Page 1


คำ�นำ� วันที่ 5-13 เมษายน 2554 ผู้เขียนได้รับเชิญจากกระทรวงการต่างประเทศ ของเยอรมนี ผ่านการแนะนำ�ของสำ�นักงานมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ ประจำ�ประเทศไทย ให้ เข้าร่วมโครงการ “Blogger Tour” ของรัฐบาลเยอรมนี ประจำ�ปี 2011 โครงการนี้จัด ขึ้นเป็นปีที่สอง เชิญบล็อกเกอร์ 14 คน จาก 13 ประเทศ ไปเยือนเยอรมนีในฐานะ แขกรับเชิญของรัฐบาล เกณฑ์ของการเลือกคนเข้าร่วมโครงการนี้คือ ประเทศกำ�ลัง พัฒนาที่สื่อกระแสหลักไร้เสรีภาพหรือไม่มีเสรีภาพเท่าที่ควร แต่สื่อพลเมืองและสื่อทาง เลือกบนอินเทอร์เน็ตมีบทบาทสูงมาก โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวภาคประชาชน ส่วนใหญ่ประเทศที่บล็อกเกอร์ได้รับเชิญจะเป็นประเทศแถบตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก และประเทศอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียต อาทิ อาเซอร์ไบจัน คาซัค สถาน มอลโดวา ประเทศในเอเชียที่ได้รับเชิญได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และจีน ประสบการณ์เยือนเยอรมนีครั้งแรกของผู้เขียนเป็นอย่างไร ทำ�ไมรัฐบาลเยอรมัน จึงสนใจบล็อกเกอร์จากโลกกำ�ลังพัฒนา เขาพาพวกเราไปดูอะไรบ้าง เราดูแล้วรู้สึก อย่างไรต่อเจ้าภาพ บล็อกเกอร์ต่างวัย ต่างอาชีพ และเชื้อชาติจากหลายทวีปทั่วโลกมี อะไรเหมือนกันบ้าง? เชิญหาคำ�ตอบได้ตั้งแต่บรรทัดนี้เป็นต้นไป สฤณี อาชวานันทกุล “คนชายขอบ” | www.fringer.org หมายเหตุ: เนื้อหาใน e-book ฉบับนี้ปรับปรุงจากซีรีส์ “เหล่าบล็อกเกอร์เยือน เยอรมนี” บนบล็อก www.fringer.org


วันแรก 5 เมษายน 2554


เวลา 17.30 น. เดินทางมาถึงเบอร์ลินโดยสวัสดิภาพ หลังจากที่นั่งแกร่วอยู่บนเครื่องบินถึง 11 ชั่วโมงครึ่ง (ที่จริง ก็ไม่แกร่วเท่าไหร่ เพราะอ่านหนังสือที่สนุกมากจบไปหนึ่ง เล่มและเที่ยวบินนี้ก็ราบรื่นดี สายการบิน Air Berlin นี่ใช้ได้ เลยทีเดียว เสียอย่างเดียวอาหารไม่อร่อย จุดนี้เหมือนกับ Lufthansa มาก) แต่ผู้เขียนไม่ใช่คนที่ใช้เวลาเดินทางนาน ที่สุด ตำ�แหน่งนั้นตกเป็นของบังจูมุนจากเกาหลีใต้ ซึ่งคิด ว่าเขาคงต้องบินมาไม่ต่ำ�กว่า 20 ชั่วโมง มีบล็อกเกอร์อีก คนหนึ่งบินมาจากเมืองกวางโจวประเทศจีน ชื่อ เฉินเคอจุน (เธอบอกว่าให้เรียกชื่อย่อว่า “เคเจ” (Kejun) ดีกว่า เพราะ ชื่อจีนเรียกยากและถ้าออกเสียงไม่ถูกจะผิดความหมายไป เลย) ใช้เวลาบินกว่า 15 ชั่วโมง แต่เธอมาถึงตั้งแต่เช้าแล้ว (เป็นคนแรกของกลุ่มที่มาถึง) ก็เลยมีเวลาออกไปเดินเล่น มาแล้วหนึ่งรอบ (แต่เคเจบอกว่ายังไม่ได้ไปไหนไกล ไปแค่ ซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้โรงแรมเท่านั้น)


ทุกคนกว่าจะทยอยมาถึงก็เย็นย่ำ�ค่ำ�มืด ผู้เขียน มาถึงเป็นคนรองสุดท้าย คืนนี้เจ้าภาพคือกระทรวงการ ต่างประเทศของเยอรมนีเลยเลี้ยงต้อนรับในห้องอาหาร ของโรงแรม อาหารของโรงแรมนี้ถือว่าไม่เลว มีไก่อบ กับข้าวอบชีส (เหมือนริซ็อตโตของอิตาลี) แล้วก็เครม บรูเล่เป็นของหวาน โรงแรมที่เขาให้เราพักเป็นโรงแรมสี่ ดาวชื่อ NH Hotel Friedrichstrasse ห้องเตียงคู่ไม่คับ แคบ แถมมีไวไฟฟรีด้วย (ที่จริงไม่ฟรีหรอก เขาคิด 10 ยูโรต่อ 24 ชั่วโมง แต่เจ้าภาพใจดีจ่ายให้ตลอดงานนี้) ที่จริงขอแค่มีไวไฟฟรี นักท่องเที่ยวคณะนี้ก็พอใจแล้ว


ระหว่างที่เรานั่งโต๊ะแต่อาหารยังไม่มา เจ้าภาพคือ ลิซ่า (ไกด์ฟรีแลนซ์ที่รัฐบาลจ้างมาดูแลเรา) กับลูเชีย น (เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี) ก็ แนะนำ�โครงการ Blogger Tour 2011 ที่เชิญพวกเรามา ว่า เป็นโครงการที่อยากให้ชาวต่างชาติมีภาพลักษณ์ที่ ดีต่อเยอรมนี (พูดง่ายๆ ก็คือทำ�พีอาร์นั่นเอง) ปีก่อนๆ รัฐบาลจะเชิญแต่นักข่าวมาจากทั่วทุกมุมโลก แต่ปีที่ แล้วเป็นปีแรกที่เขารู้สึกว่าน่าจะ เชิญบรรดาบล็อกเกอร์ ต่างหากอีกกลุ่มด้วย เพราะบล็อกเกอร์เดี๋ยวนี้มีอิทธิพล ทางความคิดสูงมากในหลายประเทศไม่ต่างจากสื่อ เขา เลยจัดโปรแกรมให้บล็อกเกอร์เป็นพิเศษ คือมีพาไปพูด คุยกับคนทำ�เว็บเจ๋งๆ ของเยอรมนีด้วย นอกจากจะพา ไปเที่ยวสถานที่สำ�คัญๆ และพาชมสื่อกระแสหลักค่าย ใหญ่ๆ อย่างเดียว เจ้าภาพบอกว่าอยากให้พวกเราได้ คลุกคลีพบปะพูดคุยกับคนเยอรมัน (อีกสามวันพวก เราจะได้เจอบล็อกเกอร์ดังๆ ของเยอรมนี) และทำ�ความ รู้จักกัน ยิ่งเป็นเพื่อนกันได้ยิ่งดี


ปีนี้โครงการนี้จัดเป็นปีที่สอง เจ้าภาพเขา ภูมิใจกับโครงการปีแรกมาก เพราะมีบล็อกเกอร์ ชื่อ มาห์มูดจากบาห์เรน ซึ่งมาร่วมโครงการปีแรก ถูกตำ�รวจจับเมื่อไม่กี่เดือนก่อน รัฐบาลเยอรมัน รู้ข่าวแทบจะในทันทีเพราะบล็อกเกอร์ชาวจีนซึ่ง อยู่ในโครงการเดียวกันส่งข่าวและกระจายข่าว จนทั่ว ทำ�ให้รัฐบาลเยอรมันรีบออกแถลงการณ์ คัดค้านร่วมกับรัฐบาลประเทศอื่นๆ ในยุโรป เรียก ร้องให้รัฐบาลบาห์เรนปล่อยตัวมาห์มูด สุดท้าย รัฐบาลบาห์เรนยอมทำ�ตาม คือคงไม่ใช่ว่าบาห์เรน ปล่อยตัวนายคนนี้เพียงเพราะรัฐบาลเยอรมันส่ง จดหมายประท้วง แต่มันก็แสดงให้เห็นว่าการสร้าง เครือข่ายของบล็อกเกอร์ข้ามชาตินั้นมีประโยชน์ พอเจ้าหน้าที่เล่าจบ วิคเตอร์ บล็อกเกอร์จาก โรมาเนีย ก็พูดติดตลกขึ้นทันทีว่า “แปลว่าพวกเรา อาจถูกจับสินะครับ” เรียกเสียงฮาจากทั้งโต๊ะ


จากซ้ายไปขวา: แซมมวลจากสโลวาเกีย วิคเตอร์จากโรมาเนีย และวลาดาจากมอลโดวา พออาหารทยอยลงโต๊ะ ไวน์แดงพร่องแก้ว บท สนทนาก็เริ่มลื่นไหล จากที่ก่อนหน้านี้ทุกคนดู เกร็งและเกรงใจเจ้าภาพ


ทาเร็กจากตูนิเซียบ่นพึมพำ�ว่า คำ�ว่า “บล็อกเกอร์” ยังไม่ ได้รับความเชื่อถือในตูนิเซีย แม้กระทั่งภายหลังจากบล็อกเกอร์และ ประชาชนรวมพลังกันผ่านโซเชียลมีเดียขับไล่ผู้นำ�ประเทศเป็นผล สำ�เร็จ ทาเร็กบอกว่าเขาต้องบอก “ตำ�แหน่ง” ของตัวเองว่าเป็น “ที่ ปรึกษา” คนถึงจะให้การยอมรับ เรื่องนี้ดูจะเป็นปัญหาไปทั่วโลก ผู้เขียนเองก็สังเกตว่า สื่อมวลชนไทยไม่ค่อยชอบเรียกผู้เขียนว่า “บล็อกเกอร์” ชอบเรียก ว่า “นักวิชาการอิสระ” มากกว่า (“นักเขียน” ก็ไม่ค่อยอยากเรียก เหมือนกัน) ทั้งที่หลายครั้งเรื่องที่มาสัมภาษณ์นั้นมาจากโพสบนบ ล็อกเท่านั้น ไม่ได้อยู่ในงานวิจัยอะไรหรอก ทาเร็กเพิ่งจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ ดมาหมาดๆ เคยตั้งใจจะกลับไปทำ�วิจัยต่อที่อเมริกา แต่หลังจากที่ ประชาชนลุกฮือขึ้นประท้วงจนประธานาธิบดีเผด็จการลาออกและ หนีไปอยู่ซาอุดิอาระเบีย (จุดชนวนเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงในประ เทศอื่นๆ ในโลกอาหรับ) ก็เปลี่ยนใจ ย้ายกลับตูนีเซีย เขาตั้งใจว่า จะทำ�งานที่บ้านเกิด 2-3 ปี เพราะ “โอกาสแบบนี้มีครั้งเดียวในชีวิต คล้ายกับเวลาเกิดสุริยคราสนั่นแหละครับ”


วลาดา สาวน้อยบัณฑิตจบใหม่จากมอลโดวา เพิ่งอายุ 21 ไม่นาน และมี ประสบการณ์ประท้วงรัฐบาลผ่านโซเชียลมีเดียครั้งแรกตอนอายุ 19 เล่าว่าเมื่อ เดือนเมษายนที่ผ่านมา ในโอกาสครบรอบ 2 ปี “การปฏิวัติทวิตเตอร์” หรือ Twitter Revolution ของมอลโดวา (ได้สมญานี้เพราะผู้ชุมนุมหลายหมื่นคน ระดมพลผ่านทวิตเตอร์ โซเชียลมีเดียชื่อดัง) หนุ่มสาวรวมทั้งเธอด้วยพยายาม จัดการชุมนุมประท้วงอีกครั้ง แต่รอบนี้รัฐบาลใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นแล้ว ระดมคนมาปล่อยข่าวลือว่าจะมีรถถัง อย่าออกมาเลย จะเป็นอันตราย ฯลฯ คน ก็เลยไม่กล้าออกมาจากบ้าน รวมพลได้เพียง 50 คนเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา ยังต้องคอยรับมือกับ การ “ชุบมือเปิบ” ของนักการเมืองอย่างสม่ำ�เสมอ – ประชาชนนัดแนะชุมนุม กันเอง แต่นักการเมือง (ปกติจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน เพราะต่อต้านรัฐบาล เหมือนกับผู้ชุมนุม) หลายคนชอบเอาประชาชนมาอ้างเพื่อสร้างความชอบ ธรรมให้กับตัวเอง หรือเคลมเครดิตของการชุมนุม ยังไม่นับปัญหา “มือที่สาม” ที่พยายามก่อความรุนแรง สร้างความสับสนและบั่นทอนความชอบธรรมของ ประชาชนผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ เรื่องแบบนี้เคยคิดว่าจะเกิดแต่ที่เมืองไทย แท้ที่จริงเป็นสากลพอสมควร คืนนี้พบว่าชอบคุยกับบล็อกเกอร์จากประเทศ “ประชาธิปไตยไม่เต็มใบ” ในยุโรปมาก คือจาก โรมาเนีย ยูเครน มอลโดวา บัลแกเรีย สโลวาเกีย และอา เซอร์ไบจัน ประเทศละคน เพราะพวกเขาและเธอมีอารมณ์ขันแบบ “ตลกร้าย”


