Issuu on Google+


รองปก


รายละเอียดหนังสือ


คำ�นำ�


สารบัญ


สายไปไหม


วันที่ 11 ตุลาคม 2555 7.00 น. ติ๊ด...ติ๊ด...ติ๊ด....ติ๊ด…ติ๊ด ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด... เสียงเครื่องติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจและสัญญาณชีพ ดังสม่่ำ�เสมอมาตลอดคืน เด็กผู้ชายวัยรุ่นเจ้าของเสียงสัญญาณชีพนี้ยังคงนอนไม่ได้สติอยู่ในห้อง ICU ด้านนอกมีชายสามคนกำ�ลังพูดคุยกันด้วยน้ำ�เสียงจริงจัง “อย่าเพิ่งตกใจไปครับ ยังไงตอนนี้คนไข้ก็พ้นขีดอันตรายแล้ว” ชายหนุ่มในชุดกาวน์ หน้าตาสะอาดสอ้านพยายามอธิบาย “หมอจะไม่ให้อั๊วะตกใจได้ไง ลูกอั๊วะกลายเป็นเจ้าชายนิทราทั้งคนนะ” ชายวัยกลางคนลูกครึ่งไทย-จีนรูปร่างสมบูรณ์ตามฐานะโวยวายใส่หมอ


“คนไข้จะฟื้นตัวเร็วขึ้น ถ้าคนในครอบครัว หรือคนที่คนไข้สนิทมากที่สุดมาพูดคุยกับคนไข้บ่อยๆ คนไข้ถึงจะดูเหมือนหลับอยู่ แต่ประสาทสัมผัสยังคงทำ�งานครับ คนที่สนิทและใกล้ชิดคนไข้มากที่สุด คือใครครับ ใช่น้องหรือเปล่า” ท้ายประโยคนี้หันไปถามสมชาย เพื่อนที่สนิทกันมานานของคนไข้ ชายวัยกลางคนพูดแทรกขึ้นมา “เห๊อะ ไอ้ที่สนิทกับไอ้ตี๋น่ะเหรอมีอยู่สองอย่าง สมชายนี่อย่างนึง ส่วนอีกอย่างมันคงมาช่วยอะไรไม่ได้หรอก เพราะมันแหลกคาซากรถไปแล้วล่ะหมอ”


ตี๋ คือเด็กหนุ่มที่นอนอยู่ในห้อง ICU ก่อนหน้านี้เขาได้สมาร์ทโฟนเป็นของขวัญที่สอบติดมหา’ลัยชื่อดัง หลังจากวันนั้นเขาก็เปลี่ยนไป


“โอ๊ยยยยยยยยยยย” นี่คือเสียงประจำ�ที่ทุกคนจะได้ยิน เขามักจะเดินเตะนู่น ชนนี่ เพราะตาที่จ้องแต่หน้าจอ... เขาติดสมาร์ทโฟน ในทุกๆ วัน ตี๋จะมีแผลมาอวดเพื่อนๆ อยู่เสมอ สมชายเพื่อนสนิท เตือนตี๋หลายครั้ง “ระวังนะเว้ย ติดขนาดนี้ เดี๋ยวก็เกิดอุบัติเหตุใหญ่จนได้”


วันที่ 10 ตุลาคม 2555 ล่วงเลยวันสุดท้ายของการสอบปลายภาคมาได้สองวันแล้ว ทุกๆ คนต่างดีใจที่ผ่านพ้นเทอมแรกในรั้วมหาวิทยาลัยมาได้ สมชายกับตี๋ที่นัดกันไปฉลองวันปิดภาคเรียน ที่ร้านคาราโอเกะร้านเดิมตอนสี่โมงเย็น สมชายไม่ได้ให้เพื่อนรักของเขาขับรถมารับอย่างเคย ถึงวันนี้จะเป็นวันธรรมดา ไม่ใช่วันหยุด แถมยังเป็นช่วงปิดเทอม แต่รถก็ยังติด ทำ�ให้ถึงแม้ว่าจะใกล้เวลานัดแล้ว แต่รถของตี๋ยังอยู่บนถนนไม่ไกลจากบ้านนัก จากไฟเขียวสู่ไฟเหลือง แต่เหมือนเขาจะไม่เห็นว่าไฟจราจรกำ�ลังจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เขาเหยียบคันเร่งเต็มที่ โครม!


