดน ความเป็นไทยไม่ใช่อสิ รเสรี หากมีแต่ความ เป็นข้า คือข้าทาสติดที่ดินของคนอเมริกัน คนอังกฤษ คนฝรั่งเศส คนสิงคโปร์ คนเกาหลี คนญี่ปุ่น ซึ่งรวมทั้งคนมลายู คนฟิลิปปินส์ คนไต้หวัน คนจีน คนฮ่องกง คนเวียดนาม และอื่นๆ ยกเว้นคน เขมรที่เป็นผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขได้ในอนาคต


ความหลากหลาย​ ทางสังคม​และ​วัฒนธรรม

ในระยะหลายปีหลังทีผ่ า่ นมา เหตุการณ์ไล่รอ้ื ชุมชนทีเ่ คยเป็นย่าน

สำคัญของกรุงเทพมหานครปรากฏข่าวเป็นระยะๆ บางกรณีเป็นข่าว ต่อเนือ่ งยาวนานและเกือบจะเกิดความรุนแรงจากการต่อต้านของ คนในพืน้ ทีก่ ห็ ลายครัง้ เช่น เรือ่ งของบ้านครัว ชุมชนเก่าแก่ของชาว จามอาสา ย่านทอผ้าไหมชื่อดังในอดีต ชุมชนหลังป้อมมหากาฬ ย่านบ้านเก่า “ชานพระนคร” แห่งสุดท้ายของกรุงเทพฯ จนถึงการ ทุบตึกแถวบนที่ดินของวัดยานนาวาของชุมชนซอยหวั่งหลี ไล่ผู้ อาศัยที่อยู่มากว่า ๓-๔ ชั่วคนออกไป ตามความประสงค์ของวัด ที่กลายเป็นนิติบุคคล และปัจจุบันก็ไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ให้เกิด ประโยชน์มากไปกว่าจัดตลาดนัดให้คนมาค้าขายชั่วคราว ปัญหาของการไล่รอื้ ชุมชนในเมืองหลวงเพิม่ ขึน้ เรือ่ ยๆ ตาม มูลค่าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในพื้นที่ต่างๆ ตามราคาประเมินของการ จัดผังเมืองและพื้นที่ประเมินทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์ล่วงหน้า

การท่องเที่ยวในย่านเก่า ตลาดเก่า แม่น้ำลำคลอง กลายเป็น กระแสนิยมของการท่องเที่ยวในรูปแบบหวนหาอดีต

ย่านเก่าและชุมชนเมืองกรุงเทพมหานคร ต่อสู้การไล่รื้อชุมชน ท่ามกลางกระแสท่องเที่ยวแบบหวนหาอดีต วลัยลักษณ์ ทรงศิริ และแทบทุกพื้นที่ตัดทิ้งมูลค่าของผู้คนที่อยู่อาศัย อาชีพ วิถีชีวิตที่ สัง่ สมมาอย่างยาวนาน แม้จะต่อเนือ่ งบ้างหรือไม่ตอ่ เนือ่ งเลยก็ตาม ในกรณีของผูค้ นจากชนบททีอ่ พยพเข้ามาทำมาหากินในเมือง เป็น ส่วนหนึ่งของพัฒนาการของเมืองใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก สิ่งเหล่านี้ ไม่มีการคำนวนมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้แต่อย่างไร คนในเมืองและย่านต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่จึงกลายเป็นผู้รับ เคราะห์กรรมของการจัดสรรผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเมิน โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่กี่คน และการโยนหรือโอนพื้นที่สำคัญที่มี คุณค่าของเมืองหลวงเก่านี้ให้กับองค์กรธุรกิจหรือนิติบุคคลที่เคย เป็นทีพ่ งึ่ พาโดยธรรมชาติแก่ชาวบ้านรอบๆ เช่น “วัด” องค์กรทีด่ แู ล พื้นที่สาธารณะที่เคยเป็นของหลวง ดังนั้นการตัดสินใจจึงเป็นไป เฉพาะประโยชน์ตนเสียมากจากบุคคลที่มีอำนาจการตัดสินใจใน ช่วงเวลานั้นๆ สำนักงานทรัพย์สนิ ส่วนพระมหากษัตริย,์ สำนักพระคลังข้างที,่ กรุงเทพมหานคร, วัดต่างๆ เจ้าของที่ดินตระกูลใหญ่ในราชสกุล บางกลุ่ม กลายเป็นกลุ่มที่มีบทบาทต่อการปรับเปลี่ยนพื้นที่การ ใช้สอยของเมืองกรุงเทพฯ ในยุคนี้ โดยเฉพาะพืน้ ทีซ่ ง่ึ อยูใ่ นเขตย่าน เก่าของเมืองหลวงที่ยังไม่มีกำหนดขอบเขตและนิยามให้ชัดเจน ปัญหาเรื่องที่ดินหมักหมมไว้นาน โดยทั้งประเทศมีปัญหา เรื่องการออกเอกสารสิทธิ์ไม่ทันต่อความต้องการและการเปลี่ยน

มือ ขณะที่องค์กรหน่วยงานที่อ้างสิทธิ์ในการครอบครองพื้นที่ ออกประกาศพระราชกฤษฎีกาต่างๆ จนชาวบ้านจำนวนมหาศาลใน ประเทศนีก้ ลายเป็นผูบ้ กุ รุกทัง้ หมดโดยไม่มกี ารยกเว้น ทัง้ ผูบ้ กุ รุกใหม่ และผูท้ อี่ ยูอ่ าศัยมาแต่เดิม ปัญหาการใช้งานทีด่ นิ ต่างๆ จึงกลายเป็น ดินพอกหางหมู ยากที่จะสางแก้ไข การยึดแต่กฎหมายในการถือสิทธิ์นั้นขัดต่อสิทธิมนุษยชน ขัน้ พืน้ ฐานอย่างยิง่ ยิง่ ปรากฏกระบวนการใช้กฎหมายเข้าบีบบังคับ กลุ่มชาวบ้านที่อยู่มาแต่เดิม ตึกอาคาร เจดีย์ที่ระลึกในวัด ตึกแถว ที่เคยทำการค้า ย่านธุรกิจเก่าแก่ สร้างผลกระทบจนถึงขั้นทำลาย รากฐานความเป็น “พระนคร” และ “เมืองหลวง” อันมีประวัตศิ าสตร์ ความเป็นมาไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ปีนี้อย่างชัดเจน รากฐานของพระนครทางกายภาพนั้นกำลังถูกบ่อนทำลาย ไปเรือ่ ยๆ แต่ขณะเดียวกันการสร้างกระแสอนุรกั ษ์ “ย่าน” “บ้านเก่า” “วัดวาอาราม” “วัง” “ตึกอาคารร้านค้า” ทีผ่ า่ นมานัน้ มีวธิ คี ดิ ทีไ่ ม่ได้ ล้ำลึกเข้าไปถึงปัญหาของผูค้ นทีย่ งั มีการอยูอ่ าศัย บางกรณีเมือ่ เห็น ว่าดูออกจะรกรุงรัง แผนแม่บทเกาะรัตนโกสินทร์ในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่สนใจจนถึงขั้นลบออกไปจากแผนที่อย่างง่ายๆ สังคมในเมืองหลวงเก่าแก่แห่งนี้ถูกมองว่าผู้คนที่เข้ามาอยู่ อาศัยในพืน้ ทีด่ งั้ เดิมนัน้ ไม่มคี วามเป็น “ชุมชน” เหลืออยู่ แต่ถกู มอง จากสภาพเสื่อมโทรมของอาคารต่างๆ ที่ถูกทิ้งไม่ได้ซ่อมแซมหรือ ป​ที่ ๑๗ ฉบับ​ที่ ๙๕ ก.ค.-ก.ย. ๒๕๕๕

5


บูรณะให้มีความสวยงามแก่สายตา เพราะคนเก่าๆ ตระกูลเก่าแก่ เจ้าของเดิมต่างขายทิง้ หรืออพยพโยกย้ายเมือ่ กลายเป็นครอบครัว ใหญ่ขึ้น หรือออกไปรับราชการ ทำมาหากินในพื้นที่อื่นๆ ตามการ ขยายตัวของเมืองที่กระจายออกไปทั่วทุกทิศ เกิดการเคลื่อนย้าย จนเมืองหรือชุมชนหรือย่านต่างๆ แทบไม่หลงเหลือผู้คนเดิมๆ ตั้งแต่เมื่อแรกสร้างอย่างชัดเจน แต่ก็ยังคงมีชีวิตของชาวบ้านย่าน เก่าต่างๆ ที่ยังคงมีอยู่ แต่รวยรินจนแทบขาดช่วง และการ “มีอยู่” ก็เหมือนเป็นการหลบๆ ซ่อนๆ จากสายตาของผู้คน เพราะภาพ ของตึกอาคารสมัยใหม่บดบังไว้เสียสิ้น นิยามของความเป็น “ชุมชน” ในเมือง โดยเฉพาะย่านเก่า แก่ควรแก่การอนุรกั ษ์ ไม่ใช่เพราะว่าเคยเป็นวัดหรือวัง แต่ตอ้ งเห็น ถึงความมีชีวิตและชีพจรที่ยังเต้นอยู่ของการค้า แม้แต่จะเป็น แบบดั้งเดิม แต่นี่คือเสน่ห์ที่หายากของ “ความเป็นย่านเก่า” ที่ เมืองเก่าทั่วโลกพยายามเสาะรักษาไว้ แม้จะทำได้แบบมีชีวิตบ้าง หรือเหลือแต่ตึกเก่าที่ปรับปรุงใหม่บ้าง แต่นิยามดังกล่าวยังไม่ ปรากฏในการอ้างอิงถึงอย่างชัดเจน เพราะนำไปเปรียบเทียบ กับความเป็น “ชุมชน” ในชนบท ดังนั้นความกว้างขวางของนัย ในเรื่อง “ชุมชน” [Communities] ที่บางแห่งไปไกลเกินกว่าทาง กายภาพ เช่นชุมชนในเชิงจินตนาการกันแล้ว ก็ยงั ไม่สามารถนำมาใช้ เปรียบเทียบถึงรูปแบบของปัญหาจากการไล่รื้อชุมชน ทรัพย์สิน

(บน) วัดกัลยาณมิตรที่กำลังมีปัญหาในการไล่รื้อชุมชนในพื้นที่ (ล่าง) ภาพเก่าของวัดมังกรกมลาวาสหรือวัดเล่งเน่ยยี่ ที่เป็นย่าน ของชุมชนชาวจีนเก่าแก่ของกรุงเทพฯ

6

จดหมายขาว​มูลนิธิ​เล็ก-ประไพ วิริยะ​พันธุ

ส่วนรวมของคนเมืองให้เป็นที่ยอมรับได้ เมื่อมีการนำปัญหาเหล่า นี้ไปถึงศาลต่างๆ ในประเทศไทยปัจจุบัน ในกระแสของการท่องเที่ยวที่ระบาดไปทั่วทุกหนแห่งของ ประเทศนี้ เมืองแบบกรุงเทพมหานคร เสนอการท่องเที่ยวแบบ ตลาดน้ำให้ชาวบ้านในหลายแห่ง บ้างกลางสวน บ้างกลางหมูบ่ า้ น จัดสรร บ้างกลางเมืองไปแล้ว มีพื้นที่นำเสนอสิ่งที่เหลืออยู่ได้พอ ประมาณ แต่ก็กลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวค้าขายเพื่อตอบสนองการ ท่องเทีย่ วของคนเมืองในการรำลึกถึงอดีตอย่างชัดเจน แต่เป็นเพียง อดีตที่ไม่เห็นทางว่าจะย้อนกลับหรือปรับปรุงสร้างเงื่อนไขการอยู่ อาศัยของผู้คนให้ดีขึ้นได้อย่างไร สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือกรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เป็นทั้งย่านเก่าที่กลายเป็น ย่านธุรกิจหลายๆ แห่งก็ปรับตัวรับมือ หาวิธีการแก้ปัญหาที่ไม่ใช่ การไล่รอื้ แต่เพียงอย่างเดียว แต่พยายามปรับพืน้ ทีไ่ ปพร้อมๆ กับให้ ชาวบ้านทีย่ งั คงอยูม่ สี ว่ นร่วม สร้างมูลค่าของพืน้ ทีย่ า่ นเก่าให้กลาย เป็นพื้นที่ชุมชนหรือย่านที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์ ตอบสนอง ความต้องการท่องเทีย่ วของคนชัน้ กลางในเมืองทีย่ งั รำลึกถึงความ สุขในวัยเยาว์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังเป็นไปได้ไม่ถึงชั่วคน เสียด้วยซ้ำ ความทรงจำในพื้นที่แห่งความสุขของคนที่มีรากเหง้าใน ความเป็นคนกรุงเทพฯ สร้างสุขและโอกาสในการแสวงหาข้อมูล ความรู้เพื่อการท่องเที่ยวอย่างขนานใหญ่ แต่ไม่อาจตอบโจทย์ ของ “การไล่รื้อ” จัดระเบียบเพื่อความสวยงามของวัดต่างๆ ของ องค์กรเพื่อดูแลผลประโยชน์แบบนิติบุคคลบางแห่งไว้ได้ น่าประหลาดที่กระแสการท่องเที่ยว ท่องวัด ชมวัง มุดรั้ว เดินตรอก ล่องคลอง ฯลฯ กำลังมีอยู่อย่างคึกคักไปพร้อมๆ กับ การเผชิญปัญหาการฟ้องร้องไล่ที่ การฟ้องร้องเพือ่ ทุบทำลาย การ บีบบังคับให้ชาวบ้านย้ายออกไปจากพืน้ ทีเ่ พือ่ จัดภูมทิ ศั น์ให้งดงาม รองรับการท่องเทีย่ วและความพอใจของพระของเจ้าหน้าทีบ่ างส่วน ความมีชีวิตของย่านเก่า ชุมชนเดิม ไม่สามารถมองเห็นได้ จากนิทรรศการที่เน้นแต่นำเสนอรูปแบบ เช่น “วิถีไทย” ในการจัด แสดงหรือเห็นเพียงวัด วัง การเป็นอยู่ของคนสมัยก่อนเท่านั้น สิ่งเหล่านี้สร้างภาพเพื่อขายแก่การท่องเที่ยวได้อย่างหวือหวา ทั้ง กรณีนทิ รรศน์รตั นโกสินทร์จนถึงพิพธิ ภัณฑ์สยามทีท่ า่ เตียน ทัง้ สอง แห่งอยู่ในย่านเก่าที่นิทรรศการภายในไม่ได้แสดงให้เห็นคนที่มี ลมหายใจในปัจจุบนั ว่ากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใดบ้างและอย่างไร การต่อสูด้ นิ้ รนของผูค้ นกลุม่ หนึง่ ในการรักษาพืน้ ทีอ่ ยูอ่ าศัย และทรัพย์สนิ ส่วนรวม [Common property] ทีม่ มี าอย่างยาวนาน กับการชืน่ ชมและสัมผัสถึงข้อมูลทางประวัตศิ าสตร์ การท่องเทีย่ ว ที่นำไปสู่การหวนไห้อาลัยอดีตที่กำลังเป็นที่นิยมกันในเมืองเก่า โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครนั้นจะมีทางบรรจบกันอย่างไร หรือ เพราะทุกวันนี้เป็นยุคสมัยแห่งความพึงในปัญหาใครปัญหามัน หากเช่นนี้จะดูไม่แปลกแยกยอกย้อนต่อประเด็นการพัฒนาเมืองที่ ควรจะเป็นและควรทำกันไปหน่อยหรือ หรือเราจะเดินตามนโยบายการท่องเที่ยวแบบที่อาจารย์ ศรีศกั ร วัลลิโภดม เขียนไว้ในบทความหนึง่ ว่า “อนิจจาสยามประเทศ ร่ำรวยในวัฒนธรรมเพื่อขาย แต่ล้มละลายในชีวิตวัฒนธรรม”


บันทึกจาก​ทองถิ่น

ภาพถ่ายแห่งความทรงจำ “เรือนางคำไหล” ชนะที่ ๑ ในงานออกพรรษา พ.ศ. ๒๔๘๒ หนองหาร สกลนคร คณะท่าวัด รัชนีบูล ตังคณะสิงห์

ช่วงงานฉลองเทศกาลออกพรรษาทุกปีของชาวสกลนคร นอก

จากจะมีการแห่ปราสาทผึ้งถวายเป็นพุทธบูชาแล้ว ยังมีอีกหนึ่ง ประเพณีเก่าแก่สบื ทอดมาแต่โบราณคือประเพณีการแข่งขันเรือยาว เป็นการ “ละเล่น” ทีค่ วบคูไ่ ปกับการทำบุญออกพรรษาในช่วงหน้าน้ำ สายน้ำเอ่อท่วมท้นก่อนจะเข้าฤดูกาลทำนาอันเหน็ดเหนื่อย ความผูกพันกับสายน้ำอย่างหนองหารที่สอดคล้องกับวิถี ชีวิตของชาวสกลนครมายาวนาน ประเพณีการแข่งขันเรือยาวจะ จัดในวันขึ้น ๑๒-๑๓ ค่ำ เดือน ๑๑ บริเวณ “สระพังทอง” สระน้ำ โบราณขนาดใหญ่ที่อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองสกลนครที่ ติดต่อกับผืนน้ำหนองหาร ถือเป็นท้องน้ำเพื่อการแข่งเรือที่แปลก กว่าทีอ่ นื่ ๆ ทีเ่ ป็นตลิง่ ชายฝัง่ ของลำน้ำ แต่การแข่งเรือทีส่ ระพังทอง ก็ ส ามารถให้ ค นชมและคนเชี ย ร์ อ ยู่ ไ ด้ ทั้ ง สองฝั่ ง เช่ น เดี ย วกั น ส่วนอีกสนามหนึ่งในเมืองสกลนครที่นิยมแข่งกันคือริมหนองหาร บริเวณท่านางอาบ บ้านท่าวัด “บ้านท่าวัด” เป็นชุมชนโบราณขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางทิศ ตะวันออกเฉียงใต้ริมหนองหาร พื้นที่มีลักษณะเป็นเวิ้งอ่าวคลื่น ลมสงบชายฝั่งไม่ลึก มีน้ำขึ้นลงตามธรรมชาติที่ชาวบ้านเรียกว่า “น้ำหายใจ” อุดมสมบูรณ์ทั้งกุ้งหอยปูปลา ป่าไม้พืชพรรณ เหมาะ แก่การตัง้ ถิน่ ฐาน ผูค้ นใช้ชวี ติ ริมหนองน้ำสำคัญนีม้ าตัง้ แต่สมัยก่อน ประวัตศิ าสตร์ตอ่ เนือ่ งมายังยุคทวารวดี ขอม และล้านช้าง ดังเห็น จากหลักฐานเป็นกลุ่มเสมาหินทรายและพระพุทธรูปหินทรายใน รูปแบบศิลปะยุคทวารวดี ฐานโยนีสัญลักษณ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์จาก ยุคขอม ทั้งการขุดพบศิลาจารึกอักษรไทน้อยที่ใช้ในสมัยล้านช้าง แสดงหลักฐานว่าบริเวณนี้เคยเป็นเมืองโบราณที่รุ่งเรืองมาก่อน จากนั้นกลุ่มคนเชื้อสายลาวที่เป็นบรรพบุรุษของคนรุ่น ปัจจุบันรวมตัวและกลับเข้ามาอาศัยตั้งถิ่นฐานที่บริเวณริมหนองหารตรงบ้านท่าวัดนี้ก่อนเป็นรุ่นแรก ต่อมาเริ่มมีคนจากถิ่นอื่น อย่างชาวย้อ ชาวกะเลิง จากบ้านงิ้วด่อน และพวกกลุ่มผู้ไท กะโซ่ ลาว จากบ้านหนองผือ อพยพหนีแล้งที่ติดต่อกันมานานเข้ามา ตัง้ ถิน่ ฐานบ้านเรือน กลายเป็นชุมชนบ้านท่าวัดทีม่ คี นหลากหลาย กลุ่มวัฒนธรรมและชาติพันธุ์อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ประเพณีสำคัญที่ผูกพันกับคนบ้านท่าวัดและแถบลุ่มน้ำ หนองหารมาอย่างยาวนาน คือประเพณีการแข่งเรือยาว บ้านท่าวัด

ภาพถ่ายแห่งความทรงจำของคนบ้านท่าวัด

ถือเป็นหมู่บ้านแรกเริ่มที่จัดประเพณีแข่งเรือ ซึ่งกลุ่มฝีพายหญิง มีชอื่ เสียงมาก ลงแข่งครัง้ ใดมักได้รบั ชัยชนะจนบ้านอืน่ ๆ ต่างก็เกรง ในฝีมือ ชาวบ้านเล่ากันว่า ผู้ริเริ่มประเพณีแข่งเรือและสร้างเรือขึ้น ลำแรกชือ่ “เรือนางก้อนคำไหล” คือ นายไก่ นนท์สะเกษ ผูใ้ หญ่บา้ น แห่งบ้านท่าวัด พอนายไก่เสียชีวติ ลง ประเพณีการแข่งเรือก็ซบเซา จนมาถึงสมัยนายทอง ดาบสีพาย ได้ฟื้นฟูประเพณีแข่งเรือขึ้นอีก และต่อ “เรือนางคำไหล” เป็นลำที่ ๒ จนเมือ่ หมดช่วงอายุของนายทอง เรือนางคำไหลชำรุดผุพงั จึงต่อเรือขึน้ อีกเป็นลำที่ ๓ โดยนายเกียน หอมจัน ใช้ชื่อว่า “เรือนางคำไหลหงษ์ทะยาน” และลำที่ใช้แข่ง ปัจจุบนั เป็นลำที่ ๔ สร้างโดยนายชู ชมจันทร์ มีชอื่ ว่า “เรือนางพญา คำไหล” คุณยายเจียงคำ นานาวรรณ ผูเ้ คยนัง่ ในตำแหน่งประจำคือ ฝีพายแรก และคุณยายเพ็ญศรี เลาเกิด ฝีพายที่สอง แห่งเรือนาง คำไหลลำที่ ๒ บอกเล่าอย่างดีใจ หลังจากเห็นภาพถ่ายเก่าที่ มีลายมือเขียนไว้ว่า “ชนะที่ ๑ ในงานออกพรรษา พ.ศ. ๒๔๘๒ ที่หนองหาร สกลนคร คณะท่าวัด” ซึ่งผ่านมาแล้วถึง ๗๓ ปี เรือที่เห็นในภาพนั้น คุณยายทั้งสองบอกว่าน่าจะเป็นเรือ ยาวลำแรกที่ใช้แข่ง เพราะมีถ้วยรางวัลชนะเลิศที่คณะท่าวัดได้ รับเป็นขันเงิน ซึ่งยังถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของวัด มหาพรหมโพธิราชหรือบ้านท่าวัดเหนือ ส่วนบุคคลที่อยู่ในภาพ คุณยายทั้งสองจำได้ว่าที่อยู่หัวเรือคือ เฒ่าเพือง กลางเรือคือ เฒ่าโพธิ์และเฒ่าพิมพ์ ผู้ยืนฟ้อนท้ายเรือซึ่งคุณยายรู้จักเป็นฝีพาย เก่าที่เสียชีวิตไปนานแล้ว และเรือลำนี้ก็ได้ถูกใช้แข่งขันเรื่อยมาจน ชำรุดหักลงภายหลัง คุณยายยังเล่าต่อว่า เรือนางคำไหลทีเ่ ห็นในภาพน่าจะมีอายุ เก่าแก่ที่สุดในสกลนคร เป็นการพายโชว์ผู้หลักผู้ใหญ่ก่อนการแข่ง เรือ มีการตีฆ้องร้องรำฟ้อนกันเพื่อความฮึกเหิมและสนุกสนาน บริเวณพืน้ ทีห่ วั เรือจะมีขนาดยาวและมี “เป้ามดแดง” ห้อยประดับ นายหัวเรือจะนัง่ และขย่มหัวเรือเพือ่ ปลุกใจฝีพาย เมือ่ ชนะจะลุกขึน้ ยืนรำฟ้อนบนหัวเรือ โดยมีกองเชียร์ร้องรำกันอย่างสนุกสนาน เป็ น การรำพื้ น บ้ า นธรรมดาที่ ปั จ จุ บั น กลายเป็ น การรำแข่ ง ขั น เพื่อเอารางวัล ส่วนตรงกลางเรือจะเป็นที่นั่งของ “แม่ย่านางเรือ” ป​ที่ ๑๗ ฉบับ​ที่ ๙๕ ก.ค.-ก.ย. ๒๕๕๕

