Page 1

ถอดเทปเสวนาเรื่อง การสร้ างความรู้ ท้องถิ่น แนวคิด วิธีการ และประสบการณ์

คุณอาภาภิรัตน์ วัลลิโภดม สวัสดีค่ะท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน พวกเรามานัง่ คิดกันว่าในวันครบรอบ การจากไปของเสี่ยเล็ก จะทําอะไรได้ บ้างที่นอกเหนือจากการทําบุญทํา กุศล ก็ เลยมานั่ง คิดกันว่าจริ งๆ แล้ ว อะไรเป็ นอุดมการณ์ เป็ นความ ปรารถนาในชี วิ ต ของเสี่ ย เล็ก ซึ่ง ตลอดระยะเวลา ๔๐ ปี ที่ เ สี่ ย เล็ ก ทํางานในช่วงสุดท้ ายของชี วิตท่ านนี่มักจะอุทิศไปที่ การลงทุนไปกับ กิ จกรรมที่ ก่อให้ เกิ ดภูมิปัญ ญากับ มนุษยชาติ งานวัน นี ก้ ็ เลยเกิ ดขึน้ อย่างวันนี ้ช่วงเช้ าที่ผ่านมาจะเป็ นการอบรมความรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย แก่เยาวชน รู้เรื่ องสถานที่ในเมืองโบราณ ๕ สถานที่หลัก ซึง่ น้ องๆ ที่มา จาก ๒๒ โรงเรี ยน ๑๙ โรงเรี ยนจากเขตจังหวัดสมุทรปราการ และจาก เขตอื่นๆ รวมทังหมด ้ ๒๘๐ คน ก็คงได้ ไปชิมที่โน่นที่นี่แล้ ว มีทงั ้ ตลาด บก ตลาดนํ า้ ระบบสัญ ลัก ษณ์ ป ลายนา พระที่ นั่ ง สรรเพชญมหา ปราสาท บ้ านเรื อนพื ้นบ้ านภาคเหนือ ในช่วงนี ้เป็ นช่วงที่สอง ในการจัด กิ จกรรมในวันที่ ๑๗ นี ้ เป็ นการเสวนาเรื่ อ งการสร้ างความรู้ ท้ อ งถิ่ น


แนวคิด วิธีการ และประสบการณ์ การตัง้ หัวข้ อในการเสวนานีข้ ึน้ มา เป็ นเพราะว่า ทังชี ้ วิตของเสี่ยเล็กโดยเฉพาะในช่วง ๔๐ ปี ที่เสี่ยเล็กมา ทุ่มกับการสร้ างเมืองโบราณและวารสารเมืองโบราณ ก็คือมีการออกไป หาประสบการณ์ท้องถิ่น ใช้ ความรู้ท้องถิ่น หาความหมายที่อยู่ในระบบ วัฒนธรรมท้ องถิ่น แล้ วนํามาสร้ างเป็ นรู ปธรรม ที่พบจากเมืองโบราณ ให้ เ ห็ น ภาพรวมทัง้ หมดของสัง คมและวัฒ นธรรมไทย เพราะฉะนัน้ ความรู้ ท้ อ งถิ่ น หรื อ มุ่ง ไปสู่ม าตุภูมิจึง มี ความสํา คัญ มากในการที่ จ ะ เข้ าใจศิลปวัฒนธรรมไทย ด้ วยความที่อยากจะสื่อสารอุดมการณ์ ของ เสี่ยเล็กในการสร้ างองค์ ความรู้ ท้ อ งถิ่ น เราจึงจัดการเสวนาในช่วงนี ้ ขึ ้นมา ซึง่ วิทยากรแต่ละท่านไม่ธรรมดาเลย ขอแนะนําวิทยากรที่เป็ นฝ่ ายหญิง ก่ อ น อาจจะกล่ า วได้ ว่ า ในสั ง คมไทยก่ อ นการเข้ ามาของการรั บ วัฒ นธรรมตะวัน ตกโดยเฉพาะในท้ อ งถิ่ น หรื อ หมู่บ้ า นนี ้ อาจารย์ ปราณี ซึง่ เชี่ยวชาญมากเกี่ยวกับเรื่ องเพศและวัฒนธรรมอยู่กบั เราแล้ ว นะคะ อาจารย์ คงจะบอกได้ ว่าลักษณะของสังคมไทยเป็ นลักษณะที่ เรี ยกว่า " แบตตริ คโอเพอร์ " ไม่ใช่ " แบตตริ คอาร์ คี " แบตตริ คอาร์ คี คือ การที่ ผ้ ู หญิ ง เป็ นใหญ่ แต่ แ บตตริ ค โอเพอร์ คื อ การที่ ผ้ ู หญิ ง เป็ น ศูนย์กลางในการทํากิจกรรมเป็ นส่วนมาก ซึง่ มักจะเป็ นกิจกรรมที่อยู่ใน


บริ เวณครัวเรื อน เป็ นกิจกรรมที่มกั จะไม่ค่อยให้ ความสําคัญเท่าใดนัก แต่มีผลอย่างมากในการดํารงชีวิตทางสังคม เพราะฉะนันจะขอแนะนํ ้ า อาจารย์ ป ราณี ก่ อ น อาจารย์ ป ราณี ปั จจุ บัน ดํ า รงตํ า แหน่ ง รอง ศาสตราจารย์ อยู่ ที่ ภ าควิ ช ามานุ ษ ยวิ ท ยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร มีความรู้ทางท้ องถิ่นอย่างลึกซึ ้ง เพราะว่าเป็ นผู้ ก่อตังพิ ้ พิธภัณฑ์ท้องถิ่นจัดร่วมกับอาจารย์ศรี ศกั ร มาตัง้ แต่ยดุ แรกๆ จะ เห็นตัวเล็กๆ อย่างนี ้ จริ งๆ แล้ วเป็ นผู้หญิ งที่แกร่ งมาก ลุยมาก ไปไหน ไปนัน่ อาจารย์บอกว่าการรู้ ความรู้ทํางานด้ านมานุษยวิทยานอกจาก จะรู้ ท้ องถิ่ นแล้ ว ความรู้ ท้ องถิ่นยังต้ องเกิ ดจากการเปรี ยบเทียบ และ ความรู้ การรับรู้ ทางกลุ่มชาติพันธุ์วิทยาก่อให้ เกิ ดการตัง้ คําถามและ ย้ อนมามองตัวเองได้ ว่า เรากับเขาแตกต่างกันอย่างไร จะมีทัง้ ความ เหมือนและความแตกต่างของมานุษยชาติ แนะนําอาจารย์ปราณี ไป แล้ ว ขอแนะนํ าผู้หญิ งแกร่ ง อีกท่าน เป็ นคนใน คนในในที่นีห้ มายถึง เป็ นนั ก วิ ช าการด้ วยและในขณะเดี ย วกั น ก็ เ ป็ นผู้ ที่ อ ยู่ ใ นท้ องถิ่ น โดยเฉพาะในท้ องถิ่นที่เรี ยกว่าหมู่บ้านยี่สาร อาจารย์ สิริอาภา รั ชตะ หิรัญ ผู้เป็ นตัวตังตั ้ วตีก่อตังพิ ้ พิธภัณฑ์ ยี่สารขึน้ มา ผู้หญิ งท่านนีก้ ็ตวั เล็กอี ก เริ่ ม ต้ นที่ ท่ านอาจารย์ เ ดิน เข้ าไปหาที่ ปรึ ก ษาของมูลนิ ธิเล็ก ประไพ วิ ริ ย ะพัน ธุ์ แล้ ว บอกว่ า " ดิ ฉัน อยากทํ า พิ พิ ธ ภัณ ฑ์ ท้ องถิ่ น "


ตังแต่ ้ วนั นันมาจนถึ ้ งวันนี ้เกือบ ๑๐ ปี แล้ ว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นยี่สารงอก งามเติบโตอย่างน่าชื่นชม เพราะถ้ าใครอยู่ร่วมกระบวนการและได้ เห็น ความเติ บ โตแต่ แ รกจะเห็ น ว่ า เริ่ มจากศู น ย์ แม้ ว่ า ยี่ ส ารจะมี สภาพแวดล้ อมที่เหมาะสมคือมีศาลาการเปรี ยญที่ตอนนี ้ได้ ใช้ เก็บวาง วัตถุทางพิพิธภัณฑ์ แต่ว่าความยากลําบากอื่นๆ ก็มี แต่ว่าอาจารย์ ก็ สามารถฟั นฝ่ าตรงนีม้ าได้ แล้ วในที่สุดพอมาถึงวันนี ้ สมเด็จพระเทพ รั ต นราชสุ ด าฯ ทรงเสด็ จ มาเปิ ดเมื่ อ ปี ที่ แ ล้ ว จนกระทั่ ง ตอนนี ม้ ี ผลิตภัณฑ์ ของยี่สารออกมาซึ่งเป็ นผลต่อเนื่องจากการตัง้ พิพิธภัณฑ์ ท้ องถิ่ น คือ อาจารย์ สิริอาภา ได้ จัดตัง้ กลุ่มผู้หญิ งที่มัดย้ อมที่ได้ จาก เปลือกไม้ จากป่ าชายเลนไม่วา่ จะเป็ นแสมหรื อตะบูน ต่อไปจะขอแนะนําทางด้ านฝ่ ายชาย นมัสการพระคุณเจ้ า บุคคลที่จะ แนะนํ า ต่ อ ไปนี เ้ ป็ นเจ้ า อาวาสวัด ศรี สุท ธาวาส อํ า เภอเวี ย งป่ าเป้ า จังหวัดเชียงราย เป็ นบุญ ที่ได้ มาพบท่านวันนี ้ เพราะคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ ซึ่งได้ มีโอกาสเดินทางไปร่ วมงานกับท่าน พูดเสมอว่า ที่เวียงป่ า เป้ าโดยเฉพาะที่ วั ด ที่ พ ระอธิ ก ารบรรพต ค าภี โ ร จัด การเรื่ อ ง พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอยู่ ใช้ คําว่าเหมือนสวรรค์ ท่านเป็ นพระหนุ่ม วัยต้ น ๔๐ ปี ของท่าน ท่านมีความรู้ ลึกซึ ้งเกี่ยวกับถิ่นฐานท้ องถิ่นของตนเอง ดําเนินการจัดทําพิพิธภัณฑ์ร่วมกับมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ มาเป็ น


เวลา ๔ ปี แล้ ว และท่ า นก็ เ ป็ นหนึ่ ง ในนัก วิ จัย ท้ อ งถิ่ น ที่ ทํ า งานวิ จัย ร่ ว มกัน กับนัก วิช าการภายนอก โดยการสนับสนุน ของ สกว. หรื อ ที่ เรี ยกชื่อเต็มๆว่า สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจยั ในโครงการอบรม และวิจัยเชิง ปฏิ บัติการทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และชาติพัน ธุ์ ท่านสุดท้ าย อาจารย์ ศรี ศักร วัลลิโภดม ปั จจุบนั เป็ นที่ปรึ กษาเมือง โบราณและมูลนิธิเล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์ อาจารย์ให้ ความสําคัญ เกี่ยวกับเรื่ อง กระบวนการเรี ยนรู้ ร่วมกันที่เกิดจากการออกไปมี ประสบการณ์ จริ งๆในท้ องถิ่น ปั จจุบนั อาจารย์มีอายุ ๖๕ ปี แล้ ว แต่ แข็งแรงมากจนลูกศิษย์ ลูกหา ลูกสาวและภรรยาจะรั บมือ ไม่ค่อยได้ เคล็ดลับของอาจารย์ซึ่งคนนอกจะไม่ค่อยทราบว่า ทําไมอาจารย์ถึง แข็งแรงปานนี ้ อาจารย์บอกว่ามาจากแรงบันดาลใจจากคุณเล็ก หรื อ เสี่ยเล็ก อาจารย์บอกว่า เสี่ยเล็กนี่เข้ าถึงบางสิ่งบางอย่างที่น้อยคนจะ เข้ าถึง คือเสี่ยเล็กจะเข้ าใจอดีต แล้ วแกนกลางของอดีตคือ ความรู้ สึก โหยหาที่บางครัง้ เคยย้ อนกลับไปมองอดีตที่เคยรุ่งเรื องมาก่อน ซึง่ อันนี ้ เป็ นมุมมองด้ านเดียว แต่ว่าความโหยหาเหล่านี ้ มันทําให้ เกิดสุ นทรี ยะ ซึ่งแสดงผ่านออกมาทางวรรณคดีหรื อวรรณกรรมต่างๆ แล้ วสุนทรี ยะ ต่างๆ เหล่านี ้เป็ นสิ่งที่จรรโลงความเป็ นมนุษย์ เป็ นสิ่งที่คล้ ายๆ เป็ นยา อายุวัฒ นะที่ ทํ า ให้ เ ดิ น เหิ น ทํ า งานอยู่ไ ด้ อี ก ท่ า นหนึ่ ง คื อ คุ ณ กุ ศ ล


เอี่ ย มอรุ ณ หรื อ "พี่ ช้ าง " ซึ่ ง จะเป็ นผู้ ดํ า เนิ น รายการ พี่ ช้ างเป็ น บรรณาธิการหนังสือท่องเที่ยวและคอลัมน์ชดุ ท่องเที่ยวที่เรี ยกว่า " นาย รอบรู้ " พี่ ช้ างยั ง มี ค วามสุข เดิ น ทางไปตามท้ องถิ่ น ต่ า งๆ รวมทั ง้ ต่างประเทศ และล่าสุดเพิ่งกลับมาจากอินเดีย นอกจากนัน้ พี่ช้างยัง ร่ วมงานกันกับพี่แอน สุดารา สุจฉายา ในการทําหนังสือท่องเที่ยวชุด ความรู้ ความเข้ าใจในแผ่นดิน แนะนําทุกท่านครบแล้ ว ขอมอบหมาย หน้ าที่ให้ พี่ช้างต่อไปเลยค่ะ คุณกุศล เอี่ยมอรุณ ขอบคุณครั บ ผมขอกราบนมัสการนิ มนต์ เรี ยนเชิญท่ านอาจารย์ ทุก ท่านข้ างบนนี ้ครับ ขอกล่าวสวัสดีท่านผู้มีเกียรติอีกครัง้ ผมคิดว่าเป็ น การแนะนํ า ท่ า นผู้ ร่ ว มเสวนาได้ อย่ า งมี ร สชาติ แ ละฟั งได้ อย่ า ง เพลิดเพลินทีเดียว ผมอยากจะยํ ้าอีกครัง้ หนึ่งว่าข้ างบนเวทีนี ้ ถ้ าจะว่า ไปแล้ ว สามารถแบ่งออกเป็ นสองฝ่ ายด้ วยกัน ฝ่ ายหนึ่งเป็ นนักวิชาการ ผู้กํ า หนดแนวคิ ด วิ ธี ก าร ซึ่ ง จะตรงกับ หัว ข้ อ วัน นี ว้ ่ า เราจะเสวนา เรื่ อง การสร้ างความรู้ ท้องถิ่นแนวคิด วิธีการและประสบการณ์์ สองท่ า นนี่ เ ป็ นแนวคิ ด วิ ธี ก ารคื อ อาจารย์ ศ รี ศัก ร วัล ลโภดม กั บ


อาจารย์ปราณี วงศ์เทศ ซึ่งเดี๋ยวท่านจะมาพูดในประเด็นเหล่านีแ้ หละ ครับ ส่วนอีกสองท่าน คือ ท่านเจ้ าอาวาสพระอธิการบรรพต เจ้ าอาวาส วัด ศรี สุท ธาวาส จัง หวัด เชี ย งราย กับ อาจารย์ สิ ริ อ าภา รั ช ตะหิ รั ญ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบ้ านเขายี่สาร ทังสองท่ ้ านนี่ อาจารย์ศรี ศกั ร ท่านยํ ้า มาว่าเป็ นผู้มีประสบการณ์ โดยตรง ซึง่ วันนี ้ท่านจะมาถ่ายทอดให้ ฟังว่า สิ่งที่ท่านทําประสบการณ์ ของท่านนันเป็ ้ นอย่างไรบ้ าง ซึ่งผมคิดว่าผม คงจะเริ่ มต้ นจากอาจารย์ ศรี ศกั รก่อน มาพูดถึงแนวความคิ ดวิธีคิดใน เรื่ องของการสร้ างกระบวนการเรี ยนรู้ ในเรื่ อ งภูมิปัญ ญาท้ อ งถิ่ น แต่ ก่อนที่ ผมจะให้ อาจารย์ ศรี ศักรพูด ผมอยากที่ จะเน้ น ยํา้ ว่า อยากให้ บรรยากาศของการพูด คุย ในวัน นี เ้ ป็ นกัน เอง ในขณะเดี ย วกัน ใน ระหว่ า งที่ ท่ า นหนึ่ ง ท่ า นใดพูด แล้ ว ท่ า นสนใจที่ จ ะแลกเปลี่ ย นหรื อ ซักถาม ผมคิดว่าจะเป็ นบรรยากาศที่ดีมาก เรานัง่ อยู่ในบรรยากาศที่ดี ในเมืองโบราณ ซึ่งเป็ นสิ่งที่เสี่ยเล็กท่านได้ รังสรรค์ สร้ างสรรค์ ขึน้ มา เพราะฉะนัน้ เราคิดว่า เราใช้ โอกาสที่ดีอย่างนี ้ บรรยากาศที่ดีอย่างนี ้ ร่ วมทําให้ เกิดประโยชน์ที่สดุ ในโอกาสแรกนีอ้ ยากให้ อาจารย์ศรี ศั กร พูดถึงว่าท่ านมีแนวคิดหรื อวิธีการอย่ างไร ในเรื่ องของการสร้ าง ความรู้ ท้ อ งถิ่น และท้ อ งถิ่น จริ ง ๆ ต้ อ งสร้ างความรู้ หรื อ เปล่ า หรือว่ ามีอยู่แล้ ว ขอเรี ยนเชิญอาจารย์ครับ


