Issuu on Google+


ให้ทาน รักษาศีล

ทำ�สมาธิเป็น

พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)

บรรณาธิการ : ไพยนต์ กาสี น.ธ. เอก, ป.ธ. ๖, พธ.บ., น.บ. ปก/รูปเล่ม : สุกัญญา ศรีสงคราม พิสูจน์อักษร : มานิตย์ กองษา ภาพประกอบ : เทิดเกียรติ ปลูกปานย้อย, อนันต์ กิตติกนกกุล พิมพ์ข้อมูล : ธนวรรณ ขันแข็ง


ร่วมสืบสานพุทธทาสปณิธาน

ด้วยการสร้างความสงบเย็นในโลกมนุษย์ หากกล่าวถึงพระเดชพระคุณพระธรรมโกศาจารย์ (เงือ่ ม อินทฺ ปญฺโ) หรือทีม่ กั กล่าวขานกันอีกนามหนึง่ ว่า “พุทธทาสภิกขุ” ส�ำหรับสาธุชนผูส้ นใจ ในพระพุทธศาสนา ย่อมทราบกันดีวา่ ท่านเป็นพระมหาเถระทีม่ ลี กั ษณะการ สอนธรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน เนือ่ งจากท่านได้ศกึ ษาค้นคว้าพระไตรปิฎก อย่างแตกฉาน ทั้งมีการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด จึงจัดได้ว่า ท่านเป็นพระทีถ่ งึ พร้อมด้วยวิชชา ความรู,้ จรณะ ความประพฤติ อย่างแท้จริง ส�ำหรับหนังสือ “ให้ทาน รักษาศีล ท�ำสมาธิเป็น เห็นทางสูน่ พิ พาน” เล่มนี้ ผู้รวบรวมได้น�ำค�ำสอน ๓ เรื่อง ของพระเดชพระคุณท่านมารวมไว้ ในเล่มเดียวกัน คือ ๑. การให้ทานที่ไม่ต้องเสียเงิน แล้วยังได้นิพพาน, ๒. รักษาศีลเป็น เห็นทางสู่นิพพาน (เฉพาะเรื่องนี้ ผู้รวบรวมคัดบางตอน จากหนังสือ “หลักและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับ ทาน ศีล สมาธิ” โดยคัดจาก ตอน ศีล หลักปฏิบัติเกี่ยวกับศีลวัตร, ๓. วิธีทำ� สมาธิเบื้องต้น เหตุผลที่น�ำทั้ง ๓ เรื่องนี้ มารวมไว้ในที่เดียวกัน นั่นก็ด้วยเล็งเห็นว่า หลักการบ�ำเพ็ญบุญในพระพุทธศาสนาใหญ่ๆ ล้วนรวมอยู่ในเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา นี้ทั้งนั้น แต่จะท�ำอย่างไรท่านทั้งหลายได้รู้ถึงวิธีการท�ำบุญด้วยการ ให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ทีถ่ กู ต้อง ตรงตามหลักธรรม จึงได้นำ� ค�ำสอน ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพุทธทาสมาให้ทา่ นศึกษาและน�ำไปปฏิบตั ิ โดย กระผมไพยนต์ กาสี ได้จดั หัวข้อย่อย ซอยย่อหน้า พร้อมค�ำการ์ตนู เสริมธรรม ให้ฝ่ายศิลปกรรมของส�ำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ วาดภาพ ประกอบเพื่อความสวยงาม อ่านง่าย เข้าใจง่าย จึงหวังใจว่า ท่านทั้งหลาย จักได้รับประโยชน์สุข จากค�ำสอนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้มอบไว้เป็น มรดกธรรมแก่ชาวโลกสมดังปณิธาน ด้วยความปรารถนาดี

น.ธ.เอก, ป.ธ.๖, พธ.บ., น.บ. รวบรวม/เรียบเรียง


๑. การให้ทานที่ไม่ต้องเสียเงิน

แล้วยังได้นิพพาน

วันนี้ จะพูดเรื่องเกี่ยวกับการให้ทานที่มีในพระบาลีต่างๆ ให้หมด ทุกเรื่อง เพื่อส่งเสริมให้รุดหน้าไปถึงพระนิพพานโดยเร็ว โดยปกติทั่วไปเขาถือกันว่า เรื่องการให้ทานนี้เป็นเรื่องตื้นๆ คือ เป็นเพียงบันไดไปสู่สวรรค์ นั้นมันหมายถึงการให้ทานอย่างเด็กๆ เพราะการให้ทานชนิดที่จะ เวียนว่ายไปในวัฏสงสารก็มีอยู่ ฉะนั้น ถ้าใครให้ทานเป็น ผลของทานก็จะ ท�ำให้ผู้นั้นไม่เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ ภาพปก วาดโดย ธนรัตน์ ไทยพานิช ฝ่ายศิลปกรรมส�ำนักพิมพ์เลี่ยงเชียงฯ บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด

3


ประเภทของทาน

ถ้าเอาเรื่องการให้ทานทั้งหมดมารวมกันเข้าแล้ว ก็แบ่งทานได้เป็น ๒ ชนิดอีกตามเคย คือ ทานชนิดที่ต้องมีผู้รับ และทานที่ไม่ต้องมีใครมารับ ทานทีใ่ ห้แล้วจะเวียนว่ายไปในวัฏฏะนัน้ เป็นพวกทานชนิดทีต่ อ้ งเสีย เงิน และต้องมีผู้รับทั้งนั้น ส่วนทานที่ให้แล้วจะออกไปนอกวัฏฏะนั้น ไม่เสียเงิน และไม่ต้องมี ผู้รับ ทานที่เราคุ้นกัน ทานซึ่งต้องมีผู้รับ ก็คือ นั่นคือมีผู้ให้ และผู้รับ ๑ ๑. วัตถุทาน ให้วัตถุสิ่งของ ๒. อภัยทาน ให้อภัยโทษ และ ๓. ธรรมทาน ให้ธรรมะ ส่วนประเภทที่ไม่ต้องเสียเงิน และไม่ต้องมีคนอื่นมารับนั้น จะขอ เรียกเอาเองว่า สุญญตาทาน ซึ่งท�ำให้ไม่เวียนว่ายไปในวัฏฏะอีกต่อไป ๑ เรียกอีกอย่างว่า อามิสทาน แปลว่า ให้อามิส และค�ำว่า อามิส ในภาษาพระนั้น ท่านมัก

ใช้เป็นค�ำน�ำหน้าค�ำอื่น เพื่อให้ทราบว่า เป็นการให้ที่มีวัตถุสิ่งของเป็นเครื่องประกอบเสมอ เช่น อามิสบูชา บูชาด้วยสิง่ ของมีดอกไม้ เป็นต้น, อามิสปฏิสนั ถาร ท�ำการต้อนรับด้วยสิง่ ของ มีนำ�้ ข้าวปลาอาหาร เป็นต้น อนึ่ง ค�ำว่า อามิส แปลว่า เหยื่อล่อ, วัตถุเป็นเครื่องล่อใจ ฟังดูน่าหวาดเสียวใจคล้ายกับ อาการของคนตกปลาต้องหาเหยือ่ มาติดเบ็ด ซึง่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพุทธทาส ได้เมตตา ให้ข้อคิดไว้อีกว่า “อามิส ค�ำนี้ แปลว่า เหยื่อ ฟังแล้วน่าขยะแขยง อามิสนี้ หมายถึง ของที่จะกิน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แม้แต่ข้าวปลาอาหารนี้ เขาก็เรียก อามิส อามิสทาน เป็นทานที่มีผู้รับหรือต้องมีผู้รับ เพราะฉะนั้นจะต้องมีผู้รับที่ดี แล้วก็ ต้องมีวตั ถุทานทีด่ ี แล้วก็ตอ้ งมีการให้ทดี่ ี นีค่ อื หลักปฏิบตั เิ กีย่ วกับการให้วตั ถุทาน” ๑เสริมค�ำอธิบายโดย... ไพยนต์ กาสี ส�ำนักพิมพ์ แอล ซี พี เด็กดีมีบุญ 4

