Issuu on Google+

เกษตรยุคใหม่หวั ใจสีเขียว ปี ที่1 ฉบับพิเศษ


การเกษตรแบบผสมผสาน เกษตรผสมผสาน หรื อไร่นาสวนผสม ไม่มีคาจากัดความ เพราะสามารถแตก แขนงออกได้ หลายแบบ ไม่มีการเจาะจงชนิดของพืชที่สามารถปลูก แต่การทาการเกษตรแบบผสมผสานนี ้นัน้ ภายในแปลงปลูกควรมีพชื พันธ์นานาชนิด มีความร่มรื่ น เย็นสบาย เพื่อให้ พชื หลายชนิดมี การเอื ้อเฟื อ้ ต่อกันได้ มากที่สดุ โดยส่วนใหญ่แล้ วพืชพันธุ์ที่พบภายในสวน มีทงไม้ ั ้ ผล ไม้ ยืนต้ น พืชผักสมุนไพร ผักพื ้นบ้ าน ผักป่ า ผักสวนครัว และอื่นๆ ที่ สามารถนามาใช้ ประโยชน์ได้ ทกุ อย่าง รวมทัง้ แปลงดอกไม้ แปลงข้ าว การเลี ้ยงปลาในนาข้ าว การเพาะพันธ์ปลาในบ่อ ปลา เรี ยกได้ วา่ เป็ นการผสมผสานทุกสิง่ ทุกอย่าง ในพื ้นที่จากัด 1-2 ไร่ได้ อย่างลงตัว และที่สาคัญ สามารถพึง่ พาตนเองได้ อย่างยัง่ ยืน

กิตติศกั ดิ์ จบกลาง บรรณาธิการ


Content ปี ที่ 1 ฉบับพิเศษ 1.หลักการเกษตรธรรมชาติ 2.การปลูกผักสวนผสม 13.เกษตรอินทรีย์กับเพิ่มผลผลิต 15.การกาจัดวัชพืช 16.การใช้ปุ๋ยอินทรีย์>>>การใช้สารเคมี


1

หลักเกษตรธรรมชาติ ถ้ า เราศึ ก ษาสภาพป่ าเราจะเห็ น ว่ า ในป่ ามี ต้ นไม้ นานาชนิดขึ ้นปะปนกันอยูเ่ ต็มไปหมด ผิวดินถูกปกคลุมไปด้ วยใบไม้ ที่หล่นทับถมกัน สัต ว์ ป่ าถ่ า ยมูลไว้ ที่ ผิวหน้ า ดิ น คลุก เคล้ า กับ ใบไม้ และซากพื ช มูลสัต ว์ ร วมทัง้ ซากสัต ว์ โดยมี สัตว์เล็กๆ เช่น ไส้ เดือน กิ ้งกือ จิ ้งหรี ด ฯลฯ กัดแทะเป็ นชิ ้นเล็กๆ และมีจลุ นิ ทรี ย์ที่อยูใ่ นดิน ช่วยย่อยสลายจนกลายเป็ นฮิวมัสซึง่ เป็ นแหล่ง ธาตุอาหารพืชและใช้ ในการเจริ ญเติบโตของ ต้ นไม้ ในป่ านันเอง ้ ดังนันจึ ้ งไม่จา เป็ นต้ องเอา ปุ๋ยเคมีไปใส่ในป่ า ซึง่ เกษตรกรสามารถเลียนแบบป่ าได้ โดยการใช้ ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน ้า ชีวภาพ และปุ๋ยพืชสด ใช้ ป๋ ยชี ุ วภาพ เช่น ไรโซเบียม ไมโครไรซ่า เป็ นต้ น ทดแทนการใช้ ป๋ ยเคมี ุ นอกจากนี ้ใบไม้ และ เศษพืชที่ปกคลุมผิวดินก็เป็ นการคลุมผิวหน้ าดินไว้ ป้องกัน การสูญเสียความชื ้นภายในดินทา ให้ หน้ าดินอ่อนนุม่ สะดวกต่อการไชชอนของรากพืช ถ้ าศึกษา ต่อไปจะพบว่า แม้ ไม่มีใครนา เอายาฆ่าแมลงไปฉีดพ่นให้ ต้นไม้ ในป่ า แต่ต้นไม้ ในป่ า ก็เจริ ญเติบโตแข็งแรงต้ านทานโรคและแมลงได้ นอกจากนี ้พืชในป่ าก็มิได้ เป็ นพืชชนิดเดียวกัน ทังหมดแต่ ้ เป็ นพืชหลากหลายชนิดทา ให้ มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีแหล่งอาหาร ที่หลากหลายของแมลง และแมลงบางชนิดก็เป็ นแมลงศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืช ดังนัน้ จึงเกิดสมดุลตามธรรมชาติโอกาสที่แมลงศัตรูพืชจะระบาดจนเกิดความเสียหายจึงมีน้อย ดังนัน้ เกษตรกรจึงสามารถจา ลองสภาพป่ าไว้ ในไร่ -นา โดยการปลูกพืชให้ หลากหลายชนิด หลักเกษตรธรรมชาติก็เป็ นหลักการที่เลียนแบบมาจากป่ าที่สมบูรณ์นนั่ เอง ซึง่ จะประกอบด้ วย การปฏิบตั ิการทางการเกษตรที่คา นึกถึง ดิน พืช และแมลง ไปอย่างพร้ อมกัน คือ 1. มีการปรับปรุ งดิน ให้ มีความอดุมสมบรู ณ์ ซึง่ สามารถทา ไดโดย 1) ปรับปรุ งดิน โดยใช้ ป๋ ยอนิ ุ ทรยี และปุ๋ยชวีภาพ : ปุ๋ยอินทรี ย์ ได้ แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ย น ้า ชีวภาพ ได้ แก่ ไรโซเบียม ไมโคไรซ่า ปุ๋ยเหล่านี ้จะให้ ทงธาตุ ั ้ อาหารหลัก และ ธาตุอาหาร รองแก่พืชอย่างครบถ้ วนจึงใช้ ทดแทนปุ๋ยเคมี 2) การคลุมดิน : ทา ได้ โดยใช้ เศษพืชต่าง ๆ จากไร่ -นา เช่นฟางหญ้ าแห้ ง ต้ นถัว่ ใบไม้ ขุยมะพร้ าว เศษเหลือทิ ้งจากไร่นา หรื อ กระดาษหนังสือพิมพ์ พลาสติกคลุมดิน หรื อการปลูกพืชคลุมดิน การคลุมดินมีประโยชน์หลายประการ คือ ช่วยป้องกันการ


2

ชะล้ างของหน้ าดิน 3) การปลูกพืชหมุนเวียน : เนื่องจากพืชแต่ละชนิดต้ องการธาตุอาหารแตกต่างกัน

ทังชนิ ้ ดและปริ มาณ อีกทังระบบรากยั ้ งมีความแตกต่างกันทังในด้ ้ านการแผ่กว้ างและหยัง่ ลึก ถ้ ามีการจัดระบบการปลูกพืชอย่างเหมาะสมแล้ วจะทา ให้ การใช้ ธาตุอาหารมีทงที ั ้ ่ถกู ใช้ และสะสมสลับกันไปทา ให้ ดินไม่ขาดธาตุอาหารธาตุใดธาตุหนึง่ หัวใจของเกษตรธรรมชาติอยูท่ ี่ดนิ ดี พืชที่ปลูกอยูบ่ นดินที่ดจี ะเติบโตแข็งแรงสามารถต้ านทาน การทา ลายของโรคและแมลงศัตรูพืชได้ และส่งผลให้ ได้ ผลผลิตดี การปลูกผักสวนผสม การปลูกพริก ความสาคัญพริก (chilli) เป็ นพืชผักที่ สาคัญอยูใ่ นตระกูล Solanaceae สา หรับพริ กที่นิยมปลูกในประเทศไทยมี 2 กลุม่ ได้ แก่ • พริ กหวาน พริ กหยวก พริ กชี ้ฟ้ า ที่อยู่ ในกลุม่ C. annuum • พริ กเผ็ดได้ แก่ พริ กขี ้หนูสวน พริ กขี ้หนูใหญ่ ที่อยูใ่ นกลุม่ C. furtescens พริ กเป็ นส่วนประกอบอาหารประจา ของคนไทยมาช้ านาน คนหลาย ๆ ชาติใช้ พริ กเป็ น ส่วนประกอบอาหารซึง่ แสดงให้ เห็นว่า พริ กเป็ นส่วนประกอบอาหารของคนเกือบทุกชนิด มี รายงานว่า • คนอินเดียบริ โภคพริ ก 2.5 กรัม/คน/วัน • คนไทยบริ โภคพริ ก 5 กรัม/คน/วัน • คนเม็กซิโกบริ โภคพริ ก 20 กรัม/คน/วัน • คนอเมริ กนั บริ โภคพริ ก 1.5 มิลลิกรัม/คน/วัน ประโยชน์ของพริ ก พริ กมีวิตามิน C สูง เป็ นแหล่งของกรด ascorbic acid ซึง่ สารเหล่านี ้ • ช่วยขยายเส้ นโลหิตในลา ไส้ และกระเพาะอาหารเพื่อให้ ดดู ซึมอาหารดีขึ ้น • ช่วยร่างกายขับถ่าย ของเสียและนา ธาตุอาหารไปยังเนื ้อเยื่อของร่างกาย ( tissue) สา หรับพริ กขี ้หนูสดและพริ กชี ้ฟ้ าของไทย มีปริ มาณวิตามิน ซี 87.0 - 90 มิลลิกรัม / 100 g


