Page 1

ถอดเทป... กงเต๊ กคุณธรรมกตัญญูของลูกจีน


สวัสดีค่ะ พบกันอีกครัง้ หนึ่งและเราก็จะเริ่ มเร็ วเลยสําหรับ เรื่ องที่จะพูดคุยกันในวันนี ้ คือ เรื่ อง “กงเต๊ กคุณธรรมกตัญญู ของลู ก จี น ” ที่ จ ริ ง แล้ ว ริ ม ขอบฟ้ าก็ เ คยจัด เกี่ ย วกับ เรื่ อ งจี น ๆ พอสมควร แต่ห่างหายไปนาน ครัง้ นี ้เราจัดอีกครัง้ เพราะว่าเป็ น โอกาสดีด้วยที่อาจารย์เศรษฐพงษ์ จงสงวน เป็ นผู้หนึ่งที่ได้ ไปร่ วม ในพิธีกงเต๊ กของสมเด็จพระพี่นางฯ เลยถือว่าเป็ นโอกาสที่จะมา เล่ า สู่ กั น ฟั ง และมาแลกเปลี่ ย นกั น ในเรื่ อ งของกงเต๊ ก ซึ่ ง เป็ น พิธีกรรมของคนจีนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และในเมื องไทยเองก็ยงั มีคนจีนหลากหลายกลุม่ ด้ วย ดังนันพิ ้ ธีกรรมกงเต๊ กเป็ นพิธีกรรมที่มีลกั ษณะเหมือนหรื อแตกต่าง กัน อย่ างไร เพราะว่า ตัว พิธี ก รรมกงเต๊ ก นี่ เ รารู้ แล้ ว ว่า เป็ นเรื่ อ ง เกี่ ย วกับ พุท ธศาสนามหายาน แต่ ที่ จ ริ ง แล้ ว ก็ ไ ม่ ใ ช่ เ พี ย งพุท ธ ศาสนาอย่างเดียว ยังคละเคล้ าและปะปนในเรื่ องของความเชื่อ ท้ องถิ่นต่างๆ ซึ่งจะคละเคล้ าอย่างไรประเดี๋ยวอาจารย์แสงอรุ ณ กนกพงศ์ชยั จะมาให้ รายละเอียดเกี่ยวกับลูกจีนในเมืองไทย ว่า ลูกจีนในเมืองไทยกลุ่มต่างๆ เขาทําอะไร? อย่างไร? เกี่ยวกับพิธี


กงเต๊ ก จึง ขอเริ่ ม การสนทนากันในวัน นี เ้ ลย เรี ย นเชิ ญอาจารย์ เศรษฐพงษ์ จงสงวน และ รองศาสตราจารย์ แสงอรุ ณ กนกพงศ์ ชัย บนเวทีเลยค่ะ ผู้ดาเนินการอภิปราย สวัสดีครั บ เรามาพบกันอีกครั ง้ ที่ริมขอบฟ้าช่วงเวลาเย็นแบบนี ้ ก่อนที่จะเข้ าเรื่ องเสวนา ผมขอประชาสัมพันธ์กิจกรรมของมูลนิธิฯ ว่า ขณะนี ้ทางมูลนิธิฯ ได้ พิมพ์หนังสือขึ ้นมาเล่มหนึ่งจากงานวิจยั เกี่ยวกับจังหวัดแพร่ ชื่อว่า “นครแพร่ จากอดีตมาปั จจุบัน ภูมิ นิ เ วศน์ วั ฒ นธรรม ระบบความเชื่ อ และประวั ติ ศ าสตร์ ท้ อ งถิ่น ” เป็ นผลงานล่า สุดของมูลนิ ธิ ฯ ถ้ าสนใจอย่า งไรเชิ ญ เลือกดูกนั ได้ ที่ร้านริ มขอบฟ้ า สําหรับวิทยากรของเราสองท่านวันนี ้ คืออาจารย์เศรษฐพงษ์ จง สงวน อาจารย์เป็ นผู้เข้ าร่ วมในการจัดงานกงเต๊ กของสมเด็จพระ ศรี นคริ นทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระพี่นางฯ นอกจากนัน้ อาจารย์ยงั เป็ นที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ของเราด้ วย อีกท่านหนึ่งคือรองศาสตราจารย์แสงอรุ ณ กนกพงศ์ชยั ท่านเป็ น


อาจารย์ประจําอยู่ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิม พระเกียรติ อาจารย์มีผลงานด้ านบทความและหนังสือที่เกี่ยวกับ เรื่ อ งจี น ตี พิ ม พ์ อ อกมาเยอะมาก ในโอกาสนี ผ้ มขอเรี ย นเชิ ญ อาจารย์เศรษฐพงษ์ เป็ นท่านแรกครับ อาจารย์ เศรษฐพงษ์ จงสงวน สวัสดีครั บ พอดีผมมีประสบการณ์ ได้ ไปช่วยจัดพิธีกงเต๊ กหลวง สองครั ง้ คราวที่ แ ล้ ว งานพระบรมศพของสมเด็จ พระศรี น คริ น ทราบรมราชชนนี ตอนนันปี ้ ๒๕๓๘ และก็ครัง้ นี ้งานพระศพของ พระพี่นางเธอฯ เพราะฉะนันก็ ้ อยากจะเอารูปภาพที่บนั ทึกไว้ มาให้ ดูและเล่าถึง ถื อว่าเหมือนเป็ นการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นกัน กงเต๊ กนี่เกิ ดขึน้ มาในเมืองจี นอย่างน้ อ ยประมาณ พ.ศ. ๑๐๐๐ ค่อนข้ างมีอายุเก่าแก่พร้ อมกับพุทธศาสนาที่เข้ าไปในจีน เพียงแต่ ว่าที่เราเห็นกงเต๊ กในปั จจุบนั นี ้ เป็ นพิธีกงเต๊ กของยุคราชวงศ์ชิง ตอนปลายแล้ ว การทํ า พิ ธี ศ พของคนจี น ปกติ ก็ เ ป็ นชาวพุท ธ เหมือนคนไทย เขาจะนิมนต์พระมาสวดที่บ้าน วัดจีนเขาไม่มีธรรม


เนียมเอาศพไปตัง้ ในวัดแล้ วสวด จะไม่เหมือนวัดไทย เพราะวัด มหายานไม่สามารถเอาศพไปตังได้ ้ เพราะเขาถือว่าศพนี่ไม่เหมาะ จะเอาไปเข้ าในพุทธสถาน แต่เมืองไทยเมื่อก่อนก็ถือแบบนี ้ อย่างวัดทางเชียงใหม่เมื่อก่อนถือ แบบนี ้ แต่เดี๋ยวนี ้เรามาเปลี่ยนคติไปมากแล้ ว สมัยก่อนของเราไม่ เอาศพเข้ าวัด แต่ตอนหลังเราไม่มีที่จัดก็ ต้องไปจัดในวัด อย่าง สมัยก่อนคนจีนเขาจัดอยู่ตามบ้ าน แล้ วนิมนต์พระมาสวดสามรู ป ห้ ารูป หนึง่ รูป แล้ วแต่ปัจจัย แล้ วแต่ฐานะของเจ้ าภาพ แต่อย่างพิธีกงเต๊ กนี่ถือเป็ นพิธีศพอย่างใหญ่ อย่างที่คนมีฐานะทํา เป็ นลักษณะพิธีศพที่มีการสร้ างมณฑลพิธี แล้ วมีการจัดสถานที่ ต่างๆ นี ้ค่อนข้ างทัดเทียมกันมาก ทีนี ้พิธีศพอย่างนี ้ก็แพร่ หลายในจีน แล้ วมีพฒ ั นาการมาเรื่ อยๆ มี เครื่ องประกอบต่างๆ อย่างเช่นมีการจัดผ้ าม่านต่างๆ จัดมณฑล พิธี แล้ วก็มีนกั ดนตรี ประกอบพิธีต่างๆ มีการทําเครื่ องกระดาษซึ่ง เข้ ามาเป็ นของเหมือนกับเป็ นเครื่ องประกอบ แต่มาตอนหลังนี ้เรา จะเห็นว่าเครื่ องประกอบมีความสําคัญเพิ่มขึ ้น


พอพูดถึงเรื่ องกงเต๊ กนี่ หลายคนมักจะนึกไปถึงเครื่ องกระดาษ เพราะว่าเห็นเสียจนเคยชินแล้ วและก็กลายเป็ นสัญลักษณ์ อันที่ จริ ง เครื่ อ งกระดาษนี เ้ ดิม เป็ นเหมือ นกับ เครื่ อ งประกอบพิธี เ ท่า นันเอง ้ แต่วา่ ต่อมาคนที่เขามีฐานะก็ใช้ เครื่ องกระดาษจํานวนมาก เลยทําให้ เราเห็นเครื่ องกงเต๊ กนี่มีเครื่ องกระดาษเป็ นสัญลักษณ์ พิธีกงเต๊ กนี่ปกติก็มีการสร้ างมณฑลพิธีก่อน ใช้ เวลาอย่างน้ อยก็ คือหนึ่งวันในการทําพิธี ตัง้ แต่เช้ าจรดเย็น ช่วงที่ ทําพิธีก็จะมี ที่ สําหรับพระสวดมนต์ อนั นันเป็ ้ นหลัก คนจีนเขาจะเรี ยกว่า “ เต้ า เตี๊ย ” หรื อว่า “ เต้ าฉาง ” เป็ นที่สําหรับประกอบพิธี แล้ ว ส่วนประกอบก็มีที่สําหรับวางเครื่ องกระดาษ ตรงนี ้เป็ นวังจําลอง สําหรั บการประกอบพิธีของชาวบ้ าน ก็จะไม่มีของใช้ อะไรมาก เท่านี ้และก็ไม่วิจิตรพิสดาร อันนี ้เครื่ องกระดาษเป็ นการแสดงฝี มือ ช่างอย่างหนึง่ ทีนี ้กงเต๊ กหลวง เรารู้ แล้ วว่าชาวจีนจะต้ องมีการทํากงเต๊ กในงาน พิธีกรรมของคนตาย แต่ว่าแล้ วทําไมราชสํานักไทยจะต้ องมีการ ประกอบพิธีด้วย ตรงนี ้มันเริ่ มมาจากว่า ชาวจีนนี ้เริ่ มมีการแสดง


ความกตัญํูต่อพระเจ้ าอยู่หวั ที่พวกตนได้ เข้ ามาพึง่ พระบรมโพธิ สมภาร ก็เลยจัดพิธีกงเต๊ ก เป็ นการจัดถวายพระราชกุศล ซึ่งเดิมสมัยแรกๆ เจ้ าภาพก็จะเป็ นพ่อค้ าจีน ขุนนางไทยเชื ้อสาย จีนหรื อขุนนางจีน แล้ วนิมนต์พระมหายานมาสวด พระมหายาน ในยุ ค นั น้ ส่ ว นใหญ่ จ ะเป็ นพระอนั ม นิ ก าย คื อ เป็ นพระญวน เพราะว่าสมัยก่อนพระญวนจะมีมากกว่าพระจีน ต่อมาภายหลัง เมื่อมีพระจีน ก็จะมีทงั ้ พระจี นและพระญวนไปสวด สมัยแรกๆ สวดร่วมกัน เพราะเนื่องจากว่าสมัยแรกๆ พระอนัมฯ นี่ยงั ใช้ อกั ษร จีน เวลาสวดมนต์คมั ภีร์ก็ใช้ ร่วมกันได้ เวลาออกเสียงคนละเสียง ใครเป็ นหัวหน้ าก็ออกเสียงดัง พระจีนเป็ นผู้ตามก็ออกเสียงเบา ถ้ า ในพิธีนี ้พระจีนเป็ นหัวหน้ า เสียงพระจีนดังหน่อย สลับกันอย่างนี ้ แต่ว่าต่อมาภายหลังพระญวนไม่ได้ ใช้ อกั ษรจีนแล้ ว เลยแยกกัน ประกอบพิธี อย่างคราวนี ้ เป็ นครัง้ แรกของงานพระศพของสมเด็จ พระเจ้ า พี่น างเธอฯ ปกติใ นราชสํ า นัก จะโปรดให้ มี พระราชพิ ธี กงเต๊ กในงานพระศพ จนกลายเป็ นประเพณีมาตังแต่ ้ สมัยรัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ อย่างพระเจ้ าอยู่หวั รัชกาลที่ ๖ พระองค์


ท่านระบุในพระราชพินยั กรรมว่าให้ หาพระมาทํากงเต๊ กให้ ท่าน ถ้ า ไม่มีใครทํา ก็ให้ ทายาทของพระองค์นนทํ ั ้ า เพราะท่านรู้ สกึ ว่าเป็ น ประเพณีหนึง่ ที่จะต้ องมีในงานพระศพหรื อพระบรมศพ ทีนีพ้ ิธีต่างๆ นี่ ก็จะเริ่ มตัง้ แต่เช้ า ทํามณฑลพิธี และมีการถวาย ภัตตาหารเพล อัญเชิญดวงพระวิญญาณมายังมณฑลพิธี จากนัน้ ช่วงบ่ายก็จะมีสรงนํ ้าดวงพระวิญญาณ แล้ วมีพิธีข้ามสะพาน พิ ธี ข้ า มสะพานจริ ง ๆ แล้ ว เป็ นพิ ธี ที่ ไ ม่ เ ก่ า มาก เพิ่ ง เริ่ ม มาเมื่ อ ประมาณไม่กี่ร้อยปี นี ้เอง ประมาณปลายราชวงศ์หมิงถึงราชวงศ์ ชิง แต่ว่ากลายเป็ นพิธีที่คนไทยเรารู้ สึกว่ามีความสําคัญ เพราะ รู้ สึกว่ามันสื่อถึงการส่งวิญญาณไปสู่ภพใหม่ คนจีนในเมืองไทย รู้ สึกว่าพิธีข้ามสะพานนันสํ ้ าคัญ เพราะเท่ากับว่าเป็ นการจากลา แต่โดยพุทธศาสนามหายาน เขาจะไปให้ ความสําคัญที่การทําพิธี ทิ ้งกระจาด เพราะถือว่าเป็ นการสร้ างมหากุศลอุทิศให้ คนตาย แต่ อันนี ้ระดับชาวบ้ านก็จะคุ้นกับการสร้ างสะพาน เราจะเห็นว่าสิ่งหนึ่งที่คนจีนในเมืองไทยยังรักษาไว้ ก็คือเรื่ องของ ประเพณีการแต่งชุดไว้ ทกุ ข์ เราจะเห็นว่ายังมีธรรมเนียมความเชื่อ


ของจีนโบราณ ซึง่ อันนี ้ไม่ใช่พทุ ธศาสนามหายาน แต่ก็จะยังรักษา ไว้ เมื่อกี ้ได้ คยุ กับท่านอาจารย์แสงอรุณว่า ถ้ าเทียบกับคนจีนที่อื่น ๆ คนจีนเมืองไทยยังมีความเข้ มข้ นบางอย่างต่างกันไป อย่างคน จีนในต่างประเทศ เรื่ องชุดไว้ ทุกข์ จะไม่ค่อยเน้ นแล้ ว เหลือน้ อย มาก แต่ว่าบางแห่งก็ใส่สีขาว บางแห่งก็ใส่สีดํา ขณะที่ ของเรายัง รักษาชุดไว้ ทกุ ข์ชดุ กระสอบอยู่ตามแบบธรรมเนียมของขงจื๊อ ผิด กับจีน ที่อื่นเขาจะเน้ นเรื่ องการสวดมนต์ แต่ของบ้ านเราส่วนใหญ่ ญาติโยมจะบอกว่าสวดไม่ต้องยาวมาก เอามีข้ามสะพานแล้ วก็ จบเร็ว ๆ เพราะฟั งไม่ร้ ูเรื่ อง ส่วนใหญ่ชาวบ้ านคิดอย่างนัน้ ปกติถ้าเป็ นงานใหญ่ๆ อย่างงานพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้ าอยู่หวั ก็เสด็จข้ ามสะพานเอง เพราะทรงยัง ไม่ มี ท ายาท แต่ ว่ า ตอนของสมเด็ จ ย่ า นี่ สมเด็ จ พระเทพฯ กับ สมเด็จพระพี่นางเธอฯ เสด็จฯ แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้ าอยู่หวั เพราะตอนนันทรงพระประชวร ้ แต่ว่าพอครั ง้ นี ้ ถือว่าท่านผู้หญิ ง ทัศนาวลัยเป็ นทายาท อันนีจ้ ะต่างกัน เพราะว่าถ้ าเป็ นชาวบ้ าน ปกติจะต้ องเป็ นลูกชายถือกระถางธูปหรื อว่าถือป้ายวิญญาณ แต่


