Page 1


ผีนั้นน่ากลัว แต่ที่น่ากลัวกว่าผี คือ การเกิดเป็นผี

บรรณาธิการ/เรียบเรียง : ศักดิ์สิทธิ์ พันธุ์สัตย์ ปก : อนุชิต คำ�ซองเมือง รูปเล่ม : เสาวณีย์ เที่ยงตรง ภาพประกอบ : ธนรัตน์ ไทยพานิช, เทิดเกียรติ ปลูกปานย้อย, ชิชกาน ทองสิงห์ พิสูจน์อักษร : อรัญ มีพันธ์


หลักตัดสินก่อนเชื่อ พระพุทธเจ้าได้ให้หลักก่อนตัดสินใจเชื่อหรือยึดถือคำ�สอน หรือคำ�พูดของใครๆ เอาไว้ในกาลามสูตร ดังนี้ “ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำ�ที่ได้ยินได้ฟังมา อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำ�สืบๆ กันมา อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินว่าอย่างนี้ อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำ�รา อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน อย่าได้ยึดถือโดยตรึกตามอาการ อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตน อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรเชื่อได้ อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา เมือ่ ใดท่านทัง้ หลายพึงรูด้ ว้ ยตนเองว่า ธรรมเหล่านีเ้ ป็นกุศล ไม่มีโทษ ผู้รู้สรรเสริญ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมือ่ นัน้ ท่านทัง้ หลายควรเข้าถึง (ยึดถือ) ธรรมเหล่านัน้ เถิด” เก็บความจาก เกสปุตตสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ ข้อที่ ๕๐๕ ความดีที่เกิดจากหนังสือเล่มนี้ ขอน้อมถวายบูชาแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมอบเป็นกตเวทิตาคุณแด่มารดา บิดา ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณทุกท่าน เจ้ากรรมนายเวร สรรพสัตว์ทั้ง ๓๑ ภูมิ และหากหนังสือเล่มนี้ หมดประโยชน์ แก่ท่านแล้ว กรุณาส่งต่อให้กับผู้อื่นต่อไป เพื่อเพิ่มพูนธรรมทานบารมีแก่ตน และร่วมเผยแผ่ รักษาพุทธธรรมคำ�สอนให้ดำ�รงอยู่สืบไป สาธุ


คำ�นำ� เมือ่ พูดถึงผีหลายๆ คนย่อมมีความรูส้ กึ แตกต่างกัน บางคน อาจเห็นว่าผีเป็นเรื่องงมงาย ไม่มีจริง เพราะในชีวิตไม่เคยเห็นผีเลย แต่สำ�หรับบางคนกลับเชื่อเต็มร้อยว่าผีมีจริง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ เคยมีประสบการณ์เกีย่ วกับผีมาก่อน หรืออาจถูกปลูกฝังมาตัง้ แต่เด็ก บางคนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งและพยายามหาหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่า ผีมีจริงหรือไม่กันแน่ ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาได้พูดถึงชีวิตหลังความตาย เอาไว้ว่า คนที่ยังมีกิเลส เมื่อตายไปแล้วดวงจิตหรือวิญญาณจะต้อง ไปเกิดใหม่เป็นมนุษย์ สัตว์ดิรัจฉาน เทวดา สัตว์นรก เปรต หรือ อสุรกาย อย่างใดอย่างหนึ่งตามกรรมที่ท�ำ ไว้ ลักษณะการเกิดของ ผู้มีกิเลสแบ่งออกเป็น ๒ จำ�พวก คือ เกิดเป็นสัตว์ประเภทมีกายหยาบ ได้แก่ เกิดเป็นมนุษย์ สัตว์ดิรัจฉาน เป็นต้น เกิดเป็นสัตว์ประเภทมีกายละเอียด ทีเ่ รียกว่า อาทิสสมานกาย คือ มีกายทิพย์ ได้แก่ เทพ เปรต อสุรกาย สัตว์นรก ซึ่งสัตว์ที่มีกายทิพย์นี้แหละที่คนไทยมักเรียกแบบเหมารวม ว่า “ผี”


แต่ผใี นความหมายทางพระพุทธศาสนาท่านเรียกว่า อสุรกาย จัดเป็นหนึ่งในอบายภูมิทั้ง ๔ ที่คนทำ�บาปจะต้องไปเกิดเพื่อชดใช้ กรรม อสุรกายหรือผีนี้โดยมากเป็นผู้ที่เคยเกิดเป็นมนุษย์มาก่อน แต่ดว้ ยเพราะทำ�กรรมบางอย่างจึงทำ�ให้มาเกิดเป็นอสุรกาย และกรรม ที่ว่านั้นตัวเราเองอาจเคยทำ�หรือกำ�ลังทำ�อยู่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เราอาจจะไม่ใช่แค่กลัวผีหลอกเท่านั้น แต่ต้องกลัวการตายไปเกิด เป็นผีด้วย หนังสือ ระวังจะเกิดเป็นผี เล่มนี้ เรียบเรียงขึ้นเพื่อให้ท่าน ทัง้ หลายได้รถู้ งึ ความมีอยูจ่ ริงแห่งอสุรกาย และตระหนักถึงบาปบุญ คุณโทษ ละเว้นการทำ�ชั่วมุ่งประกอบแต่กรรมดี อันจะยังผลให้ ถอยห่างจากอสุรกายภูมิ นำ�พาตนสู่สุคติภูมิและโลกุตรภูมิต่อไป าตุ จิรํ สตํ ธมฺโม ขอพระสัทธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า จงสถิตอยู่สิ้นกาลนาน

a ศักดิ์สิทธิ์ พันธุ์สัตย์ A (น.ธ.เอก, ป.ธ.๗, พธ.บ.) พฤศจิกายน ๒๕๕๖


สารบัญ ภาคที่ ๑ ตัวตนที่แท้จริงของผี

ผีคืออะไร ๘ ผีคือสัตว์ที่เกิดในอสุรกายภูมิ ๑๑ ข้อยืนยันผีกับอสุรกายเป็นอันเดียวกัน ๑๓ ประเภทของผีหรืออสุรกาย ๑๘ ความต่างระหว่างเทพกับอสุรกาย ๒๒ ยักษ์เป็นผีหรือเทวดา ๒๔ ยักษ์เทพกับยักษ์ผีมีพฤติกรรมแตกต่างกัน ๒๗ เทพแปลงเป็นผีหลอกพระ ๓๑ จุดต่างระหว่างเปรตกับอสรุกาย ๓๓ ผีมีความใกล้ชิดกับมนุษย์มานาน ๓๖ ข้อสรุปเกี่ยวกับตัวตนของผี ๓๙

ผีตามความเชื่อของคนไทย ๔๒

ภาคที่ ๒ ผีตามความเชื่อของคนไทย


ภาคที่ ๓ กรรมที่ทำ�ให้เกิดเป็นผี

ตายแบบไหนทำ�ให้ไปเกิดเป็นผี ๖๖ ความหมายการตาย ๔ แบบ ๖๘ จะเกิดเป็นอะไรอยู่ที่กรรมในจิตดวงสุดท้าย ๗๒ ผีมีที่มา ๒ ทาง ๗๖ บุคคลที่มีโอกาสเกิดเป็นผี ๗๙

ภาคที่ ๔ วิธีช่วยญาติให้พ้นจากความเป็นผี

ความเป็นอยู่ของผี เกิดเป็นผีแล้วทำ�ไมยังต้องการอาหาร ผีกินอาหารได้อย่างไร ทำ�ไมผีจึงปรากฏตัวให้เห็น จะช่วยญาติให้พ้นจากความเป็นผีได้อย่างไร