3

นอกจากนี ้พริ กยังมีสารเบต้ า - แคโรทีนหรื อวิตามิน A สูง (พริ กขี ้หนูสด 140 .77 RE ) พริ กยังมีสารสาคัญอีก 2 ชนิด ได้ แก่ Capsaicin และ Oleoresin • โดยเฉพาะสาร Capsaicin ที่ นา มาใช้ ในอุตสาหกรรมอาหาร และผลิตภัณฑ์รักษาโรค ในอเมริ กามีผลิตภัณฑ์จา หน่ายในชื่อ Cayenne สา หรับฆ่าเชื ้อแบคทีเรี ยในกระเพาะ • Capsaicin ยังมีคณ ุ สมบัติ ลดความเจ็บปวดของกล้ ามเนื ้อ หัวไหล่ แขน บันเอว ้ และ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และมีผลิตภัณฑ์จา หน่ายทังชนิ ้ ดเป็ นโลชัน่ และครี ม ( Thaxtra - P Capsaicin) แต่การใช้ ในปริ มาณที่มากเกินไป อาจมีผลกระทบต่ออาการหยุดชะงัก การทา งานของกล้ ามเนื ้อได้ เช่นกัน เพื่อความปลอดภัย USFDA ได้ กาหนดให้ ใช้ สาร capsaicin ได้ ที่ความเข้ มข้ น 0.75 % สา หรับเป็ นยารักษาโรค สีของพริ กมีหลากหลาย เขียว แดง เหลือง ส้ ม ม่วง และสีงาช้ าง โดยเฉพาะเมื่อนา มาปลูกในเขตร้ อนชื ้นที่ได้ รับแสงแดดตลอดวัน จะมีสี ( colorant) ที่สดใส ซึง่ สามารถนา มาใน อุตสาหกรรมอาหาร ทังการปรุ ้ งแต่งรสชาติ และสีสรร ( colouring spice ) ได้ ตามความต้ องการ ของผู้บริ โภคหลากหลายผลิตภัณฑ์ แนวโน้ มในอนาคต การผสมสีในอาหารจะมาจากธรรมชาติเป็ นส่วนใหญ่ และพริ กเป็ น พืชอายุสนั ้ ที่สามารถใช้ ประโยชน์ได้ ทงั ้ บริ โภคสดและแปรรูป หลายหลายชนิด ดังนันพริ ้ กจึงจัด ได้ เป็ นพืชผัก ที่มีศกั ยภาพของไทยชนิดหนึง่ แต่จา เป็ นจะต้ องพัฒนาทังระบบให้ ้ ครบวงจร เพื่อให้ มีมลู ค่าสูงขึ ้นกว่าที่เป็ นในปั จจุบนั พฤติกรรมการบริ โภคและความต้ องการอาหาร ในชีวิตประจา วันของผู้ค้น ในปั จจุบนั ให้ ความสนใจ ในอาหารทีมีคณ ุ ค่าและประโยชน์ตอ่ ร่างกาย สะอาด ปลอดภัยจากสิง่ ตกค้ างทังหลาย ้ โดยเฉพาะสารเคมี กระแสความเรี ยกร้ องสินค้ าและพืชชนิดที่มี คุณภาพมีเพิ่มมากขึ ้น ในตลาดที่สาคัญ ๆ โดยเฉพาะต่างประเทศ ได้ ให้ ความสาคัญมาตรฐาน สินค้ า การรับรองสินค้ า การรับรองสินค้ า การตรวจสอบแหล่งสินค้ าที่มาของสินค้ า ดังนัน้ ในระบบการผลิตสินค้ าเพื่อบริ โภค���ะต้ องมุง่ เน้ นผลิตภัณฑ์คณ ุ ภาพเริ่ มตัง้ แต่แหล่งผลิตวัตถุ ดิบจนถึงมือ ผู้บริ โภค ( From Farm to Table) การผลิตพริ กก็เช่นเดียวกัน จา เป็ นจะต้ องปรับ ระบบการผลิต ตังแต่ ้ การคัดเลือกที่เหมาะสมในท้ องถิ่นต่าง ๆ เพื่อให้ ได้ ผลผลิตเพิ่มขึ ้น คุณภาพ และคุณประโยชน์เพิ่มขึ ้น ใช้ วิธีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ลดการใช้ สารเคมีในการควบคุมศัตรู พืชและลดต้ นทุน มีการจัดการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ ได้ ผลผลิตที่คณ ุ ภาพ ลดความ เสียหาย และได้ รูปลักษณ์ที่ดี ตรงตามมาตรฐานทังตลาดภายใน ้ และต่างประเทศ ทังเพื ้ ่อการ บริ โภคสดและแปรรูปเป็ นผลิตภัณฑ์พริ กชนิดต่าง ๆ เช่น พริ กแห้ ง พริ กป่ น พริ กดอง ซ๊ อสพริ ก น ้าพริ ก เครื่ องแกง พริ กน ้าจิ ้มต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์ยารักษาโรค โดยมุง่ เน้ นการผลิตพริ กคุณ ภาพ เพื่อเป็ นเอกลักษณ์สนิ ค้ าของประเทศไทย


4

การปลูกหัวหอมแดง การเพาะปลูก การปลูกหัวหอมแดง พันธุ์ของหอมแดง : ที่นิยมปลูกในบ้ านเรา คือ 1. หอมแดงพันธุ์พืน้ เมืองภาคเหนือ ทางภาคเหนือเรี ยก หอมบั่ว เป็ น หอมแดงที่มีเปลือกนอกสีเหลืองปนส้ มขนาดหัวปานกลาง ลักษณะกลมสี ใน 1 หัวแยกได้ 2-3 กลีบ กลิ่นไม่ฉุนจัด รส หวาน ระหว่างการเจริ ญเติบโตไม่มีดอกและเมล็ด เมื่อปลูก 1 หัว จะแตกกอให้ หวั ประมาณ 5-8 หัว อายุเมื่อหัวแก่เต็มที่ ในฤดูหนาว 90 วัน และฤดูฝน 45 วัน ผลผลิตที่ ได้ แตกต่างกันตามฤดูปลูกและการดูแลรักษาได้ ประมาณ 2000-3000 กิโลกรัม/ไร่ คุณภาพในการเก็บรักษาไม่ค่อยดี เพราะมีเปอร์ เซ็นต์ แห้ งฝ่ อ และเน่าเสียหายมากถึง 60% 2. หอมแดงพันธุ์ บางช้ างหรื อหอมแดงศรี สะเกษ เป็ นหอมแดง ที่มีเปลือกนอกสีม่วงปนแดง เปลือกหนาและเหนียว ขนาดหัวใหญ่ สม่่า เสมอ หัวมีลกั ษณะกลมใน 1 หัว มี 1-2 กลีบ กลิ่นฉุนจัด มีรสหวาน ระหว่างการเจริ ญเติบโต จะสร้ างดอกและเมล็ดมาก ซึง่ จะต้ องหมัน่ ตรวจดูและเด็ดทิ ้งให้ หมด มิฉะนันจะท่ ้ าให้ ได้ ขนาดหัวเล็ด และจานวนหัวน้ อย โดยทัว่ ไปเมื่อปลูก 1 หัวจะ แตกกอให้ หวั ประมาณ 8-10 หัว การแตกกอและลงหัวช้ ากว่าหอมบัว่ เล็กน้ อย มีอายุเมื่อหัวแก่เต็มที่ให้ ฤดูหนาว 100 วัน ขึ ้นไป และฤดูฝน 45 วัน ให้ ผลผลิตแตกต่างกันไปตามฤดูปลูกและการดูแลรักษาได้ ประมาณ 1000-5000 กิโลกรัม/ไร่ คุณภาพในการเก็บรักษาดีกว่าหอมบัว่ แหล่งเพาะปลูก : แหล่งเพาะปลูกหอมแดง มากที่สดุ คือ ภาคอีสาน ได้ แก่ ศรี สะ เกษ , บุรีรัมย์ , นครราชสีมา รองลงมาคือ ภาคเหนือ ได้ แก่ ล่าพูน , เชียงใหม่ , เชียงรายและอุตรดิตถ์ นอกจากนี ้ยังมีปลูก กันที่ราชบุรี , กาญจนบุรี และนครปฐม ด้ วย ฤดูปลูก : ปลูกได้ ตลอดปี ช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือ เดือนพฤศจิ กายน กุมภาพันธ์

การเตรี ยมดิน : หอมแดงมีระบบรากตื ้น ชอบดินร่วน มีการระบายน ้าดี แปลงปลูกควรไถพรวน หรื อขุดด้ วยจอบพลิก ดินตากแดดไว้ ก่อน 2-3 วัน แล้ วย่อยดินให้ เป็ นก้ อนเล็ก อย่าให้ ละเอียดมาก เพราะจะท่าให้ ดินแน่น หอมลงหัวยากควรใส่ ปุ๋ยคอก , ปุ๋ยหมักหรื อปุ๋ยมูลสัตว์ลงไปคลุกเคล้ าให้ ทวั่ เก็บเศษวัชพืช หรื อรากหญ้ าอื่น ๆ ออกให้ หมดแล้ วรองพื ้นก่อนปลูก ด้ วยปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 ในปริ มาณ 20-50 กิโลกรัม/ไร่

การเตรี ยมพันธุ์หอม : หัวหอมพันธุ์ที่จะใช้ ปลูก ควรเตรี ยมไว้ ลว่ งหน้ าอย่างน้ อย 2 เดือน เพราะหัวหอมที่จะใช้ ปลูก ควรมีระยะพักตัวอยูส่ กั ระยะหนึง่ แต่ไม่ควรเก็บไว้ นานเกิน 6 เดือน เพราะระยะนี ้หอมจะเริ่ มแดงยอดอ่อนสีเขียวพ้ นหัวเก่า มาแล้ ว ให้ นา่ หัวหอมพันธุ์มาตัดแต่งท่าความสะอาด ตัดเล็มรากเก่า และใบแห้ งทิ ้งให้ หมด หากเห็นว่ายอดอ่อนยาว อาจ ตัดทิ ้งเสียสัก 1 ใน 10 เพื่อเร่งให้ งอกไวเมื่อปลูกแล้ ว ในพื ้นที่ปลูก 1 ไร่จะใช้ หวั หอมพันธุ์ประมาณ 200 กิโลกรัม ก่อนปลูก หากเห็นว่าหัวหอมพันธุ์เป็ นโรคราด่า หรื อมีเน่าปะปนมา ต้ องฉีดพ่นหรื อจุ่มน้่ าสารละลายป้องกันก่าจัดเชื ้อราจ่าพวกมา เนบ หรื อซีเนบ ตามอัตราที่กาหนดในฉลาก และผึ่งลมให้ แห้ งก่อนน่าไปปลูก ระยะปลูก : นิ ยมปลูกเป็ นแปลงขนาดกว้ าง 1-1.5 เมตร ความยาวของแปลง เป็ นไปตามความสะดวกในการปฎิบตั ิงานควรปลูกเป็ นแถว ระยะปลูก 15-20 ซม. หรื อ 20-20 ซม. การปลูก : ก่อนปลูกควรรดน้่ าแปลงปลูกให้ ดินชุ่มชื ้นไว้ ล่วงหน้ า น่าหัวหอมพันธุ์มาปลูกลงในแปลง โดยเอา ส่วนโคนหรื อที่เคยเป็ นที่ออกรากเก่าจิ ้มลงไปในดินประมาณครึ่งหัว ระวังอย่ากดแรงนักจะท่าให้ ลา่ ต้ นหรื อหัวชอกช้่ าจะท่า ให้ ไม่งอก หรื องอกรากช้ า เมื่อปลูกทัว่ ทังแปลงให้ ้ คลุมด้ วยฟางหรื อหญ้ าแห้ งหรื อแกลบหนาพอสมควรเป็ นการ รักษาความ ชุ่มชืน้ และคุมวัชพืช จากนันรดน ้ ้าให้ ช่มุ ๆ ต้ นหอมจะงอกออกมาภายใน 7-10 วัน หากหัวใดไม่ลอกให้ ท่าการปลูกซ่อม ทันที


5

การดูแลรักษา : การให้ น ้า หอมแดงต้ องการน ้ามากและสม่าเสมอในระยะเจริ ญเติบโตและแตกกอ หากปลูกในที่ ๆ มี อากาศแห้ งและลมแรง อาจต้ องคอยให้ น ้าบ่อย ๆ เช่น ภาคอีสาน ช่วงอากาศแห้ งมาก ๆ ระยะแรกอาจให้ น ้าวันละ 2 ครัง้ เช้ าเย็น ในภาคเหนือ เกษตรกรจะให้ น้่าประมาณ 3-7 วันต่อครัง้ การให้ ป๋ ยุ : - เมื่ออายุ 14 วัน หลังจากปลูก ควรใส่ป๋ ยยู ุ เรี ย หรื อแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่ - เมื่ออายุ 35-40 วัน ให้ ใส่ป๋ ยุ 15-15-15 ในอัตรา 20-50 กิโลกรัม/ไร่ การใส่ป๋ ยใช้ ุ วิธีโรยห่า ง ๆ ต้ นห่างจากต้ นราว 7 ซม. หรื อใช้ วิธี โรยให้ ทวั่ แปลงก็ได้ หลังจากให้ ป๋ ยให้ ุ เอาน ้ารดหรื อเอาน ้าเข้ าแปลงให้ ช่มุ การกาจัดวัชพืช : ควรกาจัดวัชพืชบ่อย ๆ เมื่อ วัชพืชยังเล็ก หากโตแล้ วจะท่าการกาจัดยากและจะกระทบกระเทือนรากหอมแดงได้ มาก ปั จจุบนั นิยมใช้ สารเคมีกาจัด วัชพืชมากขึ ้นเพราะประหยัดแรงงานกว่า ตัวอย่างสารเคมีที่ใช้ กาจัดวัชพืชในแปลงหอมแดง ได้ แก่ อลาคลอร์ อัตราการใช้ ให้ ใช้ ตามที่ระบุในฉลากยา

