Page 1

เชียงของ เวียงแกน: พัฒนาการของสังคมชายขอบจากอดีต สูการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองในอนุภูมิภาคลุมน้ําโขง ลักษณะทางภูมิศาสตร และประวัติความเปนมาของเมืองเชียงของ ลักษณะทางภูมิศาสตร ที่ตั้งและสภาพทั่วไป อําเภอเชียงของและอําเภอเวียงแกนตั้งอยูทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงราย ความสูงจากระดับน้ําทะเลโดยเฉลี่ยประมาณ ๑,๐๐๐ ฟุต ลักษณะทางภูมิศาสตรเปนที่ราบลุมแมน้ําสลับกับเทือกเขาสูง และมีสวนสําคัญตอการสรางเมือง หรือ ชุมชน รวมไปถึงวิถีการทํามาหากิน พื้นที่ราบลุมอยูระหวางเทือกเขาสามเทือกที่ทอดตัวจากขอบแมน้ําโขงทางทิศเหนือไปยังทิศใต คือ เทือกเขาดอยหลวง ตั้งอยูทางทิศตะวันตกเปนเสนกั้นระหวางอําเภอเชียงแสน อําเภอดอยหลวง กับ อําเภอเชียงของ ทําใหการเดินทางระหวางคนเชียงแสนกับคนเชียงของโบราณมักใชเรือลองไปหากันทาง แมน้ําโขงซึ่งมีเกาะแกงหินผาอยูกลางสายน้ํามากมาย จึงเปนปจจัยหนึ่งที่ทําใหเชียงของมีความสัมพันธ ไมแนบแนนกับเชียงแสนมากนักในดานการเมืองการปกครองทั้งแตอดีตจนปจจุบัน เทือกเขาดอยยาวตั้งอยูทางทิศตะวันออกของอําเภอเชียงของทอดตัวยาวตั้งแตอําเภอเทิงจรด แมน้ําโขงกั้นเขตระหวางอําเภอเชียงของกับอําเภอเวียงแกน ระหวางเทือกดอยยาวกับดอยหลวงมีที่ราบ ลุมน้ําอิงซึ่งเปนลุมน้ําที่สําคัญแหงหนึ่งของภาคเหนือและพื้นที่แมน้ําโขงตอนบน แมน้ําอิงไหลมาจากสัน ดอยในจังหวัดพะเยา ผานกวานพะเยา แลวลงมาจรดเชียงของ พื้นที่แหงนี้เปนที่ตั้งของเมืองโบราณ สําคัญ เชน เมืองลอ เมืองเทิง เมืองเชียงของและยังเปนแหลงผลิตทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ เทือกเขาดอยผาหมน ผาตั้ง อันเปนสวนหนึ่งของเทือกเขาหลวงพระบางที่ทอดตัวยาวลงไปถึง จังหวัดนาน สันดอยเปนแนวเขตกั้นแดนระหวางไทยกับลาว และระหวางดอยยาวและแนวเทือกดอยผา ตั้งผาหมนมีที่ราบลุมแมน้ํางาวเปนพื้นที่เกษตรและแหลงทํามาหากินที่สําคัญของอําเภอเวียงแกน แมจะ เปนพื้นที่แองขนาดเล็ก แตยังมีความสําคัญเปนแหลงที่ตั้งของเมืองโบราณ คือ ดงเวียงแกน พื้นที่ราบเปนที่อยูของคนยวนหรือคนเมือง ลื้อ ลาว สวนบริเวณเชิงดอยสวนใหญจะเปนขมุ และ บริเวณสันดอยจะมีชนเผามง เยา ลาหู จีนฮอ อาขา จากลักษณะทางภูมิศาสตร ที่เปนที่ราบลุมของแมน้ําหลักสามสาย และระหวางเทือกเขาสาม ดอย ผูคนสวนใหญจึงมีวิถีชีวิตทามกลางลุมน้ําและเทือกเขา มีการตั้งถิ่นฐานของกลุมคนตามที่ราบลุม แม น้ํ า โขง แม น้ํ า อิ ง และแม น้ํ า งาว ส ว นบริ เ วณภู ด อยก็ มี ก ารตั้ ง บ า นเรื อ นของกลุ ม คนบนพื้ น ที่ สู ง ดังตอไปนี้ แมน้ําโขง เปนแมน้ําใหญสายหนึ่งของโลกมีความยาวประมาณ ๔,๙๐๙ กิโลเมตร ตอนบน และตอนกลางบางสวนเปนสายน้ําไหลผานหุบเขาแคบๆ ประกอบสวนดวยหินผาและเกาะแกงมากมาย สวนในตอนกลางสายน้ําจะกวางออก มีเกาะแกงหินผากับน้ําตกสวยงามกลางแมน้ําโขงในเขตรอยตอ ประเทศลาวและกัมพูชาหรือที่เรียกกันวาหลี่ผีและสี่พันดอน ตอนปลายเปนแมน้ําใหญ และมีตะกอนดิน ปากแมน้ําอันอุดมสมบูรณ เปนเขตเกษตรกรรมที่สําคัญ


ระบบนิเวศนในแมน้ําโขงมีความสลับซับซอนมีลักษณะเฉพาะแตกตางกันไปตามแตละทองถิ่น ตามแตละระบบนิเวศนยอย เชน แกง ผา ดอน หาด คก หลง หนอง นับวาแมน้ําโขงเปนแมน้ําสายเดียว ในอุษาคเนยที่มีเกาะแกงสวยงามที่สุด เกาะแกงเปนทั้งระบบนิเวศใหปลาอาศัยไดใหอาหารแกปลาและ คน และเปนฝายชะลอการไหลอันเชี่ยวแรงของน้ํา ไมใหตลิ่งพังทลาย

แมน้ําโขงกั้นพรมแดนไทย-ลาว สวนที่เปนเขตชายแดนไทยเริ่มตนที่เชียงแสน เชียงของ เวียง แกน จังหวัดเชียงราย ระยะทาง ๘๔ กิโลเมตร แลวเขาสูประเทศลาวที่แกงผาได และไหลเปนพรมแดน ไทย-ลาวอีกครั้ง จากเชียงคานจังหวัดเลย หนองคาย นครพนม อํานาจเจริญ อุบลราชธานี รวมความ ยาวผานประเทศไทย ๙๗๖ กิโลเมตร ในอําเภอเชียงของ แมน้ําโขง ไหลผานตั้งแตบานหาดบาย ตําบลริมโขง ถึงแกงผาได บานหวย ลึก ตําบลมวงยาย อําเภอเวียงแกน ริมฝงแมน้ําโขงในฝงเชียงของเวียงแกนมีลักษณะเปนที่ราบสลับกับ ภูเขาซึ่งเปนที่ตั้งชุมชนของผูคนมาตั้งแตอดีต เพราะคนที่อาศัยอยูแมน้ําโขงสามารถติดตอแลกเปลี่ยน สินคาตลอดจนวัฒนธรรมดานตาง ๆ กับชุมชนที่อยูริมฝงแมน้ําโขง เชน หลวงพระบางของลาว และกับ ชุมชนลุมน้ําอิง แมน้ํากก นอกจากนั้นยังเชื่อมตอขึ้นทางบกไปยังเมืองสิงห หลวงน้ําทาของลาว ริมฝงแมน้ําโขงเปนที่ตั้งหมูบานตาง ๆ วิถีชีวิตของของชาวบานริมฝงผูกพันกับแมน้ําโขงอยาง แนบแนน การทําเกษตรริมโขงบริเวณตลิ่งแมน้ํา ซึ่งมีลักษณะเปนดอน มีความอุดมสมบูรณมาก เพราะ ในฤดูน้ําหลากไดพัดพาเอาตะกอนมาทับถม เมื่อถึงฤดูกาลน้ําลดตั้งแตเดือนพฤศจิกายนถึงมิถุนายน ชาวบานก็จะเพาะปลูกถั่วลิสง ถั่วงอก และพืชผักสวนครัว เพื่อนํามาขายที่ตลาดในเมือง บางครั้งก็มี พอคาไปรับซื้อผลผลิตจากชาวบานดวยตนเอง ในชวงที่น้ําลด ชาวบาน โดยเฉพาะผูหญิงมักพากันจกไกหรือเก็บไกมาประกอบเปนอาหารและ นําไปขาย ไกเปนสาหรายน้ําจืดชนิดหนึ่ง ขึ้นบริเวณหินในน้ําใสลึกประมาณ ๑ เมตร ไกแมน้ําโขงขึ้นชื่อ วาเปนไกที่อรอยกวาแมน้ําสายอื่น เพราะชาวบานมีความเชื่อกันวา แมน้ําโขงเปนแมน้ําใหญ น้ําไหลแรง และเชี่ยว จึงทําใหมีรสชาติดีกวา ไกจะเริ่มออกตั้งแตเดือนมกราคมเปนตนไป และเก็บไดไปเรื่อย ๆ จนถึง ตนฤดูฝน ไกที่เก็บมาไดก็จะนําไปประกอบเปนอาหาร เชน เจี๋ยวไก หรือ แกงไก หอหมกไก บางสวนก็ นําไปแปรรูปเปนไกแผน ชาวบานมีรายไดดีจากการเก็บไกขายใหกับแมคา เพื่อนํามาขายเปนของฝาก