อาจารย์ศรี ศกั ร วัลลิโภดม สวัสดีครั บ นมัสการพระคุณเจ้ า ท่านผู้มีเกี ยรติที่เคารพ คือ วันนีเ้ รา อยากจะมาคุยกันเรื่ องการสร้ างความรู้ ท้องถิ่น ผมอยากจะท้ าวไปถึง ประเด็นที่มนั เกิดขึ ้น ประเด็นนี ้มันเกิดขึ ้นเราย้ อนไปสักประมาณ ๔๐ ปี ตังแต่ ้ สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็ นนายกรัฐมนตรี เราจะพบว่าได้ มี การพัฒนาประเทศกันอย่างมากมาย ฉะนันการพั ้ ฒนาประเทศนี ้จะเข้ า ไปเกี่ยวข้ องกับท้ องถิ่นทังสิ ้ ้น แต่เวลาทํางานปรากฏว่าท้ องถิ่นไม่มีส่วน ร่ วมเลย เป็ นการพัฒนาจากข้ างนอกไปทัง้ สิ ้น เราจะทําอะไรก็ไปจาก ข้ างนอก เป็ นความคิดเห็นของนักวิชาการหรื อรัฐเข้ าไป แต่คนท้ องถิ่น ไม่เกี่ยวข้ องแม้ แต่นิดเดียว สาเหตุ ผลที่มีเกิดขึ ้น ท้ องถิ่นเราก็ถกู ทําลาย เขาถูกทําลายแม้ กระทัง่ ภูมิปัญญาหรื อสํานึกการอยู่ร่วมของเขาอย่าง ยับเยิน นี่ผลมันเกิดขึน้ ตรงนี ้ นี่คือประเด็นหนึ่ง ประเด็นที่สองขณะนี ้ รัฐบาลเองปฏิรูปการศึกษา ต้ องการให้ มีความรู้หลักสูตรท้ องถิ่นขึ ้นมา ผมก็มาตัง้ คําถามว่า แล้ วท้ องถิ่ นจะสร้ างความรู้ ให้ ตวั เองได้ อ ย่างไร โดยเฉพาะครูที่อยู่ในท้ องถิ่นกําลังเจอปั ญญาหนักเลยว่าในการปฏิรูป แบบใหม่ นี ้ ฉั น จะต้ องสร้ างหลั ก สู ต รท้ องถิ่ น ผมไปมาเกื อ บทั่ ว ราชอาณาจักรแล้ วกับท่านอาจารย์เอกวิทย์ เคยตังคํ ้ าถามว่า แล้ วครูจะ


เขียนหลักสูตรท้ องถิ่นได้ อย่างไร ครูเหล่านันก็ ้ ตอบว่า " หนูก็ไปลอกเขา มา " ถ้ าท่านไม่เชื่อก็คอยดูซิ แล้ วสิ่งที่ไปลอกเขามาคือภาพที่หยุดนิ่ง นี่ คื อ ปั ญ หาที่ เ ราต้ อ งมาพูด กัน ฉะนัน้ งานอัน นี ท้ ี่ จ ริ ง แล้ ว การศึก ษา ความรู้ ท้องถิ่นนี่ เราได้ ทํากันมาก่อนในภาคประชาชน แล้ วจึงเข้ ามาสู่ ภาคมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยกรมศิลปากร ที่อาจารย์ปราณี เป็ นผู้ ก่อตัง้ เป็ นภาคที่สง่ นักศึกษาออกไปสัมผัสกับท้ องถิ่นก่อนมากเลย แล้ ว ผลผลิตที่ออกมาเป็ นท้ องถิ่นที่ดี เดี๋ยวจะรู้จกั ท้ องถิ่นที่จะออกมาพูดอีก คนหนึ่ ง คื อ คุณ สุจิ ต ต์ วงษ์ เ ทศ นี่ คื อ ผลผลิ ต ที่ ร้ ู จัก ท้ อ งถิ่ น ดี แต่ ว่ า กระแสที่เราทํากัน มันไม่ได้ อย่างในกระแสหลัก ต่างคนต่างทํากันไป พอมาถึงปั จจุบนั นี ้ผมคิดว่ามันจําเป็ นจะต้ องมีการจัดการอันนี ้แล้ ว แล้ ว ก็เผอิญ มี การเคลื่อนไหวของคนท้ อ งถิ่ น ที่ เขาต้ องการรู้ จักตัวเขาเอง อย่างที่บอกว่า มีการโหยหาอดีต แล้ วการเคลื่อนไหวของท้ องถิ่นเหล่านี ้ ไม่ใช่เราไปทํา ก็มีบคุ คลอย่างท่านหลวงพี่ หรื อ อาจารย์สิริอาภาซึง่ เห็น ความจําเป็ นแล้ วว่าอยากจะบูรณะท้ องถิ่ นของเขา เขาเคลื่อนขึน้ มา เพราะทนไม่ไหวกับการปู้ยี่ป้ ยํู าจากข้ างนอกจนไม่ร้ ูจกั ตัวเอง มันก็เกิด สิ่งที่เรี ยกว่า พิพิธภัณฑ์ ท้องถิ่น ขึน้ มา ซึ่งตรงนีก้ ็ตรงกับจุดประสงค์ ของคุณ เล็ก ที่ ทํ า อะไรให้ นอกเหนื อ จากเมื อ งโบราณออกไป เสริ ม ท้ องถิ่ นให้ สร้ างความรู้ ของตัวเอง เพราะฉะนัน้ จากการที่เราออกไป


เกี่ยวข้ องทังอาจารย์ ้ ปราณี หรื อผม หรื อหลายๆคน เราไม่ทําความผิด แบบที่แล้ วๆมา คือ ไปเขียนให้ เขา ค้ น ให้ เขา เพราะเป็ นการมักง่ าย ตีความเอง ซึ่งทุเรศ และบ้ านเมืองวุ่นวายกันตรงนี ้ แต่เ ราจะไปเสริ มใน ฐานะผู้ช่วยของคนในท้ องถิ่น สร้ างความรู้ของตัวเองเป็ นการสร้ างจาก คนใน เราเป็ นคนนอกที่เข้ าไปช่วยเสริ มเขา แล้ วพยายามที่จะให้ เขาไป อย่างมีเหตุมีผล เพราะว่าการเป็ นคนในโดยตรงบางครัง้ ก็มีอคติ อาจจะ มองตนเองใหญ่กว่าคนอื่น แต่เราไปเสริ มให้ ร้ ูจกั ตนเองและรู้ จักคนอื่น ด้ วยไปในตั ว เอง เพราะฉะนั น้ กระบวนการศึ ก ษาเกี่ ย วกั บ เรื่ อ ง พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจึงเกิดขึ ้น แล้ วผลที่ตามมาคือ เกิดภูมิปัญญาท้ องถิ่น พลิกกลับมาอย่างหลวงพี่ และอาจารย์สิริอาภา ซึ่งในที่เสวนาวันนีเ้ รา จะโยนเรื่ องความรู้ท้องถิ่นไปให้ ท่าน แต่ผมกับอาจารย์ปราณี จะพูดถึง ว่าเราได้ ไปทําอะไร นี่คือผลของการสร้ างความรู้ท้องถิ่น แต่เมื่อเร็ วๆ นี ้ก็ มีเรื่ องของสกว. ขึ ้นมาสกว. เป็ นหน่วยงานที่พยายามที่จะทําการวิจยั ให้ เป็ นประโยชน์ ก็เลยเน้ นเรื่ องการสร้ างนักวิจยั ท้ องถิ่น เพราะฉะนันทุ ้ น วิจัย ส่ว นหนึ่ง ของสกว. ลงมาสนับสนุน ให้ เ กิ ด นั ก วิจัยท้ อ งถิ่ น ขึน้ มา เพราะฉะนัน้ ผมก็มีส่วนร่ วมเข้ าไปเกี่ยวข้ องด้ วย ก็เลยสร้ างโครงการ อันหนึ่ง คือ การอบรมนักวิจยั ท้ องถิ่นขึ ้นมา โดยมีผมและท่านอาจารย์ ปราณี เข้ ามาร่วมด้ วย เพราะฉะนันสิ ้ ่งที่เราทํามาได้ นําประมวลเข้ ามาสู่


วัน นี ว้ ่ า เรามี ก ระบวนการมาอย่ า งไร และทํ า ให้ เ กิ ด ความรู้ ท้ อ งถิ่ น อย่ า งไร เพราะฉะนัน้ ผมพยายามจะเริ่ ม ต้ น ในแง่ ข องแนวความคิ ด แนวคิดของเราคือ การสร้ างความรู้ ท้องถิ่นนัน้ คงไม่ใช่นกั วิชาการจาก ภายนอกเข้ าไป คงเป็ นเรื่ องของภายในที่เขาสร้ างขึน้ มา แต่ข้างในเขา ถูกละเลยมาเป็ นเวลา ๔๐ ปี แล้ ว จนกระทัง่ ความรู้ที่เป็ นภูมิปัญญาหรื อ ความเป็ นมานันมั ้ นแตกสลาย มันปะติดปะต่อไม่ได้ แล้ วถูกยํ่ายีโดยที่ นัก วิ ช าการทั ง้ หลายจากภายนอกโดยเฉพาะดอกเตอร์ ที่ ม าจาก ต่างประเทศมันทําให้ ป่นปี่ ไปหมดเลย ฉะนัน้ วันนีเ้ ราจะเข้ าไปเสริ มให้ เกิดขึ ้นมา แต่สิ่งที่เราผ่านไปมา เป็ นสิ่งที่น่าภูมิใจมาก เพราะว่าเมื่ อเรา เข้ าไปสัมผัสกับเขา เขาสร้ างความรู้ขึ ้นมาได้ เขารู้ลมุ่ ลึกกว่าเรา และเรา เรี ยนรู้อะไรหลายอย่าง ฉะนัน้ ผลที่ผมได้ นี่ไม่ใช่ผมไปสอนเขา ไปช่วย แล้ วทําให้ เกิดสิ่งหนึ่งเรี ยกว่า เป็ นการวิจัยแบบที่ไม่ใช่ของสภาวิจัยที่ ผ่านการเทรนจากมหาวิทยาลัยเท่านันเอง ้ แต่เป็ นสิ่งที่ร่วมมือกันกับคน ภายในและภายนอก การวิจยั ที่ว่านี ้คือ สิ่งที่เรี ยกว่า กระบวนการเรี ยนรู้ แล้ วหัวใจกระบวนการเรี ยนรู้เป็ นสิ่งที่อาจารย์เสน่ห์ จามริ ก ได้ พดู ไว้ ว่า จําเป็ น และเป็ นการวิจัยที่ ถูกต้ อง เพราะฉะนัน้ การวิจัยที่ เราเข้ าไป เกี่ ย วข้ อ งนี่ ไม่ ใ ช่ พ วกผมไปสอนและไปทํ า แต่ เ ข้ า ไปสัม ผัส ไปเกิ ด กระบวนการเรี ยนรู้ด้วยกัน แล้ วกระบวนการเรี ยนรู้ด้วยกันนี ้เราได้ อะไร


ใหม่ๆ ตามกระบวนอันนัน้ งานวิจยั ที่สําเร็ จมา แม้ กระทัง่ เสนองานของ หลวงพี่ หรื ออาจารย์สิริอาภานัน้ ก็อยู่ในกระบวนการซึ่งจะต้ องเรี ยนรู้ ไปเรื่ อยๆ เรี ยนรู้ ไปโดยที่ว่ามี หลายๆ ฝ่ ายเข้ ามาเกี่ยวข้ องด้ วย ผมกับ อาจารย์ปราณี รู้สึกว่าเรารู้อะไรมากมายกว่านัน้ การที่เรี ยนรู้นี ้สิ่งที่มนั เกิ ดขึน้ กับตัวเราคือ อัตตาเราน้ อยลง การเป็ นอาจารย์ มหาวิทยาลัย เป็ นอะไรต่างๆ เป็ นดอกเตอร์ ด๊ อกอะไรต่างๆ มันจะหมดไปกลายเป็ น คนธรรมดาที่จะพูดคุยกัน โดยเฉพาะเราไปสัมผัสกับคนอีกกลุ่มหนึ่งใน ชนบทซึ่งนึกไม่ถึง คนแก่คนเฒ่าที่โหยหาอดีต เขาเข้ ามาให้ ความรู้ เรา อย่างมากมาย คนเหล่านี ้คือหลักที่จะให้ ความรู้เอาภูมิปัญญากลับมา ได้ หลายทางในวิถีทางที่จะรู้ ตวั เราเป็ นอย่างไร อนาคตเราจะมองเป็ น อย่างไร รวมทังการฟื ้ น้ ฟูอาชีพ ฉะนัน้ จะเห็นว่า OTOP ที่เราพูดกันนี่ มันเป็ นภาพนิ่ง เป็ นภาพการโฆษณาชวนเชื่อ แต่ก็เป็ นจุดมุ่งหมายที่ดีที่ อยากจะให้ มีผลผลิตท้ องถิ่ น แต่วิธีการเหล่านี ผ้ ลิตแบบไม่ มีฤดูกาล เป็ นเศรษฐกิจแบบเชยๆ ที่ส่งออก ซึ่งไม่เข้ ากับในสิ่งที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้ าอยู่หัวพูดถึงเศรษฐกิ จแบบเพียงพอและยั่งยืน ฉะนัน้ ถ้ าหวน กลับไปดูความรู้ที่เราได้ จากคนแก่ๆนัน้ กลับกลายเป็ นรู้ว่า ในท้ องถิ่นนี ้ มีทรัพยากรธรรมชาติเป็ นอย่างมาก และคนรุ่นนันเอามาใช้ ้ เป็ นอาหาร เป็ นยารักษาโรค ตามฤดูกาลอย่างไร มันมากมายกว่า One OTOP


ที่ปรากฏหนึง่ ตําบล หลายๆ ตําบลมีแต่ไวน์ จนกระทัง่ ชาวบ้ านหน้ าเป็ น ไวน์ไปหมดเลย แต่ปรากฏเราเห็นอาหารตามฤดูกาลที่น่าชื่นชม แล้ ว มั น สะท้ อนให้ เห็ น ความอุ ด มสมบู ร ณ์ ใ นบ้ านเมื อ ง ที่ เ ป็ นความ หลากหลายทางชีวภาพ ฤดูกาลอะไรเราไปที่ไหน ได้ เห็นต้ นไม้ อะไร อาหารการกิน ถ้ าเวียนไปและเราเป็ นคนไทยเวียนไป เพราะเมืองไทย เป็ นเมืองที่สมบูรณ์ ที่สดุ ในโลก เป็ นสุวรรณภูมิ ต้ องเข้ าใจความหมาย อันนี ้ พระบาทสมเด็จพระเจ้ าอยู่หวั พูดคําว่า " สุวรรณภูมิ " นี่ทกุ คน ถอดรหัสไม่ได้ ยิ่งสุวรรณภูมิคือดินแดนที่มีความหลากหลายทาง ชีวภาพ ซึ่งคนอินเดียต้ องมาค้ าขายที่นี่ เพื่อเอาความมัง่ คัง่ กลับไป จึ ง เกิดเรื่ องพระมหาชนก เมื่อฝรั่งเข้ ามาเกี่ยวกับเรานี่ ฝรั่งก็เข้ าใจความ เป็ นสุวรรณภูมิ มันจะเก็บความรู้เกี่ยวกับพวกพืชพรรณธัญญาหารหมด เลย ฉะนันก็ ้ เรี ยนรู้เพื่อที่จะมาเอาประโยชน์จากเรา แต่คนในเมืองเราโง่ ตะบัน แต่ถ้าเราลงไปถึงท้ องถิ่น เอาคนแก่คนเฒ่ามาเล่าให้ ฟังเราจะฟื น้ ได้ ฟื ้ นทางหลากหลายทางชี ว ภาพก็ คื อ ฟื ้ นชี วิ ต วั ฒ นธรรม สภาพแวดล้ อม แล้ วความหลากหลายทางชีวภาพเองก็คือตัวที่จะ ทาให้ เราด ารงอยู่ไ ด้ ในโลกนี อ้ ย่ างมี อัตลั กษณ์์ ผมถามว่าการ ท่องเที่ยวที่เกิดขึ ้นในเมืองไทยนี ้ อย่าไปคิด เราไม่มีโบราณสถานอย่าง การท่ องเที่ ยวใหญ่ ๆ อย่ างพุกามหรื อ นครวัด แต่เรามี สิ่ง ที่ ดีมี ความ