โรคแมลง : - โรคที่สาคัญของหอมแดง ได้ แก่ โรคเน่าเละ ,

โรคใบจุดสีม่วง , โรคราน ้าค้ าง และ โรคแอนแทรคโนส –

แมลงศัตรู หอมแดงที่สาคัญ ได้ แก่ หนอนกระทู้หอมและเพลี ้ยไฟ ควรฉีดยาฆ่าแมลงและยากันรา ที่ราคาไม่แพงนักทุก 7 วัน เพื่อป้องกันไว้ ลว่ งหน้ า หอมแดงที่ได้ รับการดูแลรักษาอย่างดีจะงอกงามและให้ ผลผลิตเป็ นที่นา่ พอใจ ประโยชน์ของ การปลูกหัวหอมแดง คนไทยนิยมน่าหอมแดง มาเป็ นส่วนประกอบเครื่ องแกงเผ็ด เป็ นส่วนประกอบของไข่ เจี ยวหมูสบั ซุปหางวัว รับประทานสดโดยฝานเป็ นแว่นบางๆ รั บประทานร่ วมกับแหนมสด เมี่ยงค่า ปลาเค็มทอดบีบ มะนาว หอมแดงซอย กับพริ กขี ้หนูสวนหัน่ ฝอย เป็ นส่วนประกอบของน ้าพริ กกะปิ หอมแดงเผาต่าผสมกับน ้าพริ กปลาร้ า น ้าพริ กปลาทู น้่ าพริ กกุ้งสด และเป็ นส่วนประกอบของหลนทุกอย่าง เป็ นส่วนประกอบของขนมหวาน เช่น หอมแดงซอย เจียว ใส่ในข้ าวเหนียวหน้ าปลาแห้ ง ขนมหม้ อแกงถัว่ และไข่ลกู เขย ( อาหารคาวหวาน ) ฯลฯ สรรพคุณทางยา : หัวหอม มี รสฉุน ช่วยขับลม แก้ ท้องอืด ช่วยย่อยและเจริ ญอาหาร แก้ บวมน ้า แก้ อาการอักเสบต่าง ๆ ขับพยาธิ ช่วยให้ ร่างกายอบอุ่น เมล็ด แก้ อาเจียนเป็ นเลือด แก้ กินเนื ้อสัตว์เป็ นพิษ ร่ างกายซุบผอม (ใช้ เมล็ดแห้ ง 5-10 กรัมต้ มน ้าดื่ม) ต่ารายาไทยใช้ หวั หอมแดง ผสมรวมกับเหง้ าเปราะหอมสุมหัวเด็ก แก้ หวัดคัดจมูก และกินเป็ นยาขับลม หอมแดงมีสารเคอร์ ซิติน และสารฟ ลาโวนอยด์ (quercetin และ flavonoid glycosides) อาจป้องกันโรคมะเร็ งได้ นอกจากนี ้ หอมแดงยังมีคณ ุ สมบัติ เป็ น ยารักษาโรค ใช้ ลดไข้ และรักษาแผลได้ โดยเอาหัวหอมแดงมาซอยเป็ นแว่นๆ ผสมกับน ้ามันมะพร้ าวและเกลือ ต้ มให้ เดือด แล้ วน่ามาพอกแผล นอกจากนันหอมแดง ้ ยังช่วยลดระดับน ้าตาลในเลือด และยับยังเส้ ้ นเลือดอุดตัน ด้ วยการบริ โภคสด หรื อประกอบอาหาร หรื อบริ โภคชนิดผง การปลูกข้ าวโพด สภาพแวดล้ อมที่เหมาะสม • ดินร่วน ดินร่วนเหนียวปนทราย หรื อดินร่วนปนทราย • ความอุดมสมบูรณ์สงู มีปริ มาณอินทรี ยวัตถุไม่น้อยกว่า 1.5 เปอร์ เซ็นต์ ฟอสฟอรัสที่เป็ นประโยชน์ มากกว่า 10 ส่วนใน ล้ านส่วน และโพแทสเซียมที่แลกเปลีย่ นได้ ไม่น้อยกว่า 40 ส่วนในล้ านส่วน • การระบายน ้าและถ่ายเทอากาศดี • ระดับหน้ าดินลึก 25 - 30 เซนติเมตร


6

• ค่าความเป็ นกรดด่างระหว่าง 5.5 - 6.8 • อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริ ญเติบโต 24 - 35 องศาเซลเซียส • ปริ มาณน ้าฝนกระจายสม่าเสมอ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี การเลือกพันธุ์ ผลผลิตมีคณ ุ ภาพมาตรฐานตรงตามที่โรงงานหรื อตลาดต้ องการเจริ ญเติบโตดีเหมาะกับสภาพดินฟ้ าอากาศ พันธุ์ท่ นี ิยมปลูก พันธุ์ลกู ผสม • เป็ นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากกว่าพันธุ์ผสมเปิ ด มีลกั ษณะทางการเกษตรสม่าเสมอ ได้ แก่ ขนาดฝั ก ความสูงฝั ก ความสูงต้ น อายุถึงวันออกไหมและเก็บเกี่ยว ให้ ผลผลิตและคุณภาพสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิ ดเป็ นที่ต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป และบริ โภคฝั กสด • ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ ทาพันธุ์ได้ • พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ ข้ าวโพดหวานที่มียีนบริ ทเทิลควบคุมความหวาน ได้ แก่ พันธุ์เอที เอส-2 หรื อ ชูการ์ 74 และข้ าวโพดหวานที่มียีนชรังเค่นควบคุมความหวาน เช่น พันธุ์ชกู าร์ 73 ไฮ-บริ กซ์ 10 และอินทรี 2 เป็ นต้ น โดยมี ส่วนแบ่งการตลาดใกล้ เคียงกัน ฤดูปลูก • ปลูกได้ ตลอดทังปี ้ ถ้ ามีแหล่งน ้าเพียงพอสาหรับใช้ เมื่อจาเป็ น • ช่วงปลูกที่ผลผลิตสูงและคุณภาพดี ควรอยูใ่ นฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม หรื อต้ นฤดูฝนระหว่างเดือน พฤษภาคมถึงกรกฎาคม การเตรียมดิน • ปลูกบนพื ้นราบ ไถด้ วยผาลสาม 1 ครัง้ ลึก 20-30 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวนด้ วยผาลเจ็ด 1 ครัง้ แล้ วยกร่ อง ปลูก สูง 25-30 เซนติเมตร ถ้ าปลูกเป็ นแถวเดี่ยว ให้ มีระยะระหว่างร่อง 75 เซนติเมตร ถ้ าปลูกเป็ นแถวคู่ ให้ มีระยะระหว่างร่อง 120 เซนติเมตร • ปลูกบนร่ องสวน เป็ นการปลูกบนร่ องสวนกว้ าง 4-5 เมตร ตามความยาวของพื ้นที่ โดยใช้ จอบหรื อรถไถเดินตาม เปิ ด หน้ าดิน ลึก 15-20 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน ย่อยดินด้ วย แรงงาน • ปรับระดับดินให้ สม่าเสมอ แล้ วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้ า หัวและไหลของวัชพืชข้ ามปี ออกจากแปลง • วิเคราะห์ดินก่อนปลูก


7

• ถ้ าดินมีคา่ ความเป็ นกรดด่างต่ากว่า 5.5 ให้ หว่านปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ แล้ วพรวนกลบ • ถ้ าดินมีอินทรี ยวัตถุต่ากว่า 1.5 ก่อนพรวนดิน ให้ ใส่ป๋ ยหมั ุ กหรื อปุ๋ยคอกที่ยอ่ ยสลายดีแล้ ว อัตรา 500-1,000 กิโลกรัมต่อ ไร่ หรื อหว่านพืชบารุ งดิน เช่นถั่วเขียวอัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ แล้ ว ไถกลบในระยะติดฝั กหรื อหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตของพืช บารุงดิน วิธีการปลูก • ก่อนปลูกทุกครัง้ ต้ องคลุกเมล็ดพันธุ์ ด้ วยสารป้องกันกาจัดโรคราน ้าค้ าง ตามคาแนะนาปลูกบนพื ้นราบ • เมล็ดพันธุ์ที่มีความงอกสูงกว่า 85 เปอร์ เซ็นต์ ให้ หยอด 1 เมล็ดต่อหลุม ใช้ เมล็ดพันธุ์ 1.0-1.5 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้ าเมล็ด พันธุ์มี ความงอกต่ากว่า 85 เปอร์ เซ็นต์ควรหยอดเมล็ด 1-2 เมล็ดต่อหลุม ใช้ เมล็ดพันธุ์ 1.5-2.0 กิโลกรัมต่อไร่ • อัตราปลูกที่เหมาะสมสาหรับการบริ โภคฝั กสดประมาณ 8,500 ต้ นต่อไร่ สาหรับอุตสาหกรรมแปรรู ป 8,500-11,000 ต้ น ต่อไร่ • ถ้ าปลูกเป็ นแถวเดี่ยว ใช้ ระยะระหว่างหลุม 25 เซนติเมตร หรื อ ถ้ าปลูกเป็ นแถวคู่ ให้ ปลูกข้ างสันร่องแบบสลับฟั นปลา ใช้ ระยะระหว่างหลุม 25-30 เซนติเมตร • เมื่อข้ าวโพดหวานมีอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้ เหลือหลุมละ 1 ต้ น ปลูกบนร่องสวน • ระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร ทาหลุมปลูกลึก 3-5 เซนติเมตร หยอดเมล็ดจานวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม แล้ วกลบด้ วยดิน • เมื่อข้ าวโพดหวานมีอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้ เหลือ 2 ต้ นต่อหลุม จานวน 6,500-8,500 ต้ นต่อไร่ การดูแลรักษา การให้ ป๋ ยุ • ถ้ าดินมีอินทรี ยวัตถุ ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมต่ากว่า ตามที่ระบุไว้ ในข้ อ 1.2 ให้ ป๋ ยเคมี ุ สตู ร 16-20-0 สาหรับดินร่ วน หรื อดินร่วนเหนียวปนทรายและสูตร 15-15-15 สาหรับดินร่วนปนทราย อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้ นร่องพร้ อมปลูก • เมื่อข้ าวโพดหวานอายุ 20 วัน ให้ ป๋ ยเคมี ุ สตู ร 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรื อสูตร 21-0-0 อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้ างต้ นหรื อข้ างแถว แล้ วพรวนกลบ • ในกรณี ที่ มีการระบายนา้ ดี แต่ข้ าวโพดหวานมีลกั ษณะต้ นเตีย้ และใบเหลือง ควรให้ ป๋ ุยเคมีสูตร 46 -0-0 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อข้ าวโพดหวานอายุ 40-45 วัน การให้ น ้า • ให้ น ้าบนพื ้นราบ • สามารถให้ น ้าทังแบบตามร่ ้ อง หรื อแบบพ่นฝอย แต่การให้ น ้าแบบพ่นฝอย จะประหยัดกว่าการให้ น ้าตามร่อง • การให้ น ้าแบบพ่นฝอย ควรให้ 7-10 วัน ตลอดฤดูปลูก