7


ใส่ชุดสีขาวนุ่งโสร่ง มีผ้าโพกหัวและผ้าลายพาดบ่า จะเป็นคนทรง เชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาลงเรือไปด้วย เชื่อว่าจะนำชัยชนะและความ สำเร็จมาให้ ส่วนของหัวเรือหรือทีช่ าวบ้านเรียกว่า “แหงมเรือ” แต่กอ่ น เป็นแบบหัวตัดป้านคล้ายเขาควายแยกออกไปสองข้าง เป็นลักษณะ เก่าของเรือยาวลุ่มน้ำโขงทางอีสาน ใต้แหงมเรือมีแถบผ้าคล้ายธง สามเหลี่ยมยาวประมาณ ๑ ศอก ติดตามขอบหัวเรือร้อยลูกปัด ตรงกลางหัวเรือจะเป็นหลักธงรูปสามเหลี่ยมร้อยลูกปัดประดับ เป็นพวงระย้าเพื่อให้มีความพลิ้วสวยงามเวลาลมพัด แต่ ปั จ จุ บั น หั ว เรื อ ในแถบอี ส านจะทำคล้ า ยกั บ เรื อ ยาว ภาคกลาง ทีท่ ำหัวเรือเรียวเล็ก กว้างประมาณ ๖ นิว้ แล้วพุง่ ชะลูด เป็นลูย่ าวขึน้ ไปถึง ๓-๔ นิว้ จนถึงปลายสุดของหัวเรือ บางทีจะเอา ไม้ไผ่มาต่อนำดอกไม้และผ้าใยบัวบางๆ หลายสีมาพันเป็นผ้าโบ สีที่นิยมใช้จะมี ๗ สีและ ๙ สี ผูกประดับดามหัวเรือเพื่อความเป็น สิริมงคลของเรือแทนเป้ามดแดงที่เลิกใช้มาประมาณ ๑๐ ปีแล้ว และ “เป้ามดแดง” นี้ ปัจจุบันยังถูกเก็บรักษาไว้ในโบสถ์วัดมหาพรหมโพธิราช บ้านท่าวัดเหนือ เป้ามดแดงประดับหัวเรือทำเป็นลูกทรงกลมสานจากไม้ไผ่ หรือไม้หวาย มีผ้าสีแดงหุ้ม แล้วร้อยลูกปัดประดับเพื่อทำให้ กรรมการและผู้ชมมองเห็นชัดเจนเมื่อเรือพายเข้าสู่เส้นชัย นอก จากประดับเพื่อสวยงามยังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ฝีพายและชาวบ้าน เคารพบูชา ก่อนลงเรือชาวบ้านจะทำพิธโี ห่อญ ั เชิญผีปตู่ า สิง่ ศักดิ-์

(บน) ภาพถ่ายเก่าเรือนางคำไหล เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ ของพระดุลยภาณสรประจักษ์ (บุญมาก ตังคณะสิงห์) ผู้พิพากษา​ หัวหน้าศาลจังหวัดสกลนคร ถูกนำไปมอบให้ ทำให้เห็นถึง​ ภาพความทรงจำที่หายไปของ​ บ้านท่าวัด

(ซ้าย) คุณยายเจียงคำ นานาวรรณ, คุณยายเพ็ญศรี เลาเกิด เล่าถึงอดีตเรือนางคำไหล

8

จดหมายขาว​มูลนิธิ​เล็ก-ประไพ วิริยะ​พันธุ

สิ ท ธิ์ ป ระจำหมู่ บ้ า นให้ ไ ปสถิ ต อยู่ ใ นลู ก เป้ า มดแดงร่ ว มลงเรื อ แข่งขันกับลูกหลาน เมื่อกลับมาถึงบ้านท่าวัดแล้ว ชาวบ้านและ เหล่าฝีพายก็จะโห่อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์กลับคืนสู่ศาลผีปู่ตา และจะ นำเป้ามดแดงขึ้นเก็บบูชาในที่สูง ห้ามแตะต้อง ด้วยมีความเชื่อว่า จะทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสื่อมถอยลง แม่ย่านางเรือเป็นสิ่งที่นับถือกันมาแต่รุ่นปู่ย่าตายาย คน สมัยก่อนเชือ่ กันว่า การจะทำเรือยาวทีข่ ดุ จากต้นไม้ตน้ เดียวตลอด ทั้งลำนั้นมีผีอาศัยอยู่ ซึ่งต้นไม้ที่จะนำมาขุดเป็นเรือมีลักษณะเป็น รูปท้องขัน (แบน) และรูปท้องกระทะ ไม้ทนี่ ำมาขุดเรือยาวหรือเรือ แข่งนิยมเรือขุดจากไม้ตะเคียน (ไม้แคน) ซึ่งเป็นไม้ที่มีกำเนิดจาก เขาในเขตป่าดิบชื้น ซึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นได้ดีบน ที่ ร าบหรื อ ค่ อ นข้ า งราบใกล้ ริ ม น้ ำ ไม้ ต ะเคี ย นเป็ น ไม้ เ นื้ อ แข็ ง เหนียว ลอยน้ำ เวลาลงน้ำพุง่ ตัวได้ดี มีนำ้ หนักพอประมาณ แช่นำ้ ได้นานไม่ผุง่าย สำหรับไม้ท่ีมีลักษณะงามตามตำราขุดเรือต้องเป็นไม้ตรง ไม่มีปุ่ม ลักษณะใบเขียวเป็นมัน ไส้ไม่กลวง ผิวเปลือกอิ่มเป็นมัน ไม่แตกระแหง โคนต้นไม่มีเห็ดราและปลวกขึ้น มีขนาดความยาว เหมาะสม ในการขุดเรือยาว ช่างขุดส่วนใหญ่จะนิยมใช้โคนต้นไม้เป็น หัวเรือ ใช้ปลายไม้เป็นท้ายเรือ ก่อนขุดจะตั้งศาลเพียงตาเพื่อ อัญเชิญนางไม้ขึ้นศาล เมื่อขุดเป็นเรือยาวเรียบร้อยแล้วจึงเชิญ นางไม้ขึ้นเป็นแม่ย่านางประจำเรือ ก่อนขึ้นเรือ ชาวบ้านผู้เฒ่าผู้แก่จะทำพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันที่ท่าน้ำ ผู้ที่เป็นแม่ย่านางจะใส่ชุดสีขาว มีขันธ์ ๕ ผ้าขาว ผ้าปัก ผลไม้ อาหารคาวหวาน บายศรี ข้าว เพื่อบอกกล่าวสิ่ง ศักดิส์ ทิ ธิว์ า่ บัดนีก้ ำลังจะเกิดการเกิดงาน และเมือ่ เวลาเรือจะออก แม่ยา่ นางจะมาเข้าทรงร่าง ถ้าผูห้ ญิงลงเรือแข่งขันก็จะมีแม่ยา่ นาง ติดเรือไปด้วยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ คุณยายเจียงคำยังเล่าต่อไป อย่างสนุกสนานว่า “ตอนสมัยรุ่นยายแข่งเรือมีการตีกัน โดยเอาไม้พายเข้า​ กระทุง้ เรืองัดกัน ชิงหัวหมูกบั หมอน สนุกจริงๆ ไม่รจู้ กั เหน็ดเหนือ่ ย มีกำลังใจสู้ มีความสนุก มีแรง พระเณร ชาวบ้านให้กำลังใจกันโดย วิธเี ป่านกหวีด จะเป่าเป็น ๓ จังหวะ ซึง่ จะเริม่ จังหวะที่ ๑ เบาก่อน แล้วก็เร่งขึ้นถึงจังหวะที่ ๓ แหม มันฮึกเหิมให้สู้” สมัยก่อนการแข่งขันเรือยาวจะเล่นกันหลังจากฤดูเกีย่ วข้าว ชาวบ้ า นจะต้ อ งมาเอาบุ ญ ซ้ อ มแข่ ง เรื อ กั น ทุ ก วั น อย่ า งน้ อ ย สามเดือนก่อนการแข่ง หลังจากพายโชว์แล้ว เวลาแข่งขันจริง ฝีพายจะเป็นผู้ชายทั้งหมด ภาพเก่าที่ปรากฏจึงเป็นภาพของชาว บ้านท่าวัดทั้งเหนือและใต้ที่ร่วมแรงร่วมใจแข่งกัน ประชันฝีพาย ของคนหนองหารให้เป็นที่ยอมรับทั้งเมืองสกลนคร เพราะได้รับ รางวัลแทบทุกปีจนพิพิธภัณฑ์ของวัดแทบไม่มีที่เก็บรางวัล แต่เดิมบ้านท่าวัดเป็นหมู่บ้านเดียว แต่เมื่อแยกออกไป ทีมเรือจึงถูกแยกเป็นทีมท่าวัดเหนือและท่าวัดใต้ ฝีพายก็แยก เป็นประเภทหญิงประเภทชาย ต่างส่งแข่งกันเอง หลวงตาเรียง นานาวรรณ กล่าวเพิม่ เติมว่า บ้านท่าวัดเหนือ ปั จ จุ บั น ใช้ เ รื อ พรมหาพรหมและหงษ์ ล อยฟ้ า ลงแข่ ง เรื อ ยาว ขนาดกลางประเภท ๓๒ ฝีพายหญิง ซึ่งปี ๒๕๕๓ ชนะเลิศ


ได้ รั บ ถ้ ว ย พ ร ะ ร า ช ท า น จ า ก ส ม เ ด็ จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไม่ได้ใช้เรือนางคำไหลหงษ์ทะยานลงแข่ง มาประมาณ ๑๐ ปีแล้ว แต่ในปี ๒๕๕๕ นี้ จะนำกลับมาแข่งอีกรอบ หลังจากทางวัด เห็นว่าปัจจุบันนิยมแข่งเรือยาวประเภท เรือยาวใหญ่ ๔๕ ฝีพาย เป็นมาตรฐาน ประเภทชาย เพื่ อ เป็ น การอนุ รั ก ษ์ เ รื อ และประเพณีเก่าของบ้านท่าวัดเหนือที่มี มายาวนาน จึงนำเรือไปต่อใหม่ให้ยาวขึ้น จากเดิม ๒๒ เมตร ต่อเพิ่มเป็น ๒๗ เมตร โดยจ้างช่างจากจังหวัดมุกดาหารต่อเรือ ด้ ว ยการเข้ า ลิ่ ม แล้ ว ต่ อ หมุ ด ทแยงเข้ า สลัก รวมเป็นเรือยาวใหญ่ทสี่ ามารถแข่งได้ ทั้งในน้ำนิ่งและน้ำไหล การแข่งขันเรือยาว กีฬาพืน้ บ้านเก่าแก่ของชาวบ้านที่ร่วมกันอนุรักษ์การเล่น เพือ่ ความสนุกสนานรืน่ เริงหลังออกงานบุญ ในช่วงหน้าน้ำ เป็นการร่วมแรงร่วมใจแข่งขัน ของเหล่าฝีพายชาวบ้านที่มุ่งนำบุญกุศล และชื่อเสียงมาสู่คุ้มบ้านคุ้มวัด น่าเสียดาย ทีป่ จั จุบนั พัฒนามาเป็นการแข่งขันแบบเปิด มีฝีพายจากภายนอกมืออาชีพรับจ้างพาย เรือด้วยราคาค่าตัวทีส่ งู เป็นการแข่งขันเพือ่ ชิงรางวัลแทน แต่เมือ่ เห็นภาพของความดีใจ ประกาย ความสุขจากน้ำเสียงและสายตาของอดีต ฝีพายหญิงประจำหมู่บ้านที่ชี้ชวนชมภาพ เก่าทีย่ อ้ นวันเวลาอันแสนสุขกลับมาสูค่ วาม ทรงจำของแม่เฒ่านักพายเรือแห่งบ้านท่าวัด ซึง่ ทุกวันนีแ้ ม้ไม่เคยได้ลงเรือกันแล้ว แต่ยงั คงเหนียวแน่นต่อศรัทธางานบุญไปวัดไปวา ทำนุบำรุงวัดอยู่เป็นนิจ ความสุขในฤดูน้ำหลากยังคงอยู่ใน ความทรงจำของแม่ เ ฒ่ า แห่ ง บ้ า นท่ า วั ด ทุ ก วั น นี้ แบบที่ ก ารพนั น ขั น ต่ อ หรื อ การ ล่ า รางวั ล ใดๆ ก็ ไ ม่ ส ามารถลบความ ทรงจำที่อิ่มเอิบนี้ไปได้ ขอขอบคุณ หลวงตาเรียง นานาวรรณ, คุณยายเจียงคำ นานาวรรณ, คุณยายเพ็ญศรี เลาเกิด แห่งบ้านท่าวัดเหนือ

เสวนาสัญจร “คนค่อนศตวรรษ” ที่กรุงเทพฯ

“ไล่รอ้ื ชุมชน” ความขัดแย้งระหว่าง กรรมสิทธิโ์ ดยกฎหมายและสิทธิชมุ ชน ภาวะล้าหลังทางวัฒนธรรมในเมืองไทย ใหม่มณี รักษาพรมราช / เรียบเรียง

สรุปความจากงานเสวนา วันศุกร์ที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๕ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดเสวนา สัญจรคนค่อนศตวรรรษในหัวข้อ ‘ไล่รื้อชุมชน ความขัดแย้งระหว่างกรรมสิทธิ์โดย กฎหมายและสิทธิชุมชน ภาวะล้าหลังทางวัฒนธรรมในเมืองไทย’ โดยมี ศ.ดร. เสน่ห์ จามริก รศ.ดร.ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ และรศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ร่วมเป็น วิทยากรในการบรรยาย ณ ห้องประชุมอเนกประสงค์ชั้น ๑ หอศิลปวัฒนธรรมแห่ง กรุงเทพมหานคร ปัญหาการไล่รอื้ ชุมชนในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเด็นใหม่ทเี่ พิง่ เกิดขึน้ แต่มมี ายาว นานกว่าสองทศวรรษและสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยหลายเหตุผล แต่ประเด็น สำคัญที่สุดคงไม่พ้นการจัดการสร้างตึก อาคารร้านค้าขึ้นในพื้นที่เก่าที่เคยเป็น ชุมชน แต่มกี ารขยายตัวของความเป็นเมืองและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในระยะเวลา ดังกล่าว จนทำให้มลู ค่าของทีด่ นิ สูงขึน้ จนคนทีเ่ ช่าทีเ่ พือ่ อยูอ่ าศัยหรือไม่มกี รรมสิทธิ์ แม้จะร่วมกันมานานหลายทศวรรษก็จำเป็นต้องอพยพออกไปเมื่อถูกฟ้องร้องหรือ ใช้กฎหมายบังคับ กระทัง่ ในปัจจุบนั ปัญหาการไล่รอื้ ชุมชนได้ทวีความรุนแรงมากยิง่ ขึน้ อันเนือ่ ง จากการจัดทำผังเมืองที่ด้อยประสิทธิภาพ ความหมายของพื้นที่จึงมีมูลค่าในเชิง เศรษฐกิจเท่านั้น ความสำคัญของ “คนกับเมือง” กลายเป็นสิ่งที่คนยากจนหรืออาจ จะมีฐานะแต่ไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย ไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ โดยอำนาจรัฐและสังคมกลับบีบบังคับให้การไล่รอื้ และโยกย้ายผูค้ นออกไปจากพืน้ ที่ เดิมทำได้โดยง่าย และมองข้ามปัญหาของผู้คนจำนวนมากในประเด็นเรื่องชีวิตและ ความเป็นสังคมเมืองที่ส่งผลกระทบเชิงอัตลักษณ์ของย่านเก่า ชุมชนดั้งเดิม หรือ แม้แต่ชุมชนเกิดใหม่ในพื้นที่ย่านเก่าที่ถูกจัดระเบียบโดยไม่เต็มใจ หากมองย้อนอดีตขึ้นไปกว่าสองทศวรรษจะพบว่า ในระยะเริ่มแรกการไล่รื้อ ชุมชนเป็นการกระทำโดยตรงของภาครัฐทีเ่ ห็นว่าพืน้ ทีเ่ หล่านัน้ เป็นแหล่งเสือ่ มโทรม และทำลายภาพลักษณ์ของสังคมเมือง เช่น กรณีการไล่รอื้ ชุมชนคลองบางอ้อเมือ่ พ.ศ. ๒๕๒๖ ตำรวจนำกำลังเข้ารือ้ ถอนบ้านเรือนด้วยเหตุผลว่า ชุมชนดังกล่าวเป็นสาเหตุ หนึ่งที่ทำให้เกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ และใน พ.ศ. ๒๕๓๔ ชุมชนคลองไผ่สิงโตถูกมอง ว่าเป็นทรรศนะอุจาด เพราะตั้งอยู่หน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ในช่วงที่มีการ ประชุมสภาผูว้ า่ การธนาคารโลก จึงเกิดนโยบายไล่รอ้ื ชุมชนให้ไปอยูช่ านเมืองเป็นต้น แต่จากการไล่รื้อชุมชนในอดีตก็ยังมีหลายชุมชนที่ลุกขึ้นต่อสู้กับทางการและ ยังคงอาศัยอยูบ่ นพืน้ ทีม่ าจนถึงปัจจุบนั เช่น ‘ชุมชนเพชรคลองจัน่ ’ ในช่วง พ.ศ. ๒๕๓๗๒๕๓๘ ทีจ่ ะถูกไล่รอื้ หลายครัง้ แต่เนือ่ งจากชาวบ้านรวมตัวกันต่อต้านด้วยการชุมนุม เดินขบวน ดังนั้นการไล่รื้อจึงถูกระงับไป จากนั้นการเคหะฯ ได้เสนอที่ดินโครงการ ฉลองกรุง เขตหนองจอก ให้ชาวบ้านย้ายเข้าไปอยูใ่ นลักษณะเช่าซือ้ แต่เนือ่ งจากทีด่ นิ ป​ที่ ๑๗ ฉบับ​ที่ ๙๕ ก.ค.-ก.ย. ๒๕๕๕

9


ศ.ดร.เสน่ห์ จามริก รศ.ดร.ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ และรศ.ศรีศักร วัลลิโภดม วิทยากรบรรยาย

ฉลองกรุงตัง้ อยูห่ า่ งไกลจากแหล่งทำมาหากิน ชาวชุมชนจึงปฏิเสธ ในครั้งนี้ชุมชนเพชรคลองจั่นได้ประสานกับชุมชนริมคลอง อืน่ ๆ ทีถ่ กู ไล่ และจัดตัง้ เป็น ‘เครือข่ายชุมชนเพือ่ การพัฒนา’ เพือ่ เป็น องค์กรชาวบ้านที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชน ริมคูคลอง และเข้าร่วมกับคนกลุ่มอื่นๆ ราว ๑,๐๐๐ คนในนาม ‘เครือข่ายสลัม ๔ ภาค’ โดยใช้วิธีการเจรจากับกรุงเทพมหานคร และตกลงกันทำแผนปรับปรุงที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม รวมทั้งดูแล รักษาสภาพแวดล้อมริมคลองเมือ่ ปี พ.ศ. ๒๔๔๑ กระทัง่ ชุมชนเพชรคลองจัน่ ได้รบั การยอมรับให้เป็นชุมชนตัวอย่างในการพัฒนารักษา คูคลองจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และนำองค์ ความรู้ของที่นี่ไปเผยแพร่กับชุมชนอื่นๆ ทั้ง ๕๐ เขตทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งดูเหมือนชุมชนเพชรคลองจั่นจะประสบความสำเร็จใน การรวมกันต่อสู้เพื่อการอยู่อาศัยในชุมชน แต่ก็แค่ช่วงระยะเวลา หนึ่งเท่านั้น เมื่ออำนาจการบริหารกรุงเทพฯ เปลี่ยนมือไปในแต่ ละสมัย ชุมชนก็ยงั ตกเป็นเป้าในการรือ้ ถอนอยูเ่ นือ่ งๆ ทำให้ชาวบ้าน ในพื้นที่ต้องอาศัยอยู่ด้วยความหวาดระแวง เพราะต้องลุกขึ้น ต่อสู้บ่อยครั้งกระทั่ง ณ เวลานี้ ในอดี ต เรามั ก คุ้ น เคยกั บ การไล่ รื้ อ พื้ น ที่ อ ยู่ อ าศั ย ที่ นิ ย ม เรียกว่า “สลัม” หรือ “ชุมชนแออัด” ในเวลาต่อมา ให้ออกไปจาก พืน้ ทีข่ องรัฐหรือองค์กรของรัฐบางแห่งทีม่ พี นื้ ทีใ่ นเมือง แต่ปจั จุบนั ปัญหาการไล่รอื้ กลับกลายเป็น “วัด” ทีม่ พี นื้ ทีธ่ รณีสงฆ์โดยรอบวัด ต้องการไล่รอื้ ชุมชนเดิมๆ ทีม่ สี ภาพรกตาไม่เป็นระเบียบออกไปเพือ่ จัด “ภูมทิ ศั น์” เฉพาะของวัดให้เป็นระเบียบสวยงาม หรือขายหรือ ให้เช่าทำตึกอาคารทีม่ มี ลู ค่าทางเศรษฐกิจสูง โดยหลงลืมไปว่า “วัด” กับ “ชุม ชน” จำเป็ นต้ องคู่กั นมาแต่โ บราณ วั ดหลายแห่ง ใน กรุงเทพมหานคร จึงกลายเป็นโจทย์ที่สร้างความขัดแย้งต่อชุมชน ที่ เ คยเลี้ ย งดู วั ด มาตั้ ง แต่ อ ดี ต นอกจากนี้ ยั ง มี พื้ น ที่ ส ำคั ญ ทาง เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ๆ เช่น เส้นทางรถไฟฟ้าทีต่ ดั ผ่านเข้าไปสูย่ า่ น เก่า หรือผืนดินขนาดใหญ่ที่เป็นมรดกของตระกูลเก่าแก่ ซึ่งนัก อสังหาริมทรัพย์ตา่ งต้องการซือ้ เพือ่ พัฒนาและเก็บไว้เก็งกำไรอย่าง อิสระ ดังนั้นทุนที่ใหญ่โตและแข็งแรงทั้งในประเทศและจากภาย นอก จึงเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้เมืองที่ไม่มีข้อกำหนดกฎหมาย ผังเมืองที่ทันสมัยและเข้าใจฐานของความเป็นชุมชนเมือง เช่น กรุงเทพมหานคร ต้องมาพบกับจุดวิกฤติทกี่ ำลังจะกลายเป็นเมือง ในพื้นที่สมัยใหม่ที่ไร้วิญญาณของความเป็นเมืองเก่าและย่านเก่า ดังเช่นเมืองเก่าแก่ในโลกนี้อีกหลายแห่งที่ยังคงรักษาเอาไว้ได้ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นปัญหาของผู้คนดั้งเดิมที่อาศัยในเมือง 10 จดหมายขาว​มูลนิธิ​เล็ก-ประไพ วิริยะ​พันธุ

