Issuu on Google+


¼ÙŒãËŒ¸ÃÃÁ·Ò¹ = ãËŒÁ¹ØÉÂÊÁºÑµÔ ÊÇÃäÊÁºÑµÔ áÅйԾ¾Ò¹ÊÁºÑµÔ “การใหธรรมทาน ขอเพียงแตผูใหมีศรัทธาทางธรรมก็สามารถ ใหธรรมเปนทานได คนที่รูธรรมมากก็ใหได คนที่รูธรรมนอยก็ใหได ไมรูเลย ก็ใหได เปนพระหรือเปนฆราวาสก็ใหได การสรางธรรมทานจึงทำไดทุกคน ฉะนั้น ผูที่ปรารถนาอยากไดบุญสูงสุดที่สุด ควรสรางมหาบุญ อัน ประเสริฐ ดวยการสรางหนังสือบทสวดมนตที่มคี ำสอนของพระพุทธเจา ใหมากที่สุดเทาที่จะมากได สวนผูที่รับธรรม เมื่อรับแลวก็ตองนำเอาไปปฏิบัติ ถาไมปฏิบัติก็ไมเกิดประโยชนอันใด เปรียบเหมือนมีที่ดินแลวไมยอม เพาะปลูก มีอาหารแลวไมยอมกิน มีไมแลวไมยอมปลูกบาน มีเงินแลวไมยอมใช สิ่งเหลานี้ถึงจะมีก็เหมือนไมมี ผูรับเอาธรรมนั้น ไปใช เมื่อปฏิบัติตามก็จะไดประโยชนนับภพนับชาติไมได ยอมไดสมบัติและถึงพระนิพพานสมบัติอันเปนที่สุด เพราะฉะนั้น ผูใดใหธรรมเปนทานก็เทากับเอา มนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ และนิพพานสมบัติ ไปใหกันเลยทีเดียว มีแตความสุขความเจริญหาที่สุดมิได ธรรมยอมรักษาผูประพฤติธรรม ธรรมที่บุคคลประพฤติอยูเปนนิจ ยอมนำสุขมาให”

โอวาท สมเด็จพระพุฒาจารย (โต พรหมรังสี) จากหนังสือ พลังบุญเหนือพลังบาป อมตธรรมสมเด็จโต Í¡Ú¢ÃÒ àÍ¡í àÍ¡Ú¨ ¾Ø·Ú¸ÃÙ»™ ÊÁí ÊÔÂÒ ÊÌҧÍÑ¡¢Ã¸ÃÃÁ˹Öè§ÍÑ¡Éà ÁÕÍÒ¹Ôʧʏ෋ҡѺÊÌҧ¾Ãоط¸Ãٻ˹Öè§Í§¤ (·ÕèÁÒ : ÈÒʹǧȏ ©ºÑº¾Ãл˜ÞÞÒÊÒÁÕ òôðô)


“·Ò¹”

¤×Íà¤Ã×èͧáÊ´§¹éÓã¨Á¹Øɏ¼ÙŒÁÕ¨ÔµÊÙ§ ผูมีเมตตาจิตตอเพื่อนมนุษยและสัตวผูอาภัพ ดวยการให การเสียสละแบงปน มากนอย ตามกำลังของวัตถุเครื่องสงเคราะหที่มีอยู จะเปนวัตถุทาน ธรรมทาน หรือวิทยาทานแขนงตางๆ ก็ตาม ที่ใหเพื่อสงเคราะหผูอื่นโดยมิไดหวังคาตอบแทนใดๆ นอกจากกุศล คือ ความดีที่เกิดจากทานนั้น ซึ่งจะเปนสิ่งตอบแทนใหเจาของทาน หลวงปูมั่น ภูริทัตโต ไดรับอยูโดยดีเทานั้น ตลอดอภัยทานที่ควรใหแกกัน อาจารยใหญฝายวิปสสนา (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒) ผูมีบทบาทสำคัญในการเผยแผพระพุทธศาสนา ในชวง ในเวลาอีกฝายหนึ่งผิดพลาดหรือลวงเกิน รอยตอกึ่งยุคพุทธกาล เปนผู ใหกำเนิดวงศพระปาที่มี ความร�งเรืองมาจนถึงปจจุบัน คนมีทานหรือคนที่เดนในการใหทาน ยอมเปนผูสงาผาเผยและเดนในปวงชน โดยไมนิยมรูปรางลักษณะ ˹ѧÊ×ÍÁÕäÇŒà¾×èÍÊ‹§àÊÃÔÁ¡ÒÃÍ‹Ò¹ ÊÌҧÊÃäÊѧ¤ÁãˌʧºÊØ¢ ÂÒÁÊÓ¹Ö¡¼Ô´¤Ô´¶Ö§¡ÃÃÁªÑèÇ·Õèà¤ÂËÅÇÁµÑÇ·Ó Ë¹Ñ§Ê×ÍàÅ‹Á¹Õ骋Ç·‹Ò¹ä´Œ ÂÒÁÍÂÒ¡á¹Ð¹ÓãËŒ¼ÙŒÍ×è¹·Ó¡ÃÃÁ´Õ Í‹Ò¹áÅŒÇÍ‹ÒÅ×ÁÊѧè ÊÁºØÞ à¾ÔÁè ºØÞà¾×Íè Å´¡ÃÃÁÌҢÂÒ¡ÃÃÁ´Õ ãËŒÁÊÕ ¢Ø ¤ÃºÅŒÒ¹¤¹


ແ´¶ŒÍÂá¶Å§¤Ó ਌ҡÃÃÁ¹ÒÂàÇÃ

คือผูที่ถูกเราเบียดเบียนใหไดรับความเดือดรอน แลวไดผูกความอาฆาตพยาบาทจองเวร จองกรรมเอาไว เชน ยุงที่เราตบ สัตวที่เราฆาแลวนำเลือดเนื้อของเขามาเปนอาหาร สุนัขที่เราเคยรังแก เพื่อนที่ถูกเราหักหลัง สัตวที่เราเคยพรากลูกพรากแมเอามาเลี้ยง แมกระทั่งสัตวหรือบุคคลที่เราลวงเกินทำใหเขาเจ็บใจหรือเดือดรอนโดยไมเจตนา แตเขาไดอาฆาตพยาบาทเอาไว เชน ตัดตนไมที่นกทำรังและมีลูกนอยอยู ซึ่งเทากับทำลายบานและทำรายลูกเขา ทำใหเขา เคียดแคนและผูกอาฆาตจองเวร สาปแชงใหเกิดความฉิบหายเหมือนกับเขาบาง เหลานี้คือเจากรรมนายเวรของเรา พระพุทธเจาตรัสวา ชีวิตของคนคนหนึ่งที่ยังมีกิเลส ไดเวียนวายตายเกิดใน วัฏสงสาร ๓๑ ภูมินับครั้งไมถวน มากกวาเม็ดทรายในทะเลทรายเสียอีก และถาหากลองคิดคำนวณดูวา ในชาติหนึ่งๆ เราไดพรากชีวิตผูอื่นมาเปนอาหารของเรามากนอยเพียงใด หรือจะคิดเอาเพียงชาตินี้ชาติเดียวตั้งแตเราเกิดมาจนถึงปจจุบันนี้ ก็ยังนับไดยากวาเราไดเคยเบียดเบียนชีวิตผูอื่น กินเลือดเนื้อของผูอื่นมามากเพียงไร ดังนั้น จึงกลาวไดวา ชีวิตทุกชีวิตตางก็มีเจากรรมนายเวรตามติด เพื่อทวงแคนดวยกันทุกคน เปรียบเหมือนกระตาย ที่ถูกสุนัขไลลา ตามทันเมื่อไร ก็งับเมื่อนั้น วิบากกรรมที่เกิดจากความอาฆาตนั้น จะสงผลใหประสบกับ ความทุกขตามลักษณะที่เขาไดสาปแชง เชน บางคนเคยกอกรรมพรากลูก พรากเมียเขา ก็ถูกสาปแชงใหตองสูญเสียลูกเมียอยางเดียวกัน หรือจับเขา มาฆาเอาเลือดเนื้อกินเปนอาหาร เขาอาจสาปแชงใหเปนโรคราย ใหประสบ อุบัติเหตุสูญเสียอวัยวะ ใหถูกทำรายรางกาย ถูกฆาหั่นศพเสียเลือดเสียเนื้อ เพื่อจะไดรับรูถึงความเจ็บปวดทรมานอยางที่เขาเจอ

ÂË † Ç » àÇÃÊһ᪋§ ¨Ö§à¨çº

¹¡Ñ

à

¨ÒŒ ¡ ÃÃ

Á¹ ÒÂ


¤ÇÒÁ⪤ÌÒ âäÀÑÂ䢌à¨çº ¡ÒûÃÐʺÍغѵÔà˵ØãËŒµŒÍ§ÊÙÞàÊÕÂÍÇÑÂÇÐ ¡ÒÃÊÙÞàÊÕ ºØ¤¤ÅÍѹ໚¹·ÕèÃÑ¡¡‹Í¹àÇÅÒÍѹ¤Çà ¡Òö١â¨ÃÃŒÒÂÅÑ¡¾ÒµÑÇÅÙ¡ËÅÒ¹ ¡ÒÃà¡Ô´ÁÒäÁ‹ÊÁ»ÃСͺ à¤ÃÒÐˏÌÒµ‹Ò§æ ʋǹ˹Ö觨֧໚¹¼ÅÁÒ¨Ò¡ ¡Òö١਌ҡÃÃÁ¹ÒÂàÇÃÊһ᪋§ หนทางเดียวที่จะสามารถระงับผลรายดังที่กลาวมาได ก็คือสรางบุญกุศลดวยการแผเมตตาสงกระแสจิตที่มีแต ความปรารถนาดีไปสูจิตใจของเขา ใหเขาไดสัมผัสถึงความออนโยนแหงจิตใจ ประดุจการหยิบยื่นน้ำที่เย็นใสสะอาดแกผู เดินทางไกล ใหเขาไดรับความสดชื่นมีกำลัง คลายความเหนื่อยลา ปลอยวางเรื่องเลวรายความยากลำบากตรากตรำระหวาง ทางจนสิ้น เมตตาธรรมเปนน้ำทิพยที่แสนวิเศษ ใสสะอาด และฉ่ำเย็น มีคุณสมบัติขจัดความอาฆาตแคนจากดวงจิตของ ผู ที่ คิ ด ปองร า ยสาปแช ง ให หั น มาเป น มิ ต รและพร อ มที่ จ ะอภั ย ให แ ก ผู ที่ ท ำผิ ด ดุ จ แม ที่ รั ก บุ ต รและพร อ มอภั ย บุ ต ร ผูกระทำผิดอยูเสมอ ดังนั้น ผูที่ปรารถนาความสุขความเจริญในชีวิต ปรารถนาความไมมีเวร ไมมีภัย ปราศจากความทุกขอันเกิดจาก คำสาปแชง ปราศจากโรคราย ความพลัดพราก อุบัติเหตุเภทภัยตางๆ ประสบความสุขรมเย็นในทุกถิ่นที่สถานกาลทุกเมื่อ พึงเจริญเมตตาใหไดมากๆ ครั้ง ทุกวันๆ เปนประจำทุกเชา-เย็น หรือทุกโอกาสที่สะดวกเถิด เพราะเมตตาธรรมที่ บุคคลเจริญดีแลว กระทำใหมากแลว ยอมนำสุขมาใหแตสวนเดียว สาธุ สาธุ สาธุ ขอทุกดวงจิตจงเต็มเปยมดวยเมตตาธรรม ปราศจากเวรภัย