หลากหลายที่ ทุ ก อย่ า งเป็ นไปได้ ตลอด ชาวต่ า งชาติ จํ า นวนมาก โดยเฉพาะญี่ ปนนี ุ่ ่มากินอย่างเดียว กินจากที่นี่ กินที่โน่น เป็ นฤดูกาล เขากลับไปเขาดี เพราะฉะนันใครๆ ้ ก็มาเพราะอาหารการกินที่เมืองไทย นี่ดีมาก เพราะฉะนันเราไปที ้ ่ไหนมีอาหารการกินมาก ถ้ าไปอเมริ กาก็ได้ กินแต่ฮอทดอกกับแฮมเบอร์ เกอร์ เบื่อ เลี่ยน แต่ตรงนี ้เราเห็นความลุ่ม ลึก คุณเล็กที่ท่านมีชีวิตอยู่นี่ ท่านไม่เคยนั่งเครื่ องบินไปต่างประเทศ ทังๆที ้ ่ท่านเป็ นมหาเศรษฐี แต่ท่านจะเวียนอยู่ในเมืองไทย ฤดูไหนก็ไปที่ นัน่ ที่นี่ จะรู้อะไรดีแล้ วก็มีความสุขจนท่านสิ ้นชีวิต เพราะคนรู้ว่ามันมีสิ่ง ดีๆ ในแผ่นดิน แต่ปัจจุบนั คนไทยไม่ร้ ูหรอก และพร้ อมที่จะขายแผ่นดิน ให้ นานาชาติ ปั จจุ บัน นี เ้ ราเป็ นทาสอะไรหลายๆ อย่ า ง โรงงาน อุตสาหกรรมเข้ ามา อะไรเข้ ามาจากต่างประเทศทังนั ้ น้ แล้ วคนไทยผัน ตัวเองเข้ าไปเป็ นทาสติดที่ดินแบบโบราณ ถ้ าเราไม่พื ้นจากจุดนี ้ภายใน อีก ๑๐ ปี เราไปไม่รอดหรอกครับ เพราะฉะนันจํ ้ าเป็ นอย่างยิ่งที่จะต้ อง มาฟื ้นความรู้ ท้ องถิ่นให้ คนท้ องถิ่นรู้ จักตัวเอง รู้ จักว่าเขาเป็ นใครแล้ ว ช่วยกันฟื น้ ขึ ้นมา อันนี ้เป็ นหัวใจในการที่เราจะพูดกันวันนี ้นะครับ ทีนี ้เรามาพูดถึงขบวนการวิจยั เราทําได้ โดยวิธีอะไร โดยที่เราไม่ได้ เข้ า ไปจัดการให้ กบั เขาเอง มันต้ องมีวิธีการ เพราะผมเป็ นคนพูดอะไรเลอะ เทอะ เรื่ องนี ้ต้ องมีคนคอยกํากับ ก็คืออาจารย์ ปราณี วงษ์ เทศ ครับ


คุณกุศล เอี่ยมอรุณ ครับ ขอบคุณมากครับ ก็คืออาจารย์กําลังจะบอกว่า เดี๋ยวจะส่งต่อให้ อาจารย์ปราณี พูดถึงเรื่ องกระบวนการเรี ยนรู้ใช่ไหมครับ ในสิ่งที่จะเกิด องค์ความรู้ต่างๆ ตรงนี ้ คือ ผมขอสรุปอีกนิดหนึ่งนะครับ สิ่งที่อาจารย์ พูดไปเมื่อกี ้ ถ้ าไม่ใช่อาจารย์ช่วยยกมือด้ วยนะครับ คือ อาจารย์กําลัง บอกว่า มันถึงเวลาแล้ วที่จะสร้ างกระบวนการเรี ย นรู้ เพราะว่ามันมีเหตุ ปั จจัย จากการพูดง่ายๆว่าบ่อนทําลายจากรัฐตังแต่ ้ สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แล้ วก็บางส่วนของนักวิชาการหัวนอก ทําให้ เกิดการทําลาย ความรู้ในท้ องถิ่น และปั จจุบนั นี ้ก็กําลังส่งเสริ มในเรื่ องของการวิจยั ให้ นักวิจยั ออกมาให้ ร้ ูจริ ง รู้แท้ จริ งแท้ แน่นอน เป็ นอย่างไรนะครับ ซึง่ เดี๋ยว ในตอนหลังนี ้ ผมอาจจะย้ อนมาทางอาจารย์ อีกว่า ทําไมองค์ ความรู้ ต่างๆ ซึ่งผ่านกระบวนการจากที่อาจารย์ ปราณี จะพูดต่อไป ทําไมจึง มองไปที่ตวั พิพิธภัณฑ์ในท้ องถิ่น ซึ่งวันนี ้ก็มีตวั แทนจากพิพิธภัณฑ์จาก ยี่สาร และจากเชียงรายถึงสองท่าน ทําไมภูมิ ปัญญาถึงได้ แสดงที่ตรง นันครั ้ บ ช่วงนี ้ผมของเรี ยนเชิญอาจารย์ปราณี ก่อน อาจารย์ปราณี วงษ์ เทศ


ขอบคุณค่ะ เวลามาพูดอะไรกับอาจารย์ศรี ศกั ร นันยากมากเลยนะคะ ้ เพราะว่าอาจารย์พดู ทุกอย่างหมดแล้ ว แล้ วก็ไม่ร้ ูจะพูดอะไรต่อ ถ้ าหาก ว่าอาจารย์เป็ นคนเลอะเทอะ คิดว่าลูกศิษย์จะเลอะเทอะมากกว่าขนาด ไหน ก็จะขออนุญาตในที่นี ้นะคะ ขอพูดทบทวนเพิ่มเติมจากที่อาจารย์ ศรี ศัก ร พูด มาแล้ ว กัน คื อ คงจะไม่ มี ป ระเด็ น อะไรที่ น อกเหนื อ จาก อาจารย์ พูด มาก นอกจากว่ า จะทํ า ให้ มัน ง่ า ยขึ น้ สํ า หรั บ คนที่ ไ ม่ ใ ช่ ดอกเตอร์ อะไรอย่างนี ้ มันมีคําถามว่าเวลาเราดูหัวข้ อการเสวนากัน นี ้ พูดถึงเรื่ องการสร้ างความรู้ เราต้ องมาตังคํ ้ าถามก่อนว่า ทําไมความรู้ มันจะต้ องมีการสร้ างขึ ้นมา ทําไมต้ องมีการสร้ างความรู้ เราคงจะรู้ ว่า ความรู้ ในที่นี ้มันคืออะไร และจะสร้ างไปทําไม ความรู้ ที่เขาพูดๆ กันนี ้ มันคื ออํ านาจ มัน คืออํ านาจอย่า งไร ก็ เพราะที่ แล้ ว ๆ มา คนที่ ส ร้ าง ความรู้คือใคร คือ รัฐ คือรัฐบาล คือชนชันปกครอง ้ ชนชันปกครองหรื ้ อรัฐนี่หยิบยื่นความรู้หรื อการศึกษาให้ กบั พวกเรานี ้มา ชัว่ นาตาปี แล้ วละเลยความรู้ท้องถิ่น เพราะว่าสิ่งที่รัฐมองอันนี ้เป็ นสิ่งที่ มีความรู้ มันไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนหรื อชาวบ้ านทัว่ ไปนีเ้ ป็ นอยู่ห รื อมีอยู่ เลย เพราะฉะนัน้ ถ้ าหากว่ า ชุม ชนหรื อ ว่ า เราต้ อ งการให้ ท้ อ งถิ่ น นี่ สามารถยืนหยัดด้ วยตนเอง มีอํานาจต่อรองหรื อควบคุมชีวิตตัวเองได้ ความรู้ ที่ว่านีต้ ้ องเป็ นความรู้ ที่ไม่ใช่เป็ นแบบที่โรงเรี ยน หรื อว่าระบบ


การศึกษาที่เราเรี ยนรู้กนั มาตลอดชีวิตนี่ทําขึ ้นมา มันไม่ใช่ เป็ นความรู้ที่ จ ะ เ อ า ไ ป ป ร ะ ก อ บ อ า ชี พ ห รื อ ไ ม่ ใ ช่ ค ว า ม รู้ ที่ มี ป ริ ญ ญ า ใ น ประกาศนียบัตร แต่มันคือการศึกษา ทําความเข้ าใจรากเหง้ า ความ เป็ นตัว ตนของตัว เรา ไม่ ว่ า จะเป็ นเรื่ อ งของวัฒ นธรรม ประเพณี พิ ธีกรรม ศิ ลปะ ชี วิตของเราเอง ซึ่ง เราอาจจะพบได้ แ ม้ แต่ใ นนิ ท าน ท้ องถิ่ น หรื อ ในความรู้ เกี่ ยวกับการทํ ามาหากิ น การรั กษาพยาบาล ความรู้ ในสิ่งแวดล้ อม หรื อสิ่ง ที่ชาวบ้ านปรั บตัวให้ เขาอยู่ได้ อย่างไร ตลอดเวลาที่รัฐไม่เคยเหลียวแล ความรู้เหล่านีต้ ่างหากที่มนั ถูกละเลย ไปในระบบการศึกษาที่เป็ นระบบ แล้ วความรู้ ทัง้ หมดนีม้ ัน ถูกระบบ การศึกษาสอนให้ เราแยกส่วนด้ วยว่า มันแยกออกไปจากชีวิตส่วนตัว ของเรา แยกออกไปจากครอบครั ว แยกออกไปจากชุม ชน เรารู้ สึก เรื่ อ งราวเหล่ า นี ท้ ี่ รั ฐ บอกเป็ นความรู้ ต่ า งๆ นี่ มั น เป็ นหน้ าที่ ข อง นัก วิ ช าการ เป็ นหน้ า ที่ ข องครู บ าอาจารย์ หรื อ เป็ นหน้ า ที่ ข องผู้จ ะ รับผิดชอบในหน่วยงานของรัฐ เรารู้สกึ ว่า ไอ้ นี่ มนั ไม่ใช่เรื่ องเกี่ยวกับเรา เลย เรื่ องความรู้ ฉะนัน้ ทําไมความรู้ต่างๆถึงหมดหายไปเหลือความรู้ที่ เป็ นระบบที่รัฐต้ องการยื่นให้ เพราะฉะนันท้ ้ องถิ่นหรื อประชาชนก็คือผู้ ต้ องรับ เป็ นผู้ที่ไม่มีความรู้ คนที่กุมความรู้และกุมอํานาจก็คือคนที่ยื่น และคนที่ อยู่ข้างบนเท่า นัน้ ฉะนัน้ สิ่งเหล่านี ้ เราจะเห็นได้ ว่าได้ สร้ าง


ปั ญ หาซํ า้ ซากให้ กับ บ้ า นเมื อ งเรา ที่ เ กิ ด ปั ญ หามากมายอย่ า งที่ เ รา เผชิ ญ อยู่ ทํ าไมเราต้ องมาสร้ างความรู้ ในเมื่ อ เราก็ ยัง เห็ นว่า สัง คม วัฒนธรรมหรื อรากเหง้ าความเป็ นอยู่ของมนุษย์ ในสังคมไหนมันก็มีอยู่ แล้ ว แล้ วก็เพิ่มสะสมกัน มาตามธรรมชาติ ทุกสังคมก็มีความรู้ ตามที่ สังคมสร้ างกันมาอยู่แล้ ว ก็เราเป็ นใครจึงมาสร้ างความรู้ ตรงนี ้ต้ องขอ กลับมาทําความเข้ าใจว่า มันเกิดปั ญหาอะไรขึ ้นมา จึงเกิดกระบวนการ สร้ างความรู้ ท้ อ งถิ่ น ขึน้ มา การสร้ างหรื อ ให้ ค วามสํ า คัญ แก่ ค วามรู้ ท้ องถิ่นจะเห็นว่า จริ งๆ แล้ วความรู้ เป็ นสิ่งที่ ปู่ ย่า ตา ยาย บรรพบุรุษ ของเราสร้ างสมกันมาหลายร้ อยหลายพันปี ปั จจุบนั เราต้ องยอมรับว่า อยู่ ใ นสภาพที่ แ ย่ ม าก มั น กํ า ลั ง จะสู ญ หาย มั น กํ า ลั ง จะหมดไป เพราะฉะนัน้ ศิ ล ปวัฒ นธรรมไทยอย่ า งที่ บ อกแล้ ว ว่ า ในอดี ต นี่ มัน ครอบงํ า ชี วิ ต คนไทยมาจะเห็ น ได้ ว่ า ร้ อยห้ า สิ บ กว่ า ปี นี่ รั ฐ มองว่ า วัฒนธรรมตะวันตกนี่เป็ นวัฒนธรรมที่เหนือกว่า เป็ นวัฒนธรรมที่เจริ ญ กว่า เนื่องจากเหตุการณ์ ของบ้ านเมืองขณะนัน้ อิทธิ พลตะวันตกและ ลัทธิอาณานิคม มันมีส่วนทําให้ ผ้ นู ําประเทศเห็นว่าวัฒนธรรมตะวันตก นี่มนั เหนือกว่า เราจําเป็ นต้ องเรี ยนรู้ จากเขา ลอกเลียนแบบทัง้ วิถีชีวิต วิธีคิด แล้ ววัฒนธรรมแบบนี ้ก็ทําให้ มองว่า วัฒนธรรมของชาวบ้ านของ คนไทยกันเอง ประกอบด้ ว ยผู้ค นหลายชาติ พัน ธุ์มัน ไม่ เ จริ ญ ทํ า ให้


วัฒ นธรรมประเพณี ท้ องถิ่ น ถู ก ละเลย ถู ก ทิ ง้ คนชัน้ กลางเองที่ มี การศึกษา ทัง้ ในระบบในประเทศหรื อที่ไปเรี ยนต่อต่างประเทศก็เอา อย่างคนชัน้ สูง ด้ วยสภาพแบบนี จ้ ะเห็ น ว่ามัน ทํ าให้ ประเทศไทยมัน เหมื อนกับเป็ นสัง คมที่ หลอกตัวเอง พยายามแสวงหาแต่ว่าอะไรคือ ความเป็ นไทย อย่ า งเช่ น สมั ย จอมพล ป.พิ บู ล สงคราม ก็ ม องว่ า พยายามให้ คนไทยเป็ นไทย ฉะนันทํ ้ าให้ ลืมว่า มันมีกลุ่มชาติพนั ธุ์ไม่ว่า จะเป็ นลาว เป็ นมอญ เป็ นเขมร เป็ นจีน เป็ นอะไรมากมายก่ายกอง แต่ ในระบบการรับรู้ ของเราอย่างเป็ นทางการเราเหมาว่าคนไทยต้ องพูด ภาษาไทย มีเชื ้อชาติไทยเท่านัน้ วัฒนธรรมไทยมักถูกทําลายบิดเบือนมาเป็ นเวลาช้ านานมากเป็ นเวลา ร้ อยๆกว่าปี เพราะฉะนันอะไร ้ ทําให้ เรารู้สึกว่าดูถกู หรื อว่าไม่ค่อยแน่ใจ เกี่ยวกับความเป็ นตัวตนของตัวเอง เราไม่อยากจะบอกว่า เราเป็ นใคร มาจากไหน ไม่อยากบอกให้ คนรู้ว่า กําพืดเราเป็ นใคร เพราะเรารู้สึกว่า เราอาย เราไม่มีความเจริ ญ เราตํ่าต้ อย เราไม่เป็ นเหมือนกับคนชัน้ สูง เพราะฉะนัน้ ตรงนี เ้ อง มัน ทํ า ให้ สัง คมเราต้ อ งมาถูก ตบด้ ว ยระบบ ความคิดตะวันตก ที่ พูดว่า ตะวัน ตกนี ไ้ ม่ ได้ ห มายความตะวัน ตกมัน เลวร้ ายนะคะ ส่วนดีก็มีมาก อะไรดีๆ นี่มนั ทํายาก อะไรที่มนั เลวๆ นี่มนั ทําง่าย ฉะนันเราจะรั ้ บอะไรที่มนั ค่อนข้ างฉาบฉวยมาจากตะวันตก จะ


เห็ น ว่ า ทํ า ให้ เราสูญ เสี ย วัฒ นธรรมประเพณี ห รื อความภาคภู มิ ใ จ วัฒนธรรมท้ องถิ่นอย่างมากมาย มีคนไทยบางกลุม่ ที่ตระหนักถึงปั ญหา นี ้มานานแล้ ว อย่างเช่น คนอย่างคุณเล็ก หรื อว่าเจ้ าของเมืองโบราณนี ้ ท่ า นเป็ นคนที่ ม องเห็ น อัน ตรายของสัง คมในอนาคตว่ า หากคนไทย ทังหมดลื ้ มรากเหง้ าไม่เห็นความสําคัญของศิลปวัฒนธรรมของเรา ท่าน ก็เลยอุทิศตนทัง้ ชีวิตเก็บรวบรวมสร้ างศิลปวัฒนธรรมทุกสิ่งทุกอย่าง อย่ า งที่ เ ราเห็ น ผลงานได้ ประจั ก ษ์ กั น แล้ ว คนเหล่ า นี ม้ ี น้ อยมาก เหลือเกิน แต่ถ้าไม่มีคนอย่างนี ้ สังคมจะอยู่ได้ อย่างไร โดยที่เราจะมอง ไปข้ างหน้ าอย่างเดียว โดยที่ไม่เหลียวมาเห็นคุณค่าที่บรรพบุรุษได้ สงั่ สมเอาไว้ ฉะนัน้ สังคมที่ไร้ ราก สังคมที่ละเลยความรู้ ประสบการณ์ ที่ บรรพบุรุษได้ สร้ างมา มันทําให้ คนปั จจุบันนี ้ ไม่ร้ ู จักตัวเอง ไม่เชื่อมั่น ขาดความมัน่ ใจ และความหยิ่งในศักดิ์ศรี ของความเป็ นมนุษย์ที่มนุษย์ ทัว่ ๆไปต้ องมีกนั แต่คนไทยนี่กล้ าไหม ที่จะบอกว่าตัวเองเป็ นใคร อะไร คือสิ่งที่ดีของตัวเอง ในกลุ่มชาติพนั ธุ์ต่างๆ ที่คณ ุ อาภาภิรัตน์ พูดมาว่า ทําไมเราจึง ต้ องให้ ความสําคัญ พวกนัน้ เพราะว่าทุกคนมีความเป็ น มนุษ ย์ เ ท่ า เที ย มกัน และความเป็ นมนุษ ย์ ข องสัง คมปั จ จุบัน มัน ถูก ลดทอนไปมาก มันทําให้ เราเห็นแก่วตั ถุ เห็นแก่ตวั แต่ถ้าเราไปเห็นชี วิต ที่ยงั มีความเป็ นมนุษย์เหนือกว่าเรานี ้ จะสะท้ อนให้ เราเห็นว่า อะไรคือ