ใหญ่ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การจัดเสวนาครั้งนี้จึงเป็นการนำเสนอปัญหาการไล่รื้อ ชุมชนในปัจจุบันที่มีความซับซ้อนของปัญหาและถึงขั้นวิกฤตจน ยากที่จะแก้ไข โดยเชิญตัวแทนผู้คนในบางพื้นที่ร่วมแสดงความ คิดเห็นและเสนอแนวทางแก้ไข อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้ แสดงทัศนะว่า “ปัญหาหลักในการไล่รอื้ เกิดจากความขัดแย้งระหว่าง ผูถ้ อื กรรมสิทธิท์ ดี่ นิ กับชาวชุมชนทีก่ ารรับรองสิทธิใ์ นทางกฎหมาย ยังเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ดังเช่นกรณีในพื้นที่ีกรุงเทพมหานคร หน่วยงาน เช่น สำนักงานทรัพย์สนิ ส่วนพระมหากษัตริย์ ตระกูลใหญ่ บางตระกูล จนถึงองค์กรจัดการทรัพย์สนิ ของมหาวิทยาลัยบางแห่ง และวัดต่างๆ ที่มีที่ดินในความครอบครองจำนวนมากเข้าไปไล่รื้อ คนทีอ่ ยูใ่ นย่านต่างๆ โดยขาดความรูค้ วามเข้าใจว่าคนทีอ่ ยูใ่ นชุมชน มีสทิ ธิท์ จี่ ะอยู่ แต่ปญ ั หาของคนในพืน้ ทีค่ อื การไม่รวู้ า่ ตนเป็นชุมชน เมื่อเกิดปัญหาการไล่รื้อ ศาลจึงตัดสินให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นผู้ที่ ถูกต้อง เพราะศาลไม่เข้าใจและไม่รู้จักว่าชุมชนคืออะไร ปัจจุบนั พบว่ามีหลายชุมชนในกรุงเทพฯ กำลังถูกไล่รอื้ โดย หารู้ไม่ว่าเป็นการทำลายพื้นที่ทางวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ ซึ่ง เมื่อก่อนกรุงเทพฯ มีย่านและมีวัดเป็นศูนย์กลางทางสังคม แต่ ปัจจุบนั กรุงเทพมหานครได้ถกู แบ่งเป็นพืน้ ทีข่ นึ้ เป็นเขตปกครอง จึง ทำให้สำนึกร่วมกันทางชุมชนนับวันเริ่มจางหายไป ตัวอย่างเช่น กรณีชุมชนใกล้ป้อมมหากาฬที่ทางกรุงเทพมหานครมีนโยบาย ปรับภูมิทัศน์บริเวณเมืองเก่า จึงเสนอให้ย้ายคนที่เคยอยู่แบบ สังคมเมืองไปอยู่ปลายนาบริเวณคลอง ๔ และคลอง ๕ ที่ทุ่งรังสิต ซึ่งถือเป็นสิ่งผิดธรรมชาติที่ทำให้คนเมืองที่อาศัยอยู่นับแต่บรรพบุรุษไปอยู่ตามทุ่ง ในขณะเดียวกันการปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองเก่าที่อ้างว่าเพื่อ อนุ รั ก ษ์ พื้ น ที่ เ ก่ า แก่ แ ละโบราณสถานนั้ น หารู้ ไ ม่ ว่ า ได้ ท ำลาย ชุมชนเก่าแก่ทอี่ ยูร่ ว่ มกันมานานกว่าร้อยปี ซึง่ เป็นมรดกวัฒนธรรม ทางสั ง คมที่ ค วรค่ า แก่ ก ารอนุ รั ก ษ์ โ ดยรู้ เ ท่ า ไม่ ถึ ง การณ์ จึ ง มี ความเป็นไปได้ว่า จากนี้ต่อไปสังคมเมืองอาจไม่มีคนเมืองเก่าแก่ อยู่อีกแล้ว และเมืองคงอาจมีแต่เพียงคนร้อยพ่อพันแม่ที่เข้ามา อาศัยอยู่เท่านั้น เช่นเดียวกับกรณีวัดเล่งเน่ยยี่หรือวัดมังกรกมลาวาส ที่ ในอดีตถือได้ว่าเป็นทรัพยากรร่วมของคนในชุมชน [Common property] แต่ปัจจุบันกลับกลายสถานะเป็นวัดแบบปัจเจก ซึ่ง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนล่มสลายไป จากในอดีต ที่วัดเป็นศูนย์กลางชุมชน เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในพื้นที่ โดย มีชาวชุมชนคอยอุปถัมภ์ค้ำจุน ซึ่งต่างพึ่งพาอาศัยกันและกัน กลับกลายเป็นว่าวัดจัดการตัวเองทั้งหมดจนกลายเป็นวัดแบบ พุทธพาณิชย์ไป อาจารย์ศรีศักรจึงเสนอว่า “การทีม่ าในวันนีต้ อ้ งสร้างพลังของชุมชนขึน้ มาต่อรอง และ​ อย่างน้อยต้องให้ฝ่ายยุติธรรมรู้ว่าชุมชนคืออะไร” ในขณะทีอ่ าจารย์เสน่ห์ จามริก ได้ให้ความรูใ้ นเรือ่ งสิทธิชมุ ชน​ และสิทธิมนุษยชน อันเป็นประโยชน์แก่ชาวชุมชนในการต่อสู้​ เรียกร้องสิทธิ์ โดยได้ให้คำนิยามว่า “สิทธิมนุษยชน คือ ชีวิต ดังนั้นหมายความว่าสิทธิมนุษย-​ ชนไม่ได้อยู่ที่ตราบทกฎหมายเท่านั้น แต่อยู่ที่เจ้าของสิทธิ์ไม่ว่าจะ​ อยูใ่ นสถานะไหนก็สามารถเรียกร้องสิทธิห์ ากได้รบั ความเดือดร้อน


ซึ่งกรรมการสิทธิ์และรัฐจึงมีหน้าทีใ่ นการขยายความทางสิทธิ์ตาม​ สภาวะความเป็นจริง จึงทำให้มั่นใจได้ว่าเรามีสิทธิ์เรียกร้องตาม​ ความชอบธรรมไม่วา่ จะตามกฎหมายหรือไม่กต็ าม ยิง่ เมือ่ เป็นสิทธิ-​ ส่วนรวมยิ่งมีความหนักแน่น” อาจารย์เสน่หเ์ น้นย้ำให้เชือ่ มัน่ ว่า การรวมตัวเป็นฐานสำคัญ ในการเรียกร้องสิทธิ์ เพราะสิทธิไ์ ม่ใช่เรือ่ งของปัจเจกบุคคลเสมอต่อ ไป ในวันนีท้ กุ คนควรเข้าใจและต่อสูเ้ พือ่ ความเป็นอันหนึง่ อันเดียว หากกล่าวถึงสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายไทยพบว่ามีมา นานแล้ว ในขณะทีส่ ทิ ธิทางชุมชนเกิดขึน้ มาทีหลังราว พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งถ้าพูดตามหลักสิทธิมนุษยชนของตะวันตกเป็นเรื่องของปัจเจก บุคคลเท่านัน้ แต่ในสังคมไทยทำให้เห็นชีวติ ขึน้ มา เพราะได้มคี วาม พยายามบัญญัติรัฐธรรมนูญเพื่อให้เห็นชุมชน แต่เริ่มต้นมาจาก การผลักดันต่อสู้ของชนบทก่อน ซึ่งปรากฏความเป็นชุมชนอย่าง ชัดเจน แต่ในกรณีสังคมเมืองและสังคมกรุงเทพฯ มีความจำเป็น ที่จะต้องสร้างความชัดเจนในการเป็นชุมชน เพื่อให้สิทธิมนุษยชน ตอบสนองต่อความต้องการของชาวชุมชนในย่านต่างๆ ที่อาจจะ แตกต่างในรูปแบบของความเป็นชุมชนในชนบทด้วย ดังนั้นใน สังคมเมืองต้องหานิยามของชุมชนในสังคมเมืองว่ามีอยู่ตรงไหน บ้าง และควรเป็นอย่างไร แม้รฐั ธรรมนูญจะยังไม่รบั รองสิทธิก์ ต็ าม การที่สิทธิมนุษยชนไม่ได้มีกฎหมายตราไว้เป็นข้อๆ เพราะ ปัญหาต้องเกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ ดังนั้นหากมีเหตุมีผลต่างก็ควรปรับ ไปตามสถานการณ์ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลจะฟังเสมอไป เพราะว่าศาลเป็นระบบประมวลกฎหมาย ถ้าไม่มีตัวหนังสือจะไม่ สามารถทำได้ ไม่เหมือนกฎหมายจารีตและประเพณี [Common Law] แบบอังกฤษที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และตีความตามสภาวะ ของชีวิตได้ อาจารย์เสน่หไ์ ด้แสดงทัศนะเพิม่ เติมว่า “ผมเสนอว่าประเด็น​ สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนน่ า จะเป็ น ตั ว อย่ า งเริ่ ม ต้ น ของกฎหมายไทยที่ ไ ม่​ จำเป็นต้องขึน้ อยูก่ บั ตัวอักษร ดังนัน้ เหตุผลในการต่อสูจ้ งึ ต้องหว่านล้อมการตีความเรือ่ งชีวติ ให้หลากหลาย ตีความจากความเดือดร้อน ความจำเป็นของชีวิต” อาจารย์อคินกล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับ ชุมชนสลัม ในสมัยก่อน “ชุมชน” คือกลุ่มคนที่มารวมตัวกันและ มี แ บบแผนความประพฤติ แ ละสำนึ ก ที่ ยึ ด มั่ น ในสิ่ ง เดี ย วกั น มีทรัพยากรร่วมกัน และมีวดั เป็นชุมชน แต่ปญ ั หาชุมชนเพิง่ มาแตก สลายเพราะสิทธิมนุษยชนที่อาจารย์เสน่ห์พูดถึงคือ ความเป็น ปัจเจกบุคคลที่มาจากแนวคิดเสรีนิยม การที่ชุมชนแตกสลายจึงมีสาเหตุหลักมาจาก ๓ ประการ จากที่หยิบยกความเห็นของอาจารย์กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มากล่าว มีดังนี้ ๑. จากรัฐรวมศูนย์ที่ให้อำนาจรัฐมากเกินไป ทำให้กลุ่มคน และชุมชนต่างๆ ทีร่ วมกันมีแบบแผนตามทีต่ า่ งๆ ต่อต้านกันและกัน โดยเฉพาะการแย่งชิงทรัพยากร ๒. ความคิดด้านเสรีประชาธิปไตย หากดูเสียงมากเป็น สำคัญชุมชนจะอยู่ไม่ได้ เพราะชุมชนซึ่งเป็นเสียงส่วนน้อยต้องทำ ตามเสียงส่วนมาก เช่น รัฐบาลอยากให้พนื้ ทีเ่ ป็นเขตอุตสาหกรรม ในขณะที่ชุมชนอาจไม่ต้องการ เป็นต้น ๓. ระบบทุนนิยมเข้ามาจึงทำให้ชุมชนแตกกระจาย เพราะ

ต่างคนต่างต้องหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองให้มากทีส่ ดุ ดังนัน้ หัวใจ ของระบบทุนนิยมคือกรรมสิทธิท์ ดี่ นิ ดังนัน้ แนวคิดจึงขัดกันอยูก่ บั หลักการความเป็นชุมชน อาจารย์อคินยังกล่าวต่อว่า ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ให้หลัง เมื่อรัฐมีนโยบายแย่งชิงทรัพยากรที่ดินจากท้องถิ่นมากเกินไป จึง ทำให้ชาวบ้านต่อสู้จนเกิดเป็นชุมชนขึ้นมาใหม่ เป็นการรื้อฟื้นขึ้น ใหม่ ทำให้เกิดสำนึกร่วมในการต่อสู้กันมากขึ้น นำมาสู่การเกิด รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๔๖ ให้ชุมชนมีสิทธิชุมชนที่มี ทรัพยากรธรรมชาติ มีสทิ ธิใ์ นทรัพยากร และรัฐธรรมนูญระบุให้บำรุง รักษาแบบแผนทางวัฒนธรรมไว้ด้วย ดังนั้นจึงน่าจะรวมชุมชน เมืองเข้าไปกับกรณีนี้ได้ แต่ปัญหาการไล่รื้อที่เกิดขึ้นให้การใช้มาตรา ๔๖ ยังคงเป็น ปัญหาอยู่ เพราะว่าศาลไม่รวู้ า่ ชุมชนคืออะไร และศาลมักกล่าวว่าจะ ต้องมีกฎหมายลูกปรากฏออกมาชีช้ ดั กำหนดว่าสิทธิชมุ ชนคืออะไร ดั ง นั้ น จึ ง เกิ ด ปั ญ หาในการใช้ สิ ท ธิ รั ฐ ธรรมนู ญ มาตรา ๔๖ ทีย่ งั คงใช้ไม่ได้เลย แต่ตามทัศนะอาจารย์กติ ติศกั ดิเ์ ห็นว่า การทีศ่ าล ไม่ยอมรับชุมชนเพราะชุมชนไม่ใช่นิติบุคคล ซึ่งหากศาลจะให้ บังคับใช้ จะต้องทำให้ชุมชนเป็นนิติบุคคล ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ ที่น่าสนใจและน่าจะใช้ได้ผลกับบางชุมชน เช่นกรณีชุมชนในชนบท ตอนให้โฉนดที่ดินชุมชนไม่ได้ให้แก่ชุมชน แต่ให้กับสหกรณ์ ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของชุมชนและเป็นองค์กรของชุมชน แต่ปัญหาที่เกิดใน ชุมชนท้องถิ่นคือ ศาลไม่เคยรับกลุ่มออมทรัพย์เป็นนิติบุคคล ทำให้ชุมชนต้องเปลี่ยนเป็นสหกรณ์ไป ตามทัศนะของอาจารย์กติ ติศกั ดิท์ ยี่ กมาจึงเชือ่ ว่าชุมชนเป็น นิติบุคคลได้ โดยมีชื่อว่า “นิติบุคคลตามสภาพ” ซึ่งเป็นทฤษฎี ทางกฎหมาย ถ้ามีคนมารวมตัวกันมากและมีแบบแผนความ ประพฤติ มีสำนึกร่วม มีทรัพยากรร่วมกัน ก็สามารถเป็นชุมชนได้ โดยไม่ต้องมีกฎหมายลูก แต่ปัญหาที่ศาลยังไม่ยอมรับเพราะยังไม่ ชัดเจนและไม่รู้ว่าชุมชนเป็นอย่างไร จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายลูก อาจารย์อคินได้แสดงทัศนะเพิม่ เติมว่า “ศาลน่าจะมีอำนาจ​ ในการตีความว่าชุมชนหรือไม่ คือสามารถตัดสินได้และแก้ไขได้ดว้ ย​ แต่คนยังเถียงกันมากว่าชุมชนคืออะไร ยังไม่มกี ารยอมรับโดยทัว่ ไป อย่างนักเศรษฐศาสตร์บางคนยังบอกว่าชุมชนไม่มี มีแต่ปัจเจก​ บุคคล ดังนั้นจึงเกิดเป็นปัญหา” ในกรณีการไล่ทใ่ี นเมือง ศาลมักยึดถือกรรมสิทธิค์ อ่ นข้างเคร่งเครียด โดยศาลดูทโี่ ฉนดเป็นเรือ่ งสำคัญทีส่ ดุ เช่น กรณีนายทุนไล่ที่

บรรยากาศในวันงานเสวนาไล่รื้อชุมชนฯ ป​ที่ ๑๗ ฉบับ​ที่ ๙๕ ก.ค.-ก.ย. ๒๕๕๕

11


หากนายทุนมีโฉนดและมีการจ้างพยานที่เป็นผู้ใหญ่บ้านก็ย่อมได้ เปรียบกว่าชาวบ้านที่ให้ชาวบ้านด้วยกันเองมาเป็นพยาน การทีศ่ าลให้ความสำคัญกับเอกสารของรัฐและพยานบุคคล ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อน จึงทำให้ศาลตกเป็นเครื่องมือของนาย ทุนในการหาผลประโยชน์และยึดครองทรัพยากรของคนอื่นได้โดย ง่าย โดยอาจารย์อคินเห็นว่าตัวศาลไทยมีปญ ั หาอยู่ เพราะการเอา ประมวลกฎหมายมาใช้แต่ไม่ได้ใช้ระบบไต่สวน แต่กลับใช้ระบบ กล่าวหา ซึ่งหากดูตามศาลอังกฤษพบว่าผู้พิพากษาสามารถแก้ กฎหมายเพื่อให้เกิดความยุติธรรมได้ ซึ่งถ้าหากศาลไทยใช้ระบบ ไต่สวนอาจใช้ผ่อนปรนปัญหานี้ได้ ทีก่ ล่าวมาข้างต้นเป็นทัศนะของอาจารย์ทงั้ สามท่านทีน่ า่ จะ มีทางออกให้กับบางชุมชนได้บ้างในด้านกฎหมาย ตามหลักสิทธิมนุษยชนและชุมชน ซึ่งผู้ร่วมรับฟังต่างได้ร่วมแสดงปัญหาชุมชน และเสนอทัศนะทางออกในหลายทิศทางดังนี้ ตัวแทนผู้นำชุมชนจากฝั่งธนบุรี ชาวชุมชนวัดบุปผาราม ได้กล่าวว่า ชุมชนบริเวณวัดในท้องถิน่ ทัง้ ในเขตย่านเก่าและฝัง่ ธนฯ มักเริม่ จากคนต่างจังหวัดเข้ามาอยูใ่ นกรุงเทพฯ ราวปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ช่วงนัน้ กรุงเทพฯ เป็นเมืองเล็ก ถูกเรียกกรุงเทพฯ ชัน้ ใน คนทีเ่ ข้ามา อยู่กรุงเทพฯ เข้ามาอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นมาก ตั้งแต่บริเวณ สะพานพุทธเป็นต้นไป หรือแม้แต่ที่ของวัด ประชาชนก็ต่างเข้ามา จับจอง เพราะเชือ่ ว่าเป็นสถานทีศ่ กั ดิส์ ทิ ธิ์ สามารถอยูไ่ ด้และจะได้รบั ความเมตตาจากวัด จนกระทัง่ ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ทางการเคหะแห่งชาติ กรุงเทพฯ เห็นว่าแออัดมาก จึงเกิดโครงการสร้างถนนและทางเดิน ตามชุมชนต่างๆ ทำให้เกิดเป็นชุมชนและมีการตั้งกรรมการชุมชน ขึ้น แต่ยังไม่ได้มีการระบุว่ามีสิทธิ์อะไรบ้าง ต้องดูแลชุมชนอย่างไร กระทัง่ นายทุนเข้ามาขอซือ้ ทีจ่ ากวัด ตัง้ แต่นนั้ มาชาวชุมชนก็ถกู ไล่ รือ้ ตลอดมา แต่จะเป็นไปในลักษณะค่อยๆ ไล่ในแต่ละจุด เพือ่ ป้องกัน การรวมตัวของคนในชุมชน ซึ่งวัดอ้างเหตุผลว่าต้องการปรับแต่ง ภูมิทัศน์ โดยที่ชาวบ้านไม่ได้รับเงินค่าไล่รื้อเลย คุณวรชัย พิลารมย์ และคุณประดิษฐ์ ห้วยหงส์ทอง เครือ ข่ายชุมชนวัดกัลยาณ์และวัดบุปผารามกล่าวเพิ่มเติมว่า เดิมทีวัด กัลยาณมิตรเป็นวัดหลวงชั้นโท มีตำนานการสร้างวัดคล้ายกับวัด พนัญเชิง มีชุมชนล้อมรอบหันหน้าไปทางแม่น้ำ และมีชุมชนเพื่อ คอยหล่อเลี้ยงพระพุทธศาสนา แต่เมื่อเปลี่ยนเจ้าอาวาสใหม่ที่ เข้ามาปกครองวัดไม่รู้รกรากและไม่เข้าใจวิถีชุมชนท้องถิ่น และได้ ทำการไล่รอื้ บ้านชาวบ้าน จนทำให้ตอ้ งทำหนังสือร้องต่อสำนักงาน พระพุทธศาสนาฯ ซึ่งที่จริงแล้วเรื่องนี้ทางวัดมีคณะทนายจัดการ ทั้งหมด โดยวัดมักอ้างว่าชุมชนเป็นที่รกร้างและสกปรก จึงต้อง การปรับภูมิทัศน์เสียใหม่ ทางชุมชนวัดกัลยาณ์ต่อสู้ในเรื่องสิทธิมนุษยชนเรื่อยมาจน ถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ทัง้ ทำเอกสารและยืนยันทัง้ หลักฐานทางประวัต-ิ ศาสตร์ วัฒนธรรมท้องถิน่ และวิถชี วี ติ เพือ่ ให้เกิดการรับรองสิทธิมนุษยชน แต่ดว้ ยความล่าช้าของหน่วยงานราชการและองค์กรต่างๆ ทำให้ถึงเวลาต้องขึ้นศาลอุทธรณ์ ทำให้ชาวบ้านหวาดผวาไม่น้อย จากการที่ชุมชนถูกละเมิดตามพระราชบัญญัติกฎหมาย รัฐธรรมนูญปี ๕๐ มาตรา ๖๖ และมาตรา ๖๗ หลังจากศึกษาแล้ว ฝ่ายกฎหมายก็ยังไม่มีการยอมรับเพราะตีความมาแล้ว แต่จาก การพยายามหาทางออกในหลายๆ ทางก็มาถึงเวลานี้ โดยยืน่ เรือ่ ง 12 จดหมายขาว​มูลนิธิ​เล็ก-ประไพ วิริยะ​พันธุ