8

• การให้ น ้าตามร่อง ควรให้ น ้าสูงถึงระดับเศษ 3 ส่วน 4 ของร่ อง เพื่อให้ เมล็ดงอกสม่าเสมอ หลังจากนันให้ ้ น ้าทุก 3-5 วัน สาหรับดินร่ วนหรื อดินร่ วนปนทรายหรื อ 7-10 วัน สาหรับดินร่ วนเหนียวปนทราย ไม่ควรปล่อยให้ น ้าท่วมขังในแปลงนาน เกิน 24 ชัว่ โมง เพราะข้ าวโพดหวานจะชะงักการเจริ ญเติบโตและผลผลิตลดลง • ให้ น ้าบนร่องสวน • ให้ น ้าโดยการตักน ้าสาด หรื อใช้ เครื่ องสูบน ้าวางในเรื อขนาดเล็ก สูบน ้าในร่อง • ควรให้ น ้าทันทีหลังปลูก และหลังให้ ป๋ ยทุ ุ กครัง้ • ถ้ าใบข้ าวโพดหวานเหี่ยวหรื อม้ วนในช่วงเช้ าหรื อเย็น แสดงว่าขาดน ้า ต้ องให้ น ้าทันที ควรระวังอย่าให้ ขาดน ้าในช่วงผสม เกสร และติดเมล็ด เพราะจะทาผลผลิตลดลงมาก ศัตรูและการป้องกันกาจัดโรคที่สาคัญและการป้องกันกาจัด •โรคราน ้าค้ างหรื อโรคใบลายทาให้ ยอดมีข้อถี่ต้นแคระแกร็ นใบเป็ นทางสีขาวเขียวอ่อนหรื อเหลืองอ่อนไปตามความยาว ของใบ พบผงสปอร์ สขี าว เป็ นจานวนมากใต้ ใบในเวลาเช้ ามืดของคืนที่มีฝนตกและอากาศค่อนข้ างเย็น ถ้ าระบาดรุ นแรง ต้ นจะแห้ งตายแต่ถ้าต้ นอยูร่ อดจะไม่ออกฝั ก หรื อติดฝั กแต่ไม่มีเมล็ด เชื ้อราติดไปกับเมล็ด สปอร์ ปลิวไปตามลม และน ้า • โรคใบไหม้ แผลเล็ก ระยะแรกเกิดจุดเล็กๆ สีเขียวอ่อนฉ่าน ้า ต่อมาแผลขยายไปตามเส้ นใบเกิดเป็ นแผลไหม้ บริ เวณกลาง แผลมีสเี ทา ขอบแผลสีน ้าตาล ขนาดของแผลไม่แน่นอนส่วนใหญ่เกิดกับใบล่าง เชื ้อราติดไปกับเมล็ด สปอร์ ปลิวไปตามลม และน ้า • โรคราสนิม ระยะแรกพบเป็ นแผลจุดนูนสีน ้าตาลแดง ขนาด 0.2-1.3 มิลลิเมตร ต่อมาแผลจะแตกเห็นเป็ นผงสีสนิม ถ้ า ระบาดรุนแรงจะทาให้ ใบแห้ งตาย แมลงศัตรูที่สาคัญและการป้องกันกาจัด หนอนเจาะลาต้ นข้ าวโพด เจาะเข้ าทาลายส่วนยอด ช่อดอกตัวผู้ และลาต้ น ทาให้ ต้นชะงักการเจริ ญเติบโต หักล้ มง่าย เมื่อ มีการระบาดรุ นแรงจะเข้ าทาลายฝั ก พบการทาลายในแหล่งปลูกทัว่ ประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทยั ธานี และลพบุรี หนอนเจาะสมอฝ้ าย หนอนกัดกินเส้ นไหมและเจาะเข้ าไปอาศัยกัดกินปลายฝั ก ทาให้ คณ ุ ภาพฝั กเสียหาย พบการทาลาย ในแหล่งปลูกทัว่ ประเทศระยะข้ าวโพดหวานเริ่ มออก���อกตัวผู้ โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทยั ธานี และลพบุรี เพลี ้ยอ่อนข้ าวโพด ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน ้าเลี ้ยงจากยอด ใบอ่อน ช่อดอกตัวผู้ ปลายไหม และฝั ก ทาให้ การติด เมล็ดไม่สมบูรณ์ ฝั กลีบ ถ่ายมูลหวานทาให้ เกิดราดา คุณภาพฝั กลดลง ถ้ าพบการระบาดรุนแรงในระยะข้ าวโพดหวานมีช่อ ดอกตัวผู้ ควรพ่นสารคาร์ บาริ ล (85% ดับบลิวพี) 50 กรัม/น ้า 20 ลิตรและ ไบเฟนทริ น (10% อีซี) 20 มิลลิลติ ร/น ้า 20 ลิตร มอดดิน กัดกินใบตังแต่ ้ เริ่ มงอกถึงอายุประมาณ 14 วัน ทาให้ ต้นอ่อนตาย หรื อชะงักการเจริ ญเติบโต ต้ นที่รอดตายจะเก็บ เกี่ยวได้ ล่าช้ า ระบาดในพื ้นที่เป็ นดินร่วนปนทราย ควรคลุกเมล็ดก่อนปลูกด้ วย อิมิดาโคลพริ ด (70% ดับบลิวเอส) 5 กรัม / เมล็ด 1 กิโลกรัม หนอนกระทู้หอม หนอนกัดกินทุกส่วนในระยะต้ นอ่อน จะทาความเสียหายรุนแรงเมื่อหนอนมีความยาวตังแต่ ้ 2 เซนติเมตร พบระบาดมากในแหล่งปลูกจังหวัดราชบุรี และนครปฐม ควรพ่นสารนิวเคลียร์ โพลีฮีโดรซิสไวรัส 20-30 มิลลิลิตร/น ้า 20 ลิตร และเบตาไซฟลูทริ น (2.5%อีซี) 40 มิลลิลติ ร/น ้า 20 ลิตร สัตว์ศตั รูที่สาคัญและการป้องกันกาจัด หนู ทาลายมากตังแต่ ้ เริ่ มเป็ นฝั กอ่อนจนถึงเก็บเกี่ยว สกุลหนูพกุ กัดโคนต้ นให้ ล้มแล้ วกัดกินฝั กอ่อน สกุลหนูท้ องขาว เช่น


9

หนูบ้านท้ องขาว หนูนาใหญ่ หนูนาเล็ก และสกุลหนูหริ่ งปี นกัดแทะฝั กอ่อนบนต้ น การป้องกันกาจัดวัชพืช • ไถ 1 ครัง้ ตากดิน 7-10 วัน พรวนดิน แล้ วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้ า หัว และไหลของวัชพืชข้ ามปี ออกจากแปลง • กาจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูกด้ วยแรงงาน หรื อเครื่ องจักรกล เมื่อข้ าวโพดหวานอายุประมาณ 20 วัน และ 45 วัน • ในกรณีกาจัดวัชพืชด้ วยแรงงานหรื อเครื่ องจักรกลไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ควรพ่นสารกาจัดวัชพืช การเก็บเกี่ยว • เก็บเกี่ยว18-20 วันหลังออกไหม 50 เปอร์ เซ็นต์ • สังเกตจากสีของไหมจะเปลีย่ นเป็ นสีน ้าตาลเข้ ม • เมื่อฉีกเปลือกข้ าวโพดฝั กบนสุด เมล็ดจะมีสเี หลืองอ่อน ถ้ าใช้ เล็บกดที่เมล็ดปลายฝั กจะมีน ้านมไหลออกมาแสดงว่า อีกสองวันจะต้ องเก็บเกี่ยว • ในกรณีที่ปลูกข้ าวโพดหวานพันธุ์ผสมเปิ ด ซึง่ จะออกไหมไม่พร้ อมกัน ต้ องทะยอยเก็บเกี่ยว 2-3 ครัง้ และควรเก็บเกี่ยวฝั ก ให้ แล้ วเสร็ จภายใน 5–7 วัน • การเก็บข้ าวโพดหวานก่อนหรื อหลังช่วงที่เหมาะสมเพียง 1 – 2 วัน จะทาให้ คณ ุ ภาพของฝั กไม่ได้ มาตรฐานตามที่ตลาด และโรงงานอุตสาหกรรมต้ องการ • ใช้ มือหักฝั กสดให้ ถึงบริ เวณก้ านฝั กที่ติดลาต้ น การปฏิบตั ิหลังการเก็บเกี่ยว • หลังเก็บเกี่ยวให้ รีบนาฝั กข้ าวโพดหวานเข้ าในที่ร่ม ไม่ให้ ถกู แสงแดดโดยตรง • ไม่ควรกองสุมฝั กข้ าวโพดหวานสูงเกินไป ควรมีการถ่ายเทอากาศภายในกอง • สาหรั บการขนส่งในระยะทางไกลที่ใช้ เวลาขนส่งนานกว่า 3 ชั่วโมง ควรมีปล่องท่อเอสลอนขนาดเส้ นผ่าศูน ย์ กลาง ประมาณ 15 เซนติเมตร ยาว 3-4 เมตร เจาะรู โดยรอบตลอดท่อขนาดเส้ นผ่าศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร หรื อใช้ หวาย สาน หรื อไม้ ไผ่ ผ่าซีกประกอบเป็ นท่อโปร่ งทาเป็ นปล่องเสียบไว้ ตรงกลางกองข้ าวโพดหวานจานวน 2-3 อัน เพื่อช่วย ระบาย ความร้ อนและถ่ายเทอากาศ


