Issuu on Google+

ถอดเทปการสัมมนาเนื่องในวาระ "ขึน้ รอบปี ที่ ๕ พิพธิ ภัณฑ์ จนั เสน" การสัมมนาเนื่องในวาระ “ขึน้ รอบปี ที่ ๕ พิพธิ ภัณฑ์ จันเสน” เรื่อง ความรู้ และความเข้ าใจใหม่ จากการดาเนินงานพิพธิ ภัณฑ์ ท้ องถิ่น ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๓ ศาลาประชาชนวัดจันเสน อําเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

บรรยายกาศการสัมมนาในโอกาสที่ พิพธิ ภัณฑ์ จันเสนย่ างเข้ าสู่ปีที่ ๕


พิธีกรหญิง ขอกราบอาราธนาหลวงพ่อพระครูนิวิฐธรรมขันธ์ เจ้ าอาวาสวัดจันเสน ได้ กล่าวเปิ ดการสัมมนา และเรื่ องราวความเป็ นมาของการสัมมนาใน ครัง้ นี ้ กราบอาราธนาหลวงพ่อ พระครูนิวิฐธรรมขันธ์ ขอเจริ ญพรท่านวิทยากร เจริ ญพรทางศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร มูลนิธิ เล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ผู้บริ หารโรงเรี ยนทุกโรงเรี ยนในเขตอําเภอตาคลี และเขตอําเภอใกล้ เคียง หน่วยงานศึกษาทุกอําเภอในจังหวัด นครสวรรค์ และผู้แทนกํานัน ผู้ใหญ่บ้านตําบลจันเสน อบต. ตําบลจัน เสน สภาวัฒนธรรมทุกอําเภอในเขตจังหวัดนครสวรรค์ รวมทังสภา ้ วัฒนธรรมจังหวัด ผู้มีเกียรติและสาธุชนชาวบ้ านตําบลจันเสนทุก ท่าน วันนี ้เป็ นโอกาสดี ทางวัดจันเสนของเราซึง่ มีพิพิธภัณฑ์จนั เสน พระมหาธาตุเจดีย์ศรี จนั เสน ได้ เปิ ดดําเนินการให้ เข้ าชมตังแต่ ้ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เรื่ อยมาจนกระทัง่ ถึงปี นี ้ และในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ก็จะย่างเข้ าปี ที่ ๕ การดําเนินงานพิพิธภัณฑ์ของจันเสน หลังจากได้ เปิ ดให้ เข้ าชมตังแต่ ้ ปี ดงั กล่าวแล้ วนัน้ ได้ รับความสนใจจากประชาชนทังในท้ ้ องถิ่น และ ประชาชนใกล้ เคียง รวมทังจั ้ งหวัดอื่นๆ หมัน่ มาเยี่ยมเยียน มาศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น โรงเรี ยนในท้ องถิ่น โรงเรี ยนมัธยมในเขตอําเภอใกล้ เคียง และจังหวัดต่างๆ ตลอดกระทัง่


สถาบันราชภัฏ มหาวิทยาลัย ประกอบด้ วยหน่วยงาน ห้ างร้ าน บริ ษัท ต่างก็มาเข้ าชม มาเยี่ยมเยียนเป็ นครัง้ คราว เป็ นหมู่เป็ นคณะ มากบ้ าง น้ อยบ้ าง เป็ นลําดับมา ถือว่าเราประสบความสําเร็ จเป็ นอย่างมาก ซึง่ เราดําเนินงานจัดการใน รูปแบบของคณะกรรมการ นอกจากนัน้ เราได้ จดั ให้ มีการอบรมยุว มัคคุเทศก์ตงแต่ ั ้ ปีเริ่ มต้ น จุดประสงค์ก็เพื่อที่จะให้ เยาวชนในท้ องถิ่นมี ส่วนร่วมด้ วย จะได้ มีจิตวิญญาณในการรักหวงแหนในท้ องถิ่นของตน จึงได้ มีโครงการจัดอบรมยุวมัคคุเทศก์แต่ละรุ่น แต่ละปี ในการอบรม นันก็ ้ ได้ รับความร่วมมือจากนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร การ ท่องเที่ยวจังหวัดลพบุรี แล้ วก็วิทยากรท้ องถิ่น ครูบาอาจารย์ให้ การ อบรมโดยมาพักแรมที่วดั หลังจากเด็กได้ รับการอบรมแล้ วก็หมุนเวียน กันมาทําหน้ าที่นําชมแก่แขกผู้มาเยี่ยมเยียนเป็ นครัง้ เป็ นคราว เป็ นหมู่ เป็ นคณะ เป็ นลําดับมา การปฏิบตั ิหน้ าที่ของเยาวชน หรื อยุว มัคคุเทศก์ ดังกล่าวนัน้ เป็ นที่ชื่นชอบแก่บคุ คลที่มาเยี่ยมเยียนด้ วย การ บรรยายจะถูกต้ องทังหมดหรื ้ อจะถูกบ้ างผิดบ้ างก็ได้ รับการอภัย เพราะ ถือว่าเป็ นเด็กเป็ นเยาวชน มีความตังใจสู ้ งที่จะทําหน้ าที่ตรง นี ้ เพราะฉะนัน้ การประชุมสัมมนาในวันนี ้ ทางวัดได้ ร่วมกับทาง ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จัดขึ ้นมา เพื่อวัตถุประสงค์ว่า การดําเนินงานของเราครบรอบ ๔ ปี เศษแล้ วนัน้ เราจะต้ องมีการทบทวน เหลียวหลัง แล้ วมองไปข้ างหน้ า ทางที่เดิน


มาแล้ วถูกต้ องดีหรื อไม่ และทางที่จะเดินต่อไปข้ างหน้ าจะเป็ นอย่างไร เพื่อให้ การดําเนินงานของเรา หรื อการก้ าวย่างไปข้ างหน้ าไม่มีการ ผิดพลาด เกิดความมัน่ คงและเป็ นที่ยอมรับ ทางวัดจึงได้ ประสานงานไปทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ และศูนย์ มานุษยวิทยาสิรินธร ว่าทางวัดมีโครงการที่จะจัดประชุมสัมมนาตาม วัตถุประสงค์ดงั กล่าว ซึง่ ได้ รับความร่ วมมือจากหน่วยงานทังสอง ้ แล้ วก็ ได้ เชิญหน่วยงานต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ วตังแต่ ้ ต้น ให้ มีสว่ นร่วมในการ ประชุมสัมมนาครัง้ นี ้ เพราะเหตุที่ว่าการดําเนินงานพิพิธภัณฑ์ของ เรา นอกจากจะได้ รับการชื่นชมจากหน่วยงานหลายๆ ท้ องที่แล้ ว ยัง ก่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ภายในท้ องถิ่น ซึง่ จะขอเวลาสันๆ ้ ชี ้แจงเป็ นข้ อๆ ว่า ก่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงกับในท้ องถิ่นอย่างไรบ้ าง และสิ่งที่ก่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงในท้ องถิ่น คือ ๑ . ทําให้ เกิดการ เรี ยนรู้ประวัติศาสตร์ ภายในท้ องถิ่น เป็ นวิชาการเรี ยนของเยาวชนใน ท้ องถิ่น และท้ องถิ่นใกล้ เคียง ๒ . ทําให้ เกิดอาชีพ เช่น มีศนู ย์ทอผ้ า เกิดขึ ้น ทําให้ แม่บ้านที่ว่างงานได้ มาทอผ้ าที่วดั ทําให้ เกิดมีรายได้ ขึ ้นมา ๓ . ทําให้ เกิดสิ่งประดิษฐ์ ต่างๆ เช่น เครื่ องจักสานที่หมู่บ้าน ดงมัน ซึง่ ใกล้ จะสูญไปแล้ ว ก็ได้ มีการรื อ้ ฟื น้ ขึ ้นมาอีก คนสานตะกร้ า และเครื่ องจักสานต่างๆ นัน้ ก็อายุกว่า ๗๐ และเหลืออยู่ไม่กี่คน ของดี อื่นๆ ในท้ องถิ่นเป็ นต้ นว่า ขนมนมเนยต่างๆ ก็ได้ ถกู ปรับปรุง แล้ วก็ทํา มาขายที่วดั ตลอดกระทัง่ กลุม่ แม่บ้านชอนเดื่อ กลุม่ อําเภอตาคลีก็


นํามาฝากขายที่นี่ด้วย ๔ . การจัดตังชมรมเรารั ้ กษ์ จนั เสนขึ ้น นอกจากเราจะมีเยาวชนผู้มาทําหน้ าที่ยวุ มัคคุเทศก์แล้ ว เรายังจัดตัง้ ชมรมเรารักษ์ จนั เสนขึ ้นมา ซึง่ ชมรมนี ้มีคนทุกระดับวัย ตังแต่ ้ เยาวชนถึง ผู้สงู อายุ ๕ . ทําให้ เกิดประเพณี มีการรื อ้ ฟื น้ ประเพณีท้องถิ่นต่างๆ เช่น การทําบุญสารทลาว สารทจีน สารทพวน และสารทไทยในระหว่าง พรรษา ประเพณีลอยกระทงเดือนสิบสอง ซึง่ จะมีคนต่างถิ่นเข้ ามาเยี่ยม ชม มาร่วมกิจกรรมนี ้เป็ นจํานวนมาก ๖ . ทําให้ เกิดศูนย์รวมของ ชุมชน เมื่อชาวบ้ านมีกิจกรรมอะไรก็จะมาจัดกันที่วดั จึงถือว่าวัดนี ้เป็ น ศูนย์รวมของชุมชนภายในท้ องถิ่น หรือแม้ แต่หน่วยงานอําเภอ หน่วยงานจังหวัดก็มาใช้ สถานที่ตรงนี ้เพื่อความสะดวกสบาย ๗ . มี บุคคลระดับต่างๆ เข้ ามาเยี่ยมชม และมาศึกษาหาความรู้ใน พิพิธภัณฑ์ ๘ . เป็ นแบบอย่างแก่ท้องถิ่นอื่นๆ ด้ วย คือ เมื่อท้ องถิ่น อื่นๆ มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่นี่แล้ ว ก็มีความคิดขึ ้นมาว่าอยากจะไป ปรับปรุงในท้ องถิ่นของตนเอง อยากจะไปจัดสร้ าง จัดทํา ซึง่ ยังมีอยู่ หลายท้ องที่ที่เขามีความประสงค์อยากจะจัดแบบนี ้เหมือนกัน แต่ว่า เขาไม่พร้ อมในด้ านกําลัง ๙ . ความมีสํานึกเกิดขึ ้นในชุมชนและ บุคคลที่มาเกี่ยวข้ อง ความสํานึกนี ้หมายถึงว่า ความสํานึกในการรัก ท้ องถิ่น หวงแหนท้ องถิ่น ๑๐ . ทําให้ เกิดรายได้ ของคนในชุมชน พอประมาณ ไม่ถือว่าสูงมากนัก และข้ อสุดท้ าย คนในท้ องถิ่นจัน เสนเองที่ได้ โยกย้ ายไปทํามาหากินยังต่างจังหวัด ไปมีหลักฐานมัน่ คง


ยังท้ องถิ่นอื่น ถึงแม้ ว่าจะไม่ได้ กลับมาอยู่ที่นี่ แต่ก็ให้ การสนับสนุนใน ด้ านปั จจัย และวัตถุสิ่งของต่างๆ จึงทําให้ พระมหาธาตุเจดีย์ศรี จนั เสน สําเร็จได้ ตามวัตถุประสงค์ทกุ ประการ ซึง่ ความสําเร็จที่เกิดขึ ้นมาได้ นี ้ก็ เป็ นความดําริ จากอดีตเจ้ าอาวาส คือ หลวงพ่อโอดว่าจะสร้ าง พิพิธภัณฑ์ สร้ างพระศรี มหาธาตุเจดีย์ แล้ วก็ไปเชื่อมโยงทางฝ่ าย วิชาการ คือ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ มาจัดทําทังด้ ้ านเนื ้อหา และ รูปแบบต่างๆ ตังแต่ ้ ต้นจนจบ เพราะฉะนันงานที ้ ่เราได้ ดําเนินการม��� ครบ ๔ ปี บริ บรู ณ์ แล้ วจะย่างเข้ าปี ที่ ๕ ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๔ นัน้ เราจะต้ องมีการทบทวนกันว่าที่ทํามาแล้ วถูกต้ องดีงามแล้ วหรื อยัง แล้ วเราจะก้ าวไปข้ างหน้ า เราจะก้ าวไปอย่างไร อาตมาก็ขออนุโมทนา สาธุการยังหน่วยงานต่างๆ ที่ได้ ให้ ความร่วมมือมาประชุมสัมมนาใน ครัง้ นี ้ตามรายนามที่อาตมาได้ กล่าวมาตังแต่ ้ ต้น ขณะนี ้ถือว่าเป็ น เวลาพอสมควรแล้ ว อาตมาขอเชิญท่านผู้มีหน้ าที่เป็ นวิทยากรได้ โปรด มาทําหน้ าที่ในลําดับสืบต่อไป ขอเจริ ญพร พิธีกรหญิง ในระยะเวลาสันๆ ้ พระคุณเจ้ าหลวงพ่อพระครูนิวิฐธรรมขันธ์ ได้ เล่าถึง เรื่ องราวของพิพิธภัณฑ์ในช่วง ๔ ปี ที่ผ่านมาว่า เราทําอะไรไปบ้ าง เกิดผลอะไรบ้ าง พร้ อมทังสาระของการสั ้ มมนาในวันนี ้ คือ เหลียวหลัง แลหน้ า แล้ วก็มองปั จจุบนั ว่า เราทําอะไร แล้ วเราจะอยู่ต่อไป


อย่างไร ก่อนที่จะถึงช่วงของการชมวีดิทศั น์ ดิฉนั ใคร่ ขอแนะนําผู้ ร่วมฟั งการสัมมนาที่ไม่ได้ ขึ ้นสัมมนาบนเวที เพื่อที่จะได้ ร้ ูจกั กับทุกท่าน ไว้ นะคะ ก่อนอื่นดิฉนั ขอแนะนําจากท้ องถิ่นก่อนนะคะ ขอแนะนําทุก ท่านรู้จกั ตัวแทนจากศูนย์วฒ ั นธรรม จังหวัดนครสวรรค์ ท่าน ผู้อํานวยการนิวฒ ั น์ พรหมสอน ค่ะ ส่วนของวัฒนธรรมท้ องถิ่นใน อําเภอของเรา ขอแนะนําให้ ทกุ ท่านได้ ร้ ูจกั กับท่านศึกษาธิการอําเภอตา คลี ท่านศึกษาสุรพงศ์ สุชินโรจน์ ค่ะ การสัมมนาในครัง้ นี ้ นอกจาก จะมีชมุ ชนท้ องถิ่นแล้ ว ยังมีผ้ ทู ี่สนใจจะสืบสานงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ต่อไป เดินทางมาไกลทีเดียว ท่านมาจากตําบลป่ าแดด อําเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย คุณ พ่อจอมแปง พรหมสวัสดิ์ ค่ะ คุณพ่อจอมแปลง เป็ นประธานผู้สงู อายุของตําบลป่ าแดด ท่านมาดูงานเพื่อที่จะไปทําของ ท่านบ้ างที่ป่าแดด พวกเราชาวจันเสนก็ยินดีต้อนรับ นอกจากนี ้ ดิฉนั ขออนุญาตแนะนํานักวิชาการที่มาร่วมให้ เกียรติกบั เรา ขอแนะนํา นักวิชาการที่ท่านไม่ได้ ขึ ้นสัมมนาบนเวทีที่ให้ เกียรติกบั เรามาก อาจจะ รู้จกั กันแล้ ว อาจารย์ นิจ หิญชีระนันท์ ค่ะ ที่เป็ นผู้ค้นพบเมืองโบราณ จันเสน อีกท่านหนึง่ เป็ นผู้ที่ริเริ่ มก่อตังมาด้ ้ วยกัน บุกเบิกจันเสนมา ด้ วยกัน ท่านอาจารย์ วนิดา พึง่ สุนทร ค่ะ ชื่อนี ้เมื่อเอ่ยแล้ วชาวจันเสน คุ้นใจ คุ้นหน้ า คุ้นตาเป็ นอันดี สําหรับนักวิชาการท่านอื่นๆ เดี๋ยวทุก ท่านจะได้ พบบนเวทีแห่งนี ้นะคะ


สําหรับรายการต่อไปนันจะเป็ ้ นปาฐกถานําในเรื่ องของ " พิพิธภัณฑ์ ท้ องถิ่น สํานึกร่วมทางสังคม " ผู้ที่จะมาปาฐกถาในวันนี ้ก็เป็ นบุคคลที่ คุ้นชื่อ และทุกท่านชาวจันเสนก็ค้ นุ หน้ าท่านเป็ นอันดีนะคะ เพราะท่าน เป็ นผู้หนึง่ ที่ได้ ร่วมบุกเบิกพิพิธภัณฑ์แห่งนี ้มาด้ วยกันกับเราชาวจันเสน ค่ะ ปั จจุบนั ท่านเป็ นข้ าราชการบํานาญ เป็ นคณะกรรมการศูนย์ มานุษยวิทยาสิรินธร แล้ วก็ยงั เป็ นที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะ พันธุ์ เพราะฉะนันต้ ้ องบอกว่าท่านเป็ นเรี่ ยวแรงหนึง่ ที่ทําให้ เกิดกิจกรรม การสัมมนา เหลียวหลัง แลหน้ า และมองปั จจุบนั ในวันนี ้ขึ ้นมา ท่านคง จะพร้ อมแล้ ว ขอเสียงปรบมือต้ อนรับรองศาสตราจารย์ศรี ศกั ร วัลลิโภ ดม ด้ วยค่ะ รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม นมัสการพระคุณเจ้ า ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ผมมาวันนี ้ก็คงไม่มีอะไร แปลกใหม่ไปกว่าแต่เก่านะครับ เพราะรู้สกึ ว่าผู้ที่มาประชุมนี ้มีทงหน้ ั้ า ใหม่และหน้ าเก่า แล้ วที่เราจะมาพูดกันวันนี ้ก็คงไม่มีอะไรใหม่ๆ พูด แต่ ผมคิดว่า การที่มาร่ วมสัมมนาในวันนี ้ ก็คือ การประเมินนะครับ ประชุม เพื่อประเมินสิ่งที่ได้ ทํามาในรอบ ๔ ปี ผมว่าหลายๆ แห่ง หลายๆ โครงการในทางสังคมวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงในดินแดนประเทศ ไทยนี ้ โดยเฉพาะโครงการซึง่ นําโดยรัฐบาลไม่มีการประเมินว่า มันงอก งาม หรื อมันเหี่ยวแห้ งไป มักจะทํากันแบบทุ่มเงินลงไป หลังจากนันก็ ้ ไม่


มีการประเมิน เพราะฉะนันโครงการพั ้ ฒนาต่างๆ เหล่านี ้ มันไม่เป็ น ผลประโยชน์ ไม่มีผลดีขึ ้นมา แต่การที่เรามาสัมมนาในวันนี ้ เป็ นความ ริ เริ่ มจากภายใน จากชุมชนจันเสน โดยการริ เริ่ มของหลวงพ่อโดยตรง นะครับ เพื่อประเมินว่าสิ่งที่ทําไปแล้ วมันสัมฤทธิ์ผลอย่างไร น่า ประหลาดและน่าชื่นชมในฐานะที่ผมมาจากภายนอก คือทุกอย่าง เกิดขึ ้นจากภายใน ไม่ใช่มาจากภายนอก ทําไมผมจึงใช้ คําว่าท้ องถิ่น วัฒนา เพราะว่าผมชิงชังต่อคําว่า พัฒนา มาตลอด พัฒนาในดินแดน ประเทศไทยนี ้ ตังแต่ ้ แผนฯ ๑ ถึงแผนฯ ๘ แล้ วจะมาแผนฯ ๙ นี ้ ทํา ความวิบตั ิให้ กบั บ้ านเมืองอย่างมากมาย เพราะเป็ นการมาจากข้ าง นอก คนข้ างนอกตรัสรู้ว่ามันควรจะเปลี่ยนแปลงอย่างนี ้ สังคมไทยใน อดีตที่ผ่านมา ในยุคสงครามเย็นเป็ นการดูถกู ของคนที่เป็ นนักวิชาการ ข้ าราชการ ของคนในรัฐต่างๆ เหล่านี ้ ที่ดถู กู ชาวบ้ านว่าเป็ นคนงี่เง่า ความรู้ตํ่า คิดอะไรไม่เป็ น ต้ องทําหน้ าที่พฒ ั นาให้ นัน่ เป็ นความคิดที่ผิด แล้ วเกิดอะไรขึ ้น สิ่งที่เกิดขึ ้นก็คือความวิบตั ินะครับ แต่ที่จนั เสนน่า ประหลาดที่ไม่ได้ ขานรับต่อแผนพัฒนาอะไรของบ้ านเมืองเลย แต่เป็ น การกระตุ้นมาจากภายในทังสิ ้ ้น โดยเฉพาะความริ เริ่ มจากผู้ที่เป็ นที่ เคารพของชุมชน คือ พระคุณเจ้ าหลวงพ่อโอด การเป็ นผู้นําของหลวง พ่อโอด และบารมีของหลวงพ่อโอดนี ้ ทําให้ เกิดสํานึกร่วมขึ ้นในสังคม ในชุมชนนี ้นะครับ ท่านจะเห็นว่า เวลานี ้คําว่า ชุมชนเข้ มแข็ง ที่รัฐบาล จัดตัง้ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ดัม๊ เงินไปทัว่ ราชอาณาจักร ไม่ว่า


จะเป็ นมิยาซาว่า หรื ออะไรต่างๆ เหล่านี ้ รวมทังพรรคการเมื ้ องใหม่ที่ บอกว่าจะแจกเงินให้ หมู่บ้าน หมู่บ้านละล้ านนี่นะครับ สิ่งที่ดมั๊ ลงไปนัน้ มันไม่มีทางที่จะพัฒนาได้ หรอกครับ วัฒนาได้ แล้ ว เพราะอะไรก็ตามที่ ดัม๊ ไปแล้ วพัฒนาในเรื่ องเศรษฐกิจ มันจะทําให้ เกิดการขัดแย้ ง ความ ขัดแย้ งในชุมชน ในท้ องถิ่นจะเกิดขึ ้น คือ คนที่มีโอกาส และคนที่ด้อย โอกาส หลายๆ แห่งจะเกิดขึ ้นตลอดเวลา แล้ วถ้ าหากยังทําอย่างนัน้ ต่อไป บ้ านเมืองก็จะฉิบหายต่อไปนะครับ แต่การที่เรามาวันนี ้ เราเห็น ว่าการพัฒนานี ้มาจากภายในโดยตรง ซึง่ ไม่ได้ เกี่ยวกับรัฐ แล้ วประสบ ผลสําเร็จมายังไงใน ๔ ปี ที่ผ่านมา สิ่งที่ทําให้ เกิดความเข้ มแข็งของ ท้ องถิ่นได้ ก็คือการสร้ างสํานึกร่ วม ไม่ใช่ดมั๊ เงินลงไป สํานึกร่วมอันนี ้ เกิดจากผู้นําท้ องถิ่นที่มีความเข้ าใจ ที่อยู่ในศีลธรรมริ เริ่ มขึ ้น รื อ้ ฟื น้ สิ่งที่ เป็ นอดีตของท้ องถิ่น ในด้ านมรดกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สร้ าง ให้ เป็ นมรดกของส่วนรวม เพราะฉะนันจั ้ นเสนที่มาถึงวันนี ้ได้ คือ ความสําเร็จในการสร้ างสํานึกร่วม ซึง่ เกิดขึ ้นโดยหลวงพ่อโอด แล้ ว ต่อมาผู้นําของชุมชนหลายๆ ฝ่ ายร่ วมกัน การสร้ างสํานึกร่วมนี ้ทําให้ เกิดองค์กรข้ างในท้ องถิ่น ซึง่ เป็ นองค์กรที่มีความเสมอภาค ไม่วา่ ผู้ที่ เป็ นกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต . จนกระทัง่ เจ้ าหน้ าที่ของรัฐ รวมทัง้ พระสงฆ์องค์เจ้ า ครูบาอาจารย์ ร่วมกันเป็ นองค์กรที่มีความเสมอภาค ภายใต้ ความรู้สกึ ร่ วมกันว่าเป็ นคนจันเสนนะครับ ตรงนี ้คือความสําเร็จ ของจันเสนที่สามารถจัดองค์กรภายในให้ อยู่ในระดับเสมอภาคกัน แล้ ว


องค์กรอันนี ้คือฐานของประชาสังคม ถ้ าท่านไปดูที่อื่น องค์กรเหล่านี ้จะ นําโดยผู้ใหญ่บ้าน กํานัน หรื อ อบต . บางที อบต . เลือกตังมาจากที ้ ่อื่น แล้ วมาแย่งผลประโยชน์ของชาวบ้ านไป แต่ที่นี่ทงั ้ อบต . กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทังคหบดี ้ หลายๆ ฝ่ ายมาร่วมกันอย่างเสมอภาค ทํา เพื่อท้ องถิ่นแห่งนี ้นะครับ ความสําเร็จอันนี ้เกิดจากสํานึกร่วมที่ทํามา เริ่ มจากสิ่งที่มี มีพระบรมธาตุ มีพิพิธภัณฑ์ ทําให้ สํานึกร่วมเกิดขึ ้น แล้ ว องค์กรที่เกิดขึ ้นนี ้ก็ไม่มีใครโดดเด่นกว่าใคร ต่างคนมุ่งที่จะทํานะ ครับ แล้ วต้ องเข้ าใจว่าจันเสนไม่ใช่ชมุ ชนอย่างที่มหาดไทยพูด คําว่าชุมชน ของมหาดไทยน ััั้ น เป็ นชุมชนที่น่ากลัว เพราะไม่ร้ ูว่ามันคืออะไร อย่างมากก็คือชุมชนที่มีหมู่บ้าน ๑ หมู่บ้าน ๒ หมู่บ้าน ๓ แล้ วเป็ น ตําบล แต่จนั เสนไม่ใช่ จันเสนเป็ นชุมชนที่อยู่ และเติบโตหรื อใหญ่โต กว่าชุมชนในระดับหมู่บ้านนะครับ บ้ านจันเสนเป็ นบ้ านแห่งหนึง่ แต่ ความเป็ นจันเสนไม่ใช่ ความเติบโตทางโครงสร้ างของจันเสนเป็ นเมือง ขนาดเล็กครับ พัฒนาการของจันเสนนี ้มีความเก่าแก่มาตังแต่ ้ สมัย ทวารวดี แต่เราไม่จําเป็ นต้ องไปพูดถึงสมัยทวารวดี สมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีการตัดทางรถไฟเข้ ามา ชุมชนจันเสนเริ่ มเกิดตอนนัน้ แล้ วเริ่ มเกิด เป็ นศูนย์กลางการค้ า เป็ นศูนย์กลางการคมนาคมของท้ องถิ่น เพราะฉะนันพั ้ ฒนาการของจันเสนนี ้ มันเติบโตขึ ้นสองข้ างทางรถไฟ แล้ วเติบโตเป็ นเมืองเล็กๆ นะครับ ซึง่ มีหมู่บ้านหลายๆ หมู่บ้านเป็ น


บริ วาร ความเป็ นจันเสนจึงมีลกั ษณะเป็ นเมืองและเป็ นท้ องถิ่น มี โครงสร้ างสลับซับซ้ อนไม่ใช่หมู่บ้านธรรมดา และคนในองค์กรชุมชนที่ เต็มไปด้ วยหลายฝ่ ายนี ้ ไม่ว่าครู พระสงฆ์องค์เจ้ า กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. นันสามั ้ คคีกนั อันนี ้เป็ นความสําเร็จอย่างใหญ่หลวง แล้ วเป็ น ท้ องถิ่นซึง่ มีครบเครื่ องในความเป็ นมนุษย์นะครับ ท่านจะเห็นว่าสิ่งที่ เป็ นสัญลักษณ์ของความเป็ นท้ องถิ่นนันคื ้ อ พระบรมธาตุ การเติบโต ของจันเสนนันเกิ ้ ดขึ ้นจากระบบความเชื่อเป็ นศูนย์กลาง เป็ นอํานาจ ศักดิ์สิทธิ์ที่จะให้ คนในท้ องถิ่นอยู่ได้ ด้วยกติกา มีศีลธรรม มีจารี ต ประเพณี สิ่งเหล่านี ้เป็ นเกราะป้องกันการรุกลํ ้าของอํานาจสาธารณ์ ที่มาจากรัฐ เพราะฉะนันสิ ้ ่งเหล่านี ้เป็ นเรื่ องที่สําคัญ จันเสนเป็ นสังคม ซึง่ มีศาสนา ชุมชนที่รัฐบาลจัดตังขณะนี ้ ้ ผมมองไม่เห็นว่าเป็ นชุมชนที่ จะเข้ าข่ายเป็ นชุมชนมนุษย์อย่างไร เพราะบ้ าเรื่ องเศรษฐกิจ ทําโน่นทํา นี่ ฆ่ากันตายทุกวันเลยนะครับ แต่ที่นี่เป็ นชุมชนที่มีศาสนาเป็ นตัวนํา มี พระสงฆ์องค์เจ้ าที่เป็ นผู้นําทางศีลธรรมเป็ นผู้จดั การ มีกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. หรื อคหบดี มาร่ วมกันเพื่อความรุ่งเรื องของท้ องถิ่น ผมติดใจมากครับ เพราะว่าความเป็ นท้ องถิ่นของจันเสนไม่ได้ อยู่ตรงนี ้ มันกินเข้ าไปถึงตาคลี อย่างเสี่ยติ่ง อยู่ที่ตาคลี แต่ความสํานึกของเสี่ย ติ่งคือคนจันเสน พร้ อมที่จะมาเกี่ยวข้ องกับจันเสนตลอด เพราะฉะนันนี ้ ่ คือสํานึกร่วมที่เกิดขึ ้น ไม่ใช่มาจากการเอาเงินดัม๊ ลงไปทําโน่นทํานี่ การ เติบโตมันเกิดขึ ้น มีทงศาสนา ั้ มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่เป็ นภราดร