“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก” เป็นเสียงร้องที่ดัง และยาวนานที่สุดในชีวิตของตี๋ รถมินิชนเข้ากับรถสิบล้อที่เหยียบคันเร่งมาเต็มที่เหมือนกัน และมันก็เป็นเสียงสุดท้ายของเขา จนกระทั่ง ณ ขณะนี้ วันที่ 11 ตุลาคม 2555 7.00 น. ผมเคยบอกสมชายว่าผมไม่ได้ติดเกม ใช่ ผมไม่ได้ติดเกม ผมไม่ได้ติดแชท เรื่องอัพเดทข่าวผมก็แค่ชอบทำ�มันมากกว่ากิจกรรมอื่น แต่สิ่งที่ผมติดคือ สมาร์ทโฟน ถึงไม่มีอะไรจะทำ� ผมก็จะยังหยิบมันขึ้นมาเปิดดูอะไรต่างๆ ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้อยากจะดูมัน ผมติดที่จะมีมันอยู่ในมือ ติดที่จะใช้นิ้วสไลด์ไปเรื่อยๆ ซึ่งบางครั้งก็ไม่มีจุดหมาย ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมจะไม่ทำ�แบบนี้ ผมจะฟังคำ�เตือนของคนรอบข้าง ผมจะไม่ทำ�ให้เขาเสียใจต้องมานั่งร้องไห้เพราะผม ...แต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่า ผมจะมีโอกาสได้กลับไปแก้ไขพฤติกรรมเหล่านั้นหรือไม่ ไม่แน่ใจเลย....


ความรักของแม่


ในซอยเล็กๆแห่งหนึ่งเต็มไปด้วยผู้คนเดินเบียดกันไปมา หญิงสาวคนหนึ่งในชุดนักศึกษาวัย 18 ปี หน้าตาเหม่อลอยดูไร้เรี่ยวแรง ในมือกำ�อะไรบางอย่างไว้แน่น เธอค่อยๆเดินต่อไปช้าๆ ตัวเธอสั่นราวกับเจออะไรที่น่ากลัวและเจ็บปวดจนจิตใจเกินจะรับไหว

สะพานไม้ที่ค่อนข้างเก่า ราวจับผุพังไปบ้างแล้วบางส่วน หนูนาหันมองบรรยากาศรอบตัวพลางถอนหายใจ ถัดไปไม่กี่เมตรจะเห็นบ้านไม้เก่า บางส่วนถูกปิดด้วยสังกะสี ประตูไม้กระดานมีรอยน้ำ�ฝนชะค่อนข้างเปียกชื้น หน้าต่างไร้เหล็กดัด มีเพียงผ้าม่านสีเก่าเท่านั้น เธออาศัยอยู่บ้านหลังนี้กับแม่แค่สองคน ส่วนพ่อของหนูนาแต่งงานใหม่ไปตั้งแต่หนูนายังเรียนชั้นประถม ปัจจุบันหนูนาโตเป็นสาวแล้ว เธอศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่ง


บนเสื่อเล็กๆลายทาง หนูนากำ�ลังทานข้าวพร้อมกับมือที่กำ�ลังถือแผ่นพับ “อร่อยไหม” แม่ถาม หนูนาพยักหน้าแทนคำ�ตอบ ตาจ้องใบปลิว “แม่...อยากได้อ่ะ” หนูนายื่นใบปลิวให้สายใจ เธอรับมาดู “โอ้โห ไม่ไหวหรอกลูก แพงเกิน แล้วเครื่องเก่ายังใช้ดีอยู่เลยไม่ใช่หรอ” สายใจยื่นใบปลิวคืน “อิ่มละ” ด้วยความโมโห หนูนากระแทกช้อนส้อมกับจาน คว้ากระเป๋าเดินเข้าห้องนอนไปทันที “กะอีแค่เงินไม่กี่หมื่น จะซื้อยากซื้อเย็นอะไรขนาดนั้น” หนูนาพึงพำ�อยู่คนเดียว หยิบมือถือเครื่องเล็กขึ้นมา แล้วยิ้มกับตัวเองอย่างเจ้าเล่ห์ “ถ้ามันใช้ไม่ได้ ...ก็มีเหตุผลที่จะซื้อใหม่ได้แล้วสินะ” หนูนาคิด แล้วปามือถือเครื่องสีขาวค่อนข้างเก่าลงกับพื้น