ทีส่ ำนักงานผูต้ รวจราชการแผ่นดิน เพือ่ นำการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในกรณีนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ และก็ยังอยู่ในช่วงดำเนินการ ในส่วนของตนแล้วเห็นได้วา่ การต่อสูเ้ รือ่ งสิทธิมนุษยชนกับ ราชการยังพอมีหวังอยู่บ้าง แต่หากต้องสู้กับภาคเอกชนแล้วคงมี ทางเป็นไปได้ยากมาก ตัวแทนจากชุมชนเจริญชัยที่ได้รับผลกระทบจากกรณีวัด มังกรกมลาวาส เสนอปัญหาชุมชนว่าไม่ได้รบั การต่อสัญญาเช่ากว่า ๔ ปีแล้ว แต่ความเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมสืบทอดกันมา ๔-๕ รุ่น และขายสินค้าประเพณีและวัฒนธรรมจีนรอบๆ วัด เมือ่ เกิดปัญหา ขึน้ มา ตอนนีเ้ ลยรวมตัวกันอนุรกั ษ์ชมุ ชนเจริญชัย รือ้ ฟืน้ และสืบสาน วัฒนธรรมเก่าๆ ขึ้นมา เพื่อให้สังคมรับรู้ว่าชุมชนตรงนี้อยู่มานาน หลายชัว่ คน แต่ผทู้ มี่ อี ำนาจในกรรมสิทธิท์ ดี่ นิ ได้พยายามหาทางไล่ รื้อชุมชน โดยการออกข่าวต่างๆ นานา เช่น การสร้างตลาดใต้ดิน สร้างอุโมงค์รถลอดเหนือสถานีรถไฟวัดมังกร จึงเป็นความกดดันที่ ทำให้ชาวชุมชนต้องไปเรียกร้องยังองค์กรต่างๆ แต่ก็ยังไม่มีความ คืบหน้าในทางที่ดีแต่อย่างใด คุณวิศิษฎ์ เตชะเกษม ตัวแทนชุมชนเวิ้งนาครเขษมซึ่งเป็น ชุมชนที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์กล่าวว่า ข่าวล่าสุดมีนายทุน เชือ้ สายจีนคือ คุณเจริญ สิรวิ ฒ ั นภักดี ซือ้ ไปในราคาสูงมาก ได้เสนอ แนะชุมชนอื่นๆ ว่าให้ต่อสู้ด้วย ‘คุณค่าของพื้นที่’ โดยเปรียบเปรย กับพุทธสมบัติ ๔ ประการ คือ ๑) กาลสมบัติ คือ ชุมชนมีคณ ุ ค่าทางประวัตศิ าสตร์หรือไม่ ๒) คติสมบัติ คือ ตัวสถานที่ การอยูร่ ว่ มกัน อาชีพทีท่ ำอยูร่ ว่ ม กัน มองว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาชุมชนมีคุณค่าหรือไม่ ๓) อุปธิสมบัติ คือ ความเป็นคนในชุมชนที่นั้นมีวิถีชีวิต มีคุณค่าต่อชุมชนนั้นอย่างไร และ ๔) ปโยคะสมบัติ คือกระบวนการอยู่ร่วมกัน ซึ่ง เมือ่ กาลเวลาเหมาะสม สถานทีเ่ หมาะสม คนเหมาะสม ขบวนการ รักษาให้คงอยู่นั้นเหมาะสม จึงทำให้ชุมชนมีคุณค่าขึ้นมา ส่วนคุณสุธีร์รัฐ จึงแย้มปิ่น ผู้ได้รับผลกระทบจากความ ต้องการของวัดในการทุบเจดียใ์ นวัดมังกรกมลาวาสได้กล่าวว่า โดย วัดมังกรกมลาวาสนีถ้ กู สร้างขึน้ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เนือ่ งจากคนจีน อพยพเข้ามาเมืองไทยไม่นยิ มเข้าวัดแบบเถรวาท เพราะการปฏิบตั ิ ธรรมแตกต่างออกไป ดังนั้นคนจีนจึงสร้างวัดเป็นของตัวเอง เพื่อ สร้ า งความเป็ น ปึ ก แผ่ น ขึ้ น มาสำหรั บ ชุ ม ชนชาวจี น สมั ย ก่ อ น เจ้าอาวาสเป็นพระมาจากมณฑลกวางตุง้ เป็นนิกายเซน ด้วยความ ทีค่ นจีนต้องพึง่ พาตนเองมาก จึงเกิดการรวมตัวกันสร้างโรงเจขึน้ ที่ วัด โรงเจทำหน้าทีเ่ ป็นบ้านพักคนชราและมีหอ้ งยาเพือ่ รักษาคนจีน สมัยก่อนทีก่ นิ ยาไทยแล้วไม่ถกู โรค วัดจึงถือว่าเป็นทีพ่ งึ่ ของชุมชน ชาวจีนในช่วงนั้นและต่อเนื่องตลอดมา เมื่อวัดเปลี่ยนจากนิกายเซนไปเป็นนิกายวชิรยาน แต่ไม่ ทราบรายละเอียดแน่ชัดว่ามีหลักคำสอนเป็นเช่นไร จนมาถึง ประมาณ ๒๐ ปีมานี้ เจ้าอาวาสเห็นว่าโรงเจไม่ทำให้คนมาทำบุญ จึงดัดแปลงเป็นสถานที่เลี้ยงเณรและเลี้ยงเด็ก แต่เกิดปัญหา ผันแปรไป เพราะเณรส่วนใหญ่กลายเป็นคนลาวและเขมร ซึง่ แม้จะ เป็นการสืบทอดพระศาสนา แต่ไม่แน่ใจว่าเข้าใจหลักธรรมแบบจีน จริงหรือไม่ นอกจากนี้โรงเจอายุเกือบร้อยปียังถูกทุบทิ้ง และมีอาคาร


ประกาศเชิญชวน จับจองที่บริเวณ วัดยานนาวา

พื้นที่ชุมชน เวิ้งนาครเขษม

อื่นๆ ถูกทุบทิ้งอีกมากมาย โดยทางวัดอ้างการปรับภูมิทัศน์ ซึ่ง การที่วัดตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้ถามความเห็นจากชุมชนเลยว่า ต้องการหรือไม่ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนที่พึ่งพา กันมาแต่อดีตนับวันก็ยิ่งเลวร้ายลง ครั้นเมื่อชาวชุมชนไม่เห็นด้วย และร้องไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เพราะไม่มีอำนาจในการจัดการ เช่นเดียวกันกับกรมศิลปากรที่ยัง ไม่เข้ามารับรองโบราณสถานภายในวัด ปัจจุบนั วัดมังกรกมลาวาสกลายมาเป็นวัดแบบพุทธพาณิชย์ อย่างชัดเจน เช่น เมื่อเข้าวัดไปไหว้พระต้องทำบุญ หรือหากเป็น ปีชงก็ต้องซื้อใบสะเดาะเคราะห์ราคา ๒๐๐ บาท และต้องเผาทิ้ง เพือ่ เป็นการสะเดาะเคราะห์ดว้ ย ถึงตอนนีก้ เ็ ป็นการทำลายหลักฐาน ใบเสร็ จ รั บ เงิ น ไปแล้ ว ดั ง นั้ น การที่ วั ด มี ร ายได้ ปี ล ะเท่ า ไหร่ จึงไม่สามารถตรวจสอบได้ชดั เจน แต่ในทุกๆ ปีมเี งินหมุนเวียนภายใน วัดอย่างมหาศาล ทัง้ ทีเ่ ป็นทรัพย์สนิ ของสงฆ์และวัด กระทัง่ สามารถ สร้างตึกโครงการใหญ่ๆ ได้ นอกจากนี้กรณีปัญหาอาคารหน้าวัด เมื่อไปฟ้องสื่อบาง สำนักก็ไม่ได้รับการตอบรับ กระทั่งมาทราบทีหลังว่ากรรมการวัด เป็นหนึ่งในผู้บริหารสื่อสำนักนั้น ซึ่งเห็นได้ว่าตอนนี้วัดมีอำนาจ มาก เพราะมีทั้งทนาย มีคนหนุนหลัง และยังมีสื่ออยู่ในมือ ดังนั้น การที่ชุมชนสู้กับคนกลุ่มนี้จึงไม่มีทางชนะและเป็นไปได้ยาก ตัวแทนจากสมาคมสถาปนิกสยามยกตัวอย่างชุมชนซอย หวังหลี ซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดยานนาวาว่า สืบเนื่องจากเรื่องราวเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ทางวัดยานนาวายกเลิกสัญญาเช่าที่เป็น ปีต่อปีกับชุมชน ทำให้ทางชุมชนต้องต่อสู้โดยร้องไปหลายองค์กร และมหาสมาคมในช่วงท้ายทีส่ ดุ ด้วยหวังว่าจะสามารถรักษาตึกไว้ ได้ แต่เมื่อสืบค้นพบว่าไม่ได้จดทะเบียนเป็นชุมชนและต่างคน ต่างอยู่ จึงกลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรมและถูกไล่รื้อ ทางชุมชนได้ส่งเรื่องไปยังสมาคมสถาปนิกสยามเพื่อให้ พิจารณาตึกอายุราว ๘๐ ปี จึงส่งทีมเข้าไปตรวจสอบดูคณ ุ ค่า เมือ่ ดู แล้วตึกอาจจะไม่ใช่มรดกในยุคที่ทุกคนเห็นว่ามีคุณค่าภายนอก เหมือนตึกแถวทัว่ ไป แต่เมือ่ มองคุณค่าภายในแล้วพบว่าเป็นอาคาร มรดกยุคโมเดิรน์ ทีเ่ ข้ามาก่อสร้างในประเทศไทยยุคแรกๆ เพราะเป็น

การก่อสร้างด้วยระบบเสาคาน จากนัน้ ทางสมาคมได้สง่ ไปทางกรม ศิลปากรในการสอบคุณค่าได้ความว่า “มีคณ ุ ค่าแก่การอนุรกั ษ์” แต่ ไม่ได้มคี ณ ุ ค่าในระดับชาติในการเป็นโบราณสถาน วันรุง่ ขึน้ วัดยานนาวาก็รื้อตึกทิ้งไป เพราะวัดอยากนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์เพราะ อยูใ่ กล้สถานีรถไฟฟ้า ต่อมาบริษทั เอกชนแห่งหนึง่ ทีไ่ ด้รบั สัมปทาน ส่งจดหมายขูฟ่ อ้ งเรียกค่าเสียหายจากสมาคม เนือ่ งจากทำให้บริษทั เสียผลประโยชน์ ดังนัน้ หลังเกิดเหตุการณ์นที้ ำให้ทางสมาคมระวัง ในการจะเข้าไปช่วยเหลือโดยตรง แต่ปัจจุบันได้เข้าทำงานเป็น เครือข่ายกับสมาคมอืน่ ๆ ทีท่ ำงานเกีย่ วกับการอนุรกั ษ์ ดังนัน้ ในกรณี นี้ควรรวมตัวกันแก้ปัญหาระยะยาว และนอกจากการที่ชุมชนจะ ต่อสู้ได้นอกเหนือจากกรรมการสิทธิมนุษยชนแล้ว คุณจอมขวัญ ตัวแทนจากสมาคมสถาปนิกแนะว่า ตอนนีท้ างกรุงเทพมหานครเปิด ให้เสนอและแสดงความเห็นว่าควรแก้ไขกรุงเทพฯ อย่างไรบ้าง ซึ่งชุมชนน่าจะเสนอเรื่องเข้าไป ส่วนคุณภารณี สวัสดิรักษ์ เครือข่ายวางแผนและผังเมือง เพือ่ สังคมเสนอว่า มีความเป็นไปได้ไหมว่าควรมีการพิจารณาเรือ่ ง “ศาลชุมชน” ในกรณีที่สิทธิมนุษยชนที่ถูกละเมิด การที่วัดบอกว่า วัดเป็นฝ่ายถูก เราควรต่อสู้ด้วยการบอกว่าวัดผิด และต้องต่อสู้ ว่าชุมชนถูกด้วย เพราะชุมชนอยู่มานาน เมื่อวัดต้องการนำที่ดินที่ เคยให้ชมุ ชนอยูอ่ าศัยไปทำประโยชน์อย่างอืน่ ทำให้ชมุ ชนถูกเบียดเบียนปัจจัยในการดำรงชีวิต ถ้าศาลไม่รับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ ของชุมชนแล้ว ศาลก็ตอ้ งตอบคำถามต่อสังคม ในขณะเดียวกันการ ที่ชุมชนและวัดเคยอยู่กันโดยไม่มีเอกสารมาก่อน อยู่ร่วมกันโดย สร้างกติกาทีไ่ ม่เป็นลายลักษณ์อกั ษร เมือ่ มีเรือ่ งกรรมสิทธิเ์ กิดขึน้ จน ทำให้เกิดปัญหาสิทธิมนุษยชนและสิทธิชมุ ชนถูกลิดรอน ดังนัน้ การที่ ให้วัดเป็นนิติบุคคลได้กลายเป็นดาบสองคม เพราะเป็นการยก อำนาจการตัดสินใจของวัดไปให้ฝ่ายวัดซึ่งอาจจะเป็นเจ้าอาวาส หรือทนายความ ถือเป็นการมอบอำนาจที่ชาวบ้านเคยมีและเป็น กฎเกณฑ์ทางสังคมทีจ่ ะต้องตัดสินใจร่วมกันทัง้ ฝ่ายวัดและฆราวาส ไปให้แก่วัดเพียงฝ่ายเดียว และคุณสุนยี ์ ไชยรส คณะกรรมการปฏิรปู กฎหมายให้ความ เห็นว่า กรรมสิทธิท์ ดี่ นิ ของวัด ถ้าสูไ้ ปตามกฎหมาย ทีม่ าทีไ่ ปของทีด่ นิ ของวัดค่อนข้างสลับซับซ้อน นอกจากนี้ชาวบ้านยังเกรงใจวัดทั้ง นิตินัยและพฤตินัย จึงเสนอว่า “ไม่ควรสู้ตามกฎหมายอย่างเดียว อย่างสลัมต่างๆ ทุกวันนี้มักใช้วิธีการเจรจาต่อรอง ใช้บทบาทของ องค์กรต่างๆ มาช่วยผลักดัน แต่ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของชุมชน นัน้ ด้วย ดังนัน้ การเดินตามกฎหมายต่างๆ จึงไม่สามารถเป็นคำตอบ ของชุมชนได้” โดยได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ให้ความหมายชุมชนเฉพาะ ในเชิงคุณค่า เป็นการยิ่งทำให้คำจำกัดความของชุมชนแคบลง ซึ่งทำให้เกิดปัญหาแก่ชุมชนอื่น เช่น ชุมชนสลัมแม้ไม่มีคุณค่าทาง ประวัติศาสตร์ ไม่มีคุณค่าสร้างสรรค์พิเศษในสังคม แต่ก็เป็นคนที่ สังคมไทยขับมาจนไม่มีที่ดิน มาจากชนบทที่ล่มสลาย ดังนั้นเรื่อง สิทธิชุมชนจึงควรตีความให้กว้างมากที่สุด จากปัญหาในแต่ละชุมชนทีก่ ล่าวข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่าง เสีย้ วหนึง่ ของปัญหาการไล่รอื้ ชุมชนทีม่ กี ระจายอยูท่ วั่ กรุงเทพฯ สิง่ ทีป่ รากฏชัดเจนในการเสวนาครัง้ นี้ ซึง่ เป็นเรือ่ งทีน่ า่ ใจหายทีส่ ดุ คง หนีไม่พ้นปัญหาการไล่รื้อชุมชนที่ถูกกระทำโดยองค์กรทางพุทธป​ที่ ๑๗ ฉบับ​ที่ ๙๕ ก.ค.-ก.ย. ๒๕๕๕

13


ศาสนา นั่นก็คือ “วัด” ซึ่งสะท้อนได้ว่า ปัจจุบันได้เกิดการ ล่มสลายของโครงสร้างทางศีลธรรมในสังคมเมืองอย่าง ชัดเจน เมือ่ วัดอันเคยเป็นทีพ่ งึ่ ทางกายและทางใจของชาว ชุมชนในอดีต เคยเป็นแหล่งพึง่ พาอาศัยซึง่ กันและกัน กลับ ถูกอำนาจของทุนนิยมเข้าครอบงำจนร่วมมือกับนายทุน เพื่อขับไล่ชาวชุมชนโดยปราศจากความเห็นอกเห็นใจ อย่างไรก็ตามการเสวนาถือเป็นจุดเริ่มต้นในการ สร้างประเด็นปัญหาที่ชัดเจน เพื่อค้นหาแนวทางที่ชัดเจน ในการแก้ปัญหาต่อไป และยังไม่สามารถกล่าวถึงบทสรุป ได้ อาจารย์ศรีศกั รกล่าวว่า อย่างน้อยก็เป็นนิมติ หมายทีด่ ี ท่ามกลางความขัดแย้งทางความคิดเห็น ซึ่งเป็นเรื่อง ธรรมดา เพราะมาจากหลายชุมชนหลายประสบการณ์ แต่สิ่งที่ได้มาทำให้เราเห็นว่าปัญหาคืออะไร ทั้งยังเสนอ ให้ทำประชาพิจารณ์ในท้องถิ่น และทำการเคลื่อนไหว ให้เกิดสิทธิชมุ ชนขึน้ ในเมือ่ พึง่ รัฐไม่ได้ เราจำต้องพึง่ ตัวเอง สร้างแนวทางแก้ปัญหาด้วยตนเองอย่างรอบด้านเพื่อ ต่อรองกับฝ่ายตรงข้าม ในขณะทีอ่ าจารย์เสน่หก์ ล่าวว่า การจัดเวทีของคน ในเมืองครัง้ นีไ้ ม่ได้พดู ถึงเรือ่ งส่วนตนของใครคนใดคนหนึง่ แต่เป็นการพูดถึงส่วนรวม ถือได้วา่ เป็นเรือ่ งทีน่ า่ ยินดี จาก การได้ยินได้ฟังในสิ่งที่หลากหลายออกไป ทำให้เกิดความ เข้าใจในปัญหามากขึ้น แต่ขออย่าให้เกิดความขัดแย้งจน เกินขอบเขต แต่โดยหลักปัญหาเกิดขึน้ เมือ่ มีการค้าเข้าไปในพืน้ ที่ ทำให้ที่ดินเกิดมีค่ามีราคา อำนาจเงินได้กลายมาเป็นตัว กำหนด แม้แต่ท่ัวทั้งโลกก็ยังเกิดความขัดแย้งระหว่าง อำนาจเงิน การพาณิชย์ การเงิน การธนาคาร และความ เชื่อ มั่น ของคน แต่ สัง คมไทยเป็ น สั ง คมที่มีป ระเพณี ที่ หลากหลาย จากการออกมาพูดนี้แสดงถึงความผูกพันที่ มีอยู่ แต่การจะทำอย่างไรให้เกิดการประสานกับสิทธิประโยชน์ทางโลกเป็นสิ่งที่ต้องกลับไปคิด ซึ่งการเคารพ ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์น่าจะเป็นตัวสกัดกั้นอำนาจเงินและทำให้ เกิดความสมดุลในสังคมให้เกิดขึ้นได้ สุ ด ท้ า ยอาจารย์ อ คิ น ได้ ก ล่ า วสรุ ป ซึ่ ง น่ า จะ ครอบคลุมแนวทางในการแก้ปัญหาการไล่รื้อชุมชนจาก การเสวนาในครั้งนี้ว่า “การที่ เ ราได้ พู ด คุ ย กั น มากๆ จะเป็ น ประโยชน์​ อย่างยิ่งในเรื่องสิทธิ หลังจากได้คุยกับหลายฝ่ายในการ​ จะทำความเข้าใจและแก้ไข เราจะต้องแลกเปลี่ยนกันและ​ จะต้องมั่นคงเป็นปึกแผ่น สร้างตัวเองขึ้นมาเพื่อให้เกิด​ คุ ณ ค่ า และต้ อ งสร้ า งพั น ธมิ ต รขึ้ น มา สร้ า งกระแส​ ให้เกิดขึน้ มา เพือ่ ให้คนอืน่ ฟังเรามากขึน้ แสดงให้เห็นว่ามี​ ความไม่เป็นธรรมอยู่ ผมว่าศาลจะเข้าใจแม้มันอาจจะ​ ติ ด ขั ด หลายทาง ผมว่ า ถ้ า เราร่ ว มกั น สร้ า งทางออก​ ขึ้นมา เราอาจจะประสบความสำเร็จได้”

14 จดหมายขาว​มูลนิธิ​เล็ก-ประไพ วิริยะ​พันธุ

“ย่านเก่ากรุงเทพฯ”

และปัญหาระหว่าง “กรรมสิทธิ”์ โดยกฎหมาย และสิทธิชมุ ชนและสิทธิมนุษยชน ปรับปรุงจากบทนิทรรศการประกอบการเสวนาเรือ่ ง ‘ไล่รอื้ ชุมชน ความขัดแย้งระหว่างกรรมสิทธิโ์ ดยกฎหมายและสิทธิชมุ ชน ภาวะ ล้าหลังทางวัฒนธรรมในเมืองไทย’ โดย ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง

สั ง คม เกษตรกรรมเป็ น สั ง คมที่ มี ก ารใช้ ที่ ดิ น เป็ น แบบจารี ต

[Traditional land use] คือมีรปู แบบการใช้ทรัพยากรร่วมกัน [Common property] แต่เมื่อไทยเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม รวมทั้งเศรษฐกิจ แบบทุนนิยมเต็มรูปแบบ พื้นที่สาธารณะที่เคยใช้สอยร่วมกันและถือ ปฏิบัติสืบต่อกันมาแบบจารีตก็ถูกทำลายรูปแบบการใช้ลักษณะเช่นนี้ ลง ส่วนหนึง่ เพราะการปฏิวตั กิ ารทำการเพาะปลูกทีเ่ ปลีย่ นจากเพือ่ เลีย้ ง ตนเองไปสู่เกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ นำมาซึ่งการถือครอง “กรรมสิทธิ์” ทำให้ที่ดินกลายเป็นเรื่องของ “ทุน” และมี “มูลค่า” ที่สามารถ ซื้อขายได้อย่างถูกกฎหมาย ความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทิ้งปัญหาของเรื่องกรรมสิทธิ์ร่วมแก่ องค์กรสาธารณะ เช่น วัด หรือบรรดาญาติพนี่ อ้ งกับผูค้ นในชุมชนทีไ่ ม่ได้ จดทะเบียนสิทธิใ์ นทีด่ นิ ร่วมกัน สิง่ ทีต่ ามมาภายใต้โลกทัศน์ใหม่กค็ อื คน ตระกู ล หรื อ ผู้ มี อ ำนาจในกรรมสิ ท ธิ์ แ ละเคยถู ก มอบหมายให้ ดู แ ล กรรมสิทธิ์ หมายถึง “ผูม้ ชี อื่ เป็นเจ้าของทีด่ นิ จึงสามารถขายทีด่ นิ และได้ ผลประโยชน์เฉพาะตนเฉพาะครอบครัว” จึงสร้างปัญหาและเกิดเป็น ความร้าวฉานในหมู่เครือญาติหรือชุมชนต่างๆ เมื่อมีการต้องการ เปลีย่ นแปลงการใช้ประโยชน์ในทีด่ นิ หรือการซือ้ ขายเปลีย่ นมือ กรุงเทพฯ หลังสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา มีความเปลีย่ นแปลง มากมายทั้งทางโลกทัศน์และกายภาพ ที่ทำให้เมืองขยายตัวออกไป อย่างต่อเนือ่ ง โดยเฉพาะราว ๓๐ ปีทผี่ า่ นมา แหล่งโรงงานอุตสาหกรรม เริ่มรุกเข้ามาในพื้นที่สังคมเกษตรกรรม เมืองขยายตัวเป็น “มหานคร” ที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศตามลำดับ พื้นที่อยู่อาศัย ในย่านต่างๆ แพงขึ้นราวทองคำ นำมาสู่โครงสร้างทางสังคมและ กายภาพทีผ่ นั แปร จนเกิดการล่มสลายของความเป็นย่านชุมชนดัง้ เดิม หลายแห่งในกรุงเทพฯ หลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ รัฐจัดการพัฒนาประเทศโดยเน้นตัวเลขการ เติบโตทางเศรษฐกิจ ตามแผนการพัฒนาทางเศรษฐกิจฯ เป็นสำคัญ ส่งผลให้มีช่องว่างอย่างมากระหว่างเมืองกับชนบท การเติบโตของ กรุงเทพฯ ทำให้คนต่างจังหวัดโยกย้ายเข้ามาเป็นแรงงานในพืน้ ทีเ่ มือง ยิง่ ทำให้เกิดความแออัดอย่างรวดเร็วโดยไร้การจัดการ ในหลายแห่งจึง


