Issuu on Google+


โครงการ “ระดมธรรม สันติสุข”

เเก้

เทำ�ได้เอง คราะห ์ ก รรม

แก้ผลของกรรมชั่วร้าย แม้ไม่ ใช่เรื่องง่ายดาย แต่ก็ไม่เหลือวิสัยจนเกินไปนัก หากยังมีส�ำ นึกรักดี แล้วมีวิธีไหน ทีจ่ ะช่วยให้ทา่ นพ้นเคราะห์กรรมนัน้ โปรดอ่านในเล่มนี้ แล้วจะรู้วิธีแก้ด้วยตัวของท่านเอง เรียบเรียงโดย... ไพยนต์ กาสี

เรียบเรียง : ไพยนต์ กาสี น.ธ. เอก, ป.ธ. ๖, พธ.บ., น.บ. บรรณาธิการสาระ : ศักดิ์สิทธิ์ พันธุ์สัตย์ บรรณาธิการศิลปะ : อนุชิต คำ�ซองเมือง รูปเล่ม/จัดอาร์ต : สุกัญญา ศรีสงคราม ออกแบบปก : เสาวณีย์ เที่ยงตรง ภาพประกอบเรื่อง : เทิดเกียรติ ปลูกปานย้อย พิมพ์ข้อมูล : ธนวรรณ ขันแข็ง พิสูจน์อักษร : มานิตย์ กองษา


ล้างบาปกรรม ผู้ทำ�ต้องล้างเอง

พระพุทธพจน์บทหนึ่ง ซึ่งจำ�ได้ขึ้นใจตั้งแต่สมัยยังเรียน นักธรรมชัน้ เอกว่า “ทำ�บาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง ไม่ท�ำ บาปเอง ย่อมบริสทุ ธิเ์ อง ความบริสทุ ธิ์ หรือเศร้าหมอง เป็นของเฉพาะตน คนอื่นจะทำ�คนอื่นให้บริสุทธิ์หาได้ไม่” จากคำ�ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า กรรมเป็นของผู้ทำ�นั่นเอง เพียงแต่กรรมดี ก็ให้ผลเบ่งบานเป็นความบริสุทธิ์สดใส ส่วน กรรมชั่วร้าย ให้ผลเกิดความเศร้าหมองใจในทุกคราที่นึกถึง และทรงเน้นย้ำ�อีกว่า เมื่อเป็นเรื่องเฉพาะตน คนที่อยากพบ ความบริสทุ ธิส์ ดใส ต้องลงมือแก้ไขชำ�ระล้างด้วยตนเองเท่านัน้ การแก้กรรม โดยเฉพาะในส่วนกรรมชัว่ ในชาติปจั จุบนั ที่ ท่านรูส้ �ำ นึกได้วา่ เคยทำ�ผิด เมือ่ คิดจะแก้ไข ก็ใช้การกระทำ�ปัจจุบนั นี่แหละเข้าไปแก้ โดยแปรเปลี่ยนให้เป็นคนทำ�ดี พูดดี คิดดี นี่..! เป็นวิธีแก้กรรมตามพุทธวิธี มีบางท่านอาจคิดว่ายากไป แต่ให้ร้เู ถิดว่าไม่มีอะไรเกินวิสัยของมนุษย์ ดูอย่างพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันตสาวกก็ดี ก่อนที่ท่านจะอยู่เหนือบุญเหนือบาป ก็เป็นคนธรรมดานีแ่ หละ ทีเ่ วลาหิวยังกินข้าวปลาอาหาร ล้มป่วย ต้องทำ�การรักษา เป็นต้น เมือ่ มีบคุ คลเป็นต้นแบบแล้ว ทีเ่ หลือ จึงอยู่กับความพยายามของเราเองว่าจะเร่งแก้ไขตนได้แค่ไหน หนังสือ แก้เคราะห์กรรม ทำ�ได้เอง เล่มนี้ ผู้เรียบเรียง มุง่ หวังทีจ่ ะจุดประกายให้ทา่ นมีแนวคิด พลิกวิกฤติ เป็นโอกาส พร้อมทั้งให้มีความไม่ประมาท ในทุกขณะของการดำ�เนินชีวิต เพื่อลิขิตตนให้รอดพ้นจากการถูกกรรมตามทัน ขอบุญบารมีที่ท่านสร้างไว้ เป็นเกราะป้องกันภัยให้ท่าน พ้นเคราะห์กรรม

น.ธ.เอก, ป.ธ. ๖, พธ.บ., น.บ. เรียบเรียงในนามคณาจารย์ สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์


รู้เท่า เอาไว้กัน รู้ทัน เอาไว้แก้

รู้ความหมายอย่างแน่แท้ จะได้ทั้งแก้และกัน บรรดาเรื่องเกี่ยวกับความเป็นไปของชีวิต เรื่อง ยอดฮิตเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นที่สนใจใคร่รู้ นำ�ไปสู่การนิยม ปฏิบัติตามที่ได้รับคำ�แนะนำ� คือเรื่อง สะเดาะเคราะห์ แก้กรรม ทำ�ไมจึงเป็นเช่นนัน้ ถ้าหากจะตอบแบบกำ�ปัน้ ทุบดิน คงเป็นเพราะวิถีชีวิตสามัญชนคนธรรมดานั้น มีการทำ� กรรมกันอยูท่ กุ เมือ่ เชือ่ วัน ในยามทำ�กรรมดี ก็ไม่มปี ญั หา อะไรให้เดือดร้อนวุ่นวาย แต่ใครเผลอทำ�กรรมชั่วร้าย มักมีเรื่องให้ร้อนใจตลอดเวลา แม้บางคราการทำ�ชั่วจะ ไม่ถกู จับได้ ไม่มใี ครรูเ้ ห็น แต่กเ็ ป็นเหตุให้ผทู้ �ำ เดือดร้อน นอนกอดทุกข์ อยากสลัดทุกข์ให้หลุด ก็ทำ�ไม่ได้


นีจ่ งึ เป็นเรือ่ งยืนยันว่า ผลกรรมชัว่ ร้อนแรงขนาดไหน เพราะมันเริ่มเผาลนจิตใจผู้ทำ� ตั้งแต่ยังไม่ทันตายจาก ชาตินี้ แม้เมื่อจะสิ้นชีวีแตกกายทำ�ลายขันธ์ ก็เกิดความ หวาดหวั่นพรั่นพรึงว่าจะต้องถูกไฟนรกแผดเผาไหม้ แล้วมีวิธีใดที่ช่วยผ่อนคลายบรรเทาโทษที่เกิดจาก กรรมร้ายนั้นได้ ทำ�ให้เป็นที่มาของวิธีเสริมสร้างกำ�ลังใจ ของคนทีเ่ คยทำ�กรรมชัว่ ในชือ่ ว่า สะเดาะเคราะห์แก้กรรม วิธสี ะเดาะเคราะห์แก้กรรมนี้ ก็มที ง้ั ผูเ้ ชือ่ และไม่เชือ่ ว่าจะแก้ได้ ถ้าถามคนทีเ่ ชือ่ ว่าทำ�ไมจึงเชือ่ เช่นนัน้ บางที ก็ได้รับคำ�ตอบกันเพียงว่า ไม่รู้ แต่ทำ�แล้วรู้สึกสบายใจดี ไม่มีเรื่องให้เสียหายแต่อย่างใด ผู้เรียบเรียงปรารถนา ให้ท่านได้รับกำ�ไรที่มากกว่าแค่ความสบายใจ นั่นคือ ใจได้ปญั ญาความรูค้ วามเข้าใจในธรรมชาติอย่างเป็นเหตุ เป็นผล เป็นโซ่เหตุโซ่ผล ในส่วนคนทีไ่ ม่เชือ่ เล่าเขาก็บอกว่า ถ้าแก้เคราะห์กรรม กันได้ มันคงไม่มคี วามยุตธิ รรม เมือ่ คนทำ�ชัว่ แล้วไม่ได้รบั ผลตอบแทนให้สาสม ซ้�ำ บางคนยังกล่าวทับถมคนทีเ่ ชือ่ ว่า เป็นคนโ..! งมงาย เป็นต้น เล่มนีน้ า่ จะช่วยให้ทา่ นมีความ เข้าใจเรือ่ งเคราะห์กรรมแล้วจะพาไปสูค่ วามสุขได้บา้ งนะ ก่อนจะพูดถึงเรือ่ งเคราะห์กรรม แก้กนั ได้หรือไม่นน้ั ควรรู้ความหมายของเรื่องเคราะห์กรรมเป็นเบื้องต้น น่าจะดี เผื่อบางทีต่างฝ่ายต่างจะได้พอมองเห็นลู่ทาง ผู้เรียบเรียงเองก็จะพยายามทำ�ความกระจ่างในเรื่องนี้ ตามกำ�ลังสติปัญญาที่มีอยู่ และฝากไว้เป็นข้อพิจารณา เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้น�ำ ไปต่อยอดทางความคิดต่อไป 4 แก้เคราะห์กรรม ทำ�ได้เอง


