Issuu on Google+

การพัฒนาและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบทบทวน และเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนของผูเรียน ในกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ระหวางกลุมทีเ่ รียนรูดวยตนเองกับกลุมที่เรียนรูรว มกัน 2 วิธี

นางสาวอมราพร ซี่โฮ

วิทยานิพนธนเี้ ปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรอุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร ภาควิชาคอมพิวเตอรศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาพระนครเหนือ ปการศึกษา 2549 ลิขสิทธิข์ องสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาพระนครเหนือ


ชื่อ ชื่อวิทยานิพนธ

: นางสาวอมราพร ซี่โฮ : การพั ฒนาและหาประสิ ทธิ ภาพบทเรี ยนคอมพิ วเตอร ช วยสอนแบบ ทบทวนและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียน ในกลุมสาระ การเรียนรูคณิตศาสตร ระหวางกลุมที่เรียนรูดวยตนเองกับกลุมที่เรียนรู รวมกัน 2 วิธี สาขาวิชา : เทคโนโลยีคอมพิวเตอร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาพระนครเหนือ ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ : รองศาสตราจารย ดร.มนตชัย เทียนทอง อาจารยดวงกมล บุญธิมา ปการศึกษา : 2549 บทคัดยอ การวิจัยในครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพ บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบทบทวน ในกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตรของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2549 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนระหวางกลุมที่เรียนรูดวยตนเองกับกลุมที่เรียนรูรวมกัน 2 วิธี ไดแก 1)การเรียนรูรวมกัน เปนคู และ 2)การเรียนรูรวมกันเปนคูโดยมีพี่เลี้ยง ซึ่งดําเนินการวิจัยโดยนําบทเรียนคอมพิวเตอร ชวยสอนที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใชกับกลุมทดลอง ไดแก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 และ 6 โรงเรียนสุเหราคลองหนึ่ง สํานักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร จํานวน 70 คน โดยให กลุมทดลองทําแบบทดสอบกอนเรียน แลวเรียนดวยบทเรียนจากนั้นทําแบบทดสอบหลังเรียน หลั งจากนั้นจึ งนําคามาวิ เ คราะห โดยใชสถิติพื้นฐาน และการวิเ คราะหความแปรปรวนรว ม ทางเดียว (One-way ANCOVA) ผลการวิจัยพบวา 1)บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนมีประสิทธิภาพเทากับ 1.02 ตามสูตร ของเมกุยแกนส 2)ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของผูเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ของกลุมที่เรียนรูรวมกันเปนคูโดยมีพี่เลี้ยงสูงกวากลุมที่เรียนรูรวมกันเปนคูอยางไมมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 3)ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนหลังเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอร ช วยสอนของกลุมที่เ รีย นรูรว มกัน เป นคู โดยมี พี่เ ลี้ ยงสู งกวากลุมที่เ รี ยนรูดวยตนเองอย า งมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอร ชวยสอนของกลุมที่เรียนรูรวมกันเปนคูสูงกวากลุมที่เรียนรูดวยตนเองอยางไมมีนัยสําคัญทาง สถิติที่ระดับ .05


สรุปไดวา บทเรียนคอมพิวเตอรที่พัฒนาขึ้นนี้ สามารถนําไปใชในการเรียนการสอนได อยางเหมาะสม (วิทยานิพนธมีจํานวนทั้งสิน้ 143 หนา) คําสําคัญ : บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน, การเรียนรูรวมกัน

อาจารยที่ปรึกษาวิทยานิพนธ ค


Name Thesis Title

: Miss Amaraporn Seaho : A Development, Efficiency Validation of Tutorial Computer-Assisted Instruction, and Comparison of Student Achievement in Mathematics Between Self-Learning in Group, and Two Groups Collaborative Learning Major Field : Computer Technology King Mongkut's Institute of Technology North Bangkok Thesis Advisors : Associate Professor Dr. Monchai Tiantong Mrs. Duangkamol Boonthima Academic Year : 2006 Abstract This research was an experimental research, the objective was to develop and to validate the Efficiency of Tutorial Computer-Assisted Instruction in Mathematics of Prathom 5 in Semester 1/2549, and to Compare the student achievement between SelfLearning in Group, and Two Groups of Collaborative Learning as follow : 1) Collaborative Learning in pairs, and 2) Collaborative Learning in pairs with a mentor. The developed lesson was used with 70 students as a sample who are student in Prathom 5 and 6 of Suraoklongnueng School, Klongsamwa, Bangkok. The pretest was used with the sample before study the lesson, and the posttest was used after finished the lesson. After that the data was analyzed by using basic statistics and One-way ANCOVA. The result of this research showed as follow : 1) the efficiency of the developed lesson was 1.02 by using Meguigans’s formula 2) the student achievement of the group who were Collaborative Learning in pairs with a mentor after using the developed lesson was not higher than the group who were Collaborative Learning in pairs significantly at .05 level 3) the student achievement of the group who were Collaborative Learning in pairs with a mentor after using the developed lesson was higher than SelfLearning significantly at .05 level, and 4) the student achievement of the group who were Collaborative Learning in pairs after using the developed lesson was higher than Self-Learning in pairs after using the developed lesson was higher than Self-Learning significantly at .05 level.

ง


In conclusion, it can be used the developed lesson for instructional properly. (Total 143 pages) Keywords : Computer Assisted Instruction, Collaborative Learning

Advisor ŕ¸ˆ


กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธฉบับนี้สําเร็จลุลวงไปไดดวยความชวยเหลือเปนอยางดีของ รองศาสตราจารย ดร.มนตชัย เทียนทอง และอาจารยดวงกมล บุญธิมา ที่ปรึกษาวิทยานิพนธที่ไดใหคําแนะนําและ ข อ คิ ด ต า งๆ ของการวิ จั ย มาโดยตลอด และจากการได รั บ ทุ น อุ ด หนุ น การวิ จั ย ของบั ณ ฑิ ต วิทยาลัยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาพระนครเหนือ ผูวิจัยขอกราบขอบพระคุณเปนอยางสูง ขอขอบพระคุณผูเชี่ยวชาญทุกทานที่ไดกรุณาตรวจสอบ ประเมินผลและใหคําแนะนํา ในการจัดทําเครื่องมือ ตลอดจนผูบริหารและคณะครูที่มีสวนเกี่ยวของทุกทาน รวมทั้งนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 และชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนสุเหราคลองหนึ่ง สํานักงานเขต คลองสามวา กรุงเทพมหานคร ที่ทําใหการทดลองและเก็บขอมูลลุลวงไปไดดวยดี อีกทั้งเพื่อนๆ รวมรุนทุกคนที่คอยชวยเหลือและเปนกําลังใจใหซึ่งกันและกัน ขอขอบพระคุณโรงเรียนสุเหราคลองหนึ่ง สํานักการศึกษา สถาบันพัฒนาขาราชการ กรุงเทพมหานคร และหนวยงานที่เกี่ยวของที่ไดอนุญาตใหขาพเจาไดลาราชการเพื่อศึกษาตอ ทายนี้ผูวิจัยขอกราบขอบพระคุณ บิดา มารดาและพี่ๆ ซึ่งสนับสนุนในดานการเงินและ ใหกําลังใจแกผูวิจัยเสมอมาจนสําเร็จการศึกษา

อมราพร ซี่โฮ


สารบัญ บทคัดยอภาษาไทย บทคัดยอภาษาอังกฤษ กิตติกรรมประกาศ สารบัญตาราง สารบัญภาพ บทที่ 1 บทนํา 1.1 ความเปนมาและความสําคัญของปญหา 1.2 วัตถุประสงคการวิจัย 1.3 สมมติฐานการวิจัย 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 1.5 ขอตกลงเบื้องตน 1.6 คําจํากัดความในการวิจัย 1.7 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ บทที่ 2 เอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวของ 2.1 หลักสูตรการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2544 2.2 รายละเอียดสาระการเรียนรูคณิตศาสตร 2.3 บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน 2.4 การเรียนรูรวมกัน 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวของ 2.6 บทสรุป บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย 3.1 ประชากรและกลุมตัวอยาง 3.2 แบบแผนงานวิจัย 3.3 เครื่องมือในการวิจัย 3.4 วิธีการดําเนินการทดลองและเก็บรวบรวมขอมูล 3.5 สถิตทิ ี่ใชการวิเคราะหขอมูลและสถิติทใี่ ชในการวิจัย บทที่ 4 ผลของการวิจัย 4.1 ผลการสรางเครื่องมือที่ใชในการวิจัย 4.2 ผลการหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอรชว ยสอน 4.3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกลุม

หนา ข ง ฉ ญ ฎ 1 1 4 4 5 5 6 7 9 9 10 16 24 27 30 31 31 32 32 41 43 47 47 51 51


สารบัญ (ตอ) บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และขอเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.2 อภิปรายผลการวิจัย 5.3 ขอเสนอแนะ บรรณานุกรม ภาคผนวก ก คําอธิบายรายวิชา หัวเรื่องเนื้อหา ภาคผนวก ข การวิเคราะหเนื้อหา การประเมินความสําคัญของเรื่อง เกณฑการพิจารณาหัวเรื่อง การวิเคราะหความสัมพันธ การจัดลําดับความสัมพันธของเนื้อหา กําหนดวัตถุประสงค การพิจารณาประเภทของวัตถุประสงค ภาคผนวก ค การวิเคราะหความสอดคลองระหวางขอสอบกับวัตถุประสงค การวิเคราะหคาความยากงายและคาอํานาจจําแนก การวิเคราะหคาความเชื่อมัน่ ภาคผนวก ง การวิเคราะหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุม ที่เรียนรูดวยตนเอง (1:1) และหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ภาคผนวก จ รายนามผูเชี่ยวชาญ หนังสือแตงตั้งผูเชี่ยวชาญ แบบประเมินความสอดคลองดานเนื้อหา แบบประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร ผลการประเมินความสอดคลองดานเนื้อหา ผลการประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร

หนา 53 56 57 58 59 65 66 67 69 70 71 73 74 76 77 81 85 86 93 99 101 102 105 106 108 114 115 117 119


สารบัญ (ตอ) ภาคผนวก ฉ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์กอ นเรียนและหลังเรียน เฉลยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์กอนเรียนและหลังเรียน ภาคผนวก ช ตัวอยางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ประวัติผูวิจัย

หนา 121 122 132 133 134 143


สารบัญตาราง ตารางที่ 3-1 แบบแผนการวิจัย 3-2 ผลการประเมินของผูเชี่ยวชาญดานเทคนิค 3-3 ผลการประเมินของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา 4-1 การวิเคราะหหาประสิทธิภาพบทเรียนของกลุมทดลองที่เรียนรู ดวยตนเอง 4-2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรียนกอนเรียนและหลังเรียน ของทั้ง 3 กลุม 4-3 ผลการวิเคราะหความแปรปรวนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4-4 การเปรียบเทียบคาเฉลี่ยเปนรายคู โดยใชวธิ ีของ เซฟเฟ (Scheffe) ค-1 ผลการวิเคราะหความสอดคลองระหวางขอสอบกับวัตถุประสงค ค-2 ผลการวิเคราะหคาความยากงาย(p) คาอํานาจําแนก(r) คาความเชื่อมัน่ (rtt) ง-1 การวิเคราะหผลสัมฤทธิท์ างการเรียนจากแบบทดสอบกอนเรียนและ หลังเรียนในกลุมที่เรียนรูดวยตนเอง (1:1) จ-1 ผลการประเมินความสอดคลองดานเนื้อหาของผูเชี่ยวชาญ จ-2 ผลการประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร

หนา 32 37 40 51 52 52 53 86 88 97 117 119


สารบัญภาพ ภาพที่ 2-1 รูปแบบการเรียนการสอน TCT-IDM 3-1 ขั้นตอนการสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน 3-2 แสดงรายการเมนู 3-3 แสดงแบบทดสอบกอนเรียน 3-4 แสดงคะแนนแบบทดสอบกอนเรียน 3-5 แสดงเนื้อหาในบทเรียน 3-6 แสดงคําถามในบทเรียน 3-7 แสดงแบบทดสอบหลังเรียน 3-8 แสดงคะแนนแบบทดสอบหลังเรียน 3-9 ขั้นตอนการสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 3-10 ขั้นตอนการทดลองและเก็บรวบรวมขอมูล 4-1 หนาเมนูหลัก 4-2 แบบทดสอบกอนเรียน 4-3 คะแนนแบบทดสอบกอนเรียน 4-4 วัตถุประสงคของบทที่ 1 4-5 บทที่ 1 จํานวนนับ 4-6 คําถาม

หนา 22 33 34 34 35 35 35 36 36 38 41 47 48 48 49 49 45


บทที่ 1 บทนํา 1.1 ความเปนมาและความสําคัญของปญหา ปจจุบันสังคมไทยมีความเจริญกาวหนาทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ จึ ง ก อ ให เ กิ ด ความกาวหนาทางดานการสื่อสารที่ไรพรมแดน ทําใหมีการติดตอไดรวดเร็วขึ้น นําไปสูการ ผสมผสานความคิด คานิยม และวิถีชีวิตความเปนอยูที่เรียกวา “กระแสโลกาภิวัตน” สงผลตอ ธุรกิจสังคมและวัฒนธรรม ทําใหเกิดกระแสการเปลี่ยนแปลง จึงทําใหประเทศตองการความ พร อ มทางด า นกํ า ลั ง คน และเทคโนโลยี เพื่ อพั ฒ นาบุค ลากรของประเทศให เ ปน ผูมี ค วามรู ความสามารถทันตอการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ดังนั้นคนในสังคมไทยจึงตองมีการเพิ่มเติมความรูความสามารถ และปรับสภาพของตน ใหเขากับความเจริญกาวหนาของวิทยาการตางๆ โดยเฉพาะอยางยิ่งทางดานวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยีทที่ าํ ใหการสื่อสารทั่วถึงกันทั้งหมด การศึกษาจึงเปนกระบวนการทีเ่ ตรียมและพัฒนา กําลังคนใหกาวสูสังคมโลกอยางมั่นคงและรูเทาทัน (วิภาวรรณ, 2542: 1) การสรางจิตสํานึกของ คนในชาติ โดยเฉพาะในเยาวชนใหมีความรูความสามารถทางดานวิทยาศาสตรและคณิตศาสตร ใหมีทักษะที่สําคัญในการคนควาหาความรู รูจักคิด รูจักใชเหตุผลในการแกปญหาตางๆ ตลอดจน ใหสามารถทํางานเปนกลุมและอยูรวมกับผูอื่นไดอยางมีความสุข จึงไดมีการปรับปรุงและพัฒนา หลักสูตรการเรียนการสอนวิทยาศาสตรและคณิตศาสตร ใหมีเนื้อหาและกระบวนการในการฝก ทักษะที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะของเยาวชน ซึ่งเปนทรัพยากรมนุษยที่มีความสําคัญยิ่ง มีคุณภาพ สําหรับเปนกําลังในการพัฒนาประเทศอยางสืบเนื่องตอไป (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545: คําแถลง) พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 ไดกําหนดใหการศึกษาเปนกระบวนการ เรียนรู เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถายทอดความรู การฝก การอบรม การสืบสารทางวัฒนธรรม การสรางสรรคความกาวหนาทางวิชาการ การสรางองคความรูอันเกิด จากการจัดสภาพแวดลอม สังคมแหงการเรียนรูและปจจัยเกื้อหนุนใหบุคคลเกิดการเรียนรูอยาง ตอเนื่ องตลอดชีวิ ต การจั ดการศึกษาตองเปนไปเพื่ อพัฒนาคนไทยใหเ ป นมนุ ษ ย ที่สมบูรณ ทั้งรางกาย จิตใจ สติปญญา ความรู และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดํารงชีวิต สามารถอยูรวมกับผูอื่นไดอยางมีความสุข เปดโอกาสใหสังคมมีสวนรวมในการจัดการศึกษา พัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรูใหเปนไปอยางตอเนื่อง นอกจากนี้ พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติดังกลาวไดกําหนดใหมีการจัดทําหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อความเปนไทย ความเปนพลเมืองที่ดีของชาติ การดํารงชีวิตและ


2 การประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศึกษาตอ และใหสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทําสาระของ หลั ก สู ต รในส ว นที่ กี่ ย วกั บ ป ญ หาในชุ ม ชนและสั ง คม ภู มิ ป ญ ญาท อ งถิ่ น คุ ณ ลั ก ษณะอั น พึ ง ประสงคเพื่อเปนสมาชิก ที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ การจัดการศึกษาของ หลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐานมุงเนนความสําคัญทั้งดานความรู ความคิด ความสามารถ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู และความรับผิดชอบตอสังคม เพื่อพัฒนาคนใหมีความสมดุล โดยยึดหลักผูเรียนสําคัญที่สุด ทุกคนมีความสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองได สงเสริมให ผูเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ ใหความสําคัญตอความรูเกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธของตนเองกับสังคม (กระกรวงศึกษาธิการ, 2545: 2-3) คณิตศาสตรมีบทบาทสําคัญยิ่งตอการพัฒนาความคิดของมนุษย ทําใหมนุษยมีความคิด อยางมีเหตุผล เปนระบบระเบียบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะหปญหา และสถานการณไดอยาง ถี่ถวนรอบคอบ ทําใหสามารถคาดการณ วางแผน ตัดสินใจ และแกปญหาไดอยางถูกตองและ เหมาะสม และคณิตศาสตรยังเปนเครื่องมือในการศึกษาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยี ตลอดจน ศาสตร อื่นๆ ที่ เ กี่ย วของ มีป ระโยชนตอการดํ ารงชีวิต และช ว ยพัฒนาคุ ณภาพชีวิต ให ดีขึ้ น นอกจากนี้ ค ณิต ศาสตรยั งช ว ยพัฒนามนุษ ยใ หสมบูรณ มี ความสมดุล ทั้งทางร างกาย จิ ต ใจ สติปญญา และอารมณ สามารถคิดเปน ทําเปน แกปญหาเปน และสามารถอยูรวมกับผูอื่นได อยางมีความสุข (สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี, 2547: 1) คณิตศาสตรมีลักษณะเปนนามธรรม ทําใหยากตอการเขาใจ ประกอบกับจํานวนนักเรียน ที่เรียนในหองมีมากเกินไป นักเรียนมีพื้นฐานความรูที่แตกตางกัน มีความสามารถในการรับรู ที่ไมเทากัน และครูผูสอนบางทานไมไดเรียนจบในวิชาเอกคณิตศาสตรโดยตรง การเรียนการสอน ในชั่วโมงปกติ ครูสวนใหญยังคงใชกระบวนการเรียนการสอนแบบยึดตนเองเปนศูนยกลาง ใช ลักษณะการสอนแบบบรรยาย มุ งสอนตามตํารา เน นการใหความรูโดยนักเรียนทองจํา เปนสําคัญ สงผลใหนักเรียนที่เรียนรูไดชา หรือยังไมเขาใจในเนื้อหาที่ครูสอนไมสามารถบรรลุ ตามวัตถุประสงคของการเรียนได จึงทําใหนักเรียนเกิดความเบื่อหนาย เกิดเจตคติที่ไมดีตอวิชา คณิตศาสตร สงผลใหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ํา เมื่อตองเรียนเนื้อหาใหมหรือเรียนในระดับ ที่สูงขึ้นยิ่งประสบปญหามากยิ่งขึ้น เพราะขาดความรูความเขาใจในเรื่องเดิมที่เปนพื้นฐานของ เรื่องใหมนั้น จากการศึกษาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ของโรงเรียนในสังกัด กรุงเทพมหานคร พบวาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตรอยูในระดับ ที่ต่ํา(www.bmaeducation.in.th) ในปจจุบันสื่อชนิดหนึ่งที่เขามามีบทบาทสําคัญในการจัดกระบวนการเรียนการสอน และ กําลังพัฒนาใหมีประสิทธิภาพตอการสอนอยางมาก คือ คอมพิวเตอรชวยสอน (CAI: Computer Assisted Instruction) คอมพิวเตอรชวยสอนเปนสื่อทางการเรียนที่ใชความสามารถทาง คอมพิวเตอรในการนําเสนอสื่อประสม ไดแก ขอความ ภาพนิ่ง กราฟก แผนภูมิ กราฟ วีดิทัศน ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อถายทอดเนื้อหาบทเรียน หรือองคความรูในลักษณะที่ใกลเคียง


3 กับการสอนจริงในหองเรียนมากที่สุด คอมพิวเตอรชวยสอนจะเปนสื่อที่สามารถดึงความสนใจ ของผูเรียน กระตุนใหผูเรียนเกิดความตองการที่จะเรียนรู และสนุกสนานไปกับการเรียนตาม แนวคิดของการเรียนรูในปจจุบันที่วา การเรียนรูเปนเรื่องสนุก (ถนอมพร, 2541: 11) บทเรียน คอมพิว เตอร ชว ยสอนจึงเปนนวัตกรรมทางการศึกษาที่ประยุกตใ ชเทคโนโลยี คอมพิ วเตอร ในการจัดการ เพื่อนําเสนอเนื้อหาความรูและจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอยางมีแบบแผนตาม วั ต ถุ ป ระสงค ข องบทเรี ย น ทํ า ให ก ารนํ า เสนอองค ค วามรู เ ป น ไปอย า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพและ ตอบสนองผูเรียนไดดี โดยเนนความแตกตางของผูเรียนเปนหลัก สงผลใหการเรียนการสอนเปน เรื่องที่สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คอมพิวเตอรชวยสอนจึงมีประโยชนหลายประการ คือ ทําใหความสนใจของผูเรียนสูงขึ้น เวลาของผูเรียนลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับการเรียนในชั้นเรียน ผูเรียนสามารถควบคุมบทเรียนดวยตนเอง สามารถเรียนรูไดในเวลาและสถานที่ที่สะดวก และ ที่สําคัญคอมพิวเตอรชวยสอนยังมีการโตตอบ ปฏิสัมพันธกับผูเรียน พรอมทั้งใหผลปอนกลับ (Feedback) โดยทันทีตอบสนองตอความตองการและความแตกตางระหวางบุคคลไดเปนอยางดี (มนตชัย, 2545: 3-7) การจัดการเรียนการสอนที่จะทําใหผูเรียนเกิดการเรียนรู ควรใหผูเรียนไดลงมือสราง ความรู ควบคุมการเรียนรูดวยตนเอง มีบทบาทในการเรียนรูดวยตนเอง โดยเริ่มตั้งแตการคิด คนควา สํารวจ ทดลอง ทําความเขาใจ สรางกระบวนการสําหรับการใชความรูที่มีอยูในสมอง ของผูเรียนแตละคนทําความคิดของตนเองใหชัดเจนขึ้น โดยสรางจากสิ่งที่ผูเรียนไดรับรู และ มีสวนรวมในกระบวนการเรียนรู สรางเปนองคความรูของตนเอง เปนการสงเสริมใหผูเรียนได เกิดทักษะที่สําคัญหลายอยางเชน ทักษะการคิดอยางมีวิจารณญาณ ทักษะการคิดสรางสรรค ทักษะการแกปญหา ทักษะการสื่อสารขอมูล ทักษะทางสังคม ทักษะการรวมมือกันระหวาง บุคคล และทักษะการทํางานรวมกันเปนตน (สุพิน, 2543: 1-8) การจัดกิจกรรมประกอบการ เรียนรูในลักษณะใหเรียนรูรวมกันเปนกลุมเปนแนวการจัดการเรียนรูแนวหนึ่งที่เปดโอกาสให ผูเรียนไดรวมกันคิด รวมแกปญหา ปรึกษาหารือ อภิปราย และแสดงความคิดเห็นดวยเหตุผล ซึ่งกันและกัน ชวยใหผูเรียนไดพัฒนาทั้งดานความรู ทักษะ/ กระบวนการคิดและมีประสบการณ มากขึ้น ในการจัดเปนกิจกรรมใหผูเรียนรวมกันแกปญหา อาจจัดเปนกลุมเล็กๆ 2 คน หรือ กลุมยอย 4 - 5 คน หรืออาจจัดเปนกิจกรรมใหผูเรียนรวมกันแกปญหาเปนกลุมใหญทั้งชั้นเรียน ก็ได ทั้งนี้ขึ้นอยูกับขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู (พิชัย, 2546: 106) การเรียนรูรวมกัน (Collaborative Learning) จึงเปนวิธีการเรียนแบบหนึ่งที่ถูกนําเขามา ประยุกตใชกับการเรียนการสอนผานเครือขายคอมพิวเตอร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพ ของกิ จ กรรมการเรี ย นรู โดยมี วิ ธี ก ารที่ เ น น การจั ด สภาพแวดล อ มทางการเรี ย นให ผู เ รี ย น ได เ รี ย นรู ร ว มกั น เป น กลุ ม เล็ ก โดยที่ ส มาชิ ก แต ล ะคนต อ งมี ส ว นร ว มในการเรี ย นรู แ ละใน ความสําเร็จของกลุม ทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการแบงปนทรัพยากรการเรียนรู รวมถึงการใหกําลังใจแกกันและกัน สมาชิกแตละคนตองรับผิดชอบการเรียนรู และภาระงาน


4 ของตนเองพรอมไปกับการมีปฏิสัมพันธกับสมาชิกในกลุมโดยมีจุดมุงหมายในการเรียนรูรวมกัน ซึ่งความสําเร็จของแตละบุคคล คือความสําเร็จของกลุมและความสําเร็จของกลุมคือความสําเร็จ ของทุกคนเชนกัน (Panitz, 2001) การเรียนรูรวมกันอยูบนหลักการของรูปแบบที่ผูเรียนเปน ศูนยกลาง สงเสริมใหผูเรียนรูจักการคิดวิเคราะห โดยเนนผูเรียนเปนผูรวมทํากิจกรรมเปน ผูสรางความรูดวยตนเองจากประสบการณที่หลากหลายของผูเรียนแตละคน จากแหลงขอมูล ตางๆและจากการมีปฏิสัมพันธกับผูเรียนอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีขอตกลง มีจุดมุงหมายในการ เรี ย นรว มกั น ซึ่ งเป น ปจ จั ย สํ า คั ญ ที่ ทํ า ให เ กิ ด ความสํ า เร็ จ ในการเรี ย นรู ร ว มกั น (Bonk and Wisher, 2000) เปนสิ่งที่ตองการใหเกิดขึ้นกับผูเรียนตามสาระพระราชบัญญัติการศึกษา แหงชาติ และนโยบายการปฏิรูปการศึกษา จากความสํ า คั ญ และป ญ หาดั ง กล า วข า งต น ผู วิ จั ย จึ ง สนใจที่ จ ะพั ฒ นาบทเรี ย น คอมพิวเตอรชวยสอน ในกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตรแบบทบทวน สําหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 และไดนํารูปแบบการเรียนรูรวมกัน (Collaborative Learning) มา ประยุกตใชรวมกับบทเรียนดวย การวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยมุงหวังเพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพ บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกลุมที่เรียนรู ดวยตนเองกับกลุมที่เรียนรูรวมกัน 2 วิธี ไดแก การเรียนรูรวมกันเปนคู และการเรียนรูรวมกัน โดยมีพี่เลี้ยง 1.2 วัตถุประสงคการวิจัย 1.2.1 เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบทบทวน ในกลุมสาระการเรียนรู คณิตศาสตรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 1.2.2 เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบทบทวน ที่พัฒนาขึ้น โดยใชสูตรของเมกุยแกนส 1.2.3 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบ ทบทวนที่พัฒนาขึ้น ระหวางกลุมที่เรียนรูดวยตนเองกับกลุมที่เรียนรูรวมกัน 2 วิธี ไดแก เรียนรู รวมกันเปนคู และเรียนรูรวมกันเปนคูโดยมีพี่เลี้ยง 1.3 สมมติฐานการวิจัย 1.3.1 ประสิ ท ธิ ภ าพของบทเรี ย นคอมพิ ว เตอร ช ว ยสอนแบบทบทวนที่ พั ฒ นาขึ้ นมี ค า สูงกวา 1.00 ตามเกณฑมาตรฐานของเมกุยแกนส 1.3.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนหลังเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ของกลุมที่เรียนรูรวมกันเปนคูโดยมีพี่เลี้ยงสูงกวากลุมที่เรียนรูรวมกันเปนคู


5 1.3.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนหลังเรียน���วยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ของกลุมที่เรียนรูรวมกันเปนคูโดยมีพี่เลี้ยงสูงกวากลุมที่เรียนรูดวยตนเอง 1.3.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนหลังเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ของกลุมที่เรียนรูรวมกันเปนคูสูงกวากลุมที่เรียนรูดวยตนเอง 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 1.4.1 บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบทบทวน ในกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เปนเนื้อหาในภาคเรียนที่ 1 ประกอบดวย 7 หนวยการเรียนรู คือ 1.4.1.1 จํานวนนับ 1.4.1.2 การบวก การลบ การคูณ การหารจํานวนนับ 1.4.1.3 มุม 1.4.1.4 เสนขนาน 1.4.1.5 สถิติและความนาจะเปนเบือ้ งตน 1.4.1.6 เศษสวน 1.4.1.7 การบวก การลบ การคูณ การหารเศษสวน 1.4.2 ตัวแปรที่ศึกษา 1.4.2.1 ตัวแปรตน ก) การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบทบทวน ข) การเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนในกลุมสาระการเรียนรู คณิตศาสตรแบบเรียนรูดวยตนเอง และแบบเรียนรูรวมกัน 2 วิธี ไดแก การเรียนรูรวมกันเปนคู และการเรียนรูรวมกันโดยมีพี่เลี้ยง 1.4.2.2 ตัวแปรตาม ก) ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ข) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนในกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร 1.4.3 ระยะเวลาทีใ่ ชในการทดลอง ดําเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549 1.5 ขอตกลงเบื้องตน ขอตกลงเบื้องตนในการวิจัยครั้งนี้ เนื่องจากหองปฏิบัติการคอมพิวเตอรของโรงเรียน สุเหราคลองหนึ่ง มีเครื่องคอมพิวเตอรจํานวน 20 เครื่อง จึงแบงการทดลองออกเปน 3 กลุม และทําการทดลองไมพรอมกัน


