Page 1

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม หลังจากที่มีความเปลี่ยนแปลงตาง ๆ ขึ้นในชุมชน โดยเนนไปที่ปจจัยหรือเหตุการณที่สงผล กระทบตอวิถีชีวิตของชาวบานในพื้นที่ลุมน้ําลาว อันไดแก การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเปนจุดสําคัญ การเขามาของพืชเศรษฐกิจในแตละยุคสมัย จําพวก ยาสูบ หอม กระเทียม กะหล่ําปลี ขิง ขาวโพด และ พืชอื่น ๆ ที่รัฐสนับสนุนและสงเสริมใหปลูก โดยมีการกระตุนผานการประกันราคา และสนับสนุนการกูยืม พันธุพืช รวมทั้งเงินทุนผานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณการเกษตร อันเปนจุดเริ่มตนของการสราง หนี้ใหกับชุมชน เมื่อเปลี่ยนจากปลูกขาวไวกิน ไปสูการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อเนนการขาย ภูมิปญญานิเวศ ทองถิ่นไดรับผลกระทบอยางรุนแรงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบการเพาะปลูกเปนแบบ “เกษตรแผนใหม” ที่มีการนําความรูทางวิทยาศาสตร วัสดุ อุปกรณทุนแรง ตลอดจนสารอนินทรีย เขามาเพิ่มผลผลิตทาง การเกษตร ความรูและแนวทางพัฒนาการเกษตรถูกรวมศูนยอยูในสถาบันการเกษตรทั้งในภาครัฐ และ ภาคเอกชน โดยที่ภูมิปญญานิเวศทองถิ่นถูกละเลย ดวยเขาใจวาเปนความเชื่อหรือวิธีปฏิบัติที่ลาสมัย ไม เปนวิทยาศาสตร และไมมีประสิทธิภาพ ทั้งที่เปนความรูที่เหมาะสมกับทองถิ่นนั้น ๆ ไดรับการทดสอบ ความถูกตองมาเปนเวลานาน ภายใตระบบนิเวศที่ชาวบานอาศัยอยู เมื่อสังคมเปลี่ยนก็ยอมสงผลกระทบ ตอความสัมพันธระหวางผูคนตามมาดวย ความเปลี่ยนแปลงตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนลุมน้ําลาวตอนบน ไดแก โรงบมใบยา ซึ่งเปนการ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในยุคแรก ๆ เกิดขึ้นพรอม ๆ กับการทําเหมืองแรที่เวียงปาเปา จากนั้นระบบ เศรษฐกิจไดกาวเขาสูยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจยุคใหมของคนลุมน้ําลาว โดยเริ่มตนที่การ สนับสนุนใหมีการปลูกพืชเศรษฐกิจ ซึ่งสงผลกระทบตอการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชุมชนอยางยิ่ง อีกสวน หนึ่ ง เป น กรณี ตั ว อย า ง คื อ สวนส ม ซึ่ ง เป น การเกษตรอุ ต สาหกรรมยุ ค ใหม ที่ กํ า ลั ง สร า งป ญ หาต อ ทรัพยากรธรรมชาติทั้งการทําลายดิน น้ํา ปา และวิถีความสัมพันธของผูคน การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนลุมน้ําลาวตอนบน การเปลี่ยนแปลง ในชุมชนลุมน้ําลาว แมสรวย – เวียงปาเปา มีพัฒนาการมาเปนลําดับตั้งแตชวงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจและการทํามาหากิน เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เชนการเขามาตัดไมใน เวียงปาเปา (๒๔๕๐) เพื่อสงเขาโรงเลื่อย โดยมีหลักฐานวาพอเลี้ยงชาวพมาเปนผูเขามาบูรณะวิหารวัด ศรีสุทธาวาส นอกจากนี้ก็ยังมีการติดตอคาขายระหวางกลุมโดยใชวัวตางดังไดกลาวมาแลว จวบจนป ๒๕๐๐ จึงมีการตั้งโรงเลื่อยอยางเปนทางการขึ้นที่หนาโรงเรียนเวียงปาเปาวิทยาคม ในชวงเวลาเดียวกัน นี้ยังเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกหลายประการ อันไดแก การตั้งโรงบมใบยาสูบ และการทําโรงตมเหลา เปนตน หลังจากโรงงานเหลานี้เจริญรุงเรืองอยูสักพัก ก็มีความเปลี่ยนแปลงดานอื่นตามมาเปนระยะ กลาวคือ เมื่อปาไมหมด ผูคนก็เลิกทําโรงเลื่อย ขณะเดียวกันเมื่อมีการสงเสริมใหปลูกพืชเศรษฐกิจอยาง อื่น เชน ขาวโพด ขิง ผักกาด และมีโรงงานรับซื้อ การปลูกใบยาก็เริ่มซบเซาลงเชนกัน สวนในกรณีของโรง ตมเหลานั้นแมจะยังมีอยูแตก็ไมเฟองฟูเหมือนกอน ปจจุบัน (๒๕๔๗) เกษตรกรหลายคนหันมาทํา “สุรา พื้นบาน” หลังจากที่รัฐบาลเปดโอกาสใหทําไดอยางถูกกฎหมาย ซึ่งขณะนี้การทําสุราพื้นบานเริ่มสง


ผลกระทบตอวิถีชีวิตของชาวบานแลว เนื่องจากวาหากตองการขาย ก็ตองซื้อแสตมปของกรมสรรพสามิต มาแปะที่ขวด นอกจากนี้ยังมีคา ใชจายสวนอื่นอีกมากมายที่ชาวบานตองจาย อีกทั้ง ชวงปที่ผานมา รัฐบาลสงเสริมใหชุมชนผลิตเหลา ทําใหเกษตรกรหันมาลงทุนทําโรงตมกันเอง ซึ่งตองกูเงินมา แตเมื่อมี หลายเจ ามากขึ้ น ก็ทํา ใหขายเหลา ไม ได อีก ทั้ง มีคาใชจายมากมาย หนี้สินเดิมก็ยัง ตอ งใชคืนใหกับ ธนาคาร ทําใหสถานการณปจจุบัน การตมเหลาพื้นบานกลายเปนภาระที่ชาวบานตองแบกรับตอไป โรงบมใบยา: การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในยุคแรกๆ ในชวงสงครามโลกครั้งที่ ๒ มี การขยายตัวของระบบเศรษฐกิจในชุมชนลุมน้ําแมลาวอีกประการหนึ่งที่สําคัญมาก นั่นก็คือการเกิดโรง บมใบยา ที่แมสรวย พอเลี้ยงเกษม วงศยศ คนเชียงรายไดเขามาสงเสริมใหชาวบานปลูกใบยาสูบเพื่อสง เขาโรงบมใบยาที่ตั้งขึ้นในอําเภอแมสรวย ชาวบานจึงปลูกยาสูบกันอยางกวางขวางเพราะสามารถปลูก ในที่นาที่เปนที่ราบไดทันทีหลังเก็บเกี่ยวขาวเสร็จ พื้นที่ปลูกยาอยูที่ที่หวยมวง เปนการปลูกในที่ราบ หรือ ปลูกติดน้ําหวยจากนั้น ขายใหกับพอเลี้ยงเกษม วงคยศ สงโรงบมใบยาที่รองเฮี้ย หัวสะพานขามน้ําแม ลาวกอนถึงตัวอําเภอแมสรวยประมาณ ๑ กิโลเมตร ถามาจากเชียงใหม ประมาณ พ.ศ.๒๕๐๘ พออึ๊ก แสงหลาเลาวา ตอนนั้นคนกวดสวนเปนคนเขามาพูดคุยวาใหลองปลูกยามาขายไหม คนนั้นก็ปลูก คนนี้ก็ ปลูก ปลูกสงเตาบมไดราคาดี คนกวดสวนคนที่มาคุยกับชาวบานละแวกนี้ คือ ลุงหนานปน บานแมพริก มีหนาที่แนะนําปลูกอยางไร ถาแผวถางสวนเสร็จก็มาตรวจดู วาขุดหลุม เตรียมดิน แลวคนกวดสวนก็ คํานวนวาเจาไหนควรใชจํานวนตนยาเทาไหร กลายาเปนของพอเลี้ยงจะมีคนงานเพาะกลาให ถอนตน กลาให กองละ ๑๐๐ กลา เราเอาแตปหรือใบขาว ที่จดบันทึกจํานวนกลายาวาเจาไหนมีจํานวนเทาไหร แลวก็เก็บกลายาลงกวยหาบไปปลูก เวลาปลูกเสร็จถายาขึ้นไมงาม คนกวดสวนก็จะไปดูแลวบอกวาให ไปเอาปุยไปใส ปุยเริ่มเขามาชวงนี้ ชาวสวนไมรูวาราคาปุยกิโลกรัมละเทาไหร ไมรูวาจะหักคาปุยคืน ตอนขายใบยา ปลูกยาได ๒-๓ เดือนก็จะเก็บใบยา ปลูกยาเดือน ๑๒ เก็บประมาณเดือน ๔ หนาหนาว เก็บยาวไป ๕-๖ เดือน ยาจะปลูกซ้ําพื้นที่ก็ได การเก็บยาเก็บมาคัดอีกครั้ง คัดยาเสร็จแลวเอาไมเสียบเรียงยายาวประมาณ ๕๐ เซนติเมตร เสียบเสร็จแลวขนขึ้นลอเอา ไปสงที่เตาบม คนงานกับเจาของเอาอูมาใสยา อูใสยากวาง ๑ เมตร ยาว ๒ เมตร สูงประมาณ ๑ คืบ ขายยาไปได ๑๕ วัน แลวเอาใบขาวมารับเงิน หักคาปุยคืนกิโลกรัมละ ๑ บาท ๖๐ สตางค พออึ๊กกับ พรรคพวก ทําสวนยาครั้งแรกประมาณ ๑ ไร ตอกลายา ๒,๕๐๐ ตน ปที่สองทํา ๑ ไร ๑งาน ตอกลายา ๓,๐๐ ตน เพิ่มปุยขึ้นเรื่อย ๆ ทําสูงสุดประมาณ ๕ ไร กลายาเปนหมื่น ๆ ตน ทําสองคนหักตนทุนคืน เหลือแบงกันประมาณ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท ทําประมาณ ๑๐ กวาป พ.ศ. ๒๕๑๒ ถูกกดราคาหักคา ปุยแพงราคายาถูกลงเลื่อยๆ ชาวบานพากันไมปลูกขาย จะเหลือแตบานสันจําปา และบานหวยสม เทานั้นที่ปลูก คนกวดสวนมีเงินเดือนประมาณ ๔๐๐–๕๐๐ บาท /คน ตอคนสวนประมาณ ๓๐–๔๐ คน สวนมากชวงนี้จะปลูกยาสูบกันมาที่สุด มีตั้งแตบานหวยสาน ที่ปางสาจะเย็น บานสันปูเลย โลงสรวย จะเปนบานสันกลาง สวนหวยมวง จะเปนบานรอง แมสรวย สันเครือฟา หลายสรวย การทํายาปลูก ๒ ยาปลงปลูกที่ราบ ปลูกชวงเดือนกันยายน หมดหนายาประมาณเดือน ครั้ง ยาโตง (ปลูกที่นา) มกราคม-กุมภาพันธ