ตามความหมายในทาง

เคราะห์

โหราศาสตร์

พระอาทิตย์ ๖

พระจันทร์ ๑๕

พระอังคาร ๘

เทวดา พระเคราะห์ พระศุกร์ ๒๑ พระราหู ๑๒

ประจำ�วันเกิด

พระพุธ ๑๗ พระเสาร์ ๑๐

พระพฤหัสบดี ๑๙

เคราะห์ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๔๒

ให้ความหมายว่า “สิ่งที่นำ�ผลมาให้โดยไม่คาดหมาย เช่น เคราะห์ดี เคราะห์ร้าย แต่โดยมากนิยมใช้ทาง ไม่ดี เช่น มีเคราะห์, ฟาดเคราะห์” จากคำ�นิยามข้างต้น ถ้าเป็นเรื่องทางร้ายๆ ที่เรียกกันว่า ความซวย ก็มักจะ ยกให้เป็นผลงานของเคราะห์ว่าเข้ามาเล่นงานเอา หลักโหราศาสตร์กล่าวว่า ชะตาชีวติ ของคนมีอทิ ธิพล จากดาวพระเคราะห์ประจำ�วันเกิดของตน และดาวอื่นๆ ที่เข้ามาเสวย หรือแทรกในแต่ละช่วงอายุกำ�กับอยู่ ซึ่งมี ทัง้ ทีเ่ ป็นศุภเคราะห์ เคราะห์ดี ส่งผลให้เจ้าของดวงชะตา พบแต่ความสุขสดใส หรือเป็นบาปเคราะห์ เคราะห์ร้าย ทำ�ให้พบกับความทุกข์ยากลำ�บาก ดังคำ�ฮิตติดปากที่พูด กันว่า “พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก” เป็นต้น *ภาพเทวดา วาดโดย... ธนรัตน์ ไทยพานิช ฝ่ายศิลปกรรมสำ�นักพิมพ์เลีย่ งเชียงฯ สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์

5


ตามความหมายในทาง

เคราะห์

พุทธศาสน์

แต่ ต ามหลั ก พระพุ ท ธศาสนา คำ�ว่า เคราะห์ มาจาก คำ�ภาษาบาลีวา่ “คห” (อ่านว่า คะ-หะ) แปลว่า ผู้จับ, ผู้ยึด อะไรเป็ น ผู้ จั บ - ผู้ ยึ ด ชะตาชี วิ ต ปุ ถุ ช นสามั ญ ไว้ ? ในพระพุทธศาสนากล่าวว่า มี ผู้ยึดทั้งฝ่ายดี ฝ่ายร้าย คือ ถ้าเป็นฝ่ายดี เข้ามามีบทบาทกุมชะตาชีวิต ก็จะ ทำ�ให้ไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลง เรียกว่า กุศลมูล คือ รากเหง้าของความดีงาม แต่ถ้าเป็นฝ่ายชั่วร้าย เข้ามาจับกุมใจ ก็ทำ�ให้คน ผู้ นั้ น มี ช ะตาชี วิ ต เต็ ม ไปด้ ว ยความโลภ ความโกรธ ความหลง เรียกว่า อกุศลมูล* คือ ต้นตอของการทำ�ชั่ว ดังนัน้ เคราะห์จงึ เกิดจากอำ�นาจกรรม ไม่วา่ จะเป็น กรรมอดีตชาติ หรือกรรมปัจจุบนั ชาติที่ทำ�ไว้ ทำ�ให้เราได้ ประสบกับเรื่องต่างๆ ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายร้าย * อ ตัวนี้มีรากศัพท์เดิมคือ น เป็นศัพท์สมาสเรียกว่า นบุพพบท กัมมธารยสมาส ใช้สำ�หรับปฏิเสธความหมายของศัพท์ที่อยู่หลังตน เวลาสมาสเข้ากันให้แปลง น เป็น อ เช่น น กุสลํ = อกุส���ํ แปลว่า ความไม่ ดี , ตรงรู ป เมื่ อ เติ ม อ ข้ า งหน้ า ก็ เ ป็ น อโลภะ อโทสะ อโมหะ แปลว่า ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง 6 แก้เคราะห์กรรม ทำ�ได้เอง


ใครคือคนเคราะห์ร้าย ? เรือ่ งทีว่ า่ เคราะห์ เกิดจากรากเหง้าของกิเลสทีม่ นั ฝัง ในจิตของเรา เป็นตัวเร่งเร้าให้ทำ�ชั่ว จนเกิดตัวอัปมงคล แก่ชวี ติ พระเดชพระคุณพระราชวิจติ รปฏิภาณ กล่าวไว้วา่

“เดี๋ยวนี้คนบ่นกันว่า ‘เขาเคราะห์ร้าย เพราะอะไร โชคชะตาเขาจึงเคราะห์ร้าย เขาจะแก้ไขอย่างไรดี’ ก็เลยมีพธิ สี ะเดาะเคราะห์ตอ่ ชะตากัน

แต่บางคนไม่เคยพิจารณาว่า ที่เขาเคราะห์ร้ายนั้น เพราะมีอะไรร้ายๆ อยูใ่ นตัว คือ คนเคราะห์รา้ ยมักจะ... ๑. เป็นคนคิดร้ายต่อคนอืน่ เสมอ มีความอิจฉาริษยา ต่อคนอื่นเสมอ และคิดในทางผิดศีลธรรมเสมอ ๒. เป็นคนปากร้าย คือ ชอบว่า ค่อนแคะ ตลกกิน ปลิ้นปล้อน ค่อนขอด นี่คนปากร้าย ๓. เป็นคนโหดร้าย คือ ชอบประทุษร้ายคนอืน่ ลงไม้ ลงมือ รังเกียจรังแก รังแครังคัด รังควาญคนอื่น ทัง้ ใจร้าย ปากร้าย โหดร้าย จึงเป็นคนเลวร้าย เขา จึงกลายเป็น คนเคราะห์รา้ ย แม้เมือ่ นอนก็ฝนั ร้าย และสิง่ ที่ จะเกิดขึ้นในชีวิต ในอนาคตก็เป็นลางร้ายสำ�หรับตัวเขา” จากคำ�สอนของท่านเจ้าคุณฯ เคราะห์ จึงเกิดจาก การคิดผิด พูดผิด และทำ�ผิดของแต่ละชีวิตนั่นเอง สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ 7


ตามความหมายทาง

กรรม พุทธศาสน์

กรรม เป็นคำ�ที่ได้ยินกันบ่อยจนชินหู จึงเอามาพูดอยู่

เสมอ เวลาทีต่ นหรือคนรูจ้ กั ประสบพบเจอกับเหตุเลวร้ายว่า กรรมจริงๆ ทำ�ไมต้องมาเจอเหตุอย่างนี้ แล้วยังมีค�ำ ทีเ่ อาไว้ ใช้ปลอบใจว่า ช่างมันเถอะ สุดแต่บุญแต่กรรม ก้มหน้ารับ กรรมไปก็แล้วกัน หมดกรรมเมื่อไหร่อะไรๆ ก็คงดีขึ้น จากคำ�ที่ชอบนำ�มาพูด แสดงว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจ เรื่องกรรมว่าเป็นผล โดยเฉพาะในแง่ที่เป็นผลร้าย และเป็น เรื่องที่สืบเนื่องมาจากอดีต ที่จริงความเข้าใจนี้ไม่ผิด แต่ก็ ไม่ครอบคลุมความหมายกรรมทั้งหมด เช่น ทีพ่ ดู ว่า สุดแต่บญุ แต่กรรม นัน่ สือ่ ให้เห็นว่า คนเรา มักเกณฑ์เอาบุญเป็นฝ่ายดี ให้บาป (กรรม) เป็นฝ่ายร้าย แต่ความหมายที่แท้ กรรม ยังเป็นคำ�กลางๆ การทำ�บุญ เป็นเรื่องของกรรม หรือการทำ�บาป ก็เป็นเรื่องกรรมเช่นกัน หรือในประโยคที่ว่า ทำ�ไมต้องมาเจอเหตุอย่างนี้ นี่ ก็แสดงถึงความสงสัยว่า ตนเคยทำ�อะไรมาก่อนหรือเปล่า ถึงเจอเรื่องราวเช่นนี้ แม้วลีว่า ก้มหน้ารับกรรมไป ก็ส่อถึง เข้าใจว่ากรรมเป็นผล แท้จริง กรรม คือ การกระทำ�นัน้ เป็น สาเหตุที่จะก่อผลให้ผู้ทำ�ต่อไป ภาษาพระเรียกว่า วิบาก ดังนั้น เพื่อให้มีหลักไว้วินิจฉัย ในเบื้องต้นขอให้ท่าน เข้าใจก่อนว่า กรรม หมายถึง การกระทำ� ดังคำ�ที่กล่าว ไว้ในวาเสฏฐสูตรว่า คนจะเป็นพราหมณ์ เป็นชาวนา หรือว่า 8 แก้เคราะห์กรรม ทำ�ได้เอง