ที่สนุกมาก คือประมาณว่าสถานการณ์ในประเทศของตัวเองย่ำ�แย่สุดๆ จน แทบไม่มีความหวังแล้ว ก็เลยต้องมองมันเป็นเรื่องตลก ไม่อย่างนั้นคงจะทุกข์ เกินทน ยกตัวอย่างเช่น โอเลก บล็อกเกอร์จากยูเครน บอกว่าหัวหน้าหน่วย ตำ�รวจลับของยูเครนเป็นเจ้าพ่อในวงการสื่อ มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 40% (ตำ�รวจลับเคยมาขู่โอเลกถึงที่บ้าน เพราะเขาเขียนบล็อกตอนหนึ่งว่าอยากฆ่า ประธานาธิบดี ซึ่งอันนี้ผู้เขียนก็คิดว่ามันเป็นตลกร้ายที่เล่นแรงเกินไปหน่อย) ขณะที่พวกเรากำ�ลังแสดงอาการไม่เชื่อหูว่านักการเมืองและตำ�รวจ ทหารในยูเครนนี่ผูกขาดธุรกิจกันอย่างไม่อายฟ้าดินเลยหรือ วลาดาจากมอล โดวาก็พูดขำ�ๆ เจือเศร้าขึ้นมาว่า รู้ไหม ในมอลโดวานี่ประชาชนยังไม่รู้เลยนะ ว่าสถานีโทรทัศน์ทั้งหมดน่ะเป็นของใครบ้าง! โอเลกคนนี้เคยเป็นวิศวกรในเมืองเล็กๆ ในยูเครน ไม่เคยสนใจข่าวสาร บ้านเมือง เขาบอกว่านายกรัฐมนตรีชื่ออะไรยังไม่รู้เลย แต่พอเกิด “ปฏิวัติ สีส้ม”(Orange Revolution) ในยูเครนเมื่อปี 2004 (ประชาชนลุกฮือ ขึ้นประท้วงพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง เพราะมองว่ามีการโกงเลือกตั้ง อย่างมโหฬาร) เขาก็เข้ามามีส่วนร่วมในการประท้วง เลยกลายเป็นว่าเปลี่ยน “อาชีพ” เป็นบล็อกเกอร์ไปโดยปริยาย ปัจจุบันเขาค่อนข้างโด่งดังในยูเครน เขียนบล็อกด้วยชื่อจริง แถมยังได้บัตรนักข่าว และทำ�วงดนตรีด้วย ผู้เขียน คิดว่าเท่สุดๆ ไปเลย


โครงการปีนี้เขาเชิญคนหลากหลายดี นอกจากประเทศ ที่กล่าวถึงไปข้างต้นแล้ว ก็มีบล็อกเกอร์ (บางคนก็เป็นทั้งบล็อก เกอร์ ทั้งนักข่าวอาชีพ) จากฮังการี ตูนีเซีย (คนหลังหมายถึงทา เร็ก ซึ่งกลายเป็นหนุ่มเนื้อหอม โดนคนอื่นซักถามไม่หยุดเกี่ยว กับการปฏิวัติตูนีเซีย แต่ผู้เขียนไม่ค่อยได้ยินเพราะนั่งไกลเขาเกิน ไป) จีน อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ คาซักสถาน อียิปต์ อาเซอร์ไบจัน รวมผู้เขียนจากไทยเป็น 15 คนพอดี (ต่อมาเหลือ 14 คน เพราะ บล็อกเกอร์จากอียิปต์ติดงานมาไม่ได้) พรุ่งนี้เช้าจะได้ฤกษ์เริ่มต้นโครงการนี้อย่างเป็นทางการ เริ่มด้วยการไปทัวร์ตึกรัฐสภา ชื่ออันโด่งดัง ต่อด้วยการสัมมนา ทั้งวันกับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยสังคมบล็อกเกอร์ ในเยอรมนี นโยบายอินเทอร์เน็ตของรัฐบาลเยอรมัน กฎหมาย เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ฯลฯ หวังว่าพรุ่งนี้คงได้ทำ�ความรู้จักเพื่อน ร่วมคณะมากขึ้น วันนี้ต้องไปนอนเสียที อุตส่าห์ถ่างตารอเวลา นอนด้วยความหวังว่าพรุ่งนี้ร่างกายจะปรับเวลาได้เป็นปกติ ไม่ ต้องมีเจ็ตแล็กอีกต่อไป


จากซ้ายไปขวา: เคเจจากจีน ซาโบชจากฮังการี และโอเลก จากยูเครน


วันที่สอง 6 เมษายน 2554


ความพยายามที่จะปรับนาฬิการ่างกายเหลวไม่เป็นท่า เช้านี้ตื่น มาตีสี่ (สิบโมงเช้าเวลาไทย) แล้วก็หลับไม่ลงอีกเลย ทั้งที่พยายามถ่างตา รอจนถึงเที่ยงคืน แต่ไม่เป็นไร ตื่นแล้วก็แล้วกัน วันนี้โปรแกรมแน่นและ น่าสนใจ ไม่น่าจะผล็อยหลับกลางทางได้ง่ายๆ ช่วงนี้อากาศที่เบอร์ลินกำ�ลังสบาย อุณหภูมิประมาณ 12-13 องศาเซลเซียส – หนาวพอให้กระฉับกระเฉง ฟ้าครึ้มทั้งวัน บางช่วงก็ มีฝนปรอย ไม่กี่นาทีก็ซา ผู้เขียนลงมากินอาหารเช้า(ฟรี)ที่ร้านอาหาร ของโรงแรมตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง เผื่อเวลาหนึ่งชั่วโมงก่อนเวลานัด นั่งโต๊ะ เดียวกับ อาลิเชอร์ บล็อกเกอร์ร่างโย่ง (สูง 2 เมตร) จากคาซักสถาน กับ วิสักโซโน และ อิมาน สองคู่หูคู่ฮาจากอินโดนีเซีย (เป็นประเทศ เดียวที่มากันสองคน อาจเพราะเป็นประเทศใหญ่มากกระมัง) เป็นนัก ข่าวอาชีพทั้งคู่ วิสักโซโนแก่วัยและสุขุมกว่า อิมานพูดเร็วและโผงผาง อายุประมาณยี่สิบปลายๆ น่าจะได้ ส่วนวิสักโซโนน่าจะอายุมากที่สุดใน คณะของเรา คือประมาณหกสิบถ้าวัดจากผมสีดอกเลา แก่รองลงมาน่า จะเป็นบังจูมุนจากเกาหลีใต้ เขาเป็นนักข่าวอาชีพเหมือนกัน พูดน้อยยิ่ง กว่าวิสักโซโนเสียอีก แต่หน้าตาใจดีและยิ้มละไมตลอดเวลา


วิสักโซโนกับบังจูมุนเหมือนกันตรงที่ไม่ค่อยพูดจากับใคร ไม่ใช้ สมาร์ทโฟนหรือโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์เหมือนกับบล็อกเกอร์วัยเด็กกว่า แต่ บันทึกข้อมูลด้วยกระดาษกับปากกาตามประสานักข่าวรุ่นเดอะ ผู้เขียนเอง จดบันทึกในสมุดจดเป็นหลักเพราะไม่อยากแบกโน้ตบุ๊คติดตัวไปทุกหนแห่ง แต่ก็ใช้ไอโฟนถ่ายรูปและทวีตระหว่างวัน พบว่านอกจากจะช่วยให้ใครก็ตาม ที่อยาก “ติดตาม” ได้รู้ว่ากำ�ลังทำ�อะไรอยู่แล้ว รูปและทวีตเหล่านั้นยังเป็น บันทึกช่วยจำ�ที่มีประโยชน์มากนอกเหนือจากสิ่งที่บันทึกในสมุด เพราะรูป ถ่ายคือ “ภาพจำ�” ที่ดี และทวีตก็บันทึกประโยคสำ�คัญที่ได้ยินในขณะนั้น (คือคิดว่าสำ�คัญพอที่จะทวีต) อาหารเช้าในโรงแรมมีให้เลือกหลากหลายตามสไตล์ยุโรป ที่น่าสนใจ ที่สุดเห็นจะเป็นชีส ซึ่งมีให้เลือกทั้งชีสใส่สมุนไพร (อร่อยดี อันนี้ไม่เคยกิน มาก่อน) และบลูชีสชนิดต่างๆ รู้สึกว่าไส้กรอกกับเบคอนของที่นี่อร่อยเป็น พิเศษ แต่คงเชื่ออะไรไม่ได้เพราะรู้ตัวดีว่าลิ้นจระเข้


คุยเรื่องอินโดนีเซียและคาซักสถานกับเพื่อนร่วมโต๊ะ เพลินจนลืมเวลา วิสักโซโนกับอิมานผลัดกันเล่าว่า อินโดนีเซีย ตอนนี้ปัญหาไม่ใช่ทหารแล้ว เพราะหลังจากที่โค่นซูฮาร์โตลงได้ ทุกคนก็เข็ด ขีดเส้นแบ่งให้ทหารกลับเข้ากรมกอง เลิกยุ่งเกี่ยว กับการเมืองเด็ดขาด ทหารเองก็เข็ดขยาดกับการเมืองเหมือน กัน นานๆ ทีนายพลบางคนจะถูกนักการเมืองฉวยโอกาสปั่น หัว ยั่วยุและให้ท้ายเพื่อจะได้เกาะ (กิน) เมื่อสบโอกาส ตอน นี้ปัญหาใหญ่ในอินโดนีเซียเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ประชาชนคน กันเอง” มากกว่า คือกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงติดอาวุธที่พยายาม แบ่งแยกดินแดน และคอร์รัปชั่นของข้าราชการกับนักธุรกิจ การเซ็นเซอร์ส่วนใหญ่ในอินโดนีเซียเป็นการเซ็นเซอร์ เนื้อหาโป๊เปลือย แต่รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารไม่รู้ เรื่องอินเทอร์เน็ต ชอบทำ�เรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ (เหมือน กระทรวงไอซีทีบ้านเราเลยแฮะ) และตีความชารีอะห์ (กฎหมาย อิสลาม) อย่างเคร่งมาก วิสักโซโนกับอิมานบอกว่าตัวเขาทั้งคู่ก็ เป็นชาวมุสลิม แต่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ชารีอะห์อย่างเคร่งครัด เกินเลย – เกินเลยจนละเมิดสิทธิเสรีภาพและดูถูกสติปัญญา ของประชาชน ไม่ปล่อยให้คิดอะไรเอง ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำ�ไมถึงชอบคุยกับคนอินโด รู้สึก เหมือนกำ�ลังปรับทุกข์กับคนไทยด้วยกัน


อาลิเชอร์ ชาวคาซักสถานร่างโย่ง (หน้าตาเหมือนคนจีน) บอกว่าคนที่ประเทศเขาชอบมาเที่ยวเมืองไทยมาก โดยเฉพาะ เมืองชายทะเลอย่างภูเก็ตและพัทยา ตัวเขามาเมืองไทยแทบทุก 3-4 เดือน คนคาซักมีฐานะค่อนข้างดีเพราะประเทศมีแร่ธาตุและ น้ำ�มันเยอะ ผู้นำ�ไม่ได้กดขี่ประชาชนเหมือนกับหลายประเทศใน ตะวันออกกลาง จีดีพีต่อหัวของเขามากกว่าของไทยค่อนข้างเยอะ คือประมาณ 14,000 เหรียญสหรัฐต่อคน (ของเราประมาณ 8,000 กว่าเหรียญ) อาลิเชอร์ตอนนี้ทำ�งานให้กับบริษัทช็อปปิ้ง มอลล์ น่าจะมีรายได้ดีพอสมควร เพราะเขาบอกว่าชอบพักโรงแรม บันยันทรีในกรุงเทพฯ และผู้เขียนสังเกตเห็นว่าเขาคุยกับคนคา ซักบนทวิตเตอร์โดยใช้ไอแพดทุกครั้งที่มีเวลาว่าง อาลิเชอร์เขียน บล็อกและทวีตด้วยภาษารัสเซียเป็นหลัก เขาบอกว่าคนคาซักส่วน ใหญ่ใช้ภาษารัสเซีย เพราะเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตมา นาน โชคดีที่ตอนโซเวียตล่มสลาย ประเทศของเขาเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ ระบอบประชาธิปไตยได้อย่างราบรื่น ฟังอาลิเชอร์พูดแล้วรู้สึกว่า ปัญหาของคาซักสถานคล้าย กับประเทศประชาธิปไตยไม่เต็มใบทั้งหลาย คือประชาชนไม่ค่อยมี “ตัวเลือก” ที่มีความสามารถ


เยือนไรช์สตาก วันนี้โปรแกรมทัวร์ของเราเริ่มต้นอย่างเป็นทางการด้วย การไปเยือนตึกรัฐสภาอันโด่งดังของเยอรมนี ตึกนี้ชื่อ ไรช์สตาก ปัจจุบันเป็นที่ตั้งสภาผู้แทนราษฎรระดับชาติ หรือ บุนเดสตาก(Bundestag) เมื่อลิซ่า (ไกด์ฟรีแลน ซ์ที่รับจ็อบจากกระทรวงต่างประเทศให้ดูแลเรา) พาเรา เดินข้ามถนนตรงหัวมุมโรงแรมก็ถึงบางอ้อว่าทำ�ไมเขาถึง ให้เราพักที่นี่ – บุนเดสตากและอาคารหน่วยงานราชการ ต่างๆ อยู่ใกล้กับโรงแรมเรามาก เดินจ้ำ�อ้าวหนีลมหนาว ไม่ถึง 8 นาทีก็ถึงแล้ว ระหว่างทางสังเกตเห็นว่าคนเบอร์ลินใช้จักรยาน กันเยอะมาก คันที่จอดก็ล็อกไว้ตามเสาไฟฟ้าเกือบทุก เสา ผิวเลนจักรยานก็เรียบน่าปั่น แต่คนขี่จักรยานหลาย คนปั่นเร็วน่าหวาดเสียว แถมยังชอบขี่มาเฉี่ยวคนเดิน เท้าราวกับเป็นเรื่องธรรมดา ดร.อ้อย (สรณรัชฎ์ กาญ จนะวณิชย์) แห่งมูลนิธิโลกสีเขียวน่าจะชอบเมืองนี้ยิ่ง กว่าพอร์ตแลนด์ที่อเมริกาเสียอีก


ผู้เขียนไม่เคยเห็นเมืองไหนมีคนปั่น จักรยานเยอะเท่านี้มาก่อน (ไม่นับเมืองจีน แต่คน จีนเมื่อไหร่มีตังค์ซื้อรถขับก็จะซื้อรถทันที ฉะนั้น ไม่นับ ทัศนคติยังไม่ “เขียว” เหมือนคนเบอร์ลิน แต่เชื่อว่าอีกหน่อยวิกฤติมลพิษและสิ่งแวดล้อม มากมายก็จะบังคับให้เขียวเอง) สังเกตเห็นป้ายอนุญาตให้จอดรถเกย ทางเท้าได้ด้วย ป้ายจราจรแบบนี้ไม่เคยเห็นมา ก่อน แปลกดี ทางเท้าที่มีป้ายนี้ก็เห็นมีรถขึ้นไป จอดเกยติดกัน แต่ทางเท้าที่นี่ก็เตี้ยพอให้รถเกย ได้ สูงแค่หกเซ็นติเมตรเท่านั้นเอง