สวนที่เวียงปาเปา แหลงที่ปลูกยาสูบกันมากคือ ตําบลเวียง จะปลูกริมฝงแมน้ําแมปูน เปนพันธุ พื้นเมืองซึ่งมีชื่อเสียงมากตอมาประมาณป ๒๔๘๒-๒๔๘๓ ไดมีนายทุนนําพันธุเวอรจีเนียมาใหชาวบาน ปลูกและทําเตาบมยาสูบขึ้น ทําใหยาสูบพื้นเมืองคอย ๆ ลดนอยลงจนปจจุบันไมมีใครปลูกแลว สําหรับ โรงบมใบยาในเวียงปาเปา มีอยู ๗ แหง ไดแก ๑) โรงบมแมปูนลาง ๒) โรงบม ตําบลเวียง ๓) โรงบม แมเจดีย ๔) โรงบมปาจั่น ๕) โรงบมสันสลี ๖) โรงบมรองกู ( ๔-๕-๖ ตั้งขึ้นพรอมกัน) และ ๗) โรงบม ขุนเมืองงาม กิจการโรงบมใบยาเปนที่นิยมในชวงเวลาหนึ่ง จนกระทั่งถึงป ๒๕๒๗ เปนปที่มีการสงเสริมให เกษตรกรปลูกขิง หลังจากนั้นชาวบานก็พากันปลูกขิงเปนหลัก เพราะไดราคาดีกวา การปลูกใบยาสูบเริ่ม ลดนอยลง จนในที่สุดโรงบมหลายแหงตองหยุดกิจการไป แตอยางไรก็ตามเมื่อการขายขิงสงโรงงานเริ่ม ไดราคาไมดี เพราะถูกเจาของโรงงานกดราคา หลายคนจึงหันกลับมาทําใบยาสูบอีกครั้ง ทําใหปจจุบัน ยังคงมีโรงบมหลายแหงที่กลับมาทํากิจการโรงบมใบยาตอได หลายคนมองวาตนไม ปาไม เราหมดไปเพราะเตาบม หรือโรงบมใบยาที่เห็นในแมสรวยมี ประมาณ ๓-๔ แหง คือที่รองเฮี้ย ม.๗ ตําบลแมสรวย บานหัวฝาย บานใหมเจริญ ม.๑๔ ตําบลปาแดด เตาบมหวยสม ม.๓ ตําบลเจดียหลวง เตาบมตําบลทากอ เตาบม ๒-๓ แหงยกเวน เตาบมที่บานหัวฝาย หรือใหมเจริญ ซึ่งไมแนใจวาเปนของใคร แตที่เหลือเปนของพอเลี้ยงเกษม ชวงหลังเปนของพอเลี้ยงหนู เปนลูกชายของพอเลี้ยงเกษม เตาแตละเตาตองใชไมฟนจํานวนมหาศาล ตอนนั้นเตาบมทําหนังสือขออนุญาตจากกรมปาไม เอาไมที่ไมใชไมหวงหาม เชน ไมติ้ว ไมปาหา ไมเปา ไมกอ ไมมะมวง ไมขา ไมกันยาเลย(ไมนอก ภาษี) สวนไมหวงหาม จะเปน ไมสัก ไมเต็ง ไมรัง ไมดู จะเปนไมในภาษี ซึ่งไมสักคงไมเหลือในสมัย นั้นเพราะวา ถูกสัมปทานจากพวกฝรั่งไปหมดแลว การลักลอบขนไมใสมัยนั้น ถาลากไมแผนปาไมจับไดก็จะยึดไมและลอเกวียนไปไวที่โรงพัก พอ อึ๊กเลาวาถาใครมีเงินไถประมาณ ๕๐๐-๑,๐๐๐ บาท ก็จะปลอยไป การตัดไมของเตาบมมีคนงาน ๑๐๐–๒๐๐ คนทั้งหญิง-ชาย ลอวัวควายของเตาบมมีประมาณ ๕๐ กวาคัน การตัดฟนมาใชกับเตา บม ปหนึ่งๆ ตัดประมาณ ๑,๐๐๐ กวาเมตร พื้นเสนผานศูนยกลางประมาณ ๒๐–๓๐ เซนติเมตร ตัดให ยาวทอนละ ๑ เมตร คนที่รับจางตัดฟนจะเหมาเปนคอกๆ ๑x๑ จะได ๑๐ บาท วันหนึ่งจะไดประมาณ ๒ คอก จะทํา ๑-๒ คน สาเหตุหลักๆของหวยมวงที่ไมหมดไป และการอพยพเขามาของผูคนตางถิ่นนาจะมา จาก การสัมปทานไมสักของพวกฝรั่ง และการเอาไมของเตาบม สวนการทําไรเหลานั้น ถาลมปา ๑-๒ ป ปาก็จะฟนกลับมาเหมือนเดิม และจํานวนผูคนที่เขามาทํามาหากินนั้นมีจํานวนไมมากเทากับปจจุบัน กิจการโรงงานยาสูบรุงเรืองอยูจนถึง พ.ศ. ๒๕๒๐ ก็เริ่มซบเซาลง เพราะชาวบานไดรับการ สงเสริมใหปลูกพืชชนิดอื่น นั่นก็คือขาวโพด ซึ่งมีการสงเสริมใหปลูกมาตั้งแตป ๒๕๑๖ เมื่อขาวโพดขาย ไดราคาแพงกวายาสูบ ชาวบานจึงเปลี่ยนมาปลูกขาวโพด โรงบมใบยาในแมสรวยคอย ๆ ปดตัวลงที่ละ แหง จนในป ๒๕๓๕ ก็ไมเหลือโรงบมใบยา


การทําเหมืองแรที่เวียงปาเปา การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเวียงปาเปาเริ่มขึ้นอยางชัดเจน ในชวงเริ่มทําปาไม โรงเลื่อย โรงตม (สงขาย จังหวัดเชียงราย) แตสิ่งที่กระตุนใหตัวเมืองและเศรษฐกิจ เวีย งป าเป า ขยายตัวเร็ว สุดและมี กลุมทุน ใหมเกิดขึ้น คือ แหลง รายไดจากการขุดแร ชว งทศวรรษที่ ๒๕๑๐ ที่มีหลายแหลง เชน เหมืองแรดีบุกที่บานโปงเทวี ตําบลบานโปง และที่ปาตอง ใกลโปงน้ํารอนที่ แมขะจาน เหมืองที่บานปาดํา และที่อื่นอีกหลายแหง เหมืองแรพลวงที่หมูบานบวกขอน ตําบลแมเจดีย ใหม เหมืองแรซีไลตที่ดอยหมอก ตําบลสันสลี ที่เปนแหลงใหญที่สุด นอกจากนี้ยังมีการรอนหาแรทองคํา ในลําน้ําแมลาวและตามลําหวยอื่น ๆ และหมูบานโปงเหนือ (โปงเหม็น) ตําบลสันสลี ในชวง พ.ศ. ๒๕๑๐ ชาวเวียงปาเปาและชาวบานจากที่อื่นมาขุดแรกันมากโดยเฉพาะอยางยิ่งที่ดอยหมอกใหบัตรจาก ราชการในชวง พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๒๐ มีชาวบานจํานวนมากไปรับจางขุดกับบริษัทนั้น ๆ โดยเฉพาะ พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๑๗ ขณะเดียวกันก็มีชาวบานแอบขุดหาแรกันเอง เกิดการแยงชิงกันถึงขั้นฆากันตายก็มี รายไดจากการขุดแรทําใหกาดในเวียงปาเปาคึกคักขึ้นอยางรวดเร็ว คนที่รวยจากเหมืองแรมาซื้อที่ดินใน เวียงปาเปา ทั้งตัวเมืองและภายนอก บางคนมาเปดกิจการใหม ๆ ในเมือง เชน อูซอมรถ ทําโรงสี หรือ กิจการรับซื้อผลิตผลทางการเกษตร ในชวง พ.ศ. ๒๕๒๐ การขุดแรเริ่มซบเซา เมื่อแรตาง ๆ ปริมาณนอยลงและเลิกกิจการในที่สุด พรอม ๆ กันนั้นกิจการโรงงานที่รับซื้อสินคาเกษตรก็ขยายตัวขึ้น ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เองที่รัฐบาลเริ่มมี มาตรการควบคุมการใชทรัพยากรกับชาวบานโดยเฉพาะปาไม สงผลตอการใชที่ดินและการทํามาหากิน ของชาวบานอีกครั้ง เกิดการประกาศเขตปาสงวนขึ้นในเวียงปาเปาอยางมากมาย จากพื้นที่ทั้งหมด ๗๖๐ ,๖๒๕ ไร รัฐบาลประกาศที่เปนเขตปาสงวนแหงชาติไปถึง ๕๒๓,๑๒๕ ไร (ประมาณ ๗๐% ของพื้นที่ ทั้งหมด) ทําใหหลายชุมชนเกิดการตื่นตัวเรื่องสิทธิชุมชนขึ้น โดยเฉพาะชุมชนปกากะญอที่บานหวยหิน ลาดในที่โดนรัฐบาลประกาศวาพื้นที่ของชุมชนเปนเขตอุทยานแหงชาติขุนแจ ในป ๒๕๓๘ อยางไรก็ตาม ชาวปกากะญอไดพยายามหาทางดูแลและจัดการกับทรัพยากรปาไมในเขตหมูบานของตน และมีการ รวมตัวกันอยางเขมแข็ง ขณะเดียวกันก็มีการสรางเครือขายกับชุมชนอื่น ๆ ทําใหสถานการณปจจุบัน ทางรัฐบาลไมสามารถเขามารุกรานหรือรบกวนชาวบานได

การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจยุคใหมของคนลุมน้ําลาว สวนแรก กลาวถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจกับวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งจากการศึกษาพบวา ระบบเศรษฐกิจของชุมชน ที่จากเดิมเคยพึ่งพากัน เกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเปน ระยะ ทั้งจากการเขามาของทุนนอก และจากเจาหนาที่ฝายรัฐ ผานการสงเสริมใหปลูกพืชชนิดตาง ๆ ตามชวงเวลา โดยชาวบานเองก็มีการปรับตัวไปตามกระแสเศรษฐกิจที่เขามากระทบตอชุมชน ระบบการ ผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นสงผลในแงการดําเนินชีวิตอยางหลีกเลี่ยงไมได ทั้งภาวะหนี้สิน ความขัดแยง การสูญ เสีย ที่ดิน และความสัมพันธทางสัง คม แมว าในสถานการณปจ จุ บันชาวบานจะตระหนั กถึง สถานการณที่ตนเองกําลังเผชิญอยู แตการแกปญหาที่เกิดขึ้นยังทําไดไมดีนัก และไมแนใจวาตอไปใน อนาคตจะเกิดอะไรขึ้นอีกบาง