ภาคที่ ๕ ทำ�อย่างไรไม่ให้ตายไปเป็นผี

เกิดเป็นผีหรือไม่ อยู่ที่วาระจิตดวงสุดท้าย ใจสะอาดหรือเศร้าหมองอยู่ที่กรรม

หลวงปู่ชอบ ผจญผีเจ้าป่า หลวงปู่แหวน ผจญอสูร

๑๐๐ ๑๐๓ ๑๐๕ ๑๐๖ ๑๐๘

๑๑๔ ๑๑๖

๑๒๐ ๑๔๐


ภาคที่ ตัวตนที่แท้จริงของผี

7

บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด


ผี คืออะไร ข้าพเจ้าจำ�ไม่ได้ว่ารู้จักคำ�ว่า ผี และเกิดความรู้สึกกลัวผี ครั้งแรกเมื่อไร จำ�ได้แต่เพียงว่าพอเริ่มจำ�ความได้ ผีและความรู้สึก กลัวผีก็เกิดขึ้นในสมองแล้ว เพราะคราใดที่ข้าพเจ้าร้องไห้ไม่หยุด คุณพ่อคุณแม่ก็มักยกเอาผีขึ้นมาขู่ว่า “ร้องไห้เข้าไป เดี๋ยวผีเป้า มันได้ยินเสียงเด็กมันก็จะมากินตับ” เท่านั้นแหละหยุดร้องไห้ทันที ไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้น พอโตขึ้นหน่อยจะไปเที่ยวที่ไหนดึกๆ ดื่นๆ ท่านก็จะเอาผีมาขู่ให้กลัวจนไม่กล้าไป เด็กไทยส่วนใหญ่โดยเฉพาะทีอ่ ยูต่ ามชนบท มักจะถูกผูใ้ หญ่ ยกเอาเรื่องผีมาขู่หรือสอนให้หยุดพฤติกรรมหรือการกระทำ�ที่ไม่ดี เช่นสอนว่า อย่าทำ�อะไรที่ไม่ดีเดี๋ยวผีจะหักคอ หรือจะทำ�อะไร ก็ให้อายผีสางเทวดาบ้าง บางครั้งผีอาจถูกยกขึ้นมาข่มขู่เพื่อความ ปลอดภัยของเด็ก เช่น ในช่วงฤดูนำ�้ หลาก พ่อแม่มักขู่เด็กว่าไม่ให้ ไปใกล้แม่น้ำ� เพราะผีพรายจะจับไปกิน ด้วยเหตุนี้ผีจึงกลายเป็น สิ่งที่ถูกฝังในหัวมาตั้งแต่เด็ก ข้าพเจ้าเคยคิดว่าผีไม่มีจริง เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นผี สักที อย่างมากแค่ได้ยนิ เขาเล่าให้ฟงั หรือไม่กเ็ ห็นตามละครหรือตาม ภาพยนตร์เท่านัน้ ถึงแม้จะไม่เคยเห็นผีและอยากจะเชือ่ ว่าผีไม่มจี ริง แต่ในส่วนลึกก็ยังกลัวผีอยู่ดี หลวงพ่อพระครูบวรธรรมพินิจ (สงค์ ระวังจะเกิดเป็น

ผี

8


กมโล) เคยบอกกับข้าพเจ้าเมื่อสมัยบวชเป็นสามเณรว่า “ผีที่ไหน จะมาหลอกคน จะมีก็แต่ผีขี้ขลาดเท่านั้นแหละที่หลอกให้กลัว” หมายความว่า คนที่ขี้ขลาดเห็นอะไร ได้ยินอะไร ก็ทึกทักเอาว่า เป็นผี ยังไม่ทนั พิจารณาให้ถว้ นถีก่ ว็ ง่ิ กันป่าราบแล้ว ไม่รวู้ า่ เป็นผีจริง หรือผีปลอม ดังเช่นเรื่องของพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่เขียนเล่าไว้ใน หนังสือ “โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๑๑ หลวงปูฝ่ น้ั อาจาโร” ว่า ในสมัยหนึง่ หลวงปูฝ่ น้ั ได้กราบลาหลวงปูม่ น่ั เพือ่ ไปทำ�ความเพียร ทีถ่ �ำ้ พระบด ณ ภูเขาพระบาทบัวบก อำ�เภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ทีถ่ �ำ้ พระบดนีช้ าวบ้านล�ำ่ ลือว่าผีดมุ าก ใครไปพักเป็นต้องโดนหลอก ทุกราย ตกดึกคืนที่สองหลวงปู่ฝั้นกำ�ลังนั่งภาวนาจู่ๆ ก็ได้ยินเสียง เขย่าต้นไม้เสียงดังเกรียวกราวเป็นระยะ หลวงปู่นึกในใจว่าคงโดน ผีพระบดเล่นงานเข้าให้แล้ว พอคิดดังนั้นก็เกิดความกลัวขึ้นในใจ จนขนลุกชูชนั ท่านจึงกำ�หนดทำ�สมาธิขบั ไล่ความกลัวจนจิตสงบนิง่ เกิดปีติกล้าหาญจึงออกจากกลดมอง ไปรอบทิศตามทีม่ าของเสียง เห็นบ่าง* ๓ ตัวใหญ่เท่าแมวบินไล่กันจับเถาวัลย์ ขย่ ม ไปมาเกิ ด เสี ย งดั ง เกรี ย วกราว ทำ�ให้รู้แน่ชัดว่าผีที่ท่านกลัวนั้นที่แท้ ก็คือบ่างใหญ่นี่เอง หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

* บ่าง คือสัตว์ปีกลักษณะคล้ายค้างคาว อาศัยอยู่ในป่าออกหากินกลางคืน

9

บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด


ผีที่หลวงปู่ฝั้นเจอที่ถ้ำ�พระบดนี้ เป็นผีปลอม คือผีที่เกิดจากจินตนาการ ของเราเอง ที่กล่าวมา ผีใช่จะมีเฉพาะใน จินตนาการเท่านัน้ ทีเ่ ป็นผีจริงๆ ก็มเี ช่นกัน และตามประวัตขิ องหลวงปูฝ่ น้ั ก็มหี ลายครัง้ ที่ท่านประสบกับผีจริงๆ เช่น เมื่อครั้งที่ ธุดงค์ไปที่อ�ำ เภอปากช่อง เด็กคนหนึ่งที่ ติดตามคณะของท่านไปด้วย ได้กระทำ�ละเมิดศีลทำ�ให้ ผีกองกอย* จะเข้ามาทำ�ร้าย หลวงปู่ให้จุดไฟและนั่งล้อมตัวเด็กไว้ จากนั้นท่าน นัง่ สมาธิพอจิตสำ�รวมก็เห็นผีกองกอยตัวนัน้ หน้าเท่าเล็บมือ หน้าตา คล้ายชะนี หล่นตุ๊บลงมาจากต้นไม้แล้วหายตัวไป

ผี

โดยทั่วไปหมายถึงดวงวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว มี ความหมายตรงกับคำ�ว่า เปรต และ อสุรกาย ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา โดยเปรตจะเรียกว่า ผีเปรต แต่ถ้าเป็นอสุรกายมักจะ เรียกว่า ผี เฉยๆ เช่น ผีปอบ ผีกระสือ ผีกระหัง ผีพราย เป็นต้น อสุรกายนอกจากจะเรียกว่าผีแล้ว ยังเรียกว่า ภูต หรือ ปีศาจ อีกด้วย ด้วยเหตุที่ผี ภูต ปีศาจ เป็นพวกเดียวกันจึงมักเรียกรวมกันว่า ภูตผี ปีศาจ

* ผีกองกอย คือผีที่อาศัยอยู่ในป่า ตัวเล็กหน้าตาคล้ายชะนี เชื่อกันว่าเป็นผีคอยล้วงตับไต ไส้พุงของนักเดินป่าเอาไปกิน โดยล้วงเข้าไปทางทวารหนักในยามที่เหยื่อหลับใหล

ระวังจะเกิดเป็น

ผี

10


ผี คือสัตว์ที่เกิดในอสุรกายภูมิ พระพุ ทธศาสนาแบ่งภพภูมิที่สรรพสัตว์ผู้ มีกิ เลสจะต้อง เวียนว่ายตายเกิดไว้ทั้งหมด ๓๑ ภพภูมิ เรียกอย่างเป็นทางการว่า วัฏสงสาร* ๓๑ ภูมิ แบ่งเป็น สุคติภูมิ ๒๗ และทุคติภูมิ ๔ ดังนี้

สวรรค์ ๖ มนุษย์ ๑

รูปพรหม ๑๖

สุคติภูมิ

อรูปพรหม ๔

ทุคติ/อบายภูมิ

นรก

เปรต

สัตว์ ดิรัจฉาน

อสุรกาย

* อ่านว่า วัด-ตะ-สง-สาน มาจากศัพท์บาลีว่า วัฏฏะ (วน, วงกลม) + สังสาระ (เที่ยวไป, ท่องไป) แปลรวมกันว่า การท่องเที่ยววน หมายถึง ภพภูมิที่สัตว์ยังมีกิเลสจะต้องเที่ยววน เวียนว่ายตายเกิด เดิมเขียนเป็น วัฏฏสงสาร ปัจจุบันนิยมใช้ ฏ ตัวเดียว