เป็นมหาโจร เป็นต้น อยู่ที่กรรม การกระทำ�ของเขาเอง

เป็นการมองความหมายของกรรม จากสิ่งที่แต่ละคนทำ� ในปัจจุบัน อันปรากฏออกมาภายนอกนั่นแหละ มาทำ� ความเข้าใจเป็นเบื้องต้น จะช่วยให้เข้าใจเรื่องนี้ดีขึ้น เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงอรรถาธิบาย ความหมายของกรรม ให้ได้เข้าใจกันง่ายๆ ว่า “คำ�ว่า กรรม มีใช้ในภาษาไทยมาก เช่น กรรมการ กรรมกร แต่ในภาษาที่พูด เคราะห์ร้าย มักตกอยู่แก่กรรม, เคราะห์ดี มักตกอยู่แก่บุญ ดังเมื่อใครประสบเคราะห์ร้าย คือ ทุกข์ภัยพิบัติ ก็พูดว่า เป็นกรรม แต่เมื่อใครประสบ เคราะห์ดี มักพูดว่า เป็นบุญ และมีคำ�พูดคู่กันว่า บุญทำ� กรรมแต่ง เกณฑ์ให้กรรม เป็นฝ่ายดำ�, ให้บญุ เป็นฝ่ายขาว จึงควรเข้าใจให้ถูกต้อง ในพระพุทธศาสนา กรรม แปลว่า กิจที่คนกระทำ�

คำ�ว่า ทำ� หมายถึง ทั้งทำ�ด้วยกาย อันเรียกว่า กายกรรม ทั้งทำ�ด้วยวาจา คือ พูด อันเรียกว่า วจีกรรม ทั้งทำ�ด้วยใจ คือ คิด อันเรียกว่า มโนกรรม

บางทีเมือ่ พูดกันว่า ทำ� ก็หมายถึง ทำ�ทางกายเท่านัน้ ส่วนทางวาจา เรียกว่า พูด ทางใจเรียกว่า คิด แต่ก็ เรียกได้ว่าเป็นการทำ�ทุกอย่าง เพราะจะพูดก็ต้องทำ� คือ ทำ�การพูด จะคิดก็ต้องทำ� คือ ทำ�การคิด” สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์

9


จากความหมายจะเห็นว่า กรรม ยังเป็นคำ�กลางๆ แต่จะส่งผลข้างดีหรือร้าย อยู่ที่การกระทำ�เป็นสำ�คัญ ทีน้ี ถ้าจะมองขัน้ ลึกซึง้ กว่านัน้ คือ มองกันให้ลกึ ไปถึง จิตใจ การกระทำ�เช่นไรเป็นกรรม ? พระพุทธศาสนาก็ให้ คำ�จำ�กัดความชีช้ ดั ลงไปอีกว่า การกระทำ�ใดๆ ทีจ่ ะเป็นกรรม สิง่ ทีท่ �ำ พูด คิด ต้องมีเจตนาประกอบด้วย ดังพุทธดำ�รัสว่า เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ เรากล่าวว่า เจตนาเป็นกรรม ทั้งนี้ด้วยเหตุว่า คนเราจะทำ� พูด คิด สิ่งใดนั้น ล้วนมี ความจงใจ ความตั้งใจ ความมุ่งหมายต่อผลจากสิ่งนั้น ในทางกฎหมาย ยังกล่าวไว้ว่า บุคคลจะต้องรับผิด ในทางอาญาต่อเมื่อทำ�โดยเจตนา การกระทำ�โดยเจตนา ได้แก่ กระทำ�โดยรู้สำ�นึกในการที่ทำ� ในขณะเดียวกันผู้ทำ� ก็ประสงค์ต่อผล หรือเล็งเห็นผลของการกระทำ�นั้น อีกประการหนึ่ง การที่ต้องมีเจตนาถึงจะเป็นกรรม เป็นเพราะการกระทำ�บางอย่างไม่เรียก กรรม แต่เรียก กิริยา เช่น การกระทำ�ของท่านผู้อยู่เหนือบุญบาป คือ พระอรหันต์ ดังพระจักขุบาลท่านตาบอดเดินจงกรมเหยียบ สัตว์ตาย หรือการกระทำ� ที่ ไ ม่ มี ค วามจงใจของ ปุถุชนสามัญ เช่น เรา เปิดประตูเข้าไปโดนคน ที่กำ�ลังเดินออกมา โดย เราไม่ รู้ ว่ า มี ค นเดิ น มา ตอนนั้ น อย่ า งนี้ เ ป็ น กิริยา เช่นกัน 10 แก้เคราะห์กรรม ทำ�ได้เอง


จะแก้กรรม ต้องรู้ทาง

ก่อกรรม

ทางก่อกรรม พระพุทธองค์ ทรงแสดงไว้อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง เรียกว่า กรรมบถ แปลว่า ทางก่อกรรม ทั้งทรง แยกแยะไว้ด้วยว่า ทางไหนดี ทางไหนไม่ดี มี ๓ ทาง คือ กายกรรม กรรมทางกาย คือ ฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์, ประพฤติผิดในกาม เป็นอกุศลกรรม คือ ทางไม่ดี แต่ถ้าเว้นการฆ่าสัตว์, ไม่ลักทรัพย์สินใคร, ไม่มักมาก ไม่ส�ำ ส่อน ก็เป็นกุศลกรรม คือ ทางดี วจีกรรม กรรมทางวาจา คือ พูดเท็จ, พูดส่อเสียด, พูดคำ�หยาบ, พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล เป็นอกุศลกรรม แต่หากตนพูดแต่คำ�จริง พูดคำ�สมานสามัคคี พูด คำ�สุภาพอ่อนหวาน พูดมีหลักการถูกต้อง เป็นกุศลกรรม มโนกรรม กรรมทางใจ คือ คิดอยากได้ของเขา, คิด พยาบาทปองร้ายเขา, เห็นผิดจากทำ�นองคลองธรรม เป็น อกุศลกรรม หากทว่าตนไม่คิดเช่นนั้น มีแต่คิดจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ กันไป, มีใจคิดปรารถนาให้เขามีความสุข, มีความคิดเห็น ถูกต้องตามคลองธรรม เช่นนี้ก็เป็นกุศลกรรม

ดÕ

ทÓ พูด คิด

ทÓ พูด คิด สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ 11


ที่ทำ�ให้เห็นความต่าง

คู่กรรม ระหว่างชั่ว-ดี

จากคำ�อธิบายทางสร้างกรรม ทำ�ให้เห็นว่า กรรม เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตคนตลอดเวลา เพราะคนเรานับแต่ตื่น ขึน้ มาจนถึงหลับไปใหม่ ก็ได้มเี จตนาทำ� พูด คิด เรือ่ งอะไร ต่างๆ อยู่ไม่เว้นว่าง ไม่มีใครนั่งนิ่งเฉยอยู่ได้ แม้มือไม่ทำ� ปากก็พูด หากปากไม่พูด ใจก็ยังคิดถึงเรื่องต่างๆ อยู่รำ�่ ไป ดังนั้น สัตว์โลกที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมทั้งสิ้น และกรรมจะแยกแยะ สัตว์โลกให้มีระดับชั้นดี หรือเลวแตกต่างกันไปตามผล การกระทำ�ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ดังมีพุทธดำ�รัสตรัสไว้ว่า “บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รบั ผลเช่นนัน้ คนทำ�ดี ย่อมได้ผลดี ทำ�ชั่วก็ต้องได้รับผลชั่ว” ไม่เร็วก็ช้า ที่ต้อง กล่าวเช่นนี้ก็ด้วย เพราะการให้ผลของกรรม บางอย่างก็ ส่งผลทันที บางอย่างก็ให้ผลช้า ดังนั้น เพื่อความเข้าใจในเรื่องการที่สัตว์โลกมีความ แตกต่างกันไปว่าเป็นเพราะผลของกรรม ขอนำ�พุทธดำ�รัสที่ ตรัสไว้ในจูฬกัมมวิภังคสูตร มาเป็นเครื่องยืนยันว่า เหตุใด สัตว์โลกจึงเกิดมาไม่เหมือนกัน ซึ่งตรัสไว้เป็นคู่ๆ ดังนี้