10

เทคโนโลยีการผลิตมันเทศที่เหมาะสม 1) การเลือกพื ้นที่ปลูกมันเทศไม่ควรเป็ นพื ้นที่เคยปลูกมันเทศติดต่อกันมานานหลายปี เพราะจะมีการสะสมของด้ วงงวงมัน เทศ และแมลงศัตรูอื่นอยูม่ ากในแปลง แมลงเหล่านี ้จะเข้ าทาลายทาให้ ผลผลิตมันเทศต่าลง ทาให้ ต้องใช้ สารเคมีมากขึ ้น ในการป้องกันกาจัด ถ้ าจาเป็ นต้ องใช้ แปลงปลูกเดิมควรปลูกปลูกพืชสลับหมุนเวียนกับพืชตระกูลถัว่ และที่ดงั กล่าวไม่ควร มีน ้าขัง เพราะมันเทศถ้ าได้ น ้ามากเกิน จะเจริ ญทางยอดมากกว่าจะลงหัว 2) ควรไถดินยกร่องสูง 45-50 เซนติเมตร ร่องแปลงกว้ าง 70-100 เซนติเมตร แปลงปลูกควรใส่ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์ หว่านลงไปแล้ ว ไถกลบ จะช่วยให้ ดินร่วนซุย มันเทศจะลงหัวดีขึ ้น 3) การเตรียมยอดพันธุ์มนั เทศ ยอดมันเทศทีต่ ดั มาใหม่ ควรนามาเก็บรวมไว้ ที่ร่ม รดน ้าให้ ความชื ้น 1-2 วัน เมื่อเริ่มมีราก งอกตามข้ อ แล้ วจึงย้ ายมันเทศลงปลูก จะได้ ผลดีกว่าตัดยอดพันธุ์มาแล้ วนาลงปลูกในแปลงทันที ในพื ้นที่ 1 ไร่ ใช้ ทอ่ น พันธุ์ 5,400 ยอด 4) ระยะปลูก ใช้ ระหว่างต้ น 30 เซนติเมตร ระหว่างแถว 100 เซนติเมตร มันเทศจะลงหัวได้ ดี ให้ ผลผลิตสูงและหัวมี คุณภาพดีกว่าระยะปลูกอื่นๆ 5) ให้ นายอดพันธุ์มนั เทศจานวน แต่ละยอด ปลูกในแนวนอนขวางแปลงให้ สว่ นข้ ออยูใ่ ต้ ดิน 4-6 ข้ อ โดยให้ สว่ นยอดพันธุ์ และโคนเถาโผล่ พ้ นดิน หรื อเรี ยกว่าแบบโผล่หวั และท้ าย 6) ปลูกไปแล้ ว 10-15 วัน ควรตรวจดูแปลง ปลูก ถ้ ามันเทศที่ปลูกไม่แตกยอดหรื อแห้ งตาย ควรทาการปลูกซ่อมดีกว่าปล่อยให้ หลุมว่าง เป็ นการเสียพื ้นที่โดยเปล่าประโยชน์ 7) การ ให้ น ้า ถ้ าปลูกมันเทศในฤดูฝนไม่ จาเป็ นต้ องรดน ้า แต่ถ้าปลูกในฤดูแล้ ง ในระยะแรกของการปลูกมันเทศ 20-30 วัน แรกควรให้ น ้าสม่าเสมอจนกว่ามันเทศ จะเลื ้อยคลุมแปลง จากนันให้ ้ น ้าอีกเดือนละ 1-2 ครัง้ ทังนี ้ ้ขึ ้นอยูก่ บั พันธุ์ที่ใช้ ปลูกจาเป็ นต้ องให้ น ้ามันเทศอยูเ่ สมอจะแสดง อาการเผือใบไม่คอ่ ยลงหัว 8 ) การใส่ป๋ ยุ นอกจากใส่ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์ตอนเตรียมดินในแปลงปลูกแล้ ว การใส่ป๋ ยวิ ุ ทยาศาสตร์ เช่น ปุ๋ยยูเรี ย ไม่ควรใส่ใน แปลงมันเทศ เพราะมันเทศจะเจริ ญทางยอดมากกว่าทางรากมีการลงหัวน้ อย ถ้ าดินมีความอุดมสมบูรณ์ดีจะไม่ใส่ป๋ ยก็ ุ ได้ ถ้ าแปลงที่ดินไม่อดุ มสมบูรณ์ควรใส่ป๋ ยสู ุ ตร 13-13-13 อัตรา 50-80 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครัง้ โดยรองก้ นหลุมและใส่ หลังปลูก45 วัน เป็ นครัง้ ที่ 2 ไม่ควรหว่าน แต่ควรใช้ ไม้ ปลายแหลมเจาะดินหลังแปลงเป็ นหลุม ระหว่างระยะปลูกมันเทศ แต่ละต้ นเป็ นหลุมเล็กๆ แล้ วหยอดปุ๋ย 9) การกาจัดวัชพืช มีการพ่นสารเคมีคลุมวัชพืชก่อนงอก หลังปลูกมันเทศได้ 1 วัน หรื อจะใช้ สารเคมีฆา่ วัชพืชโดยตรง ก่อน พ่นสารเคมีต้องกลบเถามันเทศขึ ้นบนหลังแปลง และพ่นสารเคมีเฉพาะช่องว่างทางเดินระหว่างแถวเท่านัน้ จะสะดวกและ ประหยัดแรงงานกว่าการดายหญ้ า


11

10) การตลบเถามันเทศ ถ้ าเป็ นการปลูกมันเทศฤดูฝน ควรตลบเถาขึ ้นบนหลังแปลงเพื่อป้องกันไม่ให้ เถามันเทศแตกราก ใหม่ที่ข้อ จะเกิดเป็ นหัวมันเทศเล็กๆ มีผลกระทบต่อหัวมันเทศที่อยูโ่ คนต้ นจะลงหัวได้ น้อยลง ควรตลบเถามันเทศทุกๆ เดือน ถ้ าเป็ นการปลูกในฤดูหนาว หรื อฤดูร้อนมีความชื ้นน้ อย ไม่ควรตลบเถามันเทศขึ ้นหลังแปลง เพราะมันเทศจะชะงัก การเจริ ญเติบโต แปลงมันเทศจะแห้ งเร็ ว และลงหัวน้ อย 11) การเก็บเกี่ยว ขึ ้นอยูก่ บั พันธุ์มนั เทศ โดยทัว่ ไปจะเก็บเกี่ยวได้ เมื่ออายุ 90-150 วัน หลังปลูก ถ้ าไม่ทราบอายุการเก็บ เกี่ยวที่แน่นอนของมันเทศที่นามาปลูก ให้ สงั เกตดูที่ผิวดินบริ เวณโคนต้ น ถ้ ารอยดินแตกแยก และมองเห็นหัวมันเทศ แสดง ว่ามันเทศเริ่ มแก่ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 12) การเก็บรักษา มันเทศสามารถเก็บหัวไว้ บริ โภคได้ 1-2 เดือน การผลิตมันเทศให้ ปลอดภัยจากสารพิษ 1) ควรมีการสารวจศัตรูพชื ทังด้ ้ านโรคพืช และแมลงศัตรูที่ทาให้ เกิดความเสียหายกับผลผลิตในแปลง โดยทาการสารวจ ทุก 2 สัปดาห์ เมื่อพบอาการโรคหรื อแมลงศัตรู ควรปฏิบตั ิตามเอกสารสรุปคาแนะนาการป้องกันกาจัดโรคและแมลงศัตรู มันเทศ 2) ควรป้องกันกาจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน 3) ถ้ ามีการใช้ สารเคมีป้องกันกาจัดศัตรูพชื ให้ เลือกใช้ นิดของสาร อัตรา และระยะเวลาตามคาแนะนาอย่างเคร่งครัด 4) ต้ องไม่ใช้ สารเคมีที่เป็ นวัตถุอนั ตรายที่ห้ามใช้ ทางการเกษตรตามพระราชบัญญัตวิ ตั ถุอนั ตราย พ.ศ. 2535 5) ต้ องหยุดใช้ สารเคมีก่อนการเก็บเกี่ยวตามเวลาที่ระบุในคาแนะนาอย่างเคร่งครัด 6) จดบันทึกการใช้ สารป้องกันกาจัดศัตรูพชื ไว้ เป็ นหลักฐานทุกครัง้ สรุปคาแนะนาการป้องกันกาจัดโรคและแมลงศัตรูในมันเทศ ชนิดของศัตรูพืช : ด้ วงงวงมันเทศ อาการ : เป็ นแมลงปี กแข็งขนาดเล็ก ปี กน ้าเงินปนดาคอสีน ้าตาลแดง มีงวง ตัวหนอนจะอยูใ่ นเถาและหัวมันเทศๆ จะชะงัก การเจริ ญเติบโตเมื่อมีหนอนอยูใ่ นหัวมันเทศ จะมีกลิน่ เหม็น รสขม ทาให้ หวั มันเทศเน่าได้ วิธีการป้องกันกาจัด : 1.ไม่ควรปลูกมันเทศซ ้าที่เดิม หรือถ้ าไขน ้าเข้ าขังในร่องแปลงก่อนปลูกนาน 20-30 วัน/ครัง้ จะทาลายไข่ ตัวอ่อน และตัวแก่ ของด้ วงงวงมันเทศได้ โดยไม่ต้องใช้ สารเคมี 2.เลือกปลูกมันเทศที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสัน้ เช่น มันเทศต่อ เผือก 3.ปลูกฤดูแล้ งไม่ควรปล่อยให้ ดินแตกระแหงเป็ นช่องว่าง ทาให้ ด้วงงวงมันเทศเข้ าทาลายมันเทศได้ ควรรดน ้าแปลงบ้ าง ไม่ให้ ดินแตกระแหง 4.หลังจากขุดเก็บเกี่ยวมันเทศแล้ ว ควรไถแปลงมันเทศทันที ไม่ควรปล่อยให้ มีเศษของเถาหรื อหัวมันเทศอยูใ่ นแปลง เพราะจะเป็ นแหล่งสะสมด้ วงงวงมันเทศ 5.การใช้ สารเคมีโดยการใช้ สารเคมีคาร์ โบซัลแฟน อัตรา 50 มิลลิลติ ร ต่อน ้า 20 ลิตร จุ่มเถามันเทศ 5 นาที ก่อนนาไปปลูก หรื อมันเทศอายุ 15-20วัน/ครัง้


12

6.งดการใช้ สารเคมีทกุ ชนิด อย่างน้ อย 3 สัปดาห์ ก่อนการเก็บเกี่ยว ชนิดของศัตรูพืช : หนอนเจาะเถามันเทศ อาการ : เป็ นหนอนผีเสื ้อกลางคืน วางไข่ตามก้ านใบและเถามันเทศ เถาทีถ่ กู หนอนเจาะมีลกั ษณะบวม ปุ่ มปมใบจะเหี่ยว และตายทังเถามี ้ ผลทาให้ เถามันเทศลงหัวน้ อย วิธีการป้องกันกาจัด : 1. ใช้ สารคาร์ โบซัลแฟน อัตรา 50 มิลลิลติ ร ต่อน ้า 20 ลิตร ฉีดพ่นบริ เวณโคนเถาเมื่อมีหนอนระบาด ชนิดของศัตรูพืช : โรคหัวมันเทศเน่า อาการ : เกิดจากเชื ้อราเข้ าทาลายมันเทศทางบาดแผล อาจเกิดจากจอบหรื อหนูหรื อแมลงในดินทาลาย แผลจะมีสนี ้าตาล อ่อนจนถึงดา ผิวเมื่อแก่จะแข็งกระด้ าง วิธีการป้องกันกาจัด : 1.ระมัดระวังอย่าให้ เกิดบาดแผลขณะขุดหรื อการขนส่ง 2.เก็บรักษามันเทศในที่มีอากาศถ่ายเทได้ ดี ไม่ควรกองสุมกัน ถ้ าเป็ นโรคควรคัดหัวเน่าทิ ้ง ชนิดของศัตรูพืช : โรคใบจุด อาการ : ใบมันเทศจะเป็ นจุดสีน ้าตาล แลรูปร่างไม่แน่นอน ใบแก่จะร่วงก่อนกาหนด ลาต้ นอ่อนแอ มันเทศลงหัวน้ อย วิธีการป้องกันกาจัด : 1. ใช้ สารเคมี เช่น แมนโคเซบ ตามอัตราคาแนะนาของฉลาก พ่นเป็ นครัง้ คราว เมื่อพบว่ามีโรคใบจุดระบาด ชนิดของศัตรูพืช : โรครากปม อาการ : ไส้ เดือนฝอยเข้ าทาลาย ทาให้ รากบวมโตเป็ นปม มันเทศจะลงหัวน้ อยมีลกั ษณะหัวผิดปกติ วิธีการป้องกันกาจัด : 1.ใช้ นมี าเคอร์ (เฟนามิฟอส 10 % จี อัตรา 6 กิโลกรัม/ไร่ 2.ปลูกพืชตระกูลถัว่ สลับกับปลูกมันเทศ