เสื่อมโทรม ทำให้ราชการนิยามคำว่า “สลัม” ขึ้นมาเป็นกรอบ ในการมองและจัดการ โดยเฉพาะในย่านชุมชนเมือง เมือ่ รัฐต้องการ เปลีย่ นแปลงภาพลักษณ์ ในระดับนโยบาย ชุมชนของคนจนเมืองจึง เป็นสถานที่แรกๆ ที่จะถูกจัดการไล่รื้อออกไป ตัวอย่างความผิดพลาดของนโยบายจัดการพื้นที่ย่านเมือง เก่า ‘แผนแม่บทเพือ่ การอนุรกั ษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์’ นโยบายของกลุ่มนักผังเมืองสมัยหนึ่งเพื่อฟื้นบรรยากาศ สมัยรัชกาลที่ ๕ กลับมาอีกครั้ง เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๒๑ คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นจึงมีมติให้ตั้ง “คณะกรรมการอนุรักษ์และ พัฒนากรุงรัตนโกสินทร์” เพื่อวางนโยบายศึกษาจัดทำแผน ออก ระเบียบปฏิบตั ิ หารูปแบบบรรยากาศและจุดเด่นของกรุงรัตนโกสินทร์ ประกอบกับเพือ่ เตรียมงานฉลองรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี อันเป็นช่วง เวลาที่ภาครัฐมีนโยบายบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานสำคัญต่างๆ ในกรุงรัตนโกสินทร์ คณะกรรมการนีค้ อื ผูม้ อี ำนาจในการจัดการพืน้ ทีส่ ว่ นในของ กรุงรัตนโกสินทร์ และอาจถือได้วา่ เป็นการก่อตัวของชุดความคิดด้าน การอนุรกั ษ์ทส่ี ร้างผลกระทบต่อการจัดการเมืองในระยะยาว เนือ่ งจาก คณะกรรมการกลุม่ นีม้ แี นวคิดในการอนุรกั ษ์ทเี่ น้นความสำคัญทาง กายภาพ การปรับปรุงภูมทิ ศั น์ รวมทัง้ การมองคุณค่าทางวัฒนธรรม ที่ใช้เฉพาะอายุเป็นเกณฑ์ ซึ่งนำไปสู่การเสนอให้รื้อสิ่งปลูกสร้าง ทีม่ อี ายุนอ้ ยกว่าสมัยรัชกาลที่ ๕ ออก จึงหมายถึงการโยกย้ายไล่รอ้ื คน ออกจากกรุงรัตนโกสินทร์ครัง้ มโหฬาร หากดำเนินการไปตามโครงการ แต่กม็ ไิ ด้ดำเนินการเสร็จสิน้ ไปตามโครงการทีว่ างไว้แต่อย่างใด

แปลงสินทรัพย์เป็นทุน : ฝันค้าง… “ฌองเซลิเซ่” อาจกล่ า วได้ ว่ า มรสุ ม ลู ก ใหญ่ ที่ สุ ด ที่ พั ด ผ่ า นเข้ า มาและ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไทยอย่างยิ่งก็คือ ‘ทุนนิยม’ และคง ปฏิเสธไม่ได้วา่ ผูท้ มี่ บี ทบาทอย่างมากในการเปิดประตูรบั ลมมรสุม ลูกนีอ้ ย่างเต็มแรงก็คอื รัฐบาลพรรคไทยรักไทย โดยหนึง่ ในนโยบาย ที่นำมาใช้ในการขยายฐานเสียงและเป็นวาทะอันหอมหวานก็คือ การ “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” นโยบายดังกล่าวนำไปสู่แผนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการ ใช้ทดี่ นิ ขนาดใหญ่ มีโครงการต่างๆ ออกมามากมาย หนึง่ ในนัน้ ก็คอื โครงการจัดทำแผนแม่บทและพัฒนาพืน้ ทีถ่ นนราชดำเนินและพืน้ ที่ บริเวณต่อเนือ่ ง ซึง่ ครอบคลุมพืน้ ทีถ่ นนราชดำเนินและพืน้ ทีโ่ ดยรอบ ๑.๕ กิโลเมตร จากสองฝัง่ ถนนเป็นพืน้ ทีท่ อ่ งเทีย่ ว มี ๒๑ ชุมชนจะถูก จัดระเบียบ (หรือไล่รอื้ ออกไป) ได้แก่ ชุมชนมัสยิดจักรพงษ์, ชุมชน ตรอกบวรรังษี, ชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน, ชุมชนเขียนนิวาสน์-ตรอก ไก่แจ้, ชุมชนวัดสังเวชวิศยาราม, วัดสามพระยา, ชุมชนโบสถ์ พราหมณ์, ชุมชนตรอกศิลป์-ตรอกตึกดิน, ชุมชนหลังวัดราชนัดดา, ชุมชนวัดเทพธิดาราม, ชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธ์, ชุมชน ราชบพิธพัฒนา, ชุมชนเฟือ่ งทอง-ตรอกวิสตู ร, ชุมชนท่าเตียน, ชุมชน ตรอกบ้านพานถม, ชุมชนท่าวัง, ชุมชนวัดนรนาถ, ชุมชนวัดอินทรวิหาร, ชุมชนวัดใหม่อมตรส, ชุมชนแพร่งภูธร, ชุมชนสามยอด นอกจากนี้ยังกินบริเวณไปถึงบางส่วนของฝั่งธนบุรีด้วย แผนการปรับปรุงถนนราชดำเนินให้เป็นเสมือน “ฌองเซลิเซ่” คือความฝันถึงการสร้างย่านชอปปิงหรูแบบในฝรัง่ เศส ซึง่ ต้องใช้งบ

ประมาณสูงถึง ๗,๐๕๘ ล้านบาท อย่างไรก็ตามมีการท้วงติงอย่าง มากถึงความคุ้มทุน และแผนพัฒนาดังกล่าวก็เงียบหายไปพร้อม กับรัฐบาลไทยรักไทย เพียงแต่วธิ คี ดิ แปลงสินทรัพย์เป็นทุนสำหรับ ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแล้วไม่ได้หายไปด้วย แต่กลับกระตุ้นให้ต่าง พากันพยายามจัดรูปที่ดินเพื่อเพิ่มมูลค่าใหม่ในเวลาต่อมา

ชุมชนป้อมมหากาฬ : หลังกำแพงมีชีวิต

กลุ่มบ้านแถบ “ป้อมมหากาฬ” เป็นชุมชนเล็กๆ ในเมือง หลวงทีซ่ อ่ นตัวอยูห่ ลังกำแพงพระนคร และน่าจะเป็นชุมชนเก่าแห่ง สุดท้ายที่ยังเรียกได้ว่าเป็นการตั้งถิ่นฐานชุมชนแบบชานกำแพง เมือง อันเป็นรูปแบบการตัง้ ถิน่ ฐานทีส่ บื เนือ่ งมาแต่ครัง้ ต้นกรุงรัตนโกสินทร์หรือก่อนหน้านั้น ที่นี่ยังมีบ้านเรือนไม้เก่าบางหลังที่ยังเหลือคือ บ้านของ ข้ า ราชบริ พ ารในพระบาทสมเด็ จ พระจุ ล จอมเกล้ า เจ้ า อยู่ หั ว ที่ พระราชทานที่ดินหลังป้อมมหากาฬให้ ในทางประวัติศาสตร์และ วัฒนธรรม ชุมชนป้อมมหากาฬเป็นต้นกำเนิดคณะลิเกแห่งแรกซึง่ เป็นวิกของพระยาเพชรปาณี และเป็นแหล่งทำเครือ่ งดนตรีชนั้ เลิศ ต่อมาราว ๒๐ ปีก่อนยังมีผู้คนภาคใต้และประกอบอาชีพ ช่างทำกรงนกเขามาอาศัย ทำให้ปอ้ มมหากาฬเป็นย่านทีเ่ ก่าแก่และ มีสีสันอาชีพหลากหลายอีกแห่งหนึ่งในกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตามตลอด ๒๐ ปีมานี้ ชุมชนป้อมมหากาฬประสบกับ การไล่รอ้ื หลายระลอก ภายใต้นโยบายและกฎหมายหลายแบบ ทัง้ แผน แม่บทการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ หรือทางกรุงเทพมหานครทีเ่ ริม่ มีนโยบายปรับปรุงบ้านเมืองให้เป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากจะซ่อมแซมป้อมมหากาฬอันเป็นโบราณสถานเพือ่ กันเขตเป็นสวนสาธารณะเพือ่ เพิม่ พืน้ ทีส่ เี ขียวให้แก่เมืองแล้ว พ.ศ. ๒๕๓๕ มีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินบริเวณที่ จะเวนคืนจากชุมชน แต่ชาวชุมชนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ ทีด่ นิ และมีฐานะยากจน ต่างยืนยันจะอาศัยอยูใ่ นทีเ่ ดิมทีเ่ คยอยูส่ บื กันมาแต่สมัยบรรพบุรษุ จึงรวมตัวเรียกร้องขอแบ่งพืน้ ที่ ๑ ไร่จาก ๔ ไร่เศษที่ทาง กทม. จะทำเป็นสวนสาธารณะ เพื่อแบ่งปลูกที่อยู่ อาศัยพร้อมเสนอการจัดตัง้ เวรยามดูแลสวน ทัง้ ยังได้ประสานความ ร่วมมือจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่มาช่วยจัดทำโครงการอนุรักษ์และพัฒนา พืน้ ทีช่ มุ ชนป้อมมหากาฬขึน้ เป็นโครงการชุมชนบ้านไม้โบราณ เพือ่ เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และนำเสนอ รูปแบบการจัดการชุมชนให้คนสามารถอยูอ่ าศัยร่วมกับโบราณสถาน และสวนสาธารณะได้ โครงการนี้เป็นที่ยอมรับระดับหนึ่งจากทาง กรุงเทพมหานคร จึงยังไม่มีการดำเนินการไล่รื้ออีกในช่วงปัจจุบัน

ที่ดินธรรม ทำเลทอง : ไล่รื้อชุมชนซอยหวั่งหลี เมื่อวัดทวงที่ธรณีสงฆ์

อาคารเก่าแก่โบราณอายุไม่นอ้ ยกว่า ๘๐ ปี เป็นสถาปัตยกรรม ตึกแถวแบบโมเดิรน์ รุน่ แรกในเมืองไทย ติดกำแพงวัดยานนาวา เคย เป็นทีต่ งั้ ของ ‘ชุมชนซอยหวัง่ หลี’ แต่ปจั จุบนั หายไปแล้วทัง้ คนและ อาคาร เหลือเพียงพืน้ ทีโ่ ล่งและเต็นท์ให้เช่าเพือ่ ค้าขายเป็นตลาดนัด ชุมชนซอยหวัง่ หลีตงั้ อยูบ่ นทีด่ นิ ธรณีสงฆ์ของวัดยานนาวา โดยชุมชนเป็นผูเ้ ช่า เหตุผลจากทางวัดในครัง้ นัน้ คือ ต้องการเปลีย่ น ป​ที่ ๑๗ ฉบับ​ที่ ๙๕ ก.ค.-ก.ย. ๒๕๕๕

15


พืน้ ทีน่ เี้ ป็นอาคารพาณิชย์ ๔ ชัน้ ตามแผนการพัฒนาของวัด ซึง่ ส่งผล ให้ชาวชุมชนซอยหวั่งหลี ๓๔ ครอบครัว หรือราว ๒๐๐ คน ต้อง อพยพออกจากถิ่นที่อยู่อาศัยมานานกว่า ๓ ชั่วคน ชาวชุมชนได้ขอเจรจากับวัดหลายครั้ง แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ในทีส่ ดุ จึงได้รบั หมายศาลในเดือนเมษายน ๒๕๔๘ โดยวัดยานนาวา เป็นโจทก์ ผูเ้ ช่าเป็นจำเลย ฟ้องขับไล่ให้ออกภายใน ๓๐ วัน คดีสนิ้ สุด ลงทีว่ า่ ศาลมีกำหนดให้ยา้ ยออกภายใน ๔ มกราคม ๒๕๕๐ กรณีนี้ เป็นหนึง่ ในกรณีพพิ าทระหว่างชุมชนกับวัด แต่ในทางกฎหมายแล้ว ที่วัดเป็นที่เอกชน เนื่องจากวัดได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ดังนั้น ตามหลักกฎหมายไทยที่ว่า “คุณอยู่บนที่ของเขา ในเมื่อเขาไม่ให้ อยู่แล้วคุณจะอยู่ได้อย่างไร” วัดยานนาวาได้รับการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ ๓ เพราะเป็น ย่านอาศัยของคนทีม่ าจากโพ้นทะเล โดยเฉพาะคนจีนทีอ่ ยูร่ วมกัน เป็นชุมชนพ่อค้าวาณิช วัดยานนาวาเกิดขึน้ เพือ่ บูรณาการคนท้องถิน่ ที่มาจากโพ้นทะเลให้เป็นคนในสยามประเทศที่นับถือพุทธศาสนา จึงเป็นเสมือนตัวเชื่อมรัฐและสถาบันกษัตริย์กับประชาชน ทั้งเป็น วัดทีอ่ ปุ ถัมภ์โดยพระมหากษัตริยแ์ ละอุปถัมภ์โดยประชาชน วัดกับ ชุมชนต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าไม่มีวัดชุมชนก็ไม่เกิด ถ้าไม่มีชุมชนวัดก็ อยู่ไม่ได้ นับเป็นหลักการที่วัดหลายๆ แห่งในเมืองไทยละเลยจนไร้ ความหมายไปเสียแล้ว

กรณีเล่งเน่ยยี่ : พื้นที่ในระหว่าง ‘ธุรกิจ’ กับ ‘ศรัทธา’

เมือ่ ดินแดนศักดิส์ ทิ ธิก์ บั พรมแดนทางธุรกิจมาซ้อนกัน กรณี ‘วัดมังกรกมลาวาส’ หรือวัดเล่งเน่ยยีจ่ งึ ยิง่ มีความซับซ้อน เมือ่ เจ้าของ อาคารพาณิชย์ซึ่งติดกับวัดผุดโครงการดัดแปลงปรับปรุงอาคาร ทีพ่ กั อาศัยหลังเดิมให้เป็น ‘STATION 1’ โรงแรมและสถานบันเทิง จึงเป็น ทีม่ าของการคัดค้านจากวัดและชุมชน เนือ่ งจากมองว่าไม่เหมาะสม เพราะวัดมังกรฯ คือศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของชุมชนคนจีน อันเก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ ทางวัดเองจึงน่าจะได้มีส่วนร่วมในการ จัดการพื้นที่ใดๆ ที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวัดตามหลัก สิทธิชุมชน แม้จะเป็นเพียงสิทธิในพื้นที่ทางความศรัทธาก็ตาม อย่างไรก็ตามยังมีกรณีใกล้กนั แต่เป็นมุมกลับทีท่ างวัดเป็น คูข่ ดั แย้งกับชุมชนก็คอื เรือ่ งการปรับเปลีย่ นการใช้พนื้ ทีภ่ ายในและ ภายนอกวัดโดยทางวัดเอง เช่น ห้องแถวข้างวัดที่สร้างในสมัยเจ้า อาวาสองค์ที่ ๒ โรงเจ (เคี่ยนตึ๊ง, คูนตึ๊ง) หรือเจดีย์ที่เก็บอัฐิ ‘ฉีห่ ยีก่ ง’ ผูอ้ ปุ ถัมป์วดั ตัง้ แต่เริม่ สร้าง และทีเ่ ก็บอัฐขิ องบรรพจารย์ และภิกษุชนั้ ผูใ้ หญ่ของวัด ซึง่ สถานทีบ่ างแห่งดังกล่าวได้ถกู รือ้ ไปแล้ว และบางแห่งเป็นคดีความที่ทางศาลปกครองมีคำสั่งชะลอการรื้อ ถอนไว้ แม้ไม่มีหลักฐานเอกสารประวัติศาสตร์จากราชการบันทึก แต่กม็ คี ำบอกเล่าในตระกูลของชาวจีนสยามหลายตระกูล กล่าวถึง เชือ้ พระวงศ์ชงิ ท่านหนึง่ ทีห่ นีราชภัยมาพึง่ พระบรมโพธิสมภารแห่ง รัชกาลที่ ๓ โดยเปลีย่ นชือ่ อย่างสามัญชนว่า ‘ฉีห่ ยีก่ ง’ ตัง้ รกราก สร้าง บ้านเรือน ทำมาค้าขายอยูท่ บี่ ริเวณย่านสำเพ็ง-เยาวราช-ราชวงศ์ จนสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงร่วมก่อสร้างวัดเล่งเน่ยยี่ อีกทัง้ ยังตัง้ ห้องยา ที่ในวัด ทำให้วัดกลายเป็นสุขศาลาของชาวจีน ส่วนเจ้าอาวาส ยังได้สร้างโรงเจเป็นบ้านพักคนชรา นับได้ว่าวัดเป็นศูนย์กลางของ 16 จดหมายขาว​มูลนิธิ​เล็ก-ประไพ วิริยะ​พันธุ

สังคมสงเคราะห์แบบชาวจีนที่สำคัญแห่งหนึ่ง ‘ฉีห่ ยีก่ ง’ ได้สร้างพระเจดียท์ รงไทยเอาไว้หน้าลานวัดมังกรฯ เมือ่ ท่านสิน้ ลง อัฐจิ งึ ได้บรรจุในพระเจดียน์ ี้ ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญ แสดงออกถึงความเป็น ‘คนจีนสยาม’ ส่วนอีกสิ่งที่ยืนยันถึงการมี ตัวตนอยูข่ อง ‘ฉีห่ ยีก่ ง’ คือ บรรดาลูกหลานมากมายทีส่ บื ทอดโดย ตรงและเกีย่ วดอง ได้แก่ ตระกูลล่ำซำ, หวัง่ หลี, พันทนะ, เชาวกำธร, อึง๊ ภากรณ์, สิมะเสถียร, กรรณสูต, จักกะพาก, กาญจนาภา, หโยดม, จารุมลิ นิ ท, บุลสุข, ฮุนตระกูล, จึงแย้มปิน่ , โทณวณิก, ขัมพานนท์ และ แซ่ฉี่ โดยพระเจดีย์นี้ถือเป็นศูนย์กลางที่รวมจิตใจของคนในวงศ์ ตระกูลตามวาระและโอกาสสำคัญ ชาวบ้านที่อยู่บริเวณวัดมังกร กมลาวาสมีความผูกพันและมีความเชื่อความศรัทธาในองค์พระ เจดีย์ที่อยู่คู่วัดมาช้านาน แต่เหล่านี้เป็นข้อมูลที่กรมศิลปากรไม่ เคยนำมาใช้เพื่อให้ความสำคัญแก่สิ่งก่อสร้างสำคัญภายในวัด จึง ไม่มกี ารคุม้ ครองในฐานะเป็นโบราณสถาน ซึง่ ถือเป็นการพิจารณา ในบริบทที่คับแคบและเป็นความล้าหลังทางวัฒนธรรมและการ จั ด การให้ ค วามสำคั ญ ของสิ่ ง ก่ อ สร้ า งที่ มี ค วามสำคั ญ ทาง ประวัติศาสตร์สังคมของคนจีนในประเทศไทย นอกจากวัดมังกรฯ พื้นที่ย่านเยาวราชเองก็กำลังอยู่ใน ระหว่างการเปลีย่ นแปลงครัง้ ใหญ่ เนือ่ งจากเป็นพืน้ ทีท่ มี่ พี ลวัตทาง เศรษฐกิจสูง ทัง้ มีโครงการสร้างรถไฟฟ้าเข้ามา ยิง่ เป็นแรงจูงใจแก่ นักพัฒนาธุรกิจที่ดิน จึงมีกระแสข่าวการเวนคืนหรือไม่ต่อสัญญา ที่ดินออกมาเป็นระยะ เช่น กรณีชุมชนเจริญไชย ซึ่งมีเรื่องราวของ ชุมชนและพิพธิ ภัณฑ์เล็กๆ ตัง้ อยูบ่ นอาคารเก่าทีม่ คี ณ ุ ค่าทางประวัต-ิ ศาสตร์เช่นกัน ดังนัน้ เรือ่ งเหล่านีจ้ งึ เป็นความซับซ้อนในปัญหาของ การใช้พื้นที่และสิทธิของผู้อยู่อาศัยที่อยู่ในย่านสำคัญทางประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจของกรุงรัตนโกสินทร์ ทีจ่ ำเป็นต้องมีการพูดคุย และพิจารณาข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงปัญหาในทางกฎหมายอีกมาก

เวิ้งนาครเขษม : ที่ดินทำเลทอง

กรรมสิทธิบ์ นทีด่ นิ เวิง้ นาครเขษม เป็นทีด่ นิ มรดกของมูลนิธิ ห้าตระกูล โดยมีผเู้ ช่าอยูอ่ าศัยมานานนับร้อยปี จนสามารถพูดได้วา่ เป็น ‘บ้าน’ ทีล่ กู หลานฝังรกฝังรากกันไว้ทนี่ นั้ แต่เมือ่ สัญญาเช่ากำลัง หมดลง เจ้าของกรรมสิทธิ์จึงมีจดหมายมาแจ้งให้เตรียมย้ายออก เพราะต้องการขายที่ดินแปลงนี้ สถานการณ์ร้อนทำให้ชาวเวิ้ง


รวมตัวกันอย่างเร่งด่วน และตั้งคณะกรรมการจดทะเบียนเป็น นิติบุคคลขึ้น เพื่อระดมทุนในชุมชนในการร่วมประมูลซื้อที่ดินที่ ผูกพันกลับมา แต่ในระบบธุรกิจ เงือ่ นไขคือการแข่งขันและเก็งกำไร จึงทำให้ทางชุมชนแพ้การประมูลในครั้งแรกไป สิ่งที่ทำให้ชุมชน เวิง้ นาครเขษมรูส้ กึ ไม่ได้รบั ความเป็นธรรมก็คอื พืน้ ทีน่ เี้ ป็นสถานที่ ทีพ่ วกเขาอยูก่ นั มานานโดยมีบรรพบุรษุ เป็นผูบ้ กุ เบิก อย่างน้อยก็นา่ จะมีสทิ ธิใ์ นการทีไ่ ด้รบั การบอกกล่าวล่วงหน้า หรือสิทธิใ์ นการทีจ่ ะ ซือ้ ทีด่ นิ เป็นกลุม่ แรก อีกประการหนึง่ คือ ราคาทีด่ นิ ซึง่ แตกต่างจาก ราคาประเมินมาก ซึง่ อาจถือว่าเป็นทีด่ นิ ทีแ่ พงทีส่ ดุ ในประเทศไทย เพราะเป็นพืน้ ทีซ่ งึ่ มีศกั ยภาพมาก คืออยูใ่ นเขตไชน่าทาวน์และเป็น ที่ดินผืนใหญ่ที่สุดในย่านนี้ ก่อนเป็น ‘เวิง้ นาครเขษม’ พืน้ ทีน่ เี้ คยเป็นส่วนหนึง่ ในวังของ ราชนิกลู มาตัง้ แต่สมัยรัชกาลที่ ๕ กระทัง่ เกิดการเปลีย่ นแปลงการ ปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ บรรดาข้าราชบริพารที่ต้องออกจากวังจึง ข้ามคลองมาขายของบริเวณนี้ พื้นที่นี้จึงเริ่มต้นจากการเป็นที่ขาย ของเก่าที่เจ้านายเคยประทานให้หรือลักลอบเอามาจากวังก็มี กระทัง่ ทูลกระหม่อมบริพตั ร พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕ ทรงเห็นว่ามี ชุมชนเกิดขึน้ จึงปรับเปลีย่ นทีด่ นิ เป็นศูนย์การค้าทีท่ นั สมัยเหมือน กับทางฝั่งตะวันตก มีการถมที่เป็นเนินกว้างใหญ่จนดูเป็นเวิ้ง จึง ประทานชือ่ ใหม่วา่ ‘เวิง้ นาครเขษม’ และสร้างเป็นศูนย์การค้าขนาด ย่อมขึน้ ต่อมาช่วง พ.ศ. ๒๔๘๘ หลังสิน้ สงครามโลกครัง้ ที่ ๒ อิทธิพล จากประเทศตะวันตกเข้ามาในเมืองไทยมากขึน้ กระแสดนตรีตา่ งชาติ ก็เข้ามาด้วย ทีน่ กี่ ม็ กี ารนำเข้าเครือ่ งดนตรีมาขายเป็นแห่งแรก จน ทุกวันนี้มีร้านแตกแขนงออกมามากมาย รวมทั้งร้านอื่นๆ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทองเหลือง หนังสือเก่าหายาก เป็นต้น เมือ่ การเจรจาต่อรองกับตัวแทนเจ้าของทีด่ นิ ทัง้ ๕ ตระกูลยัง อยูใ่ นระยะทีน่ า่ เป็นไปได้ การบริหารจัดการทีด่ นิ จึงยังไม่เปลีย่ นมือ และอยู่ในระหว่างการต่อรอง โดยทางชุมชนแสดงเจตนาที่จะไม่ ดือ้ แพ่งต่อผูถ้ อื กรรมสิทธิท์ ดี่ นิ แต่มงุ่ ทีจ่ ะทำให้เกิดการได้ประโยชน์ ทัง้ สองฝ่าย และหวังให้เกิดเป็นกรณีตวั อย่างสำหรับการจัดการย่าน เก่าที่เป็นพื้นที่พาณิชยกรรมในเมือง ชาวเวิ้งมองว่า หากสามารถ ซือ้ ทีด่ นิ กลับคืนมาได้ตามราคาทีเ่ สนอไป จะปรับปรุงพืน้ ทีใ่ ห้ดกี ว่า เดิมทั้งเรื่องทัศนียภาพ เอาสายไฟฟ้าลงดิน การทำโครงสร้างให้ แข็งแรง มีหลังคาคลุมให้คนที่มาเดินสบายขึ้น รวมถึงการสร้าง อาคารจอดรถรวม เพือ่ พัฒนาเป็นทัง้ พืน้ ทีอ่ ยูอ่ าศัย การพาณิชย์ และ ประวัติศาสตร์ แต่ปัจจุบันกลุ่มบริษัทของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประมูลได้ไปในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ชาวบ้านได้เจรจาตกลงกัน ไว้ ทำให้เกิดข้อสงสัยและเคว้งคว้างในประเด็นปัญหาดังกล่าว