พืชเศรษฐกิจ: การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชุมชน ยุคที่ ๑ กอนป ๒๔๐๐ : ทําเพื่อกิน ชาวบานอยูแตในบาน ในปา ในสวน เก็บผักตาง ๆ เงินยัง ไมใชสิ่งจําเปน จากคําบอกเลาของผูเฒาผูแก สมัยนั้นใครมีสตางคแดง ประมาณ ๑๐๐ ตัวก็จะไดเปน “ขุน” ซึ่งถือเปนผูมีฐานะ จะเปนการทํามาหากินแบบทําเพื่อกินเพียงอยางเดียวเทานั้น ตางคนตางทํา ตางปลูกทําเหมือน ๆ กัน ก็จะไมมีการแลกเปลี่ยน ที่ทํามาหากินกวางขวาง ไมมีใครจับจอง แตขึ้นอยูกับ แรงงานของแตะละครอบครัวจะทําไดมากขนาดไหน เหลือก็ทิ้งขวาง ไมมีการขึ้นการขายที่ไหน ไมมี ความจําเปนตองใชเงิน เพราะทําทุกอยางดวยตัวเอง ยุคที่ ๒ หลังป ๒๔๐๐ : ทํานาทําไร ระบบแลกเปลี่ยน การทํามาหากินชวงนั้น เปนการปลูก ขาวไร /ทํานาบางสําหรับคนที่มีนา ชวงนี้เงินเริ่มมีการใชเงินกันขึ้น ชวงนั้นใชเงินแถบ /สตางคแดง มีคา มากที่สุด เริ่มมีการซื้อน้ํามันกาดแทนตะเกียงขี้ยา สําหรับกลุมพอเลี้ยงที่ร่ํารวย สวนชาวบานทั่วไปจะทํา ไรขาว โดยในไรจะปลูกพริก มะเขือ มะแตงตาง ๆ ผักตาง ๆ ฟกทอง ฟกเขียว สวนแดนไร หรือเขตไร จะปลูกตนฝาย พอฝายออกดอกก็เก็บฝายมาอีดเปนเสนฝายไวทอ เปนเสื้อ /ผา ที่นอน ผาหม เก็บไว หรือเอาใช ชวงนั้นถาเก็บเกี่ยวขาวเสร็จ จะพากันเขาปาลาสัตว เอามาแบงกัน หรือไปกัน ๒-๓ คน มีการ แลกผัก หรือพืชตาง ๆ ในไรในสวน มีนอยคน หรือนอยครั้งมากที่จะขอหรือแลกเปลี่ยน ราวป พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๔๙๕ เริ่มมีรานคาเกิดขึ้น ขายจําพวกเกลือ น้ํามันกาด รับซื้อเมี่ยงจาก แมขะจานโดยใชวัวตางลากมาขาย สวนเมี้ยงจากปาเมี้ยงแมสรวย คือแถบปาเมี้ยง แมพริก ทากอ จะ ขามดอยไปขายที่เมืองพาน ในชวงเวลานี้จึงเกิดอาชีพลูกจางวัวตางที่คอยติดตามไปกับขบวนคาขายของพอคาเมี่ยงดวย ซึ่ง เปนผลใหกลุมคนที่ทํางานในระบบจางงานเริ่มไดรับเงินเปนคาตอบแทน แตอยางไรก็ตาม การรับจาง ในชวงนั้นยังไมเกิดการเอารัดเปรียบจากกลุมผูมีฐานะ แตเปนเรื่องของความถนัดและงานที่เขามาใน พื้นที่มากกวา เชนการมีการตัดถนน ซึ่ง เกิดกลุมลูกจางกรมทางสรางถนนขึ้นดวย การเขามาของสิ่ง อํานวยความสะดวกเริ่มมีขึ้น โดยมากมักเปนระบบสาธารณูปโภค นอกจากนี้ยังมีคนนอกพื้นที่เขามา มากขึ้น ทั้งกลุมพอคาและฝรั่งตางชาติ ซึ่งเปนอีกกลุมหนึ่งที่มีบทบาทดานการจางงาน เชนในป พ.ศ. ๒๕๐๓ มีชาวตางชาติเขามาสํารวจพื้นที่โดยที่ชาวบานก็ไมทราบวาสํารวจไปทําอะไร แตก็กอใหเกิดการ จางงานในหมูชาวบาน การทํามาหากินในชวงนี้ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๐-๒๕๐๐ ก็ยังเปนการทําเพื่อกิน ที่เหลือแลกเปลี่ยนเทานั้นเอง สวนเรื่องของขายนั้นพออึ๊กบอกวาไมมีใหขายเลย ไมไดหมายความวาทํา ไมทันหรือไมพอ แตไมมีใครเขาซื้อกินในพืชผัก ครัวสวน เพราะตางคนตางทํา จะมีก็เอามาแลกกับครั้ง แรกแลวเก็บเอาเมล็ดพันธุ มีการเก็บมาแบงปนกันบาง สวนคนนั้นมีมาเอาไปไมไดขึ้นไมไดขาย สวนที่มี การซื้อขายชวงนั้นก็อาจจะเปน พวกเลี้ยงหมู เลี้ยงไก หรือสัตวปา ถาน ไมฟาก ขายสําหรับพอคา / พอเลี้ยงตางๆ เพียงอยางเดียว ยุคที่ ๓ ป ๒๕๐๐ - ๒๕๒๕: ยาสูบ พริก กระเทียม ปลูกเพื่อขาย การปลูกเพื่อขายแบงเปน ๒ สวน สวนแรกคือการปลูกยาสูบ ซึ่งชาวบานปลูกตามที่ไดตกลงกับกลุมนายทุน ระบบการผลิตเปน


แบบเบ็ดเสร็จคือ จํานวนตนกลา วิธีการปลูก วิธีการขาย และราคา ถูกกําหนดโดยเจาของทุนคือเจาของ โรงบมใบยา ชาวบานมีหนาที่เพียงแตปลูกตามโควตาที่ตนเองไดรับมา สวนผลผลิตทั้งหมดก็ขายใหกับ นายทุนเจาของตนกลาที่ชาวบานตกลงดวยเทานั้น อีกสวนหนึ่งเปนการปลูกพืชในระบบเกษตรกรรมเพื่อขายใหพอคา ประกอบดวย พริก ขาวโพด และกระเทียม ซึ่งเปนการปลูกแบบหมุนเวียน แมไมถึงกับเปนระบบการเกษตรแบบเบ็ดเสร็จเหมือนยาสูบ แตชาวบานก็มีระบบการผลิตแบบตายตัวกับการปลูกพืชทั้ง ๓ ชนิด คือ ปลูกวนไปวนมาอยูเชนนั้น และ แมไมถึงกับเปนระบบการผลิตแบบเนนการผลิตใหมากที่สุดเพื่อขายใหไดกําไรมากที่สุด (เพราะยังไมเนน การใชยาฆาแมลง หรือปลูกแบบจางแรงงานเพื่อใหไดผลผลิตสูงสุด) แตก็ถือเปนจุดเริ่มตนของการปลูก พืชแบบตามกระแส และเปนแนวทางนําไปสูการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในเวลาตอมา ชวงประมาณป พ.ศ. ๒๕๑๐ การผลิตแบบการบริโภคหรือการผลิตแบบยังชีพเพียงอยางเดียว ถูกเปลี่ยนไป โดยชาวบานจะเริ่มปลูกยาสูบกันมากขึ้น การปลูกยาสูบสามารถปลูกในที่นาและที่ราบ (ปง) หลังจากเกี่ยวขาวในนาเสร็จก็ปลูกยาสูบไดเลย ตอนนั้นชาวบานเริ่มเลิกปลูกพริกหันมาปลูกยาสูบ กันมากขึ้น เพราะวาไมตองขึ้นดอยไปปลูกและการขนสงก็งายใชเกวียนลากไดสบายกวาการปลูกพริก เลยทําใหชาวบานหันมาปลูกยาสูบสงโรงบมอยางเดียว จนถึงประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๐ ชาวบานเริ่มเลิก ปลูกยาสูบเพราะตองมีการควบคุมคุณภาพ ทําใหชาวบานเริ่มหันมาปลูกพืชปลูกเพื่อขายแทนยาสูบ เพียงอยางเดียว การสงเสริมการปลูกพืชเพื่อขายเริ่มตนดวยยาสูบ เนื่องจากชาวบานถางปา เพื่อที่จะใชพื้นที่ สําหรับปลูกตนยาสูบ เกิดการบุกรุกที่ ถาง ตัด โคน เผาไรเรียบเตียน และไปตัดไมทําฟนในพื้นที่อื่น ๆ ดวย การบุกรุกปา หรือถางปาเพื่อใชพื้นที่ปลูกยาสูบนั้น ชาวบานก็จะไมสนใจวาเปนที่อุทยานหรือไม ซึ่ง สวนใหญผูบุกรุกแผวถางปาเพื่อทําไรยาสูบ มักเปนชาวเมือง ไมใชชาวเขา ชวงเวลานี้ปาไมถูกทําลาย เพราะเอาไมมาทําฟน ไมแทบทุกชนิดสามารถเอามาทําฟน / เชื้อเพลงได เรียกวา "หลัวเมตร" ดังนั้นจึง เกิดการทําลายปาไมแบบขนานใหญ ไมที่เอามาใชก็มักจะเปนไมเนื้อดี ไมเนื้อแข็ง เชน ไมกอ ไมมื่น เพราะวาใหความแรงของไฟไดดี และตัดงาย โรงบมจึงเปนปจจัยหนึ่งที่ทําใหปาไมลดลงอยางรวดเร็ว นอกจากนี้ก ารส ง เสริ มปลู ก ยาสู บ ยัง ทํ า ใหมี ก ารเอาสารเคมี เ ขา มาใช โดยเริ่ ม มี ก ารนํา เอา สารเคมีประเภทดางซาไนทเขามาใชเบื่อปลา และฆาแมลงชวงที่เริ่มมีการทําโรงบมใบยา (ซึ่งจริง ๆ แลว ไดนําเขามาตั้งแตประมาณป ๒๔๘๐แลว) หลังจากนั้นก็มีพัฒนาการการใชสารเคมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ไมวา จะเปน โฟลีดอน ซึ่งเอามาฆาแมลงในสวนยาสูบ หรือฟูราดาน ซึ่งเอามาฉีดรองที่กนหลุมที่ปลูกใบยาสูบ เพราะกลัวแมลงจะมากินใบยา (ประมาณป ๒๕๑๗) การนําเอาสารเคมีเขามาใชในสวนยาสูบ นอกจาก ทําใหเกิดสารเคมีตกคาง เปนพิษตอผูใชแลว ยังสงผลใหดินเสีย และไมสามารถเพาะปลูกพืชพันธุอยาง อื่นไดอีกดวย เห็นไดจากพื้นที่บริเวณบานแมปูนลาง อําเภอเวียงปาเปา ซึ่งเดิมเปนปาดงดิบ ดินมีความ อุดมสมบูรณมาก แตปจจุบันก็เกิดปญหาดินเสีย


ปญหาสําคัญอีกอยางหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากสงเสริมใหปลูกยาสูบก็คือการทะเลาะเบาะแวงของ คนในชุมชน ชาวบานหลายคนทะเลาะกันเนื่องจากแยงตนกลาของใบยาที่จะนํามาปลูก (แยงกันตั้งแต ตนกลาที่แปลงเพาะชํา) สําหรับพืชชนิดแรกที่ชาวบานปลูกเองเพื่อนําไปขายเปนหลัก คือ พริก โดยเริ่มปลูกประมาณชวง พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๐๓ โดยชาวบานจะเขาไปปลูกพริกในปาทึก เลาะไปตามทางหวย และขึ้นเขาไป เพราะ การปลูกพริกในปาจะทําใหพริกงาม เสนทางเขาปาทําไรพริกเปนเสนทางเดียวกับที่ชาวตางชาติไดตัด ถนนเพื่อไปทําไม จากที่ขายพริกหนุมหรือพริกดิบ แมคาไมรับซื้อแลว ก็พากันนอนที่หวยเก็บพริกสุกมายางแหง แลวหาบมาขาย พริกแหงไดกิโลกรัมละ ๕-๖ บาท ถือวาไดราคาดีมาก ๆ ทําไรพริกประมาณ ๔ ป ปลูก ครั้งสุดทายกันที่ ตาดหวยตนเอว เปนแปดอยตั้งแทก(เขาที่สูงชันมากๆ) ถาจะวัดความชันนาจะเกิน ๙๐ ดวยซ้ํา การปลูกหอมขาว หรือกระเทียม ประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕ เปนการปลูกกระเทียมครั้งแรก เปน การปลูกที่แปลงเกาของยาสูบโดยไปซื้อเชื้อหอมมาจาเมืองพาน การปลูกหอมจะไมใชปุย และยาฆา แมลงเพียงแตเอาฟาง ตองกลวย หรือหญาคามาคลุมบริเวณที่ปลูกเทานั้น สวนกระเทียมก็เปนพืชที่ปลูก ใหมพรอม ๆ กับการปลูกหอม ซึ่งในชวงนั้นแมจะเปนการปลูกเพื่อขาย แตยังไมมีการจางงานมากนัก แต เปนระบบครอบครัวมากกวา ใครมีลูกหลานมากก็ปลูกมาก บางคนบางสวนก็มีการเอามื้อกันบาง ไดเริ่ม มีการปลูกขาวโพดเลี้ยงสัตวดวย แตปลูกไมมาก และการลงทุนไมเยอะไมมีปุย-ยา ชวงนั้นจะเปนการ ปลูกพืชแบบหมุนเวียนโดยเริ่มจากการปลูกพริก พอเก็บเกี่ยวเสร็จก็ถางตนพริกเพื่อปลูกขาวโพด หลัง เก็บขาวโพดเสร็จก็ถางไรขาวโพดเพื่อปลูกกระเทียมโดยเอาตอ หรือซังขาวโพดมาคลุมแปลงอีกครั้ง อยางไรก็ตามชวงเวลานี้เปนชวงหัวเลี้ยวหัวตอของชาวบาน จากการเกษตรแบบที่ไมไดเนนการ ขายเพื่อเอากําไรเปนหลักไปสูการปลูกพืชเชิงเดี่ยวหลากหลายชนิดที่รัฐบาลและนายทุนนอกเขามา สงเสริมใหชาวบานปลูก ซึ่งนอกจากการผลิตที่เปลี่ยนไปแลว สิ่งสําคัญที่เขามาสรางผลกระทบอันใหญ หลวงกับชาวบานอีกอยางหนึ่งคือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณการเกษตร (ธกส.) ซึ่งเปนปจจัย สําคัญที่สงเสริมใหวิถีการผลิตของชาวบานเปลี่ยนแปลงไป กอใหเกิดหนี้สินและปญหาอื่น ๆ ตามมาอีก ดวย ยุคที่ ๔ ป ๒๕๒๕ – ๒๕๓๕ ขิง ขาวโพด กะหล่ําปลี จุดเริ่มตนของพืชเชิงเดี่ยว คําขวัญ ของอําเภอแมสรวย “ขิงรสซา ชารสดี กะหล่ําปลีเนื้อแนน” เปนสิ่งที่บอกถึงสถานการณในชวงเวลานี้ได อยางชัดเจน คือ มีพืชที่ไดรับการสงเสริมใหปลูกในระบบพืชเชิงเดี่ยว ในกรณีของชานั้น จะไดกลาวถึง ตอไปในภายหลัง (รวมกับเรื่องของการทําเมี่ยง และการสงเสริมการปลูกชา) แตในที่นี้จะกลาวถึงพืช เศรษฐกิจที่ไดรับการสงเสริมใหปลูกเปนหลัก ในชวงตอจากยุคปลูกเพื่อขาย ซึ่งเนนการปลูกพริก ขาวโพด และกระเทียม ชาวบานไดถูก ดูดกลืนเขาสูระบบการผลิตที่รับใชทุนนอกโดยไมรูตัว เริ่มจากกระเทียมซึ่งไดรับความนิยมเพียงไมนาน


