Page 1

ติวสอบ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศสาหรับครู

1 จงให้ความหมายของคาว่าเทคโนโลยีและคาว่าสารสนเทศ ตอบ เทคโนโลยี หมายถึง สิง่ ทีม่ นุษย์พัฒนาขึน้ เพื่อช่ วยในการทางานหรือแก้ปญ ั หาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์ , เครื่องมือ , เครื่องจักร, วัสดุ หรือแม้กระทัง่ ทีไ่ ม่ได้เป็นสิง่ ของทีจ่ บั ต้องได้ เช่ น กระบวนการต่างๆ เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นาเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบตั ิ แก่ มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนาเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ ในการประดิษฐ์สงิ่ ของต่าง ๆให้ เกิดประโยชน์สงู สุด ส่วนทีเ่ ป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะ ขึน้ อยู่กบั ปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซือ้ ขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัตสิ ว่ นรวมของ ชาวโลกมีการเผยแพร่โดยไม่มกี ารซือ้ ขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึน้ โดยมี ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ

สารสนเทศ ( Information) หมายถึง ข้อมูลทีม่ สี าระอยู่ในตัว สามารถสือ่ ความหมายให้เกิด การเข้าใจกับผูท้ ตี่ อ้ งการใช้ ขอ้ มูลนั้น และสามารถทีจ่ ะนาไปใช้ ประโยชน์ตอ่ ไปได้ การทีจ่ ะได้มาซึง่ สารสนเทศทีต่ อ้ งการนั้นจะต้องนาข้อมูล ( data) ทีเ่ กีย่ วข้องกับเรื่องทีส่ นใจ มาทาการประมวลผลเสียก่อน โดยข้อมูลทีน่ ามาประมวลผลนั้นอาจจะมาจากแหล่งข้อมูลทัง้ ภายในหรือภายนอกองค์การ 2 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหมายถึ งอะไร ตอบ เทคโนโลยีสารสนเทศ ( Information Technology : IT) หมายถึง การนาเทคโนโลยีดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีดา้ นการสือ่ สารโทรคมนาคมมาช่ วยใน การรวบรวม ประมวลผล สรุป จัดเก็บ และเผยแพร่ สารสนเทศทีไ่ ด้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่ น ตัวเลข ตัวอักษร ภาพ และเสียง เพื่อให้เกิดประโยชน์สงู สุด


การสือ่ สาร คือกระบวนการสาหรับแลกเปลีย่ นสาร รูปแบบอย่างง่ายของสาร คือ จะต้องส่งจากผูส้ ง่ สารหรืออุปกรณ์เข้ารหัส ไปยังผูร้ บั สารหรืออุปกรณ์ถอดรหัส อาจอยู่ในรูปแบบของท่าทางสัญลักษณ์ บ้าง อย่างอยู่ในรูปแบบของภาษา การสือ่ สารเกิดจากความต้องการทีค่ นจะส่งข้อมูลหากัน การศึกษาเกีย่ วกับการ สือ่ สารอาจจาแนกได้หลายหมวดหมู่

3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเกิดขึ้นได้อย่างไร ตอบ จากเทคโนโลยีสารสนเทศ ( Information Technology : IT) สูเ่ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร (Information and Communication Technologies : ICT) ระยะแรกนิสติ จะคุน้ เคยกับ คาว่า IT คือการมีขอ้ มูล สารสนเทศ ( Information) และมีเทคโนโลยี ( Technology) ซึง่ หมายถึง คอมพิวเตอร์ทมี่ าแรงมากในช่ วง ประมาณ 2 ทศวรรษทีผ่ า่ นมา แต่ระยะหลัง ICT มีบทบาทมาก กล่าวคือ ได้ใช้ ระบบเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร ทีน่ อกจากจะรวมเอาอุปกรณ์คอื เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์มาช่ วยทาการประมวลผลข้อมูล (

Data) ให้รวดเร็ว

ถูกต้อง แม่นยา เป็นสารสนเทศ ( Information) ทีม่ ี ความหมายในการบริหารจัดการแล้ว ยังใช้ อปุ กรณ์ ทางการสือ่ สาร ( Communication) ช่ วยเชื่อมโยงไปหาเครื่องคอมพิวเตอร์ทอี่ ยู่ไกล ( Remote Area) โดยใช้ โทรศัพท์ ดาวเทียม ไมโครเวฟ ทาให้การรับส่งและแลกเปลีย่ นเอกสารเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) จึงสามารถติดต่อข้อมูลข่าวสารได้ง่าย ไม่จาเป็นต้องเดินทางไปเอง Information and Communication Technology (ICT) มีความหมายถึง