12 แก้เคราะห์กรรม ทำ�ได้เอง


๑. กรรมเป็นเหตุให้เป็นคนมีอายุสั้น

เพราะชาติก่อนชอบฆ่าสัตว์ หลังจากตาย ก็ไปเสวยผลกรรมชั่วในนรก เมื่อใช้กรรม ในนรกนัน้ หมด หากกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ จะมีอายุสั้น เพราะเศษกรรมที่เหลืออยู่ กรรมเป็นเหตุให้เป็นคนมีอายุยืน เพราะชาติ ก่ อ นเป็ น คนยึ ด มั่ น ในศี ล ๕ เว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หลังจากตายก็ ไปเกิดในภพภูมิที่ดี หากกลับมาเกิดเป็น มนุษย์จะเป็นคนมีอายุยืน

ปีนี้ยาย อายุ ๑๐๒ ปี แล้วนะ

๒. กรรมเป็ น เหตุ ใ ห้ เ ป็ น คน มี โ รค ภั ย ไข้ เ จ็ บ เบี ย ดเบี ย น เพราะชาติ ก่ อ นชอบ

เบียดเบียนคนอื่นสัตว์อื่น ให้ได้รับความ เดือดร้อน ทุกข์ทรมาน หลังจากตายต้อง ตกนรก เมื่อใช้กรรมในที่นั้นแล้ว ถ้าได้ มาเกิ ด เป็ น มนุ ษ ย์ เ ป็ น เหตุ ใ ห้ มี โ รคร้ า ย ประจำ�ตัว กรรมเป็นเหตุให้เป็นคนไม่มีโรคภัย ไข้เจ็บ เพราะชาติก่อนเป็นคนมีจิตเมตตา กรุณาต่อคนและสัตว์ ไม่เบียดเบียนใคร ให้เดือดเนื้อร้อนใจ หลังจากตายก็ไปเกิด ในภพภูมทิ ดี่ ดี ว้ ยผลแห่งกรรมดี เมือ่ เกิดมา เป็นมนุษย์จึงไม่มีโรคร้ายประจำ�ตัว สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ 13


๓. กรรมเป็นเหตุให้เป็นคนมีรูปร่างไม่สวย

ไม่หล่อ เพราะชาติกอ่ นมีนสิ ยั เป็นคนโกรธง่าย อะไรกระทบกระทัง่ หน่อยก็โกรธหน้าดำ�หน้าแดง หลังจากตายก็ไปเกิดในภพภูมิที่ไม่ดี เมื่อมา เกิดเป็นมนุษย์ชาตินี้ท�ำ ให้มีรูปร่างขี้เหร่ กรรมเป็ น เหตุ ใ ห้ เ ป็ น คนมี ห น้ า ตาดี เพราะ ชาติก่อนเป็นคนอารมณ์ดีแจ่มใส ไม่ใจร้อน หุนหันเพราะความโกรธ หลังจากตายก็ไปเกิด ในสุคติโลกสวรรค์ เมื่อเสวยผลกรรมดีในที่นั้น จนสิ้นกรรม กลับมาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มี รูปร่างหน้าตาดี เป็นทีต่ อ้ งตาต้องใจของคนทัว่ ไป ๔. กรรมเป็นเหตุให้เป็นคน

ไม่มีอำ�นาจวาสนา เพราะชาติ ก่อนเป็นคนชอบอิจฉาในความดี ของผู้อื่น เห็นใครทำ�ดีนอกจาก ไม่ชื่นชมยังตำ�หนิติเตียน หลังจากตายก็ไปเกิดในอบายภูมิ เสวยผลกรรมชั่วหมดแล้ว เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ทำ�ให้ เป็นคนต่ำ�ต้อย ไม่มีเกียรติ กรรมเป็นเหตุให้เป็นคนมีอำ�นาจ วาสนา เพราะชาติก่อนไม่เป็นคน อิจฉาตาร้อนคนอื่น เห็นใครทำ�ดีก็ พลอยยินดีชื่นชมเขา เมื่อกลับมา เกิดเป็นมนุษย์จะเป็นคนมีวาสนาดี มีผู้นับหน้าถือตา 14 แก้เคราะห์กรรม ทำ�ได้เอง


๕. กรรมเป็ น เหตุ ใ ห้ เ ป็ น คน ยากจน

เพราะชาติก่อนเป็นคนตระหนี่ ไม่เคยบริจาค สิง่ ของอะไรๆ ให้แก่ใครๆ เป็นคนไม่มีน้ำ�ใจ เมื่อเกิดมาในชาตินี้จึงเป็นคนยากจนขัดสน เงินทองของใช้ต่างๆ กรรมเป็ น เหตุ ใ ห้ เ ป็ น คน ร่ำ � รวย เพราะชาติกอ่ นเป็นคนมีน้ำ�ใจ รูจ้ กั ช่วยเหลือ ผู้อื่น เห็นใครตกทุกข์ได้ยากก็ไม่นิ่งดูดาย เมื่อกลับมาเกิดในชาตินี้จึงเกิดมาในตระกูล ที่รำ�่ รวยหรือทำ�มาค้าขึ้น

๖. กรรมเป็นเหตุให้เกิดในตระกูลต่ำ�

เพราะชาติก่อนเป็นคนไม่มีสัมมาคารวะ อ่อนน้อมต่อสมณะชีพราหมณ์ และผู้ใหญ่ ในตระกูล เมื่อเกิดมาในชาตินี้จึงเกิดใน ตระกูลที่ตำ�่ กรรมเป็นเหตุให้เกิดในตระกูลสูง เพราะชาติ ก่ อ นเป็ น คนมี สั ม มาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยกตนข่มท่าน เมื่อ เกิดมาในชาตินี้จึงเกิดในตระกูลสูง อย่าพึง่ ปลงใจเชือ่ เพราะเป็นสิง่ ทีฟ่ งั ตามกันมา กาลามสูตร สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ 15


๗. กรรมเป็ น เหตุ ใ ห้ เ กิ ด เป็ น คน โง่ เ ขลา

เพราะชาติ ก่ อ น เป็ น คนไม่ ส นใจใฝ่ ศึ ก ษา ไม่เคยไต่ถามต่อผู้ร้ถู ึงเรื่องของบาปบุญคุณโทษ ผลกรรมจากอดีตจึงทำ�ให้ชาตินี้เป็นคนโง่เขลา เบาปัญญา กรรมเป็ น เหตุ ใ ห้ เ ป็ น คน มี ปั ญ ญา เพราะ ชาติกอ่ นเป็นคนใฝ่หาความรูจ้ ากผูร้ ใู้ นเรือ่ งต่างๆ รวมถึงสนใจสอบถามถึงเรือ่ งของบาปบุญคุณโทษ เพื่อจะได้ประพฤติได้อย่างถูกต้อง เมื่อเกิดมา ในชาตินี้จึงเป็นคนมีปัญญาฉลาดเฉียบแหลม ทั้ง ๑๔ ประการนี้ เป็นสาเหตุที่ทำ�ให้คนเกิดมามี ความแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของรูปร่างหน้าตา บุญวาสนา เรียกว่า เป็นผลของกรรมที่ทำ�ไว้มาดลบันดาลให้เป็นไป จากพระพุทธดำ�รัส ท่านคงเห็นชัดแล้วว่า ดี-ชั่ว นั้น ให้ผลต่างกันดังฟ้ากับเหว จงอย่าทำ�ตัวเหลวไหลใฝ่ต�ำ่ ทำ�ชัว่ แต่จงตั้งตัวอยู่ในคุณความดี แล้วชีวิตท่านนี้จะไม่มีกรรม ดังคำ�ทีพ่ ระเดชพระคุณพระราชวิจติ รปฏิภาณ ได้กล่าวไว้วา่

“การทำ�ความดี มีผลกำ�ไรน้อย ไม่ค่อยปรากฏผลในเบื้องต้น แต่จะเป็นผลอันถาวร ซึ่งทำ�ให้เรา กินไม่ไหว ใช้ไม่หมด อดไม่เป็น เพราะฉะนั้น จงพอใจ เมื่อเราได้ผลกำ�ไรจากความดี”

16 แก้เคราะห์กรรม ทำ�ได้เอง


แก้เคราะห์กรรม ตาม

วิถีพุทธ

เมื่อพอทราบความหมายเคราะห์กรรม ตามแนวทาง ของพระพุทธศาสนาแล้วนั้น ก็มาถึงประเด็นสำ�คัญ คือ เรือ่ ง เคราะห์กรรมนัน้ มันตัดกันได้หรือไม่ ? หรืออีกนัยหนึง่ คือว่า ทำ�บุญล้างบาปได้จริงหรือ ? เพราะประเด็นนี้ ถือว่า เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยบางท่านก็เห็นว่า วิธี อย่างนี้ไม่มีในคำ�สอนพระพุทธศาสนา เป็นต้น ผลเป็น เช่นนั้นจริงหรือไม่ คงไม่มีอะไรดีเท่ากับอ้างอิงพระไตรปิฎก ว่ามีการหยิบยกเรื่องนี้มาอธิบายไว้อย่างไร ? ในเรื่อง เคราะห์กรรมตัดกันได้หรือไม่ ? อยากให้ อ่านข้อความบางตอนของพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย โลณผลสูตร ดังนี้...