สิ่งที่เราพัฒนาไปแล้ ว เราทําลายตัวเองมากไปทุกที ฉะนัน้ จะเห็นว่า การศึกษาที่รัฐสนับสนุนก็ละเลยความรู้ของท้ องถิ่น ซึง่ แม้ จะมีผ้ ศู กึ ษาที่ เป็ นระบบทางการ เราจะเน้ นหลักฐานเรื่ องราวที่มีการขีดเขียนเป็ นลาย ลักษณ์ อกั ษร แต่เรื่ องราวของมนุษย์มากมายมหาศาลที่มันถูกละเลย เพราะไม่มีการบันทึกเอาไว้ เป็ นตัวหนังสือหรื อเป็ นเอกสารอะไรต่างๆ เพราะคนในท้ องถิ่นในหมู่บ้านจํานวนมากมาย เขาอาจจะรู้หนังสือน้ อย อ่านออกไม่มาก แต่มันไม่ได้ ห มายความว่าเขาไม่ มีความรู้ หรื อ ไม่ มี ความเข้ าใจในชีวิตศิลปวัฒนธรรม ประเพณีที่เขารับมาเป็ นเวลาช้ านาน ดังนัน้ ความรู้ท้องถิ่นเหล่านี ้ ถ้ าหากเราไม่เห็นความสําคัญ ไม่พยายาม รื อ้ ฟื ้นหรื อว่าบันทึกเก็บเอาไว้ มันจะสูญหายไปหมด แล้ วปั จจุบนั ไม่ ต้ องพูดมันสูญไปมหาศาล เพราะฉะนันวิ ้ ธีการศึกษาเราจะทําอย่างไร การที่เราจะศึกษาหรื อรื อ้ ฟื น้ ความรู้ ท้องถิ่น ซึ่งมีอยู่มากมายมหาศาล และจํานวนมากที่สญ ู หายไปหมดแล้ วนี ้ ที่สําคัญที่สดุ คนที่จะศึกษาที่ จะสร้ างนี ้ต้ องเห็นคุณค่า เห็นความสําคัญของมันก่อน ว่ามันเป็ นสิ่งที่มี คุณค่าหาอะไรเปรี ยบปานไม่ได้ คือ ประสบการณ์ความเป็ นมนุษย์ และ ต้ อ งเกิ ด จากความอยากรู้ ทุก คนที่ จะทํ าได้ ต้อ งเกิ ด จากการอยากรู้ อย่างเช่น อาจารย์ สิริอาภา อย่างท่านหลวงพ่อนี่ ท่านอยากรู้ ท่านก็ ค้ นคว้ า ท่านก็เก็บ ท่านก็หา มันต้ องเกิดจากความเห็นคุณค่าแล้ วก็เกิด


ความสงสัย ว่ า ตัว เราเป็ นใครมาจากไหน ฉะนัน้ เราจะเห็ น ว่ า วิ ธี การศึกษาสร้ างความรู้นี ้ ที่แล้ วๆมามันมีหลายกระบวนวิธีการ แล้ วแต่ ละวิธีการก็มีความหมายมีคณ ุ ค่า นักประวัติศาสตร์ ก็ศึกษาไป นักคติ ชนหรื อนักวิชาการในรั ว้ มหาวิทยาลัยก็ศึกษากันไป แต่ว่าวิธีการเช่น กลุ่ม อาจารย์ ศ รี ศัก ร ที่ พ วกเรามองเห็ น ว่ า มัน น่ าจะให้ ค วามหมาย มากกว่า แต่ไม่ใช่ว่าเหนือกว่า วิธีการที่นกั วิชาการอื่นๆ ศึกษากัน แต่ เราเห็นว่า ข้ อบกพร่ องของนักวิชาการที่ศึกษาตามระบบแบบตะวันตก หรื อระบบที่เป็ นอยู่นี ้ คือนักวิชาการที่รับการฝึ กฝนมาในสาขาวิชาการ ต่างๆ ที่มกั ศึกษา แต่บางส่วนเสี ้ยวของผลงานเรื่ องราวของมนุษย์ เช่น คุณจะเป็ นนักจิตวิทยา คุณจะเป็ นนักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นัก อะไรต่อมิอะไรก็ตาม ฉะนัน้ พวกนี ้จะเชี่ยวชาญส่วนที่ถกู แยกส่วนเป็ น เรื่ องๆ ไม่มองว่าเรื่ องราวจริ งเหล่านี ้ในชีวิตมนุษย์แล้ วมันเชื่อมโยง มัน แยกออกจากกันไม่ได้ ดังนันความรู ้ ้ ที่เราถูกสอนให้ แยกส่วนมันทําให้ เรามองเห็น มนุ ษย์ นี่ เป็ นส่วนๆ มองไม่ เ ห็ น จิ ต วิ ญ ญาณ มองไม่ เ ห็ น คุณ ค่ า ของความเป็ นมนุษ ย์ กระบวนการศึก ษาที่ ท างกลุ่ม อาจารย์ ศรี ศัก ร ที่ ทํ า มาตลอด มองว่ า อย่ า งวิ ธี ก ารที่ เ รี ย กว่ า วิ ธี ก ารทาง มานุษยวิทยา คือคําๆ นี ้ถ้ ามองภาษาอังกฤษอาจเป็ นเรื่ องยากเย็น แต่ จริ งๆ แล้ วมันไม่ใช่ ชาวบ้ านทุกคนนี่แหละเป็ นนักมานุษยวิทยา เป็ นนัก


มานุษยวิทยาอยู่ในตัวโดยธรรมชาติ เพราะว่าเราไม่มองว่าเรื่ องใดใน ชี วิตมันสําคัญ กว่ากันและกัน เรามองภาพรวมของมิ ติท างสัง คมว่า สังคมมนุษย์ว่ามันต้ องเป็ นอันหนึง่ อันเดียวกันมันแยกกันไม่ได้ เราไม่ได้ มองว่าเศรษฐกิจการทํามาหากินมันสําคัญกว่า ระบบความเชื่อศาสนา หรื อพิธีกรรม หรื อมองว่าการเลี ้ยงลูก การปลูกฝั ง การทํามาหากิน การ ทําอาหาร ทุกเรื่ องมันมีความสําคัญเท่ากันหมด แต่ว่าถ้ าหากว่าเราไป มองดูว่าสิ่งไหนสําคัญมากกว่าสิ่งไหน ความรู้ ต่างๆ มันก็จะสูญสลาย ไปหมด ฉะนัน้ ผลกระทบที่เราเห็นก็คือว่า พืน้ ที่ ที่มันเป็ นของส่วนรวม ของสาธารณะนี่มนั หายไปหมด เพราะสังคมมันถูกปรับให้ มองเห็นใน เรื่ องของปั จเจก ในเรื่ องของการเอาตัวรอด วัดซึง่ เคยเป็ นศูนย์กลางของ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตมนุษย์ ก็อาจจะกลายเป็ นพืน้ ที่จอดรถ เป็ นที่ให้ เช่ า ที่ ทํ า การพาณิ ช ย์ ศิ ล ปการแสดง หรื อ เวที ข องชาวบ้ า นที่ เ คยมี ความหมายที่ชาวบ้ านแสดงบทบาทภูมิปัญญาของเขาไม่ ว่าจะเป็ น ศิลปการแสดง ไม่วา่ จะเป็ นลิเก ลําตัด พิธีกรรม อะไรต่างๆ นี ้ก็จะถูกยึด คืนไปหมด จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี ้เป็ นสิ่งสําคัญที่จะต้ องมีการเข้ ามารื อ้ ฟื น้ และสร้ าง ทีนี ้การสร้ างหรื อเก็บบันทึกความรู้ที่อยู่ในกลุ่มชาวบ้ านหรื อ ผู้ร้ ู ท้ องถิ่ นอย่างที่ อาจารย์ ศรี ศักร เรี ยนให้ ท ราบว่า ไม่ใ ช่นักวิชาการ อย่างพวกเราจะไปทําได้ เพราะว่าเราไม่มีความรู้ ที่จะทําอย่างนัน้ แต่


คนที่เป็ นชาวบ้ านนั่นเป็ นผู้ที่มีความรู้ อยู่เต็ม ตัว แต่ว่าเขาไม่ มีความ เชื่อมัน่ ในบางคน หรื อว่าอาจจะมีกระบวนการหรื อวิธีการที่ไม่สามารถ จะสื่อสารกับคนภายนอกส่วนใหญ่ให้ เข้ าใจได้ ด้ วยเหตุนีจ้ ึงเป็ นที่มา ของอาจารย์ ที่ อุ ทิ ศ ชี วิ ต ตัง้ แต่ เ ป็ นหนุ่ม จนกระทั่ง ปั จ จุบัน ต่ อ ไปนี ้ เพื่ อ ที่ จ ะไปช่ ว ยให้ ช าวบ้ า นเป็ นตัว ของตัว เองและสร้ างความรู้ ของ ตนเองขึน้ มา ฉะนัน้ กระบวนการที่ ทํ า กัน อยู่นั น้ ก็ คื อ ว่ า เราหนุน ให้ ท้ องถิ่นเป็ นเจ้ าของผลิตองค์ความรู้ ด้ วยตัวเอง จะด้ วยขบวนการที่ไป สัมภาษณ์ หมายถึงว่า ชาวบ้ านนี่ทํากันเอง โดยการฝึ กอบรม รวบรวม และให้ มีการเผยแพร่ ทีนีก้ ารเผยแพร่ ก็อาจลอกมาทัง้ ทางหนังสือ สืบ ทอดการแสดงทางประเพณีหรื อว่าความรู้ในเรื่ องการทํายา ทํา อาหาร อะไรต่างๆ เป็ นสิ่งที่เราใฝ่ ฝั นอยากจะให้ มี คือ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเล็กๆ ของหมู่ บ้ านของชุ ม ชนนั น้ ซึ่ ง เป็ นที่ ร วบรวมภู มิ ปั ญญา ความรู้ ประสบการณ์ และอนาคตที่เขาต้ องการสําหรับชุมชนของเขา ซึ่งคงจะ เป็ นประเด็นที่คงจะพูดหลังจากนี ้นะคะ คุณกุศล เอี่ยมอรุณ


ก็ฟังอาจารย์ปราณี พูดข้ อสรุปอาจารย์ศรี ศกั ร อีกที หลังจากนี ้ผมอยาก ให้ อาจารย์ศรี ศกั ร พูดถึงกระบวนการเรี ยนรู้ที่เป็ นขันเป็ ้ นตอนก่อนที่จะ เข้ าสู่ตวั พิพิธภัณฑ์ ว่าจริ งๆ แล้ วมีขนั ้ ตอนอย่างไรบ้ าง เท่าที่ผมทราบ อาจารย์จะเน้ นเรื่ องของกระบวนการเรี ยนรู้ว่า ตัวชุมชนก่อน อาจารย์ปราณี วงษ์ เทศ พูดถึงพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรื ออะไรต่างๆ นี่ มันก็ต้องมาจากข้ างใน จาก ผู้คนที่เป็ นเจ้ าของวัฒนธรรมอันนัน้ เพราะที่แล้ วมาอย่างที่บอกแล้ วว่า รัฐหรื อว่าคนภายนอกที่เข้ าไปทํามันก็เป็ นเหมือนปาหี่ที่พอวันเปิ ด แล้ ว ก็ปิดไปเลยไม่มีใครสนใจ ก็ปล่อยให้ มนั ร้ า งไปอย่างนัน้ แต่มนั ก็ต้องมา จากการเห็ น ความสํ า คัญ ของคนในท้ อ งถิ่ น อย่ า งอาจารย์ สิ ริ อ าภา อย่างหลวงพ่อนี่ท่านเก่ ง ท่านศึกษามาก่อน การที่จะจัดแสดงนี่ต้อ ง อาศัยเทคนิคบางอย่าง ซึ่งจริ งๆ แล้ วชาวบ้ านก็สามารถทําด้ วยตนเอง ได้ แต่ถ้าหากว่าเราต้ องการขยับขยายให้ มัน เป็ นระบบหรื อว่ามีการ สื่อสารคนภายนอกได้ นี่ อย่างนักวิชาการจะเข้ ามาช่วยตรงนี ้ แต่ไม่ใช่ ว่าเป็ นผู้ที่เข้ าไปสร้ างองค์ความรู้ เป็ นเพียงผู้ที่มาช่วยจัดสรร ให้ ความรู้ ของท้ องถิ่ นมันเผยแพร่ เป็ นที่รับรู้ ของคนภายนอกได้ ซึ่ง จริ ง ๆ มัน มี


หลายกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็ นศาลาวัด หรื ออย่างอื่น ถ้ าหากว่าเรา ต้ องการให้ ท้องถิ่นอื่นหรื อคนอื่นรู้จกั ตัวเราเองและเข้ าใจตัวเราเอง เราก็ ต้ องมีวิธีการสื่อกับคนอื่นได้ เพราะว่าการเก็บหรื อการศึกษาเราอาจจะ รับรู้กนั ภายในชุมชนของเรา แต่การที่จะสื่อให้ คนอื่นได้ นี่ มันจําเป็ นต้ อง อาศัยกระบวนการบางอย่าง ที่ทําอย่างไรจึงจะใช้ วิธีเผยแพร่ การสื่อสาร การถ่ายทอด ให้ คนภายนอกเรี ยนรู้เรื่ องของเราด้ วย ทีนี ้ในนี ้จะให้ พดู ถึง กระบวนการทางด้ านพิพิธภัณฑ์เลยหรื ออย่างไร ตรงไหน คุณกุศล เอี่ยมอรุณ อาจารย์จะหยุดอยู่ตรงนี ้ก่อนก็ได้ นะครับ เดี๋ยวผมจะโยงหาตัวรูปธรรม จริ ง ๆ ตัว อย่ า งเช่ น ท่ า นเจ้ า อาวาสของทางจัง หวัด เชี ย งราย วัด ศรี สุทธาวาสนะครับ จริ งๆ แล้ วการเกิดพิพิธภัณฑ์ของทางวัดนี ้ ผมทราบ มาว่าเกิดจากการที่มีเด็กนักเรี ยนเข้ าไปถามไถ่ประวัติหรื อความเป็ นมา ของวัด ท่า นเจ้ า อาวาสก็ เ กิ ด มี ค วามคิ ด ว่ า อยากจะเปิ ดพิ พิ ธ ภัณ ฑ์ ท้ องถิ่นของตนเองขึ ้นมา หรื อว่ามีรายละเอียดอย่างไรครับ และจะมา เชื่อมโยงกับกระบวนการเรี ยนรู้ตรงนี ้อย่างไรบ้ าง เชิญครับ


เจ้ าอาวาสวัดศรี สทุ ธาวาส เจริ ญพรโยมวิทยากร สําหรั บพิพิธภัณฑ์ วัดศรี สุทธาวาสที่เกิดขึน้ นัน้ เพราะว่าวัตถุประสงค์หรื อเป้าหมายจริ งๆ นันคื ้ อ อยากให้ พิพิธภัณฑ์วดั ศรี สทุ ธาวาสนี ้เป็ นแหล่งเรี ยนรู้สําหรับชุมชน นักเรี ยน นักศึกษา ได้ ร้ ูถึง ภูมิหลังประวัติความเป็ นมา เพราะว่า บางทีมนั ก็เที่ยวไปเชื่อมโยงกับ การศึกษา ก็คือการปฏิรูปการศึกษาเกี่ยวกับหลักสูตรท้ องถิ่น บางทีก็มี นักเรี ยนเข้ าไปถามว่า ประวัติความเป็ นมาของบ้ านเมื องเราเป็ นมา อย่างไร เพราะว่ าต่างคนต่างก็เล่า โดยไม่มีแหล่งที่ให้ ความรู้ ชัดเจน ทางวัดก็ เห็ นว่า ที่ วัดนั่น อย่ างน้ อ ยๆ ก็ ใ ห้ เ ป็ นแหล่ง เรี ยนรู้ ของชุม ชน เยาวชน และอยากจะมีกิจกรรมที่เป็ นเรื่ องสื่อถึงความเป็ นอยู่ วิถีชีวิต ของชาวบ้ าน ให้ คนข้ างนอกได้ ศึกษาได้ ร้ ู แต่ว่าถ้ าจะทําให้ เหมือนกับที่ อาจารย์ว่านี ้คือ จะทําเองความจริ งก็ทําได้ แต่ว่าด้ านวิชาการเราไม่ร้ ูกนั อาจารย์และทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้ สง่ เจ้ าหน้ าที่ที่มีความรู้ ไปแนะนํ า วิ ธี ก ารขัน้ ตอนด้ า นวิ ช าการ และทางวัด ก็ ร่ ว มในการจัด เกี่ยวกับตัวพิพิธภัณฑ์ให้ ก็คงเจริ ญพรแค่นี ้ก่อน อาจารย์ศรี ศกั ร วัลลิโภดม