โปรดใชเลมนี้ใหคุมสุดคุม & อานแลว -> แบงกันอานหลายทานนะจะ

อานสิบรอบ ระดมสมองคิดสิบหน ฝกฝนปญญา พัฒนาการประยุกตใชในชีวิตประจำวัน จิตรูเทาทันสรรพสิ่ง มีสติปญญา ฉลาดใช เฉลียวคิด ชีวิตจักสนุก สงบ เย็น เปนสุข สำนักพิมพเลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน ปรารถนาใหทุกครอบครัวมีความสุข


·Ó¤ÇÒÁÃÙŒ¨Ñ¡¡Ñºà¨ŒÒ¡ÃÃÁ¹ÒÂàÇà สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงใหความหมายของเจากรรมนายเวร ไวในหนังสือ “อำนาจอันยิ่งใหญแหงกรรม”* วา

“਌ҡÃÃÁ¹ÒÂàÇà ¤×Í ¼ÙŒ·Õè¶Ù¡·ÓÌҡ‹Í¹áÅм١ÍÒ¦Òµ¨Í§àÇà áÁŒäÁ‹ÍÒ¦Òµ¨Í§àÇáçäÁ‹à»š¹ ਌ҡÃÃÁ¹ÒÂàÇà ¤×ÍäÁ‹à»š¹¼ÙŒ¤Ô´ÃŒÒ äÁ‹µÔ´µÒÁ·ÓÌҵͺʹͧ·ÕèàÃÕÂ¡Ç‹Ò á¡Œá¤Œ¹” พระธรรมกิตติวงศ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) ไดใหความหมายไวในหนังสือ “คำวัด”* วา

“਌ҡÃÃÁ¹ÒÂàÇà ËÁÒ¶֧ºØ¤¤Å ò ¾Ç¡ ¤×Í ¾Ç¡Ë¹Öè§à»š¹ ¼ÙŒ·ÕèÁÕ¡ÃÃÁÁÕàÇõԴµÑÇä» ¡Å‹ÒǤ×Í ¢³Ð·ÕèÁÕªÕÇÔµÍÂÙ‹ä´Œ·Ó¤ÇÒÁªÑèÇäÇŒµÒÂ仨֧䴌ÃѺ¼Å໚¹·Ø¡¢ÍÂÙ‹ã¹À¾ÀÙÁÔ·Õèµ¹à¡Ô´ ઋ¹ ¹Ã¡ à»Ãµ ໚¹µŒ¹ ÍÕ¡¾Ç¡Ë¹Ö觤×Í ¼ÙŒ·Õèà¤Â¼Ù¡àÇèͧ¡ÃÃÁ¡Ñ¹äÇŒ ઋ¹ à¤Â¦‹Ò¡Ñ¹äÇŒ à¤Â©ŒÍ⡧¡Ñ¹äÇŒ à¤Â¼Ô´ã¨¡Ñ¹ËÃ×Í à¤ÂÍÒ¦Òµ¡Ñ¹äÇŒ” และในหนังสือ “อภัยทาน”* โดย ปยโสภณ (พระศรีญาณโสภณ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก) ไดกลาวถึงลักษณะของเจากรรมนายเวร ไววา

©Ñ¹¢ÍÊһ᪋§á¡áÅзء¤¹·Õè¡��¹à¹×éͩѹ ãËŒ¶Ù¡¦‹ÒáÅж١¡Ô¹àËÁ×͹Í‹ҧ©Ñ¹ !!! *จัดพิมพโดย สำนักพิมพเลี่ยงเชียง


“਌ҡÃÃÁ¹ÒÂàÇà ¤×Í ÊѵǏ¹ŒÍÂãËÞ‹·ÕèàÃҡԹ໚¹ÍÒËÒà àÃҪͺ¡Ô¹ËÁ٠਌ҡÃÃÁ¹ÒÂàÇâͧàÃÒ¤×Í ËÁÙ àÃҪͺ¡Ô¹ä¡‹ ਌ҡÃÃÁ¹ÒÂàÇâͧàÃÒ¤×Íä¡‹ àÃҪͺ¡Ô¹à»š´ ਌ҡÃÃÁ¹ÒÂàÇâͧàÃÒ¤×Í໚´ áÁŒ¡ØŒ§ËÍ »Ù»ÅÒ·ÕèàÃÒ¡Ô¹ÁÒµÑé§áµ‹à¡Ô´¡ÃзÑè§Çѹ¹Õé¹ÑºäÁ‹¶ŒÇ¹Ç‹Ò¡ÕèÌ͡Õè¾Ñ¹ªÕÇÔµ ¡ç¤×Í਌ҡÃÃÁ¹ÒÂàÇâͧàÃÒ·Ñé§ÊÔé¹ à¹×éÍ˹ѧÁѧÊҢͧàÃÒ ÍÇÑÂÇзءʋǹ ŌǹáÅŒÇᵋÁÕËØŒ¹Ê‹Ç¹ªÕÇÔµÊѵǏ¹ŒÍÂãËÞ‹·Ñé§ÊÔé¹ ºÒ§¤ÃÑé§àÃÒ¤Ô´Ç‹Ò à»š¹¢Í§àÃÒ¤¹à´ÕÂÇ äÁ‹à¤ÂἋàÁµµÒãËŒÊѵǏ¹ŒÍÂãËÞ‹·ÕèàÃҡԹࢌÒä»·Ø¡ÇÑ¹æ ·Ñé§æ ·Õèà¢ÒÊÅЪÕÇÔµ¢Í§à¢Òà¾×è͵‹Í ªÕÇÔµàÃÒãËŒÂ×¹ÂÒÇÍÍ¡ä» à¢ÒÃÙŒÊÖ¡¹ŒÍÂ㨷Õè¶Ù¡à¾Ô¡à©Â ¤ÇÒÁ¹ŒÍÂ㨢ͧà¢Ò ºÒ§¤ÃÑ駷ÓãËŒàÃÒà¡Ô´âäÌÒ ઋ¹ ÁÐàÃç§ à»š¹µŒ¹ä´Œ ºÒ§·Õ¡ç»†ÇÂâ´ÂäÁ‹·ÃÒºÊÒà赯 ËÁÍËÒÊÒà˵ØäÁ‹¾º ᵋ¾ÍἋàÁµµÒ¡ÅѺËÒ àÃ×èͧઋ¹¹ÕéÁÕµÑÇÍ‹ҧãËŒàËç¹ ÁÒ¡ÁÒ” ตามหลักพระพุทธศาสนา พระพุทธเจาสอนใหเชื่อ กฎแหงกรรม และสอนใหเชื่อเรื่องการตายแลวเกิด คือสอนวา กอนคนเราจะเกิดมาเปนมนุษยในชาตินี้นั้น àÃÒ·Ø¡¤¹µ‹Ò§ÁÕ Í´ÕµªÒµÔ ¤×Íà¤Âà¡Ô´ã¹À¾ÀÙÁÔµ‹Ò§æ ÁÒáŌǹѺ¤ÃÑé§äÁ‹¶ŒÇ¹ àÁ×èÍà·Õº¨Ó¹Ç¹áŌǡçÁÒ¡¡Ç‹ÒàÁç´·ÃÒÂã¹ÁËÒÊÁØ·ÃàÊÕÂÍÕ¡ «Öè§ã¹áµ‹ÅÐÀ¾ªÒµÔ·ÕèàÃÒà¡Ô´ àÃÒä´ŒÊÌҧàÇÃÊÌҧ¡ÃÃÁ àÍÒäÇŒÁÒ¡ÁÒ ·Ñ駴ÕáÅЪÑèÇ «Öè§àÁ×èÍ໚¹àª‹¹¹Ñé¹ à¨ŒÒ¡ÃÃÁ¹ÒÂàÇà ¢Í§áµ‹Åкؤ¤Å¹Ñ鹡çÁÕäÁ‹¹ŒÍµÒÁä»´ŒÇ áÅÐã¹·Ò§¡ÅѺ¡Ñ¹ µÑÇàÃÒàͧËÒ¡ÁÕã¤Ãä´Œ¡ÃзӤÇÒÁäÁ‹¾Íã¨ãˌᡋàÃÒ áÅÐàÃÒ¡çä´Œ¼Ù¡â¡Ã¸ÍÒ¦Òµ¾ÂÒºÒ·à¢ÒäÇŒ àÃÒ¡ç¡ÅÒÂ໚¹à¨ŒÒ¡ÃÃÁ¹ÒÂàÇâͧ¼ÙŒÍ×è¹´ŒÇÂઋ¹¡Ñ¹


¼ÅÌҷÕèà¡Ô´¨Ò¡¡ÒÃÁÕ਌ҡÃÃÁ¹ÒÂàÇà ชีวิตของเราทุกคนลวนแตมีเจากรรมนายเวรเปนของตน และก็เปนเจากรรมนายเวรของคนอื่นดวย ไมมียกเวน แมแตพระผูมีพระภาคเจาก็ทรงมีเจากรรมนายเวรเชนกัน ดังเชน พระเทวทัตที่ผูกอาฆาตพยาบาทพระองคมานานหลาย ตอหลายชาติ ในชาติสุดทายถึงกับวางแผนลอบปลงพระชนม หรือพระนางมาคันทิยาไดผูกอาฆาตพระองคที่ทรงตำหนิ ความงามของนาง ถึงกับจางวานชาวเมืองใหตามบริภาษ (ดา) พระองคในทุกที่ที่เสด็จไป

ชีวิตที่ถูกเจากรรมนายเวรอาฆาตสาปแชง ก็ไมตางจากการถูกปาดวยของเนาเหม็น ทำใหชีวิตแปดเปอนสกปรก หมนหมองไมผองใส หมดสงาราศี มีตำหนิ มีอุปสรรคตอการดำเนินชีวิต เปนไปไดวา ผูที่ถูกฆาอยางทารุณโหดราย เด็กทารกที่ถูกแมทอดทิ้ง หรือถูกฆาทำแทง อาจเปนผลจากการที่เขา เคยกระทำกรรมเชนนั้นกับคนอื่นมากอน จึงถูกสาปแชงใหรับผลกรรม áÁ‹¨ŽÒ ในลักษณะเชนเดียวกัน คนที่ถูกไฟไหมบาน ถูกพายุถลม ถูกน้ำปา ไหลทวมบาน เขาอาจเคยทำลายบานเรือนหรือที่อยูอาศัยของผูอื่นมากอน เชน อาจเคยนึกสนุกจุดไฟเผาปาทำลายที่อยูอาศัย ทำลายบานของสัตว เคยขุดเจาะทุบจอมปลวก สาดน้ำรดรังมดแดง ทำลายรังนก เปนตน ทำใหเขาโกรธแคนและสาปแชงใหตองประสบเหตุคลายคลึงกัน Í‹ҷÓÅÙ¡©Ñ¹ หรือบางคนอาจถูกเขาสาปแชงใหตองพบกับอุบัติเหตุเสียแขนขา รางกายพิการ สมองพิการ เพราะเคยทำรายเขาดวยความสนุกสนาน หรือรูเทาไมถึงการณ

©Ñ¹¢ÍÅÙ¡á¡ä»¢Ò àÍÒà§Ô¹ä»àÅ‹¹à¡Á¹Ð ÎÐ Î‹Ò !!!