ลิซ่าชี้ให้ดูตึกสองตึกที่อยู่คนละฝั่งของ แม่น้ำ�และมีสะพานเชื่อมถึงกัน เธออธิบายว่า สะพานนี้คือสัญลักษณ์ของการกลับมารวมกัน เป็นหนึ่งเดียวของเบอร์ลินตะวันตกและเบอร์ลิน ตะวันออก (ตึกทางขวามือในรูปเคยอยู่เบอร์ลิน ตะวันออก มีกำ�แพงเบอร์ลินกั้นกลาง ข้ามไปไม่ ได้) สง่างามและชวนให้สำ�รวมใจเมื่อนึกถึงว่าคน เยอรมันต้องสูญเสียและฝ่าฟันอะไรมาบ้างกว่า กำ�แพงเบอร์ลินจะล่มสลาย


ตึกรัฐสภาดูใหญ่โตภูมิฐาน ข้าง นอกเป็นสถาปัตยกรรมกรีกโบราณตาม แบบแผนที่นิยมใช้กับอาคารของรัฐใน ยุโรป (ไกด์บอกเรียกว่าสไตล์ Imperial) แต่พอเข้าข้างในกลายเป็นตึกสมัยใหม่ อย่างน่าอัศจรรย์ ลองเปรียบเทียบรูปดู


เขาอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินวนเวียนตามทาง เดินก้นหอยขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของโดมได้ เปิดออกไป เป็นดาดฟ้าที่เห็นเบอร์ลินทั้งเมือง ที่ผู้เขียนชอบมาก คือ audio guide พร้อมหูฟังที่เขาแจกนักท่องเที่ยวทุก คน ตอนแรกกดปุ่ม Play เท่าไรเจ้าเครื่องนี้ก็ไม่ทำ�งาน เสียที นึกว่ามันเสีย กำ�ลังจะทุบมัน (เบาๆ) ตามนิสัยคน ไม่รักษาของที่คิดว่าถ้าข้าวของเครื่องใช้มีปัญหาก็ต้องใช้ ความรุนแรงเล็กน้อยก่อนมันถึงจะยอมทำ�งานให้ โชคดี ไกด์เดินมาสะกิดว่า ต้องเริ่มเดินวนไปตามทางเดินก่อน เจ้าเครื่องนี้มันถึงจะทำ�งาน เป็นความคิดที่ดีมาก แสดง ว่าเขาติดเซ็นเซอร์เอาไว้เป็นจุดๆ คงกลัวนักท่องเที่ยว จะเดินหลงไปไหนต่อไหน แล้วจะพานฟัง guide ไม่รู้ เรื่อง เวลาผู้เขียนเดินเร็ว (ไปเจอเซ็นเซอร์ที่มองไม่เห็น อีกตัว) เครื่องนี้ก็จะหมุนไปเรื่องต่อไปทันที เวลาที่ได้ยิน คำ�ว่า “ณ จุดนี้มองไปทางขวา ตรงหน้าคุณคือโบสถ์…” ข้อมูลที่ได้ยินจะได้ถูกต้องตรงจุดจริงๆ


ละเอียดรอบคอบสมกับเป็นเยอ รมนีจริงๆ แค่ฟัง audio guide ก็ทำ�ให้ ได้รู้จักสถานที่สำ�คัญของเบอร์ลินหลาย สิบแห่ง แถมยังรู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง ชั้นล่างเราเดินผ่านงานศิลปะสมัย ใหม่ที่แปลกตาและมีความหมาย – แถบ ตัวหนังสือเรืองแสงที่วิ่งจากล่างขึ้นบน ดูเหมือน “หาย” เข้าไปในเพดาน คือ เนื้อหาของสุนทรพจน์ 400 ชิ้นที่กล่าว ในรัฐสภาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน


สถาปัตยกรรมภายในของตึกนี้ออกแบบใหม่หมดเมื่อปี 1999 โดยเซอร์นอร์แมน ฟอสเตอร์ สถาปนิกชื่อดังชาวอังกฤษ เขาออกแบบกรวยทรงสูงกลางที่ประชุมสภาให้เป็น “เสา” ค้ำ�โดม แก้วที่อยู่บนสุดของตึกเอาไว้ มองลงไปจะเห็นที่ประชุมสภา นั่ง ดู ส.ส. ทำ�หน้าที่ (หรือนั่งหลับ) ได้ถนัดชัดเจน ไกด์อธิบายว่า หลังคาของตึกนี้เป็นกระจกตั้งแต่ต้น เพราะต้องการสื่อว่ารัฐบาล ควรทำ�งานอย่างโปร่งใส ให้ประชาชนตรวจสอบได้ทุกเมื่อ ตลกร้ายคือคนที่สั่งให้สร้างโดมกระจกบนตึกนี้เป็นคน แรกคือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จอมเผด็จการที่ร้ายกาจที่สุดใน ประวัติศาสตร์เยอรมัน โดมและสถาปัตยกรรมภายในของตึก ไรช์สตากถูกทำ�ลายในการวางเพลิงปี 1933 ซึ่งนักประวัติศาสตร์ ยังถกเถียงกันไม่จบว่าพรรคนาซีหรือพรรคคอมมิวนิสต์กันแน่ที่ อยู่เบื้องหลัง (วอน เดอร์ ลับบ์ คนที่วางเพลิงถูกจับและประหาร ชีวิต แต่เขายืนกรานจวบจนลมหายใจสุดท้ายว่าทำ�คนเดียว วาง เพลิงเพราะต้องการประท้วงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ย่ำ�แย่ของ ชนชั้นกรรมกรในสมัยนั้น)


ประวัติศาสตร์ของตึกไรช์สตากมีประเด็นน่าสนใจหลาย ช่วง ถ้าเป็นคนก็เรียกว่ามีประสบการณ์โลดโผนและสู้ชีวิตมา อย่างโชกโชนทีเดียว หลังจากที่นักวางเพลิงเผาตึกนี้จนภายใน วอดวายทั้งหลัง และหลังจากที่ตึกถูกเผาซ้ำ�และรุกรานโดย กองทัพโซเวียตผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่สอง ก็มีความพยายาม ที่จะบูรณะขึ้นมาใหม่ ปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมภายในให้ทัน สมัยระหว่างปี 1966-1972 แต่บูรณะไปก็ไม่สามารถใช้ไรช์ส ตากเป็นอาคารรัฐสภาได้ เพราะเมืองหลวงของเยอรมนีตะวัน ตก (สถาปนาปี 1949) อยู่ที่กรุงบอนน์ ไม่ใช่เบอร์ลิน หลังจาก ปี 1990 เมื่อเยอรมนีตะวันตกและตะวันออกรวมเป็นประเทศ เดียวกันอีกครั้ง ย้ายเมืองหลวงกลับมาที่เบอร์ลิน คนเยอรมันก็ ถกเถียงกันยกใหญ่ว่าควรใช้ตึกไรช์สตากเป็นรัฐสภาดีหรือไม่ หลายคนไม่ อยากให้ใช้ตึกเดียวกันกับที่ระบอบเผด็จการของฮิต เลอร์ใช้ เพราะรู้สึกว่ามีมลทิน แต่ในที่สุดคนเยอรมันก็ก้าวข้าม เงื่อนปมทางประวัติศาสตร์ขนาดยักษ์มาได้


ข้างในที่ประชุมสภาสวยงามสมัยใหม่ ผนัง เหนือที่นั่งประธานสภาติดรูปปั้นนกอินทรีสีเทา ขนาดยักษ์ เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ (แต่ตัวนี้ ดูไม่ดุเท่ากับพญาอินทรีของอเมริกา) ประชาชน จะเข้าไปนั่งดู ส.ส. ทำ�งานจากอัฒจันทร์ที่ยื่นออก มาเป็นชั้นลอยเหนือที่นั่งของ ส.ส. วันไหนเมื่อไหร่ ก็ได้ที่มีประชุมสภา แต่ไกด์บอกว่าปกติไม่ค่อยมี ใครสนใจอยากมานั่งดูเท่าไหร่หรอก มีแต่คนแก่ เป็นหลัก ดูอยู่ที่บ้านสบายกว่า เพราะรัฐสภานี้มี สถานีทีวีและเว็บไซต์ถ่ายทอดสดของตัวเอง ไกด์ เล่าอย่างภาคภูมิใจว่า สภาอังกฤษก็มีหน้าตา คล้ายกัน แต่ต้องติดตั้งกระจกใสกั้นกลางระหว่าง ผู้ชมกับ ส.ส. เพราะบ่อยครั้งเกิดกรณีการปา ไข่เน่า มะเขือเทศ ฯลฯ จากประชาชนที่ไม่พอใจผู้ แทนฯ แต่ในเยอรมนีไม่ต้องทำ�อย่างนั้นเพราะ “คน เยอรมันมีวินัยสูงมาก” (น้ำ�เสียงกระหยิ่ม)


ที่นั่ง ส.ส. สีม่วงทั้งห้องแบ่งเป็น “คอก” ตามพรรค และเรียงคอกตามอุดมการณ์ทางการ เมืองของพรรค พรรคซ้ายจัดอยู่ทางซ้ายมือ (ของ ประธานสภา) พรรคแนวอนุรักษนิยมอยู่ทางขวา พรรคกรีนอยู่กลางๆ (แต่น่าจะค่อนมาทางซ้าย มากกว่าขวา) บล็อกเกอร์ในคณะของเราคนหนึ่ง ยกมือถามว่า แล้วพรรคขวาจัดล่ะอยู่ตรงไหน ไกด์ ตอบว่าในเยอรมนีพรรคการเมืองต้องได้คะแนน เสียงไม่ต่ำ�กว่าร้อยละ 5 ถึงจะมีคอกเป็นของตัวเอง ได้ พรรคขวาจัดไม่เคยได้เสียงพอที่จะมาอยู่ในคอก


การทำ�งานของสภาเยอรมันมีประเด็นน่าสนใจ มากมาย เป็นต้นว่า ส.ส. เยอรมันยังใช้วิธีโหวตแบบ โบราณคือยกมือ ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ (กดปุ่มตรงเก้าอี้) เหมือนกับสภาบางแห่งในยุโรป เหตุผลเป็นเรื่องของ ความโปร่งใสต่อสาธารณะ – ถ้า ส.ส. กดปุ่มตรงเก้าอี้ ประชาชนก็จะไม่รู้เลยว่าใครโหวต “เห็นชอบ” หรือ “ไม่ เห็นชอบ” อีกทั้งยังไม่ชัวร์ว่าคอมพิวเตอร์จะไม่คำ�นวณ พลาดหรือถูกใครแฮ็ก (กรณีปัญหาการนับโหวตของ รัฐฟลอริดาในอเมริกา ซึ่งสุดท้ายเรื่องต้องไปถึงศาลฏี กา และจอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้เป็นประธานาธิบดีอย่าง ฉิวเฉียด เป็นกรณีตัวอย่างคลาสสิกของเรื่องนี้เลย) เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ที่ดีว่า เทคโนโลยีไม่ได้ช่วย แก้ปัญหาให้เราเสมอไป บางเรื่องการใช้วิธีแบบ “บ้านๆ” กลับได้ผลดีกว่าหรือมีความเสี่ยงน้อยกว่า


เพื่อนร่วมคณะหลายคนยิงคำ�ถามใส่ไกด์ไม่หยุด เกี่ยวกับกลไกการทำ�งานของสภาเยอรมัน ผู้เขียนก็ สนใจอยากรู้รายละเอียด น่าจะเป็นเพราะพวกเรามาจาก ประเทศที่ประชาธิปไตยเพิ่งเกิด หรือเกิดแล้วแต่ยังลุ่มๆ ดอนๆ อยู่พอสมควร ไม่ค่อยมีกลไกอะไรที่ลงตัวและเป็น เหตุเป็นผล เห็นเพื่อนบล็อกเกอร์กระตือรือร้นขนาดนี้ เลยทำ�ให้รู้สึกว่า เมื่อใดก็ตามที่ “สำ�นึกพลเมือง” ของ คนธรรมดาตื่นตัว เขาก็จะกลับไปใช้ชีวิตที่เฉยชาหรือ หมกมุ่นอยู่แต่เรื่องของตัวเองไม่ได้อีกต่อไป แต่แง่ดีคือ ชีวิตของเขาก็น่าจะรุ่มรวยและสนุกสนานขึ้นด้วย (ถ้ากล้า แต่พอประมาณ ไม่ถึงขนาดบ้าบิ่นมุทะลุ)


นอกจากมีห้องประชุมสภาและโดมสวยๆ แล้ว ตึกนี้ยังมีของน่าดูอีกเยอะ ที่น่าสนใจที่สุดสำ�หรับ ผู้เขียนคือ ลายมือ (ไก่เขี่ย) ของทหารโซเวียตยุค สงครามโลกครั้งที่สองบนกำ�แพงสองข้างทางเดิน เขียน ด้วยถ่านในวันที่ทหารโซเวียตบุกเข้ายึดเบอร์ลินได้ สำ�เร็จ (นาซีเยอรมันแพ้สงคราม ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตาย) กราฟฟิติเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็เขียนแบบที่วัยรุ่นสมัยนี้ ขีดเขียนบนกำ�แพง เช่น “วลาดิมีร์มาถึงแล้ว” “โอลาฟ คิดถึงบริจิตต์” ฯลฯ ในคณะของเรามีหลายคนมาจาก ประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต (มอล โดวา ยูเครน คาซักสถาน และอาเซอร์ไบจัน) เลยอ่าน ภาษารัสเซียให้คนอื่นและไกด์ฟัง ประเด็นที่น่าสนใจกว่าความหมายของประโยค เหล่านี้ คือคำ�ถามที่ว่า ทำ�ไมรัฐบาลเยอรมันถึงได้ “อนุรักษ์” กราฟฟิตินี้ไว้ในตึกรัฐสภา (ถ้าเป็นนักการ เมืองไทยคงอาละวาด สั่งให้คนมาขัดออกตั้งแต่วันแรก แล้ว) ไกด์บอกว่ารัฐบาลตัดสินใจเก็บรักษาเอาไว้เป็น บันทึกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์