11

บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด


สุคติภูมิ หมายถึง ภูมิที่ดี ภูมิที่มีความสุข เป็นที่เกิดของ ผู้ที่ประกอบกรรมดี มีทั้งหมด ๒๗ ภูมิด้วยกัน ได้แก่ ๑) มนุสสโลก ภูมิที่อยู่ของมนุษย์ ๑ ๒) เทวตาภูมิ ภูมิที่อยู่เทวดาคือสวรรค์ ๖ ๓) รูปาวจรภูมิ ภูมิที่อยู่ของพรหมที่มีรูปร่างกาย ๑๖ ๔) อรูปาวจรภูมิ ภูมิที่อยู่ของพรหมที่ไม่มีรูปร่างกาย ๔ ทุคติภมู ิ หมายถึง ภูมทิ ไ่ี ม่ดี เป็นทีเ่ กิดของผูป้ ระกอบกรรมชัว่ มีทั้งหมด ๔ ภูมิด้วยกัน เรียกอีกอย่างว่า อบายภูมิ ๔ ได้แก่ ๑) นิรยะ ภูมิเป็นที่อยู่ของสัตว์นรก ๒) ติรัจฉานโยนิ ภูมิเป็นที่อยู่ของสัตว์ดิรัจฉาน ๓) ปิตติวิสัย ภูมิเป็นที่อยู่ของเปรต ๔) อสุรกาย ภูมิเป็นที่อยู่ของอสุรกาย เมื่อดูตามวัฏสงสารทั้ง ๓๑ ภูมิแล้ว บางท่านอาจสงสัยว่า ผีเกิดในภูมไิ หน เพราะในภพภูมทิ ง้ั ๓๑ นัน้ ไม่มภี มู ใิ ดทีก่ ล่าวว่าเป็น ที่เกิดของผีเลย คำ�ตอบก็คือ ผีเกิดในภูมิอสุรกาย เพราะผีกับ อสุรกายเป็นอันเดียวกัน ต่างแต่ภาษาที่ใช้เรียก ผีเป็นคำ�ไทย ส่วนอสุรกายเป็นคำ�ในภาษาบาลี เมื่อว่าโดยความหมายแล้ว ผีกับ อสุรกายเป็นอันเดียวกัน

ระวังจะเกิดเป็น

ผี

12


ข้อยืนยันผีกับอสุรกาย เป็นอันเดียวกัน ดังที่กล่าวมาแล้วว่า คำ�ว่า ผี เป็นคำ�ไทย ดังนั้น คำ�ว่าผี จึงไม่มใี นพระไตรปิฎก จะมีกแ็ ต่ค�ำ ว่า เปรต อสุรกายเท่านัน้ หลักฐาน ที่จะยืนยันได้ว่า ผีตามความเชื่อของคนไทยก็คืออสุรกายในพระไตรปิฎก มีดังนี้

๑. ในหนังสือ สารานุกรมพระ-

พุทธศาสนา นิพนธ์โดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้กล่าวถึงอสุรกายไว้ในหน้า ๒๙ ว่า “อสุรกายเป็นจำ�พวกทีม่ วั ในบาลี ไม่กล่าวถึงเลย ในอรรถกถาก็ได้พบเพียง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สักว่าชือ่ ในปทานุกรมสํสกฤต แก้อสุรศัพท์ ว่า ผู้เป็นอยู่ อธิบายว่า ได้แก่ ผี เป็น อทิสสมานกายประเภททีช่ ว่ั ตรงกับผีไม่มชี อ่ื ผูเ้ ทีย่ วหลอกมนุษย์ให้ตกใจ กลัว. ผีแปลกจากเปรตเพราะเทีย่ วหลอกคน เปรตไม่หลอก เป็นแต่ คนไปพบเข้าเอง หรือเมือ่ จะร้องทุกข์แก่คนก็แสดงตัวให้เห็นเป็นอทิสสมานกาย” 13

บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด


ข้อความข้างต้นนีเ้ ป็นสำ�นวนเก่า คนรุน่ ใหม่อา่ นแล้วค่อนข้าง เข้าใจยาก จึงขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้ ที่ท่านกล่าวว่า อสุรกาย เป็นจำ�พวกที่มัว นั้นหมายความว่า สัตว์จำ�พวกอสุรกายนี้ยังไม่พบ หลักฐานที่เป็นเครื่องยืนยันแน่ชัดว่าคือสัตว์จำ�พวกไหน มีความ เป็นอยู่และรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ภพภูมิตั้งอยู่ที่ไหน ในบาลี หมายถึงในพระไตรปิฎกบาลีกไ็ ม่ได้กล่าวถึง ในอรรถกถา หมายถึง ในคัมภีร์อรรถกถาที่เป็นคัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎกก็พบแต่เพียง คำ�ว่าอสุรกายเท่านั้น ไม่มีคำ�อธิบายอะไรเพิ่มเติมถึงรายละเอียด จะพบรายละเอียดบ้างก็ในคัมภีร์ปทานุกรมสํสกฤต (อ่านว่า ปะทา-นุ-กรฺม-สัน-สะ-กริด) ที่ให้ความหมายของอสุรกายไว้ว่า “อสุร แปลว่า ผูเ้ ป็นอยู่ ได้แก่ ผี เป็นอทิสสมานกายประเภท ที่ชั่ว ตรงกับผีไม่มีชื่อผู้เที่ยวหลอกมนุษย์ให้ตกใจกลัว” จากข้อความในคัมภีร์ปทานุกรมสํสกฤตนี้ ได้บอกเอาไว้ ชัดเจนว่า อสุรกาย คือ ผีที่เที่ยวหลอกมนุษย์ให้ตกใจกลัว อทิสสมานกาย แปลว่า พวกที่มีกายไม่ปรากฏ คือมอง ไม่เห็น แบ่งเป็น ๒ จำ�พวก คือ ๑) จำ�พวกทีอ่ ยูใ่ นเทวโลก ได้แก่ เทวดาและพรหม ถือเป็น อทิสสมานกายฝ่ายดี

ระวังจะเกิดเป็น

ผี

14


๒) จำ�พวกที่อยู่ในอบายภูมิ ได้แก่ สัตว์นรก เปรตและ อสุรกาย ถือเป็นอทิสสมานกายฝ่ายชั่ว ด้วยเหตุนี้ในคัมภีร์ปทานุกรมสสํ นั สกฤตท่านจึงกล่าวว่า ผีเป็นอทิสสมานกายประเภททีช่ ว่ั คือเป็นอทิสสมานกายที่อยู่ในอบายภูมิหาความเจริญไม่ได้นั่นเอง

๒. อีกข้อความหนึ่งที่สามารถ

นำ�มายืนยันได้ว่า ผีกับอสุรกายเป็นพวก เดียวกันก็คือ คำ�ของพระเดชพระคุณ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ�) วัดท่าซุง ท่านกล่าวไว้ในหนังสือไตรภูมิ หน้า ๑๐๒ ว่า

พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ�)

“...บนดินแดนของมนุษย์ ภาพข้างหน้าเกลื่อนกล่นไปด้วยผี บรรดาผีทั้งหลายนี่เราเรียกกันว่า อสุรกายบ้าง สัมภเวสีบ้าง...” และกล่าวไว้ในหนังสือ ตายแล้วไม่สูญ...ตายแล้วไปไหน หน้า ๒๕๑ อีกว่า “คำ�ว่า ผี เป็นศัพท์ไทยสมัยก่อน ศัพท์จริงของเขาออกเสียง ว่า “ปี๋” แปลว่า “มืด” แต่คนไทยเมืองใต้ ลิ้นอ่อนเกินไปนิดหนึ่ง จึงทำ�ให้เสียงเพี้ยนไปกลายเป็นผี ศัพท์ว่า ผี นี้ ดูตามภาษาบาลี ที่จัดว่าเป็นแม่ภาษาก็ไม่เห็นมี บาลีเรียกว่า “อสุรกาย” แปลว่า มีกายไม่กล้า คือคอยหลบๆ ซ่อนๆ ไม่กล้าปรากฏตัวต่อหน้าประชาชน” 15

บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด


ข้อความในวรรคท้ายนี้หลวงพ่อบอกว่า ผี ไม่มีในพระไตรปิฎกบาลี เพราะในพระไตรปิฎกเรียกผีว่า อสุรกาย เป็นการ ยืนยันชัดเจนว่า ผีคืออสุรกาย อสุรกายก็คือผี

๓. อาจารย์เสถียรพงษ์ วรรณปก

ราชบัณฑิต เคยเขียนลงในหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ในคอลัมน์มีศัพท์มีแสง ศัพท์ ๕๗. ภูต-สัมภเวสี เอาไว้ว่า “เฉพาะสัมภเวสีทแ่ี ปลว่า “เร่รอ่ น อ.เสถียรพงษ์ วรรณปก หาที่เกิด” มิได้หมายเอาวิญญาณเร่ร่อน ราชบัณฑิต เพราะแนวคิดเรื่องวิญญาณเร่ร่อนไม่มีใน พระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเชื่อว่าพอตายลงจิตหรือวิญญาณก็ดับ (ขันธ์ ๕ = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดับหมด) แต่ดับปุ๊บ ก็เกิดปับ๊ ในทันที จะเกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่กรรมจัดสรรให้เป็นไป ไม่มี ช่องว่างให้วิญญาณเร่ร่อนไปที่ไหน ส่วน “ผี” ที่คนพบเห็นบางครั้ง บางคราวนัน้ เป็นสัตว์ (being) ชนิดหนึง่ ทางพระเรียกว่า “อสุรกาย”

๔. หลวงปู่พุทธทาส

ได้พดู ถึง ลักษณะของอสุรกายในความหมายของ ภาษาคน หรือตามความเข้าใจของคนทัว่ ไป ไว้ในหนังสือเรือ่ ง นรกกับสวรรค์ ว่า ระวังจะเกิดเป็น

ผี

16

พุทธทาสภิกขุ


“อสุรกาย ก็คือ ผีชนิดหนึ่ง ที่ไม่ต้องการแสดงตัวให้ใครเห็น เพราะเขากลัว เขามีความขลาด” จากข้อความของครูบาอาจารย์ผู้ทรงความรู้ทางพระพุทธศาสนาทัง้ ๔ ท่านทีย่ กมาข้างต้น เป็นหลักฐานยืนยันได้วา่ อสุรกาย ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา กับผีตามความเชื่อของคนไทยเป็น พวกเดียวกัน เพียงแต่ผใี นความหมายของคนไทยรวมเอาเปรตเข้าด้วย แต่โดยหลักใหญ่ใจความแล้วหมายเอาอสุรกายโดยตรง เมือ่ ว่าตามนีแ้ ล้ว ผีจงึ มีตวั ตน ทัง้ ยังถูกกล่าวขานหรือบันทึก ไว้ในพระไตรปิฎกในนามของอสุรกายอีกด้วย และจากข้อวินจิ ฉัย ข้างต้นนี้ ทำ�ให้ตัวตนของอสุรกายที่ยังคลุมเครือในคัมภีร์ต่างๆ ปรากฏชัดเจนมากขึ้น อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของคนไทย ซึ่งมี ความคุ้นเคยเกี่ยวกับผีมานาน ย่อมนึกภาพของอสุรกายได้ชัดว่า มีหน้าตา ตัวตน ความเป็นอยู่อย่างไร เพราะผีมีตัวตนที่ฝังอยู่ใน ความเชื่อและจินตนาการของคนไทยอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อบอกว่า อสุรกายก็คือผี ผีก็คืออสุรกาย ภาพของผีหรืออสุรกายก็จะปรากฏ ชัดขึ้นในจินตนาการทันที

อ่านให้รู้ รู้แล้วลงมือทำ� ทำ� ทำ� ทำ� เท่านั้น จึงจะเป็นสุข ที่พึ่งของตนที่ดีที่สุด คือ ความดี คิดดี ทำ�ดี พูดดี สิ่งดีๆ จะตามมา พาพ้นทุกข์ สุขทุกขณะ สาธุ สาธุ สาธุ

17

บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด


ประเภทของผีหรืออสุรกาย ผีหรืออสุรกายนั้นเมื่อกล่าวโดยชื่อแล้วมีมากมายหลายชนิด แต่เมื่อกล่าวตามลักษณะความเป็นอยู่แล้ว แบ่งเป็น ๒ พวกใหญ่ๆ คือ ๑. พวกมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ได้แก่ ผีที่สถิต ตามป่าเขา โขดหิน ต้นไม้ แม่น้ำ� ลำ�คลอง ศาลต่างๆ ที่มนุษย์ สร้างให้ หรือบ้านเรือนของมนุษย์ ผีหรืออสุรกายประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกที่มีกรรมไม่ ห นั ก มีความเป็นอยูท่ ค่ี อ่ นข้างสบาย ไม่คอ่ ยอดอยาก บางตนมีวมิ านเป็น ของตนเอง มีพลังอำ�นาจ สามารถแสดงฤทธิ์ ต่า งๆ โชคดีที่ยังมีกรรมดีช่วยหนุน ได้ เช่น สามารถเข้าสิงคน จึงสบาย ไม่ต้องเร่ร่อน และให้ พู ด จาเหมื อ นตน แกล้ ง ทำ � คนให้ เ จ็ บ ป่ ว ย หรือรักษาคนป่วยให้หายได้ บางตนมีฤทธิ์ถึงขั้นเรียก ฝน เรียกลม หรือทำ�ให้ ฝนแล้งก็ได้

ระวังจะเกิดเป็น

ผี

18


ผีหรืออสุรกายประเภทนี้ จัดเป็นผีชั้นสูง เรียกว่า เทวอสุรกาย ผีกึ่งเทพ หรือเทพกึ่งผี คือถ้าจัดเป็นเทพก็เป็นเทพชั้นตำ�่ หรือเทพชั้นเลว ถ้าจัดเป็นผีก็ถือว่าเป็นผีชั้นสูง ซึ่งก็ได้แก่ ผีฟ้า ผีบ้านผีเรือน ผีบรรพบุรุษ ผีเจ้าพ่อ ผีเจ้าแม่ หรือผีปู่ย่าที่มนุษย์ ให้ความเคารพนับถือ เลี้ยงบูชาเซ่นสรวงด้วยเครื่องเซ่นต่างๆ เพื่อ ขอให้ผีเหล่านั้นช่วยรักษาคุ้มครอง หรือช่วยเหลือในกิจอย่างใด อย่างหนึ่งเพื่อแลกกับเครื่องเซ่น ผีจ�ำ พวกนี้โดยมากจะเป็นอยู่ดว้ ย การรับสินบนจากมนุษย์ คือไม่ว่ามนุษย์บนบานสิ่งใดก็จะบันดาล สิ่งนั้นให้ตามต้องการเพื่อแลกกับเครื่องเซ่น ผีชนิดนี้จึงอยู่ในฐานะ เป็นที่เคารพบูชาของมนุษย์ ๒. พวกทีเ่ ร่รอ่ นไม่มที อ่ี ยูเ่ ป็นหลักแหล่ง ผีหรืออสุรกาย ประเภทนี้ เป็นผีประเภทที่ มีกรรมหนัก มีความเป็นอยู่ หิวเหลือเกิน ลำ�บาก อดอยากหิวโซ มี หน้ า ตาน่ า เกลี ย ดน่ า กลั ว เที่ ย วเร่ ร่ อ นไปตามสถานที่ ต่างๆ เช่น ป่าช้า กองขยะ ตามถนนหนทาง ตามบ้านเรือน เพื่อหากิน พบอะไร ที่พอกินเป็นอาหารได้ เช่น ซากศพ ซากสัตว์ อุจจาระ ทำ�บาปหนักระวังเกิดเป็นผีอดอยาก 19

บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด


หรือของเซ่นไหว้ ก็นั่งลงกินบรรเทาความหิว ผีประเภทนี้มีชื่อเรียก อย่างเป็นทางการว่า กาลกัญชิกาอสุรกาย แปลว่า ผีที่มีรูปร่าง ดำ�เมือ่ มน่าเกลียด ผีหรืออสุรกายประเภทนีจ้ ะมีความเป็นอยูค่ ล้ายกับ เปรต คือเที่ยวเสาะแสวงหาอาหารเพื่อประทังความหิวไปเรื่อยๆ มีของกินทีไ่ หนก็ไปทีน่ น่ั หากพบสถานทีท่ ม่ี อี าหารอุดมสมบูรณ์กจ็ ะ ปักหลักอยูท่ น่ี น้ั นานหน่อย หรืออาจปักหลักอยูเ่ ป็นการถาวรไปเลย ซึ่งได้แก่ ผีปอบ ผีกระสือ ผีกระหัง ผีโพง เป็นต้น ผีหรืออสุรกายอีกประเภทหนึง่ ทีจ่ ดั ว่าเป็นผีเร่รอ่ นเหมือนกัน คือ ผีจำ�พวก “สัมภเวสี” ผีที่เป็นวิญญาณของผู้ที่ตายก่อนกำ�หนด คือตายก่อนหมดอายุขยั ภาษาชาวบ้านเรียกการตายเช่นนีว้ า่ ตายโหง เช่น ถูกฆ่าตาย ถูกรถชนตาย ตกน�ำ้ ตาย ฆ่าตัวตาย ตายทัง้ กลม หรือ ตายด้วยอุบัติเหตุ เป็นต้น ผู้ที่ตายในลักษณะอย่างนี้ มักมีผู้พบเห็น วิญญาณหรือปรากฏกายหลอกหลอนผู้คนอยู่เสมอๆ การแบ่งผีหรืออสุรกายออกเป็น ๒ จำ�พวกเช่นนี้สอดคล้อง กับที่พระเดชพระคุณพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ�) ได้ กล่าวไว้ในหนังสือ ไตรภูมิ หน้า ๑๐๒ ว่า “บรรดาผีทั้งหลายที่เราเรียกกันว่า อสุรกายบ้าง สัมภเวสี บ้าง..เรามองดูแล้วจะมีอยู่ ๒ แบบด้วยกัน คือ แบบที่ ๑ พวกอสุรกายที่ยังมีกรรมหนัก ร่างกายทรุดโทรม หน้าตาซีดเซียว เรียกว่าไม่มีความสง่าผ่าเผย ผอมกะหร่อง ผมเผ้า รุงรังน่าเกลียด ไม่ใช่น่ากลัว...น่าสะอิดสะเอียน อสุรกายพวกนี้ มีความเป็นอยู่ดีกว่าเปรตนิดหนึ่ง คือหากินได้ แต่ทว่าจะต้องหากิน ระวังจะเกิดเป็น

ผี

20


ของประเภทที่เขาทิ้งแล้ว บูดเน่าแล้ว อย่างซากศพคนตาย สุนัขตาย ควายตาย สัตว์ตาย หรือเศษอาหารที่เขาทิ้งไว้เน่าๆ ... ตานี้ อสุรกายอีกพวกหนึ่ง มีความดีมากใกล้จะพ้นจากความ เป็นอสุรกายแล้ว คือว่าโทษทัณฑ์ทเ่ี ป็นเศษกรรมในภาวะของการเป็น อสุรกายใกล้จะหมดไป ตอนนี้มีรูปร่างหน้าตาอ้วนท้วนใหญ่โต แต่ทว่า ผิวดำ�มะเมือ่ ม อสุรกายพวกนีม้ กี �ำ ลังมาก มักจะชอบรับสินบนจากชาวบ้าน แล้วก็ปลอมแปลงตัวเป็นเจ้าเข้าทรง... บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ระวังอสุรกายปลอม ผู้ที่ เข้าทรง นับถือเจ้า นับถือเทวดา ระวังให้มาก พวกนี้มีความรู้มาก เหมือนกัน ถ้าใครตายแล้วไปเกิดที่ไหน เขาสามารถบอกได้ ใคร บนบานศาลกล่าวอะไรใครไว้เขาก็รู้เหมือนกัน แล้วเขาก็มีอำ�นาจ บางอย่างที่จะรักษาโรคได้ จะบันดาลอะไรได้บางอย่างตามสมควร แต่ว่ากำ�ลังไม่เสมอเทวดา” สรุปก็คือ ผีมีทั้งที่เป็นผีชั้นดี และผีชั้นเลว ผีชั้นดีจะมีฤทธิ์ มีเดชสามารถดลบันดาลอะไรต่างๆ ได้ ไม่ค่อยมีความลำ�บากใน การเป็นอยู่ ส่วนผีชน้ั เลวนัน้ เป็นพวกทีม่ กี รรมหนัก มีความเป็นอยูท่ ล่ี �ำ บาก ทั้งฤทธิ์ก็ไม่มี วันๆ ได้แต่เร่ร่อนหาเศษอาหารกินประทังความหิว

21

บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด


ความต่างระหว่างเทพ กับอสุรกาย พระพุทธเจ้าทรงจำ�แนกการเกิดของสรรพสัตว์เอาไว้ใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ ข้อที่ ๑๔๗ ว่ามี ๔ ลักษณะคือ

๑. ชลาพุชะ

สัตว์จำ�พวกที่เกิดในครรภ์ เช่น มนุษย์ สัตว์ดิรัจฉานบางชนิด เช่น วัว ควาย ช้าง ม้า เป็นต้น

๒. อัณฑชะ สัตว์จ�ำ พวกที่เกิดในไข่ เช่น สัตว์จำ�พวกนก

ไก่ เป็ด ปลา แมลงบางชนิด เป็นต้น

๓. สังเสทชะ

สัตว์จ�ำ พวกที่เกิดในสิ่งสกปรก ได้แก่พวก หนอน หรือแมลงบางชนิด

๔. โอปปาติกะ

สัตว์จำ�พวกที่ผุดเกิดขึ้น ได้แก่ พวก กายทิพย์ ผุดเกิดขึ้นด้วยอำ�นาจแห่งกรรม ไม่ต้องอาศัยการอยู่ ร่วมกันของมารดาบิดา ได้แก่ เทวดา เปรต อสุรกาย สัตว์นรก ในบรรดาสัตว์จ�ำ พวกโอปปาติกะนี้ แม้จะเป็นพวกกายทิพย์ เหมือนกัน แต่ความงามและความผ่องใสของกายจะมีความแตกต่างกัน เช่น ร่างกายของเทวดาในสวรรค์ชน้ั สูงจะผ่องใสสวยงามรุง่ เรืองกว่า กายของเทวดาในสวรรค์ชน้ั ต�ำ่ กว่า กายของเทวดาชัน้ สูงสุดซึง่ ถือว่า ระวังจะเกิดเป็น

ผี

22


สวยงามและผ่องใสที่สุดในบรรดาสวรรค์ทุกชั้น หากเทียบกับกาย ของพรหมชัน้ ต�ำ่ สุดแล้ว กล่าวได้วา่ กายของเทวดางามไม่ติดฝุ่น ความงามของเทวดาด้ ว ยกั น ยั ง แตกต่ า งกั น ในแต่ ล ะชั้ น ไม่ต้องพูดถึงกายของเปรต อสุรกาย และสัตว์นรกว่าจะห่างชั้น จากเทวดามากแค่ไหน ต่อให้เปรต อสุรกาย ที่สุขสบายกว่าเปรต อสุรกายทั้งมวลก็ตาม เมื่อเทียบกับเทวดาชั้นต่ำ�สุดแล้ว ความ รุง่ เรืองของร่างกายก็ไม่ถงึ เศษเสีย้ วของเทวดาเลย อุปมาเหมือนกาย ของนางลิงรุ่นจมูกแหว่งกับนางงามจักรวาลเลยทีเดียว ข้อแตกต่างอีกอย่างคือ พวกเทวดาเมื่อผุดเกิดขึ้นแล้วจะมี ร่างกายเป็นหนุ่มเป็นสาว อายุราวสิบสี่สิบห้าปี ไม่ว่าก่อนตายนั้น จะมีอายุเท่าไรก็ตาม ส่วนเปรต อสุรกาย และสัตว์นรกนัน้ ตอนตาย มีอายุเท่าไร เมื่อผุดเกิดขึ้นก็จะมีอายุเท่านั้น เช่น ตายตอนเป็นเด็ก ก็เกิดเป็นเปรตเด็ก ผีเด็ก ตายตอนแก่ก็เกิดเป็นเปรตแก่ ผีแก่ คือ ตายตอนช่วงอายุเท่าไรก็เกิดมีหน้าตาอายุเท่านั้น อนึ่ง กายของเทวดาจะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอม ส่วนกาย ของเปรต อสุรกายหรือผีจะเต็มไปด้วยกลิ่นสาบสาง เน่าเหม็น น่าสะอิดสะเอียน แต่ก็มีบ้างที่เปรตหรืออสุรกายบางตนมีหน้าตา น่าเกลียด แต่เมือ่ ได้รบั ส่วนบุญทีญ ่ าติท�ำ บุญอุทศิ ไปให้ จะมีหน้าตา ผ่องใส กลิ่นกายหอม สวยสดงดงาม แต่ถึงกระนั้นก็ยังห่างชั้นจาก เทวดาอยู่ดี