สายใจเป็นแม่บ้านทำ�ความสะอาดที่ห้างแห่งสรรพสินค้าหนึ่ง แม้งานจะยุ่งแค่ไหนเธอก็ไม่เคยละเลยที่จะดูแลลูกสาวของเธอ รายได้ของเธอพอจะทำ�ให้ครอบครัวอยู่ได้อย่างไม่ลำ�บากนัก แต่ก็ไม่ถึงกับสบาย “แม่... มือถือพังแล้ว” หนูนานั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าอย่างสบายใจ เคี้ยวขนมไปดู ใบปลิวไป “เหรอ วันก่อนยังใช้ได้อยู่เลยนี่” “เอ๊ะแม่ ! ของมันพังก็คือพัง” หนูนาเริ่มขึ้นเสียง ตั้งแต่สายใจเลิกกับสามีของเธอ สายใจจึงพยายามเอาใจหนูนาเสียทุกอย่าง เพื่อทดแทนบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไป หนูนาจึงมีนิสัยเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็ก “งั้นซื้อใหม่ละกัน” สายใจเอ่ยปาก หนูนาได้ยินถึงกับอมยิ้ม “เอาเครื่องนี้” หนูนาชี้ไปที่มือถือราคาเกือบสามหมื่น สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่กำ�ลังฮิตติดกระแสในช่วงนี้ “งั้น....ขอแม่เก็บเงินอีกสักหน่อยนะลูก” สายใจสงสารลูกเหลือเกิน เธอเป็นเหตุที่ทำ�ให้ลูกสาวสุดที่รักเพียงคนเดียวของเธอต้องถูกเพื่อนดูถูกขนาดนี้ น้ำ�ตาเหมือนจะไหลออกมาแต่เธอก็พยายามกลั้นมันไว้


เวลา 22.00 น. ห้างปิด พนักงานเดินออกจากห้าง สายใจเดินไปรอรถที่ป้ายรถเมล์ แต่ยังไม่ทันจะถึงป้ายเธอก็เกิดอาการหน้ามืดซะก่อน “คุณป้า เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ลุกไหวไหมเดี๋ยวหนูช่วยนะ” หญิงสาวคนหนึ่งช่วยพยุงสายใจให้ลุกขึ้น “ขอบใจมากนะหนู” “หน้าคุณป้าซีดมากเลยค่ะ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” หญิงสาวมองด้วยสายตาเป็นห่วง เธอได้แต่ปฏิเสธ พยายามยืนด้วยตัวเอง แต่ก็เหมือนจะล้มลงไปอีก “ไปโรงพยาบาลดีกว่านะคะ เดี๋ยวหนูเรียกแท็กซี่ให้”


“คนไข้พักผ่อนไม่เพียงพอนะคะ ทำ�ให้ไม่มีแรงและเกิดอาการเป็นลม ช่วง นี้แนะนำ�ให้นอนพักผ่อนเยอะๆ ก่อนนะคะ แล้วก็ทานข้าวให้ตรงต่อเวลา และทานทุกมื้อ อาหารก็เป็นส่วนสำ�คัญนะคะ อย่าหักโหมทำ�งานจนลืมทาน ข้าว” คุณหมอมานพค่อยๆอธิบาย ก่อนให้คนไข้กลับบ้านได้ “ขอบคุณนะคะหมอ” หนูนากับสายใจพูดพร้อมยกมือไหว้ อีกเพียงวันเดียวก็จะถึงวันคล้ายวันเกิดของหนูนาแล้ว แต่สายใจยังขาดเงิน อยู่อีกนิดหน่อย