นัก ก็เลิกราไป เพราะมีพืชตัวใหมที่ขายไดราคาดีกวา ชาวบานปลูกกระเทียมไดเพียง ๓ - ๔ ป ก็หยุด หัน มาปลูกพืชที่ไดรับการสนับสนุนใหปลูกและไดราคาดีกวา นั่นก็คือ ขิง การเขามาของขิง เริ่มขึ้นในชวงป ๒๕๒๓–๒๕๒๔ ชวงป ๒๕๒๗ เกิดน้ําทวมใหญที่แมสรวย (แต ไมรุนแรงเหมือนป ๒๕๓๕ ที่มีคนตายจํานวนมาก) ชวงนั้นน้ําพัดเอาหินดินทรายทับถมที่นา ทําใหไรนา เสียหายเปนหลุมลึกจํานวนมาก และไดมีการจางรถขนาดใหญ ตอนนั้นในอําเภอแมสรวยไมมีรถไถใหญ ทําใหตองจางรถไถกลุมที่มาจากเมืองฝาง มาดวยกันประมาณ ๓-๔ คัน เพื่อมาปรับที่นา แตโดยจริงแลว มารับจางไถที่ไร โดยถาใชผานรถไถ (ฐานพรวน) ถาใชผาน ๓ แสดงวาเปนพื้นที่บุกเบิกใหม ถาใชผาน ๗ คือที่เกา ขาวโพดและกะหล่ําปลีก็ตกอยูในสถานการณเดียวกัน กรณีของขาวโพดจากเดิมที่ชาวบานเคย สืบเชื้อหรือคัดพันธุเองได ก็เริ่มเปลี่ยนไป โดยการสงเสริมและการคนคิดพันธุใหม เชน พันธุดอกบัว พันธุศรีสุวรรณ ศรีสุวรรณ ๑-๒ ไพโอเนีย ๘๘๘ ในชวงหลังนี้ชาวบานตองซื้อพันธุขาวโพดใหมทุกครั้ง เมื่อจะปลูก ไมมีการเก็บเมล็ดพันธุเพื่อเพาะเชื้อเองอีกตอไป เพราะถึงเก็บไวเพาะเชื้อเองก็ปลูกไมออก ปจ จุบัน พันธุขาวโพดถูกควบคุมโดยบริษัทขามชาติไวหมดแลว และราคาของการซื้อ เมล็ดพันธุจาก กระสอบละ ๒๐-๓๐ บาท ปจจุบันราคาพุงขึ้นสูงเกือบ ๒,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ราคาจะสูงหรือต่ําขึ้นอยูกับ นายทุนผูออกเมล็ดพันธุใหกอน แลวตองผูกขาดกับเจาของสวนใหขายใหกับตนเองเทานั้น โดยทาง นายทุนหรือนายหนาจะคิดดอกเบี้ยเพิ่มทั้งปุย - ยา - เมล็ดพันธุ เทาไรก็ไดเพราะผูกขาดการขายและการ ซื้อไวหมอแลวแบบครบวงจร ในชวงเวลานี้มีการเขามาของแหลงทุนสําหรับชาวบานป (พ.ศ. ๒๕๒๓) บทบาทของทุนขนาด ใหญ หรือพระเอกในการชวยเหลือเกษตรกร ที่ชาวบานไมรูจักมากอน เริ่มเขามามีบทบาทในชุมชน คือ ธนาคารสงเสริมการเกษตรและสหกรณการเกษตร (ธกส.) การเขามาของ ธกส. กลุมเปาหมายคือ เกษตรกรชาวไรชาวนา โดยเขามาแนะนําการจัดตั้งกลุมและใหชาวบานสมัครเขาเปนลูกคาของ ธกส. เสียคาลงทะเบียนแรกเขา โดยลูกคาตองทําตามเงื่อนไขคือ คูสมรสตองจดทะเบียนสมรส และตองเปน สมาชิกของ ธกส. การรวมกลุมครั้งแรกอําเภอแมสรวย และอําเภอเวียงปาเปามีสํานักงานตั้งอยูที่อําเภอ เวียงปาเปา อนุมัติเงินกูใหกับลูกคาดอกเบี้ยรอยละ ๑๒ บาท ตอป โดยใชวิธีการค้ําประกันกลุม ธกส. เขามามีบทบาทโดยเนนใหมีการลงทุนโดยใหทุนไปเพิ่มตนทุนการผลิต มีเจาหนาที่ ธกส. และเจาหนาที่เกษตรมาสงเสริมการลงทุน วาจะตองใชเงินซื้อรถไถนาเพื่อจะใชมาขึ้น การเพาะปลูกตาง ๆ ตองใชปุย เพื่อความอุดมสมบูรณของพืชผล จากที่ลงทุน ๑ ไร ใสปุยเพิ่มฮอรโมน ผลผลิตที่ไดมาครั้ง แรกเกือบ ๒ เทา และไมตองเสียเวลาไปแผวถางพื้นที่ใหม มีการสงเสริมใชสารเคมีเพิ่มขึ้น เชน ยาฆา หญา (ตายถึงรากถึงโคน) ยาฆาแมลง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ลวนแตเปนการสงเสริมการลงทุนเพื่อเพิ่มผลผลิต ทางภาคเกษตรกรรมใหมากขึ้น ปุย ยาฆาแมลง และยาปราบศัตรูพืช เปนสิ่งที่ชาวบานตองการเพื่อจะได มีผลผลิตที่สูงขึ้น นั้นแสดงวาชาวบานจะไดมีรายไดจากภาคเกษตรกรรมที่สูงขึ้นกวาเมื่อกอน การครอง ที่ดินมีการจับจองกันมากขึ้น และไมมีการหมุนเวียนพื้นที่การเพาะปลูกเพราะวาเสียเวลาในการแผวถาง พื้นที่ วิธีการเพิ่มผลผลิตโดยใชปุย และสารเคมีตาง ๆ การจับจองเริ่มเปนกรรมสิทธิ์ของตนเอง อยาง


ถาวรสาเหตุอีกอยางหนึ่งที่ตองทําซ้ําพื้นที่เดิมคือการอพยพยายถิ่นของคนจากที่อื่นเขามาในเขตหวยมวง มากขึ้น ธนาคารเพื่อการเกษตรสาขาเวียงปาเปา (ธกส.) เขามาสงเสริมใหเกษตรกรมีเงินไปลงทุน กลุม ทุนกลุมแรกที่เขามา คือพอเลี้ยงจากจังหวัดลําพูนมาติดตอเอาชื้อขิงมาลงทุน หลังจากที่ชาวบานประสบกับปญหาเรื่องการผลิตระบบเกษตรที่เนนพืชเศรษฐกิจ ปลูกเพื่อขาย แลวนําเงินมาใชหนี้ แลวก็สรางหนี้ใหม เหมือนวงจรหนี้สิน ที่นับจะทวีเพิ่มมากขึ้นจากหนี้เบื้องตน ประมาณ ๕,๐๐๐ บา /ครอบครัว ถึงหลายแสนบาทของครอบครัวเลยทีเดียวจากการสอบถามเจาหนาที่ ธกส. ฝายสินเชื่อทานหนึ่งบอกวาพื้นที่ตําบลปาแดดเปนหนี้สูงสุดของแตละตําบล พี่นองชาวบานบานปางตนผึ้ง เปนหมูบานที่อยูใจกลางอุทยาน มีอาชีพทําเมี้ยงทําชามีปญหา เรื่องการลมของขิง มีจํานวน ๓-๔ รายที่ตองขายบานเพื่อมาใชหนี้ ธกส. สําหรับผลกระทบที่เกิดกับชาวบานก็คือ เมื่อขายผลผลิตที่ได ก็เอาเงินที่ไดมาใชคืน ธกส. และที่ เหลือไมไดนํามาลงทุนตอ แตเปนการนําไปใชในการซื้อโทรทัศน ตูเย็น รถจักรยานยนต พอเงินหมด ลงทุนก็กู ธกส.ใหม วนเวียนอยูแบบนี้ ๓-๕ ป และเริ่มเกิดปญหาการลงทุนตามมา ราคาผลผลิตตกต่ํา คือขายต่ํากวาทุน พืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะขิง ถึงแมจะมีปุย-ยาตาง ๆ ก็เอาไมอยู และการปลูกขิงก็เปน จุดเริ่มตนที่สามารถทําใหชาวบานลมมากมาย กะหล่ําปลีก็เชนเดียวกัน เปนพืชลาสุดที่มีการสงเสริมใหปลูก โดยมีการควบคุมวงจรการผลิตไม ตางจากขิงและขาวโพดดังที่ผานมา ชวงนี้การติดหนี้สินของชาวบาน แกไขปญหาโดยการขายบานขายที่ เพื่อใชคืน แลวกูใหม ติดหนี้ลงทุนซ้ําแลวซ้ําอีก ยุคที่ ๕ ป ๒๕๓๕–ปจจุบัน ยุคแหงหนี้สิน จากการที่ชาวบานเรงระดมปลูก พริก ขิง ขาวโพด กระเทียม และกะหล่ําปลี ซึ่งพื้นที่เพาะปลูก และเปนพื้นที่ดินคอนขางอุดมสมบูรณ งานผลิตหลักของ เกษตรกรในพื้นที่ แถบตําบลแมสรวยหลัก ๆ อยูที่บานหวยมวงหมูที่ ๑๐ ซึ่งเปนเขตพื้นที่อุทยานแหงชาติ ดอยหลวง การทําการเกษตรในชวง ๓๐ ป ที่ผานมา จะทําการเกษตรแบบเขมขน ตามวัฏจักรปฏิทิน ฤดูกาล ถาปไหนพืช ที่ชาวบานพากันมาปลูกมาก ๆ ปนั้น ๆ ราคาพืช ชนิดนั้นตกต่ําแตถาชาวบา น ขาดทุนมาก ๆ และไมปลูกอีกปรากฏวา ราคาพืชชนิดนั้นกลับสูงขึ้น ป ๒๕๓๕ ราคาขิงที่ชาวบานขายได กิโลกรัมละประมาณ ๒๕–๓๐ บาท เปนสาเหตุหลัก ๆ ที่ ทําใหพี่นองบานปาเมี่ยง ๓ ปางขางบนเปดปาใหมบาง ลมสวนเมี้ยงบางเพื่อปลูกขิง ตั้งแตป ๒๕๓๕– ๒๕๔๒ การเปดพื้นที่ใหมขึ้นเรื่อย ๆ เพราะวาขิงปลูกที่เกาไมได ถาวนกลับตองใชเวลานานมากเพื่อขิงจะ ไดไมเปนชื้อรา ทําใหเปนสาเหตุอันหนึ่งที่ทําใหกรมปาไมถายภาพถายทางอากาศ เพื่อเปนขอโตแยงใน เรื่องการพิสูจนสิทธิคนที่อยูกับปาตามมติ ครม. ๑๑ และ๒๙ เมษายน ๒๕๔๒ สุดทายมติดังกลาวถูก ยกเลิก ราคาขิงหลังจากมีราคาสูงมากประมาณชวงป ๓๕ และในชวงระหวางป ๔๒ ราคาขึ้น ๆ ลง ๆ ปจจัยที่ราคาขึ้น ๆ ลง ๆ ของพืชแตละชนิด ทําใหผูคนกลาลงทุนมากขึ้น กลากูเงินมาลงทุน บางป ขาดทุน ตองยืมมาใชคืน แลวกูมาทําการเกษตรตอ เริ่มเปนวัฏจักร ตั้งแตชวงนั้นเปนตนมา