ภาพนะครับ ผมไม่คิดว่าผู้อาวุโส หรื อข้ าราชการต่างๆ ที่อยู่ในท้ องถิ่นนี ้ จะทําตัวเหนือคนโน้ นคนนี ้ แต่ทกุ คนจะทําตัวในระดับเสมอภาค นัน่ คือ องค์กรชุมชนที่สําคัญในระดับเสมอภาค ความเป็ นประชาสังคมเกิดขึ ้น ตรงนี ้ ซึง่ เราโหยหาแล้ วเราไม่ร้ ูว่าคืออะไรเวลาที่นกั วิชาการพูด แต่อนั นี ้ มันเกิดขึ ้น นอกจากมีศาสนา มีความสัมพันธ์ทางสังคมในลักษณะที่ เป็ นภราดรภาพแล้ ว จันเสนยังมีกระบวนการศึกษาที่เรี ยกว่า Socialization คือ การจัดอบรมทางสังคมให้ แก่เด็กคนไทยในขณะนี ้ จําเป็ นต้ องสร้ างความสํานึกร่วมของท้ องถิ่น ให้ ท้องถิ่นดูแลกันเอง จะ ถ่ายทอดให้ เด็กอย่างไร ครูบาอาจารย์ที่นี่มีความสําคัญมาก ซึง่ ผม ประทับใจมากเลยนะครับ พอเรามาถึงตรงนี ้แล้ ว ท่านลองไปดูโครงการ ของรัฐบาล ดัดจริ ตจะปรับปฏิรูปการศึกษา ประชุมกันอยู่ในห้ องเย็น เอาอรหันต์หลายๆ คนว่ากันไป แบ่งเป็ นเขตการศึกษาโน้ น การศึกษานี่ แต่ถามว่าท้ องถิ่นนันคื ้ ออะไร เขาไม่มีองค์ความรู้ในท้ องถิ่น เขาพูดได้ แต่วิธีการ แล้ ววิธีการซึง่ ไม่เข้ าท่าด้ วยนะครับ เพราะฉะนันในการที ้ ่จะ เกิดความรู้ท้องถิ่นได้ นี ้ จําเป็ นอย่างยิ่งที่กระทรวงศึกษาฯ ต้ อง ปลดปล่อยครูบาอาจารย์ที่อยู่ในท้ องถิ่น เวลานี ้คุณเอาระเบียบอะไร ต่างๆ ไปกดเขาไว้ ตลอดเวลา สอนอะไรก็ต้องไปตามนันตามนี ้ ้ แล้ วยัง ดัดจริ ตมาบอกว่าศูนย์กลางของการศึกษาอยู่ที่เด็ก อันนันไม่ ้ ใช่นะครับ เด็กจะเกิดขึ ้นไม่ได้ ถ้ าไม่มีครู แต่ครูจะเกิดไม่ได้ ถ้ าไม่ให้ อิสระแก่ครู แต่ระบบการศึกษา คือ กดครูตลอดเวลา แต่ที่นี่ผมคิดว่าครูเป็ นพวก


ขบถ เริ่ มไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาฯ แต่พยายามจะอบรม เด็กในกระบวนการของ Socialization คือ เอากระบวนการสังคมกับ การศึกษาในโรงเรี ยนมาผนวกกัน ซึง่ จะทําให้ เด็กคิดเป็ นและถ่ายทอด เป็ น อย่างเช่นอาศัยพิพิธภัณฑ์นี ้เป็ นตัวอย่าง นัน่ เป็ นการริ เริ่ มอันแรกที่ เกิดขึ ้นในประเทศไทย เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนฯ มา เด็กเป็ นไกด์นําชม ให้ ผ้ หู ลักผู้ใหญ่ ที่อื่นไม่เคยทําเลยนะครับ แล้ วการนํานี ้จะทําให้ เด็ก ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ เรื่ องภูมิปัญญาลงไปในรุ่นต่อๆไป นัน่ คือความ ยัง่ ยืนของความเป็ นชุมชน และความเป็ นท้ องถิ่น เราสร้ างสิ่งที่เป็ น มาตุภมู ิเกิดขึ ้นในดินแดนประเทศไทย ซึง่ สิ่งเหล่านี ้รัฐคิดไม่ออก เพราะฉะนันผมคิ ้ ดว่าตรงนี ้คือศักยภาพของท้ องถิ่น ศักยภาพของภาค สังคมที่ต้องใช้ ท้องถิ่นเป็ นตัวตัง้ สร้ างสํานึกร่วม ฟื น้ ฟูสิ่งที่เป็ นภูมิ ปั ญญา แล้ วภูมิปัญญาในที่นี ้ไม่ใช่วิธีการทํามาหากินอย่างเดียว ต้ อง เป็ นเรื่ องศีลธรรม จริ ยธรรม รวมทังสภาพแวดล้ ้ อม ปั จจัยสี่ต่างๆ นี ้ให้ เป็ นองค์ความรู้แล้ วถ่ายทอดไปให้ เด็ก แล้ วสร้ างสํานึกร่ วมว่าจะต้ อง รักษาแผ่นดินนี ้ที่เป็ นมาตุภมู ิ นี่คือความสําเร็จครับ ที่เรามาวันนี ้ก็เพื่อมองต่อไปข้ างหน้ าว่า ท้ องถิ่นนี ้จะจรรโลงสิ่งที่ได้ ทํา มาอย่างดีงามนี ้ได้ อย่างไร อะไรจะเกิดขึ ้นในท้ องถิ่นแห่งนี ้ต่อไป เพราะว่าการพัฒนาชุมชนท้ องถิ่นนัน้ จะต้ องมองภาพของการ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะเราถูกข้ างนอกมากระทบตลอด เราจะ ทําอย่างไรต่อสิ่งเหล่านี ้ นี่เป็ นเรื่ องที่สําคัญนะครับ แล้ วผมดีใจที่ได้ เห็น


ภาพของเด็กๆ ที่มามาก ซึง่ น้ อยแห่งเราจะพบ อย่างเวลาสัมมนา เกี่ยวกับพัฒนาชุมชน คุณไม่เห็นเด็กหรอก พบแต่ข้าราชการกับ ชาวบ้ าน หรื ออย่างมากก็แจกของกัน หรื อทําเป็ นพิธีกรรม แจกเหรี ยญ แจกอะไรบ้ าๆ บอๆ เท่านันเอง ้ แต่มนั ไม่ได้ อะไรขึ ้นมา แต่นี่เห็นเด็ก เห็น ผู้ใหญ่ต่างๆ ที่มา เป็ นสมานฉันท์ เป็ นการถ่ายทอด แล้ วก็ดีใจที่เป็ นการ เคลื่อนไหวของครู เมื่อเร็วๆ นี ้ ผมถูกเชิญไปสอนการท่องเที่ยวแบบ ยัง่ ยืนที่จงั หวัดอุบลฯ ที่อบุ ลฯ นี่ประหลาด ราชภัฏไม่เคยทําหน้ าที่หรอก แต่มหาวิทยาลัยอุบลฯ ซึง่ พื ้นฐานเป็ นมหาวิทยาลัยทางเทคโนโลยีกลับ ตื่นตัวทําขึ ้นมา แล้ วมีคณะหนึง่ ของมหาวิทยาลัยอุบลฯ จัดอบรมช่วง สันๆ ้ ให้ แก่คนท้ องถิ่น อย่างครูท้องถิ่น เจ้ าหน้ าที่อทุ ยานต่างๆ เหล่านี ้ โดยที่ไม่คิดค่าอะไรเลย เอาเงิน ZIP มาใช้ ผมเพิ่งเห็นเงิน ZIP มี ประโยชน์ตอนนี ้นะครับ ที่แล้ วๆ มาเฮงซวยมาก ก็เอามาให้ ทาง มหาวิทยาลัยอุบลฯ จัดอบรม ปรากฏว่ามีครูบาอาจารย์มาอบรมมาก ผมไปอบรมนะครับ ผมรู้ว่าครูต่างๆ เหล่านันเขามี ้ ความรู้ในท้ องถิ่น ดีกว่าผม พอเราให้ ความเคารพเขา ยกย่องเขา ครูพวกนันจะเกิ ้ ดความ มัน่ ใจขึ ้นมา เพราะฉะนันสิ ้ ่งที่เป็ นความรู้ ที่เป็ นภูมิปัญญาท้ องถิ่นที่เขา เรี ยนรู้มามันพลัง่ พรูออกมาเลย ผมรู้สกึ ว่าผมไปอบรมครัง้ นัน้ คนที่ได้ กลับเป็ นผมไม่ใช่ครูเหล่านัน้ แต่เรากลายเป็ นการแลกเปลี่ยนกัน แล้ ว ผมมานัง่ คิดว่าการปฏิรูปการศึกษาที่ทําอยู่ขณะนี ้ เคยเข้ าใจถึงสิ่ง เหล่านี ้หรื อเปล่า มันทําให้ คนในสังคมไทยอยู่ในกรอบ ไม่เป็ นอิสระ ครู


ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ เพราะว่าผู้หลักผู้ใหญ่หรื อนักวิชาการใน มหาวิทยาลัยมากดตลอดเวลา เพราะฉะนันผมคิ ้ ดว่าถ้ าเราขบถแบบนี ้ เราฟื น้ ฟูความรู้ ความเป็ นมนุษย์ของเราขึ ้นมา เราจะศึกษาอะไรได้ หลายอย่าง แล้ วเราถ่ายทอดออกมาจากท้ องถิ่นได้ นี่เป็ นกระบวนการ ของท้ องถิ่นซึง่ ไม่เกี่ยวกับรัฐนะครับ รัฐทําขณะนี ้ คือ โง่ ผมเป็ น ข้ าราชการโง่อยู่ ๔๐ ปี เพราะอยู่ในตําแหน่งโน้ นตําแหน่งนี ้ ก็ต้องคิดไป อยู่ตามตําแหน่งนัน่ เพราะฉะนันหั ้ วโขนนี่ทําให้ โง่ ถ้ าไม่โง่ต้องแกล้ งโง่ นะครับ แต่เมื่อมาเป็ นข้ าราชการบํานาญแล้ วรู้สกึ มีอิสระ ผมสามารถ ทําอะไรได้ ตามใจชอบ ผมก็เลยมาคิดถึงเรื่ องเมื่อวานนี ้ที่ประชุม สกว. ที่จงั หวัดกาญจนบุรี ท่านอาจารย์เสน่ห์ ซึง่ เป็ นปราชญ์อาวุโสของ เมืองไทย ท่านพูดว่า สังคมไทยไม่มีอิสระ ผมเข้ าใจว่าอิสระในที่นี ้คือ ทุกคนต้ องมีอิสระในฐานะเป็ นมนุษย์ มนุษย์มีศกั ยภาพในการศึกษา และควรจะมีอิสระในกระบวนการศึกษาหาความรู้ เขาจะคิดได้ ทําได้ นะ ครับ เพราะฉะนันการจะปรั ้ บปฏิรูปการศึกษาขณะนี ้ จําเป็ นอย่างยิ่งที่ จะต้ องให้ อิสรภาพแก่ครูท้องถิ่น ให้ เขาเข้ าใจท้ องถิ่น ให้ เขาคิดหา ความรู้ขึ ้นมาแล้ วปรับความรู้ที่ได้ จากในหลักสูตรให้ สมั พันธ์กบั กระบวนการอบรมทางสังคมในท้ องถิ่น เด็กถึงจะคิดเป็ น ถึงจะมี ประสบการณ์ แล้ วความงอกงามจะเกิดขึ ้น สิ่งเหล่านี ้ได้ เกิดขึ ้นที่จนั เสน ซึง่ ครบเครื่ องเลยนะครับ เพราะฉะนันผมถึ ้ งอยากให้ ที่ประชุมตรงนี ้ เรา มาดูว่า ๔ ปี ที่ผ่านมา ความงอกงามของจันเสนในลักษณะที่เป็ น


ท้ องถิ่นวัฒนา มันเป็ นมาอย่างไร แล้ วผมก็อยากจะมองต่อไปด้ วย จาก วันนี ้ที่ผมมาผมเห็นการเปลี่ยนแปลงรอบๆ จันเสน ซึง่ แต่ก่อนนี ้เคยเป็ น หมู่บ้านโทรมๆ สกปรก เดี๋ยวนี ้มีการจัดระเบียบ มีความเคลื่อนไหวมาก การเติบโตของจันเสนในอนาคตคงไม่หยุดอยู่ตรงนี ้ แต่ควรจะจัดการ อะไรหลายๆ อย่าง วัด พิพิธภัณฑ์ มีอยู่แล้ ว แต่มีหลายๆ อย่างในเขต จันเสนสามารถเป็ นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ ง พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตได้ นะครับ อย่างเช่นสถานีรถไฟ ควรจะต้ องเก็บไว้ เพราะเป็ นประวัติศาสตร์ ของ การเกิดจันเสน ซึง่ เกิดจากริ มทางรถไฟ เพราะฉะนันใครผ่ ้ านมาจันเสน จะคิดคํานึงได้ ว่าในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการตัดทางรถไฟมา แล้ วทําให้ เกิดชุมชนขึ ้นตามทางรถไฟมากมาย ปั จจุบนั นี ้ชุมชนเหล่านันเริ ้ ่ม หายไป กลายเป็ นตลาดใหม่ๆ ย่านธุรกิจการค้ าใหม่ๆ แต่ถ้าเรารักษาสิ่ง เหล่านี ้ได้ จันเสนจะเป็ นศูนย์กลางที่ใครๆ มาเรี ยน คนในประเทศมา เรี ยน คนในท้ องถิ่นได้ ภาคภูมิใจ แล้ วคนต่างชาติได้ มาศึกษาด้ วยนะ ครับ เพราะฉะนันตลาดเล็ ้ กๆ น่าจะดํารงอยู่ ขณะเดียวกันเราก็อาจจะ เปิ ดโอกาสให้ มีซุปเปอร์ มาร์ เก็ตได้ แต่ว่าในระดับหนึง่ นะครับ เพราะว่า บ้ านเมืองต้ องเปลี่ยน แต่สิ่งที่เป็ นฐานควรจะมีนะครับ อีกแห่งหนึง่ คือ ย่านตลาด ซึง่ เกิดขึ ้นเป็ นศูนย์กลางของจันเสน ร้ านต่างๆ เหล่านัน้ น่าจะรักษาเอาไว้ ให้ เป็ นชุมชนที่มีชีวิตชีวา ซึง่ อันนี ้ชาวจันเสนอาจจะ คิดได้ นะครับ แล้ วอีกแห่งหนึง่ คือ ฝั่ งข้ ามทางรถไฟ คือ ย่านที่เป็ น โรงสี ท่านรู้มยครั ั ้ บ สัญลักษณ์อนั หนึง่ ที่เกิดขึ ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ใน


ชนบทนัน้ ไม่ใช่วดั อย่างเดียว แล้ วไม่ใช่ศาลากลางจังหวัดอย่างเดียว แต่เป็ นปล่องโรงสีนะครับ ตังแต่ ้ รัชกาลที่ ๔ ที่ ๕ เราพัฒนาในเรื่ อง การค้ าข้ าวมาก เกิดที่นามากมายเหลือเกิน เกิดโรงสีขึ ้นหลายๆ แห่ง แล้ วคนจีนเข้ ามาตังโรงสี ้ เกิดย่านตลาดขึ ้นมา นัน่ คือความเป็ นเมือง เกิดขึ ้นนะครับ แล้ วฝั่ งนันที ้ ่เป็ นโรงไม้ ตา่ งๆ น่าสนใจมาก ถ้ าพัฒนาให้ ดี มันก็จะเป็ นส่วนหนึง่ ของพิพิธภัณฑ์ของจันเสน แล้ วถ้ าทําแบบนันได้ ้ เราอาจจะวางแผนในการจัดท่องเที่ยวแบบยัง่ ยืนได้ พิพิธภัฑณ์และ อาคารเหล่านันจะสนั ้ บสนุนสิ่งที่นํามาสูเ่ รื่ องเศรษฐกิจของชุมชนของ ท้ องถิ่น เศรษฐกิจที่จะเกิดขึ ้นในท้ องถิ่น ควรเป็ นเศรษฐกิจซึง่ ไม่มีคน กลาง เป็ นเศรษฐกิจ ซึง่ ชาวบ้ านสามารถนําเอาสินค้ าที่หลากหลายทาง ธรรมชาติมาขาย แล้ วเป็ นเสน่ห์นะครับ ผมชอบใจอันหนึง่ ที่ท่าน อาจารย์ เสน่ห์ จามริ ก ท่านพูดว่า ความสําคัญของเมืองไทยนันคื ้ อ ความหลากหลายของชีวภาพและวัฒนธรรม ความหลากหลายของ ชีวภาพนี ้ เราสามารถพัฒนาให้ เป็ นเรื่ องอาหารและยารักษาโรคได้ ท่าน รู้มยว่ ั ้ าสิ่งเหล่านี ้มีความหมายในการที่จะกู้บ้านกู้เมือง เพราะประเทศ ไทยเป็ นหนึง่ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ซึง่ เป็ นภูมิภาคที่มีความ หลากหลายของชีวภาพมากเลยนะครับ เขาบอกว่ามี ๗ % ในโลก เท่านันเองที ้ ่มีสิ่งเหล่านี ้ เมืองไทยเราเป็ นหนึง่ แล้ วผมเชื่อว่าใน mainland southeast asia นี ้ เมืองไทยดีที่สดุ เมื่อเปรี ยบเทียบกับลาว เขมร พม่า ในลุม่ นํ ้าเจ้ าพระยาเรานี ้มีความหลากหลายมากเลย ดู


ตัวอย่างเพียงพันธุ์ปลา เรามีถึงสามร้ อยกว่าชนิดนะครับ ขณะที่พวกพืช พันธุ์ต่างๆ ที่สง่ ออกนอก มีถึง ๑๖๐ ชนิด ผลไม้ มี ๘๐ ชนิด ทําไมเราไม่ เอาจุดสําคัญอันนี ้มาพัฒนาให้ เกิดอาชีพที่ยงั่ ยืนได้ เราดัดจริ ตทําไม เรื่ องอุตสาหกรรมที่ทําลายสภาพแวดล้ อม ทําลายความหลากหลาย ทางชีวภาพต่อไป แล้ วถ้ าหากว่าเราเน้ นในเรื่ องของความหลากหลาย ทางชีวภาพต่างๆ เหล่านี ้นะครับ เราสามารถพัฒนากลุม่ เล็กๆ คนที่ ด้ อยโอกาสได้ ในย่านจันเสนนี ้ ผมเดินทางมาตลอดทาง อะไรที่เป็ น จุดเด่นของเขตนี ้รู้ไหมครับ ตังแต่ ้ เขตสิงห์บรุ ี อ่างทอง มาถึงนครสวรรค์ นี ้ ปลา ครับ ปลาขายเต็มเลย ปลาต่างๆ นานา ซึง่ หลากหลายมากเลย นะครับ มีความหลากหลายของปลาท้ องถิ่นเป็ นจํานวนมาก เรา สามารถจะฟื น้ ฟูธรรมชาติแวดล้ อมนัน้ แล้ วเอาสินค้ าท้ องถิ่นมาขายใน ระบบของสหกรณ์ หรื อในท้ องถิ่นนี ้โดยที่ไม่มีพ่อค้ าคนกลาง นอกจาก ปลาแล้ ว ยังมีอีกหลายๆ อย่าง พืชพันธุ์หลายๆ อย่างซึง่ นํามาพัฒนาได้ แล้ วนัน่ เป็ นหัวใจของการท่องเที่ยว เพราะคนไทยเวลาท่องเที่ยวภายใน นี ้���ักเที่ยวแล้ วก็ดอู ะไรโดยที่ไม่หาความรู้ แล้ วยังช้ อปปิ ง้ โดยที่ไม่ร้ ูเรื่ อง เลย ซื ้อกันเลอะเลย แต่ถ้าเราสามารถจัดแหล่งนี ้ให้ เป็ นพิพิธภัณฑ์ เป็ น แหล่งท่องเที่ยวที่ครบวงจร เราจะเห็นว่าใครๆก็เอาความหลากหลาย ของพืชพันธุ์ธญ ั ญาหารต่างๆ นี ้มาจําหน่ายได้ แล้ วก็เป็ น สิ่งที่จะฟื น้ ฟู ชีวิตของเขาได้ เพราะฉะนันทุ ้ กอย่างนี ้ผมว่าเราต้ องมองออกไปข้ างหน้ า ว่า กระบวนการท้ องถิ่นวัฒนา สร้ างสํานึกร่วมให้ เกิดชุมชนหรื อท้ องถิ่น


วัฒนานี ้ เราจะทําอย่างไรในอนาคต แล้ วเราจะดํารงอยู่ท่ามกลางโลกา ภิวตั น์ได้ อย่างไร อันนี ้เป็ นเรื่ องที่สําคัญนะครับ เพราะฉะนันเราควรจะ ้ พูดคุยกัน แล้ วสร้ างกิจกรรมร่วมกัน แต่วา่ สิ่งนันจะทํ ้ าได้ ก็ต้องเกิด สํานึกร่วม และความสัมพันธ์ทางสังคม ผู้ที่เข้ ามาตังถิ ้ ่นฐานในจันเสน ควรจะมีสํานึกว่าเขาเป็ นคนจันเสน ไม่ใช่คนแปลกใหม่มาเพื่อแสวงหา ผลประโยชน์ จันเสนเองก็ต้องยอมรับคนเก่าและคนใหม่ สร้ างให้ เกิด ความร่ วมกัน เมื่อกี ้พระคุณเจ้ าหลวงพ่อพูดถึงว่าประเพณีสารทในจัน เสนมีทงลาว ั ้ ไทย จีน ใช่มยั๊ ครับ นัน่ คือแหล่งของเมืองเล็กๆ ซึง่ มีการ ผสมของเผ่าหลายเผ่าพันธุ์นะครับ ซึง่ คนหลายๆ เผ่าพันธุ์นนั ้ บัดนี ้ กลายเป็ นคนจันเสนในท้ องถิ่นจันเสน แล้ วลูกเต้ าก็อยู่ในท้ องถิ่นจันเสน เพราะฉะนันอนาคตของเราต่ ้ อไปนี ้ ท้ องถิ่นจะต้ องวัฒนา มิฉะนันเราจะ ้ อยู่รอดไม่ได้ สํานึกร่วมท้ องถิ่นมี รักษาแผ่นดิน พัฒนาเรื่ องอาชีพ ถ่ายทอดภูมิปัญญาทุกอย่างลงไปสูเ่ ด็ก ความเจริ ญก็จะเกิดขึ ้นนะครับ อย่าไปหวังพึง่ รัฐในขณะนี ้นะครับ แต่ขณะเดียวกันถ้ าท้ องถิ่นวัฒนา และเข้ มแข็งแล้ ว เราก็สามารถจะจัดการควบคุมพฤติกรรมของรัฐได้ นะ ครับ อันตรายที่เกิดขึ ้นในบ้ านเมืองขณะนี ้ คือ ผู้นําท้ องถิ่น เช่น ส.ส. ทังหลาย ้ ทีแรกก็บอกว่าเป็ นตัวแทนของท้ องถิ่น แต่พอเข้ าไปอยู่ใน รัฐสภาแล้ วเป็ นอีกชนิดหนึง่ ผมว่ามีผีห่าซาตานเยอะแยะเชียว บุคคล เหล่านี ้จะใช้ ประโยชน์ของท้ องถิ่นเพื่อนําไปสูผ่ ลประโยชน์ แต่ผมคิดว่า ถ้ าผู้นําท้ องถิ่นไม่แคร์ ในสิ่งเหล่านี ้ แล้ วทําเพื่อท้ องถิ่นของเราเอง เน้ น


ในเรื่ องท้ องถิ่นเป็ นหลัก มันก็จะเติบโตขึ ้น แล้ วสิ่งเหล่านี ้ผมคิดว่า ประเทศญี่ปนได้ ุ่ ทําสิ่งเหล่านันนะครั ้ บ คนที่เป็ นผู้นําท้ องถิ่นของเขามี สํานึกร่วมท้ องถิ่นจริ ง เขาสร้ างกิจกรรมต่างๆ เพื่อการศึกษาของท้ องถิ่น แต่สงั คมไทยเราไม่มี พอเป็ นผู้แทนแล้ วหายหัวหมดเลย เพราะฉะนันถ้ ้ า หากมีอย่างนี ้แล้ วอย่าไปเลือกมัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี ้ ๔ ปี แล้ วที่ พิพิธภัณฑ์จนั เสนเกิดมา ในฐานะที่สร้ างสํานึกร่วม แล้ วเกิดการเติบโต ในเรื่ องเกี่ยวกับเศรษฐกิจของท้ องถิ่น หรื อชุมชน รวมทังกิ ้ จกรรมทาง วัฒนธรรมต่างๆ มากมาย ก็เป็ นนิมิตหมายที่ดี ผมอยากจะสรุปในที่นี ้ ว่า ควรจะมองไปข้ างหน้ าว่าจะจัดการอย่างไร อย่าหยุดเพียงแค่นี ้ แล้ ว กระบวนการถ่ายทอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรมต้ องดําเนินต่อไปนะ ครับ แล้ วสิ่งที่ผมสบายใจมากที่สดุ เลย คือ ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ในที่นี ้ ประธานสภาวัฒนธรรม ศึกษาธิการ กํานัน ข้ าราชการต่างๆ เหล่านี ้มี สํานึกร่วมกับท้ องถิ่น ซึง่ หายากในที่อื่น เพราะฉะนันจั ้ นเสนจึงเป็ นอะไร หลายอย่างที่จะเป็ นต้ นแบบให้ กบั ที่อื่นๆ เลียนแบบเพื่อการอยู่รอดของ ประเทศ ผมคิดว่าผมพูดมามากแล้ ว คงขอยุติแค่นี ้ ขอบพระคุณครับ พิธีกรหญิง ขอกราบขอบพระคุณท่านรองศาสตราจารย์ศรี ศกั ร วัลลิโภดม นะคะ ที่ ให้ เกียรติปาฐกถานําเรื่ องของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกับสํานึกร่วมทางสังคม ดิฉนั เชื่อว่าเรี่ ยวแรงทางวัฒนธรรม สํานึกร่วมทางวัฒนธรรมของเรานี ้


จะกอบกู้สภาพประเทศของเรา สังคมของเราที่กําลังยํ่าแย่อยู่ในขณะนี ้ ได้ ดี พวกเราฟั งปาฐกถานําไปแล้ วคงจะมีความรู้สกึ ภาคภูมิใจในความ เป็ นจันเสนร่วมกัน และคงจะมีสํานึกร่วมตรงนี ้แล้ ว ว่าพิพิธภัณฑ์จนั เสนไม่ใช่แค่แหล่งท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่เป็ นแหล่งการเรี ยนรู้ ซึง่ ใน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้ กําหนดเรื่ องของการเรี ยนรู้จาก แหล่งการเรี ยนรู้ในชุมชน สําหรับผู้ที่จะมาดําเนินรายการในช่วงนี ้ ดิฉนั ขอแนะนําเฉพาะผู้ที่ดําเนินรายการนะคะ แล้ วก็ขอมอบหน้ าที่ให้ กบั ท่านเลยนะคะ เรื่ องราวของพิพิธภัณฑ์จนั เสน กระบวนการเรี ยนรู้นอก ระบบจะเป็ นอย่างไรนัน้ พบกับผู้ดําเนินรายการของเราค่ะ ท่านเป็ น อาจารย์ประจําภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร ท่านรอง ศาสตราจารย์ปรานี วงษ์ เทศ ค่ะ ขอเสียงปรบมือต้ อนรับท่านด้ วยค่ รศ.ปรานี วงษ์ เทศ กราบสวัสดีท่านผู้มีเกียรติทกุ ท่านนะคะ ดิฉนั ขออนุญาตเรี ยนเชิญ วิทยากรของเราสองท่านให้ ขึ ้นมาบนเวทีเลยนะคะ ท่านแรกคือ อาจารย์ มานพ ถนอมศรี แล้ วก็อาจารย์ ภูธร ภูมะธน ขอเชิญอาจารย์ สองท่านเลยค่ะ ฟั งอาจารย์ศรี ศกั รแล้ ว เลือดมันฉีดพล่าน ทุกครัง้ ที่ฟัง อาจารย์เราจะได้ รับแรงบันดาลใจที่อยากจะทําความดีความงามทิ ้งไว้ ในแผ่นดินของเราอีกต่อไปเรื่ อยๆ นะคะ อาจารย์สองท่านที่เสียสละมา ให้ ความรู้แก่เราในวันนี ้ ก็จะขอแนะนําอย่างสันๆ ้ ท่านแรกคือ อาจารย์


มานพ ถนอมศรี นะคะ ชาวจันเสนคงจะคุ้นเคยกับหน้ าตาของอาจารย์ อยู่เป็ นเวลาช้ านานหลายปี เพราะอาจารย์เป็ นท่านหนึง่ ที่เป็ นเรี่ ยวแรง สําคัญในการจัดทําพิพิธภัณฑ์จนั เสนที่เราเห็นกันอยู่ อาจารย์เสียสละ มากๆ เลย ใครที่ทํางานพิพิธภัณฑ์จะรู้ว่า ความยากลําบากของการทํา พิพิธภัณฑ์มนั แค่ไหน อาจารย์จบทางด้ านศิลปะมาจาก มศว. ประสาน มิตร ปั จจุบนั อาจารย์ก็ทํางานมากมาย ส่วนใหญ่แล้ วงานของอาจารย์ก็ คือ การเน้ นให้ เห็นความสําคัญของการศึกษานอกระบบ แม้ ว่าตัว อาจารย์เองจะเป็ นผู้สอนอยู่ในระบบราชการด้ วย แต่งานส่วนใหญ่ของ อาจารย์เป็ นเรื่ องของการทําสื่อต่างๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษา อาจารย์เป็ น นักทําหนังสือ สื่อประเภทต่างๆ เป็ นอาชีพหลักของอาจารย์ เช่น หนังสือของกรมวิชาการ นอกจากนันอาจารย์ ้ ยงั อบรมการเขียนสารคดี ให้ กบั กรมสามัญฯ เป็ นอาจารย์พิเศษสอนการออกแบบนิเทศศิลป์ให้ คณะศิลปกรรมศาสตร์ สถาบันราชภัฏสวนดุสิต อาจารย์เป็ นทัง้ นักเขียนและนักเขียนรูป มันหลายนักเหลือเกิน เพราะฉะนันคนที ้ ่จะมา ทําพิพิธภัณฑ์ได้ ต้ องค่อนข้ างมีความรู้รอบด้ าน ถ้ ามีความรู้ศิลปะอย่าง เดียวไม่พอ ต้ องมีความเข้ าใจสังคมวัฒนธรรมมนุษย์ด้วย วันนี ้อาจารย์ จะมาพูดให้ เราฟั งว่า อาจารย์เห็นความสําคัญของพิพิธภัณฑ์ในฐานะที่ ให้ ความรู้ในเรื่ องการศึกษานอกระบบอย่างไรนะคะ อีกท่านหนึง่ คือ อาจารย์ ภูธร ภูมะธน ค่ะ ท่านอุตส่าห์เหลือเกิน ต้ องใช้ คําว่า อุตส่าห์ เพราะอาจารย์ป่วยเป็ นฝี ที่ขา แล้ วเพิ่งผ่าตัดเกือบจะมาไม่ได้