หรือบางคนเคยโกหกหลอกลวงเอาทรัพยสมบัติเขา ชาตินี้ก็ถูกเจากรรมนายเวรตามมาเอาคืนทำใหตองถูกโกง จนลมละลาย ทำกิจการอันใดก็เจง หรือบางคนเปนชูกับลูกเมียคนอื่น สงผลใหครอบครัวเขาแตกแยก เจากรรมนายเวรก็สาปแชงใหตองอกหักรักคุด แฟนนอกใจ สามีมีเมียนอย ครอบครัวแยกแตกสลาย บางคนถูกสาปแชงใหตองเปนโรครายแรง หรือเปนโรคประหลาดที่ไมสามารถรักษาหายได ตองทนทุกขทรมาน เหมือนตายทั้งเปน

਌ҡÃÃÁ¹ÒÂàÇúҧ¤¹ ÁÕ¤ÇÒÁÍҦҵᤌ¹Í‹ҧÌÒÂáç¶Ö§¡ÑºÍ¸ÔÉ°Ò¹ãˌ䴌ÁÒà¡Ô´à»š¹ÅÙ¡ ໚¹ ËÅÒ¹¢Í§¼ÙŒ·Õèµ¹à¡ÅÕ´ªÑ§ à¾×èÍ·Õè¨Ðä´ŒÊÌҧ¤ÇÒÁ·Ø¡¢ ¤ÇÒÁ©ÔºËÒÂá¡‹¼ÙŒ¹Ñé¹Í‹ҧÊÒÊÁ à¾ÃÒÐäÁ‹ÁÕÊÔè§ã´ ¨ÐÊÌҧ¤ÇÒÁ·Ø¡¢ãËŒ¡Ñº¼ÙŒ¤¹ä´ŒÁҡ෋ҡѺÊÔ觷Õèµ¹ÃÑ¡ ÂÔè§ÃÑ¡ÁÒ¡ÂÔè§ÊÌҧ¤ÇÒÁ·Ø¡¢ä´ŒÁÒ¡ ¾‹ÍáÁ‹·‹Ò¹ã´·ÕèÁÕ ÅÙ¡¡ÃзӵÑǪÑèǪŒÒÊÌҧ¤ÇÒÁà¨çºªéÓ¹éÓã¨ÍÂÙ‹àÊÁÍ ãËŒÃÙŒänjNjҹÑ蹤×Í “਌ҡÃÃÁ¹ÒÂàÇâͧµ¹” บางคนมองเจากรรมนายเวรวา เปนศัตรูของตัวเอง เปนตัวทำลายความสุข อันที่จริงแลวเจากรรมนายเวรเปนผูที่ ถูกเรากระทำกอน และพรอมใหอภัยแกผูรูจักสำนึกในความผิด แนนอนวา เจากรรมนายเวรบางคนอาจจะใจแข็งไมยอม ใหอภัยงายๆ แตเราก็ตองไมลืมมองยอนกลับวา เหตุที่เขาไมอภัยงายๆ ก็อาจเปนเพราะเราไดกระทำสิ่งเลวรายมากๆ จนยากแกการอภัย ไวกับเขานั่นเอง

µÑé§áµ‹ÅÙ¡àÃÒ¤¹¹Õéà¡Ô´ÁÒ ¡çÊÌҧᵋ¤ÇÒÁ·Ø¡¢ã¨ àÃÒµŒÍ§ÊÇ´Á¹µá¼‹àÁµµÒãËŒà¢ÒÁÒ¡æ à¢Ò¨Ðä´Œ¡ÅѺµÑÇ¡ÅѺã¨à»š¹¤¹´Õ


¤ÇÒÁÍÒ¦Òµ ¤×͵Œ¹µÍ¡‹ÍàÇáÃÃÁ เราได

พระพุทธเจาตรัสไววา คนเราแตละคนนั้น ตางไดเคยเวียนวายตายเกิดมาแลวนับครั้งไมถวน ในแตละชาติ เกี่ยวพันกับผูอื่นสัตวอื่นอยางมากมาย ผานการทำรายและ เบียดเบียนกันมานับครั้งไมถวน และตองตกอยูในฐานะที่เปน เจากรรมนายเวรและผูที่ถูกจองกรรมจองเวรมาอยางยาวนาน

ªÕÇÔµ¢Í§¤¹¤¹Ë¹Ö觷Õèà¡Ô´ÁÒᵋÅÐªÒµÔ ¨Ö§¾¡¤ÇÒÁ໚¹ ਌Ò˹ÕéáÅÐÅ١˹Õé·Õ赌ͧµÒÁ·Ç§Ë¹Õéᤌ¹áÅÐ㪌˹Õéᤌ¹ä»¾ÃŒÍÁæ ¡Ñ¹ µ‹Ò§¤¹µ‹Ò§à»š¹à¨ŒÒ˹Õé Å١˹Õé à¡ÕèÂÇ⧡ѹä»ÁÒ໚¹Ë‹Ç§â«‹ ¼Ù¡à»š¹à§×è͹»Á¨¹¡ÅÒÂ໚¹Ã‹Ò§áËáË‹§¤ÇÒÁ·Ø¡¢ ·Õè¤ÃͺªÕÇÔµãËŒµÔ´ÍÂÙ‹ã¹ÇѯʧÊÒÃñ áÅдÔé¹Ã¹´ŒÇ·ء¢·ÃÁÒ¹ àËÁ×͹»ÅÒ·ÕèµÔ´Ã‹Ò§á˶١¨Ñºâ¹¢Ö鹺¹º¡ ©Ð¹Ñé¹ พระพุทธเจาตรัสวา รอยดางดำในจิตใจเพียงเล็กนอยยอมกอผลทุกขใหแกสรรพสัตวขามภพขามชาติ ความอาฆาต พยาบาท จองลางจองผลาญการผูกเวรซึ่งกันและกัน คือรอยดางสำคัญที่เปนตนตอบอเกิดหวงโซเวรกรรมพัวพันกันจนยุงเหยิง สงผลใหเกิดทุกขแกกันและกันขามภพขามชาติ เหมือนกับเวรกรรมของนางยักษิณีกับหญิงกุมาริกา (หญิงสาว) ที่เคยเกิดเปนหญิง มีสามีคนเดียวกัน เมียหลวงเปนหมัน ครั้นเมียนอยตั้งครรภก็เกิดความอิจฉาริษยา กลัววาสามีจะยกสมบัติใหเมียนอยหมด จึงลอบวางยาจนเธอแทงลูกและ ตกเลือดตาย กอนตายเมียนอยไดผูกจิตคิดอาฆาตเอาไววา “เกิดชาติหนาขอใหตนไดฆานางเมียหลวงกับลูกของมัน เชนเดียว กับที่มันทำกับตนดวยเถิด” ñวัฏสงสาร อานวา วัด-ตะ-สง-สาน มาจากคำบาลีวา วัฎฎะ (วน) + สังสาระ (ทองเที่ยว) หมายถึง ทองเที่ยวเวียนวายตายเกิดในภพภูมิ ๓๑ ไมรูจักจบสิ้น

๑๐


ªÒµÔ¡‹Í¹á¡¡Ô¹ÅÙ¡©Ñ¹ ªÒµÔ¹Õé¶Ö§·Õ©Ñ¹ºŒÒ§Å‹Ð

ÊÐ㨠!!! 䴌ᡌᤌ¹áÅŒÇ

ดวยแรงแหงความอาฆาตสงผลให เมียหลวงไดมาเกิดเปนแมไกในชาติตอมา สวนเมียนอยไดเกิดเปนนางแมว ÊÐ㨨ÃÔ§æ เมื่อแมไกฟกไขออกเปนตัว ÅÙ¡áÁ‹ นางแมวไดไลจับกินลูกไกและแมไกจนตาย กอนจะตายแมไกไดอธิษฐานผูกอาฆาตวา “ชาตินี้นางแมวตัวนี้ ไดกัดกินลูกของขา และกำลังสังหารขาเปนอาหารอีก หากเกิดชาติหนา ¶Ö§·Õ©Ñ¹ºŒÒ§Å‹Ð ขอใหขาไดกินนางแมวตัวนี้ ªÒµÔ˹ŒÒ©Ñ¹¨ÐàÍҤ׹ ãËŒÊÒÊÁ พรอมกับลูกของมันเชนกันดวยเถิด” ชาติตอมาแมไกไดเกิดเปนแมเสือ นางแมวเกิดเปนเนื้อทราย เมื่อเนื้อทรายตกลูก แมเสือก็มาจับกินลูกถึง ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๔ กินทั้งแมทั้งลูก กอนจะตายเนื้อทรายไดผูกอาฆาตไวอีกวา “ขอใหตนไดเกิดเปนนางยักษิณีกัดกินนางเสือโครงกับลูก ของมันดวยเถิด” สุดทายนางเนื้อทรายไดเกิดเปนนางยักษิณี สวนนางเสือโครงไดเกิดเปนหญิงสาวและแตงงานมีครอบครัวจนตั้งครรภ พอคลอดลูกคนแรก นางยักษิณีไดมาจับกินลูกของนาง คลอดลูกคนที่ ๒ ก็ถูกนางยักษิณีจับกินอีก พอคนที่ ๓ หลังจากคลอดแลว นางไดอุมลูกวิ่งหนีเขาไปเฝาพระพุทธเจา พระพุทธองคไดตรัสเรียกนางยักษิณีเขามา แลวตรัสเลาถึงอดีตกรรมที่นางทั้งสอง ไดผูกอาฆาตพยาบาทตอกันทำ���หตองประสบทุกขเสียใจมาอยางยาวนาน ตรัสใหเห็นโทษของการจองเวรตอกัน และตรัสวา “เวรจะระงับดวยการไมจองเวร เวรไมระงับดวยการจองเวร การใหอภัยยอมทำใหชีวิตประสบสุขมากมาย” เมื่อไดสดับ พระธรรมเทศนา นางทั้งสองไดอภัยและอโหสิกรรมตอกัน ไมอาฆาตพยาบาทกันอีกตอไป นำตนพนจากหวงโซแหงเวรกรรม นับจากวันนั้น

ถาแกโทสะไดก็เทากับการแกความผูกโกรธหรือผูกเวรได สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