ที่โรงจำ�นำ�สินค้าไม่ไกลจากบ้านมากนัก หญิงสาวร่างท้วมคนหนึ่งกำ�ลังนับเงินที่ได้จากการจำ�นำ�สร้อยคอ “เดือนนี้กินน้อยหน่อยละกัน” เธอยิ้มน้อยๆ กล่องสมาร์ทโฟนสีขาวตั้งอยู่บนโต๊ะทานข้าวขนาดเล็ก รอให้เจ้าของกลับมา ดู สายใจจำ�นำ�สร้อยคอได้เงินมาจำ�นวนหนึ่ง รวมกับเงินเก็บของเธอก็มาก พอที่จะซื้อสมาร์ทโฟนให้ลูกสาว “เห้อ วันนี้เหนื่อยจังเลยแม่” หนูนาในชุดนักศึกษาเดินเข้ามาวางกระเป๋าบน โต๊ะทานข้าว แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็น.... “แม่!!!!!!!!!!” หนูนาดีใจแทบกรี๊ด “ชอบไหม สุขสันต์วันเกิดจ้ะ ขอให้ลูกของแม่เป็นเด็กดี เป็นเด็กที่มีความ สุข” สายใจหอมแก้มหนูนา “ขอบคุณนะแม่ หนูมีความสุขที่สุดเลย” หนูนาดีใจจนกลั้นน้ำ�ตาไว้ไม่อยู่ สายใจดึงหนูนาเข้ามากอด “แม่ก็รักหนูนานะ” สายใจกอดลูกสาวแน่น


หนูนาสะดุ้งตื่น เธอปาดน้ำ�ตาที่ไหลไม่หยุด ฝัน....เธอฝันไปเหรอ เธอยังสัมผัสได้ถึงไออุ่นของสายใจ เหมือนว่าทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้น เธอคิดถึงอ้อมกอดของแม่ นานกว่าสองอาทิตย์แล้วที่สายใจจากไปพร้อมกับอาการป่วยเพราะทำ�งาน หนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน หนูนาเปลี่ยนเป็นคนละคน เธอหมดเรี่ยวแรงที่ จะทำ�ทุกอย่าง ในแต่ละวันเธอมีทุกอย่างได้ก็เพราะแม่ของเธอ เธอสู้กับทุก อย่าง ฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่าง ไม่ย่อท้อก็เพราะเธอยังมีแม่คอยให้กำ�ลังใจ และสนับสนุนทุกอย่าง เป็นเบื้องหลังที่ไม่ว่าเธอจะเจอเรื่องอะไร แต่วันนี้ ไม่มีอีกแล้ว.... ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก กลับดูกว้าง เด็กหญิงอายุ 18 นั่งร้องไห้เพียงลำ�พังอยู่กับสมาร์ทโฟนราคาแพง กับความเจ็บปวดและวันเวลาที่ไม่สามารถย้อนกลับมาได้...ตลอดกาล