จากเชียงของ เชน บานหาดไคร ที่อยูหางจากตัวเมืองเชียงของทางดานทิศใตประมาณ ๒ กิโลเมตร แมน้ําในเขตนั้นเปนหาดหิน เมื่อถึงฤดูกาลน้ําลดจะพบเห็นชาวบานเก็บไกเสมอ ปจจุบันระดับน้ําใน แมน้ําโขงขึ้นลงผิดปกติ ประกอบกับการเดินเรือขนาดใหญมีจํานวนมากขึ้นทําใหน้ํามีความขุนขนมาก กวาเดิมมีผลกระทบตอวงจรการเกิด และการเจริญเติบโตของไก สงผลใหชาวบานมีรายไดจากการเก็บไก ไปขายลดลง การหาปลาดวยเครื่องมือที่ทําขึ้นตามภูมิปญญาทองถิ่น ซึ่งการใชเครื่องมือจะแตกตางกันไป ตามชนิดของปลา ฤดูกาล และความหลากหลายของระบบนิเวศ เชน มอง จะใชในบริเวณหาด เบ็ดมี ทั้งเบ็ดคาวและเบ็ดปกใชตางกันไป จ๋ําหรือยอใชยกปลาใกลหินผาที่น้ําไหล แหใชบริเวณ คก หลง หาด เปนตน ตลอดลําน้ําโขงจะพบกระทอมเพิงพัก ปลูกสรางดวยไมไผ มุงดวยหญาคาตั้งเรียงรายตามเกาะ แกง หาด ดอน ซึ่งพบไดมากเมื่อยางเขาสูในฤดูหนาวจนถึงฤดูแลง ซึ่งเปนชวงที่ระดับน้ําลด คนหาปลา สรางไวเพื่อพักแรมและหาปลาในตอนกลางคืน ชุมชนที่มีชื่อเสียงในการหาปลามากที่สุด คือ ชุมชนบานหาดไครซึ่งเปนชุมชนที่จับปลาบึกมา ยาวนาน ปลาบึกจะแหวกวายขึ้นมาบริเวณดอนแวงบานหาดไครประมาณเดือนเมษายนเปนประจําทุกป ปลาบึกเปนปลาน้ําจืดชนิดไมมีเกล็ด หรือปลาหนัง ที่ใหญที่สุดชนิดหนึ่งของโลก แมน้ําโขงเปนแมน้ําสาย เดียวที่มีปลาบึกอาศัยอยู ปลาบึกเปนปลาใหญรูปรางหนา บางครั้งชาวบานก็เรียกวา ปลาบึก ตัวใหญ เต็มที่ยาวประมาณ ๓ เมตร มีน้ําหนักประมาณ ๒๘๐ กิโลกรัม รูปรางหนาตาคลายปลาสวายและปลา เทโพ คือลําตัวแบน จะงอยปากปานใหญมนกลม หัวยาวใหญ นัยนตาเล็ก ตัวโตจะมีจุดดํา ๆ ขึ้นตาม ลําตัวของมัน เรียกวา วะบาง ปานบาง ในชองปากไมมีฟน ดังนั้น จึงเชื่อกันวา ปลาบึกเปนปลาจําศีล ไม กินเนื้อ กินอาหารจําพวกไก หรือสาหรายน้ําจืด ซึ่งเจริญเติบโตตามแกงหินในแมน้ําโขง นอกจากพรานปลาแลวชาวเรือรับจางเปนกลุมคนอีกกลุมหนึ่งที่ฝากชีวิตไวกับแมน้ําโขง ในอดีต พวกเขารับจางถอเรือขนสินคาไปขายยังปากแบง หลวงพระบางของลาว เชียงแสน และเชียงราย โดยมี ทาเรืออยูดานทิศตะวันออกของวัดหลวงประมาณ ๒๕ เมตร ตอมามีการใชเรือยนตก็เปนการผอนแรงใน การเดินเรือใหแกพวกเขา ราชการไดมาตั้งดานศุลกากรที่ทาเรือแหงนี้ สินคาทุกอยางผานการเสียภาษี