ให้ทาน รักษาศีล ทำ�สมาธิเป็น เห็นทางสู่นิพพาน


เหตุใดจึงต้องให้วัตถุทาน

เหตุที่ให้วัตถุทานก็มีอยู่ ๔ อย่าง คือ ปฏิบัติดี มีผู้บูชา ๑. ให้เพราะสงสาร ๒. ให้เพราะเลื่อมใสในผู้ปฏิบัติ ๓. ให้เพื่อบูชาคุณของผู้มีคุณ และ ๔. ให้เพื่อใช้หนี้บุญคุณ การให้วัตถุทาน ก็ต้องเลือกผู้รับที่สมควรจริงๆ อย่าให้ทานนั้นมัน ไปได้แก่คนชัว่ แล้วต้องให้ไปด้วยเจตนาบริสทุ ธิ์ ไม่ใช่เพือ่ ตกเบ็ดคนอืน่ เพือ่ เอามาเป็นพรรคพวก แล้วก็แสวงหาประโยชน์รว่ มกัน อย่างนีเ้ จตนาไม่บริสทุ ธิ์ การให้ก็ต้องเกิดจากการพอใจจริงๆ เมื่อให้เสร็จแล้วก็ยังอิ่มอกอิ่มใจ เวลาที่ จะให้ก็ต้องเลือกให้มันเหมาะสม รวมความว่า ต้องเลือกสิ่งของ มันเป็นเวลา ที ต ่ อ ้ งช่ ว ยกั น ขอบใจนะ ต้องเลือกเวลา ครับ ที่ช่วยเหลือกัน เลือกสถานการณ์ เลือกบุคคล เลือกประโยชน์ที่เขาจะได้ ดังพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เลือกเฟ้นเสียก่อนแล้วจึงให้ทาน นี้พระ สุคตสรรเสริญ๒ ๒ พืชพันธุ์ธัญญาหาร ถ้ารู้วิธีการปลูก และดินที่จะปลูกก็อุดมสมบูรณ์ดี ย่อมมีความเจริญ

งอกงาม ฉันใด การให้ทานที่บุคคลรู้จักเลือกให้ ก็จักส�ำเร็จประโยชน์โสตถิผลแก่ผู้ท�ำ ฉันนั้น ดังที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพุทธทาส ท่านได้ให้ข้อคิดไว้ว่า “การให้ที่ดีนั้นต้องมีการเลือกเฟ้น สิ่งของที่จะให้ก็ต้องเลือกเฟ้นให้ถูกต้องเหมาะสม แล้วเวลาที่จะให้ก็ต้องเลือกเฟ้นให้เหมาะสม ถ้าเราไม่เลือกเวลาแล้วมันประดังเข้าคนรับ ทานเขาจะเอาไปเททิ้ง อย่างการท�ำบุญท�ำทานของเราในบางโอกาส เหลือมากจนไม่รู้จะ เอาไปไหน” ๒ เสริมค�ำอธิบายโดย... ไพยนต์ กาสี ส�ำนักพิมพ์ แอล ซี พี เด็กดีมีบุญ บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด

5


ข้อควรระวังเรื่องการให้วัตถุทาน ทั้งนี้ ขอเตือนว่าระวังให้ดี คือการให้วัตถุทานนี้ มันเป็นไปเพื่อเพิ่ม กิเลสก็มี ไม่เป็นไปเพื่อเพิ่มกิเลสก็มี มันอยู่ที่เจตนาหาก�ำไรหรือไม่ ถ้าท�ำบุญบาทหนึ่ง สาธุ...ขอให้... โดยหวังจะได้วิมานหลังหนึ่ง๓ อย่างนี้เป็นการค้าก�ำไรเกินควร เป็นการให้ทานชนิดที่เป็นไปเพื่อกิเลส คือ เพิ่มความเห็นแก่ตัวให้มากขึ้น มีอุปาทานยึดถือมากขึ้น แล้วก็จะมีความทุกข์มากขึ้น เพราะความยึดถือนั้นๆ ส่วนทานที่ไม่เป็นไปเพื่อกิเลสนั้น คือ ให้ไปเพื่อท�ำลายความยึดมั่น ถือมัน่ ท�ำลายความตระหนี่ ท�ำลา���ความเห็นแก่ตวั ให้หมดไป เช่น บริจาค ไปโดยคิดว่า จงไปเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเถิด เราไม่ต้องการอะไรตอบแทน เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นไปเพื่อนิพพาน หรือการดับกิเลส แต่ถึงกระนั้นก็อย่า ให้อย่างหลับหูหลับตา เพราะมันจะท�ำให้มคี นขีเ้ กียจมากขึน้ มีคนเอาเปรียบ มากขึ้น ท�ำให้มีอลัชชีในพระพุทธศาสนามากขึ้น ๓ การท�ำคุณความดีแล้วตัง้ จิตจบอธิษฐานนัน้ เป็นของคูก่ นั กับการท�ำบุญของคนไทย อย่างไร

ก็ตามที เนื้อหาของค�ำอธิษฐานนี้ ก็ควรจะสมส่วนกับความดีที่ท�ำ มิเช่นนั้นจะเป็นเหมือน การค้าก�ำไรเกินงาม ดังค�ำที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพุทธทาส ท่านได้ให้ข้อคิดไว้ว่า “การให้ทานชนิดที่เป็นไปเพื่ออาสวะ คือเพิ่มความเห็นแก่ตัวให้มีมากขึ้น เขาก็มิได้ ต�ำหนิว่าผิดอะไรนัก แต่ระบุให้เห็นว่า นี้เป็นอาสวัฏฐานียะ คือที่ตั้งแห่งกิเลสแห่งอาสวะ ที่มาก เมื่อก่อนเรายึดถือน้อย ทีนี้พอได้ผลมากเข้าก็เลยยึดถือมาก ก็กลับจะมีความทุกข์ เพราะความยึดถือมาก” ๓ เสริมค�ำอธิบายโดย... ไพยนต์ กาสี ส�ำนักพิมพ์ แอล ซี พี เด็กดีมีบุญ 6

ให้ทาน รักษาศีล ทำ�สมาธิเป็น เห็นทางสู่นิพพาน


อภัยทาน เป็นการให้ที่สูงกว่าวัตถุทาน อภั ย ทาน๔ หมายถึง ให้อภัย อภัยนี้ แปลว่า ไม่ต้อ งกลัว เช่น ให้อภัยโทษ ยอมรับการขมาโทษ การไม่เบียดเบียน ไม่ประทุษร้ายใครทาง ร่างกาย และทางน�ำ้ ใจ หรือแผ่เมตตาจิตอยู่เป็นปกติ อภัยทานนัน้ ไม่ตอ้ งลงทุนสักสตางค์เดียว ถ้าเราสร้างโบสถ์หลังหนึง่ ก็ ต้องเสียหลายแสนบาท แต่ให้อภัยทานนี้ไม่ต้องเสียสตางค์ เป็นเพื่อนกัน เราไม่โกรธ เหมือนเดิมนะ แล้วยังจะมีผลสูงกว่าเสียด้วย กันแล้วนะ เพราะมันท�ำยากกว่าที่จะให้วัตถุ มันเป็นเรื่องจิตใจสูงมากขึ้นไปอีก ถ้ามนุษย์มีการให้อภัยทานซึ่งกันและกัน การเบียดเบียนกันหรือสงคราม ก็จะไม่เกิดขึ้นในโลก ๔ ท่านผูอ้ า่ นเคยเจอค�ำถามทีจ่ ะว่าตอบยากก็ไม่ใช่ จะว่าตอบง่ายก็ไม่เชิงบ้างหรือไม่ ในส่วนตัว

ของผูร้ วบรวมเคยได้รบั จากแฟนหนังสือของเลีย่ งเชียงท่านหนึง่ ซึง่ โทรศัพท์มาถามว่า การให้อภัย จัดเป็นทานหรือไม่ เพราะโดยส่วนตัวผู้ถามเข้าใจว่าไม่น่าใช่ เพราะไม่เหมือนให้สิ่งของที่เป็น รูปธรรม หรือการให้ความรูอ้ นั เป็นนามธรรม ซึง่ ตอนนัน้ ก็ให้คำ� ตอบเขาไปสัน้ ๆ ว่า ถ้าลองขึน้ ชื่อว่าเป็นการให้แล้ว ก็ต้องจัดเป็นทานแล้วสาธยายไปตามทีเ่ ข้าใจก็ไม่ทราบว่าผูถ้ ามจะได้รบั ความกระจ่างมากน้อยแค่ไหน แต่พอได้อา่ นค�ำทีพ่ ระเดชพระคุณหลวงพ่อพุทธทาสให้ข้อคิดไว้นี้ จึงหวนร�ำลึกถึงค�ำถาม จึงน�ำมาลงเพิ่มเติมให้เข้าใจ ซึ่งหลวงพ่อพุทธทาสท่านกล่าวไว้ว่า “บางคนอาจคิดว่า ให้อภัยนี้ไม่ใช่ทาน นี่มันพูดไปทั้งที่ไม่รู้ การให้อย่างนี้เรียกว่า ให้ทาน เขาเรียกว่า อภัยทาน เป็นสิ่งที่ให้กันได้ ให้ได้ทั้งทางกาย ให้ได้ทั้งทางวาจา ให้ได้ ทั้งทางจิตใจ ทางร่างกาย เขามาขอขมาขออภัยเราก็รับ ทางวาจา บอกอโหสิกรรม ทาง จิตใจ เราก็สลัดความโกรธ ความอาฆาตจองเวร อย่างนี้ก็เรียกว่า อภัยทาน ทั้งนั้น อนึ่ง ขอให้รู้ไว้ว่า คนที่ถือตัว ใครมาขอขมาก็ไม่ยอมให้ แถมท�ำผู้อื่นเดือดร้อนอยู่เรื่อย ไม่รัก ผู้อื่น ไม่เห็นใจผู้อื่น นี่เรียกว่า ไม่มีอภัยทาน” ๔ เสริมค�ำอธิบายโดย... ไพยนต์ กาสี ส�ำนักพิมพ์ แอล ซี พี เด็กดีมีบุญ

บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด

7


ธรรมทาน คือการให้ความรู้ที่ทำ� ให้พ้นทุกข์ ธรรมทาน๕ คือ ให้ธรรมเป็นทาน หมายถึง ความรู้ที่จะท�ำให้พ้น ทุกข์ได้ ไม่คอ่ ยเป็นไปเพือ่ กิเลส นอกจากท�ำไปเพือ่ ความโอ้อวดอยากดัง หรือ หวังประโยชน์ตอบแทน ธรรมทานนี้ ท�ำโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้ เช่น อาตมาก�ำลังอธิบายธรรมะอยู่อย่างนี้ ทําดีได้ดี ก็เรียกว่าให้ธรรมทานโดยตรง ทําชั่วได้ชั่ว ส่วนผู้ที่ช่วยพิมพ์หรือสนับสนุน กลัวบาปก็ อย่าทํานะโยม การพิมพ์หนังสือธรรมะ ของอาตมาให้มันแพร่หลาย ก็เป็นผู้ให้ธรรมทานโดยอ้อม แต่ก็ถือเป็นบุญเท่ากัน เพราะมีเจตนาเป็นกุศลอย่างเดียวกัน เป็นการ เผยแพร่ธรรมอย่างเดียวกัน แม้ค�ำด่าเพื่อให้เพื่อนมนุษย์เป็นคนดีมีศีลธรรม หายจากความโลภ โกรธ หลงงมงาย หรือให้หมดความเห็นแก่ตัว ก็เป็นธรรมทานเหมือนกัน พระพุทธเจ้าตรัสเองว่า ให้ทุกคนถือว่าค�ำด่าด้วยเจตนาเช่นนี้ เป็นการชี้ ขุมทรัพย์อันมีค่าอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ค�ำด่าชนิดนี้จึงเป็นธรรมทาน ถ้าเรา ไม่ได้อาศัยธรรมทานชนิดนี้ เราคงเหลวไหลกว่านี้ คนชั่วในบ้านเมืองจะมี มากกว่านี้ ๕ หลายท่านเคยถามว่า โกหกคนอื่นเพื่อให้เขาท�ำดีจะมีบาปแก่ตนหรือไม่ เมื่อก่อนก็จะตอบ

คนที่ถามไปว่า ถ้าบาปก็น่าจะน้อยเพราะเจตนาอ่อน แต่พออ่านเจอค�ำสอนของหลวงพ่อพุทธทาสในเรือ่ งนี้ ท�ำให้ได้รวู้ า่ เป็นการให้แสงสว่างทางจิตใจ ทางปัญญาแก่ผอู้ นื่ อีกทางหนึง่ ดังใจความที่หลวงพ่อกล่าวไว้ว่า “แม้แต่ค�ำโกหก ถ้าโกหกด้วยความหวังดี ให้คนประพฤติดี มันก็เป็นธรรมทาน แต่ถ้า โกหกเพื่อลักล้วงเอาประโยชน์ของเขานี้ไม่ใช่ ค�ำโกหกอย่างนี้พาลงไปนรก ส่วนค�ำโกหก ที่ท�ำให้คนบางคนกลับดีได้ นี้เป็นธรรมทานโดยอ้อมชั้นพิเศษ” ๕ เสริมค�ำอธิบายโดย... ไพยนต์ กาสี ส�ำนักพิมพ์ แอล ซี พี เด็กดีมีบุญ 8

ให้ทาน รักษาศีล ทำ�สมาธิเป็น เห็นทางสู่นิพพาน


ให้นิพพานเป็นทาน

ทีนี้อยากจะแถมทานอีกอย่างหนึ่งคือให้นิพพานเป็นทาน หลายคน ชอบพูดว่า ท่านพุทธทาสนั้น ชอบว่าเอาเอง พูดเอาเอง ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่ เรือ่ งมีในคัมภีร์ ฉะนัน้ จึงขอยืนยันว่า ไม่ใช่พดู เอาเองมันอยูใ่ นคัมภีร์ แต่เรียก ชื่อไม่เหมือนกัน ให้นิพพานเป็นทานนี้ ก็คือการท�ำให้คนได้ชิมรสของพระ นิพพาน คือความสงบความเย็นใจ อย่างว่าสวนโมกข์นี้ ได้จัดอะไรไว้หลายๆ อย่าง พอใครมาสวนโมกข์แล้ว ก็เย็นอกเย็นใจ สงบ เย็นใจ เพราะมันลืมเรื่องตัวกูของกู สบายใจ จิตมันเกิดว่าง มันเลยสงบเย็น นี่คือตัวอย่างของการชิมรสพระนิพพาน ถึงจะไม่ใช่นิพพานแท้ นิพพานถาวร นิพพานตลอดกาล แต่ก็มีรสชาติอย่างเดียวกัน คือเย็นใจ สบายใจอย่างบอกไม่ถูก พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ ในบรรดาทาน ทั้งหลายนั้น ธรรมทานชนะทานทั้งหลายทั้งปวง นี่ ! พระพุทธเจ้าท่าน สรรเสริญธรรมทาน๖ ที่เป็นธรรมะจริง และดับทุกข์ได้มากกว่าทาน ประเภทอื่นๆ ๖ การให้ธรรมทาน หลวงพ่อพุทธทาสแบ่งเป็น ๓ ระดับ คือ ๑) ความรู้ขั้นพื้นฐาน,

๒) ความรู้ที่ให้แสงสว่างทางวิญญาณ, ๓) ความรู้ที่ทำ� ให้สงบเย็น ดังมีใจความว่า “การให้ความรู้พื้นฐาน ก. ข. ก. กา ให้มันรู้จักกิน รู้จักนอน รู้จักอะไร ก็เรียกว่า ธรรมทานขั้นต้น, ทีนี้ให้แสงสว่างแก่จิตใจ ให้ทางเดินของชีวิตถูกต้อง ให้ชีวิตเดิน ถูกทาง อย่างนี้เรียกว่าเป็นธรรมทานแท้, ทีนี้ให้ผลเป็นความสงบเย็นเลย ที่นี่และ เดีย๋ วนีเ้ ลย ก็เรียกว่าให้นพิ พานเป็นทาน รวมทัง้ ๓ ประการนี้ เรียกว่า ธรรมทานทัง้ นัน้ ” ๖ เสริมค�ำอธิบายโดย... ไพยนต์ กาสี ส�ำนักพิมพ์ แอล ซี พี เด็กดีมีบุญ บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด

9


สุญญตาทาน ให้ความว่างเป็นทาน ส�ำหรับทานที่ไม่ต้องมีผู้รับ และไม่ต้องเสียเงินนั้น จะต้องวินิจฉัยค�ำ บางค�ำกันเป็นพิเศษเสียก่อน คือ ค�ำว่า ทาน แปลว่า ให้ ค�ำว่า บริจาค แปลว่า สละออกไปรอบด้าน แล้ว ปฏินิสสัคคะ แปลว่า สลัดคืน หรือให้คืน เข้าใจค�ำ ๓ ค�ำนี้แล้ว จะเข้าใจเรื่องสุญญตาทานได้ สุ ญ ญตาทาน นี้ อาตมาตั้ง ชื่อเอาเอง จะหาชื่ออย่างนี้ไม่พบใน พระไตรปิฎก แต่เรื่องราวนั้นมีเยอะแยะไปหมด คือ เรื่องบริจาคตัวกูของกู หรือความเห็นแก่ตัวออกไปเสียให้หมด ทานนี้ ไม่ต้องมีผู้รับ ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเราผู้ให้ คือ ถ้าท�ำได้จริง ท�ำได้ ถึงที่สุด ก็จะไม่มีตัวกูผู้ให้ทาน ถ้าถามว่าเอาอะไรให้ ก็ตอบว่าเอา “ตัวกู” นั่นแหละให้ คือ บริจาค อุปาทานความยึดมัน่ ถือมัน่ ว่า นีเ้ ป็นตัวกู นีเ้ ป็นของกูให้หมดไป แล้วมันจะ เหลือแต่ความว่าง คือ เหลือแต่จิตที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา จิตที่ไม่เห็นแก่ตัว อันไม่ใช่ตัวกู ไม่ใช่ของกู แต่เป็นจิตบริสุทธิ์ หรือเบญจขันธ์บริสุทธิ์ ที่ไม่ได้ถูกยึดถือไว้ด้วยอุปาทาน ซึ่งพระพุทธเจ้าถือว่าจะไม่เกิดทุกข์เลย ซึ่งก็คือ “นิพพาน” นั่นเอง