23

บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด


ยักษ์เป็นผีหรือเทวดา ยักษ์ที่เป็นอสุรกาย หรือผีก็มี

ยักษ์ที่เป็นเทวดาก็มี

เ มื่ อ พู ด ถึ ง คำ � ว่ า ยักษ์ เรามักนึกถึงยักษ์ ตัวโตๆ หน้าตาดุรา้ ย ตาถมึงทึง มีฟันขนาดใหญ่ มีเขี้ยวยื่น ออกมาจากปาก ๒ ซี่ มือถือ กระบอง นิสัยดุร้าย ชอบจับ คนหรื อ สั ต ว์ กิ น เป็ น อาหาร นัน่ เป็นยักษ์ทถ่ี า่ ยถอดออกมา จากจินตนาการของคน

ยักษ์ มาจากคำ�ว่า ยักขะ ในภาษาบาลี แปลว่า ผูพ้ ยายาม

นำ�มาซึง่ เครือ่ งพลีกรรม พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คอื พวกทีห่ าทางทำ�ให้ มนุษย์เซ่นสรวงบูชา เพื่ออาศัยข้าวปลาอาหารที่เขาเซ่นสรวง บูชานั้นเป็นอยู่ วิญญาณของผู้ที่ต้องการเครื่องเซ่นสรวงนั้น มี ๒ กลุ่ม คือ พวกทีเ่ ป็นเทวดากลุม่ หนึง่ และพวกทีเ่ ป็นผีหรืออสุรกายกลุม่ หนึง่ ดังนั้น คำ�ว่า ยักษ์ จึงเป็นคำ�กลางๆ คือมีทั้งยักษ์ที่เป็นเทวดา และ ยักษ์ทเ่ี ป็นผีหรืออสุรกาย นัน่ หมายความว่า วิญญาณทีพ่ วกมนุษย์ พากันบวงสรวงบูชานั้น มีทั้งที่เป็นเทวดาและเป็นผีหรืออสุรกาย ระวังจะเกิดเป็น

ผี

24


การที่จะแยกแยะว่าวิญญาณที่เราบวงสรวงบูชาอยู่เป็น เทวดาหรือเป็นอสุรกาย เป็นเรือ่ งทีท่ �ำ ได้ยากมาก ดังเช่นในเรือ่ งของ การเข้าทรง เราไม่รู้หรอกผู้ที่เราอัญเชิญมาเข้าทรงเป็นเทวดาหรือ อสุรกายสวมรอยมา เพราะโดยธรรมชาติของอสุรกายหรือผีจ�ำ พวก ยักษ์น้ี จะเป็นผูม้ ฤี ทธิม์ าก และมักจะสวมรอยเป็นเทพหรือเป็นบุคคล ที่มนุษย์นับถือเข้าทรงแทน เพื่อจะรับเอาเครื่องเซ่น ดังที่พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ�) กล่าวไว้ในหนังสือ “ไตรภูมิ” ว่า “อสุรกายพวกนี้มีกำ�ลังมาก มักจะชอบรับสินบนจากชาวบ้าน แล้วก็ปลอมแปลงตัวเป็นเจ้าเข้าทรง บางทีก็ไปหลอกพระ พระที่มี ความเข้าใจไม่ถึง ก็คิดว่าบรรดาอสุรกายพวกนี้แหละเป็นผู้วิเศษ ถ้าใครนิยมพระศรีอาริย์ เขาก็จะเข้าไปสอดแทรกแล้วก็บอกว่าเป็น พระศรีอาริย์ หรือว่าใครนิยมเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เทวดาองค์ใด องค์หนึ่งก็ตาม พวกนี้นิยมเข้าไปแทรก บอกว่าเขาเป็นคนนั้น บรรดา พวกเข้าทรงทั้งหลาย ถูกพวกนี้ปลอมมาก เคยพบมาหลายราย พวกนี้ มีรูปร่างหน้าตาแข็งแรงใหญ่โตทะมัดทะแมง” ดังทีก่ ล่าวมา ยักษ์ทเ่ี ป็นเทพกับยักษ์ทเ่ี ป็นอสุรกายมีลกั ษณะ ความเป็นอยู่ที่คล้ายกันมาก เพราะอสุรกายมักแอบแฝงแสดงตัว หรือสวมรอยเป็นเทพหลอกให้มนุษย์บูชา แต่ก็มีข้อสังเกตอยู่ว่า

๑. เทวดาที่เป็นยักษ์จะไม่เข้าสิงมนุษย์หรือทำ�ร้ายมนุษย์

เพื่อเรียกร้องหรือใช้เป็นข้อต่อรองให้มนุษย์เลี้ยงดู จะเข้าสิงหรือ ทำ�ร้ายก็ต่อเมื่อถูกเบียดเบียนก่อน อาทิไปทำ�ลายที่อยู่ หรือกระทำ� 25

บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด


ในสิ่งที่เป็นการลบหลู่ดูหมิ่น ถ้าไม่มีเหตุอันควรจะไม่ทำ�ร้ายใคร ส่วนยักษ์ที่เป็นอสุรกายมักจะเข้าสิงหรือเที่ยวหลอกหลอนมนุษย์ ข่มขู่ให้กลัว หรือทำ�ให้เจ็บป่วย เพือ่ เป็นข้อต่อรองให้มนุษย์ท�ำ ตาม ข้อเรียกร้องของตน เช่น ให้สร้างที่อยู่ให้ ให้เลี้ยงดูด้วยอาหาร หวานคาว เป็นต้น

๒. เครื่องสำ�หรับเซ่นสรวง

ถ้าหากเป็นเทวดาท่านจะรับ เฉพาะเครือ่ งเซ่นไหว้ทเ่ี ป็นผลไม้ ของหวาน หรืออาหารคาวทีส่ กุ แล้ว แต่ถ้าหากเป็นอสุรกายจะโปรดปรานเครื่องบูชาหรือเครื่องเซ่น ที่เป็นของสดของคาว เช่น หัวหมู ไก่สด หรือสุรา เป็นต้น

๓. การปรากฏกายของอสุรกายมักปรากฏร่างเป็นสัตว์

สีด�ำ เช่น สุนัขดำ� เป็นค้างคาว เป็นแมวดำ� หรือปรากฏเป็นคนที่มี รูปร่างอ้วนใหญ่มหึมา ผิวสีดำ�ทะมึน ส่วนเทวดาจะปรากฏกายเป็น คนธรรมดา ข้อสังเกตทั้ง ๓ จุดนี้ยังไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ว่า ดวงวิญญาณนั้นเป็นยักษ์ที่เป็นเทพหรือเป็นยักษ์ที่เป็นอสุรกาย ถ้าจะ ให้แน่ชัดต้องดูด้วยตาใน คือดูด้วยตาทิพย์เท่านั้น