กรณีวัดกัลยาณ์ : เมื่อวัดถือ ‘กรรมสิทธิ์’ ไล่ที่คน

ปลายปี ๒๕๔๙ เกิดกรณีทเี่ ป็นข้อพิพาทระหว่างวัดกับชุมชน กรณีหนึง่ ทีเ่ ป็นข่าวบนหน้าสือ่ หลายฉบับ โดยเนือ่ งมาจากการทีว่ ดั กัลยาณมิตรได้บอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินและอาคาร ที่มีผลทำให้ ชาวบ้านชุมชนวัดกัลยาณ์ราว ๔๐ หลังคาเรือนต้องย้ายออกไป ทัง้ ที่ อยู่อาศัยกันมาหลายชั่วคน โดยทางวัดให้เหตุผลว่าต้องการปรับปรุงพื้นที่นี้เพื่อสร้าง โครงการของวั ด ประกอบด้ ว ยการก่ อ สร้ า งแหล่ ง เรี ย นรู้ ท าง

ประวัตศิ าสตร์ โครงการปรับปรุงท่าเรือวัดกัลยาณมิตร และโครงการ สร้ า งอาคารพาณิ ช ย์ อี ก ทั้ ง วั ด ยั ง ต้ อ งการที่ ดิ น คื น เพื่ อ จั ด ระเบียบ เนือ่ งจากขณะนัน้ วัดมองว่าชุมชนมีทงั้ ยาเสพติด การขาย สุรา เป็นแหล่งมั่วสุม จึงไม่ปลอดภัยต่อผู้สัญจร ชุมชนวัดกัลยาณ์ถือเป็นชุมชนหนึ่งที่อยู่ในย่านกะดีจีน ที่มี ความเก่าแก่หลากเชื้อชาติ ความเชื่อ และศาสนา โดยโครงการ ปรับปรุงที่ดินของวัดกัลยาณมิตรนอกจากเรื่องไล่ชุมชนออกไป แล้ว ยังได้ไปทับซ้อนระหว่างเรือ่ ง ‘กรรมสิทธิ’์ ในทีด่ นิ อันเป็นของวัด กับการรื้อถอนโบราณสถานบางแห่งภายในวัดด้วย จึงกลายเป็น คดีความที่เกี่ยวพันไปถึงอำนาจของกรมศิลปากรและการตีความ ของกฎหมาย แต่ในส่วนนี้ทางวัดชี้แจงว่าเป็นการซ่อมแซม ไม่ใช่ ทำลาย ด้วยความเป็นชุมชนในย่านเก่าแก่ ทำให้พนื้ ทีน่ มี้ กี ารศึกษา จากนักวิชาการค่อนข้างมาก เพราะมีสถานที่อันเป็นมรดกทาง วัฒนธรรม โดยเฉพาะศาสนสถาน เช่น วัดพุทธ ศาลเจ้าจีน มัสยิด อิสลาม หรือโบสถ์ในคริสตจักร ซึง่ สถานทีเ่ หล่านีอ้ าจจะดูสวยงาม แต่ สำหรับพื้นที่โดยรอบที่ขาดการจัดการมานานอาจเป็นส่วนหนึ่ง ของปัญหาการไล่รื้อ ในช่วงหลังได้สถาบันทางวิชาการและภาคีหลายแห่งได้ เข้ า ไปรองรั บ ในเรื่ อ งการจั ด การพื้ น ที่ ใ หม่ ทั้ ง ส่ ว นออกแบบ การจั ด พื้ น ที่ แ สดงนิ ท รรศการ การจั ด แสง จนทำให้ ชุ ม ชน สามารถจัดงาน Art Festival ได้ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้คือแนวคิด ในการดึงชุมชนเข้ามาร่วมจัดการตนเองผ่านมิติวัฒนธรรม เพราะ ในเรื่ อ งสิ ท ธิ ชุ ม ชนนั้ น หากต้ อ งการเคลื่ อ นไหวเพื่ อ ให้ มี ก าร เปลีย่ นแปลงทางนโยบาย จำเป็นต้องอาศัยคนหมูม่ ากด้วย แต่หาก เริม่ จากเรือ่ งความขัดแย้งกับเจ้าของพืน้ ทีด่ งั ทีผ่ า่ นมา คนทีม่ าร่วม ส่วนมากก็จะเป็นคนที่โดนกระทบเท่านั้น Art Festival นอกจาก มีแนวคิดเรือ่ งทำกิจกรรมทีส่ นุกแล้ว ยังได้แทรกเรือ่ งหนักๆ เข้าไป ด้วย เช่น ภาพถ่าย Before / After ของพื้นที่หลังมีการจัดการ ทำให้ชาวบ้านมีจิตสำนึกร่วมในการทำพื้นที่ตนเองให้ดีขึ้น สิ่งที่ต่อยอดออกมาจากงาน Art Festival มีหลายอย่าง เช่น เกิดลานกิจกรรมชุมชนวัดกัลยาณ์ ซึ่งเมื่อเอาใจเขามาใส่ ใจเราก็อาจทำความเข้าใจมุมมองของวัดที่มองว่าเพราะชุมชน สกปรก เป็นสลัม โดยเฉพาะระบบทางศาสนาในปัจจุบนั ทีพ่ ระมาจาก ที่อื่นตามลำดับยศชั้น จึงขาดความผูกพันกับชุมชน แต่หากชุมชน สามารถแสดงการจัดการตัวเองให้เห็นว่าดีอยู่แล้ว ทางชุมชน คิดว่าหลังจากนี้ทางวัดอาจฉุกใจขึ้นก็ได้ ระยะหลังชุมชนในส่วน ที่ยังไม่ถูกไล่จึงเริ่มเอาต้นไม้ เอาขนม เอาของมาขายเพื่อให้เกิด กิจกรรมเล็กๆ แต่เป็นระเบียบที่หน้าบ้าน เป็นการเริ่มเกิดความ เปลี่ยนแปลงให้เห็นจากในชุมชน งานได้ รั บ กระแสตอบรั บ ดี จ นทำให้ ส ามารถจั ด ขึ้ น ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ ๓ แล้ว ทั้งยังมีภาคีเครือข่ายร่วมทำงาน มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นที่สนใจของสื่อมวลชน ต่อมามีหน่วยงานจาก ภาครัฐเข้ามาร่วมสนับสนุนด้วย จึงน่าสนใจว่าอาจจะมีพลังในการ ผลักดันประเด็นข้อขัดแย้งไปสู่การแก้ปัญหาเชิงนโยบายมากขึ้น

ป​ที่ ๑๗ ฉบับ​ที่ ๙๕ ก.ค.-ก.ย. ๒๕๕๕

17


ดูโขนดูหนัง

สัมภาษณ์พิเศษ

ปณต​อุดม​ในฐานะผู้สร้าง ภาพยนตร์​“ขุนรองปลัดชู”

‘ปณต อุดม’ :

ถกผู้สร้าง เห็นหนัง ‘ขุนรองปลัดชู’ ใหม่มณี รักษาพรมราช / เรียบเรียง

“เราไม่ได้ว่าสิ่งที่นำเสนอเหล่านี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง​แต่เราเอาเรื่องของคนเล็กขยายประวัติศาสตร์ภาพใหญ่​และเอาการ​ ถกเถียงว่าผู้สร้างเปดรับทั้งสองด้าน​จะบอกเราผิดก็ยอมรับ​จะบอกว่าเราถูก​เราก็มีหลักฐานมาสนับสนุนเพิ่มเติม​​ ดังนั้นผมว่าการพูดคุยกันมันทำให้เกิดความรู้ให้เห็น​อย่างน้อยที่สุดมันก็เกิดภาพขึ้นมา​ถึงแม้ว่าภาพนั้นจะใช่หรือไม่ใช่​ แต่มันก็ทำให้คนได้เอาภาพมาถกเถียงกัน”

ภาพยนตร์เรือ่ ง ‘ขุนรองปลัดชู’ ออกฉายครัง้ แรกในโรงภาพ-

ยนตร์สกาล่า โดยเปิดให้จองบัตรเข้าชมฟรีจำนวน ๕ รอบ ในระหว่าง วันที่ ๗-๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ และออกอากาศในรายการไทยเธียเตอร์ ทางช่องไทยพีบเี อส เมือ่ วันเสาร์ที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ หลังจากนัน้ จึงเป็น ‘รายการถกหนังเห็นคน’ ทีอ่ อกอากาศทางช่องไทยพีบเี อส หลายสัปดาห์ตดิ ต่อกัน แม้วา่ ผูผ้ ลิตจะเลือกจังหวะการออกอากาศ เป็ น ช่ ว งสู ญ ญากาศทางการเมื อ งก็ ต าม แต่ ด้ ว ยสภาวะความ แตกแยกของบ้านเมืองที่ดำเนินต่อเนื่องติดต่อมาเป็นระยะเวลา หลายปี ทำให้เนื้อหาและประเด็นของภาพยนตร์ชุดนี้เข้าไปแตะใจ ใครหลายๆ คนในยุคนี้ได้ไม่ยาก หนังเรือ่ งนีพ้ ดู ถึงอะไร ทำไมจึงทำให้ใครหลายคนรูส้ กึ ถึงอะไร บางอย่าง และผู้สร้างต้องการสื่อสารบอกอะไรกับสังคมไทยกัน แน่ ทีมจดหมายข่าวมูลนิธิเล็กฯ จึงชวน ‘ปณต อุดม’ โปรดิวเซอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้มาสนทนาเพื่อ ‘ถกผู้สร้าง ให้เห็นหนัง’ กันบ้าง เป็นอย่างไรขอเชิญท่านร่วมสนทนา... การสร้างหนังเรื่อง ‘ขุนรองปลัดชู’ ตั้งใจจะสื่ออะไรต่อคนดู? คือการใช้หนังเป็นคำถามว่าดูเสร็จแล้วได้อะไร จริงๆ แล้ว จุดประสงค์ในการทำกับจุดทีค่ นดูหนังเสร็จแล้วได้อะไร อาจจะเป็น คนละเรื่องกันก็ได้ แต่เบือ้ งหลังจริงๆ คนทีต่ อ้ งการสร้างหนังเรือ่ งขุนรองปลัดชู คือคุณบุญชัย เบญจรงคกุล พอดีว่าเขาไปซื้อที่ดินที่ประจวบฯ เราคิ ด ว่ า มั น เป็ น กลยุ ท ธ์ ใ นการสร้ า งมู ล ค่ า ในการขายที่ ดิ น จึงสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมา เพราะว่าที่ดินตั้งอยู่หน้าหาดสมเด็จ พระนเรศวร เคยเป็นพื้นที่รบของขุนรองปลัดชู และมีการเอาเจ้าหน้าทีโ่ บราณคดีจากสำนักโบราณคดีทรี่ าชบุรมี าทำวิจยั ซึง่ คาดว่า น่าจะเป็นเส้นทางในการเดินทัพสมัยโบราณ คือ ทางที่จะเดินทาง ไปด่านสิงขรจะต้องเดินทางผ่านบริเวณนี้ เพราะด้วยภูมิประเทศ แบบหุบเขามันบีบ ทำให้ต้องเดินทางเลียบชายฝั่ง แต่ตอ่ มาตัวเมืองประจวบคีรขี นั ธ์เกิดขึน้ มาได้เพราะเส้นทาง รถไฟสมัยรัชกาลที่ ๕ ดังนัน้ เส้นทางในการเดินเท้าโบราณจึงหายไป 18 จดหมายข่าว​มูลนิธิ​เล็ก-ประไพ​วิริยะ​พันธุ์

เพราะคนจะนิยมเดินมาทางเส้นทางรถไฟมากกว่า ตรงนี้ก็เป็น มูลเหตุวา่ คุณบุญชัยทำไมถึงสนใจเรือ่ งขุนรองปลัดชูขนึ้ มา ประกอบ กับชาวบ้านและกองทัพอยากสร้างอนุสาวรีย์ที่เป็นฮีโร่แต่ไม่ใช่ กษัตริย์ของชาวบ้านขึ้นมาด้วย เมือ่ ก่อนได้ทำงานทีแ่ มชชิง่ สตูดโิ อ แล้วมีโอกาสได้ทำสารคดี ของ DTAC ชุด ‘สำนึกรักบ้านเกิด’ คุณบุญชัยก็เป็นลูกค้าใหญ่กับ ทางเรามานาน คุณบุญชัยได้เกริ่นเรื่องนี้กับเราเมื่อ ๗ ปีที่แล้วว่า น่าจะทำอะไรเกี่ยวกับขุนรองปลัดชู แต่คิดแล้วว่าการทำหนังไทย เรื่องหนึ่งขึ้นมา มันน่าจะเป็นการเอาเงินไปละลายแม่น้ำ เพราะ เหมือนกับเป็นการสร้างอะไรที่เป็นจากศูนย์ขึ้นมา ดังนั้นจึงทิ้ง โปรเจ็ ก ต์ น้ีไ ป แต่ คิด ไว้ ว่า น่ า จะมี เ นื้อ หาเกี่ย วกั บ การสำนึ ก รั ก บ้านเกิด เพราะมันใกล้กับแนวคิดที่เราทำงานอยู่ก็โยงไว้แค่นั้น จนกระทั่ง ๒ ปีที่ผ่านมา คุณบุญชัยยังพร่ำพูดถึงขุนรอง ปลัดชู เราจึงหันมามองกับผูก้ ำกับพีแ่ หม่ม (สุรสั วดี เชือ้ ชาติ) ทีไ่ ด้ ทำสำนึกรักบ้านเกิด ก็เห็นว่าจะเลี่ยงไม่ได้แล้ว ดังนั้นจึงมานั่งดู ประเด็นว่าเรือ่ งไหนน่าสนใจ เช่น ขุนรองฯ เป็นทหารอาสารบพม่า อาสามาทำไม แล้วทำไมมารบมาตายที่นี่ เรื่องคาถาอาคมที่ว่าฆ่า ไม่ตายจนต้องเอาช้างมาเหยียบ ฯลฯ เลยเริ่มเช็กข้อมูลเหล่านี้ว่า เป็นจริงอย่างไร แล้วก็ทำงานวิจัยออกมา ยังคุยกับพีแ่ หม่มว่า ถ้าทำแค่หนังไทยอาจจะไม่เกิดประโยชน์ กับวงกว้าง แต่ถ้าทำเป็นรายการทีวีน่าจะเกิดประโยชน์กับคนใน วงกว้างกว่า ดังนัน้ ในตอนแรกเราเสนอเป็นมินซิ รี สี ์ อยากทำ ๓๐ ตอน จากเรื่องที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์แค่สองบรรทัด ซึ่งต้องสร้าง เรือ่ งรัก เรือ่ งผิดหวัง ต้องสร้างเรือ่ งขึน้ มาเยอะแยะมาก ทีมงานก็โห่ใส่ (หัวเราะ) จะทำอะไรตัง้ ๓๐ ตอน เพราะเรือ่ งแบบนีท้ ำแค่ ๓-๔ ตอน ก็จบแล้ว เราเลยมาลองแตกประเด็นดู เริ่มจากการศึกษาประวัติศาสตร์ของขุนรองฯ ซึง่ อีกอย่างหนึง่ ก็คอื ในยุคเสียกรุงศรีอยุธยาครัง้ ที่ ๒ เรารูส้ กึ ว่า เราเรียนด้วยการท่องจำและไม่คอ่ ยเข้าใจเรือ่ งราว ในช่วงเวลานัน้ เท่าไหร่ ทีว่ า่ แย่งชิงอำนาจกันเอง ทีว่ า่ ขุนนางทะเลาะ กัน มันเกิดอะไรขึน้ ในบ้านในเมือง เราแค่ได้ยนิ ว่าพระเจ้าเอกทัศน์ยงิ ปืนใหญ่และนางในตกใจก็เลยห้ามไม่ให้ยิง แต่ก่อนหน้านั้นเกิด


อะไรขึ้นบ้าง ยังเป็นเรื่องที่คลุมเครืออยู่ เราเลยมองเรือ่ งขุนรองฯ อันหนึง่ และเอาเรือ่ งประวัตศิ าสตร์ เสียกรุงครัง้ ที่ ๒ เอามานัง่ เขียนวางแผนโยงกัน ดูวา่ มันจะสอดคล้อง กันอย่างไรได้บ้าง จากที่เราเจอพงศาวดารมีแค่ ๒ บรรทัด และ นวนิยายอาจารย์คกึ เดช (คึกเดช กันตามระ) ทีเ่ ขียนมาสองเล่ม และ เจอการ์ตูนที่เขียนเรื่องขุนรองปลัดชูที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น เราก็ใช้ อ้างอิงเป็นสตอรีบ่ อร์ด เอางานวิจยั ประวัตศิ าสตร์มาเรียงลำดับเห็น การเคลือ่ นไหวในสมัยเสียกรุงครัง้ ที่ ๒ แล้วใส่จนิ ตนาการเข้ามาว่า ถ้าขุนรองฯ เป็นคนเก่งอยู่ในยุคนั้น น่าจะประสบกับเหตุการณ์นั้น เหมือนกัน ดังนัน้ เราจึงตีความขึน้ มาว่า คนทีอ่ าสาไปรบจะต้องมีบคุ ลิก อย่างไร เช่น ต้องเป็นครูดาบ มีคาถาอาคม แล้วทำไมเขาถึงอาสา ถ้า ขุนรองฯ เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์แย่งชิงราชสมบัติเกี่ยวข้องกับช่วง เปลี่ยนแผ่นดิน หลังพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เกิดความวุ่นวายทาง การเมือง เมือ่ ขุนรองฯ รับเหตุการณ์เหล่านัน้ ไม่ได้เขาจะรูส้ กึ อย่างไร จริงๆ ส่วนหนึง่ เขียนขึน้ มาใหม่ แต่อยูบ่ นพืน้ ฐานของประวัตศิ าสตร์ แล้วเอาความรูส้ กึ ของขุนรองฯ ไปจับ ซึง่ ประเด็นเหล่านีถ้ า้ เอามาผูก เป็นเรื่องเป็นราว ทำให้คนดูหนังจบแล้วพูดถึงประวัติศาสตร์ใน แต่ละยุคแต่ละช่วง ก็น่าจะเพิ่มพูนความรู้ของคนได้มากขึ้น เราไม่ได้วา่ สิง่ ทีน่ ำเสนอเหล่านีเ้ ป็นเรือ่ งทีถ่ กู ต้อง แต่เราเอา เรือ่ งของคนเล็กขยายประวัตศิ าสตร์ภาพใหญ่ และเอาการถกเถียง ว่าผูส้ ร้างเปิดรับทัง้ สองด้าน จะบอกเราผิดก็ยอมรับ จะบอกว่าเราถูก เราก็มหี ลักฐานมาสนับสนุนเพิม่ เติม ดังนัน้ ผมว่าการพูดคุยกันมัน ทำให้เกิดความรู้ให้เห็น อย่างน้อยที่สุดมันก็เกิดภาพขึ้นมา ถึงแม้ ว่าภาพนัน้ จะใช่หรือไม่ใช่ แต่มนั ก็ทำให้คนได้เอาภาพมาถกเถียงกัน เวลาถกกันในโทรทัศน์เห็นมีหลายประเด็น ฟงแล้วมีรู้สึกขาด ประเด็นไปจนอยากจะกลับไปแก้ไหม? เราไม่ได้คดิ อย่างนัน้ เพราะเราไม่ได้ทำประวัตศิ าสตร์ แต่เรา สร้างประวัติศาสตร์โดยเอาเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เป็นตัวหลัก เอาชีวิตขุนรองฯ เข้าไปเสียบ ให้คนเห็นภาพที่ขุนรองฯ เห็นภาพ ประวัตศิ าสตร์เหล่านัน้ นำเสนอออกมา สิง่ ทีข่ นุ รองฯ เห็นเป็นความ รูส้ กึ ของขุนรองฯ ทัง้ นัน้ ถ้าดูลกั ษณะใช้กล้องจะเห็นได้วา่ กล้องตาม ติดตัวขุนรองฯ ตลอดเวลา เพือ่ ให้เห็นความรูส้ กึ นึกคิดของขุนรองฯ ที่มีต่อประวัติศาสตร์ช่วงนั้น แต่ถ้าจะตอบคำถามด้านวัตถุประสงค์คือ ๑) เราอยากให้ เห็นภาพชีวติ ของขุนรองฯ ผ่านภาพประวัตศิ าสตร์เสียกรุงครัง้ ที่ ๒ ชัดเจนขึ้น ๒) สิ่งที่ได้หลังการถ่ายทำคือ ขุนรองฯ ไม่ได้บอกว่า รักชาติ แต่บอกให้ปกป้องตัวเอง และถ้าแผ่นดินแม่เดือดร้อนก็เข้าไป ช่วย สมัยนัน้ คงไม่มคี ำว่าประเทศ ในหนังเรือ่ งนีค้ ำทีพ่ อใช้แทนได้นา่ จะเป็นคำว่า ‘จิตอาสา’ ดังนัน้ เราจึงพูดถึงคำว่าจิตอาสาในหนังเรือ่ ง นีไ้ ด้เต็มที่ และการสนทนาจึงไม่ใช่แค่ให้เห็นภาพประวัตศิ าสตร์อย่าง เดียว แต่มันยังเอาประวัติศาสตร์มาสะท้อนในปัจจุบัน ผลสะท้อนกลับมาเป็นอย่างไรบ้าง? ในเรื่องข้อมูลอารมณ์ความรู้สึกก็มีภาพประวัติศาสตร์ที่ ถกเถียงอยูว่ า่ เป็นอย่างไร แต่จากการวัดผลโดยรวมถือว่าเป็นบวก