13

เกษตรอินทรีย์กับการเพิ่มผลผลิต การเลือกพันธุ์ปลูก 1.คานึงถึงสภาพดิน สภาพภูมิอากาศ ความต้ านทานต่อ โรค แมลง และวัชพืช ความหลากหลายของชนิดพืชในแปลง 2.ไม่ใช้ พชื จีเอ็มโอ (พืชทีม ่ าจาการตัดต่อสารพันธุกรรม) 3.ควรเป็ นเมล็ดพันธุ์พชื ที่มาจาการปลูกแบบอินทรี ย์ การปรับปรุงบารุงดิน 1.เลือกพื ้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินสูง (ห้ ามตัดไม้ ทาลายป่ า) 2.ถ้ าดินเป็ นกรดจัดใส่หินปูนบดลดความเป็ นกรด 3.ปลูกพืชตระกูลถัว่ และไถกลบสาหรับทาปุ๋ยพืชสด ได้ แก่ โสน ถัว่ พุม่ ถัว่ พร้ า ถัว่ มะแฮะ เป็ นต้ น (โสนควรปลูกในนา ถัว่ ต่าง ๆ ควรปลูกในไร่) 4.ใส่ป๋ ยคอก ุ ปุ๋ยหมัก เศษซากพืช เพื่อช่วยปรับโครงสร้ างดิน และให้ ธาตุอาหารพืช 5.ดินขาดฟอสฟอรัสให้ ใช้ ป๋ ยหิ ุ นฟอสเฟต 6.ดินขาดโพแทสเซียม ให้ ใช้ ป๋ ยมู ุ ลค้ างคาว เกลือโพแทสเซียมธรรมชาติ และขี ้เถ้ าถ่าน ที่ถกู ต้ องและเหมาะสมที่สดุ คงจะ เก็บตัวอย่างดินและส่งวิเคราะห์ โดยติดต่อสอบถามข้ อมูลการวิเคราะห์ตวั อย่างดินและการเก็บตัวอย่างดินที่ถกู ต้ องที่หมอ ดินประจาตาบลของท่าน อนาคตเกษตรอินทรี ย์ คนไทยรู้จกั ประเทศไทยดีกว่าต่างชาติ และต่างชาติเองก็ร้ ูจกั ประเทศไทยดีกว่าเราในอีกหลาย มุมมอง แต่ในมุมมองของเกษตรกรรมแล้ ว ประเทศไทยถือเป็ นประเทศที่ภาคการเกษตรมีความสาคัญต่อประชากรเป็ น อย่างมาก และเรามีการทาการเกษตรมาอย่างช้ านาน ดูเหมือนว่าระบบการเกษตรแต่เดิมนัน้ ก็อยูใ่ นยุคของการทา การเกษตรอินทรี ย์อย่างเต็มรูปแบบอยูแ่ ล้ ว หลังจากมีการขยายอิทธิพลและการล่าอาณานิคมของชนชาวต่างชาติมากขึ ้น เรื่ อยๆจนกระทัง่ เข้ าสูย่ คุ ปฏิวตั ิอตุ สาหกรรม การล่าอาณานิคมจึงส่งผลอย่างมากที่ทาให้ ประเทศในแถบยุโรปมีความ เปลีย่ นแปลงไปจากเดิม จากที่เคยมีการทาเกษตรกรรม เปลีย่ นไปสูก่ ารทาอุตสาหกรรม และแผ่ขยายเข้ ามามีอิทธิพลใน เอเซีย และประเทศไทยก็ได้ รับผลกระทบไปด้ วย เมื่อความต้ องการวัตถุดิบเพื่อป้อนโรงงานเพิ่มขึ ้น ผลกระทบก็เริ่ มแผ่ ขยาย อุตสาหกรรมจึงเริ่มเข้ ามามีบทบาทมากขึ ้นในหลายประเทศ โดยทาการปลูกฝั งหยัง่ ลึกรากฐานในประเทศ เกษตรกรรม ให้ เปลีย่ นไปเป็ นอุตสาหกรรมอย่างสิ ้นเชิงตามหัวเมืองต่างๆ ในแถบเอเชีย แปรรูปวัตถุดิบเพื่อที่จะส่งกลับไป ยังผู้บริ โภคที่นบั วันจะมีจานวนมากขึ ้น การแก่งแย่งครอบครองพื ้นที่เกษตรกรรมและแปรเปลีย่ นเป็ นอุตสาหกรรมจึงถือ กาเนิดขึ ้นในหลายเมือง รวมทังในประเทศไทย ้ และถึงแม้ วา่ ประเทศไทยเองจะไม่ได้ ตกเป็ นเมืองขึ ้นของชาติใดก็ตาม แต่ การรับเทคโนโลยีเข้ ามาเพื่อต้ องการความเจริ ญก้ าวหน้ าทันโลก ส่งผลให้ การทาเกษตรอินทรี ย์ ถูกดูดกลืนไปเป็ นระบบอื่น ไปโดยปริ ยาย มีการใช้ เทคโนโลยีช่วยในเรื่ องการผลิต การใช้ สารเคมีเพื่อหวังผลในการผลิตเพิ่มมากขึ ้น และเนื่องจาก


14

ความต้ องการสินค้ าเกษตรที่เป็ นตัวตังต้ ้ นเดิมในอุตสาหกรรมหลักทังหลาย ้ โดยเฉพาะด้ านอาหาร และเครื่ องนุง่ ห่ม ทาให้ ต้ องมีการเร่งผลิตและแข่งขันกันมากขึ ้นในเรื่ อง จานวนผลผลิต ที่พงึ่ สุดท้ ายในระบบการผลิตนี ้ จึงต้ องใช้ ตวั ช่วยอย่าง ปุ๋ยเคมี และสารเคมีก็เริ่ มเข้ ามามีบทบาทมากยิง่ ขึ ้นไปอีก จนกระทัง่ … กลับสูย่ คุ เกษตรอินทรี ย์ อีกครัง้ แม้ วา่ ระบบ ทังหลายจะมี ้ จดุ เริ่ มต้ น การพัฒนา และจุดสิ ้นสุดที่ดเู หมือนจะกลับไปสูจ่ ดุ เริ่ มต้ นอีกครัง้ อาจมองดูคล้ ายกัน แต่การ กลับไปยังระบบเดิม จาเป็ นต้ องมีกระแสเพื่อเป็ นตัวช่วยดึงระบบให้ สามารถย้ อนกลับไปได้ กระแสอาจเป็ นทางรอดเดียว ของเกษตรกรผู้ทาการเกษตรทางเลือก อย่างเกษตรอินทรี ย์ เพราะปั จจุบนั นี ้ กระแสการดูแลสุขภาพ กาลังมาแรง กระแส ของการทาเกษตรอินทรี ย์ ก็เริ่ มกลับมามีบทบาทมากขึ ้นและได้ รับความสนใจอีกครัง้ แต่หากจะถามว่า สุขภาพ กับ การทา การเกษตร เกี่ยวกันอย่างไร หลายคนอาจมองไม่ออก… ทุกวันนี ้หากเราลองสังเกตดู ไม่วา่ จะมีการผลิตสินค้ าอะไรออกมา ซักชิ ้น มักบอกว่าผลิตโดยระบบ Organic และปลอดสารเคมี นัน่ เพราะ เกษตรอินทรี ย์ นอกจ���กจะมีประโยชน์ตอ่ สิง่ แวดล้ อมในเรื่ องดินและน ้าแล้ ว ยังไม่มีสารตกค้ างที่เป็ นอันตรายแก่ผ้ บู ริ โภคอีกด้ วย ทาให้ เกิดการยอมรับและความ เชื่อมัน่ ได้ วา่ ปลอดภัยและดีตอ่ สุขภาพมากขึ ้น เกษตรอินทรี ย์ ดีตอ่ ดินและน ้า เกษตรอินทรี ย์ช่วยในเรื่ องของของดิน อย่างไร โดยปกติในดินนัน้ จะมีสารอาหารมากมายที่พืชต้ องการอย่างเพียงพอแล้ ว ระบบเกษตรแบบเดิมทาให้ ดินมี คุณสมบัติที่เปลีย่ นไป แต่เกษตรแบบปลอดภัยนี ้มาจากการถ่ายเทและสมดุลของวัฏจักร ไส้ เดือน เป็ นดัชนีชี ้วัดที่สาคัญว่า ดินจะดีหรื อไม่ดี เปรี ยบเสมือนน ้าที่จะสามารถวัดว่าดีหรื อไม่ดีได้ ก็โดยการ สังเกตุสตั ว์ที่อยูอ่ าศัย เช่นกุ้ง แมลงน ้าบางชนิด เมื่อดินดีมีเศษใบไม้ ทบั ถม เกิดเป็ นชันดิ ้ นโดยไม่มีสารเคมี ไส้ เดือนจะออกมาอาศัยอยูต่ ามหน้ าดินและ ช่วยเกษตรกรพรวนดิน ช่วยให้ เกิดช่องว่างในการระบายหรื อถ่ายเทอากาศ ในดินมากขึ ้นแต่เมื่อมีการใช้ สารเคมีในการทาการเกษตร ไส้ เดือนผู้ที่ทา หน้ าที่จดั การกับดินจะหายไป การเปรี ยบเทียบระบบการทาเกษตรแบบ ต่างๆ ส่วนใหญ่ เป้าหมายคือ ผลผลิต แต่ในความเป็ นจริ งแล้ ว การ เปรี ยบเทียบว่าระบบไหนดีหรื อไม่ดีอย่างไร ควรสอบถามเกษตรกรโดยตรง โดยเน้ นไปที่ ต้ นทุน มากกว่า ผลผลิตที่ได้ เพราะหากลองเปรียบเทียบดู ระหว่าง การทาเกษตรอินทรี ย์ กับระบบเกษตรที่ใช้ เคมีเป็ นตัวตัง้ เมือ่ เทียบกับผลผลิต อาจ แตกต่างกันไม่มาก แต่เมื่อเปรี ยบเทียบในด้ าน ต้ นทุนการผลิต จะเห็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจน หากทาเกษตร พอเพียง ต้ นทุนจะเป็ นตัวแปรที่สาคัญที่สดุ ที่สาคัญ การเกิดปั ญหาอื่นตามมาภายหลังการทาเกษตร ไม่ทางใดก็ทางหนึง่ ทังโดยตรงกั ้ บตัวเกษตรกรเอง และการเจือปนในผลผลิต ในทางอ้ อมก็อาจเกิดการกลายพันธุ์ของสัตว์และแมลงบางชนิด แต่ปัญหาที่สาคัญในระบบการผลิตด้ วยการทาเกษตรอินทรี ย์ นัน่ คือ เวลา การจะปรับเปลีย่ นระบบอย่างหนึง่ ไปเป็ นอีก ระบบหนึง่ ต้ องใช้ เวลาเป็ นเครื่ องพิสจู น์อย่างมากมายมหาศาล