อาจารย์เดินกะเผกมา แต่ด้วยความที่มีจิตใจที่ต้องการจะส่งเสริ ม การศึกษานอกระบบมาตลอดชีวิต อาจารย์ภธู รนันปั ้ จจุบนั เป็ นอาจารย์ ประจําที่สถาบันราชภัฏเทพสตรี จังหวัดลพบุรี อาจารย์มีพื ้นความรู้ ทางด้ านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ได้ รับปริ ญญาตรี ทางด้ านนี ้จาก มหา���ิทยาลัยเชียงใหม่ แล้ วก็ปริ ญญาโททางวิชาประวัติศาสตร์ จาก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นะคะ แล้ วก็ยงั ไป ฝึ กอบรมวิชาพิพิธภัณฑ์วิทยาที่ประเทศฝรั่งเศส เพราะฉะนันอาจารย์ ้ เป็ นผู้ที่เหมาะสมรอบรู้ที่สดุ ที่จะเป็ นวิทยากรของเราในวันนี ้ ประวัติการ ทํางานของอาจารย์ก็มากมาย อาจารย์เคยเป็ นหัวหน้ าพิพิธภัฑณสถาน แห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี เคยเป็ นประธานชมรม อนุรักษ์ โบราณวัตถุสถาน และสิ่งแวดล้ อม จังหวัดลพบุรี แล้ วก็ ผู้อํานวยการศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏเพชรบุรี อาจารย์ ทํางานเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์มาเท่าที่ร้ ูจกั ได้ ยินชื่ออาจารย์ จะโดยทางการ ในฐานะที่เป็ นข้ าราชการ และในฐานะส่วนตัว อาจารย์มีพิพิธภัณฑ์ที่ น่าสนใจที่อาจารย์ ริ เริ่ มทําขึ ้นนะคะ เป็ นพิพิธภัณฑ์เรื อ ที่วดั ยาง ณ รังสี ที่จงั หวัดลพบุรีอีกเหมือนกัน ก็อยากเชิญชวนให้ ท่านผู้มีเกียรติแวะ ไปชมว่า เรื อซึง่ เป็ นรากฐานการคมนาคม ชีวิตความเป็ นอยู่ของคนไทย นันมั ้ นเป็ นอย่างไร ซึง่ อาจารย์ได้ รวบรวมไว้ อย่างน่าสนใจมาก เพื่อ ไม่ให้ เป็ นการเสียเวลา อาจารย์มานพบอกให้ อาจารย์ภธู รพูดก่อน สิบ ห้ านาทีก่อนแล้ วกันนะคะ พูดได้ เต็มที่ถือว่าเป็ นกันเองเชิญอาจารย์ค่ะ


อาจารย์ ภูธร ภูมะธน กราบนมัสการหลวงพ่อที่ได้ กรุณาอนุญาตให้ ผมมาเผยแพร่แนวคิดใน วันนี ้นะครับ แล้ วก็ชาวจันเสนทุกท่าน รวมทังคณะกรรมการที ้ ่จดั งาน วันนี ้ ตัวผมเองอยู่ในวงการพิพิธภัณฑ์มาพอสมควร ถึงแม้ จะเป็ นครู สอนวิชาประวัติศาสตร์ ในปั จจุบนั ก็ตาม ก็ร้ ูสกึ ว่าวันนี ้เป็ นวันพบกันของ นักพิพิธภัณฑ์ผ้ มู ีอดุ มคติในการจัดระบบการศึกษานอกระบบเพื่อให้ ความรู้กบั ท้ องถิ่น ไม่วา่ จะเป็ นทางมหาวิทยาลัยศิลปากรข้ าราชการ บํานาญอย่างเช่นอาจารย์ศรี ศกั ร หรื อแม้ กระทัง่ ข้ าราชการกรม ศิลปากรที่มานัง่ อยู่ในที่นี ้หลายคน ผมคิดว่าวันนี ้เป็ นวันดีที่มีโอกาสได้ เห็นภาพนี ้เกิดขึ ้นนะครับว่า เราควรจะต้ องมีการพัฒนาปรับปรุงแล้ วก็ เอาใจใส่ในกิจกรรมทํานองนี ้ของประเทศชาติอย่างไร เพื่อประโยชน์ สูงสุดอันจะเป็ นการพัฒนา ผมขออนุญาตใช้ คําว่า พัฒนา นะครับ อาจารย์ศรี ศกั รบอกไม่คอ่ ยชอบคํานี ้ พัฒนาวิธีการเรี ยนรู้ หรื อวิธีคิด ของสังคมในภาพรวมต่อไป หัวข้ อที่ถกู กําหนดให้ พดู คือ พิพิธภัณฑ์จนั เสน กระบวนการเรี ยนรู้นอกระบบ โดยที่หลวงพ่อท่านก็ โทรศัพท์ไปถึงผมหลายหนว่า อยากจะให้ สรุปให้ ได้ ว่า แนวคิดที่จะ เกิดขึ ้นในวันนี ้นันจะนํ ้ าไปสูก่ ารปฏิบตั ิในอนาคตอย่างไรกับพิพิธภัณฑ์ แห่งนี ้ ผมอยากจะขอเรี ยนว่า ผมได้ มาที่วดั จันเสนนี ้ตังแต่ ้ ครัง้ หลวงพ่อ โอดท่านยังไม่มรณภาพ ก็เริ่ มเห็นสิ่งที่หลวงพ่อโอดท่านได้ สะสมไว้ จาก


การที่ชาวบ้ านนํามาให้ ตงแต่ ั ้ ครัง้ อยู่กฏุ ิหลังเก่านี ้ พัฒนาเรื่ อยมา จนกระทัง่ กลายเป็ นพิพิธภัณฑ์จนั เสนอยู่ภายใต้ มหาเจดีย์ที่งดงามเป็ น อย่างยิ่ง ผมไม่ร้ ูจกั ท่านผู้ออกแบบ คือ อาจารย์วนิดานะครับ แต่เรี ยนรู้ มาว่าท่านเป็ นผู้ออกแบบ ผมอยากจะขอชื่นชมเป็ นการส่วนตัวว่า อาคารที่เป็ นพิพิธภัณฑ์วดั จันเสนด้ วย เป็ นมหาธาตุเจดีย์อยู่ด้วยนัน้ เป็ นวิธีการนําเอารายละเอียดปลีกย่อยของสิ่งที่เป็ นเอกลักษณะของ ท้ องถิ่น คือ วัฒนธรรมทวารวดีมาออกแบบได้ อย่างเหมาะเจาะ งดงาม ผมคิดว่าคนที่จะทําอย่างนี ้ได้ นนั ้ ต้ องเป็ นคนวิเศษ หรื อพิเศษมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราขึ ้นไปบนลานประทักษิณชันบนสุ ้ ด จะเห็นซุ้ม หน้ าบันของมุขทิศแต่ละทิศที่นําเอาเรื่ องราวพุทธประวัติ ตอนประสูติ ตรัสรู้ ปริ นิพพาน มาทําเป็ นลวดลายแล้ วประดับกระจก ใช้ รายละเอียด ที่เป็ นลวดลายทวารวดีจริ งๆ คนคิดได้ อย่างนี ้นี่ต้องรู้ลกึ ซึ ้ง แล้ วก็มี ความวิเศษ มีรสนิยมเอามากๆ ผมขอชื่นชมอย่างแท้ จริ ง สําหรับผู้ที่ได้ ออกแบบอาคารหลังนี ้ รวมทังการจั ้ ดแสดงภายในด้ วยนะครับ เมื่อ สัปดาห์ก่อนก็มากัน มีคอลัมนิสต์คนหนึง่ ของบ้ านเรา ชื่อ ไมเคิล ไรท์ มาเที่ยวด้ วยกัน คุณ ไมเคิล ไรท์ เห็นรูปวาดที่เป็ นเรื่ องพุทธประวัติที่อยู่ ภายใต้ ด้านล่างของอาคารนี ้ คุณ ไมเคิล ไรท์ บอกว่า นี่คือระดับชาติ ทีเดียวนะครับ อยากที่จะให้ ทกุ คนได้ มาเห็น เพราะว่าเป็ นภาพวาดที่มี เอกลักษณ์ แล้ วก็สนุ ทรี ยะจริ งๆ แห่งหนึง่ ของประเทศไทย อันนี ้ผมก็ขอ ชื่นชมในพิพิธภัณฑ์แห่งนี ้ ทีนี ้พูดถึงเรื่ องกระบวนการเรี ยนรู้นอก


ระบบว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี ้ได้ มีบทบาทด้ านนี ้อย่างไร พัฒนาไปใน ทิศทางที่ถกู ต้ องหรื อไม่ ก่อนที่จะพูดถึงตรงนัน้ ผมอยากจะเรี ยนว่าใน การให้ ความรู้ของคนไทยเรา หรื อในโลกก็ตาม ก็คงมีความรู้หลักๆ อยู่ สองความรู้ด้วยกัน ความรู้อย่างแรก ก็คือ เรื่ องของวิทยาศาสตร์ เป็ น เหตุและเป็ นผลพิสจู น์ได้ ความรู้อีกอันหนึง่ คือ เรื่ องของจิตใจ ไม่ใช่เป็ น วิทยาศาสตร์ จับต้ องไม่ได้ เป็ นนามธรรม โลกนี ้ต้ องการให้ พลเมืองของ โลกเจริ ญควบคูก่ นั ทังสองอย่ ้ าง ถ้ านํ ้าหนักทางวัตถุ หรื อวิทยาศาสตร์ มากไป โลกก็เดือดร้ อน แต่ถ้าจิตใจเป็ นศิลปิ นมากไป โลกก็เดือดร้ อน อีกเช่นกัน เทคโนโลยีต่างๆ ก็คงจะพัฒนาไม่ได้ เพราะฉะนันโดยสรุ ้ ป ความรู้ทงทางวิ ั้ ทยาศาสตร์ และจิตใจ จะต้ องเจริ ญควบคูก่ นั อยู่เสมอ ที นี ้ถามว่าประเทศเราตอนนี ้ระบบความรู้ทงสองนี ั้ ้ควบคูก่ นั ดีแล้ วหรื อไม่ สําหรับในทัศนะกระผมเอง คิดว่าไม่นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรา เผยแพร่แนวคิดในเรื่ องวัตถุนิยมสูง ความรู้ทางด้ านวัตถุนิยม หรื อ วิทยาศาสตร์ ก็จะเป็ นอุดมคติของนักเรี ยน นักศึกษา หรื อครูบาอาจารย์ ที่หลงทาง ก็จะพัฒนาไปในทิศนัน้ ทีนี ้ความรู้ทางด้ านจิตใจก็อ่อนพลัง แต่โครงการที่มาทําพิพิธภัณฑ์แบบนี ้ขึ ้นมา พิพิธภัณฑ์เป็ นเรื่ องราวของ การพัฒนาความรู้ทางด้ านจิตใจนะครับ ซึง่ เป็ นเรื่ องนามธรรมเอามากๆ ให้ เกิดความภูมิใจ ความหวงแหน รู้เช่นเห็นชาติภมู ิหลังของตนเอง อย่างนี ้เป็ นต้ น เพราะฉะนันผมคิ ้ ดว่าองค์กร หน่วยงาน หรื อผู้คนที่มา เอาใจใส่ในการพัฒนาความรู้ทางด้ านจิตใจของสังคมเรา ของชาติเรานี ้


ตอนนี ้มีน้อยหน่วย แล้ วที่ทํามานันก็ ้ ค่อนข้ างจะไม่ประสบความสําเร็ จ แล้ วก็มีพลังน้ อยนะครับ อันนี ้ก็เลยทําให้ เกิดปั ญหาขึ ้นมาในบ้ านเมือง เราอย่างที่เราเห็นในปั จจุบนั เพราะความสมบูรณ์ทางจิตใจก็น้อยลงไป ด้ วย ทีนี ้ในกรณีที่จดั ทําพิพิธภัณฑ์ขึ ้นมาเพื่อพัฒนาความรู้ทางด้ านนี ้ก็ เป็ นเรื่ องที่กล้ าหาญของผู้ที่กล้ าจะต่อรองกับปั ญหาของสังคมที่ทําให้ เกิดเป็ นรูปธรรมขึ ้นมา ดังที่ชาวจันเสนได้ ทําพิพิธภัณฑ์วดั จันเสนขึ ้นมา ซึง่ ผ่านพัฒนาการที่ผมเห็นตังแต่ ้ ครัง้ หลวงพ่อโอดยังอยูท่ ี่กฏุ ิมาจนถึง ทุกวันนี ้ ผมคิดว่าทุกอย่างดีขึ ้น มาดูนิทรรศการข้ างหน้ าที่จดั ขึ ้นเล็กๆ นี ้ ก็จะเห็นว่าแนวโน้ มของผู้เข้ าชมก็มากขึ ้น แล้ วที่สําคัญยิ่ง เวลามานัน้ เราจะไม่เคยเห็นภาพนี ้เท่าไรนัก นัน่ ก็คือเด็กๆ ออกมาบรรยาย ออกมา แนะนํา เป็ นคนที่มีความรู้ทีเดียว ดูถกู ภูมิร้ ูเด็กๆ เหล่านี ้ไม่ได้ ตอนที่ผม มา ผมก็จะไม่บอกว่า ผมเองเป็ นครูสอนวิชานี ้นะ ก็ฟังเด็กบรรยายไป เด็กเก่งครับ ใช้ ได้ ทีเดียว แล้ ววิธีการนี ้ ผมคิดว่าทําให้ เกิดความต่อเนื่อง ซึง่ ที่ไหนก็ไม่มีกนั เพราะฉะนันในภาพรวม ้ ผมคิดว่าพิพิธภัณฑ์นี ้มาถูก ทาง เพราะว่านับวันกิจกรรมก็ดีขึ ้น มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ ้น มีความ ต่อเนื่อง มุ่งหวังพัฒนา โดยสรุปประเด็นแรกของผมก็คือว่า พิพิธภัณฑ์วดั จันเสนนันเป็ ้ นสถาบันที่สง่ เสริ มคุณค่าความรู้ทางด้ าน จิตใจ แล้ วก็มาได้ ถกู ทาง มีการพัฒนาไปสูส่ ิ่งที่ดี แล้ ววันนี ้ก็ยงั มีการ ประเมินตนเองเพื่อจะหาทางพัฒนาต่อไปอีกนะครับ มาถึงประเด็น ที่สอง ซึง่ เป็ นการบ้ านที่หลวงพ่อฝากมาว่า การที่ผมเห็นพิพิธภัณฑ์จนั


เสนมาอย่างต่อเนื่องนัน้ ผมเห็นอะไรและควรที่จะเสนอแนะอะไร สําหรับกระบวนการเรี ยนรู้นอกระบบ ณ พิพิธภัณฑ์จนั เสนนี ้ ในทัศนะ แรกของผม ผมคิดว่าเมื่อมาที่นี่ ได้ ดพู ิพิธภัณฑ์วดั จันเสนเสร็จแล้ ว ผม อยากดูเมืองจันเสน หลายครัง้ ที่มาก็พาหลายคนมาด้ วย ทุกคนก็อยาก ไปดูเมืองจันเสนว่า มันสง่างาม มันน่าดู มันมีอะไรที่น่าสนใจขนาดไหน ปรากฏว่าหลายครัง้ ที่มาก็ไม่สามารถที่จะพิสจู น์ความยิ่งใหญ่ของเมือง จันเสนจากหลักฐานที่ได้ เสนอไว้ ในพิพิธภัณฑ์ หรื อที่รับรู้กนั ในเอกสาร ต่างๆ นานาได้ มากนัก ไม่สมศักดิ์ศรี ว่างันเถอะนะครั ้ บ พอจะดูดีขึ ้น บ้ างถ้ ากรณีที่เราเลี ้ยวรถเข้ าไปแล้ วข้ ามคูเมือง เราจะเห็นคูเมืองที่ ค่อนข้ างจะสะอาดตาขึ ้นมาบ้ าง แต่เมื่อเข้ าไปข้ างในแล้ วถามว่า นี่หรื อ เมืองโบราณ นี่หรื อคือชุมชนที่มีการปลูกฝั งสิ่งที่เป็ นรากเหง้ าของ วัฒนธรรมไทยปั จจุบนั จากอินเดียเป็ นชุมชนแรกๆ อย่างนี ้เป็ นต้ น ก็จะ ถูกคําถามเหล่านี ้จากคนที่นํามาด้ วยเสมอๆ เพราะฉะนันผมอยากจะ ้ เสนอหรื ออาจจะได้ รับคําแนะนําจากผู้มีความรู้ก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น เรา รู้ว่าตรงนี ้เป็ นชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ พัฒนามาเป็ นฟูนนั หรื อว่า ทวารวดีก็ตาม สืบเนื่องต่อมา แต่เราไม่สามารถเห็นได้ ในบริ เวณเมือง โบราณนัน้ ยกเว้ นในพิพิธภัณฑ์จากรูปถ่าย ทีนี ้ถ้ าเกิดมีโครงการขุดค้ น จัดทําพิพิธภัณฑ์เปิ ดเพื่อที่จะเชื่อมโยงกับของจริ งในพิพิธภัณฑ์นี ้ก็ น่าจะเป็ นเรื่ องที่ดี ผมขอเรี ยนว่าในชุมชนจันเสนเองก็ไม่ถึงกับเลวร้ าย นักในเรื่ องของการมีบ้านเรื อนอย่างหนาแน่นนะครับ สืบเนื่องจากที่เคย


เห็นมาเมื่อประมาณยี่สิบปี ก่อน ก็ถือว่ายังเติบโตหรื อทําลายช้ านะครับ เมืองโบราณบางแห่งที่เป็ นเมืองยุคเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น เมืองคูบวั ราชบุรี เมื่อกรมศิลปากรไปดําเนินการขุดแต่งเมื่อหลายปี ก่อนนัน้ จาก จุดนันมาถึ ้ งจุดนี ้ ไม่มีความหวังในการกู้เมืองคูบวั อย่างนี ้เป็ นต้ น แต่ สําหรับกรณีจนั เสนนี ้ ในทัศนะผมคิดว่า ความเปลี่ยนแปลงจากยี่สิบ กว่าปี ก่อนจนถึงวันนี ้นันก็ ้ ยงั พอดูได้ อยู่นะครับ ยังไม่มีการเอารถแม็ค โครมาลอกเนินดินอันสูงนี ้ไปจนเกือบค่อนเมืองอย่างที่คบู วั เป็ น ที่นี่มี บ้ างเล็กน้ อยเป็ นหย่อมๆ หรื อบ้ านเรื อนก็ยงั ไม่หนาแน่นจนกลายเป็ น หมู่บ้านขนาดใหญ่ที่หาที่ขดุ ไม่ได้ ผมอยากจะเสนอแนะในประเด็น แรกว่า ถ้ าหากจะมีการเชื่อมโยง หรื อทําให้ พิพิธภัณฑ์วดั จันเสน น่าสนใจ ควรมีการพัฒนาภายนอก ก็คือการเข้ าไปดูแลเรื่ องของชุมชน โบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงสมัยทวารวดีภายในเมืองจันเสนสัก ระดับหนึง่ เพราะว่าเวลาผมพาใครๆ มา ทุกคนอยากเรี ยนรู้เรื่ องนี ้ทังนั ้ น้ ไม่ได้ อยากเรี ยนอยู่แค่เพียงในพิพิธภัณฑ์ ประเด็นที่สองที่ผมจะ กราบเรี ยนนมัสการท่านหลวงพ่อตามที่ท่านปวารณามานะครับ เรื่ อง ของการเรี ยนรู้นอกระบบของพิพิธภัณฑ์จนั เสนให้ มีการสืบเนื่องนันก็ ้ คือ ความเชื่อมโยงระหว่างตัวพิพิธภัณฑ์จนั เสนกับสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ ใน บริ เวณใกล้ เคียง คือไม่คิดเป็ นแค่หน่วยเดียว หรื อคิดแค่พิพิธภัณฑ์จนั เสน แต่อยากจะให้ คิดว่าพิพิธภัณฑ์จนั เสนนี ้เชื่อมโยงกับบ้ านหมี่ที่อยู่ ไม่ไกลเลย เพียงไม่ถึงสามสิบกิโลเมตรนะครับ ที่บ้านหมี่ตอนนี ้ก็พฒ ั นา


ตนเองไปเยอะแล้ ว ผมเองก็ร่วมมืออยู่กบั ชุมชนไทยพวนที่แถวบ้ าน กล้ วย แถวบ้ านทรายที่เริ่ มมีการพัฒนาหมู่บ้าน ความรู้เก่าๆ ประเพณี วัฒนธรรมทังหลายแหล่ ้ ที่เคยลืมกันไปแล้ ว ก็เริ่ มนํากลับมาใช้ ใหม่ นํามาประยุกต์ นํามาแสดงออกกันมาใหม่ เช่น การแต่งกายแบบไทย พวนดังเดิ ้ ม ซึง่ แต่เดิมชุมชนไทยพวนเขาไม่ได้ ทําผ้ ามัดหมี่แบบอีสาน นะครับ แต่ระยะหลังๆ นี ้ถูกพัฒนาเป็ นมัดหมี่แบบอีสานหมด แต่ว่า ตอนนี ้มัดหมี่แบบพวนแท้ ที่มีเชิงตรงชายซิ่น เริ่ มทํากันใหม่สําหรับไทย พวนบ้ านหมี่ มีพิพิธภัณฑ์ไทยพวนขึ ้นมา มีการแสดงแบบไทยพวนเป็ น ระยะๆ ตามงานประเพณี อันนี ้ผมอยากจะเรี ยนว่า ในบริ เวณใกล้ เคียง กับวัดจันเสนนี ้ หรื อพิพิธภัณฑ์จนั เสนนี ้ยังมีหน่วยที่น่าสนใจเชิง วัฒนธรรมนี ้อีกเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางแถบอําเภอบ้ านหมี่เหนือ ขึ ้นไป ผมเคยพบนักวิชาการฝรั่งเศสคนหนึง่ มาศึกษาเรื่ องฟอสซิล เขา พูดให้ ผมฟั งหลังจากที่เขารู้ว่าผมอยู่ลพบุรี เขาบอกว่าบริ เวณเขาช่อง แคนี ้เป็ นแหล่งที่รํ่ารวยฟอสซิลแห่งหนึง่ ของประเทศไทย เขาพูดอย่าง นันนะครั ้ บ ผมก็ไม่เคยไป ผมไม่ใช่นกั ด้ านนี ้โดยตรง ก็ไม่เคยไปดูเลย เขาบอกว่าไปทางไหนก็จะเจอซากดึกดําบรรพ์นี ้โดยเฉพาะแถบช่องแค ผมก็คิดว่าเรื่ องทํานองนี ้ ถ้ าหากว่าชุมชนช่องแคซึง่ อยู่ไม่ไกลสามารถ เอาสิ่งที่มีค่าภายในชุมชนมาแสดงออกคล้ ายๆ กับไดโนเสาร์ ของทาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แทนที่จะปล่อยให้ มีการระเบิดหินทิ ้งทําลาย ไปอยู่ตลอดเวลา ตรงนี ้ก็จะเป็ นจุดน่าสนใจอีกจุดหนึง่ หรื อทางด้ าน


วัดไลย์ ซึง่ เป็ นโบราณสถานที่มีลวดลายปูนปั น้ ที่งดงามที่สดุ เท่าที่มีอยู่ ในประเทศไทยวันนี ้ คือผมอยากจะเรี ยนว่าถ้ าพิพิธภัณฑ์จนั เสนนี ้ สามารถเผยแพร่ข้อมูลที่เชื่อมโยงได้ กบั หน่วยอื่นๆ ณ บริ เวณใกล้ เคียง ที่น่าสนใจ พิพิธภัณฑ์แห่งนี ้ก็น่าจะอยู่ในสายตามากยิ่งขึ ้น ทําให้ คน อยากจะแวะเวียนเข้ ามา เพราะว่ามีสิ่งน่าสนใจอยู่ในปริมณฑล โดยรอบนะครับ อันนี ้คือข้ อเสนอของผม ซึง่ เป็ นเรื่ องของการพัฒนา น่าจะเป็ นเรื่ องภายนอกของวัด ภายนอกของพิพิธภัณฑ์ ส่วนเรื่ องภายในหรื อปั จจัยภายในของพิพิธภัณฑ์นี ้นะครับ ตอนนี ้เท่าที่ ทราบพิพิธภัณฑ์นี ้มีลกั ษณะเด่นมากๆ เลยในเรื่ องของการนําเสนอ ความรู้ แล้ วนําเอาความรู้นนมาพั ั้ ฒนาชุมชนภายในอีก โดยการพัฒนา เด็กหรื อคนในท้ องถิ่นให้ เข้ าใจตนเอง ซึง่ ถือว่าเป็ นพิพิธภัณฑ์ที่ทํางาน หนักเป็ นสองเท่า ไม่ใช่เพียงแค่คอยบริ การให้ คนข้ างนอกมาชื่นชม เท่านัน้ แต่ยงั นําเอาพิพิธภัณฑ์ของตนเองที่มีนนมาพั ั้ ฒนาคนข้ างในอีก ซึง่ ถือว่าเป็ นอุดมคติอย่างแท้ จริ ง ทีนี ้เรื่ องของการพัฒนาภายใน คือ การนําพิพิธภัณฑ์มาเชื่อมโยงพัฒนาชุมชนจันเสน เพื่อให้ คนจันเสน ภูมิใจในความเป็ นชุมชนจันเสนตรงนี ้ อาจารย์ศรี ศกั รก็ได้ พดู ไปเมื่อกี ้ เล็กน้ อยแล้ วว่า มีสิ่งมีค่ามากมาย ณ บริ เวณโดยรอบชุมชนจันเสน เช่น โรงสี สถานีรถไฟ ซึง่ ผมอยากจะเพิ่มเติมต่อไปอีกก็คือ เรื่ องของสิ่งของ สิ่งประดิษฐ์ อาชีพของท้ องถิ่น อาหารการกินทังหลายแหล่ ้ ของชาวจัน เสนที่ทําให้ ตรงนี ้น่าสนใจมากยิ่งๆ ขึ ้น ซึง่ ผมเข้ าใจว่า เรื่ องนี ้ชาวจันเสน


ตระหนักดี แล้ วก็พฒ ั นามาได้ ระดับหนึง่ แล้ ว แล้ วก็คงคิดออกนะครับว่า จะทําอะไรกับการพัฒนาภายในของตน หลังจากที่มีหลายๆ คนมายํ ้า คิด ช่วยคิด ยํ ้าทํากันดังที่มีกิจกรรมกันในวันนี ้ เพราะฉะนันในช่ ้ วงสิบห้ านาทีของผมนัน้ ขอสรุปว่าพิพิธภัณฑ์วดั จัน เสนนี ้เดินมาถูกทิศทางแล้ วนะครับ แล้ วก็ร้ ู ตนเองมาโดยตลอด มีการ ประเมินแสวงหาแนวทางใหม่ แคร์ ในความรู้สกึ ของทังคนในท้ ้ องถิ่น และคนนอกท้ องถิ่น เพราะฉะนันจุ ้ ดนี ้เป็ นจุดที่คงจะให้ เครดิต ให้ เกรด เป็ นอย่างดีนะครับ สําหรับประเด็นที่สองที่ท่านหลวงพ่ออยากจะได้ นัน้ ก็คือทิศทางในอนาคตสําหรับพิพิธภัณฑ์แห่งนี ้ ซึง่ ในทัศนะของผม ก็ขอแบ่งออกเป็ นการพัฒนาภายนอกที่เชื่อมโยงกับพิพิธภัณฑ์สอง ประเด็น นัน่ ก็คือเชื่อมโยงกับสิ่งที่น่าสนใจรอบๆ พิพิธภัณฑ์ กับการจัด พัฒนาความรู้ให้ เชื่อมโยงกับชุมชนโบราณจันเสนอย่างแท้ จริ ง ซึง่ ตอนนี ้แทบจะมองเห็นนะครับ และการพัฒนาภายในตัวพิพิธภัณฑ์เอง ผมขอจบเท่านี ้ก่อนก็แล้ วกันนะครับ รศ.ปรานี วงษ์ เทศ ขอบพระคุณอาจารย์ภธู รมากเลยนะคะ อาจารย์เสนอประเด็นชัดเจน มากเลย แล้ วชาวจันเสนน่าจะภูมิใจที่อาจารย์ให้ เกรดเอบวกเลย ประสบความสําเร็ จมากในแง่ความเป็ นพิพิธภัณฑ์ของจันเสน และ


บทบาทในการให้ ความรู้ และการศึกษานอกระบบ และอาจารย์ก็เป็ น ครูที่ดีมาก อาจารย์สรุปให้ เสร็จเลยว่า ที่พดู มานี ้มีกี่ประเด็น เสนอ อะไรบ้ าง แล้ วสังเกตว่าท่านเจ้ าอาวาสท่านจดเอาไว้ เลยนะคะ เป็ น โครงการที่อาจจะเป็ นการบ้ านที่ชาวจันเสนจะต้ องทําต่อ คือการพัฒนา ความเป็ นเมืองโบราณที่สําคัญมากของเมืองไทยนี ้ให้ เป็ นชุมชนโบราณ ที่คนภายนอกสามารถจะมาเห็นและมีจินตนาการได้ ว่า มนุษย์ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เขาอยู่กนั มาอย่างไร แล้ วก็ไปสอดคล้ องกับ ความคิดที่ท่านอาจารย์ศรี ศกั รได้ เสนอว่า เป็ นงานที่ชาวจันเสนน่าจะ ทําต่อเนื่องให้ เป็ นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ ง ให้ ครบวงจรทังภายในและ ้ ภายนอก แล้ วจะเป็ นงานที่เราน่าจะได้ ช่วยกันผลักดันให้ สิ่งเหล่านี ้เกิด ขึ ้นมา ต้ องขอบคุณแทนชาวจันเสนด้ วยนะคะ จริ งๆ อาจารย์มีอะไรจะ พูดอีกเยอะ แต่เรื่ องเวลาค่ะ ชีวิตเราถูกกําหนดด้ วยเวลาแล้ วก็บีบคัน้ จนเป็ นโรคเครี ยดไปตามๆ กัน เพื่อไม่ให้ เสียเวลาอาจารย์มานพก็จะมี อะไรเสนออีกมากมาย เชิญอาจารย์เลยค่ะ อาจารย์ มานพ ถนอมศรี ขอบพระคุณท่านอาจารย์ปรานีครับ ก่อนอื่นผมขอแสดงความยินดีกบั ชาวจันเสนที่วนั นี ้เป็ นวันที่พิพิธภัณฑ์ของเราก้ าวมาถึงปี ที่ ๕ แล้ วนะ ครับ สําหรับผมนันถ้ ้ าหากถามว่า พิพิธภัณฑ์จนั เสนนันเกิ ้ ดขึ ้นมา อย่างไร แล้ วผมเข้ ามาเกี่ยวข้ องอย่างไร ผมมักจะคิดไปว่า มันเป็ นบุญ