ระวังจะเกิดเป็น

ผี

26


ยักษ์เทพกับยักษ์ผี มีพฤติกรรมแตกต่างกัน

ยักษ์เทพทำ�สิ่งดีแก่มนุษย์ เรือ่ งนีม้ กี ล่าวไว้ในหนังสือพระธัมมปทัฏฐกถา แปล ภาค ๗ หน้า ๒๓๑ เรือ่ งสานุสามเณร ความว่า สามเณรองค์หนึง่ ชือ่ “สานุ” ออกบวชเมื่ออายุ ๗ ขวบ ครั้นบวชแล้ว เหล่าภิกษุเห็นว่าสามเณร เป็นผูม้ คี วามสามารถและมีภมู ธิ รรม จึงให้สามเณรขึน้ สวดประกาศธรรม ท่ามกลางพระภิกษุและญาติโยมที่มาฟังธรรมในวันธัมมัสสวนะ ซึง่ สามเณรสามารถแสดงธรรมได้อย่างองอาจ มีความไพเราะ เป็นที่ ยกย่องกันในหมูพ่ ทุ ธบริษทั และเหล่าเทพ ก่อนจบการประกาศธรรม ทุกครั้ง สามเณรจะกล่าวอุทิศบุญให้กับมารดาของตน นางยักษิณี ตนหนึ่งเคยเป็นมารดาของสามเณรในอดีตชาติ ได้อนุโมทนารับเอา ส่วนบุญที่สามเณรอุทิศให้ ทำ�ให้นางมีรัศมีสว่างไสวกว่าเทวดา หลายองค์ และได้รับเกียรติจากเทวดาทั้งหลายในฐานะเป็นมารดา ของสานุสามเณร ต่อมา สามเณรมีความกระสันอยากสึก และได้กลับมาบอก แก่มารดา มารดาพยายามเกลีย้ กล่อมให้เปลีย่ นใจ แต่สามเณรก็ยงั ยืนยันจะสึกให้ได้ ฝ่ายนางยักษิณอี ดีตมารดารูเ้ ข้าและไม่ตอ้ งการให้ 27

บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด


ลูกเณร เป็นอะไรไป

นางยักษ์เข้าสิงสานุสามเณร

สามเณรสึก จึงเข้าสิงสามเณร ล้มลง ตาเหลือกลาน มารดา เห็นสามเณรมีอาการแปลก ประหลาดก็ตกใจ วิง่ เข้าช้อน สามเณรวางไว้ บ นตั ก พลาง กล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ฟังคำ� ของพระอรหันต์มาว่า ผู้ที่ ถือศีล พวกผี ยักษ์จะไม่ท�ำ ร้าย เหตุไฉนผีจึงเข้าสิงสามเณร ลูกของฉันเล่า”

นางยักษิณใี นร่างของสามเณรได้กล่าวตอบว่า “ทีท่ า่ นได้ยนิ มานัน้ ไม่ผดิ หรอก แต่ทเ่ี ราเข้าสิงสามเณรนีก้ เ็ พือ่ จะบอกกล่าวห้ามปราม สามเณรไม่ให้สกึ เพราะชีวติ ของสมณะก็เหมือนกับการหนีออกจาก เรือนทีถ่ กู ไฟไหม้ไปแล้ว อย่าได้คดิ สึกออกมาให้ไฟเผาผลาญอีกเลย” จากนัน้ ก็ออกจากร่างสามเณรไป สามเณรเมื่อได้สติกลับคืนมา เห็นมารดาร้องไห้ก็ถามว่า เกิดเรือ่ งอะไรขึน้ เมือ่ ได้ฟงั เรือ่ งทัง้ หมด จึงเกิดความสังเวชเปลี่ยนใจ ไม่สึก กลับวัด ตั้งใจปฏิบัติธรรม ไม่นานก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ชัดว่านางยักษิณีเข้าสิงสามเณรก็เพื่อ ยับยัง้ สามเณรไม่ให้สกึ ไม่ได้มาเรียกร้องเพีอ่ อยากได้เครือ่ งเซ่นสรวง ระวังจะเกิดเป็น

ผี

28


อันใด คือเข้าสิงด้วยความปรารถนาไม่อยากให้สามเณรเดินทางผิด ซึ่งการเข้าสิงครั้งนั้นเป็นผลให้สามเณรเปลี่ยนใจไม่สึก และตั้งใจ ปฏิบัติธรรมจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ การกระทำ�เช่นนี้ ถือว่าเป็น การกระทำ�ของยักษ์ที่เป็นเทวดา

ยักษ์ผีมักทำ�ร้ายมนุษย์เพราะขัดใจ เรือ่ งทีจ่ ะเล่าต่อไปนี้ ยกมาเพือ่ เป็นข้อพิจารณาเปรียบเทียบ ความแตกต่างทางพฤติกรรมของผีกบั เทพ เรือ่ งนีเ้ กิดขึน้ กับน้องชาย ของข้าพเจ้าเอง คือเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๒ น้องชายของข้าพเจ้า (นาย แสงทิพย์ พันธุ์สัตย์ อายุ ๓๒ ปี อยู่บ้านตาดภูวงใหม่พัฒนา อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร) จูๆ่ ก็เกิดอาการปวดหัวอย่างแรง คล้ายกับ ถูกคีมขนาดใหญ่หนีบทีศ่ รี ษะอย่างแรงร้องทุรนทุราย แม่ของข้าพเจ้า และญาติๆ ได้น�ำ ตัวส่งโรงพยาบาล เมือ่ ไปถึงโรงพยาบาลอาการปวด กลับหายเป็นปกติ หมอตรวจเอ็กซเรย์ดกู ไ็ ม่พบอะไรผิดปกติจงึ อนุญาต ให้กลับบ้าน แต่พอกลับมาถึงบ้านอาการปวดหัวก็กลับมาอีก เป็นอยู่ ๒-๓ วันกระทั่งเพ้อไปต่างๆ นานา คล้ายคนเสียสติ และอาการ เริ่มหนักขึ้น จากที่เคยได้สติบ้างกลับไม่ได้สติอะไรเลย แม่พยายาม ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่หมอก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าไม่มี อาการของโรคใดๆ แม่จงึ ตัดสินใจไปหาหมอธรรม (หมอดูทางใน) ประจำ�หมูบ่ า้ น หมอธรรมให้คำ�ตอบว่า อาการที่น้องชายของข้าพเจ้าเป็นอยู่นั้น เกิดจากการกระทำ�ของผีเจ้าปูท่ ส่ี วนยาง สาเหตุเพราะน้องชายไปบน 29

บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด


ผีเจ้าปูไ่ ว้ว่าถ้าถูกหวยจะถวายหัวหมู ซึ่งก็ถูกหวยจริง แต่ไม่ยอมไป แก้บน ท่านจึงมาทวง

ศาลที่สร้างแก้บนที่สวนยาง

เมื่ อ นำ � เรื่ อ งนี้ ไ ป สอบถามกับน้องชายก็เป็น อย่างที่หมอธรรมบอกจริงๆ รุ่งขึ้นแม่และญาติพี่น้องจึง ได้จัดเตรียมของขึน้ ไปสร้าง ศาลและนำ�หัวหมูไปถวาย แก้บน ซึ่งหลังจากที่แก้บน แล้ว อาการของน้องชายก็ หายเป็นปกติ

เรือ่ งนีอ้ าจฟังดูไม่คอ่ ยจะน่าเชือ่ ถือเท่าไรนักสำ�หรับคนในเมือง แต่ส�ำ หรับคนชนบทที่ได้สัมผัสกับเรื่องแบบนี้อยู่บ่อยๆ ทั้งที่เกิดกับ ตนเองและกับคนใกล้ตัวหรือคนไกลตัว ย่อมเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องจริง ยักษิณีที่เข้าสิงสามเณรกับวิญญาณเจ้าปู่ที่ทำ�กับน้องชาย ของข้าพเจ้า มีข้อแตกต่างที่พอจะแยกแยะได้ว่าพฤติกรรมแบบใด เป็นพฤติกรรมของเทพ พฤติกรรมแบบใดเป็นพฤติกรรมของผีหรือ อสุรกาย เทพย่อมเข้าสิงหรือทำ�ร้ายมนุษย์ด้วยความหวังดีต่อผู้นั้น แต่ สำ � หรั บ ผี ห รื อ อสุ ร กายย่ อ มทำ � ร้ า ยมนุ ษ ย์ เ พราะต้ อ งการทวง ค่าสินบน หรือทำ�ร้ายเพื่อให้เขาบูชาเซ่นสรวงตนเท่านั้น ระวังจะเกิดเป็น