แลวนําไปลงเรือรับจาง เรือรับจางมีจํานวนมากถึง ๕๐ กวาลํา ชาวเรือรับจางไดรวมตัวกันจัดตั้งเปน ชมรมชาวเรือวัดหลวงขึ้น เพื่อเปนการชวยเหลือซึ่งกันและกัน และเปนการจัดสรรประโยชนในการเดินเรือ รับจางอยางเปนธรรม ภายหลังกรมเจาทาไดสรางทาเรือน้ําลึก และ ราชการไดสรางจุดตรวจคนเขาเมือง ที่บานหัวเวียง หางจากทาเรือวัดหลวงไปทางทิศเหนือประมาณ ๑ กิโลเมตร เกิดมีชาวเรือรับจางสงคน ขามไปมาระหวางเชียงของ-หวยทรายในราคาคนละ ๒๐ บาท ซึ่งชาวบานจัดคิวในการเดินเรือโดยสาร ทาเรือวัดหลวงซบเซาลงมามาก เหลือเรือรับจางประมาณ ๒๐ ลํา เพราะสวนมากขายเรือใหกับชาวเรือ บานหัวเวียง


สวนอาชีพหลักของชาวบานทั่วไปอีกอาชีพหนึ่งก็เปนการทํานาขาวเหนียว การตั้งชุมชนของคน เมืองอยูตามที่ราบแมน้ํา เพราะที่ดินมีความอุดมสมบูรณ และมีแหลงน้ําสําหรับการทํานา ขาวเปนพืชที่ สําคัญที่สุด สําหรับดํารงชีวิตและมีความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตดานอื่นมากมาย แมน้ําอิง มีตนกําเนิดมาจากเทือกเขาผีปนน้ําอยูในบริเวณที่ติดกับตนน้ําวัง ทางทิศตะวันตก ของ อําเภอแมใจ จังหวัดพะเยา ไหลผานกวานพะเยาทางทิศตะวันออกเฉียงใตสู อําเภอดอกคําใต แลว ไหลขึ้นทางเหนือสู อําเภอจุน ไหลเขาสูพื้นที่จังหวัดเชียงราย ผาน อําเภอเทิง พญาเม็งราย ขุนตาล ไหล ลงสูแมน้ําโขงที่หมูบานปากอิงลาง อําเภอเชียงของ ความยาวของแมน้ําประมาณ ๒๖๐ กิโลเมตร ตํานานพงศาวดารโยนกและตํานานเมืองพะเยาบันทึกไววา คนโบราณเรียกชื่อแมน้ําสายนี้วา แมน้ําขุนภู หรือแมน้ําสายตา พุทธศตวรรษที่ ๑๘ มีกษัตริย ๓ พระองค คือ พระรวงเจาแหงอาณาจักร สุโขทัย พญามังรายแหงอาณาจักรลานนา และพญางําเมืองแหงอาณาจักรภูกามยาวไดนั่งหันหลังพิง หรืออิงกัน ตรงริมฝงแมน้ํานี้ กลาวปฏิญาณวาจะยุติการทําสงครามและจะผูกมิตรไมตรีตอกัน หลังจาก นั้น แมน้ําขุนภู จึงถูกเรียกวา แมน้ําอิงจนถึงปจจุบัน ที่ราบลุมแมน้ําอิงมีความสําคัญทางประวัติศาสตรที่เกี่ยวของกับการสรางเมือง เพราะชัยภูมิ ที่ตั้งของชุมชนอยูใกลแมน้ํา หนองน้ํา ภูเขา คนโบราณเชื่อวา ชัยภูมิดังกลาวจะสรางความมั่นคงในการ ดํารงชีวิตของประชาชน เพราะภูเขาทําหนาที่เปนกําแพง ที่ราบสําหรับทําการเกษตร เลี้ยงสัตว ที่ราบลุมแมน้ําอิงในเขตอําเภอเชียงของครอบคลุมพื้นที่ ต.บุญเรือง ต.หวยซอ ต.ครึ่ง และ ต.