เนื่องจากเชื ้อพระวงศ์เราไประบุไม่ได้ แล้ วแต่จะเสด็จหรื อจะโปรด ให้ ใครเสด็จ เพราะฉะนันก็ ้ ต้องเป็ นไปในตามที่โปรดเกล้ าฯ มาว่ า จะให้ เชื ้อพระวงศ์องค์ไหนเสด็จ ฉะนันจะมี ้ ข้อต่างกัน ถ้ าเป็ นชาวบ้ านนี่ แน่ น อนต้ องเป็ นลู ก ชายคนโตหรื อไม่ ก็ หลานชายคนโต หรื อไม่ก็ถ้ามีลกู คนอื่นอยู่ก็ต้องถัดมา อันนี ้จะมี ข้ อต่าง เพราะฉะนันอย่ ้ างการจัดงานหลายอย่างก็คือต้ องเป็ นไป ตามระเบียบ อย่างอันนี ้ พิธีทิ ้งกระจาดมีพระทังหมด ้ ๘๕ รู ป ซึ่ง ปกติถ้าเป็ นกงเต๊ กชาวบ้ านก็ จ บแค่ข้ามสะพาน จะไม่มีการทิ ง้ กระจาด การพิธีทิ ง้ กระจาดถื อ ว่าเป็ นพิธีสร้ างมหากุศลให้ แก่ สรรพสัตว์ ทังหลาย ้ และกุศลนี ้ก็จะตกแก่ผ้ ลู ่วงลับ ซึ่งในประเทศจีนเขาจะมี แต่งเป็ นพิธีขนาดใหญ่ก็จะมีพิธีอย่างอื่น อันนี ้เป็ นพิธีทิ ้งกระจาด เฉพาะในงานพระศพ ซึ่งอันนี ้เราจะไม่ค่อยเห็น พระท่านก็จะแต่ง ชุ ด เต็ ม ยศเลย ห่ ม จี ว รสี แ ดง จี ว รพระจี น ทํ า ไมถึ ง ห่ ม สี แ ดง เพราะว่าในพระไตรปิ ฎกจีนเขามีพระสูตรหลายพระสูตรหรื อว่า เล่มพระวินยั ที่ท่านอธิบายไว้ ว่า พระของอินเดียบางนิกายจีวรจะ


เป็ นสีออกแดง เพราะฉะนันท่ ้ านก็จะบันทึกไว้ ต่อมาเกิดประเพณี ว่า พระเถระก็หม่ จีวรแดง เลยเป็ นประเพณีขึ ้นมา แต่จีวรจริ งๆ ถ้ า เราสังเกตพระพม่าก็ห่มจีวรออกสีแดง ในคัมภีร์หลายเล่มก็มีพดู ไว้ ว่า จีวรพระพุทธเจ้ านีบ้ างผืนที่มีคนถวายก็ออกเป็ นเหมือนสี เหลือง บางผืนก็ออกเข้ มเป็ นสีแดง ขึ ้นอยู่กบั วัตถุที่ย้อม และบาง คัมภีร์ระบุว่าให้ เป็ นสีเหมือนกับสีกระมันก็จะเหมือนสีดําๆ หน่อย เพราะฉะนัน้ ก็จะเห็นว่าพระในจีนในญี่ ปนก็ ุ่ จะมีความเชื่อตรงนี ้ มันมาจากคัมภีร์วินัย โดยเฉพาะนิกายสรวาทสติวาท กับนิกาย ธรรมคุปต์ ซึ่งจะเน้ นในเรื่ องสีจีวร แล้ วพิธีช่วงนีจ้ ะนานที่ สุด ใช้ เวลาประมาณสองชัว่ โมงครึ่ งในการประกอบพิธีและกว่าจะจบก็ ถือว่านานมาก เป็ นช่วงสุดท้ าย หลังจากนันจึ ้ งจะแจกพวกเครื่ อง อุปโภคบริ โภค ช่วงที่จดั นี ้บังเอิญข้ าวแพง ทางคณะสงฆ์กบั ญาติ โยมลูก ศิ ษ ย์ ลูก หาทํ า ถวาย ๒,๐๐๐ ถุง แล้ ว ตอนนัน้ หาซื อ้ ได้ ประมาณเท่านัน้ ด้ วย ได้ ไม่ มากกว่านัน้ และสุดท้ ายเป็ นการเผา กระดาษ แต่เผากระดาษนี่พอหลังจากนี ้ก็จะน้ อยลง เพราะว่าพอ คณะต่างๆ เจ้ าภาพนี่ก็จะมีกําลังไม่มาก จะมีเครื่ องกระดาษไม่


เยอะเท่านี ้ อันนีก้ ็คือว่าค่อนข้ างมากที่สุดในครั ง้ นีท้ ี่จัด ข้ าวสาร พวกนี ้กับของใช้ ก็ถวายกับมูลนิธิฯ ไป สมัยก่อนท่ านแจกไปแล้ ว เกิ ดวุ่นวาย ท่านก็ถวายทัง้ หมด แต่มีเจ้ าภาพบางท่านไปแจกที่ สนามหลวงก็ มี อันนี ข้ ึน้ อยู่กับเจ้ าภาพ อันนี ก้ ็ เป็ นลักษณะของ กงเต๊ กหลวงที่มีประสบการณ์ อย่างเครื่ องกระดาษนี ้จะมีทงของที ั้ ่ถวายเป็ นส่วนพระองค์กับทํา เป็ นทานให้ แก่พวกวิญญาณไม่มีญาติต่างๆ อย่างภู เขาเงินภูเขา ทองอันนี ้จะให้ สําหรับดวงวิญญาณทัว่ ๆ ไป แต่ว่าที่ข้างหลังพวก นันจะเป็ ้ นของที่ถวายให้ แก่ผ้ ตู าย ซึ่งอันนี ้ก็จะไม่ต่างกันระหว่าง คนสามั ญ กั บ ขอ งเ จ้ านาย แ ต่ ว่ า ข อง เจ้ านาย จะ มี ก าร ประดิดประดอยต่างๆ แล้ วก็ต้องมีช่างไปดูวงั จริ งๆ เพื่อที่จะเอามา ทําวัง อันนี ้เป็ นตัวตําหนักที่ประทับจริ งๆ เพราะว่าไม่สามารถทํา วัง เลอดิ ส ได้ ทั ง้ หมด เพราะว่ า พื น้ ที่ ใ หญ่ ม าก จริ ง ๆ ถ้ าเป็ น สมัย ก่ อ นช่ า งเครื่ อ งกระดาษนี จ้ ะมี อ ยู่ทัง้ คนจี น ทุก ภาษา แต่ ปั จจุบันที่เหลือก็จะมีคนช่างเครื่ องกระดาษที่เป็ นลูกศิษย์ วดั จีน อันนี ้เขาเป็ นจีนแคะ แต่ว่าก็จะมีบางคณะเป็ นกวางตุ้งก็มี แต่ว่า


เดี๋ยวนี ค้ นกวางตุ้งมีเหลือไม่มาก ปั จจุบันในเมืองไทยจะเหลื อ แต้ จิ๋วกับจีนแคะ และของอนัมนิกายอันนันจะเป็ ้ นคนไทยแท้ ๆ ฝึ ก ทําเครื่ องกระดาษก็จะมีเทคนิคต่างๆ กันออกไป ในดินแดนจีนโพ้ นทะเลที่อื่นอย่างในอินโดนีเซีย ก็ยงั มีช่างเครื่ อง กระดาษ อันนัน้ ก็เป็ นจีนแคะเหมือนกัน แล้ ววัสดุหลายชิ ้นสัง่ จาก เมืองไทยไป อย่างพวกลวดลายต่างๆ นี ้ เมืองไทยจะมีโรงงาน พิมพ์ แล้ วเขาเอาไปใช้ เขาจัดพิมพ์ของเขาเองก็มี ในฮ่องกงก็มี แต่เ ดี๋ยวนี ใ้ นฮ่อ งกงฝี มื อ ไม่ค่อ ยประณี ตเท่า สมัยเก่ า ที่ไต้ ห วัน เครื่ องกระดาษนี่ประณีตที่สุดและละเอียดมาก ในแผ่นดินใหญ่ เดี๋ ย วนี ก้ ็ ก ลับ มาแล้ ว คือ พอการปกครองมัน ผ่ อ นคลาย ความ ฟุ่ มเฟื อยพวกนี ้ก็กลับมา อันนี ้คนจีนเรี ยก “ ไต่สือเอี ้ย ” เป็ นด้ านจําแลงของพระโพธิสตั ว์ กวนอิม คือพระโพธิสตั ว์กวนอิมท่านจําแลงร่ างเป็ นเจ้ าแห่งเปรต เพื่อมาเป็ นอุบายบอกให้ แก่พระอานนท์ ว่าให้ ทําพิธีอย่างนีเ้ พื่อ ช่วยเหลือพวกสรรพสัตว์ต่างๆ หรื อว่าวิญญาณที่อดอยาก ฉะนัน้ เลยเกิดชื่อพระสูตรนี ้ แล้ วก็มีพิธีอย่างนี ้


ทีนี ้ตรงนี ้จะนิยมทํา จะมีทําอยู่สองสามแบบ คือ ถ้ าไม่ทําเป็ นหุน่ ที่ เป็ นกระดาษขนาดเล็กขนาดใหญ่แล้ ว ก็จดั เป็ นรู ปภาพมาแขวน เอาไว้ แทนก็ได้ หรื อว่าบางแห่งยกมาตังเป็ ้ นองค์ก็ได้ แล้ วบางแห่ง เดี๋ยวนี ้ง่ายที่สดุ ก็คือ เขียนเป็ นชื่อท่าน เป็ นภาษาจีนแล้ วตังเอาไว้ ้ เป็ นป้ายชื่อ ก็ใช้ ได้ เหมือนกัน เพราะฉะนัน้ เราจะเห็นสมัยนีไ้ ม่ได้ ทําเป็ นองค์ สมัยก่อนนันที ้ ่วดั กัล ยาณ์ ฯ นี่ ข นาดใหญ่ ม าก กับ ที่วัดพนัญ เชิ งสูง มากเกิ น ๕-๖ เมตร เดี๋ยวนี ้วัดกัลยาณ์ ฯ เลิกการทิ ้งกระจาดไปแล้ ว ก็ไม่ได้ เห็น เหลื อ แต่ วั ด พนั ญ เชิ ง แต่ วั ด พนั ญ เชิ ง นี่ ล่ า สุ ด ที่ ไ ด้ ดู ก็ ไ ม่ ถึ ง ประมาณสัก ๓-๔ เมตรก็ถือว่าใหญ่มาก สมัยก่อนเป็ นการแสดง ฝี มือของช่าง ในต่างประเทศยังทําอยู่ ยังทําไต่สือเอี ้ยกระดาษ นี่ ยังมีทําอยู่ อันนี ้เป็ นมณฑลพิธี ที่แขวนอยู่ตรงกลางเป็ นรูปพระพุทธเจ้ าศากย มุนี คือพุทธเจ้ าของเราปั จจุบนั ทางซ้ ายมือที่จีวรท่านเหลืองๆ ก็ จะเป็ นพระพุ ท ธเจ้ าในอนาคต ท่ า นมี ป ณิ ธ านว่ า สรรพสั ต ว์ ทังหลายถ้ ้ าบูชาท่าน จะไม่มีโรคภัยไข้ เจ็บ ต่อมาคนจีนก็นิยมทํา


เป็ นพระองค์เล็กๆ ติดตัวไป แล้ วถ้ า ภาวนาก็จะไม่มีโรคภัยไข้ เจ็บ พระองค์นี ้ในเขมรก็นบั ถือ เรามีอโรคยาศาลซึง่ อยู่ตามจุดต่างๆ ใน ภาคอี ส านในเขมร ในนัน้ ก็ จ ะเป็ นเหมื อ นโรงพยาบาล มี พ ระ ไภษัชยคุรุพทุ ธเจ้ าเป็ นประธาน ให้ คนป่ วยไปพักและก็มียารักษา มีหมอ ก็ คือคติเดียวกันมหายาน ส่วนองค์ ด้านขวาคือ พระอมิ ตาภะพุทธเจ้ า อยู่ทางด้ านทิศตะวันตก เป็ นพุทธเจ้ าที่ตรัสรู้ไปแล้ ว ในอดี ต พระอมิ ต าภะนี ท้ ่ า นจะตั ง้ ปณิ ธ านว่ า ใครภาวนาถึ ง พระองค์ทา่ นก็ให้ ไปยังสุขาวดี ไปเกิดยังโลกของท่าน เพราะฉะนัน้ คนจีนเขาจะเกิดธรรมเนียมนิยมว่า สวดพระนามท่านตลอดเวลา แล้ วก็ให้ จิตระลึกถึงท่าน การปฏิบัติ สวดพระนามพระอมิตาภะ อย่างน้ อยต้ องปฏิบัติสวดทุกวันตลอดเวลา ถ้ าใช้ เวลา ๓ ปี จิ ต ค่อนข้ างนิ่งพอสมควร แต่เราทดลองดูก็ได้ สวดทุกวันจิตก็จะนึก ถึงแต่พระพุทธเจ้ า แล้ วมันจะไม่ไปคิดถึงสิ่งอื่น จิตค่อนข้ างจะเป็ น หนึ่งเดียว แล้ วเวลาตายมันก็จะระลึกถึงแต่สิ่งที่ดีงาม เพราะคนที่ จะใกล้ ตายเขาจะระลึกแต่สิ่งที่ทําเอาไว้ บางทีบาปกรรมนี่มนั จะ มา เขาว่าบางคนเวลาตาย บางคนอาจจะทําบาปกรรมไว้ มาก


เวลาตายอยู่ๆ มันมีอาการขึ ้นมาว่าหนาวมาก แล้ วก็ไปเห็นกองไฟ คืออยากไปอยู่ในกองไฟอันนันเพราะว่ ้ ามันอุ่น ร่ างกายมันกําลัง หนาว มันเกิดความรู้ สึกขึน้ มา ไอ้ กองไฟอันนัน้ คือไฟนรก แต่ว่า มันเกิดกรรม มันชักนําให้ เห็นว่ามันน่าไป พอเอาตรงนันเป็ ้ นนิมิต ปุ๊ บจิตมันก็ไป มันก็ไปเกิดเลย ไปเกิดอยู่ในไฟนรก อันนี ้มันขึ ้นอยู่ กับกุศลกรรม เพราะฉะนันมหายาน ้ เราจึงพยายามบอกว่าให้ นึก ถึงพุทธานุสติ พระพุทธเจ้ าองค์ไหนก็ได้ หรื อพระโพธิสตั ว์องค์ไหน ก็ได้ แต่วา่ ให้ มีพทุ ธานุสติตลอดเวลา อย่างพระโพธิสตั ว์ที่ขี่สิงห์องค์นี ้ พระมัญชุศรี โพธิสตั ว์ขี่สิงโต สิงโต เป็ นสัญลักษณ์ เจ้ าแห่งสัตว์ ก็ถือว่าพระมัญชุศรี โพธิสตั ว์เป็ นเจ้ า แห่ง ปั ญ ญา ปั ญ ญานี่ เ ป็ นราชสี ห์ เป็ นผู้เ ลิ ศ กว่ า สัตว์ ทัง้ หลาย เพราะฉะนันสี ้ หนาทคือการเปล่งแสดงธรรมของพระพุทธเจ้ า มัน เป็ นเหมือนกับการคํารามของราชสีห์ที่ว่าข่มความเชื่อต่างๆ หรื อ มิจฉาทิฐิต่างๆ พระโพธิสตั ว์องค์นี ้คือพระโพธิสตั ว์กวนอิม เป็ นพระโพธิสตั ว์แห่ง ความกรุณา อันนี ้คงไม่ต้องบรรยายมากเพราะว่าคนไทยเรารู้จกั ดี