ต่อมาไกด์พาเราไปเยือน “ห้องภาวนา” ชั้นล่าง ของตึกไรช์สตาก ห้องนี้ออกแบบโดยศิลปินมีชื่อของ เยอรมัน ชื่อใช้แสงเงาและสีทึมสร้างบรรยากาศหม่นมัว น่าเกรงขาม เชื้อเชิญให้สำ�รวม จิตใจ เช่น ใช้ก้อนสี เทาแทนขี้เถ้า เป็นสัญลักษณ์ของความตายและความ ไม่จีรังยั่งยืนของชีวิต ห้องนี้ศิลปิน (และรัฐบาลด้วย) ตั้งใจจะให้เป็นห้องภาวนาแบบไม่ระบุศาสนา (คนไม่มี ศาสนาก็อาจจะอยากมานั่งนิ่งๆ สำ�รวจจิตใจตัวเอง เหมือนกัน) แต่เนื่องจากรัฐสภามีบริการสวดมนต์แบบ คริสต์ทุกเช้า และ ส.ส. ส่วนใหญ่นับถือคริสต์ ส.ส. จึงเรียกร้องให้มีไม้กางเขนในห้อง ศิลปินสุดท้ายก็เลย โอนอ่อนผ่อนปรนด้วยการติดตั้งไม้กางเขนที่ทำ�จากไม้ เรียบๆ หนึ่งอันบนโต๊ะ ไม่มีร่างพระเยซูถูกตรึง ผู้เขียน คิดว่านี่เป็นการพบกันครึ่งทางที่ดีระหว่างความต้องการ ของศิลปินกับความต้องการของผู้ใช้ศิลปะที่เขาสร้าง


หลังจากที่พาเราเยี่ยมชมตึกรัฐสภา ไกด์ก็พาเราเดินลอดใต้อุโมงค์ไปยังตึก ที่ทำ�การของหน่วยงานราชการ เพราะการ บรรยายที่เราจะได้ฟังวันนี้ทั้งวันจัดที่นี่ ระหว่างทางเราเดินผ่านส่วนหนึ่งของอุโมงค์ เก่าที่ว่ากันว่าทหารนาซีมุดเข้ามาลอบวาง เพลิงและมุดกลับออกไป เขาตั้งใจอนุรักษ์ ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู จะได้จุดประกายให้ถก เถียงกันเกี่ยวกับปริศนาการวางเพลิงที่นัก ประวัติศาสตร์ยังไร้ข้อสรุป


6 เมษายน 2554 ช่วงบ่าย


แวดวงบล็อกเกอร์ในเยอรมนี วิทยากรคนแรกของ Blogger Tour 2011 คือ ดร.โรบิน เมเยอร์-ลุกต์ (Robin Meyer-Lucht) ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหาร บล็อกการเมืองชั้น นำ�ของเยอรมนี อาชีพของ ดร.โรบิน คือผู้สื่อข่าวด้านสื่อและที่ปรึกษาองค์กร สื่อ เขียนบล็อกเป็นงานอดิเรก ดร.โรบินเริ่มต้นด้วยการถามว่า พวกเรามีใครบ้างที่มาจากประเทศที่ มีเสรีภาพสื่อสูงมาก มีคนยกมือ 4-5 คน หรือหนึ่งในสามของคณะ มาจาก สโลวาเกีย อินโดนีเซีย ตูนีเซีย (แน่นอนว่าหมายถึงสถานการณ์หลังปฏิวัติ ประชาชน) แน่นอนว่าเวลาพูดถึงเสรีภาพสื่อ ต้องพูดกันเรื่อง “อิสรภาพสื่อ” ถึงจะมีความหมาย เพราะสื่อมวลชนส่วนใหญ่ในโลกมีเสรีภาพตามกฎหมาย แต่ในโลกแห่งความจริงกลับ “ใช้” เสรีภาพนั้นไม่ค่อยได้ (ขาดอิสรภาพนั่นเอง) ยกตัวอย่างเช่น องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (Reporters Sans Frontières, RSF) ยกให้คาซักสถานเป็นประเทศหนึ่งที่สื่อมีเสรีภาพต่ำ�ที่สุดในโลก หน้า โปรไฟล์ของประธานาธิบดีบนเว็บ RSF ให้ข้อมูลว่า ในคาซักสถาน “การดู หมิ่นชื่อเสียงและศักดิ์ศรี” ของประธานาธิบดีมีโทษจำ�คุก นอกจากนี้เขายังแก้ กฎหมายเพิ่มอำ�นาจการควบคุมสื่อและทำ�ให้ปิดหนังสือพิมพ์ได้ง่ายกว่าเดิม กฎหมายสื่อในคาซักสถานแย่ถึงขั้นแบนนักข่าวที่ทำ�งานให้กับหนังสือพิมพ์ที่ ถูกปิดเป็นเวลา 3 ปี นอกจากนี้ยังกำ�หนดให้บล็อก ห้องแช็ท และเว็บไซต์อื่นๆ บนอินเทอร์เน็ตมีสถานภาพทางกฎหมายเท่ากับสื่อ แปลว่าถูกเจ้าหน้าที่รัฐสั่ง ปิดได้อย่างง่ายดาย


ผู้เขียนเป็นหนึ่งในคนที่ยกมือว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ “พอ จะมีเสรีภาพสื่อบ้าง” ร่วมกับสมาชิกส่วนใหญ่ในคณะ (เดาว่าหลาย คนคงคิดเหมือนกัน คือสื่อมีเสรีภาพบนกระดาษ แต่ในความเป็นจริง ยังเซ็นเซอร์ตัวเองค่อนข้างมาก) มีเพียงอาลี บล็อกเกอร์จากอาเซ อร์ไบจัน เท่านั้นที่ยกมือว่าประเทศเขาเข้าข่าย “สื่อไร้เสรีภาพ” หลังจากที่ทุกคนยกมือกันครบแล้ว ดร.โรบินก็เฉลยว่า ที่ถาม นั้นเป็นเพราะระดับเสรีภาพสื่อมีความเกี่ยวโยงโดยตรงกับการเติบโต และบทบาทของบล็อกเกอร์ ประเทศไหนสื่อมีเสรีภาพน้อย บล็อก เกอร์ยิ่งมีบทบาทมากในการถกประเด็นสาธารณะ ดร.โรบิน บอกว่าทุกวันนี้บล็อกไม่ได้อยู่โดดๆ อีกต่อไปแล้ว นี่ ไม่ใช่ปี 2007 วันนี้บล็อกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครือข่ายขนาดใหญ่ “วงสนทนา” ขนาดใหญ่ที่สื่อกระแสหลัก บล็อก ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ฯลฯ อยู่ร่วมกัน บล็อกเกอร์รุ่นจิ๋ว (tiny bloggers) เขียนผ่านทวิต เตอร์ (หลายคนเรียกทวิตเตอร์ว่าเป็นเวที “เขียนบล็อกขนาดจิ๋ว” หรือ microblogging) บล็อกเกอร์รุ่นเล็กเขียนผ่านเฟซบุ๊ก สั้นหน่อยก็ใช้ส เตตัส ยาวหน่อยก็ใช้โน้ต และบล็อกเกอร์รุ่นใหญ่เขียนบนเว็บไซต์ส่วน ตัว ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับสื่อกระแสหลัก


ในเยอรมนีบล็อกเกอร์ทุกคนเขียนบล็อกเป็นงานอดิเรก ถ้าคุณ เขียนบล็อกเต็มเวลา คนจะมองว่าคุณไม่ใช่บล็อกเกอร์ แต่เป็น “สื่อ มืออาชีพที่ได้รับค่าตอบแทน” ดร.โรบินบอกว่า เนื่องจากสื่อเยอรมันมี เสรีภาพสูง มีคุณภาพและความหลากหลาย บล็อกเกอร์เยอรมันจึงต้อง เขียนดีจริงๆ และหา “เรื่องเฉพาะด้าน” (niche) ที่ตัวเองสนใจจริงๆ ถึงจะ ได้รับความนิยม ตอนที่ ดร.โรบินก่อตั้ง CARTA ใหม่ๆ เขาเคยทดลองจ่ายค่าตอบแทน คนที่มาเขียนบล็อกให้ (มีประมาณ 20 คน ส่วนใหญ่ทำ�งานประจำ�เป็นผู้ เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย สื่อ และไอที) แต่ไม่นานก็ล้มเลิกไปเพราะมีต้นทุน ธุรกรรมสูง (จ่ายเงินทีละไม่มาก แต่ต้องจ่ายหลายคนและบ่อยครั้ง) และ บล็อกเกอร์ทุกคนก็มีงานประจำ�อยู่แล้ว ไม่ได้อยากเขียนบล็อกเพราะ ต้องการค่าตอบแทน ดร.โรบินบอกว่าเขาไม่รู้สึกว่าการเขียนบล็อกจำ�เป็นต้องมีค่า ตอบแทน เพราะคนเขียนได้ประโยชน์อย่างอื่น ตัวเขาเองใช้บล็อกเป็นพื้นที่ ทดสอบความคิด พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนอ่าน ยิ่งทำ�อย่างนั้นก็ ยิ่งได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ รู้จักคนที่น่าสนใจมากมายจากกลุ่มผู้อ่าน และลับ ความคิดให้เฉียบคมยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ช่วยส่งเสริมงานประจำ� (ที่ปรึกษา) ได้มาก นอกจากนี้การเขียนบล็อกยังสร้างรายได้เสริมทางอ้อม เช่น ได้รับ เชิญไปบรรยายตามอีเวนท์หรืองานสัมมนาต่างๆ


มุมมองของ ดร.โรบิน เรื่องประโยชน์ของการ เขียนบล็อกไม่ต่างจากมุมมองของผู้เขียน (และเชื่อว่า เพื่อนร่วมคณะส่วนใหญ่) มากนัก แต่ที่น่าสนใจคือ แกบอกว่า ชาวเยอรมันโดยทั่วไปเป็นนัก “อุดมคติ นิยม” พอสมควร ดังนั้นจึงรู้สึกต่อต้านความ พยายามที่จะหาประโยชน์เชิงพาณิชย์จากบล็อกอยู่ แล้ว ไม่เหมือนกับในอเมริกาที่บล็อกเกอร์หลายคนมี รายได้จากการเขียนบล็อก (โฆษณาบนบล็อกหรือ ค่าธรรมเนียมจากผู้อ่าน) จนทำ�เป็นอาชีพได้ ประโยคเด็ดของ ดร.โรบิน – “อินเทอร์เน็ตไม่ใช่เรื่องของแบรนด์ แต่มันเป็นเครือ ข่ายความคิด ไม่มีประโยชน์ที่คุณจะพยายาม โฆษณาว่าบล็อกของคุณสุดยอดยังไง เพราะถ้ามัน ไม่เจ๋งจริงคนอื่นก็จะไม่ลิงก์มาหา แต่ถ้าเจ๋งจริงคน อ่านจะพาคนอื่นมาพบกับคุณเอง”


ดร.โรบิน อธิบายวงการบล็อกเกี่ยวกับการเมืองในเยอรมนีว่าค่อน ข้างมีสีสันและหลากหลาย บล็อกแนวการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ส่วน CARTA อยู่อันดับ 2 หรือ 3 เขาบอกว่าความนิยมของ CARTA มา จากข้อเท็จจริงที่ว่าสื่อมวลชนในประเทศส่วนใหญ่ทำ�ข่าวเกี่ยวกับการ “เล่น การเมือง” หรือ “นักการเมือง” (โดยเฉพาะการขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัว) ไม่ค่อย ทำ�ข่าวเกี่ยวกับ “นโยบาย” ของรัฐบาลหรือพรรคการเมือง ดังนั้น CARTA จึงพยายามเน้นเนื้อหาที่เกี่ยวกับนโยบายเป็นหลัก เขาเชื่อว่าบล็อกสามารถ เป็นส่วนสำ�คัญของการถกเถียงสาธารณะที่วงไม่ใหญ่มาก (ไม่แมส) แต่ถก กันเชิงลึกได้ ผู้อ่าน “วงเล็ก” ที่ติดตาม CARTA ไม่ใช่คนทั่วไปก็จริงแต่พบ ว่าบล็อกนี้มีประโยชน์ มีอิทธิพลทางความคิด และสร้างผลกระทบต่อการ กำ�หนดนโยบายได้จริง เช่น คนทั่วไปอาจไม่สนใจนโยบายสื่อ แต่ผู้ดำ�เนิน นโยบายสื่อที่ติดตามบล็อกเกอร์ที่เขียนเรื่องนี้บน CARTA จะอยากพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันบนเว็บ บล็อกเกอร์ที่เขียนให้ CARTA หลายคน อยากให้ ดร.โรบิน ช่วยเรียบเรียงเนื้อหาและ “พาดหัวข่าว” เพราะเนื้อหาดีที่ มีพาดหัวเด่นย่อมดึงดูดความสนใจของคนอ่านมากกว่า และเพิ่มโอกาสที่สื่อ กระแสหลักจะหยิบโพสนั้นไปทำ�ข่าว ช่วยกระจายความคิดของบล็อกเกอร์ไป สู่ประชาชนในวงกว้าง การ “ขยายเครือข่าย” จากบล็อกส่วนตัวสู่บล็อกกลุ่ม สู่เว็บสื่อกระแสหลักและสื่ออื่นๆ ตอนนี้เกิดขึ้นเป็นปกติ ดร.โรบินมองว่า เรา กำ�ลังเห็นการอุบัติขึ้นของ “ประชาคมเครือข่าย” (networked public) เป็น ครั้งแรกในประวัติศาสตร์


ตัวอย่างน่าสนใจที่ชี้ให้เห็นวิธีทำ�งานของประชาคม เครือข่ายคือ เว็บไซต์ซึ่งใช้วิกิ (ให้ทุกคนสร้างและแก้ไขเนื้อหา ได้ตามใจชอบ) เป็นเครื่องมือเปิดโปงการขโมยเนื้อหาโดยไม่ ให้เครดิต (plagiarism) ซึ่งเป็นความผิดที่ร้ายแรงมากใน สายตาคนเยอรมัน เว็บนี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็น เรื่องแปลกเพราะผู้สร้างเว็บไม่เคยเปิดเผยตัวตนว่าคือใคร ใน เยอรมนีปกติคนทำ�เว็บต้องเปิดเผยตัวตนก่อน คนถึงจะเชื่อถือ และมาร่วมมือด้วย โอเลกจากยูเครนบอกว่าบล็อกเกอร์ทั่วไปไม่ใช่ผู้ เชี่ยวชาญหรอก เป็นแค่คนธรรมดาที่อยากแสดงความคิดเห็น เขาคิดว่า CARTA ไม่น่าจะเรียกว่า “บล็อก” แต่เป็น “วารสาร เฉพาะทางบนเว็บ” มากกว่า ดร.โรบินตอบว่านิยามอาจแตกต่าง กัน แต่ในเยอรมนีเรา (หมายถึงบล็อกเกอร์) อยู่ในสังคมที่นัก ข่าวส่วนใหญ่ยังมองว่าบล็อกเป็นเรื่องของมือสมัครเล่นหรือ ไร้สาระ ดังนั้นบล็อกเกอร์จึงต้องทำ�งานหนัก ทำ�การบ้านและ พยายามสร้างเครือข่ายตลอดเวลาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ


กรรมาธิการศึกษา “อินเทอร์เน็ตกับสังคมดิจิตอล” หลังจากที่ได้ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย เราก็พบกับ เอเซล ฟิชเชอร์ (Axel Fischer) ประธานคณะกรรมาธิการซึ่งรัฐสภาเยอรมันแต่งตั้งให้ทำ�การ ศึกษาเรื่อง “อินเทอร์เน็ตกับสังคมดิจิตอล” ครอบคลุมหัวข้อมากมายตั้งแต่ เรื่อง net neutrality (หลักการคุ้มครองผู้ใช้อินเทอร์เน็ต กำ�หนดว่าผู้ให้ บริการเน็ตจะต้องไม่เลือกปฏิบัติระหว่างโปรแกรมและเนื้อหาต่างๆ ออนไลน์ เช่น ไม่ใช่ให้ผู้ใช้เข้าถึงเว็บที่เจ้าของกระเป๋าหนักได้เร็วกว่าเว็บที่เจ้าของจ่ายน้อยกว่า), การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต, การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ฯลฯ เขาสรุปให้ฟังว่า คณะกรรมาธิการนี้มีสมาชิก 34 คน ครึ่งหนึ่งเป็นสมาชิกสภาฯ อีกครึ่งหนึ่ง เป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ซึ่งรวมถึงบล็อกเกอร์บางคนด้วย กำ�หนดส่ง รายงานฉบับสมบูรณ์ภายในปี 2012 การศึกษาเรื่องนี้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่า อินเทอร์เน็ตเป็นเวทีข้อมูลที่ เสรีนิยมที่สุดในโลก รัฐสภาอยากรู้ว่าแนวโน้มของอินเทอร์เน็ตจะเป็นอย่างไร ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ท่านประธานเองอยากรู้ว่ามีรัฐสภาประเทศอื่นอีกหรือ ไม่ที่กำ�ลังทำ�การศึกษาลักษณะนี้ พวกเราผลัดกันตอบ รายละเอียดต่างกันแต่ มีใจความเดียวกันคือ รัฐสภาของประเทศเรานอกจากจะไม่ศึกษาเรื่องอนาคต ของอินเทอร์เน็ตแล้ว ยังปิดกั้นอินเทอร์เน็ตและมองว่ามันเป็น “พื้นที่อันตราย” ที่ต้องควบคุมอีกด้วย


ทาเร็กจากตูนีเซียเล่าอย่างสนุกสนานว่า ประเทศของเขา ก่อนการปฏิวัติประชาชนเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตอย่างมโหฬาร หลัง จากที่ขับไล่ผู้นำ�ประเทศได้สำ�เร็จแล้วตอนนี้ก็ไม่เซ็นเซอร์อะไรเลย ตลกร้ายคือรัฐบาลเผด็จการลงทุนมหาศาลกับอินเทอร์เน็ตเพราะ อยากนำ�เสนอภาพลักษณ์ที่ดีของตัวเองต่อสายตาชาวโลก แต่ อินเทอร์เน็ตกลายเป็นเครื่องมือที่ประชาชนใช้ในการนำ�เสนอข้อ เท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศและประท้วงขับไล่เผด็จการ จนสำ�เร็จในที่สุด ประธานคณะกรรมาธิการแลกเปลี่ยนว่า รัฐบาลไม่ เซ็นเซอร์การแสดงออก (speech) อะไรในอินเทอร์เน็ต นอกจาก ว่าคุณทำ�ผิดกฎหมาย เช่น ไม่ยอมรับว่าเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชาวยิว (Holocaust) ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ประณามคน กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้วยเจตนาเกลียดชัง (hate speech) หรือปลุก ระดมผู้คนให้จับอาวุธก่อความรุนแรง เขาบอกว่าความท้าทายข้อ สำ�คัญสำ�หรับผู้ดำ�เนินนโยบายคือ อินเทอร์เน็ตไร้พรมแดนแต่ กฎหมายมีขอบเขต ดังนั้นจึงต้องคิดว่าจะประยุกต์ใช้กฎหมาย อย่างไรและแค่ไหน เพราะกฎหมายแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เช่น องค์กรหัวรุนแรงอย่างนีโอนาซีนั้นผิดกฎหมายเยอรมนี แต่ไม่ผิด กฎหมายอเมริกา รัฐบาล เยอรมันทำ�อะไรได้หรือไม่ หากนีโอนาซี ชาวอเมริกันโพสข้อความที่ผิดกฎหมายเยอรมันบนเว็บไซต์ที่โฮส ในอเมริกา เหล่านี้เป็นประเด็นที่ต้องคิดและรับมือให้ได้ในอนาคต


หลังจากที่ฟังพวกเราเล่ากรณีการคุกคามผู้ ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศของเราแต่ละคน ประธานก็ กล่าวว่า “เสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลนั้นจำ�เป็นสำ�หรับ ประชาธิปไตยเกิดใหม่ รัฐบาลไม่ควรจับคนที่ไม่เห็น ด้วยกับรัฐบาลเข้าคุก” และเสนอว่าพวกเราควรเรียก ร้องให้ในสังคมมีสื่อที่หลากหลาย ยิ่งหลากหลายเท่าไร ยิ่งดี ในแง่นี้อินเทอร์เน็ตมีศักยภาพสูงมาก (ในฐานะ พื้นที่สื่อที่หลากหลายโดยธรรมชาติ) ไม่ควรปล่อยให้ เกิดสถานการณ์ที่สื่อทั้งหมดถูกครอบงำ�โดยคนกลุ่ม เดียว ตัวอย่างที่ชัดมากคือ แบร์ลุสโคนี นายกตลอด กาลของอิตาลี ยังเป็นที่ชื่นชอบของชาวอิตาลีจำ�นวน มาก ส่วนหนึ่งเพราะปิดกั้นสื่อที่คิดต่างและใช้สื่อเป็น เครื่องมือสร้างภาพให้ตัวเอง ถึงแม้ว่าจะถูกเปิดโปงว่า โกงกินมาแล้วมากเพียงใด


อาหารเที่ยงมื้อนี้อร่อยมาก เดาว่าครัวของรัฐจัดการมื้อนี้ เพราะเรามาประชุมที่ตึกราชการทั้งวัน ทำ�แซนด์วิชเปิดหน้าต่างๆ ให้ เลือกรับประทาน หน้าบลูชีสอร่อยเป็นพิเศษ (สงสัยจะติดใจบลูชีส เยอรมันเสียแล้ว) สมาชิกคณะกรรมาธิการบางท่านอยู่รับประทาน อาหารกับเราด้วย ผู้เขียนชอบคุณมานูเอล โฮเฟอร์ลิน (Manuel Höferlin) มาก นอกจากจะเป็นนักการเมืองหนุ่ม (อายุไม่น่าเกิน 40) หัวลิเบอรัลแล้ว ยังชอบเทคโนโลยีและส่งเสริมให้เพื่อน ส.ส. ใช้ เทคโนโลยีใหม่ๆ เขาเล่าให้ฟังว่าเมื่อไม่นานมานี้ได้ไอแพดมา ชอบมัน มากเพราะช่วยประหยัดกระดาษไปได้หลายปึก (ปกติเวลาประชุม สภาจะต้องหิ้วกระเป๋าหนักที่เต็มไปด้วยเอกสารประกอบต่างๆ) วัน หนึ่งเลยยุให้เพื่อน ส.ส. คนหนึ่งที่ต้องกล่าวสุนทรพจน์ในสภาอ่าน สุนทรพจน์ของเขาจากไอแพด ไม่ต้องอ่านจากกระดาษ ปรากฏว่า กลายเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะรัฐสภาบุนเดสตากมีกฎห้ามไม่ ให้ใช้ คอมพิวเตอร์ในสภา ก็เลยต้องมาถกเถียงกันว่าตกลงไอแพดเข้า ข่าย “คอมพิวเตอร์” หรือไม่ สุดท้ายตกลงกันแก้กฎ ยอมให้ ส.ส. ใช้ “แท็บเล็ตพีซี” ได้ แต่ต้องไม่ต่อแป้นคีย์บอร์ด


สื่อของรัฐสภา และกฎหมายข้อมูลข่าวสารของรัฐ การบรรยายช่วงบ่ายเริ่มต้นโดย คลอส ฮินเดอร์ไลท์เนอร์ (Claus Hinterleitner) เจ้าหน้าที่สำ�นักสื่อของรัฐสภา เขาเล่าให้ฟัง ว่าตอนนี้บุนเดสตากมีทั้งเว็บไซต์ ทั้ง RSS feed ให้ติดตามข้อมูล ข่าวสาร และตีพิมพ์วารสารซึ่งอัพเดทกิจกรรมทางการของ ส.ส. ทั้งหมด รวมทั้งสรุปบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการต่างๆ (คณะกรรมาธิการประชุมในห้องประชุมลับ ไม่เปิดให้ประชาชนหรือสื่อ เข้าฟัง) สื่อเหล่านี้เป็นช่องทางให้นักข่าวและใครก็ตามที่สนใจสามารถ ติดตามการทำ�งานของสภาได้ กรอบกฎหมายเยอรมันเกี่ยวกับการสื่อสารออนไลน์ ในปี 2006 สภาเยอรมันผ่านกฎหมายคุ้มครองสิทธิในการเข้า ถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ค่อนข้างหลวม คือใครจะ ขอข้อมูลทางการอะไรก็ได้ที่ไม่ประทับตราว่า “ลับ” ปัญหาหลักตอนนี้ อยู่ที่การปฏิบัติมากกว่า ไม่ใช่ตัวกฎหมาย คือเจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ แค่งานประจำ�วันก็ยุ่งมากอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมักจะไม่มีเวลามารวบรวม และนำ�ส่งข้อมูลที่คุณต้องการอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าคุณไม่พอใจกับ ข้อมูลที่ได้รับ ก็ไปยื่นข้อเรียกร้องกับเจ้าหน้าที่ข้อมูลข่าวสารที่รับผิด ชอบเรื่องนี้โดยตรงได้


กรอบกฎหมายเยอรมันเกี่ยวกับการสื่อสารออนไลน์ การบรรยายช่วงสุดท้ายของวันนี้เป็นช่วงที่ผู้เขียน ชอบที่สุด เพราะได้เรียนรู้ประเด็นน่าสนใจมากมายเกี่ยวกับ กฎหมายเยอรมันที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก ตั้งแต่ หลักคิดจนถึงวิธีตีความของศาล และความแตกต่างระหว่าง เยอรมนีกับสหรัฐอเมริกาในแง่นี้ ต้องขอขอบคุณคุณ ยาน โมนิคส์ (Jan Mönikes) ทนายความและบล็อกเกอร์ ที่มาให้ ความรู้อย่างกระจ่างหลายเรื่อง ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะไม่เห็นด้วย กับหลักการบางประเด็นของกฎหมายเยอรมันก็ตาม โดย เฉพาะ หลัก “การทำ�ร้ายบุคคล” (harm to person) ซึ่งมอง “ศักดิ์ศรี” ว่าเป็นส่วนสำ�คัญของบุคคล ดังนั้นจึงมองว่าการ ดูหมิ่นศักดิ์ศรีด้วยวาจานั้นคือการ “ทำ�ร้าย” ไม่ต่างจากการ ทำ�ร้ายร่างกาย (นี่คงเป็นเหตุผลหลักที่คดีหมิ่นประมาทใน เยอรมนีเป็นคดีอาญา ไม่ใช่คดีแพ่ง)


ยาน โมนิคส์ ผู้เขียนสรุปประเด็นที่น่าสนใจจากการบรรยายของคุณยานได้ดังต่อไปนี้ 1. เยอรมนีไม่มีกฎหมายอะไรที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ” กฏหมาย ที่เทียบเท่าชื่อ ประกาศใช้หลังยุคเผด็จการฮิตเลอร์ แนวคิดหลักคือ จะ ต้องป้องกันไม่ให้ระบอบเผด็จการเกิดในเยอรมนีอีก เพราะระบอบนั้นก่อ ให้เกิดความเดือดร้อนและสูญเสียมหาศาล คนตายหลายสิบล้านคนใน สงครามโลก 2. กฎหมายเยอรมันไม่มองสื่อมวลชนว่าเป็น “สถาบัน” เหมือนกับ ประเทศอื่น การคุ้มครองสื่อในกฏหมายนับเป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น ฉะนั้นนักข่าวเยอรมันจึงไม่มี “บัตร นักข่าว” ที่เป็นทางการ วันนี้นักข่าวเยอรมันบางคน (ที่ไม่ชอบบล็อกเกอร์ เพราะมองว่าไร้สาระหรือเป็นมือสมัครเล่น) อ้างว่าสื่ออาชีพมีสิทธิพิเศษ ตามกฎหมาย แต่ที่จริงไม่ใช่ ข้ออ้างนี้ไม่มีพื้นทางกฎหมายใดๆ เลย 3. มีกฎหมายอีกหลายตัวที่ใช้กับอินเทอร์เน็ตด้วย เช่น กฎหมาย โทรคมนาคม (ซึ่งเป็นกฎหมายระดับชาติ ไม่ใช่ระดับรัฐ บางทีมีปัญหา ว่าควรใช้กฎหมายระดับรัฐหรือชาติในการจัดการกับเรื่องผิดกฎหมาย ในเน็ต) กฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัว กฎหมายคุ้มครองผู้เยาว์ กฎหมายสื่อ และกฎหมายการแข่งขัน