15

การกาจัดวัชพืช วัชพืชเป็ นปั ญหาสาคัญในพื ้นที่ปลูกข้ าว โดยเฉพาะในพื ้นที่ภาคกลางพบว่าปั ญหาสาคัญอันดับหนึง่ ที่ทาให้ เกษตรกรไม่ได้ ผลผลิตข้ าวสูงและต้ องเสียค่าใช้ จ่ายในการดูแลรักษาแปลงปลูกข้ าวมาก คือการระบาดของวัชพืชหลากหลายชนิดรวมทัง้ ข้ าวปนที่เมล็ดติดมากับเครื่ องจักรที่ใช้ ในการเก็บเกี่ยว การจาแนกชนิดของวัชพืชนันมี ้ วตั ถุประสงค์เพือ่ ที่จะใช้ วางแผนการป้องกันและกาจัดให้ ถกู วิธีและถูกเวลา ทังนี ้ ้ สามารถจาแนกวัชพืชเป็ นประเภทต่างๆได้ ดงั นี ้ 1.วัชพืชใบแคบ (หรื อวัชพืชตระกูลหญ้ า) เช่นหญ้ าข้ าวนก หญ้ านกสีชมพู หญ้ าแดง หญ้ าดอกขาว 2.วัชพืชใบกว้ าง มีลกั ษณะเป็ นพวกพืชใบเลี ้ยงคู่ ใบกว้ าง เช่น ผักปอดนา ผักบุ้ง เทียนนา 3.วัชพืชตระกูลกก ลักษณะทรงต้ นคล้ ายหญ้ า แต่ ลาต้ นไม่มีข้อ ไม่มีปล้ อง ลาต้ นเป็ นหลอด หรื อรูป สามเหลีย่ ม ได้ แก่ กกทราย กกสามเหลีย่ ม กกขนาก หนวดปลาดุก 4.วัชพืชประเภทเฟิ ร์ น ไม่มีเมล็ด ขยายพันธุ์ด้วย ส่วนของลาต้ น และอับเรณู เช่น ผักแว่น ผักกูดนา 5.วัชพืชประเภทสาหร่ าย เป็ นพืชชันต ้ ่า ราก ลาต้ น และใบไม่แตกต่างกัน เช่น สาหร่ายไฟ ชนิดของวัชพืชที่ชอบขึ ้นในนาข้ าวที่ปลูกด้ วยวิธีตา่ งๆ -นาปั กดา : หญ้ าข้ าวนก ผักปอดนา ขาเขียด ผัก ตับเต่า เทียนนา กกทราย กกขนาก หนวดปลาดุก ผักแว่น สาหร่ายไฟ -นาหว่านน้าตม : หญ้ าข้ าวนก หญ้ านกสีชมพู หญ้ า ดอกขาว หญ้ าแดง ผักปอดนา ขาเขียด กกทราย กกขนาก หนวดปลาดุก ผักแว่น -นาหว่านข้าวแห้ง : หญ้ านกสีชมพู หญ้ าดอกขาว หญ้ าแดง หญ้ าหางหมา หญ้ ากุศลา ผักปราบนา ผักบุ้ง เซ่งใบยาว เซ่งใบมน โสน กกทราย กกขนาก หนวดปลาดุก วิธีการป้องกันกาจัดวัชพืช หลักการพิจารณาการป้องกันกาจัดวัชพืช มีทงการป ั ้ ้ องกันไม่ให้ วชั พืชจากที่อื่นแพร่ระบาดเข้ ามาในพื ้นที่ ทังเมล็ ้ ด ราก เหง้ า ลาต้ น การควบคุม โดยลดการเสียหายจากการระบาดของวัชพืชที่ขึ ้นรบกวน และทาลายชิ ้นส่วนของวัชพืชให้ หมดไปจากพื ้นที่ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายไปที่อื่น ไม่ให้ มีการเพิ่มขยายพันธุ์ในพื ้นทีเ่ ดิม วิธีการป้องกันกาจัดโดยวิธี ต่างๆต้ องเลือกใช้ ให้ เหมาะสม ดังนี ้ 1. การป้ องกันกาจัดโดยวิ ธีกล เป็ นการใช้ แรงงานคน แรงงานสัตว์ การใช้ เครื่ องทุน ่ แรง ใช้ ไฟเผา ใช้ วสั ดุคลุมดิน


16

2. การป้ องกันกาจัดโดยวิ ธีเขตกรรม

เป็ นการจัดการเพื่อลดปั ญหาการแข่งขันจากวัชพืช ได้ แก่ การขังน ้าในนา การ ปลูกพืชคลุมดิน การปลูกพืชหมุนเวียน การใช้ อตั ราเมล็ดพันธุ์พชื ที่ปลูกสูงกว่าปกติ และการจัดการปุ๋ยที่ถกู ต้ องและ เหมาะสม 3. การป้ องกันกาจัดโดยใช้วิธี เป็ นการใช้ สงิ่ มีชีวิตมาควบคุมวัชพืช ได้ แก่ แมลง โรคพืช และสัตว์ 4. การป้ องกันกาจัดโดยการใช้สารป้ องกันกาจัดวัชพืช เป็ นวิธีที่เกษตรกรใช้ กน ั มากเพราะสะดวกรวดเร็ว แต่ต้องรู้ วิธีใช้ อย่างถูกต้ อง ไม่เป็ นอันตรายต่อผู้ใช้ และไม่ทาลายสิง่ แวดล้ อม 5. การป้ องกันกาจัดโดยวิ ธีผสมผสาน พบว่าการใช้ วิธีการป้องกันกาจัดศัตรู พืชเพียงวิธีใดวิธีหนึง่ ไม่สามารถแก้ ไข ปั ญหาได้ สมบูรณ์ เพราะแต่ละวิธีมีข้อดีและข้ อจากัดต่างกันไป การปรับใช้ ยทุ ธวิธีหลายๆวิธีเข้ าด้ วยกันตามสภาพปั ญหาทีเ่ กิด จะสามารถลดปั ญหาทีเ่ กิดได้ ระดับความเป็ นพิษของสารกาจัดวัชพืช การใช้ สารป้องกันกาจัดศัตรูพืชชนิดใดก็ตาม ผู้ใช้ ต้องมี ความระมัดระวังในระหว่างการใช้ ฉีดพ่นสารเหล่านัน้ เพราะสาร แต่ละชนิดมีความเป็ นพิษในระดับต่างๆกัน การจัดระดับความ เป็ นพิษของสารกาจัดวัชพืชซึง่ เป็ นเคมีภณ ั ฑ์ที่จาหน่ายใน ท้ องตลาด สามารถสังเกตได้ จากแถบสีที่ฉลากข้ างขวด มีอยู่ ด้ วยกัน 4 สี สีแดง หมายถึง สารเคมีที่มีระดับความเป็ นพิษ ร้ ายแรง สีเหลือง หมายถึง สารเคมีที่มีระดับความเป็ นพิษ ปาน กลาง สีน ้าเงิน หมายถึง สารเคมีที่มีระดับความเป็ นพิษ น้ อย สีเขียว หมายถึง สารเคมีที่มีระดับความเป็ นพิษ ต่า การใช้ ป๋ ุยอินทรีย์>>>>>การใช้ ป๋ ุยเคมี


17

ปุ๋ยอินทรี ย์ที่สลายตัวได้ ที่ดีแล้ ว เป็ นวัสดุที่คอ่ นข้ างทนทานต่อ การย่อยสลายพอสมควร ดังนัน้ เมื่อใส่ลงไปในดิน ปุ๋ยอินทรีย์ จึงสลายตัวได้ ช้า ไม่รวดเร็ ว เหมือนกับการไถกลบเศษพืช โดยตรง ซึง่ ก็นบั ว่าเป็ นลักษณะทีด่ ีอย่างหนึง่ ของปุ๋ยอินทรี ย์ เพราะทาให้ ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์สามารถปรับปรุงดินให้ อยูใ่ นสภาพที่ เหมาะสมต่อ การเจริ ญเติบโตของพืชได้ เป็ นระยะเวลานานๆ ปุ๋ยอินทรี ย์บางส่วนจะคงทนอยูใ่ นดินได้ นานเป็ นปี แต่ก็มี บางส่วนที่ ถูกย่อยสลายไป ในการย่อยสลายนี ้จะมีแร่ ธาตุ อาหารพืชถูกปลดปล่อยออกมาจากปุ๋ยอินทรี ย์ให้ พืชได้ ใช้ อยู่ เรื่ อยๆ แม้ วา่ จะเป็ นปริ มาณที่ไม่มากนัก แต่ก็ถกู ปลดปล่อย ออกมาตลอดเวลาและสมา่ เสมอ คุณประโยชน์ของปุ๋ยอินทรี ย์อาจแบ่งออกได้ เป็ น 3 ลักษณะ คือ 1.ประโยชน์ตอ่ พืช ปุ๋ยอินทรี ย์ เป็ นวัสดุที่มคี ณ ุ สมบัติในการปรับปรุงสภาพหรื อลักษณะของดินให้ เหมาะสมต่อการเจริ ญเติบโตของ พืช เช่น ถ้ าดินนันเป็ ้ นดินเนื ้อละเอียดอัดตัวกันแน่น เช่น ดินเหนียว ปุ๋ยอินทรี ย์ก็ จะ���่วยทาให้ ดินนันมี ้ สภาพร่วนซุยมากขึ ้น ไม่อดั ตัวกันแน่นทึบ ทาให้ ดินมีสภาพการระบายน ้า ระบายอากาศดีขึ ้น ทังยั ้ งช่วยให้ ดินมีความสามารถในการอุ้มน ้า หรื อ ดูดซับน ้าที่จะเป็ นประโยชน์ตอ่ พืชไว้ ได้ มากขึ ้น คุณสมบัตใิ นข้ อนี ้เป็ นคุณสมบัติที่สาคัญมากของปุ๋ยอินทรี ย์ เพราะที่ดินทีม่ ี ลักษณะร่วนซุย ระบายน ้า ระบายอากาศได้ ดีนนั ้ จะทาให้ รากพืชเจริ ญเติบโตได้ รวดเร็ว แข็งแรง แตกแขนงได้ มาก มีระบบ รากที่สมบูรณ์ จึงดูดซับแร่ธาตุอาหารหรื อน ้าได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนในกรณีที่ดินเป็ นดินเนื ้อหยาบ เช่นดินทราย ดินร่วนปนทราย ซึง่ ส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ต่า มีอินทรี ยวัตถุอยู่ น้ อย ไม่อ้ มุ น ้า การใส่ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์ ก็จะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และทาให้ ดินเหล่านันสามารถอุ ้ ้ มน ้า หรื อดูดซับ ความชื ้นไว้ ให้ พืชได้ มากขึ ้น ในดินเนื ้อหยาบจึงควรต้ องใส่ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์ให้ มากกว่าปกติ นอกจากคุณสมบัติตา่ งๆ ดังกล่าว มาแล้ ว ปุ๋ยอินทรี ย์ยงั สามารถช่วยปรับปรุงลักษณะดินในแง่อื่นๆ อีก เช่น ช่วยลดการจับตัวเป็ นแผ่นแข็งของหน้ าดิน ทาให้ การงอกของเมล็ดหรื อการซึมของน ้าลงไปในดินสะดวกขึ ้น ช่วยลดการไหลบ่าของน ้าเวลาฝนตก เป็ นการลดการพัดพาหน้ า ดินที่อดุ มสมบูรณ์ไป เป็ นต้ น 2.ประโยชน์ตอ่ ดิน ในแง่ของการช่วยเพิม่ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปุ๋ยอินทรี ย์เป็ นแหล่งแร่ธาตุอาหารที่จะปลดปล่อยธาตุอาหาร ออกมาให้ แก่ต้นพืชอย่างช้ าๆ และสม่าเสมอ โดยทัว่ ไปแล้ ว ปุ๋ยอินทรี ย์จะ มีปริ มาณแร่ธาตุอาหารพืชที่สาคัญดังนี ้ คือ ธาตุ ไนโตรเจนทังหมดประมาณ0.4-2.5 ้ เปอร์ เซ็นต์ ฟอสฟอรัสในรูปที่เป็ นประโยชน์ตอ่ พืช ประมาณ 0.2-2.5เปอร์ เซ็นต์ และโพแทสเซียมในรูปที่ละลายน ้าได้ ประมาณ0.5-1.8 เปอร์ เซ็นต์ ปริ มาณแร่ธาตุอาหาร


18

3.ประโยชน์ตอ่ สัตว์ โดยปกติไส้ เดือนดินชอบอาหารทีม่ ีปริ มาณโปรตีนสูง รวมถึงในดินที่มีปริ มาณอินทรี ยวัตถุจานวนมากเพราะ ไส้ เดือนดินนัน้ จะไม่กินของมีชีวติ แต่จะเข้ าย่อยสารอินทรี ย์ทเี่ ริ่ มเน่าเปื่ อย โดยเฉพาะสารอินทรี ย์ที่มีปริ มาณไนโตรเจน เป็ นองค์ประกอบอยูส่ งู เช่น ในขยะอินทรี ย์หรื อเศษอาหารจากตลาดหรื อจากชุมชนไม่แปลกทีจ่ ะพบเห็นไส้ เดือนดินจานวน มากในบริ เวณใต้ กองเศษพืช กองปุ๋ยคอก ทีก่ าลังเน่า หรื อแม้ แต่ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์ซงึ่ ช่วยให้ ดินมีการปรับปรุงอย่างถาวร และเป็ น เกษตรอินทรี ย์อีกรูปแบบหนึง่ สารดังกล่าวจะมีมากหรื อน้ อยก็ขึ ้นอยูก่ บั ชนิดของเศษพืชที่นามาหมัก และวัสดุอื่นๆ ที่ใส่ลง ไปในกองปุ๋ย