6 1.6 คําจํากัดความในการวิจัย 1.6.1 บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบทบทวน หมายถึง บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ในกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 1 ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ที่ผูวิจัยสรางขึ้น จากโปรแกรมสําเร็จรูป Macromedia Flash 8 ประกอบดวยแบบทดสอบกอนเรียนเนื้อหา และ ขอคําถาม และแบบทดสอบหลังเรียน โดยมีลักษณะเปนบทเรียนเพื่อการสอนทบทวน (Tutorial) ผูเรียนสามารถเรียนบทเรียนและทําแบบทดสอบผานจอภาพ (Monitor) และผูเรียนตอบสนอง ตอกิจกรรมตางๆ ที่ปรากฏบนจอภาพผานเมาส (Mouse) ดวยตนเองโดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร เปนเครื่องชวยสอน 1.6.2 แบบทดสอบกอนเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ผูวิจัยสรางขึ้นมีลักษณะเปนแบบ เลือกตอบ 4 ตัวเลือก สําหรับใชทดสอบกอนเรียนและเปนแบบทดสอบชุดเดียวกับแบบทดสอบ หลังเรียน 1.6.3 คําถาม หมายถึง ขอคําถามที่ผูวิจัยไดสรางขึ้ นมี ลัก ษณะเป นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก โดยมีเนื้อหาตามหนวยการเรียนรูนั้นๆ 1.6.4 แบบทดสอบวั ด ผลสั ม ฤทธิ์ ท างการเรี ย นในกลุ ม สาระการเรี ย นรู ค ณิ ต ศาสตร หมายถึง แบบทดสอบหลังเรียนที่ผูวิจัยไดสรางขึ้นมีลักษณะเปนแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก และ เปนแบบ ทดสอบชุดเดียวกับแบบทดสอบกอนเรียน 1.6.5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร หมายถึง คะแนนที่ได จากการทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตรของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ที่ผูวิจัยเปนผูสรางขึ้นมีลักษณะเปนแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 1.6.6 การทบทวน หมายถึง การศึกษาบทเรียนซ้ําหลังจากที่ไดเรียนบทเรียนในชั่วโมง เรียนปกติแลว 1.6.7 การเรียนรูดวยตนเอง หมายถึง การเรียนที่ผูเรียนเปนคนกําหนดวิธีการเรียนรูที่ ทําใหผูเรียนมีความตระหนักและรับผิดชอบตอแผนการเรียนของตนเอง ผูเรียนจะทําการ วางแผนและกํ า หนดกิ จ กรรมการเรี ย นรู เลื อ กแหล ง ข อ มู ล เลื อ กวิ ธี ก ารเรี ย นรู และการ ประเมินผลดวยตนเอง จึงเปนการใชตนเองเปนแหลงขอมูลของตนเอง โดยผูวิจัยกําหนดการ เรียนรูดวยตนเองใหเปนแบบผูเรียน 1 คนตอคอมพิวเตอร 1 เครื่อง 1.6.8 การเรียนรูรวมกัน หมายถึง การเรียนรูที่ผูเรียนไมไดเรียนโดดเดี่ยว คนเดียว หรือ ตางคนตางเรียน เปนการเรียนรูที่มีคนตั้งแตสองคน มาเรียนรูเรื่องเดียวกันดวยกัน หรือเรียนรู ทั ก ษะบางอย า งจากกั น และกั น หรื อ แลกเปลี่ ย นเรี ย นรู ร ะหว า งกั น หรื อ ร ว มกั น ทํ า งานที่ รับผิดชอบดวยกันในบรรยากาศของมิตรภาพ โดยผูวิจัยกําหนดการเรียนรูรวมกันเปนคูใหเปน แบบผูเรียน 2 คนตอเครื่องคอมพิวเตอร 1 เครื่อง และ แบบการเรียนรูรวมกันโดยมีพี่เลี้ยง กําหนดใหผูเรียน 2 คนกับพี่เลี้ยง 1 คนตอเครื่องคอมพิวเตอร 1 เครื่อง


7 1.6.9 การหาประสิทธิภาพของบทเรียน หมายถึง ความสามารถของบทเรียนในการสราง ผลสัมฤทธิ์ใหผูเรียนบรรลุวัตถุประสงคถึงระดับที่คาดหวังไว ครอบคลุมความเชื่อถือได ความ พรอมที่จะใชงาน และความถูกตองสมบูรณ 1.6.10 ประสิทธิภาพตามมาตรฐานของเมกุยแกนส หมายถึง ความสามารถของบทเรียน ในการสรางผลสัมฤทธิใ์ หผูเรียนบรรลุถึงระดับทีค่ าดหวังไว โดยกําหนดมาตรฐานของเมกุยแกนส ซึ่งมีคาที่คํานวณไดอยูระหวาง 0-2 และคาที่เปนมาตรฐานนี้คือ คาที่ไดตั้งแต 1.00 ขึ้นไป ถือวา มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานของเมกุยแกนส 1.7 ประโยชนทคี่ าดวาจะไดรบั 1.7.1 ไดบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตรเปนสื่อในการ เรียนการสอน และสื่อทบทวนความรูใหกับนักเรียน 1.7.2 ชวยใหผูเรียนไดเรียนรูดวยตนเองหรือเรียนรูรวมกันโดยผานบทเรียนคอมพิวเตอร ชวยสอน 1.7.3 ชวยให ผูเรียนไดทบทวนเนื้อหาที่เรียนผานไปแลวในกรณีที่เรียนไมทันหรือไม เขาใจ 1.7.4 เปนแนวทางใหครู-อาจารยไดพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนเกี่ยวกับเนื้อหา อื่นๆ เพื่อนํามาใชในการพัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 1.7.5 เปนแนวทางในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน โดยนําการเรียนรูรวมกัน ที่เหมาะสมมาใชในการเรียนการสอนในหองเรียน


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ในการวิจัยครั้งนี้เปนการพัฒนาและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน และเปน เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรแบบทบทวน ในกลุมสาระ การเรียนรูคณิตศาสตร สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผูวิจัยไดศึกษาตํารา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของในประเด็นตอไปนี้ 2.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 2.2 รายละเอียดสาระการเรียนรูคณิตศาสตร 2.3 บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน 2.4 การเรียนรูรวมกัน 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวของ 2.6 บทสรุป 2.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ไดกลาวถึง หลักการ และจุดมุงหมาย ไวดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545: 4 - 7) 2.1.1 หลักการ เพื่อใหการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเปนไปตามแนวนโยบายการจัดการศึกษาของประเทศ จึงกําหนดหลักการของหลักสูตรการศึกษาขึ้นพื้นฐานไวดังนี้ 2.1.1.1 เปนการศึก ษาเพื่อความเปนเอกภาพของชาติ มุงเนน ความเปน ไทย ควบคูกับความเปนสากล 2.1.1.2 เปนการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนจะไดรับการศึกษาอยาง เสมอภาคและเทาเทียมกัน โดยสังคมมีสวนรวมในการจัดการศึกษา 2.1.1.3 สงเสริมใหผูเรียนไดพัฒนาการเรียนรูดวยตนเองอยางตอเนื่องตลอดชีวิต โดยถือวาผูเรียนมีความสําคัญที่สุด สามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ 2.1.1.4 เปนหลักสูตรที่มีโครงสรางยืดหยุนทั้งดานสาระ เวลา และการจัดการเรียนรู 2.1.1.5 เปนหลักสูตรที่จดั การศึกษาไดทุกรูปแบบครอบคลุมทุกกลุมเปาหมาย สามารถ เทียบโอนผลการเรียนรู และประสบการณ


10 2.1.2 จุดมุงหมาย หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุงพัฒนาคนไทยใหเปนมนุษยที่สมบูรณ เปนคนดี มีปญญา มี ความสุ ข และมี ความเป นไทย มี ศั กยภาพในการศึ กษาต อ และประกอบอาชี พ จึ งกํ าหนด จุดหมาย ซึ่งถือเปนมาตรฐานการเรียนรูใหผูเรียนเกิดคุณลักษณะอันพึงประสงคดังตอไปนี้ 2.1.2.1 เห็นคุณค าของตนเอง มีวินัยในตนเอง ปฏิบัติต นตามหลักธรรมของ พระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ มีคุณธรรม จริยธรรมและคานิยมอันพึงประสงค 2.1.2.2 มีความคิดสารางสรรค ใฝรู ใฝเรียน รักการอาน รักการเขียน และรักการ คนควา 2.1.2.3 มีความรูอันเปนสากล รูเทาทันการเปลี่ยนแปลง และความเจริญกาวหนา ทางวิทยาการ มีทักษะและศักยภาพในการจัดการ การสื่อสารและการใชเทคโนโลยี ปรับวิธกี ารคิด วิธีการ ทํางานไดเหมาะสมกับสถานการณ 2.1.2.4 มี ทั ก ษะและกระบวนการ โดยเฉพาะทางคณิ ต ศาสตร วิ ท ยาศาสตร ทักษะ การคิด การสรางปญญา และทักษะในการดําเนินชีวิต 2.1.2.5 รักการออกกําลังกาย ดูแลตนเองใหมีสุขภาพและบุคลิกภาพที่ดี 2.1.2.6 มีประสิทธิภาพในการผลิตและการบริโภค มีคานิยมเปนผูผลิตมากกวา เปนผูบริโภค 2.1.2.7 เขาใจในประวัติศาสตรของชาติไทย ภูมิใจในความเปนไทย เปนพลเมือง ที่ดี ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข 2.1.2.8 มีจิต สํ านึก ในการอนุรัก ษภ าษาไทย ศิ ล ปะ วัฒ นธรรม ประเพณี กี ฬ า ภูมิปญญาไทย ทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาสิ่งแวดลอม 2.1.2.9 รักประเทศชาติและทองถิ่น มุงทําประโยชนและสรางสิ่งที่ดีงามใหสังคม 2.2 รายละเอียดสาระคณิตศาสตร 2.2.1 รายละเอียดสาระคณิตศาสตรในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไดกําหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรูกลุมสาระการ เรียนรูคณิตศาสตรไว ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545: 6 -14) 2.2.1.1 สาระที่เปนองคความรูของกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตรในชวงชั้นที่ 2 ประกอบดวย สาระที่ 1 จํานวนและการดําเนินการ มาตรฐาน ค 1.1: เขาใจถึงความหลากหลายของการแสดงจํานวนและการใชจํานวนใน ชีวติ จริง 1) ความคิดรวบยอดและความรูสึกเชิงจํานวน (Number Sense) เกี่ยวกับจํานวนนับ เศษสวน และทศนิยม


11 2) อาน เขียนตัวหนังสือและตัวเลขแสดงจํานวนนับ เศษสวน ทศนิยม และรอยละได 3) เปรียบเทียบจํานวนนับ เศษสวน ทศนิยม และรอยละได มาตรฐาน ค 1.2 : เขาใจถึงผลที่เกิดขึ้นจากการดําเนินการของจํานวน และความ สัมพันธระหวางวิธีดําเนินการตางๆ และสามารถใชการดําเนินการในการแกปญหาได 1) มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการบวก การลบ การ คูณและการหารจํานวนนับ เศษสวน ทศนิยม และรอยละ 2) บวก ลบ คูณและหารจํานวนนับ ศูนย เศษสวน และทศนิยม พรอมทั้งตระหนักถึง ความสมเหตุสมผลของคําตอบที่ได 3) อธิบายผลที่ไดจากการบวก การลบ การคูณ และการหารจํานวนนับ ศูนย เศษสวน และทศนิยม พรอมทั้งบอกความสัมพันธระหวางการดําเนินการของจํานวนตางๆ ได 4) แกปญหาเกี่ยวกับการบวก การลบ การคูณ และการหารจํานวนนับ ศูนย เศษสวน และทศนิยม พรอมทั้งตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคําตอบที่ได และสามารถสรางโจทยได มาตรฐาน ค 1.3 : ใชการประมาณคาในการคํานวณและการแกปญหาได 1) บวก ลบ คูณ หารจํานวนนับ เศษสวน ทศนิยมโดยการประมาณได 2) เขาใจเกี่ยวกับการประมาณคาและการนําไปใชแกปญ  หาได มาตรฐาน ค 1.4 : เขาใจในระบบจํานวนและสามารถนําสมบัติเกี่ยวกับตัวเลข ไปใชได 1) เขาใจเกี่ยวกับหลักและคาประจําหลักและสามารถเขียนจํานวนในรูปกระจายได 2) เขาใจสมบัติตางๆ เกี่ยวกับจํานวนนับและศูนยพรอมทั้งสามารถนําสมบัติ ไปใชใน การคํานวณได 3) เขาใจเกี่ยวกับ ห.ร.ม. และ ค.ร.น. และสามารถนําไปใชได สาระที่ 2 : การวัด มาตรฐาน ค 2.1 : เขาใจพืน้ ฐานเกี่ยวกับการวัด 1) เขาใจเกี่ยวกับการวัดความยาว (กิโลเมตร เมตร เซนติเมตร มิลลิเมตร วา) การวัด พื้นที่ (ตาราง-กิโลเมตร ตารางเมตร ตารางเซนติเมตร ตารางวา) การวัดน้ําหนัก(เมตริกตัน กิโลกรัม ขีด กรัม) และการวัดปริมาตร (ลูกบาศกเมตร ลูกบาศกเซนติเมตร ลิตร มิลลิลิตร ถัง เกวียน) 2) เขาใจเกี่ยวกับเงินเวลา ทิศ แผนผัง แผนที่ ปริมาตร และความจุ 3) เลือกใชเครื่องมือวัดและหนวยการวัดทีเ่ ปนมาตรฐานไดอยางเหมาะสม 4) บอกความสัมพันธระหวางหนวยการวัดในระบบเดียวกันได มาตรฐาน ค 2.2 : วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ตองการวัดได 1) ใชเครื่องมือในการวัดที่เปนมาตรฐานวัดความยาว น้ําหนัก และปริมาตรของสิ่งตางๆ ได 2) หาความยาว พื้นที่ ปริมาตร และความจุจากการทดลองและใชสตู รได 3) บอกเวลา ชวงเวลาและจํานวนเงินได


12 4) วัดขนาดของมุมได 5) คาดคะเนความยาว ระยะทาง พื้นที่ น้ําหนัก ปริมาตร และความจุเพื่อนําไปใชใน สถานการณตางๆ ไดอยางเหมาะสม มาตรฐาน ค 2.3 : แกปญหาเกี่ยวกับการวัดได 1) นําความรูเกี่ยวกับการวัด เงิน เวลาไปใช แกปญหาในสถานการณตา งๆ ได 2) นําความรูเกี่ยวกับเรื่องทิศและมาตราสวนไปใชในการอานและเขียนแผนผังได สาระที่ 3 : เรขาคณิต มาตรฐาน ค 3.1 : อธิบายและวิเคราะหรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติได 1) จําแนกชนิดของรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติได 2) บอกสมบัติ ของรู ปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ และสามารถนําไปใชใ น การแก ปญหาได 3) สรางรูปเรขาคณิตสองมิติและประดิษฐรปู เรขาคณิตสามมิติได มาตรฐาน ค 3.2 : ใชการนึกภาพ (Visualization) ใหเหตุผลเกี่ยวกับปริภูมิ (Spatial Reasoning) และใชแบบจําลองทางเรขาคณิต (Geometric Model) ในการแกปญหาได 1) นึกภาพสิ่งของ รูปเรขาคณิต และเสนทางพรอมทั้งอธิบายได 2) บอกไดวารูปเรขาคณิตสามมิติที่กําหนดใหประกอบดวยรูปเรขาคณิตสองมิติใดบาง พรอมทั้งเขียนรูปเรขาคณิตสองมิตินั้นได 3) บอกไดวารูปเรขาคณิตสองมิติที่กําหนดให สามารถประกอบเปนรูปเรขาคณิตสามมิติใด สาระที่ 4 : พีชคณิต มาตรฐาน ค 4.1 : อธิบายและวิเคราะหแบบรูป (Pattern) ความสัมพันธ และฟงกชัน ตางๆ ได อธิบายแบบรูปและความสัมพันธและนําความรูไปใชได มาตรฐาน ค 4.2 : ใชนิพจน สมการ อสมการ กราฟ และแบบจําลองทางคณิตศาสตรอื่นๆ แทนสถานการณตางๆ ตลอดจนแปลความหมายและนําไปใชแกปญหาได 1) วิเคราะหสถานการณหรือปญหาที่ซับซอนและสามารถจําลองสถานการณนั้นใหอยูใน รูปประโยคสัญลักษณที่มีตัวไมทราบคาได 2) แกสมการเชิงเสนตัวแปรเดียวที่กําหนดใหได สาระที่ 5 : การวิเคราะหขอ มูลและความนาจะเปน มาตรฐาน ค 5.1 : เขาใจและใชวธิ ีการทางสถิติในการวิเคราะหขอมูลได 1) รวบรวมขอมูลจากการสังเกต การสํารวจ และการทดลองได 2) อานและอภิปรายประเด็นตางๆ จากแผนภูมิรูปภาพ แผนภูมิแทง แผนภูมิรูปวงกลม ตาราง และกราฟได 3) นําเสนอขอมูลในรูปแผนภูมิแบบตางๆ ไดอยางเหมาะสม


13 มาตรฐาน ค 5.2 : ใชวิธีการทางสถิติและความรูเกี่ยวกับความนาจะเปนในการคาดการณ ไดอยางสมเหตุสมผล อภิปรายสถานการณเพื่อสรางความคุนเคยกับคําที่มีความหมายเชนเดียวกับ คําวาแนนอน อาจจะใชหรือไมใช เปนไปไมได และรูจักคาดเดาสถานการณตางๆ โดยใชคําเหลานี้ได มาตรฐาน ค 5.3 : ใชความรูเกี่ยวกับสถิติและความนาจะเปนชวยในการตัดสินใจ และ แกปญหาได สาระที่ 6 : ทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร มาตรฐาน ค 6.1 : มีความสามารถในการแกปญหา 1) ใชวธิ ีการที่หลากหลายแกปญ  หาได 2) ใชความรูทาง คณิตศาสตรและเทคโนโลยีแกปญหาในสถานการณจริงได มาตรฐาน ค 6.2 : มีความสามารถในการใหเหตุผล ใหเหตุผลประกอบการตัดสินใจและสรุปผลไดอยางเหมาะสม มาตรฐาน ค 6.3 : มีความสามารถในการสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตรและ การนําเสนอ ใชภาษาและสัญลักษณทางคณิตศาสตรในการสื่อสาร สื่อความหมายและนําเสนอไดอยาง ถูกตองและเหมาะสม มาตรฐาน ค 6.4 : มีความสามารถในการเชื่อมโยงความรูตางๆ ทางคณิตศาสตรและ เชื่อมโยงคณิตศาสตรกับศาสตรอื่นๆ ได 1) นําความรูทางคณิตศาสตรไปเชื่อมโยงในการเรียนรูเนือ้ หาตางๆ ในวิชาคณิตศาสตร และเชื่อมโยงคณิตศาสตรกบั วิชาอื่นได 2) นําความรูและทักษะจากการเรียนคณิตศาสตรไปประยุกตในการเรียนรูสิ่งตางๆ และ ในชีวติ จริงได มาตรฐาน ค 6.5 : มีความคิดริเริ่มสรางสรรค มีความคิดริเริม่ สรางสรรคในการทํางาน 2.2.2 รายละเอียดกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตรในหลักสูตรสถานศึกษา ตามที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ไดกําหนดใหสถานศึกษาจัดทํา หลักสูตรสถานศึกษา โดยการยึดโครงสรางของหลักสูตรแกนกลางนั้น โรงเรียนสุเหราคลองหนึ่ง สังกัดสํานักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ไดวิเคราะหและจัดทําหลักสูตรรายวิชากลุม สาระการเรียนรูคณิตศาสตรไวดังนี้ 2.2.2.1 ความสําคัญ คณิตศาสตรมีความสําคัญยิ่งตอการพัฒนาความคิดของมนุษย ทําใหมนุษยมีความคิด สร า งสรรค คิด อย า งมี เ หตุ ผ ล เป น ระบบระเบี ย บ มีแ บบแผน สามารถวิ เ คราะห ป ญ หาและ


14 สถานการณไดอยางถี่ถวน รอบคอบ ทําใหสามารถคาดการณ วางแผน ตัดสินใจและแกปญหา ไดอยางถูกตองและเหมาะสม คณิตศาสตรเปนเครื่องมือในการศึกษาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ตลอดจนศาสตรอื่นๆ ที่เกี่ยวของ คณิตศาสตรจึงมีประโยชนตอการดํารงชีวิต และชวยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้คณิตศาสตรยังชวยพัฒนาคนใหเปนมนุษยที่สมบูรณ มีความสมดุลทั้งทางรางกาย จิตใจ สติปญญา และอารมณ สามารถคิดเปน ทําเปน แกปญหาเปน และสามารถอยูรวมกับ ผูอื่นไดอยางมีความสุข 2.2.2.2 วิสัยทัศน การศึกษาคณิตศาสตรสําหรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เปน การศึกษาเพื่อปวงชนที่เปดโอกาสใหเยาวชนทุกคนไดเรียนรูคณิตศาสตรอยางตอเนื่อง และ ตลอดชีวิตตามศักยภาพ ทั้งนี้เพื่อใหเยาวชนเปนผูที่มีความรูความสามารถทางคณิตศาสตรที่ พอเพียง สามารถนําความรู ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรที่จําเปนไปพัฒนาคุณภาพ ชีวิตใหดียิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถนําไปเปนเครื่องมือในการเรียนรูสิ่งตางๆ และเปนพื้นฐานสําหรับ การศึ ก ษาต อ ดั ง นั้ น จึ ง เป น ความรั บ ผิ ด ชอบชอบของโรงเรี ย นที่ ต อ งจั ด สาระการเรี ย นรู ที่ เหมาะสมแก ผูเรียนแตละคน ทั้งนี้เพื่อใหบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรูที่กําหนดไว โรงเรียนสุเหราคลองหนึ่งจะพัฒนาผูเรียนที่มีความสามารถคณิตศาสตร และตองการ เรียนคณิตศาสตรเปนพิเศษใหมากขึ้น จะจัดโปรแกรมการเรียนการสอนใหแกผูเรียน เพื่อให ผูเรียนไดมีโอกาสเรียนรูคณิตศาสตรเพิ่มเติมตามความถนัดและความสนใจ ทั้งนี้เพื่อใหผูเรียนมี ความรูที่มีมาตรฐานสูงขึ้น 2.2.2.5 คําอธิบายรายวิชา คําอธิบายรายวิชา กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 จํานวนเวลา 160 ชั่วโมงตอป จํานวน 4 ชั่วโมงตอสัปดาห ศึกษา ฝกทักษะการคิดคํานวณ และฝกการแกปญหาในสาระตอไปนี้ จํานวนที่มากกวา 1,000,000 การบอกจํานวน การอานและการเขียนตัวเลขแทนจํานวน คาประจําหลัก การเขียนในรูปกระจาย การเรียงลําดับจํานวน การประมาณ การประมาณคา ใกลเคียงจํานวนเต็มสิบ การประมาณคาใกลเคียงจํานวนเต็มรอย การประมาณคาใกลเคียง จํานวนเต็มพัน การบวก การลบ การคูณ การหาร สมบัติการสลับที่ของการบวก สมบัติการเปลี่ยนกลุม ของการบวก การบวกลบระคน การคูณ การหาร สมบั ติการสลับที่ของการบวก สมบัติการ เปลี่ยนกลุมของการคูณ สมบัติการแจกแจง การคูณจํานวนที่มีหลายหลัก การหาร การหาร จํานวน ที่มีหลายหลัก การบวก ลบ คูณ หารระคน โจทยปญหา มุม การเรียกชื่อมุม การเขียนสัญลักษณแทนมุม ชนิดของมุม การวัดขนาดของมุ ม การสรางมุมโดยใชไมโพรแทรกเตอร


15 เสนขนาน สัญลักษณแทนการขนาน วิธีสรางเสนขนานโดยใชไมฉาก แผนภูมิ แผนภูมิรูปภาพ แผนภูมิแทง แผนภูมิแทงที่มีการยนระยะของเสนแสดงจํานวน แผนภูมิแทงเปรียบเทียบ เศษสวน ความหมายของเศษสวน เศษสวนที่มีคาเทากัน (ของสิ่งของหนึ่งสิ่ง) เศษสวนที่มีคา เทากัน (ของสิ่งของหนึ่งกลุม) การทําเศษสวนใหตัวสวนมีคาตามที่กําหนดให การเปรียบเทียบ เศษสวน เศษสวนอยางต่ํา การทําใหเปนเศษสวนอยางต่ํา เศษสวนที่เทากับจํานวนนับ จํานวนนับ ที่มีคาเทากับเศษสวน เศษสวนแทและเศษเกิน จํานวนคละ เศษเกินและจํานวนคละ การบวก ลบ คูณ หารเศษสวน การบวกลบคูณหารเศษสวนที่มีตัวสวนเทากัน การบวก ลบเศษสวนที่มีตัวสวนไมเทากัน สมบัติการสลับที่ของการบวก สมบัติการเปลี่ยนกลุมของการ บวก โจทยปญหาและสถานการณ การคูณจํานวนนับกับเศษสวน เศษสวนของเศษสวน การคูณ เศษสวนกับเศษสวน การหารเศษสวนดวยเศษสวน การแสดงวิธีการหารเศษสวนโจทยปญหา การคูณ และการหารเศษสวน การบวก ลบ คูณ หารเศษสวนระคน โจทยปญหาและสถานการณ ทศนิย ม ทศนิ ย มไม เ กิ น สองตํ า แหน ง ค า ของตั ว เลขตามคา ประจํา หลั ก การกระจาย ทศนิยมไมเกินสองตําแหนง การเปรียบเทียบทศนิยมไมเกินสองตําแหนง ทศนิยมและเศษสวน การเขียนทศนิยมเปนเศษสวน การเขียนเศษสวนเปนทศนิยม โจทยปญหาและสถานการณ การบวก ลบ และคูณทศนิยม การบวกทศนิยมไมเกินสองตําแหนง สมบัติของการสลับที่ ของการบวก สมบัติการเปลี่ยนกลุมของการบวก โจทยปญหาการบวกทศนิยม การลบทศนิยม ไมเกินสองตําแหนง โจทยปญหาการลบทศนิยม โจทยปญหาระคนและสถานการณ บันทึก รายรับ-รายจายสวนตัว การคูณทศนิยม ที่ไมเกินสองตําแหนงกับจํานวนนับหลักเดียว สมบัติ การสลับที่ของการคูณ โจทยปญหาการคูณทศนิยม การวิ จั ย ในครั้ ง นี้ ผู วิ จั ย ได วิ เ คราะห เ นื้ อ หาวิ ช าคณิ ต ศาสตร สํ า หรั บ นั ก เรี ย นชั้ น ประถมศึกษาปที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีหัวขอเนื้อหา ดังตอไปนี้ 1) จํานวนนับ 2) การบวก การลบ การคูณ การหารจํานวนนับ 3) มุม 4) เสนขนาน 5) สถิติและความนาจะเปนเบื้องตน 6) เศษสวน 7) การบวก การลบ การคูณ การหารเศษสวน


16 2.3 บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน 2.3.1 ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน คําวา Computer Assisted Instruction (CAI) เปนศัพทเดิมที่มาจากประเทศสหรัฐ อเมริกา มีความหมายวา การสอนโดยใชคอมพิวเตอรเปนเครื่องชวย และมีอีกหลายคําที่มีชื่อ เรี ย กต า งกั น แต มี ค วามหมายเดี ย วกั น มี นั ก การศึ ก ษาหลายท า นได ใ ห ค วามหมายของ คอมพิวเตอรชวยสอนไวดังนี้ กฤษมันต (2536: 181) ไดกลาววา คอมพิวเตอรชวยสอน หมายถึง การนําภาพกราฟก ตัวหนังสือ และเสียงรวมกัน ภายในเครื่องคอมพิวเตอร ทําใหขอมูลตางๆ ไดถูกนํามาใชพรอมๆ กันไดหลายรูปแบบในเวลาเดียวกัน ยืน (2537: 121) ไดกลาววา คอมพิวเตอรชวยสอน คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร ที่นาํ เนื้อหาวิชาและลําดับวิธีการสอนมาบันทึกไว คอมพิวเตอรจะชวยนําบทเรียน ทีเ่ ตรียมไวอยาง เปนระบบมาเสนอในรูปแบบที่เหมาะสมสําหรับนักเรียนแตละคน ขนิษฐา (2540: 7-12) ไดกลาววา คอมพิวเตอรชว ยสอน หมายถึง การนําคอมพิวเตอรมา ใชเปนเครื่องมือในการเรียนการสอนโดยที่เนื้อหาวิชา แบบฝกหัดและการทดสอบ จะถูก พัฒนาขึ้นในรูปแบบของบทเรียนโปรแกรมคอมพิวเตอร ซึ่งมักเรียกวา Courseware ผูเรียน บทเรียนจากคอมพิวเตอรชวยสอน โดยคอมพิวเตอรจะสามารถเสนอเนื้อหาวิชา ซึ่งอาจเปนทั้ง รูปภาพ ตัวหนังสือ และภาพกราฟก สามารถถามคําถาม รับคําตอบจากผูเรียน ตรวจคําตอบ และแสดงผล การเรียนในรูปของขอมูลยอนกลับ (feedback) ทักษิณา (2540: 5) ไดกลาววาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน หมายถึง การนําคอมพิวเตอร มาใชเปนเครื่องมือในกระบวนการเรียนการสอน การทบทวน การทําแบบฝกหัด หรือการวัดผล มีการนําแสดงเนื้อหาตามลําดับที่ตางกันดวยโปรแกรมที่เตรียมไวอยางเหมาะสม ดังนั้นคอมพิวเตอร ชวยสอนจึงเปนเครื่องมือชวยสอนอยางหนึ่งที่ผูเรียนสามารถเรียนไดดวยตนเองและปฏิบัติตาม กิจกรรมตางๆ ที่ออกมาทางจอภาพ มีทั้งภาพและเสียงตัวอักษร ผูเรียนสามารถจะตอบคําถาม โดยใชเมาส หรือคียบอรด เมื่อทําเสร็จแลวคอมพิวเตอรจะตรวจและชมเชยถาทําถูก หรือแสดง ความเสียใจเมื่อทําผิด จากนั้นจะแจงผลเพื่อใหทราบวา ทําถูกกี่ขอ ผิดกี่ขอ จําเปนหรือไม ที่จะตองกลับไปศึกษาบทเรียนนั้นใหมหรือใหศึกษาบทใหมตอไป มนตชัย (2545: 3) ไดกลาววา บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน คือ บทเรียนและกิจกรรม การเรียนการสอนที่ถูกจัดกระทําไวอยางเปนระบบและมีแบบแผน โดยใชคอมพิวเตอร นําเสนอ และจัดการ เพื่อใหผูเ รียนได มีป ฏิสัมพันธโดยตรงกั บบทเรียนนั้นๆ ตามความสามารถของ ตนเอง โดยผูเ รี ย นไมจํ าเป นต อ งมี ทั ก ษะและประสบการณ ดา นการใชคอมพิว เตอรม าก อ น ก็สามารถเรียนรูได Strothman (1996: 14) ไดใหความหมายวา คอมพิวเตอรชวยสอน หมายถึง วิธีการนํา เนื้อหาวิชาที่ใชในการเรียนการสอน มาผสมผสานกันทั้งตัวอักษร กราฟก ภาพ เสียง และขอมูล


17 ตางๆ ซึ่งเก็บลงบนคอมพิวเตอร โดยผูใชสามารถใชสิ่งตางๆ หลายสิ่ง จากเครื่องคอมพิวเตอร เพียงตัวเดียวเทานั้น จากความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนที่ไดกลาวมานั้น สรุปไดวา บทเรียน คอมพิวเตอรชวยสอน หมายถึง การประยุกตใชเทคโนโลยีคอมพิวเตอร ในการจัดการเกี่ยวกับ ขอความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง และการปฏิสัมพันธ มาผสมผสานกันเพื่อนําเสนอ เนื้อหาความรูตามวัตถุประสงคของบทเรียน 2.3.2 ความหมายของมัลติมีเดีย คํ าวา มัล ติมีเ ดี ย (Multimedia) หมายถึ ง สื่ อ หลายแบบ หรื อสื่อ หลายอยาง มี นั ก การ ศึกษาหลายทานไดใหความหมายของมัลติมีเดียไวดังนี้ บุปผชาติ (2538: 25) ไดใหความหมายวา มัลติมีเดียคือ การผสมผสาน อักขระ เสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และวีดิทัศนเขาดวยกัน โดยสื่อความหมายของขอมูลผานคอมพิวเตอร ไปสูผูใชโปรแกรม มนตชัย (2545: 83) ไดใหความหมายไววา เปนการใชคอมพิวเตอรสื่อความหมายกับผูใช โดยวิธีการปฏิสัมพันธ ผสมผสานกับสื่อหลาย ๆ ชนิด ทั้งขอความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพวีดิทัศน และเสียง ทวีศักดิ์ (2546: 2) ไดใหความหมายวา มัลติมีเดีย หมายถึง การนําองคประกอบของสื่อ ชนิดตางๆ มาผสมผสานเขาดวยกันซึ่งประกอบดวยตัวอักษร (Text) ภาพนิ่ง (Image) ภาพเคลื่อนไหว (Animation) เสียง (Sound) และวีดิทัศน(Video) โดยผานกระบวนการทาง ระบบคอมพิวเตอรเพื่อสื่อความหมายกับใชอยางมีปฏิสัมพันธ (Interactive Multimedia) และ ไดบรรลุผลตามวัตถุประสงคการใชงานสามารถกระทําไดโดยผานทางคียบอรด (Keyboard) เมาส (Mouse) หรือตัวชี้ (Pointer) เปนตน จากความหมายของมัลติมีเดีย สามารถสรุปไดวา มัลติมีเดีย เปนสื่อหลายแบบ เปนการ นําขอความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพวีดิทัศน และเสียงไวดวยกัน โดยนําเสนอผานทาง คอมพิวเตอร ตลอดจนการนําเอาระบบปฏิสัมพันธกับผูใชมาผสมผสานเขากันอยางลงตัว 2.3.2 ประโยชนของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน นับตั้งแตไดมีการนําเอาคอมพิวเตอรมาใชในวงการศึกษา เพื่อใชในการเรียนการสอนใน ลักษณะของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนนั้น ปรากฏวา เปนที่ยอมรับกันในหมูของนักการ ศึ ก ษาและนั ก วิ ช าการ โดยได มี ก ารวิ จัย ค น คว า พบว า บทเรีย นคอมพิ ว เตอร ชว ยสอนนั้ น มี ประโยชนมากมาย กลาวโดยสรุปไดดังนี้ (วารินทร, 2531: 192-193; สุรางค, 2533: 240; ถนอมพร, 2541:12; มนตชัย, 2545: 6-7) 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนสูงขึ้น เมื่อเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ซึ่งเปนผลสรุปจากการวิจัยเกี่ยวกับการใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนเปรียบเทียบกับการเรียน การสอนแบบปกติ หรือเปรียบเทียบกับการเรียนการสอนแบบอื่นๆ