๑๑


àÁµµÒ¸ÃÃÁ ¢¨Ñ´¤ÇÒÁÁØ‹§ÃŒÒ ÊÅÒ¡ÃÃÁàÇà “เมตตาเปนเครื่องทำลายความมุงรายหรือความพยาบาท อยางแนนอน เมตตาจึงเปนเหตุแหงความสุขที่เห็นไดชัด เปนเหตุที่ควร สรางใหมีขึ้น เพื่อทำความทุกขใหลดนอยถึงหมดสิ้นไป ¡ÒþÂÒÂÒÁÁͧ¤¹ã¹á§‹´Õ ã¹á§‹·Õ蹋ÒàËç¹Í¡àËç¹ã¨ ¾ÂÒÂÒÁ ËÒà˵ؼÅÁÒźŌҧ¤ÇÒÁ¼Ô´¾ÅÒ´º¡¾Ã‹Í§¢Í§¤¹·Ñé§ËÅÒ áÅСÒà ¾ÂÒÂÒÁ¤Ô´Ç‹Ò¤¹·Ø¡¤¹àËÁ×͹¡Ñ¹ ໚¹¸ÒµØ´Ô¹ ¹éÓ ä¿ ÅÁ ÍÒ¡ÒÈ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ´ŒÇ¡ѹ äÁ‹¤Çèж×Í໚¹àÃÒ໚¹à¢Ò áÅÐàÁ×èÍäÁ‹¶×Í໚¹àÃÒ à»š¹à¢ÒáÅŒÇ สกลมหาสังฆปริณายก ¡ç‹ÍÁäÁ‹ÁÕ¡ÒÃÁØ‹§ÃŒÒµ‹Í¡Ñ¹à»š¹¸ÃÃÁ´Ò ¤ÇÒÁ»ÃÒö¹Ò´Õµ‹Í¡Ñ¹Â‹ÍÁÁÕ สมเด็จพระสังฆราชองคที่ ๑๙ แหงกรุงรัตนโกสินทร ä´Œ§‹Ò áÅйÑè¹áËÅР໚¹·Ò§¹ÓÁÒ«Ö觤ÇÒÁÅ´¹ŒÍ¢ͧ¤ÇÒÁ·Ø¡¢ การพยายามคิดใหเห็นความนาสงสาร นาเห็นใจของทุกชีวิตที่ตองประสบพบผานทุกวันเวลา คือการอบรมเมตตา ไมวาใครจะเปนอยางไรก็ตาม เรารูไมรูอยางไรก็ตาม àÁ×èÍã¤Ã¹Ñé¹¼‹Ò¹à¢ŒÒÁÒã¹ÊÒµÒàÃÒ ãËŒ»Ãا¤Ô´àÍÒàͧNjÒà¢ÒÍÒ¨¨Ð¡ÓÅѧÁÕ·Ø¡¢áʹÊÒËÑÊ áÁ‹¾‹ÍÅÙ¡ËÅÒ¹ÍÒ¨¨Ð ¡ÓÅѧà¨çºË¹Ñ¡ à¢ÒÍÒ¨¨Ð¡ÓÅѧ¢Ò´á¤Å¹à§Ô¹¨¹äÁ‹ÁըЫ×éÍ¢ŒÒÇ»ÅÒÍÒËÒà à¢ÒÍÒ¨¨ÐÍ‹ҧ¹Ñé¹ÍÒ¨¨ÐÍ‹ҧ¹Õé ·Õ蹋ÒʧÊÒà ¹‹ÒàËç¹ã¨·Ñ駹Ñé¹ ¤Ô´àÍÒàͧãËŒ¨ÃÔ§¨Ñ§¨¹Ê§ÊÒÃà¢Ò¨¹ÍÂÒ¡¨Ðª‹ÇÂà¢Ò ¨¹ÊÅ´ÊѧàǪàË繤ÇÒÁà¡Ô´à»š¹¤ÇÒÁ·Ø¡¢ ¾ÂÒÂÒÁ ¤Ô´àÍÒàͧઋ¹¹Õé ·Ø¡Çѹ ·Ø¡àÇÅÒ áÅŒÇàÁµµÒ¨Ð«Òº«Öé§à»š¹Íѹ˹Öè§Íѹà´ÕÂǡѺã¨ÂÔ觢Öé¹à»š¹ÅӴѺ”

๑๒

พระนิพนธ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เรื่อง “ผูเปนที่รักของมนุษยและเทวดา”


»Å‹ÍÂÇҧᤌ¹äÁ‹ä´Œ ¡ç໚¹·Ø¡¢¢ŒÒÁÀ¾¢ŒÒÁªÒµÔ ¡ÒúŒÒ¹äÁ‹Ê¹ã¨àÍÒᵋ

â¡Ã¸ â¡Ã¸

โซตรวนทีจ่ องจำนักโทษ หรือจองจำสัตวทมี่ รี ปู รางใหญสำหรับนำไปฆา ¹Ñè§àÅ‹¹à¡Á áÅŒÇÍա˹‹Í ยอมมีความคงทนแนนหนาและแข็งแกรง ยากแกการทำลาย แตโซ ตรวน ªÕÇÔµ¨Ð໚¹ÂÑ§ä§ ËÖ ËÖ ที่นับวาเปนยอดแหงเครื่องจองจำก็คือ โซแหงเวรกรรมที่สรางขึ้นจากกิเลส คือโทสะ อันไดแกความอาฆาตพยาบาท สรรพสัตวทั้งหลายที่วนเวียนวาย ตายเกิดตกอยูในสภาพของความเปนเจากรรมนายเวร (เจาหนี้) และสภาพ ของความเปนผูถูกจองกรรมจองเวรที่ตองชดใช (ลูกหนี้) ก็เพราะความ อาฆาตพยาบาทนี้เอง เวรเกิดจากโทสะ ความอาฆาตพยาบาท หากไมมีโทสะความ อาฆาตพยาบาทก็ไมมีเวรตอกัน บางคนคิดวา การที่ตนผูกโกรธตอบุคคลอื่น หรือการสรางความเสียหายฉิบหายใหเกิดแกบุคคลที่ทำตอตนนั้น คือการ à´ÕëÂÇÊÔáÁ‹ ¡ÓÅѧÁѹʏ âÍŒÂ!! ชำระลางความแคนใหหมดไปจากใจ แทที่จริง ขณะที่เราโกรธ เราอาฆาตแคน และคิดหาทางจะแกแคนอยูนั้น กิเลสคือโทสะไดเกิดขึ้นและแผดเผาดวงจิตใหรอนรุมอยางแสนสาหัส ยิ่งคิดจะแกแคน มากเทาไร เราก็ยิ่งเปนผูพายแพแกกิเลสมากเทานั้น แพเปนพระ ชนะเปนมาร คำนี้มีความหมายวา ใหเรายอมแพในสิ่งที่ควรแพดีกวาที่จะดันทุรังเอาชนะในสิ่งที่ ไมควรเอาชนะ คือยอมที่จะใหอภัยแกศัตรู ยอมที่จะไมผูกอาฆาต ยอมที่จะไมทำราย ยอมที่จะไมอาฆาตพยาบาท ดีกวาที่จะตอสูเอาชนะคะคานตามอำนาจกิเลสคือความโกรธที่ยั่วยุ หรือจะพูดใหเขาใจชัดๆ ก็คือวา แพอยางพระดีกวา เอาชนะอยางมาร คือยอมแพคนอื่นไดแตไมยอมแพแกกิเลสในใจตน ¤ÇÒÁâ¡Ã¸á¤Œ¹ ¤ÇÒÁÍÒ¦Òµ¾ÂÒºÒ· áÁŒ¨ÐÊ‹§¼ÅãËŒàÃÒà¡Ô´¤ÇÒÁÊÐ㨠䴌ÃкÒ¤ÇÒÁÃÙŒÊÖ¡à¤Õ´ᤌ¹ä´Œ¡ç¨ÃÔ§ ᵋÁѹ¡ç໚¹ä»à¾Õ§ªÑèǤÃÒÇà·‹Ò¹Ñé¹ áµ‹ÊÔ觷Õè¨ÐµÒÁÁÒ¤×ͤÇÒÁ·Ø¡¢·ÕèäÁ‹ÍÒ¨»ÃÐàÁԹ䴌 à¾ÃÒФÇÒÁÍҦҵᤌ¹¹Ñé¹ ËÒ¡»Å‹ÍÂÇÒ§äÁ‹ä´Œ ‹ÍÁÊ‹§¼Å¢ŒÒÁÀ¾¢ŒÒÁªÒµÔµ‹Íä»äÁ‹ÊÔé¹ÊØ´ àËÁ×͹àÇâͧ¹Ò§Âѡɏ¡Ñº¹Ò§¡ØÁÒÃÔ¡Ò·Õè¡Å‹ÒÇáÅŒÇ

๑๓


¨ÔµàÁµµÒÊÌҧÍÀÑ ¤×ÍËÑÇ㨢ͧ¡ÒõѴàÇáÃÃÁ ความเปนเจากรรมนายเวรก็ดี ความเปนลูกกรรมลูกเวรก็ดี ทั้ง ๒ อยางนี้ เกิดจากการที่เราและเจากรรมนายเวร ไมยอมใหอภัยแกกันและกัน ผูกอาฆาตจองเวรกันไว ทั้งที่การผูกอาฆาตจองเวรนั้นมิไดใหอะไรตอบแทนนอกจากการสราง ทุกขใหแกกันและกัน ดุจการทิ่มแทงกันดวยมีด มีแตจะสรางรอยแผลและความเจ็บปวดดวยกันทั้งสองฝาย เมื่อพิจารณาใหชัดแลว เราก็จะเห็นไดวา ขณะที่เรามุงจะทำรายเพื่อที่จะแกแคนนั้น ทั้งเราและเจากรรมนายเวร ตางก็ตกเปนทาสของกิเลส ถูกไฟแหงโทสะเผารนใหเจ็บปวดทั้งสองฝาย พระพุทธเจาตรัสวา เวรใดๆ ก็ตามไมอาจระงับดับลงไดดวยการผูกโกรธจองเวร แตจะระงับดับลงไดดวยการ ใหอภัยแกกัน และการที่บุคคลจะใหอภัยแกกันและกันไดนั้น ภายในจิตใจตองอบรมเมตตาธรรมใหบังเกิดมีมากๆ เพราะยิ่งมี เมตตาธรรมมากเทาไร การใหอภัยก็จะทำไดงายเทานั้น เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุพืชที่ปลูกบนพื้นดินไดรับการราดรด ดวยน้ำใหมีความชุมชื้น ยอมเจริญงอกงามเติบโตไดเร็วและสมบูรณ àÁµµÒ à ÁµµÒ àÁµµÒ¸ÃÃÁ ¨Ö§à»š¹¤Ø³¸ÃÃÁ·ÕèÊÒÁÒöµÑ´Ë‹Ç§â«‹áË‹§àÇáÃÃÁä´Œ àÁ×èÍÁռٌ㴡ÃзÓÊÔ觷Õ蹋Òà¨çºã¨ ËÃ×ÍÊÔ觷ÕèäÁ‹ª×蹪ͺᡋàÃÒ ËÒ¡àÃÒÁÕ àÁµµÒ¾Í àÃÒ¡çãËŒÍÀÑÂà¢Òä´Œ äÁ‹¼Ù¡â¡Ã¸µ‹Íà¢Ò àÃÒ¡ç¨ÐäÁ‹à»š¹à¨ŒÒ¡ÃÃÁ ¹ÒÂàÇâͧà¢Ò àÁ×èÍàÃÒäÁ‹ÁÕ¤ÇÒÁ¤Ô´á¡Œá¤Œ¹ àÇ÷ءÍ‹ҧ¡çÊÔé¹Êشŧ สำหรับบุคคลที่มีเจากรรมนายเวรติดตามอยู หรือกำลังชดใชกรรมใหเจากรรม นายเวรอยูก็ตาม การแผเมตตาเปนประจำจะชวยบรรเทาความอาฆาตแคนของ เจากรรมนายเวรใหลดนอยเบาบางลงถึงกับหมดสิ้นไปได เพราะเมตตาธรรมที่เรา กระทำใหเกิดมีขึ้นจะกลอมเกลาจิตใจเราใหมีความออนโยน พลังแหงความออนโยนนี้ สามารถสงถึงผูอื่นใหสัมผัสได ซึ่งเมื่อผูใดไดสัมผัสแลวก็จะบังเกิดความออนโยนอบอุน เบาสบาย เหมือนสัมผัสของสายลมกลางทุงกวางที่ใหความสดชื่น แกผูที่สัมผัสฉะนั้น