คื อ ผมอยากจะเริ่ ม อย่ า งนี เ้ สริ ม จากอาจารย์ ป ราณี พูด อย่ า งนี ว้ ่ า ความรู้มนั มีข้อมูล มีอยู่แล้ วในท้ องถิ่นโดยเฉพาะพวกคนแก่คนเฒ่าเขา รู้ข้อมูล แต่การจะนําข้ อมูลมาประมวลเป็ นความรู้นนอี ั ้ กเรื่ องหนึ่ง ซึ่งที่ อาจารย์ปราณี พูดว่า การประมวลเป็ นความรู้ ของชาวบ้ านนันเขาเอา ้ ข้ อมูลมาเป็ นความรู้ ในรู ปของตํานาน เขามีอยู่แล้ ว แต่เผอิญเขาถูก ละเลย ถูกเหยียดหยามว่ามันไม่ถกู ต้ อง เขาก็เกิดความไม่มนั่ ใจขึ ้นมา แต่เราเข้ าไปเสริ มเพื่อว่าจะให้ การสร้ างความรู้ของเขานี่เป็ นสิ่งที่ดีงาม ให้ เขาเกิดความมัน่ ใจ ทีนี ้ปั ญหาคือว่า เราเป็ นตัวแอ๊ บเพาว์เวอร์ ท้องถิ่น โดยตรงกระตุ้นให้ เ กิ ด ความมั่น ใจ เขาก็ จะเกิ ดสติปั ญ ญานํ าเอาสิ่ ง เหล่านัน้ มาประมวลเป็ นความรู้ ทีนีเ้ วลาเราเข้ าไปก็ต้องอาศัยวิธีการ ทางตะวันตกเหมือนกัน ซึง่ ขณะนี ้มันมีงานซึ่งเมืองไทยขาดไป ช่วง ๔๐ ปี ที่ ผ่ า นมา เพราะไม่ เ คยอบรมความรู้ เรื่ อ งสัง คมวิ ท ยาและด้ าน มานุษยวิทยาเลย เพราะฉะนัน้ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เมื่อเขา รู้ จกั ตัวเอง เขารู้ จักอะไรแล้ ว เขาคิดสร้ างสรรค์ขึน้ มาได้ เรากระตุ้นให้ เขามีประสบการณ์ ไปเปรี ยบเทียบท้ อ งถิ่ นนัน้ ท้ องถิ่ นนีใ้ ห้ เกิ ดความ มัน่ ใจ เพราะฉะนันสติ ้ ปัญญามันเกิด ก็คิดอะไรใหม่ๆ ขึ ้นมา งานที่เป็ น งานวิจยั ที่พฒ ั นาเกิดขึ ้น ของใหม่ๆจะเกิดขึน้ มา อย่างเช่นยกตัวอย่าง อาจารย์สิริอาภา อาจพูดต่อไปว่า ก่อนที่อาจารย์สิริอาภาจะทํานี่ก็ไม่มี


อะไร พออาจารย์สิริอาภาทําก็มีสมุนไพรชาวบ้ าน มีสีย้อมผ้ าเกิดขึ ้น มี อะไรต่างๆ เกิดขึ ้นมา มันมากกว่า OTOP อีก แม้ กระทัง่ ที่หลวงพี่ที่ทํา เด็กเกิดความเข้ าใจต่างๆ นี่มากมาย แล้ วก็ดําเนินเรื่ องไป อย่างหลวงพี่ ภายในบริ เวณวัดศรี สทุ ธาวาสนี่มีพื ้นที่ ๔๑ ไร่ เป็ นสภาพแวดล้ อมที่เป็ น ป่ าหมดเลยแล้ วมีแห่งเดียวในประเทศไทย เกิดจากภูมิปัญญาของท่าน เจ้ าอาวาส ซึ่งสะสมเรื่ อยมาจนกระทั่งมาถึง หลวงพี่นี่ รั กษาเรื่ อยมา ต้ นไม้ ใหญ่ๆ นี่มากมายเหลือเกิน ไม่เคยเห็นวัดไหนในประเทศไทยมี เหมื อ นวัด ศรี สุท ธาวาส นึ ก ว่ า วัด อยู่ก ลางป่ า หลวงพี่ ไ ด้ ไ ปค้ น คว้ า มาแล้ วก็ถ่ายทอดให้ แก่เด็ก เดี๋ยวนี ้ก็อาจจะมียุวมัคคุเทศก์ ต่อไปนี่คือ เรื่ องที่เราไปเกี่ยวข้ องด้ วย และขณะนี ้เราก็ทําอย่างนี ้ในขบวนการแบบ นี ้ ขณะนี ้เข้ าไปอบรมในหลายท้ องถิ่นให้ เขาสร้ างความรู้ นี่คือสิ่งที่ทํา แค่นี ้ก่อนแล้ วกัน คุณกุศล เอี่ยมอรุณ ขอบคุณอาจารย์ ครับ ทีนีม้ าทางอาจารย์ สิริอาภา พิพิธภัณฑ์ ท้องถิ่ น บ้ านเขายี่สารครับ โดยสภาพการหรื อภูมิหลัง อยากจะให้ เล่าให้ ฟังจน


มาถึงเปิ ดเป็ นพิพิธภัณฑ์จนทุกวันนี ้ว่า มีกระบวนการเรี ยนรู้อย่างไร ขอ เรี ยนเชิญครับ อาจารย์สิริอาภา รัชตะหิรัญ ท่านผู้มีเกียรติคะ เมื่อกี ้ได้ ฟังคุณอาภาภิรัตน์ แนะนําดิฉนั ว่า เป็ นตัวตัง้ ตัวตีในการทําพิพิธภัณฑ์ ที่เขายี่สาร ดิฉันของเพิ่มอย่างนีก้ ็แล้ วกันว่า ก่อนที่ดิฉันจะเข้ าไปช่วยชาวบ้ านเขาทํานัน้ ชาวบ้ านเขาทํากันมาก่อน มีกลุ่มคนยี่สารเป็ นเลือดเนื ้อเชือ้ ไขของยี่สารนี ้ บางคนก็นงั่ อยู่ที่นีด้ ้ วย เป็ นคนตัวตังตั ้ วตีไปหยิบไปจับไปฉวยด้ วยความเสียดาย ในชุมชนของ เรานี่มีของที่ดีและเป็ นของที่มีค่าต่ออดีตความเป็ นมาของยี่สารนี่อยู่ เยอะแล้ วนับวันมันก็จะผุพังลงไป เพราะฉะนัน้ กลุ่มคนพวกนีเ้ ขาก็มี ความรู้ สึก ว่ า ควรเก็ บเอามารวมกัน เพื่ อ จัดแสดงเป็ นพิ พิ ธ ภัณ ฑ์ จ ะ ดีกว่า นี่คือความรู้สกึ ในครัง้ แรกที่เราเกิดมีพิพิธภัณฑ์ขึ ้นมา ทีนี ้ดิฉนั เอง เป็ นเลือดเนื ้อเชื ้อไขของที่นนั่ แต่อาจจะมีโอกาสดีกว่าพี่น้องทังหลายใน ้ ชุมชนที่ว่า ดิฉนั มีโอกาสไปอยู่ที่อื่น ไปทํางานที่อื่น เติบโตมาจากยี่สาร ก็ระยะหนึ่งแล้ วก็ออกไปเรี ยนหนังสือ ออกไปทํางานข้ างนอก ตลอด ระยะเวลาดิฉันคิดอยู่เสมอว่า บ้ านเรานี ้มันมีอะไรดีๆ หลายอย่างเยอะ


มาก แต่มนั ไม่มีปัญญาจะทํา เคยพูดกับพี่น้องบอกว่าอยากจะทําให้ มนั เป็ นพิพิธภัณฑ์จงั เลย เพราะเรารู้ว่าบนวัดนี่ ตอนเป็ นเด็กๆ เราก็เคยเห็น อาคารตังหลายหลั ้ ง เห็นธรรมาสน์เก่าๆ เวลาเราขึน้ ไปทําบุญบนยอด เขานี่ เราเห็นธรรมาสน์เก่าๆ เห็นศาลาที่นบั วันจะผุพังลงไป แล้ วหลัง บ้ านดิฉันเองก็ มีเศษกระเบือ้ ง ถ้ วย กะลาแตกเยอะ เวลาเราจะเล่น กิ จ กรรมของเด็ ก ๆ เมื่ อ ก่ อ นชอบเล่ น ตาเขย่ ง มัน จะต้ อ งมี อี ตัว คื อ จะต้ องเอาเศษกระเบื ้องทังหลายมาทํ ้ าเป็ นอีตวั ต้ องวิ่งไปหลังบ้ าน หรื อ ถ้ าเรี ยนอยู่ที่โรงเรี ยน ที่บริ เวณโรงเรี ยนบ้ านเขายี่สารจะมีวัตถุต่างๆ เหล่านี ้อยู่เต็มพื ้นที่ไปหมด นอกเหนือไปจากเปลือกหอย ความรู้สึกสัง่ สมอย่างนี ้ ดิฉันก็มีความคิดมานานว่า ถ้ าทําเป็ นพิพิธภัณฑ์ ได้ ก็จะดี แต่พี่ น้องก็บอกว่า มันยากนะทํ าพิ พิ ธภัณ ฑ์ ไม่ ใช่เรื่ อ งง่าย แล้ วเราก็ ทํางานเป็ นข้ าราชการด้ วย ทีนีโ้ ชคดีที่มีกลุ่ม คนพวกนี ค้ ิดขึน้ มาก็คือ ญาติพี่น้องส่วนหนึ่งมีเวลาก็ทําให้ เกิดวันนีข้ ึน้ มา คือเขาจะเป็ นผู้ที่ไป หยิ บ ไปจับ ไปฉวย อย่างบางรายเขารู้ ว่า บนวัดนัน้ มี อะไรตัง้ หลาย อย่าง มีของเก่าๆ ที่ปลวกกิน หนูแทะ เน่าอยู่บนวัดนัน้ เขาก็ออกอุบาย กันว่าทําอย่างไรถึงจะเอาลงมารวบรวมไว้ ได้ มันก็จะมีโยงใยกันอย่างนี ้ บางคนก็ถึงกับว่าเป็ นสปายกันว่า พระที่เป็ นคนรุ่นๆ เดียวกัน บวชอยู่ ก็ ให้ บอกว่าตรงนันมี ้ อะไรพอจะหยิบมาได้ บ้างหรื อเปล่า เพราะฉะนัน้ ก็


จะมีของหลายสิ่งที่มนั ผุพงั อยู่บนวัด ถูกเชิญลงมาข้ างล่างเพื่อจัดแสดง เพราะฉะนัน้ ตรงนี ้เป็ นจุดเริ่ มต้ นทีเดียว ส่วนตัวดิฉันเองเป็ นระลอกถัด มา ที่ มีความคิดที่จะเข้ าไปทํ า พอกลุ่ม คนเหล่านี เ้ ขาคิดอยากจะทํ า ดิฉนั จึงโถมเข้ าไปเต็มที่ ก็เลยประกาศกับตัวเองว่า " จะต้ องกลับไปช่วย บ้ านเรา " เพราะว่าเกิดที่นนั่ โตที่นนั่ ก็ควรจะกลับคืนไปให้ บ้านเกิดของ ตัวเองดีกว่า พอนึกต่อๆ ไปว่า เมื่อสมัยเป็ นเด็กไปเรี ยนนอกหมู่บ้าน คน เขาจะถามว่าเป็ นคนที่ไหน ดิฉันจะตอบว่า เป็ นคนยี่สาร ท่านเชื่อไหม คนที่จงั หวัดสมุทรสงครามด้ วยกันเองนี่งงมาก ว่าอยู่ยี่สารเหรอ เขารู้จกั ยี่สารในแง่มมุ ที่เป็ นบ้ านนอก ในแง่มมุ ที่ยงุ ชุม งูชมุ เป็ นที่ห่างไกลความ เจริ ญ ไปมาก็ลําบาก ไม่มีใครอยากจะไปยี่สาร ดิฉันพยายามจะบอก ใครๆ ว่า ที่ยี่สารมีเขาด้ วยนะ เป็ นเขาแห่งเดียวของสมุทรสงคราม เขาก็ ไม่ใส่ใจอยากรู้ จกั กันเท่าไหร่ ได้ ยินทีแรกบอกว่าอีสานด้ วยซํ ้าไป ดิฉัน บอกไม่ใช่เป็ นยี่สาร มันทําให้ ดิฉันลังเลว่า บ้ านเราเป็ นอะไร เรารู้สึกว่า เป็ นสิ่งที่ดี แต่คนข้ างนอกบอกเขาไม่ร้ ู จัก อย่างนี ม้ ันก็สงั่ สมไปเรื่ อยๆ จนกระทัง่ มาถึงวันที่ได้ มีโอกาสกลับไปช่วยบ้ านเกิดทําพิพิธภัณฑ์ จึงได้ พยายามทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่จะทําให้ เกิดพิพิธภัณฑ์ขึ ้นมาให้ ได้ ดิฉนั เที่ยวไปบอกใครต่อใครที่ทําพิพิธภัณฑ์ โดยเฉพาะบอกหัวหน้ าชุมชน ท่านเจ้ าอาวาส ว่าดิฉนั จะเข้ าไปช่วย ทีนีส้ ิ่งที่ชาวบ้ านเขาทําไว้ แล้ ว เขา


รวบรวมของเยอะแยะไปหมด ไปไว้ ใต้ ถุนศาลาการเปรี ยญ และเขาก็ ช่วยกันหาเงินหลายอย่างด้ วยการกู้ยืมก็มี บางครัง้ ก็กินโต๊ ะเพื่อจะได้ เอากําไรมาทํา บางรายก็ขอบริ จาคเอาดื ้อๆ ทีนี ้พอลงมือทําขนาดนี ้แล้ ว ท่านเชื่อไหมว่า คนที่เป็ นเจ้ าของเงินเป็ นเรื อนหมื่นเหล่านันพากั ้ นยกให้ เขาเห็นว่า พวกนีท้ ํากันจริ งๆ และเขาเห็นเป็ นรู ปธรรมมากขึน้ แต่ใน ระยะแรกที่ทําขึ ้นมานี ้ เขาทําตามความคิดของเขาตามแบบชาวบ้ าน ที่ว่า พิพิ ธภัณฑ์ ก็คือที่ รวบรวมสิ่ง ของเพื่อ จัดแสดงให้ ประชาชนได้ ดู เพราะฉะนันบางอย่ ้ างที่เขาคิดวาง เขาก็วางลงไป อยากจะทําให้ ดขู ลัง เขาก็ไปเอานํ ้ามันมาทา ทําให้ มนั เก่า ดิฉนั มีความรู้สกึ ว่า ถ้ าดิฉนั เข้ าไป ทํา ดิฉันอยากให้ มีความรู้ มีความสามารถที่สื่อความอะไรกันได้ แต่ ดิฉนั เองก็ไม่ได้ รํ่าเรี ยนมาทางวิชาพิพิธภัณฑ์หรื อมานุษยวิทยา แต่ดิฉนั ก็ไม่ย่อท้ อ เมื่อจะเข้ าไปช่วย ดิฉนั ก็ เริ่ มสมัครเข้ าไปสัมมนากับอาจารย์ ศรี ศกั ร เพราะทราบชื่อเสียงอาจารย์ดีว่า อาจารย์ล่มุ ลึกในเรื่ องเหล่านี ้ และมีเมตตา พอได้ เข้ าไปคุยกับอาจารย์ว่า อยากมีพิพิธภัณฑ์ อาจารย์ ก็ มี เ มตตาแนะนํ า แต่ ดิ ฉัน ก็ วิ่ ง ตามอาจารย์ ไ ปจนกระทั่ง ถึ ง จัง หวัด เพชรบุรี ว่าอาจารย์ไปช่วยดิฉันหน่อยเถอะว่ายี่สารนีจ้ ะทําพิพิธภัณฑ์ ได้ หรื อไม่ อาจารย์อยู่ที่วดั มหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี อาจารย์ก็ขึ ้นรถมา เลย มาดูที่ยี่สารในวันนันเลย ้ และอาจารย์ก็บอกว่า เห็นยี่สารนันมี ้ อะไร