กวนอิมถือว่าเป็ นโพธิสตั ว์ที่คนจีนนับถือมาก และในพุทธศาสนา แพร่หลายมาก ในดินแดนที่มีพทุ ธศาสนาเขาจะแพร่ หลายทุกแห่ง อาจจะเนื่ อ งจากว่ า ความกรุ ณ าเป็ นสิ่ ง ที่ เ ราทุก คนปรารถนา เพราะฉะนันพระโพธิ ้ สตั ว์กรุ ณาก็จะเป็ นสัญลักษณ์ที่เข้ าถึงจิตใจ ของคนทุกคน องค์ด้านขวาที่ขี่ช้างนี ้ คือพระโพธิสตั ว์สมันตภัทร พระสมันตภัทร โพธิ สัตว์ ท รงช้ า งหมายถึ ง ว่า ผู้เ ลิ ศ ในจริ ย าบารมี จริ ย าคื อ การ บําเพ็ญเพื่อให้ บรรลุถึงความเป็ นพระพุทธเจ้ า พละกําลังที่ม่งุ มัน่ ในการบําเพ็ญมันเป็ นประดุจเปรี ยบเป็ นช้ างสาร ช้ างตัวนี ้มีหกงา ก็คือพระโพธิสตั ว์จะต้ องกอร์ ปด้ วย คือมีบารมีหก คือบารมีสิบ มัน จะมีข้ อ หนึ่ ง คื อ ปั ญ ญา ปั ญ ญามัน จะรวมทัง้ อุป ายะและอะไร ต่างๆ นี ้อีกสี่ข้อ ซึง่ ทังหมดรวมเป็ ้ นอุปาบารมีซงึ่ ทังหมดเป็ ้ นหกข้ อ อย่างเวลาพระพุทธเจ้ ามาประสูติในคัมภีร์จะบอกไว้ ว่าจะมีพทุ ธ มารดาจะทรงนิมิตเห็นช้ างเผือกหกงาเข้ ามาอยู่ในพระครรภ์ ก็คือ เป็ นสัญลักษณ์ในพระโพธิสตั ว์


พระโพธิสตั ว์องค์สดุ ท้ ายคือ พระกษิ ติครรภ์โพธิสตั ว์ เป็ นโพธิสตั ว์ ที่โปรดสัตว์ในนรก เพราะฉะนัน้ ในเวลางานที่เกี่ยวกับคนตายนี่ เขาจะมี ลักษณะท่านเราเห็นพบเห็นท่านที่เกี่ยวกับพิธีของคนตาย และจะต้ องบูชาพระโพธิ สตั ว์องค์นี ้ ถือว่าท่านลงไปโปรดสัตว์ใน นรก ทีนี ้ส่วนที่ในรูปภาพอาจจะมีเพิ่มขึ ้นจะเป็ นประเภทรูปพระอรหันต์ ๑๘ องค์ที่เป็ นสาวกของพระพุทธเจ้ า ก็จะเป็ นลักษณะอย่างนี ้ อันนี ้เป็ นมณฑลพิธีซงึ่ มีการจัดอย่างนี ้ตามประเพณี ข้ างหน้ านี ้เขา เรี ยกว่า “ ถ่งพวง ” ถ่งพวงก็คือธงชนิดหนึ่ง เป็ นธงสองอย่าง รวมกัน ถ่ ง หมายถึงธงกลมๆ พวง ก็ คือ เป็ นธงแผ่น ยาวๆ สอง อย่างนี ้รวมกันเป็ นธงนําวิญญาณ ทางมหายานเขาจะมีเรื่ องที่พดู ถึงพระโพธิสตั ว์ถือธงนําวิญญาณผู้ตายไปยังสุขาวดีหรื อไปยังสุข คติ ฉะนัน้ อัน นี ม้ าจากคติ มี รู ป เขี ย นในถํ า้ ตุน หวง เป็ นรู ป พระ โพธิสตั ว์กวนอิมแล้ วก็ถือธงนําอย่างนี ้ แล้ วก็มีวิญญาณผู้ตายวาด อยู่ เป็ นจิ ต รกรรมฝาผนัง อัน นี เ้ ป็ นความเชื่ อ ที่ เ ก่ า แก่ แ ละยัง สืบเนื่องมาถึงปั จจุบนั เพราะฉะนันเป็ ้ นสัญลักษณ์แทนวิญญาณ


ปกติเขาจะเอาเสื ้อผ้ าของผู้ตายมาแขวนไว้ กบั ธงเหมือนกับว่าเป็ น การนําวิญญาณของผู้ตายให้ มาอยู่ที่นี่ ปกติของไทยเราจะต้ องมีเป็ นกระบะมุก อันนีต้ ามแบบของราช สํ า นัก ก็ ต้ อ งจัด ไปตามแบบนัน้ เป็ นการยากที่ เ ราจะเห็ น พระ จํานวนมากๆ มาชุมนุมกัน อันนี ้ก็มาจากพระจีนทัว่ ประเทศ ซึง่ ก็มี ไม่มากนัก อันนี ้เป็ นม้ าส่งสาร ปกติเริ่ มพิธีก็ต้องอ่านฎีกาเป็ นคําประกาศพิธี แล้ วก็ใส่ในม้ า แล้ วม้ านี ้เผาไฟเหมือนกับให้ ม้าควบขึ ้นไปแจ้ งข่าว แก่เทวดาทังหลาย ้ อันนี ้เป็ นการถวายอาหารเจ เรี ยกว่าถวายพุทธบูชา แล้ วอันนี ้เป็ น ช่วงที่เชิญดวงพระวิญญาณลงมา แล้ วนี่เป็ นสะพานมีขันสาคร เวลาเราขึ ้นสะพานลงสะพาน เราก็ต้องหย่อนเงินเหมือนกับว่าเรา ต้ องทิง้ ความยึดมั่นถื อมั่นพวกนีท้ ิง้ ลงไป เพราะว่าเอาติดตัวไป ไม่ได้ ส่วนกระถางธูปนี ้ก็บชู าผู้ที่รักษาสะพานเรี ยกว่าเจ้ าหัวท้ าย สะพาน คือก่อนข้ ามจะต้ องบอกกล่าวแล้ วก็ข้ามไป คือสะพานนี่ เขาเชื่อกันว่า มีพระสูตรบอกว่าเวลาจากโลกไปสู่อีกโลกหนึ่งมัน


จะมีแม่นํ ้า แม่นํ ้านี ้เขาบอกว่าถ้ าเป็ นคนที่ทํากุศลจะข้ ามไป หรื อ ข้ ามภพไปนี ้จะมีสะพานเงินสะพานทองให้ ข้ามตามกําลังบุญที่ทํา แต่ถ้าเป็ นคนที่ทําบาปไม่มีสะพานให้ ข้าม จะต้ องว่ายนํา้ ข้ ามไป แต่อํานาจของกรรมมันก็จะฉุดให้ ดิ่งลงแม่นํ ้า เพราะฉะนันจะต้ ้ อง ตะเกียกตะกายว่ายขึน้ มาใหม่ ไม่สามารถข้ ามไปได้ อย่างง่ายๆ ฉะนัน้ การที่ วิ ญ ญาณมี ส ะพานเงิ น สะพานทองให้ ข้ า มนี่ มัน ก็ เหมือนเป็ นวิญญาณที่สร้ างกรรมดีมาแล้ ว เรื่ องของสะพานแต่ละท้ องถิ่นมีการใส่ความเชื่อท้ องถิ่นเข้ าไปด้ วย กงเต๊ กของฆราวาสบางแห่งบอกว่ามีสะพานที่ต้องข้ ามไปถึงเจ็ด ครัง้ อันนี ้ไม่เหมือนกัน แต่ว่าเดิมในพุทธศาสนานัน้ มีแค่สะพาน เงินสะพานทอง ถ้ าเป็ นพิธีข้ามสะพานในสมัยรัชกาลที่ ๕ รัชทายาทหรื อเชื ้อพระ วงศ์ ท่านจะแต่งขาว แต่ว่าหลังสมัยรั ชกาลที่ ๖ ลงมาส่วนใหญ่ เดี๋ยวนี ้ในพิธีศพท่านจะแต่งดํา ในสมัยก่อนคนไทย งานศพผู้ใหญ่ เราใส่ขาว งานศพผู้น้อยเราใส่ดํา อย่างถ้ าเราจะไปงานนัน้ ผู้ตาย นันอ่ ้ อนหรื อแก่กว่าเรา ถ้ าคนตายแก่กว่าเราเราก็ต้องใส่ ขาว ถ้ า


คนตายอ่ อ นกว่า เรา เราใส่ดํา แต่เ ดี๋ย วนี ค้ นไทยเราใส่ดํา หมด เป็ นไปตามสมัยนิยม อันนีไ้ ม่ใช่เฉพาะในบ้ านเรา ในฮ่องกง ใน ไต้ หวันก็เหมือนกัน ในพิธีกงเต๊ กส่วนใหญ่ลูกหลานก็ใส่ดําเยอะ เดี๋ยวนี ้ อันนี ้เป็ นลอยกระทง ก่อนจะทําพิธีทิ ้งกระจาดก็ลอยกระทงบอก แก่วิญญาณต่างๆ ให้ มารับส่วนกุศล แล้ วก็ปล่อยนกปล่อยปลา เป็ นการให้ ทาน อันนี ้เป็ นป้ายประกาศเขาเรี ยกว่า “ ปั ง้ ” แผ่นกระดาษนี่จะต้ อง ติดอยู่หน้ ามณฑลที่ทําพิธีทิ ้งกระจาด ส่วนนีเ้ ป็ นปั ง้ แบบเก่า เรา จะเห็นเหมือ นหนังจี น เวลาเขามีป ระกาศอะไรก็ จะติดอยู่หน้ า กําแพงเมือง อันนี ้ก็เหมือนกันก็ไปปิ ดอยู่ด้านหน้ า แล้ วพอเสร็ จพิธี ก็เผาไฟ ปั ง้ นีจ้ ะมีรูปแบบเยอะ จะมีหลายแบบ พิธีหนึ่งก็มีแบบ หนึง่ ไม่เหมือนกัน ผู้ดาเนินการอภิปราย ขอบคุณอาจารย์ มากครั บ ต่อไปเราก็ มาต่อที่อาจารย์ แสงอรุ ณ เรี ยนเชิญอาจารย์แสงอรุณครับ


อาจารย์ แสงอรุ ณ กนกพงศ์ ชัย สวัสดีค่ะ ดิฉันก็ถื อว่ากลับมาเยือนบ้ านเก่าที่นี่ คือเมื่อก่อนเคย ทํางานที่เมืองโบราณมาก่อนไปสอนหนังสือ ที่จริ งคําว่ากลับบ้ าน เก่านี่ ฟั งดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ความจริ งแล้ วมันก็อยู่ในเนื อ้ หาพิธี กงเต๊ กเหมือนกัน ทีนี ้ก่อนจะไปถึงตรงนัน้ ขอนําเสนอเรื่ องนี ้ กตัญํูในบรรพชน ทัง้ ฝ่ ายไทย ฝ่ ายจีนหรื อ ชาติไหนก็ตามที่อยู่บนพื ้นแผ่นดินไทย อันนี ้คือแรงบันดาลใจที่ทํา ให้ ตวั เองสนใจที่จะศึกษาเรื่ องกงเต๊ กก็คือ รู ปร่ างนี่เราจะเห็นว่า ทางนี ้เป็ นพิธีกงเต๊ กไหหลํา เมื่อตอนเด็กจําได้ ว่าเข้ าไปร่ วมในพิธี กงเต๊ ก ของอา แล้ ว ตอนนัน้ เด็ก มากจํ า ได้ ว่า เป็ นช่ ว งที่ อ เมริ ก า ส่งอพอลโลขึ ้นไป ความประทับใจวัยเด็กตรงนัน้ มันทําให้ ร้ ู สึกว่า ทําไมมีปิศาจเข้ ามาอยู่ในงานพิธีกรรมด้ วย คนที่อยู่ในรู ปนี ้จะใส่ หน้ าคล้ ายๆ เป็ นปิ ศาจ อันนี ้มันเป็ นความบันดาลใจแต่แรกเลยว่า ทําไมถึงสนใจที่จะทําและศึกษาเรื่ องของกงเต๊ ก โดยเฉพาะกงเต๊ ก ไหหลํ า พอดีดิฉัน เป็ นลูกครึ่ ง ไทยกับ จี น ไหหลํ า แล้ วมาสู่การที่ ถึงแม้ โตขึ ้นจนอายุสี่สิบกว่าแล้ ว ก็พยายามตามหาอยู่เหมือนกัน


ว่ายังมีการทํากงเต๊ กไหหลําอยู่หรื อเปล่า ปรากฏว่าครัง้ หนึ่งไปรับ บริ การซอยผมในซอยกิ่งเพชร ซึ่งเป็ นถิ่ นเก่าของพวกไหหลําถิ่ น หนึง่ ลองคุยกับเจ้ าของร้ านเขาดูวา่ ยังมีห่นุ กระบอกไหหลําหรื อว่า งิ ้วไหหลําเล่นอยู่ไหม ปรากฏว่าเขาก็บอกว่ายังมี แล้ วด้ วยความ เป็ นชุมชนเล็กๆ แต่ว่าอยู่ในเมือง เขาก็สามารถหาเบอร์ โทรศัพท์ ของคนที่ ทํา กงเต๊ ก ไหหลํ า ให้ ได้ ด้ว ย นํ าไปสู่การติดต่อ ในเวลา ต่อมา ซอยกิ่งเพชรนี ้จะอยู่ถนนเพชรบุรี ซอยกิ่งเพชรซึง่ เป็ นชุมชนเล็กๆ ก็จะเหลื อแต่ร้านข้ าวมันไก่ไหหลํา อย่างนี ้ และวัฒนธรรมดังเดิ ้ มเช่นเรื่ องของการมาซ้ อมดนตรี ตาม บ้ านนี ้หายไปแล้ ว ตอนเด็กๆ ยังเห็นว่ามีคนที่ยงั สนใจเรื่ องดนตรี จีนเขาจะไปตามบ้ านไปซ้ อมดนตรี กนั ซึง่ ตอนนี ้ไม่มีแล้ ว เหลือแต่ ร้ านข้ าวมันไก่ให้ เราเห็นเท่านัน้ เมื่อนําไปสู่ความสนใจที่จะศึกษาพิธีกงเต๊ กไหหลํานี ้ เลยต้ องไป ทํางาน คล้ ายๆ กับไปทํางานตามศาลาวัด เพราะว่าเราทํางาน ภาคสนาม เราไปทําที่อื่นไม่ได้ นอกจากสถานที่ๆ เขาบําเพ็ญกุศล


ก็ไปตามนี ้ อันนี ้ก็จะเป็ นคล้ ายๆ รายละเอียดของผู้ตาย งานนี ้เขา จะใช้ ทงภาษาจี ั้ นแต้ จิ๋วและก็จีนไหหลําด้ วย แต่เป็ นตัวอักษรไทย นอกจากทํางานภาคสนามแล้ วเรายังต้ องดูเอกสารต่างๆ ด้ วย อัน นี ้เป็ นตํารากงเต๊ กของพระสงฆ์ อนัมนิกาย ซึ่งมันมีเก่าแก่ไปกว่า นัน้ พิธีกงเต๊ กมาอยู่ในเมืองไทยมานานมากเสียจนเราไม่ร้ ูว่าจะไปสืบ จากชาวบ้ านว่าเขาทํามานานแค่ไหน แต่ว่าถ้ าเป็ นพิธีตามราช สํานัก มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าทําครัง้ แรกเพื่อถวายพระบรมศพ รัชกาลที่ ๓ แต่มนั เป็ นปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ อันนี เ้ ป็ นตําราพิธีกงเต๊ กญวนซึ่งพระสงฆ์ อนัมนิ กายพัฒนาขึน้ บอกมูลเหตุว่าทําไมต้ องทําพิธีกงเต๊ ก คือแสดงว่าสังคมไทยเราก็ ให้ ความสํ า คั ญ กั บ การศึ ก ษาหาความรู้ เรื่ อ งของกงเต๊ กมา พอสมควร นี่เป็ นหนังสือที่ทําแจกตอนงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ า รํ าไพพรรณี คําว่ากงเต๊ ก แปลว่าการบําเพ็ญคุณงามความดี