๑๔

ͺÍØ‹¹¨Ñ§ ÁÕ¡ÓÅѧ㨢Öé¹ÍÕ¡àÂÍÐ


ἋàÁµµÒ¨Ôµ ª‹ÇÂÊÌҧÁԵà ¾ÔªÔµ¤ÇÒÁÍÒ¦Òµ ครั้งหนึ่ง พระเทวทัตไดจางนายควาญชางใหปลอยชางนาฬาคิรี ซึ่งกำลังคลุมคลั่งดวยฤทธิ์สุราและตกมันเพื่อจะ ปลงพระชนมพระผูมีพระภาคเจา ขณะที่ชางกำลังวิ่งมาดวยความบาคลั่งหมายจะขย้ำพระพุทธองคพรอมภิกษุเหลาสาวก อยูนั้น พระผูมีพระภาคเจาไดสงกระแสจิตอันประกอบดวยเมตตาธรรมเขาสูดวงใจของชางนาฬาคิรี ความเยือกเย็น ความ ชุมฉ่ำแหงเมตตาจิตไดดับไฟแหงโทสะที่ลุกโชนในดวงใจของชางนาฬาคิรีใหดับลงในบัดดล สงผลใหชางที่กำลังวิ่งมาดวย ความบาคลั่ง กลับฟนคืนสติกลายเปนสัตวที่ออนโยน หยุดอยางกะทันหัน และคุกเขานอมลงหมอบแทบพระบาทของ พระองคแตโดยดี จากเหตุการณนี้ เปนตัวอยางใหเรามั่นใจไดวา การแผเมตตาใหกับบุคคลที่เปนศัตรูหรือเจากรรมนายเวรนั้น สามารถที่จะกลอมใจใหเขาเปนมิตรและยอมใหอภัยในสิ่งที่เราเคยทำลวงเกินเขาได เมื่อเราสามารถทำใหเจากรรมนายเวร ใหอภัยแกเราไดแลว เวรภัยที่จะเกิดจากการผูกอาฆาตพยาบาทของเขาก็ยอมหมดไปเชนเดียวกัน ผูที่เปนโรคราย เพราะถูกเจากรรมนายเวรสาปแชง ก็จะหายหรือพบทางรักษาไดในเร็ววัน ผูที่มีเคราะหก็จะสิ้น เคราะห ผูที่จะเกิดอุบัติเหตุเภทภัยรายในอนาคตก็จ���รอดปลอดภัยจากเหตุราย ความทุกขเดือดรอนตางๆ ที่จะเกิดขึ้น ก็จะสิ้นไป ᵋàÃÒµŒÍ§äÁ‹Å×ÁÇ‹Ò à¨ŒÒ¡ÃÃÁ¹ÒÂàÇà ᵋÅз‹Ò¹ÁÕ¤ÇÒÁÍҦҵᤌ¹Ë¹Ñ¡àºÒµ‹Ò§¡Ñ¹ ¢Öé¹ÍÂÙ‹¡ÑºàÇáÃÃÁ·ÕèàÃÒÊÌҧänjᡋà¢ÒÁÒ¡¹ŒÍ à¾Õ§äà ¶ŒÒÊÌҧäÇŒ¹ŒÍ¡秋Òµ‹Í¡ÒâÍÍâËÊÔ¡ÃÃÁ ᵋ¶ŒÒàÃÒÊÌҧ¡ÃÃÁÍѹ¡‹ÍãËŒà¡Ô´¤ÇÒÁ·Ø¡¢ ¤ÇÒÁᤌ¹ã¨á¡‹à¢Òänj͋ҧ˹ѡ˹ÒáÅŒÇ ¾Ãоط¸Í§¤àÍÒª¹ÐªŒÒ§µ¡Áѹ´ŒÇ¾ÅѧàÁµµÒ àÃÒ¡ç¨Ó໚¹·Õè¨ÐµŒÍ§ãªŒ¾ÅѧáË‹§¤ÇÒÁàÁµµÒÊÙ§ «Ö觹Ñè¹ÍÒ¨ËÁÒ¶֧àÃÒµŒÍ§á¼‹àÁµµÒãˌ䴌 ·Ø¡Çѹ ·Ø¡¤×¹ ·Ø¡ªÑèÇâÁ§ ËÃ×Í·Ø¡¹Ò·Õ ·Ø¡ÅÁËÒÂã¨à¢ŒÒÍÍ¡ ¨Ö§¨ÐÊÒÁÒöµÑ´àÇõѴ¡ÃÃÁ¨Ò¡à¢Òä´Œ

๑๕


àÁµµÒµ‹Í¼ÙŒÍ×è¹ = ÊÌҧÊآᡋµ¹

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชองคที่ ๑๙ แหงกรุงรัตนโกสินทร

“คุณของเมตตา คือ ความเย็น เมตตามีที่ใด ความเย็นมีที่นั้น ผูมีเมตตาเปนผูมีความเย็นสำหรับเผื่อแผ และผูยอมรับเมตตาก็จักได รับความเย็นไวดวย ผูมีเมตตาหรือผูใหเมตตาเปนผูเย็น เพราะไม มุงรายผูใด มุงแตดี มีแตปรารถนาใหเปนสุข เมื่อความไมมุงรายมีอยู ความไมรอน ก็ยอมมีอยูเปนธรรมดา ความปรารถนาดวยจริงใจใหผูอื่นเปนสุข ก็เทากับปรารถนา ใหตัวเองเปนสุข จะใหผลเปนคุณแกตนเองกอน เชนเดียวกับการ มุงรายตอผูอื่น ก็จะใหผลเปนโทษแกตนเองกอน จึงควรมีสติรูตัววา มีความมุงรายหรือปรารถนาดีใหผูอื่นมีสุขอยางไร ถารูสึกวามีความ ไมปรารถนาดีเกิดขึ้นในใจ ก็ใหพยายามทำความรูตัววา ความรอนรน ในใจขณะนั้น หาไดเกิดจากผูอื่นไม แตเกิดจากใจตนเอง และให พยายามเชื่อวา

áÁŒ·Ó¤ÇÒÁÃÙŒÊÖ¡äÁ‹»ÃÒö¹Ò´ÕãˌŴ¹ŒÍÂŧ䴌 ¡ç¨Ð·Ó¤ÇÒÁÌ͹ÀÒÂã¹ã¨Å´¹ŒÍÂŧ䴌´ŒÇ ·Ó¤ÇÒÁ»ÃÒö¹ÒäÁ‹´ÕËÁ´ÊÔé¹ä´Œ ¡ç¨Ð·Ó¤ÇÒÁÌ͹㨷Õèà¡Ô´áµ‹à˵عÕéãËŒËÁ´ÊÔé¹ä´Œ´ŒÇ ¤ÇÒÁ»ÃÒö¹ÒäÁ‹´Õ ¨Ö§à»š¹â·Éá¡‹µ¹àͧ¡‹Í¹á¡‹¼ÙŒÍ×è¹” พระนิพนธ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เรื่อง “ผูเปนที่รักของมนุษยและเทวดา”

๑๖


¾ÔªÔµà¨ŒÒ¡ÃÃÁ¹ÒÂàÇà ´ŒÇ¡ÒÃÊÇ´¤Ò¶ÒÁËÒàÁµµÒËÅǧ การสวดมนตจะตัดกรรมตัดเวรของเราไดหรือไมนั้น อยูที่จิตและความมุงมั่นตั้งใจจริงของผูสวดเปนสำคัญ กลาวคืออยางแรกผูสวดตองมีศรัทธา คือความเชื่อมั่นตอคุณของพระรัตนตรัย เชื่อมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ และเชื่อมั่นวาการสวดมนตบทมหาเมตตาหลวงนี้จะนำไปสูการตัดเวรกรรมไดจริง, ประการที่ ๒ ตองมีวิริยะ คือความเพียร มุงมั่นสวดดวยความเต็มใจเต็มเวลา ปราศจากความเกียจคราน, ประการที่ ๓ ตองมีสติ คือมีความตื่นตัว รูตัวอยูทุกขณะที่สวด พยายามประคับประคองจิตใหอยูกับบทสวด, ประการที่ ๔ ตองมีสมาธิ คือพยายามรักษาจิตใหจดจออยูกับบทสวดอยางตอเนื่อง ตั้งแตตนจนจบ ไมใหเผลอไผลหรือเปดโอกาสใหเรื่องอื่นเขามาแทรกแซง, ประการที่ ๕ ตองมีปญญา คือมองใหเห็นชัดวา การสวดเมตตาหลวงนี้มีประโยชนอยางไร และสามารถตัดเวรกรรมไดอยางไร ไมสวดดวยความสงสัย หรือเชื่ออยางไมเขาใจ ขยันตีคำแปลใหแตก ตีแลวตีอีกจนพบปญญา จากเห็น เปนเห็นชัด แจมแจง ปญญาเปนอาวุธสำคัญในการตัดวงจรกิเลส กรรมวิบากวัฏสงสาร บทสวดมหาเมตตาหลวงนี้พระพุทธเจาตรัสมอบใหแกภิกษุสำหรับสวดบริกรรม เพื่อเปนอุบายนอมจิตใหคุนเคย และแนบแนนกับความมีเมตตา จิตที่มีเมตตามากๆ จะเปนจิตที่มีความออนโยน เยือกเย็น ยิ่งเมื่อไดสวดบทแผเมตตานี้บอยๆ ทุกวันๆ จิตก็ยิ่งออนโยน เมื่อจิตออนโยนมากๆ พลังแหงเมตตาจิตก็จะกำจัดกิเลสฝายโทสะที่อยูในใจใหลดนอยลง ยิ่งเจริญ เมตตามาก โทสะยิ่งลดนอยลง พลังจิตที่ประกอบดวยเมตตาก็มากยิ่งขึ้น ¨Ôµ·ÕèÁÕ¾Åѧ¢Í§àÁµµÒ¹Õéà»ÃÕºàÊÁ×͹¹éÓ·Õè©èÓàÂç¹ àÁ×èÍàÃÒÊ‹§ä»ÊÑÁ¼ÑʡѺ¼ÙŒã´ÊÔè§ã´ à¢Ò¡ç¨ÐÃÙŒÊÖ¡ä´Œ¶Ö§¤ÇÒÁ ͋͹â¹ áÅФÇÒÁ©èÓàÂç¹áË‹§¨Ôµã¨ áÅоÅÍ·ÓãËŒ¨Ôµã¨¢Í§à¢ÒàÂ×Í¡àÂç¹áÅÐÁÕ¤ÇÒÁÊØ¢¤ÇÒÁÍØ‹¹ã¨ ËÒ¡Ç‹ÒàÃÒÊ‹§¨Ôµ·Õè »ÃСͺ´ŒÇÂàÁµµÒãˌᡋ਌ҡÃÃÁ¹ÒÂàÇÃáÅŒÇä«ÃŒ à¢Ò¨ÐÊÑÁ¼Ñʶ֧¡ÃÐáʨԵ·ÕèÁÕàÁµµÒ ¤ÇÒÁ͋͹â¹ ©èÓàÂç¹ ¡‹ÍãËŒà¡Ô´ ¤ÇÒÁ»‚µÊÔ ¢Ø á¡‹à¢Ò áÅоÌÍÁ·Õ¨è ÐãËŒÍÀѤÅÒ¤ÇÒÁÍÒ¦Òµ¾ÂÒºÒ·ã¹µÑÇàÃÒ àÇáÃÃÁÃÐËÇ‹Ò§à¢Ò¡ÑºàÃÒ¡çʹÔé Êشŧ บทสวดมนตที่เราควรจะยึดเปนหลัก คือ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เมตตา พรหมวิหาร แลวอุทิศสวนกุศล ยึดใหมั่นอยูในหลักการนี้เถิด