ศรี ดอนชัย ดานทิศตะวันออกของแมน้ําอิงมีเทือกเขาดอยยาว และดานทิศตะวันตกมีเทือกเขาดอยหลวง เทือกเขาทั้งสองทอดตัวยาวขนานกับแมน้ําอิงขึ้นมาจรดแมน้ําโขง พื้นที่ระหวางเทือกเขาทั้งสองจึงเปนที่ ราบลุมแมน้ํา กลุมคนยวน และคนลื้ออพยพมาจากเมืองนาน และคนยวนจากแพรมาตั้งชุมชน โดย ประกอบอาชีพทํานาเปนหลัก ในอดีต ขาวที่ผลิตไดนํามาบริโภคที่เหลือจึงขายใหกับพอคาจากเมืองเชียง ของ ถอเรือรับซื้อขาวเปลือกแลวนําไปขายที่ตลาดในเมืองและสงไปขายยังหวยทราย ปากแบง หลวงพระ บาง และหลวงน้ําทาของลาว นอกเหนือจากนั้น ยังมีชาวบานบรรทุกขาวเปลือกลงในเกวียนเทียมวัว ไป พรอมกันประมาณ ๑๐–๑๒ เลม ออกเดินไปตามเสนทางขุนตาล เทิง เชียงเคียนเขาสูเชียงราย ซึ่งตอมา ถนนสายนี้ไดตัดเปนถนนสายทางหลวง ใชเวลาเดินทางประมาณ ๕ วัน แลวขายขาวใหกับพอคา เมื่อได เงินมาแลวก็นําไปซื้อน้ํากาด น้ํามันหมู และเกลือขนใสเกวียนกลับมาชุมชน ชาวบานซื้อสิ่งของเหลานี้มา เพื่อ บริโภคไดตลอดทั้ง ป จะกลับ ไปซื้อใหมอีกครั้ง หนึ่ง ก็ตอเมื่อไปขายขาว เมื่อมีการสรางถนนตาม เสนทางเกวียนของชาวบาน สินคาอุปโภคบริโภคก็เขามาเสนทางนี้เปนอันดับแรก ซึ่งชาวบานเรียกถนน สายเทิง-เชียงของวา สายนอก เพราะตอมามีการสรางถนนผานทาง ตําบลสถาน หวยซอ อําเภอพญา เม็งราย อําเภอเวียงชัย และเชียงราย เปนเสนทางลัด แตเปนภูเขาสูง เดินทางลําบาก ชาวบานเรียกวา สายใน นอกจากทําการเกษตรแลว ชาวบานที่ราบลุมแมน้ําอิงก็ทําประมง หรือหาปลาในแมน้ําอิงและ ตามพื้นที่ชุมน้ําใกลกับแมน้ําอิง คือ กวานซึ่งเปนบึงขนาดใหญ หรือแองรับน้ําที่เกิดขึ้นจากลําหวยหลาย สาขา เกิดเปนพื้นที่ลุมน้ํา ซึ่งมีชื่อเรียกแตกตางกันไปตามลักษณะของพื้นที่นั้น ๆ อาทิ “หนอง” คือ


บริเวณพื้นที่น้ําทวมขัง “หลง” เปนระบบนิเวศนธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเสนทางไหลของ แมน้ําตามธรรมชาติ หลงถูกตัดจากแมน้ําในฤดูแลง แตในฤดูน้ําหลากจะเชื่อมตอกับแมน้ําสายหลัก “จํา” เปนพื้นที่ชื้นแฉะหรือบริเวณตาน้ําในพื้นที่ราบลุม พื้นที่เหลานี้มีความหลากหลายทางชีวภาพ เปน แหลงอาหารอันอุดมสมบูรณสําหรับชาวบานที่อาศัยอยูที่ราบลุมแมน้ําอิง เชน ปลา พืชผัก พันธุไมตาง ๆ เชน ผักกูด ผักบุง ผักจ่ํา ผักแซว ผักกาดนา ผักกาบป ผักสลิด แปนเป ผักแคบหรือผักตําลึง ผักหนอก มะ ถั่วรก ฯลฯ ซึ่งชาวบานสามารถเก็บกินไดตลอดฤดูกาล แมน้ํางาว ตนน้ําอยูที่เทือกเขาดอยผาตั้ง ดอยผาหมนอยูในเขตอําเภอเวียงแกนเปนเขตกั้น ชายแดนไทย-ลาวไหลทางทิศใตขึ้นไปทางทิศเหนือ ผานตําบลปอกลาง ตําบลทาขาม ตําบลหลายงาว และตําบลมวงยายบรรจบแมน้ําโขงที่บานสบงาว ที่ราบลุมแมน้ํางาวเคยมีการสรางบานเมืองมากอน จากการคนควาเรื่องเมืองโบราณของเพิ่ม สิทธิสมบัติ คนเชียงของ พบวามีเมืองโบราณแหงหนึ่งตั้งอยูในเขตอําเภอเวียงแกน คือ ดงเวียงแกน ชาวบานเชื่อวา ดงเวียงแกนเปนสถานที่อยูของเจาหลวงเวียงแกน ทําหนาคุมครองรักษาบานเมือง และ ชาวเวียงแกน มีจารีตที่ปฏิบัติกันมาวา ชาวเวียงแกนจะเลี้ยงผีเจาหลวงเวียงแกนเปนอันดับแรก แลวเลี้ยง ผีที่รักษาคุมครองหมูบาน เลี้ยงผีประจําตระกูล เลี้ยงผีฝายและอันดับสุดทายคือ เลี้ยงผีไรผีปารักษาไร สวน ชาวเวียงแกนจะเลี้ยงผี หรือบวงสรวงเจาหลวงเวียงแกน เดือนสี่ หรือ เดือนกุมภาพันธุ เรียกวา “ปาง สี่” และ เดือนแปด ประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกป เรียกวา “ปางแปด” ชาวบานจะไปรวมกันที่ดง เวียงแกน ซึ่งสรางศาลไวสําหรับการทําพิธีเลี้ยงผี ในอดีตคนในเมืองเชียงของเรียกหมูบานที่ตั้งอยูที่ราบลุมแมน้ํางาววา เมืองน้ํางาว ซึ่งปรากฏอยู ในบันทึกของขุนภูนพิเลขกิจ1 วา เขา (ชาวลื้อ) แยกมาตั้งอยูเมืองน้ํางาว โดยแบงเปน ๔ หมูบาน หมูบานหนึ่งชื่อบานดอน และหมูบานปางหัด ตั้งอยูทางทิศใตของน้ํางาว…” ตอนแยกการปกครองออก จากอําเภอเชียงของมาตั้งเปนอีกหนึ่งอําเภอของเชียงราย ชาวบานที่อาศัยอยูลุมน้ํางาวก็ไดนําเอาชื่อของ เจาหลวงเวียงแกนมาเปนชื่อของอําเภอ ซึ่งแสดงถึงศรัทธาที่ชาวบานมีตอเจาหลวงเวียงแกน ลักษณะพื้นที่อําเภอเวียงแกนเปนที่ราบเชิงเขาวิถีการผลิตขาวเปนแบบทํานาดําในที่ราบลุม แมน้ํางาวซึ่งมีพื้นที่ไมมากนัก ในแตละปผลผลิตที่ไดมักไมเพียงพอตอการบริโภคจึงปลูกขาวไรตามเชิง เขา ในไรขาวก็มีการปลูกพืชผักสวนครัว เชน ฟก แฟง แตง พริก มะเขือ ไวบริโภค ชาวบานมักจะนอนเฝา ไรขาวไมใหสัตวปามากัดกิน เมื่อกลับมาบานก็สามารถนํามาฝากลูกและบุคคลในครอบครัวได พันธุขาว ไรเปนพันธุท่ีชาวบานคัดสรรและเลือกพันธุสืบทอดกันมา มีขาวหก ขาวปู ขาวดอขมุ เปนตน เมื่อวิถีการ ผลิตเพื่อตลาดเขาสูชุมชนมากขึ้น หลังการเก็บเกี่ยวขาวนาดําแลว ชาวบานบางสวนก็ปลูกขาวโพดและ ยาสูบ ปลูกลิ้นจี่ ลําไย และสมโอ โดยเฉพาะสมโอกลายเปนสินคาสงออกที่สรางชื่อเสียงใหกับชาวเวียง แกนมาก มีการจัดงานสมโอเปนงานประจําป โดยไดรับการสนับสนุนและสงเสริมจากหนวยงานราชการ ในทองที่ ไรสมโอสวนมากเปนของชาวเวียงแกน การเปลี่ยนแปลงทางเวียงแกน เกิดขึ้นอยางชา ๆ เมื่อ 1

ขุนภูนภิเลขกิจ (เจาหนานบุษรส จิตตางกูร), ประวัติการสรางเมืองเชียงของ ที่ระลึกงานผาปาสามัคคี “สี่ตระกูล” ณ วัดหลวง ตําบลเวียง อําเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย วันเสารที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๒๖, เอกสารอัดสําเนา, หนา .