ตรงนี ้เราจะเห็นว่าก่อนจะทําพิธีอะไรก็ตาม พระสงฆ์จะมาคล้ ายๆ ดี ด นํ า้ มนต์ ที่ เ ครื่ อ งกระดาษ แล้ วสั ง คมจี น จะเป็ นสั ง คมให้ ความสําคัญกับตัวหนังสือ จะเห็นว่าที่เครื่ องกระดาษทุกชิน้ จะ ตอกยํา้ ว่าจะต้ องเขียนชื่อผู้รับคือผู้ตาย และต้ องลงชื่อผู้ส่งด้ วย คือหมายถึงลูกหลานคนโตๆ ซึ่งรู้ สึกว่าจะเป็ นลูกชายคนโตถึงจะ สมบูรณ์แบบ ตรงนีจ้ ะเป็ นกิ่งไผ่แล้ วก็มีชื่อของดวงวิญญาณคนตาย ที่บอกว่า พิธีกงเต๊ กนันให้ ้ ความสําคัญกับหนังสือ สังเกตว่าพระที่มาทํา พิธี พอมาถึงบริ เวณพิธี สิ่งแรกที่ท่านจะทําก็คือท่านจะคุยกับญาติ ผู้ ตาย เพื่ อ ซั ก ถามว่ า ลู ก หลานนั น้ ชื่ อ อะไรบ้ าง ท่ า นจะให้ ความสําคัญเรื่ องนี ้มาก ที่จริ งแล้ วดิฉันจะให้ ความสนใจพิธีกงเต๊ กไหหลําเป็ นพิเศษ แต่ถ้า มีกงเต๊ กภาษาอื่นบ้ างก็จะควบไปด้ วย จีนในเมืองไทยเราจะมีห้า กลุ่มภาษาใหญ่ๆ จีนฮกเกี ้ยน จีนไหหลํา กวางตุ้ง แต้ จิ๋ว และจีน แคะ


ทางขวามือนันเราจะเห็ ้ นว่า เจ้ บ่วยคนนีเ้ ป็ นภรรยาของโชกุน โช กุนเป็ นเจ้ าพิธีกงเต๊ กของไหหลํา ซึ่งช่วงที่ดิฉันทําวิจัยก็ได้ เบอร์ โทรศั พ ท์ จ ากที่ ว่ า ร้ านเสริ ม สวยนั น้ ติ ด ต่ อ และน่ า เสี ย ดาย เพราะว่าโชกุนเสียชีวิตไปแล้ ว ดิฉันก็ถือว่าโชคดีที่ได้ ทํางานชิ ้นนี ้ เสร็ จ ก่ อ นที่ ท่ า นจะเสี ย ชี วิ ต และที่ น่ า สนใจต่ อ จากนัน้ ก็ คื อ ว่ า หลังจากที่ทา่ นเสียชีวิตไปแล้ ว ภรรยาของท่านได้ ติดต่อดิฉนั มาว่า อยากจะขอวิดิโอเทปที่ไปถ่ายภาพที่โชกุนทําพิธี เพื่อจะให้ คนที่ เมืองจีนคนที่จะมารับสืบทอดพิธีนี ้ได้ ศึกษา คือตรงนีไ้ ด้ แสดงให้ เห็นว่าที่เมืองจีนเรื่ องการประกอบพิธีได้ จางลงไปแล้ ว เขาจึงต้ อง มาขอต้ นตํ า รั บ จากเมื อ งไทย ภรรยาของท่ า นก็ จ ะคอยดู แ ล พิธีกรรมทัว่ ไป คอยให้ คําปรึกษาลูกหลานด้ วย สําหรั บผู้ตายที่เป็ นผู้ชาย สําหรั บของกงเต๊ กไหหลําจะมีพิธีโป๊ ย เคี ้ยด คือแก้ กรรมให้ ผ้ ตู ายด้ วยการสวดมนต์โดยการโยนเชือกเป็ น ปมโยนข้ างหลังไปให้ ลูกหลานได้ ช่วยแก้ มันเป็ นสัญลักษณ์ ให้ ลูกหลานแก้ กรรมให้ กบั ผู้ตาย


ตอนแรกๆ เจ้ าพิธีจะออกมาแล้ วก็ทําพิธีเบิกวิญญาณออกมาจาก โลง กงเต๊ กไหหลําน่าสนใจตรงที่เขาให้ ความสําคัญกับการเล่นงิ ้ว เขาเชื่ อ ว่ า ถ้ าหากทํ า พิ ธี ต อนแรกๆ เชิ ญ วิ ญ ญาณออกมา วิญญาณจะไต่ผ้าที่พาดจากโลงนี ้ลงมา แล้ วตอนช่วงคํ่าจะมีการ คล้ ายๆ เล่นงิ ้ว จะเห็นว่าแต่งตัวเป็ นงิ ้วเลยมาเล่น คนที่แก่ๆ ที่ใส่ ชุดสีออกส้ มๆ แดงๆ ถือว่าเป็ นเจ้ าที่ คนจีนไหหลําไม่ว่าจะทําพิธี อะไรจะต้ อ งไหว้ เ จ้ า ที่ ก่ อ น เวลาเราไปไหว้ สุส านบรรพบุรุ ษ ที่ สมาคมไหหลําหรื อว่าที่ไหนก็ตาม เราก็จะไปไหว้ เจ้ าที่ก่อน ก่อนที่ จะไปไหว้ หลุมฝั งศพบรรพชนของเรา ในพิธีกงเต๊ กนี ้ไท้ แปะกงจะมี บทบาทมาก ออกมาเป็ นตัวให้ เห็นแล้ วก็เล่นงิ ้ว เหมือนกับว่าแจ้ ง ข่าวการตายให้ ไท้ แ ปะกงทราบในฐานะเป็ นเจ้ า บ้ าน ถ้ า เที ย บ เดี๋ยวนี ้ก็เหมือนเป็ นนายทะเบียนของหมู่บ้านนัน้ แจ้ งข่าวการตาย ไปที่เกาะไหหลํา รู ปที่สองเทียบได้ กับการเป็ นเจ้ าแห่งผี คือยมบาล ที่จะมาตัดสิน ว่าวิญญาณดวงนี ้จะได้ ไปดีหรื อไม่ดีแต่ส่วนใหญ่แล้ วก็จะบอกว่า ไปได้ ดี คือถ้ าบอกว่าไม่ดีเดี๋ยวลูกหลานไม่สบายใจ


พิธี ก งเต๊ ก ไหหลํ า นัน้ เราจะเห็ น ว่ า มัน มี ก ารปรุ ง แต่ ง พิ ธี ก รรมที่ ยืดเยื ้อ คือไม่ไปไหนเสียที เล่นงิ ้วอยู่นนั่ แล้ วเดี๋ยวก็ฝ่าด่านนรกทัง้ สิ บ อะไรอย่ า งนัน้ จริ ง ๆ แล้ ว พิ ธี ก งเต๊ ก ทั่ว ๆ ไปเราอาจจะเห็ น รูปภาพเป็ นนรกสิบขุม แต่ของไหหลํานันไม่ ้ มีภาพนรก แต่เขาเอา มาแสดงเป็ นงิ ้ว จริ งการฝ่ าด่านนรกทังสิ ้ บมันเหมือนกับมีที่มาจาก พิธีศพของคนกลุม่ น้ อยทางใต้ ของจีน ฉะนันเขาบอกว่ ้ าพอคนตาย ไปแล้ วจะต้ องเดินทางผ่านภูมิลํ าเนาอะไรต่อมิอะไรนี จ้ ะไปหา บรรพชนที่เมืองแถน นี่หมายถึงชนกลุม่ น้ อยทางตอนใต้ ของจีนเขา ไปทังหลายแหล่ ้ นี่ อันนี ้มันเป็ นที่มาของคําว่ากลับบ้ านเก่า กลับไป หาบรรพชน บางทีเราเองบางทีเราพูดเหมือนกับพูดเล่นๆ กลับ บ้ านเก่าแต่จริ งๆ มันมีที่มา อันนี ้เป็ นฉากสุดท้ ายซึง่ เป็ นฉากที่สะเทือนใจมาก เพราะว่าตอนนี ้ เขาจะให้ วิญญาณขึ ้นไปบนหอคอยสูงๆ แล้ วก็มองลูกหลานที่นงั่ อยู่ ข้ า งหน้ าโลงศพอย่ า งอาลัย อาวรณ์ ลู ก หลานเองจริ ง ๆ ก็ เหมือนกับว่าฟั งภาษาเขาไม่ค่อยรู้เรื่ อง แต่ว่าฉากนี ้มันสร้ างความ สะเทือนใจถ้ าคนที่ฟังฟั งรู้เรื่ อง เขาจะพรํ่ าพรรณนาว่าวิญญาณนี่


อาลัยอาวรณ์ลกู หลานอย่างไร จนในที่สดุ เสียงปี่ จากเครื่ องดนตรี กงเต๊ กก็จะดังขึ ้นมาสามครัง้ เป็ นสัญญาณว่าถึงเวลาที่จะต้ องไป แล้ ว ตรงนี ้ถ้ าฟั งเข้ าใจเขาจะเศร้ าใจมาก อันนี ้ก่อนที่จะเดินสะพานไต้ ซือหรื อประธานในพิธีจะทําพิธีชําระ ดวงวิ ญ ญาณให้ ส ะอาด สัง เกตว่ า ตัว เหล่ า ซื อ นี จ้ ะมี วิ ธี ป ฏิ บัติ อ่อนโยนมากเหมือนให้ เกียรติกบั ดวงวิญญาณ แล้ วถ้ าสังเกตซุ้ม อาบนํ ้าของกงเต๊ กไหหลํานี่ จะไม่เหมือนซุ้มอาบนํ ้าของจีนทัว่ ๆ ไป ซึง่ ส่วนใหญ่จะทําเป็ นกระดาษ นี่เป็ นลักษณะพื ้นบ้ าน ทีนีก้ รณี ที่มีการทําพิธีให้ มากกว่าหนึ่งดวงวิญญาณ คือบางคน อาจจะญาติพี่น้องตายไปแล้ ว แต่ว่าตอนนันก็ ้ ยงั ไม่มีฐานะทําให้ ได้ ที นี ม้ ากกว่าหนึ่ง วิ ญญาณนี่ ก็จ ะใช้ สื่อ นัน้ มาขดง่ า ยอย่ า งนี ้ สังเกตว่าเหล่าซือนี่เขาจะเป็ นคนที่แบกที่เป็ นวิญญาณสีขาวๆ นี ้ เดินนําหน้ าพวกลูกหลาน เหล่าซือก็จะใส่ เขาบอกว่าชุดนี ้เป็ นชุด สีร้ ุ ง เสื ้อคลุมนี่จะสีวบั แวมซึ่งอันนี ้น่าจะต่างจากกงเต๊ กจีนภาษา อื่นๆ ที่พบในประเทศไทย


พิธีกรรมนี ้จะเริ่ มถูกปรุงแต่งขึ ้นอย่างที่การสะกดวิญญาณหรื อการ ชํ า ระวิ ญ ญาณด้ วยไฟ เราก็ ไ ม่ พ บในกงเต็ ก ภาษาอื่ น ๆ มั น เหมือนกับทําให้ พิธีเยิ่นเย้ อขึ ้นหรื ออะไรก็ตาม สุดท้ ายก็มีการเผากระดาษ ตอนนีไ้ ต้ ซือแกก็จะเอาเสื ้อสีร้ ุ งออก และก็จะแต่งตัวเป็ นคนธรรมดาเป็ นคนปกติแล้ วก็มาทําพิธี อันนี ้เป็ นกระบองให้ ลกู ชายถือคํ ้ายันตามไปส่งศพ เขาบอกว่าถ้ า ไม้ กระบองนี่ยาวแค่ไหน ก็แสดงว่าลูกหลานนี่อุตสาหะหรื อบาก บัน่ ที่จะเอาศพไปส่งในระยะทางไกล ซึง่ หลังจะงุ้มลงไป อันนีเ้ ป็ นชุดกตัญํู คือชุดผ้ ากระสอบนี่ กระแสความรู้ บางที่นี่ บอกว่าเรี ยกตัวว่าชุดกตัญํู เป็ นของลูกชายก็จะสังเกตที่เอวจะมี ถุง ผ้ า สี ๆ เขาบอกว่ า เอาไว้ ใ ส่ เ หรี ย ญเวลาที่ จ ะหย่ อ นตอนขึ น้ สะพาน หย่อนลง หลานปู่ หรื อหลานคนโตเขาจะถือว่าเป็ นลูกชาย คนเล็ก คนจีนเขาจะให้ ความสําคัญกับลูกชาย แล้ วลูกสาวที่ยงั ไม่ แต่งงานจะใส่กระโปรง สังเกตว่าชุดกระสอบผ้ าจะยาวลงมาถึง ข้ างล่างเลย เปรี ยบเทียบกับลูกสะใภ้ ซึง่ ถือว่าเป็ นลูกสาวในบ้ าน


ตัวเองนันจะไม่ ้ ต้องนุ่งกระโปรง การแต่งชุดของคนจีนในพิธีกงเต๊ ก มันบอกฐานะบอกรุ่นและบอกเพศด้ วย นี่เป็ นพวกลูกเขยจะแต่งชุดขาวแต้ มจุดสีฟ้า คือบางกลุ่มภาษาก็ จะไม่เหมือนอย่างนี ้ และตรงนี ้เป็ นหลานปู่ ก็คงปลายไปแล้ วก็แต่ง ชุดขาว จริ งๆ แล้ วจะแต่งชุดผ้ าด้ ายดิบด้ วยซํ ้าไป อันนี ้เป็ นหลานนอก คือผู้ตายเป็ นตาของเขาจะมีจดุ แดงๆ แต้ มที่ ผ้ าโบกด้ วย ต่อมาก็มีการผ่อนคลายไม่ต้องแต่งชุดขาวดําอย่างนี ้ก็ ได้ ในเวลาที่ทําพิธีข้ามสะพาน เพราะถื อว่าพิธีข้ามสะพานเป็ น ขันตอนของการส่ ้ งวิญญาณ อันนี ้เป็ นเครื่ องดนตรี โก๊ หรื อกลองแล้ วก็กล่องไม้ กล่องไม้ นี่อยู่เลย ออกไปทางขวามือ เครื่ องดนตรี อันนีโ้ ดยเฉพาะของจีนไหหลํานี่ น่าสนใจมาก แล้ วเราก็พบว่าเครื่ องดนตรี ที่ใช้ ในพิธีกงเต๊ กของจีน ไหหลําจะมาใช้ ในการเล่นงิว้ ไหหลํา และในการเล่นหุ่นกระบอก ไหหลําด้ วย


อันนี ้เราย้ อนไปนิดที่ว่าแก้ กรรมให้ กับผู้ตายผู้ชาย ผู้ประกอบพิธี จะโยนขมวดปมเชือกโยนไปข้ างหลังให้ ลกู หลานช่วยกันแก้ เป็ น สัญลักษณ์วา่ ได้ แก้ กรรมให้ กบั ผู้ตายแล้ ว อันนีเ้ ป็ นภาพลายเส้ นน่าจะเป็ นเรื่ องของขบวนศพซึ่งยังตีความ ไม่ได้ อาจารย์ เศรษฐพงษ์ จงสงวน คื อ อย่ า งนี ค้ รั บ ขบวนศพนี่ ถ้ า เป็ นสมัย เก่ า เขาจะต้ อ งแห่ ก่ อ น ตังแต่ ้ มีเครื่ องดนตรี นําหน้ า ให้ นึกถึงหนังจีนจะมีขนุ นางเดินทางก็ ต้ องมีแห่ อันนี ้ก็เหมือนกัน เพราะว่าข้ างหน้ านี่มนั จะต้ องมีเครื่ อง สูงตามลําดับศักดิ์ของสังคม อย่างเช่นจะมีเป็ นโคมไฟและบอกชื่อ สกุล ชื่อ แซ่ของสกุลนัน้ แล้ วก็จะมีเป็ นเฮียงเต้ ง เป็ นเกีย้ ว แล้ วก็ ตังกระถางธู ้ ป และอีกอันหนึ่งเป็ นเกีย้ วตัง้ รู ปของคนตาย หรื อว่า สมัยเก่าจะเป็ นป้ายวิญญาณแล้ วต้ องแบกไป และต้ องมีคนแบก ถัด มาก็ จ ะมี พ ระหรื อ นัก พรตสวดมนต์ แล้ ว ก็ จ ะถึ ง ศพ แล้ ว ก็ ลูกหลานเดินตาม ที่ธงอันนันก็ ้ จะเหมือนธงที่อยู่ในกงเต๊ กเอาไปส่ง ศพด้ ว ย แล้ วก็ แ ห่ กั น ไป ถ้ าเป็ นบางท้ อ งถิ่ น เขาจะแห่ เ ครื่ อ ง