หลวงพอพุธ านิโย จากหนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๕๓

๑๗


ÁËÒàÁµµÒËÅǧ ÁÕËÅÒÂẺ ËÅÒª×èÍàÃÕ¡ บทสวดเมตตาหลวง เดิมทีเปนบทสวดที่พระพุทธเจาประทานใหแกภิกษุ นำไปสวดบริกรรมเพื่อเจริญเมตตากรรมฐาน (การทำสมาธิดวยการทำจิตใหตั้งมั่นอยูกับ การแผเมตตา) มีปรากฏอยูในพระไตรปฎกเลมที่ ๓๑ ชื่อวา เมตตากถา ตอมาไดมี ครูบาอาจารยหลายทานเห็นวา เปนบทสวดที่ดี มีคุณประโยชนแกผูสวดหลายประการ จึงไดคัดลอกและจดจำนำไปทองบนเจริญเมตตากรรมฐาน จนเห็นผลประจักษวาดีจริง สมเด็จพระสังฆราช จึงนำออกเผยแผแกศิษยของตน อาจารยบางทานที่มีความรูเกี่ยวกับภาษาบาลี ก็จะแตงเติม (แพ ติสฺโส) เสริมคำหรือตัดทอนเนื้อหาบางสวนตามความเห็นของทาน จึงทำใหบทสวดเมตตาหลวง ของครูบาอาจารยบางทานแตกตางจากเนื้อความในพระไตรปฎกบางเล็กนอย นอกจากนี้ยังไดตั้งชื่อบทสวดที่ทานดัดแปลง ขึ้นมาใหมนี้แตกตางกันออกไปเพื่อแสดงความเปนเจาของและเปนเอกลักษณเฉพาะของทานดวย ดังนั้น บทเมตตากถานี้ จึงมีชื่อเรียกตางๆ มากมาย สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺโส) วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพฯ พระองคทรงนิพนธขึ้นเพื่อใชเปนบทพุทธาภิเษก เรียกบทนี้วา เมตตาพรหมวิหารคาถา หรือ เมตตาพรหมวิหารภาวนา แปลวาบทสวดวาดวยการเจริญเมตตาพรหมวิหาร พระธรรมสิงหบุราจารย (หลวงพอจรัญ ิตธมฺโม) วัดอัมพวัน จ.สิงหบุรี ไดตนฉบับมาจากสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺโส) แตทานมักเรียกวา เมตตาใหญ, มหาเมตตาใหญ หรือ มหาเมตตาครอบจักรวาล หมายถึง บทสวดที่แผ เมตตาแกสัตวทุกตัวตนทั่วทั้งจักรวาลไมมีจำกัด พระญาณสิทธาจารย (หลวงปูสิงห สุนฺทโร) วัดเทพพิทักษปุณณาราม จ.นครราชสีมา ทานไดรับการถายทอด มาจากหลวงปูขาว อนาลโย วัดถ้ำกองเพล จ.หนองบัวลำภู ซึ่งหลวงปูขาวไดรับการถายทอดจากหลวงปูมั่น ภูริทตฺโต อีกตอหนึ่ง ฉบับนี้จะเรียกวา เมตตาหลวง หรือ มหาเมตตาหลวง คำวา หลวง แปลวา ใหญ เชนคำวา เมืองหลวง แปลวา เมืองใหญ บทสวดตามแบบฉบับของหลวงปูมั่นนี้ มีความ แตกตางและโดดเดนจากอาจารยทานอื่น เพราะสวดเฉพาะคำที่เปนคำแผเมตตาซึ่งเปนคำบริกรรมเทานั้น และเพิ่มบทสวด แผกรุณา มุทิตา และอุเบกขา เขามา ซึ่งผูสวดจะตองสวดทั้งหมด ๕๒๘ จบ คือ แผเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อยางละ ๑๓๒ จบ (ดูวิธีการสวดที่ปกหนาใน) ซึ่งผูสวดจะตองใชความพยายามและความอดทนในการสวดเปนอยางมาก

๑๘


ÅӴѺ¡ÒÃÊÇ´ÁËÒàÁµµÒËÅǧ ในการสวดมหาเมตตาหลวงแตละครั้งนั้น ผูสวดพึงกระทำดวยความตั้งใจจริง ไมสักแตวาทำ ใหระลึกอยูเสมอวา เราทำเพื่อขออภัยขอโทษตอเจากรรมนายเวรที่เราเคยไดลวงเกินเขามา และการที่จะทำใหเขายอมอภัยแกเรานั้นเราตอง ทำดวยความจริงใจ บริสุทธิ์ใจจริงๆ เขาถึงจะเต็มใจใหอภัยซึ่งมีผลทำใหตัดเวรกรรมระหวางกันลงได และเมื่อจะเริ่มสวด ควรตัดเรื่องกังวลตางๆ ออกไปใหหมด ใหสำรวมกาย วาจา และใจ กราบพระ ๓ ครั้ง ดวยเบญจางคประดิษฐ จากนั้น ใหเริ่มสวดมนตไปตามลำดับ ดังนี้ ñ. º·¡ÃÒº¾ÃÐÃÑ��¹µÃÑ ÷. º·á¼‹àÁµµÒãËŒµ¹àͧ ò. º·¹Íº¹ŒÍÁ¾Ãоط¸à¨ŒÒ ø. º·ÁËÒàÁµµÒËÅǧ ó. º·äµÃÊó¤Á¹ ù. ·ÓÊÁҸԵѴàÇáÃÃÁ ô. º·ÊÃÃàÊÃÔÞ¾Ãоط¸¤Ø³ ñð. ÍØ·ÔÈʋǹºØÞʋǹ¡ØÈÅᡋ਌ҡÃÃÁ¹ÒÂàÇà õ. º·ÊÃÃàÊÃÔÞ¾ÃиÃÃÁ¤Ø³ ññ. ¢ÍÍâËÊÔ¡ÃÃÁ਌ҡÃÃÁ¹ÒÂàÇà ö. º·ÊÃÃàÊÃÔÞ¾ÃÐÊѧ¦¤Ø³ ขณะสวดมนตควรสวดดวยน้ำเสียงที่ดังพอไดยิน ชัดถอยชัดคำ ควรสวดดวยจิตใจที่สงบ ไมตองรีบเรงใหจบโดยเร็ว แรกๆ อาจจะสวดผิดบางถูกบาง ก็ไมเปนไร ไมถือวาเปนบาปติดตัว เพราะเราสวดดวยจิตบริสุทธิ์มิไดมีเจตนาที่จะแกลง ทำเลน อันเปนการลบหลูพระธรรมคำสอน เมื่อไดสวดบอยๆ นานไปก็จะชำนาญเอง ปญหาเรื่องการสวดผิดๆ ถูกๆ ก็จะ หมดไป การสวดเบื้องตนควรสวดคำแปลดวยเพื่อจะไดเขาใจในเนื้อหาของบทสวด เมื่อเขาใจดีแลวภายหลังจะไมสวด คำแปลก็ได แตตระหนักไวเสมอวา ตองตีคำแปลใหแตกเพื่อใหไดปญญา คือ ความรู ความเขาใจแจมแจงในขอสัจธรรม แลวนำไปใชในชีวิตประจำวัน จำไววา ปญญาเปนอาวุธตัดวงจรวัฏสงสาร เบญจางคประดิษฐ หมายถึง การกราบที่ถึงพรอมดวยองค ๕ คือในขณะกราบตองใหอวัยวะ ๕ สวน แตะพื้น คือ เขา ๒ ศอก ๒ (รวมถึงฝามือทั้ง ๒) หนาผาก ๑ การกราบมี ๓ จังหวะ คือ

๑. อัญชลี (ประนมมือ)

๒. วันทา (ไหว)

๓. อภิวาท (กราบลง)

๑๙


ñ. º·¡ÃÒº¾ÃÐÃѵ¹µÃÑ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ.

พระผูมีพระภาคเจา เปนพระอรหันต, ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกขสิ้นเชิง, ตรัสรูชอบไดโดยพระองคเอง, ขาพเจาอภิวาทพระผูมีพระภาคเจา, ผูรู ผูตื่น ผูเบิกบาน. (กราบ)

ส๎วากขาโต๑ ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ. พระธรรมเปนธรรมที่พระผูมีพระภาคเจาตรัสไวดีแลว, ขาพเจานมัสการพระธรรม. (กราบ)

สุปะฏิปนโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ. พระสงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจา, ปฏิบัติดีแลว, ขาพเจานอบนอมพระสงฆ. (กราบ)

ò. º·¹Íº¹ŒÍÁ¾Ãоط¸à¨ŒÒ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ.