“ภิกษุท้งั หลาย ใครพึงกล่าวว่า ‘คนทำ�กรรมอย่างใด ย่อมเสวยกรรมอย่างนั้น’ เมื่อเป็นอย่างนี้ การประพฤติ พรหมจรรย์กม็ ไี ม่ได้ ลูท่ างทีจ่ ะทำ�ทีส่ ดุ แห่งทุกข์กไ็ ม่ปรากฏ ส่วนใครกล่าวว่า ‘คนทำ�กรรมอันจะพึงให้ผลอย่างใด ย่อมเสวยผลของกรรมอย่างนั้น’ เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีได้ ลู่ทางที่จะทำ�ที่สุดแห่งทุกข์ก็ ย่อมปรากฏ ภิกษุทั้งหลาย บาปกรรมเล็กน้อย บางคนทำ�แล้ว นำ�ไปนรกได้ แต่บางคนทำ�แล้วเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม (ให้ผลในชาตินี้) ไม่ปรากฏผลมากอีกต่อไป สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ 17


คนเช่นไรทำ�บาปกรรมเล็กน้อยแล้ว บาปกรรมนั้น จึงนำ�เขาไปนรกได้ ? คือ คนบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีกายมิได้อบรม (คือ ไม่ได้เจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) มีศีลมิได้อบรม มีจิต มิได้อบรม มีปัญญามิได้อบรม มีคุณความดีน้อย มีใจแคบ ใจหยาบ ใจต่ำ�ทราม มักอยู่เป็นทุกข์ด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย คนเช่นนี้ แม้ทำ�บาปกรรมเล็กน้อย บาปกรรมนั้นย่อมนำ� เขาไปนรกได้ คนเช่นไรทำ�บาปกรรมเล็กน้อยแล้ว บาปกรรมนั้นเป็น ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมากต่อไป ? คือ คนบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีกายได้อบรมแล้ว (คือ ได้เจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) มีศีลได้อบรมแล้ว มีจิต ได้อบรมแล้ว มีปัญญาได้อบรมแล้ว มีคุณความดีมาก เป็น ผู้มีใจกว้างขวาง ใจบุญ ใจสูง มีป���ติอยู่อย่างไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นกิเลสที่แสดงลักษณะหรือจริตของคน คนเช่นนี้ แม้ได้ท�ำ บาปกรรมเล็กน้อยไว้ บาปกรรมนัน้ ให้ผล ในชาตินี้เท่านั้น ไม่ปรากฏผลมากต่อไป พระพุทธเจ้า :- ภิกษุทง้ั หลาย หากว่าคนใส่เกลือลงไป ในถ้วยน้ำ�เล็กๆ พวกเธอจะเข้าใจว่าอย่างไร น้ำ�ในถ้วยนั้น จะเค็ม ไม่น่าดื่มเพราะเกลือนั้นใช่ไหม ? ภิกษุ :- ใช่ พระพุทธเจ้าข้า. พระพุทธเจ้า :- เพราะเหตุไร ? ภิกษุ :- เพราะเหตุว่า น้ำ�ในถ้วยมีน้อย มันจึงเค็ม. พระพุทธเจ้า :- แต่ถ้าคนใส่เกลือขนาดเดียวกันนั้น 18 แก้เคราะห์กรรม ทำ�ได้เอง


ลงในแม่น้ำ�คงคา พวกเธอจะเข้าใจว่าอย่างไร แม่นำ้�คงคานัน้ จะเค็ม ดื่มไม่ได้เพราะเกลือนั้นหรือไม่ ? ภิกษุ :- หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า. พระพุทธเจ้า :- เพราะเหตุอะไร ? ภิกษุ :- เพราะน้ำ�ในแม่น้ำ�คงคามีมาก น้ำ�จึงไม่เค็ม. พระพุทธเจ้า :- ฉันนั้นแหละภิกษุทั้งหลาย บาปกรรม แม้เล็กน้อย คนบางคนทำ�แล้ว ย่อมนำ�ไปนรกได้ แต่บางคน ทำ�แล้ว กรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผล มากต่อไป” จากข้ อ ความในพระสู ต ร ผู้ เ รี ย บเรี ย งขอสรุ ป ว่ า พระพุทธองค์ ทรงเปรียบเกลือกับการให้ผลกรรมว่า “ถ้ามี ใครบอกว่าทำ�กรรมใดไว้ ต้องรับกรรมนั้นร่ำ�ไป” เป็นการ กล่าวผิด เพราะถ้ายึดติดกันอย่างนี้ การประพฤติพรหมจรรย์ (คือ การดำ�เนินชีวิตอย่างประเสริฐ) ก็ไม่ก่อผลที่ทำ�ให้ ละทุกข์อนั เป็นผลจากกรรมเก่า และไม่กอ่ ให้ถงึ ทีส่ ดุ แห่งทุกข์ อันเป็นผลที่เกิดจากกรรมดีใหม่ ใครมีความเห็นเช่นนี้ ก็ เหมือนปฏิเสธกรรมข้อหนึ่ง คือ อโหสิกรรม นั่นเอง ดังนั้น บาปกรรมบางอย่างที่ทำ�ไว้นั้น จะให้ผลมาก หรือไม่ให้ผลอีกต่อไปนัน้ ก็อยูท่ ต่ี วั ผูท้ �ำ กรรมนัน่ เอง ว่าจะได้ ฝึกฝนอบรมตน ให้มกี ศุ ลธรรมความดีเกิดกับตัวมากแค่ไหน ดังพระพุทธองค์ทรงเปรียบให้เห็นง่ายๆ ว่า คนไหนมี คุณความดีน้อยเท่าน้ำ�หนึ่งถ้วย เมื่อทำ�บาปกรรมไว้ กรรม ก็จะนำ�สู่นรกได้ แต่คนไหนมีคุณความดีขนาดแม่นำ้�คงคา ถ้าทำ�กรรมอย่างเดียวกัน กรรมก็ตามให้ผลชาติน้ีเท่านั้น ไม่ตามให้ผลต่อไปในชาติหน้า สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ 19


หรือว่าเรื่องทำ�บุญล้างบาปได้จริงไหม ? ก็มีข้อความ ในพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค กุมภสูตร ให้ได้นำ�ไปพิจารณา ดังนี้... “หม้อที่คว่ำ� น้ำ�ย่อมไหลออกอย่างเดียว ไม่ไหล เข้าไป ฉันใด เมื่อบุคคลเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มาก เข้าไว้ ย่อมคลายบาปอกุศลธรรมออกอย่างเดียว ไม่ให้ ไหลกลับมา ฉันนั้น”

พระสูตรนี้ ผู้เรียบเรียงขอสรุปแง่คิดว่า ผู้ใดปฏิบัติ ตามมรรคมีองค์ ๘ ย่อมคลายบาปกรรมออกจากตัวได้ เหมือนหม้อน้�ำ ทีค่ ว่�ำ ปากลง เปรียบน้�ำ เป็นผลแห่งบาปกรรม ทีเ่ คยทำ�ไว้ น้�ำ ก็คงมีแต่ไหลออก ไม่มเี หลืออยูใ่ นหม้อนัน้ เลย ในพระสุตตันตปิฎกเล่มเดียวกัน เรื่องปฐมเมฆสูตร ก็มีข้อความเรื่องการทำ�ดีระงับผลบาปกรรมไว้ว่า “เมฆฝนใหญ่ที่เกิดนอกฤดูกาล พัดเอาฝุ่นละออง ทีต่ ง้ั ขึน้ ในท้ายฤดูรอ้ น ให้หายไปได้โดยฉับพลัน ฉันใด เมือ่ บุคคลเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มากเข้าไว้ ย่อมทำ�บาป อกุศลธรรมที่เกิดแล้ว ให้หายไปได้โดยฉับพลัน ฉันนั้น”