ผี

30


เทพแปลงเป็นผีหลอกพระ อีกเรื่องหนึ่ง มีกล่าวไว้ในหนังสือ พุทธฤทธิ์ จิตเมตตา มหาเสน่ห๑์ ว่าด้วยบทสวดมนต์ กรณียเมตตสูตร ซึ่งมีบันทึกไว้ใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ ว่า “สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดพระเชตวัน กรุง สาวัตถี มีภกิ ษุจ�ำ นวนหนึง่ เดินทางไปเพือ่ แสวงหาทีป่ ฏิบตั ธิ รรม และ ได้เข้าจำ�พรรษา ณ ราวป่าหิมวันต์ ครั้งนั้น เมื่อภิกษุเข้าอาศัยอยู่ ตามโคนต้นไม้เพื่อใช้เป็นที่ ปฏิบตั ธิ รรม เหล่ารุกขเทวดา ที่สถิตอยู่บนต้นไม้นั้นๆ ก็ เดือดร้อน เพราะไม่สามารถ อิ อิ ที่ จ ะสิ ง สถิ ต อยู่ เ หนื อ ศี ร ษะ ของผู้ทรงศีลได้ ต้องอพยพ ลงมาอยู่ตามพื้นดิน ทีแรกคิดว่าพวกภิกษุ เหวอ! ผีหลอก จะพักอยู่สัก ๒-๓ วัน แต่ ครั้นเห็นว่าพวกภิกษุไม่ยอม ย้ายไป จึงคิดว่าพระท่านคง พุทธฤทธิ์ จิตเมตตามหาเสน่ห์ เรียบเรียงโดย สุภาพ หอมจิตร ลิขสิทธิ์จำ�หน่ายโดย สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ ๑

31

บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด


จำ�พรรษาทีน่ ้ี ถ้าเป็นเช่นนัน้ พวกเราคงต้องลำ�บากแน่ จึงได้แปลงกาย เป็นอมนุษย์ (ผี) หลอกหลอนภิกษุบ้าง ส่งเสียงหลอกบ้าง เนรมิต กลิ่นซากศพมารบกวนบ้าง พวกภิกษุเกิดความหวาดกลัว จึงพากันหนีไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทีเ่ มืองสาวัตถี พระพุทธเจ้าทรงให้กลับไปทีเ่ ดิมพร้อมกับมอบบทสวด กรณียเมตตสูตร หรือเมตตสูตร ให้ภิกษุเหล่านั้นเรียนเอาและนำ�ไป สวดสาธยายด้วย เมื่อพวกภิกษุกลับไปยังราวป่าแห่งนั้น และสวด กรณียเมตตสูตรตามพระดำ�รัสของพระพุทธเจ้า เทวดาทัง้ หลายได้ฟงั เนือ้ ความของพระสูตรจบลง ก็มจี ติ ใจอ่อนโยนและเกิดความยำ�เกรง ต่างพากันแปลงกายเป็นคนคุ้นเคยออกมาต้อนรับ ตลอดพรรษา พวกภิกษุได้สวดสาธยายกรณียเมตตสูตรนี้ ทั้งเช้า-เย็น ทำ�ให้ได้รับ การอารักขาจากเทวดา และปฏิบตั ธิ รรมโดยสะดวก ที่สุดก็ได้บรรลุ อรหัตผลด้วยกันทั้งหมดในพรรษานั้น” จากตัวอย่างนี้ จะเห็นได้ว่าบางครั้งผีที่เราเห็นได้อาจจะ ไม่ใช่ผี แต่เป็นเทวดาทีถ่ กู มนุษย์รบกวนแล้วแปลงกายเป็นผีมาหลอก เพื่อขับไล่ผู้นั้นให้ออกไปจากที่ของตน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยอุปนิสัย ของเทวดาท่านจะไม่รงั แกหรือทำ�ร้ายใครก่อน นอกเสียจากถูกรบกวน ก่อน เช่น ไปตัดต้นไม้หรือไปฉีร่ ดก้อนหิน จอมปลวกทีท่ า่ นอาศัยอยู่ เป็นต้น เป็นเหตุให้ท่านโกรธและทำ�ร้ายเอาได้ แต่การทำ�ร้ายก็เพื่อ สัง่ สอนให้ผนู้ น้ั ยำ�เกรง เข็ดหลาบ เมือ่ เขาสำ�นึกและยอมขอขมาแล้ว ท่านก็จะไป ไม่มีข้อเรียกร้องอยากได้เครื่องเซ่นสรวงอะไร เพราะ เทวดาเป็นอยู่ด้วยอำ�นาจบุญ ไม่มีความหิวโหยเหมือนกับพวกผี ระวังจะเกิดเป็น

ผี

32


จุดต่างระหว่างเปรต กับอสุรกาย เปรตกับอสุรกาย ๒ จำ�พวกนีม้ รี ปู ร่างหน้าตา ความเป็นอยู่ และลักษณะการเสวยผลกรรมใกล้เคียงกันมาก ในคัมภีร์บางแห่ง จัดอสุรกายกับเปรตเป็นพวกเดียวกัน เช่น พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑ ข้อ ๒๔๖ ได้จำ�แนกคติ (ภูมิที่สัตว์จะต้องไปเกิด) ไว้ ๕ ประการ คือ ๑. สัตว์นรก ๕. เทวดา

๒. สัตว์ดิรัจฉาน

คติ ๕ ๔. มนุษย์

๓. เปรตวิสัย

ในคติทั้ง ๕ นั้น จะเห็นได้ว่าไม่มีอสุรกายเลย ซึ่งพระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า อสุรกายสงเคราะห์เข้าใน เปรตวิสัย ที่ท่านกล่าวเช่นนั้นก็เพราะภพภูมิทั้ง ๒ มีความเป็นอยู่ ใกล้เคียงกัน และคนไทยเองมักเรียกเปรตกับอสุรกายรวมกันว่า “ผี” 33

บริษัท สำ�นักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำ�กัด


แต่ถึงจะมีความคล้ายคลึงกันก็มีจุดที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้ ๑. อสุรกายเข้าสิงหรือเข้าทรงคนได้ เปรตเข้าสิงหรือ เข้าทรงคนไม่ได้ ๒. เปรตหิวอยู่ตลอดเวลา พบอาหารก็กินไม่ได้ แม้กินได้ ก็ไม่รู้สึกอิ่ม ส่วนอสุรกายหิว กินได้ อิ่มได้ หายหิวได้ ๓. อสุรกายมีนสิ ยั ดุรา้ ย มักหลอกหลอนและสามารถทำ�ร้าย มนุษย์ได้ ส่วนเปรตไม่หลอกคน เพียงแต่ปรากฏให้เห็นเพือ่ ขอส่วนบุญ หรือบังเอิญมนุษย์ไปเห็นเท่านั้น และเปรตจะไม่ทำ�ร้ายมนุษย์ ๔. อสุรกายบางชนิดมนุษย์เลี้ยงไว้ใช้งานได้ ส่วนเปรต มนุษย์น�ำ มาใช้งานไม่ได้ ๕. อสุรกายมีฤทธิ์สามารถบันดาลบางสิ่งบางอย่างให้กับ มนุษย์ได้ และชอบรับสินบนจากมนุษย์ ส่วนเปรตไม่มฤี ทธิบ์ นั ดาล อะไรให้กบั ใครได้ ๖. อสุรกายสามารถกินเครือ่ งเซ่นได้ แต่เปรตกินได้เฉพาะ อาหารที่เขาทำ�บุญอุทิศไปให้เท่านั้น ๗. อสุรกายสามารถสิงสถิตอยู่ในศาลหรือที่อยู่ที่มนุษย์ สร้างให้ได้ ส่วนเปรตสถิตอยูไ่ ม่ได้ เพราะมีอ�ำ นาจกรรมบีบคัน้ ให้ตอ้ ง รอนแรมไปเรื่อยๆ ยกเว้นเปรตที่มีวิมานเป็นของตนเอง ๘. ผีหรืออสุรกายส่วนใหญ่จะมีหน้าตาเหมือนกับครั้งที่ ยังเป็นมนุษย์ ส่วนเปรตจะมีรูปร่างแปลกประหลาดเปลี่ยนไปจาก ที่เคยเป็นมนุษย์มาก ดังนั้น เมื่อพบวิญญาณที่มีหน้าตาเหมือนคน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นอสุรกาย ระวังจะเกิดเป็น

ผี

34

ระวังจะเกิดเป็นผี  

ผีนั้นน่ากลัว แต่ที่น่ากลัวกว่าผี คือ การเกิดเป็นผี

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you