ขอนอบนอม แดพระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น ผูหางไกลจากกิเลส ตรัสรูชอบไดโดยพระองคเอง ฯ (วา ๓ จบ) บทนี้แยกแปลตามศัพท ดังนี้ นะโม ขอนอบนอม, ภะคะวะโต แดพระผูมีพระภาคเจา, ตัสสะ พระองคนั้น, อะระหะโต ซึ่งเปนผูหางไกลจากกิเลส, สัมมาสัมพุทธัสสะ ตรัสร�ชอบได โดยพระองคเอง ทุกครั้งที่ตั้งนะโม ๓ จบ จงทบทวนคำแปล ตีความใหแตก ตอความให ไดปญญาดังเขาใจ และนำไปใช ในชีวิตประจำวัน ñอานวา สะหวาก-ขา-โต คำวา สะ ออกเสียงสั้นควบกับพยางคหลัง

๒๐


ó. º·äµÃÊó¤Á¹ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ทุติยัมป พุทธัง ทุติยัมป ธัมมัง ทุติยัมป สังฆัง ตะติยัมป พุทธัง ตะติยัมป ธัมมัง ตะติยัมป สังฆัง

สะระณัง สะระณัง สะระณัง สะระณัง สะระณัง สะระณัง สะระณัง สะระณัง สะระณัง

คัจฉามิ คัจฉามิ คัจฉามิ คัจฉามิ คัจฉามิ คัจฉามิ คัจฉามิ คัจฉามิ คัจฉามิ ฯ

ขาพเจาขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆเปนที่พึ่ง แมครั้งที่ ๒ ขาพเจาขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆเปนที่พึ่ง แมครั้งที่ ๓ ขาพเจาขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆเปนที่พึ่ง ไตรสรณคมน มาจากคำวา ไตร (๓) + สรณะ (ที่พึ่ง) + คมน (การถึง) แปลรวมกันวา การถึงของ ๓ อยาง วาเปนที่พึ่ง ของ ๓ อยางที่วานั้นไดแก พระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆ เดิมทีบทนี้ใชเปนคำปฏิญาณเพื่อ แสดงตนเปนชาวพุทธ เชน ผูที่ฟงธรรมแลวเกิดความเลื่อมใส ตองการแสดงตนเปนผูนับถือพระพุทธศาสนา ก็จะ กลาวบทไตรสรณคมนนี้ ตอเบื้องพระพักตรของพระพุทธเจา หรือตอหนาพระสงฆ ผูที่ผานการรับไตรสรณคมน นี้ถือวาเปนชาวพุทธอยางเต็มตัว ปจจุบันบทไตรสรณคมนนี้นิยมใชกลาวกอนสมาทานศีล เจริญพระพุทธมนต รวมถึงการสวดมนตตางๆ นัยวา เพื่อย้ำเตือนใหผูกลาว ผูสวด ผูฟง ระลึกไวเสมอวาตนมีพระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆเปนที่พึ่ง จะได ไมประมาท ในการละชั่ว ทำดี ทำจิตใหผองใส ยังสุขใหบังเกิดแกตนตามสมควรนั่นเอง

๒๑


ô. º·ÊÃÃàÊÃÔÞ¾Ãоط¸¤Ø³ñ อิติป โส ภะคะวา, อะระหัง,1 สัมมาสัมพุทโธ,2 วิชชาจะระณะสัมปนโน,3 สุคะโต,4 โลกะวิทู,5 อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ,6 สัตถา เทวะมะนุสสานัง,7 พุทโธ,8 ภะคะวาติ.9

พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น ; เปนผูไกลจากกิเลส ; เปนผูตรัสรูชอบไดโดยพระองคเอง ; เปนผูถึงพรอมดวยวิชชาและจรณะ๒ ; เปนผูไปแลวดวยดี ; เปนผูรูโลกอยางแจมแจง ; เปนผูสามารถฝกบุรุษที่สมควรฝกได อยางไมมีใครยิ่งกวา ; เปนครูผูสอนของเทวดาและมนุษยทั้งหลาย ; เปนผูรู ผูตื่น ผูเบิกบานดวยธรรม๓ ; เปนผูมีความจำเริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว.

เฉพาะบทนี้ พระธรรมสิงหบุราจารย (หลวงพอจรัญ ิตธมฺโม) แหงวัดอัมพวัน จ.สิงหบุรี แนะนำใหสวดเทาอายุเกินหนึ่ง เชน อายุ ๑๕ ใหสวด ๑๖ จบ อายุ ๓๐ ใหสวด ๓๑ จบ ทานเรียกวา สวด อิติปโส เทาอายุเกินหนึ่ง เมื่อสวดไดดังนี้แลว จะชวยแกเคราะหรายตางๆ อันจะเกิดแกตนได ชวยสนับสนุนชะตาชีวิตใหเจริญร�งเรือง ปดเปาอุปสรรคอันตราย แก ไขดวงตกดวงไมดีใหดี ปญหา ยุงยากตางๆ จะแก ไขได (สวดเฉพาะคำบาลีไมตองสวดคำแปล) ๑พระพุทธคุณ คุณความดีของพระพุทธเจา มี ๙ ประการ (ดูตามเลขอารบิค) ๒วิชชา ความรูแจง โดยยอมี ๓ โดยพิสดารมี ๘, จรณะ ความประพฤติ มีทั้งหมด ๑๕ อยาง ๓เปนผูรู รูแจงในอริยสัจ ๔, ผูตื่น ตื่นจากการครอบงำของกิเลส, ผูเบิกบาน มีความสุขเบิกบานในภาวะที่พนจากกิเลสแลว

๒๒


õ. º·ÊÃÃàÊÃÔÞ¾ÃиÃÃÁ¤Ø³ñ ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,1 สันทิฏฐิโก,2 อะกาลิโก,3 เอหิปสสิโก,4 โอปะนะยิโก,5 ปจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญูหีติ.๒ 6

พระธรรม เปนธรรมที่พระผูมีพระภาคเจาตรัสไวดีแลว ; เปนสิ่งที่ผูศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นไดดวยตนเอง ; เปนสิ่งที่ปฏิบัติได และใหผลไดไมจำกัดกาล ; เปนสิ่งที่ควรกลาวกะผูอื่นวา ทานจงมาดูเถิด ; เปนสิ่งที่ควรนอมเขามาใสตัว ; เปนสิ่งที่ผูรูก็รูไดเฉพาะตน.

ö. º·ÊÃÃàÊÃÔÞ¾ÃÐÊѧ¦¤Ø³ó สุปะฏิปนโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,1 สงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจาหมูใด, ปฏิบัติดีแลว ; อุชุปะฏิปนโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,2 สงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจาหมูใด, ปฏิบัติตรงแลว ; ญายะปะฏิปนโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,3 สงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจาหมูใด, สามีจิปะฏิปนโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,4

ปฏิบัติเพื่อรูธรรมเปนเครื่องออกจากทุกขแลว ; สงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจาหมูใด, ปฏิบัติสมควรแลว ;

๑พระธรรมคุณ คือ คุณความดีของพระธรรม มี ๖ ประการ (ดูตามเลขอารบิค) ๒อานวา วิน-ยู-ฮี-ติ แปลวา ผูรูทั้งหลาย ๓พระสังฆคุณ คือ คุณความดีของพระสงฆ มี ๙ ประการ (ดูตามเลขอารบิค)

๒๓


ยะทิทัง, จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, 5 อาหุเนยโย, (อานวา ไน-โย) 6 ปาหุเนยโย, (อานวา ไน-โย) 7 ทักขิเณยโย, (อานวา ไน-โย) 8 อัญชะลิกะระณีโย, 9 อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ.

ไดแกบุคคลเหลานี้ คือ :คูแหงบุรุษ ๔ คู นับเรียงตัวบุรุษได ๘ บุรุษ๑; นั่นแหละสงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจา ; เปนสงฆควรแกสักการะที่เขานำมาบูชา ; เปนสงฆควรแกสักการะที่เขาจัดไวตอนรับ ; เปนผูควรรับทักษิณาทาน๒; เปนผูที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี๓; เปนเนื้อนาบุญของโล���๔ ไมมีนาบุ ญอื่นยิ่งกวา.

พุทธบริษัทควรตั้งใจถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ตามกำลังแหงตน คำวาถึง พระคุณนั้น หมายความวา ใหร�จักศีล สมาธิ ปญญา สิกขาบัญญัติ นี่เปนคุณของพระพุทธเจา ร�ดังนี้ชื่อวา คุณของพระพุทธเจา, เมื่อร�แลวจงทำสิ่งที่ร�นั้นใหมีในตน เปนคุณพระธรรม, ความที่ ปฏิบัติใหศีล สมาธิ ปญญามีในตน คือความปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนี้ เปนคุณของพระสงฆ เปน สุปฏิปนโน อุชุปฏิปนโน เมื่อถึงพระคุณอยางนี้จึงนับวา เปนผูถึงพระไตรสรณคมน หลวงพอพุธ านิโย วัดปาสาละวัน ๑ไดแก พระอริยบุคคล ๘ คือ พระโสดาปตติมรรค - พระโสดาปตติผล, พระสกทาคามิมรรค - พระสกทาคามิผล, พระอนาคามิมรรค พระอนาคามิผล, พระอรหัตมรรค - พระอรหัตผล ๒ทักษิณาทาน คือ ของที่เขานำมาทำบุญอุทิศใหแกญาติผูลวงลับไปแลว ๓อัญชลี หมายถึง การประนมมือไหว เปนการแสดงความเคารพอยางหนึ่ง ๔เนื้อนาบุญของโลก หมายความวา ทานที่ถวายแกพระสงฆยอมมีอานิสงสมากกวาการใหแกผูอื่น เปรียบเสมือนนาดี เมื่อหวานกลาแลวยอม ใหผลผลิตมากฉะนั้น

๒๔


÷. º·á¼‹àÁµµÒãËŒµ¹àͧ อะหัง สุขิโต (สุขิตา)* โหมิ, นิททุกโข (นิททุกขา) โหมิ, อะเวโร (อะเวรา) โหมิ, อัพ๎ยาปชโฌ (อัพ๎ยาปชฌา) โหมิ, อะนีโฆ (อะนีฆา) โหมิ, สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ.