กุศลของเราร่ วมกัน เป็ นบุญกุศลของหลวงพ่อโอด หลวงพ่อเจริ ญ ของ ท่านอาจารย์นิจ ของท่านอาจารย์วนิดา ของอาจารย์ศรี ศกั ร ของ อาจารย์ ปรานี ของผม สําหรับผมนันตุ ้ หลัดตุเหล่เดินเข้ ามาที่วดั จันเสน โดยที่ไม่เคยคิดล่วงหน้ าว่าในชีวิตนี ้จะเข้ ามามีสว่ นเกี่ยวข้ อง ไม่ร้ ูจกั วัด จันเสนมาก่อนเลย ครัง้ แรกที่ผมเดินทางมาวัดจันเสน ผมมาโดยที่ไม่ เคยรู้จกั จันเสน ไม่เคยรู้จกั วัดจันเสน ไม่เคยรู้ว่าจันเสนนี ้เป็ น โบราณสถาน และไม่เคยรู้ว่าเป็ นเมืองทวารวดี แล้ วจะให้ ผมอ้ างอะไร ถ้ าผมไม่อ้างว่าเป็ นกรรมเก่าเป็ นบุญเก่าที่ผมได้ ทําร่วมกับท่านที่กล่าว นามไว้ รวมทังประชาชนจั ้ นเสนด้ วยนะครับ ยิ่งชัดเจนมากขึ ้นเมื่อผม ทบทวนกลับไปถึงครัง้ ที่คณ ุ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ มาชวนผมเข้ าร่วม โครงการนี ้ ผมขอเรี ยนว่าผมไม่เคยทํางานจัดแสดงติดตังพิ ้ พิธภัณฑ์มา ก่อน พิพิธภัณฑ์จนั เสนให้ เกียรติผมมาก และให้ โอกาสผมมาก หลวง พ่อเจริ ญท่านกล้ าหาญชาญชัยมากที่ให้ สตางค์ผมไป แล้ วก็เชื่อใจผม จึงให้ ผมทําตรงนี ้ ผมไม่เคยทํา ถึงแม้ ผมจะเรี ยนเรื่ องการจัดตัง้ นิทรรศการ แต่นิทรรศการที่ผมเรี ยนนันเป็ ้ นนิทรรศการเกี่ยวกับการ พาณิชย์การค้ าขาย ซึง่ ไม่ใช่เรื่ องของพิพิธภัณฑ์ เพราะฉะนันผมจึ ้ งคิด เสมอว่าที่ผมเข้ ามาพัวพันอยู่กบั วัดจันเสน นัน่ เป็ นเพราะบุญเก่าของผม ที่ผมได้ ทําร่วมกับท่านที่กล่าวนามไว้ มาถึงบัดนี ้ผมได้ มองสิ่งที่ผมได้ เข้ ามาร่ วมบุญร่วมกุศลกับท่านด้ วยความภาคภูมิใจนะครับ ทีนี ้ผม ขอเรี ยนว่า ทําไมผมถึงตัดสินใจเข้ ามาร่วมงานตรงนี ้ ทังๆ ้ ที่ผมเองไม่ได้


มีความรู้ทางด้ านนี ้มาก่อน แล้ วก็ไม่เคยรับงานทางด้ านการจัด พิพิธภัณฑ์มาก่อน ผมกล้ าหาญอะไร ถือดีอย่างไรถึงทําเช่นนัน้ กราบ เรี ยนว่าแต่เดิมนันผมชอบที ้ ่จะศึกษาหาความรู้จากการชมพิพิธภัณฑ์ มาก่อน ตังแต่ ้ เล็กแล้ วสิ่งที่ผมชอบไปก็คือ ผมชอบที่จะเดินชม พิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะไปจังหวัดไหนสิ่งแรกที่ผมจะไป คือ พิพิธภัณฑ์ และ ชมพิพิธภัณฑ์ เดี๋ยวนี ้ก็ยงั ไปชมอยู่ พิพิธภัณฑ์เรื อของท่านอาจารย์ภธู ร ผมก็ไปชมมาตังแต่ ้ เริ่ มแล้ ว แล้ วก็ทําสารคดีเรื่ องพิพิธภัณฑ์เรื อ เรี ยบร้ อยแล้ วนะครับ ผมไปชมพิพิธภัณฑ์ตามจังหวัดต่างๆ และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาตลอด ตอนแรกก็มีความรู้สกึ ว่าชื่นใจ ประทับใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ ้นระยะหลังเมื่อชมพิพิธภัณฑ์นานเข้ า ผมเกิด ความซํ ้าว่า สิ่งที่ผมได้ รับจากพิพิธภัณฑ์จงั หวัดต่างๆ นัน้ ช่าง เหมือนกันตลอด นัน่ คือจะมีพระพุทธรูปสมัยต่างๆ กับหม้ อ โอ่ง ไห ตัง้ ให้ ผมชม แล้ วเขียนว่าพระพุทธรูปสมัยไหน หม้ อสมัยไหน โอ่งสมัยไหน ถ้ าเผื่อผมไม่ได้ เรี ยนทางด้ านศิลปะมา ผมก็จะไม่ร้ ูเลยว่า พระพุทธรูป สมัยอยุธยาต่างกับพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยอย่างไร อาจรู้แต่เพียงว่า ห้ องนี ้พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ห้ องนี ้พระพุทธรูปสมัยอยุธยา สิ่งที่ผม ได้ รับดูดซับมาทําให้ เราได้ เห็นเพียงพระพุทธรูป ฉะนันมั ้ นจึงทําให้ ผม แคลงใจมาตลอดเวลาว่า พิพิธภัณฑ์กลายเป็ นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ วหรื อ เป็ นที่ศกั ดิ์สิทธิ์ไปในความรู้สกึ เช่น บางที่เต็มไปด้ วยพระพุทธรูปอย่าง เดียว แล้ วนิ่ง เงียบ สงบกันอย่างเดียว เราได้ รับอะไรจากนัน้ ผมก็เลย


เกิดความคิดว่า ถ้ าพิพิธภัณฑ์ทําให้ มีชีวิตขึ ้นมามากกว่านี ้ได้ มยั๊ เรื่ อง ของอดีตอย่างเดียวเท่านันไม่ ้ พอซะแล้ ว เรื่ องของผู้คนหายไปไหน ผู้คน ที่มีก็มกั จะเป็ นผู้คนที่ห่างไกลกับที่ผมจะรู้จกั ซะเหลือเกินนะครับ เป็ น เรื่ องอะไรต่างๆ ที่ไกลจากผม ผมอยากจะรู้ว่า ปู่ ย่า ตา ยาย หรื อทวด ของผมนันนุ ้ ง่ ผ้ าอะไร กินหมากอย่างไร อะไรต่างๆ แต่ทําไมผมไม่เจอ เลย ผมตังคํ ้ าถามต่างๆ เหล่านี ้มาตลอดเวลาว่าผมจะไปดูได้ ที่ไหน นัน่ คือพิพิธภัณฑ์ในสมัยอดีตก่อนที่ผมจะเริ่ มรับทําจันเสนนะครับ เพราะฉะนันทั ้ นทีที่ป๋ ยเสนอมาว่ ุ า อาจารย์ เราจะทําพิพิธภัณฑ์ตรงนี ้ แล้ วพิพิธภัณฑ์ตรงนี ้นอกจากจะมีทวารวดีแล้ ว เราจะฉายภาพต่อเนื่อง ว่ามีปัจจุบนั ด้ วย จะเห็นว่าปั จจุบนั ของคนจันเ���นเป็ นยังไง มีของ โบราณแล้ วก็จะมีของปั จจุบนั เพราะฉะนันสิ ้ ่งที่ผมอยากเห็นจะเกิดอยู่ ตรงนี ้แล้ ว ผมจึงรับปากทันที เพราะผมมีความคิดว่า อะไรที่จะเป็ นชีวิต อะไรที่จะเป็ นความรู้สกึ อะไรที่จะเป็ นความรู้นนั ้ มันจะต้ องมีสามส่วน ผสมผสานกันอยู่ คือ ส่วนที่เป็ นอดีต ส่วนที่เป็ นปั จจุบนั และส่วนที่เป็ น อนาคต ถ้ าหากอะไรก็ตามที่เราจะเรี ยนรู้มนั มีอยู่แค่อดีตอย่างเดียวนัน้ เราก็จะไม่พอ เราจะต้ องมีสว่ นที่เป็ นปั จจุบนั ที่เราต้ องรับรู้เขาด้ วย เรา จะต้ องมีสว่ นที่เป็ นอนาคตที่เราจะรับรู้เขาด้ วย เราถึงจะเต็มอิ่มกับการ รับรู้ ฉะนันผมจึ ้ งรับปากกับปุ๋ยแล้ วก็มาทําตรงนี ้ สิ่งที่เข้ าไปนําเสนอใน การจัด ผมจึงพยายามที่จะนําเสนอให้ เห็นสามส่วนนี ้ชัดๆ นะครับ แต่ อย่างไรก็ตาม ผมก็กราบขอบพระคุณอาจารย์วนิดาที่ท่านได้ จดั อะไร


ต่างๆ ไว้ ให้ ผมได้ นําเสนอได้ ง่ายมากที่สดุ นะครับ นี่คือในส่วนของการ ทํางานจันเสน แล้ วก็แรงบันดาลใจที่เราทํามา ตลอดมาผมได้ เห็นหลายๆ ที่ที่เขาเรี ยกว่า พิพิธภัณฑ์ แต่ที่นนเป็ ั ้ นเพียง ที่รวมสิ่งของเอามาตังรวมๆ ้ กันเข้ านะครับ หรื อบางวัดเขาก็จะทํา พิพิธภัณฑ์ที่หลวงพ่อเจ้ าอาวาสท่านเก็บของเอาไว้ พอไปชมแล้ ว เราก็ ไม่ได้ อะไรจากพิพิธภัณฑ์เหล่านันมากไปกว่ ้ าได้ ไปเห็นที่เก็บสมบัติของ คนๆ หนึง่ นะครับ แต่พิพิธภัณฑ์จนั เสนต้ องไม่เป็ นอย่างนัน้ จะต้ องมี ผู้คนเข้ ามาชม และหลังจากชมแล้ วก็จะต้ องหยิบฉวยความรู้กลับไป ด้ วย เพราะฉะนันหลั ้ งจากที่ทกุ อย่างดําเนินการเสร็จสิ ้นไปแล้ ว สิ่งที่ผม ห่วงใยก็คือ ทําอย่างไรผู้คนที่เข้ ามาดูจะหยิบฉวยสิ่งที่เป็ นความรู้ กลับไปด้ วย โครงการยุวมัคคุเทศก์เป็ นโครงการที่ตอบสนองเรื่ องนี ้ได้ ดี มากนะครับ การที่อบรมให้ ความรู้แก่เด็ก แล้ วจากนันให้ ้ เด็กเป็ นผู้ ถ่ายทอดความรู้อีกทอดหนึง่ นอกจากเป็ นกลอุบายในการกระจาย ความรู้ได้ อย่างดีเยี่ยมสูเ่ ยาวชนแล้ ว ยังเป็ นการทําให้ พิพิธภัณฑ์นนไม่ ั้ หยุดนิ่ง เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สดุ สําหรับพิพิธภัณฑ์ในความรู้สกึ ผมก็คือ ความนิ่ง ครับ บางครัง้ ผมเดินไปในพิพิธภัณฑ์บางแห่ง มีความรู้สกึ วังเวงจนน่ากลัวนะครับ ทุกอย่างมันนิ่งไปหมด แม้ แต่ภณ ั ฑารักษ์ บางที่ ก็แอบนัง่ หลับอยู่ที่มมุ ทุกอย่างนิ่ง สงบเสียจนน่ากลัว เพราะฉะนัน้ พิพิธภัณฑ์ไม่ควรจะนิ่ง พิพิธภัณฑ์ควรจะเคลื่อนไหว พิพิธภัณฑ์ควรจะ เป็ นสิ่งที่มีชีวิต การที่เด็กซึง่ เป็ นวัยสดใสเข้ ามาเคลื่อนไหวแล้ วพาเสียง


แจ๋วๆ บริ สทุ ธิ์ เล่าสิ่งต่างๆ ให้ เราฟั งนี ้ มันเป็ นเรื่ องที่ดี เพราะฉะนัน้ โครงการนี ้ผมถือว่าโอเค เยี่ยมยอดมาก ทีนี ้ถ้ าถามว่าสิ่งที่ทํามานี ้ดีมยั ้ ดีแล้ ว แต่ถ้าถามว่าในโอกาสต่อไปล่ะ ผมว่ายังไม่พอนะครับ ขณะนี ้จัน เสนทําหน้ าที่เป็ นแหล่งหรื อศูนย์รวมความรู้ของชาวจันเสนได้ อย่างดี แล้ ว ต่อไปจันเสนอาจจะไม่ใช่แหล่งความรู้ของคนแค่ตรงนี ้แล้ ว อาจจะ ต้ องของคนทัว่ ประเทศกระจายไปมากขึ ้น เป็ นแหล่งรวมความรู้ที่ชาว จันเสนและชาวรอบๆ อย่างเช่น ชาวบ้ านหมี่ ชาวลพบุรี ชาวนครสวรรค์ อย่างที่ท่านอาจารย์ภธู รว่า จะเริ่ มเข้ ามาใช้ ความรู้จากจันเสนมากขึ ้น เรื่ อยๆ เป็ นองค์กรกลางมากขึ ้นเรื่ อยๆ สิ่งที่ผมเคยขบคิดก็คือ เวลาผมจะมาจันเสนผมมาไม่ได้ ง่ายเลยนะครับ รถไฟก็มีเฉพาะเที่ยวธรรมดาเท่านัน้ แล้ วก็มีอยู่สองเที่ยวตอนเช้ า ๗ โมง และ ๘ โมง ถ้ าตกเที่ยวนันมาไม่ ้ ได้ นะครับ ถ้ ามารถยนต์ก็ไม่มีรถ โดยสารมา ถ้ ามาต้ องลําบากมาก นอกจากมารถยนต์ส่วนตัว เพราะฉะนันการที ้ ่จะเอาพิพิธภัณฑ์ตงไว้ ั ้ ตรงนี ้ให้ ผ้ คู นเข้ ามามากๆ เหมือนเอาลอบเอาไซตังแล้ ้ วให้ ปลาเข้ ามานัน้ เราจะได้ ปลาไม่มากนัก เพราะอุปกรณ์ในการพาปลามามันน้ อยมาก จึงเป็ นเรื่ องที่จะต้ องขบคิด มากขึ ้นนะครับ น้ องผมบอกว่าอยากมานานแล้ ว คนกรุงเทพฯ หลายคน อ่านหนังสือเรื่ องจันเสน บอกอยากไปเหลือเกิน แต่ไปอย่างไร รถ ส่วนตัวไม่มี เพราะฉะนันสิ ้ ่งเหล่านี ้คือปั ญหา ผมก็คิดว่าทําไมไม่ให้ พิพิธภัณฑ์ไปหาเขา ผิดมัยครั ้ บที่พิพิธภัณฑ์จะต้ องไปหาเขา ไม่ผิด


พิพิธภัณฑ์ตงอยู ั ้ ่ตรงนี ้ แต่พิพิธภัณฑ์จะไปหาเขาได้ อย่างไร สื่อตรงนี ้มี มากมาย ในตัวพิพิธภัณฑ์เองก็มีสื่อ ทําสื่ออะไรได้ มากมาย เพราะฉะนันสื ้ ่อเหล่านันสามารถที ้ ่จะไปสูค่ นเหล่านันได้ ้ ผมมองว่าวีดิ ทัศน์ตอนนี ้สําคัญมากนะครับ และวีดิทศั น์ก็คงไม่ใช่เรื่ องรวมๆ อย่างที่ เราดูเมื่อเช้ า เรื่ องในจันเสนเจาะได้ เป็ นเรื่ องๆ ทําเป็ นวีดิทศั น์แต่ละเรื่ อง ได้ เป็ นสิบๆ เรื่ อง ผมมองในฐานะคนที่ทําสื่อทําหนังสือนะครับ แล้ ววีดิ ทัศน์นี ้จะเข้ าไปสูผ่ ้ คู น ไปหาคนกรุงเทพฯ ก็ได้ ไปหาคนยะลาก็ได้ ไปหา คนเชียงรายก็ได้ หาใครก็ได้ แทนที่เขาจะต้ องเดินทางมาจันเสนนะครับ เพราะฉะนันในปี ้ ต่อๆ ไป พิพิธภัณฑ์จนั เสนจึงไม่ใช่พิพิธภัณฑ์จนั เสนที่ จะต้ องตังอยู ้ ่ตรงนี ้แล้ ว ผมว่าถึงเวลาแล้ วที่เราจะต้ องทําให้ พิพิธภัณฑ์ จันเสนเดินไปหาคน ไม่ใช่คนเดินมาหาพิพิธภัณฑ์นะครับ นอกจากนี ้อีกอันที่ผมคิดไว้ นะครับ ก็อย่างที่ท่านอาจารย์ศรี ศกั รพูดเมื่อ เช้ า คือพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ ง ผมมองว่าห้ องชันล่ ้ างตรงนันไม่ ้ พอบรรจุ เนื ้อหาที่เป็ นองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับผู้คน ท้ องถิ่นที่เป็ นเรื่ องของจันเสน โดยเฉพาะเรื่ องร่วมสมัยที่คาบเกี่ยวระหว่างอดีตและปั จจุบนั ที่กําลัง ค่อยๆ หายไป กําลังถูกลมแห่งยุคสมัยใหม่พดั ให้ ถอยร่นไป เรื่ องราว จากอดีตสู่ปัจจุบนั จึงเป็ นเรื่ องที่เราจะต้ องทํากันอีกเป็ นเรื่ องใหญ่เลย และตรงนี ้แหละครับที่จะต้ องมีพิพิธภัณฑ์อีกแห่งหนึง่ หรือพิพิธภัณฑ์ กลางแจ้ งขึ ้นมาเพื่อรองรับสิ่งต่างๆ เหล่านี ้นะครับ เช่น เรื่ องเครื่ องมือ จับสัตว์นํ ้า เครื่ องมือไถนา อย่างเมื่อสองวันก่อนผมไปสุพรรณบุรี ไป


เห็นคันไถอันหนึง่ ใหญ่โตมโหฬารมาก คนขนาดผมซึง่ อายุ ๕๐ ขึ ้นแล้ ว ก็เพิ่งเห็นเป็ นครัง้ แรกในชีวิต เพราะฉะนันเด็ ้ กรุ่นหลังไปนี ้เขาก็จะไม่ได้ เห็น ถึงเวลาที่เราจะต้ องเก็บสิ่งของเหล่านี ้และรวมเป็ นองค์ความรู้ ให้ กบั คนทัว่ ไปแล้ ว ฉะนันจั ้ นเสนในฐานะที่ทําอดีตมาแล้ ว ทําช่วง สืบเนื่องมาหลายๆ ยุคมาจนถึงปั จจุบนั แล้ ว ต้ องทําต่อไปถึงอนาคตอีก หน่อยนึงแล้ ว ในช่วงปี ต่อๆไป ผมว่าจันเสนคงจะต้ องมีภาระหน้ าที่ที่จะ เดินไปหาผู้คน แล้ วก็ขยายองค์ความรู้มากขึ ้น ผมคงไม่ต้องยกเรื่ องที่ ขณะนี ้ประเทศชาติกําลังเพ่งมองมาที่ท้องถิ่นนะครับ อย่างการศึกษา บ้ านเรา เท่าที่ทราบกันขณะนี ้กําลังออกหลักสูตรปี ๔๕ กันอย่าง ขะมักเขม้ น และส่วนหนึง่ ในเป้าหมายของหลักสูตรก็คือจะให้ ท้องถิ่น เข้ าไปมีบทบาทกับการศึกษาของชาติบ้านเมืองมากขึ ้น จันเสนได้ เตรี ยมมาแล้ วห้ าปี จันเสนพร้ อมแล้ วที่จะทําหน้ าที่นี ้ให้ กบั การศึกษา ของชาติและการศึกษาของท้ องถิ่น เพราะฉะนันผมว่ ้ าจันเสนสวมรับ บทบาทหน้ าที่นี ้ได้ อย่างดีเลยครับ ขอบพระคุณครับ รศ.ปรานี วงษ์ เทศ ขอบพระคุณอาจารย์มานพมากนะคะ อาจารย์ก็ได้ พดู ถึงจุดเด่นขอ��� พิพิธภัณฑ์จนั เสนในฐานะที่ให้ การศึกษานอกระบบ คือ การที่มี มัคคุเทศก์เป็ นเด็กนักเรี ยน ทําให้ พิพิธภัณฑ์นี ้มีชีวิตชีวา มีความหมาย และมีความสืบเนื่อง ไม่เหมือนพิพิธภัณฑ์ที่เป็ นโกดัง แล้ วนี่เป็ นจุดเด่น


ที่ชาวจันเสนควรจะทําสืบทอดต่อไป นอกจากนันอาจารย์ ้ ก็มี ข้ อเสนอแนะที่คล้ ายคลึงกับอาจารย์ภธู ร ที่อยากจะให้ จนั เสนมี โครงการสืบเนื่องในการที่จะดึงพิพิธภัณฑ์นี ้ให้ ออกไปสูส่ าธารณชนให้ มากขึ ้น โดยการใช้ สื่อสมัยใหม่เข้ ามา เนื่องจากว่าการเดินทางเข้ ามา ที่นี่มนั ไม่ได้ ง่ายๆ แล้ วเข้ าใจว่าจุดประสงค์แรกของชาวจันเสนที่ทํา พิพิธภัณฑ์นี ้ คือต้ องการตอบสนองให้ ชมุ ชนนี ้เรี ยนรู้เรื่ องราวของตัวเอง และมีจิตสํานึกที่จะภาคภูมิใจในรากเหง้ าของตัวเราเอง เราอาจจะถึง จุดประสงค์นนแล้ ั ้ ว แต่ว่าอาจารย์ก็มีความทะเยอทะยานมากเลย อยากจะให้ จนั เสนโด่งดังมากไปกว่านี ้ ทํายังไงให้ องค์ความรู้นี ้มัน ออกไปนอกชุมชนแถวนี ้ไปถึงชุมชนภายนอก ซึง่ อาจจะต้ องใช้ สื่อ สมัยใหม่เข้ ามา ก็เป็ นการบ้ านอีกอันหนึง่ ที่อยากจะฝากให้ ชาวจันเสน รวบรวมพลังลองช่วยกันศึกษาและทํางานต่อ ต้ องขออนุญาตเกินเวลา รับประทานอาหารสักนิดหนึง่ นะคะ เพราะว่าท่านอาจารย์ภธู รมีอะไร มาฝากให้ ชาวจันเสนและพวกเราฟั งอีกนิดหนึง่ สักประมาณห้ านาทีนะ คะ ขอเชิญอาจารย์ค่ะ อาจารย์ ภธู ร ภูมะธน ขอบคุณครับ ตัวผมเองก็เป็ นคนทําพิพิธภัณฑ์มาก่อนเช่นกันนะครับ เมื่อทําแล้ วก็อยากให้ คนมาดู บางครัง้ รู้สกึ ว่าต้ องประเมินตัวเองนะ เรา อาจจะทําไม่ดีหรื อคนถึงไม่มาดู แต่เวลาเดียวกันนันก็ ้ ร้ ูสกึ ว่าทําดีแล้ ว


บางทีก็ไม่มีใครมาดู มีอยู่ครัง้ หนึง่ ผมพาคณะ Nation Museum Volunteers Group ซึง่ เป็ นบรรดาชาวต่างชาติที่มาอาสาสมัครช่วย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มาลพบุรี ก็เกิดความนึกคิดว่า พา มาดูที่นี่ดีกว่า พอเขามาดูที่นี่เขาตกใจครับ เขาบอกว่า ทําไมดีขนาดนี ้ ไม่น่าเชื่อว่าในชุมชนขนาดเล็กๆ นี ้จะมีพิพิธภัณฑ์อะไรที่ได้ มาตราฐาน สูงขนาดนี ้ เขาก็เลยไปบอกเพื่อนฝูงต่อๆ กัน ในที่สดุ ก็จดั ทัศนศึกษากัน ในหมู่ Nation Museum Volunteers Group มาที่นี่ ผมก็เลยอยากจะ เรี ยนว่า ของดีบางทีเพราะคนไม่ร้ ูก็เลยไม่ได้ มาดู ทีนี ้พอพูดถึงประเด็นนี ้ อย่างที่อาจารย์มานพพูดว่า ทํายังไงที่จะเผยแพร่ให้ ร้ ูกนั มากที่สดุ เท่าที่ จะมากได้ ผมก็เลยอยากจะเรี ยนว่า ผมมีข้อคิดอยู่ข้อหนึง่ ว่า สื่อ ประชาสัมพันธ์ที่ทางพิพิธภัณฑ์จนั เสนทําแจกอยู่แล้ วนะครับ ทําแผนที่ แผนผังในการเดินทางมาให้ ชดั เจน แล้ วนําไปฝากไว้ ที่ฝ่าย ประชาสัมพันธ์ หรื อฝ่ ายจําหน่ายบัตรของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ซึง่ แต่ละเดือนมีคนชมเป็ นหมื่นนะครับตอนนี ้ ซึง่ ผมทราบมาว่า นักท่องเที่ยวที่มาลพบุรีเอง เขาก็บอกว่ามาเที่ยววัง นารายณ์แล้ วไม่ร้ ูจะไปไหนต่อดี แต่ถ้าหากมีข้อมูลตรงนี ้ให้ เขา เข้ าใจ ว่านักท่องเที่ยวจํานวนมากอาจจะตัดสินใจเลือกเดินทางต่อมา ณ เมือง นี ้ ณ ตรงนี ้นะครับ ซึง่ ไม่ไกลมากนัก ผมก็เรี ยนว่า น่าทําส่วนนี ้ ส่วน ที่สองที่ผมอยากจะเรี ยนให้ ความคิดเพิ่มเติม แต่อนั นี ้เป็ นภาพรวมใหญ่ ท่านที่มานัง่ ประชุมอยู่ ณ ที่นี ้ บุคคลสําคัญเยอะมากอาจจะช่วยกัน


ผลักดันนโยบายนี ้ได้ ผมคิดว่าการที่ทําพิพิธภัณฑ์แล้ วคนไม่มาดู สาเหตุมนั ก็คงจะมีหลายๆ อย่าง ผมเองในฐานะครูอยากจะพา นักศึกษาไปดูนนดู ั ้ นี่อยู่เสมอ แต่ไม่สะดวกเอาเลยโดยระบบราชการนะ ครับ แล้ วการพานักศึกษาออกนอกท้ องที่แต่ละครัง้ โดยเฉพาะเด็กๆ ผม ต้ องสอนสาธิตด้ วย ซึง่ เด็กสาธิตนี่ยิ่งยากนับเท่าทวีคณ ู จากเด็กโตๆ ของสถาบันราชภัฏ แต่ผมเข้ าใจว่ามหาวิทยาลัยอาจจะง่ายกว่าผม แต่ โดยสรุปก็คือ ยากมากเลยที่จะพาเด็กออกนอกสถานที่ ครูเสี่ยงเอา มากๆ แต่ผมก็ยงั คิดว่ามันเป็ นเรื่ องจําเป็ น เพราะว่าระบบการเรี ยนวิชา ทางด้ านจิตใจนี ้ เรี ยนในห้ องเรี ยนอย่างเดียวไม่ดีนะครับ นักเรี ยนเรี ยนรู้ จากกระดานดํากับปากกาของเรา หรื ออะไรก็แล้ วแต่ คงไม่ซมึ ซับ เท่าไหร่ ควรเรี ยนนอกห้ องด้ วยนะครับ ถ้ าไปดูของจริ งได้ ก็ยิ่งดี อย่างนี ้ เป็ นต้ น อย่างในต่างประเทศจะมีรถเช่าของสถานราชการ ตัวอย่างเช่น ของเทศบาลเอง หรื อของกระทรวงศึกษาฯ เองที่จะจัดให้ นะครับ เป็ นรถ ที่รับประกันทุกประการ อย่างเช่น จะต้ องวิ่งไม่เกิน ๘๐ กิโลเมตรต่อ ชัว่ โมง มีไฟสัญญาณชัดเจน มีการคัดพนักงานขับอย่างเข้ มงวด จนกระทัง่ ได้ คนดีจริ งๆ มาขับรถแบบดี แล้ วก็มีสญ ั ลักษณ์ต่างๆ นานาที่ รถอื่นเมื่อเห็นรถแบบนี ้ที่จะนํานักเรี ยนไปทัศนศึกษาพึงจะต้ องกังวล อย่าเข้ าใกล้ มากนัก อย่าให้ เกิดอันตรายโฉบเฉี่ยวอะไรก็แล้ วแต่ ปรากฏ ว่าในสถาบันการศึกษาทังหลายจะใช้ ้ บริ การรถแบบนี ้นํานักเรี ยนไป เที่ยวโน้ นเที่ยวนี่เพื่อจะได้ รับความรู้ พ่อแม่ผ้ ปู กครองก็ไว้ วางใจ ครูพา


ไปก็ร้ ูสกึ สบายใจไปเยอะเลยนะครับ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเดือดร้ อนถ้ า หากเกิดอุบตั ิเหตุอะไรขึ ้นมา แต่บ้านเราไม่ใช่อย่างนัน้ เราต้ องหารถเช่า เอง บางทีก็โฉบเฉี่ยวกัน คนขับรถเราก็ไม่ร้ ูได้ ว่า คืนก่อนนันไปกิ ้ นเหล้ า ที่ไหนมา อย่างนี ้เป็ นต้ น โดยสรุปผมอยากจะให้ กระทรวงศึกษาฯ หรื อเทศบาลก็ตามมีรถบริ การ ให้ กบั ชุมชน ท้ องถิ่น หรื อโรงเรี ยนของตนนะครับ เพื่อที่จะให้ นกั เรี ยนได้ ออกไปเรี ยนรู้นอกระบบ โดยทําให้ ผ้ นู ําไปหรื อโรงเรี ยนที่จดั เรื่ องนี ้นัน้ รู้สกึ ปลอดภัยไปอีกระดับหนึง่ น่าจะทําให้ กระบวนการเรี ยนรู้นอก สถานที่ในเมืองนี ้ ในประเทศนี ้พัฒนาไปอีกระดับหนึง่ ได้ นะครับ อย่าง กรณีคนไม่อยากมาดูพิพิธภัณฑ์จนั เสน ก็อาจจะมีคนมามากยิ่งขึ ้น ซึง่ เรื่ องนี ้ก็คงเป็ นเรื่ องระดับชาตินะครับ ผมก็ใคร่จะขอเผยแพร่แนวคิดนี ้ ต่อท่านนะครับ ถ้ าท่านเห็นด้ วยก็ช่วยกันผลักดัน ก็คงจะเป็ นเรื่ องดี ทํา ให้ สถานที่การศึกษานอกระบบหลายๆ แห่งในประเทศนี ้ได้ ตื่นตัวกัน ได้ พัฒนาเพราะว่ามีคนมาดูอย่างสะดวกครับ ผมก็ขอฝากสองประเด็นนี ้ ครับ รศ.ปรานี วงษ์ เทศ ขอบคุณอาจารย์ภธู รมากนะคะ อาจารย์ก็เสนอแนะวิธีการที่จะทํายังไง ให้ จนั เสนเป็ นที่รับรู้แก่ชมุ ชนภายนอกมากขึ ้น ก็เป็ นโครงการที่น่าสนใจ