กระดาษยังไม่เผาในพิธีกงเต๊ ก หรื อว่าเผาไปชุดหนึ่ง ทําขึ ้นมาใหม่ อีกชุดหนึ่งสําหรั บส่งศพก็แห่กันไป แล้ วก็ไปเผาที่นั่นก็มี อันนี ก้ ็ สมัยเก่า อย่างของทางจีนทางเหนือนี ้ เมื่อก่อนผมก็เข้ าใจว่าไม่มี แต่จริ งๆ แล้ วปรากฏว่าสมัยราชวงศ์ชิงธรรมเนียมเก่ามีทวั่ ประเทศ แต่ว่า เนื่องจากปั จจุบนั เราไม่เห็นแล้ ว เพราะเปลี่ยนการปกครอง ธรรม เนี ยมเก่าก็ หายไป แต่สมัยก่ อนนีค้ นรํ่ ารวย กงเต๊ กที่ปักกิ่ งนี่ ทํา ยิ่งใหญ่กว่าของเราเยอะ เขาถึงขนาดว่าทํามณฑลพิธีมีพระหลาย นิ กายมาสวด มี มณฑลพิธีของพระสงฆ์ พระภิกษุ ชุดหนึ่ง ของ ภิกษุณีชดุ หนึง่ ของนักพรตชุดหนึ่ง ของพระลามะชุดหนึ่ง เรี ยกว่า คึกครื น้ มาก แล้ วก็สวดกันทังวั ้ นทังคื ้ น เมื่อก่อนนันเป็ ้ นอย่างนัน้ แต่เดี๋ยวนีก้ ็ไม่เห็นแล้ ว เป็ นอยู่ในบันทึก ก็จะมีเห็นบ้ างอย่างใน พวกวรรณคดีจีน บางทีก็จะมีเรื่ องพวกนี ้แทรกไว้ อย่างเรื่ องความ ฝั นในหอแดง (หงโหลวเมิ่ง) ก็จะมีเล่าถึง อธิ บายถึงงานศพของ ญาติพระเอกก็จะพูดถึงความยิ่งใหญ่ต่างๆ อย่างงานศพในเรื่ องจิ นผิงเหมย เรื่ องของผู้หญิ งสามคนที่เมืองไทยเราว่าดอกเหมยใน


กุณฑีทอง ที่จริ งมันเป็ นชื่อของคนสามคน ก็จะมีการพูดถึง ตอน ที่บ๊ ตู วั่ (พี่ชายบู๊สง) ตาย ก็จะมีการทําศพ นิมนต์พระมาสวดมนต์ อะไรอย่างนี ้ อันนีเ้ ป็ นห่งพวงแบบคนฮกเกี ย้ นในไต้ หวัน คือธงก็จะเป็ นไม้ ไผ่ แล้ ว แต่ ภูมิ ภ าคก็ ดัด แปลงกัน ไปตามความสวยงามของนิ ย ม สําคัญคือต้ องเขียนชื่อผู้ตายและวันเดือนปี เกิด วันที่เสียเวลา อันนีเ้ ป็ นพวกผ้ าที่ไว้ ทุกข์ อันนีเ้ ป็ นของคนฮกเกีย้ นที่ไต้ หวัน คือ การไว้ ทกุ ข์ตามธรรมเนียมเก่าเขาแบ่งไว้ ว่า ไว้ ทกุ ข์ตามความสนิท ของสายเลือด ถ้ าสายเลือดใกล้ ชิดเขาแบ่งเป็ นห้ าชัน้ ชัน้ ที่ใกล้ ที่สุดคือลูกหลานก็ต้องไว้ ทุกข์ หนักที่สดุ เสื ้อผ้ าก็ต้องหยาบที่สุด พอห่างออกไปถ้ าเราสังเกตลูกหลานเสื ้อผ้ าหยาบที่สดุ ก็จะเป็ นผ้ า กระสอบที่เราเรี ยกกันว่า ผ้ ากระสอบ พออีกชัน้ หนึ่งเป็ นผ้ าดิบ พอ ถัดไปอีกชันหนึ ้ ง่ ก็จะเป็ นผ้ าขาว จากผ้ าขาวไปก็จะเป็ นสีแล้ ว สีนํ ้า เงิน จากสีนํา้ เงินออกไปอีกชัน้ หนึ่งก็จะเป็ นสีเหลือง อีกชัน้ หนึ่ง เป็ นสีแดง พอชันเลยจากนั ้ นไม่ ้ ต้องไว้ ทกุ ข์


การสนิทนีม้ นั ขึน้ ทังสี ้ ่ทิศ จากตัวเราขึน้ ไปสี่ทิศ ด้ านข้ างด้ วยทัง้ ภรรยาสามี ซึง่ สมัยก่อนนี ้เมืองไทยเมื่อก่อนนี ้ก็ปฏิบตั ิเคร่งครัด แต่ ว่าสมัยก่อนอย่างสมมุติวา่ ลุงหรื ออาเราเสีย เราต้ องไปเดินสะพาน ด้ วย ไปชุดไว้ ทกุ ข์ แต่ปัจจุบนั นี ้ครอบครัวเล็กลง เราทําแต่ว่าพ่อ เรา ลุงเสีย อาเสีย เราถือว่าก็บ้านลุงบ้ านอา คือลุงกับอานี่เราถือ ว่าเรายังต้ องไปเพราะเป็ นหลาน หลานในสกุลแซ่เดียวกัน หลาน ในสกุลนี่พี่ของพ่อน้ องของพ่อเราต้ องไปงานศพและจะต้ องไว้ ทกุ ข์ ด้ วย มันก็จะมีลําดับชัน้ ถ้ าลูกก็สามปี ลงมาก็ปีหนึ่ง คนจีนนีถ้ ้ า เดิมเขาจะไว้ ทกุ ข์ให้ พ่อหนักกว่าแม่ และถ้ าผู้หญิงนี่ก็ไว้ ทกุ ข์ให้ พ่อ สามีมากกว่าพ่อตัวเอง ทีนี ้ไม้ เท้ านี่ที่จริ งมันก็คือไม้ เท้ าเดินนี่ ไม้ เท้ าเวลาเราเดินทาง พอ ไว้ ทกุ ข์มากมันก็ต้องมีไม้ เท้ าคํ ้ายัน ไม้ เท้ าเดินก็แบ่งอีกเป็ นไม้ เท้ า ไว้ ทุกข์ ให้ พ่อเป็ นไม้ ไผ่ ไว้ ทุกข์ ให้ แม่เป็ นไม้ ชนิดหนึ่งเขาเรี ยก “ อู๋ถง ” คือต้ นเมเปิ ล้ แต่วา่ เมืองไทยนี ้ใช้ ต้นไทร คืออย่างนี ้เขาบอก ว่า ความรักของพ่อมันมีขอบเขตเหมือนกับข้ อไม้ ไผ่ พ่อจะรักลูก จะรั กแบบมีกฎเกณฑ์ แต่นี่รักแบบกว้ างกว่าไม่มีกฎเกณฑ์ แต่


ปั จจุบนั เมืองไทยใช้ ไม้ ไผ่หมด ส่วนใหญ่นะครับ มีของคนจีนแคะ บางถิ่นเขาก็จะแยก แต่เดี๋ยวนีไ้ ม้ เท้ าเราสันเหลื ้ อนิดเดียว มันมี ความหมายแฝง บางท่านบอกว่าเป็ นคบเพลิง ที่จริ งไม่ใช่ อันนี ้ ของแก้ เลย อาจารย์ แสงอรุ ณ กนกพงศ์ ชัย ที่อาจารย์ พูดถึงชุดประกอบอะไรนี ้ ดิฉันเคยไปค้ นภาพเก่าที่หอ จดหมายเหตุแห่งชาติได้ ไปพบชุดกงเต๊ กชุดกระสอบนี่ที่เป็ นภาพ เก่ า ปรากฏว่ า ชุ ด กระสอบเขาเรี ย กมี ก ารหุ้ มห่ อ อะไรอย่ า ง เรี ยบร้ อย ซึ่งจริ งๆ แล้ วมันผิดจารี ต เพราะว่าเขาไม่ปล่อยให้ เน่า สุดที่จะทนได้ คือเหมือนกับว่าลูกหลานอยู่ในฐานะที่โศกเศร้ านี่ ไม่ให้ มารักสวยรักงาม ผมก็ร้ ูสกึ จะห้ ามตัดหรื อห้ ามสระด้ วยซํ ้าไป อาจารย์ เศรษฐพงษ์ จงสงวน คืออย่างนี ้ครับ ปกติผ้ ชู ายจะโกนผม คือหาทางออกไปเลยคือโกน ผม เพราะฉะนันสมั ้ ยก่อนถ้ าผู้ชายโกนผม เขาบอกว่าพ่อเสียหรื อ แต่ผ้ หู ญิงโกนไม่ได้ ก็ต้องห้ ามสระ ได้ ข่าวว่าส่วนใหญ่ก็แอบสระ แต่แต่งหน้ านี่พอไหว


อาจารย์ แสงอรุ ณ กนกพงศ์ ชัย อัน นี จ้ ี น ที่ ไ ปอยู่น อกประเทศไทยนี่ เ ขาทํ า พิ ธี ก งเต๊ ก หรื อ เปล่ า ปรากฏว่ า ไปดู ใ นเวบไซต์ มี เ ยอะเลย อั น นี เ้ ป็ นคนจี น ที่ อ ยู่ ที่ พนมเปญที่กมั พูชา เราจะเห็นว่าเขาก็แต่งชุดกงเต๊ กเหมือนกัน แต่ ว่าอาจจะไม่เข้ มข้ นเหมือนที่บ้านเรา แต่ก็ยงั ใช้ ผ้ากระสอบเหลือ นิดเดียว แล้ วเป็ นชิ ้นสี่เหลี่ยมแปะที่หน้ าผากเท่านันเอง ้ ของเรานี ้ ใส่ทงชุ ั ้ ดเลย อย่างที่อาจารย์เศรษฐพงษ์ ว่า ความเข้ มข้ นของชุด กระสอบนี่ในเมืองไทยนี่ยงั สมบูรณ์กว่า อันนี ้เป็ นกงเต๊ กที่ประเทศจีนมีประเพณีร้องไห้ ดิฉนั เคยดูวิดิโอเทป ที่น้องเขาไปทําพิธีกงเต๊ กให้ อาม่าเขาที่เมืองจีน ทางตอนใต้ ของ เมืองจี น เราดูแล้ วเราอยากจะร้ องไห้ ตาม เพราะว่าเขาร้ องกัน ระงมไปหมด คือเสียงมันน่ากลัวมาก อันนี ้เป็ นที่ไต้ หวัน เห็นอาจารย์วา่ เครื่ องกระดาษเขายังสวยงามอยู่ นี่ที่ฮ่องกงจะเห็นว่าเครื่ องกระดาษเขามันเป็ นพวงๆ ชอบกล คือ ถ้ าของเรา เราจะพับกันแบบประณีต


นี่เป็ นพิธีศพของคนจีนที่ซานฟรานซิสโก เขาก็มีการแห่ ซึ่งเขาก็ ยังให้ ความสําคัญกั บดนตรี อยู่ ดนตรี นี่มันเหมือนกับช่วยสร้ าง บรรยากาศ แต่ว่าไม่ค่อยเหลือความเป็ นจริ งเท่าไหร่ นกั ตอนทํา วิจัยกงเต๊ กไหหลํา สิ่งที่อยากจะบอกก็คืออยากให้ มีการทําวิจัย เกี่ ย วกับ กงเต๊ ก หลายๆ ภาษา และโดยเฉพาะเรื่ อ งของดนตรี เพราะว่า มัน เป็ นระบบสากลที่ ใ ครจะไปศึก ษาต่อ ก็ ได้ ไม่ ว่ า จะ ประเทศไหน เพราะว่าตัวโน๊ ตดนตรี นี ้มันเป็ นสากล ประมวลความคิดในเรื่ องของความกตัญํูในจารี ตของสังคมจีน โบราณ ก็ได้ จากหนังสืออะไรต่างๆ ตรงนี ้โดยเฉพาะจากขงจื๊อ เขา บอกว่าความกตัญํูนัน้ เป็ นกฎธรรมชาติของฟ้า เป็ นธรรมะที่ ชอบของดิน และเป็ นคุณธรรมแห่งความคิดของประชาชน ฉะนัน้ เรื่ องความกตัญํูนี่เป็ นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากของคนจีน ที นี ส้ ่ ว นที่ เ กี่ ย วข้ อ งกับ กงเต๊ ก โดยตรงเรื่ อ งความกตัญ ํูนี่ ลูก จะต้ องกตัญํูต่อบิดามารดาห้ าประการ หนึ่งแสดงความเคารพ อย่างสมํ่าเสมอ หาอาหารไปให้ เขากิ น เป็ นทุกข์ กังวลเมื่อท่าน เจ็บป่ วย และเมื่อท่านเสียชีวิตก็ ต้องแสดงความโศกเศร้ าเสียใจ


และต้ องเซ่นไหว้ และทํากงเต๊ กอย่างเคร่ งครัด อันนี ้กงเต๊ กนี่ถือว่า เป็ นหนึง่ ในห้ าข้ อที่ลกู หลานต้ องทําให้ ทีนีก้ ารกตัญํูจริ งๆ แล้ ว ในจารี ตสังคมจีนไม่ได้ กตัญํูเฉพาะ พ่อแม่ มันเป็ นความกตัญํูในระดับสังคมด้ วย ต่อผู้ปกครอง เด็ก เล็กหรื อแม้ แต่ผ้ ใู หญ่ นอกจากนี ้ยังคลอบคลุมไปถึงการกตัญํูต่อธรรมชาติด้วย มีพิธี กงเต๊ กไหหลําที่ดิฉันศึกษานี ้น่าสะเทือนใจมาก ตรงที่ว่าถ้ าผู้ตาย เป็ นผู้ห ญิ ง ที่ อ ยู่ใ นฐานะให้ กํ า เนิ ด ลูก เขาบอกว่ า ตอนที่ แ ม่ ใ ห้ กําเนิดลูกนี่แม่จะเสียเลือดมาก เลือดนี ้มันจะไหลไปที่ดินไปที่พื ้น ปฐพี ความเชื่อของคนจีนบอกว่าตรงนี ้เป็ นบาปของผู้หญิงที่คลอด ลูก เพราะฉะนัน้ ถ้ าแม่ตายไปแล้ วลูกจะต้ องมาแก้ กรรมให้ แก้ กรรมในพิธีกงเต๊ กนี ้ เพราะฉะนัน้ จีนทุกกลุ่มภาษานี่จะมีพิธีเขา เรี ยก ล้ างสายโลหิตมารดา ทุกภาษาเลย แล้ วคนที่ฟังภาษารู้เรื่ อง นี่เขาบอกว่าจะเศร้ าเสียใจมาก คือพื น้ ปฐพีนี่คนจีนถือว่ามีคณ ุ ค่า กับเขา เพราะว่าเป็ นแหล่งผลิตอาหาร วิถีชีวิตของคนจีนโบราณก็ คือเกษตรกรเหมือนกับคนไทย เพราะฉะนันถ้ ้ าทําดินสกปรกตอน


ตายนี่เขาเชื่อว่าวิญญาณของแม่จะไปวนเวียนอยู่ที่ตกั โลหิต อันนี ้ อยู่ในคราบปฏิกูลอะไรต่ออะไร จนกว่าลูกจะมาทําพิธีให้ ถ่ าย บาปให้ แม่ แม่ ถึ ง จะไปเกิ ด ได้ นี่ เ ท่ า กั บ ว่ า เป็ นเรื่ องที่ ใ ห้ ความสําคัญต่อธรรมชาติ ทีนี ้มาที่กงเต๊ กจากสํานวนจีนกลางกงเต๋ยใช่ไหมอาจารย์ คุณงาม ความดี สี่ อ ย่ า ง บริ จ าคเงิ น สร้ างกุศ ลทัง้ หลาย ใช้ แ รงกายคื อ นอกจากให้ สตางค์แล้ วใช้ แรงกายสติปัญญาทํางานให้ ส่วนรวม และใช้ คําพูดให้ กําลังใจกับผู้คนหรื อเอื ้อเฟื อ้ ความรู้ สกึ ดีๆ ด้ วยนํ ้า ใสใจจริ ง อันนี ้อาจารย์ด็อกเตอร์ นริ ศช่วยกรุ ณาแปลให้ อาจารย์ นริ ศอยู่ที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเหมือนกัน กงเต๊ กในความหมายที่เราคุ้นเคย พอพูดถึงกงเต๊ กนี่หลายๆ คนก็ จะกลัว มันเป็ นความรู้สกึ ที่มนั เกี่ยวกับงานศพ แต่กงเต๊ กที่ดิฉนั จะ ศึกษาว่าไปแล้ วก็เหมือนมันครอบคลุมอยู่สี่เรื่ อง คือสวดกงเต๊ ก เดินกงเต๊ กก็ คือเดินพาวิญญาณข้ ามสะพาน ชุดกงเต๊ กก็ คือชุด กตัญํูหรื อชุดผ้ ากระสอบเมื่อกี ้ หรื อเครื่ องประดับกงเต๊ ก ก็คือ เพื่อว่าจะอํานวยความสะดวกให้ กบั ผู้ตาย