10

อะไรๆ มันก็ไม่ใช่ของเรา จงปล่อยวาง แล้วจะไม่ทุกข์

ให้ทาน รักษาศีล ทำ�สมาธิเป็น เห็นทางสู่นิพพาน


สุญญตาทาน คือ การสละตัวกู ของกู ค�ำว่า บริจาค นี้ มันต้องสละออกไปหมด มันจึงจะเป็นบริจาค ใครบริจาคแล้วยังหวังสิ่งตอบแทน อย่างนี้มันไม่ใช่บริจาค มันเป็นการลงทุนค้าขายหาก�ำไร เป็นบริจาคที่คดโกง การบริจาคนี้ มันต้องท�ำ ด้วยความสุจริตใจจึงจะได้บุญ

ของข้า ทั้งนั้นเลย

ยึดมั่นอย่างนี้ ทุกข์ไปอีกนาน

อนึ่ง ต้องศึกษาธรรมะในชั้นแรกอีกข้อหนึ่งว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็น ของธรรมชาติ และธรรมชาตินี้ไม่ใช่ตัวตนของใคร ธรรมชาติมันปรุงแต่ง กันอยู่ตามธรรมชาติ มีบาลีว่า “สุทฺธธมฺมํ สมุปฺปนฺนํ” เป็นธรรมชาติเกิดขึ้นล้วนๆ “สุทฺธสงฺขารํ สนฺตติ” เป็นการสืบต่อของธรรมชาติล้วนๆ ฉะนั้ น ก้ อ นดิ น ก้ อ นหิ น ต้ น ไม้ เลื อ ดเนื้ อ ร่ า งกาย ชี วิ ต จิ ต ใจ ของเรานี้ จึ ง เป็ น การเกิ ด ขึ้ น เป็ น การปรุ ง แต่ ง ขึ้ น ของธรรมชาติ ล ้ ว น มันจึงไม่เป็นอะไรของใคร แต่จิตมันโง่ไปยึดถือว่า เป็นตัวตนของตน คือ ความโง่ที่แสนจะโง่เกิดขึ้นแล้วในใจ แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นความโง่ คิดว่าเป็น ความจริง ดังนั้น ความยึดมั่นว่าเป็นตัวกูของกูมันก็เกิดขึ้นในใจ เห็นว่าร่างกาย กับจิตใจนั้นเป็นตัวกู แล้วก็ยังมีอะไรๆ เป็นของกูไปหมด ฉะนั้น เราจะต้อง หัดสละคืนให้ธรรมชาติเป็นล�ำดับๆ ไป บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด

11


วิธีการให้สุญญตาทาน ขั้นที่ ๑

สละมานะทิฏฐิอย่างหยาบๆ

ความด อื้ รนั้ จ

อง องห

มานะทิฏฐิจองหองพองขนหยาบๆ นี้ ที่ไม่ยอมใครนี้ สละเสียก่อนเถอะ สละให้ใครก็ไม่มีใครรับ นี้เราก็สละคืนให้ธรรมชาติเจ้าของเดิม ไปเป็นธรรมชาติของกิเลส

มันอยู่ที่ไหนก็ตามใจเราไม่ต้องรู้ สละคืนให้ธรรมชาติ นี่อันที่ ๑ สละ มานะทิฏฐิ ที่ท�ำให้จองหองพองขน เป็นต้น

เห

วาม

ต่ วั ็นแก

ขั้นที่ ๒

สละความเห็นแก่ตัว

ความเห็นว่าของกูนี้ เรียกว่า “อัตตนียา” แปลว่า ของกู อะไรที่ว่า ของกูๆๆๆ นั้น เลิกเป็นนกเขากันเสียที ถ้าได้ยินนกเขาขันเมื่อไรละก็ให้รู้ว่ามันบ้า

เราเอาเสียงนกเขามาเปิดให้ฟังกันบ่อยๆ ให้รู้จักเปรียบเทียบว่า ไอ้ของกูนี้มันบ้า เพียรละความเห็นแก่ตัว ที่เอาเข้ามาข้างตัว ที่ว่าของกูๆ เหมือนนกเขากันเสียก่อน 12

ให้ทาน รักษาศีล ทำ�สมาธิเป็น เห็นทางสู่นิพพาน


ขั้นที่ ๓

ตําแหน่งหน้าที่ หัวโขนทั้งนั้น

ก็สละอัสมิมานะ

ตัวสุดท้าย คือตัวกูนั่นแหละ ละตัวกู ทีนี้ตัวกูก็อย่าได้มีเลย คือสิ่งที่เรียกว่า “อัตตา” อัตตานี้ เป็นแกนกลางของกิเลส เป็นแกนกลางของความรู้สึกที่ผิดๆ ทั้งนั้น ให้ละอัตตานี้ออกไปเสีย บริจาคออกไปเสีย เหวี่ยงคืนไปให้เจ้าของเดิมคือธรรมชาติเสีย ถ้าสามารถละอัตตาหรือตัวกูเสียได้มนั ก็เป็นนิพพาน เพราะนิพพาน คือความว่างจากตัวกูว่างจากกิเลส ว่างจากทุกข์ ว่างจากความว่ายเวียน ว่างจากตัณหาอุปาทาน มันจึงเป็นความสงบสุขทีเ่ ยือกเย็น เวลาทีใ่ จของเรา สงบเพราะไม่ถูกปรุงแต่งด้วยอารมณ์เลย นั่นแหละเป็นตัวอย่างของนิพพาน อย่างนี้เรียกว่า สุญญตาทาน แล้วประการสุดท้าย

เย็นกาย เย็นใจ เพราะไม่ยึดมั่น

ขั้นที่ ๔

ก็คือ สละนิพพาน สละนิพพานนั่นแหละ ออกไปเสียอีกทีหนึ่ง ไม่ใช่นิพพานเป็นของกู ไม่ใช่นิพพานของนิพพาน ไม่ใช่นิพพานของอะไร นิพพานนั้นเป็นความว่าง และเป็นความว่างอย่างยิ่ง เหลืออยู่แต่ ความว่างอย่างยิ่ง นี้คือผลของสุญญตาทาน หรือทานที่เนื่องด้วยสุญญตา ไปๆ มาๆ ก็ไม่เหลืออะไรให้เหลือแต่ความว่าง บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด

13


สุญญตาทาน ไม่เสียเงินและยังได้นิพพาน ถ้าใครท�ำได้อย่างนี้ ก็ไม่ตอ้ งไปสนใจเรือ่ งศีล เรือ่ งสมาธิ เรือ่ งปัญญา ก็ได้ เพราะมันเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญาอยู่หมดแล้วในการให้ทาน แบบนี้ การปฏิบตั ธิ รรมมันก็หมดกันแค่นนั้ เพราะมันได้นพิ พานแล้ว ดังนั้น ที่อาตมาอธิบายนี้ จริงหรือไม่จริงก็ลองไปคิดดู มันลัดที่สุดหรือ ไม่ลัด อาตมาว่าเอาเอง หรือพระพุทธเจ้าท่านว่า เพราะพระพุทธเจ้าท่าน ยืนยันเองว่า “เรื่องที่มันเนื่องด้วยสุญญตานั้นแหละ คือเรื่องที่ฉันพูด นอกจากนั้นไม่ได้พูด” (เย เต สุตตันตา = สุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด ตถาคตภาสิตะ = อันตถาคตบัญญัติแล้ว คัมภีรา = ลึกซึ้ง คัมภีรัตถา = มีเนื้อความอันลึกซึ้ง โลกุตตรา = เหนือโลก สุญญตัปปฏิสังยุตตา = คือเรื่องที่เนื่องด้วยสุญญตา) ถ้าใครไม่อยากจะท�ำอะไรมาก ไม่อยากเสียเงิน ไม่อยากจะยุ่งยาก ก็ขอให้ทานอย่างที่ว่านี้เถิด แล้วยังได้นิพพาน และไม่มีทางที่ จะถูกใครเขาหลอกเอาด้วย 14

ให้ทาน รักษาศีล ทำ�สมาธิเป็น เห็นทางสู่นิพพาน


พระพุทธเจ้าให้ละเหยื่อของโลก ทีนี้ มีพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า

อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย

(อัด-เจน-ติ กา-ลา ตะ-ระ-ยัน-ติ รัด-ติ-โย) แปลว่า เวลาย่อมล่วงไป วันและคืนย่อมล่วงไป ชั้นแห่งวัยย่อมละล�ำดับไป

กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา

(กา-โล คะ-สะ-ติ พูู-ตา-นิ สับ-พา-เน-วะ สะ-หัด-ตะ-นา) แปลว่า เวลาย่อมกินซึ่งสรรพสัตว์พร้อมทั้งตัวมันเอง

เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน อถ โลกามิสํ ปชฺชเห สนฺติเปกฺโข

(เอ-ตัง พะ-ยัง มะ-ระ-เณ เปก-ขะ-มา-โน อะ-ถะ โล-กา-มิ-สัง ปัด-ชะ-เห สัน-ติ-เปก-โข)