และน่าจะเป็ นไปได้ ถ้าหากมีการผลักดันจริ งๆ นะคะ ขอเชิญอาจารย์ มานพอีกสักห้ านาทีค่ะ อาจารย์ มานพ ถนอมศรี ขอบคุณครับ ผมขออนุญาตขยายขายความคิดเมื่อครู่นี ้อีกนิดนึงนะ ครับ เรื่ องที่เราจะทําพิพิธภัณฑ์ให้ เคลื่อนออกไปสูป่ ระชาชน ทําหน้ าที่ แหล่งความรู้ให้ กบั ประชาชนสมกับที่เป็ นแหล่งการศึกษานอกโรงเรี ยน หรื อนอกระบบให้ ได้ ตอนแรกผมสังเกตนะครับ เวลาที่คนเข้ ามาดูใน พิพิธภัณฑ์เรา ปั ญหาแรกก็คือ คนที่เข้ ามาดูสว่ นใหญ่นนั ้ เขาจะเดินดู เพียงแตะ แตะ แตะ แล้ วก็ผ่านไปนะครับ แค่ได้ เห็น อาจจะยังไม่ร้ ูด้วย ซํ ้าว่ามีอะไรเกิดขึ ้น เพราะฉะนันการทํ ้ าหน้ าที่เป็ นแหล่งความรู้ที่จริ งกับ ประชาชน จึงยังทําไม่ได้ ร้อยเปอร์ เซนต์ การที่จะสอนคน บางทีการให้ ดู หรื อให้ อ่านเฉยๆ นันไม่ ้ พอนะครับ ผมมีความคิดว่าในพิพิธภัณฑ์เองนัน้ อาจจะ���้ องมีโสตอื่นๆ การรับรู้ในด้ านอื่นๆ เช่น ด้ านการฟั งในเรื่ องของ เสียงเข้ าไปอีก เสียงพร้ อมภาพเข้ าไปอีกนะครับ อาจจะต้ องมีสื่อด้ าน อื่นเพิ่มเติมเข้ าไปในพิพิธภัณฑ์มากขึ ้นนะครับ เช่น ถ้ าสนใจเรื่ องนี ้ อาจจะต้ องดูเรื่ องนี ้กันโดยเฉพาะ ฟั งเสียงเรื่ องนี ้กันโดยเฉพาะนะครับ เพื่อให้ สําหรับคนที่ขี ้เกียจอ่านหนังสือได้ เห็นมากขึ ้น ทีนี ้เรื่ องของวีดิ ทัศน์นนั ้ ผมมองว่านอกจากวีดิทศั น์จะใช้ อยู่ในพิพิธภัณฑ์เองแล้ ว อาจจะใช้ กบั สื่อหรื อเครื่ องในพิพิธภัณฑ์เองที่จะให้ คนมาดู เราอัดวีดิ


ทัศน์นนไว้ ั ้ เป็ นกองกลางเป็ นส่วนกลาง โรงเรี ยนในย่านนี ้ต้ องการก็ยืม ไปใช้ หรื อไม่ก็ dub ไปนะครับ เป็ นแหล่งเป็ นศูนย์กลางให้ มา dub ไป เป็ นศูนย์กลางที่จะให้ ความรู้กบั ชุมชน กับท้ องถิ่นนะครับ ไม่วา่ จะเป็ น เรื่ องอะไรในตรงนัน้ ไล่ไปตังแต่ ้ เรื่ องของจันเสนสมัยทวารวดี เรื่ องของ ของใช้ เรื่ องของลูกปั ด เรื่ องของต่างหู เรื่ องของตุ้มหู เรื่ องของอะไร ต่างๆ นี ้ ทําเป็ นเรื่ องๆ ๆ ไป ทุกเรื่ องเหล่านี ้มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์เราทังสิ ้ ้น นะครับ อาจจะเป็ นโครงการค่อนข้ างใหญ่สกั นิดหนึง่ นะครับ แต่คอ่ ยๆ ทําไป เสร็ จแล้ วโรงเรี ยนไหนต้ องการ dub ๆ ไป โรงเรี ยนไหนต้ องการ ยืม ยืม แต่ยืมนี่อาจจะเป็ นเรื่ องยากนิดนึง เพราะอาจจะไม่คืน หรื อ ติดตามยาก อาจจะต้ องใช้ วิธีการให้ draft ไปนะครับ ก็จะเป็ น ศูนย์กลางขององค์ความรู้เกี่ยวกับจันเสนนะครับ ซึง่ ผมมองว่าในที่สดุ ก็ จะทําหน้ าที่แหล่งความรู้นอกระบบได้ อย่างดีที่สดุ เลยครับ ขอบคุณ ครับ รศ.ปรานี วงษ์ เทศ ขอบคุณอาจารย์มานพค่ะ เรามีเวลาอีกสักห้ านาทีสําหรับท่านผู้ร่วม สัมมนาที่อาจจะอึดอัดคับข้ องใจ อยากจะถามหรื อว่าเสนอข้ อคิดเห็นที่ จะเป็ นประโยชน์แก่ชาวจันเสนในที่นี ้อีกสัก ๒ - ๓ คําถาม ทราบมาว่ามี เพื่อนของเราที่เดินทางมาไกลเหลือเกินมาจากจังหวัดเชียงราย คือ กลุม่ คนเฒ่าคนแก่ จากวัดหัวฝาย ตําบลป่ าแดด อําเภอแม่สรวย


จังหวัดเชียงราย ท่านเดินทางเพื่อที่จะมาร่วมศึกษา ร่วมแลกเปลี่ยน ความรู้กบั พวกเราตังแต่ ้ เมื่อวานนะคะ คิดว่าท่านอาจจะมีคําถาม หรื อ ว่าข้ อเสนอแนะ หรื อความคิดเห็นอย่างอื่นที่จะเรี ยนถามวิทยากร หรื อ ท่านผู้ร่วมสัมมนาคนอื่น หรื อท่านอาจจะพูดถึงประสบการณ์ของท่านที่ ท่านกําลังจะทํา หรื อทํางานทางด้ านพิพิธภัณฑ์พื ้นบ้ านอยู่ในหมู่บ้าน ในชุมชนของท่าน ขอเชิญเลยค่ะ คุณ วีรพงษ์ กังวานนวกุล กราบนมัสการพระคุณเจ้ านะครับ ผมวีรพงษ์ กังวานนวกุล ผู้ ประสานงานกลุม่ คนเฒ่าคนแก่ จังหวัดเชียงราย ครับ คือในส่วนของ ชุมชนป่ าแดดเอง มีความร่วมมือกันจากผลงานของผู้สงู อายุนะครับ เรื่ องกระบวนการทําของเล่นพื ้นบ้ านเพื่อที่จะลดช่องว่างระหว่าง ผู้สงู อายุกบั เด็ก แล้ วก็ได้ ประสานกับส่วนต่างๆ ในชุมชนให้ มีสว่ น ร่วมกันในการพัฒนา โดยหลังจากที่มีผลิตภัณฑ์ของเล่นพื ้นบ้ านเกิด ขึ ้นมา ก็มีกลุม่ แม่บ้านเกิดขึ ้นเพื่อที่จะทําอาหาร และขนมเพื่อสุขภาพ มี ความร่ วมมือจากโรงเรี ยนในการทําหลักสูตรท้ องถิ่น โดยใช้ การเล่นของ เล่นนี ้เป็ นสื่อการเรี ยนการสอน แต่ว่าในเบื ้องต้ นนี ้ยังอยู่ในช่วงของการ พูดคุยถึงความเป็ นไปได้ ว่าเราอยากจะสร้ างทางเลือกให้ กบั สังคมใน การนําทรัพยากรในชุมชนมาให้ คนทังภายนอกและภายในชุ ้ มชนเองได้ เกิดการเรี ยนรู้อย่างสนุกสนาน แล้ วก็สอดคล้ องกับวิถีชีวิตในปั จจุบนั


ครับ แล้ ววันนี ้ได้ มีโอกาสนําผู้แทนจากส่วนต่างๆ ในตําบลมาเยี่ยมชม วัดจันเสน ก็ขอฝากไว้ เท่านี ้ก่อนนะครับ รศ.ปรานี วงษ์ เทศ ขอบคุณมากค่ะ เป็ นนิมิตหมายอันดีที่เราจะขอร่ วมเอาใจช่วย แล้ วก็ขอ ปวารณาตัวนะคะว่า ถ้ าเผื่อทางชาวบ้ านที่แม่สรวยต้ องการความ ช่วยเหลือจากพวกเรา คิดว่าไม่มีใครรังเกียจที่จะให้ ความร่ วมมือนะคะ มีใครมีคําถามหรื อว่าอยากจะพูดอะไรเพิ่มเติมไหมคะ เชิญเลยนะคะ ได้ สกั อีกหนึง่ ท่านค่ะ มีมยคะ ั้ อาจารย์ ภูธร ภูมะธร ขออนุญาตครับ รศ.ปรานี วงษ์ เทศ เชิญอาจารย์ภธู รค่ะ อาจารย์ ภูธร ภูมะธน ก่อนจะขึ ้นเวทีนี ้ คุณก้ อย จาก ททท . ลพบุรี คุยอยู่กบั ผมว่าทาง หมู่บ้านเกยชัยก็อยากจะทําแบบนี ้ด้ วย คุณก้ อยช่วยเล่าให้ ฟังซิครับ เพราะถ้ าได้ คยุ ให้ พวกเราฟั งก็น่าจะได้ รับความร่วมมือ


รศ.ปรานี วงษ์ เทศ ช่วยแนะนําตัวเองนิดนะคะ คุณ วิยะดา ศรีรางกูล ขออนุญาตแนะนําตัวเองก่อนก็แล้ วกันนะคะ วิยะดา ศรี รางกูล ค่ะ เป็ น ผู้ช่วยผู้อํานวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคกลาง เขต ๗ ซึง่ ตังอยู ้ ่ที่ลพบุรี นะคะ ความจริ งแล้ วที่จนั เสนนี ้เราก็มาดูแลอยู่หลายครัง้ แล้ วเหมือนกันนะคะ แต่เมื่อกี ้นี ้ได้ คยุ นอกรอบกับท่านอาจารย์ภธู รว่า ขณะนี ้ที่วดั เกยชัยเหนือ อําเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ นัน้ ก็มี แนวคิดที่จะจัดตังพิ ้ พิธภัณฑ์ชมุ ชนต้ นนํ ้าเจ้ าพระยาขึ ้นเหมือนกัน ซึง่ ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนันก็ ้ ได้ ให้ การสนับสนุนด้ าน งบประมาณอยู่ แต่ยงั ไม่มีการนําสิ่งของต่างๆ นันมาจั ้ ดให้ เข้ าระบบ หมวดหมู่ และน่าเสียดายมากที่วนั นี ้ทางผู้แทน อบต. เกยชัย หรื อว่า ทางเจ้ าอาวาสวัดเกยชัยเหนือไม่ได้ มาร่วมการสัมมนาในวันนี ้ ไม่งนคง ั้ จะได้ รับรู้อะไร เพื่อเป็ นแนวทางในการดําเนินงานของทางเกยชัยบ้ าง แต่คิดว่าในโอกาสต่อไปก็คงจะประสานงานกับทางท่านอาจารย์อีกครัง้ หนึง่ เพื่อที่จะนําแนวคิดนี ้ให้ เขาไปเป็ นต้ นแบบ เพื่อที่จะให้ มีการ ดําเนินงานเป็ นระบบต่อไป ซึง่ คิดว่าการดําเนินงานของพิพิธภัณฑ์จนั เสนนี ้เป็ นตัวอย่างที่ดียิ่งทีเดียวสําหรับชุมชนอื่นๆ เพราะว่าได้ ผล


หลากหลาย แล้ วก็มีความร่วมมือกันไม่วา่ จะเป็ นวัด โรงเรี ยน ชุมชน แล้ วก็กลุม่ แม่บ้านต่างๆ ก็เห็นผลชัดเจน เพราะฉะนันในโอกาสหน้ ้ าถ้ า เป็ นไปได้ ก็อาจจะขอความร่ วมมือจากทางคณะท่านอาจารย์ไปให้ ความรู้กบั ทางชุมชน ซึง่ คิดว่าประมาณเดือนพฤศจิกายนที่จะถึง เราจะ จัดอบรมให้ ความรู้กบั ผู้นําชุมชนที่เกยชัยเกี่ยวกับเรื่ องการดําเนินงาน การจัดตังพิ ้ พิธภัณฑ์ต่อไปคะ ก็คงจะต้ องขอประสานงานเป็ นการ ภายหลังอีกครัง้ หนึง่ นะคะ ในขันนี ้ ้ก็คงจะเล่าคร่ าวๆ เท่านี ้ค่ะ รศ.ปรานี วงษ์ เทศ ขอบพระคุณมากค่ะ ก็น่าอนุโมทนาร่วมนะคะ เราเกินเลยเวลาของท่าน มามากแล้ วนะคะ ถ้ าหากไม่มีอะไรอีก จะขออนุญาตปิ ดการสัมมนา ช่วงเช้ า เพื่อที่จะไปรับประทานอาหารนะคะ ในนามของชาวจันเสนและผู้ร่วมสัมมนาทุกท่านนะคะ ต้ องขอกราบ ขอบพระคุณอย่างสูงแด่ท่านอาจารย์ภธู ร และอาจารย์มานพ ที่ท่าน พยายามคิดทุกวิถีทางด้ วยสุดจิตสุดใจที่จะทําให้ จนั เสนนี ้พัฒนาและดี ยิ่งขึ ้น เพราะฉะนันข้ ้ อเสนอของอาจารย์นนมี ั ้ คณ ุ ค่าอย่างยิ่งที่เราควรจะ นําไปพิจารณาเพื่อที่จะพัฒนาให้ จนั เสนนันมี ้ คณ ุ ค่าแก่สงั คมและชุมชน ของเราเองมากยิ่งขึ ้น ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ทงสองท่ ั้ านค่ะ


พิธีกรหญิง ฟั งอภิปรายจบไปแล้ วนะคะ ทุกท่านอาจจะมีดวงตาแวววาว ไม่ทราบ จะเหมือนดิฉนั หรื อเปล่านะคะที่อยากจะเห็นภาพจําลองสภาพชีวิต ความเป็ นอยู่ของคนทวารวดีเกิดขึ ้น ณ เมืองโบราณจันเสนแห่งนี ้ ใน อนาคตนะคะ ท่านอาจารย์ศรี ศกั รบอกว่า เราอย่าหยุดคิด และอย่า หยุดทํา คณะวิทยากรในวันนี ้นําโดยท่านรองศาสตราจารย์ปรานี วงษ์ เทศ นะคะ ต้ องขอบพระคุณที่ท่านมาปลุกเร้ า มาปลอบขวัญ มา สร้ าง ฝั นให้ เราเกิดกําลังใจ ให้ ภาคภูมิในความเป็ นไปกับหนทางที่ย่างเดิน กําลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่ได้ จากคณะผู้อภิปรายในวันนี ้ ดิฉนั ขอเสียงปรบมือ ดังๆ ให้ ท่านอีกครัง้ หนึง่ ค่ะ ผู้ร่วมสัมมนาทุกท่านคะ เลยเวลา รับประทานอาหารมาสิบห้ านาที แต่คิดว่าเราฟั งกันเพลินนะคะ อาหาร พร้ อมแล้ ว เชิญผู้ร่วมสัมมนาทุกท่านได้ เลยนะคะ ตอนนี ้เที่ยงสิบห้ า ดิฉนั ขอนัดเวลาบ่ายโมงสิบห้ าหลังจากรับประทานอาหารและทํา ภารกิจส่วนตัวเรี ยบร้ อยแล้ ว เรามาพบกันที่นี่ เพื่อเริ่ มรายการต่อไปใน ภาคบ่ายค่ะ เรี ยนเชิญค่ะ พิธีกรชาย การสัมมนาในภาคเช้ านัน้ เป็ นเรื่ องของนักวิชาการ แล้ วก็ผ้ รู ้ ูได้ มา เสนอแนะแนวคิดต่างๆ พร้ อมทังวิ ้ สยั ทัศน์ รวมตลอดไปจนถึงแนวทางที่ จะสร้ างงาน สร้ างกิจกรรมต่างๆ ในชุมชนแห่งนี ้ ในพิพิธภัณฑ์ของเรา


เพราะฉะนันในภาคบ่ ้ ายนี ้ก็จะเป็ นเรื่ องของผู้ปฏิบตั ิบ้างนะครับ ใน หัวข้ อ การดําเนินงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และผลกระทบต่อชุมชนจัน เสน ผู้ดําเนินรายการนะครับ ขอเรี ยนเชิญคุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ จาก มูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ ครับ ขอเรี ยนเชิญครับ คุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ กราบนมัสการพระคุณเจ้ าและสวัสดีท่านผู้มีเกียรติทกุ ท่านนะคะ รายการต่อไปนี ้ก็จะเป็ นเสียงจากชุมชนโดยแท้ จริ ง หัวข้ อก็คือ การ ดําเนินงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และผลกระทบต่อชุมชนจันเสน ก่อนที่จะ เริ่ มการอภิปราย ดิฉนั ขอแนะนําผู้ร่วมอภิปรายทุกท่าน ซึง่ เป็ นตัวแทน ส่วนหนึง่ ของผู้ที่ดําเนินงานพิพิธภัณฑ์จนั เสนตลอดระยะเวลาสิบกว่าปี ที่ผ่านมานี ้ เป็ นเรี่ ยวแรงสําคัญพอสมควร ท่านแรกทางขวามือของดิฉนั คือ กํานันมาโนช พงศ์ปลื ้มปิ ติชยั ค่ะ หรื อที่ชาวบ้ านจันเสนเรี ยกกันว่า กํานันโต กํานันรู้จกั กับดิฉนั มาตังแต่ ้ กํานันเป็ นผู้ใหญ่บ้าน เมื่อสัก ๗ ๘ ปี ที่แล้ วนะคะ กํานันเป็ นผู้ใหญ่บ้านเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๐ แล้ ว ก็เลื่อนมาเป็ นกํานันตําบลจันเสนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ และปั จจุบนั นี ้ก็ยงั ดํารงตําแหน่งประธานกรรมการบริ หารของ อบต . ด้ วยนะคะ กํานันเพิ่ง ได้ รับโล่พลเมืองดีของผู้บญ ั ชาการตํารวจแห่งชาติไปเมื่อ ๒-๓ วันนี ้ เมื่อ ปี ๔๒ ท่านก็ได้ กํานันยอดเยี่ยมของกรมการปกครองด้ วย นอกจากนี ้ ท่านยังก็ได้ รับเป็ นประธานสภาวัฒนธรรมของอําเภอตาคลีในปี นี ้ด้ วย


จะเห็นว่าผลงานของท่านมากมายมหาศาล แล้ วอีกท่านหนึง่ ทางด้ าน ขวามือของดิฉนั อีกเช่นกันก็คือ คุณ ป้าประยูร พฤกษาสมบัติ ค่ะ คุณ ป้าเป็ นประธานกลุ่มแม่บ้านทอผ้ ากี่กระตุกของตําบลจันเสน ตอนแรก คุณป้าทําฟาร์ มเลี ้ยงหมูมานานหลายสิบปี จนกระทัง่ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เริ่ มมีการรวมกลุม่ กันที่จะทําการทอผ้ าขึ ้นมา คุณป้าก็เข้ า เป็ นสมาชิกด้ วย และปี พ.ศ. ๒๕๔๐ คุณป้าก็ได้ เป็ นประธานของกลุม่ จนถึงปั จจุบนั นี ้ คุณป้าเป็ นกําลังที่เข้ มแข็งมากของชุมชนจันเสนนะ คะ ฝ่ ายต่อมาทางซ้ ายมือก็คือ อาจารย์ รุจิรา เชาว์ธรรม ค่ะ อาจารย์รุจิรา เป็ นอาจารย์ประจําหมวดสังคมศึกษา โรงเรี ยนมัธยมจันเสนเอ็งสุวรรณ อนุสรณ์ อาจารย์รุจิราเกิดที่นี่ โตที่นี่ แล้ วก็เรี ยนละแวกใกล้ เคียงนี ้ เมื่อ จบแล้ วไปบรรจุเป็ นอาจารย์อยู่ที่อดุ รธานีสิบปี จนเมื่อประมาณปี ๓๔ อาจารย์ก็ย้ายกลับภูมิลําเนา บ้ านอาจารย์อยู่ข้างๆ วัดนี่เอง เพราะฉะนันอาจารย์ ้ เดินมาทํางานที่วดั ได้ สบายมาก เมื่อปี ๓๕ - ๓๖ ที่ ดิฉนั เข้ ามานัน้ ได้ พบอาจารย์เป็ นครัง้ แรก จนปั จจุบนั นี ้อาจารย์ก็ยงั อยู่ แสดงว่าอาจารย์เหนียวแน่น แล้ วก็ยงั เข้ มแข็งอยู่ในการทํางาน ต้ องขอ ชื่นชมเป็ นพิเศษส่วนตัวนะคะ ต่อมาก็คือน้ องหนูคนสุดท้ อง คือ น้ องจิตติมา พาดี ค่ะ น้ องคนนี ้เห็นกันมาตังแต่ ้ อยู่ ป.๕ - ป.๖ นะคะ ตอนนี ้เป็ นนักเรี ยนชัน้ ม.๔ ของโรงเรี ยนจันเสนเอ็งสุวรรณอนุสรณ์แล้ ว น้ องมาเข้ าอบรมเป็ นยุวมัคคุ เทศก์รุ่นที่สอง แล้ วก็ผ่านประสบการณ์ที่


น่าภาคภูมิใจ คือ ได้ เฝ้าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเทพรัตนฯ มาแล้ วเมื่อคราวเปิ ดพิพิธภัณฑ์จนั เสน วันนี ้น้ องก็จะมาเล่าว่าในฐานะ เป็ นตัวแทนยุวมัคคุเทศก์ทงสี ั ้ ่รุ่นนี ้ น้ องรู้สกึ ยังไงนะคะ ต่อไปก็อยากเล่า สักเล็กน้ อยเกี่ยวกับพื ้นฐานของชุมชนจันเสนนี ้นะคะ บางท่านคงจะ ทราบมาแล้ วเป็ นอย่างดี แต่วา่ อยากจะปูพื ้นให้ ทราบว่า ก่อนที่จะมี โครงสร้ างอย่างนี ้ได้ เป็ นปึ กแผ่นตรงนี ้ได้ นนั ้ โครงสร้ างของชุมชนจัน เสนเป็ นยังไงในปั จจุบนั เราจะไม่พดู ถึงอดีตที่มนั ไกลโพ้ น ในปั จจุบนั นี ้ เราอาจจะมองว่าชุมชนจันเสนนี ้เป็ นชุมชนซึง่ เกิดขึ ้นริ มทางรถไฟ เป็ น เมืองเล็กๆ อย่างที่อาจารย์ศรี ศกั รว่า ซึง่ ขยายตัวมาจากการค้ าข้ าว การ เป็ นศูนย์รวมการขนส่งข้ าว คุณจะเห็นว่าที่จนั เสนนันมี ้ ร่องรอยของ ความเจริ ญมากมายเหลือเกิน ไม่วา่ จะเป็ นโรงสี ตังแต่ ้ โรงสีป่องเหลี่ยม ป่ องกลม ซึง่ เราจะเห็นพัฒนาการมาโดยตลอด เมื่อคราวที่เข้ ามา พร้ อมๆ กับอาจารย์ศรี ศกั รและอาจารย์ปรานีนนั ้ ชุมชนจันเสนค่อนข้ าง เงียบเหงาค่ะ ซึง่ มีคนเล่าให้ ฟังมากมายว่าที่นี่เคยเป็ นตลาดใหญ่มาก ใหญ่กว่าช่องแค หรื ออาจจะพอๆ กับบ้ านหมี่ด้วยซํ ้าในการเป็ น ศูนย์กลางของการซื ้อข้ าวแล้ วขึ ้นรถไฟไปขายที่กรุงเทพฯ ถ้ าคุณเข้ าไป สํารวจในตลาดจันเสนก็จะเห็นตลาดหลังเบ้ อเริ่ มเลยนะคะ ส่วนที่วดั ก็ ยังคงมีประเพณีตามฤดูกาลอยู่ แต่การเฟื่ องฟูของกิจกรรมภายใน ชุมชนนี ้ ดิฉนั เห็นว่าในระยะแรกนันค่ ้ อนข้ างน้ อยมากนะคะ หลวงพ่อ ท่านได้ ลงมือการก่อสร้ างพระธาตุนี ้เมื่อประมาณสิบกว่าปี ที่แล้ ว ก็


ค่อยๆ ดําเนินการเรื่ อยมา แล้ วก็เริ่ มเป็ นพิพิธภัณฑ์อย่างเต็มรูปแบบนี ้ เมื่อราวสี่ปีที่แล้ ว การดําเนินงานตังแต่ ้ เริ่ มก่อสร้ างเมื่อสิบปี ที่แล้ ว และ การดําเนินงานตลอดสี่ปีที่ผ่านมานัน้ แน่นอนว่าชุมชนจันเสนต้ องผ่าน ประสบการณ์ความยากลําบาก การขัดแย้ ง การรวมกลุ่มกันทํางาน หรื ออะไรก็ตาม คิดว่าเป็ นประสบการณ์ที่น่าจะมีคณ ุ ค่ามากมาย มหาศาลสําหรับเราที่จะต้ องเรี ยนรู้ หรื อว่าชุมชนอื่นๆ ที่อยากจะทํา พิพิธภัณฑ์ต่อไปในอนาคตนี ้ น่าจะมาเรี ยนรู้กระบวนการเหล่านี ้ของ ชุมชนจันเสน ก็อยากเรี ยนถามท่านกํานันนะคะว่า จากประสบการณ์ที่ ผ่านมา กํานันกับกลุม่ ได้ มีบทบาทในการทํางานด้ านนี ้กับโรงเรี ยนแล้ ว ก็กบั ชุมชนมาโดยตลอดนัน้ กํานันได้ ประสบการณ์ยงั ไงบ้ างคะ กานันมาโนช พงศ์ ปลืม้ ศิริชัย กราบนมัสการพระคุณเจ้ า คณะศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และมูลนิธิ เล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ทุกท่าน พร้ อมทังแขกผู ้ ้ มีเกียรติ นักศึกษา นักเรี ยน และผู้เข้ าร่ วมสัมมนาในครัง้ นี ้นะครับ ผมขอพูดภาพรวมของ ชุมชนจันเสนก่อนนะครับ คือ ตําบลจันเสนมีทงหมด ั้ ๑๑ หมู่บ้าน มี ประชากรทังหมดประมาณแปดพั ้ นคนเศษ ตังอยู ้ ่ตอนใต้ สดุ ของจังหวัด นครสวรรค์ มีเขตติดต่อกับจังหวัดลพ���ุรีและจังหวัดสิงห์บรุ ี มีการ คมนาคมได้ ๒ ทาง คือ ทางรถไฟ และทางรถยนต์ นะ ครับ พิพิธภัณฑ์ หรื อมหาธาตุเจดีย์ศรี จนั เสนของเรา เริ่ มการ ก่อสร้ างขึ ้นมาด้ วยดําริ ของพระคุณเจ้ าหลวงพ่อโอด ท่านได้ ดําริ กบั ทาง


คณะกรรมการและฝากฝั งงานที่จะสานต่อให้ เจ้ าอาวาสองค์ปัจจุบนั คือ พระครูนิวิฐธรรมขันธ์ หรื อพระครูเจริ ญนะครับ หลวงพ่อบอกกับ คณะกรรมการและพระครูนิวิฐธรรมขันธ์ว่า จะสร้ างพระมหาธาตุเจดีย์ ขึ ้นเพื่อเป็ นแหล่งเรี ยนรู้ของชุมชน งบประมาณก็คงไม่เกินสิบล้ านบาท ทางคณะกรรมการก็บอกว่า ชุมชนของเราเล็กๆ อย่างนี ้จะเอาเงินที่ไหน มาสร้ างพระมหาธาตุได้ ตอนนันก็ ้ เป็ นเรื่ องที่หนักใจอยู่ แต่ก็ได้ มีการ วางศิลาฤกษ์ เมื่อประมาณปี ๒๕๓๑ จากนันหลวงพ่ ้ อท่านก็อาพาธ เรื่ อยมาจนท่านมรณภาพเมื่อปี ๒๕๓๒ ซึง่ ในปี ๒๕๓๒ นันก็ ้ ได้ ทําพิธี ตอกเสาเข็ม ตอนนันทางวั ้ ดเองก็มีงบประมาณไม่เท่าไหร่เลยนะครับ แต่ด้วยบุญบารมีของหลวงพ่อ หลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพไป ทางวัด ก็จําหน่ายวัตถุมงคลได้ สิบกว่าล้ าน แล้ วก็ได้ แรงศรัทธาของคนในชุมชน ใครมีฐานะดีก็ออกมากหน่อย คนที่ฐานะน้ อยก็ออกน้ อยหน่อย ใช้ งบประมาณทังสิ ้ ้นร่วมสี่สิบล้ านบาทนะครับ ดังนันคนในชุ ้ มชนจึงมีสว่ น สร้ างพิพิธภัณฑ์หลังนี ้ขึ ้นมา และสําเร็ จทุกวันนี ้ด้ วยบารมีของหลวงพ่อ พระครูนิสยั จริ ยคุณ และหลวงพ่อเจริ ญแท้ ๆ เพราะใครจะนึกว่าชุมชน เล็กๆ ของเรา จะสามารถสร้ างพิพิธภัณฑ์ ที่เป็ นที่เชิดหน้ าชูตาของชาว จังหวัดนครสวรรค์ได้ ถึงขนาดนี ้ เป็ นความภาคภูมิใจของคนในชุมชน จันเสนเป็ นอย่างยิ่งครับ แล้ วพิพิธภัณฑ์แห่งนี ้ก็เป็ นสถานที่ที่ เยาวชน หรื อคณะครูบาอาจารย์ในชุมชนนี ้ จะนํานักเรี ยนมาเรี ยนรู้ ประวัติศาสตร์ หรื อวัฒนธรรมตังแต่ ้ สมัยทวารวดีจนถึงสมัยปั จจุบนั ของ