18 2) นักเรียนที่เรียนไมทัน สามารถนําบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนไปใชในการสอน เสริมหรือทบทวนหลังการสอนปกติในชั้นเรียนไดโดยผูสอนไมตองเสียเวลาในการสอนซ้ํากับ ผูเรียนที่ตามไมทันหรือจัดการสอนเพิ่มเติม 3) ความสนใจของผูเรียนสูงขึ้น เนื่องจากสามารถจูงใจใหผูเรียนเกิดความกระตือรือรน (Motivated) ที่จะเรียนและสนุกสนานไปกับการเรียน 4) บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนสามารถนําเสนอภาพกราฟก ภาพเคลื่อนไหว ภาพ สามมิติ และภาพโครงรางซับซอนประกอบบทเรียนได นอกจากนี้ ยังใชเสียงประกอบบทเรียน ในลักษณะของสื่อประสมได 5) บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนนําเสนอเนื้อหาไดรวดเร็ว ฉับไว การยอนกลับหรือขาม บทเรียนไปยังเนื้อหาถัดไป ทําไดงายและสะดวก 6) ผูเรียนเปนผูควบคุมบทเรียนดวยตนเอง นับตั้งแตการจัดการบทเรียน เลือกกิจกรรม ที่ตนเองถนัด จนถึงการประเมินผลการเรียนดวยตนเอง ทําใหสามารถตอบสนองความตองการ ของผูเรียนไดอยางแทจริง 7) ไมมีขอจํากัดดานเวลาและสถานที่ สามารถนําติดตัวไปเรียนในสถานที่ตางๆ ได สะดวกตามความตองการ 8) นักเรียนสามารถที่จะเรียนรูจากบทเรียนคอมพิวเตอรไดเกือบทุกวิชา และใชเวลาใน หองเรียนนอยกวาการเรียนในหองเรียนที่มีครูสอน 9) การไดนําคําตอบของผูเรียนมาใชในการวิจัย นับวาเปนประโยชนอยางยิ่งในการ ปรับปรุงและแกไขบทเรียนในภายหลัง เพื่อใหเปนบทเรียนที่มีคุณภาพ และสอดคลองกับความ ตองการของผูเรียนที่แทจริง 2.3.3 คุณลักษณะที่สําคัญของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนที่ดีควรประกอบดวยคุณลักษณะที่สําคัญ 4 ประการ หรือที่ เรียกวา 4 Is ไดแก (มนตชัย, 2545: 14-16) 2.3.3.1 ความเปนสารสนเทศ (Information) หมายถึง การจัดระเบียบขององค ความรู ที่ถายโยงไปสูผูเรียนอยางเปนระบบ โดยยึดหลักประสบการณการเรียนรู หรือกลาวอีก นัยหนึ่งก็คือ วิธีการคิดการออกแบบ และการพัฒนาบทเรียน ทีจ่ ะกระตุนใหผเู รียนใหเรียนรู เนื้อหาอยางเปนระบบ โดยใชหลักการและวิธีการของสารสนเทศ ซึ่งเปนการเปลี่ยนวิธีการศึกษา ของผูเ รียนจากวิธีดั้งเดิมทั้งปริมาณ และวิธีประมวลความรู กลาวโดยสรุปก็คือ เนื้อหาที่จะนําเสนอ ในบทเรียนคอมพิวเตอรชว ยสอนจะตองเปนสารสนเทศ (Information) ซึ่งผานการจัดระเบียบ มาแลว ไมใชขอมูลดิบ (Raw Data) ทั่วๆ ไปเหมือนการนําเสนอขอความปกติในเอกสารสิ่งพิมพ ตางๆ การประมวลผลสารสนเทศ (Information Processing) ของผูเรียนโดยใชบทเรียน คอมพิวเตอรชวยสอน ประกอบดวยสวนตางๆ ดังนี้


19 ก) การรับขอมูลเขา (Input) โดยใชอุปกรณรับขอมูล (Input Device) เชน แปนพิมพ เมาส เครื่องอานแผนแมเหล็ก เครื่องอานแผนซีดีรอม เปนตอน ข) ระบบปฏิบัติการ (Operating System) และโปรแกรมการใชงาน (Application Program) รวมทั้งระบบนิพนธบทเรียน ค) การแสดงผลออก (Output) โดยใชอุปกรณแสดงผล (Output Device) เชน จอภาพ เครื่องพิมพ เปนตน การจัดแผนการเรียนรูของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน โดยพิจารณาความเปนระบบ สารสนเทศ เปนการใชศาสตรและศิลปะทางเทคโนโลยีการศึกษา และเทคโนโลยีการเรียน การสอน ไดแก การวางแผนการสอน การเลือกใชเสื่อการเรียนการสอน การวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน และการจัดกิจกรรมการเรียนรู เพื่อกระตุนกระบวนการเรียนรูตามสภาพแวดลอม ของผูเรียนใหเปนไปตามวัตถุประสงคท่กี ําหนดไว เปนผลใหผูเรียนไดรับความรูหรือทักษะอยาง หนึ่งอยางใดเพิ่มขึ้น 2.3.3.2 ความแตกตางระหวางบุคคล (Individualization) บทเรียนคอมพิวเตอร ชวยสอนที่ดีตองมีลักษณะยืดหยุน เพื่อใหผูเรียนมีอิสระในการควบคุมการเรียนของตนเอง รวมทั้งการเลือกรูปแบบของกิจกรรมการเรียนที่เหมาะสมตามความถนัดของตนเอง ไดแก ก) การควบคุมเนื้อหา บทเรียนตองเปดโอกาสใหผูเรียนสามารถเลือก เรียนรูเนื้อหาในสวนที่ตองการหรือจะออกจากบทเรียนเมื่อไรก็ได ความสามารถในการควบคุม กิจกรรมการเรียนรู โดยการเขาใจถึงผลที่เกิดตามมาของพฤติกรรมนับวามีความสําคัญมาก นักการศึกษาไดกลาวถึงความสามารถที่จะควบคุมกิจกรรมการเรียนรูวา ถาผลที่เกิดตามมาของ พฤติกรรมของผูเรียนคือรางวัล ผูเ รียนจะมีความพอใจในพฤติกรรมของตนเอง แตถาผลที่ ตามมาเปนการลงโทษ อาจกอใหเกิดความไมพอใจ ทั้งความพอใจและความไมพอใจ มีความ ใกลชิดกับมาตรฐานของพฤติกรรมที่ผูแสดงพฤติกรรมไดตั้งไว ข) การควบคุมลําดับการเรียน ผูเรียนสามารถเลือกเรียนเนื้อหาไดตาม ความสนใจ โดยสามารถเลือกรายการใดรายการหนึ่ งตามความตองการ การเปดโอกาสให ผูเรียนสามารถควบคุมลําดับขั้นการเรียนรู และอัตราการเรียนตามความตองการ เปนวิธีการ สงเสริมใหผูเรียน ลดความวิตกกังวลในการเรียน อันเนื่องจากความแตกตางระหวางบุคคล ผู เ รี ย นที่มี ลั ก ษณะตา งกั น และมี ค วามสามารถในการเรีย นรู ตา งกั น อาจชอบวิธี ก ารเรี ย น การสอนที่แตกตางกันเปนธรรมชาติ ค) การควบคุ ม กิ จ กรรมการเรี ย น กิ จ กรรมการเรี ย นของบทเรี ย น คอมพิวเตอรชวยสอน โดยพื้นฐาน ประกอบดวย การเลือกรายการบทเรียน การตอบคําถาม การเลือกสื่อการเรียนการสอนที่ตนเองถนัด หรือการมีสวนรวมในสถานการณจําลอง นอกจากนี้ ยังอาจมีการนําเอาระบบผูเชี่ยวชาญ (ES - Expert System) หรือระบบปญญาประดิษฐ (AI Artificial Intelligent) มาประยุกตใชในบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน เพื่อตอบสนองดานความ


20 แตกตางระหวางบุคคลของผูเรียน เชนการจัดการนําเสนอเนื้อหาในระดับความยากงายที่ตรงกับ พื้นฐานความสามารถและความสนใจของผูเรียน 2.3.3.3 การมีปฏิสัมพันธ (Interaction) หมายถึง การสงเสริมใหผูเรียนไดมี ปฏิสัมพันธกับบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน เปนการเปดโอกาสใหผูเรียนไดมีโอกาสโตตอบกับ บทเรี ย นอย า งต อ เนื่ อ งตลอดทั้ ง บทเรี ย น ผลที่ ต ามมาก็ คื อ จะทํ า ให ผู เ รี ย นได เ รี ย นรู ต าม วั ต ถุ ป ระสงค ที่ ตั้ ง ไว การที่ ใ ห ผู เ รี ย นโต ต อบบทเรี ย นโดยการคลิ ก เมาส หรื อ กดแป น พิ ม พ เพื่อเปลี่ยนเนื้อหาใหมทีละหนาจอภาพ ไมถือวาเปนการปฏิสัมพันธกับบทเรียนแตอยางใด การปฏิสัมพันธกับบทเรียนจะตองเปนการรวมพัฒนาองคความรูระหวางผูเรียนกับบทเรียน เท า นั้ น เช น การป อ นตั ว เลขทางแป น พิ ม พ การคลิ ก เมาส คํ า ตอบในข อ คํ า ถาม เป น ต น การออกแบบบทเรียนในสวนนี้ จึงตองจัดระเบียบวิธีคิดเพื่อวิเคราะห และสรางสรรคกิจกรรม การเรียนรูหรือสวนสําหรับฝกปฏิบัติที่จะกอใหเกิดความตอเนื่องตามลําดับความสําคัญของ เนื้อหา โดยยึดคุณลักษณะของการปฏิสัมพันธกับบทเรียนเปนหลัก 2.3.3.4 การใหผลปอนกลับโดยทันที (Immediate Feedback) จัดวาเปนกิจกรรม การเสริมอยางหนึ่งตามแนวความคิดของ Skinner ซึ่งเปนขอไดเปรียบในการใชคุณสมบัติของ คอมพิวเตอรในการใหผลปอนกลับโดยทันทีที่ผูเรียนมีปฏิสัมพันธกับบทเรียน คุณลักษณะดานนี้ นับวาเปนจุดเดน ที่ทําใหบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนสามารถตอบสนองความตองการของ ผูเรียนไดรวดเร็ว ไมเพียงแตเปนการปอนกลับในรูปของการตอบคําถามเทานั้น แตยังรวมถึง การประมวลผลความรูจากแบบทดสอบที่ผูเรียนลงมือปฏิบัติ โดยไมตองรอคําตอบจากการตรวจ ของผูสอนเหมือนการสอนปกติในชั้นเรียนที่บางครั้งผูเรียนตองการทราบผลการเรียนรูทันที แตก็ไมสามารถทําได เนื่องจากสาเหตุตางๆ ไดแก เพื่อนรวมชั้นมีจํานวนมาก หรืออายเพื่อน เปนตน 2.3.4 ประเภทของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน แบงออกไดหลายประเภทโดยยึดหลักการเรียนรูตาม ทฤษฎีการศึกษา แบงออกได 5 ประเภท ดังนี้ (มนตชัย, 2545: 40-53) 2.3.4.1 บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบศึกษาเนื้อหาใหม (Tutorial) บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบศึกษาเนื้อหาใหม (Tutorial) พัฒนาขึ้นจากแนวคิดวา คอมพิวเตอรนาจะเปนสื่ออิเล็กทรอนิกสที่ชวยใหการเรียนรูใกลเคียงกับการเรียนการสอนปกติ ในชั้นเรียน สามารถใชสอนแทนผูสอน สอนเสริม และสอนทบทวน ตลอดจนใชฝกอบรมใน สถานประกอบการได ดังนั้ น บทเรียนคอมพิว เตอร ชวยสอนแบบนี้ จึงเปนการนํ าเสนอองค ความรูใหมๆ หรือหลักการใหมๆ โดยนําเสนอเนื้อหาและสงเสริมใหมีการตอบคําถามระหวาง บทเรียนกับผูเรียน จอภาพของเครื่องคอมพิวเตอรจะแสดงเนื้อหาทีละเฟรมที่ผานการออกแบบ มาแลวอยางเปนระบบ แลวตั้งคําถามใหผูเรียนตอบ หลังจากนั้นบทเรียนจะวิเคราะหคําตอบ แลวตัดสินผลวา ควรจะนําเสนอเนื้อหาตอไป หรือใหผูเรียนตอบคําถามใหมหรือแสดงคําอธิบาย


21 เนื้ อ หาเพิ่ ม เติ ม เพื่ อ ให ผู เ รี ย นเกิ ด การเรี ย นรู ที ล ะขั้ น ๆ จนจบบทเรี ย น ท า ยบทเรี ย นจ���มี แบบทดสอบ เพื่อใชประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หากผูเรียนทําแบบทดสอบผานเกณฑที่ กําหนดไวก็จะสิ้นสุดบทเรียนหรือเขาสูบทเรียนถัดไปใหศึกษาเนื้อหาบางสวนเพิ่มเติมก็ไดขึ้นอยู กับการวางแผนของผูออกแบบบทเรียน 2.3.4.2 บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบฝกทบทวน (Drill and Practice) บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบฝกทบทวน ออกแบบขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงคเพื่อฝก และทบทวนความรู ข องผู เ รี ย นที่ ไ ด ศึ ก ษาผ า นมาแล ว รู ป แบบของบทเรี ย นจึ ง คล า ยกั บ แบบทดสอบ ที่เปนขอสอบแบบตัวเลือก แบบจับคู หรือแบบถูก-ผิด ซึ่งเปนการผสมผสาน ระหวางแนวความคิดและหลักการที่มุงเนนดานเนื้อหาความรูโดยตรง เพื่อนําความรูที่มีอยูแลว จากการเรียนการสอนโดยวิธีปกติในชั้นเรียนใหสามารถนํามาใชไดอยางแคลวคลอง รวดเร็ว และสามารถปฏิบัติไดจริง เชน ทักษะการบวกเลข ทักษะดานคําศัพทภาษาตางประเทศ ทักษะ การอาน และทักษะการเขียนเปนตน นอกจากจะใชไดผลดีในวิชาคณิตศาสตร วิทยาศาสตร และ วิชาทางดานภาษาแลว ยังประยุกตใชไดกับวิชาทางดานภูมิศาสตร และประวัติศาสตรไดดี เชนกัน 2.3.4.3 บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบจําลองสถานการณ (Simulation) การจําลองสถานการณในการเรียนการสอน เปนวิธีการเลียนแบบหรือสรางสถานการณ เลียนแบบเพื่อทดแทนสภาพจริงหรือปรากฏการณจริงที่เปนอยู โดยที่ไมสามารถเรียนรูกับ สภาพจริงเหลานั้นได เนื่องจากสาเหตุตางๆ ทั้งทางดานกายภาพหรือองคประกอบอื่นๆ เชน เวลาและสถานการณ บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบจําลองสถานการณ จึงถูกออกแบบ ขึ้นมาเพื่อใชกับสถานการณดังกลาวนําเสนอแกผูเรียน โดยอาจมีการลดขั้นตอนหรือตัดทอน รายละเอียดบางสวน ลงไปบาง นอกจากนี้ยังอาจจะนํากิจกรรมที่ใกลเคียงกับสภาพความเปน จริงมานําเสนอเปนบทเรียน เพื่อใหผูเรียนไดพบเห็นสภาพจําลองของเหตุการณ เปนการฝกฝน ทักษะการเรียนรูโดยไมเกิดอันตรายหรือเสียคาใชจายไมสูงมากเหมือนกับการศึกษาจากสภาพ ความเปนจริงหรือเหตุการณจริง 2.3.4.4 บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบเกมการสอน (Instructional Game) ทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบเกมการสอน พัฒนามาจากแนวความคิดของทฤษฎีการ เสริมแรง (Reinforcement Theory) ที่กลาววา การเรียนรูที่เ กิดขึ้นจากแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) จะใหผลดีตอการเรียนรูและมีความคงทน (Retention) ในการจดจําเนื้อหา ดีกวาการเรียนรูที่เกิดจากแรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) เปาหมายคือการออกแบบ ขึ้น มาเพื่ อ ใช ฝ ก และทบทวนเนื้ อ หา มีแ นวคิ ด และทั ก ษะคล า ยกับ บทเรี ย นแบบฝ ก ทบทวน แตปรับเปลี่ยนรูปแบบการนําเสนอใหสนุกสนาน ตื่นเตน และเราความสนใจใหผูเรียนติดตาม บทเรียน


22 2.3.4.5 บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบใชทดสอบ (Test) บทเรียนประเภทนี้เรียกอีกอยางหนึ่งวา แบบคนพบ (Discovery) เปนการใชคอมพิวเตอร ในการสรางแบบทดสอบ ซึ่งจัดวาเปนประเภทหนึ่งของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน เนื่องจาก ผู เ รี ย นเกิ ด การเรี ย นรู ใ นการทํ า แบบทดสอบ การทดสอบนั บ ว า เป น ส ว นสํ า คั ญ ที่ สุ ด ใน กระบวนการเรียนการสอน ที่จะประเมินผลผูเรียนวาบรรลุตามวัตถุประสงคหรือไมเพียงใด ซึ่งสามารถทําไดทุกขั้นตอน ทั้งกอนเริ่มเรียน ระหวางการเรียน และหลังการเรียน 2.3.5 การออกแบบระบบการเรียนการสอน การออกแบบระบบการเรียนการสอน (ISD-Instruction Design) เปนกระบวนการ และ กลยุทธในการจัดการและนําเสนอองคความรูใหกับผูเรียนในสาขาวิชาตางๆ โดยใชวิธีการระบบ เพื่ อ นํ า พาผู เ รี ย นรู ต ามประวั ต ถุ ป ระสงค ที่ กํ า หนดไว โดยยึ ด รู ป แบบการเรี ย นการสอน (IM-Instruction Model) เปนแนวทางในการออกแบบ ซึ่งมีหลายรูปแบบ ผูวิจัยไดเลือกรูปแบบ การเรียนการสอน TCT-IDM (TCT-Instruction Design Model) ซึ่งเปนของภาควิชา คอมพิวเตอรศึกษา คณะครุศาสตรอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาพระนครเหนือ ซึ่งมีรูปแบบดังภาพที่ 2-1 (มนตชัย, 2545 : 127-129)

Conduct an Instructional Analysis Identify the Instructional Goal

Identify the Target Population

Write Behavioral Objective

Design Test Items

Develop Instructional Strategy

Formative Evaluation Implementation Evaluation and Revision

ภาพที่ 2-1 รูปแบบการเรียนการสอน TCT-IDM (TCT-Instruction Design Model) จากภาพที่ 2-1 เปนรูปแบบการเรียนการสอน TCT-IDM (TCT-Instruction Design Model) ประกอบดวย 9 ขั้นตอน ดังนี้


23 2.3.5.1 กําหนดเปาหมายการเรียนการสอน (Identify the Instructional Goal) หมายถึง ความคาดหวัง หรือเปาหมายที่ตองการใหผูเรียนทําไดเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน ซึ่ง เปนเปาหมายที่กําหนดไวกวางๆ 2.3.5.2 วิเคราะหการเรียนการสอน (Conduct an Instructional Analysis) หมายถึง วิเคราะหความรู และทักษะที่ผูเรียนจะตองเรียนเพื่อใหบรรลุเปาหมาย โดยทําการวิเคราะห รายละเอี ยดของเนื้อหาจั ดกลุ มความสัมพันธ และเรียงลํ าดั บ ตลอดจนสว นอื่ น ๆที่ เ กี่ย วกับ การเรียนการสอน 2.3.5.3 กําหนดกลุมเปาหมาย (Identify the Target Population) หมายถึง กําหนดกลุมผูเรียนหรือผูใชบทเรียน โดยการกําหนดความรูพื้นฐานที่จําเปน คุณสมบัติทั่วๆ ไป ภาษาที่ใชรูปแบบการเรียนรู และอื่นๆ 2.3.5.4 เขียนวัตถุประสงคเชิงพฤติกรรม (Write Behavioral Objective) หมายถึง การเขียนวัตถุประสงคเชิงพฤติกรรม โดยวิเคราะหจากเปาหมายการเรียนการสอน กลุมผูเรียน เปาหมายและเนื้อหาการสอน วัตถุประสงคที่เขียนควรมีหมายระดับเพื่อใหสามารถแยกแยะ ความแตกตางไดและสามารถวัดพฤติกรรมของผูเรียนได พรอมทั้งกําหนดเกณฑขั้นต่ําของ ผูเรียนที่จะผานกระบวนการเรียนรู 2.3.5.5 ออกแบบขอสอบ (Design Test Item) หมายถึง การออกขอสอบที่ใชใน การเรียนการสอน ไดแก แบบทดสอบกอนเรียน แบบฝกหัด แบบทดสอบหลังบทเรียน ใบงาน ใบปฏิบัติงาน และใบประลอง โดยวัดตามวัตถุประสงคเชิงพฤติกรรม 2.3.5.6 พัฒนากลยุทธดานการเรียนการสอน (Develop Instructional Strategy) หมายถึง การออกแบบ สราง และนําไปใชใหไดผลในกระบวนการเรียนรูทุกขั้นตอน นับตั้งแต การนํ าเขาสูบ ทเรี ย น การนํา เสนอเนื้อหาใหม การนํา ไปใชงาน และการประเมิน ผลผูเ รีย น รวมถึงการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน สื่อ การปฏิสัมพันธ การตรวจปรับ การเสริมแรง และ การสรุปเนื้อหา ถาเปนบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ในขั้นนี้จะหมายถึงการพัฒนาเปน โปรแกรมคอมพิวเตอร รวมทั้งการจัดการทําเอกสารคูมือประกอบการใชบทเรียน 2.3.5.7 การประเมินผลระหวางดําเนินการ (Formative Evaluation) หมายถึง การประเมินผลขั้นตนเกี่ยวกับระบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงแกไข เพื่อใหแนใจวาไดบทเรียนที่มีคุณภาพ พรอมที่จะนําไปทดลองใชในขั้นตอนตอไป 2.3.5.8 การทดลองใช (Implementation) หมายถึง การทดลองใชบทเรียนกับ กลุมเปาหมายตามแผนที่กําหนดไวตั้งแตตน ถาเปนการวิจัยการทดลองใชควรจะกระทําซ้ํา หลายๆ ครั้ง กับกลุมเปาหมายที่มีจํานวนนอยๆ และเพิ่มมากขึ้นในครั้งหลังๆ 2.3.5.9 การประเมินผลและการปรับปรุงแกไข (Evaluation and Revision) หมายถึง การประเมินผลเพื่อหาคุณภาพ หรือประสิทธิภาพของบทเรียน หรือระบบการเรียน การสอนขอมูลที่ไดจะนําไปใชพิจารณาปรับปรุงในขั้นตอนที่เกี่ยวของตอไป


24 จากรูปแบบนี้ จึงนําไปประยุกตใชออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน โดยเนนใหมี การจัดกลุมเนื้อหาเพื่อสรางโครงขายของเนื้อหาบทเรียนทั้งหมด และมีสวนยอยแตกออกไป มีการนําเสนอแตละหนวยดวยวัตถุประสงคการเรียนรู แบบทดสอบกอนเรียน บทเรียนสอบ ทบทวน และแบบทดสอบหลังเรียน 2.4 การเรียนรูรวมกัน 2.4.1 ความหมายและคําจํากัดความของการเรียนรูรวมกัน Panitz (1996) กลาววา การเรียนรูรวมกัน เปนภาวะที่บุคคลมาทํางานรวมกันเปนกลุม มีการแบงอํานาจหนาที่กันในการดําเนินงานของกลุม โดยสมาชิกในกลุมจะเคารพความสามารถ และใหความสําคัญกับการชวยเหลือกันของสมาชิกแตละคนในกลุม Sally & Lesley (2003) กลาววาการเรียนรูรวมกัน เปนการเรียนรูในกลุมขนาดเล็กไป จนถึงมากที่สุดคือทั้งชั้นเรียน ซึ่งมีการเรียนรูดวยตนเองและเรียนรูจากเพื่อน เปนกระบวนการ สรางการปฏิสัมพันธของนักเรียนแตละคน เพื่อสรางความเขาใจในความคิดรวบยอดรวมกัน และ ฝกฝนการควบคุมตนเองของแตละคน York (2002) กลาววา การเรียนรูรวมกัน คือกระบวนการที่สมาชิกของกลุมแตละคนนํา ประสบการณ ขอมูลความรู ความคิดเห็น ความเขาใจ ความสามารถ และทัศนคติมาชวยเหลือ และสนับสนุนคนอื่นๆ โดยมีจุดมุงหมายเพื่อพัฒนาความสําเร็จในการเรียนรู และการเรียนรูที่ รวบรวมไดของกลุมจะเปนความรูทั้งหมดของสมาชิกแตละคนที่ไดรับ จากความหมายดังกลาวขางตน สรุปไดวา การเรียนรูรวมกัน เปนการเรียนรูตั้งแต 2 คน ขึ้นไป เปนการแลกเปลี่ยนความรูซึ่งกันและกัน และชวยเหลือกันเพื่อไปยังจุดมุงหมายรวมกัน 2.4.2 รูปแบบของการเรียนรูรวมกัน (สมพงษ, 2542: 41-43) 2.4.2.1 วิธีเรียนรูเปนกลุม (Student team) ก) แบบทีมสัมฤทธิ์ (Student team-achievement divisions) เปนเทคนิค ขั้นตนที่นําไปใชไดสะดวก ใหผูเรียน เรียนเปนทีม โดยกําหนดทีมละ 4 คน ชวยกันเรียนแต เวลาสอบไมใหชวยกันทํา เรียนไปประมาณ 5-6 สัปดาห ก็เปลี่ยนกลุมไปเรื่อยๆ เมื่อทดสอบ จะนําคะแนนของแตละคนและของกลุมมาทําเปนคะแนนความกาวหนาของตนเองและของกลุม ข) แบบทีมแขงขัน (Team games tournament) วิธีนี้ใหเรียนรูเปนกลุม ศึกษางาน การทํางาน ทําแบบฝกหัด แบบทดสอบตางๆ ตามบทเรียน จากนั้นใหทุกคนในทีม แยกไปเขากลุมแขงขันตอบปญหา ซึ่งแตละกลุมจะแยกระดับความยากงายตางกัน มีการลด ระดับและเลื่อนระดับตามผลการทดสอบของตน แลวนําคะแนนมาคิดเปนคะแนนความกาวหนา ของกลุม


25 ค) แบบทีมรายบุคคล (Team assisted individualization) เนนการเรียนรู เปนทีมเล็กๆ และใหเรียนเปนรายบุคคลดวย เพื่อใหผูเรียนแตละคนไดพัฒนาตนเองและนํา คะแนนของแตละคนมาคิดเปนคะแนนความกาวหนาของกลุม ง) แบบทีมภาษา (Cooperative integrated reading and composition) เรียนรูเปนทีมแตจุดเนนอยูที่ใชเรียนภาษา ไดแก ทักษะการอาน การเขียน และการใชภาษาใน ระดับประถมศึกษาเปนสวนใหญ โดยใหผูเรียนจับคูกันในทีมของตนเองแลวทําการอาน เขียน ชวยเหลือคูของตนเอง จากนั้นใหไปจับคูเรียนกับคนอื่นในทีมอื่นอีก 2-3 ทีม นําคะแนนของ แตละคนที่ทําขอสอบไดมาคิดเปนคะแนนความกาวหนาของกลุม 2.4.2.2 วิธีเรียนรูรวมกันแตแบงงานกันศึกษาเฉพาะเรื่อง (Task specialization method) ก) แบบกลุมสืบสวนคนควา (Group investigation) เรียนรูรวมกันเปน กลุมมอบหมายงานและแบงกันไปคนควา กําหนดงานในชั้นแลวใหผูเรียนเลือกศึกษาหัวขอ ประเด็นยอยที่ตนเองสนใจ คนที่สนใจรวมกันก็ใหไปสืบคนความรูดวยกันจากนั้นนํามาเสนอ ตอชั้นเรียน ข) แบบรวมมือรวมกลุม (CO-op Co-Op) เรียนรูรวมกัน รวมมือปรึกษากัน มอบหมายและแบงงานกัน จัดกลุมผูเรียนแบบ 1:1 ใหแตละกลุมรับงานไปทําจากนั้นในกลุม กําหนดงานยอยใหทุกคนไปทํา นําเสนอตอกลุม แลวบูรณาการนําเสนอตอชั้นตอไป ค) แบบทีมสะสมความรูจากผูเชี่ยวชาญ (Jigsar II) การเรียนรูเปนทีม เนนสาระที่สะสมความรูจากสมาชิกในกลุม และคะแนนความกาวหนาของกลุม แบงเปนทีมแลว ใหแต ละคนเลื อกไปศึกษาเรื่องที่สนใจร วมกั บคนอื่น (จากทีมที่สนใจเรื่องเดียวกัน) แลวนํา กลับมาเสนอในกลุมของตนเอง เหมือนกับตนเองเปนผูเชี่ยวชาญที่กลับมาถายทอดความรูใหทีม ฟง เวลาทดสอบก็นําคะแนนแตละคนมาคิดเปนคะแนนความกาวหนาของกลุม 2.4.2.3 วิธีเรียนรูรวมกันแบบอื่นๆ (Other cooperative learning methods) ก) แบบเรียนดวยกัน (Learning together) เรียนดวยกัน ชวยเหลือ ปรึกษาหารือกัน ทํางานไปดวยกันแบบ 1:1 ไมเนนคะแนนความกาวหนาของกลุมแตเนน คะแนนกลุม ข) แบบกลุม 4 คน (Group of four) เรียนรูในกลุม 4 คน เนนการเรียน โจทยคณิตศาสตร ค) แบบอภิปรายกลุม (Group discussion) แลกเปลี่ยนความรูประสบการณ โดยเนนบทบาทการมีสวนรวมของทุกคนดวยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เชนใหทุกคนในกลุมเขียน ความคิดเห็นของตนแลวจึงอภิปราย ง) แบบโครงการกลุม (Group projects) ทํางานรวมกันใหสําเร็จ โดย มอบบทบาทหนาที่แตละคนในกลุมใหชัดเจน