ฉันไม่ได้ติด สมาร์ทโฟนนะ


ลดา เป็นสาวสวยหุ่นนางแบบ ดูจากภายนอกไม่มีใครคิดเลยว่าเธอเป็นถึงคุณแม่ลูกสองแล้ว หลังจากที่สามีเธอประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิตไปเมื่อ 5 ปีก่อน เธอจำ�เป็นต้องทำ�งานหนักขึ้นเป็นเท่าตัว เพื่อที่จะเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง ในทุกๆวันมีเพียงแค่15นาทีเท่านั้น ในช่วงก่อนไปทำ�งานที่เธอจะได้พูดคุยกับลูก แต่ก็นับว่าโชคยังดีที่สามีของเธอมีอพาร์ทเม้นท์ขนาดใหญ่ให้เช่า ซึ่งไม่ห่างจากบ้านมากนัก ทำ�ให้มีเงินพอสำ�หรับใช้จ่ายในส่วนต่างๆได้อีกยามจำ�เป็น วี ลูกสาวคนโตเป็นเด็กผู้หญิงที่ไม่ได้เรียบร้อยนัก แต่ก็ไม่ถึงกับกระโดกกระเดก เธอเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา กล้าแสดงออก ส่วน วิน ลูกชายคนเล็ก ซึ่งที่จริงตอนนี้ก็ไม่เล็กเท่าไหร่แล้ว เขาชอบเล่นกีฬาเป็นชีวิตจิตใจโดยเฉพาะฟุตบอล และหวังจะได้เป็นตัวแทนของโรงเรียน จากที่เล่ามา ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรที่เรียกได้ว่าเป็น “ปัญหา” สำ�หรับลดา จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ตอนนั้นการฮิตสมาร์ทโฟนกำ�ลังเริ่มแพร่ระบาดในหมู่นักเรียนมัธยม ฉันตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนให้พวกเขาเป็นของขวัญวันปีใหม่ในปีนั้น และนี่แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของ “ปัญหา”


หลังจากปีใหม่ปีที่ผ่านมา บ้านเราซึ่งเคยมีเสียงหัวเราะเฮฮา ดูเงียบเหงาไปถนัดใจ ฉันเห็นแม่ของฉันต้องทำ�งานหนักตลอด จริงๆแล้วมีเรื่องราวมากมายที่ฉันอยากพูด อยากคุย อยากปรึกษา แต่ฉันก็เกรงใจเพราะกลับบ้านมาแม่คงอยากพักผ่อน ฉันไม่อยากเอาปัญหาที่ฉันมีมาทำ�ให้แม่เครียด โชคดีที่ฉันมีสมศรีคอยอยู่เป็นเพื่อน เรารู้จักกันมาเกือบ2ปีแล้ว ถึงเวลาแค่เพียง 2 ปีมันจะดูน้อยไปหน่อย แต่สมศรีก็คอยให้คำ�แนะนำ� ให้คำ�ปรึกษาฉันในทุกๆ เรื่อง เธอเข้าใจฉันดีที่สุด คงเป็นเพราะเราเป็นผู้หญิงเหมือนกันนั่นแหละ


วันนี้เป็นวันเสาร์ ฉันตั้งใจแน่วแน่ที่จะสะสางปัญหาที่เป็นอยู่นี้ก่อนที่มันจะบานปลาย ฉันปรึกษาสมศรีเรื่องวิน น้องชายของฉัน ตลอดหลายเดือนมานี้ เขาไม่ออกไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ เลย ฉันไม่รู้จะทำ�ยังไงดี สมศรีบอกให้ฉันลองพูดกับน้องดีๆ ก่อน เอาล่ะ ฉันจะลองดู ก๊อก ก๊อก “พี่เข้าไปนะวิน” ฉันเปิดประตูเข้าไปในห้องของน้องชายโดยที่ไม่ได้รอคำ�ตอบ “วิน” น้องชายของฉันกำ�ลังนอนเล่นสมาร์ทโฟนอยู่บนเตียงของเขา “วิน” “ไม่ไปเตะบอลกับเพื่อนข้างนอกหรอ วันเสาร์ทั้งที” “............”


เขาไม่ตอบแต่กลับเขามองหน้าฉันเหมือนไม่เข้าใจ ฉันว่าวินคงลืมฟุตบอลที่เขาเคยรักมากไปแล้วแน่ๆ “วิน พี่ว่านายกำ�ลังติดเกมนะ” “ผมน่ะหรือค รับ... ติด ? ...ผมว่าผมไม่ได้ติดนะครับ” อย่างที่สมศรีบอกฉัน คนที่ติดสมาร์ทโฟนมักจะไม่รู้ตัว