ปจจุบันการปลูกขาวโพดเลี้ยงสัตวจะปลูกปละ ๒ ครั้ง จะมีการเก็บมาหอยเปลือก จะหัก ขาวโพดมาแลวก็โมทั้งเปลือก เอาแตเมล็ดดิบๆ และพอคาจะเอาเขาไซโลอบใหไดความชื้นตามที่ตองการ การตั้งราคารับซื้อจะวัดความชื้นโดยเครื่องวัดและกําหนดราคา ถาความชื้นต่ําราคาก็สูง ถามาตรฐาน ความชื้นอยูที่ ๑๔.๕ % ชาวบานบอกวาเราจะกัดเมล็ดขาวโพดไมแตก ชวงหัวเลี้ยวหัวตอของชาวบาน ชวงประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๓๘ ที่ดินในพื้นที่ เขตอําเภอแม สรวย มีราคาสูงขึ้น ในสมัยพลเอกชาติชาย ราคาที่ดินสูง ชาวบานพากันขายที่ทั้งที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ และไมมีเอกสารสิทธิ์ รวมถึงที่นาของชาวบานบางทีถูกบีบขายเพราะที่นาอยูใจกลาง ถาไมขายก็ไมมี ทางเขาออก เหมือนกับที่นาบริเวณแมสรวยเมืองใหม ที่กินน้ําจากฝายน้ําหลวงจําเปนตองขายทั้งที่เปน พื้นที่นาผืนสุดทาย และตองทํานาขาวสารแทน หลังจากที่ไมเคยซื้อขาวสารกินเลย มาตองซื้อขาวสาร กินในระยะ ๑๐ กวาปที่ผานมา ที่ดินที่ขายเปนกลุมแรก ๆ คือพื้นที่แถบหวยมวง มีนายทุนกวานซื้อเปนของ สส. สมัยนั้น สวนที่ นาแถบแมสรวยเมืองใหม ถูกขายใหกับเจหมอน ชวงหลังมีการลือวาเปนที่ดินของวัดธรรมกาย ที่ดิบ แถบดอยแมพริก บานโฮง หลังโรงพยาบาลแมสรวย จะเปนกลุมของนายเสนาะ เทียนทอง ที่ดินแถบ ตําบลเจดียหลวง ตําบลทากอ เปนของกลุมหวั่งหลี พื้นที่แถบตําบลปาแดดมีปญหาเรื่องของสวนสม และพื้นที่ใกลเคียงที่มีปญหากับผูมีอิทธิพลทองถิ่น เปนของธรรมกายและผูนําทองถิ่น พื้นที่แถบตําบลวา วีเปนนายทุนภายนอก รวมถึงกลุมนักธุรกิจ คนจีน ที่เขามาทําไรชา สวนสม เปนตน สวนที่สอง กลาวถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอันประกอบดวย ดิน น้ํา ปา ซึ่งก็เปนไปอยาง สอดคลอ งกับระบบเศรษฐกิจ ที่เขามากระทบตอชุมชน จากเดิมที่พื้นที่เคยมีค วามอุดมสมบูรณของ ทรัพยากรธรรมชาติ แตเมื่อเวลาผานไป การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจและการทํามาหากินก็สงผล ตอระบบนิเวศวิทยาของชุมชนจนเกิดปญหากระทบไปถึงความสัมพันธทางสังคมอยางเลี่ยงไมได แมจะมี การรวมกลุมกันแกไขปญหา แตดวยการสะสมตัวของการทําลายทรัพยากรมาอยางยาวนานนั้นทําใหการ รื้อฟน หรือทําใหทรัพยากรธรรมชาติกลับมาอุดมสมบูรณเชนในอดีตเปนไปไดอยางยากยิ่ง

สวนสม: ภัยคุกคามดิน น้ํา ปา และชีวิต ภาพการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ อําเภอแมสรวย จากการเพาะปลูกพืชไร พืชสวน ใชเมล็ดพันธุ ทองถิ่น วิถีการผลิตเพื่อยังชีพเอาไวใช เอาไวกินในครัวเรือน นั่นเปนภาพที่ปรากฏเมื่อหลายสิบปกอน แต ในระยะหลังเมื่อ ๑๖ ปที่ผานมา ประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๐ การเปลี่ยนแปลงนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมเริ่มคุกคามพื้นที่ อําเภอแมสรวย ชาวบานเริ่มปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันมากขึ้น เริ่มรูจักการใชสารเคมี กําจัดวัชพืชและศัตรูพืช เริ่มซื้อเมล็ดพันธุ ขาว ขาวโพด ถั่วเหลือง กะหล่ําปลี และที่สุดคือ หันไปพึ่งบริษัท นายทุนมากขึ้นกวาเดิม เมื่อดูนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ พบวา จังหวัดเชียงรายเปนพื้นที่อันอุดมสมบูรณมี ระบบนิเวศนและฐานวัฒนธรรมอันหลากหลาย โดยเฉพาะพื้นที่ติดกับประเทศพมา ลาว จีน รัฐบาลจึงยก ใหพื้นที่ดังกลาวเปน ๔ เหลี่ยมเศรษฐกิจ ออกนโยบายพัฒนายุทธศาสตรเศรษฐกิจระหวางประเทศในอนุ


ภูมิภาคลุมน้ําโขง พื้นที่ทางการคา การสงออกสินคาระหวางประเทศ คือ อําเภอเชียงของ อําเภอเชียง แสน อําเภอแมสาย สวนพื้นที่ทางภาคเกษตรอุตสาหกรรม คือ อําเภอแมสรวย และ อําเภอเวียงปาเปา ทําใหกลุมนายทุนเขามากวานซื้อที่ดินเปนจํานวนมาก ในกรณีนี้เกิดขึ้นเกือบทุกตําบลใน อําเภอแมสรวย เนื่องจาก “สม” เปนผลไมติดปากของคนทุกวัย นึกอะไรไมออกก็ขอกินสมไวกอน ทําใหนายทุนเล็งเห็น ช อ งทางเข า มาขยายพื้ น ที่ ใ นการทํ า สวนส ม ใน อํ า เภอแม ส รวยมากขึ้ น โดยไม คํ า นึ ง ถึ ง ฐาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม การเชาที่ดินทํากินเพื่อการปลูกพืชเศรษฐกิจเพิ่มเติมใน ตําบลปาแดด บริเวณปาสงวนแหงชาติ ปาแมลาวฝงซาย และซื้อที่ดินในหมูบานหมูที่ ๗,๑๐,๑๓,๑๙,๒๐ และ ๒๒ (จากบันทึกของศูนย ประสานงานปกครองและพัฒนาชุมชน ตําบลปาแดด) โดยไดปลูกสมเปนหลักจํานวนทั้งสิ้นเกือบ ๔๐๐ ไร โดยเฉพาะหมูที่ ๑๓ ทางกลุมนายทุนเปนตระกูลใหญตระกูลหนึ่ง ซึ่งเปนนายทุนมาจากนอกชุมชนเขา มาขออนุญาตเชาพื้นที่เปนจํานวน ๖ คน (นามสกุลเดียวกันทั้งหมด) และยังคงดําเนินธุรกิจสวนสมมา จนปจจุบัน และจากบันทึกรับรองการทําประโยชนในพื้นที่ปาสงวน ตําบลปาแดด วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๖ ขององคการบริหารสวนตําบลปาแดด เปนบันทึกคํายินยอม การขอเขาทําประโยชนในพื้นที่ปา สงวนแหงชาติ ปาแมลาวฝงซาย เพื่อปลูกไมผลยืนตน เชน ลําไย, สม ฯลฯ ในพื้นที่ ตําบลปาแดด อําเภอ แมสรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งบริเวณที่ที่ขอเขาทําประโยชนหรือ ใกลเคียง ไมเคยมีปญหา ขอขัดแยง เกี่ยวกับราษฎรในพื้นที่แตอยางใด ดังนั้นหากมีปญหากับราษฎรเกี่ยวกับขอขัดแยงอันเกี่ยวของกับพื้นที่ ดังกลาว อาจจะเกิดขึ้นตามมากอนหรือภายหลังไดรับอนุญาตแลว เชน - ถนนที่เขา สูพื้นที่การเกษตรของราษฎรเกิดการชํา รุดเสียหายอัน เนื่องมาจากการใชพื้นที่ขอ อนุญาต ใหผูขออนุญาตรีบทําการปรับปรุง ซอมแซมใหคงสภาพเดิม - หากแหลงน้ําธรรมชาติในพื้นที่ใกลเคียง มีสารพิษอันเนื่องจากการกระทําในไร ใหผูขออนุญาต รีบทําการแกไขภายใน ๑ เดือน - หากราษฎรในพื้นที่ไดรับความเดือดรอนอันเนื่องมาจากสารพิษที่ใชในไร ใหผูขออนุญาตรีบ ดําเนินการรักษา และดําเนินการแกไขโดยดวน - ถาเกิดขอรองเรียนและขอพิพาทในการใชสารเคมี ผูขออนุญาตยินดีใหเจาหนาที่และองคการ บริหารสวนตําบลไดเขาไปตรวจสอบในพื้นที่ไดทุกเรื่อง - ขอใหผูขออนุญาตสนับสนุนปุยหมัก มูลสัตว และแรงงานในพื้นที่ตําบลปาแดด - ใหผูขออนุญาตจัดการเรื่องขยะที่เกิดจากการทํางานในไรใหเรียบรอยและถูกวิธี - หากองคการบริหารสวนตําบลปาแดด ไดรับหนังสือรองเรียนความเดือดรอนของราษฎรจากการ กระทําใด ๆ ในไรของผูขออนุญาต และองคการบริหารสวนตําบลปาแดด ไดแจงใหผูขออนุญาต ดําเนินการแกไขแลว หากผูขออนุญาตเพิกเฉย ไมรีบดําเนินการแกไขปญหาที่เกิดขึ้น องคการ บริหารสวนตําบลปาแดดขอยกเลิกการขอเขาทําประโยชนในพื้นที่ปาสงวน และจะดําเนินการ ตามขั้นตอนตอไป