ขอใหขาพเจามีความสุข ; ปราศจากความทุกข ; ปราศจากเวร ; ปราศจากอุปสรรคอันตรายและความเบียดเบียน ; ปราศจากความทุกขกาย ทุกขใจ ; มีความสุขรักษาตนอยูเถิด ฯ

* สำหรับผูหญิงใหเปลี่ยนคำลงทายดวย โอ เปน อา คือใหใชคำในวงเล็บ

การแผเมตตาใหแกคนที่รักกันทำได โดยงาย เพราะไมตองฝนความร�สึกเหมือนกับ แมที่รักลูก หยิบยื่นสิ่งดีๆ ใหกับลูกไดงาย แตสำหรับคนที่เกลียดชัง หรือเปนศัตร�กันแลว แทบจะเปนไปไมได ที่จะแผเมตตาแกกัน อยาวาแตแผเมตตาเลย แมแตหนาก็ยังไมอยากจะมอง การที่ทานใหแผเมตตา แกตนเองกอนแผใหคนอืน่ นัน้ เปนอุบายวิธอี ยางหนึง่ ทีจ่ ะทำใหเราแผเมตตาใหแกผอู น่ื ไดงา ย คือ เปนขอ สะกิดใหนึกถึงอกเขาอกเราวา ตัวเรานี้ปรารถนาความสุข ไมอยากใหตนมีทุกข ไมอยากมีเวรมีภัย อยากมีความสุขกายสุขใจ ฉันใด คนอื่นสัตวอื่นยอม รักสุข เกลียดทุกข ไมอยากถูกเบียดเบียน อาฆาตพยาบาทเชนเดียวกัน เมื่อคิดไดเขาใจไดอยางนี้ ก็จะเปนทางใหแผเมตตาสูคนอื่นสัตวอื่น ได ไมยาก แมผูนั้นจะไมใชผูที่ตนรัก หรือเปนศัตร�ผูที่ตนเกลียดชังก็ตาม

๒๕


ÁÕÍÐäÃã¹àÁµµÒËÅǧ บทแผเมตตาหลวงบทนี้ เปนบทแผเมตตาที่ยาวกวาบทอื่นๆ ดังนั้น ชื่อที่ใชเรียกจึงเกี่ยวกับคำที่มีความหมายวา ใหญ เชน เมตตาหลวง มหาเมตตาหลวง เมตตาใหญ มหาเมตตาใหญ มหาเมตตาครอบจักรวาล คำวา ใหญ หลวง มหา เหลานี้ นอกจากจะใชในความหมายวา เปนบทสวดที่ยาวและอลังการแลวยังใชหมายถึง ความพยายามของผูสวด ตองมีมากๆ ดวย และนอกจากนั้นยังหมายถึงผลคืออานิสงสที่จะเกิดแกผูสวดก็ยิ่งใหญมากมายถึง ๑๑ ประการ๑ เนื้อความของเมตตาหลวงนี้ตามที่ปรากฏในพระไตรปฎกจะแบงเปน ๖ สวน คือ สวนที่ ๑ วาดวยความเปนมาและอานิสงสการแผมหาเมตตาหลวง สวนที่ ๒ วาดวยประเภทการแผเมตตาในมหาเมตตาหลวง ๑) แผไปโดยไมเจาะจงผูรับ มี ๕ ประการ ๒) แผไปโดยเจาะจงผูรับ มี ๗ ประการ ๓) แผไปโดยระบุทิศทั้ง ๑๐ มี ๑๒๐ ประการ สวนที่ ๓ วาดวยการแผเมตตาโดยไมเจาะจงผูรับ ๕ ประการ คือ แผเมตตาใหแก ๑) สัตตา (สัตว) ๒) ปาณา (สิ่งมีชีวิตมีลมหายใจ) ๓) ภูตา (ภูต) ๔) ปุคคลา (บุคคล) ๕) อัตตภาวปริยาปนนา (สัตวที่มีอัตภาพ หรือมีตัวตน) สวนที่ ๔ วาดวยการแผเมตตาโดยเจาะจงผูรับ ๗ ประการ คือ แผเมตตาใหแก ๑) อิตถิโย (ผูหญิง) ๒) ปุริสา (ผูชาย) ๓) อริยา (พระอริยะ) ๔) อนริยา (ผูไมใชอริยะ) ๕) เทวา (เทวดา) ๖) มนุสสา (มนุษย) ๗) วินิปาติกา (สัตววินิบาต) สวนที่ ๕ วาดวยการแผเมตตาไปในทิศทั้ง ๑๐ คือ แผเมตตาใหแกสัตว ๑๒ จำพวก ในแตละทิศ ๑๐ ทิศ (๑๒ X ๑๐ = ๑๒๐) สวนที่ ๖ วาดวยลักษณะของเมตตาเจโตวิมุตติ คือ ลักษณะของการวางจิตขณะที่แผเมตตา ไปใหแกสรรพสัตว ๘ ประการ (ดูหนา ๕๗) ๑อานิสงสการแผเมตตา ๑๑ ประการ ดูในหนา ๒๘

๒๖


ʋǹ·Õè ñ ø. º·ÊÇ´ÁËÒàÁµµÒËÅǧ ʋǹ·Õè ñ Ç‹Ò´ŒÇ¤ÇÒÁ໚¹ÁÒáÅÐÍÒ¹Ôʧʏ¡ÒÃἋÁËÒàÁµµÒËÅǧ เอวัม เม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัติถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปณฑิกัสสะ อาราเม ฯ ตัต๎ระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติ ฯ ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปจจัสโสสุง ฯ ขาพเจาไดฟงมาอยางนี้วา ในสมัยหนึ่งพระผูมีพระภาค ประทับอยู ณ พระเชตวันมหาวิหาร ซึ่งเปนอารามของทาน อนาถบิณฑิกมหาเศรษฐี ใกลเมืองสาวัตถี ฯ ณ โอกาสนั้นแล พระผูมีพระภาคตรัสเรียกพระภิกษุทั้งหลายวา ดูกอนภิกษุ ทั้งหลาย ฯ พระภิกษุทั้งหลายเหลานั้นไดตอบรับวา “ขาแตพระองคผูเจริญ” ฯ

ภะคะวา เอตะทะโวจะ เมตตายะ ภิกขะเว เจโต วิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ พระผูมีพระภาคไดประทานพระดำรัสวา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย (คนผู เจริ ญ เมตตาภาวนาเป น ประจำ) หวั ง ได แ น น อน (ที่ จ ะได รั บ ) อานิสงส ๑๑ ประการ ของเมตตาเจโตวิมุตติ๑ ที่ตนสองเสพ (ทำให ชำนาญ) แล ว ทำให เจริ ญ ขึ้ น แล ว ทำให ม ากแล ว สั่ ง สม (ด ว ยวสี ๕ ประการ) ดีแลว ทำใหบังเกิดขึ้นดวยดีแลว ฯ ๑เมตตาเจโตวิมุตติ อานวา เมด-ตา-เจ-โต-วิ-มุด มาจากคำวา เมตตา (ความปรารถนาดี) + เจโต (จิต) + วิมุตติ (พน, หลุดพน) แปลรวมกันวา ดวงจิตที่มีเมตตาปราศจากความ อาฆาตพยาบาท

๒๗


กะตะเม เอกาทะสะ ฯ สุขัง สุปะติ1 สุขัง ปะฏิพุชฌะติ2 นะ ปาปะกัง สุปนัง ปสสะติ3 มะนุสสานัง ปโย โหติ4 อะมะนุสสานัง ปโย โหติ5 เทวะตา รักขันติ6 นาสสะ อัคคิ วา วิสัง วา สัตถัง วา กะมะติ7 ตุวะฏัง จิตตัง สะมาธิยะติ8 มุขะวัณโณ วิปปะสีทะติ9 อะสัมมุฬโห กาลัง กะโรติ10 อุตตะริง อัปปะฏิวิชฌันโต พ๎รห๎มะโลกูปะโค โหติ ฯ11 อานิสงส ๑๑ ประการ ของเมตตาเจโตวิมุตติ คืออะไรบาง ? อานิสงส ๑๑ ประการ คือ ๑) นอนหลับเปนสุข๑ ๒) ตื่นเปนสุข๒ ๓) ไมฝนราย ๔) เปนที่รักของมนุษยทั้งหลาย ๕) เปนที่รักของอมนุษยทั้งหลาย ๖) เทวดาทั้งหลายเฝารักษา ๗) ไฟ ยาพิษ ศัสตรา ไมกล้ำกราย (ในตัว) เขา ๘) จิตเปนสมาธิเร็ว ๙) ผิวหนาผองใส ๑๐) ไมหลงตาย๓ ๑๑) ยังไมบรรลุคุณธรรมเบื้องสูง ก็จะบังเกิดในพรหมโลก๔

เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฏฐิตายะ ปะริจิตายะ สุสะมารัทธายะ อิเม เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกังขา ฯ ดูกอนภิกษุทั้งหลาย เมตตาเจโตวิมุตติที่บุคคลปฏิบัติดีแลว ทำใหมากแลว ทำใหเปนดุจยาน ทำใหเปนที่ตั้ง ตั้งไว เนืองๆ สั่งสมแลว ปรารภเสมอดีแลว พึงหวังไดอานิสงส ๑๑ ประการนั้น ฯ ๑นอนเปนสุข : คือ นอนหลับสบาย ไมฟุงซาน ไมพลิกตัวไปมา ๒ตื่นเปนสุข : คือ ตื่นมาจิตใจแจมใส สมองปลอดโปรง ไมเซื่องซึม ปวดหัว ๓ไมหลงตาย : คือ ตายดวยอาการสงบ มีสติ ไมบนเพอ ดิ้นทุรนทุราย ๔ยังไมบรรลุธรรมเบื้องสูง ก็จะเกิดในพรหมโลก : หมายความวา ถาผูเจริญเมตตานี้สามารถฝกจิตของตนใหแนบนิ่งเปนสมาธิถึงขั้นบรรลุฌานได และเสียชีวิตลงในขณะที่จิตตั้งมั่นอยูในฌาน เขาจะไปเกิดในพรหมโลกทันที แตถาผูนั้นเปนพระอรหันตแลวก็จะไมเกิดอีก

๒๘


ʋǹ·Õè ò Ç‹Ò´ŒÇ»ÃÐàÀ·¡ÒÃἋàÁµµÒã¹ÁËÒàÁµµÒËÅǧ

ʋǹ·Õè ò

อัตถิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ อัตถิ ฯ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ อัตถิ ฯ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ ฯ เมตตาเจโตวิมุตติที่แผไปไมเจาะจงบุคคล มีอยู ฯ เมตตาเจโตวิมุตติที่แผไปเจาะจงบุคคล มีอยู ฯ เมตตาเจโตวิมุตติ ที่แผไปในทิศมีอยู ฯ

กะตีหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ ฯ กะตีหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ ฯ กะตีหากาเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ ฯ เมตตาเจโตวิมุตติที่แผไปโดยไมเจาะจงบุคคล มีกี่อยาง ? เมตตาเจโตวิมุตติที่แผไปเจาะจงบุคคล มีกี่อยาง ? เมตตาเจโตวิมุตติที่แผไปในทิศมีกี่อยาง ?

ปญจะหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ ฯ สัตตะหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ ฯ ทะสะหากาเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ ฯ เมตตาเจโตวิมุตติที่แผไปไมเจาะจงบุคคลมี ๕ อยาง ฯ เมตตาเจโตวิมุตติที่แผไปเจาะจงบุคคล มี ๗ อยาง ฯ เมตตาเจโตวิมุตติที่แผไปในทิศ มี ๑๐ อยาง ฯ คำวา แผไปโดยไมเจาะจงบุคคล คือ แผไปโดยไมระบุผูรับวาสัตวประเภทใด เปนเทวดา เปนมนุษยหรือสัตว ดิรัจฉาน ไมระบุวาเปนเพศหญิงหรือชาย เปนพระอริยะหรือปุถุชน เปนสัตวที่อยูในสุคติหรือทุคติ สวนนการแผโดย เจาะจง คือการแผไปโดยระบุประเภทผูรับ วาเจาะจงแกผูที่เปนเทวดา มนุษย อมนุษย เพศหญิงหรือเพศชาย เปนตน

๒๙


พุทธฤทธิ์ พิชิตเจ้ากรรมนายเวร