4. ทุกคน (รวมทั้งบล็อกเกอร์) ต้องเปิดเผยให้ชัดเจนว่ากำ�ลังทำ� “พีอาร์” หรือ “ทำ�ข่าว” ไม่อย่างนั้นอาจละเมิดกฎหมายการแข่งขันได้ เพราะ กฎหมายนี้ระบุว่าผู้บริโภคจะต้องตระหนักว่า กำ�ลังดูหรืออ่านโฆษณาอยู่ หรือไม่ ดังนั้นวิธีการใหม่ๆ เช่น การตลาดไวรัล (viral marketing หมายถึง การทำ�การตลาดให้แพร่กระจายในเน็ตโดยผู้ใช้เน็ตปากต่อปาก เช่น ทำ�คลิป วีดีโอบนยูทูบ) จะต้องบอกอย่างชัดเจนว่าบริษัทเป็นคนทำ� (กฎหมายนี้หลัก การดี บ้านเราน่าจะเลียนแบบ) 5. ธรรมชาติที่ลื่นไหลและยืดหยุ่นมากของเว็บก่อให้เกิดการถกเถียง เกี่ยวกับบทบาทและสิทธิของสื่อ กรณีหนึ่งที่น่าสนใจคือ เว็บสื่อกระแสหลัก รายหนึ่งของเยอรมนีติดโปรแกรมเรทติ้ง เพื่อให้คนเข้าเว็บให้คะแนนโรงแรม ฯลฯ ได้ว่าชอบหรือไม่ชอบ กลายเป็นทราเวลเอเยนซีขนาดใหญ่ในยุโรป ไม่ใช่ “สำ�นักข่าว” แบบดั้งเดิมอีกต่อไปแล้ว 6. กฎหมายสื่อของเยอรมนีค่อนข้างซับซ้อน มีทั้งกฏสำ�หรับสื่อ โดยทั่วไป และกฏเฉพาะสำ�หรับสื่อเฉพาะด้าน จุดหมายหลักคืออยากให้มี ความหลากหลายและกำ�กับดูแลกันเองด้วยการแข่งขัน ยกตัวอย่างเช่น สื่อ โทรทัศน์แบบ HBO ของอเมริกาเกิดในเยอรมนีไม่ได้ เพราะเป็นเจ้าของทั้ง ระบบและเนื้อหา กฎหมายเยอรมันบอกว่าสองอย่างนี้ต้องแยกกัน ผู้ผลิต เนื้อหาจะมีเจ้าของเดียวกันกับผู้วางระบบไม่ได้


7. หลักกฎหมายอาญาของเยอรมนีมอง “การทำ�ร้ายบุคคล” ว่ารวมถึง การทำ�ร้ายด้วยวาจาด้วย กฎหมายคุ้มครองเฉพาะการทำ�ร้าย “บุคคล” ไม่ห้าม การทำ�ร้าย “รัฐ” ด้วยวาจา ยกเว้นเพียงกรณีเดียวเท่านั้นคือ การปฏิเสธการฆ่า ล้างเผ่าพันธุ์ยิว (Holocaust denial) เพราะชาวเยอรมันผ่านประสบการณ์เลว ร้ายช่วงนั้นมาอย่างเจ็บปวด ไม่อยากฟังคนที่อ้างว่าเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้น ประธานาธิบดีได้รับการคุ้มครองจากการถูกทำ�ร้ายเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลทาง ประวัติศาสตร์คือฮิตเลอร์เคยโจมตีประธานาธิบดีในช่วงที่ประเทศเป็นสาธารณรัฐ ไวมาร์ แต่ประธานาธิบดีตอบโต้ไม่ได้ 8. ความแตกต่างระหว่าง “ความเห็น” กับ “หมิ่นประมาท” ไม่ชัดเจนเสมอ ไป เช่น ประโยค “แกมันไอ้เลว” อาจเป็นทั้งความเห็นและวาจาหมิ่นประมาทก็ได้ ปกติศาลจะเป็นผู้ตัดสินว่าเข้าข่ายไหน 9. กฎหมายคุ้มครองผู้เยาว์เขียนขึ้นบนหลัก “การทำ�ร้ายบุคคล” เช่น เดียวกัน ดังนั้นเว็บไซต์ที่เผยแพร่วิธีทำ�ระเบิดจึงผิดกฎหมายเยอรมัน (เพราะเด็ก เข้าไปอ่านได้) เนื้อหาลามกอนาจารก็ผิดกฎหมายถ้าผู้เยาว์ในเนื้อหานั้น “ดูเหมือน ว่า” จะอายุต่ำ�กว่า 18 ปี – ไม่ต้องพิสูจน์ว่าอายุ 18 จริงหรือไม่ แค่ “ดูเด็ก” ก็ผิด กฎหมายได้แล้ว คุณยานบอกว่าเขาไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนี้เพราะใครจะไปรู้ว่า คนในรูปอายุเท่าไหร่ ยิ่งเป็นเด็กสาวจากเอเชียยิ่งดูยากสำ�หรับคนเยอรมัน คนเยอรมันไม่ค่อยมีปัญหากับเนื้อหาลามกอนาจาร แต่มีปัญหากับ การปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว กับความรุนแรงที่เกินเลย (เข้าข่าย “เนื้อหาที่ ทำ�ร้าย” เด็ก)


10. กฎหมายระบุว่าผู้เผยแพร่เนื้อหา (เช่น เจ้าของเว็บ หรือ บรรณาธิการเว็บข่าว) ต้องเปิดเผยตัวตนว่าเป็นใคร แต่ผู้ใช้เน็ตและบล็อก เกอร์ (“ผู้สร้างเนื้อหา”) สามารถโพสแบบนิรนามได้ 11. การเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมายอาจผิดกฎหมายเยอรมัน ตรงนี้ ต่างจากอเมริกา กฎหมายอเมริกัน (Computer Decency Act) คุ้มครองผู้ เผยแพร่เนื้อหา (ไม่ต้องรับผิดด้วย) ก็จริง แต่ข้อเสียคือคนที่กล่าวหาสามารถ บังคับให้คุณ (ถ้าคุณเผยแพร่) เปิดเผยตัวตนแท้จริงของผู้สร้างเนื้อหานั้นๆ คุณยานบอกว่าเขาชอบระบบเยอรมันมากกว่า 12. ความแตกต่างทางวัฒนธรรมทำ�ให้เนื้อหาที่เข้าข่าย “หมิ่นประมาท” ในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น มีคำ�สองคำ�ในภาษาเยอรมัน ที่แปลว่า “คุณ” คือ Sie (แบบสุภาพ ทำ�นอง “ท่าน”) กับ du (แบบสุภาพ น้อยกว่า ทำ�นอง “เธอ” หรือ “แก”) ในเยอรมนีถ้าคุณใช้คำ�ว่า du กับนายก รัฐมนตรี เธออาจฟ้องคุณในข้อหาหมิ่นประมาทได้ (เพราะเป็นคำ�ที่ “ทำ�ร้าย ศักดิ์ศรี”) แต่ในฮอลแลนด์ชาวดัทช์ตัดสินใจทิ้ง Sie จากสารบบตั้งแต่เมื่อ หลายปีก่อนแล้วใช้แต่คำ�ว่า du เป็นสรรพนามแทน 13. ด้านการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว กฎหมายเยอรมันไม่ห้ามการ แอบถ่ายรูปหรือวีดีโอ (100 ปีก่อนคงไม่คิดว่าใครจะทำ�ได้) ห้ามแต่การแอบอัด เสียง แต่ถ้าแอบถ่ายใน “พื้นที่ส่วนตัว” จะผิดกฎหมาย เช่น ถ้าคุณแอบถ่าย รูปใครในห้องแต่งตัวแล้วเอาไปเผยแพร่ ยกเว้นคุณจะพิสูจน์ได้ว่าการแอบถ่าย นั้นเป็นไปเพื่อ “ประโยชน์สาธารณะ”


หลักการที่ดีมากคือ ประโยชน์สาธารณะอาจไม่ตรงกับความสนใจของคนอ่าน (สื่อ) ก็ได้ เช่น ถ้าคุณแอบถ่ายรูปคนดังอย่างปารีส ฮิลตัน มันอาจเป็นสิ่งที่ คนอ่านหนังสือพิมพ์ของคุณอยากได้ แต่มันไม่ใช่ประโยชน์สาธารณะแน่ๆ 14. คดีแพ่งในเยอรมนีทุกรูปแบบ ฝ่ายที่แพ้คดีจะต้องรับผิดชอบค่าใช้ จ่ายทั้งหมด ต่างจากในอเมริกาที่คนฟ้องต้องออกค่าทนายเองอย่างน้อยส่วน หนึ่ง ทำ�ให้คนอเมริกันจำ�นวนมากไม่อยากฟ้อง ตรงนี้คุณยานมองว่า สะท้อน ให้เห็นว่าที่จริงคนเยอรมันมีสิทธิเสรีภาพมากกว่าคนอเมริกัน คนทั่วไปมักจะ มองว่าอเมริกาเป็นประเทศที่มีเสรีภาพที่สุด แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ เพราะคน มีอิสรภาพ (ความสามารถที่จะใช้เสรีภาพ) น้อยกว่าคนเยอรมัน ตอนนี้ในเยอรมนีการถกเถียงเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่จะเป็น เรื่องขอบเขตอำ�นาจ (jurisdiction) คุณภาพของบล็อกเกอร์ นักการเมือง บางคนมีแนวคิดที่จะทำ� “great firewall” แบบจีน (แต่กระทรวงยุติธรรมก็ ออกมาพูดแล้วว่าแนวคิดนี้ไม่มีทางออกมาเป็นกฎหมายหรอก) คุณยานปิดท้ายว่า ตัวเขาเองเป็นนักสังคมนิยมประชาธิปไตย แต่ สนับสนุนให้ลูกความที่เป็นนักการเมืองฟ้องบล็อกเกอร์ในข้อหาหมิ่นประมาท หรือประณามด้วยเจตนาเกลียดชัง เพราะบล็อกเกอร์ควรเข้าใจว่าตัวเองมี บทบาทที่สำ�คัญและควรจะเขียนบล็อกอย่างรับผิดชอบ (เขาแอบกระซิบว่า คดีหมิ่นประมาทในเยอรมนีไม่เลวร้ายอย่างที่คิดหรอก เพราะมีโทษจำ�คุกก็ จริงแต่ส่วนใหญ่สุดท้ายก็รอลงอาญา)


วันที่สาม 7 เมษายน 2554


เช้านี้ตื่นตีห้าครึ่ง ช้ากว่าเมื่อวานหนึ่งชั่วโมงครึ่ง แต่ยัง ไม่ปกติดี หวังว่าพรุ่งนี้จะตื่นเจ็ดโมงเช้า (เวลาปกติ) ได้แล้ว แต่ อย่างน้อยที่คิดว่าจะสัปหงกตอนกลางวันเมื่อวานก็ไม่เลย คง เป็นเพราะว่าฟังบรรยายแต่เรื่องที่น่าสนใจมากสำ�หรับผู้เขียน ลงไปกินข้าวเช้าเจ็ดโมงครึ่งเวลาเดิม ปรากฏว่าเป็นคน แรกในคณะที่ไปกินอาหารเช้า (หรืออาจมีคนอื่นบางคนกิน เสร็จแล้วกลับขึ้นห้องไปใหม่ก็ได้) ไม่กี่นาทีต่อมา ก๊วนเดิมจาก เมื่อวานคือ อาลิเชอร์ วิสักโซโน และอิมาน ก็มานั่งด้วย เราเลย คุยกันต่อจากที่คุยค้างเมื่อวานเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการ เมืองในแต่ละประเทศ ฟังคนอื่นเกือบครบแล้วก็รู้สึกว่าไม่มีใคร จะไร้เสถียรภาพและมีอนาคตที่ไม่แน่นอนเท่ากับเมืองไทย ตูนี เซียถึงแม้ว่าจะเพิ่งผ่านการปฏิวัติมาหมาดๆ คนของเขาก็เต็ม ไปด้วยความหวังและรู้คร่าวๆ ว่าประเทศควรจะเดินไปทางไหน ผิดกับเมืองไทยที่รู้สึกว่าผู้มีอำ�นาจขาดวิสัยทัศน์และทำ�งานไม่ เป็น ไม่แน่ใจว่าสถานการณ์จะดีกว่าเดิมหลังการเลือกตั้งครั้ง ใหม่กลางปีนี้ (2554) หรือเปล่า


คุยไปคุยมาก็วกเข้าเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนา อิมานตั้งข้อ สังเกตว่าห้องภาวนาในตึกรัฐสภาที่เราไปดูเมื่อวานน่าจะก่อให้เกิดการถก เถียงใหญ่โตในเยอรมนี ตอนที่ ส.ส. ชาวคริสตัง (แคทอลิก) อยากให้ใส่ ไม้กางเขนไว้ในห้อง เพราะเสรีภาพในการนับถือศาสนาต้องเท่าเทียมกัน ทุกคน ห้องภาวนาแต่เดิมไม่ใช่สำ�หรับศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ ทุก คนก็เลยใช้ได้ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไร (ศิลปินที่ออกแบบก็ตั้งใจอย่าง นั้น) แต่พอใส่ไม้กางเขนเข้าไปแล้วก็กลายเป็น “ห้องภาวนาของคริสต์” เท่ากับว่ากีดกันคนที่นับถือศาสนาอื่น ถ้ารัฐบาลเคารพเสรีภาพในการ นับถือศาสนาจริงก็ต้องสร้างห้องภาวนาสำ�หรับคนที่นับถือศาสนาพุทธ อิสลาม และศาสนาอื่นๆ ด้วย ถ้าไม่อยากทำ�อย่างนั้นก็ไม่ควรสร้างห้อง ภาวนาเลยตั้งแต่แรก (หรือไม่ก็เอาไม้กางเขนออก) อิมานมีประเด็นน่าคิดที่ผู้เขียนไม่เคยนึกมาก่อน เขาบอกว่าคน อินโดนีเซียถกเถียงเรื่องทำ�นองนี้กันบ่อยมากเพราะมีหลายศาสนา คนที่ นับถือแต่ละศาสนาก็แยกย่อยลงไปได้อีกว่าเคร่งครัดแค่ไหนและตีความคำ� สอนของศาสดาแบบไหน