ต่อมิอะไรมากมายที่เป็ นความรู้ นับจากวันนันดิ ้ ฉันก็เริ่ มเข้ ามารู้จกั กับ มูลนิธิฯ ซึ่งดิฉันบอกกับใครๆ เสมอว่า เป็ นมูลนิธิฯ ที่เป็ นพลังของชาติ อย่างใหญ่หลวงเป็ นผู้ปิดทองหลังพระก็ว่าได้ คือรวยแต่ไม่ใช่รวยเพื่อ ตัวเอง แต่รวยเพื่อมนุษยชาติแบ่งปั นให้ มากเหลือเกิน มีใครบ้ างที่จะทํา ให้ มากขนาดนี ้ ทีนี ้มูลนิธิฯ ที่ว่านี ้อาจารย์ได้ โยงใยทําให้ มาสนับสนุนทํา ให้ เกิดพิพิธภัณฑ์ เพราะดิฉันคิดว่าการที่ทําพิพิธภัณฑ์นีม้ นั ต้ องรู้ ด้วย ว่าจะทําอย่างไร ต้ องหาความรู้ขึ ้นมา แต่ดิฉนั ทําไม่เป็ น อาจารย์ก็ช่วย แนะนําและดูแลในเรื่ องต่างๆ บอกให้ ว่าวิธีการดูแลที่จะได้ เนื ้อหาเข้ ามา นี ้จะทําอย่างไร เนื ้อหาที่มีอยู่ก็คือเนื ้อหายี่สาร ซึง่ ดิฉนั ก็ทราบดีว่าจะทํา อย่างไร เช่น เผาถ่านโกงกาง อย่างที่บ้านก็ทําเผาถ่านมานานตัง้ ๖๐ กว่าปี แล้ วก็ร้ ู ว่าในหมู่บ้านของเรานีย้ ้ อมผ้ ามาตัง้ นานแล้ ว ย้ อมด้ วย เปลือกไม้ ใ นป่ าชายเลน แต่มัน หายไป หายไปจากชุม ชน ที นีพ้ อทํ า พิพิธภัณฑ์ซึ่งก็ฝ่าฟั นอุปสรรคมามากมาย คือ มีน้อยก็ทํา น้ อย มีมากก็ ทํามาก โดยอาจารย์ให้ กําลังใจตลอดเวลา คุณกุศล เอี่ยมอรุณ


สรุปก็คือ พิพิธภัณฑ์ของอาจารย์คือจะเน้ นในเรื่ องของวิถีชีวิตในชุมชน การงานอาชีพต่างๆ อย่างในเรื่ องการเผาถ่านหรื อการย้ อมผ้ าตามที่ อาจารย์พดู ถึงนี ้ ก็แปลว่าในแง่ของพิพิธภัณฑ์ ผมจะเรี ยนถามอาจารย์ ทังสองท่ ้ านว่า พิพิธภัณฑ์จริ งๆ แล้ วไม่ใช่เกี่ยวเนื่องจากศาสนาหรื อวัด วาอารามหรื อตัววัตถุ ก่อนประวัติศาสตร์ ห รื ออย่างเดียวใช่ไหมครั บ อาจารย์ครับ เพราะตอนนี ้ผมเชื่อว่าอีกหลายๆ คนมองภาพพิพิธภัณฑ์ อี ก ภาพหนึ่ ง นะครั บ อัน นี ม้ ัน มี ป ระเด็ น อย่ า งไรครั บ เกี่ ย วกั บ เรื่ อ ง พิพิธภัณฑ์ มันมีหลากหลายนัน้ มีพิพิธภัณฑ์อย่างไหนได้ บ้าง เผื่อว่า พวกเราอาจจะคิดออกว่าแถวบ้ านเรานี่มนั มีอะไรน่าสนใจ อาจารย์ศรี ศกั ร วัลลิโภดม คื อ พิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ ที่ เ ราคุ้ นกั น นี่ คื อ พิ พิ ธ ภัณ ฑ์ ที่ แ สดงวัต ถุ อย่ า งไปดู พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก็ไปดูวตั ถุซํ ้าๆ กันนัน่ แหละ บรรจุเป็ นสมัยนัน้ สมัยนี ้ อันนี ้สวยงามอย่างไร มันไม่เห็นคนหรอกครับ แต่พิพิธภัณฑ์ที่เรา ไปทํากันอย่างที่ยี่สารนี ้มันเห็นคน ไม่ใช่เห็นของตรงนี ้ของที่ไปแสดงมัน มีความหมายเชื่อมโยงไปถึงคน เมื่อกี ้คุณพูดไม่เห็นวัด มันเป็ นองค์รวม หมด ภาพของคนมันไม่ได้ อยู่ที่ความสัมพันธ์ ทางเศรษฐกิจอย่างเดียว


มันมีมิติจิตวิญญาณครอบงําอยู่ เรื่ องนี ้เราไปกระตุ้นเขา เขาก็ฟืน้ ขึ ้นมา พอเราไปมันก็ไปทังหมดเลย ้ คือ องค์รวม ซึง่ เรื่ องทางมิติจิตวิญญาณนี ้ อาจารย์ ปราณี อาจจะเสริ มได้ เพราะอย่างนีค้ นจะไม่เข้ าใจ อาจารย์ ลองพูดถึงตรงนี ้ซิ อาจารย์ปราณี วงษ์ เทศ คือ จะเห็ นว่ า ความรู้ ของท้ องถิ่ น ที่ เราละเลยไปนี่ มัน เป็ นความรู้ ที่ ใ ห้ คุณ ประโยชน์ กับ ความรู้ สัง คมส่ว นใหญ่ ด้ ว ย อย่ า งเช่ น เมื่ อ สองวัน ก่อนที่จะตามอาจารย์ศรี ศกั ร ไปช่วยอบรมชาวบ้ าน ครูบาอาจารย์ที่เขา สอยดาว จังหวัดจันทบุรี เขาก็มีเรื่ องเล่าที่น่าสนใจมาก เช่น เขาบอกว่า คนกลุ่มที่อยู่นี่เป็ นคนเขมรและอพยพเข้ ามาถึง ๓๐๐ กว่าปี แล้ ว เขามี ประเพณีวฒ ั นธรรมที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย เราจะรู้แต่ประเพณีที่เป็ น ส่วนกลางและกลุ่มอื่นๆ แต่ว่าความเป็ นคนเขมรที่สืบเชือ้ สายเข้ ามา ปนเปอยู่ในเมืองไทยนี ้ เราไม่เคยรู้ มาก่อน เขามีพิธีที่น่าสนใจมากคือ พิธีจองเปรี ยงลดชุดลอยโคม คือ เป็ นคําที่เราเจอในหนังสือโบราณที่เรา คิดว่า เป็ นประเพณีของพวกเจ้ านายชันกษั ้ ตริ ย์ ที่ทํากันอยู่สมัยอยุธยา ซึ่งเพิ่งเลิกไปไม่กี่สิบปี มานี ้เอง แล้ วประเพณีอนั นีท้ ี่เขาทํา เขาทําแบบ


ไม่ได้ เล่นปาหี่แบบในงานเอเปค แต่เขาทําเพราะมีความหมาย เขาเชื่อ ว่าเขาทําพิธีเพื่อที่จะจุดโคมลอยกระทงเพื่อที่จะขอขมาแม่นํ ้า ที่สําคัญ เขาทําพิธีเพื่อที่จะเสี่ยงทายเพื่อจะดูว่าโคมจะลอยไปทางทิศไหน ฝนฟ้า จะตกหรื อจะไม่ตกทางไหน หรื อแม้ แต่เวลาจุดลอยกระทง เขาจะเอา เทียนมาหยดดูว่า เทียนที่มนั หยดลงมามีความหมายอย่างไร เขาจะทํา มาหากินในที่ดินแบบไหน ข้ าวยาอาหารมันจะอุดมสมบูรณ์ไหม หรื อจะ ทํ า อย่ า งไร ฉะนั น้ มั น ไม่ ใ ช่ เ ป็ นเรื่ อ งของการมาลอยกระทงกั น สนุกสนาน แต่ว่ามันมีความหมาย วิถีชีวิตผูกพันกับการทํามาหากิ น ของเขา เพราะฉะนันพิ ้ ธีอย่างนี ้มันเป็ นเรื่ องการเสี่ยงทาย และแสดงถึง ความเชื่อของความอุดมสมบูรณ์ ว่า เมื่อประกอบพิธีกรรมอย่างนีแ้ ล้ ว จะทํ าให้ ข้ าวปลาอาหารอุด มสมบูรณ์ เรื่ อ งราวแบบนี เ้ ราคิ ด ว่า เป็ น ประเพณี ที่สูญหายหรื อมีแต่ในพระราชพิธี แต่จริ งๆ แล้ วมันอยู่ในวิถี ชีวิตการทํามาหากินของชาวนาเหมือนกัน แต่เมื่อพระพุทธศาสนาเข้ า มา ความเชื่อในศาสนาฮินดูถกู ลดลงไปและมองข้ ามเลยไป พิธีกรรมก็ เลยกลายเป็ นเรื่ องของความสนุกสนาน หรื อเป็ นพิธีที่คนปั จจุบนั ไม่ร้ ู ความหมาย ฉะนันความรู ้ ้ ท้องถิ่นมีมากมาย บางทีอาจจะออกมาในรูป ของสิ่งที่เรี ยกว่า ตํานาน อย่างเช่น สถานที่บางแห่งอาจจะถูกรัฐเข้ ามา ยึดครองบอกว่าเป็ นที่ของอุทยานแห่งชาติ เป็ นต้ น แต่ชาวบ้ านบางกลุ่ม


เขามี นิ ท านตํ า นานอ้ า งว่ า เขาอยู่ที่ นี่ ม าเป็ นเวลาหลายร้ อยปี และ เรื่ องราวความศักดิส์ ิทธิ์ตา่ งๆ ของสถานที่เป็ นที่รับรู้ร่วมกัน การฟ้องร้ อง นี่เกิดและปรากฏว่าศาลยก เพราะว่ามีหลักฐานว่าชาวบ้ านสามารถจะ อ้ างสิทธิชมุ ชนว่า ที่ตรงนี ้เขาอยู่กันมาและเป็ นที่รับรู้ ว่ามีชื่อ แม้ ว่าจะ ไม่เคยถูกจดเป็ นลายลักษณ์ อกั ษรแต่ว่าประชาชนเขาอยู่ร่วมกัน เขาใช้ ที่นี่มานาน เขารู้อะไรเป็ นอะไร มีเรื่ องเล่าอะไรต่างๆ เพราะฉะนัน้ นี่คือ ความรู้ ที่มันขาดหายไป และเป็ นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่เราได้ เรี ยนรู้ จาก ชาวบ้ านด้ วย หรื อว่า มันมีเรื่ องราวนิทานที่เราเห็นว่าไร้ สาระ จริ งๆ แล้ ว มันแสดงถึงภูมิปัญญาท้ องถิ่นที่เขาเล่าประวัติความเป็ นมาของชุมชน ความสัมพันธ์ ของสิ่งแวดล้ อม การรั กษาสิ่งที่ เห็นว่าสําคัญศักดิ์สิท ธิ์ อย่างเช่น แม้ แต่การเชื่อเรื่ องผี หรื อศาลผีที่เราเห็นเป็ นเรื่ องที่อาจจะงม งาย แต่ว่ามันเป็ นสิ่งที่มีความหมายมากต่อการอยู่ร่วมกันของชุมชน เพราะที่ตรงนันจะเป็ ้ นทีี่ศักดิ์สิทธิ์ คนจะเข้ ามาทํามาหากิน เอาเปรี ยบ หรื อทําสกปรกเลอะเทอะไม่ได้ และจะเป็ นที่ที่ร่มรื่ นมักจะปลูกต้ นไม้ มากมาย เช่น ที่ เราไปที่ จัง หวัดเลย เป็ นที่ ที่ชาวบ้ านเข้ ามาประกอบ พิ ธี ก รรมร่ ว มกัน และกลายเป็ นที่ ข องส่ ว นรวมซึ่ง เหลื อ เพี ย งที่ เ ดี ย ว นอกจากนัน้ ชาวบ้ า นจะรุ ก เข้ า มาทํ า มาหากิ น และทํ า ลายจนต้ น ไม้ หายไปหมด อันนี ้เรื่ องราวเหล่านี ้เป็ นสิ่งที่มีความสําคัญมากต่อการอยู่


รอดของชุมชนและต่อความเข้ าใจสังคมวัฒนธรรม ทีนี ้ อาจารย์มีอะไร จะเพิ่มเติ่มหรื อไม่ อาจารย์ศรี ศกั ร วัลลิโภดม ผมขอเสริ มนิดหนึ่ง การที่เรารื อ้ ฟื น้ สิ่งเหล่านี ้ขึ ้นมา มันนํากลับมาสู่การ เป็ นมนุษย์ ปั จจุบนั ระบบทุนนิยมที่ลงไปมันสร้ างความเป็ นปั จเจก แต่ ว่าสิ่งที่ไปฟื ้นนีม้ ันสร้ างความเป็ นกลุ่มขึน้ มา ว่าทําอะไรต้ องคํานึงถึง กลุ่ม สํานึกร่ วมมันจะเกิด ขึน้ มาในด้ านศิลปวัฒนธรรม ประเพณี เขา เกิดเป็ นคนกลุ่มนี ้ ตรงนี ้เป็ นหัวใจของการจะเกิดสิ่งที่เอือ้ อาทร เวลานี ้ ผมไม่เข้ าใจว่าเอื ้ออาทร มันจะเอื ้ออาทรได้ อย่างไร มันทะเลาะกันเพื่อ แย่งกัน แต่เอื ้ออาทรมันต้ องมาจากการเสียสละ แล้ วประเพณีพิธีกรรม ที่สําคัญ ที่สุดที่ เรามอง แต่ไม่ ใช่พิ ธีกรรมเฮงซวยที่ เล่น กัน ปั จจุบันมี พิ ธี ก รรมที่ ค นในท้ อ งถิ่ น สํ า นึ ก ร่ ว ม และพิ ธี ก รรมเหล่ า นี ้ อย่ า งเช่ น จองเปรี ยงอย่างนี ้ชาวบ้ านเขาทําตัวพิธีกรรมมันเชื่อมคนต่อคน คนที่อยู่ ในท้ องถิ่ น เดี ย วกั น มาพบปะกั น หนุ่ ม สาวพบปะกั น แต่ ง งานกั น อย่ า งเช่ น พิ ธี บุ ญ พระเวส เป็ นต้ น เสร็ จ แล้ ว เป็ นการเชื่ อ มคนกั บ ธรรมชาติ ว่ า ท้ อ งถิ่ น นัน้ มี อ ะไร ต้ น ไม้ ต่ า งๆ อยู่ร่ ว มกัน อย่ า งไร ใช้


ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน และอีกระดับหนึ่งเชื่อมคนกับสิ่งนอกเหนือ ธรรมชาติ ไอ้ ตัวสิ่ง นอกเหนื อ ธรรมชาตินี่คือ ตัวคุม เกิ ดข้ อ ห้ ามอะไร ต่างๆ เหล่านี ้ให้ คนอยู่รวมกัน เมื่ อเร็ วๆ นี ้ เมื่อกีอ้ าจารย์ปราณี พูดถึง ตํานาน ผมไปสัมมนาหนองหาน – กุมวาปี ที่หนองหาน – กุมวาปี มัน มีตํานานเรื่ องผาแดง-นางไอ่อยู่ แล้ วหนองหาน – กุมวาปี มันมาถูก ทําลายเพราะการรุกของรัฐและบริ ษัทต่างประเทศที่ไปทําโปรแตสฯ แต่ ชาวบ้ านคนแก่ๆ นี่เขาโต้ ตอบด้ วยวิธีอะไรทราบไหมครับ เขาโต้ ตอบ ด้ วยวิธีเอาผาแดง-นางไอ่มาพูด เขาบอกว่าตัวผาแดง คือ ตัวรัฐที่เข้ าไป เพราะผาแดงนี่คือคนที่ทําให้ แผ่นดินถล่ม แล้ วตัวนางไอ่คือคนที่อยู่ใน ท้ องถิ่น และตัวที่ทําให้ ถล่มมากที่สดุ คือ กระรอกด่อน ตัวละครมี ๓ ตัว ด้ วยกัน นางไอ่คือตัวที่อยู่ในท้ องถิ่น กระรอกด่อนคือลูกท้ าวพญานาค และถูกผาแดงยิงเอาเนื ้อมาแจกกัน ชาวบ้ านใช้ ตํานานนันโต้ ้ ตอบว่ารัฐ คื อ ผาแดง คนที่ อ ยู่ใ นท้ อ งถิ่ น คื อ นางไอ่ กระรอกด่ อ นคื อ บริ ษั ท ฝรั่ ง แคนาดาที่มนั มาทําโปรแตสฯ ก็จะโต้ ตอบอย่างนัน้ ชาวบ้ านจะโต้ ตอบ อย่างนัน้ คนแก่อายุ ๘๖ ปี พูดออกมาอย่างนัน้ เพราะฉะนันตํ ้ านานนี่ มันจะบอกถึงการคาดคะเน แต่เขาไม่ได้ เผชิญหน้ า เวลาเราไปถามเด็ก เด็กไม่ร้ ูเรื่ องผาแดง-นางไอ่เลย แต่ตํานานผาแดง-นางไอ่ พูดถึงหมู่บ้าน ที่ชาวบ้ านอยู่นี่ เช่น เชียงแหว บ้ านดอนแม่ม่าย มาจากตํานานนี ้ทังนั ้ น้