ท้ องถิ่นนี ้ หรื อโรงเรี ยนที่อยู่ในชุมชนอื่นอย่างโรงเรี ยนบ้ านหมี่วิทยาก็นํา นักเรี ยน มาศึกษานอกสถานที่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี ้นะครับ ส่วนการ บริ หารงานของพิพิธภัณฑ์นนั ้ เราดูแลกันเองโดยมีคณะกรรมการใน ชุมชน ที่ประกอบไปด้ วยโรงเรี ยนจันเสนเอ็งสุวรรณอนุสรณ์ โรงเรี ยนวัด จันเสน อนามัยจันเสน แล้ วก็ ศ.ป.ต. จันเสน หลายหน่วยงานที่เข้ ามา ร่วมกันทังบ้ ้ าน วัด โรงเรี ยน จะต้ องสามัคคีกนั ครับ เพราะทําให้ พิพิธภัณฑ์ของเราอยู่ได้ ดีและอยู่ด้วยความราบรื่ น อย่างผู้ที่เข้ ามาชม หรื อแม้ แต่ผ้ วู ่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ที่ท่านนําคณะมาที่วดั จันเสน เมื่อวันที่ ๒๔ นี ้ ท่านก็ยงั บอกว่า กํานัน ไม่เก็บค่าเข้ าชมพิพิธภัณฑ์ เหรอ เพราะที่อื่นเขายังเก็บค่าชม ค่าดู ผมก็เรี ยนกับทางคณะท่านผู้ว่า ราชการจังหวัดฯ ว่า คณะกรรมการของเราไม่หวังค่าชมหรื อค่าเรี ยนรู้ เราอยากให้ คนที่เข้ ามาศึกษาในพิพิธภัณฑ์ของเรา ไม่วา่ จะมีเงินหรื อไม่ มีเงินก็สามารถเข้ ามาเที่ยวชมได้ นะครับ และยกตัวอย่างให้ ท่านผู้ว่าฯ ฟั งว่า บางครัง้ สองเดือนที คณะกรรมการได้ เปิ ดนับเงินในพิพิธภัณฑ์ดู มีผ้ ทู ี่บริ จาคแบงค์ห้าร้ อยก็มี แบงค์พนั ก็มีนะครับ เราถึงไม่จําเป็ นที่ จะต้ องไปกําหนดกฎเกณฑ์ว่าจะต้ องเก็บค่าชมเท่านันเท่ ้ านี ้ เพราะเรา ไม่ได้ หวังในเชิงธุรกิจเพื่อให้ พิพิธภัณฑ์มีรายได้ เยอะ แต่อยากให้ คนใน ชุมชนหรื อคนทัว่ ไปได้ มาศึกษาหาความรู้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี ้ครับ และ ไม่วา่ ใครเข้ ามาชมก็ล้วนแต่บอกว่าพิพิธภัณฑ์จนั เสนบริ หารจัดการได้ ดี ไม่คิดเลยว่า เข้ ามาดูแล้ วข้ างในนี ้จะสวย สวยมาก แล้ วก็ประทับใจที่


ได้ มาเที่ยวชม ไม่ว่าการต้ อนรับหรื อการบรรยายให้ ความรู้แก่ผ้ ทู ี่มาชม พิพิธภัณฑ์ เป็ นความภาคภูมิใจของคนในจันเสนอย่างยิ่งนะครับว่า ชุมชนของเรามีแหล่งที่จะให้ ความรู้แก่นกั ศึกษา ซึง่ ทุกวันนี ้ พิพิธภัณฑ์ แห่งนี ้ และห้ องสมุดเฉลิมราชกุมารี ก็เป็ นที่เรี ยนรู้ของเยาวชนรุ่นหลัง และรุ่นที่จะมาใหม่ในภายภาคหน้ า ผมก็ขอนําเรี ยนแค่นี ้ครับ คุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ท่านกํานันก็ได้ เกริ่ นนําให้ ทราบถึงวัตถุประสงค์ของการทําพิพิธภัณฑ์ ท้ องถิ่นจันเสน ที่ต้องการจะเผยแพร่ความรู้ ความเข้ าใจเกี่ยวกับท้ องถิ่น หรื อว่าชุมชนจันเสนให้ คนในพื ้นที่ ไม่ได้ มีวตั ถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์ หรื อทางเศรษฐกิจนะคะ ต่อไปก็อยากจะเรี ยนถามทางอาจารย์ รุจิรา เชาว์ธรรม ว่ากระบวนการในการสร้ างองค์กรที่จะมาทํางานหลังจาก การเปิ ดพิพิธภัณฑ์แล้ ว เพราะเมื่อมีพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์นนควรจะมี ั้ ชีวิต แล้ วก็ควรจะมีความเคลื่อนไหว อาจารย์รุจิราได้ เข้ ามาเกี่ยวข้ อง กับกระบวนการในการทํางานทางด้ านนี ้อย่างไรบ้ างคะ ขอเรี ยนเชิญค่ะ อาจารย์ รุ จริ า เชาว์ ธรรม กราบนมัสการพระพุทธคุณเจ้ า แล้ วก็สวัสดีแขกผู้มีเกียรติทกุ ท่านนะคะ จากการที่คณ ุ วลัยลักษณ์บอกนะคะ บ้ านอยู่หน้ าวัด ก็มองอะไรหลายๆ อย่าง เราไปทํางานให้ กบั จังหวัดอื่นมาตังสิ ้ บปี เมื่อกลับมาบ้ านเรา เรา


ก็มาเป็ นครูอยู่ในท้ องถิ่น เราจะเป็ นครูรับเงินเดือนอย่างเดียวมันก็คงจะ เท่านันแล้ ้ วก็จบไปนะคะ ก็เคยคิดนะคะว่า จะทํากิจกรรมอะไรขึ ้นมา แล้ วพอดีทางวัดสร้ างพิพิธภัณฑ์ก็ได้ เข้ ามาร่วมงานกับคุณวลัยลักษณ์ โดยเข้ ามาเก็บข้ อมูลนะคะ ตอนนันองค์ ้ กรของเราก็ยงั ไม่เข้ มแข็งขนาด นี ้ เริ่ มแรกจากเจ้ าอาวาสวัดท่านก็พดู คุยพลางๆ ก่อนว่า จะมีกรรมการ แล้ วจะให้ ดิฉนั มาทํางานด้ วย ดิฉนั ก็บอกว่า ยังอาวุโสน้ อยจะทําได้ หรื อ แต่คณ ุ วลัยลักษณ์บอกว่า พี่เป็ นครูทําได้ อยู่แล้ ว ก็คิดว่าเขาให้ กําลังใจ คนข้ างนอกดูว่าเราทําได้ แล้ วตัวเราเองจะไม่เชื่อใจตัวเองหรื อ เมื่อเข้ า มาทํางานแล้ วคุณวลัยลักษณ์และในชุมชนก็มีแนวความคิดว่าจะตัง้ เป็ นองค์กรของท้ องถิ่นขึ ้นมานะคะ ก็คือจัดตังคณะกรรมการพิ ้ พิธภัณฑ์ แล้ วก็แบ่งงานออกเป็ นส่วนๆ เช่น มีฝ่ายการเงิน ฝ่ ายประชาสัมพันธ์ อาคารสถานที่ ของที่ระลึก นันทนาการ แล้ วก็อะไรอีกอย่างหนึง่ จํา ไม่ได้ จะมีทงหมดหกงาน ั้ ทีนี ้ในหกงานก็น่าจะหกงานหกคนไม่ใช่ว่าคน หนึง่ ทําสามงาน อย่างเราเป็ นข้ าราชการ บางทีคนเดียวทํางานสามงาน มันทําได้ ทกุ งาน แต่ว่ามันไม่ดี ก็เลยเสนอในที่ประชุมอยูบ่ อ่ ยๆ ว่า เอา อย่างนี ้ได้ ไหม ขอเป็ นหนึง่ คนหนึง่ งาน อย่างดิฉนั อยู่ฝ่ายภัณฑารักษ์ คุณป้าประยูรอยู่ฝ่ายสินค้ าของที่ระลึก ทีนี ้พอหนึง่ คนหนึง่ งาน งานมัน ก็จะเข้ มงวด เข้ มแข็งขึ ้น แล้ วทุกคนก็จะกลับไปมองงานของตัวเองว่าจะ ทําได้ ขนาดไหนนะคะ ทีนี ้ก่อนที่จะมาเป็ นวันนี ้ได้ ก็ต้องขอขอบคุณ มูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ และคุณวลัยลักษณ์นะคะ ในปี ๒๕๓๙ มูลนิธิ


ประไพ วิริยะพันธุ์ จัดสัมมนาเรื่ องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น หลวงพ่อก็สงั่ ดิฉนั กับอาจารย์ นารัตน์ ทองแท้ ไปเข้ าร่ วมสัมมนานี ้ เราไปพูดอะไรไว้ หลาย อย่างเหมือนกับที่พดู วันนี ้นะคะว่า ไปเป็ นครูอยู่ที่อื่น ไปทําอะไรให้ ได้ ตงั ้ เยอะตังแยะ ้ กลับมาบ้ านเรา เราจะเป็ นครูอย่างเดียวหรื อ เมื่อกลับจาก การสัมมนาในคราวนัน้ ก็มาคิดกิจกรรมกันว่า ช่วงปิ ดเทอมเราน่าจะ อบรมเด็ก เอาเด็กในพื ้นที่นี ้แหละ ก็เริ่ มอบรมยุวมัคคุเทศก์ในปี ๒๕๔๐ ปี แรกทําน่าพอใจมากเลยค่ะ เด็กมาสมัคร ๖๐ คน เราปิ ดรับสมัครแล้ ว เด็กก็บอกหนูจะสมัคร แล้ วตอนนันเราไม่ ้ ได้ จํากัดอายุ ตํ่าสุดรู้สกึ จะ เป็ น ป.๔ แล้ วตอนนันโรงเรี ้ ยนยังไม่มี ม.ปลาย สูงสุดก็คือ ม.๓ เด็กบาง คนก็ชวนเด็กโรงเรี ยนอื่นที่ไม่ใช่ในตําบลนี ้มาด้ วย ในรุ่นแรกได้ ๖๐ คน เด็กสนุกค่ะ แต่เราเหนื่อย เหนื่อยมากๆ เลย พออบรมเสร็ จเด็กไม่มา ทํางานค่ะ ครูก็เหนื่อยแล้ วก็เครี ยดว่า โอ้ โห เธอนี่ทําไม เราคิดว่าเรา ต้ องมาทําคนเดียว ก็พยายามหาสาเหตุว่าเราพูดกับเด็กไม่ร้ ูเรื่ องหรื อ เปล่า ทีนี ้หลังจากอบรมรุ่นที่หนึง่ เรามีประสบการณ์แล้ ว รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ก็มาทําใหม่ ทบทวนกันนะค่ะ พอรุ่นที่สองเราก็รับเด็กเข้ า อบรมอีก ๖๐ คน แต่คดั คนแล้ วค่ะ ค่อนข้ างที่จะเข้ มงวดมาก เราต้ อง คัดคนสักหน่อยว่าอบรมแล้ วนะ ทานข้ าววัดนะ เธอต้ องตอบแทนวัด เขาถามว่าหนูจะต้ องทําอะไร ดิฉนั ตอบว่าเธอจะต้ องมาทําหน้ าที่อยู่เวร พิพิธภัณฑ์ ๔ - ๖ วันในหนึง่ ปี ในวันเสาร์ - อาทิตย์แล้ วแต่สมัครใจมา พอถึงรุ่นที่สาม เด็กเข้ าร่ วมกิจกรรมแค่ ๒๒ คน แต่เป็ นที่น่ายินดีอย่าง


ยิ่งว่า รุ่นที่สาม ๒๒ คนนี ้ มาทํางานเกือบร้ อยเปอร์ เซ็นต์ค่ะ ทุกคนมา อยู่เวรพิพิธภัณฑ์ให้ เราในวันหยุด ทีนี ้เรื่ องที่ว่าเด็กเข้ ามาได้ ยงั ไง มันก็ เหมือนกับสินค้ าบางอย่างนะคะ ปากต่อปากทําแล้ วก็ได้ รับอานิสสงฆ์ ของการทํา เช่น เด็กบางคนทําแล้ วได้ ออกสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ ทีวี เขาก็ตื่นตัว ก็มากัน แต่บางคนไม่มาอยู่เวร พอเวลาออกทีวีหรื อว่า บันทึกเทปนะคะ แหม จะแห่กนั มา ดิฉนั ก็บอกว่า คุณไม่เคยมาเลย ๔ วัน คุณไม่เคยมาทําหน้ าที่เลย พอสื่อจะลงไม่ให้ ลงแน่ๆ เราก็จะขู่เขาไว้ ทีนี ้พอเขารู้อย่างนัน้ ถึงเวลานัดเขาจะมา เขาจะไม่เบี ้ยว หรื อว่ากรณีที่ เขามาไม่ได้ เขาก็จะฝากเพื่อน แต่ว่าปั ญหาก็มีเหมือนกันนะคะ คือ มัน ก็มีวนั สบาย วันไม่สบาย วันอยากมา วันไม่อยากมานะคะ ส่วนวัน ราชการถ้ ามีคนมาชม เช่น สถานศึกษาจะมาดูงานหรื อมาดูพิพิธภัณฑ์ ค่อนข้ างหลากหลาย อย่างเวลาโรงเรี ยนประถมมาาดูพิพิธภัณฑ์ เราก็ ให้ ทางโรงเรี ยนวัดจันเสนจัดเด็กยุวมัคคุเทศก์ของวัดจันเสนมาลง พอ เด็กมัธยมมา โรงเรี ยนจันเสนเอ็งสุวรรณฯ ก็รับ ถ้ าสูงกว่านี ้ หรื อสื่อมา เราก็เอาเด็กมาร่วมกัน แต่การนําเด็กมามันจะมีปัญหาตามมา เยอะแยะนะคะ ปั ญหาทังด้ ้ านบวกแล้ วก็ด้านลบ แต่เราก็จะ ประคับประคองเขาว่า คุณมาทําหน้ าที่ตรงนี ้ คุณเป็ นตัวแทนของชุมชน นะ คุณจะต้ องทํายังไง จะต้ องมีบทบาทยังไงเพื่อให้ เขามองว่าชุมชนจัน เสนนี ้มีศกั ยภาพสูงในการเป็ นแบบอย่างอย่างที่ภาคเช้ าได้ พดู ไป นะ คะ กับอีกกรณีหนึง่ คือ หลายหน่วยงานยอมรับการดําเนินงานของ


เรา เวลามีงานเกี่ยวกับวัฒนธรรม เช่น มีประชุม มีสมั มนา มีอบรม เขา ก็จะส่งเรื่ องมาที่พิพิธภัณฑ์ แล้ วหลายแห่งก็ยงั เข้ าใจว่า พิพิธภัณฑ์นี ้ เป็ นพิพิธภัณฑ์จนั เสนที่ไม่ได้ เกี่ยวข้ องกับวัด แต่เหมือนกับพิพิธภัณฑ์ ตามสถานที่ต่างๆ ที่ต้องอยู่สว่ นราชการ หรื อต้ องเป็ นองค์กรเอกเทศ แต่ ที่จนั เสนไม่ใช่ มันมาอิงอยู่ที่วดั ทีนี ้การอิงอยู่ที่วดั มันได้ ประโยชน์หลาย อย่าง วัดเป็ นศูนย์รวม อย่างที่อาจารย์ศรี ศกั รบอกตอนเช้ า ศูนย์รวม ของครู ของผู้นํา พอเขามีสมั มนาอะไร มีหนังสือแจ้ งมาเราก็ไป ดิฉนั ไม่ได้ เป็ นนางเอกหรื ออะไรไปคนเดียว ก็จะชักชวนคณะกรรมการ เปลี่ยนกันไป ครัง้ นันมี ้ สมั มนาที่หนองขาว ครัง้ นันมี ้ สมั มนาที่ศนู ย์ มานุษยฯ ก็จะผลัดเปลี่ยนกันไป แล้ วก็นํากลับมาคุยกันว่า ที่โน่นเขา จัดเป็ นอย่างนี ้นะ เวลาเขาจัดสัมมนา เขาพูดถึงเรื่ องนันเรื ้ ่ องนี ้ เขามี ข้ อบกพร่องอย่างนัน้ เราก็กลับมาแก้ มันได้ มากกว่าที่จะไปตีคา่ เป็ นตัว เงินนะคะ นัน่ คือ โอกาสที่เราออกไปข้ างนอก แล้ วเอาข้ างนอกมา ปรับปรุง ไม่ใช่ว่าเราเป็ นแบบอย่างแล้ ว เราจะนิ่ง แล้ วฉันจะทําของฉัน อย่างนี ้ ฉันจะเป็ นอย่างนี ้ไม่เปลี่ยน มันก็คงไม่ได้ มันก็จะต้ องปรับไป เรื่ อยๆ แล้ วอีกกรณีหนึง่ นะคะ จากการที่เราทํางานเป็ นรูปแบบของ คณะกรรมการ บางท่านอยู่บ้านอาจจะไม่เคยล้ างชามเลย มีคนทําให้ แต่เวลามาวัด ต้ องมาล้ างจานด้ วยกัน ต้ องมายกหม้ อข้ าวหม้ อแกง ร่วมกัน ดิฉนั ว่ามันเกิดอะไรใหม่ๆ ขึ ้น แล้ วเวลาเราไปขอความร่ วมมือ เช่น พี่ วันนี ้วัดจะจัดอบรม หนูยงั หาคนทํากับข้ าวไม่ได้ ทําอาหารไม่ได้


อะไรอย่างนี ้ แค่บอกแค่นนแหละค่ ั้ ะที่จนั เสน เขาก็จะช่วยกันมา ถ้ าไม่ บอกสิคะน้ อยใจกันนะ มันเป็ นนิมิตหมายดีตรงนี ้ที่ว่าทําด้ วยใจ แต่ถ้า เมื่อไหร่ที่เอาระบบราชการเข้ ามา มันจะหยุดชะงัก แล้ วก็ทําให้ ไม่อยาก ทํา ดิฉนั ว่าอันนี ้เป็ นข้ อคิดอีกอันหนึง่ ขอพูดค้ างไว้ เพียงเท่านี ้ก่อนนะคะ คุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ขอบคุณมากนะคะ อาจารย์รุจิราก็ได้ ชี ้ประเด็นที่สําคัญอย่างยิ่ง ประเด็นหนึง่ ว่า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นต้ องเกี่ยวข้ องกับความศรัทธา แล้ วก็ ความเชื่อของชุมชน ก็คือ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนันสมควรอย่ ้ างยิ่งเลยนะ คะว่าจะต้ องอยู่ที่วดั ดิฉนั ได้ ไปทํา ได้ ไปเกี่ยวข้ องกับงานพิพิธภัณฑ์ ท้ องถิ่นหลายๆ แห่ง ที่มีปัญหาหนักๆ ก็คือว่า เมื่อแยกตัวออกมาจาก วัด จากผู้นําชุมชน การเกี่ยวข้ องหรื อการประสานงานกันนันมั ้ กจะมี ปั ญหา แต่ถ้าที่ใดนันตั ้ งอยู ้ ่ที่วดั นะคะ ความศรัทธาดังเดิ ้ ม ความคิดที่มี ต่อวัดอย่างเดิมยังคงอยู่ เพียงแต่ปรับปรุงกระบวนการความคิดที่ เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เกี่ยวกับสํานึกการเรี ยนรู้ อะไรต่างๆ นานานี ้ เข้ าไปสูท่ ี่วดั วัดก็จะเป็ นสถานที่รองรับกระบวนการการสร้ างพิพิธภัณฑ์ ท้ องถิ่นได้ ดีอย่างยิ่ง ต่อไปนะคะ อยากจะเรี ยนเชิญคุณป้าประยูร ได้ พดู เกี่ยวกับการรวมตัวของกลุม่ แม่บ้าน เข้ าใจว่ากลุม่ แม่บ้านส่วน ใหญ่ที่มาทําการทอผ้ ากี่กระตุกนี ้ เป็ นเป็ นเกษตรกรในชุมชนจันเสนซะ ส่วนใหญ่ เรี ยนเชิญคุณป้าได้ เล่าตรงนี ้นิดนึงนะคะ เรี ยนเชิญค่ะ


คุณ ป้าประยูร พฤกษาสมบัติ สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทงหลายนะคะ ั้ ดิฉนั จะมากล่าวประวัติของกลุม่ ทอ ผ้ านะคะ กลุม่ ทอผ้ านี ้ก่อตังขึ ้ ้นเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ โดย ได้ รับการสนับสนุนจากสํานักงานพัฒนาชุมชน อําเภอตาคลี และ เจ้ าหน้ าที่สี่กระทรวงหลัก จุดมุ่งหมายในการจัดตังกลุ ้ ม่ ก็เนื่องจาก ชาวบ้ านส่วนใหญ่มีอาชีพทํานา รายได้ น้อย ขาดอาชีพเสริ ม ดังนันจึ ้ ง ได้ รวมตัวจัดตังกลุ ้ ม่ ทอผ้ าขึ ้นมา เพราะชาวบ้ านบางส่วนมีอาชีพทอผ้ า กันอยู่แล้ ว ที่สําคัญ ตําบลจันเสนมีพื ้นที่ติดต่อกับอําเภอบ้ านหมี่ จังหวัดลพบุรี ซึง่ เป็ นแหล่งทอผ้ ามัดหมี่อนั ลือชื่อ เริ่ มแรกมีสมาชิก ๑๕ คน ได้ รับการสนับสนุนจาก กศน . ที่จ้างวิทยากรมาสอนเพิ่มเติมให้ ปั จจุบนั มีสมาชิก ๓๑ คน มีคณะกรรมการบริ หารกลุม่ หนึง่ คณะ ที่ทํา การกลุม่ ก็ได้ รับความอนุเคราะห์จากท่านเจ้ าอาวาสวัดจันเสนให้ ใช้ อาคารโรงเรี ยนปริ ยตั ิธรรมเป็ นที่ทํางานของกลุม่ งานของกลุม่ คือ ช่วยกันผลิต ช่วยกันจําหน่าย ส่งเสริ มด้ านเงินทุนให้ สมาชิกกู้ในอัตรา ดอกเบี ้ยตํ่า ดําเนินกิจกรรมอื่นๆ ควบคูก่ นั ไปกับงานทอผ้ า เช่น กลุม่ จัก สาน ศิลปะประดิษฐ์ ตัดเย็บเสื ้อผ้ า ทอเสื่อ ทําหมวก และอื่นๆ อีก รวมทังการนํ ้ าผลิตภัณฑ์ของกลุม่ สตรีออกร้ านร่วมกับอําเภอ จังหวัด และระดับประเทศที่ศนู ย์วฒ ั นธรรมแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ถึงวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ มีการแบ่งผลกําไรกันเมื่อ สิ ้นปี สมาชิกมีรายได้ เดือนละ ๒ , ๘๐๐ - ๓ , ๐๐๐ บาท ปั จจุบนั กลุม่ มี


เงินฝากธนาคารออมสิน ๑๘๕ , ๙๒๐ บาท กลุม่ สตรี พฒ ั นา ๒๑ , ๑๙๔ บาท แล้ วยังมีเงินสัจจะออมทรัพย์ของกลุม่ ทอผ้ าอีก ๖๔ , ๐๐๐ บาทค่ะ คติพจน์ประจํากลุม่ ของเรา คือ สามัคคีคือพลังนําทางสู่ ความสําเร็จค่ะ ขอบคุณค่ะ คุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ขอบคุณคุณป้าประยูรมากนะคะ คุณป้าประยูรก็พดู สันๆ ้ เกี่ยวกับ ความเป็ นมาของกลุม่ ทอผ้ ากี่กระตุกนะคะ อยากเล่าเพิ่มเติมสักนิดนึง นะคะ เมื่อประมาณปี ๓๘ การทอผ้ าของกลุม่ จันเสน เรามองไม่เห็นเลย นะคะ ดิฉนั พยายามที่จะตระเวนหางานศิลปหัตถกรรมพื ้นบ้ านเพื่อมา จัดพิพิธภัณฑ์ ไม่มีเลยนะคะ ไม่หลงเหลืออะไรอยู่ในท้ องถิ่นเลย นอกจากที่บ้านคุณตาขุน ซึง่ ก็อยู่ที่บ้านดงมัน เป็ นแหล่งใหญ่มีการขาย กี่ ในตอนแรกนัน้ ผ้ าทอที่จนั เสนแทบจะไม่คอ่ ยมีใครซื ้อเลย เพราะ คุณภาพแย่มากนะคะ แต่ก็ได้ มีการปรับปรุงคุณภาพขึ ้นมาเรื่ อยๆ ดิฉนั เห็นเลยนะคะว่าภายในระยะเวลา ๓ - ๔ ปี ที่ผ่านมานี ้ มีการรวมกลุม่ ได้ อย่างเหนียวแน่น แล้ วก็มีการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพฝี มือในการทํา แต่ที่นี่เนื่องจากว่ามีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เพราะฉะนันตลาดของกลุ ้ ม่ แม่บ้านนี ้จะรองรับโดยผู้ที่มาท่องเที่ยว แล้ วก็ไม่ใช่เป็ นตลาดตัน ตอนนี ้ เข้ าใจว่ากลุม่ แม่บ้านก็ยงั ทอผ้ าได้ ไม่พอขายอยู่นนั่ เองนะคะ แล้ วทุกคน ในกลุม่ ดิฉนั ไม่เห็นว่ามีความเครี ยดในการทํางาน ทุกคนจะมีความสุข


ได้ พบปะผู้คน พบปะเพื่อนฝูงในการที่เข้ ามาทํางานตรงนี ้ แม้ ว่าที่บ้าน แต่ละคนก็จะมีกี่กนั คนละหลัง และสามารถนัง่ กระตุกกี่กนั ที่บ้านได้ แต่ ว่าทุกคนจะมารวมกลุม่ กัน และมีความกลมเกลียว แล้ วการออกไปทํา กิจกรรมร่วมกันนี ้ทําให้ กลุม่ แม่บ้านในจันเสนนันเกิ ้ ดความร่วมมือร่วม ใจขึ ้นมา แต่ละคนไม่ได้ คิดว่าจะต้ องทําเปอร์ เซ็นต์จากตรงนี ้ให้ ได้ สงู สุด แต่ความภูมิใจที่ได้ คือ การได้ มาทํากิจกรรม การได้ มาให้ สว่ นหนึง่ ให้ กบั วัด ให้ กบั ชุมชน อันนี ้ก็คือ ลักษณะเด่นของกลุม่ แม่บ้านที่จนั เสนนะคะ แล้ วกิจกรรมต่อเนื่องก็เห็นว่ามีการพยายามที่จะทําของที่ระลึก มากมาย ตรงนี ้ก็เป็ นความริ เริ่ มเป็ นความดําริ กนั ภายในกลุม่ กันเอง ต่อมาอยากจะแนะนําให้ ร้ ูจกั กับน้ องเบียร์ นะคะ ซึง่ เป็ นยุว มัคคุเทศก์ของจันเสนรุ่นที่สอง น้ องถูกคัดเลือกให้ ขึ ้นมานัง่ พูดตรงนี ้ น้ องค่อนข้ างพูดเก่ง แต่วนั นี ้ไม่ร้ ูว่าจะพูดออกหรื อเปล่า เอาใจช่วยน้ อง ด้ วยนะคะ อยากจะถามน้ องว่า การมาเป็ นมัคคุเทศก์อาสาสมัครที่จนั เสนนี ้ มีประสบการณ์และมีความรู้สกึ ยังไงบ้ างกับการมาทํางานตรงนี ้ เชิญน้ องเบียร์ เลยค่ะ น้ องจิตติมา พาดี กราบนมัสการพระคุณเจ้ านะคะ หนูเป็ นยุวมัคคุเทศก์รุ่นที่สอง เป็ น ตัวแทนของยุวมัคคุเทศก์พิพิธภัณฑ์จนั เสน สาเหตุที่หนูอยากมาทํางาน พิพิธภัณฑ์ก็เพราะว่า หนูเป็ นคนในท้ องถิ่นนี ้ หนูอยากรู้ประวัติศาสตร์


ของชุมชนและท้ องถิ่นของเรา แล้ วก็อยากรู้ว่าพวกสิ่งของโบราณวัตถุ ต่างๆ นัน้ เขาใช้ กนั ยังไง เมื่อพิพิธภัณฑ์จนั เสนมีจดั อบรมยุวมัคคุเทศก์ หนูก็มาเข้ าร่วมกิจกรรม แล้ วก็ได้ ร้ ู และได้ นําไปเผยแพร่ให้ แก่คนอื่นได้ ร้ ู ด้ วย ส่วนผลของการที่หนูได้ มาเป็ นยุวมัคคุเทศก์นะคะ ทําให้ หนูมี ความกล้ า กล้ าที่จะแสดงออก กล้ าที่จะพูดกับคนที่มาชมพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ เขารู้ถึงประวัติศาสตร์ ในท้ องถิ่นของหนู กล้ าแสดงออกใน ห้ องเรี ยน ซึง่ แต่ก่อนนี ้ไม่คอ่ ยกล้ าเท่าไหร่ ก็ทําให้ กล้ าพูดต่อหน้ าเพื่อนๆ นอกจากนี ้ก็ได้ ใช้ เวลาว่างให้ เป็ นประโยชน์แทนที่จะอยู่บ้านเฉยๆ ในวัน เสาร์ อาทิตย์ซงึ่ หยุดไม่ได้ ไปโรงเรี ยน อยู่บ้านเฉยๆ ดูทีวี ก็เบื่อ มาเฝ้า พิพิธภัณฑ์ดีกว่า เมื่อมีคนมาชมเราก็ทําตัวให้ เป็ นประโยชน์ต่อสังคม และท้ องถิ่นของเรา ไปบรรยายให้ เขารู้ถึงความเป็ นมาของจันเสน เวลา มีการถ่ายทําบันทึกเทปรายการต่างๆ หนูก็กลับไปเล่าให้ เพื่อนๆ ฟั งว่า ได้ เจอดารา ก็ร้ ูสกึ ดีใจหรื อตอนที่อาจารย์รุจิราบอกหนูได้ เป็ นตัวแทนยุว มัคคุเทศก์รับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในวันที่ ๑๔ กรกฎาคม หนูดีใจมาก กลับไปบอกแม่ แม่ดีใจใหญ่เลย ก็ตื่นเต้ นนะคะ พอสมเด็จ พระเทพฯ เข้ ามาในพิพิธ - ภัณฑ์ มายืนฟั งตรงหน้ าแล้ วก็ยิ ้มให้ หนูก็พดู ได้ แต่ร้ ูสกึ ว่าตื่นเต้ นและประทับใจมากเลยกับภาพตอนนัน้


คุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ความประทับใจของยุวมัคคุเทศก์นนั่ ก็คือ ได้ รับเสด็จสมเด็จพระเทพฯ นะคะ ก็เป็ นความภาคภูมิใจของน้ อง และวงศ์ตระกูล แล้ วก็คนจันเสน ทังหมด ้ ซึง่ เป็ นเรื่ องที่ดีนะคะ เรามีเวลาที่จะให้ พดู กันได้ อีกคนละหนึง่ รอบนะคะ ก็อยากจะแจก คําถามเดียวกันทังสี ้ ่ท่านนะคะว่า ตังแต่ ้ มีการดําเนินงานพิพิธภัณฑ์ ท้ องถิ่นเป็ นต้ นมา และเปิ ดเป็ นทางการประมาณเมื่อสี่ปีที่แล้ วนะคะ สี่ ปี กว่าๆ นี ้ ท่านมองเห็นผลกระทบทังด้ ้ านดีและด้ านไม่ดีกบั ชุมชนของ ท่านแล้ วก็กบั ตัวเองยังไงบ้ าง อยากให้ เล่าตรงนี ้นิดนึง คนละเล็กน้ อย ขอเรี ยนเชิญกํานันก่อนนะคะ กานันมาโนช พงศ์ ปลืม้ ศิริชัย ถ้ าพูดถึงด้ านผลกระทบต่อชุมชนที่เป็ นผลเสีย ผมคิดว่าคงไม่มีนะครับ เพราะผู้ที่มาเที่ยวชม เมื่อมาแล้ วเขาก็กลับไป และจากการที่ผมสัมผัส กับราษฎรในพื ้นที่ตําบลจันเสน ไม่มีใครพูดเลยว่า ตังแต่ ้ มีพิพิธภัณฑ์ จันเสนแล้ ว ทําให้ ท้องถิ่นจันเสนสกปรก หรื อไม่ดีอย่างโน้ นอย่างนี ้ ผลเสียอย่างนี ้ไม่มีครับ ส่วนด้ านดี ดีมากครับ เพราะทําให้ คนในชุมชน รู้จกั รักโบราณสถาน และสิ่งของภายในมหาธาตุเจดีย์ของจันเสนอย่าง


ดียิ่งครับ รู้สกึ ถึงความภาคภูมิใจของคนในชุมชน ตังแต่ ้ มีพระมหาธาตุ เจดีย์หรื อมีพิพิธภัณฑ์เกิดขึ ้นแล้ ว ทําให้ คนในชุมชนตื่นตัวและเข้ า มาร่วมกิจกรรมกับทางวัดอย่างต่อเนื่อง ไม่วา่ ช่วงหลังทางวัดจะจัด กิจกรรมอะไรก็แล้ วแต่ ไม่ว่าจะเป็ นวันปี ใหม่ วันเข้ าพรรษา ออกพรรษา หรื อเป็ นวันเวียนเทียน คนในชุมชนก็ให้ ความสําคัญเป็ นอย่างดี แล้ วอีก อย่างหนึง่ ราษฎรก็มีรายได้ เพิ่มขึ ้น เพราะกลุม่ ทอผ้ าของเราเป็ นศูนย์ รวมที่ชาวบ้ านจะนําวัสดุสิ่งของหรื อพวกของกินของใช้ มาฝากจําหน่าย ทําให้ คนในชุมชนมีรายได้ ช่วยเหลือทางครอบครัว การมีพระ มหาธาตุเจดีย์ศรี จนั เสน มีพิพิธภัณฑ์จนั เสน มีศาลาท่านํ ้าที่สวย แล้ วก็ มีห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี จึงเป็ นสิ่งที่เชิดหน้ าชูตาของคนในชุมชนของ เรา ผมขอนําเรี ยนแค่นี ้ครับ คุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ก็คําถามเดียวกันนะคะ คือ มีผลกระทบกับตนเอง แล้ วก็กบั ชุมชนยังไง บ้ าง ขอเรี ยนเชิญคุณป้าประยูร คุณป้ามองยังไงบ้ างคะ คุณป้าประยูร พฤกษาสมบัติ ตังแต่ ้ มีมหาธาตุเจดีย์ศรี จนั เสนนี ้นะคะ มีแต่จดุ ดีคะ่ เพราะว่ามี นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ โดยเฉพาะวันเสาร์ - อาทิตย์ จะมี แขกมาเที่ยวชมมาก บางครัง้ มาเป็ นรถบัส เมื่อชมพิพิธภัณฑ์แล้ วก็มา


ซื ้อผ้ าทอ และของกินของใช้ ในกลุม่ บางครัง้ ขายได้ หมื่นกว่าบาท ทําให้ กิจการของกลุม่ ดําเนินไปด้ วยดีค่ะ งานทอผ้ าของเราขายดีจนทําแทบ ไม่ทนั ขาย ตังแต่ ้ มีมหาธาตุเจดีย์ศรี จนั เสนนี ้ ทําให้ ท้องถิ่นของเรา เจริ ญรุ่งเรื อง ชาวบ้ านมีงานทํา มีแต่ผลดีคะ่ เท่านี ้ค่ะ คุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ก็มองในด้ านผลดี ก็คงจะดีจริ งๆ นะคะ ทีนี ้มาทางอาจารย์รุจิรานะคะ ไม่ทราบว่าอาจารย์ได้ เฟ้นหาด้ านเสียของการมีพิพิธภัณฑ์เจอหรื อเปล่า คะ เรี ยนเชิญค่ะ อาจารย์ รุ จริ า เชาว์ ธรรม ถ้ าพูดถึงด้ านเสียของการทํางานพิพิธภัณฑ์นะคะ จากที่ดิฉนั เป็ นครู เป็ นลูกของพ่อแม่ เป็ นแม่ของลูก มันหลายสถานะเหลือเกินค่ะ สําหรับ ดิฉนั ในฐานะที่เป็ นผู้ปฏิบตั ิก็พอใจตรงระดับนี ้ที่ว่าตัวเองทําได้ ทกุ งาน แต่ยงั ไม่พอใจว่าทุกงานนี ้มันก็ยงั ไม่ดี อย่างงานพิพิธภัณฑ์ที่ดิฉันทําอยู่ นี ้ ถ้ าจะให้ มนั ดีกว่านี ้ก็คงจะเกินกําลัง แต่ว่าตอนนี ้ก็ทําได้ เท่านี ้ แล้ วก็ จะพยายามปลูกฝั งเด็กรุ่นใหม่ให้ มาทําแทนเราค่ะ นี่คือที่ประสบปั ญหา อยู่ และคิดว่ามันเป็ นผลกระทบด้ วย ทีนี ้กับการทํางานมันมีผลเสีย แน่เลยค่ะ บางทีดิฉนั กําลังสอนอยู่ ทางผู้บริ หารมาบอกว่า อาจารย์ หลวงพ่อบอกให้ ไปนําชมพิพิธภัณฑ์ บางทีเด็กห้ องนันที ้ ่เราสอนอยู่ เรา จะต้ องทิ ้งเขามานะคะ ๔๐ คน สมมุติวา่ เราสอนคาบ ๓ - ๔ อยู่ติดกัน


แล้ วก็พกั เที่ยง ถ้ าดิฉนั มาคาบ ๒ ดิฉนั ต้ องทิ ้งเด็กแล้ ว คาบ ๓ กับคาบ ๔ จะต้ องทําอย่างไร เราจะต้ องแก้ ปัญหาอย่างไร แบบเรี ยนสําเร็จรูป บางทีเราทําได้ ไม่มากหรอกค่ะ อย่างเก่งทําไว้ ๕ ชุดเท่านันแหละ ้ แล้ ว ต่อไปอีกล่ะ แล้ วก็ไม่ได้ สอนวิชาเดียวตลอดปี อันนี ้ก็คือผลกระทบที่มนั เป็ นอยู่นะคะ กระทบมากจริ งๆ กับการที่เรามีงานประจําอยู่ แล้ วก็มา ทํางานพิเศษของโรงเรี ยนนะคะ แล้ วอีกอย่างหนึง่ นะคะ กรณีที่นดั มาเป็ นหมู่คณะ ไม่ร้ ูวา่ เขาดูนาฬิกาหรื อเปล่า นัดเรา ๔ โมง เรารอไป เถอะ ๔ โมง ๕ โมง เด็กก็มารอนะคะ มาจริ งๆ บ่ายสอง ดิฉนั ไม่รอแล้ ว เที่ยงกลับโรงเรี ยนแล้ ว พอกลับไปยังไม่ทนั จะนัง่ เลย โทรศัพท์มาบอก ว่า เขามาถึงแล้ วนะ เด็กก็ต้องกลับมาอีก ถ้ าเป็ นเด็กในพื ้นที่ ดิฉนั ก็ไม่ แคร์ นะคะ เขาอยู่ในบ้ านเรา แต่เด็กที่มาเป็ นยุวมัคคุเทศก์มีมาจากที่อื่น ด้ วย บางคนนัง่ รถไฟมาเรี ยนที่โรงเรี ยนจันเสนเอ็งสุวรรณฯ อันนี ้คือ ปั ญหาที่เราประสบ แล้ วเราก็ยงั แก้ ไม่ได้ แต่วิธีการอย่างหนึง่ ที่เราทําอยู่ แล้ วก็ค่อนข้ างน่าพอใจนะคะ ก็คือ กรณีที่เรามาไม่ได้ ก็จะให้ พระคุณ เจ้ าเปิ ดให้ ชม แล้ วให้ เขาศึกษาด้ วยตัวเอง เพราะมีป้ายให้ อ่านเองได้ อันนี ้ก็คือวิธีที่เราทําอยู่นะคะ กับอีกกรณีหนึง่ ชุมชนร้ านค้ ายังมองเรื่ องเศรษฐกิจ เมื่อก่อนดิฉนั ก็คิด นะคะ คิดแบบชาวบ้ าน ไปคุยกับน้ องใหญ่เลยว่า พอมีพิพิธภัณฑ์เดี๋ยว เราตังร้้ านค้ าหน้ าบ้ าน แกปั กคอสติชเป็ นนะ แกทํามะขามคลุกได้ นะ แม่เราทําปลาร้ าอร่ อยนะ กะรวยเลยค่ะ แต่พอไปทํางานพิพิธภัณฑ์


แล้ วมองพิพิธภัณฑ์ดําเนินงานมาห้ าปี ก็คิดว่าทํายังไงมันก็ไม่เวิร์ค ยังไงเราก็เหนื่อยฟรี เอาแค่ว่าเขามาขอซื ้อปลาร้ าบ้ านเรา เราก็ขาย ดีกว่า เอาแค่นนั ้ ก็สรุปว่ากลับมาเป็ นแบบพออยู่พอกินก็พอ อันนี ้ก็คือ ผลกระทบที่เราประสบอยู่ คุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ น้ องเบียร์ มีอะไรจะพูดมัยคะ ้ เรื่ องผลกระทบ น้ องจิตติมา พาดี ก็มีตอนเวลาเรี ยนนะคะ คือบางทีจะมีทวั ร์ มาลงในวันที่หนูเรี ยน อาจารย์ก็จะมาบอกว่า วันนี ้มีทวั ร์ มาลงนะ ก็ต้องขออนุญาตอาจารย์ ประจําชัน้ แล้ วก็บอกให้ เพื่อนจดงานที่อาจารย์สงั่ เป็ นการบ้ านให้ ด้วย แล้ วก็กลับมาทํางานตามเดิมเหมือนเคยค่ะ กับเพื่อนๆ นะคะ เพื่อน ชอบที่หนูมาเป็ นยุวมัคคุเทศก์ แล้ วก็อยากมาเป็ นตามด้ วย เพราะว่า มาแล้ วได้ ใช้ เวลาว่างให้ เป็ นประโยชน์ มาแล้ วทําให้ มีเพื่อนใหม่ ได้ เจอ คนมาก ได้ พบผู้คนจากหลายที่มารวมกันค่ะ คุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ก็พอจะเห็นภาพนะคะ ประสบการณ์โดยตรงจากผู้ที่ปฏิบตั ิงานภายใน ท้ องถิ่น ก่อนที่จะเปิ ดให้ มีการพูดคุยเสนอแนะข้ อคิดเห็นอะไรต่างๆ


นานาจากท่านทังหลายนะคะ ้ ทางกํานันมาโนชมีอะไรจะพูดสัก เล็กน้ อยค่ะ ขอเรี ยนเชิญกํานันมาโนชค่ะ กานันมาโนช พงศ์ ปลืม้ ศิริชัย ผมขอกล่าวในนามตัวแทนของชุมชนจันเสน ขอขอบคุณต่อผู้มีพระคุณ กับชุมชนจันเสนของเราซึง่ ทําให้ มีพิพิธภัณฑ์ มีศาลาทํานํ ้า มีห้องสมุด เฉลิมราชกุมารี นะครับ ผู้ที่ออกแบบทังสามแห่ ้ งนี ้ คือ ท่านอาจารย์ วนิดา พึง่ สุนทร ผู้ควบคุมโครงการก่อสร้ าง คือ อาจารย์ บัญชา ช่วง เกษร และผู้จดั พิพิธภัณฑ์จนั เสนของเราก็คือ รองศาสตราจารย์ศรี ศกั ร วัลลิโภดม รองศาสตราจารย์ปรานี วงษ์ เทศ อาจารย์ มานพ ถนอมศรี และคุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ซึง่ มาคลุกคลีอยู่กบั ชุมชนของเราเป็ น ประจํานะครับ ผู้ที่ผมกล่าวมานี ้ชุมชนจันเสนของเราไม่อาจจะลืม พระคุณของท่านได้ เลยที่ท่านมีแต่ให้ กบั ชุมชนของเรา ไม่เคยหวัง ผลประโยชน์ในชุมชน ให้ ทงมั ั ้ นสมอง ให้ ทงความคิ ั้ ด ก็อยากให้ ผ้ รู ่วม สัมมนาในวันนี ้ปรบมือให้ กบั ทุกท่านที่ผมกล่าวนามด้ วยครับ คุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ขอบคุณมากนะคะกํานัน ดิฉนั คงไม่สรุปนะคะ เพราะว่าหน้ าที่การสรุป นันเป็ ้ นของอาจารย์ ปรานี วงษ์ เทศ ซึง่ จะดําเนินการในช่วงต่อไป แต่วา่


ตอนนี ้เรามีเวลาเหลือนะคะ ก็อยากจะนมัสการพระคุณเจ้ าหลวงพ่อ เจริ ญได้ ช่วยมองในมุมของคนภายในท้ องถิ่นว่า พิพิธภัณฑ์จนั เสนที่ ท่านปลุกปั น้ คลุกคลีมาโดยตลอดเป็ นระยะเวลาสิบกว่าปี นัน้ ส่งผล อะไรต่อชุมชนในสายตาของท่านบ้ างนะคะ ขอนมัสการค่ะ พระครูนิวิฐธรรมขันธ์ เจริ ญพร เกี่ยวกับการดําเนินพิพิธภัณฑ์ในด้ านการก่อสร้ างตังแต่ ้ ต้น มาถึงจนกระทัง่ เสร็จเรี ยบร้ อย รวมทังการจั ้ ด และการดําเนินการให้ เข้ า ชมตังแต่ ้ ต้นตลอดมาจนกระทัง่ ถึงปั จจุบนั นี ้ ก็เป็ นธรรมชาติหรื อ ธรรมดาของงานทุกงานก็ต้องมีปัญหาและอุปสรรคในการดําเนินงาน อุปสรรคแรกๆ ก็เกี่ยวกับการไม่เข้ าใจกับคนในชุมชนเท่าใดนัก ต้ อง อาศัยการชี ้แจงอะไรต่างๆ เพราะว่าในช่วงนัน้ หลวงพ่อโอดอดีตเจ้ า อาวาสท่านเป็ นเกจิอาจารย์ วันหนึง่ ๆ ก็จะมีคนไปมาหาสู่เยอะ แล้ ว ต่อมายังไม่ทนั จะสร้ างพระมหาธาตุ หลวงพ่อก็มรณภาพลง ประชาชน ส่วนมากก็ไม่มนั่ ใจว่าการดําเนินงานก่อสร้ างนันจะเสร็ ้ จลงไปได้ เพราะว่าเมื่อเริ่ มงานนันการเงิ ้ นก็มีไม่มากเท่าใด มีแค่แสนกว่าบาท แล้ วก็เป็ นงานที่หลวงพ่อฝากไว้ ด้วย แล้ วในขณะที่อาตมาเป็ นลูกวัดอยู่ ในช่วงนัน้ ด้ านงานก่อสร้ างอะไรต่างๆ อาตมาก็ไม่ได้ ร่วมงานด้ วย อาตมาจับแต่งานทางด้ านเอกสารมาตลอดตังแต่ ้ ต้น งานก่อสร้ างนัน้ อาตมาไม่มีความรู้ในเรื่ องเหล่านี ้เลย ก็อาจจะเป็ นเหตุให้ ชาวบ้ านไม่ มัน่ ใจว่าจะสร้ างสําเร็จหรื อ ก็ต้องอาศัยความร่ วมไม้ ร่วมมือ การไป


เชื่อมโยงกับผู้ร้ ูต่างๆ ตามที่ท่านทังหลายได้ ้ ทราบอยู่แล้ ว ทีนี ้การ ดําเนินงานเรื่ อยมาโดยไม่หยุดชะงักนัน้ อาตมาก็ต้องอาศัยความ บริ สทุ ธิ์ใจ อาศัยความหนักแน่น อาศัยความมัน่ คงของจิตใจ ก็ทําด้ วย ใจที่เป็ นกุศลมาโดยตลอด จนกระทัง่ งานสําเร็จเป็ นรูปเป็ นร่าง บุคคลที่ มีทศั นคติไปในทางที่ไม่คอ่ ยมัน่ ใจก็เปลี่ยนไป อันนี ้ก็คืออุปสรรคปั ญหา ต่างๆ มันก็ต้องสู้ด้วยจิตใจที่มนั่ คง สงบเงียบ สู้ปัญหา แก้ ปัญหา หลังจากพระมหาธาตุองค์นี ้สําเร็จแล้ ว การดํารงคงอยู่ ของพิพิธภัณฑ์หรื อพระมหาธาตุนี ้จะยืนอยู่ตลอดไปนัน้ มันก็เป็ นเรื่ อง ยาก ไม่ใช่เรื่ องง่าย อาตมาคิดว่าการสร้ างนันเป็ ้ นระดับรองนะ การ บริ หารจัดการที่จะให้ มนั ยืนยาวตลอดไปนันเป็ ้ นเรื่ องยาก ต้ องอาศัย กําลังคนหลายๆ กลุม่ ก็อาศัยทางวลัยลักษณ์ซงึ่ มาคลุกคลีกับท้ องถิ่นนี ้ เป็ นเวลานานพอสมควร แล้ วก็คณะอาจารย์ที่มาช่วยงาน ก็ได้ ปรึกษาหารื อกันมาตลอดว่าจะทํายังไงให้ พิพิธภัณฑ์ของเรานันดํ ้ ารงคง อยู่ตลอดไป แล้ วก็เป็ นที่สนใจของคนทังในชุ ้ มชนแล้ วก็ท้องถิ่นอื่น จึงได้ จัดตังการบริ ้ หารในรูปคณะกรรมการขึ ้นมา เพื่อให้ ชมุ ชนได้ มีสว่ นร่ วม หรื อเป็ นเจ้ าของพิพิธภัณฑ์ตรงนี ้ เพราะอาตมภาพจะหยิบยกเอาเรื่ องนี ้ ขึ ้นมาพูดอยู่ตลอดเวลาในท้ ายเวลาทําบุญทุกวันพระว่า พิพิธภัณฑ์ตรง นี ้ไม่ใช่เป็ นของวัดโดยตรงนะ วัดไม่ได้ เป็ นเจ้ าของโดยตรง ญาติโยมทุก คนเป็ นเจ้ าของ เมื่อเราเป็ นเจ้ าของแล้ ว เราก็ต้องดูแล และลูกหลานที่ ได้ รับการอบรมฝึ กฝนเพื่อเป็ นยุวมัคคุเทศก์นนั ้ ผู้ปกครองก็ต้องให้ ความ


ร่วมไม้ ร่วมมือด้ วย เวลาลูกหลานมาทําหน้ าที่เป็ นยุวมัคคุเทศก์ที่นี่ก็ควร จะส่งเสริ มให้ มาปฎิบตั ิหน้ าที่ อาตมาต้ องพูดประชาสัมพันธ์ ชี ้แจงกับ ญาติโยมและผู้ปกครองเด็กโดยตลอดเวลา ทีนี ้การดําเนินงานในรูป คณะกรรมการเมื่อถึงระยะหนึง่ เราก็ต้องมีการทบทวนการงานของเราที่ ได้ ดําเนินกันมาว่า สิ่งที่เราทํามาตังแต่ ้ ต้นนัน้ มันดีเป็ นที่ประทับใจกับ คน หรื อแขกผู้มีเกียรติที่มาเยี่ยมชมหรื อไม่ แล้ วก็มาดูกนั ว่า ความ พอใจไม่พอใจ หรื ออยากจะปรับปรุงอย่างไร แล้ วการที่จะพัฒนาให้ ก้ าวหน้ าต่อไปจะต้ องทําอย่างไรอีก ในรูปแบบไหน เราจึงได้ มีการ สัมมนาครัง้ นี ้ขึ ้นมา ก็คงเจริ ญพรชี ้แจงแค่นี ้นะ คุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ก่อนที่จะเปิ ดโอกาสให้ ท่านทังหลายได้ ้ แสดงความคิดเห็น อยากจะ เรี ยนเชิญอาจารย์ สุเทพ สุขเอี่ยม ผู้อํานวยการโรงเรี ยนวัดจันเสน และ ผู้อํานวยการพิพิธภัณฑ์ที่เพิ่งแต่งตังกั ้ นนะคะ ได้ กล่าวถึงการใช้ ประโยชน์จากการมีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นยังไงกับโรงเรี ยนวัดจันเสน ขอ เรี ยนเชิญอาจารย์สเุ ทพค่ะ


อาจารย์ สุเทพ สุขเอี่ยม กราบนมัสการพระคุณเจ้ า ท่านผู้มีเกียรติทกุ ท่านนะครับ คือทาง หัวหน้ าวิทยากรบอกให้ ผมใช้ เวลาห้ านาที ก็คงจะสรุปสันๆ ้ นะครับว่า เราจัดกิจกรรมการเรี ยนการสอนที่เกี่ยวข้ องกับพิพิธภัณฑ์จนั เสนยังไง คือ ตาม พ.ร.บ. การศึกษาใหม่ ให้ โรงเรี ยนนันจั ้ ดกิจกรรมการเรี ยนการ สอนโดยเน้ นผู้เรี ยนเป็ นสําคัญนะครับ เพราะฉะนันทางโรงเรี ้ ยนก็ได้ เล็งเห็นว่า ชุมชนของเรานันมี ้ พิพิธภัณฑ์ ก็ได้ ปรึกษาหารื อกันแล้ วก็จดั กิจกรรมการเรี ยนการสอนที่เกี่ยวข้ องกับพิพิธภัณฑ์ลงในหลักสูตรเป็ น แผนการสอน โดยในหนึง่ อาทิตย์นนั ้ เราจะใช้ หนึง่ วันในการจัดกิจกรรม การเรี ยนการสอนโดยใช้ พิพิธภัณฑ์ของเราเป็ นสถานที่ศกึ ษา ใน ระยะแรกๆ ที่เราจัดการเรี ยนการสอนอย่างนี ้นัน้ เราจัดเพียงโรงเรี ยน เดียวก่อน ต่อมาเมื่อโรงเรี ยนภายในตาคลีทงหมดได้ ั้ ทราบ ก็สนใจ และ ขอมาเรี ยนร่วมด้ วยหลายๆ โรงเรี ยนนะครับ ก็มากันเยอะนะครับ กิจกรรมนี ้เป็ นกิจกรรมที่เราได้ ให้ เด็กปฏิบตั ิจริ ง ฝึ กจริ ง กล้ าแสดงออก จากผลงานที่ผ่านมาเมื่อคราวที่สมเด็จพระเทพฯ ได้ เสด็จมานัน้ นักเรี ยนระดับประถมศึกษาของโรงเรี ยนวัดจันเสนได้ ถวายคําบรรยาย แด่สมเด็จพระเทพฯ นอกจากนันแล้ ้ วในทุกสัปดาห์นะครับ จะมี หน่วยงานต่างๆ ทังทางราชการและเอกชนมาเยี ้ ่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ส่วน


ใหญ่เราจะใช้ ยวุ มัคคุเทศก์ระดับประถมศึกษา ถ้ างานใหญ่ เราก็จะเรี ยก ยุวมัคคุเทศก์ระดับมัธยมมาช่วยบรรยายให้ ผ้ เู ยี่ยมชมฟั ง ก็ได้ รับคํา ชมเชยจากหัวหน้ าหน่วยราชการระดับสูงๆ หลายท่าน ก็ถือว่านักเรี ยน ของเรานอกจากจะได้ รับความรู้ ยังมีความภาคภูมิใจว่าได้ รักท้ องถิ่น ของจันเสน ซึง่ ผมนันได้ ้ เข้ ามาอยู่ตรงนี ้สามปี เศษ ก็ถือว่าเป็ นบ้ านผม แล้ ว ก็มีความภาคภูมิใจทังตั ้ วผมเองและลูกศิษย์ครับ เนื่องจากเวลา น้ อยนะครับ ก็คงจะขอนําเสนอแค่นี ้ครับ ขอบคุณครับ คุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ขอบพระคุณอาจารย์สเุ ทพมากนะคะ เราได้ ฟังเสียงจากภายในท้ องถิ่น แล้ วนะคะ ก็อยากจะฟั งเสียงจากภายนอกบ้ างนะคะ ไม่ทราบว่ามีท่าน ใดอยากจะแสดงความคิดเห็นมัยคะ ้ ค่ะ เรี ยนเชิญอาจารย์ สิริอาภา รัช ตะหิรัญ นะคะ อาจารย์เป็ นผู้ก่อตังริ้ เริ่ ม แล้ วก็เป็ นกําลังสําคัญในการ ทําพิพิธภัณฑ์พื ้นบ้ านที่วดั เขายี่สาร บ้ านเขายี่สาร จังหวัด สมุทรสงคราม ค่ะ เรี ยนเชิญอาจารย์สิริอาภาค่ะ อาจารย์ สิริอาภา รัชตะหิรัญ กราบนมัสการพระคุณเจ้ า และสวัสดีท่านผู้มีเกียรตินะคะ ดิฉนั จาก พิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร วันนี ้ได้ ฟังเรื่ องต่างๆ ของจันเสนแล้ ว ดิฉนั มี


ความรู้สกึ อบอุ่นมาก และมีความรู้สกึ ว่ามันเป็ นสิ่งที่ดีงามที่เกิดขึ ้นแล้ ว ที่นี่ สิ่งที่เป็ นกําลังสําคัญที่สดุ ที่คิดว่าท้ องถิ่นอื่นจะไม่มีเช่นนี ้ได้ ง่ายๆ ก็ คือ หลวงพ่อค่ะ หลวงพ่อท่านเป็ นผู้นําทางจิตวิญญาณจริ งๆ ที่ทําให้ เกิดสิ่งที่ดีงามกับชุมชนจันเสนได้ หลวงพ่อเป็ นหลักสําคัญที่ทําให้ เกิด พิพิธภัณฑ์แห่งนี ้ รวมทังทํ ้ าให้ เกิดแรงบันดาลใจ เกิดความร่วมมือร่วม ใจของหน่วยงานต่างๆ ในท้ องถิ่นอย่างดีเยี่ยม ดิฉนั ขอชมเชยด้ วย ความรู้สกึ จริ งใจ และสาเหตุจากความภูมิใจตรงนี ้นะคะ ทําให้ อยากจะ เรี ยนถามท่านผู้เป็ นเจ้ าของชุมชนจันเสน และผู้ที่เกี่ยวข้ องทังหลายว่ ้ า สมมุติวา่ ชุมชนบางแห่งไม่มีหลักที่พงึ่ สําคัญอย่างนี ้ ทํายังไงจะนําพา หรื อทําให้ เกิดความดีงามขึ ้นกับพิพิธภัณฑ์แห่งนันๆ ้ ได้ บ้าง เราจะมี ทางออกอย่างไรที่จะทําให้ การเกิดพิพิธภัณฑ์แห่งนันราบรื ้ ่ น แล้ วก็ไปสู่ จุดหมายได้ อย่างดี มีวิธีการแก้ ปัญหา หรื อท่านใดก็ได้ ค่ะที่มีวิธีแนะนํา ดิฉนั เพื่อว่ามันจะเป็ นประโยชน์บ้าง คุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ เป็ นประเด็นที่ยากมากนะคะในการที่จะตอบ ไม่ทราบว่ามีท่านใด อยากจะตอบคําถามนี ้บ้ างมัยคะ ้ กํานันคะ ถ้ าสมมุติว่าไม่มีพระหรื อวัด เป็ นหลักนะคะ กํานันว่าจะสามารถบริ หารพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนี ้ให้ ดําเนินงานต่อไปได้ อย่างราบรื่ นมัยคะ ้ เรี ยนเชิญค่ะ