มั น มี เ รื่ อ งคอรั ป ชั่ น ในพิ ธี ก งเต๊ กเหมื อ นกั น คื อ ในระหว่ า งที่ ประกอบพิธีของกงเต๊ กไหหลํา ปิ ศาจจะออกมาเป็ นระยะๆ แล้ วจะ มาบอกต่อรองกับตัวเหล่าซือว่าต้ องเผาเครื่ องกระดาษให้ เขา เขา ถึ ง จะเอาวิ ญ ญาณมาให้ เ ข้ า ร่ ว มพิ ธี อ ะไรแบบนี ้ คื อ ต้ อ งมี ก าร ต่อรองกัน เพราะว่าลูกหลานเขาจะบอกว่า นี่เขากําลังแสดงความ กตัญํูนะ ไอ้ เจ้ าวิญญาณนี่ก็ไม่ยอม อย่างไรก็ต้องให้ เผาเครื่ อง กระดาษไปให้ อยู่ดี ต้ องมีเงินใต้ โต๊ ะ ตรงนี ้ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่า การกตัญ ํู ใ นความหมายแบบนี ม้ ัน เหมื อ นมัน ไม่ ค รบวงจร กตัญํูกับบิดามารดา แต่ไม่ใช่กตัญํูกับสังคม ก็เลยต้ องช่วย เจ้ าหน้ าที่ของรัฐบาลยมราช อาจารย์ เศรษฐพงษ์ จงสงวน มีทุกแห่ง คือคนจีนสังคมจีนนีม้ ีคนมาก เราจะเห็นว่ามากจริ งๆ เพราะฉะนัน้ การติดต่ออะไรแล้ วอยากให้ มันสะดวก คือกว่าจะ เข้ าคิวมันก็นานก็เลยเกิดวิธีคิดอย่างนี ้ แล้ ววิธีคิดอย่างนีไ้ ม่หาย ถึงปั จจุบนั กฎหมายเขาจะเข้ มงวดแต่ก็ยังมี คือไม่หายเพราะว่า เขาต้ องการลัดขันตอน ้


อาจารย์ แสงอรุ ณ กนกพงศ์ ชัย แล้ วมันเข้ ามาเบ่งบานในประเทศไทยด้ วยนะอันนี ้ ตอนนีเ้ ริ่ มมา สรุปแล้ ว เดิมคนจีนทําพิธีกงเต๊ กเพื่อจะกตัญํูต่อบรรพชน ต่อมา พิธีกงเต๊ กก็ถูกปรุ งแต่งให้ มันเยิ่ นเย้ อขึน้ ถึงตอนนีเ้ หมือนกับว่า ความหมายเดิมมันหาย มันค่อยๆ เลือนหายไป ทีนีล้ ูกหลานรุ่ น หลังด้ วยการศึกษาหรื อว่าความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ พอพิธีกรรม พวกนี ้อธิบายเขาไม่ได้ เพราะฉะนันความสํ ้ าคัญของกงเต๊ กมันก็จะ ค่อยๆ หายไป อยากจะฝากว่ า มี ค นจี น โพ้ น ทะเลที่ ไปอยู่ทั่ว โลก แล้ ว เขาก็ นํ า ขนบธรรมเนี ย มประเพณี พ วกนี ไ้ ปด้ ว ย ถ้ า เราส่ ง ออกแนวคิ ด กตัญ ํูไ ปผ่ า นรู ป แบบพิ ธี ก รรมในบางช่ ว งตอนให้ มี คุณ ค่ า มี ความหมาย อย่างที่ล้างอ่างโลหิตของมารดา อย่างน้ อยให้ ลกู เอง รู้สกึ ถึงคุณของมารดา เป็ นรายละเอียดของพิธีกงเต๊ กไหหลําช่วงนี ้ บอกถึงว่าแต่ละเดือนนี่แม่ทุกข์ยากอย่างไร อันนีเ้ ทียบกับพิธีทํา ขวัญนาคของคนไทยซึง่ เหมือนกันเลย แนวคิดที่เราจะเคารพญาติ ผู้ ใหญ่ ที่ จ ริ งอยากจะให้ มั น ยั ง อยู่ ใ นบ้ านของเรา อาจจะ


ปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของแต่ละท้ องที่ แล้ วอย่างน้ อย มัน ก็ ไ ด้ กับ สถาบัน ครอบครั ว ก่ อ นแล้ ว ก็ ค่ อ ยๆ กระจายค่ อ ยๆ ขยายออกไป ก็มีข้อเสนอแนะด้ วยว่าอยากเห็นการศึกษาพิธีกงเต๊ กในเชิงลึก และก็ในเชิงกว้ างด้ วย โดยเฉพาะตรงนี ้ที่มีการทําวิจัยพิธีกงเต๊ ก แต้ จิ๋วแล้ ว ไหหลํานี่ร้ ู สึกจะมีอยู่รายเดียว ทีนีจ้ ีนแคะก็มีแล้ ว แต่ จีนแคะนี่เขาทําเฉพาะดนตรี จีนกวางตุ้งกับจีนฮกเกีย้ นนี่ดิฉันยัง ไม่เห็น อยากให้ มีการศึกษาตรงนัน้ แล้ วก็อยากให้ ศกึ ษากงเต๊ กใน ถิ่นที่มีชาวจีนโพ้ นทะเลอยู่ทกุ ภูมิภาค แล้ วก็ศึกษาพิธีศพตาม จารี ตดัง้ เดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ไตที่อยู่ทางตอนใต้ ของจีนและที่ เวียดนามหรื อที่ตอนเหนือประเทศไทย เพราะว่าเราจะพบร่ องรอย ดังเดิ ้ มอะไรอีกเยอะเช่นเรื่ องกลับบ้ านเก่าเป็ นต้ น ตอนที่ ทํ า งานวิ จัย อัน นี พ้ บว่ า โลกทัศ น์ เ กี่ ย วกับ การเผาเครื่ อ ง กระดาษมันพัฒนาไป ถึงว่าจะต้ องเผาพวกเครื่ องยาหรื อยาไว อาก้ านี่ส่งไปให้ ผ้ ูตาย ซึ่งตรงนีว้ ่าไปแล้ วก็ร้ ู สึกสลดใจเหมือนกัน


คือมานึกถึงโคโยตี ้งานศพในบ้ านเรา มันดูแล้ วเหมือนชีวิตมันไม่ หลุดไปจากกิเลสเท่าไหร่ แม้ วา่ จะตายไปแล้ ว ขอบคุณมหาวิทยาลัยหัวเฉียวที่สนับสนุนการทําวิจยั ขอบคุณร้ าน หนังสือริ มขอบฟ้ า มูลนิธิเล็ก -ประไพ วิริยะพันธุ์ และโดยเฉพาะ น้ องๆ ที่ช่วยประสานงาน อาจารย์ เศรษฐพงษ์ และคณะกงเต๊ ก และขอขอบคุณ เป็ นพิ เ ศษสํ า หรั บ บรรพชนทัง้ ของไทยจี น และ นานาชาติ เพราะว่าพวกเราอยู่กันมาสมานฉันท์ โดยธรรมชาติ ด้ วยการหล่อหลอมความคิดบนฐานของความเคารพซึ่งกันและ กันบนผืนแผ่นดินไทยแห่งนี ้ ขอบคุณค่ะ ผู้ดาเนินการอภิปราย ผมเคยคุยกับเพื่อนคนจีนแคะ เขามีทริ กนิดหนึ่งว่าเวลาญาติเขา เสีย เขาจะไม่ตดั ผมเป็ นเดือนๆ นัน้ เขาทําได้ อย่างไร เขาบอกเขา ใช้ แป้งฝุ่ นโรยบนหัวไว้ เลยหวีไปเรื่ อยๆ ให้ แป้งมันหายไปเพราะ แป้งมันจะซึมลงไปที่หนังหัว เขาบอกมันจะได้ ไม่คนั อาจารย์ เศรษฐพงษ์ จงสงวน


อยู่ได้ อย่างมากก็เจ็ดวัน อยู่เลยเจ็ดวันไม่ได้ เพราะเราเมืองร้ อนนี่ ไม่ได้ ทนไม่ไหวครับ ผมสามวันก็สระแล้ ว คืออย่างนี ้เขาถือว่ามันจะไปล้ างความเป็ นสิริมงคลต่างๆ หรื อว่า ล้ างความที่จะได้ รับจากการทําบุญ ให้ พ่อหรื อจากไว้ ทุกข์ อะไร อย่างนี ้ ผู้ดาเนินการอภิปราย ในการทํากงเต๊ กทําไมถึงใช้ ไฟ ไฟทําไมถึงเป็ นตัวเข้ าในสื่อกลาง ในการนําพาสิ่งของ อาจารย์ เศรษฐพงษ์ จงสงวน คือคนจีนเขาเป็ นเมืองหนาว เพราะฉะนันสื ้ ่อที่ง่ายที่สดุ ก็คือไฟ ที่ จริ งมันไม่ใช่เฉพาะจีน พวกอารยันก็เผาเครื่ องบูชา พวกยิวก็ใช่ และถ้ าอย่างเป็ นพิธีหลวงอย่างของราชสํานัก อย่างพวกของไหว้ ที่ เราเห็น ที่เรานํามาอย่างนี ้หมูแพะอะไร ถ้ าเราไปเทียนถานที่ปักกิ่ง เขามีเตาสําหรับเผาเลย คือไม่ใช่เผาเฉพาะกระดาษ คือเขาเอาผ้ า ไหมเผาเลย แล้ วก็พวกของบูชานัน้ ก็เผาลงไปบางส่วนเผาลงไป


คือ ไฟนี่ มัน ลอยขึน้ สูง มัน จะสื่ อ ทางจิ ตวิ ญ ญาณได้ แล้ ว มนุษ ย์ หลายชาติอนั นี ้มันสื่อมาจากดึกดําบรรพ์ ฉะนันการจุ ้ ดธูปมันก็สื่อ มาจากวัฒนธรรมการเผาเหมือนกัน แต่ว่าพัฒ นามากลายเป็ น เครื่ อ งหอม แล้ ว ก็ ล อย การลอยขึ น้ เหมื อ นกับ เป็ นการน้ อ มนํ า จิตใจให้ ดึงขึน้ พวกคาทอลิกก็ ยังเหลือการใช้ กํายาน แล้ วก็ มา แกว่งตรงหน้ าศพ ผู้ดาเนินการอภิปราย อีกหนึ่งคําถามครับ วันที่จะเผานันเขามี ้ กระดาษเงินกระดาษทอง มาวางที่ ห น้ าศพ แล้ วก็ เ อาหมู ย่ า งเป็ นตั ว ๆ มาวางไว้ และ ลูกหลานก็แล้ วแต่ว่าใครจะให้ เท่าไหร่ เหมือนกับเป็ นการโชว์ พอ มาตัง้ แล้ วก็มีคนมานั่งคอยบอกให้ คํานับ แล้ วก็ไล่มาเรื่ อยๆ รุ่ น ลูกผู้ชาย หลานผู้ชาย หลานในหลานนอกนี ้ อย่างนี ้มันคืออะไร อาจารย์ เศรษฐพงษ์ จงสงวน ถ้ า เรานึ ก ถึ ง งานศพคนจี น เขาจะมี ก ารเซ่ น ไหว้ การเซ่ น ไหว้ ที่ สํ าคัญ ก็ คือ การเซ่น ไหว้ ป ระจํ า วัน เซ่น ไหว้ ป ระจํ า วัน ก็ คือ ด้ ว ย อาหาร ลูกสะใภ้ นี่จะยกอาหาร เช้ ายกนํ ้าก่อน นํ ้าล้ างหน้ าแปรงสี


ฟั นอะไรต่างๆ นี ้เหมือนกับเป็ นการปรนนิบตั ิเหมือนกับผู้ตายยังมี ชีวิตอยู่ เสร็ จแล้ วก็ยกอาหารสองครัง้ อันนี ้คือปกติประจําวัน แล้ ว พอครบเจ็ดวันครัง้ ที่หนึ่งต้ องมีการเซ่นไหว้ ครัง้ ใหญ่ เจ็ดวันแรก ครัง้ ใหญ่ก็คือตัวนี ้ ปกติหลักการของคนจีนนี่มนั จะมีศพั ท์ที่ใช้ เซ่น ไหว้ ก็คือ เดิมนี่เป็ นสัตว์เลี ้ยง สัตว์เลี ้ยงสําคัญในครอบครัวก็จะมี หมู มีวัว มี แ พะ แต่ว่า สามัญ ชนนี่ ใ ช้ ได้ แ ค่ห มูทัง้ ตัว แต่ถ้ า เป็ น ชุมชนก็จะเป็ นหมู แพะ ทังตั ้ ว เพราะฉะนันจะเห็ ้ นสมาคมตระกูล แซ่จะเป็ นหมูทงั ้ ตัวแพะทังตั ้ ว แต่ถ้าเป็ นระดับกษัตริ ย์จีนเขาจะ เป็ นวัว แพะและหมู สามอย่างเป็ นสัตว์สามชนิด ปกติถ้าเป็ นคน จีนภาษาอื่นเขาใช้ หวั หมู แต่ว่าทางที่ตรังอาจจะนิยมเป็ นหมู หมู หัน หมูย่าง ทีนี ้พอเซ่นไหว้ อนั นี ้เริ่ มหายไปแล้ ว หลังจากนันจะต้ ้ องมีการตังที ้ ่ บูชาไว้ ในบ้ าน พอเชิญกระถางธูปหรื อว่าเชิญวิญญาณกลับบ้ าน แล้ ว จะเผาหรื อฝั งก็ตามจะตัง้ ที่บูชาไว้ แล้ วก็ ปฏิบัติเหมือนกับ ตอนที่ตงศพ ั ้ ยกอาหารเช้ าเย็น แล้ วก็มีตงอ่ ั ้ างล้ างหน้ า อันนี ้เขา เรี ยก “ ตี ้เล๊ ง ” คือตังที ้ ่บชู า ๔๙ วัน


ทีนีก้ ารตัง้ ที่บูชา ๔๙ วันนี ้ พอครบเจ็ดวันครัง้ หนึ่งก็จัดไหว้ ใหญ่ ครัง้ หนึ่งในครบวันตาย ปั จจุบนั เราจะเห็นตรงนีน้ ้ อยแล้ ว คือพอ กลับบ้ านก็ยกขึ ้นหิ ้งเลย แล้ วเจ็ดวันครัง้ หนึ่งจะไหว้ หรื อไม่ไหว้ อัน นี ้แล้ วแต่ความพร้ อมของลูกหลาน เนื่องจากว่าลูกหลานไม่มีเวลา มา จริ งๆ แล้ วเช้ านี่เขาไม่ให้ เกินเก้ าโมง ทีนีล้ ูกหลานนี่ยังไม่ทัน แปดเก้ า โมง หกโมงเช้ าก็ ต้องออกจากบ้ านแล้ ว ฉะนัน้ มันไม่มี เวลามาปรนนิบตั ิ ตรงนีห้ ายไป แต่ว่าในจีนโพ้ นทะเลที่อื่น ตรงนี ้ บางแห่ง ก็ ยัง มี อ ยู่ ตรงนี ท้ ี่ ผ มบอกว่ า บางแห่ ง มี ความหนัก เบา อนุรักษ์ ไม่เท่ากัน แต่ส่วนกงเต๊ กของจี นกวางตุ้งก็คือกงเต๊ กแบบที่พระสงฆ์ จีนทํา แบบที่ผมศึกษาอยู่ ฮกเกี ้ยนนี่คงจะต้ องลงไปสักครัง้ อาจารย์ แสงอรุ ณ กนกพงศ์ ชัย เคยศึก ษาเบื อ้ งต้ น กงเต๊ ก ของจี น ฮกจิ ว ซึ่ง เป็ นคนทางภาคใต้ เหมือนกัน เขาก็เอาหมูทงตั ั ้ วมาเหมือนกัน แต่ว่าไม่ใช่เป็ นหมูปิง้ หรื อหมูย่าง เป็ นครัง้ แรกที่เห็นพิธีกงเต็กว่าหมูมาทังตั ้ ว ผู้เข้ าร่ วมฟั งการอภิปราย