แปลว่า เมื่อพิจารณาเห็นภัยในความตายเช่นนี้แล้ว พึงหวังความสงบละเหยื่อในโลกนี้เสีย

นี่เป็นค�ำเตือนของพระพุทธเจ้า ส่วนปุถุชนธรรมดาสามัญ แม้พวกเทวดา (คนมีเงิน) กลับแนะน�ำว่า เมื่อมองเห็นภัยในความตายแล้ว ควรรีบกระท�ำบุญอันจะน�ำสุขมาให้ พระพุทธเจ้าแย้งว่า “เรายังไม่ถือว่าการกล่าวอย่างนั้น เป็นการกล่าวที่ถูกต้อง แต่เรากล่าวว่า เมื่อยิ่งเห็นภัยในความตายแล้ว พึงหวังความสงบ โดยละเหยื่อในโลกนี้เสีย” บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด

15


บุญ คือเหยื่อล่อยิ่งกว่าเหยื่อล่ออย่างอื่น สิง่ ทีเ่ รียกว่า บุญ ก็ยงั จัดไว้ในพวกทีเ่ ป็นเหยือ่ ในโลก เพราะเป็นเครือ่ ง ล่อให้บุคคลหลงใหลพอใจด้วยตัณหา หรือความต้องการที่จะไปเกิดในสุคติ หวังความสุข���นุกสนาน หรือสบายอย่างนั้นอย่างนี้

ในบรรดาสิ่งเครื่องล่อใจทั้งหลาย ย่อมไม่มีอะไรล่อใจผู้คนให้หลงใหลมัวเมายิ่งไปกว่าบุญ ดังนั้น ผู้ที่ท�ำอะไรๆ เพื่อหวังเอาบุญนั้น ควรพิจารณาเรื่องบุญกัน เสียใหม่ให้ดีๆ เพราะพระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่า

ผู้ ใด ก�ำจัดความอยากเสียได้ ผู้นั้น ย่อมกินซึ่งเวลาแทนที่จะถูกเวลากัดกิน ข้อนี้ เป็นธรรมะในขัน้ ทีเ่ ป็นเครือ่ งท�ำให้เราออกไปจากวัฏฏะการเวียน ว่ายตายเกิด หรือน�ำขึ้นสู่ภาวะที่เรียกว่าอยู่เหนือโลกโดยประการทั้งปวง ที่ว่าเวลาครอบง�ำหรือกัดกินคนนั้น หมายความว่า เวลาเป็นเครื่องท�ำให้สัตว์ ให้เดือดร้อนทนทุกข์ทรมาน เมื่อยังไม่ได้สิ่งที่ตนต้องการ ก็ร้อนใจเหมือนกับตกนรก ครั้นได้มาแล้วก็กลัวจะวิบัติพลัดพรากไป และในที่สุดก็วิบัติพลัดพรากไปจริงๆ เพราะอ�ำนาจของเวลา แล้วก็เกิดความทุกข์ขึ้นมาอีก 16

เบื่อจริง เมื่อไหร่จะได้ เลื่อนขั้นเสียที

ให้ทาน รักษาศีล ทำ�สมาธิเป็น เห็นทางสู่นิพพาน


ต้องการพ้นทุกข์ ต้องละเหยื่อล่อให้หมด คนธรรมดาทั่วไป ก็มักจะแยกสิ่งทั้งหลายทั้งปวงออกเป็น ๒ ฝ่าย เช่น เป็นบุญเป็นบาป เป็นนรกเป็นสวรรค์ เป็นสุขเป็นทุกข์ ฯลฯ แล้วก็ชอบ ข้างหนึง่ ไม่ชอบอีกข้างหนึง่ ความคิดอย่างนีม้ นั ก็ถกู ต้องส�ำหรับคนธรรมดา สามัญ แต่ไม่ถูกต้องส�ำหรับบุคคลที่ต้องการจะดับทุกข์โดยสิ้นเชิง เพราะ ว่าสิ่งที่เรียกว่า บุญ หรือสวรรค์ หมายถึง ตัวที่เป็นเหยื่อโดยเฉพาะซึ่งจะ ท�ำให้เกิดทุกข์ขนึ้ มาอีก เพราะความรูส้ กึ สนุกสนานเอร็ดอร่อยในอารมณ์ของ ตน จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาด้วยกันทั้งนั้น ด้วยเหตุนพี้ ทุ ธศาสนาจึงมีหลักว่า ถ้าต้องการจะพ้นจากความตายหรือ ความทุกข์โดยสิ้นเชิงแล้ว ต้องละสิ่งที่เป็นเหยื่อเสียให้หมด และที่ว่าละเหยื่อเสียให้หมดนี้ ก็หมายถึง การไม่มีอะไรซึ่งเป็นที่ตั้ง ของความอยาก คือ มีจิตใจว่างไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ไม่หวังนรกสวรรค์ ไม่หวังบุญ หวังบาป ไม่หวังสุข หวังทุกข์ แต่หวังความสงบอย่างยิ่ง ความว่าง อย่างยิ่ง และความไม่มีทุกข์เลย เพราะคนมีบุญ ก็เป็นทุกข์ไปตามแบบของคนมีบุญ ขอให้ข้าพเจ้า ไปเกิดในสวรรค์ ไม่ใช่ว่าเป็นคนมีบุญแล้วจะไม่มีความทุกข์ ถ้ายังอยากได้บุญหรือได้อะไรอยู่แล้ว ก็ต้องมีความทุกข์เพราะความอยากนั้นๆ ถ้าจะให้พ้นทุกข์สิ้นเชิง ก็ต้องไม่หวังบุญหรือหวังสวรรค์เลย เห็นว่าอะไรควรท�ำก็ทำ� ไปตามนั้น ไม่ต้องหวังอะไรตอบแทน แต่ท�ำไปด้วยความเมตตาปรานี นี่แหละคือการละเหยื่อในโลกทั้งหลายเสีย บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด

17


สวรรค์ คือนรกชนิดหนึ่ง ถ้าหากมีใครมากล่าวว่า “สวรรค์เป็นนรกชนิดหนึ่ง” อย่างนี้คงจะ ไม่มเี ห็นด้วย มีแต่พระอริยเจ้าเท่านัน้ ทีจ่ ะเห็นว่านรกหรือสวรรค์กต็ าม เมือ่ ยึดถือแล้วย่อมเป็นทุกข์โดยเสมอกัน สวรรค์เสียอีกยิ่งเป็นที่ตั้งแห่งตัณหา อุปาทานยิ่งกว่านรก เพราะมีความสวยสดงดงาม ยั่วให้คนหลงยึดมั่นถือมั่น ยิ่งกว่านรก เพราะฉะนัน้ สวรรค์จงึ มีสว่ นทีท่ ำ� ให้เกิดความทุกข์ได้มากกว่านรก แต่ ว่าความทุกข์ซ่อนเร้น มองไม่เห็นในสายตาของปุถุชน มันเป็นความประมาท ในขั้นสูง ซึ่งยากที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้ เราจึงตักเตือนในขั้นศีลธรรมว่า รีบเว้นบาปเสีย แล้วรีบท�ำบุญ เพื่อจะได้ไปสวรรค์ แต่ถ้าตักเตือนกันในขั้นโลกุตรธรรม จะตักเตือนว่า อย่าได้หลงใหลในสิ่งใดเลย จงปล่อยความยึดมั่นถือมั่น โดยประการทั้งปวง จงเป็นผู้ก�ำจัดความอยากเสีย ไม่ให้มีส่วนเหลือ เมื่อนั้นก็จะอยู่ เหนือนรกเหนือสวรรค์ เมื่อไม่มีความอยาก หรือความยึดมั่นแล้ว ก็เป็นความสงบอย่างยิ่ง หรือเป็นนิพพาน 18

ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มันเป็นเพียงสิ่งสมมติ อย่ายืดมั่น

ให้ทาน รักษาศีล ทำ�สมาธิเป็น เห็นทางสู่นิพพาน


ทําบุญมาก เป็นทุกข์เพราะอยาก เท่าที่ได้สังเกตเคยเห็นว่า คนที่ท�ำบุญมากๆ ขนาดที่เรียกว่า บ้าบุญ เมาบุญนี้ ยังกลับจะเป็นทุกข์มากไปเสียกว่าคนที่อยู่เฉยๆ เพราะคนเหล่านั้น ยังไม่เข้าใจค�ำว่า บุญ เพียงแต่ได้ยินเขาโฆษณาว่า บุญ เป็นสิ่งที่จะน�ำมา ซึ่งความปรารถนาทุกประการ เลยชอบใจ ทําบุญร่วมกัน ไหมครับ ชาติหน้า จะได้เกิดมาสวย

แต่เรา ไม่อยากเกิดอีก

แต่หาคิดดูไม่ว่า ความอยาก หรือตัณหานั้น เป็นต้นเหตุ ของความทุกข์ หรือความเร่าร้อน ขึ้นในจิตใจ โดยไม่ต้องสงสัย