26 จ) แบบอื่นๆที่ไมเปนทางการ (Informal methods) แบบอภิปรายในกลุมธรรมชาติ (Spontaneous group discussion)ผูเรียนที่นั่งรวมกัน ชิดกัน ติดกัน อภิปรายเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แบบระบุจากกลุมสุมหัว (Numbered heads together) ผูเรียนนั่งเปนกลุมทุกคนมี หมายเลขประจําตัว ผู สอนตั้งคําถาม ผูเ รียนปรึกษาหารือกันในที มของตน เพื่อใหแนใจวา คําตอบถูกตองแนนอน ผูสอนเรียกหมายเลขใหตอบ แบบผลงานทีม (Team product) ผูเรียนทํางานอยางใดอยางหนึ่งเปนทีมภายในชั่วโมง เรียน เชนวาดภาพ เขียนบทความ สรุปเอกสาร จัดบอรด ตองมอบบทบาทของแตละคนในทีม อยางชัดเจน แบบทบทวนรวมกัน (Cooperative review) กอนสอบ 1 วัน ผูเรียนนั่งเปนกลุมเวียนกัน ถาม ตอบคําถามเพื่อทบทวน แบบอภิปรายกับคูคิด (Think-pair-share) ผูเรียนนั่งเปนคูในกลุมของตนเอง ผูสอนเสนอ ขอมูลใหอภิปราย แตละคนคิดหาคําตอบ แลวแลกเปลี่ยนกับคูของตนจนหาขอสรุปได แลว นําเสนอตอชั้นเรียนตอไป 2.4.3 ประโยชนของการเรียนรูรวมกัน (อุษาวดี, 2536 Thirteen, 2003) 2.4.3.1 เกิดความหลากหลาย นัก เรี ย นไดเ รี ย นรูใ นการทํ างานกั บ คนประเภท ตางๆ และระหวางการมีปฏิสัมพันธกันในกลุม นักเรียนจะไดรับโอกาสในการสะทอนความคิด ตอบโตกับเพื่อนนักเรียน 2.4.3.2 รับความแตกตางระหวางบุคคล เมื่อมีปญหาเกิดขึ้น นักเรียนแตละคน ยอมมีการตอบโต หรือคําตอบของปญหาแตกตางกัน ซึ่งในสวนนี้จะชวยใหกลุมสรางผลลัพธซึ่ง สะทอนความคิดไดกวางและครอบคลุมยิ่งขึ้น 2.4.3.3 พัฒนาความมีมนุษยสัมพันธ นักเรียนจะเรียนรูในการเชื่อมโยงสัมพันธกับ เพื่อนหรือผูเรียนคนอื่นในขณะทํางานรวมกัน สิ่งนี้จะชวยสรางการเขาสังคมของนักเรียน 2.4.3.4 เกิดความกระตือรือรนในการเรียน สมาชิกแตละคนในกลุมมีโอกาสสนับสนุน ชวยเหลือกัน นักเรียนจะมีความพรอมและเต็มใจในการนําความรูของตนขึ้นมานําเสนอในสิ่งที่ เกี่ยวของกับหัวขอสนทนา เมื่อทํางานเปนกลุม 2.4.3.5 มีโอกาสในการโตตอบมากขึ้น เมื่อมีการแลกเปลี่ยนระหวางกัน ผูเรียน จะไดรับแนวคิดและการโตตอบมากขึ้น ซึ่งการโตตอบนี้มักไมเกิดขึ้นในการเรียนที่เปนกลุมใหญ 2.4.3.6 ด า นทั ก ษะการร ว มมื อ กั น แก ป ญ หา ในการทํ า งานกลุ ม ของสมาชิ ก จะ รับทราบปญหา และทําความเขาใจกับปญหารวมกัน เมื่อทราบสาเหตุของปญหาสมาชิกก็จะ แสดงความคิดเห็นเพื่อหาวิธีการแกไขปญหา มีการอภิปรายใหเหตุซึ่งกันและ���ัน จนไดวิธีการใน การแกปญหาที่เหมะสม พรอมกับลงมือรวมกันแกปญหาตามขั้นตอนที่กําหนดไว


27 2.4.3.7 ดานการทําใหรูจักและตระหนักในคุณคาของตนเอง ในการทํางานกลุม สมาชิกในกลุมทุกคนจะไดแสดงความคิดเห็นรวมกัน การที่สมาชิกกลุมนั้นยอมรับในความ คิดเห็นของเพื่อนสมาชิกดวยกัน ยอมทําใหสมาชิกในกลุมนั้นรูสึกภาคภูมิใจในตนเองและคิดวา ตนเองมีคุณคาที่สามารถชวยใหกลุมประสบความสําเร็จได ดังนั้น การเรียนรูรวมกัน (Collaborative Learning) จึงเปนวิธีการเรียนแบบหนึ่งที่ถูก นําเขามาประยุกตใชกับการเรียนการสอนผานเครือขายคอมพิวเตอร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและ คุณภาพของกิจกรรมการเรียนรู โดยมีวิธี การที่เนนการจัดสภาพแวดลอมทางการเรียนให ผูเรียนไดเรียนรูรวมกันเปนกลุมเล็ก โดยที่สมาชิกแตละคนตองมีสวนรวมในการเรียนรูและใน ความสําเร็จของกลุม ทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการแบงปนทรัพยากรการเรียนรู รวมถึงการใหกําลังใจแกกันและกัน สมาชิกแตละคนตองรับผิดชอบการเรียนรูและภาระงานของ ตนเองพรอมไปกับการมีปฏิสัมพันธกับสมาชิกในกลุมโดยมีจุดมุงหมายในการเรียนรูรวมกัน ซึ่ง ความสําเร็จของแตละบุคคล คือความสําเร็จของกลุมและความสําเร็จของกลุมคือความสําเร็จ ของทุกคนเชนกัน (Panitz, 2001) การเรียนรูรวมกันอยูบนหลักการของรูปแบบที่ผูเรียนเปน ศูนยกลาง โดยเนนผูเรียนเปนผูรวมทํากิจกรรม เปนผูสรางความรูดวยตนเอง จากประสบการณ ที่หลากหลายของผูเรียนแตละคน จากแหลงขอมูลตางๆ และจากการมีปฏิสัมพันธกับผูเรียน อื่นๆ นอกจากนี้ยังมีขอตกลง มีจุดมุงหมายในการเรียนรวมกัน ซึ่งเปนปจจัยสําคัญที่ทําใหเกิด ความสําเร็จในการเรียนรูรวมกัน และกลาววาการที่นักเรียนเปนฐานหรือนักเรียนเปนศูนยกลาง เปนการเรียนโดยใหผูเรียนแตละคนชวยกันรวมกันเพื่อที่จะหาคําตอบ โดยสืบคนหาขอมูลและ แกปญหาดวยการวิเคราะหขอมูล การอภิปรายกลุม ซึ่งอาจใชกิจกรรมการเรียนในรูปแบบการ สรางงานโดยใชการทํางานกลุม ซึ่งผูสอนจะตองมีบทบาทในการจัดโครงสราง คอยติดตามผล และสงเสริมใหเ กิดกิจกรรมการรวมมือในการเรียน โดยมีบทบาทเปนผูช วยและเปนแหลง ทรัพยากรใหกับผูเรียน และยังเปนการสงเสริมใหผูเรียนรูจักการคิดวิเคราะห (critical thinking) อีกทั้งสนับสนุนใหผูเรียนสรางความรูใหมขึ้นไดดวยตนเอง เปนสิ่งที่ตองการใหเกิดขึ้นกับผูเรียน ตามสาระพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ และนโยบายการปฏิรูปการศึกษา 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวของ 2.5.1 งานวิจัยในประเทศ อารีย (2541: บทคัดยอ) ไดพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน เพื่อการสอนซอม เสริมวิชาคณิตศาสตร เรื่อง เศษสวน”สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โดยการใช โปรแกรม Authorware พบวา เมื่อนําไปใชกับนักเรียนที่มีผลการเรียนอยูในระดับปานกลาง บทเรียนมีประสิทธิภาพ 82.33/87.67 ซึ่งมีคาสูงกวาเกณฑ 70/70 ที่กําหนด อยางมีนัยสําคัญ ทางสถิ ติ ที่ ร ะดั บ .01 และเมื่ อ นํ า ไปใช กั บ นั ก เรี ย นที่ มี ผ ลการเรี ย นในระดั บ ต่ํ า บทเรี ย นมี ประสิทธิภาพ 78.82/70.67 ซึ่งมีคาสูงกวาเกณฑ 60/60 ที่กําหนดอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่


28 ระดับ .01 ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ของนักเรียนที่มีผลการเรียน ทั้งสองระดับสูงกวาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สุภิญญา (2543: I-II) ไดพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน เพื่อสอนเสริมวิชา คณิตศาสตรเรื่อง รอยละ สําหรับนักเรียนที่มีความสามารถทางคณิตศาสตรสูง ชั้นมัธยมศึกษา ปที่ 1 พบวาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนมีประสิทธิภาพ 72.5/64.0 และผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนวิชาคณิตศาสตรของนักเรียนหลังเรียนสูงกวากอนเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอร ชวยสอน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ณัฐชัย (2545: 58) ไดศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่องโจทยปญหา การบวก ลบ ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โดยใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน พบวาบทเรียนมี คาประสิทธิภาพรอยละ 90 และผมสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขวัญเรือน (2546: 57) ไดศึกษาผลของการเรียนรูรวมกันในการจัดกิจกรรมภายหลัง การเรี ย นด ว ยบทเรี ย นคอมพิ ว เตอร ช ว ยสอน เรื่ อ ง ระบบนิ เ วศที่ มี ต อ การแก ป ญ หาเชิ ง วิทยาศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 พบวา นักเรียนที่มีการเรียนรูรวมกันในการจัด กิจกรรมภายหลังการเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนและกลุมที่ไมมีการเรียนรูรวมกัน ในการจัดกิจกรรมภายหลังการเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน มีการแกปญหาเชิง วิทยาศาสตรแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พิชัย (2547: 160) ไดนําเสนอรูปแบบการเรียนรูรวมกันบนเครือขายคอมพิวเตอรสําหรับ นิสิตระดับปริญญาตรีที่มีรูปแบบการเรียนตางกัน พบวา ผูเรียนในทุกรูปแบบการเรียนที่เรียน ดว ยรูปแบบการเรี ยนรูรว มกันบนเครือขายคอมพิวเตอรมีคะแนนผลสั มฤทธิ์ ทางการเรียน หลังเรียนสูงกวากอนเรียน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 รชตพร (2547: บทคัดยอ) ไดพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร ชวยสอน กลุมสาระการเรียนรูวิชาคณิตศาสตร เรื่องบทประยุกต ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 5 พบวา บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนที่สรางขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.76/86.87 ซึ่งเปนไปตาม สมมติฐานของการวิจัย และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนหลังเรียนดวยบทเรียน คอมพิวเตอรชวยสอนสูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิตที่ระดับ .01 มานะ (2549: บทคัดยอ) ไดการพัฒนาชุดบทเรียนมัลติมีเดีย เพื่อการสอนคนหูหนวก เรื่อง พุทธประวัติ พบวา ชุดบทเรียนมัลติมีเดียเพื่อการสอนคนหูหนวก เรื่อง พุทธประวัติ มีคา ประสิทธิภาพเทากับ 1.015 และคะแนนเฉลี่ยหลังการเรียนสูงกวาคะแนนเฉลี่ยกอนการเรียน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เสถียร (2549: บทคัดยอ) ไดสรางและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ระบบมัลติมีเดีย วิชา วงจรไฟฟา 1 ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพสํานักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา พ.ศ.2545 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2546) พบวา บทเรียน


29 คอมพิวเตอรชวยสอนที่สรางขึ้นมีประสิทธิภาพ 80.52/80.21 ซึ่งสูงกวาเกณฑที่กําหนด คือ 80/80 และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2.5.2 งานวิจัยตางประเทศ Modisette (1980: 5770-A) ทําการวิจัยเรื่องผลการใชคอมพิวเตอรชว ยสอนวิชาคณิตศาสตร ในระดับมัธยมศึกษา จุดประสงคเพื่อเปรียบเทียบรูปแบบที่จะชวยการเรียนคณิตศาสตรใหดีขึ้น 2 รูปแบบ คือการใชคอมพิวเตอรชวยสอนกับการใชหนังสือแบบฝกหัด ผลการวิจัยพบวา กลุมที่ เรียนโดยใชคอมพิวเตอรชวยสอนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกวากลุมที่ใชแบบฝกหัดธรรมดา Fredenberg (1994: 59A) ไดเปรียบเทียบการเรียนวิชาแคลคูลัส และเรขาคณิตวิเคราะห โดยใชคอมพิวเตอรชวยเสริมการเรียนกับการเรียนปกติ โดยทดลองกันนักศึกษาที่ Montana State University สหรัฐอเมริกา กลุมทดลองที่มีการใชคอมพิวเตอรชวยเสริมในหองปฏิบัติการ สวนกลุมควบคุมใหเรียนตามปกติและมีการบานเสริมการเรียน ผลการศึกษาคนควาปรากฏวา ทั้ ง สองกลุม มี ก ารเปลี่ ย นแปลงผลสั มฤทธิ์ท างการเรี ยนอย า งมีนั ย สํา คัญ และทั้ ง สองกลุ ม มี ผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติสูงในระดับเดียวกัน Oden (1998: บทคัดยอ) ไดศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาคณิตศาสตร ของนักเรียนเกรด 9 โดยการเรียนจากคอมพิวเตอรชวยสอน และเรียนจากการสอนแบบบรรยาย ผลปรากฏวา นักเรียนกลุมที่เรียนจากคอมพิวเตอรชวยสอนมีคะแนนสูงกวากลุมที่เรียนจาก การสอนแบบบรรยาย อยางมีนัยสําคัญทางสถิติทั้งคะแนนที่วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและวัด เจตคติ D'souza (1998: บทคัดยอ) ไดศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนที่เรียนจากบทเรียน คอมพิวเตอรชวยสอนกับการสอนแบบบรรยายในวิชาเทคโนโลยีสํานักงาน พบวากลุมผูเรียน ที่เรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนมีผลสัมฤทธิ์ทางกาเรียนสูงกวากลุมผูเรียนจากวิธีการ สอนแบบบรรยาย Dufner, Kwon and Rogers (2001: บทคัดยอ) ไดทําการวิจัยโครงการนํารองดานการใช การสื่อสารแบบอซิงโครนัสเพื่อใชชวยในการเรียนรูรวมกัน ของนักศึกษาบัณฑิตศึกษาของ มหาวิทยาลัยอิลินอยและมหาวิทยาลัยเนบราสกาในวิชา Management Information System เปนระยะเวลา 4 เดือน เพื่อตรวจสอบและวัดการยอมรับ ความพึงพอใจ และสาธิตวา Cyber Collaborative สามารถใชในการเรียนไดอยางมีประสิทธิภาพ ดวยการใช GDSS (Group Decission Support System) ผลการวิจัยพบวา ผูเรียนมีทัศนคติในแงบวกตอการเรียนใน ลั ก ษณะโดยมี ค วามพึ ง พอใจในด า นการอภิ ป ราย การแก ป ญ หา การใช ร ะบบเครื อ ข า ย การเรียนรูรวมกัน และเครื่องมือที่ใชในการเรียนรูรวมกัน ในดานความชอบเครื่องมือในการเรียน พบวา ผูเรียนมีความชอบตอเครื่องมืออันไดแก GDSS, E-mail, Chat, Discussion, Document Production โดยเฉลี่ยอยูในระดับสูง


30

2.6 บทสรุป จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของตางๆ ที่ผูวิจัยไดทําการศึกษาและรวบรวมมา ผูวิจัย ไดนํามาเปนแนวทางในการวิจัย ดังนี้ 2.6.1 ผูวิจัยไดเลือกเนื้อหาในกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 1 สําหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 แลวนํามาผานขั้นตอนการวิเคราะหเนื้อหา 2.6.2 การเลือกใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ผูวิจัยไดนําโปรแกรม Macromedia Flash 8 มาผลิตบทเรียนในครั้งนี้ โดยใชความสามารถทางคอมพิวเตอรในการนําเสนอสื่อ ประสม ไดแก ขอความ ภาพนิ่ง กราฟก ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อถายทอดเนื้อหาบทเรียน 2.6.3 การสร า งแบบทดสอบ ผู วิ จั ย ได ห าค า ความสอดคล อ งระหว า งข อ สอบกั บ วัตถุประสงค แลวคัดเลือกขอสอบมาหาคาความยากงาย คาอํานาจจําแนก และคาความเชื่อมั่น เพื่อใหไดแบบ ทดสอบที่เหมาะสมกับการวัดผลของผูเรียน 2.6.4 ผูวิจัยเลือกรูปแบบการเรียนรูดวยตนเองและการเรียนรูรวมกันมาใชในการวิจัยครั้งนี้ ดังนั้น ผูวิจัยจึงไดพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบสอนทบทวน ในกลุมสาระ การเรียนรูคณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 1 สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 โดยอาศัยแนวทาง ตางๆ ที่ไดศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ หลังจากนั้นจึงนําไปทดลองใชกับกลุม ตัวอยางนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ในภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549 โดยการเก็บรวบรวมขอมูลและนําไปวิเคราะหตอไป


บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย ในการดําเนินการวิจัยในครั้งนี้ ผูวิจัยไดแบงขั้นตอนของวิธีการดําเนินการวิจัยออกเปน ลําดับขั้นตามหัวขอตอไปนี้ 3.1 ประชากรและกลุมตัวอยาง 3.2 แบบแผนการวิจัย 3.3 เครื่องมือในการวิจัย 3.4 วิธีการดําเนินการทดลองและเก็บรวบรวมขอมูล 3.5 การวิเคราะหขอมูลและสถิติที่ใชการวิเคราะหขอมูล 3.1 ประชากรและกลุมตัวอยาง 3.1.1 ประชากร ประชากรเปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 สังกัด กรุงเทพมหานคร 3.1.2 กลุมตัวอยาง กลุมตั ว อย างเป นนั ก เรี ยนชั้ น ประถมศึกษาปที่ 5 และนัก เรียนชั้น ประถมศึ กษาป ที่ 6 โรงเรียนสุเหราคลองหนึ่ง สํานักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549 จํานวนรวม 214 คน ซึ่งไดมาดวยวิธีการสุมแบบหลายขั้นตอน (Multistage Random Sampling) ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) จากหองเรียน 3 หอง โดยไดหองชั้นประถมศึกษาปที่ 5/1 ชั้นประถมศึกษาปที่ 5/2 และชั้นประถมศึกษาปที่ 5/3 ขั้นตอนที่ 2 การเลือกแบบสุม (Simple Random Sampling) แบงออกเปน 2 กลุม ดังนี้ 1) การเลือกแบบสุมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ใชวิธีการสุมจากจํานวนนักเรียน ในหอง ซึ่งมีจํานวนนักเรียนหองละ 37 คน สุมมาจํานวน 20 คน 2) การเลือกแบบสุมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ใชวิธีการสุมจากนักเรียนทั้งหมด ของชั้นประถมศึกษาปที่ 6 จํานวน 103 คน สุมมาจํานวน 10 คน จากการคัดเลือกกลุมตัวอยางที่ใชในการทดลอง แบงออกเปน 3 กลุม ดังนี้ กลุมทดลองที่ 1 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5/1 จํานวน 20 คน เปนกลุมที่ใชวิธีการ เรียนรูดวยตนเอง


32 กลุมทดลองที่ 2 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5/2 จํานวน 20 คน เปนกลุมที่ใชวิธีการ เรียนรูรวมกันเปนคู ดังนั้นมีทั้งหมด 10 คู กลุมทดลองที่ 3 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5/3 จํานวน 20 คน และนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปที่ 6 จํานวน 10 คน ซึ่งกลุมที่ไดนี้เปนกลุมที่ใชวิธีการเรียนรูรวมกันเปนคูโดยมีพี่เลี้ยง ซึ่งมีพี่เลี้ยงกลุมละ 1 คน ดังนั้นมีทั้งหมด 10 กลุม 3.2 แบบแผนการทดลอง การวิจัยนี้เปนการวิจัยเชิงทดลอง ใชแบบแผนการทดลอง Pretest Posttest Experimentor Group Design ซึ่งไดกําหนดแบบแผนการทดลอง ดังตารางที่ 3-1 ตารางที่ 3-1 แบบแผนการทดลอง O1 E1 E2 O1 E3 O1 โดยที่

E1 E2 E3 X1 X2 X3 O1 O2

แทน แทน แทน แทน แทน แทน แทน แทน

X1 X2 X3

O2 O2 O2

กลุมทดลองที่ 1 กลุมทดลองที่ 2 กลุมทดลองที่ 3 การทบทวน แบบ 1:1 การทบทวน แบบ 2:1 การทบทวน แบบ 2:1+Mentor แบบทดสอบกอนเรียน แบบทดสอบหลังเรียน

3.3 เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 3.3.1 เครื่องมือที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบดวย 3.3.1.1 บทเรียนคอมพิวเตอรชว ยสอน แบบสอนทบทวนในกลุม สาระการเรียนรู คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 เปนการนําเนื้อหาโดยสรุปจากในหองเรียน มาสรางเปนบทเรียนคอมพิวเตอรชว ยสอน ซึ่งนําเสนอผานขอความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียงและการปฏิสัมพันธ 3.3.1.2 แบบทดสอบกอนเรียน เปนแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ตอบถูกได 1 คะแนน ตอบผิดได 0 คะแนน ไดจากการหาคุณภาพ แลวจึงบรรจุในบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน


33 3.3.1.3 แบบทดสอบหลังเรียน เปนแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ตอบถูกได 1 คะแนน ตอบผิดได 0 คะแนน ไดจากการหาคุณภาพ แลวจึงบรรจุในบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน 3.3.2 ขั้นตอนการสรางเครื่องมือเพื่อใชในการวิจัย ประกอบดวย 3.3.2.1 ขั้นตอนการสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ดังภาพที่ 3-1 เริ่มตน ออกแบบบทเรียน ออกแบบหนาจอ สรางบทเรียน

ตรวจสอบโดย อาจารยที่ปรึกษา

ไมผาน

ปรับปรุงแกไข

ผาน ตรวจสอบโดย ผูเชี่ยวชาญ

ไมผาน

ปรับปรุงแกไข

ผาน นําไปทดลองใชจริง

สิ้นสุด

ภาพที่ 3-1 ขั้นตอนกา���สรางบทเรียนคอมพิวเตอรชว ยสอน จากภาพที่ 3-1 แสดงขั้นตอนการสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน มีการดําเนินการ ดังนี้ 1) การออกแบบบทเรียน เปนการนําผลที่ไดจากการวิเคราะหขอมูลที่เกี่ยวของและ สื่อตางๆ ที่จะนํามาใชในการสรางสื่อ ดังนี้


34 - วัตถุประสงคเชิงพฤติกรรม ที่ผานการประเมินจํานวน 55 ขอ - เนื้อหากลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตรชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 จํานวน 7 หนวยการเรียนรู - คําถามระหวางเรียน - แบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน - เสียงบรรยายและเสียงประกอบการดําเนินเรื่อง - Animation จากโปรแกรม Macromedia Flash 2) การออกแบบหนาจอ ความละเอียดของการแสดงผล กําหนดที่ 1024x768 Pixel พรอมทั้งวางกําหนดรูปแบบของบทเรียน ดังนี้

เมนู แบบทดสอบกอนเรียน เนื้อหาบทที่ 1-7 แบบทดสอบหลังเรียน ภาพที่ 3-2 รายการเมนู

แบบทดสอบกอนเรียน ขอที่/จํานวนขอ คําถาม.. ก. ข. ค. ง.

ภาพที่ 3-3 แบบทดสอบกอนเรียน


35

แบบทดสอบกอนเรียน แสดงคะแนนที่ได .................คะแนน

กลับเมนู

ภาพที่ 3-4 คะแนนแบบทดสอบกอนเรียน

บทที่../ชื่อเรื่อง

เลขหนา/จํานวนหนา

เนื้อหา

ยอนกลับ

ถัดไป

ภาพที่ 3-5 เนื้อหาในบทเรียน

บทที่../ชื่อเรื่อง

คําถาม

ก. ข. ค. ง. ยอนกลับ

ถัดไป

ภาพที่ 3-6 คําถามในบทเรียน


36

แบบทดสอบหลังเรียน ขอที่/จํานวนขอ คําถาม.. ก. ข. ค. ง.

ภาพที่ 3-7 แบบทดสอบหลังเรียน

แบบทดสอบหลังเรียน แสดงคะแนนที่ได .................คะแนน

กลับเมนู

ภาพที่ 3-8 คะแนนแบบทดสอบหลังเรียน 3) การสร า งบทเรี ย น โดยการนํ า เนื้ อ หาที่ ไ ด จ ากการออกแบบบทเรี ย นมาใส ใ น โปรแกรม Macromedia Flash 8 - หนาของเมนู ประกอบดวย แบบทดสอบกอนเรียน แบบทดสอบหลังเรียน และเนื้อหา บทเรียนจํานวน 7 บท - แบบทดสอบกอนเรียนเปนขอสอบชุดเดียวกันกับแบบทดสอบหลังเรียน มีหมายเลข เพื่อแสดงวาทําขอสอบถึงขอที่เทาไรจากจํานวนขอสอบทั้งหมด เปนแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ก ข ค ง เมื่อทําครบทั้งหมดโปรแกรมทําการคํานวณและแสดงคะแนนที่ตอบไดถูกตองจากการ ทําแบบทดสอบกอนเรียน


37 - นําเสนอเนื้อหาโดยใชภาพเคลื่อนไหว นําเสนอเนื้อหาทีละสวน สามารถคลิกเลือก การนํ า เสนอซ้ํ า ได มี ก ารแสดงวั ต ถุ ป ระสงค ก ารเรี ย นรู บอกจํ า นวนหน า ทั้ ง หมดและบอก หมายเลขหนาที่กําลังใชงาน มีปุมควบคุมไปหนาและยอนกลับ มีคําบรรยายและมีเสียงประกอบ - คําถามในสวนของเนื้อหาเปนแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก หากตอบผิดจะตองตอบ ใหมจนกวาจะถูกตองจึงจะผานไปยังขอตอไปได - แบบทดสอบหลังเรียนเปนขอสอบชุดเดียวกันกับแบบทดสอบกอนเรียน มีหมายเลข เพื่อแสดงวาทําขอสอบถึงขอที่เทาไรจากจํานวนขอสอบทั้งหมด เปนแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ก ข ค ง เมื่อทําครบทั้งหมดโปรแกรมทําการคํานวณและแสดงคะแนนที่ตอบไดถูกตองจากการ ทําแบบทดสอบกอนเรียน 4) เมื่อสรางบทเรียนเสร็จแลวจึงนําไปใหอาจารยที่ปรึกษาตรวจสอบ ซึ่งไดรับ ขอเสนอแนะในการปรับปรุง 5) นําขอเสนอแนะที่ไดรับไปปรับปรุงแกไขบทเรียนและใหอาจารยที่ปรึกษาดูอีกครั้ง 6) เมื่อบทเรียนที่ผานการตรวจสอบจากที่อาจารยปรึกษาแลว จึงนําไปใหผูเชี่ยวชาญ ตรวจสอบและประเมินคุณภาพบทเรียน จํานวน 3 ทาน ผลการประเมินผลเรียนในดานตางๆ ดังภาคผนวก จ มีรายละเอียดดังตารางที่ 3-2 ตารางที่ 3-2 ผลการประเมินของผูเชี่ยวชาญดานเทคนิค รายการประเมิน X ภาพ เสียงและการใชภาษา 3.94 การออกแบบจอภาพ 4.42 การจัดการบทเรียน 3.80

S.D. 0.79 0.58 0.85

ความหมาย ดี ดี ดี

จากตารางที่ 3-2 ผลการประเมินของผูเชี่ยวชาญดานเทคนิคดานภาพ เสียงและการใช ภาษา ไดคาเฉลี่ย( X ) เทากับ 3.94 และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) เทากับ 0.79 จัดอยูใน ระดับดี ดานการออกแบบจอภาพไดคาเฉลี่ย( X ) เทากับ 4.42 และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เทากับ 0.58 จัดอยูในระดับดี และดานการจัดการบทเรียนไดคาเฉลี่ย( X ) เทากับ 3.80 และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) เทากับ 0.85 จัดอยูในระดับดี 7) นําขอเสนอแนะที่ไดรับไปปรับปรุงแกไขบทเรียนจนสมบูรณ 8) นําไปทดลองใชจริงกับกลุมทดลอง เพื่อรวบรวมขอมูลและนําไปวิเคราะห


38 3.3.2.2 ขั้นตอนการสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังภาพที่ 3-9 เริ่มตน ศึกษาเนื้อหาจากเอกสารและหลักสูตร วิเคราะหเนื้อหา กําหนดวัตถุประสงคและออกขอสอบ

ตรวจสอบโดย ผูเชี่ยวชาญ

ไมผาน

ปรับปรุงแกไข

ผาน นําไปทดลองใช/ วิเคราะหคุณภาพ

ไมผาน

ตัดทิ้งขอสอบ ที่ไมผานเกณฑ

ผาน ไดขอสอบที่ผานการหาคุณภาพ ไดแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ นําไปวิเคราะหหาคาความ ่ ่ ไดแบบทดสอบฉบับสมบูรณ สิ้นสุด

ภาพที่ 3-9 ขั้นตอนการสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์


39 จากภาพที่ 3-9 แสดงขั้นตอนการสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ มีรายละเอียดดังนี้ 1) ศึกษาเนื้อหาและเอกสารหลักสูตร ในกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ประกอบดวย 7 หนวยการเรียนรู คือ - จํานวนนับ - การบวก การลบ การคูณ การหารจํานวนนับ - มุม - เสนขนาน - สถิติและความนาจะเปนเบื้องตน - เศษสวน - การบวก การลบ การคูณ การหารเศษสวน 2) วิเคราะหเนื้อหา - วิเคราะหโดยใชแบบปะการัง (Coral Pattern) เปนการสรางขอบขายเนื้อหาของ บทเรียน เริ่มจากการวิเคราะหหัวเรื่องใหญ คือเนื้อหาคณิตศาสตรในภาคเรียนที่ 1 จํานวน 7 หนวยการเรียนรู และแตกสาขาออกเปนหัวเรื่องยอยในแตละหนวยการเรียนรู จะทําใหเห็นภาพ ขอบเขตโครงสรางของเนื้อหาทั้งหมด ดังภาคผนวก ข - ประเมินความสําคัญของเรื่องโดยใช Topic Evaluation Sheet เปนการนําหัวขอยอยที่ รวบรวมไดไปประเมินความสําคัญทั้ง 3 ดาน คือพิจารณาดานการสงเสริมความสามารถในการ แกปญหาในการเรียน ดานการสงเสริมทักษะในการทํางานถูกตองสมบูรณ และดานการสงเสริม ใหผูเรียนมีเจตคติที่ดี โดยใชมาตราสวนประเมินคา X, I และ O แลวจึงตัดสินใจยอมรับหรือ ตัดทิ้งหัวเรื่องเปนรายขอ ซึ่งจากการประเมินหัวขอยอยยอมรับไดทั้งหมด ดังภาคผนวก ข - วิเคราะหความสัมพันธระหวาง Accepted Topic กับวัตถุประสงคแตละขอ เปนการนํา หัวขอยอยที่รวบรวมไดมากําหนดวัตถุประสงค ซึ่งไดหัวขอยอยทั้งหมด 41 หัวขอ และได วัตถุประสงคทั้งหมดจํานวน 55 ขอ ดังภาคผนวก ข - จัดลําดับความสัมพันธของเนื้อหา โดยใช Network Diagram เปนแผนภูมิแสดงลําดับ ความตอเนื่องและความสัมพันธของเนื้อหาแตละสวน โดยเริ่มจากจุดเริ่มตน (Start) ไปยัง จุดสิ้นสุด (Stop) ดังภาคผนวก ข 3) กํ า หนดวั ต ถุ ป ระสงค ต ามเนื้ อ หา ได วั ต ถุ ป ระสงค เ ชิ ง พฤติ ก รรมจํ า นวน 55 ข อ มาเขียนลงใน Objective Analysis Listing เพื่อพิจารณาประเภทของวัตถุประสงคแตละขอ เมื่อ ไดวัตถุประสงคจึงไดออกขอสอบทั้งหมด 165 ขอ ซึ่ง 1 วัตถุประสงคออกขอสอบจํานวน 3 ขอ ดังนี้ - บทที่ 1 มีวัตถุประสงค 9 ขอ มีจํานวนขอสอบ 27 ขอ - บทที่ 2 มีวัตถุประสงค 15 ขอ มีจํานวนขอสอบ 45 ขอ - บทที่ 3 มีวัตถุประสงค 5 ขอ มีจํานวนขอสอบ 15 ขอ