เพราะทำให้คนรักชาติ ดูแล้วทำให้รสู้ กึ ว่าคำพูดบางคำพูดทำให้รสู้ กึ ถึงจุดนั้นขึ้นมาได้ กระบวนการผลิตงานที่สะท้อนภาวะทางเศรษฐกิจและการเมือง เป็นวัตถุประสงค์หนึ่งเลยหรือไม่ ดูจะบังเอิญตรงกับจังหวะเวลา พอดี มันจึงค่อนข้างจับใจคนดู? มันเป็นความตั้งใจอีกอย่างหนึ่ง เพราะเรารู้สึกว่าประวัติศาสตร์มนั ย้อนรอยใน ๒๐๐ กว่าปีทผี่ า่ นมา มันย้อนรอยกลับมาถึง ตอนนีท้ บี่ า้ นเมืองแตกเป็นกกเป็นเหล่า อย่างตอนนัน้ พูดถึงอำนาจ ต้องพูดถึงพระราชอำนาจ แต่ในยุคนีอ้ ำนาจมีความหมายได้หลาย อย่าง เราจึงอย่าเอนเอาประวัติศาสตร์มาสะท้อนในสังคมปัจจุบัน เพราะเราก็คดิ ว่ามันมีสงิ่ ใกล้เคียงกัน ซึง่ เป็นเพียงส่วนหนึง่ ทีท่ ำให้ รู้สึกว่ามันใช่ และเป็นเหตุการณ์ที่ใกล้ตัวเหมือนกัน ถ้ามองจากการเป็นผูด้ ผู ชู้ มมันเป็นประเด็นทางการเมืองทีอ่ อกมา ค่อนข้างชัดเจนมาก จังหวะของหนัง การพูดผ่านตัวละคร และเรือ่ ง จิตอาสา ออกไปในแนวของปจจุบนั ทีม่ ปี ญ  หา มองไปทีผ่ ลตอบรับ ของคนถามว่า ถ้ามันไม่แตะใจคนมันก็คงจะไม่ดังได้ขนาดนี้? ต้องยอมรับว่าจังหวะการออกอากาศเป็นช่วงที่เราคำนึง เพราะการนำเสนอช่วงต้นกรกฎาคมปีที่แล้ว จากปัญหาที่เราเจอ หลังสงกรานต์ ช่วงพฤษภาคม เรามีสสี องสีแบ่งฝ่ายกันชัดเจน แล้ว ไม่รู้ว่าบ้านเมืองจะไปทางไหนดี ตรงนั้นเป็นจังหวะที่เราอยากนำ เสนออยูแ่ ล้ว เพราะสิง่ ทีเ่ รารูส้ กึ เมือ่ ๒๐๐ กว่าปีกอ่ นมันก็มคี นรูส้ กึ อย่างนี้เช่นกัน เราจึงอยากเอาประวัติศาสตร์มาสอนเรา ดังนั้นจังหวะการเลือกออกอากาศ ผลการเลือกตั้งจะต้อง ไม่มีผลต่อหนังเรื่องนี้ เรามีจังหวะที่ออกอากาศเร็ว แต่ก็ไม่เลือก เพราะเราเลือกนำเสนอในช่วงทีเ่ ป็นสูญญากาศทางการเมือง เพราะ เราไม่คิดว่าเบื้องหลังเราอยู่ข้างใคร เราเป็นความรู้สึกของคนส่วน หนึง่ ทีม่ องเห็นประวัตศิ าสตร์บา้ นเมืองของเราทีก่ ำลังย้อนรอยกลับ มา เผอิญช่วงนั้นไทยพีบีเอสเสนอให้เราออกอากาศช่วงนั้นได้ แต่ จริงๆ ก็มีช่องฟรีทีวีเสนอให้ออกอากาศ แต่เขาขอเป็นช่วงเดือน ตุลาคม ตอนนั้นเราคิดว่าเป็นช่วงที่สายเกินไป เราเลยเลือกช่วง กรกฎาคม ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ผลประโยชน์ตอบกลับมาถ้าออก อากาศช่องไทยพีบีเอส ส่วนคุณบุญชัยแนะว่าถ้าไม่ได้ออกอากาศ ช่วงนี้จะแย่ เพราะอาจจะต้องโดนตัดอะไรอีกเยอะแยะ เราสามารถจับความคิดว่า ๒๐๐ กว่าป ขุนรองฯ จะมีความคิดแบบนี้ ได้หรือ? เราตีความจากคนที่จากบ้านเกิดเมืองนอนและต้องไปรบ อีกทีห่ นึง่ ซึง่ ไม่รวู้ า่ จะไปรบเพือ่ อะไร ดังนัน้ คนทีอ่ าสาในประวัตศิ าสตร์ ทีเ่ ราอ้างอิง มันมีคำว่า ‘อาสา’ เกิดขึน้ คนทีอ่ าสาไม่ใช่โดนเกณฑ์ แต่คน ทีอ่ าสาไปจะต้องมีใจอีกแบบหนึง่ เพราะเรารูห้ ลักว่าการเกณฑ์ทหาร เหมือนในยุคนี้ มันอาจจะมีคนที่ไม่สมัครใจ แต่กองนี้คือกองอาสา อาทมาต แม้วา่ จะมีแค่ ๔๐๐ คน แต่เรารูว้ า่ เขาไปจะต้องไปด้วยใจอีก แบบหนึง่ ทีเ่ ขาตัง้ ใจจะทำอะไรอีกอย่างหนึง่ พวกเขายอมทีจ่ ะตาย หมด ซึง่ เราไม่ได้มาคิดเอง เพราะจากการลงพืน้ ที่ ทำวิจยั ทุกอย่าง ทุกจุดทีเ่ ราทำมันมีสงิ่ แวดล้อมสนับสนุนเยอะ เช่น จุดยุทธศาสตร์ ป​ที่​๑๗​ฉบับ​ที่​๙๕​ก.ค.-ก.ย.​๒๕๕๕

19


ตระหนักจริงๆ เราจะสูเ้ พือ่ วิเศษชัยชาญอย่างเดียวโดดๆ ไม่ได้ เพราะ ว่าวิเศษชัยชาญไม่ได้มคี วามสำคัญอะไรเลย เพราะถ้ากรุงศรีอยุธยา ล่มสลาย วิเศษชัยชาญก็ต้องล่มสลาย

ภาพยนตร์ ‘ขุนรองปลัดชู’

เราก็มานัง่ วิเคราะห์กนั เอานักการทหารมาวิเคราะห์กนั มานัง่ ดูกนั เลยว่า ทำไมขุนรองฯ ถึงเลือกที่จุดนี้ ซึ่งมองทั้งจุดได้โอกาสและ เสียโอกาส ถ้ามองด้านการได้โอกาส มันสามารถได้เปรียบได้ถา้ ได้รบั กองหนุน ซึง่ เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์กไ็ ม่ได้มาช่วย มันก็แสดงว่าเขามี ความคิดอย่างไร ซึ่งมันก็สามารถตีความได้หลายแบบ หนังเกิดในช่วงพระเจ้าอลองพญา แต่ตอนนั้นยังไม่ทันเสียกรุงฯ หลังจากครั้งนี้กรุงศรีอยุธยาน่าจะมีโอกาสเตรียมตัวเอง ช่วย วิเคราะห์หน่อยว่าทำไมถึงเสียกรุงฯ? ตรงนีเ้ ป็นประวัตศิ าสตร์ทเี่ ราศึกษาแต่ประวัตศิ าสตร์ไทย แต่ เมือ่ เราทำหนังเรือ่ งนี้ เรามีโอกาสได้ศกึ ษาประวัตศิ าสตร์พม่า ต้อง เข้าใจว่ามังระไม่ใช่คนธรรมดา เรามองแต่ตวั เรา แต่มงั ระเป็นหนึง่ ใน มหาราชในยุคนี้ นอกจากพ่อเขาที่เป็นมหาราชแล้ว เขาก็เป็น มหาราชด้วย ดังนัน้ สิง่ ทีเ่ กิดขึน้ มาตรงนี้ เราจึงต้องต่อสูก้ บั คูแ่ ข่งทีไ่ ม่ ธรรมดา เพราะฉะนั้นนี่เป็นในมุมมองที่เรามองประวัติศาสตร์ของ เรา โดยไม่มองประวัตศิ าสตร์เพือ่ นบ้าน เราก็เลยมองว่าเราเป็นผูถ้ กู กระทำ ในขณะเดียวกันเขาเจริญงอกงามเต็มทีใ่ นการทีจ่ ะแผ่ขยาย อำนาจ และเมื่อพม่าถึงจุดสูงสุดในสมัยมังระ และไทยอยู่ในจุดที่ ต่ำสุด จึงเกิดการปะทะกันตรงนี้ ยังไงก็มองว่ากรุงต้องแตก แต่จะแตก แบบเผาหรือแบบไม่เผามันอีกเรื่องหนึ่ง แต่โดยพีคของประวัติศาสตร์มันเป็นจุดต่ำสุดและสูงสุดอย่างที่เห็น รู้สึกอย่างไรกับผลตอบรับที่บางกลุ่มมองว่าเป็นพวกคลั่งชาติ ? ถ้าเรามีผลประโยชน์จากตรงนี้ สมมติว่าเราเป็นหน่วยงาน ของทหาร ถ้ามองอย่างนีม้ นั จะไม่ผดิ เลย แต่เราเป็นหน่วยงานเอกชน เล็กๆ ธรรมดา แต่เราสนใจในความรู้สึกของคนมากกว่า มันไม่ผิด หรอกทีภ่ าพมันออกมาเป็นอย่างนัน้ แต่ในความรูส้ กึ ทีว่ า่ คนทีก่ ล้า จะปิดทองหลังพระ คนทีไ่ ม่มคี วามสำคัญในประวัตศิ าสตร์ คนเหล่านัน้ มีบทบาทอย่างไรกับชาติบา้ นเมือง เราจึงไม่สนใจกับคำตรงนี้ ถึงแม้ เราจะไปปรึกษานักวิชาการบางคน เขาว่า “คำว่าชาติมนั ไม่มหี รอก คำว่าชาติมันมีสมัย ร.๔” ทางเราไม่ได้สนใจตรงนี้ แต่จริงๆ ความรูส้ กึ ของใจคนในการผูกพันกับสิง่ ใดสิง่ หนึง่ มัน มีมานานแล้วแน่ๆ เราถึงบอกว่า ‘เราถกหนังเพือ่ ให้เห็นคน’ เพือ่ เห็น ความรูส้ กึ คน เราถึงบอกว่าหนังเรือ่ งนีแ้ ทนความรูส้ กึ ของขุนรองฯ ตลอดเวลา ดังนัน้ ความรูส้ กึ ของขุนรองฯ ไม่มถี กู มีผดิ แน่ๆ แต่มนั เป็น ตัวอย่างหนึง่ ทีเ่ อาไปขยายความสังคมใหญ่ เพราะฉะนัน้ หนังเรือ่ งนี้ จะหลีกเลีย่ งคำว่า “ชาติ” แต่ใช้ “บ้านเมือง” คือตัง้ แต่เขียนบท เรา ถกเถียงกันแล้วว่าไม่ควรมีคำว่าชาติ ถึงได้บอกว่าขุนรองฯ ถ้าได้คดิ 20 จดหมายขาว​มูลนิธิ​เล็ก-ประไพ วิริยะ​พันธุ

ช่ ว ยมองนั ก ประวั ติ ศ าสตร์ ทั้ ง รุ่ น เก่ า และรุ่ น ใหม่ ที่ มี โ อกาสได้ ทำงานด้วยกัน แตกต่างกันไหม? ผมว่านักประวัติศาสตร์สมัยใหม่น่าสนใจ โดยเฉพาะพวกที่ มาจากไกด์ คิดว่าเขาศึกษาอย่างจริงจัง และจะมีการตีความการ วิเคราะห์อกี แนวหนึง่ ซึง่ ไม่ตดิ กับกรอบวิชาการ ไม่ตดิ กับสำนักไหน เขาอ่าน เขาคิด เขาสงสัย และเขาค้นหา อย่างเราได้คำถามดีๆ คำตอบ ดีๆ จากแฟนพันธุแ์ ท้ (กรุงศรีอยุธยา) ทีม่ าออกรายการ กลุม่ นีแ้ สวง หามุมมองประวัติศาสตร์ และเอามาวิเคราะห์ตีความแบบเป็นตัว ของตัวเองได้สูง ส่วนนักวิชาการ คิดว่ารุน่ ใหม่ๆ เริม่ จะเลือกข้างว่าจะไปข้าง ไหน จะคิดแบบแนวคิดของใคร มันก็จะถอดมาจากบทความของ อาจารย์ทเี่ ขานับถือ เรียกได้วา่ เขาพูดแทนอาจารย์ได้ แต่ในแง่ของ การเลือกแสดงความเห็นในงาน เราจะเลือกอาจารย์มามากกว่า ส่วนพวกแนวคิดแบบโพสต์โมเดิร์นก็มองว่าอะไร เราจะต้องไป ขัดแย้งกับเขาด้วยหรือ นักรัฐศาสตร์ที่สนใจประวัติศาสตร์ก็น่า สนใจ เพราะมีการตีความโดยการเอากระบวนการทางรัฐศาสตร์ มาใช้ ดังนั้นมันก็จะมีมุมมองใหม่ๆ มีคำถามใหม่ๆ เกิดขึ้นมา คนวิเศษชัยชาญเมื่อดูหนังเรื่องนี้แล้ว เขาว่าอย่างไรบ้าง? จริงๆ ความเชือ่ ในตัวของขุนรองฯ ทีว่ เิ ศษชัยชาญมันมีอยูแ่ ล้ว เมื่อ ๒ ปีก่อนมีการสร้างอนุสาวรีย์ขึ้น เผอิญเรายังไม่ได้ตามเก็บ เรื่องเหล่านี้ แต่มีเรื่องนี้ที่วัดสี่ร้อย ทำให้วิเศษชัยชาญกลายเป็น สถานทีน่ า่ ท่องเทีย่ ว กระแสเรือ่ งนีย้ งิ่ ทำให้มคี นไปกราบไหว้ขนุ รอง ปลัดชูเป็นจำนวนมาก กลัวไหมว่า สุดท้ายแล้วคนจะมองว่าหนังเรื่องนี้ต้องการสร้าง วีรบุรุษ? แนวคิดตอนแรกของเราคือต้องการหา Unsung hero หรือวีรบุรุษที่ถูกลืม เป็นการทำให้ Unsung hero เป็นเรื่องที่น่า ค้นหา แต่จากการพยายามสรุปก็พบว่าไม่มคี นใดคนหนึง่ ทีเ่ ป็นฮีโร่ แต่ทุกคนสามารถเป็นฮีโร่ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเชื้อพระวงศ์ หรือต้องกล้าหาญ ตัวอย่างของขุนรองฯ เราสร้างภาพความคิดของ ขุนรองฯ ให้ชดั เจนขึน้ ถามว่าทำไมเอาเขาไปอยูใ่ นเหตุการณ์กบฏ มัน ทำให้เขารับไม่ได้กับการมาฆ่าแกงกันเองเลยตัดสินใจเป็นเอกเทศ และสุดท้ายก็กลายมาเป็นอาสา ซึง่ เป็นการเขียนขึน้ มาเองโดยทีไ่ ม่รู้ ว่าถูกต้องหรือเปล่า แต่เราดูทคี่ วามเป็นเหตุเป็นผล มันเลยมาตอบ โจทย์ความรู้สึกที่ขุนรองฯ จะมีได้ มันเป็นความตั้งใจที่ช่วงเวลานี้ ทำให้คนติดกับ มีอารมณ์รว่ ม ซึง่ ฉากทีท่ ำให้ขนุ รองฯ หันไปเจอทะเล ว่างเปล่าก็คอื มันหมดแล้ว ซึง่ ความว่างเปล่านีห้ มายถึงการตกเหว สุดท้ายการที่เขาไว้ใจใครมากเกินไปมันเป็นพิษภัยต่อตนเอง รู้สึก เหมือนถูกหลอก ทั้งที่ตัวเองเทหมดใจให้กับคนบางคนไปแล้ว (สัมภาษณ์โดย กองบรรณาธิการจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๕)


หมายเหตุจากผู้อ่าน

มองความสัมพันธ์ทางสังคม ผ่านพืน้ ทีว่ ฒ ั นธรรมของท้องถิน่ งามพล จะปากิยา นักวิจัยในกลุ่มศึกษานิเวศวัฒนธรรมสามจังหวัด ชายแดนใต้ จากอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส

อาจารย์ศรีศกั ร วัลลิโภดม นักมานุษยวิทยากล่าวว่า เราสามารถ

ศึกษาโครงสร้างทางสังคมหนึ่งๆ ได้โดยผ่านการพิจารณาระบบ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับสภาพแวดล้อม ตลอดจน คนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติในระบบความเชื่อต่างๆ ที่อาจเรียก ได้วา่ เป็นชีวติ วัฒนธรรมและภูมวิ ฒ ั นธรรมของผูค้ นในสังคมท้องถิน่ ในสังคมมลายูท้องถิ่นใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้นั้น “งาน แต่งงาน” แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์การเชือ่ มโยงของคนในสังคม ได้อย่างดี การจัดงานแต่งงานในอดีตนัน้ ต้องใช้เวลาในการเตรียมงาน เป็นเดือนๆ ต้องถางพงดายหญ้าเตรียมพืน้ ที่ ต้องไปตัดไม้ไผ่ในป่า มาทำที่ทำงานกันแดดฝน ต้องจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เช่น มะพร้าว ข้าวสาร จานหม้อ คนทัง้ หมดในหมูบ่ า้ นต้องออกมาช่วยกัน ช่วยออกแรง ช่วยออกของ หรือให้หยิบยืมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ทีต่ อ้ งใช้ในการดำเนินงาน ญาติพนี่ อ้ งทีอ่ ยูไ่ กลเดินทางมาช่วยงานก็ ไม่ได้มาคนเดียว แต่หอบลูกจูงหลานมาเป็นโขยง เหลือแต่พวกผูช้ าย เฝ้าบ้าน มาอยู่ช่วยงานก่อนวันงานเป็นอาทิตย์ๆ หลังจากวันงาน แล้วก็ยงั ไม่กลับ อยูต่ อ่ อีกหลายวัน ยิง่ ใกล้วนั งานก็แทบไม่ได้หลับได้ นอนกัน บ้านงานเต็มไปด้วยผูค้ นทัง้ เด็ก ผูใ้ หญ่ คนแก่ กลางคืนนอน กันยาวเหยียดเต็มบ้าน หากบ้านงานมีทไี่ ม่พอก็ตอ้ งแบ่งไปนอนบ้าน ญาติคนอื่นใกล้ๆ กัน พิธกี รรมการแต่งงานเสมือนเป็นพืน้ ทีซ่ งึ่ ญาติพนี่ อ้ งและคน ในสังคมท้องถิ่นนั้นได้พบปะกัน เด็กๆ ได้รู้จักญาติพี่น้องของเขาที่ อยู่ไกลๆ เป็นการเริ่มต้นการสืบสานความสัมพันธ์ของคนรุ่นต่อไป คนหนุ่มสาวได้รู้จักและมีโอกาสคุยกัน กลุ่มผู้ชายผู้หญิงได้พบปะ พูดคุยกันแลกเปลี่ยนข่าวสาร คนที่นี่ได้รู้เรื่องราวของคนที่อนื่ ที่มา ช่วยงาน และคนแก่ได้พบลูกหลาน ได้ทบทวนความทรงจำในอดีต ในงานแต่งงานมีคนหลายกลุ่มมาช่วยกัน แต่ละกลุ่มจะมี ความชำนาญของตัวเอง กลุม่ เชือดวัว กลุม่ แล่เนือ้ กลุม่ หุงข้าว กลุม่ ปอกมะพร้าว กลุม่ ขูดมะพร้าว กลุม่ ต้มซุป เหล่านีเ้ ป็นงานพวกผูช้ าย ส่วนผูห้ ญิงมีกลุม่ หัน่ ผัก กลุม่ ปอกหัวหอม กลุม่ หุงข้าวเหนียว พวก วัยรุ่นชายช่วยล้างจาน งานบริการ วัยรุ่นหญิงไปเป็นลูกมือช่วย ผูใ้ หญ่ผหู้ ญิงในส่วนกลุม่ ต่างๆ แล้วยังมีคนในตำแหน่งอืน่ ๆ อีกมากเช่น แม่งานพ่องาน คนประสานงานย่อย เจ้าสาว เพือ่ นเจ้าสาว พวกเขาจะ มีความชำนาญในงานของตัวเอง เมื่อมีงานแต่ละคนจะรู้เองว่า ตนเองต้องไปอยูท่ จี่ ดุ ไหน และแต่ละกลุม่ จะมีความสัมพันธ์ดา้ นอืน่

เป็นทุนเดิมอยูแ่ ล้ว เช่น กลุม่ ดืม่ กาแฟร้านเดียวกัน กลุม่ เลีย้ งนกกรง หัวจุก กลุ่มบ้านใกล้กัน เป็นต้น ข้าวของเครื่องใช้ในการแต่งงานต้องไปหยิบยืมมาล่วงหน้า ก่อนวันงาน ในการยืมข้าวของเครือ่ งใช้คนอืน่ นัน้ จำเป็นต้องมีความ สัมพันธ์ทดี่ ตี อ่ กันก่อน หากความสัมพันธ์ไม่ดหี รือไม่เคยช่วยเหลือ คนอืน่ เขาก็ไม่ให้ยมื เป็นการสร้างสำนึกการพึง่ พาช่วยเหลือกันและกัน ส่วนบรรยากาศในงาน หน้างานหลังงานเต็มไปด้วยเสียง จ้อกแจ้กของผู้คน บวกกับเสียงโฆษกที่เปิดเพลงอยู่ตลอดเวลา ดังบ้างเบาบ้าง และคอยพูดต้อนรับแขกเหรือ่ ทีม่ าถึง พูดขอบคุณและ กล่าวอวยพรให้แขกทีก่ นิ ข้าวเสร็จแล้วเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ หลังงานเลิกลา ชาวบ้านแต่ละกลุ่มจะกุลีกุจอกับงานของ ตัวเอง ต่างส่งเสียงสัง่ ของทีต่ นเองขาดอยู่ เสียงแซวกันไปแซวกันมา ของแต่กลุม่ สำทับเหน็บแนมกันว่าอีกฝ่ายทำงานช้า วิพากษ์วจิ ารณ์ ภายในกลุ่มว่าฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ทำงานไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ก็ไม่มี ใครถือโกรธ เพราะเป็นน้ำเสียงที่สนุกสนานเฮฮา กลุ่มผู้หญิงก็พูด ซุบซิบกันเล่าเรือ่ งเหตุการณ์ในหมูบ่ า้ นตนเอง เล่าเรือ่ งคนในหมูบ่ า้ น ไม่กล้าไปกรีดยางเพราะมีทหารมาลาดตระเวนบริเวณนั้น บางทีมี เรือ่ งสนุกเกิดขึน้ เช่น ระหว่างงานมีเฆมสีดำทะมึนคลุมทัว่ ท้องฟ้า พร้อมกับสายลมที่แรงขึ้นเรื่อยๆ หลายคนกังวลใจและมีเสียงพูด ถามว่าเจ้าของงานไปทำพิธหี า้ มฝนหรือยัง บ้างบอกว่าทำแล้ว บ้าง บอกว่าไม่รู้ บางคนเล่าเรือ่ งบอมอ (หมอพืน้ บ้าน) ทีท่ ำพิธหี า้ มฝนว่า มีอยูท่ นี่ นั่ ทีน่ ี่ สักครูก่ ระแสลมเริม่ แรง ฝนเริม่ ตกและหนักขึน้ เรือ่ ยๆ ถึงตอนนีไ้ ม่มใี ครพูดถึงบอมออีกแล้ว ต่างคนต่างวิง่ หาทีห่ ลบฝนกัน จ้าละหวั่น เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในกิจกรรมงานแต่งงานในท้องถิ่น มลายู ซึ่งเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมพื้นที่หนึ่งที่สามารถสะท้อน เรื่องราวและมุมมองความสัมพันธ์ในสังคมท้องถิ่นได้ระดับหนึ่ง ผู้เขียนขอนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ในสังคมท้องถิ่น ในอีกพื้นที่ทางวัฒนธรรมหนึ่งคือ ใน “งานตาดีกา” (‘ตาดีกา’ เป็น โรงเรียนสอนพืน้ ฐานด้านศาสนาและวัฒนธรรมมลายูมสุ ลิมแก่เด็ก ในท้องถิ่น ส่วนใหญ่อยู่บริเวณเดียวกับมัสยิด) งานหนึ่งในท้องถิ่น ในใบโครงการมหกรรมตาดีกาสัมพันธ์มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ต่างๆ เป็นคณะทำงานร่วมยีส่ บิ และคณะกรรมการรวมกันแล้วเกือบ ๒๐๐ คน มีตงั้ แต่ขา้ ราชการตำแหน่งสูงของอำเภอ ข้าราชการท้องถิน่ หัวหน้าส่วนราชการหลายหน่วยงานของอำเภอ ผูน้ ำศาสนาประจำ อำเภอ และผู้นำศาสนาในท้องถิ่นเป็นต้น มีโรงเรียนตาดีกาเกือบทุกมัสยิดในอำเภอมาร่วม รวมแล้ว ประมาณ ๓๕ แห่ง ทัง้ ครูตาดีกาและนักเรียนรวม ๕๐๐ คน ในงานที่ ผูเ้ ขียนไปร่วมได้พบความไม่สะดวกหลายๆ อย่าง อาทิ ห้องน้ำมี ๔ ห้อง สร้างแบบชั่วคราวโดยล้อมรั้วสังกะสี ใช้เชือกเถาวัลย์ผูกให้ ติดกัน เข้าไปมีอจุ จาระเต็ม น้ำในถังไม่มี ทีล่ ะหมาดใช้โรงสีรา้ งทีอ่ ยู่ ใกล้กัน น้ำดื่มมีจำนวนจำกัด อีกด้านเป็นร้านขายเครื่องดื่มและ อาหาร บางครัง้ น้ำดืม่ ขาดและไม่มคี นคอยทำหน้าทีป่ ระสานงานเพือ่ ความสะดวกในงาน ครูตาดีกาคนหนึง่ กล่าวว่า การจัดงานครัง้ นีแ้ ย่มาก กว่าจะ ได้เริม่ งานก็เกือบ ๑๑ โมงเช้า ทัง้ ทีเ่ ด็กๆ เดินพาเหรดเสร็จตัง้ แต่ ๙ โมงเช้า น้ำดื่มขาด อาหารไม่ครบ ไม่มีคนคอยประสานงาน คนใน ท้องถิน่ คนหนึง่ กล่าวว่า นายก อบต. กับกำนันในท้องถิน่ ไม่ถกู กัน ทำให้ ป​ที่​๑๗​ฉบับ​ที่​๙๕​ก.ค.-ก.ย.​๒๕๕๕