พระสูตรนี้บอกว่า มรรคมีองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ, ดำ�ริชอบ, เจรจาชอบ, การงานชอบ, เลีย้ งชีพชอบ, เพียรชอบ, ระลึกชอบ, ตั้งใจไว้ชอบ ผู้ใดปฏิบัติได้ ย่อมทำ�ให้บาป อกุศลสงบลงได้ คล้ายกับน้ำ�ฝนตกรดฝุ่นละอองที่กระจาย ฟุ้งไปในอากาศให้หายไปได้อย่างฉับพลัน 20 แก้เคราะห์กรรม ทำ�ได้เอง


นอกจากนั้น พระพุทธดำ�รัสที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เรื่องบาปเป็นสิ่งที่ล้างกันได้ มีกล่าวไว้ ในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อาปายิกวรรค ปฐมโสเจยยสูตร และ ทุติยโสเจยยสูตร ดังนี้... “ภิกษุทั้งหลาย ความสะอาดมีอยู่ ๓ ประการ คือ ๑. ความสะอาดกาย ๒. ความสะอาดวาจา ๓. ความสะอาดใจ ความสะอาดกาย เป็นอย่างไร ?

คือ คนบางคน เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม เรียกว่า ความสะอาดกาย ความสะอาดวาจา เป็นอย่างไร ? คือ คนบางคน เว้นขาดจากการพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดคำ�หยาบ การพูดเพ้อเจ้อ เรียกว่า ความสะอาดวาจา ความสะอาดใจ เป็นอย่างไร ? คือ คนบางคน ไม่เป็นผู้โลภมาก มีจิตไม่พยาบาท เป็นผู้มีความเห็นชอบ เรียกว่า ความสะอาดใจ บุคคลผูม้ กี ายสะอาด มีวาจาสะอาด มีใจสะอาด ไม่มี อาสวะ บัณฑิตกล่าวว่า ผู้นั้น เป็นผู้ล้างบาปได้แล้ว” คนเป็นทาสของกิเลส จึงวุ่นวาย เป็นทุกข์ อย่างรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว

สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เชิญชวนทุกท่านร่วมกันช่วยเพื่อนมนุษย์ ให้เอาชนะกิเลส พบสุขได้ ด้วยการพิมพ์หนังสือเล่มนี้ แจกเป็นธรรมทาน ยิ่งมาก บุญยิ่งทวี อย่างไม่โลภเมาบุญ รู้ว่าเป็น หน้าที่ช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน (โปรดใช้ปัญญาพิจารณาเรื่องนี้)

สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ 21


จากพระสูตรต่างๆ ทีน่ �ำ มาอ้างอิงในทีน่ ้ี คงจะพอทำ�

ให้ทา่ นได้มน่ั ใจว่า บาปกรรมเป็นสิง่ ทีต่ ดั กันได้ ไม่เช่นนัน้ คงไม่มีหลัก อุปฆาตกกรรม คือ กรรมที่เข้าไปตัดรอน ผลกรรมอี ก อย่ า งหนึ่ ง ในเรื่ อ งกรรม ๑๒ เป็ น แน่ เพราะการทำ�คุณความดีต่างๆ ให้มากขึ้น ช่วยลด ล้าง บาปกรรมที่เคยทำ�ได้

ในที่นี้ อยากให้ข้อคิดว่า แม้เราจะรู้วิธีลดผลกระทบ จากผลกรรมชั่วได้ก็จริง แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่า เมื่อทำ� บาปกรรมครัง้ หนึง่ แล้ว จะไม่ตดิ ใจในการทำ�บาปครัง้ ต่อไปอีก สู้เราตัดไฟเสียแต่ต้นลมจะดีกว่าหรือไม่ ดังมีพระพุทธดำ�รัสตรัสเตือนใจว่า “ความชั่ว ไม่ท�ำ เสียเลยดีกว่า” เพราะความชั่ว แม้เล็กน้อยก็ส่งผลให้เราเดือดร้อนได้ เปรียบง่ายๆ ก็คล้ายดังถ่านไฟ ไม่ว่าจะก้อนเล็กก้อนใหญ่ จับเมื่อไรก็ไหม้มือเราเมื่อนั้น หรือแม้มันดับมอดไปแล้ว ก็ตาม ยังทำ�ให้มือคนจับดำ�ได้เลย สำ�หรับท่านที่รู้ตัวว่าเคยทำ�บาปกรรมไว้ ก็อย่าพึ่ง หมดกำ�ลังใจในการทำ�ดี ยึดมั่นคำ�สอนของพระพุทธเจ้าไว้ ดูอย่างท่านพระองคุลิมาล ก็ยังหันมาทำ�ความดีส้บู าปกรรม จนท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์ และได้กล่าวอุทานธรรมเป็น กำ�ลังใจให้ชนรุ่นหลังได้ส�ำ นึกกลับตัวกลับใจว่า “บุคคลใด ที่ประมาทในเวลาที่ผ่านมา แต่กลับ ปรับตัวได้ ดำ�รงอยูใ่ นความไม่ประมาท บุคคลนัน้ ย่อมทำ�ให้ โลกสว่างไสวได้ เหมือนพระจันทร์ที่พ้นจากเมฆหมอก” คนที่ประพฤติผิดเรื่องใดๆ ก็ตาม ถ้ากลับตัวได้แล้ว ก็จะมีชวี ติ สว่างไสว เชิดหน้าชูตาในโลกนีไ้ ด้เช่นกัน 22 แก้เคราะห์กรรม ทำ�ได้เอง


ทัศนะ

พระสงฆ์ไทยในเรื่อง การแก้เคราะห์กรรม

ปัจจุบัน มีผู้แนะนำ�วิธีแก้เคราะห์กรรมรูปแบบต่างๆ มากมาย ผูเ้ รียบเรียงขอแทรกความเห็นของพระสงฆ์ไทยยุค ปัจจุบันเพื่อตอกย้ำ�ว่า ต้องทำ�ตามวิธีที่พระพุทธองค์ทรง ชี้แนะไว้เท่านั้นถึงจะช่วยให้ท่านพ้นกรรมได้อย่างแท้จริง ดังที่พระเดชพระคุณพระราชวิจิตรปฏิภาณ (สุนทร าณสุนฺทโร) ท่านแนะนำ�เรื่องนี้ไว้ว่า “วิธีแก้เคราะห์กรรมนั้น มันไม่ยากหรอก ดังที่บอกว่า คนใจร้าย ปากร้าย โหดร้าย เป็นคนเลวร้าย เขาจึงกลายเป็น คนเคราะห์รา้ ย ถ้าจะหักเคราะห์รา้ ยให้เป็นเคราะห์ดนี น้ั คือ ๑. ต้องเป็นคนคิดดีต่อคนอื่น ๒. ต้องเป็นคนปากดี พูดดี ๓. ต้องเป็นคนทำ�แต่ความดี นี่วิธีหักเคราะห์ร้ายให้กลายเป็นเคราะห์ดี คนที่เขา อยู่ดีมีสุขนั้น เพราะคิดแต่เรื่องดีๆ พูดแต่เรื่องดีๆ ทำ�แต่ เรือ่ งดีๆ แม้เวลานอนก็นอนหลับฝันดี คนดีนน้ั ถือว่าปฏิบตั ิ ตามคำ�สอนของพระพุทธเจ้า พระองค์จงึ ตรัสว่า ธมฺมจารี สุขํ เสติ คนประพฤติธรรม (จะนอนหงาย นอนคว่ำ�) ย่อมมีความสุข” พระสงฆ์ยุคใหม่อีกรูปหนึ่ง ที่คนมักขอความคิดเห็น เรือ่ งต่างๆ เวลาเกิดปัญหาอะไรนอกรีตนอกรอยจากคำ�สอน สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ 23


ทางพระพุทธศาสนา คือ ท่านพระอาจารย์วุฒิชัย วชิรเมธี หรือที่รู้จักกันดีในนามปากกาว่า ว. วชิรเมธี ท่านก็กล่าว เรื่องการตัดกรรมตามแนวพุทธ ไว้ดังนี้

“การตัดกรรม เป็นสิ่งที่สามารถทำ�ได้ แต่ต้องทำ�ตามหลักการ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้ โดยวิธีที่ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรเลย

คือ ผู้ที่เคยทำ�ผิดพลาดมาก่อนเมื่อสำ�นึกได้ ตั้งใจที่ จะตัดกรรมด้วยตนเอง ให้เริ่มตัดกรรมตามวิธี ดังนี้ ๑. ตั ดใจ คือ ตัดใจจากความคิด ความเชื่อที่ผิด กลับมาเห็นชอบตามทำ�นองคลองธรรม เชือ่ ในกฎแห่งกรรม ว่า ทำ�ดีได้ดี ทำ�ชั่วได้ชั่ว หันมายอมรับนับถือความเห็นที่ ถูกต้อง เป็นสัมมาทัศนะ ดำ�เนินชีวิตด้วยความรับผิดชอบ ต่อสิ่งที่คิด กิจที่ท�ำ และคำ�ที่พูดอย่างคนมีปัญญา ๒. ตัดพฤติกรรม คือ ตัดพฤติกรรมที่เป็นบ่อเกิดของ ความชั่ว ความผิดทุกชนิด ค่อยๆ ลด ละ เลิก คือ ทำ�ให้ ลดน้อยถอยลงจนเบาบาง หรือไม่มีเหลืออยู่อีกเลย แม้จะ ต้องใช้เวลาหน่อยก็ต้องทน เพราะพฤติกรรมต่างๆ ในทาง ไม่ดี หากเราไม่พยายามจะตัดออก มันจะกลายเป็นลักษณะ นิสัย หรือบุคลิกประจำ�ตัวไปจนตาย แล้วเจ้าพฤติกรรมที่ ตัดไม่ขาดเหล่านี้เอง จะคอยบงการให้ชีวิตหันเหไปสู่วิถีทาง ที่เสื่อมทรามลงเรื่อยๆ 24 แก้เคราะห์กรรม ทำ�ได้เอง


๓. ตัดกิเลส คือ หันมาดำ�เนินชีวิตตามทางสายกลาง

หรือทำ�สมาธิภาวนา พัฒนาสติปัญญาให้รู้เท่าทันมายา ของกิเลส จนเกิดการรู้แจ้งเห็นจริงในมรรค ผล นิพพาน สามารถมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญาบริสุทธิ์ ไม่ถูกกระตุ้นด้วยแรง ขับของกิเลสอีกต่อไป กล่าวอย่างถึงที่สุด วิธีตัดกรรมที่ถูกต้องตามหลัก พุทธศาสนา ก็คอื การละความชัว่ ด้วยความดี ไม่ละความชัว่ ด้วยพิธสี ารภาพบาป ไถ่บาป หรืออาบน้�ำ ชำ�ระบาป หากจะ อาบน้ำ�ชำ�ระบาป พระองค์ทรงแนะนำ�ว่า ก็จงอาบด้วย น้ำ�แห่งความดีงามทางกาย วาจา และใจ จะดีกว่า และ ได้ผลกว่าอย่างแน่นอน” จากคำ�สอนของพระคุณเจ้าทั้ง ๒ รูปนั้น เป็นการ ชี้ ใ ห้ เ ห็ น ว่ า เมื่ อ รู้ ว่ า ตนทำ � ผิ ด ก็ ค วรคิ ด หาทางแก้ ไ ข ผู้เรียบเรียงขอเชิญชวนผู้อ่าน ให้ดูดินสอ ทำ�ไมต้องทำ� ยางลบติดไว้ที่หัวด้ามด้วย ก็เพราะผู้ผลิตรู้ว่า คนเขียนมี โอกาสเขียนผิดกันได้ จะได้ใช้ยางลบที่ติดมานี้ลบทิ้งได้ ทันที ชีวิตจริงคนเราเช่นกัน เมื่อรู้ว่าทำ�ผิด ต้องรีบหาทาง แก้ไขทันที อย่าปล่อยทิ้งค้างไว้นานๆ มันจะแก้ไขกันได้ ยากขึ้น จงระวังความคิด เพราะความคิดจะกลายเป็น ความประพฤติ จงระวังความประพฤติ เพราะความประพฤติจะกลายเป็น ความเคยชิน

จงระวังความเคยชิน เพราะความเคยชินจะกลายเป็น นิสัย จงระวังนิสัย เพราะนิสัยจะกลายเป็น สันดาน จงระวังสันดาน เพราะสันดานจะ กำ�หนดชะตากรรม ตลอดชีวิต พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณฺโณ

สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ 25


การแก้กรรม

ด้วยตนเอง

พระพุทธศาสนา แม้สอนให้ เชื่อเรื่องกรรมแต่มิได้สอนให้ยอม จำ�นนกรรม ไม่ได้ให้งอมืองอเท้า รอรับผลกรรม แต่กลับให้รทู้ นั กรรม ทัง้ ควรวางตัวอย่างไรไม่ให้เป็นทุกข์ เมื่อต้องรับกรรม หาทางหนีให้พ้น จากผลกรรมนั้นให้ได้ ถ้าจะเปรียบให้เห็นง่ายๆ ก็เหมือนเราอาศัยอยูใ่ นบ้าน สิ่งต่างๆ ที่นำ�เข้ามาตกแต่งบ้านยังเลือกแต่ส่งิ ดีมีประโยชน์ สิ่งไหนให้โทษก็นำ�ออกไป และถ้าอยู่นานวันเข้า บ้านเรา มันสกปรก ก็ทำ�ความสะอาดให้น่าอยู่อาศัยดังเดิม ฉันใด บ้าน คือ เรือน... ใจ เราเช่นกัน สิง่ ทีจ่ ะนำ�เข้าไปตกแต่ง ก็ให้คดั สรรเอาแต่กศุ ลกรรม คือ ความดีงามทัง้ หลาย, สิง่ ที่ ควรขับไสออกไป คือ อกุศลกรรม ความชั่วทั้งปวง, เมื่อมี สิ่งแปลกปลอม คือ กิเลสมาลวงล่อก่อเหตุให้ใจเราขุ่นมัว แปดเปือ้ น ก็ตอ้ งหาวิธชี �ำ ระล้างใจเราให้กลับมาผ่องใสดีดงั เดิม เมื่อรู้เช่นนี้ สิ่งที่เราควรตระหนักให้แม่นเข้าไว้ และ นำ�ไปปฏิบตั ใิ ห้มน่ั คือ ขณะทีย่ งั มีชวี ติ อยูป่ จั จุบนั นี้ ก็หาวิธี ลด ละ เลิก การทำ�กรรม โดยนึกถึงพระพุทธพจน์ที่ว่า “ถ้าเมือ่ บุคคลจะพึงกระทำ�บาป ก็อย่ากระทำ�บาปนัน้ บ่อยๆ อย่าพอใจ ภูมใิ จ ในสิง่ ที่ได้จากการทำ�บาปนัน้ เพราะ การสั่งสมบาป นำ�ทุกข์มาให้” 26 แก้เคราะห์กรรม ทำ�ได้เอง


และการทำ�ความดีในปัจจุบนั เช่น ทาน รูจ้ กั เป็นผูใ้ ห้, ศีล รักษากาย-วาจาได้เรียบร้อยเป็นนิจ, ภาวนา อบรมจิตให้ สงบนิ่งจนเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง เป็นสิ่งที่ช่วยกำ�จัดกิเลส อันจะชักนำ�ใจให้เราหลงใหลใฝ่ต�ำ่ ทำ�ชัว่ ได้ เพราะ... ทาน กำ�จัดกิเลส คือ โลภะ ความตระหนี่ได้ ศีล กำ�จัดกิเลส คือ โทสะ ความโกรธได้ ภาวนา กำ�จัดกิเลส คือ โมหะ ความหลงได้ การทำ�ความดีท้ัง ๓ นี้ สามารถลดทอนแรงกรรม ทีก่ �ำ ลังตามทัน เป็นหลักประกันให้พบสิง่ ดีงามทัง้ ในปัจจุบนั และอนาคต อนึง่ จากการศึกษาวิธแี ก้กรรมทีโ่ บราณาจารย์ ผู้เป็นสัมมาทิฐิบอกไว้ ส่วนใหญ่ก็แนะให้ทำ�บุญคุณความดี เข้าไปแก้ไขทั้งนั้น เพราะบุญกุศลที่ทำ�นั่นเอง จะช่วย ละลายบาปร้ายที่เคยทำ�ให้เจือจางจนกระทั่งหายไป สำ�หรับกรรมที่นำ�มาเป็นตัวอย่างเล่มนี้ มีส่วนที่ตรง กับปัญหาชีวิตคนยุคปัจจุบัน บางเหตุการณ์ที่ได้รับผลก็อาจ นึกขึน้ ได้วา่ เคยก่อกรรมในลักษณะนี้ แต่บางทีกน็ กึ ไม่ออกว่า เคยทำ�หรือไม่ แต่ให้เข้าใจเถิดว่า ชีวติ เราผ่านร้อนผ่านหนาว มาไม่รู้ กี่ชาติต่อกี่ชาติ โอกาสทำ�ผิดพลาดย่อมมีได้ แต่ที่ เราไม่รู้ ก็เพราะไม่ได้มีญาณระลึกชาติได้นั่นเอง และพร้ อ มกั น นี้ ก็ จ ะแนะวิ ธี แ ก้ ด้ ว ยเร่ ง เติ ม พลั ง กรรมดี ตามหลักไตรสิกขาสำ�หรับฆราวาส คือ ทาน ศีล ภาวนา เพื่อให้ท่านผู้มีทุกข์กับความผิดพลาดที่ผ่านมา พ้นจากความเศร้าหมองใจที่ประสบอยู่นั้น ขณะเดียวกัน สำ�หรับผูย้ งั ไม่เคยก่อกรรมในเรือ่ งนัน้ ๆ จักได้มคี วามสำ�รวม ระวังต่อไป โดยผูเ้ รียบเรียงได้แยกหมวดกรรมให้น�ำ ไปศึกษา วิธีแก้ดังนี้

สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ 27


เกี่ยวกับคนใน

กรรม

ครอบครัว

อ่านหนังสือ นาฬิกาชีวิตของเลี่ยงเชียง อยู่เหรอลูก

ครอบครั ว นับเป็นจุด เริ่มต้นของการสร้างสรรค์สังคม ด้านต่างๆ ให้ดีข้ึนได้ หากว่า คนในครอบครัวได้รับการเลี้ยงดู สั่งสอนให้รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว สิง่ ไหนควรทำ� ควรเว้น เป็นต้น แต่ทกุ คนคงจะเคยสังเกตว่า ปัญหาแต่ละครอบครัวนัน้ มันก็มอี ยูม่ ใิ ช่นอ้ ย ปัญหาบางอย่างก็มาจากพ่อแม่ แต่บางที ลูกก็เป็นฝ่ายก่อปัญหาให้พ่อแม่ได้เดือดร้อนวุ่นวาย ในส่วน ชาย-หญิงที่มีชะตาชีวิต ให้ต้องมาเป็นคู่ผัวตัวเมียกันชาติน้ี บางทีกม็ เี รือ่ งทำ�ให้อกี ฝ่ายต้องเจ็บช้�ำ ใจอยูบ่ อ่ ยครัง้ เรือ่ งราวรันทดใจทีเ่ กิดในชีวติ ครอบครัวนัน��� บางท่านก็ นึกรำ�พึงรำ�พันว่า ทำ�ไมเราต้องเกิดมาในครอบครัวนี้ ทำ�ไม ไม่เจอคูค่ รองดีๆ เหมือนคนอืน่ เขาบ้างเลย ฯลฯ ขอให้เข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า การที่เราต้องมามีชะตา ชีวิตอยู่อย่างใกล้ชิดผูกพันกันขนาดนี้ ก็เนื่องด้วยมีการ ทำ�กรรมร่วมกันมาอย่างยาวนานในอดีตชาติ ทำ�ให้ชาตินี้ ก็ยังต้องมาเจอกันอีกครั้ง ดูอย่างแม่เหล็ก เวลานำ�ไปใกล้ กับวัตถุที่เป็นเหล็กเช่นกัน มันก็จะดูดสิ่งนั้นให้มาติดกันได้ แล้วจะมีวิธีไหนช่วยแก้ไขเรื่องนี้ให้ดีข้นึ โปรดติดตาม คำ�ตอบจากแต่ละปัญหากรรมนัน้ เอง 28 แก้เคราะห์กรรม ทำ�ได้เอง


กรรมทำ�ให้เกิดในครอบครัวที่ไม่รกั กัน บางครอบครัวนีม่ ปี ญั หาให้ปวดหัวตลอด จากเรือ่ งพ่อแม่ รักลูกลำ�เอียงบ้าง พีน่ อ้ งไม่ถกู กันบ้าง หาความสุขในครอบครัว แทบไม่มี ที่ต้องมาเกิดในครอบครัวนี้ เพราะเคยทำ�กรรม ทำ�ไมแม่ ร่วมกันมา เช่น เคยลำ�เอียง เอารัดเอาเปรียบ คนในครอบครัวญาติมิตร มาทั้งในอดีตและปัจจุบันชาติ เคยทำ�ให้ครอบครัวคนอื่น ต้องมาแตกแยกกัน

ลำ�เอียงรักลูก ไม่เท่ากัน

วิธีแก้กรรม : นิมนต์พระมาทำ�บุญบ้านปีละครั้ง เพื่อ

เพิ่มพลังบุญสามัคคี ไปทำ�บุญร่วมกันที่สถานรับเลี้ยงเด็ก กำ�พร้า จะได้เห็นว่าคนที่เกิดมาไม่มีครอบครัวน่าสงสาร ขนาดไหน สวดมนต์ไหว้พระ เจริญสมาธิภาวนาร่วมกันทุกวัน (บทสวดมนต์โปรดดูในหนังสือ สวดมนต์ไหว้พระ ชนะเคราะห์กรรม)

ข้อสำ�คัญ : ต้องปลูกฝังความรัก ความสามัคคีกันให้

เกิดขึ้นในบ้านให้ได้ อย่ามีอคติ คือ สร้างความลำ�เอียงให้ เกิดในครอบครัว ก็จะทำ�ให้รักกัน สามัคคีกันในที่สุด ไม้หกั แล้ว แม้มยี าประสานก็ยงั ติดไม่สนิทดีได้ ฉันใด ถ้าคนในครอบครัวไม่รักกัน แตกจากกันแล้ว ก็สนิทกัน ได้ยากอีก ฉันนั้น ทุกคนในครอบครัว จึงควรรักษาความ สามัคคีกนั ไว้ให้ถาวร อย่าเป็นคนใจเบาแตกกันง่ายนักเลย พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างในทางสามัคคีให้ลูกเห็นมากที่สุด หลวงปู่ปัญญานันทภิกขุ

สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ 29


กรรมทำ�ให้ครอบครัวแตกแยก ไม่ทำ�งานการ วันๆ เอาแต่

กินเหล้า

อาจเกิดจากการทำ�สิ่งไม่ดี เช่น ยุแหย่ครอบครัวคนอื่นให้แตกกัน, ไม่ท�ำ บุญอุทศิ ให้บรรพบุรษุ ทีต่ ายไป, เป็นชู้กับเมียผัวชาวบ้านเขา, ไม่เคยทำ�ความเข้าใจ กับคนในครอบครัว

วิธีแก้กรรม : นิมนต์พระมาทำ�บุญที่บ้านในวันสำ�คัญ

เช่น วันขึน้ ปีใหม่ สงกรานต์ หรือตามโอกาสอย่างน้อยปีละครัง้ เพือ่ รวมพลังสามัคคีบญุ ของคนในบ้าน ให้เกิดแต่สง่ิ ดีมมี งคล ทำ�บุญใส่บาตรอุทิศกุศลแก่บรรพบุรุษ เพื่อแสดงถึงความ กตัญญูกตเวทิตาธรรม สวดมนต์ร่วมกันในทุกวันพระ เพื่อ อุทิศบุญแก่เจ้ากรรมนายเวรที่อาฆาตมาดร้าย (บทสวดมนต์ โปรดดูในหนังสือ สวดมนต์ไหว้พระ ชนะเคราะห์กรรม)

ข้อสำ�คัญ : การปรับเปลีย่ นนิสยั จากทีไ่ ม่เคยเอาใจใส่

คนในครอบครัวต้องหันมาทำ�บ้าง จะได้เข้าใจกันมากขึน้ ครอบครัวใด มีพระพุทธเจ้าเป็นผูน้ �ำ มีพระธรรม เป็นแนวทางชีวติ มีพระสงฆ์เป็นผูเ้ ตือนจิตสะกิดใจ ครอบครัวนัน้ เจริญมัน่ คงดี มีลกู ดี มีหลานดี เพราะประพฤติธรรมดี แต่ถา้ ไม่ประพฤติธรรมกันแล้ว มันก็ยงุ่ กันทัง้ ครอบครัว หลวงปู่ปัญญานันทภิกขุ

30 แก้เคราะห์กรรม ทำ�ได้เอง


แก้เคราะห์กรรม ทำได้เอง