40 - บทที่ 4 มีวัตถุประสงค 3 ขอ มีจํานวนขอสอบ 9 ขอ - บทที่ 5 มีวัตถุประสงค 5 ขอ มีจํานวนขอสอบ 15 ขอ - บทที่ 6 มีวัตถุประสงค 7 ขอ มีจํานวนขอสอบ 21 ขอ - บทที่ 7 มีวัตถุประสงค 11 ขอ มีจํานวนขอสอบ 33 ขอ 4) นําขอสอบจํานวนทั้งหมด 165 ขอ และวัตถุประสงคเชิงพฤติกรรมทั้งหมด 55 ขอ ไปใหผูเชี่ยวชาญประเมินความสอดคลองของขอสอบกับวัตถุประสงค (IOC) ไดคา IOC ตั้งแต 0.7 ถึง 1.0 ผลการประเมินความสอดคลองของขอสอบกับวัตถุประสงค พบวา ขอสอบทั้งหมด 165 ขอ ผานเกณฑทั้งหมด ซึ่งมีคา IOC มากกวา 0.5 ขึ้นไป และประเมินความสอดคลองดาน เนื้ อ หากั บ วัต ถุ ป ระสงค โดยไดผ ลการประเมิ น แต ล ะด า นดัง ภาคผนวก จ มี ร ายละเอี ย ด ดังตารางที่ 3-3 ตารางที่ 3-3 ผลการประเมินของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา รายการประเมิน X ดานเนื้อหาหลักสูตร 4.90 ดานแบบฝกหัดและแบบทดสอบ 4.53

S.D. 0.16 0.12

ความหมาย ดีมาก ดีมาก

จากตารางที่ 3-3 ดานเนื้อหาหลักสูตรไดคาเฉลี่ย( X ) เทากับ 4.90 และสวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน(S.D.) เทากับ 0.16 ซึ่งจัดอยูในระดับดีมาก และดานแบบฝกหัดและแบบทดสอบ ได คาเฉลี่ย ( X ) เทากับ 4.53 และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) เทากับ 0.12 ซึ่งจัดอยูในระดับดี มาก จึงไดขอสอบที่ผานเกณฑทั้งสิ้น 165 ขอ เพื่อไปทดสอบหาคุณภาพของแบบทดสอบตอไป 5) นําแบบทดสอบที่ ไดไปทดลองกับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 จํานวน 30 คน ที่ไมใชกลุมตัวอยาง แลวนําขอสอบมาตรวจสอบใหคะแนนโดยตอบถูกได 1 คะแนน ตอบผิดได 0 คะแนน โดยนําผลคะแนนที่ไดทั้งหมดมาวิเคราะหคุณภาพของแบบทดสอบ ไดแก คาความ ยากงาย และคาอํานาจจําแนก โดยการจัดลําดับคะแนนจากมากมาหาคะแนนนอย จากนั้นแบง กลุมสูงและกลุมต่ําแบบ 35 เปอรเซ็นต ซึ่งไดจํานวนในกลุมสูงเทากับ 10 คน และจํานวนใน กลุมต่ํา 10 คน ดังนั้นไดคาความยากงายตั้งแต 0.23 ถึง 1.00 และคาอํานาจจําแนกตั้งแต 0.20 ถึง 0.90 เมื่อพิจารณาตามเกณฑคาความยากงายอยูระหวาง 0.20 ถึง 0.80 และอํานาจจําแนก ไมต่ํากวา 0.20 ปรากฏวาไดขอสอบที่ผานการหาคุณภาพ จํานวน 135 ขอ 6) ไดขอสอบที่ผานการหาคุณภาพจํานวน 135 ขอ แบงเปนคําถามในบทเรียนจํานวน 55 ขอ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจํานวน 55 ขอ


41 7) คั ด เลื อ กข อ สอบที่ ใ กล เ คี ย งกั บ ค า มาตรฐานมากที่ สุ ด ไปเป น แบบทดสอบวั ด ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน โดยเลือก 1 วัตถุประสงคจํานวนขอสอบ 1 ขอ สวนขอสอบที่ใกลเคียง กับคามาตรฐานรองลงมา นําไปใชเปนคําถามในบทเรียน จึงคัดเลือกไปทั้งหมด 110 ขอ 8) นําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปทดลองใช แลวนํามาตรวจสอบใหคะแนน โดยตอบถูกได 1 คะแนนตอบผิดได 0 คะแนน เพื่อหาคาความเชื่อมั่น ผลจากการวิเคราะหได คาความเชื่อมั่นเทากับ 0.83 ซึ่งถือวาอยูในเกณฑที่เหมาะสมสามารถนําไปใชในการวิจัย 9) ไดแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฉบับสมบูรณ จํานวน 55 ขอ 3.4 วิธีการดําเนินการทดลองและเก็บรวบรวมขอมูล 3.4.1 ผูวิจัยไดดําเนินขั้นตอนการทดลองและเก็บรวบรวมขอมูล ดังภาพที่ 3-10 เริ่มตน จัดเตรียมหองเรียน จัดเตรียมโปรแกรม จัดกลุมทดลอง กลุมทดลองที่ 1 เรียนรูดวยตนเอง (1:1)

กลุมทดลองที่ 2 เรียนรูรวมกัน (2:1)

กลุมทดลองที่ 3 เรียนรูรวมกัน (2:1+พี่เลี้ยง)

แบบทดสอบกอนเรียน

แบบทดสอบกอนเรียน

แบบทดสอบกอนเรียน

ศึกษาบทเรียน

ศึกษาบทเรียน

ศึกษาบทเรียน

แบบทดสอบหลังเรียน

แบบทดสอบหลังเรียน

แบบทดสอบหลังเรียน

นําขอมูลคะแนนที่รวบรวมมาไป สิ้นสุด

ภาพที่ 3-10 ขั้นตอนการทดลองและเก็บรวบรวมขอมูล


42 จากภาพที่ 3-10 แสดงขั้นตอนการทดลองและเก็บรวบรวมขอมูล มีรายละเอียดดังนี้ 1) จัดเตรียมหองเรียน โดยจะจัดเตรียมหองคอมพิวเตอรจํานวน 1 หองเรียน ซึ่งมี เครื่องคอมพิวเตอรจํานวน 20 เครื่อง 2) จัดเตรียมโปรแกรม โดยทําการลงโปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนในกลุม สาระการเรียนรูคณิตศาสตรชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ในเครื่องคอมพิวเตอรที่ใชในการทดลอง จํานวน 20 เครื่อง 3) จัดเตรียมกลุมทดลองและพี่เลี้ยง โดยจะแบงกลุมทดลองเปน ดังนี้ กลุมทดลองที่ 1 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5/1 จํานวน 20 คน ใชวิธีการเรียนรูดวย ตนเอง กลุมทดลองที่ 2 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5/2 จํานวน 20 คน ใชวิธีการเรียนรูรวมกัน เปนคู กลุมทดลองที่ 3 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5/3 จํานวน 20 คน ใชวิธีการเรียนรูรวมกัน เปนคูโดยมีพี่เลี้ยง ซึ่งพี่เลี้ยงจะเปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 จํานวน 10 คน 4) ดําเนินการทดลองกับกลุมทดลอง ระวางวันที่ 28-30 มีนาคม 2550 กลุมทดลองที่ 1 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5/1 จํานวน 20คน ใชวิธีการเรียนรูดวย ตนเอง โดยใหผูเรียน 1 คนตอเครื่องคอมพิวเตอร 1 เครื่อง แลวเริ่มตนใชแบบทดสอบกอนเรียน และเก็บคะแนนสอบ จากนั้นผูเรียนศึกษาบทเรียนทั้งหมด 7 บทเรียน แลวจึงทําแบบทดสอบ หลังเรียน แลวนําไปตรวจใหคะแนน โดยตอบถูกได 1 คะแนน ตอบผิดได 0 คะแนน และเก็บ รวบรวมคะแนนไวสําหรับนําไปวิเคราะห กลุมทดลองที่ 2 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5/2 จํานวน 20 คน ใชวิธีการเรียนรูรวมกัน เปนคู โดยใหผูเรียน 2 คนตอเครื่องคอมพิวเตอร 1 เครื่อง แลวเริ่มตนใชแบบทดสอบกอนเรียน และเก็บคะแนนสอบ จากนั้นผูเรียนศึกษาบทเรียนทั้งหมด 7 บทเรียน แลวจึงทําแบบทดสอบ หลังเรียน แลวนําไปตรวจใหคะแนน โดยตอบถูกได 1 คะแนน ตอบผิดได 0 คะแนน และเก็บ รวบรวมคะแนนไวสําหรับนําไปวิเคราะห กลุมทดลองที่ 3 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5/3 จํานวน 20 คน ใชวิธีการเรียนรูรวมกัน เปนคูโดยมีพี่เลี้ยง ซึ่งพี่เลี้ยงจะเปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 จํานวน 10 คนในขั้นตอนการ ใชเก็บคะแนนแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียนจะทดลองโดยใหผูเรียนที่เปนนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 5 จํานวน 2 คนตอเครื่องคอมพิวเตอร 1 เครื่อง สวนการศึกษาบทเรียนให ผูเรียนที่เปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 เรียนรูรวมกัน โดยใหผูเรียน 3 คนตอเครื่องคอมพิวเตอร 1 เครื่อง ผลที่ไดของคะแนนแบบทดสอบกอนเรียน และแบบทดสอบหลังเรียนนําไปตรวจใหคะแนน โดยตอบถูกได 1 คะแนน ตอบผิดได 0 คะแนน และเก็บรวบรวมคะแนนไวสําหรับนําไปวิเคราะห 5) นําขอมูลคะแนนที่ไดรวบรวมไวไปวิเคราะห


43 3.5 สถิติที่ใชการวิเคราะหขอมูลและสถิติที่ใชในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยไดดําเนินการวิเคราะหขอมูล โดยใชสถิติในการวิเคราะหขอมูล ดังนี้ 3.5.1 สถิติพื้นฐาน 3.5.1.1 คาคะแนนเฉลี่ย หรือคะแนนคากลาง (Mean) (บุญชม, 2545: 105) X =

เมื่อ

ΣX N

X แทน คาเฉลี่ย ΣX แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุม N แทน จํานวนคะแนนในกลุม

3.5.1.2 คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (บุญชม, 2545: 106)

S = เมื่อ

S X X N Σ

NΣX 2 − ( ΣX )2 N( N − 1) แทน แทน แทน แทน แทน

สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คะแนนแตละตัว คาเฉลี่ย จํานวนคะแนนในกลุม ผลรวม

3.5.2 คุณภาพของแบบทดสอบระหวางบทเรียนและแบบทดสอบทายบทเรียน 3.5.2.1 การหาค า ดั ช นี ค วามสอดคล อ งระหว า งข อ สอบกั บ วั ต ถุ ป ระสงค เ ชิ ง พฤติกรรม (ลวน,และอังคณา. 2539: 197) IOC =

ΣR N


44 เมื่อ

IOC แทน ดัชนีความสอดคลอง R แทน ผลพิจารณาของผูเชี่ยวชาญในขอคําถามแตละขอ N แทน จํานวนผูเชี่ยวชาญ

3.5.2.2 คาความยากงาย (บุญชม, 2545: 84) p =

เมื่อ

3.5.2.3

p Ru Rl f

แทน แทน แทน แทน

ระดับความยาก จํานวนคนกลุมสูงที่ตอบถูก จํานวนคนกลุมต่ําที่ตอบถูก จํานวนคนในกลุมสูงหรือกลุมต่ําซึ่งเทากัน

คาอํานาจจําแนก (บุญชม, 2545: 84)

=

r เมื่อ

Ru + Rl 2f

Ru − Rl f

r แทน อํานาจจําแนก Ru แทน จํานวนคนกลุมสูงที่ตอบถูก Rl แทน จํานวนคนกลุมต่ําที่ตอบถูก f แทน จํานวนคนในกลุมสูงหรือกลุมต่ําซึ่งเทากัน

3.5.2.4 คาความเชื่อมั่น KR 20 ของคูเดอร-ริชารดสัน (Kuder-Richardson) (บุญชม, 2545: 88)

rtt = เมื่อ

rtt k p

k ⎡ Σpq ⎤ 1− k − 1 ⎢⎣ S 2 ⎥⎦ แทน ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ แทน จํานวนขอสอบ แทน สัดสวนของผูต อบถูกในขอหนึ่งๆ


45 q

แทน สัดสวนของผูตอบผิดในขอหนึ่งๆ

S 2 แทน ความแปรปรวนของคะแนน

3.5.3 การหาประสิทธิภาพของบทเรียนมัลติมีเดียเพื่อการสอน วิเคราะหคาประสิทธิภาพของบทเรียนตามเกณฑมาตรฐานของเมกุยแกนส (Meguigans) (เสาวณีย, 2528: 284-286) Megugians Ratio = เมื่อ

M 2 − M1 M 2 − M1 + P - M1 P

M1 แทน คาเฉลี่ยของคะแนนการทดสอบกอนเรียน M2 แทน เฉลี่ยของคะแนนการทดสอบหลังเรียน P แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบ

3.5.4 การทดสอบสมมติฐานการวิจัยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดวยบทเรียน คอมพิวเตอรชวยสอน ในกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ระหวางกลุม โดยใชการวิเคราะหความแปรปรวนรวมทางเดียว (One way Analysis of Covariance: One-way ANCOVA) (ชูศรี, 2528: 267) กรณีพบความแตกตางระหวางกลุมจะเปรียบเทียบคาเฉลี่ยเปนรายคู โดยใชวิธีของ เซฟเฟ (Scheffe)


บทที่ 4 ผลของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพ บทเรี ย น รวมทั้ ง เปรี ย บเที ย บผลสั ม ฤทธิ์ ท างการเรี ย นด ว ยบทเรี ย นคอมพิ ว เตอร ช ว ยสอน แบบทบทวน ในกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 กอนเรียน และหลังเรียน และระหวางกลุมที่เรียนรูดวยตนเองกับกลุมที่เรียนรูรวมกัน 2 วิธี ไดแก เรียนรู รวมกันเปนคูและเรียนรูรวมกันเปนคูโดยมีพี่เลี้ยง โดยผูวิจัยไดนําบทเรียนไปทดลองใชกับกลุม ตัวอยาง ซึ่งเปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 และชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนสุเหรา คลองหนึ่ง สํานักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร จํานวน 70 คน และนําขอมูลที่ไดมา วิเคราะหผลทางสถิติ และนําเสนอผลการวิเคราะหขอมูลดังตอไปนี้ 4.1 ผลการสรางเครื่องมือที่ใชในการวิจัย 4.2 ผลการหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน 4.3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกลุม 4.1 ผลการสรางเครื่องมือที่ใชในการวิจัย เครื่องมือที่ใชในการวิจัยครั้งนี้คือ บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบทบทวน ในกลุมสาระการ เรียนรูคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2550 ประกอบดวย

ภาพที่ 4-1 หนาเมนูหลัก


48 จากภาพที่ 4-1 แสดงหนาเมนูหลัก ซึ่งประกอบดวย 1) แบบทดสอบกอนเรียน 2) เนื้อหาบทที่ 1 -7 3) แบบทดสอบหลังเรียน

ภาพที่ 4-2 แบบทดสอบกอนเรียน จากภาพที่ 4-2 แสดงแบบทดสอบกอนเรียน ขอที่ 1 จากจํานวนทั้งหมด 55 ขอ โดย การคลิกเลือกคําตอบจาก ก ข ค ง เมื่อเลือกคําตอบแลวก็จะเปลี่ยนไปทําในขอตอไป

ภาพที่ 4-3 คะแนนแบบทดสอบกอนเรียน จากภาพที่ 4-3 แสดงคะแนนที่ไดจากการแบบทดสอบก อนเรี ยน แลว คลิ กเลือกกลับ หนาเมนูหลัก


49

ภาพที่ 4-4 วัตถุประสงคของบทที่ 1 จากภาพที่ 4-4 แสดงวัตถุประสงคของบทที่ 1 เรื่องคาประจําหลัก

ภาพที่ 4-5 บทที่ 1 จํานวนนับ จากภาพที่ 4-5 แสดงเนื้อหาในบทที่ 1 เรื่องจํานวนนับ หนาที่ 2 จากจํานวน 35 หนา คลิกเลือกถัดไป เพื่อไปยังหนาตอไป


50

ภาพที่ 4-6 คําถาม จากภาพที่ 4-6 แสดงคําถามระหวางเรียน ถาตอบผิด จอภาพจะแสดง "ลองใหมอีกครั้ง นะจะ" ซึ่งตองเลือกตอบใหมจนกวาจะมีคําวา "ถูกตองแลวครับ เกงมากๆ เลย" จึงจะผานไปยัง สวนตอไปได จากภาพที่ 4-1 ถึง ภาพที่ 4-6 ปุมที่ใชในการควบคุม ดังนี้ คลิกเมื่อตองการดูวัตถุประสงค คลิกเมื่อตองการปดวัตถุประสงค คลิกเมื่อตองการเปดและปดเสียงประกอบ คลิกเมื่อตองการยอนกลับ คลิกเมื่อตองการไปตอ คลิกเมื่อตองการกลับหนาเมนูหลัก


51 4.2 ผลการหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน การวิเคราะหหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน แบบทบทวน ในกลุมสาระ การเรียนรูคณิตศาสตร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ซึ่งหาประสิทธิภาพของบทเรียน โดยการใชกลุมทดลองที่ 1 คือกลุมที่เรียนรูดวยตนเอง แบบ 1:1 โดยการใชสูตรของเมกุยแกนส ปรากฏผลดังตารางที่ 4-1 ตารางที่ 4-1 การวิเคราะหหาประสิทธิภาพบทเรียนดวยกลุมทดลองที่ 1 เรียนรูดวยตนเอง (1:1) ประสิทธิภาพ S.D. คะแนน N คะแนนเต็ม X (เมกุยแกนส) แบบทดสอบกอนเรียน 20 55 29.95 4.54 1.02 แบบทดสอบหลังเรียน 20 55 47.45 3.72 จากตารางที่ 4-1 แสดงผลการทําแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียนของกลุมทดลองที่ 1 จํานวน 20 คน ซึ่งคะแนนเต็มเทากับ 55 คะแนน โดยการทําแบบทดสอบกอนเรียนไดคา คะแนนเฉลี่ย( X ) เทากับ 29.95 คะแนน และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) เทากับ 4.54 คะแนน และการทําแบบทดสอบหลังเรียนไดคาคะแนนเฉลี่ย( X ) เทากับ 47.45 คะแนน และ สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) เทากับ 3.72 คะแนน และเมื่อหาประสิทธิภาพบทเรียนโดยใช สูตรของเมกุยแกนสมีคาเทากับ 1.02 4.3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกลุม การวิเคราะหการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ระหวางการเรี ยนรูดวยตนเองกับการเรียนรู รวมกัน 2 วิธี โดยไดแบงกลุมทดสองออกเปน 3 กลุม ดังนี้ กลุมทดลองที่ 1 การเรียนรูดวย ตนเอง(1:1) กลุมทดลองที่ 2 การเรียนรูรวมกันเปนคู (2:1) และกลุมทดลองที่ 3 การเรียนรู รวมกันเปนคูโดยมีพี่เลี้ยง (2:1+พี่เลี้ยง) ดวยการวิเคราะหความแปรปรวนรวมทางเดียว(Oneway ANCOVA) โดยใหผลสัมฤทธิ์หลังเรียนดวยบทเรียนเปนตัวแปรตาม กลุมทดลองทั้ง 3 กลุม เปนตัวแปรตน และผลสัมฤทธิ์กอนเรียนเปนตัวแปรรวม ถาพบวามีความแตกตางระหวางกลุม จะเปรียบเทียบคาเฉลี่ยเปนรายคู โดยใชวิธีของ เซฟเฟ (Scheffe) ปรากฏผลดังตารางที่ 4-2


52 ตารางที่ 4-2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียนและหลังเรียนของทั้ง 3 กลุม กอนเรียน หลังเรียน กลุมทดลอง N คะแนนเต็ม S.D. S.D. X X กลุมทดลองที่ 1 20 55 29.95 4.54 47.45 3.72 กลุมทดลองที่ 2 10 55 37.50 3.92 49.40 3.63 กลุมทดลองที่ 3 10 55 37.40 4.93 51.00 2.36 จากตาราง 4-2 แสดงการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียนและหลังเรียนทั้ง 3 กลุม จากคะแนนเต็ม 55 คะแนน โดยกลุมทดลองที่ 1 เรียนรูดวยตนเอง (1:1) จํานวน 20 คน กอนเรียนไดคาคะแนนเฉลี่ย( X ) เทากับ 29.95 คะแนน และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) เทากับ 4.54 คะแนน หลังเรียนไดคาคะแนนเฉลี่ย( X ) เทากับ 47.45 คะแนน และสวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน(S.D.) 3.72 คะแนน กลุมทดลองที่ 2 การเรียนรูรวมกันเปนคู (2:1) จํานวน 10 คู กอนเรียนไดคาคะแนนเฉลี่ย( X ) เทากับ 37.50 คะแนน และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) เทากับ 3.92 คะแนน หลังเรียนไดคาคะแนนเฉลี่ย( X ) เทากับ 49.40 คะแนน และสวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน(S.D.) 3.63 คะแนน กลุมทดลองที่ 3 การเรียนรูรวมกันเปนคูโดยมีพี่เลี้ยง (2:1+ พี่เลี้ยง) จํานวน 10 คู กอนเรียนไดคาคะแนนเฉลี่ย( X ) เทากับ 37.40 คะแนน และสวน เบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) เทากับ 4.93 คะแนน หลังเรียนไดคาคะแนนเฉลี่ย( X ) เทากับ 51.00 คะแนน และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) เทากับ 2.36 คะแนน ตารางที่ 4-3 ผลการวิเคราะหความแปรปรวนรวมของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แหลงความแปรปรวน SS df MS ระหวางกลุม 36.891 2 18.446 ภายในกลุม 129.080 36 3.586 รวม 165.971 38

F 5.144*

* มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05(P< .05*)

จากตารางที่ 4-3 ���สดงวาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกลุมทั้ง 3 กลุม ไดแก กลุมทดลอง ที่ 1 การเรียนรูดวยตนเอง(1:1) กลุมทดลองที่ 2 การเรียนรูรวมกันเปนคู (2:1) และกลุม ทดลองที่ 3 การเรี ย นรู รว มกั น เปน คูโ ดยมีพี่ เ ลี้ย ง (2:1+พี่ เ ลี้ ยง) มี ค วามแตกต า งกั น อย า งมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อยางนอย 1 คู (F = 5.144) ดังนั้นเพื่อใหทราบวากลุมใดบางที่ แตกตางกัน จึงตองทดสอบเปรียบเทียบคาเฉลี่ยเปนรายคู โดยใชวิธีของ เซฟเฟ (Scheffe) ซึ่งปรากฏดังตารางที่ 4-4


53

ตารางที่ 4-4 การเปรียบเทียบคาเฉลี่ยเปนรายคู โดยใชวิธีของ เซฟเฟ (Scheffe) กลุมทดลอง กลุมทดลองที่ 1 กลุมทดลองที่ 2 กลุมทดลองที่ 3 47.45 49.40 51.00 (X) กลุมทดลองที่ 1 47.45 1.95 3.55* กลุมทดลองที่ 2 49.40 1.60 กลุมทดลองที่ 3 51.00 * มีนัยสําคัญทางสถิติที่ .05

จากตารางที่ 4-4 เมื่อพิจารณาผลตางของคาเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบวา กลุม ทดลองที่ 3 การเรี ย นรู ร ว มกั น เป น คู แ บบมี พี่ เ ลี้ ย ง (2:1+Mentor) สู ง กว า กลุ ม ทดลองที่ 2 การเรียนรูรวมกันเปนคู (2:1) มีคาเทากับ 1.60 ซึ่งสูงกวาอยางไมมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุมทดลองที่ 2 การเรียนรูรวมกันเปนคู (2:1) สูงกวากลุมทดลองที่ 1 การเรียนรูดวย ตนเอง (1:1) มีคาเทากับ 1.95 ซึ่งสูงกวาอยางไมมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุม ทดลองที่ 3 การเรียนรูรวมกันเปนคูแบบมีพี่เลี้ยง (2:1+Mentor) สูงกวากลุมทดลองที่ 1 การเรียนรูดวยตนเอง (1:1) มีคาเทากับ 3.55 ซึ่งสูงกวาอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05


บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและขอเสนอแนะ การพั ฒ นาและหาประสิ ท ธิ ภ าพบทเรี ย นคอมพิ ว เตอร ช ว ยสอนแบบทบทวน และ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอร ในกลุมสาระการ เรียนรูคณิตศาสตร สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน การวิจัยในครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental) มีวัตถุประสงคในการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่ อ พั ฒ นาบทเรี ย นคอมพิว เตอรชว ยสอนแบบทบทวน ในกลุ มสาระการเรี ย นรู คณิตศาสตรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 2. เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบทบทวน ที่พัฒนาขึ้น โดยใชสูตรของเมกุยแกนส 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่พัฒนาขึ้นพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร ชวยสอนแบบทบทวน ที่พัฒนาขึ้นระหวางกลุมที่เรียนรูดวยตนเองกับกลุมที่เรียนรูรวมกัน 2 วิธี คือ เรียนรูรวมกันเปนคู และเรียนรูรวมกันเปนคูโดยมีพี่เลี้ยง การวิจัยในครั้งนี้ไดตั้งสมมติฐานการวิจัย ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบทบทวนที่พัฒนาขึ้นมีคาสูงกวา 1.00 ตามสูตรของเมกุยแกน 2. ผลสั ม ฤทธิ์ทางการเรี ยนหลั งเรียนด ว ยบทเรียนคอมพิว เตอรชวยสอนของกลุมที่ เรียนรูรวมกันเปนคูโดยมีพี่เลี้ยงสูงกวากลุมที่เรียนรูรวมกันเปนคู 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนของกลุมที่ เรียนรูรวมกันเปนคูโดยมีพี่เลี้ยงสูงกวากลุม ที่เรียนรูดวยตนเอง 4. ผลสัม ฤทธิ์ ทางการเรียนหลั งเรียนดว ยบทเรี ยนคอมพิว เตอรชวยสอนของกลุมที่ เรียนรูรวมกันเปนคูสูงกวากลุมที่เรียนรูดวยตนเอง ประชากรและกลุมตัวอยางในการวิจัยในครั้งนี้ เปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 และ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 สังกัดกรุงเทพมหานคร ไดคัดเลือกกลุมตัวอยางเปนนักเรียน ชั้นประถมศึกษา ปที่ 5 และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนสุเหราคลองหนึ่ง สํานักงาน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549 เครื่องมือที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ แบงออกเปน บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนแบบทบทวน ในกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 แบบทดสอบกอน เรียน และแบบทดสอบ


56 วิธีดําเนินการวิจัยในครั้งนี้ ผูวิจัยไดศึกษาขอมูลเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทําการวิเคราะหเนื้อหาและกําหนดวัตถุประสงคเชิงพฤติกรรมไดจํานวน 55 วัตถุประสงค จากนั้น ออกขอสอบใหสอดคลองกับวัตถุประสงคที่กําหนดไว ซึ่งเปนแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ตอบถูก ได 1 คะแนน ตอบผิดได 0 คะแนน จํานวน 165 ขอ แลวจึงนําขอสอบที่ไดใหผูเชี่ยวชาญ ประเมินคาความสอดคลอง เมื่อผูเชี่ยวชาญประเมินแลวไดนําขอสอบไปทดลองใชกับนักเรียน ชั้นประถมศึกษา ปที่6 โรงเรียนสุเหราคลองหนึ่ง สํานักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ที่ผานการเรียนคณิตศาสตร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 มาแลว ในระหวางวันที่ 8-10 มกราคม 2550 จํานวน 30 คน และนําผลคะแนนที่ไดไปหาคาความยากงาย คาอํานาจจําแนก เพื่อคัดเลือก ขอสอบที่ผานเกณฑมาตรฐาน โดยไดขอสอบที่ผานเกณฑจํานวน 135 ขอ แบงเปนคําถาม ระหวางเรียน 55 ขอ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 55 ขอ แลวจึงนําแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิท์ ี่ไดไปบรรจุลงในบทเรียน บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน สรางโดยใชโปรแกรม Macromedia Flash 8 ซึ่งมี รายละเอียดประกอบดวยแบบทดสอบกอนเรียน เนื้อหาพรอมขอคําถาม และแบบทดสอบหลัง เรียน นําบทเรียนที่สรางขึ้นใหอาจารยที่ปรึกษาและผูเชี่ยวชาญตรวจสอบ พรอมทั้งปรับปรุง แกไข แลวจึงนําแบบทดสอบไปใชกับกลุมตัวอยาง ซึ่งเปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 และ ชั้ น ประถมศึ ก ษาป ที่ 6 ในโรงเรี ย นสุ เ หร า คลองหนึ่ ง สํ า นั ก งานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร จํานวนทั้งหมด 70 คน ในภาคเรียน ที่ 2 ปการศึกษา 2550 ระหวางวันที่ 2830 มีนาคม 2550 แลวจึงนําคาที่ไดวิเคราะหผลทางสถิติตอไป มีการวิเคราะหขอมูล โดยการหาคาเฉลี่ยเลขคณิต และคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห คุ ณ ภาพของแบบทดสอบ โดยใช ค า ความสอดคล อ งระหว า งข อ สอบและวั ต ถุ ป ระสงค เ ชิ ง พฤติกรรม คาความยากงาย คาอํานาจจําแนก และคาความเชื่อมั่น วิเคราะหหาประสิทธิภาพ ของบทเรียน โดยใชสูตรของเมกุยแกนส 5.1 สรุปผลการวิจัย ผูวิจัยไดดําเนินการทดลองและสรุปผลการวิจัยได ดังนี้ 5.1.1 บทเรียนคอมพิวเตอรชว ยสอนที่ผูวิจัยสรางขึ้นมีประสิทธิภาพ เทากับ 1.02 5.1.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนของกลุมที่ เรียนรูรวมกันเปนคูโดยมีพี่เลี้ยงสูงกวากลุมที่เรียนรูรวมกันเปนคูอยางไมมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 5.1.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนของกลุมที่เรียนรู รวมกันเปนคูโดยมีพี่เลี้ยงสูงกวากลุมที่เรียนรูดวยตนเองอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.1.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนของกลุมที่ เรียนรูรวมกันเปนคูสูงกวากลุมที่เรียนรูดวยตนเองอยางไมมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05