ขออนุญาตเรี ยนถามเพื่อความกระจ่างสักสองสามข้ อว่า ข้ อห้ าม ในพิธีกงเต๊ กหรื อว่าสิ่งที่ควรทํา อันที่สองความแตกต่างระหว่าง ของหลวงกับของราษฎร์ ว่าแตกต่างกันอย่างไร ประเด็นที่สาม แนวโน้ มว่ า พิ ธี ก งเต๊ กจะยั ง คงอยู่ ใ นสั ง คมจี น หรื อ ว่ า อยู่ ใ น พระไตรปิ ฎก ประเด็นที่สี่ สิ่งที่ขาดไม่ได้ เลยในพิธีกงเต๊ กนี่คืออะไร รวมทังค่ ้ าใช้ จ่ายโดยประมาณหรื อคร่ าวๆ แล้ วที่เขาบอกว่าเขาไป เจอคนรับจ้ างร้ องไห้ นี ้ ยังคงมีอยู่หรื อเปล่าในเวลานี ้ อาจารย์ เศรษฐพงษ์ จงสงวน จริ งๆ ข้ อห้ ามก็จะไม่เฉพาะกงเต๊ ก กงเต๊ กจะมีว่าคนท้ อง อย่าง ลูกสะใภ้ ท้องหรื อลูกสาวเขาก็จะไม่ให้ ข้ามสะพาน เขาจะให้ ไป คุกเข่าอยู่ข้างๆ สะพาน บางทีเขาเชื่อว่าบางคนเขาเชื่อว่าในท้ องนี ้ มีวิญญาณมาอยู่ ทีนี ้ข้ ามไปข้ ามมาวิญญาณก็อาจจะกลับไปก็ได้ ไม่ อ ยู่ อัน นี บ้ างคน บางคนก็ บ อกว่ า คนที่ ท้ อ งนี ร้ ่ า งกายยัง ไม่ บริ สทุ ธิ์พอห้ ามข้ าม แล้ วบางคนที่มีประจําเดือนก็ห้าม ข้ อห้ ามอันนีค้ วามจริ งมันไม่เกี่ ยวกับกงเต๊ กมันเกี่ ยวกับงานศพ ทัว่ ไป ห้ ามของเซ่นไหว้ บางอย่าง อย่างเช่นไม่เอากล้ วยหอมไหว้


เพราะกล้ วยนี่เดี๋ยวจะมีงานศพซ้ อนเข้ ามาอีก หรื อว่าสาลี่ก็ไม่ใช้ บางแห่งไม่ถือ อันนี ้ขึ ้นอยู่กบั บางท้ องถิ่น อย่างไล้ หรื อสาลี่ เวลา เรี ยกอีกคําเขาเรี ยกอีกเสียงหนึ่งว่าลี่ ลี่แปลว่าห่างไกล จากกัน หรื อว่าอะไรอย่างนี ้เขาก็ไม่เอา เรื่ องข้ อถือก็จะมี แล้ วบางทีเขาจะ ถือเกี่ยวกับอย่างเช่นวันที่ทํากงเต๊ กหรื อวันที่ออกศพ วันนัน้ เป็ น ผลร้ ายแก่ลูกหลานคนไหน คนนัน้ อาจจะมางานไม่ได้ อันนีเ้ ป็ น ลักษณะของเขาเรี ยกชง จริ งๆ ถ้ าสมัยเก่านี่ก่อนจะออกศพก็ต้องดู วันออกศพ ผมเคยเจองานหนึ่ง ดูวนั ปรากฏว่าครบสิบวันก็ต้องรอ อีก รอจนกว่าจะได้ ฤกษ์ ดีถึงจะไปฝั ง ทีนีบ้ างทีมนั ไม่สามารถไป กําหนดได้ คือกําหนดแล้ วก็ยงั มีผลร้ ายแก่ลูกหลานบางคน ก็คน นันก็ ้ หลบไป อย่างนี ้ก็มี แต่ส่วนใหญ่เดี๋ยวนี ้เท่าที่เห็นท้ วมๆ ก็คือดู ฤกษ์ หมายถึงว่าให้ ไปถึงที่สสุ านเวลานี ้ แล้ วให้ ลงหลุมเวลานี ้ อัน นี ้ยังมี พิธีราษฎร์ พิธีหลวงความต่างกัน ต่างกันอย่างเช่นพิธีราษฎร์ มนั จะ มีความเชื่อชาวบ้ านเข้ ามาแก้ กรรมให้ พ่อแม่ แต่ว่าพิธีหลวงนี ้เรา ไปบอกเจ้ านายมาแก้ กรรมไม่ได้ อย่างพิธีบางแห่งคนกวางตุ้งนี ้จะ


มีพิธีเปิ ดประตูนรก คือเอาวิญญาณขึน้ มาจากนรก แล้ วก็มาทํา พิธีกงเต๊ ก แต่เจ้ านายนี ้เราบอกว่า ท่านสวรรคตแล้ ว วิญญาณลง ไปนรกนี่ อันนี ้มันไม่บงั ควรที่จะไปทําแบบนัน้ หลายท่านมาถาม เหมือนกัน หลายท่านโวยวายว่า เห็นสมเด็จกรมหลวงฯ ท่านก็ เป็ นผู้หญิง ท่านก็คลอดลูกแล้ ว ทําไมไม่ต้องไปแก้ กรรมให้ ท่านกิน นํ ้าแดงอะไร ผมก็บอกว่าไม่ได้ ไปทําอย่างนันมั ้ นไม่เหมาะ คือเจ้ า นี ้มีวิธีปฏิบตั ิบางอย่างที่ไม่ควรไปทํา อย่างนันไปลบหลู ้ ่ ทีนีอ้ ย่ างเรื่ องที่ชาวบ้ านชอบเรี ย กว่า กิ นนํ า้ แดง มัน มีพระสูตร อันหนึ่งในพระไตรปิ ฎกจีนเล่าว่าพระโมคลานะท่านไปนรก แล้ ว ท่านก็ไปเห็นวิญญาณที่อยู่ในสระโลหิต ท่านก็สงั เกตว่าวิญญาณ ที่อยู่ในสระ ที่รับทุกข์ในนรกขุมนี ้ทําไมเป็ นวิญญาณผู้หญิง ท่านก็ เลยถามผู้คมุ ว่าทําไมวิญญาณถึงเป็ นผู้หญิง ผู้คมุ ก็บอกว่าหญิง เหล่านี ้ ตามพระสูตรบอกว่า เมื่อมีชีวิตเวลามีประจําเดือน เอาผ้ า ที่ เ ปื ้อ นประจํ า เดือ นไปซัก ตามแม่นํ า้ ลํ า คลอง คือ เนื่ อ งจากว่ า แม่นํ ้าลําคลองก็ไหลไปเรื่ อยๆ คนที่อยู่ปลายนํ ้าเขาก็เอานํ ้านันไป ้ ทําอาหารก็มี หรื อว่านํ ้านี ้ไปทําความสะอาดพระ หรื อแม้ กระทัง่ ไป


ทําอาหารบูชาพระหรื อว่าไปทําสารพัดอย่างอื่น ซึง่ เป็ นการทําโดย รู้ เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งอันนี ้มันเป็ นไปได้ สําหรับหลักคนที่อยู่กับนํา้ มันแน่นอนเราก็ไม่ร้ ู ว่าไปทําตัง้ แต่ชาติไหนเมื่อไหร่ ฉะนัน้ เวลา ตายไปแล้ วก็ไปรับกรรมตรงนี ้ ทีนี ้เขาก็เลยมีความคิดว่าให้ ลกู หลานมาชดใช้ กรรมตรงนี ้แทนพ่อ แม่ แสดงความกตัญํู วิธีแสดงความกตัญํูก็คือ เขาจะให้ ลูก กับลูกสะใภ้ มากินนํ ้าแดง ๑๒ ถ้ วยเหมือน ๑๒ เดือน ก็เหมือนกับ นํ า้ นี ก้ ็ คื อ นรกเลื อ ดที่ แ ม่ จ ะต้ องไปกิ น เป็ นการกิ น แทนแม่ สมัยก่อนผมเข้ าใจว่ามีเฉพาะคนจีนแต้ จิ๋ว แต่พอศึกษาไปมันมีทกุ กลุ่ม มี ทั่ว ประเทศจี น แล้ ว นํ า้ แดงปั จ จุ บัน ก็ พัฒ นาการมา ใน สมัยก่อนก็ใช้ เป็ นไม้ บางชนิดที่แช่นํ ้าลงไปแล้ วเกิดสีแดง ปั จจุบนั ก็ เป็ นนํ ้าหวานเฮลบูลบอยล์ ผมก็เลยบอกยี่ห้อหมด บางยี่ห้อก็เป็ น แฟนต้ านํ ้าแดง นิยมกันอยู่สองยี่ห้อนี ้ เพราะว่าลูกหลานก็กินง่าย มันเป็ นอย่างนี ้ อาจารย์ แสงอรุ ณ กนกพงศ์ ชัย


ขออนุญาตเสริ มอาจารย์ เศรษฐพงษ์ พิธีกงเต๊ กของจีนกวางตุ้ง ดิฉนั ก็เก็บมาเป็ นแบบเบ็ดเตล็ดพระท่านเล่าว่าเดิมใช้ เปลือกไม้ มา แช่นํ ้าให้ เกิดสีแดงจริ งอย่างที่ท่านอาจารย์ว่า เขาเรี ยก “ นํ ้าอ่าง ช้ า ” ทีนี ้นํ ้านี ้มันรสชาติเฝื่ อน เพื่อสร้ างอารมณ์ให้ ลกู หลานว่าการ กินนํ ้าแดงนี่มนั เป็ นความทุกข์ คือแบบทุกข์แทนแม่ แล้ วลูกคนโตๆ ก็จะต้ องดื่มก่อน ทีนี ้ด้ านลูกเล็กๆ ก็งอแงจะไม่ดื่ม พี่ก็ต้องดื่มแทน น้ อง ที่จริ งนี่คือการสร้ างความสัมพันธ์ ในระหว่างพี่น้องด้ วย เมื่อ มาเปลี่ยนเป็ นเฮลบูบอยล์แล้ ว ความขมขื่นแบบนันมั ้ นก็ไม่มี คือ ทุกคนก็แย่งกันดื่มเพราะว่ามันหวาน มันไม่ได้ สร้ างบรรยากาศ ของความทุกข์ยาก อันนี ้คือความแปรผันของพิธีกรรม พิธีกงเต๊ กหลวงกับราษฎร์ ที่เราเห็นชัดก็คือ ของหลวงจะนิมนต์แต่ พระมา แต่ ข องชาวบ้ า นจะเป็ นพวกฆราวาสก็ มี อย่ า งที่ เ มื่ อ กี ้ กงเต๊ กไหหลําก็เป็ นฆราวาสมาทํา แล้ วกงเต๊ กของจีนแคะอย่างที่ เมื่อกี ค้ ุยกับ อาจารย์ น่าสนใจมาก แล้ วพิธีกงเต๊ กจี นแคะมีกลุ่ม ผู้หญิงมาทําพิธีด้วย กลุ่มผู้หญิงพวกนี ้เป็ นพวกรักษาศีล ถ้ าเราได้


ดูเขาประกอบพิธีแล้ ว เราจะทึง่ ในบุคลิกภาพที่เขาประกอบพิธีใน ตอนนัน้ มันน่าศักดิ์สิทธิ์มาก อาจารย์ เศรษฐพงษ์ จงสงวน คืออย่างนี ้จีนเป็ นประเทศที่กว้ างใหญ่ เพราะฉะนันปกติ ้ นอกจาก พระที่ประกอบพิธีให้ คนตายแล้ ววัดในท้ องถิ่นที่ไม่มีพระก็จะเป็ น อุบาสกอุบาสิกาที่สวดมนต์ได้ ร้ ูหนังสือแล้ วไปทําพิธี พอนานเข้ าก็ เลยเกิดมีคณะบุคคล บางคนก็ไปสวดเอาบุญ บางคนต่อมาก็ไป ทุก วัน เอาบุญ ไม่ไ หวก็ ต้อ งมี ค่ า ใช้ จ่ า ย เลยเกิ ด เป็ นคณะที่ รั บ ประกอบพิธีกรรม เหมือนกับอาจารย์ของเราที่วางศิลาฤกษ์ อะไร ที่ตัง้ ศาลพระภูมิอะไรอย่างนี ้ ที่เมืองจี นก็มีซึ่งบุคคลบางกลุ่มก็ เรี ยกว่าเป็ นนักพรต อย่างที่ของไหหลําเรี ยกว่าเหล่าเต ในฮ่องกง เขาเรี ย กหนํ่ า ม่ อ โหลว ซึ่ง ถื อ ว่ า เป็ นนัก พรตประเภทหนึ่ ง เป็ น นักพรตที่มีครอบครัวได้ และไม่ต้องถือศีลพรหมจรรย์ ไม่เหมือน สํานักจีนต้ องถือศีล ก็จะเป็ นนักพรตประกอบพิธีกรรม เพราะว่า เมื่อก่อนนี ้เมืองไทยเขามีหนํ่าม่อโหลว ตอนหลังหนําม่อโหลวคน สุดท้ ายเสียชีวิตไป ภรรยาลูกหลานก็หอบหนังสือสวดมนต์ของแก


และอุปกรณ์ ระฆังอะไรต่างๆ เครื่ องใช้ สวดมนต์ เครื่ องใช้ เคาะ จังหวะมาที่วัดโพธิ์ แมนฯ แล้ วก็ถวายหลวงพ่อ ว่าบ้ านแกไม่ทํา อาชีพนี ้แล้ ว เพราะทําไม่เป็ น และก็ไม่ทําด้ วย คือหนังสือสวดมนต์ ของเขาเล่มเดียวกับหนังสือสวดมนต์พระใช้ กนั เพราะฉะนันแกก็ ้ เลยถวายให้ วดั เลยเลิก อันนี ้คือคนสุดท้ ายของหนําม่อโหลวของ กวางตุ้ง ส่วนคนแคะก็มีทงั ้ พระที่เป็ นจีนแคะกับฆราวาสแคะที่ เป็ นอุบาสิก าซึ่งจะเป็ นชุดของเขาที่ค่อนข้ างจะไม่โ บราณ เป็ น ปลายราชวงศ์ ชิ ง คื อ จะใส่ เ ป็ นเสื อ้ คอจี น คล้ า ยๆ กี่ เ พ้ า แล้ ว มี กระโปรง คือมันจะเป็ นชุดชาวฮัน่ สมัยราชวงศ์ชิง ทีนี ้กงเต๊ กปั จจุบนั ไม่ว่าแบบไหนก็ตาม จะมีค่าใช้ จ่ายค่อนข้ างสูง ไม่ตํ่ากว่าสองหมื่นบาทขึน้ ไป มันจะเหมือนกับเหมาทังหมด ้ คือ เหมาประกอบพิธีกรรมทังหมด ้ แต่ว่ามีหลายคณะเขาอาจจะบอก อย่างที่เป็ นกงเต๊ กคณะฆราวาส บางแห่งเขาจะบอกราคาย่อมเยา หน่อย แต่พอเข้ าไปในพิธีก็อาจจะบอกว่า จะต้ องสวดบทนีเ้ พิ่ม ลูกสาวจะต้ อ งสวดเพิ่มเหมือนกัน และมีอั่ งเปาเพิ่มอีก เท่า ไหร่ บางงานลูกสาวก็บอกว่าคุณก็สวดไปซิตามที่เขาบอก ก็บอกว่า