Information Technology (IT) และ Communication Technology (CT) (Mallard, 2002) 1) IT หมายถึง อุปกรณ์ ( Hardware) และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ( Software) ซึง่ ใช้ เพื่อการเข้าถึง แก้ไข จัดเก็บ รวบรวม ควบคุม และนาเสนอสารสนเทศในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (1) Hardware ได้แก่ Personal Computers, Scanners และ Digital Cameras เป็นต้น (2) Software ได้แก่ Database Storage Programs และ Multimedia Programs เป็นต้น 2) CT หมายถึง อุปกรณ์โทรคมนาคม ( Tele-communication Equipment) ใช้ เพื่อประโยชน์ในการค้นหา และเข้าถึงสารสนเทศ ได้แก่ โทรศัพท์ โทรสาร โมเด็ม และคอมพิวเตอร์ เป็นต้น


4 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีความเป็นมาหรือการพัฒนาการโดยย่ออย่างไร ตอบ จากทีก่ ล่าวมาแล้วา่ เทคโนโลยีสารสนเทศเกิดจากการรวมตัวกันของเทคโนโลยี

2 ด้านคือ เทคโนโลยี

โทรคมนาคมกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ซึง่ แต่ละด้านมีประวัตหิ รือพัฒนาการดังนี้ เทคโนโลยี โทรคมนาคม เริ่มจากการประดิษฐ์ โทรเลข แซมวล มอร์ส ในปี พ.ศ

2380 สัญญาณขอความช่ วยเหลือ

ฉุกเฉิน sos จะเข้าป็นรหัส การครับส่งโทรเลขได้ถกู นามาใช้ ในเชิ งการค้าตัง้ แต่ พ.ศ 2387 เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ มีวฒ ั นาการมาจากลูกคิด มาเป็น เครื่องคิดเลข การทางานของเครื่องนี้แบ่งเป็น

3

ส่วน คือ ส่วนเก็บข้อมูล ส่วนคานวณ และส่วนควบคุม 5 ระบบปัญญาประดิษฐ์ ( Artificial Intelligence : AI ) หมายถึ ง และมีส่วนประกอบสาคั ญอย่างไร ตอบ สามารถคานวณค่าของตรีโกณมิติ ฟังก์ชั่นต่างๆทางคณิตศาสตร์ การทางานของเครื่องนี้แบ่งเป็น

3

ส่วน คือ ส่วนเก็บข้อมูล ส่วนคานวณ และส่วนควบคุม

6 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีความสาคั ญหรือมีประโยชน์อย่างไร ตอบ ความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร มี 5 ประการ ( Souter 1999: 409) ได้แก่ ประการแรก การสือ่ สารถือเป็นสิง่ จาเป็นในการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ สิง่ สาคัญทีม่ สี ว่ นในการ พัฒนากิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ประกอบด้วย Communications media, การสือ่ สารโทรคมนาคม (Telecoms), และเทคโนโลยีสารสนเทศ ( IT) ประการทีส่ อง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารประกอบด้วยผลิตภัณฑ์หลักทีม่ ากไปกว่า โทรศัพท์ และคอมพิวเตอร์ เช่น แฟกซ์ , อินเทอร์เน็ต, อีเมล์ ทาให้สารสนเทศเผยแพร่หรือกระจายออกไปในทีต่ า่ ง ๆ ได้สะดวก ประการทีส่ าม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารมีผลให้การใช้ งานด้านต่าง ๆ มีราคาถูกลง ประการทีส่ ี่ เครือข่ายสือ่ สาร ( Communication networks) ได้รบั ประโยชน์จากเครือข่ายภายนอก เนื่องจาก จานวนการใช้ เครือข่าย จานวนผูเ้ ชื่อมต่อ และจานวนผูท้ มี่ ศี กั ยภาพในการเข้าเชื่อมต่อกับเครือข่ายนับวันจะ เพิ่มสูง ขึน้