21


กาง​แผง เด็กๆ​กับการเล่นกีฬา

งานมหกรรมกีฬาตาดีกาศรีสาครสัมพันธ์​ ครั้งที่​๔

งานสับสนไปหมด สมาชิก อบต. บางคนก็ไม่มาช่วย บางคนขอให้ชว่ ย อะไรไม่ได้เลย ในงานแม้จะมีปญ ั หามาก แต่สงั เกตได้วา่ เป็นชาวบ้าน ธรรมดาและครูตาดีกาที่ไม่ได้เป็นคณะกรรมการต่างช่วยกันอย่าง เต็มที่ ช่วยตามที่พวกเขาเคยช่วยในงานแต่งงานหรืองานตาดีกา ภายในท้องถิ่นของตนเอง ทำให้งานพอดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างจากการจัดงานทั้งสองแห่งเกิดขึ้นในสังคมมลายู ท้องถิน่ เดียวกัน แต่ลกั ษณะความสัมพันธ์ทป่ี รากฏให้เห็นในกิจกรรม เช่น ความร่วมมือ การช่วยเหลือซึ่งกันและกันแตกต่างกันมาก ผู้เขียนพบว่าโครงสร้างความสัมพันธ์ของคนในสังคมอย่าง เป็นธรรมชาตินน้ั ต้องเกิดขึน้ จากภายในสังคมท้องถิน่ นัน้ ก่อน ต้องผ่าน การทำงานร่วมกัน ผ่านการช่วยเหลือซึง่ กันและกัน เป็นความคุน้ เคย จึงจะเกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและเป็นความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน ส่วนความสัมพันธ์ในสังคมที่เกิดขึ้นจากการจัดตั้งจากภาย นอก เป็นความสัมพันธ์ที่พวกเขาแสดงต่อกัน ความคิดและการ กระทำผ่านพื้นที่วัฒนธรรมที่มีโครงสร้างความสัมพันธ์แบบจัดตั้ง นั้นเป็นเพียงเสมือนการแสดงให้ผ่านๆ ไป ในสังคมมลายูทอ้ งถิน่ ปัจจุบนั ความสัมพันธ์ในท้องถิน่ ทีเ่ กิด จากโครงสร้างความสัมพันธ์ที่คนในท้องถิ่นกำลังถูกคุกคามอย่าง ตั้งใจและไม่ตั้งใจจากอิทธิพลจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐทีต่ อ้ งทำงานเกีย่ วข้องกับท้องถิ่น ส่วนใหญ่แล้วยังขาดความเข้าใจต่อลักษณะความ สัมพันธ์ของพื้นที่ เมื่อต้องทำกิจกรรมผ่านพื้นที่วัฒนธรรมของ ท้องถิ่น การจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อเป็นผู้ประสานความสัมพันธ์ ในกิจกรรมให้งานดำเนินลุล่วงไปด้วยดีไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ทำให้กจิ กรรมไม่สะดวกราบรืน่ กลายเป็นประสบการณ์ทไี่ ม่ดี และ ทีส่ ำคัญกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนทีอ่ ยูใ่ นพืน้ ทีว่ ฒ ั นธรรม เดียวกัน ผูเ้ ขียนคิดว่าเป็นรอยร้าวทีค่ อ่ ยๆ แตกและค่อยๆ แยกความ สัมพันธ์ของคนในท้องถิน่ ให้กลายเป็นความขัดแย้งในอนาคตต่อไป

แนะนำสารคดีพอเพียงเพือ่ แผ่นดินเกิด

ชุด

กรุงเทพเมืองฟ้าอมร ตอนที่ ๑๘

ตอนที่ ๑๗

ตอนที่ ๔๓

ตอนที่ ๓๔

เมืองหลวงทีเ่ ติบโตจากความร่ำรวยทางวัฒนธรรม จากผูค้ น

หลากหลายเชือ้ ชาติมานานกว่า ๒๐๐ ปี ในวันนีร้ ากฐานทีเ่ คยมี จะถูกละเลยและรือ้ ทิง้ ไปเสียแล้วหรือ? ‘พอเพียงเพือ่ แผ่นดินเกิด’ ขอนำเสนอสารคดี ๔ ตอนทีล่ อ้ ไป กับกระแสข่าวชวนกังวล เมือ่ มีแผนการดัดแปลงอาคารเก่าให้เป็น โรงแรมและสถานบันเทิงขึ้นใกล้วัดมังกรกมลาวาสหรือ ‘วัด เล่งเน่ยยี’่ จนเกิดการคัดค้านอย่างแข็งขัน นอกจากนีห้ ลายปีทผ่ี า่ น มา ย่านต่างๆ ในกรุงเทพฯ ยังต้องเผชิญกับการไล่ชมุ ชน เพียงเพราะ คำสวยหรูทบ่ี อกว่าเพือ่ ปรับปรุงภูมทิ ศั น์ของเมืองบ้าง เพือ่ ปรับตัว ให้สอดรับกับแนวทาง ‘แปลงสินทรัพย์เป็นทุน’ บ้าง บรรดาเจ้าของ ที่ดินรายใหญ่หรือแม้กระทั่งวัดหลายแห่งก็ยังหันมามองเฉพาะ ผลทางธุรกิจด้วยเช่นกัน เมืองฟ้าอมรแห่งนี้กำลังพัฒนาโดยไม่เห็นวิถีชีวิตและ วัฒนธรรม วันข้างหน้าจึงอาจเหลือแต่เทวดาเงียบเหงา เพราะชีวติ ชีวาถูกรือ้ ไปขายเสียจนหมดตัวทางวัฒนธรรมไปแล้ว

ตอนที่ ๑๗ กุฎจี นี รกรากชาวกรุงเก่าริมเจ้าพระยา

(ราคา​๙๙​บาท) ‘กุฎจี นี ’ ย่านเก่าแก่รมิ ฝัง่ แม่นำ้ เจ้าพระยามาแต่ครัง้ กรุงศรีอยุธยา ครัน้ เสียแก่พม่าแล้ว ชาวกรุงเก่าก็พากันอพยพติดตาม พระยาตากเข้ามาตั้งถิ่นฐานยังราชธานีแห่งใหม่ มีพ่อค้าหลาก

บอกข่าว ในโอกาสขึน้ ปีท่ี ๑๗ มูลนิธเิ ล็ก-ประไพ วิรยิ ะพันธุ์ เปิดรับ สมั ค รสมาชิ ก ประเภทห้ อ งสมุ ด หรื อ องค์ ก รทั้ ง แบบเป็ น ทางการ และไม่เป็นทางการ เพือ่ เป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธฯิ ราย ๓ เดือน แบบเอกสารสิ่งพิมพ์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมีเงื่อนไขการต่ออายุ ปีตอ่ ปี องค์กรและห้องสมุดต่างๆ ทีส่ นใจบอกรับจดหมายข่าว กรุณาส่ง รายละเอี ย ดพร้ อ มหลั ก ฐานแสดงตนขององค์ ก รของท่ า นมายั ง Vlekprapaifoundation@gmail.com หรือสอบถามได้ทมี่ ลู นิธฯิ เลขที่ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ โทร. ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘, ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐

22 จดหมายข่าว​มูลนิธิ​เล็ก-ประไพ​วิริยะ​พันธุ์

ส่วนท่านผู้ประสงค์จะสมัครสมาชิกจดหมายข่าวแบบเอกสารสิ่งพิมพ์ราย ๓ เดือน จำนวน ๔ ฉบับต่อปี โปรดแนบแสตมป์ ดวงละ ๕ บาท จำนวน ๒๐ ดวง/ปี หรือไปรษณียธ์นาณัติจำนวน ๑๐๐ บาท โดยระบุชื่อผู้รับเงิน “น.ส.พรพิมล เจริญบุตร” ปณ. ราชดำเนิน ๑๐๒๐๐ หรือสมัครสมาชิกจดหมายข่าวในรูปแบบ E-book โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยดูรายละเอียดและดาวน์โหลด ใบสมัครได้ที่ http://www.lek-prapai.org/letter.php


DVD เสวนาสัญจรคนค่อนศตวรรษ “ส่องซอด สอดส่องเมืองสกล”

ราคา แผ่นละ ๖๐ บาท พร้อมจัดส่ง “ฟรี” เพื่อผู้สนใจรับรู้การเสวนาในเมืองสกลนคร โดยอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่ ทั่วประเทศ (มูลนิธิฯ มิได้มี และปราชญ์อาวุโสชาวสกลนคร และผู้เข้าร่วมเสวนาหลากหลาย รวมทั้ง จุดประสงค์ในการแสวงหากำไร ราคาค่า DVD นี้ เป็นเงินช่วย สารคดีสัมภาษณ์ประกอบการเสวนาตลอดกว่าสามชั่วโมง “แผ่นแรกสีฟาเข้ม” ค่าใช้จ่ายในการจัดทำ เป็นรายการเสวนาและสารคดี แบ่งเป็นตอนย่อย ๕ ตอนในประเด็นต่างๆ เท่านั้น) และ “แผ่นสีบานเย็น” เฉพาะบันทึกการเสวนาอย่างเดียวราว ๓ ชั่วโมง (สอบถามเพิ่มเติมได้ที่มูลนิธิฯ โทร. ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘, ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ หรือ รายละเอียดในเว็บไซต์ www.lek-prapai.org หรือหาซื้อได้ที่ “ร้านหนังสือริมขอบฟ้า” วงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย)

ผลิต

เชื้อชาติเข้ามาตั้งบ้านเรือน โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีนอันเป็นที่มาของ นามย่าน ต่อมามีชาวโปรตุเกสอพยพมาจากอยุธยาเข้ามาตัง้ ถิน่ ฐาน จึงเรียกกันว่า ‘ฝรั่งกุฎีจีน’ พื้นที่หลังวัดกัลยาณมิตรเป็นแหล่ง ชุมชนมุสลิมเก่าแก่ท่ีเรียกว่า ชุมชนกุฎีขาว ด้วยมีกุฎีหรือมัสยิด เป็นศาสนสถานประจำชุมชน นับเป็นแหล่งรวมความเชือ่ และศิลปวัฒนธรรมหลากหลายทีน่ า่ ดึงดูด ทว่าในปัจจุบนั วัดได้ละเลยบทบาท ทีค่ วรจะเป็น กรณีวดั กัลยาณมิตรคือการทีเ่ จ้าอาวาสต้องการพัฒนา พืน้ ทีโ่ ดยการนำทีด่ นิ มาสร้างอาคารพาณิชย์ นำไปสูก่ ารขับไล่ชาวบ้าน ที่เคยเช่าพื้นที่วัด และการรื้อถอนอาคารสำคัญๆ ของวัด ทำให้เกิด การต่อต้านจากชาวบ้าน มีการฟ้องร้องถึงโรงถึงศาลเลยทีเดียว

ตอนที่ ๑๘ ยานนาวา : ย่านประวัตศิ าสตร์ทก่ี ำลังเลือนหาย

(ราคา​๙๙​บาท) การเปลี่ยนแปลงของย่านการค้าและย่านอาศัยของชาวต่าง ชาติตอนใต้พระนครในอดีต โดยเฉพาะชาวจีนสยามที่มาตั้งรกราก ทำการค้า และสร้างชุมชนอยูค่ กู่ บั วัด ถึงวันนีเ้ มือ่ การใช้พน้ื ทีแ่ ละความ สัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนเปลีย่ นไป จึงขับไล่ชมุ ชนออก ดังทีช่ มุ ชน หวัง่ หลีซง่ึ วัดต้องการทุบตึกขอคืนพืน้ ทีเ่ พือ่ พัฒนาทีด่ นิ สูก่ ารพาณิชย์ เต็มรูปแบบ ทำให้ชาวบ้านกว่า ๓๔ ครัวเรือน ผูอ้ าศัยกว่า ๒๐๐ คน ต้องอพยพออกจากตึกรูปเรือสำเภาซึง่ มีอายุเก่าแก่ถงึ ๘๐ ปี กรณีความขัดแย้งต่าง ๆ ระหว่างบ้านกับวัดในชุมชนกำลังเกิด มากขึน้ เรือ่ ยๆ หากทัง้ สองฝ่ายไม่พยายามทำความเข้าใจถึงบทบาท หน้าที่ของตนเอง อาจถึงเวลาแล้วที่จะต้องพิจารณาบทบัญญัติของ สงฆ์อย่างรอบด้านและทันต่อโลก รวมถึงกฎหมายซึง่ สามารถคุม้ ครอง พลเมืองได้อย่างแท้จริงมากกว่าเป็นเพียงประโยคสวยหรูท่ีเขียนไว้ ประดับรัฐธรรมนูญ

ตอนที่ ๓๔ กลุม่ ชาติพนั ธุใ์ หม่ใน กทม.

(ราคา​๙๙​บาท) โลกยุคใหม่แห่งทุนนิยมทำให้ “กรุงเทพฯ” มหานครอันเป็น ศูนย์รวมความเจริญ เป็นจุดหมายของคนจากทัว่ โลกทีห่ ลัง่ ไหลเข้ามา ด้วยบทบาทต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจ เช่น นายทุนอย่างฝรัง่ จีน เกาหลี ญีป่ นุ่ หรือแรงงานข้ามชาติอย่างไทใหญ่ พม่า เขมร ฯลฯ สังคมไทยจึงต้อง ทำความเข้าใจคนทุกกลุม่ อย่างเปิดกว้าง เพราะในอนาคต พวกเขา จะกลายเป็นส่วนหนึง่ ของสังคมไทยเช่นกัน

ตอนที่ ๔๓ ย่านการค้าเก่าแก่ในกรุงเทพฯ ‘สำเพ็ง-บางลำภู-วังบูรพา-นางเลิง้ -ตลาดพลู’

(ราคา​๙๙​บาท) ย่านเป็นเขตทางวัฒนธรรมที่คนอยู่ร่วมกันมาอย่างน้อยสาม ชั่วคน มีชีวิตวัฒนธรรมอยู่ข้างในอันเป็นหัวใจของประวัติศาสตร์ สังคมและท้องถิน่ สำเพ็ง ย่านขายส่งทีใ่ หญ่ทส่ี ดุ ในกรุงเทพฯ มาแต่อดีตจนปัจจุบนั เนือ่ งด้วยเป็นพืน้ ทีท่ ใ่ี กล้กบั ท่าเรือและรถไฟ อย่างไรก็ตามด้วยกระแส การพัฒนาทำให้รา้ นและตลาดบางส่วนถูกรือ้ ออกไป ทัง้ ทีบ่ างแห่งคือ สถานทีส่ ดุ ท้ายอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของจีนสยาม เช่น บ้านคน ทำหัวสิงโตคนสุดท้าย หรือชุดงิ้วที่ปักเป็นเลื่อมสับแหวก (แบบจีน ดัง้ เดิม) ระหว่างการมองในแง่ธรุ กิจทีจ่ ำเป็นต้องรือ้ กับในแง่ของศิลปวัฒนธรรมทีก่ ำลังจะสูญเสียไป จะคิดถึงโอกาสให้ผคู้ นเหล่านีอ้ ยูร่ ว่ มกับ การพัฒนาสูอ่ นาคตได้อย่างไร บางลำพู อดีตเขตวังหน้า ซึง่ ปัจจุบนั เป็นย่านการค้าและทีอ่ าศัย ของผูค้ นหลายชาติพนั ธุ์ มีวดั สำคัญ มีถนนสิบสามห้างเป็นร่องรอยแห่ง อดีต เคยมีตลาดใหญ่หลายแห่งซึง่ ปัจจุบนั ถูกรือ้ ไป ทุกวันนีธ้ รุ กิจการ ท่องเทีย่ วมีบทบาทในการเปลีย่ นแปลงโฉมหน้าบางลำพู โดยเฉพาะการ เป็นสถานทีเ่ ริงรมย์รองรับชาวต่างชาติโดยมีถนนข้าวสารเป็นเซ็นเตอร์ วังบูรพา แหล่งรวมความบันเทิงของวัยรุน่ เมือ่ พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็น ศูนย์กลางแฟชัน่ และย่านศูนย์การค้าอันทันสมัย ทัง้ ยังมีโรงหนังใหญ่ถงึ ๓ โรง จนกระทัง่ ย่านการค้าสยามสแควร์เกิดขึน้ ย่านวังบูรพาจึงค่อย ๆ ซบเซาลงและเปลีย่ นภาพลักษณ์ใหม่เป็นย่านค้าปืนแทน นางเลิ้ง ย่านของอร่อยกลางกรุงและแหล่งทำภาชนะดินเผา ทีส่ ำคัญ (อันเป็นทีม่ าของชือ่ นางเลิง้ ) เคยมีโรงหนังเฉลิมธานี เป็นแหล่ง รวมศิลปะการแสดงทัง้ ลิเก ลำตัด แต่กโ็ รยราไปตามยุคสมัย ปัจจุบนั มี ความพยายามพลิกฟืน้ ชุมชนผ่านศิลปะ อันเป็นกิจกรรมทีร่ ว่ มกันฟืน้ ฟู หัวใจของชาวนางเลิง้ และความมีเสน่หข์ องชุมชนให้กลับมามีชวี ติ ชีวา อีกครัง้ ตลาดพลู คือย่านไชน่าทาวน์เก่าแก่ของฝัง่ ธน ในอดีตเป็นแหล่ง ทำสวนและปลูกพลู การคมนาคมที่สะดวกทั้งทางรถไฟและทางเรือ ทำให้มีผู้คนหนาแน่นคึกคัก ต่อมานโยบายเลิกกินหมากพลูในยุค จอมพล ป. พิบลู สงคราม ทำให้ยา่ นตลาดพลูซบเซาลง จนปัจจุบนั พืน้ ที่ ย่านตลาดพลูเริม่ แออัด มีพน้ื ทีส่ วนลดน้อยลง คนในชุมชนดัง้ เดิมเริม่ ย้าย ถิน่ ฐานออกไป อย่างไรก็ตามเอกลักษณ์ความเป็นชุมชนชาวจีนก็ยงั คงอยู่ ป​ที่​๑๗​ฉบับ​ที่​๙๕​ก.ค.-ก.ย.​๒๕๕๕

23


DVD พอเพียงเพื่อแผ่นดินเกิด เมื่อผู้คนในโลกแบบ ‘โลกาภิวัตน์’ ต้องอยู่ในภาวะไร้รัฐ ไร้เส้นแบ่งพรมแดน และไร้สังคมมากขึ้น

ความเป็นกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ จึงผสมแนวคิดเรื่อง ‘ชาตินิยม’ จนกลายเป็นเหตุผลในการรักษา ผลประโยชน์ของกลุ่มที่มีความหมายมากกว่า ‘ชาติ’ หรือ ‘บ้านเกิดเมืองนอน’ หรือ ‘มาตุภูมิ’ อันเป็น พื้นที่ทางสังคมวัฒนธรรมและการเมืองที่กำลังถูกลิดรอน สิ่งที่ ‘ประเทศไทย’ กำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ จึงเป็นภาวะที่สับสนว่า จะสามารถดำรงสภาพความเป็น ‘สังคมพหุลักษณ์’ ได้อย่างไร จึงจะให้โอกาสผู้คน ในกลุ่มต่างๆ ได้แสดงออกหรือต่อรองในสังคมได้อย่างเท่าเทียมไปพร้อมๆ กับรักษาความมั่นคงในความรู้สึก รักชาติ รักมาตุภูมิ รักถิ่นฐานบ้านเกิด โดยไม่ยอมให้กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองใช้โอกาสที่คนในสังคม ‘ต่างคนต่างอยู่’ เข้ามาทำลายฐานทรัพยากร สภาพแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งมาตุภูมิอันเป็น รากฐานของชีวิตของคนในสังคม รายการ พอเพียงเพื่อแผ่นดินเกิด จึงเกิดขึ้นและเดินทางไปทั่วประเทศไทย เพื่อเข้าไปแง้มบานประตู เปิดที่ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ชุมชน และท้องถิ่นได้เดินออกมา เราจะนำเรื่องราวอันหลากหลายกลับมาบอกเล่าแก่สังคม เพราะอาจถึงเวลาแล้วที่จะต้องมองหา ความแตกต่างหลากหลายเพื่อสร้างจุดยืนอย่างมีเอกภาพร่วมกัน

รายการ พอเพียงเพื่อแผ่นดินเกิด เคยออกอากาศทางช่อง E-BIZ และ NEWS 1 ครบแล้ว จำนวน ๕๒ ตอน สามารถรับชม และสั่งซื้อในรูปแบบ DVD ย้อนหลังได้แล้ว

วิธีสั่งซื้อ •โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาสะพานผ่านฟ้า ชือ่ บัญชี มูลนิธเิ ล็ก-ประไพ วิรยิ ะพันธุ์ เลขที่บัญชี ๑๖๙-๐-๔๘๔๘๕๐ •เงินสด ในกรณีมารับสินค้าด้วยตัวเอง เมือ่ ท่านทำการโอนเงินเรียบร้อยแล้ว กรุณาส่งสำเนาใบโอนเงิน พร้อมระบุชอื่ ทีอ่ ยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และใบสัง่ ซือ้ (Download : www.lek-prapai.org) ของท่านมาที่ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ (ที่อยู่ตามจดหมายข่าว), E-mail : vlekprapaifoundation@gmail.com หรือ Fax. ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘, ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ **ฟรีค่าจัดส่ง

จดหมายข่าว  

จดหมายข่าว ฉบับที่ 95 ประจำเดือน...