เที ย บกั บ เชี ย งของ เวี ย งแก น เพิ่ ง จะได รั บ ผลกระทบในยุ ค สงครามเย็ น มี ก ารสู ร บกั บ ฝ า ยฝ ก ใฝ ใ น คอมมิวนิสตกับทหารไทย แลวมีการสรางถนนเขาไปในหมูบานตาง ๆ ซึ่งนําไปสูการเปลี่ยนแปลงอยาง ตอเนื่องถึงปจจุบัน โดยสภาพพื้นที่ลุมน้ําโขงในเขตเชียงของเวียงแกนอันมีลุมน้ําสาขายอยคือแมน้ําอิงและแมน้ํา งาว เปนพื้นที่ราบและอุดมสมบูรณไปดวยทรัพยากรธรรมชาติ การเขามาตั้งถิ่นฐานของกลุมชาติพันธุ แรกเริ่มคือคนยวน คนลื้อและคนลาว โดยการตั้งถิ่นฐานจึงกระจายอยูริมฝงแมน้ําอิง แมน้ํางาวและ แมน้ําโขง พื้นที่ราบริมฝงใชในการทํานาและใชแมน้ําในการจับปลาซึ่งตางจากกลุมคนบนพื้นที่สูง กลุมคนบนพื้นที่สูง ดอยหลวง ดอยยาว ดอยผาหมน และดอยผาตั้งเปนปาตนน้ําของแมน้ําสาขาของแมน้ําโขง แมน้ําอิงและแมน้ํางาว ตามเชิงเขาก็เปนที่ทํามาหากินของคนยวน ลื้อและคนชาติพันธุลาวและขมุ ตอมา ก็มีกลุมชาติพันธุ มง เยา ลาหู จีนฮอ และอาขาอพยพจากจีนตอนใตและลาวเขามาตั้งชุมชน การอพยพ โยกยายเปนไปอยางอิสระเพราะอํานาจรัฐชาติของประเทศไทยและลาวยังเขามาจัดการระดับชุมชนบน พื้นที่สูงไมไดเต็มที่ นอกจากนี้ความเขาใจของคนในอดีตตอพื้นที่สันดอยเหลานี้ทั้งในเขตไทย ลาว พมา ยูนนาน คือพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกันของกลุมชาติพันธุเหลานี้ ผูคนจึงสามารถไปมาหาสูและโยกยาย โดยไมตองมีใบผานแดนหรือไมตองไดรับอนุญาตจากรัฐบาลทั้งสองฝาย จนพัฒนาการมาเปนหมูบาน บนเทือกเขาในอําเภอเชียงของ-เวียงแกน ลักษณะการตั้งถิ่นฐานของกลุมชาติพันธุจากเชิงเขาขึ้นไปถึงยอดเขา มีดังนี้ กลุมคนลาหูบานสองพี่นอง หรือ บานหวยตุ หวยสา ไดอพยพมาจากยูนนานเขามาใน หลวงน้ําทา บอแกวของลาว แลวเขาสูเชียงของเมื่อรอยกวาปมาแลวที่บานเมืองกานในปจจุบัน หลังจาก นั้นจึงเคลื่อนยายสูเทือกดอยหลวง โดยไดยายไปยายมาในเขตดอยหลวงหลายแหง และสุดทายไดมา ตั้งอยูในหุบเขาที่เปนรูปแองกระทะ รายรอบไปดวยปาไมแหงเทือกเขาหลวงทางทิศเหนือ หางจากถนน สายเชียงแสน-เชียงของเลียบแมน้ําโขง ตําบลริมโขงประมาณ ๓ กิโลเมตร มีลําหวยสาเปนธารน้ําไหล จากยอดดอยหลวงผานกลางหมูบานหวยสาแลวไหลไปบรรจบกับน้ําโขงทางทิศเหนือ ขมุเปนกลุมชาติพันธุที่อพยพเขามาในเชียงของเวียงแกนตั้งชุมชนอยูพื้นที่เชิงเขา บริเวณที่ตั้ง ชุมชนมักมีลําหวยไหลผานลงสูแมน้ําโขงและแมน้ํางาว ขมุกลุมแรกอพยพมาจากนาน โดยอพยพมาหลัง คนยวนและคนลื้อจากเมืองนานที่กลับมาสรางบานแปงเมืองในยุคที่พมาเสื่อมอํานาจลงในบริเวณนี้ สวนมากชื่อหมูบานกับชื่อลําหวยก็เปนหนึ่งเดียวกัน คือ หวยกอก หวยเย็นบริเวณเชิงดอยหลวงติดกับ แมน้ําโขง ตําบลริมโขง อําเภอเชียงของ หวยเอียน หวยยืด หวยจอ บานวังผาและบานปาตึง บริเวณดอย ผาตั้ง ดอยผาหมนและดอยยาวอําเภอเวียงแกน การอพยพของขมุอยูในแนวที่ราบเชิงเขาสองฝงแมน้ํา โขง และสิ้นสุดการอพยพเคลื่อนยายเมื่อเกิดสถานการณปฏิวัติในลาวเมื่อป พ.ศ.๒๕๑๘ คนขมุมักจะมา เปนแรงงานรับจางของคนลื้อ คนยวน และสวนใหญทําไร