กานันมาโนช พงศ์ ปลืม้ ศิริชัย จากที่อาจารย์ สอบถามมานะครับ ผมมองว่า บ้ าน วัด โรงเรี ยน ถ้ า ประสานกัน ทุกสิ่งก็จะเกิดผลประโยชน์ ฉะนัน้ ในความคิดของผมนะ ครับ ถ้ าขาดวัดไปอย่างหนึง่ การจัดพิพิ���ภัณฑ์คงจะไม่สาํ เร็จง่ายๆ เพราะที่วดั มีพร้ อมหมดทุกอย่างนะครับ พร้ อมทังสถานที ้ ่ พร้ อมทังด้ ้ าน จิตใจ ความเชื่อถือ ความศรัทธา นอกจากว่าผู้นําชุมชนคนนันจะเป็ ้ น คนที่มีความสามารถในเรื่ องของจิตใจ สามารถดึงส่วนราชการ หรื อทุก สิ่งทุกอย่างให้ มาร่วมมือกันได้ แล้ วก็ต้องเป็ นคนที่มีทนุ ทรัพย์ด้วยนะ ครับ เป็ นผู้เสียสละที่สงั คมยอมรับ มันถึงจะจัดสําเร็จนะครับ อาจารย์ สิริอาภา รั ชตะหิรัญ ขอบพระคุณค่ะที่กรุณาแนะนํา คือ พิพิธภัณฑ์ที่ดิฉนั ทําอยู่นี ้ก็อยู่ในวัด แล้ วพระท่านก็อนุญาตทุกประการว่าอยู่ตรงนันได้ ้ ทําอะไรก็ได้ แต่ว่า ดิฉนั ขาดกําลังใจ ขาดกําลังใจที่หลวงพ่อท่านอาจจะเป็ นคนไม่พดู หรื อ ไม่ได้ ถนัดงานทางด้ านนี ้ ก็เลยเกิดความรู้สกึ ว้ าเหว่ จะหันไปทางไหนก็ ไม่ได้ รวมทังบางที ้ ขาดปั จจัยก็ดิ ้นรนสุดแรงเกิด ทําให้ เห็นว่าพิพิธภัณฑ์ ยี่สารนันต่ ้ างจากบ้ านจันเสนโดยสิ ้นเชิงค่ะ ตอนนี ้ก็ยงั ยินดีรับฟั ง ข้ อคิดเห็นจากทุกๆ ท่าน เพื่อว่าเราจะได้ นําไปปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ที่ กําลังทําให้ ดียิ่งขึ ้นค่ะ ขอบพระคุณค่ะ


คุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ขอบพระคุณอาจารย์สิริอาภามากนะคะ ยังไงก็ขอให้ กําลังใจทางชุมชน ยี่สารนะคะ แล้ ววันที่ ๑๑ พฤศจิกายนนี ้ ชุมชนยี่สารก็จะจัดงานแถลง ข่าวเปิ ดตัวพิพิธภัณฑ์ชมุ ชนยี่สารอย่างเป็ นทางการ ก็ขอแสดงความ ยินดีกบั อาจารย์สิริอาภาล่วงหน้ า แล้ วก็ขอแสดงความกังวลใจด้ วยนะ คะว่า น่าที่จะเจอปั ญหาร้ อยแปดพันประการ ซึง่ ชุมชนจันเสนก็ได้ แสดงออกมาแล้ วว่าเขาได้ เจออะไรบ้ าง ไม่ทราบว่ามีใครอยากจะแสดง ความคิดเห็นมัยคะ ้ เรามีเวลาเหลืออีกเล็กน้ อย ๒ - ๓ นาทีนะคะ ถ้ าไม่ มี ดิฉนั จะขอปิ ดการสนทนา การอภิปรายในหัวข้ อนี ้ลงตรงนี ้เลยนะคะ ขอเชิญโฆษกเลยค่ะ พิธีกรชาย ขอบคุณคณะวิทยากรและผู้ร่วมอภิปรายทุกท่านนะครับ พอจะสรุปได้ ใจความสันๆ ้ นะครับ ในช่วงแรกนัน้ ตัวแทนในท้ องถิ่นก็ได้ พดู ถึง จุดเริ่ มต้ นในการสร้ างพิพิธภัณฑ์ การจัดตังคณะกรรมการ ้ การก่อตัง้ กลุม่ ทอผ้ า และการอบรมยุวมัคคุเทศก์ สําหรับผลกระทบที่พอจะ สรุปสันๆ ้ ในส่วนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อในช่วงแรกก็คือ การสร้ าง ความเข้ าใจกับชาวบ้ าน หลังจากนันก็ ้ เป็ นเรื่ องของการปฏิบตั ิงาน ปั ญหาและอุปสรรคที่อาจารย์รุจิราได้ พดู ถึง ส่วนของกํานันกับคุณป้า


ประยูรนัน้ ไม่มีเลยนะครับในทางที่ไม่ดี มีแต่ดีทงนั ั ้ นนะครั ้ บ แล้ วผมก็ เห็นด้ วยว่ามันเป็ นจริ งอย่างนันจริ ้ งๆ ลําดับต่อไปนันจะเป็ ้ นหัวข้ อ เรื่ อง เราได้ ความรู้และความเข้ าใจอะไรจากการดําเนินงานพิพิธภัณฑ์ จันเสนครับ ขอกราบเรี ยนเชิญท่านรองศาสตราจารย์ปรานี วงษ์ เทศ เป็ นผู้ดําเนินรายการในช่วงนี ้ครับ ขอ กราบเรี ยนเชิญครับ รศ.ปรานี วงษ์ เทศ ขอกราบนมัสการพระคุณเจ้ า แล้ วก็ท่านผู้มีเกียรติที่มาร่วมสัมมนาอีก รอบหนึง่ นะคะ ความจริ งหนักใจมาก เพราะไม่ร้ ูจะสรุปอะไร ตลอด ระยะเวลาหลายชัว่ โมงที่เราพูดกันถึงเรื่ องจันเสน กับบทบาทของ พิพิธภัณฑ์ ท่านก็ได้ รับฟั งเสียงทังจากคนภายนอก ้ และคนภายใน ชุมชนจันเสนเองแล้ ว และคงจะสรุปอยู่ในใจได้ แล้ วโดยที่ดิฉนั อาจจะไม่ ต้ องขึ ้นมาพูดอะไรอีกเลยว่า เราเรี ยนรู้อะไร เราได้ อะไรบ้ างจากการที่ จันเสนมีพิพิธ - ภัณฑ์แห่งนี ้ขึ ้นมานะคะ มันมากมายมหาศาล แล้ วก็ เป็ นเรื่ องของจิตใจ เป็ นเรื่ องของความรู้สกึ ที่ยากมากที่เราจะมาพูดเป็ น รูปธรรมออกมาเป็ นข้ อหนึง่ ข้ อสอง ข้ อสาม ข้ อสี่ ข้ อห้ า เพราะมันเป็ น สิ่งที่มีความต่อเนื่อง แล้ วก็ไม่ได้ สิ ้นสุดลงแค่ที่เราจะพูดว่ามันมี ประโยชน์แค่นนแค่ ั ้ นี ้นะคะ ดิฉนั ก็จะขอสรุปตามหน้ าที่ จริ งๆ ไม่อยาก สรุป เพระาว่าทุกท่านคงมีข้อสรุปอยู่ในใจเรี ยบร้ อยแล้ วถึง คุณประโยชน์ แล้ วก็สิ่งที่เรี ยนรู้ได้ จากชุมชนแห่งนี ้นะคะ ประการ


แรกจะเห็นว่าสังคมเราทุกวันนี ้มันมีลกั ษณะบ้ านแตกสาแหรกขาด เป็ น สังคมที่กําลังมีปัญหาทังบ้ ้ านทังเมื ้ อง จากข่าวสารข้ อมูลที่ท่านรับฟั ง กันทัว่ ประเทศทุกวันนี ้ มันมีการจราจล มีความขัดแย้ ง มีความว้ าเหว่า มีปัญหามากมาย ซึง่ เป็ นผลพวงมาจากความบกพร่องในการบริ หาร จัดการเรื่ องการศึกษา และการสังคมที่รัฐไม่เคยให้ ความสําคัญ นอกจากมุ่งพัฒนาแต่ทางด้ านเศรษฐกิจ ความว้ าเหว่านี ้มันเกิดขึ ้นจาก ว่า มนุษย์เริ่ มที่จะไม่ร้ ูว่าจะไปทางไหน เรามาจากไหนเราก็ไม่ร้ ู แล้ วเรา จะไปทางไหนเราก็ไม่แน่ใจ พิพิธภัณฑ์จนั เสนที่จดั ตังขึ ้ ้นมา และชุมชน แห่งนี ้ได้ ให้ ข้อคิด ได้ ให้ บทเรี ยนที่เราควรจะหันกลับมาพิจารณาถึง วัฒนธรรมดังเดิ ้ มของเราว่า นี่คือสิ่งที่มีคณ ุ ค่าที่เราควรหันกลับมาให้ ความสําคัญ และเรี ยนรู้จากสิ่งเหล่านี ้ให้ มากยิ่งขึ ้นนะคะ จะเห็นว่า ความสําเร็จของพิพิธภัณฑ์แห่งนี ้นันมาจากพื ้ ้นฐานวัฒนธรรมไทยแท้ ๆ ที่เรามีมาแต่ดงเดิ ั ้ ม คือ วัฒนธรรมการลงแขก การลงแขกของชาวไร่ ชาวนาที่ทํามาเป็ นพันเป็ นร้ อยปี นนั ้ คือ ทุกคนช่วยกันค่ะ และทุกคน ต้ องเสียสละ เราจะเห็นว่าไม่มีใครเป็ นคนเด่นในการทํางาน แต่สงั คม ปั จจุบนั นี ้ เน้ นความเป็ นปั จเจก ความมีหน้ ามีตา ความมีชื่อมีเสียง ความมีเกียรติยศ ยศถาบรรดาศักดิ์ ชื่อเสียงเงินทอง สิ่งเหล่านี ้มัน ทําลายล้ างความเป็ นชุมชน ทําลายล้ างความเป็ นมนุษย์ และทําให้ เกิด ปั ญหาที่เราประสบอยู่ทกุ วันนี ้ แต่บทเรี ยนจากจันเสนที่แสดงให้ เห็นว่า รากฐานร่องรอยของวัฒนธรรมเหล่านี ้ยังคงอยู่อย่างหนาแน่นอย่างไม่


น่าเชื่อ และมันเป็ นความจริ งแล้ วด้ วยนะคะ ดิฉนั รู้สกึ ประทับใจมากที่ ได้ เห็นการทํางานอย่างเหนียวแน่นของกลุม่ ชน จะเห็นว่าจันเสนนี ้ไม่ได้ ทํางานเฉพาะกลุม่ ผู้เฒ่าผู้แก่ หรื อกลุ่มคนหนุ่มคนสาว หรื อว่าเด็กรุ่น ใหม่ แต่ว่ามันมีความสืบเนื่องตังแต่ ้ คนแก่ คนหนุ่มสาว และเด็ก แล้ วก็ ทุกวงการ ทังในส่ ้ วนของราชการ ในส่วนของชาวบ้ าน และในส่วนของ วัดนะคะ เพราะฉะนันนี ้ ่คือประจักษ์ พยานชัดเจนว่า วัฒนธรรมเดิมของ เราที่สญ ู หายไปสามารถฟื น้ ฟูขึ ้นมาได้ ถ้ าหากคนเกิดความเชื่อมัน่ และ มีศรัทธาที่จะทํา เพราะฉะนันจะเห็ ้ นว่าสิ่งที่เกิดขึ ้นได้ เกิดจากกลุม่ มิใช่ ปั จเจก ถ้ าเมื่อไหร่ก็ตามการทํางานที่เน้ นความเป็ นปั จเจก เน้ นความมี หน้ ามีตาของส่วนบุคคลแล้ ว จะเกิดการแตกแยกมากกว่าการร่วมมือ กัน ทีนี ้เราได้ ความรู้ความเข้ าใจอะไรบ้ าง ถ้ าหากว่าในแง่ของชุมชน จันเสนเองนัน้ สิ่งที่จนั เสนได้ รับ ดิฉนั มองเห็นว่า จันเสนนันได้ ้ เรี ยนรู้การ จัดการชุมชนที่เป็ นบ้ านเกิดเมืองนอนของตัวเอง มันเป็ นรากฐานที่ สําคัญต่อความเข้ าใจตนเองและทําให้ เกิดความเชื่อมัน่ คนเราไม่วา่ จะ อยู่ที่ไหน จะไปดินแดนไหน สิ่งที่คิดถึงมากที่สดุ คือ บ้ านเกิดเมืองนอน เพราะฉะนันการที ้ ่จนั เสนมีวนั นี ้ได้ เพราะคนที่แม้ จะจากจันเสนไปแล้ ว แต่วา่ ยังกลับมาเหลียวแล แม้ ว่าจะไม่มีกําลังแรงก็มีจิตใจ หรื อว่ามีทนุ ทรัพย์ที่กลับมาช่วยเสริ มสร้ างให้ ชมุ ชนนี ้เข้ มแข็งขึ ้น จริ งๆ แล้ วมนุษย์ ทุกคนมีความผูกพันกับบ้ านเกิดเมืองนอน แต่���กุ คนได้ แต่คิดไม่ร้ ูจะทํา อย่างไร เพราะว่าไม่มีผ้ นู ําชุมชน ไม่มีคนเริ่ มต้ น แต่จนั เสนพิสจู น์ให้ เห็น


ว่ามีสิ่งที่เป็ นรูปธรรมที่สามารถจะดึงพลังอันนันของมนุ ้ ษย์ ความดีงาม ของมนุษย์นนกลั ั ้ บมาทําให้ เป็ นรูปธรรมได้ เพราะฉะนันนี ้ ่คือสิ่งที่จนั เสน ได้ รับ และชุมชนอื่นก็จะเห็นด้ วยว่าสิ่งนี ้เป็ นสิ่งดีงาม ไม่ใช่เป็ นเรื่ อง ความฝั น มันทําได้ และทําได้ ดีด้วย เพราะฉะนันลั ้ กษณะของงานที่คน จันเสนได้ เรี ยนรู้ จะเห็นว่าคนจันเสนนันมี ้ ความเชื่อมัน่ มากขึ ้น ดิฉนั เห็น ความเปลี่ยนแปลง เพราะว่าเดิมนันความสั ้ มพันธ์ระหว่างเมืองกับ ชนบท หรื อคนภายนอกกับชนบทนัน้ เป็ นความสัมพันธ์ที่เป็ นเรื่ องของ ชนชันและความแตกต่ ้ างกัน แต่ปัจจุบนั นี ้จันเสนสามารถเผชิญหรื อ ติดต่อกับคนภายนอกได้ อย่างทัดเทียม และเป็ นผู้ให้ ได้ ไม่ใช่เป็ นผู้รับ หรื อว่าต้ องงอมืองอเท้ าขอความช่วยเหลือจากที่อื่น แต่คนจันเสน สามารถให้ ความรู้ ถ่ายทอดวัฒนธรรมของตัวเองให้ คนอื่นได้ เรี ยนรู้และ เข้ าใจว่า สังคมที่เป็ นมนุษย์ธรรมดาๆ นันมั ้ นเกิดขึ ้นได้ และเป็ นสังคมที่ ไม่ได้ อยู่บนพื ้นฐานของการพาณิชย์ และความละโมบโลภมากนะคะ จะเห็นว่าลักษณะของความสัมพันธ์ที่เราเห็นในชุมชนนี ้ไม่มีความ แตกแยก แต่มีความเสมอภาคกัน มีความเท่าเทียมกัน เพราะฉะนันสิ ้ ่ง ที่เราเรี ยนรู้จากจันเสนก็คือว่า ทําให้ เราเห็นว่าเนื ้อหาต่อไปนี ้ คนที่มา จันเสนจะเรี ยนรู้เรื่ องราวของจันเสนจากคนจันเสนเอง เขาสามารถจะ เล่าได้ ว่า บ้ านเกิดเมืองนอน ชุมชนแห่งนี ้มีประวัติความเป็ นมาอย่างไร โดยคนจันเสนเอง ไม่ต้องไปให้ ใครมาสัง่ สอนหรื อว่ามาเขียนให้ อ่าน มา เล่าให้ ฟัง เพราะฉะนันเรื ้ ่ องราวแบบนี ้มันเป็ นจิตสํานึกที่สําคัญมาก ที่


จะทําให้ คนจันเสนสามารถเลือกที่จะกําหนดอนาคตของตัวเองได้ นะ คะ เรื่ องราวของคนจันเสนนันไม่ ้ ใช่หมายความว่ามันจะต้ องเป็ นสิ่งที่ดีงาม เสมอไปนะคะ ชุมชนก็เหมือนกับบ้ าน บ้ านที่ประกอบไปด้ วยเครื อญาติ ต่างๆ มีทงส่ ั ้ วนดีและส่วนด้ อย ชุมชนก็เช่นเดียวกัน ชุมชนนี ้ก็มี ข้ อบกพร่อง มีปัญหามากมายก่ายกอง แต่คนจันเสนต้ องกล้ าที่จะ ขึ ้นมาพูดควาามจริ ง มีความกล้ าหาญที่จะยอมรับว่าส่วนที่ดีเรามี ส่วน ที่ด้อยเราก็มี ไม่ว่าจะเรื่ องปั ญหายาเสพติดของเด็กรุ่นใหม่ หรื อปั ญหา อย่างอื่นที่ทะลักทะลวงเข้ ามาในสังคมของเรา คนจันเสนต้ องกล้ าที่จะ ยอมรับด้ วยว่าเรามีข้อบกพร่องอะไร และนัน่ ก็คือวัฒน ธรรมส่วนหนึง่ ที่ เราจะต้ านวัฒนธรรมส่วนนันให้ ้ ได้ จากพื ้นฐานวัฒนธรรมเดิมของเรา เพราะฉะนันนี ้ ่คือสิ่งที่เราเรี ยนรู้ได้ จากการก่อตังพิ ้ พิธภัณฑ์ขึ ้นมา แล้ ว เราเริ่ มที่จะหันกลับมามองตัวเราเองจริ งๆ นะคะ อันนี ้เป็ นส่วนที่เห็นได้ ว่าเราได้ อะไรจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี ้ อีกอย่างคือ ความมีชีวิตชีวา ของจันเสน อย่างที่วิทยากรหลายๆ ไม่วา่ จะเป็ นท่านอาจารย์ศรี ศกั ร หรื อหลวงพ่อก็ตาม ท่านได้ พดู มาแล้ วว่า มันเกิดอะไรขึ ้นได้ บ้าง หลังจากที่พิพิธภัณฑ์นี ้ขึ ้นมา เพราะฉะนันการที ้ ่คนทังในชุ ้ มชนได้ เรี ยนรู้ เรื่ องของตัวเองนัน้ เป็ นสิ่งที่มีคณ ุ ค่ามากซะยิ่งกว่าคนอื่นจะรู้จกั เรา ขอ ยํ ้านะคะว่า การเรี ยนรู้จากตัวเองนันมั ้ นมีคณ ุ ค่า มากกว่าคนอื่นจะมา รู้จกั ตัวเรา เพราะฉะนันที ้ ่สําคัญคือว่า อย่าหลงไปว่าทํายังไงเราจะให้


คนมาเยอะๆ ถ้ าคนมาเยอะๆ แต่วา่ คนจันเสนเองนันไม่ ้ เห็นคุณค่ามัน ก็ ไม่มีประโยชน์ มันเป็ นเพียงการแสดงที่จะมีคนที่มาชมการแสดงแล้ ว เขาก็กลับไป แต่คนที่ต้องอยู่ก็คือคนจันเสน เพราะฉะนันจะทํ ้ ายังไงให้ สิ่งเหล่านี ้สืบทอดต่อไป การเรี ยนรู้เรื่ องตัวเองเป็ นเรื่ องสําคัญอันดับ หนึง่ ส่วนการที่จะเผยแพร่ความรู้วฒ ั น - ธรรมของเราให้ ชมุ ชนอื่นนัน้ เป็ นเรื่ องสําคัญอันดับรอง แต่ไม่ใช่ว่าไม่สําคัญเลยนะคะ เพราะฉะนัน้ ในอีกด้ านหนึง่ คือในแง่บทบาทของวัด จะเห็นว่าวัดที่เป็ นศูนย์กลางทัง้ ทางด้ านจิตใจ และสังคมนันได้ ้ กลับคืนมา บทบาทวัดเดิมนัน้ มันสูญ สลายไปแล้ วในหลายท้ องที่ในเมืองไทย แต่วดั จันเสนได้ ดงึ หน้ าที่อนั นัน้ กลับคืนมาให้ วดั กลายเป็ นศูนย์กลางของชุมชนทังทางด้ ้ านสังคมและ ทางด้ านสภาพจิตใจอย่างเข้ มแข็ง เรามีกลุม่ ต่างๆ เกิดขึ ้นนะคะ จะเป็ น กลุม่ แม่บ้านก็ตาม หรื อกลุม่ องค์กรอะไรต่างๆ ที่เกิดขึ ้นมา ทัง้ หมดจะ เห็นว่ามันเกิดขึ ้นมาจากความศรัทธาในหลวงพ่อ เพราะฉะนันจะเห็ ้ นว่า วัดนันมี ้ บทบาทที่สามารถปรับตัวเองให้ เป็ นที่พงึ่ เป็ นศูนย์รวมของ ชุมชนได้ หลังจากที่พลังอํานาจอันนันมั ้ นสูญสิ ้นไปแล้ วในหลายๆ วัด ในประเทศไทย องค์กรสงฆ์ก็ตาม องค์กรวัดนันกํ ้ าลังถูกโจมตี แล้ วก็ทํา ให้ ประชาชนนันเสื ้ ่อมความศรัทธา แต่วดั นี ้กําลังดึงบทบาทอันนัน้ กลับคืนมาได้ ดิฉนั รู้สกึ ว่ามันเป็ นที่พงึ่ ทางใจสําหรับคนที่เบื่อต่อกระแส บริ โภคนิยม เบื่อต่อการแก่งแย่งชิงดี แล้ วหันกลับมามองว่ามนุษย์ที่อยู่ ร่วมกันอย่างพึง่ พาอาศัยกันนัน้ ยังมีอยู่ในสังคมนะคะ นี่คือสิ่งที่เห็นได้


ชัดจากการเกิดขึ ้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี ้ แล้ วก็การร่วมมือร่วมใจของ ชาวจันเสน ทีนี ้ดิฉนั มีข้อที่อยากจะพูดนิดนึงสันๆ ้ เกี่ยวกับข้ อที่ อาจจะเรี ยกว่า ข้ อที่ควรระวังสําหรับการดําเนินงานของพิพิธภัณฑ์จนั เสนคือว่า บางทีการที่จนั เสนมีชื่อเสียงขึ ้นมา มันทําให้ เราลืมตัวได้ เหมือนกัน สื่อเป็ นอาวุธ และมีคณ ุ ประโยชน์ที่สําคัญในตัวของตัวเอง การที่บางทีเราหลงสื่อมากเกินไป ทําให้ เกิดการแข่งขันชิงดีชิงเด่น อยากดังอยากเด่น เมื่อไหร่ที่เมล็ดพืชแห่งความชัว่ ร้ าย คือ ความหลง ตัวเองเข้ ามาเมื่อไหร่ มันจะเกิดความแตกแยก เพราะฉะนันสิ ้ ่งที่จนั เสนอยู่ได้ เพราะว่ายังไม่มีใครที่อยากจะชิงดีชิงเด่น หรื อว่าอยากจะยก ตนข่มท่าน สิ่งที่เราเห็น คือ ความเสมอภาค ความเป็ นหนึง่ เดียวกันใน จันเสน ซึง่ ดิฉนั คิดว่าเราจะก้ าวไปทางไหนก็ตาม ต้ องให้ เท้ าเหยียบดิน เอาไว้ อย่าให้ ลอยแล้ วก็ถกู กระแสอื่นๆ หรื อว่าทําตัวไปตามกระแส สังคมที่อาจจะกลายเป็ นการเน้ นวัตถุนิยม แม้ ว่าการท่องเที่ยวที่อาจจะ เข้ ามาจะดึงจันเสนให้ เข้ าไปสูส่ งั คมบริ โภคนิยม อันนี ้เป็ นเรื่ องที่ต้อง ระวังว่า เราจะต้ องก้ าวเดินไปอย่างมัน่ คงนะคะ และที่สําคัญคือว่า ชุมชนนี ้สําเร็ จขึ ้นมาได้ เพราะความเสียสละ ทําอย่างไรจึงจะรักษา ความเสียสละอย่างนี ้ให้ อยู่ได้ อันนี ้เป็ นปั ญหาที่เป็ นหน้ าที่ของทุกคน นะคะ ดิฉนั เห็นว่าชุมชนที่สามารถดึงชาวบ้ าน ดึงโรงเรี ยน ดึงหน่วยงาน รัฐบาลเข้ ามารวมกันได้ นนั ้ เป็ นคุณค่าที่เกิดขึ ้นได้ จากตัวอย่างของจัน


เสน เพราะฉะนันต้ ้ องขอจบการสรุปด้ วยการขอแสดงความชื่นชมอีก ครัง้ ต่อคนจันเสนค่ะ ขอบพระคุณค่ะ พิธีกรชาย ขอบคุณท่านรองศาสตราจารย์ปรานี วงษ์ เทศ นะครับ ในส่วนของ กําหนดการก็คงจะจบเพียงเท่านี ้นะครับ หลังจากนี ้จะเป็ นการเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ แล้ วก็ชมของที่ระลึก จะมีตวั แทนจากกลุม่ คนเฒ่าคนแก่ กล่าวอะไรสักเล็กน้ อย เชิญครับ คุณ ธีรพงศ์ คุณานวล กราบนมัสการพระคุณเจ้ านะครับ ความในใจยืดยาวจากราวป่ า กลัน่ ออกมาจากฝั นอันเข้ มข้ น บนสายทางที่ศรัทธาค่าของคน สบตาตนเต็มตากว่าเมื่อวันวาน จากเชียงรายถึงจันเสนเน้ นรํ าลึก ด้ วย รู้สกึ ด้ วยความหวังพลังล้ น เห็นแนวทางพัฒนาค่าชุมชน กุศลล้ น แห่งศรัทธาค่าความจริ ง ขอขอบคุณชาวจันเสนเป็ นที่รัก คอยฟูม ฟั กช่วยเหลือเผื่ออาศัย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ไซร้ ที่ช่วยให้ คําแนะนําแก่สงั คม ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร สร้ างอนุสรณ์กอบ การประสานผล สร้ างผลงานทรงคุณค่าน่าพึงยล ฝึ กสร้ างคนให้ เกิด ค่าน่ารํ าพัน ได้ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่จนั เสน ที่ได้ เน้ นเป็ นแบบอย่าง สร้ างวิถี นําชุมชนสังคมได้ ด้วยดี ขอน้ องพี่ช่วยปรบมือเพื่อสื่อ


ความ จากผม ธีรพงศ์ คุณานวล ตัวแทนครู และตัวแทนกลุม่ คน เฒ่าคนแก่จากจังหวัดเชียงราย ครับผม พิธีกรชาย นัน่ คือความในใจของคนชาวเชียงรายนะครับ สําหรับการสัมมนาใน ครัง้ นี ้นัน้ เราได้ รับความกรุณาจากคณะวิทยากร ศูนย์มานุษยวิทยาสิ ริ นธร มูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ รวมทังผู ้ ้ เข้ าร่ วมสัมมนาทุกท่าน แรงพลัง ชุมชนถิ่นจันเสน สุดงามเด่นนําหน้ าหาใครเหมือน ก็เพราะได้ ความรู้ไม่บิดเบือน คอยยํ ้าเตือนดําเนินการสูป่ ลายทาง วิชาการ ต่างๆ ที่ได้ รับ นํามาปรับเรี ยนรู้พร้ อมสะสาง ทังผู ้ ้ ร้ ู นักวิชา สร้ าง แนวทาง ช่วยถากถางสูร่ ะบบของชุมชน ครับ ในช่วงนี ้ขอกราบอาราธนาพระครูนิวิฐธรรมขันธ์ เจ้ าอาวาสวัดจัน เสนกล่าวปิ ดการสัมมนาในหัวข้ อ ปี ที่ 5 พิพิธภัณฑ์จนั เสน ครับ ขอ กราบอาราธนาครับ พระครูนิวิฐธรรมขันธ์ ขอเจริ ญพรท่านผู้มีเกียรติทกุ ท่าน การประชุมสัมมนา ย่างเข้ าปี ที่ 5 ของการดําเนินการพิพิธภัณฑ์จนั เสน ได้ ดําเนินงานมาตังแต่ ้ ต้น ซึง่ ได้ รับการเสนอแนะจากท่านวิทยากรในที่ประชุมสัมมนา และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสุดท้ าย คือ รองศาสตราจารย์ปรานี วงษ์ เทศ


ซึง่ มาสรุปให้ ที่ประชุมสัมมนาฟั ง ก็ได้ ข้อคิด ได้ ความรู้ที่ได้ เสนอแนะมา ซึง่ ทางวัดจันเสนหรื อชาวชุมชนจันเสนจะได้ จําสิ่งเหล่านี ้เอาไว้ ดําเนินการ แล้ วก็ระวังในสิ่งที่ได้ เสนอแนะเตือนไว้ ว่าความหลงตัวเอง อันนี ้ก็ได้ เตือนตัวเองมาตลอด เรื่ อง การหลงตัวเอง และเตือน คณะกรรมการอยู่ตลอดไม่ให้ ฟู เราต้ องแฟบเข้ าไว้ อยู่ตลอดเวลา ถ้ าฟู ล่ะก็แสดงว่าจุดเสื่อมกําลังจะเกิดขึ ้น อาตมาก็พดู อยู่เสมอ อันนี ้ก็อาศัย ความไม่ประมาทเป็ นที่ตงั ้ อาตมภาพขออนุโมทนาสาธุการศูนย์ มานุษยวิทยาสิรินธร มูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ สภาวัฒนธรรมจังหวัด ผู้บริ หารโรงเรี ยน ครูบาอาจารย์ทกุ ระดับ รวมทังศึ ้ กษาธิการอําเภอ ต่างๆ ที่มาร่ วมประชุมสัมมนาในวันนี ้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาว อําเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึง่ ภายใต้ การนําของเจ้ าอาวาสวัด แล้ วก็ผ้ ใู หญ่บ้าน ครูอาจารย์ที่ได้ มากัน ก็ต้องขอขอบใจที่ท่านอุตส่าห์ เดินทางมาจากจังหวัดเชียงราย แล้ วก็มีแนวคิดที่จะจัดทําพิพิธภัณฑ์ แบบจันเสนนี ้อีกเช่นกัน ก็มาเรี ยนรู้ มาฟั งหลายๆ ความคิดเห็นในวันนี ้ ก็คงจะได้ หลายๆ อย่างไปดําเนินงานในชุมชน หรื อในวัดของท่าน ประการสุดท้ ายนี ้ อาตมภาพก็ได้ ข้อสรุปเป็ นที่ชดั เจนแล้ ว ก็ขอ อนุโมทนาสาธุการ ขออํานวยพรให้ กบั บรรดาท่านทังหลายตามที ้ ่ได้ กล่าวนามมาตังแต่ ้ ต้น ขอให้ ท่านจงมีความสุข มีความสบาย สุขภาพ พลานามัยแข็งแรง อย่าได้ มีโรคโรคาพยาธิ การเดินทางกลับก็ขอให้


กลับไปโดยสวัสดิภาพด้ วยกัน แล้ วขอให้ เจริ ญไปด้ วยจตุรพรชัย กล่าวคือ อายุ วัฒนะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ทุกท่านเทอญ พิธีกรชาย ทางวัดจันเสนและชุมชนจันเสนนันก็ ้ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ าร่ วม การสัมมนาในครัง้ นี ้ด้ วย ขอกราบขอบพระคุณ



ถอดเทปการสัมมนา