- หามใชแรงงานตางดาวโดยเด็กขาด ใหใชแรงงานในพื้นที่ ตําบลปาแดดเทานั้น - หามใชแรงงานผูติดยาเสพติด และหามดื่มสุราในพื้นที่ ขออนุญาตเพื่อปองกันการทะเลาะวิวาท บันทึกฉบับนี้เปนหลักฐานเพื่อแสดงวาแนวทางแกไขปญหาทั้ง ๙ ขอ ไดผานการประชาคมหมู ราษฎรทุกคนในหมูบานไดใหความเห็นชอบการขอเขาทําประโยชนในพื้นที่ปาสงวนตําบลปา แดดเปนเอกฉันทแลว บันทึกดังกลาวเปนบันทึกการรับรองการทําสวนสม ของกลุมตระกูลใหญดังกลาวที่มาขอทําการ เชาปาสงวนในเขตพื้นที่ หมูที่ ๘-๑๓ ตําบลปาแดด และผูมาขอไดขอการรับรองการทําประโยชนในพื้นที่ ปาสงวนจากองคการบริหารสวนตําบลปาแดด ฝายปกครอง กํานัน ผูใหญบาน ซึ่งสนับสนุนการทําสวน สมดังกลาว โดยอางวาทําใหชาวบานมีงานทํา นําความเจริญสูพื้นที่ และอางถึงการทําเกษตรปลูกพืช ลมลุกและพืชยืนตนวาเกษตรกรใน ตําบลปาแดดก็ทํากันอยูแลว การอางถึงประชาคมหมูบานขององคการบริหารสวนตําบลวาหมูบานทั้งหมด ๒๒ หมูบานมีความ เห็นชอบเกี่ยวกับมติดังกลาว โดยใหมีการจัดเวทีประชาคมทุกหมูบาน ซึ่ง ปรากฏวามีผูมีอิท ธิพลใน ทองถิ่นเขาไปทําใหมติในหมูบานเปนไปดวยดี ปรากฏวามี ๓ หมูบานไมยอมเซนตชื่อ คือ หมู ๑๐, ๗ และหมู ๑๙ จากการตรวจสอบการบันทึกปรากฏวามีลายเซ็นตถูกปลอม ทําใหกลุมประชาชนผูรัก สุขภาพและหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติ ไดทําหนังสือยื่นตอผูวาราชการจังหวัดเชียงราย จากการสอบถามผูประสานงานโครงการรักษแมลาว ไดใหขอมูลเกี่ยวกับสวนสมใน ตําบลปา แดดถูกหนุนจาก สส. สจ. และขาราชการสวนทองถิ่นในพื้นที่ ถึงแมวาจะมีการจัดเวทีประชาคมแลวก็ ตาม องคการบริหารสวนตําบลก็ถือมติตามประชาคม แตปรากฏวาบางหมูบานไมไดจัดเวที และมี ๓ หมูบานที่ไมเห็นดวยกับมติดังกลาว เจาของสวนสมบางสวนไดขยายพื้นที่จาก อําเภอฝาง อําเภอแมอาย และ อําเภอไชยปราการ เขามาใน อําเภอแมส รวย ถา พูดถึงเฉพาะ ตําบลปาแดดปจ จุบันมีสวนส ม ประมาณ ๔,๐๐๐ ไร และในอนาคตจะมีการบุกเบิกแผวถางพื้นที่ปาสงวนออกไปอีกทั้งจากนายทุนและ ชาวบาน เพราะมีการปนราคาที่ดิน และดวยขออางที่จะทําใหคนในพื้นที่มีงานทํา จากการสํารวจการขยายตัวของสวนสมใน ตําบลปาแดด เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๗ ผูเก็บ ขอมูลไดเดินทางไปยังไรธนะฤทธิ์ (บุคคลภายนอกหามเขา) และไรวรพล (บุคคลภายนอกหามเขา) ตาม ปายปกไวหนาสวนสมทั้ง ๒ แหง สวนสมบางสวนเมื่อสังเกตดูรอบ ๆ สวนใหญเปนสมที่ลงทุนปลูกได ๑๒ ป โดยประมาณ แทบไมนาเชื่อวาปาสงวนแหงชาติถูกบุกรุกพื้นที่ปาเพิ่ม ในขณะที่ไดศึกษาขอมูลบางสวนใน กรณีปลูกสมใหหางจากพื้นที่ชุมชนอยางต่ํา ๕๐ วา กลับไมเปนความจริง เนื่องจากพบวาสวนสมบาง แหงมีพื้นที่ติดกับโรงเรียนดวยซ้ําไป ในขณะที่การฉีดพนสารเคมีนั้น สวนสมฉีดพนในชวงเวลาเย็นและ เวลากลางคืนอากาศและอุณภูมิจะต่ํา (กดต่ํา) ทําใหสารเคมีกระจายในรัศมีวงแคบ ชาวบานอยูภายใน บานบริเวณใกลเคียงไมไดออกไปไหนเนื่องจากการทํางานที่เหนื่อยลาทั้งวัน จึงไดรับผลกระทบในเรื่อง


ของกลิ่นสารเคมีที่เหม็นขณะที่มีการฉีดพน หากฉีดเวลากลางวันรัศมีการกระจายตัวจะไกลออกไปหลาย กิโลเมตร การใชน้ําในสวนสมในหนาแลงที่เขาสูชวงกุมภาพันธ-พฤษภาคม เริ่มสงผลกระทบตอชาวบาน ดวย สวนสมหลายพันไรตองการน้ําที่ใชในแตละวันหลายลูกบาศกเมตร แหลงน้ําที่ใชอยูเดิมคือแองจอง ตาเหิน น้ําเริ่มแหงขอด สวนสมจางรถแบคโฮ มาขุดน้ําบริเวณน้ําแมลาวโดยปดกั้นลําน้ํา และใชทอ พญานาคสูบน้ําขึ้นไปใชในสวนสม ทําใหกลุมผูใชน้ําในการเกษตรเดือดรอน โดยเฉพาะกลุมเด็กนอยรักษ ปลาซึ่งทําเขตอนุรักษพันธุปลาเริ่มประมาณป ๒๕๔๕ พบวาเกิดคราบน้ํามันจากเครื่องสูบน้ําไหลออกมา ทําใหปลากระสับกระสายขึ้นมาวายเหนือผิวน้ําเหมือนกับหายใจไมออก วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๔๖ ผล จากการปดกั้นน้ําแมลาวเพื่อดึงน้ําเขาสวนสมทําใหน้ําแหงขอดปลาในเขตอนุรักษวายหนีออกนอกเขต วายขึ้นตามน้ําและชาวบานบางสวนที่หาปลาไดจับปลาโดยไมทราบวาเปนปลาในเขตอนุรักษ กลุมเด็ก นอยรักษปลารวมกับชาวบานจึงชวยกันทลายแนวปดกั้นขวางน้ําแมลาวใหน้ําไหลดังเดิม ในกรณีเชนนี้ สวนสมไมไดไดละเมิดสิทธิชุมชนในการใชน้ําโดยไมขออนุญาตแตอยางใด วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๗ กลุมเด็กนอยรักษปลารวมกับชาวบานจึงชวยกันทําทํานบกั้นน้ําเพื่อรักษาระดับน้ําใหปลาในเขตอนุรักษ ไดอยู นี่เปนเพียงผลกระทบแรกที่ชาวบานไดรับ แตหากพูดถึงในอนาคตในไมกี่ปขางหนาจะเกิดผล กระทบอยางไร เพราะสวนสมใชสารเคมีเปนพิษ สงผลกระทบตอสุขภาพ สิ่งแวดลอม และการขยายพื้นที่ ในการปลูกสมจะขยายไปกวางขวางมากเพียงใด พัฒนาการของการใชประโยชนจากดิน-น้ํา-ปา ในบริเวณลุมน้ําแมลาวตอนบน ในอดีตปา ไมมีความอุดมสมบูรณเปนอยางมาก และผูคนหลายกลุมตางพึ่งพาอาศัยอยูกับปา หาของกินจากปา มี วิถีชีวิตที่ผูกพันและเคารพเกื้อกูลกัน ปาไมและสัตวปาเปนของ "หนาหมู" ที่ทุกคนรวมกันใชใหเพียงพอตอ ความจําเปนในการดํารงชีวิตเทานั้น การเปลี่ยนแปลงของการจัดการปาไมในเขตบริเวณดังกลาวครั้ง ใหญเกิดขึ้นในยุคสัมปทานปาไม การขยายตัวดังกลาวทําใหมีการรุกคืบการตัดไมของบริษัทตางชาติเขา มา ในเขตพื้นที่แมสรวย - เวียงปาเปา บริษัทที่ไดรับสัมปทานปาไม ไดทําการตัดไมสัก ตะเคียน ไมเต็ง ไม รัง และขยายพื้นที่การตัด และขนไมออกจากปาเปนจํานวนมหาศาล ทําใหชวงนี้ปาไมลดลงอยางรวดเร็ว แมจะมีการอนุญาตใหสัมปทานจากรัฐ แตวิธีการตัดไมของกลุมบริษัทดังกลาว มีการตัดที่อยูเหนือพื้นที่ กําหนด และนําไมที่ตัด (ซึ่งสวนใหญจะทําเปนไมหมอนหนุนรถไฟ) การสัมปทานปาไมดวยเครื่องจักกล ขนาดใหญทําใหพื้นที่ปาไมลดลงอยางรวดเร็ว ประกอบกับกลุมนายทุนทั้งในและนอกพื้นที่เขาลักลอยตัด ไมทําลายปาดวย และคนในบริเวณดังกลาว เมื่อเห็นกลุมนายทุนตัด ก็เริ่มตัดไมออกขาย ชวงนี้เปนชวง วิกฤตที่ปาไมลดลงอยางรวดเร็ว ทําใหรัฐบาลเริ่มเห็นความสําคัญของปาไม จึงจัดตั้งกรมปาไมขึ้น มีการ ออกกฎหมายเกี่ยวกับปาสงวนแหงชาติ เขตอุทยานและเขตอนุรักษพันธุสัตวปาขึ้นมา และเขามาควบคุม การจัดการทรัพยากรปาไม แมวาจะมีกฎหมายขึ้นมาควบคุมและมีการปดสัมปทานปาไมเมื่อป พ.ศ. ๒๕๓๒ แลวก็ตาม ปจจุบันยังพบวามีปญหาเรื่องการตัดไมทําลายปา และการบุกรุก การทําลายปาเปน จํานวนมาก ทําใหเกิดความขัดแยงในเรื่องการจัดการปาระหวางรัฐกับชุมชน ชุมชนกับชุมชน และชุมชน กับนายทุน อยางกรณีที่รัฐออกกฎหมายอพยพคนออกจากปา เนื่องจากมีความคิดวา คนที่อยูกับปาเปน