ส่วนการเป็นอิสระ ไม่ไปเที่ยวอยากโน่น อยากนี่ไปตามอ�ำนาจของ ตัณหานั่นแหละ เป็นสิ่งที่น่าปรารถนากว่า เพราะไม่มีความทุกข์ มีแต่ สติปญ ั ญารูว้ า่ ควรท�ำอะไร หรือควรท�ำอย่างไรก็ทำ� ไป ไม่ตอ้ งยึดมัน่ ถือมัน่ กับเกิดตัณหาหรือโมหะซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อนึ่ง สิ่งที่เรียกว่า “นิพพาน” ก็คือ ภาวะที่ปราศจากความอยากโดย ประการทั้งปวง พระอรหั น ต์ ก็ คื อ ผู ้ ที่ ก� ำ จั ด ความอยากเสี ย ได้ ทุ ก อย่ า ง ดั ง นั้ น เวลาจึงหยุดส�ำหรับพระอรหันต์ บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด

19


หยุดใจให้อยาก ก็ชนะได้ทุกอย่าง พระพุทธเจ้าทรงสัง่ สอนให้เอาชนะเวลา คือ ท�ำให้เวลาหยุดสงบไป เหมือนกับไม่มี ซึง่ ได้แก่ การหยุดเสียซึง่ ความอยากในจิตใจของเรานัน่ เอง หยุดความอยากเสียได้เมื่อใด เวลาก็หมดความหมายเมื่อนั้น ฉะนั้น ขอให้ลองสังเกตดูให้ดีๆ ทั้งพระ ทั้งฆราวาส ไม่ใช่ว่าเป็น บรรพชิตแล้วก็ยังอยากยังทะเยอทะยานไม่แพ้ฆราวาส หรือยิ่งมากไปกว่า ฆราวาสก็ได้ มันจึงกัดกินผู้ที่เป็นบรรพชิตเช่นเดียวกับพวกฆราวาส บรรพชิตจึงไม่ควรประมาทยิ่งไปกว่าฆราวาส บรรพชิตควรจะมีอะไร ที่ดีกว่า งดงามกว่า น่าดูกว่า หรือสูงกว่าพวกฆราวาส ถ้าสมภารเจ้าวัดหรือ ภิกษุดแี ต่กนิ แล้วนอนเหมือนกับเวลาไม่มคี า่ อย่างนีจ้ ะเรียกว่าเป็นผูท้ เี่ อาชนะ เวลาไม่ได้ กลับเป็นผู้พ่ายแพ้แก่เวลาอย่างใหญ่หลวง ค�ำสอนในพระพุทธศาสนา ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ ล้วนแต่เพื่อเอาชนะ กิเลสตัณหา อุปาทานเสียให้ได้ และจะต้องเอาชนะ กรรมเสียให้ได้อีกด้วย

หยุดกิเลสตัณหา ละอุปาทาน เห็นทางพ้นกรรม นะโยม

ถ้าเราไม่อยากอะไรเลย กรรมก็หมดไป เวลาก็หมดปัญหาไป กรรมเก่า ก็ไม่มีผล กรรมใหม่ก็ไม่มี ชาตินี้ก็ไม่มี ชาติหน้าก็ไม่มี กรรมทั้งหลายก็หมด สิ้นไป นี่แหละคือข้อที่พระพุทธศาสนาไปได้ไกลได้สูงกว่าศาสนาอื่นๆ เพราะว่าสอนให้เอาชนะให้ได้ คือ ก�ำจัดเวลาเสียให้หมดอ�ำนาจ และตัว เองก็จะเป็นผู้กินเวลา ไม่ใช่เวลากินตัวเรา 20

ให้ทาน รักษาศีล ทำ�สมาธิเป็น เห็นทางสู่นิพพาน


สวรรค์-นรก ในชาติปัจจุบัน อันที่จริง คนเราก็ขึ้นสวรรค์ หรือลงนรกในชาตินี้มากมาย นับครั้ง ไม่ไหวอยู่แล้ว คือ คราวใด ร้อนใจอยู่ ด้วยอ�ำนาจ ของเวลา (ความอยาก) คราวนั้น ก็ตกนรก ฉันให้ตุ๊กตา เธอเล่นนะ

นี่เธอขโมย ขนมฉันไปกิน ใช่ไหม

ฉันเปล่านะ

ขอบใจจ้ะ

คราวใด สบายใจอยู่ ด้วยอ�ำนาจ ของเวลา (ความอยาก) คราวนั้น ก็ขึ้นสวรรค์

แม้ในวันหนึ่งๆ ก็ตกนรกตั้งหลายหน ขึ้นสวรรค์ก็หลายหน เดือนหนึ่ง หรือปีหนึ่ง หรือหลายๆ ปี มันก็ยิ่งมีการตกนรก หรือขึ้นสวรรค์ หลายหมื่น หลายแสนครั้ง แล้วท�ำไมจึงมัวหลับหูหลับตา ไม่รู้จักว่าสวรรค์อยู่ที่ตรงไหน กันเสียเลยเล่า ? ถ้าได้เข้าใจธรรมะอย่างถูกต้องแล้ว ไม่นานเลยก็จะรูเ้ ท่าทันเวลา คือ ไม่หลงใหลอยากขึ้นสวรรค์ และจะไม่เผลอตกนรกอีก บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด

21


หยุดอยากได้ ก็จะรอดพ้นภัยในวัฏสงสาร คนที่ไม่ขึ้นสวรรค์ไม่ตกนรก (ของเวลา) สวรรค์ อีกต่อไปนั่นแหละจึงจะเอาตัวรอดได้ Real-Time เดี๋ยวนี้ความโง่มากถึงกับไปคิดว่า ตายแล้วจึงจะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ ไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งๆ ก็ตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ อยู่ตั้งหลายๆ ครั้งอยู่แล้ว

Real-Time

ทุกเสี้ยวลมหายใจ

นรก Real-Time

ท�ำไมจึงโง่มากถึงอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ได้อยู่แล้ว มีอยู่แล้ว ก็ไม่รู้ว่ามัน เป็นอย่างไร ? นีแ่ หละคือการตาบอดหูหนวกตามวิสยั ของปุถชุ น ถึงอยูใ่ นโลกนีก้ ม็ อง ไม่เห็นโลก เหมือนไส้เดือนอยูใ่ นดินก็หาเห็นดินไม่ เหมือนหนอนทีอ่ ยูห่ ลุมส้วม ก็หาได้เห็นอุจจาระ หรือเหมือนปลาทีว่ า่ ยอยูใ่ นน�ำ้ แต่หาได้เห็นน�ำ้ หรือนกบิน อยู่บนฟ้า ก็หาได้เห็นฟ้า นี่ก็เป็นเพราะว่าไม่มีความรู้ทางธรรมะที่ถูกต้อง นั่นเอง.

สวรรค์อยู่ที่ไหน ? สวรรค์ พลันสฤษฏ์ด้วย ความพอ ใจเฮย ใน ขณะหน้าที่ใด เผด็จแล้ว ทุก ถิ่นทุกกาลไหน ทุกชนิด แลนา อิริยาบถ สดใสแผ้ว เพียบด้วย ดวงธรรม.

(พ.ท.) 22

ให้ทาน รักษาศีล ทำ�สมาธิเป็น เห็นทางสู่นิพพาน


๒. รักษาศีลเป็น ๑ เห็นทางสู่นิพพาน ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายที่เรียกว่าพูดกันวันเสาร์ ในครั้งที่ ๓ ของภาควิสาขบูชานี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า หลักปฏิบัติเกี่ยวกับศีลวัตร ดังทีท่ า่ นทัง้ หลายก็ทราบกันอยูเ่ ป็นอย่างดีแล้ว สิง่ ทีเ่ รียกว่าหลักปฏิบตั ิ นี้ เป็นค�ำกล่าวอย่างรวบรัดเท่าทีใ่ ห้รวู้ า่ จะต้องปฏิบตั อิ ย่างไรหรือว่าจะปฏิบตั ิ ให้ง่ายขึ้น หรือสะดวกขึ้นอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงไม่จ�ำเป็นจะต้องกล่าวไป หมดทุกแง่ทุกมุม จะกล่าวถึงแต่ส่วนที่มันเกี่ยวข้องกับหลักปฏิบัติโดยตรง เท่านั้น ๑ คัดบางตอนจากหนังสือ “หลักและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับทาน ศีล สมาธิ” บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด

23


ศีลวัตร หมายถึงอะไร ? แตกต่างกันอย่างไร ? ส�ำหรับค�ำว่า “ศีลวัตร” บางคนก็เข้าใจแล้ว บางคนก็ยังไม่เข้าใจ ศีลวัตร๑ ก็คือ สีล กับ วตฺต อย่างนี้ก็ได้. ศีลวัตร คือ ศีลกับวัตร อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน แต่ในที่นี้อยากจะเล็งถึงศีลและวัตร รวมกันเป็น ๒ อย่าง ศีล เป็นอย่างหนึ่ง วัตร เป็นอย่างหนึ่ง ค�ำว่า วรฺต ในภาษาสันสกฤตหรือ วตฺต ในภาษาบาลีนั้น มาแปลงเป็น ไทยเรียกว่า วัตร หรือ “พรต” “สีล” ก็คือ “ศีล” “วัตร” ก็คือ “พรต” พรต ก็คือ การบ�ำเพ็ญพรต ศีล ก็คือ การบ�ำเพ็ญศีล บ�ำเพ็ญศีลและบ�ำเพ็ญพรตนี้ต่างกันอย่างไร ? ค�ำว่า “ศีล” เราหมายถึง หัวข้อส�ำคัญๆ ที่ บังคับให้ต้องปฏิบัติ ค� ำ ว่ า “วั ต ร” นั้ น หมายถึ ง เรื่ อ งเล็ ก น้ อ ยที่ เ กี่ ย วกั บ ศี ล นั่ น เอง หากแต่ว่าไม่ส�ำคัญเท่ากับสิ่งที่เรียกว่าศีล ก็เลยเรียกว่าวัตร แล้วก็ไม่บังคับ เฉียบขาดเหมือนกับสิ่งที่เรียกว่าศีล ๑ ศีล เป็นสิ่งควบคุมความประพฤติที่ต้องส�ำรวมระวังไม่ล่วงละเมิด และรักษาให้เสมอกัน

สังคมนั้นๆ จึงจะสงบสุข, วัตร เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อฝึกฝนตนให้ยิ่งขึ้นไป ในหนังสือ “ค�ำวัด” พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ท่านให้ความหมายว่า “ศีล แปลว่า ปกติ, สงบเย็น หมายถึง การงดเว้นจากการประพฤติผิดทางกาย และวาจา การควบคุมกายวาจาให้เรียบร้อยงดงาม วั ต ร หมายถึ ง กิ จ ที่ พึ ง ท� ำ , หน้ า ที่ , ขนบธรรมเนี ย ม, ประเพณี , แบบอย่ า ง, การประพฤติ, การปฏิบัติ” ๑ เสริมค�ำอธิบายโดย... ไพยนต์ กาสี ส�ำนักพิมพ์ แอล ซี พี เด็กดีมีบุญ 24

ให้ทาน รักษาศีล ทำ�สมาธิเป็น เห็นทางสู่นิพพาน


ศีล เรือ่ งใหญ่ ต้องพูดให้เข้าใจอย่างแจ้งชัด ทีนี้ อยากจะให้คดิ นึกกันเสียสักหน่อยหนึง่ ว่า ท�ำไมจึงต้องพูดเรือ่ งศีล กันอย่างนี้อีก ? ดูจะซ�้ำซากน่าเบื่อหน่ายเต็มทีแล้ว ถ้าท่านผู้ใดมีความรู้สึกอย่างนี้ ก็ขอให้เปลี่ยนความรู้สึกเสียใหม่ เดี๋ยวนี้มีสิ่งแสดงให้เห็นอยู่ชัดๆ แล้วว่ารักษาศีลกันจนตายก็ไม่มีศีล หรือไม่ได้รับประโยชน์อานิสงส์ของศีล รักษาศีลกันทั่วไปก็ยังไม่ได้รับ ประโยชน์จากศีล แม้คนบางคนจะตั้งใจรักษาศีลจริงๆ ก็ยังไม่มีสิ่งที่เรียก ว่าศีลโดยถูกต้องและสมบูรณ์ได้ นี้พิสูจน์ได้ตรงที่ไม่ได้รับประโยชน์อัน แท้จริงจากสิ่งที่เรียกว่าศีล คือเพียงแต่ได้รักษาเท่านั้น นี่จึงต้องพูดกันถึง เรื่องนี้อีก หรือบางทีจะต้องพูดอีกหลายครั้งหลายหนก็ได้ ให้เข้าใจจนถึง กับว่า รักษาศีลแล้วก็มีศีลได้เต็มที่ อีกทางหนึง่ ก็ดว้ ยความมุง่ หมายว่าจะปรับปรุงให้ดขี นึ้ การรักษาศีลยัง อยู่ในสภาพที่งมงายอยู่ก็มี และอยู่ในสภาพที่ไม่งมงายก็มี ยังไม่เป็นที่ น่าพอใจ มันอยู่ในวิสัยที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นมาได้ ทั้งพวกที่ก�ำลังงมงายอยู่ และทั้งพวกที่ไม่งมงายแล้ว ก็ยังมีทางที่จะปรับปรุงให้ดีกว่านี้ กว่าที่เป็นอยู่ ในเวลานี้ เพราะฉะนั้น ก็จะต้องพูดเรื่องศีล สิกขาปทัง สมาทิยามิ

คนที่ยังงมงาย ก็รับศีลเป็นพิธีรีตองเท่านั้น รับศีลเหมือนเครื่องจักร อย่างที่ว่าปากพูดได้ก็พูดไป นี้อยู่ในฐานะที่ต้องปรับปรุงกันเป็นอันมาก

แม้บางคนจะมีเจตนาดี แล้วก็ไม่งมงาย แต่ก็ยังไม่อาจจะท�ำให้เป็นที่ พอใจของตัวได้ ยังระแวงนัน่ ระแวงนีอ่ ยูเ่ รือ่ ยไป ฉะนัน้ เราต้องพูดกันถึงเรือ่ ง ศีลกันอีกเรื่อยๆ ไปก่อน โดยประสงค์ว่าจะให้เป็นรากฐานที่ดีของการถือ พระศาสนาสืบต่อไป บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด

25


ศีล : เป็นบาทฐานของศาสนา

เดี๋ยวนี้การปฏิบัติในทางศาสนา ยังไม่ดีจนเป็นที่น่าพอใจ เพราะ ว่ารากฐานอันแรกคือศีลนีย้ งั ไม่ดี ทีนกี้ ารทีจ่ ะมีสมาธิ มีธรรมะสูงขึน้ ไป จึง ท�ำไม่ได้ เพราะรากฐานยังไม่ดี โดยเฉพาะคนสมัยปัจจุบนั นี้ มีอยูเ่ ป็นส่วนมากทีเ่ ป็นวัตถุนยิ มจัด คือ บูชาวัตถุ บูชาเรื่องทางเนื้อหนังมาก พวกนี้จะไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าศีลเลย หรือจะรู้จักก็รู้จักผิดๆ ถ้าพูดให้ดีแล้ว ก็ไม่รู้จักนั่นแหละมากกว่า คือเมื่อรู้ จักผิดๆ ก็มีผลเท่ากับไม่รู้จัก ฉะนั้น จึงถือว่าไม่รู้จัก คนพวกนี้ได้ยินเขาพูดกันว่า ที่วัดมีการรักษาศีล หรือถ้าเดินผ่านวัดไป เขาก็มองเห็นว่า พวกโน้นเขารักษาศีลกันอยู่ แล้วก็ไม่รู้ว่ารักษาอย่างไร ? เพือ่ อะไร ? ก็เลยคิดว่าเป็นเรือ่ งงมงายของคนหัวโบราณ ก็รเู้ ท่านีว้ า่ เขารักษา ศีลกันอยู่ รักษาศีลเพราะไม่มีอะไรจะท�ำ คิดไปเสียอย่างนี้ก็ได้ หรือเพราะว่า คนที่รักษาศีลท�ำอะไรไม่น่าดู คนที่ไปรักษาศีลอยู่ในโบสถ์แท้ๆ นี้ก็ยังพูดเรื่องที่ไม่ควรพูด หรือบางทีไปท�ำสิ่งที่ไม่ควรท�ำ ใช้โบสถ์นั้นเป็นตลาดส�ำหรับ แลกเปลี่ยนซื้อขายอะไรกันก็มี ก็เป็นที่ดูถูกของคนสมัยนี้ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งด้วย คนสมัยวัตถุนิยมจึง ประณามว่า เรื่องของคนที่ถือศีลนี้ไม่มีอะไรที่น่าสนใจ ด้วยเหตุผลทั้งหมดอย่างที่กล่าวมานี้ ก็ล้วนแต่เป็นเครื่องแสดงว่า เราจะต้องปรับปรุงกันเสียที ให้การปฏิบัติเรื่องศีลวัตรนี้อยู่ในสภาพที่น่า พออกพอใจ คื���ว่าคนผู้รักษาก็ได้รับประโยชน์ แล้วคนที่มองเห็นก็พากัน เลื่อมใส หรือว่าอยากจะรักษาบ้าง บ้านเมืองก็จะเป็นสุขเพราะว่าคนมีศีล ทีนี้ เราจะได้พูดกันเป็นข้อๆ ไปตามล�ำดับ 26