จีนฮอและอาขาบานเวียงหมอก ตําบลหวยซอ อําเภอเชียงของ ตั้งอยูทางทิศตะวันตกเฉียง ใตของเชียงของ หางจากตัวเมืองเชียงของประมาณ ๔๐ กิโลเมตร เปนชุมชนของกลุมชาติพันธุจีนฮอ อา ขา และมง ซึ่งตางอพยพมาจากหลายที่หลายแหงเขามาอยูรวมกัน มีภาษาและวัฒนธรรมที่แตกตางกัน มีเหตุผลในการอพยพที่แตกตางกันออกไป กลุมชาติพันธุเหลานี้ตั้งชุมชนอยูเนินเขาขนาดยอม ๆ คือ ดอย หมอก ดอยโตน ดอยเกี๋ยง ดอยเวียง ดอยกอดปูออ ดอยมอนปลาแปลก และดอยมอนกองขาว เปนสวน หนึ่งของเทือกเขาดอยหลวงทําใหบริเวณนี้มีหมอกปกคลุมอยูตลอดเวลาจนเปนที่มาของชื่อ“เวียงหมอก” การกอตัวของชุมชน เริ่มจากชาวมง อพยพจากดอยผาหมน หนีการแทรกแซงของกลุมผูกอการราย สวนจีนฮอจากบานหัวเวียงซึ่งสวนใหญ เปนทหารของจีนคณะชาติที่ถูกตีจากกองทัพจีนคอมมิวนิสตลงมาจากยูนนานสูพมาและลาว แลวอพยพ เขามาที่บานหัวเวียง เชียงของ ถูกอพยพใหมาอยูรวมกับมง หลังจากนั้นก็มีเผาอาขาที่เปนญาติพี่นองกัน และที่เปนภรรยาของชาวจีนฮอก็มาอยูในชุมชนดวย ชุมชนเผาเยา ในอดีตสวนใหญจะมักตั้งบานเรือนอยูตามสันเขา ซึ่งเปนไปตามความเชื่อตั้งแต บรรพบุรุษ โดยคนเยาสวนใหญจะอพยพมาจากลาวและเคลื่อนยายไปมาในเขตดอยหลวง กอนกลุมชาติ พันธุบนที่สูงอื่นๆจะอพยพเขามา ในปจจุบันกระจัดกระจายไปอยูหลายแหลง คือ ชุมชนเยาบานทุงทราย ตําบลเวียง อําเภอเชียงของอาศัยอยูรวมกับชนเผามง ซึ่งตั้งอยูบนดอยหลวงทางทิศใตของอําเภอเชียง ของ ชุมชนเยาบานไทยพัฒนาบริเวณเชิงเขาดอยผาหมนและดอยผาตั้ง บานหนองเตาและบานกิโลเมตร ๔ บนยอดดอยผาตั้ง ดอยผาหมน อยู ใกลกับ ชุมชนจีนฮอ ซึ่ งเป นทหารแนวหนา ต อ สูกั บทหารพรรค คอมมิวนิสตแหงประเทศไทย รัฐบาลอนุญาตใหตั้งเปนชุมชนไทยไดเพื่อเปนการสนองคุณความดีของ คนมงในการปราบปรามคอมมิวนิสต ชุมชนเผามง ลักษณะการตั้งชุมชนของชนเผามงจะอยูบนเทือกเขาสูงบริเวณดอยยาว ดอยผา ตั้งและดอยผาหมน สวนมากแลวจะอยูบนดอยสูงมากหรือบริเวณสันดอย อาชีพหลักคือการปลูกขาวไร และเลี้ยงสัตว ในอดีตนิยมปลูกฝน ปจจุบันหันมาปลูกลิ้นจี่ สม ขาวโพด สมโอ กะหล่ําปลี ตามกระแส การสงเสริมของรัฐ การอพยพของคนมงสวนใหญจะเขามาจากฝงลาวตั้งที่ขามสันดอยไปมาและขาม แมน้ําโขงบริเวณใกลสันดอยแนวเขตไทยลาว

3chaingkong2  

ลักษณะทางภูมิศาสตร และประวัติความเปนมาของเมืองเชียงของ 1