ผูทําลายปา และคนที่อยูกับปาเองก็พยายามที่จะพิสูจนวาพวกเขาอยูกับปามาหลายชั่วอายุคนแลว กฎหมายเพิ่งออกมาทีหลัง เมื่อถูกควบคุมการจัดการปา ทําใหวิถีชีวิตของชุมชนเริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะ กลุมคนทําไรบนดอย ตองปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตแบบถาวร ทําซ้ําอยูที่เดิม ทําใหผลผลิตในไรตกต่ําและ ตองพึ่งพากระบวนการผลิตสมัยใหม ที่ใชยาฆาแมลง ปุย และสารเคมีเพิ่มมากขึ้น สวนพื้นที่ปาไมที่ ลดลงในปจจุบันยังมีการลักลอยตัดไมจากกลุมนายทุนภายใน เพื่อนําไปขายสําหรับงานกอสราง เปน ขบวนการของผูมีอิทธิพลในทองถิ่น รวมถึงการบุกเบิกพื้นที่เพื่อการเกษตรอุตสาหกรรม การเชาพื้นที่ของ เกษตรอุตสาหกรรมในเขตปา เปนตน ลักษณะการตัดไม จากการตัดเพื่อยังชีพ สรางบานเรือน ทําฟน ทําเปนเครื่องใชในครัวเรือ ไม ใหญจะถูกเลือกตัดเพื่อมาสรางบาน โดยการตัดของชุมชนจะไมตัดไมใหญในเขตปาตนน้ํา ซึ่งเชื่อวามีผี ขุนน้ําคุมครอง และไมเล็กจะถูกตัดมาทําฟน ส ว นการตั ด ไม เ พื่ อ การอุ ต สาหกรรม จากการตั ด ไม เ พื่ อ ยั ง ชี พ เริ่ ม มี ก ารตั ด ไม เ พื่ อ การ อุตสาหกรรม แปรรูปไมเพื่อการคา พัฒนาการจากการสัมปทานปาไมสําหรับทําไมหมอนรถไฟ เปนการ ตัดไมเชิงพาณิชย ในสวนพื้นที่การปลูกปาเพื่อการคา จัดวาอยูในนโยบายของรัฐดวย โดยระบุวาพื้นที่ปา ๑๕% ถูกจํากัดใหมีการปลูกปาเพื่อการคาโดยเฉพาะ จะมีไมที่ปลูก เชน ไมสัก ยูคาลิปตัส สําหรับให บริษัทเอกชนเขาสัมปทานและเพื่อการสงออกโดยเฉพาะ และการปลูกปาโดยไมคํานึงถึงทรัพยากรที่สอดคลองกับพื้นที่ก็มีผลกระทบเชนเดียวกัน ในกรณี ที่เกิดขึ้นที่บานแมยางมิ้น หนวยงานการจัดการปาตนน้ําแมยางมิ้นไดเขาไปสงเสริมการปลูกปา โดยนํา พันธุไมสัก สน ยูคาลิปตัส ไปปลูก และในการปลูก ตองตัดไมบริเวณรอบขางเปนลานกวาง เปนการ ทําลายพันธุไมพื้นเมือง และพันธุไมที่เปนที่อยูอาศัยและใหอาหารแกสัตวปาดวย ชาวบานบอกวาการ ปลูกปาที่ดีควรปลอยทิ้งไวใหธรรมชาติเปนผูจัดการดีที่สุด นอกจากนี้ปาไมบนพื้นที่สูงยังเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการสงเสริมพื้นที่ทางเกษตรกรรม ปลูก ไมผลยืนตนและพืชผักเมืองหนาว รวมถึงการสงเสริมการทองเที่ยว เชน วนเกษตร การทัวรปา การทํารี สอรท ซึ่งลักษณะการใชปาไมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เชน การปลูกไมผล จําพวกบวย ทอ สาลี่ ฯลฯ จะตองตัดไมที่ขึ้นอยูเดิมออก แลวปลูกพันธุไมที่ตองการลงไปแทน เปนตน การเปลี่ยนแปลงการใชที่ดิน ลักษณะการใชที่ดินมีความสัมพันธกับเรื่องปาไมอยูมาก เนื่องจากลักษณะพื้นที่การทํามาหากินของชุมชนสวนใหญมีความอุดมสมบูรณตามธรรมชาติ ที่ดินมีการ บุกเบิกและโคนตนไมเพื่อการผลิตและสืบทอดจากรุนสูรุน ในเขตพื้นที่แมสรวย – เวียงปาเปา ลักษณะ การใช ที่ ดิ น มี ค วามหลากหลายขึ้ น อยู กั บ แต ล ะกลุ ม ชาติ พั น ธุ แต ก ารจั ด การใช ป ระโยชน ค อ นข า ง เหมือนกัน กลาวคือ มีการแบงพื้นที่สําหรับใชประโยชนที่เหมาะสม ชวงแรก ลักษณะการครอบครองพื้นที่ สวนใหญในอดีตใชการบุกเบิก คนไหนขยันก็ไดที่มาก ต อ มาเมื่ อ มี ก ารกํ า หนดเขตพื้ น ที่ ป า และมี ก ารรั ง วั ด ที่ ดิ น เกิ ด ขึ้ น เอกสารสิ ท ธิ์ ใ นพื้ น ที่ ทํ า กิ น จึ ง มี ความสําคัญเปนอยางมาก เพราะหากใครมีที่ดินอยูในเขตปาสงวนแหงชาติ เขตรักษาพันธุสัตวปา และ เขตวนอุทยาน จะไมไดรับสิทธิการถือครองที่ดินโดยการรับรองจากรัฐ คือ รัฐจะไมออกโฉนดให ทําให


ลักษณะของการใชที่ดินเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากการรับรองสิทธิการถือครองที่ดิน และทําใหที่ดินเริ่มมี การซื้อขายและตีเปนมูลคา พบวาในพื้นที่ราบการออกโฉนดที่ดินจะงายกวา แตการเปลี่ยนมือยังไมพบ มาก คื อ จะมี ก ารซื้ อ ขายที่ ดิ น ภายในชุ ม ชน อย า งกรณี ที่ มี ช ว งหนึ่ ง คนนิ ย มไปทํ า งานต า งประเทศ (ประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๓๐) หลังเหตุการณทางการเมืองยุติลง ผูคนแถบนี้ก็เริ่มไปตางประเทศและ ขายที่ดินของตนเองใหกับคนในพื้นที่ดวยกัน เพื่อจะเอาเงินไปใชสําหรับการไปตางประเทศ ชวงที่สอง คือชวงที่มีการรังวัดที่ดินและการสงเสริมการทําไร ทําสวน ปลูกพืชพาณิชยตาง ๆ จําพวกขิง ขาวโพด ฯลฯ การรังวัดที่ดินโดยเฉพาะที่ดอนคือมีลักษณะความชันไมเกิน ๓๕% เปนพื้นที่ เหมาะสําหรับการเพาะปลูกพืชเชิงพาณิชย และทางรัฐไดมีการออกเอกสารสิทธิ์ในการครอบครองสิทธิ์ใน บริเวณพื้นที่ดังกลาว เรียกวา สด.๑ ในชวงนี้ชาวบานไดเริ่มผลิตพืชผลทางการเกษตรที่มุงการคาเพิ่มมาก ขึ้น และผลผลิตเริ่มราคาตก บางสวนออกสูตลาดไมไดทําใหชาวบานเริ่มเปนหนี้ และเริ่มกูยืมจนในที่สุดก็ ตองปลอยที่ดินของตนเองใหหลุดมือไป แตในชวงดังกลาวยังถือวาที่ดินเปลี่ยนมือนอย ชวงที่สาม ที่ดินยุคที่ พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ เปนนายกรัฐมนตรี ถือวาเปนยุคทองของที่ดิน และมีการขายที่ดินมากที่สุด เนื่องจากที่ดินมีราคาสูง จึงเกิดกลุมนายทุนและนายหนาคาที่ดินขึ้นอยาง มากมาย ชาวบานที่เริ่มเห็นเงินเปนพระเจาเริ่มปลอยที่ดินหลุดมือตนเอง และเห็นเงินเปนสําคัญ ชวงนี้ เปนชวงที่ชาวบานขายที่ดิน มากที่สุด และเจาของที่ดินกลายเปนพวกนายทุนจากที่อื่น ชวงที่สี่ ยุคสงเสริมการปลูกพืชอุตสาหกรรม เมื่อผานมาถึงยุคนี้ ที่ดินหลุดจากมือชาวบานไป ประมาณ ๖๐% ตอมาเมื่อเกิดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุมน้ําโขง ทําใหกลุมนายทุก เริ่มมองหาที่ดินในเขตแมสรวย – เวียงปาเปา เพื่อลงทุนการปลูกพืชเพื่อสงปอนระบบอุตสาหกรรมขนาด ใหญ เชน สม ชา องุน พุทรา ฯลฯ มีการบุกเบิกที่ดินในเขตปาเพิ่ม มีการปนราคาที่ดินเกิดขึ้น มีการเชา พื้นที่เขตปาสงวนเสื่อมโทรมเพื่อทําเกษตรอุตสาหกรรม และที่ดินมีการติดตอซื้อขายและหลุดจากมือ ชาวบานถึง ๘๐% เกิดกลุมนายทุนทั้งในและนอกชุมชนเขามาแสวงหาผลประโยชนจากที่ดินเปนจํานวน มาก เมื่อที่ดินหลุดออกจากมือชาวบานมากขึ้น รวมถึงปญหาการขาดแคลนที่ดินทํากินและกลุม นายทุนที่มากวานซื้อที่ดินไปทําเกษตรอุตสาหกรรม และซื้อเก็บไวเก็งกําไร หรือแมแตซื้อทิ้งไวเฉย ๆ ทํา ใหกลุมคนในพื้นที่ขาดที่ดินทํากิน มีปญหาในเรื่องหนี้สิน ไมมีรายไดหรือรายไดต่ํา คาแรงถูก เพราะกลุม คนเหลานี้ไดผันตัวเองมาเปน “คนรับจาง” ในภาคเกษตรอุตสาหกรรม และบางคนไดอพยพแรงงานออก นอกพื้นที่เปนจํานวนมาก เริ่มตั้งแตประมาณป พ.ศ. ๒๕๓๒ – ๒๕๔๕ เปนตนมา รวมถึง ธนาคารเพื่อ การเกษตรและสหกรณการเกษตร (ธกส.) และกองทุนเงินลานดวย ชวงที่หา นโยบายแปลงสินทรัพยเปนทุน กลุมเกษตรกรในพื้นที่ เริ่มมีความหวังเมื่อรัฐบาลยุค ทักษิณไดประกาศนโยบายปฏิรูปที่ดิน โดยยึดเอาที่ดินจากรัฐและที่รกรางวางเปลาของหนวยงานรัฐ มา จัดสรรใหกับคนจน แตก็ยังมีปญหาติดขัดหลายขั้นตอน ในการพิสูจนและตรวจสอบกรรมสิทธิ์ รวมถึง ความชอบธรรมในการแกไขปญหาที่ถูกตองอยางแทจริง เพราหากที่ดินสามารถแปลงใหเปนทุนไดจริง ใน อนาคตเกษตรกรอาจจะขายที่ดินใหหลุดมือจากตนเองเพิ่มมากขึ้นก็ได