ไม่ได้ ก็ต้องมีตรงนี ้เป็ นส่วนลูกสาว แล้ วบางทีมนั มีจิตวิทยาอย่าง คนแต้ จิ๋ว (เฉพาะอําเภอเตี ้ยเอี๊ย) เขาจะมีการแสดงอันหนึ่งที่นิยม คือ การวิ่งธง (เจ้ าก่งหรื อชึงกิ มซัว) ทีนีก้ ารวิ่งอย่างนี เ้ ขาเชื่อว่า เจ้ าภาพจะต้ องเป็ นลูกสาว ปรากฏว่าหลายงานพอลูกหลานเขา มานิมนต์พระไป ปรากฏว่าอาม่าหรื อคนแก่ที่บ้านไม่ยอม แกบอก ว่ า ไม่ ไ ด้ ต้ องพระวิ่ ง อย่ า งนี ้ พระเป็ นผู้ ช ายบุ ญ ก็ ต กแก่ ผ้ ู ชาย เพราะฉะนัน้ ต้ องไปให้ พวกที่เขาวิ่งอย่างนี ้ แล้ วลูกสาวเขาจะได้ บุญ ตรงนี ้ แล้ ว ถ้ าเป็ นลูก สาวที่ ไ ม่ มี ฐ านะ เขาก็ ไ ม่ ค่ อ ยสนใจ เท่าไหร่ ที่ให้ เขาออกสตางค์ แต่ถ้าลูกสาวที่เขามีฐานะ มีอยู่บ้าน หนึง่ ลูกสาวอยู่อเมริ การํ่ ารวยมาก แกบินมา พอแกรู้ว่าตรงนี ้แกทํา แล้ วแกดีมาก แกบอกเท่าไหร่ เท่ากัน แกออกเอง แต่ต้องทํา ไม่ทํา แกไม่ยอม แกบอกของพระตัดทิ ้งได้ แต่ตรงนี ต้ ้ องเพิ่มให้ แก อย่าง นีก้ ็มี บางรายก็ตลก มันเป็ นมุมมอง แต่ผมคิดว่าจะคลี่คลายไป ตามสภาพเศรษฐกิจทางสังคม ปั จจุบนั ในไต้ หวันหรื อฮ่องกงถ้ าชาวพุทธตาย เขาจะนิมนต์พระไป สวดมนต์ แต่จะไม่ใช่ประกอบกงเต๊ กแบบนี ้ ก็ คือนิมนต์ พระไป


พระท่านก็ นั่ง สวดมนต์ จ ากโต๊ ะ ที่ ท่านสวด คือ มั น จะเปลี่ ย นไป แล้ วเขาก็จะเป็ นว่าเวลาที่วดั มีงานประจําปี ของวัด เขาจะมีงาน อุทิศให้ คนตาย เขาจะมีจัดเหมือนกงเต๊ กนี่ ก็ ไปลงชื่ อตรงนัน้ ก็ เท่ากับว่าได้ ทํา ซึ่งกงเต๊ กกวางตุ้งที่หลังๆ หายไปเยอะ เพราะว่า คนกวางตุ้งเขาทําอย่างนี ้ คือมาลงชื่อไว้ ตามวัดจีน แล้ วเขาก็ไม่ ประกอบพิธี คือลงชื่อพิธีรวมที่วดั ไม่ต้องแยกทําพิธีโดยส่วนตัว ผู้เข้ าร่ วมฟั งการอภิปราย หลังจากปี หนึ่ง ๑๙๔๗ หรื อ ๑๙๔๙ นี่ ผมมัน่ ใจว่าหลังจากที่เขา ได้ เปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ ว สังคมของจีนเขายังยึดมัน่ ถือมัน่ ในเรื่ องกงเต๊ ก แต่ในส่วนตัวแล้ ว ผมคิดว่ายังคงจะต้ องยึดมัน่ ถื อ มัน่ อยู่ เพราะว่าเป็ นเรื่ องที่ดี เป็ นวิถีชีวิตที่ดีมากในเรื่ องของบรรพ บุรุษ สังคม ประเทศชาติ และธรรมชาติ ฉะนันอยากจะเรี ้ ยนถาม ว่า หลังจากที่เขาได้ เปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ ว เขายึดมัน่ ถือ มั่น ในเรื่ อ งกงเต๊ กแค่ ไ หนในกระบวนการของแต้ จิ๋ ว ไหหลํ า ฮกเกี ้ยน ในสังคมจีนในประเทศจีน อาจารย์ เศรษฐพงษ์ จงสงวน


ในประเทศจีนปั จจุบนั เขาจะนิยมเผาศพ คือ หนึ่งรัฐบาลส่งเสริ ม แกมบังคับให้ เผา พอเผาศพเสร็ จก็ จะมีการทําบุญตามศาสนา เหมือนกัน ถ้ าเป็ นชาวพุทธ แต่ส่วนใหญ่เขาจะมีสองอย่าง เขาจะ มีสถานที่แห่งหนึง่ จัดงาน ไม่วา่ จะจัดงานบุญหรื องานศพ เขาจะมี เหมือนกับการไปเช่าพื ้นที่ อันนี ้แบบหนึ่ง เขาจะไปจัดงานที่นนั่ ใน ฮ่องกงไต้ หวันก็นิยม ในขณะเดียวกันอีกที่หนึ่งก็ไปทําที่วดั แต่ว่า มันจะไม่คึกคักแบบที่ทําในบ้ านเรา พอเขาเผาศพไปแล้ ว อาจจะ ไม่กี่วนั ก็เผาเลย คือเผาไปก่อน เผาเสร็ จแล้ วก็ไปทําบุญที่วดั ซึ่ง วัดจีนเขาจะมีเป็ นห้ องๆ เหมือนกับศาลาบ้ านเรา แต่ว่าห้ องนี่เป็ น ห้ องสวดมนต์ เจ้ าภาพก็จะไปแจ้ งว่าจะไปทําบุญให้ กบั พ่อแม่ที่คน ตาย จะสวดมนต์ อย่างไร ท่านก็จะไปทํากันที่ห้องนัน้ แล้ วพระ ท่านจะสวดมนต์กี่วนั ก็แล้ วแต่ ถ้ ามีปัจจัยมากก็อาจจะจัดพิธีทิ ้ง กระจาดด้ วย อันนี ้แล้ วแต่ ปั จจุบนั ก็จะเป็ นอย่างนัน้ เป็ นลักษณะ แบบนี ้ เพราะว่าช่วงที่เป็ นคอมมิวนิสต์มากๆ เวลาตายลงในคอม มูนหรื อในหมู่บ้าน เขาก็จะมารวมตัวกันแล้ วก็กล่าวคําไว้ อาลัย ต่างๆ แล้ วเอาไปเผาหรื อว่าฝั ง แต่ในชนบทนันมี ้ บ้างที่ฝัง แต่ว่าฝั ง


นี่ ถ้ าเขาสั่ง ให้ ขุดก็ ต้อ งขุด แล้ ว ก็ ส วดเซ่น ไหว้ นี ย้ ัง มี แต่ ว่า ก็ ไ ม่ ยิ่งใหญ่มาก ปั จจุบนั พอเผาเสร็จเอากระดูกไปฝั ง ปกติกระดูกเอาไปลอยนํ ้าก็มี หรื อ ว่ า เอาไปบรรจุไ ว้ ต ามช่ อ งๆ ตามวัด อย่ า งนี น้ ิ ย มที่ สุดเอา กระดูกไปเก็บบรรจุเป็ นช่องตามวัด แต่ว่าถ้ าเป็ นพวกชาวพุทธที่ ปฏิบตั ิเคร่ งๆ เขาจะทําแบบโบราณ คือ เอากระดูกไปลอยนํ ้าให้ ปลากิน แต่ปัจจุบนั คนที่มีฐานะจะไปซื ้อที่ที่สสุ านแล้ วเอากระดูก ไปบรรจุที่ฮวงซุ้ยขนาดเล็กๆ ซึ่งเดี๋ยวนีก้ ็ตกแต่งสวยงามมาก มี หลายแบบตามฐานะ บางแห่งทําเป็ นสวนเป็ นอะไรอย่างดี ก็เป็ น อย่างนี ้ เป็ นพัฒนาการ คือความเชื่อคงไม่หายไป แล้ วก็ช่วงที่มี หวัดนกนี่ ก็ มี ก ารทํ า กงเต๊ ก ให้ ไก่ จํ า นวนมากที่ โ ดนฆ่ า อัน นี ใ้ น ฮ่องกงก็มี อาจารย์ แสงอรุ ณ กนกพงศ์ ชัย อันนี ้ก็จะยํ ้าเรื่ องความกตัญํู พอดีเรามีน้องคนหนึ่งซึง่ เคยไปทํา พิธีกงเต๊ กให้ กบั คุณย่าหรื ออาม่าที่เมืองจีน ขอเรี ยนเชิญน้ องพัชรา


ลิ ้มอําไพ ช่วยให้ ข้อมูลนิดหนึง่ คือตอนที่ตวั เองศึกษาเรื่ องกงเต๊ กนี่ ก็เลยขอความรู้จากน้ องเขาด้ วย คุณพัชรา ลิม้ อาไพ ได้ ไปที่ เมืองจี นเมื่อปี ๓๒ ในพิธีก งเต๊ กของอาม่า ไปที่ นั่นพอดี อาม่าก็มีลกู ชายหกคนแล้ วลูกหลานเยอะมาก แล้ วพิธีของเขารู้สกึ ว่าจะมีสามวัน คือตัวเองเหมือนตอนนัน้ ภาษาเราก็ไม่ค่อยแข็ง และก็คยุ กับใครไม่ค่อยได้ แต่ว่าพิธีนนมี ั ้ คนมาร่ วมงานเยอะมาก เนื่องจากว่าอาม่านี ้อายุ ๙๔ เขาบอกว่าที่ประเทศจีนคนที่เสียชีวิต อายุเยอะมากๆ จะมีคนมาร่ วมงานเยอะ แล้ วเป็ นพิธีที่จะต้ องจัด อย่างมาก ที่จําได้ ก็คือ ขบวนแห่ในพิธีนีย้ าวมาก เราก็ ตกใจว่า ทําไมถึงขบวนยาวเหมือนขบวนแห่ที่เราเห็นในเมื องไทย มีธงที่ เป็ นธงที่ใช้ หาม แล้ วถึงตอนพิธีที่บอกว่าร้ องไห้ ก็คือไม่มีใครเล่า ให้ เ ราฟั ง ก่ อ น เพราะเขาบอกให้ เ รานั่ง ลงก็ นั่ง เพราะว่ า ฐานะ หลานคนหนึง่ เท่านัน้ พอถึงตอนที่ร้องไห้ ก็ตกใจ เกิ ดอะไรขึน้ จะเงยหน้ าเขาก็บอกว่า ไม่ได้ ต้องก้ มหน้ า แล้ วต้ องร้ องเสียงให้ ดงั ที่ สุด พอตอนเสร็ จพิธี


แล้ วก็ถามว่าการร้ องไห้ นี่มนั อย่างไร เขาบอกว่ามันเป็ นโอกาสที่ จะบอกถึ ง ความกตัญ ํู ความรั ก ความผู ก พัน ซึ่ ง ยิ่ ง ร้ องดัง เท่าไหร่ก็จะบอกดังเท่านัน้ และตอนที่ไปส่งศพ ตอนที่ไปฝั ง ขบวน ที่ไปไหว้ ก็จะเดินรอบตลาดจนไปถึงภูเขาเล็กๆ ที่เราไปฝั ง ที่ จํ า ได้ ก็ คื อ ว่ า พอไปได้ ค รึ่ ง ทาง ผู้ ห ญิ ง ต้ อ งกลับ ก่ อ น แต่ เ รา อยากจะไปดู พิ ธี ที่ ต อนฝั ง เขาบอกไม่ ไ ด้ ผู้ หญิ ง ต้ องกลับ มา เหมือนกับว่ามาเตรี ยมกับข้ าวรอรับผู้ชายที่ต้องแบกขึ ้นไปแล้ วทํา พิธีฝัง เหมือนกับว่าเขาเหนื่อยกลับมาอะไรอย่างนี ้ ก็เท่าที่จําได้ ปี ๓๒ อาจารย์ แสงอรุ ณ กนกพงศ์ ชัย ขอบคุณค่ะ จะเห็นว่าผู้หญิงนี่จะถูกใช้ งานอยู่ตลอดเวลา แม้ แต่ ทําให้ พื ้นดินสกปรกแล้ วก็ยงั ต้ องมาทําอาหารเลี ้ยง พิธีกงเต๊ กนี ้อธิบายความเป็ นจีนได้ อย่างไร ก็คือความเป็ นสังคม รองรับ คือหมายความว่าสังคมจีนเป็ นสังคมที่ให้ ความสําคัญกับ ตัวหนังสือ เป็ นสังคมที่สืบสานกันด้ วยตัวหนังสือเป็ นสําคัญ เป็ น พิธีที่เราจะเห็นว่ามีความเกื ้อกูลกับธรรมชาติ เป็ นพิธีที่เราจะเห็น


การจัดระเบียบในสังคมโดยเฉพาะจากชุดทังหลายนี ้ ้ เป็ นพิธีที่ว่า ไปแล้ วเป็ นเรื่ องของความกตัญํูที่ครบวงจร แม้ วา่ มันจะมีการผิด ฝั ง มีการคอรัปชัน่ ไปบ้ าง แต่จริ งๆ ถ้ าเราปฏิบตั ิต ามโบราณจริ งๆ เราจะเห็นคุณค่าที่อยู่ในนันค่ ้ ะ อาจารย์ เศรษฐพงษ์ จงสงวน ผมเห็นด้ วยกับอาจารย์แสงอรุ ณว่าการที่เราศึกษาจริ งๆ ผมนี ้เริ่ ม จากความสงสัย แรกสุดเลยสงสัยว่าพ่อแม่บอกว่าเราเป็ นคนจีน แล้ วคนจีนเป็ นอย่างไร ก็เริ่ มจากจุดนี ้เท่านันเอง ้ ตอนหลังถึงว่าคน จีนเป็ นอย่างไรก็ไปอ่านประวัติศาสตร์ จีน แล้ วต่อมาถึงขันไปเรี ้ ยน หนังสือจี น ซึ่งเมื่อก่ อนรุ่ นผมตอนนัน้ ก็ ต้องแอบเรี ยน เพราะว่า ประเดี๋ยวจะโดนจับ ไปเรี ยนตามบ้ านตอนกลางคืน ผมว่า เด็ก เดี๋ ย วนี ม้ ี โ อกาสดี อย่ า งคํ า สวดของพระสงฆ์ จี น ในเมื อ งไทย ปั จจุบนั ผมก็ได้ ช่วยร่ วมมือกับวิทยาลัย ดนตรี ที่กวางโจซึ่งตอนนี ้ เราทําโน้ ตเสร็จสมบูรณ์แล้ วมาสิบกว่าปี ตังแต่ ้ เมื่อตอนนันเขาเพิ ้ ่ง เปิ ดประเทศแล้ วมา ฉะนันเดี ้ ๋ยวนี ้พระสงฆ์จีนสวดทํานองอย่างนี ้ ในเมื อ งจี น ก็ เ หลื อ น้ อย กลายเป็ นว่ า เอาจากประเทศไทยไป


เผยแพร่ แล้ วพอช่วงหลังมีงานแสดงดนตรี พระพุทธศาสนาเมื่อปี ๐๒ จีนแสดงดนตรี พทุ ธศาสนาก็มีศาสนากวางตุ้งเข้ าไปอยู่ในนัน้ ผมได้ รับซีดีมา ผมได้ ดแู ล้ วผมตื ้นตันใจมาก เพราะเราก็เป็ นส่วน หนึง่ ในการเอามรดกซึง่ ร่วมกันระหว่างสองประเทศกลับคืนไป อันนี ้ก็ฝากไว้ ว่าจริ งๆ แล้ วสิ่งใกล้ ๆ ตัวเราไม่ต้องค้ นคว้ าจากเรื่ อง ไกลตัว หาคุณค่าจากเรื่ อ งใกล้ ตวั แล้ วก็จะมองเห็นว่าสิ่งที่รอบๆ ตัวเราเป็ นปั จ จัยให้ เกิ ดตัว เรา ให้ เกิ ดสังคม ให้ เกิ ดประเทศเรา ขึ ้นมามันมีคณ ุ ค่าทุกอย่าง ถ้ าเรามองอย่างมีคุณค่าเราก็จะเห็น ค่าของมัน ขอบคุณครับ ผู้ดาเนินการอภิปราย ผมในฐานะตั ว แทนของมู ล นิ ธิ เ ล็ ก -ประไพ วิ ริ ย ะพั น ธุ์ ต้ อง ขอขอบคุณอาจารย์แสงอรุ ณและอาจารย์เศรษฐพงษ์ มา ณ ที่นี ้ ด้ วย ขอบพระคุณมากครับ


ถอดเทปเสวนากงเต็ก  

กงเต๊กคุณธรรมกตัญญูของลูกจีน

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you