57

5.2 อภิปรายผลการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ สามารถอภิปรายผลไดดังนี้ 5.2.1 ประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน คํานวณโดยการใชสูตรของ เมกุยแกนส มีคาเทากับ 1.02 ซึ่งสูงกวา 1.00 ถือวามีประสิทธิภาพ เนื่องมาจากกระบวนการในการพัฒนา บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนไดผานการต���วจสอบจากผูเชี่ยวชาญ นําเสนอเนื้อหาเปนลําดับ ขั้นมีสวนประกอบดวยภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง ขอความ จึงกระตุนใหผูเรียนเกิดความ ต องการที่ จะเรี ยนรู และสนุ ก สนานไปกั บ การเรี ยน ซึ่ง สอดคล องกั บ ผลการวิจั ย ของ มานะ (2549) ไดทําการวิจัยเพื่อพัฒนาชุดบทเรียนมัลติมีเดียเพื่อการสอนคนหู หนวก เรื่อง พุทธ ประวัติ ผลการวิจัยพบวา บทเรียนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเทากับ 1.015 5.2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนของกลุมที่ เรียนรูรวมกันเปนคูโดยมีพี่เลี้ยงสูงกวากลุมที่เรียนรูรวมกันเปนคูอยางไมมีสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ซึ่งไมเปนไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว อาจเนื่องมาจากพี่เลี้ยงซึ่งเปนนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 6 ที่นํามาเปนกลุมทดลองในครั้งนี้ ไดมาโดยวิธีการสุมอยางงายจากจํานวน นักเรียนทั้งหมด 103 คน ซึ่งการสุมอาจสุมไดพี่เลี้ยงที่มีความรูและทักษะทางคณิตศาสตร คอนขางนอย รวมทั้งอาจมีทักษะในการถายทอดและการอธิบายไมชัดเจน 5.2.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนของกลุมที่ เรียนรูรวมกันเปนคูโดยมีพี่เลี้ยงสูงกวากลุมที่เรียนรูดวยตนเองอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เนื่องมาจากผูเรียนไดชวยเหลืออธิบายและแลกเปลี่ยนความรูซึ่งกันและกัน รวมทั้งได พี่เลี้ยงซึ่งเปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 มีความรูและทักษะที่สูงกวาชวยเหลือ จึงทําให เขาใจในเนื้อหาเพิ่มมากยิ่งขึ้น จึงสงผลใหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนดวยบทเรียนสูงขึ้น ซึ่งเปนไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว และสอดคลองกับงานวิจัยของขวัญเรือน (2546) ไดศึกษาผล ของการเรียนรูรวมกันในการจัดกิจกรรมภายหลังการเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน เรื่อง ระบบนิเวศที่มีตอการแกปญหาเชิงวิทยาศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 พบวา นักเรียนที่มีการเรียนรูรวมกันในการจัดกิจกรรมภายหลังการเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอร ชวยสอนและกลุมที่ไมมีการเรียนรูรวมกัน ในการจัดกิจกรรมภายหลังการเรียนดวยบทเรียน คอมพิวเตอรชวยสอน มีการแกปญหาเชิงวิทยาศาสตรแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 5.2.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนดวยบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนของกลุมที่ เรียนรูรวมกันเปนคูไมสูงกวากลุมที่เรียนรูดวยตนเองอยางมีไมนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึง่ ไมเปนไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว อาจเนื่องมาจากกลุมที่เรียนรูรวมกันเปนคูเปนการจัดกลุมตาม ความสมัครใจ ซึ่งอาจไดกลุมที่ผูเรียนมีความรูและทักษะในวิชาคณิตศาสตรอยูในระดับต่ําทั้งคู ทําใหไมสามารถชวยเหลือหรือแลกเปลี่ยนความรูกันไดมากนัก


58 5.3 ขอเสนอแนะ 5.3.1 ขอเสนอแนะในการนําไปใช 5.3.1.1 ความพร อ มของห อ งเรี ย นจะมี ผ ลต อ ความสนใจของนั ก เรี ย น ควรจั ด เตรียมหองเรียนและอุปกรณใหพรอมกอนทําการทดลอง 5.3.1.2 ขนาดห อ งเรี ย นจะมี ผลตอ การเรีย นของผู เ รี ย นเนื่ องจากบางกลุ ม ตอ ง ทดลอง 3 คนตอ 1 เครื่อง ควรจัดสถานที่ใหสะดวกแกการเรียน 5.3.1.4 ควรคั ด เลื อ กพี่ เ ลี้ย งที่ มี ค วามรู ใ นวิ ช าคณิต ศาสตร และมีทั ก ษะในการ อธิบายเปนอยางดี เพื่อชวยเหลือและอธิบายใหผูเรียนมีความเขาใจมากยิ่งขึ้น 5.3.2 ขอเสนอแนะในการวิจัยครั้งตอไป 5.3.2.1 ควรมี ก ารออกข อ สอบต อวั ต ถุ ป ระสงคใ ห ม ากยิ่ ง ขึ้น เพื่อ แบบทดสอบ จะไดจัดทําเปนแบบการสุมขอสอบได 5.3.2.2 ควรทํ า การวิ จั ย โดยพั ฒ นาบทเรี ย นคอมพิ ว เตอร ช ว ยสอนให มี ความสามารถในการวิ เ คราะห ผู เ รี ย นที่ เ รี ย นอ อ น ปานกลาง และเรี ย นเก ง แล ว คั ด เลื อ ก บทเรียนใหเหมาะกับผูเรียนแตละกลุม 5.3.2.3 ควรมี ก ารทดลองในรู ป แบบการทดลองอื่ น โดยมี ก ารจั ด กิ จ กรรมการ เรียนรูรวมกันในรูปแบบตางๆ กัน ใหเหมาะสมกับกลุมตัวอยางที่ทําการศึกษา 5.3.2.4 ควรทําการวิจัย โดยพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนในกลุมสาระการ เรียนรูอื่นๆ เพื่อชวยพัฒนาความรูและทักษะในดานอื่นๆ ดวย


บรรณานุกรม ภาษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพองคการรับสงสินคาและพัสดุภณ ั ฑ, 2545. กฤษมันต วัฒนาณรงค. เทคโนโลยีเทคนิคศึกษา. กรุงเทพมหานคร : สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกลาพระนครเหนือ, 2536. ขนิษฐา ชานนท. เทคโนโลยีการศึกษาปที่ 1 (ฉบับที่ 1). กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ ไทยวัฒนาพานิช, 2540. ขวัญเรือน พุทธรัตน. ผลของการเรียนรูรวมกันในการจัดกิจกรรมภายหลังการเรียนดวย บทเรียนคอมพิวเตอรชว ยสอน เรื่อง ระบบนิเวศที่มตี อการแกปญหาเชิงวิทยาศาสตร ของนักเรียนชัน้ มัธศึกษายมปที่ 1. วิทยานิพนธครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา โสตทัศนศึกษา ภาควิชาโสตทัศนศึกษา คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2546. ณัฐชัย อินทรสุวรรณ. ศึกษาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่องโจทยปญหาการ บวก ลบ ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โดยใชบทเรียนคอมพิวเตอรชว ยสอน. วิทยานิพนธศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2545. ถนอมพร เลาหจรัสแสง. คอมพิวเตอรชวยสอน. กรุงเทพมหานคร : ภาควิชาโสตทัศน ศึกษา คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2541. ทวีศักดิ์ กาญจนสุวรรณ. Multimedia ฉบับพื้นฐาน. พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : บริษัท เคทีพี คอม แอนด คอนซัลท จํากัด, 2546. ทักษิณา สวนานนท. คอมพิวเตอรเพื่อการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: องคการคาคุรุสภา, 2540. บุญชม ศรีสะอาด. วิจัยเบื้องตน. กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาสน, 2545. บุปผชาติ ทัฬหิกรณ. "มัลติมีเดียปฏิสมั พันธ." เอกสารประกอบการประชุมอบรมสัมมนา ศึกษานิเทศ. กรุงเทพ : สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี, 2538. (อัดสําเนา)


60 พิชัย ทองดีเลิศ. "การเรียนรูรวมกันผานเครือขายคอมพิวเตอร : ความสอดคลองของ เทคโนโลยีและวิธีการสําหรับการศึกษายุคใหม." วิทยาสารกําแพงแสน. 2 (2546) : 106. . การนําเสนอรูปแบบการเรียนรูรวมกันบนเครือขายคอมพิวเตอร สําหรับนิสิต ระดับปริญญาตรีที่มีรูปแบบการเรียนตางกัน. วิทยานิพนธครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการสื่อสารการศึกษา ภาควิชาหลักสูตร การสอนและเทคโนโลยี การศึกษา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2547. มนตชยั เทียนทอง. การออกแบบและพัฒนาคอรสแวรสําหรับบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน. กรุงเทพมหานคร : สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาพระนครเหนือ, 2545. มานะ ประทีปพรศักดิ์. การพัฒนาชุดบทเรียนมัลติมีเดียเพื่อการสอนคนหูหนวก เรื่อง พุทธประวัติ. วิทยานิพนธครุศาสตรอุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยี คอมพิวเตอร ภาควิชาคอมพิวเตอรศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกลาพระนครเหนือ, 2549. ยืน ภูวรรณ. "การใชไมโครคอมพิวเตอรชวยในการเรียนการสอน." ไมโครคอมพิวเตอร. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพซีเอ็ด, 2537. . "เทคโนโลยีกับการศึกษาในยุคโลกาภิวตั น." วารสารสุทธิปริทัศน. 9(ก.พ.-พ.ค.38) : 27. รชตพร สดสมศรี. การพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพ���วเตอรชวยสอน กลุม สาระการเรียนรูวิชาคณิตศาสตร เรื่องบทประยุกต ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 5. วิทยานิพนธครุศาสตรอุตสาหกรรมมหาบัณฑิต ภาควิชาครุศาสตรเทคโนโลยี สาขาวิชาเทคโนโลยีเทคนิคศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลา พระนครเหนือ, 2547. รัตนา จริงจิตร. การสรางและหาประสิทธิภาพชุดการสอนทฤษฎี วิชาโครงงาน ระดับ มัธยมศึกษาปที่ 3 ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนตน พุทธศักราช 2521. วิทยานิพนธครุศาสตรอตุ สาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร ภาควิชาคอมพิวเตอรศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลา พระนครเหนือ, 2549 รุจิเรข ปราชญากุล. การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง ระบบสมการ โดยใชสื่อประสมกับการสอนปกติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล จังหวัดฉะเชิงเทรา. วิทยานิพนธศลิ ปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศึกษาศาสตร-การสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2540 วารินทร รัศมีพรหม. สื่อการสอนเทคโนโลยีการศึกษา และการสอนรวมสมัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพชวนพิมพ, 2531.


61 วิภาวรรณ รมรื่นบุญกิจ. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง ความนาจะเปนและเจตคติตอวิชาคณิตศาสตร ระหวางกลุมที่สอนโดยการเรียนแบบ รวมมือกับกลุม ที่สอนแบบปกติ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนเทพลีลา กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธศลิ ปศาสตรมหาบัณฑิต (ศึกษาศาสตร-การสอน) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2542. ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ. เทคนิควิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : สุรีวิริยาสาสน, 2539. สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. คูมือครูสาระการเรียนรูพื้นฐาน คณิตศาสตร กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว, 2547. สมพงษ สิงหะพล. "เทคนิคการสอนของการเรียนแบบรวมมือ." วารสารสีมาจารย. ปที่ 13 (พฤศจิกายน - มีนาคม 2541) : 41-43. สํานักการศึกษา. ผลการประเมินความสําเร็จในการจัดการเรียนการสอน ชั้นป.1-6 โรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร. [ออนไลน] 2547. [สืบคนวันที่ 20 พฤษภาคม 2542]. จาก http://www.bmaeducation.in.th/content_view.aspx?con=636 สุพิน ดิษฐสกุล. "การเรียนรูรวมกัน." วารสารศึกษาศาสตรปริทศั น. 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2543) : 1-8. สุภิญญา สุพรรณการ. การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนเพื่อสอนเสริมคณิตศาสตร เรื่องรอยละ สําหรับนักเรียนที่มีความสามารถทางคณิตศาสตรสูงชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1. วิทยานิพนธวทิ ยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาวิทยาศาสตร(คอมพิวเตอร) บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบัง, 2543. สุรางค โควตระกูล. จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย , 2533. เสถียร พิริยะสุรวงศ. การสรางและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนระบบ มัลติมีเดีย วิชา วงจรไฟฟา 1 ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ สํานักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา พ.ศ.2545(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2546). ครุศาสตรอุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร ภาควิชา คอมพิวเตอรศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมกลาพระนครเหนือ, 2549. เสาวณีย สิกขาบัณฑิต. เทคโนโลยีทางการศึกษา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกลาพระนครเหนือ, 2528.


62 อารีย มีมุงกิจ. การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชว ยสอนเพื่อการสอนซอมเสริม วิชาคณิตศาสตร เรื่อง เศษสวน สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6. วิทยานิพนธ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการนิเทศ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2541. อุษาวดี จันทรสนธิ. การวิจัยวิธีสอนเพือ่ การเรียนรูแบบรวมมือกัน. ประมวลสาระชุดวิชาวิจัย หลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน. วิทยานิพนธศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2536. ภาษาอังกฤษ Bonk, Curtis J. and Wisher, Robert A. Applying Collaborative and E-learning to Military Distance Learning. United States Army Research Institute for the Behavioral and Socialsciences.[online] 2000 Available from : www.smith.edu/educ/people/r/554syl.htm D'souza, P.V. "A CAI Approach to Teacher on Office Technology Course." Journal of Educational Technology System. 1989: 135-140 Dufner D., Kwon O. and Rogers W. Enriching Asynchronous Learning Networks Through the Provision of Virtual Collaborative Learning Spaces : A Research Pilot. Proceedings of the 34th Hawaii Intermational Conference on System Science. (2001) Fredenburg, V.G. "Supplemental Visual Computer-Assisted Instruction and Achievement in Freshman College Calculus [Visualization]". Dissertation Abstracts International. 55 (July 1994): 59 A. Modisette,D.M. "Effects of Computer Assisted Instruction on Achievement in Remedial Secondary Mathermatic Computation". Dissertaition Abstracts International. 40 (October 1994): 5770-A Oden,R.E. "An Assessment of the Effectiveness of Computer Assisted Instruction on Altering Teacher Behavior and the Achievement and Attitude of Ninth Grade Per-Algerbra Mathematics Student". Dissertation Abstracts International. (August 1998): 355-A Panizt. Collaborative Versus Cooperative Learning- A Comparison of the Two Concepts Which Will Help Us Understand the Underlying Nature of Interactive Learning.[online]. Available


63 from:http://www.capecod.net/~tpanitz/tedspage/tedsarticles/ coopdefinition.html (10 March, 2001) Strothman, J. "Commodore Amigo Multimedia Vet Aid in presentation Training". Computer Picture a Supplement to AV Video. 14, 1996 Thirteen edonline. Cooperative and Collaborative Learning. [Online]. Available from : http://www.thirteen.org/edonline/concept2class/month5/index.html [2003, September 9] York University. Collaborative Learning. [Online]. Available from : http://www.yorku.ca/academicintegrity/collaborative1.htm [2003.]


ภาคผนวก ก คําอธิบายรายวิชา หัวเรื่องเนื้อหา


66 คําอธิบายรายวิชา กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 จํานวนเวลา 160 ชั่วโมงตอป ศึกษา ฝกทักษะการคิดคํานวณ และฝกการแกปญหาในสาระตอไปนี้ จํานวนที่มากกวา 1,000,000 การบอกจํานวน การอานและการเขียนตัวเลขแทนจํานวน คาประจําหลัก การเขียนในรูปกระจาย การเรียงลําดับจํานวน การประมาณ การประมาณคาใกลเคียง จํานวนเต็มสิบ การประมาณคาใกลเคียงจํานวนเต็มรอย การประมาณคาใกลเคียงจํานวนเต็มพัน การบวก การลบ การคูณ การหาร สมบัติการสลับทีข่ องการบวก สมบัติการเปลี่ยนกลุม ของการบวก การบวกลบระคน การคูณ การหาร สมบัติการสลับทีข่ องการบวก สมบัตกิ าร เปลี่ยนกลุมของการคูณ สมบัติการแจกแจง การคูณจํานวนที่มีหลายหลัก การหาร การหาร จํานวน ที่มีหลายหลัก การบวก ลบ คูณ หารระคน โจทยปญหา มุม การเรียกชื่อมุม การเขียนสัญลักษณแทนมุม ชนิดของมุม การวัดขนาดของมุม การสราง มุมโดยใชไมโพรแทรกเตอร เสนขนาน สัญลักษณแทนการขนาน วิธสี รางเสนขนานโดยใชไมฉาก แผนภูมิ แผนภูมิรูปภาพ แผนภูมิแทง แผนภูมิแทงที่มีการยนระยะของเสนแสดงจํานวน แผนภูมิแทงเปรียบเทียบ เศษสวน ความหมายของเศษสวน เศษสวนที่มีคาเทากัน (ของสิ่งของหนึ่งสิ่ง) เศษสวนที่มี คาเทากัน(ของสิ่งของหนึ่งกลุม) การทําเศษสวนใหตวั สวนมีคา ตามที่กําหนดให การเปรียบเทียบ เศษสวน เศษสวนอยางต่ํา การทําใหเปนเศษสวนอยางต่ํา เศษสวนที่เทากับจํานวนนับ จํานวน นับที่มีคาเทากับเศษสวน เศษสวนแทและเศษเกิน จํานวนคละ เศษเกินและจํานวนคละ การบวก ลบ คูณ หารเศษสวน การบวกลบคูณหารเศษสวนที่มีตวั สวนเทากัน การบวก ลบ เศษสวนที่มตี วั สวนไมเทากัน สมบัติการสลับทีข่ องการบวก สมบัตกิ ารเปลี่ยนกลุม ของ การบวก โจทยปญหาและสถานการณ การคูณจํานวนนับกับเศษสวน เศษสวนของเศษสวน การคูณ เศษสวนกับเศษสวน การหารเศษสวนดวยเศษสวน การแสดงวิธีการหารเศษสวนโจทยปญหา การคูณและการหารเศษสวน การบวก ลบ คูณ หารเศษสวนระคน โจทยปญหาและสถานการณ ทศนิยม ทศนิยมไมเกินสองตําแหนง คาของตัวเลขตามคาประจําหลัก การกระจายทศนิยม ไมเกินสองตําแหนง การเปรียบเทียบทศนิยมไมเกินสองตําแหนง ทศนิยมและเศษสวน การเขียน ทศนิยมเปนเศษสวน การเขียนเศษสวนเปนทศนิยม โจทยปญหาและสถานการณ สมบการบวก ลบ และคูณทศนิยม การบวกทศนิยมไมเกินสองตําแหนง สมบัติของการสลับที่ ของการบวก สมบัติการเปลี่ยนกลุมของการบวก โจทยปญหาการบวกทศนิยม การลบทศนิยม ไมเกินสองตําแหนง โจทยปญหาการลบทศนิยม โจทยปญหาระคนและสถานการณ บันทึก รายรับ-รายจายสวนตัว การคูณทศนิยม ที่ไมเกินสองตําแหนงกับจํานวนนับหลักเดียว สมบัติ การสลับทีข่ องการคูณ โจทยปญหาการคูณทศนิยม


67 หัวเรื่องเนื้อหา บทที่

ชื่อเรื่อง

1

จํานวนนับ

2

การบวก การลบ การคูณ การหารจํานวนนับ

3

มุม

4

เสนขนาน

5

สถิติและความนาจะเปนเบือ้ งตน

6

เศษสวน

7

การบวก การลบ การคูณ การหารเศษสวน


ภาคผนวก ข การวิเคราะหเนื้อหา การประเมินความสําคัญของเรื่อง เกณฑการพิจารณาหัวเรื่อง การวิเคราะหความสัมพันธ การจัดลําดับความสัมพันธของเนื้อหา กําหนดวัตถุประสงค การพิจารณาประเภทของวัตถุประสงค


70

ภาพที่ ข-1 การวิเคระหเนือ้ หา


71 การประเมินความสําคัญของเรื่อง โดยใช Topic Evaluation Sheet : List of Sub-Topic 1. จํานวนนับ 1.1 การอานและการเขียนตัวเลขแทนจํานวน 1.2 คาประจําหลัก 1.3 การเขียนในรูปกระจาย 1.4 การเรียงลําดับจํานวน 1.5 การประมาณคา 1.6 แบบรูปและความสัมพันธ 2. การบวก การลบ การคูณ การหารจํานวนนับ 2.1 สมบัติการบวก 2.2 สมบัติการคูณ 2.3 สมบัติการแจกแจง 2.4 การบวก การลบ 2.5 การคูณจํานวนที่มีหลายหลัก 2.6 การหาร 2.7 โจทยปญหาการบวก การลบ การคูณและการหาร 2.8 การบวก ลบ คูณ หารระคน 2.9 โจทยปญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน 3. มุม 3.1 การเรียกชื่อมุม จุดยอดมุมและแขนของมุม 3.2 การเขียนสัญลักษณแทนมุม 3.3 ชนิดของมุม 3.4 การวัดขนาดของมุม 3.5 การสรางมุมโดยใชไมโพรแทรกเตอร 4. เสนขนาน 4.1 เสนขนาน 4.2 สัญลักษณแสดงการขนาน 4.3 การสรางเสนขนานโดยใชไมฉาก

Criteria 1 2 3

Finalize A R

X X X X X X

X I X I I I

I I I I I I

9 9 9 9 9 9

X X X X X X X X X

I I I X X X X X X

I I I I I I I I I

9 9 9 9 9 9 9 9 9

X X X X X

X X I X X

I I I I I

9 9 9 9 9

X X X

I I X

I I I

9 9 9


72

List of Sub-Topic 5. สถิติและความนาจะเปนเบื้องตน 5.1 การเก็บรวบรวมขอมูลและการจําแนกขอมูล 5.2 แผนภูมิแทง 5.3 ความนาจะเปนเบื้องตน 6. เศษสวน 6.1 ความหมายของเศษสวน 6.2 การเปรียบเทียบเศษสวน 6.3 เศษสวนอยางต่ํา 6.4 เศษสวนที่เทากับจํานวนนับ 6.5 เศษสวนแทและเศษสวนเกิน 6.6 เศษเกินและจํานวนคละ 7.การบวก การลบ การคูณ การหารเศษสวน 7.1 การบวกและการลบเศษสวน 7.2 โจทยปญหาการบวกและการลบเศษสวน 7.3 การคูณเศษสวน 7.4 โจทยปญหาการคูณเศษสวน 7.5 การหารเศษสวน 7.6 โจทยปญหาการหารเศษสวน 7.7 การบวก ลบและคูณเศษสวนระคน 7.8 โจทยปญหาการบวก ลบและคูณเศษสวนระคน 7.9 แบบรูปและความสัมพันธ

1 2 3 A R

= = = = =

Promotes Problem Solving Promotes Learning Skill Promotes Transfer Value Accept Reject

Criteria 1 2 3

Finalize A R

X X X

X I X

I I I

9 9 9

X X X X X X

I I I I I I

I I I I I I

9 9 9 9 9 9

X X X X X X X X X

X X X X X X X X X

I I I I I I I I I

9 9 9 9 9 9 9 9 9


73 เกณฑในการพิจารณาหัวเรื่อง 1. การสงเสริมความสามารถในการแกปญ  หาในการเรียน (Promotes Problem Solving) X = สงเสริมการแกปญหาตางๆ ในการเรียนและการทํางานเปนอยางมาก ถาไมมีการศึกษาหัวเรื่องนีแ้ ลว จะไมสามารถแกปญหาไดลุลวง I = สงเสริมการแกปญหาตางๆ ในการเรียนและการทํางานในระดับปานกลาง O = เกือบจะไมชวยสงเสริมการแกปญหาตางๆ ในการเรียนและการทํางานผูเรียน จะศึกษาหัวเรือ่ งนี้หรือไม ก็สามารถแกปญหาไดพอกัน 2. การสงเสริมทักษะในการทํางานใหถูกตองสมบูรณ (Promotes Learning Skill) X = มีผลทําใหทักษะการทํางานถูกตองสมบูรณมากขึ้น หากไมไดศกึ ษาหัวเรื่องนี้ แลวจะทํางานไมไดผล I = มีผลทําใหทักษะการทํางานถูกตองสมบูรณขึ้นในระดับหนึ่ง O = เกือบจะไมมีผลตอทักษะการทํางานที่เกี่ยวของเลย ผูเรียนจะศึกษาหัวเรื่องนี้ หรือไมก็จะไดผลเหมือนกัน 3. การสงเสริมใหผูเรียนมีเจตคติที่ดี (Promotes Transfer Value) X = สงเสริมใหผูเรียนมีเจตคติทดี่ ีตอการเรียน หรือการทํางานอยางมาก I = อาจจะมีสวนชวยสงเสริมใหผูเรียนมีเจตคติที่ดตี อการเรียนหรือการทํางาน O = เกือบจะไมมีประโยชนในการสงเสริมใหผูเรียนมีเจตคติที่ดีตอการเรียน หรือการทํางานแตอยางใด เกณฑการพิจารณาตัดสินใจยอมรับ X X X X X X X

X X X I I I O

X I O X I O X


74 วิเคราะหความสัมพันธระหวาง Accepted Topic กับวัตถุประสงคแตละขอ: List of Sub-Topic 1. จํานวนนับ 1.1 การอานและการเขียนตัวเลขแทนจํานวน 1.2 คาประจําหลัก 1.3 การเขียนในรูปกระจาย 1.4 การเรียงลําดับจํานวน 1.5 การประมาณคา 1.6 แบบรูปและความสัมพันธ 2. การบวก การลบ การคูณ การหารจํานวนนับ 2.1 สมบัติการบวก 2.2 สมบัติการคูณ 2.3 สมบัติการแจกแจง 2.4 การบวก การลบ 2.5 การคูณจํานวนที่มีหลายหลัก 2.6 การหาร 2.7 โจทยปญหาการบวก การลบ การคูณและการหาร 2.8 การบวก ลบ คูณ หารระคน 2.9 โจทยปญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน 3. มุม 3.1 การเรียกชื่อมุม จุดยอดมุมและแขนของมุม 3.2 การเขียนสัญลักษณแทนมุม 3.3 ชนิดของมุม 3.4 การวัดขนาดของมุม 3.5 การสรางมุมโดยใชไมโพรแทรกเตอร 4. เสนขนาน 4.1 เสนขนาน 4.2 สัญลักษณแสดงการขนาน 4.3 การสรางเสนขนานโดยใชไมฉาก

Accepted Topic

List of Objective

9 9 9 9 9 9

2 1 1 1 3 1

9 9 9 9 9 9 9 9 9

2 2 1 2 1 1 4 1 1

9 9 9 9 9

1 1 1 1 1

9 9 9

1 1 1


75 List of Sub-Topic 5. สถิติและความนาจะเปนเบื้องตน 5.1 การเก็บรวบรวมขอมูลและการจําแนกขอมูล 5.2 แผนภูมิแทง 5.3 ความนาจะเปนเบื้องตน 6. เศษสวน 6.1 ความหมายของเศษสวน 6.2 การเปรียบเทียบเศษสวน 6.3 เศษสวนอยางต่ํา 6.4 เศษสวนที่เทากับจํานวนนับ 6.5 เศษสวนแทและเศษสวนเกิน 6.6 เศษเกินและจํานวนคละ 7.การบวก การลบ การคูณ การหารเศษสวน 7.1 การบวกและการลบเศษสวน 7.2 โจทยปญหาการบวกและการลบเศษสวน 7.3 การคูณเศษสวน 7.4 โจทยปญหาการคูณเศษสวน 7.5 การหารเศษสวน 7.6 โจทยปญหาการหารเศษสวน 7.7 การบวก ลบและคูณเศษสวนระคน 7.8 โจทยปญหาการบวก ลบและคูณเศษสวนระคน 7.9 แบบรูปและความสัมพันธ

Accepted Topic

List of Objective

9 9 9

1 3 1

9 9 9 9 9 9

1 1 1 1 1 2

9 9 9 9 9 9 9 9 9

2 2 1 1 1 1 1 1 1


76

Start

1

1 2 3 4 5 6 7

3

2

= = = = = = =

Selected Direction :

5

4

6

7

Stop

Network Diagram of Sub-Topic

จํานวนนับ การบวก การลบ การคูณ การหารจํานวนนับ มุม เสนขนาน สถิติและความนาจะเปนเบือ้ งตน เศษสวน การบวก การลบ การคูณ การหารเศษสวน

1

2

3

4

5

6

ภาพที่ ข-2 การจัดลําดับความสัมพันธของเนื้อหา โดยใช Network Diagram :

7


77 กําหนดวัตถุประสงค บทที1่ เรื่อง จํานวนนับ การอานและการเขียนตัวเลขแทนจํานวน 1.1 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถอานตัวเลขแทนจํานวนไดอยางถูกตอง 1.2 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถเขียนตัวเลขแทนจํานวนไดอยางถูกตอง คาประจําหลัก 1.3 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถบอกคาประจําหลักได การเขียนในรูปกระจาย 1.4 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถเขียนในรูปกระจายได การเรียงลําดับจํานวน 1.5 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถเรียงลําดับจํานวนได การประมาณคา 1.6 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถหาคาประมาณใกลเคียงจํานวน เต็มสิบได 1.7 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถหาคาประมาณใกลเคียงจํานวน เต็มรอยได 1.8 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถหาคาประมาณใกลเคียงจํานวน เต็มพันได แบบรูปและความสัมพันธ 1.9 เมื่อกําหนดแบบรูปของจํานวนให นักเรียนสามารถบอกจํานวนตอไปที่อยูใ นแบบรูป ที่กําหนดใหและบอกความสัมพันธได บทที่2 เรื่อง การบวก การลบ การคูณ การหารจํานวนนับ สมบัติการบวก 2.1 เมื่อกําหนดโจทยให นักเรียนสามารถใชสมบัติการ���ลับของการบวกได 2.2 เมื่อกําหนดโจทยให นักเรียนสามารถใชสมบัติการเปลี่ยนหมูของการบวกได สมบัติการคูณ 2.3 เมื่อกําหนดโจทยให นักเรียนสามารถใชสมบัติการสลับของการคูณได 2.4 เมื่อกําหนดโจทยให นักเรียนสามารถใชสมบัติการเปลี่ยนหมูของการคูณได สมบัติการแจกแจง 2.5 เมื่อกําหนดโจทยให นักเรียนสามารถใชสมบัติการแจกแจงได


78

การบวก การลบ 2.6 เมื่อกําหนดโจทยการบวกให นักเรียนสามารถหาคําตอบได 2.7 เมื่อกําหนดโจทยการลบให นักเรียนสามารถหาคําตอบได การคูณจํานวนที่มีหลายหลัก 2.8 เมื่อกําหนดโจทยการคูณจํานวนที่มีหลายหลักให นักเรียนสามารถหาคําตอบได การหาร 2.9 เมื่อกําหนดโจทยการหารให นักเรียนสามารถหาคําตอบได โจทยปญหาการบวก การลบ การคูณและการหาร 2.10 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการบวกให นักเรียนสามารถหาคําตอบได 2.11 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการลบให นักเรียนสามารถหาคําตอบได 2.12 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการคูณให นักเรียนสามารถหาคําตอบได 2.13 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการหารให นักเรียนสามารถหาคําตอบได การบวก ลบ คูณ หารระคน 2.14 เมื่อกําหนดโจทยการบวก ลบ คูณ หารระคนให นักเรียนสามารถหาคําตอบได โจทยปญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน 2.15 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการบวก ลบ คูณ หารระคนใหนักเรียนสามารถ หาคําตอบได บทที่3 เรื่อง มุม การเรียกชื่อมุม จุดยอดมุมและแขนของมุม 3.1 เมื่อกําหนดมุมให นักเรียนสามารถบอกชื่อมุม จุดยอดมุมและแขนของมุมได การเขียนสัญลักษณแทนมุม 3.2 เมื่อกําหนดมุมให นักเรียนสามารถเขียนสัญลักษณแทนมุมได ชนิดของมุม 3.3 เมื่อกําหนดมุมให นักเรียนสามารถจําแนกชนิดของมุมได การวัดขนาดของมุม 3.4 เมื่อกําหนดมุมให นักเรียนสามารถอานการวัดขนาดของมุมเปนองศาได การสรางมุมโดยใชไมโพรแทรกเตอร 3.5 เมื่อกําหนดขนาดของมุมให นักเรียนสามารถสรางมุมโดยใชไมโพรแทรกเตอรได