อยางไรก็ตามชุมชนเองในระยะหลังเริ่มตระหนักถึงผลกระทบตาง ๆ ที่เกิดขึ้นกับชุมชน เริ่มมีการ เรียนรูจากประสบการณที่เกิดขึ้น หลายคนเริ่มหันมาหาทางสู และแกปญหา เกิดการรวมตัวของผูคน หลายกลุม ทั้งกลุมที่มีความสนใจในเรื่องวัฒนธรรมทองถิ่น ไมวาจะเปน กลุมคนเฒาคนแก บานปา แดด อําเภอแมสรวย ที่พลิกฟนเรื่องภูมิปญญาทองถิ่น การทําของเลนจากวัสดุในชุมชน และใหเด็ก ๆ ได เรียนรู โดยมีหนุมสาวรุนใหมในชุมชนเปนผูผลักดัน หาทุนรอนและสรางสรรคกิจกรรมตาง ๆ ที่จะเปน ประโยชนตอ ชุ มชน หรือ กลุ มพระสงฆ ทั้ง จากโครงการธรรมจาริก และที่วัด ศรีสุทธาวาส ที่เขา ไป ชวยเหลือใหความรู แกชาวเขาในพื้นที่หางไกลตาง ๆ นอกจากนี้ยังมีกลุมที่สนใจในเรื่องปญหาเศรษฐกิจและสังคม เชน กลุมรักษแมลาว ซึ่งเปน หนุมสาวรุนใหม ที่รวมทํางานวิจัยกับนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย หรือองคกรตาง ๆ ไปจนถึงนักศึกษา ปริญญาโท แลวนําความรู ขอมูลที่ไดจากการศึกษา เปนฐานขอมูลชุมชน สวนหนึ่งเพื่อทําความเขาใจ ประวัติศาสตรความเปนมาของชุมชน และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อีกสวนหนึ่งก็เพื่อใชเปนฐานการ ตอรอง รับมือการเขามาจากทุนนอก ดังจะเห็นวามีการนําความรูเรื่องการทําลายทรัพยากรดินของสวน สม มาใชตอรองกับรัฐและนายทุนที่จะเขามาแสวงหาผลประโยชน ในแงหนึ่งกอใหเกิดความขัดแยงขึ้น ระหวา งผู เ สีย ประโยชนแ ต ล ะกลุ ม แต ในอี ก แงห นึ่ ง ก็ ทํา ใหค นในชุม ชนตระหนัก ถึง ปญ หา และเกิ ด ความรูสึกรักและหวงแหน สิ่งที่เปนสมบัติของชุมชนซึ่งจะตองดูแลและเก็บไวใหลูกหลานตอไป กลุมตาง ๆ ที่เกิดขึ้ นนี้ มีห ลากหลาย และมีลักษณะการทํา งานที่แตกตางกันไป ในที่นี้จ าก การศึกษาในชุมชนลุมน้ําลาวตอนบน มีกลุมการรวมตัวที่นาสนใจกลุมหนึ่งคือ "กลุมเด็กนอยรักษปลา" แมจะเกิดจากการผลักดันของหนุมสาว แตสมาชิกที่เขารวมมีทั้งเด็ก วัยรุน หนุมสาว และคนเฒาคนแก ในชุมชน คนทุกเพศ ทุกวัยตางมารวมตัวกัน แตมีกิจกรรมที่เนนใหเด็กมีบทบาท ซึ่งนับเปนจุดเริ่มตนที่ดีที่ เยาวชนเริ่มตระหนักในปญหาของทองถิ่น และแสดงทาทีเขารวมอยางจริงจังที่จะแกปญหาที่เกิดขึ้น ซึ่ง แมจะยังมีรุนพี่คอยเปนพี่เลี้ยงอยู แตก็ถือไดวาเปนจุดเริ่มตนของการสรางคนทองถิ่นที่มีความเทาทัน และสนใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนของตนเอง กลุมเด็กนอยรักษปลา เปนการรวมตัวของเด็ก ๆ จาก ๒ หมูบาน คือ บานดอนสลี หมูที่ ๗ และบานศรีดอนเรืองหมูที่ ๑๙ ตําบลปาแดด อําเภอแมสรวย จังหวัดเชียงราย โดยเริ่มตนประมาณ ๒-๕ คน โดยไดคยุ กัน วาลองชวนเพื่อน ๆ มาเลนดวยกัน วาดรูปสัตวประหลาด และวาเด็ก ๆ ไดอะไรจากการ วาด จากนั้น วันตอมาก็มีเด็ก ๆ เขามารวมมากขึ้น จาก ๕ คน เปน ๑๐ คน และมีการเลนเกมส วาดรูป สอนรองเพลง จํานวนเด็กเพิ่มมากขึ้น เด็ก ๆ มีการกีดกันการเขากลุมดวยกันเอง ทําใหผูปกครองบางคน ตองมาขอพาเด็กมาเขากลุมเอง บางคนที่อาย ๆ มายืนดูเกาะขอบหนาตาง ก็เริ่มแสดงออกมากขึ้น มีการ นัดเจอกันทุกวันหลังเลิกเรียน ประมาณ ๒ ชั่วโมง วันไหนถาไมมีใครดูแลจะอื่อก็ตองหยุด เด็ก ๆ ก็พากัน โวยวาย เด็ก ๆ แบงกลุมและลองใหฝกการวิเคราะหองคประกอบของชุมชน มีการวิเคราะหการ เปลี่ยนแปลงของน้ําแมลาว ในอดีตน้ําเปนอยางไร และมีความหลากหลายอยางไรบาง โดยใหไป สอบถามจากอุย พอแม แลวมาเลาใหเพื่อน ๆ ฟงพรอมกับการวาดแผนที่และมีการ วิเคราะหชุมชนที่


เปนอยู ชุมชนในฝนเปนอยางไร ที่เด็ก ๆ อยากเห็น หรืออยากใหเกิดในอนาคต ๕-๑๐ ปขางหนา และมา ดูวาปจจุบันชุมชนมีปญหาอะไรถาไมไดแกแลวจะไมทําใหเกิดชุชนในฝนเกิดขึ้นได ปญหาหนึ่งที่เด็ก ๆ ให ความสําคัญถึงปญหาน้ําแหง และปลาในน้ําแมลาวที่เริ่มหายาก และปลาพื้นเมืองเริ่มจะสูญหายไป เด็ก ๆ พากันลองไปถามพอแม ที่บานวา อยากเห็นปลาในน้ําแมลาวมีเยอะ ๆ ไหม ซึ่งพอแมของเด็ก ๆ ไมได ตอบอะไรกับเด็ก ๆ เลย เพียงเพราะเห็นวาเปนการเอาเด็กมาเลน ๆ แลวก็จบ เปนการดีอยางเดียวคือไม อยากใหลูกของตนหนีไปเที่ยวที่ไหนใครตามหาลูกไมเจอก็มาตามที่บานจะอื่อทุกครั้งไป เด็ก ๆ ตื่นเตนมากที่จะทําเขตอนุรักษพันธปลาในน้ําแมลาวขึ้น เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ และ ฟนฟูสภาพน้ําแมลาว ชวงเวลา ๑ – ๒ เดือน เด็ก ๆ แบงหนาที่ ไปคุยกับพอแม อุย ที่บาน นัดประชุม กรรมการหมูบาน ไปคุยกับพอหลวงบาน หรือเลาใหเพื่อน ในโรงเรียนวาพวกเขาทําอะไรกัน รวมถึงเสนอ ใหหมูบานมีการจัดการขยะไมใหทิ้งขยะลงในแมน้ํา เพราะวาที่ผานมามีการทิ้งขยะลงในแมลาวและน้ํา แมตาชางตลอด การกําหนดสถานที่และระยะทางในการจัดทําเขตอนุรักษพันธปลา เบื้องตน ประมาณ ๘๐๐ เมตร บริเวณ สบแมตาชางและน้ําแมลาวบริเวณสะพานขามน้ําแมลาว บานดอนสลี กิจกรรมแรก คือการเปดปายเขตอนุรักษพันธุปลา บานดอนสลี - ศรีดอนเรือง ประมาณ วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๕ ประสานชุมชน เตรียมงาน เตรียมสถานที่ ทําหนังสือถึงนายอําเภอ ประสานขอ พันธุปลาจากประมงเชียงราย นิมนตพระมาเทศน โดยใหชุมชนเปนเจาภาพในการเตรียมสถานที่ทั้งหมด เด็ก ๆ ทําสายรุง ติดธง ใหกับเขตอนุรักษ เตรียมไมแปน มาทําปาย ขัดไม ซื้อสีมาทา ประสานลุง หนานนัน มาชวยเขียน ในชวงเวลาเตรียมงาน เด็ก ๆ เอา ฆอง กลอง ฉิ่ง ฉาบ จากวัดพากันแหปายเขต อนุรักษไปรอบ ๆ หมูบาน ปาวประกาศใหชาวบานมารวมงาน และขอรับบริจาคเงินจากชุมชนมาเปน กองทุนอาหารปลาเบื้องตน ในงานเปดปายมีปลัดมาแทนนายอําเภอ คนเฒาคนแกในหมูบานทําหนาที่เปนผูนําทาง พิธีกรรม มีการใสขันดอกไมในงาน คือกางเตนที่สะพาน เด็ก ๆ จัดนิทรรศการ ใหความรู มีการพูดคุยกับ ผูนํา มีการเชิญผูนําทองถิ่นทั้งกํานันผูใหญบาน แกนนําคนเฒาคนแก อบต.ภายในตําบลมารวมงานกัน เปนอันมาก ในงานมีการเทศนาความสําคัญของน้ําแมลาวกับผูคน มีการปลอยปลา โดยแกนนําของ กลุมเด็ก ๆ ที่ประสานเปนหลักคือแน็ท และอิ๋ว ซึ่งเปนพี่คนโตที่สุดของกลุมเปนหลัก หลังจากเปดปายและใหชุมชนอื่น รับรูแลว เด็ก แบงเวรกันใหอาหารปลา คือตองใหอาหารลอ ปลาเปนอยางต่ํา ประมาณ ๓ อาทิตย ใหอาหารปลาแบบไหลไปกับน้ําโดยไมมีวี่แวววาปลาจะมากิน อาหาร ทําติดตอกันประมาณ ๔-๕ อาทิตย ปลาเริ่มเขามากินบาง จํานวน ๕-๖ ตัว หลังจากนั้นเปนตนมา จํานวนของปลาในเขตอนุรักษและนอกเขตอนุรักษที่ชาวบานจับปลามีตัวโตขึ้นและหางายขึ้น ในชวง หนาแลง ชาวบานมีการถมโขบริเวณน้ําลึก จะทําใหปลาพากันไปอยูโข ปรากฏวาปนั้นชาวบานพบวาโข ที่ถมมีปลามากและตัวใหญซึ่งไมเคยมีมาในชวง ๑๐ ปที่ไดปลามากมาย ชาวบานเริ่มรูวาการสรางเขต อนุรักษแค ๘๐๐ เมตร แตทําใหปลามีจํานวนเพิ่มมากขึ้นทั้งสายน้ําเรื่อยมาจนถึง ตําบลแมสรวย ระยะทางประมาณ ๗-๘ กิโลเมตร


ปญหาหลักของการจัดทําเขตอนุรักษพันธุปลา คือความเขาใจของหมูบานใกลเคียงที่ตองทํา ความเขาใจกันใหม หนาแลงประสบกับปญหาเรื่องน้ําแหง น้ําตื้น ไมมีน้ําลึก ทําใหปลาไมมีที่อยู เพราะ ตามธรรมชาติปจจุบันของน้ําแมลาวน้ําจะตื้น และมีวังหรือน้ําลึก ชวงต่ําลงไปเปนจุด ๆ การแกปญหา ของชาวบานที่ผานมามีการระดมการสอบทราย จากชาวบานทุกหลังคาเรือน และประสานขอจากทางอบ ตําบล ปาแดดมากั้นน้ําใหมีน้ําลึกพอประมาณใหปลาที่ตัวใหญ ๆ ไดมาอยู และมีการถมโขใตสะพาน ขามน้ําแมลาวเพื่อสรางบานใหปลา ปญหาที่ผานมาในเรื่องน้ําแหง คือสวนสมกั้นน้ําแมลาวแบบปดตาย เพื่อดึงน้ําเขาไปใชในสวนสมทําใหน้ําแหงขอด ปลาวายน้ําหนีออกจากเขตอนุรักษ ปลายตายเกยตื้น เพราะวาไมมีน้ํา ทําใหชาวบานจากหมูบานอื่น ๆ จับปลาไปเปนจํานวนมาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ เขตอนุรักษพันธุปลาของเด็ก ๆ ไมสามารถทดแทนโดยการนําพันธุปลานิลจํานวนหนึ่งมาใชคืน แต ความรูสึกเสียใจของเด็ก ๆ เหลานี้ยากที่จะทดแทนได จากกรณีดังกลาวมีการประชาสัมพันธทาง หนังสือพิมพทุกฉบับ ในระยะเวลาประมาณ ๑ เดือน ทําใหเจาของสวนสมไมพอใจ และคนงานบางคน ของหมูบานที่ทํางานในสวนสมสรางความกดดันใหกับแกนนํากลุมเด็ก ๆ จําเปนตองจัดเวทีชี้แจงความ เขาใจในหมูบานระหวางแกนนําที่ถูกกลาวหานักวิจัยชุมชน กรรมการหมูบาน และชาวบานบางสวน เจาของสวนสม บทเรียนการใชทรัพยากรรวมกันอยางเห็นแกตัวของผูคนในน้ําแมลาวจะตองเผชิญหนากันอีก ยาวไกล จะเห็นไดวาการเขาครอบครองทรัพยากรสวนรวมได จะตองมีอํานาจทางการเงินมากกวา ชาวบานธรรมดา สวนชาวบานธรรมดาก็มีการแยงน้ํากันแตเปนของระบบเหมืองฝายที่จัดการไดโดย คณะกรรมการ แตเรื่องนี้เกี่ยงกันรับผิดชอบวาเปนหนาที่ของใคร จะอางวาไมรูเปนไปไมได ไมรูวาปหนา เขตอนุรักษพันธุปลาของเด็ก ๆ ในกลุมเด็กนอยรักษปลาจะตองเจอปญหาที่หนักหนากวาวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๔๗ ที่ผานมาหรือไม

7maelao6  

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจยุคใหมของคนลุมน้ําลาว พืชเศรษฐกิจ : การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชุมชน สวนสม : ภัยคุกคา...