มันไปสร้ างระบบจักรวาลของเขาเองและมีความเชื่อ ในสิ่งเหล่านัน้ สิ่ง เหล่านัน้ รั ฐละเลยแล้ วมาถึงก็ซัดเลย แต่สิ่งที่เราฟื ้นฟู พอฟื ้นฟูก็เกิ ด ความเข้ าใจปั๊ บเลย ความมั่นใจหรื อความเป็ นกลุ่มมันเกิ ดขึน้ นั่นคือ ความฟื ้นฟูใ นเรื่ องการเป็ นมนุษย์ ท่ านรู้ ไหม ขณะนี ห้ ลายๆ แห่ ง ใน ประเทศไทย อย่างภาคอีสานนี่เป็ นภาคที่แย่ที่ สดุ เลย มีการทําลายล้ าง ท้ อ งถิ่ น อย่ า งยับ เยิ น จนกระทั่ง คนต้ อ งทิ ง้ ถิ่ น แตกแยกออกไปขาย แรงงานต่างๆ เหล่านี ้ มันทําให้ เกิดการสลายในเรื่ องศีลธรรม แล้ วผล แห่งการสลายเรื่ องศีลธรรม คือการทําลายความเป็ นมนุษย์แตกแยกไป หมดเลย เพราะฉะนันคนในอี ้ สานนี่เหลือคนแก่กับเด็ก แต่ท่านจะเห็น ความยิ่งใหญ่ อีสานมีบ้านใหญ่ๆ เพราะลูกที่ไปอยู่ข้างนอกนี่ไปสร้ าง บ้ านให้ ปรากฏมีคนแก่กบั เด็กอยู่ ถามว่าครอบครัวมีไหม บอกได้ ว่าไม่ มี คื อ มั น โล่ ง แต่ จ ะเห็ น ว่ า หลายๆ แห่ ง มั น จะไม่ เ หมื อ นอี ส าน ยกตัวอย่างที่หลวงพี่พูดขึน้ มาเรื่ องของความมั่นคงของคนในท้ องถิ่น ของท่าน เขาอาจจะต้ องฟื ้นฟู ไอ้ สิ่งเหล่านีม้ ันจะทําให้ เกิดสํานึกร่ วม ความสัมพันธ์ในครอบครัว กลุ่มญาติ เครื อญาติ ความสําคัญต่อชุมชน ที่ จะดูแลกันเอง นั่นคือ การฟื ้น ฟูการเป็ นมนุษย์ ขึน้ มา นี่ คือ สิ่ง ที่ เรา อธิบายได้ ครับ


คุณกุศล เอี่ยมอรุณ กลับมาทางท่านเจ้ าอาวาสครั บ คือในช่วงตอนท้ ายๆ นีไ้ ม่ทราบทาง ชุมชนท่านเจ้ าอาวาสมีสภาพการของชุมชนนี่เป็ นอย่างไรครับ คือทราบ มาว่าหลังจากที่มีการรวมตัวกันสู่กระบวนการเรี ยนรู้ ส่ทู ้ องถิ่น ซึ่งทาง กลุม่ อาจารย์นี่เข้ าไปด้ วย มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจใช่ไหมครับ เจ้ าอาวาสวัดศรี สทุ ธาวาส ขอเจริ ญ พร สํ า หรั บ การเปลี่ ย นแปลงที่ ว่ า นี ้ คื อ ก็ ร้ ู สึ ก ว่ า มี ก าร เปลี่ยนแปลงไปสูใ่ นทางที่ดีเกี่ยวกับเรื่ องภูมิปัญญาท้ องถิ่น เพราะว่า ณ ปั จจุ บั น นี ม้ ี ก ลุ่ ม เยาวชนที่ ใ ห้ ความสนใจ โดยเฉพาะที่ เ ห็ น ว่ า มี ความสําคัญ คือ มีกลุ่มอนุรักษ์ ในการทําเครื่ องปั น้ ดินเผา ทําของเล่น เด็ก มีกลุ่มคนเฒ่าคนแก่และที่เป็ นกลุ่มที่น่าสนใจ ขณะนี ้กําลังเกิดขึน้ คือ กลุ่มนักเรี ยนที่กําลังศึกษาภาษาล้ านนา ก็ถ้าถามว่ามีความสําคัญ อย่ า งไรนัน้ ถ้ า รู้ ภาษา คื อ ภาษาล้ า นนานี เ้ ป็ นการบัน ทึ ก เกี่ ย วกับ เรื่ องราวต่างๆ ถ้ าจะเปรี ยบแล้ วก็เหมือ นกับกุญแจทองที่จะไขไปหา สมบัติ คือ รากเหง้ า ในอดีตและเชื่อมโยงมาหาปั จจุบัน แต่ว่าพูดถึง


พิ พิ ธ ภัณ ฑ์ ที่ น่ า จะฝากไว้ ต รงนี ก้ ็ คื อ ทํ า อย่ า งไรจะให้ พิ พิ ธ ภัณ ฑ์ ดึง เยาวชนเข้ าไปใช้ บริ การแล้ วเกิดความสุขความสนุกเหมือนกับไปในห้ าง ของฝรั่งบิ๊กซี โลตัส ที่แย่งกันไปเที่ยว ทําอย่างไรเราจะทําให้ เกิดจุดที่ว่า ให้ เยาวชนเกิดความสนใจใคร่ ร้ ู เกิดการสืบต่อ และสานต่อภูมิปัญญา บรรพบุรุษ ขอเจริ ญพร คุณกุศล เอี่ยมอรุณ ขอบคุณครับ ช่วงนี ้ผมอยากจะส่งต่อไปทางคุณอาภาภิรัตน์ ข้ างล่างไม่ ทราบว่าเป็ นอย่างไรบ้ างครับ มีใครสนใจที่จะมีคําถามอะไรไหมครับ คุณอาภาภิรัตน์ วัลลิโภดม ช่วงเวลาต่อไปนีเ้ ราจะเปิ ดเวทีแล้ วนะคะ คิดว่าพอฟั งความรู้ ที่ได้ มา จากท่านวิทยากรทุกๆ ท่าน หลายๆ ท่านน่าจะเกิดแรงบันดาลใจและ เกิดคําถาม มีคําถามไหมคะ เราเปิ ดกว้ างเลยค่ะ ผู้เข้ าชมการเสวนา


ขอบคุณ มากครั บ พอผมได้ ยิ น ท่ า นอาจารย์ อ ธิ บ ายอย่ า งนี ้ ผมก็ มี ความรู้สกึ ว่าค่อนข้ างเห็นด้ วย แต่จะทําอย่างไรให้ ตรงนี ้มันสืบสานไปได้ ให้ รัฐแก้ ตรงนี ้ไป มีไม่กี่กลุม่ ผมคิดว่ามันก็คงจะไปได้ ขอบคุณครับ อาจารย์ศรี ศกั ร วัลลิโภดม ขอบคุณครับ นี่เป็ นคําถามที่ดี ปั ญหาขณะนี ้ มันเป็ นปั ญหาวิกฤติของ ชาติขนาดใหญ่เลย คือ ท้ องถิ่นมันถูกทําลาย แต่ทําอย่างไรจะฟื น้ ฟูมนั ฟื น้ ฟูที่เราเข้ าไปเกี่ยวข้ อง เราไม่ได้ ไปยุท้องถิ่นให้ เผชิญหน้ ากับรัฐนะ ครั บ เราฟื ้นฟูให้ ท้องถิ่ นมี ความเข้ ม แข็งเพื่ อไปต่อรองกับรั ฐ ซึ่ง มันก็ เคลื่อนได้ ยาก ท่านรู้ไหมว่า ทุนนิยมที่มนั ลงไปสู่ความเป็ นปั จเจกนี่มนั ทําลายแทบทุกแห่งเลย เพราะฉะนันเมื ้ องไทยถูกทําลายมากในกระแส โลกาภิวตั น์ เพราะท้ องถิ่นไม่มีทางเข้ าใจตัวเอง เพราะฉะนันเราก็ ้ ได้ เป็ น จุดคือ จุดที่ทํานี ้นะ คือ จุดท้ องถิ่นที่เขามีการเคลื่อนไหวในตัวเองตังแต่ ้ ของอาจารย์ สิริอาภา ในยี่สาร หรื อของหลวงพี่ นี่เป็ นการเคลื่อนจาก ข้ า งในเราไปเสริ ม มัน ถึ ง เข้ ม แข็ ง ขึ น้ มา เพราะฉะนัน้ ผมคิ ด ว่ า ใน กระบวนการเคลื่อนไหวมีอีกเป็ นจํานวนมากที่เคลื่อนไหวจากข้ างล่าง ซึ่งจะต้ องเข้ าไปเกี่ยวข้ อง ซึ่งงานมูลนิธิฯ นี่คงทําไม่ได้ หรอกครับ ต้ อง


เป็ นเครื อข่าย เวลานีเ้ ราอยากให้ มีการพบปะกัน อย่างเช่น ยี่สารเป็ น แบบอย่ า งอัน หนึ่ ง ซึ่ ง กลุ่ม อื่ น อาจจะมาดู แต่ ไ ม่ ไ ด้ ห มายความว่ า เลียนแบบไปทําแบบ ไม่ใช่การก๊ อปปี ้ แต่ไปเกิดความคิดที่จะไปจัดการ กับ ท้ อ งถิ่ น ตัว เอง เพราะฉะนัน้ เวลานี ท้ ี่ เ ราบอกว่ า สิ่ ง ที่ น่ า กลัว คื อ กระแสโลกาภิวตั น์ แต่ถ้าหากว่าท้ องถิ่นไม่วฒ ั นานี่พงั แน่ เพราะฉะนัน้ ท้ อ งถิ่ น จะเข้ ม แข็ ง จะต้ อ งรู้ จัก ตัว เอง รู้ จัก ว่ า อะไรที่ ท้ อ งถิ่ นดี แ ละ เข้ มแข็ ง อะไรที่ ม าจากภายนอกและเหมาะกั บ เรา ขบวนการ ปรับเปลี่ยนตรงนี ้ครับ แต่ท้องถิ่นต้ องมีพลัง เวลานี ้งานวิจยั ทัว่ โลกออก มาแล้ วว่าความมัน่ คงของมนุษย์ในยุคโลกาภิวตั น์นนั ้ อยู่ที่กลุ่มเล็กๆ ที่ จะเกิดความเข้ มแข็ง และกลุม่ ของครอบครัวและชุมชนนี่สําคัญมาก แต่ ชุมชนเราล่มสลาย ขณะนี ้ต้ องยอมรับ ที่ท่านตังคํ ้ าถามมานีเ้ รารู้ พวก เราทํานี่ไฟร์ ติ ้งอลูซิ่งเวอร์ คือหมายถึงว่า แพ้ แน่ๆ แต่ต้องทํา ถ้ าไม่ทําขอ ถามคําถามว่า ลูกท่านจะอยู่ได้ อย่างไร เวลานีห้ วนกลับไปดูเยาวชน ของชาติ พิธีกรรมใหญ่ ๆ ๒ แห่งที่ผ่านมา สงกรานต์ ลอยกระทง เด็ก สมัยใหม่นี่ไม่ร้ ูเลย มันไปเล่นสนุกๆ กัน มันไม่เห็นความหมายเลย แล้ ว เด็กรุ่นนี ้จะเติบโตไปในอนาคตไม่มีรากเหง้ า เพราะฉะนันที ้ ่เราทํานี่ เรา ทําเพื่อรุ่นเด็กๆ ลูกเรานี่จะทําอย่างไรให้ รักษาแผ่นดินให้ รักษาชีวิตอยู่ เวลานี ้เราอาจยอมรับความพ่ายแพ้ แต่สกั วันหนึ่งเราคงฟื น้ ขึ ้นมา ถ้ าไม่


ทํ า เราคงสิ น้ หวัง คํ า ว่ า ไทยๆ นี่ อย่ า มายกยอ บ้ า ๆ บอๆ เลอะเท อะทังนั ้ น้ เมื่อกีถ้ ึงบอกพิธีกรรมว่า ทําไมเราต้ องฟื น้ ขึน้ มา เพราะมันมี ความหมายเรื่ องจิตวิญญาณ แต่ไม่ใช่แบบเอเปค ที่ผมตกใจมาก คือ จะสร้ างกวนเกษี ย รสมุท รกลางแม่ นํ า้ พวกนัก วิ ช าการเฮงซวยที่ ไ ป อธิบายให้ รัฐนี่ เขาหารู้ไม่ว่า ความหมายของเกษี ยรสมุทรนี่มนั คืออะไร คือ เขาทําเพื่อบรมปราบดาภิเษกเมื่อพระมหากษัตริ ย์ได้ ชัยชนะ หรื อ อีกอย่างหนึ่งคือ ตาย คือ อุปภิเษกพระมหากษัตริ ย์เข้ าสู่ระบบเขาพระ สุเมรุ เขาไม่ร้ ู แต่ปัญหาที่จําเป็ นอย่างยิ่ง เขาต้ องรู้ภายในแล้ วพัฒนาให้ เกิดมิติวิญญาณขึน้ อย่าไปเล่นกันตรงนัน้ แต่ละท้ องถิ่นจะมีพังกันก็ ตรงนันเท่ ้ านันเอง ้ เวลานี ้อย่างเช่นยี่สารเขาก็มีพลังเขามีระบบของผี อย่างพ่อปู่ ศรี ราชานี่ เป็ นผีอนั หนึ่งที่คมุ ความประพฤติของชาวบ้ าน ส่วนที่วดั ของหลวงพี่นี่มี ระบบผีตงเยอะตั ั้ งแยะ ้ อันนี ้ต้ องอธิบายนิดหนึง่ เชิญครับ เจ้ าอาวาสวัดศรี สทุ ธาวาส เรื่ องความเชื่อ เรื่ องผีที่เวียงป่ าเป้านี่ มีผีหลายระดับชัน้ ที่สงู ที่สดุ ก็คือ ผี เจ้ านายเมือง ก็คล้ ายๆ ว่าถ้ าใครจะไปอยู่ที่เวียงป่ าเป้าก็ต้องให้ ความ


เคารพนับถือ และก็มีพิธีเลี ้ยงผีประจําปี แล้ วก็เวียนไปสามปี คื อ เลี ้ยง ด้ วยควาย หมู ไก่ เวียนไป ถือเป็ นกิจกรรมชาวบ้ านต้ องร่ วมกัน ถือว่า เป็ นสถานที่ศกั ดิ์สิทธิ์ อันนี ้เป็ นผีสงู สุด คุณกุศล เอี่ยมอรุณ เชิญอาจารย์ครับ มีอะไรอีกไหมครับ อาจารย์ศรี ศกั ร วัลลิโภดม คือที่ถามนี่ หมายถึงว่าเราต้ องเคลื่อนครับ ถ้ าไม่เคลื่อนเราผ่านไป แต่ ว่าค่อยทําไป แล้ วก็จากเบื ้องล่างจากข้ างล่าง ข้ างล่างต้ องทําอันนีม้ า ต่อรองกันเอง เพราะฉะนันต่ ้ อไปนีใ้ ห้ มองอีสานนีเ้ ป็ นตัวอย่างนะครับ ความวิบตั ิของอีสานจะเกิดขึน้ นี่ผมพูดเป็ นการเมืองหน่อยนะ ถ้ าทํา บริ ษั ทโปรแตสฯ ขึน้ มานี่ เกลื อ ขึน้ มาเป็ นล้ านตัน พอล้ า นตัน ขึน้ มา อีสานจะกลายเป็ นทะเลทราย แล้ วผมไม่เชื่อหรอกว่าจะป้องกันได้ ไม่มี อะไรที่จะกันเกลือได้ หรอกครับ ถ้ าขึน้ มาเป็ นล้ านๆ ตัน มันจะแพร่ ไป ทางอากาศหมด แม่ นํา้ นี่ มัน จะเป็ นเกลื อ ไปหมด เพราะฉะนัน้ วิธี ที่ ชาวบ้ านเข้ าใจตรงนี ้ เขาจะเอาความรู้ตรงนันมาต่ ้ อต้ านเรี ยกร้ องสิทธิ


ของเขาในการที่ทําประชาวิจารณ์ ฉะนันถ้ ้ ามีปัญหาต้ องประชาวิจารณ์ ให้ ถึงจุดที่นนั ้ เพื่อจะจัดการกับนักวิชาการขายตัวในชาติเรา เพราะชาติ เราฉิ บหาย เพราะมีนักวิชาการขายตัวเยอะแยะไปรั บใช้ รัฐบาลแล้ ว ทําลายชาวบ้ าน เพราะฉะนันความรู ้ ้ ที่เกิดจากท้ องถิ่นนี ้ ชาวบ้ านจะมี ภูมิค้ มุ กันและไปเผชิญหน้ าตรงนัน้ แต่ไม่ได้ ไปซัดกัน เป็ นการป้องกัน ตัวให้ เกิดดุลยภาพขึน้ เรายอมรั บสิ่งที่เกิดขึน้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้อง ต่อรองให้ เกิดดุลยภาพ พูดง่ายๆ ว่า เรายอมรับการเปลี่ยนแปลงแต่ต้อง มีภมู ิข้างล่าง คุณกุศล เอี่ยมอรุณ ดูเหมือนอาจารย์จะบอกว่า สู้ทงแพ้ ั ้ มีอีกไหมครับคุณอาภาภิรัตน์ ผู้เข้ าชมการเสวนา ขอเรี ยนถามอาจารย์สิริอาภา เป็ นข้ อๆ นะคะ ข้ อที่หนึ่งจะเรี ยนถามว่า ถ้ าเยาวชนของเราอยากจะเข้ าไปซึม ซับพิพิ ธภัณฑ์ ท้อ งถิ่ น จะมีการ ท่องเที่ยวอีกแบบหนึ่งเรี ยกว่า Home Stay ไม่ทราบว่าที่ยี่สารมี Home Stay ไหม หมายถึงมีการจัดที่พกั แล้ วให้ นกั ท่องเที่ยว