“ถึง...พี่วี เพราะสมาร์ทโฟนที่เราได้มาเป็นของขวัญวันปีใหม่ เพราะสมา ร์ทโฟนเครื่องสีแดง กับแอพพลิเคชั่นให้คำ�ปรึกษา ที่พี่เรียกมันว่า สมศรี! วันนี้ผมออกไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนอย่างเคย แต่พอกลับมาถึง บ้าน พี่กลับถามผมว่าทำ�ไมไม่ออกไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนข้างนอก ผม งง พี่หาว่าผมติดเกมในมือถือ ทั้งๆ ที่ผมเพิ่งจะหยิบมันขึ้นมาเล่นไม่ถึง สิบนาทีด้วยซ้ำ� ผมเล่าให้แม่ฟัง แม่พูดกับผมว่า “พี่ติดมาก...ติดจนไม่รู้ ตัว” วางมันลงแล้วคุยกับคนในครอบครัวดีกว่านะ ผมหวังว่าปีใหม่ปีนี้ บ้านเราจะกลับมามีแต่รอยยิ้ม และเสียง หัวเราะ เราสามคนจะได้ฉลองปีใหม่กันอย่างมีความสุข และแน่นอนว่า จะต้องไม่มี สมศรี! ” ผมเขียนจดหมายหาพี่เพราะเห็นว่าพี่ยังอารมณ์ร้อน พูดอะไรไปในตอนนี้พี่คงไม่ฟังแน่ๆ แม่ก็บอกให้ผมลองเขียนจดหมาย ผมส่งให้พี่ไปเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา และก่อนหน้านี้ประมาณ 15 นาที พี่เข้ามาขอโทษผมที่เธอตะคอกผม ตอนนี้เธอลบแอพพลิเคชั่นสมศรีออกแล้วหล่ะ ปีใหม่ปีนี้ต้องเป็นอีกปีที่มีความสุขแน่ๆ หวังว่านะ


เพื่อนเก่า VS เพื่อนใหม่


ภายในห้องนอนสีฟ้าอ่อน ผ้าม่านสีขาวสะอาดประดับด้วยลูกไม้ค่อยๆ พลิ้วไหวไปตามสายลม แสงแดดอ่อนๆ ลอดเข้ามากระทบเปลือกตาของนัน เธอค่อยๆลืมตาพลางบิดขี้เกียจเล็กน้อย นันสาวผมสั้นค่อยๆเอื้อมมือควานหาสมาร์ทโฟนสีฟ้าที่อยู่ใต้หมอนใบใหญ่ เธอเลื่อนสมาร์ทโฟนดูข้อความ อมยิ้มและหัวเราะ ก่อนจะลุกไปอาบน้ำ�


เช้านี้อากาศสดชื่น ดอกไม้กำ�ลังแย้มรับวันใหม่ น่าเสียดายที่นันดูจะไม่ได้ชื่นชมความงามของมันเลย กลับก้มหน้าเล่นกับเครื่องมือสื่อสารขนาด 4 นิ้วที่เรียกมันว่า “สมาร์ทโฟน” นันเป็นสาวห้าวเรียนเก่ง ขยัน เป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี เธอมักจะเป็นหัวโจกและที่ปรึกษาของเพื่อนๆเวลามีเรื่องไม่สบายใจ ภายในห้องม.5/3 เพื่อนๆพูดคุยกันสนุกสนาน บ้างก็เล่าเรื่องวันหยุดที่ผ่านมา บ้างก็อวดอุปกรณ์การเรียนที่ซื้อมาใหม่ บ้างก็ฟุบหลับรออาจารย์ นันเงยหน้ามาทักเพื่อนๆสักพักก่อนก้มหน้าเล่นสมาร์ทโฟนต่อไป


“นัน เมื่อวานชั้นกับหลินไปดูหนังมา สนุกมากอยากให้แกดูด้วยแต่เมื่อวานแก....” มุกเล่าด้วยความตื่นเต้น ประโยคสุดท้ายต้องค้างไว้แค่นั้นเพราะดูเหมือนนันจะไม่ได้ฟัง “โอ๊ยยยยยยยย ไม่ได้ฟังเลยใช่ไหมที่พูดไป...” “ห๊ะ??” นันเงยหน้าขึ้นมาทำ�หน้างง ก่อนก้มลงเล่นสมาร์ทโฟนต่อ นันไม่ได้สนใจมุกเลยสักนิด พักเที่ยง คนเริ่มทยอยออกไปจนจะหมดห้อง นันยังคงนั่งเล่นสมาร์ทโฟนต่อ มุกเดินมาชวนไปทานข้าว “ไม่หิวหรอวะ จะกินมือถือแทนข้าวรึไง” มุกถามนันที่กำ�ลังเลื่อนสมาร์ทโฟนขึ้นๆลงๆ “............”