วิธีการใช้ ป๋ ุยอินทรีย์ การใช้ ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์กบั ไม้ ผลหรื อไม้ ยืนต้ น ไม้ ผลหรื อไม้ ยืนต้ น เป็ น พวกที่มีระบบรากลึก การเตรี ยมดินในหลุมปลูกให้ ดจี ะมี ผลต่อระบบรากและการ เจริ ญตังตั ้ วของต้ นไม้ ในช่วงแรกเป็ น อย่างมาก ในการเตรียมหลุมปลูกควร ขุดหลุมให้ ลกึ แล้ วใช้ ปุ๋ยอินทรี ย์ผสมคลุกเคล้ ากับดินทีข่ ดุ จากหลุมในอัดราส่วน ดิน 2-3 ส่วน กับปุ๋ยอินทรี ย์1 ส่วน ใส่กลับลงไปในหลุมเพื่อ ใช้ ปลูกต้ นไม้ ต่อไป การใส่ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์สาหรับไม้ ผลที่ เจริ ญเติบโตแล้ วอาจทาโดยการพรวน ดินรอบๆ ต้ น ห่างจาก โคนต้ นประมาณ2-3 ฟุต ออกไปจนถึงนอกทรงพุม่ ของ ต้ น ประมาณ 1 ฟุต พรวนดินให้ ลกึ ประมาณ 2 นิ ้ว โรยปุ๋ย อินทรี ย์ให้ หนาประมาณ 1 นิ ้ว หรื อมากกว่า ใช้ จอบผสม คลุกเคล้ าให้ เข้ ากับดิน แล้ วรดน ้าหรื อจะใช้ วิธีขดุ ร่องรอบๆ ทรงพุม่ ของต้ นให้ ลกึ ประมาณ 30-50 เซนติเมตร แล้ วใส่ป๋ ยุ หมักลงไปในร่องประมาณ 40-50กิโลกรัมต่อต้ น ใช้ ดินกลบ แล้ วรดน ้า ถ้ าจะ ใส่ป๋ ยเคมี ุ ด้วยก็ผสมปุ๋ยเคมีคลุกเคล้ ากับปุ๋ยอินทรี ย์ให้ ดีแล้ วใส่ลงไป พร้ อมกัน การใส่ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์ตามวิธี ดังกล่าวมานี ้ เป็ นการใส่ปีละครัง้ และเมื่อต้ นไม้ มีขนาดโตขึ ้นก็ควรเพิ่มปริ มาณปุ๋ยอินทรี ย์ตามขนาดของต้ นไม้ ด้วย การใช้ ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์กบั พืชผัก พืช ผักส่วนใหญ่เป็ นพืชที่มีระบบราก แบบรากฝอย รากสันอยู ้ ต่ ื ้นๆ ใกล้ ผิวดิน การใส่ป๋ ยุ อินทรี ย์จะมีประโยชน์มาก เพราะช่วยให้ ดินร่วนซุยขึ ้น ทาให้ รากของพืชผักเจริ ญเติบโตได้ รวดเร็ ว แตกแขนงแพร่กระจายไป ได้ มาก มีระบบรากที่สมบูรณ์ ทาให้ สามารถดูดซับ แร่ธาตุอาหารได้ รวดเร็ ว ทนต่อการแห้ งแล้ งได้ ดขี ึ ้น วิธีการใส่ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์ ใน แปลงผักอาจใช้ วิธีโรยปุ๋ยอินทรี ย์ที่สลายตัวดีแล้ ว คลุมแปลงให้ หนาประมาณ 1-3 นิ ้ว ใช้ จอบสับผสมคลุกเคล้ าลงไป ในดินให้ ลกึ ประมาณ 4 นิ ้วหรื อลึกกว่านี ้ ถ้ าเป็ นพืชที่ลงหัว พืชผักเป็ นพืชที่มกี ารเจริ ญเติบโตรวดเร็ ว ต้ องการแร่ธาตุ อาหารจาก ดินเป็ นปริ มาณมาก ในช่วงระยะเวลาสันๆ ้ ถ้ าจะให้ ผลผลิตที่ดีควรใส่ป๋ ยเคมี ุ ร่วมไปกับการใส่ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์ด้วย


19

การใส่ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์กบั พืชไร่ หรื อนาข้ าว ในดินทีม่ ีความอุดมสมบูรณ์ ปานกลาง แนะนาให้ ใส่ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์ในอัดราอย่างน้ อยปี ละ 1.5-2.5 ตันต่อไร่ หว่านให้ ทวั่ แปลงแล้ วไถหรื อคราดกลบก่อน การปลูกพืชในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่าหรื อผืนดิน เสือ่ มโทรม อาจต้ องใส่ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์ในอัตราทีม่ ากกว่านี ้ เช่นปี ละ 2-3 ตันต่อไร่ ซึง่ ก็ขึ ้นอยูก่ บั สภาพของดินและปริ มาณการ ผลิตปุ๋ยอินทรี ย์ พื ้นที่ที่ใช้ ปลูกพืชไร่ หรื อทานาเป็ นพื ้นที่กว้ าง ปริ มาณปุ๋ยอินทรี ย์ทใี่ ส่ลงไป ในแต่ละปี อาจไม่เพียงพอ ถ้ า ดินนันไม่ ้ อดุ มสมบูรณ์การปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินควรต้ องใช้ ร่วม กับการใส่ป๋ ยเคมี ุ หรือการจัดการดินวิธี อื่นๆ เช่น การใช้ ป๋ ยพื ุ ชสดเป็ นต้ น ปุ๋ยเคมีนนั ้ มีผลเสียอย่างรุ นแรงต่อสิ่งแวดล้ อม โดยเฉพาะ ไนโตรเจน ซึ่งเป็ นปั จจัยหลักในการปนเปื ้อนในน ้า และยังเป็ นสาเหตุหลักที่ก่อให้ เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆในทะเล การใช้ ฟอสเฟตที่มากเกินไปก็มีผลเสียตามมา มากมายเช่นกัน น ้าจะเป็ นตัวกลางในการลาเลียงไนโตรเจนและฟอสเฟตซึ่งเป็ นสารอาหารหลัก สารอาหารเหล่านี ้จะบารุ งพืชพันธุ์ใน สภาพแวดล้ อมแบบน ้า (aquatic) ทาให้ สิ่งมีชีวิตในทะเลสามารถเติบโตและอุดมสมบูรณ์ แต่ในทางกลับกัน สารทังสอง ้ ตัวนี ้ก็จะกระจายในสภาพแวดล้ อมทาให้ ปริ มาณออกซิเจนมีจากัดสาหรับสิ่งมีชีวิต เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งสิ่งมีชีวิต เหล่านันจะสู ้ ญหายไป (เช่น ปลา หรื อหอย) ลองดูรายละเอียดเกี่ยวกับการเพิ่มคุณภาพน ้า ปุ๋ยเคมียงั ส่งผลเสียต่อดินเนื่องจากการใช้ สารเคมีมากเกินไป จะทาลายสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก และทาให้ ดินเสื่อมสภาพ จน อาจจะทาให้ เกิดสภาวะที่ไม่สามารถให้ ผลผลิตใดได้ การพังทลายของดินในสภาวะแวดล้ อมทางการเกษตรนันเกิ ้ ดจากการ ใช้ สารเคมี นอกจากนี ้ปุ๋ยเคมียงั มีข้อด้ อยหรื อด้ อยคุณภาพหากพิจารณาถึงปริ มาณสารอาหารขนาดเล็กแล้ ว การใช้ ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์หรื อปุ๋ยหมัก จึงเป็ นทางเลือกที่ให้ ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้ อมและไม่มีผลกระทบด้ านลบใด ดังที่อธิบายมา ข้ างต้ น ในทางตรงกันข้ าม ปุ๋ยธรรมชาติหรื อปุ๋ยหมักยังให้ สารอาหารขนาดเล็กที่จาเป็ นและให้ จุลินทรี ย์ในปริ มาณที่ พอเพียงเพื่อให้ สภาพแวดล้ อมมีความสมบูรณ์ ขันตอนการหมั ้ กมีความสาคัญสาหรับผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เพราะเป็ นการ เสริ ม และทาให้ องค์ประกอบชีวภาพต่างๆกลับมามีชีวิตใหม่ สามารถทาลายวัชพืชและจุลินทรี ย์ที่เป็ นพิษได้ อีกทังยั ้ งช่วย ลดปริ มาณของเสียชีวภาพและป้องกันไม่ให้ เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้ อมได้ การเติมปุ๋ยหมักลงไปในดินจึงเป็ นการปรับปรุ ง คุณภาพทางกายภาพของดิน เป็ นการเพิ่มอากาศในดินเหนียวและดินที่มีความอัดแน่น เสริ มการกักเก็บน ้าในดินทรายและ ดินที่มีมวลเบา กระตุ้นให้ เกิดขันตอนทางชี ้ วภาพอื่นๆ ลดอัตราส่วนของก๊ าซคาร์ บอนและไนโตรเจน และทาให้ ดินมีความ อุดมสมบูรณ์ ปุ๋ยสดยังมีหน้ าที่อีกหลายอย่างซึง่ ก็รวมถึงการปรับปรุงคุณภาพดินและการป้องกันสภาพดิน ปุ๋ยสดเช่น เศษ ไม้ ยงั มีแบคทีเรี ยขนาดเล็กที่สามารถปรับสภาพไนโตรเจนให้ เหมาะแก่การนาไปใช้ ของพืชได้ ปุ๋ยสดยังเพิ่มมวลชีวภาพใน ดิน ดังนันจึ ้ งเป็ นการเสริ มการกักเก็บน ้า การระบายอากาศและลักษณะอื่นๆของดินที่ จาเป็ น ระบบรากของปุ๋ยหมักยัง สามารถฝั งลึกลงไปในดินและนาสารอาหารขึ ้นมาใช้ ได้ โดยที่พืชที่มีรากสันปรกติ ้ แล้ วจะไม่สามารถนาสารอาหารเหล่านัน้ มาใช้ ได้ ในการเลือกและใช้ ป๋ ยสดนั ุ น้ เราจะต้ องคานึงถึงคุณภาพในการยับยังวั ้ ชพืชและการป้องกันการพังทลายของดิน รวมไปถึงการทาให้ ดินนันอั ้ ดแน่น พืชที่เป็ นปุ๋ยสดบางชนิดเมื่อปล่อยให้ เติบโตได้ ในระยะหนึ่งจะเอื ้อต่อการขยายพันธุ์ของ แมลงที่เป็ นตัวแพร่ ละอองเกสรต่างๆ หากย้ อนกลับไปศึกษาดูแล้ ว การใช้ พืชเพื่อทาหน้ าที่เป็ นปุ๋ยสดนันเป็ ้ นวิธีที่มีการ ปฏิบตั ิมานานตังแต่ ้ มีการทาเกษตรหมุนเวียน ซึง่ เป็ นการทาให้ ดินได้ รับสารอาหารและมีสภาพพร้ อมแก่การเพาะปลูก



การเกษตรแบบผสมผสาน a (1)