79 บทที4่ เรื่อง เสนขนาน เสนขนาน 4.1 เมื่อกําหนดเสนตรงหรือสวนของเสนตรงบนระนาบเดียวกันตั้งแตสองเสนขึ้นไป นักเรียนสามารถบอกไดวาเสนตรงหรือสวนของเสนตรงคูในขนานกัน สัญลักษณแสดงการขนาน 4.2 เมื่อกําหนดเสนตรงหรือสวนของเสนตรงบนระนาบเดียวกันตั้งแตสองเสนขึน้ ไป นักเรียนสามารถใชสญ ั ลักษณแทนการขนานได การสรางเสนขนานโดยใชไมฉาก 4.3 นักเรียนสามารถสรางเสนขนานโดยใชไมฉากได บทที5่ เรื่อง สถิติและความนาจะเปนเบื้องตน การเก็บรวบรวมขอมูลและการจําแนกขอมูล 5.1 เมื่อกําหนดขอมูลใหนักเรียนสามารถจําแนกขอมูลได แผนภูมิแทง 5.2 เมื่อกําหนดแผนภูมิแทงให นักเรียนสามารถอานขอมูลได 5.3 เมื่อกําหนดขอมูลให นักเรียนสามารถเขียนแผนภูมิแทงได 5.4 เมื่อกําหนดแผนภูมิแทงเปรียบเทียบให นักเรียนสามารถอานขอมูลได ความนาจะเปนเบื้องตน 5.5 เมื่อกําหนดเหตุการณใด เหตุการณหนึ่งให นักเรียนสามารถบอกไดวาเหตุการณ นั้นเกิดขึ้นอยางแนนอน,อาจจะเกิดขึ้นหรือไมก็ไดและไมเกิดขึ้นอยางแนนอน บทที6่ เรื่อง เศษสวน ความหมายของเศษสวน 6.1 เมื่อกําหนดเศษสวนให นักเรียนสามารถเขียนใหเปนเศษสวนที่มีคาเทาเดิม โดยมีตัวสวนที่กําหนดใหได การเปรียบเทียบเศษสวน 6.2 เมื่อกําหนดเศษสวนสองจํานวน นักเรียนสามารถเปรียบเทียบเศษสวนได เศษสวนอยางต่ํา 6.3 เมื่อกําหนดเศษสวนให นักเรียนสามารถทําเปนเศษสวนอยางต่ําได เศษสวนทีเ่ ทากับจํานวนนับ 6.4 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถเขียนในรูปเศษสวนได เศษสวนแทและเศษสวนเกิน


80 6.5 เมื่อกําหนดเศษสวนให นักเรียนสามารถไดวาเปนเศษสวนแท หรือเศษสวนเกิน เศษสวนเกินและจํานวนคละ 6.6 เมื่อกําหนดเศษเกินให นักเรียนสามารถเขียนในรูปจํานวนคละได 6.7 เมื่อกําหนดจํานวนคละให นักเรียนสามารถเขียนในรูปเศษเกินได บทที7่ เรื่อง การบวก การลบ การคูณ การหารเศษสวน การบวกและการลบเศษสวน 7.1 เมื่อกําหนดโจทยการบวกเศษสวนให นักเรียนสามารถหาคําตอบได 7.2 เมื่อกําหนดโจทยการลบเศษสวนให นักเรียนสามารถหาคําตอบได โจทยปญหาการบวกและการลบเศษสวน 7.3 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการบวกเศษสวนให นักเรียนสามารถหาคําตอบได 7.4 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการลบเศษสวนให นักเรียนสามารถหาคําตอบได การคูณเศษสวน 7.5 เมื่อกําหนดโจทยการคูณเศษสวนให นักเรียนสามารถหาคําตอบได โจทยปญหาการคูณเศษสวน 7.6 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการคูณเศษสวนให นักเรียนสามารถหาคําตอบได การหารเศษสวน 7.7 เมื่อกําหนดโจทยการหารเศษสวนให นักเรียนสามารถหาคําตอบได โจทยปญหาการหารเศษสวน 7.8 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการหารเศษสวนให นักเรียนสามารถหาคําตอบได การบวก ลบและคูณเศษสวนระคน 7.9 เมื่อกําหนดโจทยการบวก ลบ และคูณเศษสวนระคนให นักเรียนสามารถ หาคําตอบได โจทยปญหาการบวก ลบและคูณเศษสวนระคน 7.10 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการบวก ลบ และคูณเศษสวนระคนให นักเรียนสามารถ หาคําตอบได แบบรูปและความสัมพันธ 7.11 เมื่อกําหนดแบบรูปให นักเรียนสามารถบอกจํานวนตอไปและบอกความสัมพันธได


81 การพิจารณาประเภทของวัตถุประสงค โดยใช Object Analysis Listing : List of Objective บทที่ 1 จํานวนนับ 1.1 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถอานตัวเลข แทนจํานวนไดอยางถูกตอง 1.2 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถเขียน ตัวเลขแทนจํานวนไดอยางถูกตอง 1.3 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถบอก คาประจําหลักได 1.4 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถเขียน ในรูปกระจายได 1.5 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถ เรียงลําดับจํานวนได 1.6 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถ หาประมาณใกลเคียงจํานวนเต็มสิบได 1.7 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถ หาคาประมาณใกลเคียงจํานวนเต็มรอยได 1.8 เมื่อกําหนดจํานวนนับให นักเรียนสามารถ หาคาประมาณใกลเคียงจํานวนเต็มพันได 1.9 เมื่อกําหนดแบบรูปของจํานวนให นักเรียน สามารถบอกจํานวนตอไปที่อยูในแบบรูป ที่กําหนดใหและบอกความสัมพันธได บทที่ 2 การบวก การลบ การคูณ การหารจํานวนนับ 2.1 เมื่อกําหนดโจทยให นักเรียนสามารถใชสมบัติ การสลับของการบวกได 2.2 เมื่อกําหนดโจทยให นักเรียนสามารถใชสมบัติ การเปลี่ยนหมูของการบวกได 2.3 เมื่อกําหนดโจทยให นักเรียนสามารถใชสมบัติ การสลับของการคูณได 2.4 เมื่อกําหนดโจทยให นักเรียนสามารถใชสมบัติ การเปลี่ยนหมูของการคูณได

Level PK AK TK

Type C P A

3

3 3

3 3

3 3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3


82 List of Objective 2.5 เมื่อกําหนดโจทยให นักเรียนสามารถใชสมบัติ การแจกแจงได 2.6 เมื่อกําหนดโจทยการบวกให นักเรียนสามารถ หาคําตอบได 2.7 เมื่อกําหนดโจทยการลบให นักเรียนสามารถ หาคําตอบได 2.8 เมื่อกําหนดโจทยการคูณจํานวนที่มีหลายหลัก ใหนักเรียนสามารถหาคําตอบได 2.9 เมื่อกําหนดโจทยการหารให นักเรียนสามารถ หาคําตอบได 2.10 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการบวกให นักเรียน สามารถหาคําตอบได 2.11 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการลบให นักเรียน สามารถหาคําตอบได 2.12 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการคูณให นักเรียน สามารถหาคําตอบได 2.13 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการหารให นักเรียน สามารถหาคําตอบได 2.14 เมื่อกําหนดโจทยการบวก ลบ คูณ หารระคนให นักเรียนสามารถหาคําตอบได 2.15 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการบวก ลบ คูณ หาร ระคนให นักเรียนสามารถหาคําตอบได บทที่ 3 มุม 3.1 เมื่อกําหนดมุมให นักเรียนสามารถบอกชื่อมุม จุดยอดมุมและแขนของมุมได 3.2 เมื่อกําหนดมุมให นักเรียนสามารถเขียนสัญลักษณ แทนมุมได 3.3 เมื่อกําหนดมุมให นักเรียนสามารถจําแนกชนิด ของมุมได

Level PK AK TK

Type C P A

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3

3 3

3

3 3


83 List of Objective 3.4 เมื่อกําหนดมุมให นักเรียนสามารถอานการวัดขนาด ของมุมเปนองศาได 3.5 เมื่อกําหนดขนาดของมุมให นักเรียนสามารถสราง มุม โดยใชไมโพรแทรกเตอรได บทที่ 4 เสนขนาน 4.1 เมื่อกําหนดเสนตรงหรือสวนของเสนตรงบนระนาบ เดียวกันตั้งแตสองเสนขึ้นไป นักเรียนสามารถบอก ไดวาเสนตรงหรือสวนของเสนตรงคูในขนานกัน 4.2 เมื่อกําหนดเสนตรงหรือสวนของเสนตรงบนระนาบ เดียวกันตั้งแตสองเสนขึ้นไป นักเรียนสามารถใช สัญลักษณแทนการขนานได 4.3 นักเรียนสามารถสรางเสนขนานโดยใชไมฉากได บทที่ 5 สถิตแิ ละความนาจะเปนเบื้องตน 5.1 เมื่อกําหนดขอมูลใหนักเรียนสามารถจําแนกขอมูลได 5.2 เมื่อกําหนดแผนภูมิแทงให นักเรียนสามารถอาน ขอมูลได 5.3 เมื่อกําหนดขอมูลให นักเรียนสามารถเขียนแผนภูมิ แทงได 5.4 เมื่อกําหนดแผนภูมิแทงเปรียบเทียบให นักเรียน สามารถอานขอมูลได 5.5 เมื่อกําหนดเหตุการณใด เหตุการณหนึ่งให นักเรียน สามารถบอกไดวาเหตุการณนั้นเกิดขึ้นอยางแนนอน ,อาจจะเกิดขึ้นหรือไมก็ไดและไมเกิดขึ้นอยางแนนอน บทที่ 6 เศษสวน 6.1 เมื่อกําหนดเศษสวนให นักเรียนสามารถเขียนใหเปน เศษสวนที่มคี า เทาเดิม โดยมีตัวสวนที่กําหนดใหได 6.2 เมื่อกําหนดเศษสวนสองจํานวน นักเรียนสามารถ เปรียบเทียบเศษสวนได 6.3 เมื่อกําหนดเศษสวนให นักเรียนสามารถทําเปน เศษสวนอยางต่ําได

Level PK AK TK

Type C P A

3

3

3

3

3

3

3

3

3 3 3

3 3 3 3

3 3 3

3 3

3 3

3 3

3

3


84

List of Objective

Level PK AK TK

6.4 เมื่อกําหนดจํานวนนับใหสามารถเขียนในรูปเศษสวนได 3 6.5 เมื่อกําหนดเศษสวนให นักเรียนสามารถไดวาเปน 3 เศษสวนแท หรือเศษสวนเกิน 6.6 เมื่อกําหนดเศษเกินใหสามารถเขียนในรูปจํานวนคละได 3 6.7 เมื่อกําหนดจํานวนคละให นักเรียนสามารถเขียนใน 3 รูปเศษเกินได บทที่ 7 การบวก การลบ การคูณ การหารเศษสวน 7.1 เมื่อกําหนดโจทยการบวกเศษสวนให นักเรียน 3 สามารถหาคําตอบได 7.2 เมื่อกําหนดโจทยการลบเศษสวนให นักเรียน 3 สามารถหาคําตอบได 7.3 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการบวกเศษสวนให 3 นักเรียนสามารถหาคําตอบได 7.4 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการลบเศษสวนให 3 นักเรียนสามารถหาคําตอบได 7.5 เมื่อกําหนดโจทยการคูณเศษสวนให นักเรียน 3 สามารถหาคําตอบได 7.6 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการคูณเศษสวนให 3 นักเรียนสามารถหาคําตอบได 7.7 เมื่อกําหนดโจทยการหารเศษสวนให 3 สามารถหาคําตอบได 3 7.8 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการหารเศษสวนให นักเรียนสามารถหาคําตอบได 3 7.9 เมื่อกําหนดโจทยการบวก ลบ และคูณเศษสวน ระคนให นักเรียนสามารถหาคําตอบได 3 7.10 เมื่อกําหนดโจทยปญหาการบวก ลบ และคูณ เศษสวนระคนให นักเรียนสามารถหาคําตอบได 3 7.11 เมื่อกําหนดแบบรูปให นักเรียนสามารถบอกจํานวน ตอไปและบอกความสัมพันธได

Type C P A

3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3


ภาคผนวก ค การวิเคราะหความสอดคลองระหวางขอสอบกับวัตถุประสงค การวิเคราะหคาความยากงายและคาอํานาจจําแนก การวิเคราะหคาความเชื่อมัน่


86 ตารางที่ ค-1 ผลการวิเคราะหความสอดคลองระหวางขอสอบกับวัตถุประสงค ความคิดเห็น วัตถุประสงค ขอสอ ของผูเชี่ยวชาญ บทที่ รวม IOC S.D. ขอที่ บขอที่ ทานที่ ทานที่ ทานที่ 1 2 3 1 1.1 1 +1 +1 +1 3 1.0 0.00 2 +1 +1 +1 3 1.0 0.00 3 +1 +1 +1 3 1.0 0.00 1.2 4 1 1 1 3 1.0 0.00 5 1 1 1 3 1.0 0.00 6 1 1 1 3 1.0 0.00 1.3 7 1 1 1 3 1.0 0.00 8 1 1 1 3 1.0 0.00 9 1 1 1 3 1.0 0.00 1.4 10 1 1 1 3 1.0 0.00 11 1 1 1 3 1.0 0.00 12 1 1 1 3 1.0 0.00 1.5 13 1 1 1 3 1.0 0.00 14 1 1 1 3 1.0 0.00 15 1 1 1 3 1.0 0.00 1.6 16 1 1 1 3 1.0 0.00 17 1 1 1 3 1.0 0.00 18 1 1 1 3 1.0 0.00 1.7 19 1 1 1 3 1.0 0.00 20 1 1 1 3 1.0 0.00 21 1 1 1 3 1.0 0.00 1.8 22 1 1 1 3 1.0 0.00 23 1 1 1 3 1.0 0.00 24 1 1 1 3 1.0 0.00 1.9 25 1 1 1 3 1.0 0.00 26 1 1 1 3 1.0 0.00 27 1 1 1 3 1.0 0.00

สรุปผล ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได


87 ตารางที่ ค-1 (ตอ) ความคิดเห็น วัตถุประสงค ขอสอ ของผูเชี่ยวชาญ บทที่ รวม IOC S.D. ขอที่ บขอที่ ทานที่ ทานที่ ทานที่ 1 2 3 2 2.1 28 +1 +1 +1 3 1.0 0.00 29 +1 +1 +1 3 1.0 0.00 30 +1 +1 +1 3 1.0 0.00 2.2 31 1 1 1 3 1.0 0.00 32 1 1 1 3 1.0 0.00 33 1 1 1 3 1.0 0.00 2.3 34 1 1 1 3 1.0 0.00 35 1 1 1 3 1.0 0.00 36 1 1 1 3 1.0 0.00 2.4 37 1 1 1 3 1.0 0.00 38 1 1 1 3 1.0 0.00 39 1 1 1 3 1.0 0.00 2.5 40 1 1 1 3 1.0 0.00 41 1 1 1 3 1.0 0.00 42 1 1 1 3 1.0 0.00 2.6 43 1 1 1 3 1.0 0.00 44 1 1 1 3 1.0 0.00 45 1 1 1 3 1.0 0.00 2.7 46 1 1 1 3 1.0 0.00 47 1 1 1 3 1.0 0.00 48 1 1 1 3 1.0 0.00 2.8 49 1 0 1 2 0.7 0.58 50 1 0 1 2 0.7 0.58 51 1 0 1 2 0.7 0.58 2.9 52 1 0 1 2 0.7 0.58 53 1 0 1 2 0.7 0.58 54 1 0 1 2 0.7 0.58

สรุปผล ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได


88 ตารางที่ ค-1 (ตอ) ความคิดเห็น วัตถุประสงค ขอสอ ของผูเชี่ยวชาญ บทที่ รวม IOC S.D. ขอที่ บขอที่ ทานที่ ทานที่ ทานที่ 1 2 3 2 2.10 55 1 0 1 2 0.7 0.58 56 1 0 1 2 0.7 0.58 57 1 0 1 2 0.7 0.58 2.11 58 1 0 1 2 0.7 0.58 59 1 0 1 2 0.7 0.58 60 1 0 1 2 0.7 0.58 2.12 61 1 0 1 2 0.7 0.58 62 1 0 1 2 0.7 0.58 63 1 0 1 2 0.7 0.58 2.13 64 1 1 1 3 1.0 0.00 65 1 1 1 3 1.0 0.00 66 1 1 1 3 1.0 0.00 2.14 67 1 1 1 3 1.0 0.00 68 1 1 1 3 1.0 0.00 69 1 1 1 3 1.0 0.00 2.15 70 1 1 1 3 1.0 0.00 71 1 1 1 3 1.0 0.00 72 1 1 1 3 1.0 0.00 3 3.1 73 1 1 1 3 1.0 0.00 74 1 1 1 3 1.0 0.00 75 1 1 1 3 1.0 0.00 3.2 76 1 1 1 3 1.0 0.00 77 1 1 1 3 1.0 0.00 78 1 1 1 3 1.0 0.00 3.3 79 1 1 1 3 1.0 0.00 80 1 1 1 3 1.0 0.00 81 1 1 1 3 1.0 0.00

สรุปผล ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได


89 ตารางที่ ค-1 (ตอ) ความคิดเห็น วัตถุประสงค ขอสอ ของผูเชี่ยวชาญ บทที่ รวม IOC S.D. ขอที่ บขอที่ ทานที่ ทานที่ ทานที่ 1 2 3 3 3.4 82 1 1 1 3 1.0 0.00 83 1 1 1 3 1.0 0.00 84 1 1 1 3 1.0 0.00 3.5 85 1 1 1 3 1.0 0.00 86 1 1 1 3 1.0 0.00 87 1 1 1 3 1.0 0.00 4 4.1 88 1 1 1 3 1.0 0.00 89 1 1 1 3 1.0 0.00 90 1 1 1 3 1.0 0.00 4.2 91 1 1 1 3 1.0 0.00 92 1 1 1 3 1.0 0.00 93 1 1 1 3 1.0 0.00 4.3 94 1 1 1 3 1.0 0.00 95 1 1 1 3 1.0 0.00 96 1 1 1 3 1.0 0.00 5 5.1 97 1 1 1 3 1.0 0.00 98 1 1 1 3 1.0 0.00 99 1 1 1 3 1.0 0.00 5.2 100 1 1 1 3 1.0 0.00 101 1 1 1 3 1.0 0.00 102 1 1 1 3 1.0 0.00 5.3 103 1 1 1 3 1.0 0.00 104 1 1 1 3 1.0 0.00 105 1 1 1 3 1.0 0.00 5.4 106 1 1 1 3 1.0 0.00 107 1 1 1 3 1.0 0.00 108 1 1 1 3 1.0 0.00

สรุปผล ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได


90 ตารางที่ ค-1 (ตอ) ความคิดเห็น วัตถุประสงค ขอสอ ของผูเชี่ยวชาญ บทที่ รวม IOC S.D. ขอที่ บขอที่ ทานที่ ทานที่ ทานที่ 1 2 3 5 5.5 109 1 1 1 3 1.0 0.00 110 1 1 1 3 1.0 0.00 111 1 1 1 3 1.0 0.00 6 6.1 112 1 1 1 3 1.0 0.00 113 1 1 1 3 1.0 0.00 114 1 1 1 3 1.0 0.00 6.2 115 1 1 1 3 1.0 0.00 116 1 1 1 3 1.0 0.00 117 1 1 1 3 1.0 0.00 6.3 118 1 1 1 3 1.0 0.00 119 1 1 1 3 1.0 0.00 120 1 1 1 3 1.0 0.00 6.4 121 1 1 1 3 1.0 0.00 122 1 1 1 3 1.0 0.00 123 1 1 1 3 1.0 0.00 6.5 124 1 1 1 3 1.0 0.00 125 1 1 1 3 1.0 0.00 126 1 1 1 3 1.0 0.00 6.6 127 1 1 1 3 1.0 0.00 128 1 1 1 3 1.0 0.00 129 1 1 1 3 1.0 0.00 6.7 130 1 1 1 3 1.0 0.00 131 1 1 1 3 1.0 0.00 132 1 1 1 3 1.0 0.00 7 7.1 133 1 1 1 3 1.0 0.00 134 1 1 1 3 1.0 0.00 135 1 1 1 3 1.0 0.00

สรุปผล ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได


91 ตารางที่ ค-1 (ตอ) ความคิดเห็น วัตถุประสงค ขอสอ ของผูเชี่ยวชาญ บทที่ รวม IOC S.D. ขอที่ บขอที่ ทานที่ ทานที่ ทานที่ 1 2 3 7 7.2 136 1 1 1 3 1.0 0.00 137 1 1 1 3 1.0 0.00 138 1 1 1 3 1.0 0.00 7.3 139 1 1 1 3 1.0 0.00 140 1 1 1 3 1.0 0.00 141 1 1 1 3 1.0 0.00 7.4 142 1 1 1 3 1.0 0.00 143 1 1 1 3 1.0 0.00 144 1 1 1 3 1.0 0.00 7.5 145 1 1 1 3 1.0 0.00 146 1 0 1 2 0.7 0.58 147 1 0 1 2 0.7 0.58 7.6 148 1 1 1 3 1.0 0.00 149 1 1 1 3 1.0 0.00 150 1 1 1 3 1.0 0.00 7.7 151 1 1 1 3 1.0 0.00 152 1 0 1 2 0.7 0.58 153 1 1 1 3 1.0 0.00 7.8 154 1 1 1 3 1.0 0.00 155 1 1 1 3 1.0 0.00 156 1 1 1 3 1.0 0.00 7.9 157 1 1 1 3 1.0 0.00 158 1 1 1 3 1.0 0.00 159 1 1 1 3 1.0 0.00 7.10 160 1 1 1 3 1.0 0.00 161 1 1 1 3 1.0 0.00 162 1 1 1 3 1.0 0.00

สรุปผล ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได ใชได


92 ตารางที่ ค-1 (ตอ) ความคิดเห็น วัตถุประสงค ขอสอ ของผูเชี่ยวชาญ บทที่ รวม IOC S.D. ขอที่ บขอที่ ทานที่ ทานที่ ทานที่ 1 2 3 7 7.11 163 1 1 1 3 1.0 0.00 164 1 1 1 3 1.0 0.00 165 1 1 1 3 1.0 0.00

สรุปผล ใชได ใชได ใชได

จากตารางที่ ค-1 ไดวัตถุประสงครวม 55 ขอ ออกขอสอบไดทั้งหมด 165 ขอ นําไปให ผูเชี่ยวชาญพิจารณา และนํามาหาคาเฉลี่ย และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แลวนํามาเทียบกับ เกณฑ ดังนี้ คาเฉลี่ยมากกวาหรือเทากับ 0.5 หมายความวาเปนขอสอบที่มีความเที่ยงตรงตาม เนื้อหา คาเฉลี่ยนอยกวา 0.5 เปนขอสอบที่ตองตัดทิ้งหรือแกไข และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไมเกิน 1.00 ถือวาเขาเกณฑ ผลการวิเคราะหขอมูล พบวา ขอสอบทั้ง 165 ขอ มีคาเฉลี่ยอยูระหวาง 0.7 ถึง 1.0 และ ขอสอบจึงนําไปใชไดทั้งหมด


93 ตารางที่ ค-2 ผลการวิเคราะหคาความยากงาย(p) คาอํานาจจําแนก(r) ของแบบทดสอบ ขอที่ 1 2 3 4 5 6 7* 8 9 10 11 12* 13 14* 15 16 17 18* 19 20 21 22 23 24 25 26* 27 28 29* 30

Ru 9 9 9 8 9

7 10 9 10 10 9 10 9 10 10 10 10 9 6 10 9 9 9 3 10 10 8 9 9 10

Rl 7 6 5 6 5 5 10 5 8 7 6 10 6 7 6 6 5 8 2 5 5 5 6 7 6 9 4 5 9 4

p 0.80 0.80 0.77 0.77 0.80 0.70 1.00 0.80 0.77 0.80 0.77 0.93 0.67 0.83 0.77 0.80 0.77 0.80 0.47 0.67 0.50 0.57 0.80 0.60 0.80 0.93 0.73 0.67 0.93 0.77

r 0.20 0.30 0.40 0.20 0.40 0.20 0.00 0.40 0.20 0.30 0.30 0.00 0.30 0.30 0.40 0.40 0.50 0.10 0.40 0.50 0.40 0.40 0.30 0.40 0.40 0.10 0.40 0.40 0.00 0.60

q 0.20 0.20 0.23 0.23 0.20 0.30 0.00 0.20 0.23 0.20 0.23 0.07 0.33 0.17 0.23 0.20 0.23 0.20 0.53 0.33 0.50 0.43 0.20 0.40 0.20 0.07 0.27 0.33 0.07 0.23

pq 0.16 0.16 0.18 0.18 0.16 0.21 0.00 0.16 0.18 0.16 0.18 0.06 0.22 0.14 0.18 0.16 0.18 0.16 0.25 0.22 0.25 0.25 0.16 0.24 0.16 0.06 0.20 0.22 0.06 0.18


94 ตารางที่ ค-2 (ตอ) ขอที่ 31 32* 33 34 35* 36 37 38 39 40 41* 42* 43 44 45* 46 47 48* 49 50 51 52 53 54 55* 56 57 58* 59 60

Ru 10 10 9 10 10 10 10 10 10 8 4 2 10 9 10 10 9 10 8 10 8 7 9 9 10 10 10 10 10 10

Rl 4 9 7 5 8 5 4 4 5 5 3 4 5 7 10 6 5 10 2 6 3 4 1 2 10 7 7 8 6 5

p 0.77 0.93 0.80 0.80 0.93 0.77 0.77 0.70 0.80 0.50 0.37 0.43 0.80 0.77 0.90 0.77 0.80 1.00 0.37 0.70 0.53 0.43 0.47 0.53 0.97 0.77 0.80 0.93 0.80 0.80

r 0.60 0.10 0.20 0.50 0.20 0.50 0.60 0.60 0.50 0.30 0.10 -0.20 0.50 0.20 0.00 0.40 0.40 0.00 0.60 0.40 0.50 0.30 0.80 0.70 0.00 0.30 0.30 0.20 0.40 0.50

q 0.23 0.07 0.20 0.20 0.07 0.23 0.23 0.30 0.20 0.50 0.63 0.57 0.20 0.23 0.10 0.23 0.20 0.00 0.63 0.30 0.47 0.57 0.53 0.47 0.03 0.23 0.20 0.07 0.20 0.20

pq 0.18 0.06 0.16 0.16 0.06 0.18 0.18 0.21 0.16 0.25 0.23 0.25 0.16 0.18 0.09 0.18 0.16 0.00 0.23 0.21 0.25 0.25 0.25 0.25 0.03 0.18 0.16 0.06 0.16 0.16


95 ตารางที่ ค-2 (ตอ) ขอที่ 61 62 63 64 65 66 67* 68 69 70 71 72 73 74* 75 76 77 78 79* 80 81 82 83 84 85 86 87 88 89 90

Ru 9 8 10 7 7 8 7 6 4 4 9 9 8 8 9 10 9 10 10 10 9 9 9 9 10 10 10 9 9 10

Rl 6 3 3 4 2 4 8 4 2 1 3 6 2 7 5 4 4 3 5 5 1 7 3 6 2 1 2 1 0 2

p 0.77 0.57 0.63 0.60 0.47 0.60 0.63 0.40 0.40 0.27 0.63 0.77 0.40 0.63 0.70 0.73 0.63 0.73 0.83 0.80 0.67 0.80 0.63 0.80 0.57 0.60 0.63 0.40 0.40 0.70

r 0.30 0.50 0.70 0.30 0.50 0.40 -0.10 0.20 0.20 0.30 0.60 0.30 0.60 0.10 0.40 0.60 0.50 0.70 0.50 0.50 0.80 0.20 0.60 0.30 0.80 0.90 0.80 0.80 0.90 0.80

q 0.23 0.43 0.37 0.40 0.53 0.40 0.37 0.60 0.60 0.73 0.37 0.23 0.60 0.37 0.30 0.27 0.37 0.27 0.17 0.20 0.33 0.20 0.37 0.20 0.43 0.40 0.37 0.60 0.60 0.30

pq 0.18 0.25 0.23 0.24 0.25 0.24 0.23 0.24 0.24 0.20 0.23 0.18 0.24 0.23 0.21 0.20 0.23 0.20 0.14 0.16 0.22 0.16 0.23 0.16 0.25 0.24 0.23 0.24 0.24 0.21


96 ตารางที่ ค-2 (ตอ) ขอที่ 91 92 93 94 95* 96 97 98 99 100 101 102 103 104 105 106 107* 108 109 110 111 112 113 114* 115 116* 117 118 119 120*

Ru 10 10 10 10 10 8 10 10 8 9 10 10 10 10 10 10 3 10 9 8 7 10 6 9 8 3 5 7 9 5

Rl 2 2 5 3 7 3 5 2 3 0 3 5 4 3 2 2 2 3 0 4 0 7 1 10 6 4 3 5 5 5

p 0.67 0.67 0.73 0.67 0.83 0.67 0.80 0.63 0.47 0.53 0.67 0.77 0.80 0.77 0.73 0.60 0.30 0.70 0.50 0.70 0.33 0.80 0.33 0.97 0.73 0.23 0.30 0.63 0.77 0.53

r 0.80 0.80 0.50 0.70 0.30 0.50 0.50 0.80 0.50 0.90 0.70 0.50 0.60 0.70 0.80 0.80 0.10 0.70 0.90 0.40 0.70 0.30 0.50 -0.10 0.20 -0.10 0.20 0.20 0.40 0.00

q 0.33 0.33 0.27 0.33 0.17 0.33 0.20 0.37 0.53 0.47 0.33 0.23 0.20 0.23 0.27 0.40 0.70 0.30 0.50 0.30 0.67 0.20 0.67 0.03 0.27 0.77 0.70 0.37 0.23 0.47

pq 0.22 0.22 0.20 0.22 0.14 0.22 0.16 0.23 0.25 0.25 0.22 0.18 0.16 0.18 0.20 0.24 0.21 0.21 0.25 0.21 0.22 0.16 0.22 0.03 0.20 0.18 0.21 0.23 0.18 0.25


97 ตารางที่ ค-2 (ตอ) ขอที่ 121* 122 123 124 125 126 127 128* 129 130 131 132* 133 134 135* 136 137 138* 139 140* 141 142 143* 144 145 146* 147 148* 149 150

Ru 10 10 8 9 10 8 9 10 10 10 10 10 10 10 9 8 10 9 8 10 10 9 10 9 9 10 10 10 9 8

Rl 8 7 6 3 4 4 4 7 7 7 7 9 6 5 9 5 7 8 6 8 7 6 8 5 6 8 8 9 7 6

p 0.93 0.80 0.77 0.47 0.67 0.57 0.73 0.87 0.77 0.80 0.80 0.97 0.80 0.80 0.90 0.73 0.80 0.87 0.77 0.90 0.80 0.80 0.93 0.80 0.80 0.93 0.80 0.93 0.80 0.60

r 0.20 0.30 0.20 0.60 0.60 0.40 0.50 0.30 0.30 0.30 0.30 0.10 0.40 0.50 0.00 0.30 0.30 0.10 0.20 0.20 0.30 0.30 0.20 0.40 0.30 0.20 0.20 0.10 0.20 0.20

q 0.07 0.20 0.23 0.53 0.33 0.43 0.27 0.13 0.23 0.20 0.20 0.03 0.20 0.20 0.10 0.27 0.20 0.13 0.23 0.10 0.20 0.20 0.07 0.20 0.20 0.07 0.20 0.07 0.20 0.40

pq 0.06 0.16 0.18 0.25 0.22 0.25 0.20 0.12 0.18 0.16 0.16 0.03 0.16 0.16 0.09 0.20 0.16 0.12 0.18 0.09 0.16 0.16 0.06 0.16 0.16 0.06 0.16 0.06 0.16 0.24