ตอนกินข้าวสังเกตว่าคนที่นั่งโต๊ะอื่น (น่าจะเป็นคนเยอรมันทั้งห้อง) กินข้าวกันอย่างเงียบๆ มีแต่โต๊ะเราโต๊ะเดียวที่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากไม่ขาดสาย ทำ�ให้ นึกถึงคำ�พูดเมื่อวานของแซมมวล บล็อกเกอร์จากสโลวาเกีย พลพรรคเราที่ มีประสบการณ์มาเบอร์ลินบ่อยที่สุด เขาบอกว่าคนเยอรมันไม่หัวเราะออก มาดังๆ เพราะถือว่าเสียมารยาท แต่ปกติก็ไม่มีเรื่องให้หัวเราะเท่าไหร่ เพราะ ใช้ชีวิตอย่างเคร่งเครียดจริงจังมาก จุดนี้เห็นจะจริง เท่าที่สังเกตมาสามวัน เบอร์ลินเป็นเมืองที่น่าเที่ยวมาก เพราะมีที่เที่ยวที่ทั้งสวยและเต็มไปด้วยความ หมาย (เชิงสัญลักษณ์และความสำ�คัญทางประวัติศาสตร์) เต็มไปหมด แต่ เป็นเมืองที่ไม่น่าอยู่ ผิดกับกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ค่อยมีอะไรน่าเที่ยว แต่เป็นเมืองที่ น่าอยู่กว่าเบอร์ลิน ส่วนหนึ่งก็เพราะมันสับสนวุ่นวายไร้ระเบียบเป็นกิจวัตร จนทำ�ให้คนไทยมีทัศนคติแบบ “หยวนๆ” และ “ไม่เป็นไร” (จนเกินพอดี)


“การเคลื่อนไหวด้วยข้อมูล” (data activism) โปรแกรมของวันนี้คือฟังบรรยายทั้งวัน ตอนเช้าลิซ่าพาขึ้น รถเมล์เยอรมัน สะอาดสะอ้านและตรงเวลามาก ที่นี่ตั๋วใบเดียวใช้กับ ขนส่งมวลชนได้ทั้งระบบ ทั้งรถไฟฟ้า (ลอยฟ้า) รถไฟใต้ดิน และ รถเมล์ ไม่มีคนหรือเครื่องเก็บตั๋วตอนขาออกเลย แสดงว่าใครที่อยาก โกงก็ขึ้นฟรีได้ แต่จะมีการสุ่มตรวจเป็นครั้งคราว ถ้าถูกจับได้ว่าไม่มี ตั๋วจะต้องจ่ายค่าปรับ 40 หรือ 60 ยูโร (ตามคำ�บอกเล่าของเพื่อนที่ เคยโดนมาแล้ว) การที่เขาใช้ระบบมานานแล้วน่าจะแปลว่ากลไกผสม ระหว่างการพึ่งพาวินัยส่วนตัวกับกลไกบังคับแบบอ่อน (ลงโทษถ้าถูก จับได้) ใช้การได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว วันนี้เราไปฟังบรรยายที่อาคารสำ�นักงานของรัฐบาเดน-เวิร์ธ เทมเบิร์ก (Baden-Wuerttemberg) รัฐที่ร่ำ�รวยที่สุดในเยอรมนี (แต่ละรัฐจะมี “สำ�นักงานตัวแทน” ในเมืองหลวง) วิทยากรบรรยาย ช่วงเช้าชื่อ มาเร็ก ทุสซินสกี (Marek Tuszynski) ชาวโปแลนด์ที่ย้าย มาอยู่เบอร์ลิน เขาร่วมก่อตั้งองค์กรที่เจ๋งมากๆ ชื่อเอ็นจีโอด้านไอที ที่เน้นการส่งเสริมและยกระดับนักเคลื่อนไหวให้สามารถใช้ เทคโนโลยี ใหม่ๆ ในการทำ�งาน โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ ของคนในวงกว้าง (เช่น ทำ�คลิปการ์ตูนที่สื่อสารปัญหาสังคม) รวม ทั้งจัดเวิร์คชอปสอนให้นักเคลื่อนไหวใช้เทคโนโลยี “เป็น” (คือเข้าใจว่า อินเทอร์เน็ตไม่ปลอดภัยยังไง ต้องระวังอะไรบ้าง อะไรแบบนี้)


มาเร็ก ทุสซินสกี ผู้ร่วมก่อตั้ง Tactical Tech Collective มาเร็กบอกว่า “นักเคลื่อนไหว” (activist) ในความคิดของเขา หมายถึงใครก็ตามที่ “ตั้งใจทำ�อะไรสักอย่างเพื่อผลักดันให้เกิดการ เปลี่ยนแปลง” และการเปลี่ยนแปลงนั้นก็ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ของ คนอื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ผู้เขียนคิดว่านิยามนี้ชัดเจนดี อินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดียทำ�ให้คนธรรมดาเป็น “นักเคลื่อนไหว” ได้โดยไม่ ต้องเคลื่อนไหวเป็นงานประจำ�อย่างเช่นในอดีต คนที่ก่อตั้งกลุ่ม ในเฟ ซบุ๊ก เพื่อรณรงค์ให้ กทม. อนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ในเมือง หรือคนที่ตั้ง กลุ่ม “อยากให้ยุบสภา” และ “ไม่อยากให้ยุบสภา” ก็มองว่าเป็นนัก เคลื่อนไหวได้เหมือนกัน มาเร็กบอกว่า “การเคลื่อนไหว” มีหลายแบบ บางคนอาจ แค่อยากแสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเฉยๆ (dissent) บางคน อาจจะอยากต่อต้านนโยบายอย่างชัดเจน (resistance) และบางคน ก็อาจจะอยากไปไกลกว่านั้น คือโค่นล้มระบบเดิมลง (rebellion) นอกจากจะแบ่งเป็นสามประเภทข้างต้นแล้ว เรายังแบ่งการเคลื่อนไหว ได้อีกหลายแบบ เช่น การเคลื่อนไหวที่อยู่นอกระบบ (off the system), เดินไปกับระบบ (with the system) หรือต่อต้านทั้งระบบ (against the system) นอกจากนี้ยังต้องดูว่าเคลื่อนไหวในระดับ ท้องถิ่น ภูมิภาค ประเทศ หรือระหว่างประเทศ


เมื่อนิยามนักเคลื่อนไหวและการเคลื่อนไหวแล้วก็มาถึงหัวข้อ “การ ใช้สื่อใหม่” (นิวมีเดีย) มาเร็กบอกว่าเราสามารถแบ่งการใช้นิวมีเดียเพื่อ การเคลื่อนไหวได้ 5 ประเภท ได้แก่ 1. Culture Jamming หมายถึงการใช้เทคโนโลยี ความคิด สร้างสรรค์ และกลเม็ดทางการตลาดหรือโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อย้อน ศรกลับไปวิพากษ์คนหรือองค์กรที่ปกติใช้เครื่องมือเหล่านี้ เช่น กราฟฟิติ ตามกำ�แพง หรือกลุ่ม (คณะตลกที่แกล้งธนาคารโลกและบริษัทข้ามชาติได้ เนียนและฮามาก) 2. Alternative Computing หมายถึงการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อ การเคลื่อนไหว เช่น โอเพ่นซอร์ส วิกิลีคส์ ฯลฯ พูดง่ายๆ คือหมายถึง วัฒนธรรมของแฮ็คเกอร์นั่นเอง 3. Participatory Journalism แปลตรงตัวได้ว่า “การทำ�ข่าว แบบมีส่วนร่วม” ซึ่งก็หมายถึงทุกอย่างแล้วตอนนี้ เพราะบล็อกเกอร์ นัก ข่าวอาชีพ คนที่ใช้โซเชียลมีเดีย ฯลฯ ล้วนอยู่ใน “โลก” ใบเดียวกันบน อินเทอร์เน็ต และใช้เครื่องมือเดียวกัน ป่วยการที่จะมานั่งเถียงกันอีกต่อไป ว่าใครเป็นมือสมัครเล่น ใครเป็นมืออาชีพ เราควรเรียกบล็อกเกอร์ว่า “นัก ข่าว” หรือเปล่า ฯลฯ เพราะข่าวทั้งหมดตอนนี้เกิดขึ้นแบบมีส่วนร่วมแล้ว 4. Mediated Mobilization หมายถึงการระดมเสียงสนับสนุน (“ระดมมวลชน” ในภาษาซ้ายเก่า) ด้วยการใช้นิวมีเดีย เช่น นัดชุมนุมทาง เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์


5. Commons Knowledge หมายถึงการสร้างความรู้ที่อยู่ ใน “พื้นที่สาธารณะ” ที่ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ ทุกคนเป็น เจ้าของร่วมกัน เช่น วิกิพีเดีย คนหนึ่งเป็นเจ้าของ ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน เช่น วิกิพีเดีย ผู้เขียนว่าเขาสรุปได้ดี ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างการเคลื่อนไหว สนุกๆ บ้าง มาเร็กยกตัวอย่างนับสิบเรื่อง ผ่านการฉายสารคดีสนุก เรื่อง (ดูฟรีออนไลน์และดาวน์โหลดเนื้อหาทั้งหมดได้) ว่าด้วยกลวิธี “เคลื่อนไหวด้วยข้อมูล” ผู้เขียนจะเล่าบางเรื่องที่ตัวเองสนใจเป็นพิเศษ ตัวอย่างแรก บล็อกเกอร์ในตูนีเซียคนหนึ่งอยากรู้ว่าเครื่อง บินของประธานาธิบดี (เผด็จการบ้าอำ�นาจ) บินไปไหนบ้าง เขากูเกิล หารูปถ่ายเครื่องบินที่ประธานาธิบดีตูนีเซียใช้ (ลำ�นี้พาดแดงสดเป็น เอกลักษณ์ ดูแล้วรู้เลยว่าเป็นลำ�นี้แน่ๆ ไม่ใช่ลำ�อื่น) รวบรวมรูปเหล่า นั้นมา ใช้เว็บไซต์ที่ให้คนติดตามเส้นทางบินของเครื่องบินอย่าง และ ค้นหาว่าสนามบินในแต่ละรูปอยู่ที่ประเทศไหนบ้าง ใช้กูเกิลเอิร์ธปัก หมุดเมืองที่เครื่องบินไปจอดในแต่ละรูป เสร็จแล้วก็เอาลิสต์นี้ไปเทียบ กับสถิติเที่ยวบินทางการของเครื่องบินประธาธิบดี ซึ่งดาวน์โหลด ได้จากเว็บของรัฐบาล เขาเจอว่าประธานาธิบดีตูนีเซียบินไป “ทริป ทางการ” แค่เพียงครั้งเดียว


หลังจากที่เขาเผยแพร่การค้นพบนี้ผ่านคลิปวีดีโอบนยูทูบ สื่อกระแส หลักก็เอาไปลงเป็นข่าว และสืบสวนต่อจนพบว่าครั้งอื่นประธานาธิบดีบินไป ช็อปปิ้ง เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา รัฐบาลตูนีเซียสั่งบล็อกยูทูบและเดลี่ โมชั่น (Daily Motion เว็บให้อัพคลิปวีดีโอฟรี) ทั้งเว็บ (อ่านเรื่องนี้ได้จาก บล็อก Global Voices) นักเคลื่อนไหว (ซึ่งในที่นี้คือคนธรรมดาที่เหลือทน กับรัฐบาลแล้ว) หลายคนไปปักหมุดรอบบริเวณวังประธานาธิบดีในกูเกิล เอิร์ธ วังนี้เป็นสถานที่ยอดนิยมซึ่งหลายคนที่อยากไปเยือนตูนีเซียจะเปิดดู แต่แทนที่จะใส่ข้อมูลเกี่ยวกับวังเข้าไปในหมุด นักเคลื่อนไหวใส่รูปภาพ ลิงก์ คลิปวีดีโอ และคำ�อธิบายเกี่ยวกับกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน (ทรมานผู้ หญิง ฯลฯ) ที่คนในรัฐบาลกระทำ�กับประชาชน เท่ากับว่านักท่องเที่ยวที่ค้น ข้อมูลเกี่ยวกับวังประธานาธิบดีจะได้รับ “ข้อมูลสองด้าน” เกี่ยวกับตูนีเซีย ฉลาดมากเลย ต่อไปเป็นเรื่องของวิธีการนำ�เสนอข้อมูลเพื่อเคลื่อนไหว โดยเฉพาะ “data visualization” – การแสดงข้อมูลเป็นแผนภาพหรือรูปภาพเพื่อ ดึงดูดความสนใจของคนบนอินเตอร์เน็ต (ซึ่งปกติสมาธิสั้นมาก) และย่อย ข้อมูลซับซ้อนให้เข้าใจง่าย ตัวอย่างที่ชอบมากคือเรื่องของแคมเปญรณรงค์ให้รัฐบาลอเมริกา ยกเลิกการระเบิดภูเขาบนเทือกเขาอัปปาลาเชียเพื่อทำ�เหมืองถ่านหิน เพราะ เทือกเขานี้มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์และสำ�คัญ (ถ้าดร.อ้อยแห่งโลกสีเขียว ได้ยินคงชะโงกมาบอกว่า “ระบบนิเวศไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สำ�คัญหมดแหละแก”) แต่ถูกระเบิดทำ�เหมืองไปแล้วกว่า 470 ยอด ทั้งๆ ที่อเมริกาทั้งประเทศใช้ ไฟฟ้าจากถ่านหินแค่ 3% เท่านั้นเอง


คนทำ�แคมเปญนี้พยายามมากว่า 10 ปี ที่จะรณรงค์ ให้คนอเมริกันในวงกว้าง (นอกจากคนที่ได้รับผลกระทบ โดยตรง) ตื่นตัวกับเรื่องนี้ แต่ไม่เคยประสบความสำ�เร็จ จน เมื่อไม่นานมานี้ได้คณะที่ปรึกษาใหม่มาแนะว่าต้องหาวิธีที่จะ ทำ�ให้คนที่อยู่นอกชุมชนรู้สึกว่าเรื่องนี้สำ�คัญสำ�หรับตัวเขา โดยตรง นักเคลื่อนไหวก็เลยเปลี่ยนแคมเปญใหม่ (ถ้าใช้ภาษา ธุรกิจต้องบอกว่า ทำ�รีแบรนด์ดิ้ง) เปลี่ยนชื่อจาก “ต่อต้าน การระเบิดยอดภูเขา” เป็น “ฉันรักภูเขา” สร้างเว็บไซต์ใหม่ขึ้น มา และมีเครื่องมือที่เท่มากบนหน้าเว็บ คือถ้าใส่รหัสไปรษณีย์ ในอเมริกาเข้าไป เขาจะแสดงแผนที่กูเกิลให้ดูว่าไฟฟ้าที่ใช้ใน ละแวกนั้นมาจากโรงไฟฟ้าไหน โรงไฟฟ้านั้นๆ เกี่ยวข้องกับการ ระเบิดยอดเขา (ซื้อถ่านหินมาผลิตไฟฟ้า) หรือเปล่า พอทำ� แบบนี้ปุ๊บ เสียงตอบรับก็ดีขึ้นทันตาเห็น