อาจจะเป็ นเยาวชนหรื อ นัก ท่ อ งเที่ ย วชาวต่ า งชาติ นี่ ไ ด้ เ ข้ า พัก และ สามารถเดินชมชุมชนในตัวเขายี่สาร ข้ อที่สอง ที่จะถามก็คือ ได้ ทราบ ว่ามีกลุ่มย้ อมผ้ าจากเปลือกไม้ นีไ้ ด้ ตงเป็ ั ้ นชื่อกลุ่มว่าอย่างไรบ้ าง และ ขอเรี ยนถามอาจารย์ ศรี ศักร ด้ วยว่าถ้ าอาจารย์ มีข้อเสนอแนะในเชิง นโยบายแก่รัฐบาลในเรื่ องแนวทางพัฒนาชุมชนชนบทและพิพิธภัณฑ์ ท้ อ งถิ่ น ให้ เ ป็ นแหล่ ง ท่ อ งเที่ ย ว อาจารย์ ศ รี ศัก ร คิ ด ว่ า จะมี แ นวทาง อะไรบ้ างที่แนะนํารัฐ ที่การท่องเที่ยวนี ้จะเป็ นการท่องเที่ยวที่ยงั่ ยืนไม่ ทําลายสิ่งแวดล้ อม ไม่ทําลายวัฒนธรรมท้ องถิ่น จากการที่ฟังอาจารย์ ทุกท่านที่พดู มานี ้ ดิฉนั เข้ าใจว่าชาวบ้ านในสังคมนี ้ถือว่าเป็ นพลังสําคัญ และได้ ร่วมกันสร้ างกระบวนการสร้ างเครื อ ข่ายสําคัญ ต่างๆ เพื่ อ จะ พัฒนาท้ องถิ่นให้ เป็ นการแบบพัฒนาด้ วยค่ะ ขอบคุณค่ะ อาจารย์สิริอาภา รัชตะหิรัญ ขอตอบสองข้ อที่ท่านถามนะคะ ข้ อที่หนึง่ คือ ถามเรื่ อง Home stay ยี่สารไม่ได้ ประกาศออกไปว่ามี Home stay แต่เราสามารถที่จะ ประสานงานกับท่านเพื่อที่ท่านจะได้ พาเยาวชนหรื อผู้ใหญ่เข้ าไปสัมผัส ชีวิตของยี่สารได้ เพราะว่าเมื่อสองสัปดาห์ ที่ผ่านมา ได้ มีการจัดค่าย


เยาวชนถึง ๘๐ คน เข้ าไป แต่ต้องประสานงานกับทางพิพิธภัณฑ์ก่อน นะคะ เราจัดได้ เพราะว่าเราไปขอให้ ชาวบ้ าน คือ ที่ยี่สารมีบ้านไทยๆ อยู่หลายหลังทีเดียว และบ้ านไทยของยี่สารจะมีธรรมชาติอย่างหนึ่งก็ คือมีคนอยู่บ้านน้ อยมาก อย่างเช่นขณะนีม้ ีบ้านบางบ้ าน อย่างบ้ าน ของเอกซึ่ ง เป็ นกรรมการพิ พิ ธ ภัณ ฑ์ ค นหนึ่ ง เป็ นคลื่ น ลูก ใหม่ ข อง พิพิธภัณฑ์ยี่สาร บ้ านเอกเป็ นบ้ านหลังใหญ่มากเลย ไม่มีใครอยู่เราก็ไป ขอร้ องว่า เอกจัดให้ หน่อยได้ ไหม เอกก็ยอม หรื อว่าจะมีอยู่อีกหลายๆ หลังมีคนอยู่คนสองคน อย่างนี ้เขาก็ยินดีแต่ว่าต้ องเรี ยนให้ ท่านทราบว่า ก็คงจะต้ องอยู่แบบธรรมชาติของยี่สาร เช่น นอนมุ้ง อย่างนี ้ เราไม่ได้ ทํา เป็ น Home stay แบบโรงแรมระดับห้ าดาวอย่างนี ้ไม่มีนะคะ ท่าน ต้ องเข้ าใจกับสภาพยี่สาร แต่เราไม่ได้ ประกาศว่าเป็ น Home stay แต่ เ ราจัด ให้ ท่ า นนอนได้ แ ละก็ มี กิ จ กรรมได้ ด้ ว ยทัง้ เด็ ก และผู้ใ หญ่ ประการที่สอง คือ เรื่ องกลุ่มทอผ้ า กลุ่มทอผ้ าของยี่สารเป็ นการรวมตัว ของชาวบ้ านโดยดิฉันได้ ชกั นําให้ เขารวมกันแต่งตังกลุ ้ ่มขึ ้นมาตังชื ้ ่อว่า กลุม่ "เปลือกไม้ บ้านเขายี่สาร" เสียดายวันนี ้ไม่ได้ นําไม้ แขวนเสื ้อมา เนื่องจากคนที่บ้านเข้ าใจผิดไปหยิบเสือ้ ที่ดิฉันจะใช้ ไม้ แขวนเสือ้ วันนี ้ เอาไปซัก เลยต้ อ งใส่ เ สื อ้ ตัว อื่ น ไม่ เ ช่ น นัน้ จะได้ เ ห็ น ว่ า ผ้ า ยี่ ส ารเป็ น


อย่างไร ถ้ าท่านสนใจก็เชิญที่ยี่สารได้ แต่เราก็จะต้ อนรับท่านแบบคนยี่ สาร ขอบคุณค่ะ คุณกุศล เอี่ยมอรุณ นี่เป็ นช่วงท้ ายแล้ ว จะให้ อาจารย์กล่าวสรุปเลยนะครับ คุณอาภาภิรัตน์ วัลลิโภดม อาจารย์ค่ะ ยังได้ อีกหนึง่ คําถามค่ะ เชิญค่ะ ผู้เข้ าชมการเสวนา นมัสการพระคุณเจ้ านะครับ ท่านวิทยากร คือกระผมขอบอกรายการ หน่อยนะครับ ผมเป็ นประธานชุมชนที่สมุทรปราการนีน้ ะครับ บังเอิญ ผมคิดว่าเป็ นนิมิตหมายอันดีที่มาในวันนี ้นะครับ ก็ร้ ูสกึ เป็ นเกียรติอย่าง ยิ่ง ผมรู้สกึ ปลื ้มมากนะครับที่สถานที่นีเ้ กิดขึ ้นได้ และมีบคุ คลสําคัญใน ประวัติศาสตร์ ที่ผมขอกราบเรี ยนท่านนะครับ คือท่านพลเรื อตรี สมภพ ภิรมณ์ ครับ ผมถือว่าท่านเป็ นบุคคลสําคัญมาก ขอให้ ท่านได้ พูดอะไร


นิดหน่อยให้ ผมได้ ชื่นใจซึ่งจะเป็ นบุญอย่างยิ่ง ผมรู้ สึกปลาบปลื ้มมาก ครับ พลเรื อตรี สมภพ ภิรมณ์ ผมเป็ นเด็กวัดระฆังครับ บ้ านผมอยู่ปากตรอกวัดระฆัง แล้ วอย่างไรไม่ ทราบ มีการติดใจอย่างยิ่งคือการก่อพระทราย เดี๋ยวนี ้ก็ยงั อยากก่อพระ ทราย ทรายมันก็หายไปหมดแล้ ว หลายๆคนคงรู้ จักการก่อพระทราย เพราะถ้ าเราก่อพระทราย ทรายก็จะเข้ าในวัด วัดก็เอาทรายไปทําธุระ อื่นๆ เดี๋ยวนี ้ก็ยงั อยากทํานะครับ อยากจะให้ มีการก่อพระทรายกลับมา อี ก สัก ครั ง้ หนึ่ ง ไม่ ร้ ู เป็ นเรื่ อ งอะไร ผมก็ ต อบไม่ ถู ก ว่ า เหตุผ ลอะไร นอกจากนั น้ แล้ วผมก็ ไ ด้ ทํ า อี กอั น หนึ่ ง ก็ คื อ พิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ ก่ อ น ประวัติศาสตร์ บ้านเชียง สมัยนันครื ้ น้ เครงดีเหมือนกัน และปั จจุบนั เมื่อ ๒–

๓ วัน ก็คงจะเห็นแล้ วว่ามี การพยุหยาตรา และถึงวันนีผ้ มก็มี

ความภาคภูมิใจ คือ ผมเมื่อเป็ นอธิบดีก็ตงพิ ั ้ พิธภัณฑ์โรงเรื อพระราชพิธี เก็บเอาไว้ เพราะว่าจิตใจเป็ นเด็กฝั่ งธนและรักเรื อหงส์นี่มาก จิตใจก็ม่งุ อยู่แ ต่ สิ่ ง เหล่ า นี ้ แล้ ว ส่ ว นอื่ น ๆ ที่ เ ป็ นพิ พิ ธ ภัณ ฑ์ ห รื อ เรื่ อ งเกี่ ย วกับ โบราณสถานนี ้ ท่านอาจารย์ศรี ศกั ร ก็คงรู้จกั ดี ผมมาที่นี่ทกุ เดือน สมัย


ที่เฮียเล็กเขาอยู่ เพราะว่าเขารักผมมาก เคยมากินข้ าวกับเฮียเล็กทุก เดือน แล้ วเดี๋ยวนี ้เมื่อเขาจากไปแล้ วก็ยงั มาเอาดอกไม้ มาไว้ ที่แจกันเขา ทุกๆ เดือน เพราะมีความผูกพันทางจิตใจกันมาก เขามีความเมตตา ปราณี ต่อผม มาก็ ไม่ได้ คุยดีนะทะเลาะกันทุกที เขาก็อย่างนีเ้ ราก็ว่า อย่างนัน้ เขาชอบเถียง บ้ านเขาก็บ้านเรื อนไม้ ไทยตรงนี ้ แล้ วมีอีกอย่าง หนึ่ง ที่ ผมรั ก มากคื อ ผมเขี ยนเรื่ อ งบ้ า นไทยภาคกลางเอาไว้ ถ้ า ใคร อยากจะซื อ้ ก็ ไ ปซื อ้ ที่ ต รงข้ า งๆคุรุ ส ภา จะมี ข าย นอกจากนี แ้ ล้ ว ก็ มี หนังสือเรื่ องพระเมรุมาศอย่างนี ้ก็เขียนเอาไว้ สิ่งเหล่านี ้อะไรที่เป็ นไทย เราแสดงออกได้ ก็แสดงออก มีอีกหลายๆ เรื่ อง แล้ วผมขอพูดเสียตอนนี ้ ในที่ประชุม ถ้ าท่านมีเรื่ องอะไรที่ไทยๆ แล้ วมาปรึ กษาหารื อกัน ถ้ าผม ตอบได้ ผ มจะตอบ ถ้ าผมทํ า ได้ ผ มจะทํ า ถ้ า ทํ า ไม่ ไ ด้ ก็ จ ะพยายาม ช่วยกันค้ นคว้ าหาต่อไป ขอขอบพระคุณครับ คุณกุศล เอี่ยมอรุณ ไม่ทราบว่าอาจารย์มีอะไรจะเพิ่มเติมไหมครับ อาจารย์ศรี ศกั ร วัลลิโภดม


คือไม่มีอะไร ผมจะตอบปั ญหาเมื่อกี ท้ ี่ถาม ประการแรกนะครั บต้ อ ง ระวังเรื่ อง Home stay Home Stay นี่มนั เป็ นวิธีการที่ผิด มนุษย์แบบโลก คือทํา Home stay ได้ นี่ การที่จะเอาคนต่างถิ่นเข้ า ไปอยู่ในครอบครัวของตัวเองนี่มันบ้ า อย่างผมนี่ ผมไม่ยอมให้ เข้ าไป หรอกนอกจากเห็นเงินเป็ นใหญ่ ดีไม่ดีสงั คมไทยนี่ ถ้ าพลาดนะกระหรี่ ขึน้ เต็มบ้ าน ขณะนีน้ โยบายแปลกๆ นะฮะที่จะเอาพวกโสเภณี ให้ ถูก กฎหมาย ฉิบหายหมดอย่างนี ้ นี่พดู หยาบๆเลย และไม่เห็นด้ วย และผม ไม่เห็นด้ วย Home stay ถ้ าทําต้ องจัดให้ เขาอยู่เป็ นกลุ่ม แล้ วก็ไม่ ต้ องให้ ไปอยู่ในบ้ านของเขาในครอบครัวเขา ผิดมนุษย์ บ้ า อัน ที่ ส องนะ ผมพูด ถึ ง เรื่ อ งนโยบายการท่ อ งเที่ ย วแบบยั่ง ยื น การ ท่องเที่ยวแบบนี ้ที่มนั เลอะเทอะคือ แมททัวร์ ลิซึ่มของททท. ซึ่งเข้ าไปปู้ ยี่ป้ ยํู าเขาหมดเลย ถ้ าหากการท่องเที่ยวอย่างยัง่ ยืนท้ องถิ่นต้ องจัดการ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น สภาพแวดล้ อมในท้ องถิ่น แม้ กระทัง่ โบราณสถาน ท้ องถิ่นให้ ชมุ ชนคนท้ องถิ่นเขาดูแล แล้ วเขาผลิตไกด์ของเขา ทําไมเรา พยายามจะจัดยุว มัคคุเทศก์ ใ นเมื อ งโบราณ วัน นี น้ ํ าเด็กเข้ ามาสู่ยุว มัค คุเ ทศก์ เ พื่ อ ว่ า จะผลิ ต ยุว มัค คุเ ทศก์ จะรั บ ถ่ า ยทอดวัฒ นธรรม ประวัติศาสตร์ ในท้ องถิ่น แล้ วเขาจะเป็ นตัวอธิบาย รายได้ นนจะไปตก ั้ ในท้ องถิ่น แล้ วท้ องถิ่นจะดูแล นัน่ คือการท่องเที่ยวแบบยัง่ ยืน เราต้ อง


เคลื่อนตรงนี ้ครับ แต่ว่าเคลื่อนไม่ไหวเพราะ ททท.ลงแรงเหลือเกิน ผม ถึงบอกมันก็ต้องสู้กนั ต่อไป แต่สิ่งที่สําคัญผมกําลังจะบอกว่า หลวงพี่นี่ กํ า ลั ง จั บ สิ่ ง เหล่ า นี ้ ในแง่ ข องวัด ศรี สุ ท ธาวาสผมไปดู เ ด็ ก นี่ ดู ถึ ง สภาพแวดล้ อมท้ องถิ่น แล้ วก็ไปดูสถานที่ประวัติศาสตร์ ของท้ องถิ่น อัน นีข้ อให้ หลวงพี่ได้ เสริ มนิ ดหนึ่ง นี่ คือ ตัวอย่างของการท่ อ งเที่ ยวแบบ ยัง่ ยืน เจ้ าอาวาสวัดศรี สทุ ธาวาส ขอเจริ ญพรอีกครัง้ หนึ่ง สําหรับที่วดั ความจริ งก็ไม่ได้ ทําอะไรมากมาย เพราะว่าตรงนันทํ ้ าให้ มนั เหมือนปกติ เป็ นความภาคภูมิใจที่ว่า ครู บา อาจารย์ตงแต่ ั ้ สมัยสร้ างวัด บูรณะวัดขึ ้นมานี่ ท่านก็ได้ อนุรักษ์ พื ้นที่ป่า ของวัดไว้ ซึ่งมีเนื ้อที่ประมาณ ๔๓ ไร่ ๓ งาน กับ ๗๓ ตารางวา ให้ เป็ น พื ้นที่ป่า ณ ปั จจุบนั ทางวัดก็ให้ เป็ นคําขวัญของวัดว่า เป็ นวัดป่ ากลาง หมู่บ้าน แหล่ งสืบสานวัฒนธรรม ศูนย์ น้อมนาชาวประชา ก่อเป็ น คําขวัญของวัด ก็เป็ นความภาคภูมิใจที่ว่า อาตมามาจากเวียงป่ าเป้า เมื่อก่อนพูดถึงป่ านี่ก็มีความน้ อยเนื ้อตํ่าใจว่าเราอยู่ป่า แต่ ณ ปั จจุบนั นี ้


โครงการหลายโครงการ โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้ าอยู่หัวก็มี การรณรงค์ให้ มีการปลูกป่ าถาวรขึ ้น ก็เป็ นการภาคภูมิใจอย่างหนึง่ คุณกุศล เอี่ยมอรุณ กราบขอบพระคุณมาก คือผมคิดว่าเวลาล่วงเลยมาค่อนข้ างมากแล้ ว นะครับ ก็ต้องขอขอบคุณกราบนมัสการท่านเจ้ าอาวาสและวิทยากรทัง้ สามท่าน โอกาสนี ้ผมขอให้ ท่านอาจารย์ ศรี ศกั ร ในฐานะที่เป็ นเจ้ าภาพ และเจ้ าบ้ านมอบของที่ระลึกให้ กบั ท่านวิทยากรทังสามท่ ้ านนะครับ ผม ก็ปิดการเสวนาลงตรงนีเ้ ลยนะครั บ ก็ของกราบขอบพระคุณท่านนะ ครับที่ได้ ติดตามรับฟั งมาโดยตลอด ขอกราบขอบพระคุณ คุณอาภาภิรัตน์ วัลลิโภดม ขอบพระคุ ณ เวที ก ารสร้ างความรู้ ท้ องถิ่ น จากการเสวนาแนวคิ ด ประสบการณ์ วิธีการ มากๆเลยนะคะ

ถอดเทป  

ถอดเทป ครั้งที่ 1

Advertisement