ระหว่างที่รอเรียนคาบต่อไป นันหยิบสมาร์ทโฟนออกมาทั้งที่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาออกมาทำ�อะไร แต่ด้วยความเคยชิน เธอเปิดแอพพลิเคชั่นสำ�หรับแชท และคุยกับเพื่อนที่ รู้จักกันในโลกออนไลน์ นันรู้สึกสนุกและตื่นตาตื่นใจกับแอพพลิเคชั่นมากมายบนสมาร์ทโฟน ออดเลิกเรียนดังขึ้น ในห้องมีแต่เสียงเก้าอี้ที่ยกวางบนโต๊ะโครมคราม พร้อมกับเสียงดีใจที่ได้กลับบ้าน มุกสะพายกระเป๋าเดินเข้ามาหานัน “กลับด้วยกันไหม” มุกถาม “อื้ม..” นันลุกขึ้นสะพายกระเป๋า ยกเก้าอี้ นันเดินนำ�มุกไปพร้อมกับหยิบสมาร์ทโฟนที่เพิ่งเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไปเพียง ไม่กี่นาที ถ้าเป็นเมื่อก่อน นันจะมีเรื่องเล่าตลอดทาง นันสร้างเสียงหัวเราะให้เพื่อนได้ ตลอด แต่ตั้งแต่นันมีสมาร์ทโฟน นันก็ให้ความสำ�คัญกับเพื่อนในชีวิตจริงน้อยลง และหันไปสนใจกับเพื่อนในโลกออนไลน์แทน มุกรู้สึกน้อยใจ


“นัน!” มุกเรียก แต่นันเหมือนจะไม่ได้ยินอีกแล้ว “นัน!!!!!!!!!” คราวนี้มุกทนไม่ไหว ตะโกนเรียกนันเสียงดัง ด้วยความโมโหจึงเผลอผลักสมาร์ทโฟนร่วงลงพื้น นันรีบคว้าขึ้นมาดู จอมันแตกซะแล้ว “นัน...เราไม่ได้ตั้งใจ เรา...เราขอโทษ” มุกพูด “ขอโทษหรอ รู้ไหมโทรศัพท์เราราคาเท่าไหร่!!!!!!” นันผลักมุกอย่างแรง จังหวะเดียวกันกับที่รถยนต์คันหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็ว


โครม!

หลังจากวันนั้นนันก็ไม่สนใจสมาร์ทโฟนอีกเลย


เกี่ยวกับผู้วาด


4 เรื่องสั้นอันตรายจากสมาร์ทโฟนทีคุณคาดไม่ถึง!! “สายไปไหม” เรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ติดสมาร์ทโฟนมากจนเกิดอุบัติเหตุบ่อย ครั้ง ตั้งแต่อุบัติเหตุเล็กๆไปจนถึงอุบัติเหตุใหญ่ “ความรักของแม่” เรื่องราวความรักของแม่ที่ยอมทำ�งานหนักเพื่อซื้อสมาร์ทโฟนให้ลูก แต่..... “ฉันไม่ได้ติดสมาร์ทโฟนนะ” เรื่องราวของพี่น้องที่มีเหตุให้เข้าใจผิดกับเรื่องบางอย่าง “เพื่อนเก่า VS เพื่อนใหม่” เรื่องราวของเพื่อนสนิททั้งสองคนที่ต้องมีเหตุให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะสมาร์ทโฟน!! ติดตามเรื่องราวทั้ง 4 เรื่องนี้ได้ในหนังสือเล่มนี้


a art project of short story book illustration "Smartphone"-kwanchanok5311317043