แคมเปญ I Love Mountains อีกตัวอย่างหนึ่งที่สนุกมากคือ แคมเปญของ เว็บไซต์ MySociety.com ในอังกฤษ เริ่มแรกเขาเชิญชวน ให้คนอังกฤษอัพโหลดรูปถ่ายสาธารณูปโภคแถวบ้านตัว เอง (ถนน ทางเท้า เสาไฟฟ้า ฯลฯ) ที่อยู่ในสภาพแย่ เพื่อ ประจานเทศบาลและเรียกร้องให้มาแก้ไข แต่ทำ�ไปทำ�มากลาย เป็นว่าเทศบาลชอบโครงการนี้ เพราะพบว่าเป็นเครื่องมือที่ ช่วยเทศบาลติดตามตรวจสอบคุณภาพถนนได้ดีมาก แถม ยังประหยัดทั้งเวลาและเงิน (ไม่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจ สภาพถนนตลอดเวลา) ก็เลยติดต่อขอเป็นสปอนเซอร์ โครงการนี้เอง (ถึงตรงนี้แซมมวล บล็อกเกอร์จากสโลวา เกียผู้มองโลกในแง่ร้ายเสมอก็สวนขึ้นมาว่า โครงการอย่างนี้ ในประเทศผมไม่มีทางเวิร์คหรอก เพราะรัฐบาลทุกระดับไม่ ใส่ใจ ทำ�ให้ผู้เขียนคิดว่ารัฐบาลน่าจะต้องมีความรับผิดชอบ และความรับผิดตามกฎหมายที่ชัดเจนระดับหนึ่งก่อน เรื่อง แบบนี้ถึงจะใช้ได้ผล


แคมเปญ FixMyStreet มาเร็กอธิบายความสำ�เร็จของซีรีส์ Story of Stuff สารคดีเกี่ยว กับผลกระทบของธุรกิจล้าหลังที่มีต่อสิ่งแวดล้อมว่าเกิดจากปัจจัยหลัก 3 ข้อ คือ 1. แอนนี เลียวนาร์ด (Annie Leonard) ผู้ทำ�สารคดีเรื่องนี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาเรื่องขยะมากว่า 20 ปี จึงสร้างความน่าเชื่อถือได้ ไม่ยากในอินเตอร์เน็ต 2. เธอรู้วิธีเล่าเรื่องที่ดึงดูดคนฟังและมีอารมณ์ขัน และ 3. เธอมีโลกทัศน์เป็นบวก มองโลกอย่างมีความหวัง ตอนจบของ Story of Stuff ทุกเรื่องจะมีรายการสั้นๆ ที่คนธรรมดาสามารถทำ�ได้ ด้วยตัวเองเพื่อช่วยผลักดันการเปลี่ยนแปลง (เช่น เอากระติกน้ำ�ติดตัว) ทำ�ให้คนดูรู้สึกว่าเขามีส่วนร่วมได้ แอนนีไม่ได้ส่งสารแบบ “โลกจะแตก แล้ว” ที่ทำ�ให้คนรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังว่าทำ�อะไรไม่ได้ ช่วงเวลาที่เหลือมาเร็กแนะนำ�ให้เรารู้จักการแสดงข้อมูลด้วยแผน ภาพสวยๆ หลายอัน เขาเลือกอันที่ไม่ได้สวยอย่างเดียว แต่ยัง “ได้ผล” ด้วย (ในแง่ของการกระตุ้นให้คนถกเถียงกัน หรือรัฐบาลเปลี่ยนนโยบาย จริงๆ) ต่อไปนี้คืออันที่ชอบที่สุด 1. โปสเตอร์ของกรีนพีซ แสดงขยะที่อยู่ในกระเพาะของนกอัลบาท รอสหนึ่งตัว (มันตายก็เพราะกลืนของพวกนี้เข้าไปเยอะเกิน ที่กินเข้าไป เยอะก็เพราะในทะเลตอนนี้เต็มไปด้วยขยะพลาสติก น่ากลัวและอันตราย มากสำ�หรับสัตว์ที่หากินในทะเล)


กระเพาะของอัลบาทรอส โดย เอเยนซี Publicis Mojo ออกแบบให้กับ กรีนพีซ


2. ขยะในท้องนกอัลบาทรอส เรื่องเดียวกันแต่นำ�เสนอแบบเอียงไป ด้าน “ศิลปะ” มากกว่า “ข้อมูล” เมื่อ เทียบกับโปสเตอร์ด้านบนของกรีนพีซ

กระเพาะของอัลบาทรอส โดย Rebecca Hosking ออกแบบให้ กับ Royal Society


3. โปสเตอร์รณรงค์ เรื่องขยะมหาศาลที่สะสมใน ทะเลมากขึ้นเรื่อยๆ จัดทำ� โดยรัฐบาลมลรัฐคาตาลาน ในสเปน ชอบมากเลยอัน นี้ เขาเอาขยะมาจัดวางให้ดู เหมือนสัตว์น้ำ�พันธุ์ต่างๆ


4. สถิติการตายในสงครามอิรัก (รอบล่าสุด) วิธีทำ�รูปนี้เจ๋งมาก คือแต่ละ “จุด” (ขนาด 1×1) ในรูปทางขวาแทนคนตาย แบ่งสีตามประเภท สีฟ้าแทนทหารอเมริกันและพันธมิตร สีเขียว แทนทหารอิรัก (รบร่วมกับอเมริกัน ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย) สีส้มแทนพลเรือนอิรัก และสีเทาแทน “ศัตรู” ดึงข้อมูลนี้มาจากวิกิลีคส์ แล้วเอามาจัดเรียงตามสี ได้ผลลัพธ์เป็นรูปทางซ้ายมือ คิดว่า เป็น infographic ที่เจ๋งมากและได้ผลมากๆ เลย เพราะจะมีใครบ้างที่ดูรูปนี้และอ่านคำ�อธิบายแล้ว ไม่รู้สึกว่ามันเป็นสงครามที่งี่เง่าและน่าเศร้าสิ้นดี


ฟังมาเร็กเล่าเรื่อง พลังของบล็อกเกอร์อย่าง เพลิดเพลินจบแล้วก็ได้เวลา อาหารกลางวัน โครงการ นี้เลี้ยงดูปูเสื่อพวกเราดีที เดียว ไม่ใช่ด้วยของแพง แต่ ด้วยของไม่แพงที่เดาว่าพวก เราน่าจะชอบ อย่างเช่นไอ สกรีมโปะราสเบอร์รีเป็นต้น


Legal Leaks พอท้องอิ่มก็ได้เวลากลับเข้าห้องเรียน ฟังบรรยายกันต่อ คริสเตียน มีร์ (Christian Mihr) กับอังเดรียส เม็ทซ์ (Andreas Metz) มาคุยให้ฟังเรื่องโครงการทำ�เรื่องการช่วยบล็อก เกอร์กับนักข่าวทั่วโลก (เน้นกลุ่มประเทศโออีซีดี) ใช้กฎหมาย ข้อมูลข่าวสารของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหลายประเทศมี กฎหมายตัวนี้แล้วยังมีปัญหาในทางปฏิบัติมากมาย คริสเตียน มีร์ กับ อังเดรียส เม็ทซ์ แห่ง Legal Leaks


คริสเตียนบอกว่า เขาก่อตั้ง Legal Leaks ขึ้นมาบน หลักการที่ว่า การเข้าถึงข้อมูลไม่ได้เป็นแค่อภิสิทธิ์ของสื่อ มืออาชีพ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เขายังบอกด้วย ว่าปัจจุบันบัลแกเรียมีกฎหมายข้อมูลข่าวสารที่ดีที่สุดใน ยุโรป ตัวอย่างนี้ช่วยหักล้างมายาคติของคนในโลกตะวันตก ที่มักจะมองว่ายุโรปตะวันออก (ซึ่งส่วนใหญ่เคยอยู่ในสังกัด โซเวียต) มีเสรีภาพน้อยกว่ายุโรปตะวันตก มีหลายสาเหตุที่นักข่าวและคนทั่วไปยังไม่ใช้กฎหมาย ข้อมูลข่าวสารมากพอ ตั้งแต่เรื่องค่าใช้จ่าย ความยุ่งยากและ ล่าช้าของระบบราชการ และความไม่แน่ใจว่าถ้าขอข้อมูลไป แล้วจะได้รับคำ�ตอบหรือไม่ Legal Leaks พยายามช่วยแก้ ปัญหาเหล่านี้ด้วยการตีพิมพ์คู่มือ Legal Leaks (พวกเรา ได้รับแจกคนละเล่ม แต่ดาวน์โหลดได้จากเว็บจัดเวิร์คช็อปใน ประเทศต่างๆ และมีทีมทนายประจำ� Help Desk คอยให้การ ช่วยเหลือ ผู้เขียนถามว่า ผู้เขียนซึ่งเป็นแค่บล็อกเกอร์คน หนึ่งจะติดต่อ Help Desk ให้ช่วยใช้กฎหมายข้อมูลข่าวสาร ของ (ยกตัวอย่างเช่น) เยอรมนีได้หรือไม่ ถ้าสนใจสืบเรื่อง ในประเทศตัวเองที่เยอรมนีอาจพัวพันด้วย (เช่น โครงการ เหมืองแร่ในไทยของบริษัทเยอรมัน) คริสเตียนตอบว่าได้สิ เขาจะยินดีมากเลยถ้าเราติดต่อมา เพียงแต่ต้องอธิบายว่าเรา สนใจเรื่องนี้เพราะอะไร เป็นประโยชน์สาธารณะตรงไหน


พลพรรคเราหลายคนอยากรู้มุมมองของ Legal Leaks ต่อวิกิลีกส์ คริสเตียนบอกว่าเขา คิดว่า จูเลียน อัสซานจ์ (แห่งวิกิลีกส์) กับเขามีเป้า หมายเดียวกัน คือกดดันให้รัฐบาลต่างๆ ทำ�งาน อย่างโปร่งใส ดังนั้นเขาจึงสนับสนุนวิกิลีกส์ วิคเตอร์ นักข่าวอาชีพจากโรมาเนีย แลกเปลี่ยนอย่างน่าคิด ว่า วิกิลีคส์ควรเผยแพร่ข้อมูลอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ เลือกเฉพาะสื่อค่ายใดค่ายหนึ่ง เขาบอกว่านักข่าวใน โรมาเนียหลายคนรวมทั้งตัวเขาไม่เห็นด้วยที่วิกิลีคส์ เลือก “ปล่อย” เคเบิลผ่าน หนังสือพิมพ์โรมาเนีย 3 ฉบับเท่านั้น เขามองว่านี่คือการเลือกปฏิบัติ ซึ่งขัด กับเป้าหมายของวิกิลีคส์เรื่องความโปร่งใส


โลโก้สำ�หรับสิทธิมนุษยชน? กิจกรรมสุดท้ายของวันก่อนที่เราจะแยกย้ายกันคือ การไปเยือน สำ�นักงานของบริษัทโจโวโต (jovoto) บริษัทค่อนข้างใหม่ (ก่อตั้งปี 2007) ที่ เชี่ยวชาญด้านการสร้างโค้ดซอฟต์แวร์เป็น “เวที” (platform) ให้นักออกแบบ ที่อยู่กันกระจัดกระจายทั่วโลกสามารถทำ�งานร่วมกันได้ โจโวโตร่วมกับ สำ�นักงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลเยอรมนีกำ�ลังจะเปิดตัวแคมเปญ Human Rights Logo รณรงค์ให้คนออกแบบ “โลโก้” ของสิทธิมนุษยชน และส่งเข้าประกวด การตัดสินจะเป็นส่วนผสมของผลโหวตจากผู้ทรงคุณวุฒิ และจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลก ตัวแทนสำ�นักงานสิทธิฯ บอกว่าเหตุผลที่ทำ�เรื่องนี้คือ ที่ผ่านมาในโลก เรามีสัญลักษณ์ของความรัก (รูปหัวใจ) สันติภาพ (peace sign ของฮิปปี้) แต่ยังไม่มีสัญลักษณ์ของสิทธิมนุษยชนเลย เขาคิดว่าถ้าคิดสัญลักษณ์ได้ มัน ก็จะช่วยได้มากในการรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะโลกทุกวันนี้ภาษาภาพ ที่เข้าใจง่ายมีความสำ�คัญมากในการสื่อสาร พวกเราบางคนแย้ง (ส่วนผู้เขียน ก็นึกแย้งในใจ) ว่า ความรักและสันติภาพเป็น “คุณค่าสากล” ที่ทุกคนเห็นตรง กันได้ แต่สิทธิมนุษยชนไม่ใช่ มันเป็นแนวคิดทางการเมืองซึ่งมีนิยามและองค์ ประกอบไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศ ในหลายประเทศยังเป็นที่ถกเถียงกันมาก (ยกตัวอย่างเช่น การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตควรนับว่าเป็นสิทธิมนุษยชนประการ หนึ่งหรือไม่ นักเทคโนโลยีบางคนเห็นว่าไม่ควร เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่อาจช่วยอำ�นวยหรือคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจริงๆ อย่างสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออก การเข้าถึงมันไม่ใช่ตัวสิทธิมนุษยชน)


ถึงแม้ว่าจะยังมีข้อถก เถียงเชิงปรัชญาและแนวคิด โครงการนี้ก็เป็นโครงการ ดีที่น่าสนับสนุน ปัจจุบัน ประกาศผลผู้ชนะเลิศแล้ว

“โลโก้” สิทธิมนุษยชนที่ชนะเลิศการประกวด ตกเย็นผู้เขียนกินข้าวอย่างรวดเร็ว (ไส้กรอกเยอรมัน ตามระเบียบ) จะได้แว่บไปแผนกบอร์ดเกมในห้างสรรพ สินค้าก่อนที่ร้านจะปิด (ที่นี่วันธรรมดาปิดสองทุ่ม) เพราะบอร์ดเกมของเยอรมนีขึ้นชื่อและหลากหลายที่สุด คนเล่นมีทุกวัยตั้งแต่เด็กยันคนแก่ ไม่ต่างจากการ์ตูนใน ญี่ปุ่น ซื้อบอร์ดเกมมาสามเกม แปลกใจที่เจอบอร์ดเกม ที่ใช้ตัวต่อเลโก้ ไม่ได้มีเกมเดียวแต่มีเป็นชุดเลย ประเทศ นี้ช่างบ้าบอร์ดเกมดีจริงๆ


วันที่สี่ 8 เมษายน 2554


blogger  

bloggerbloggerbloggerblogger

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you