ให้ทาน รักษาศีล ทำ�สมาธิเป็น เห็นทางสู่นิพพาน


ศีลคืออะไร ? ในข้อแรกนี้ ก็จะต้องพูดถึงค�ำว่า “ศีล” นั่นเอง ค�ำว่า ศีล หรือสิ่งที่เรียกว่า ศีล นั้น คืออะไร ? ถ้าจะถือเอาตามหลักของภาษาตัวหนังสือ ค�ำว่า “ศีล” นี้มีทางที่จะ ท�ำความเข้าใจเป็น ๒ อย่าง คือ โดยตั ว หนั ง สื อ แท้ ๆ คื อ ตามตั ว พยั ญ ชนะแท้ ๆ นั้ น ค� ำ ว่ า ศี ล หมายถึง ความปกติ หรือปกติภาวะตามธรรมดา ค�ำว่าศีลแปลอย่างนี้ แปลว่าปกติ แต่เนื้อความโดยอรรถะ ส่วนอรรถะ หรือเนื้อความนั้น เล็งถึง ข้อปฏิบัติที่ปฏิบัติแล้วจะท�ำให้เกิดความปกติ นีเ้ ห็นได้วา่ มันเนือ่ งกัน โดยตัวพยัญชนะกับโดยอรรถะ ความหมายมัน ก็เนื่องกัน คืออยู่ที่ค�ำว่า “ปกติ” เป็นส่วนส�ำคัญ ค�ำว่า ศีล แปลว่า ปกติ ถ้ากลัวว่าจะลืมก็นึกถึงค�ำว่า “ศิลาหรือหิน” เป็นเครื่องกันลืมว่า ศิลาหรือก้อนศีล ก้อนหินนั้นมันอยู่นิ่งๆ เป็นปกติ เป็นวัตถุมีความเป็นปกติ แต่เดี๋ยวนี้เมื่อมาเป็น “ศีลของมนุษย์” ของคน ความหมายของความ ปกตินั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าอยู่นิ่งๆ นั่งแข็งเป็นตอไม้ แต่หมายความว่า ยังคงท�ำอะไรอยู่ทุกอย่างตามที่ควรจะต้องท�ำ แต่อยู่ในภาวะปกติ คือ ไม่เดือดร้อน ไม่กระวนกระวาย ไม่ระส�่ำระสาย ไม่มีความสกปรกเกิดขึ้น ไม่มีความกระวนกระวายเศร้าหมองอันใดเกิดขึ้น นี่แหละภาวะปกติของคน ถ้ามีภาวะปกติอย่างนี้ ก็เรียกว่ามีศีลโดย แท้จริงโดยสมบูรณ์ ผู้ใดมีภาวะปกติทางกายทางวาจาแสดงออกมาเห็นอยู่ ชัดๆ ไม่มีเรื่องกระวนกระวาย ไม่มีความเดือดร้อนระส�่ำระสาย ไม่สกปรก ไม่มืดมัว นี้ก็เรียกว่าคนนั้นมีศีล อย่างนี้ก็พอแล้ว บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด

27


กาย วาจา ปกติ แผ่อิทธิพลให้ใจปกติด้วย ส่วนเรื่องทางใจนั้น เขาไม่ค่อยเอามาพูดถึงกันนัก เพราะเรื่องศีลนี้ ก็เอาแต่เพียงความส�ำคัญที่กายวาจานี้เป็นหลักก่อน ส่วนใจนั้นจะเป็น ไปโดยอ้อม ถ้ากายวาจาปกติ ก็ยอ่ มแสดงอยูใ่ นตัวว่า ใจก็ปกติเหมือนกัน เพราะกายวาจานีเ้ ป็นไปตามใจ แต่พอพูดไปถึงเรือ่ งศีลแล้ว ก็ให้วดั กันทีก่ าย วาจา คือแสดงออกทางภายนอกนี้มันยังปกติ ไม่ไปกระทบกระทั่งใคร แล้วก็ ไม่ท�ำความเดือดร้อนให้แก่ตัวเองด้วย จึงเรียกว่า ภาวะปกติ ค�ำว่า “ศีลส�ำหรับมนุษย์” มีความหมายคล้ายกับค�ำว่า “ศีลส�ำหรับ ก้อนหิน” คือมีความเป็นปกติ ทีนี้ พอมาถึงโดยอรรถะ คือโดยเนื้อความ หรือโดยความหมาย ค�ำว่า ศีล หมายถึง ระเบียบที่ได้บัญญัติขึ้นไว้ ส�ำหรับประพฤติปฏิบัติกัน เพื่อให้เกิดภาวะปกติขึ้นมา ที่กาย ที่วาจา ที่เนื้อที่ตัว พวกเราถือศีลกันอย่างที่ เรียกว่ากันว่า “ถือศีล” นี้ ก็ คื อ ถื อ ระเบี ย บปฏิ บั ติ ที่ จ ะท� ำ ให้ เ กิ ด ภาวะปกติ อ ยู ่ ที่ เ นื้ อ ที่ ตั ว นี้ เรี ย กว่ า ถื อ อยู ่ โ ดยพฤติ นั ย คื อ ไม่ ใช่ เ พี ย งเป็ น ตั ว หนั ง สื อ หรื อ เป็ น ค�ำบัญญัติอะไรเฉยๆ แต่เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติลงไปจริงๆ มีการเคลื่อนไหว มี การกระท�ำลงไปจริงๆ ถ้าพูดโดยนิตนิ ยั ศีลก็คอื ภาวะปกติ ซึง่ อยูท่ ไี่ หนก็ยงั ไม่รู้ ของใครก็ยังไม่รู้ แต่ถ้าพูดโดยพฤตินัย ก็หมายถึงอยู่ที่บุคคลผู้นั้นที่อ้าง ตัวว่ามีศีลหรือว่าพยายามเพื่อจะมีศีล นี่โดยภาษาหรือค�ำพูดนี้ ศีลมีความ หมายอย่างนี้ หมายถึงภาวะปกติ และการปฏิบัติเพื่อให้เกิดภาวะปกติขึ้นมา 28

ให้ทาน รักษาศีล ทำ�สมาธิเป็น เห็นทางสู่นิพพาน


ต้นเหตุแห่งศีล บัดนี้ จะพูดถึงศีลนี้โดยต้นเหตุ หรือโดยการแต่งตั้ง ตรงนี้อยากจะพูด มากไปสักหน่อยเพื่อให้เห็นชัดลึกลงไปถึงรากฐานของมัน ถ้าจะพูดกันโดย การแต่งตั้งแล้วละก็ ศีลนี้มีได้ มี ๒ อย่างเหมือนกัน คือ ๑. ศีลโดยธรรมชาติแต่งตั้งบัญญัติ ๒. ศีลโดยมนุษย์นี้แต่งตั้งหรือบัญญัติ ข้อ ๑. เมื่อพูดว่า ธรรมชาติแต่งตั้งบัญญัติศีล คนก็ไม่เข้าใจ และ บางคนก็ไม่เชื่อ หาว่าพูดมากเรื่องมากราวไปเปล่าๆ ที่จริงสิ่งที่เรียกว่าศีลที่ ธรรมชาติแต่งตั้งบัญญัติขึ้นนี้ มันเป็นศีลที่แท้จริงที่สุด และมันลึกลับ ที่ว่า ธรรมชาติบัญญัตินี้ หมายถึง ธรรมชาตินั้นแหละมีกฎเกณฑ์โดยธรรมชาติ ว่าอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนั้น แล้วมันเฉียบขาด ไม่มีอารมณ์เปลี่ยนไป เปลี่ยนมาอย่างมนุษย์ ไม่ต้องการอะไรอย่างมนุษย์ ธรรมชาติก็คือธรรมชาติ ธรรมชาติคือของจริง ซึ่งมีตัวของมันเอง มีกฎเกณฑ์ของมันเอง ฉะนั้น จึงมีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวลงไปว่า ถ้าท�ำให้ ผิดปกติมนั ก็ตอ้ งยุง่ ต้องเดือดร้อน ต้องระส�ำ่ ระสาย นีธ่ รรมชาติเขาพูดตรงๆ ซื่อๆ อย่างนี้ เป็นกฎของธรรมชาติอย่างที่เรียกว่าเฉียบขาด เป็นแนวเดียว สายเดียว และสม�่ำเสมอที่สุด แล้วก็ยังเป็นว่ามนุษย์จะรู้หรือไม่รู้ก็ตามใจ มนุษย์ ฉันจะเอาของฉันอย่างนี้ ฉะนั้น มนุษย์จะรู้หรือไม่ก็ตามใจมนุษย์ ธรรมชาติไม่รับผิดชอบ ถ้า มนุษย์รู้ผิด รู้ถูก รู้น้อย รู้มากอะไร มันก็มีผลเกิดขึ้นตามสมควรแก่การรู้ และการปฏิบัติของมนุษย์คนนั้นๆ ฉะนั้น จึงไม่ไว้หน้าใคร จึงยุติธรรมที่สุด ใครท�ำอะไรผิดกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ก็ต้องได้รับผลที่แน่นอนที่สุด และ เฉียบขาดที่สุด บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด

29


ให้ทาน รักษาศีล ทำ สมาธิเป็น เห็นทางสู่นิพพาน