98

ตารางที่ ค-2 (ตอ) ขอที่ 151* 152 153 154* 155 156 157 158* 159 160* 161 162 163 164 165

Ru 10 9 5 10 9 10 10 10 9 10 5 8 9 10 5

Rl 9 7 0 9 6 7 8 9 6 10 2 6 6 7 1

p 0.90 0.77 0.40 0.97 0.80 0.80 0.77 0.93 080 1.00 0.40 0.70 0.70 0.77 0.30

r 0.10 0.20 0.50 0.10 0.30 0.30 0.20 0.10 0.30 0.00 0.30 0.20 0.30 0.30 0.40

q 0.10 0.23 0.60 0.03 0.20 0.20 0.23 0.07 0.20 0.00 0.60 0.30 0.30 0.23 0.70

pq 0.09 0.18 0.24 0.03 0.16 0.16 0.18 0.06 0.16 0.00 0.24 0.21 0.21 0.18 0.21

จากตารางที่ ค-2 นําขอสอบไปวิเคราะหหาคาความยากงาย(p) และคาอํานาจจําแนก(r) แลว นํามาเทียบกับเกณฑ ดังนี้ เกณฑคาความยากงายของขอสอบ (p) อยูระหวาง 0.2 ถึง 0.8 และ คาอํานาจจําแนกไมต่ํากวา 0.20 ซึ่งขอสอบที่มีเครื่องหมาย (*) หมายถึง ขอสอบที่คัดออก เนื่องจากไมตรงตามเกณฑมาตรฐาน ซึ่งขอสอบที่ผานการหาคุณภาพจํานวน 135 ขอ ขอสอบที่ใกลเคียงคามาตรฐานมากที่สุดจะคัดเลือกไปเปนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน โดยเลือกวัตถุประสงคละ 1 ขอ ไดจํานวนทั้งหมด 55 ขอและขอสอบที่ใกลเคียงเกณฑ คามาตรฐานรองลงมาจะคัดเลือกไปเปนคําถามในบทเรียน โดยเลือกวัตถุประสงคละ 1 ขอ เชนกัน ซึ่งไดจํานวนทั้งหมด 55 ขอ


99 ตารางที่ ค-2 ผลการวิเคราะหความเชื่อมัน่ ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ จํานวน 55 ขอ ของนักเรียน จํานวน 30 คน คนที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28

คะแนนที่ได 47 43 43 42 44 45 30 38 42 38 37 41 44 32 36 36 33 37 34 29 33 27 28 25 23 32 24 21

X2 2209 1849 1849 1764 1936 2025 900 1444 1764 1444 1369 1681 1936 1024 1296 1296 1089 1369 1156 841 1089 729 784 625 529 1024 576 441


100 คนที่ 29 30 คะแนนรวม

คะแนนที่ได 18 19 1021

X2 324 361 36723

จากตารางที่ ค-2 ไดนํามาวิเคราะหหาคาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบได ดังนี้ 1. หาคาความแปรปรวนของแบบทดสอบทั้งฉบับ (S2)

N∑ X 2 − ( ∑ X )2 S = N(N - 1) 2

30 × 36723 − (1021) 2 = 30(29)

= 68.10 2. หาคาความเชื่อมั่น

KR20

ของคูเดอร-ริชารดสัน (Kuder-Richardson)

rtt =

K ⎡ ∑ pq ⎤ 1− 2 K − 1 ⎢⎣ S ⎥⎦

=

55 ⎡ 12.40 ⎤ 1− 55 − 1 ⎢⎣ 68.10 ⎥⎦

= 0.83

ดังนั้น คาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบมีคาเทากับ 0.83 แสดงใหเห็นวาขอสอบดังกลาว มีคาความเชื่ออยูในเกณฑทเี่ หมาะสม แสดงวาแบบทดสอบนี้สามารถนําไปใชในการวิจัยได


ภาคผนวก ง การวิเคราะหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุม ที่เรียนรูดวยตนเอง (1:1) และหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน


102 ตารางที่ ง-1 การวิเคราะหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน ในกลุมที่เรียนรูดวยตนเอง (1:1) คนที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 ผลรวม คาเฉลีย่

แบบทดสอบกอนเรียน คะแนน รอยละ 25 45.45 33 60.00 29 52.73 28 50.91 30 54.55 33 60.00 23 41.82 39 70.91 30 54.55 22 40.00 34 61.82 30 54.55 30 54.55 35 63.64 30 54.55 33 60.00 21 38.18 29 52.73 34 61.82 31 56.36 599 29.95 54.45

แบบทดสอบหลังเรียน คะแนน รอยละ 39 70.91 50 90.91 48 87.27 47 85.45 48 87.27 50 90.91 40 72.73 52 94.55 51 92.73 43 78.18 50 90.91 47 85.45 48 87.27 51 92.73 46 83.64 49 89.09 42 76.36 48 87.27 51 92.73 49 89.09 949 47.45 86.27

จากตาราง นําคาเฉลี่ยที่ไดมาหาประสิทธิภาพบทเรียน โดยใชสูตรของเมกุยแกนส (Meguigans) คาอัตราสวนที่ไดจากสูตรนี้อยูระหวาง 0-2 ถาคาที่คํานวณไดมีคามากกวา 1.00 ถือวามีประสิทธิภาพ มีสูตร ดังนี้


103 Megugians Ratio =

M 2 − M1 M 2 − M1 + P - M1 P

=

47.45 - 29.95 47.45 - 29.95 + 55 - 29.95 55

=

17.50 17.50 + 25.05 55

0.70 + 0.32 = = 1.02 จากการวิเคราะหหาคาประสิทธิภาพของบทเรียนมีคาเทากับ 1.02 จึงถือวาบทเรียน มีประสิทธิภาพ


ภาคผนวก จ รายนามผูเชี่ยวชาญ หนังสือแตงตั้งผูเชี่ยวชาญ แบบประเมินความสอดคลองดานเนื้อหา แบบประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร ผลการประเมินความสอดคลองดานเนื้อหา ผลการประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร


106 รายนามผูเชีย่ วชาญ ดานเนื้อหา 1. ชื่อ - นามสกุล ตําแหนง

วุฒิการศึกษา 2. ชื่อ - นามสกุล ตําแหนง

วุฒิการศึกษา 3. ชื่อ - นามสกุล ตําแหนง

วุฒิการศึกษา

นายทวีศักดิ์ ทัศเจริญ อาจารย 2 ระดับ 7 โรงเรียนประชาราษฎรอุปถัมภวิทยา ถนนพระยาสุเรนทร แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร กศบ. ประถมศึกษา นางลาวัลย ชิตชวนกิจ อาจารย 1 ระดับ 5 โรงเรียนมีนบุรี ถนนสีหบุรานุกิจ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร คบ. คณิตศาสตร นางสาวกชกร ขบวนแกว อาจารย 1 ระดับ 5 โรงเรียนบางชัน(ปลื้มวิทยานุสรณ) ถนนพระยาสุเรนทร แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร คบ. คณิตศาสตร


107 รายนามผูเชีย่ วชาญ ดานเทคนิค 1. ชื่อ - นามสกุล ตําแหนง

อาจารยกฤช สินธนะกุล อาจารยประจําภาควิชาคอมพิวเตอรศึกษา คณะครุศาสตรอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาพระนครเหนือ

2. ชื่อ - นามสกุล ตําแหนง

อาจารยจิรพันธุ ศรีสมพันธุ อาจารยประจําภาควิชาคอมพิวเต���รศึกษา คณะครุศาสตรอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาพระนครเหนือ

3. ชื่อ - นามสกุล ตําแหนง

อาจารยสมคิด แซหลี อาจารยประจําภาควิชาคอมพิวเตอรศึกษา คณะครุศาสตรอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาพระนครเหนือ


108


109


110


111


112


113


114 แบบประเมินความสอดคลองดานเนือ้ หา คําชี้แจง

โปรดทําเครื่องหมาย 9 ลงในชองใหตรงกับความคิดเห็นของทาน ความคิดเห็น รายการประเมิน

ดีมาก

ดี

ปาน กลาง

ควร พอใช ปรับปรุ ง

เนื้อหาหลักสูตร 1. เนื้อหามีความสอดคลองกับวัตถุประสงค 2. ความถูกตองของเนื้อหา 3. ความชัดเจนในการอธิบายเนื้อหา 4. คําที่ใชเหมาะสมกับเนื้อหา และระดับ ของผูเรียน 5. ปริมาณเนื้อหาในแตละบทเรียน 6. การนําเสนอเนื้อหามีลําดับชัดเจน แบบฝกหัดและแบบทดสอบ 8. ความสอดคลองกับเนื้อหา 9. ความสอดคลองกับวัตถุประสงค 10. ความชัดเจนของคําถาม 11. ตัวลวงในโจทยมีคุณภาพ 12. ความเหมาะสมกับความสามารถ ของผูเรียน ขอเสนอแนะเพิ่มเติม ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... .......................................................................................... ................. ................. ............... ลงชื่อ........................................................ผูประเมิน (.......................................................) ............/.............../............


115 แบบประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร คําชี้แจง

โปรดทําเครื่องหมาย 9 ลงในชองใหตรงกับความคิดเห็นของทาน ความคิดเห็น รายการประเมิน

ภาพ เสียงและการใชภาษา 1. ภาพสื่อความหมายไดชัดเจน 2. ขนาดของภาพที่ใชประกอบ มีความเหมาะสม 3. ความเหมาะสมของเสียงประกอบ 4. การใชภาพเคลื่อนไหว 5. ความถูกตองของคําบรรยาย 6. ความชัดเจนของภาษา การออกแบบจอภาพ 7. ความเหมาะสมของแบบตัวอักษร 8. ความเหมาะสมของขนาดตัวอักษร 9. ความเหมาะสมของสีตัวอักษรกับพื้นหลัง 10. ความเหมาะสมในการจัดวางภาพ การจัดการบทเรียน 11. ความชัดเจนของคําอธิบายการใชงาน 12. ความเหมาะสมการใชงานของปุมควบคุม 13. ความตอเนื่องของการนําเสนอ 14. ความเหมาะสมของวิธีการโตตอบ กับบทเรียน 15. ความเหมาะสมของการสรุปเนื้อหา

ดีมาก

ดี

ปาน กลาง

ควร พอใช ปรับปรุ ง


116 ขอเสนอแนะเพิ่มเติม ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... ...........................................................................................

ลงชื่อ........................................................ผูประเมิน (.......................................................) ............/.............../............


117 การกําหนดเกณฑการใหคะแนนความสอดคลอง ของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา เปนดังนี้ ดีมาก กําหนดให 5 คะแนน ดี กําหนดให 4 คะแนน ปานกลาง กําหนดให 3 คะแนน พอใช กําหนดให 2 คะแนน ควรปรับปรุง กําหนดให 1 คะแนน การแปลผลความสอดคลอง ของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา โดยการกําหนดชวงของคาเฉลี่ยเปน ดังนี้ คาเฉลี่ย 4.50 - 5.00 หมายถึง ดีมาก คาเฉลี่ย 3.50 - 4.49 หมายถึง ดี คาเฉลี่ย 2.50 - 3.49 หมายถึง ปานกลาง คาเฉลี่ย 1.50 - 2.49 หมายถึง พอใช คาเฉลี่ย 1.00 - 1.49 หมายถึง ควรปรับปรุง ตารางที่ จ-1 ผลการประเมินความสอดคลองดานเนื้อหาของผูเชี่ยวชาญ รายการประเมิน เนื้อหาหลักสูตร 1. เนื้อหามีความสอดคลองกับ วัตถุประสงค 2. ความถูกตองของเนื้อหา 3. ความชัดเจนในการอธิบาย เนื้อหา 4. คําที่ใชเหมาะสมกับเนื้อหา และ ระดับของผูเรียน 5. ปริมาณเนื้อหาในแตละบทเรียน 6. การนําเสนอเนื้อหามีลําดับ ชัดเจน คาเฉลีย่

ผลการประเมิน ทานที่ ทานที่ ทานที่ 1 2 3

x

S.D.

ความ หมาย

5 5

5 5

5 5

5 5

0.00 0.00

ดีมาก ดีมาก

5

5

5

5

0.00

ดีมาก

5 5

4 4

5 5

4.7 4.7

0.58 0.58

ดีมาก ดีมาก

5 35

5 33

5 35

5 4.90

0.00 0.16

ดีมาก ดีมาก


118 ตารางที่ จ-1 (ตอ) รายการประเมิน แบบฝกหัดและแบบทดสอบ 8. ความสอดคลองกับเนื้อหา 9. ความสอดคลองกับวัตถุประสงค 10. ความชัดเจนของคําถาม 11. ตัวลวงในโจทยมีคุณภาพ 12. ความเหมาะสมกับความสามารถ ของผูเรียน คาเฉลีย่

ผลการประเมิน ทานที่ ทานที่ ทานที่ 1 2 3

x

S.D.

ความ หมาย

5 5 4 4

5 5 4 4

5 5 4 4

5 5 4 4

0.00 0.00 0.00 0.00

ดีมาก ดีมาก ดี ดี

5 23

4 22

5 23

4.7 4.53

0.58 0.12

ดีมาก ดีมาก


119 ตารางที่ จ-2 ผลการประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร ผลการประเมิน รายการประเมิน ทานที่ ทานที่ ทานที่ 1 2 3 ภาพ เสียงและการใชภาษา 1. ภาพสื่อความหมายไดชัดเจน 4 5 3 2. ขนาดของภาพที่ใชประกอบ มีความเหมาะสม 5 5 4 3. ความเหมาะสมของเสียงประกอบ 3 5 1 4. การใชภาพเคลื่อนไหว 4 5 4 5. ความถูกตองของคําบรรยาย 4 4 4 6. ความชัดเจนของภาษา 4 4 3 คาเฉลีย่ 24 28 19 การออกแบบจอภาพ 7. ความเหมาะสมของแบบตัวอักษร 4 5 4 8. ความเหมาะสมของขนาด ตัวอักษร 4 5 4 9. ความเหมาะสมของสีตัวอักษร กับพื้นหลัง 5 5 4 10. ความเหมาะสมในการจัดวางภาพ 4 5 4 คาเฉลีย่ 17 20 16 การจัดการบทเรียน 11. ความชัดเจนของคําอธิบาย การใชงาน 4 4 3 12. ความเหมาะสมการใชงานของ ปุมควบคุม 4 5 4 13. ความตอเนื่องของการนําเสนอ 4 5 3 14. ความเหมาะสมของวิธีการ โตตอบกับบทเรียน 4 5 2 15. ความเหมาะสมของการสรุป เนื้อหา 4 3 3 คาเฉลีย่ 20 22 15

x

S.D. ความหมาย

4.00 1.00 4.67 3.00 4.33 4.00 3.67 3.94

0.58 2.00 0.58 0.00 0.58 0.79

ดี ดีมาก ปานกลาง ดี ดี ดี ดี

4.33 0.58

ดี

4.33 0.58

ดี

4.67 0.58 4.33 0.58 4.42 0.58

ดีมาก ดี ดี

3.67 0.58

ดี

4.33 0.58 4.00 1.00

ดี ดี

3.67 1.53

ดี

3.33 0.58 3.80 0.85

ปานกลาง ดี


ภาคผนวก ฉ แบบทดสอบกอนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน เฉลยแบบทดสอบกอนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน


122 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียนและหลังเรียน กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร คําชี้แจง

ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 5

ใหเลือกคําตอบที่ถูกตองที่สดุ

1) ๑,๙๗๘,๔๕๓ อานวาอยางไร ก. สิบเกาลานเจ็ดหมื่นแปดพันสี่รอยหาสิบสาม ข. หนึ่งรอยเกาสิบเจ็ดลานแปดพันสี่รอยหาสิบสาม ค. หนึ่งรอยเกาสิบเจ็ดแสนแปดพันสี่รอยหาสิบสาม ง. หนึ่งลานเกาแสนเจ็ดหมื่นแปดพันสี่รอยหาสิบสาม 2) 35 ลาน 9 แสน 8 พัน 2 สิบ 7 หนวย คือจํานวนใด ก. 35,980,027 ข. 35,908,207 ค. 35,908,027 ง. 35,908,227 3) 6,580,438 เลขโดดที่ขดี เสนใตอยูในหลักใด และมีคาเทาใด ก. อยูในหลัก หมื่น มีคาเทากับ 80,000 ข. อยูในหลัก พัน มีคาเทากับ 8,000 ค. อยูในหลัก รอย มีคาเทากับ 800 ง. อยูในหลัก สิบ มีคาเทากับ 80 4) 5,608,023 จํานวนที่กําหนดใหเขียนในรูปกระจายไดอยางไร ก. 5,000,000 + 600,000 + 80,000 + 20 + 3 ข. 5,000,000 + 600,000 + 8,000 + 20 + 3 ค. 5,000,000 + 60,000 + 8,000 + 20 + 3 ง. 5,000,000 + 60,000 + 800 + 20 + 3 5) ขอใดเรียงลําดับจํานวนจากมากไปหานอย ก. 989,888 989,878 989,678 ค. 989,888 989,878 989,999

ข. 989,888 989,678 989,878 ง. 989,888 989,999 989,967

6) คาประมาณใกลเคียงจํานวนเต็มสิบของ 457,987 คือขอใด ก. 457,980 ข. 457,990 ค. 458,000 ง. 458,010 7) คาประมาณใกลเคียงจํานวนเต็มรอยของ 6,080,454 คือขอใด ก. 6,080,450 ข. 6,080,400 ค. 6,080,500 ง. 6,080,550 8) คาประมาณใกลเคียงจํานวนเต็มพันของ 6,080,853 คือขอใด ก. 6,080,800 ข. 6,080,900 ค. 6,081,000 ง. 6,082,000


123 9) จงพิจารณาแบบรูปตอไปนี้ 1, 3, ก. 4, 5 ค. 4, 6

2, 4, 3, 5, ........, ....... ตัวเลขใดหายไป ข. 5, 6 ง. 7, 8

10) 98,754 + … = 4,860 + 98,754 เลขใน … คือจํานวนใด ก. 4,860 ข. 5,678 ค. 13,614 ง. 103,614 11) 563 + (142 + 540) = (563 + …) + 540 เลขใน … คือจํานวนใด ก. 563 ข. 142 ค. 540 ง. 921 12) … × 2,772 = 2,772 × 5,000 เลขใน … คือจํานวนใด ก. 5,000 ข. 8,000 ค. 7,000 ง. 7,772 13) 8 × (10 × 33) = (… × 10) × 33 เลขใน … คือจํานวนใด ก. 8 ข. 10 ค. 33 ง. 183 14) 32 × (14 + 16) ขอใดแจกแจงไดถูกตอง ก. (32 + 14) × (32 + 16) ค. (32 × 14) × (32 × 16)

ข. (32 + 14) + (32 + 16) ง. (32 × 14) + (32 × 16)

15) 46,893 + 40,721 มีคาเทาใด ก. 86,724 ค. 87,614

ข. 87,324 ง. 87,714

16) 437,821 - 301,001 มีคาเทาใด ก. 136,820 ค. 137,820

ข. 136,720 ง. 138,720

17) 1,893 × 90 มีคาเทาใด ก. 170,170 ค. 170,370

ข. 170,270 ง. 170,470

18) 8,864 ÷ 8 มีคาเทาใด ก. 1,108 ค. 1,106

ข. 1,107 ง. 1,105


124 19) สมปองมีสม 74 เขง สมทรงมีสม 789 เขง รวมทั้งสองคนมีสมกี่เขง ก. 863 บาท ข. 963 บาท ค. 1,063 บาท ง. 2,063 บาท 20) นารีมีเงินอยู 300 บาท ตองการซื้���เสื้อราคา 875 บาท นารีตองหาเงินมาเพิ่มอีกกี่บาท ก. 575 บาท ข. 675 บาท ค. 775 บาท ง. 875 บาท 21) หนึ่งสัปดาหมี 7 วัน ถา 52 สัปดาหจะมีทั้งหมดกี่วัน ก. 364 วัน ข. 365 วัน ค. 366 วัน ง. 367 วัน 22) โรงงานผลิตปลากระปองไดวันละ 7,200 กระปอง บรรจุลงกลอง กลองละ 24 กระปอง จะบรรจุไดกี่กลอง ก. 300 กลอง ข. 400 กลอง ค. 500 กลอง ง. 600 กลอง 23) (863 × 30) - 999 มีคาเทาใด ก. 24,891 ค. 24,991

ข. 24,899 ง. 25,890

24) พัชรีผลิตขนมปงจํานวน 4,000 ชิ้น จัดใสถุง ถุงละ 25 ชิ้น แลวขายถุงละ 15 บาท คิดเปนเงินทั้งหมดเทาไร ก. 2,000 บาท ข. 2,200 บาท ค. 2,400 บาท ง. 2,600 บาท 25) จากรูปขอใดไมถูกตอง ว

ก. ข. ค. ง.

26) การเขียนสัญลักษณแทนมุมขอใดไมถูกตอง ท ธ

เรียกวามุม รลว หรือมุม วลร ลว และ ลร เปนแขนของมุม จุด ล เปนจุดยอดมุม รล และ ลว เปนแขนของมุม

ก. ∠ ธทน ข. ∠ ทธน ค. ∠ นธท ∧

ง. ทธน


125 27) จากรูปคือมุมชนิดใด ก. ข. ค. ง.

ว ล ร

มุมแหลม มุมฉาก มุมตรง มุมปาน

28) จากรูปมุม กขค มีขนาดกี่องศา ก

ก. 0 องศา ค. 90 องศา

ข. 45 องศา ง. 180 องศา

29) หากตองการสรางมุม วภย ใหมีขนาด 45 องศา จุด ว ควรอยูที่ตําแหนงใด 2

1

3 4

ภ ก. ตําแหนงที่ 1 ค. ตําแหนงที่ 3

ย ข. ตําแหนงที่ 2 ง. ตําแหนงที่ 4

30) จากรูปสวนของเสนตรงคูในขนานกัน ก.

ข.

ค.

ง.


126 31) จากรูปขอใดเขียนสัญลักษณแทนการขนานไดถูกตอง ก

ก. ข. ค. ง.

กข กค กข กค

// คง // ขง // คง // ขง

32) หากตองการสรางสวนของเสนตรง จอ ใหผานจุด ส และ ขนานกับสวนของเสนตรง ฉฮ ขอใดวางไมฉากไดอยางถูกตอง จ

ก.

ข. ฉ

ฮ จ

ค.

ง.

33) จากขอมูลผลการเลือกตัง้ สภานักเรียนขอใดกลาวไดถูกตอง หมายเลขผูสมัคร 1 2 3 4 ก. ข. ค. ง.

คะแนน 234 410 189 97

หมายเลย 1 ไดคะแนนเปนอันดับ 1 หมายเลย 3 ไดคะแนนสูงเปนอันดับ 3 หมายเลย 2 ไดคะแนน 189 คะแนน หมายเลข 4 ไดคะแนน 410 คะแนน


127 แสดงจํานวนการขายนมสดของรานสหกรณใน 1 สัปดาห

จํานวนนม(โหล)

60 50 40 30 20 10 0

วัน จันทร

อังคาร

พุธ

พฤหัสบดี

ศุกร

เสาร

อาทิตย

ใชแผนภูมิตอบคําถามตอไปนี้ 34) วันใดขายนมสดไดเทากัน ก. วันอาทิตยกับวันจันทร ข. วันจันทรกับวันพุธ ค. วันอังคารกับวันศุกร ง. วันพุธกับวันเสาร 35)จากขอมูลแสดงการปลูกไมผลของชาวสวนแหงหนึ่ง ขอใดเขียนแผนภูมิแทงไดอยางถูกตอง เงาะ ทุเรียน สมโอ ลองกอง

40 ตน 35 ตน 20 ตน 20 ตน แสดงการปลูกไมผ ลของชาวสวนแหงหนึ่ง

40

30

30

ข.

20 10

จํา นวน(ตน)

ก.

จํา นวน(ตน)

แสดงการปลูกไมผ ลของชาวสวนแหงหนึ่ง

40

เงาะ

ทุเรียน

สมโอ

30

30

ง.

20 10 ชื่อไมผ ล

ทุเรียน

สมโอ

ลองกอง

จํา นวน(ตน)

จํา นวน(ตน)

40

เงาะ

ทุเรียน

สมโอ

ลองกอง

แสดงการปลูกไมผ ลของชาวสวนแหงหนึ่ง

40

0

ชื่อไมผ ล

เงาะ

ลองกอง

แสดงการปลูกไมผ ลของชาวสวนแหงหนึ่ง

ค.

10 0

ชื่อไมผ ล

0

20

20 10 ชื่อไมผ ล

0 เงาะ

ทุเรียน

สมโอ

ลองกอง


128

จํานวน(ตน)

แสดงการเปรียบเทียบการปลูกไมผล ในสวนทองคําและสวนทองแดง

60 50 40 30 20 10 0

สวนทองคํา สวนทองแดง

ชื่อไมผล เงาะ

ทุเรียน

สมโอ

ลองกอง

ใชแผนภูมิตอบคําถามตอไปนี้ 36) สวนทองแดง และสวนทองคําปลูกเงาะทั้งหมดกี่ตน ก. 60 ตน ข. 70 ตน ค. 80 ตน ง. 90 ตน 37) มีโทรศัพทมือถือ ขนาด รูปรางเทากัน จํานวน 4 เครื่อง มีหนากากสีชมพู สีแดง สีน้ําเงิน และสีขาว ใหหยิบครั้งละ 1 เครื่องจะเกิดเหตุการณใด ก. หยิบไดสีชมพูครั้งแรก ข. หยิบไดสีขาวครั้งแรก ค. หยิบไดสีแดงครั้งแรก ง. หยิบไดสีชมพู สีขาว สีน้ําเงินหรือสีแดงก็ได 38)

3 เทากับเศษสวนในขอใด 6 2 ก. 6

ค.

5 10

ข.

4 6

ง.

8 12

39) ขอใดถูกตอง ก.

1 2 > 3 3

ข.

3 1 > 5 5

ค.

2 4 > 6 6

ง.

3 6 > 11 11

40) ขอใดไมสามารถทําเปนเศษสวนอยางต่ําไดเทากับ

5 9

ก.

10 18

ข.

15 27

ค.

20 36

ง.

25 44


129 41) เศษสวนใดตอไปนี้ขอใดเทากับจํานวนนับ ก. ค.

12 5 27 5

ข. ง.

21 5 40 5

42) เศษสวนในขอใดเปนเศษสวนเกิน ก. ค.

1 2 21 20

ข. ง.

43) จากรูปแสดงสวนที่แรเงาของจํานวนคละใด

2 6 4 ค. 1 6

3 6 5 ง. 1 6

ก. 1

ข. 1

44) ขอใดเขียนจํานวนคละของ 7 ก. ค.

3 8 9 15

31 4 25 24 3 6

3 ในรูปเศษเกินไดถูกตอง 4 28 ข. 4 21 ง. 4

1 3

45) จงหาคําตอบของ + = … ก. ค.

4 9 5 9

46) จงหาคําตอบของ ก. ค.

20 24 10 24

ข. ง. 15 10 − = … 24 24

ข. ง.

5 6 4 6

15 24 5 24


130 1 3 กิโลกรัม ซื้อปลา กิโลกรัม แมซื้อของทั้งสองอยางหนักกี่กิโลกรัม 2 4 8 7 ก. กิโลกรัม ข. กิโลกรัม 4 4 6 5 ค. กิโลกรัม ง. กิโลกรัม 4 4 1 1 48) แปงซื้อผามา 7 เมตร นําไปตัดเสื้อ 3 เมตร จะเหลือผาอีกกี่เมตร 2 2 1 ก. 4 เมตร ข. 4 เมตร 2 1 ค. 5 เมตร ง. 5 เมตร 2 3 49) จงหาคําตอบของ × 20 = … 5 1 ก. 12 ข. 12 2 3 ค. 11 ง. 11 5 1 50)มีขาวสารอยู 12 ถัง ขายไป ของขาวสารที่มีอยู ขายขาวสารไปกี่ถัง 4

47) แมซื้อไก

ก. 6 ถัง ค. 4 ถัง

ข. 5 ถัง ง. 3 ถัง

51) จงหาคําตอบของ ก. ค

13 21 11 21

52) มีขาวสารอยู

2 3 ÷ = … 7 5

ข. ง.

12 21 10 21

3 1 ถัง หุงรับประทานวันละ ถัง จะหุงขาวหมดภายในกี่วัน 4 20

ก. 12 วัน ค. 14 วัน

ข. 13 วัน ง. 15 วัน


131 7 1 53) จงหาคําตอบของ ⎛⎜ − ⎞⎟ × 4 = … 6 9 8 1 9

⎝9

3⎠

7 9 9 1 9

ก. 1

ข. 1

ง. 1 4

54) พลอยมีเงิน 80 บาท เพชรมีเงิน 1 ของพลอย เพชรมีเงินมากกวาพลอยเทาใด ก. 20 บาท ค. 100 บาท

ข. 45 บาท ง. 120 บาท 1 2 3 4 6 , , , , ......... , 5 10 15 20 30 5 ข. 25 6 ง. 25

55) จงเติมจํานวนที่สัมพันธกับแบบรูปทีก่ ําหนดให 5 20 5 ค. 30

ก.

...............................................................................


132 เฉลยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียนและหลังเรียน 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10 11. 12. 13. 14.

(ง) (ค) (ก) (ข) (ก) (ข) (ค) (ค) (ค) (ก) (ข) (ก) (ก) (ง)

15. 16. 17. 18. 19. 20. 21. 22. 23. 24. 25. 26. 27. 28.

(ค) (ก) (ค) (ก) (ก) (ก) (ก) (ก) (ก) (ค) (ง) (ก) (ก) (ค)

29. 30. 31. 32. 33. 34. 35. 36. 37. 38. 39. 40. 41. 42.

(ค) (ง) (ค) (ก) (ข) (ค) (ข) (ง) (ง) (ค) (ข) (ง) (ง) (ค)

43. 44. 45. 46. 47. 48. 49. 50. 51. 52. 53. 54. 55.

(ค) (ก) (ข) (ง) (ง) (ก) (ก) (ง) (ง) (ง) (ข) (ก) (ข)


ภาคผนวก ช ตัวอยางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน


134


135


136


137


138


139


140


141


142


143 ประวัติผูวิจยั ชื่อ ชื่อวิทยานิพนธ

สาขาวิชา ประวัติ ประวัติสวนตัว เกิดเมื่อวันที่ ภูมิลําเนาเดิม ประวัติการศึกษา พ.ศ. 2549

พ.ศ. 2543

พ.ศ.2539 พ.ศ.2533 ประวัติการทํางาน พ.ศ. 2543 พ.ศ. 2545

: นางสาวอมราพร ซี่โฮ : การพัฒนาและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียน ในกลุมสาระ การเรียนรูคณิตศาสตร ระหวางกลุมทีเ่ รียนรูดวยตนเองกับกลุมที่ เรียนรูรวมกัน 2 วิธี : เทคโนโลยีคอมพิวเตอร

23 กุมภาพันธ พ.ศ.2521 ตําบลทับเที่ยง อําเภอเมือง จังหวัดตรัง ระดับปริญญาโท ครุศาสตรอุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยี คอมพิวเตอร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาพระนครเหนือ ระดับปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอรศึกษา สถาบันราชภัฏจันทรเกษม ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง ระดับประถมศึกษา โรงเรียนทิพยรัตนวทิ ยา จังหวัดตรัง พนักงานสารสนเทศ 3 การกีฬาแหงประเทศไทย ขาราชการครูกรุงเทพมหานคร โรงเรียนสุเหราคลองหนึ่ง สํานักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร


corse bua