ประการทีห่ ้า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารทาให้ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ และต้นทุนการใช้ ICT มี ราคาถูกลงมาก

7 สารสนเทศทีด่ ีและมีประโยชน์ควรมีลั กษณะอย่างไร ตอบ 1. มีความถูกต้อง แม่นยา 2. ทันต่อการใช้ งาน (ทันสมัยอยู่เสมอ) 3. ความสมบูรณ์ในตัวเอง 4. มีความกะทัดรัก ชัดเจน 5. ตรงกับความต้องการ

นอกจากนี้สารสนเทศทีด่ คี วรมีคณ ุ สมบัตดิ งั นี้ - มีความลาเอียดแม่นยา - มีคณ ุ สมบัตเิ ชิ งปริมาณ สามารถแสดงออกมาในรูปของตัวเลข - มีความยอมรับได้ - ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว - ไม่ลาเอียง - ชัดเจน เข้าใจง่าย

8 จงยกตัวอย่างเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทีใ่ ช้ในชีวิตประจาวัน ตอบ คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุค๊ โทรศัพท์ ไอแพด แฟกส์ โทรทัศน์ วิทยุ เป็นต้น


9 จงอธิบายกระแสโลกาภิวัฒน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในปัจจุบนั ตอบ กระแสโลกาภิวฒ ั น์ ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร ใน ปัจจุบนั ช่ วยให้ความเป็นอยู่ ใน ชีวติ ประจาวันของเราสะดวกสบายมากขึน้ เมือ่ เปรียบเทียบกับยุคก่อน การเดินทางและติดต่อสือ่ สาร ระหว่างกันสามารถทาได้ง่ายขึน้ มีการนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ งาน ในทุกสาขาอาชี พ เช่ น การ สือ่ สาร การธนาคาร การบิน วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การแพทย์ การศึกษา หรือการเรียนการสอน ซึง่ ส่งผลให้วทิ ยาการต่างๆ เจริญก้าวหน้าและทันสมัยอย่างรวดเร็ว การติดตามข่าวสารทีเ่ กิดขึน้ ในส่วนต่างๆ ของโลกได้ทนั เหตุการณ์ สามารถรับรู้ขา่ วสารข้อมูลในเวลาเดียวกันได้ทงั้ ทีอ่ ยู่ห่างไกลกันคนละสถานที่ เช่ น การถ่ายทอดสด การเสนอข่าวเหตุการณ์สาคัญ รายการแข่งขันกีฬา การถ่ายทอดสัญญาณผ่านระบบ ดาวเทียมจากประเทศต่างๆ การใช้ เครื่องคอมพิวเตอร์พิมพ์รายงาน สร้างภาพกราฟิก เก็บข้อมูล สืบค้น ข้อมูล ฟังเพลง รวมถึงการประยุกต์ใช้ ในการเรียนการสอน จึง นับได้วา่ คอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบ หนึ่งทีส่ าคัญ ต่อการดารงชีวติ การศึกษา และการเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศจะช่ วยให้สามารถใช้ งาน คอมพิวเตอร์ให้ เป็นประโยชน์ตอ่ การพัฒนาในทุกๆ ด้าน ช่ วยส่งเสริมทักษะ และสร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ไปพร้อมๆ กัน

10 จงกล่ าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทัง้ ในด้านประโยชน์และโทษทีม่ ีต่อผู้ใช้และ สังคม ตอบ ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ตเป็นระบบเครือข่ายทีโ่ ยงใยกันทัว่ โลก ซึง่ มีบริการในด้านต่าง ๆ มากมายไว้บริการ สาหรับผูท้ ตี่ อ้ งการในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึง่ ซึง่ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผใู้ ช้ ระบบเครือข่ายใน รูปแบบต่าง ๆ ซึง่ มีอย่างหลากหลายดังนี้


1. ด้าน การค้นคว้าข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น มีบริการสามารถทีจ่ ะเข้าไปใช้ บริการค้นหา ข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายอิน เทอร์เน็ตได้ เราสามารถทีจ่ ะเข้าไปค้นหาข้อมูลทีเ่ ราสนใจใน Would Wide Web หรือ WWW เช่ นเข้าไปค้นหาข้อมูล อาจเป็นข้อมูลภาพและเสียง ฯลฯ อีกมากมาย 2. ด้านการประชาสัมพันธ์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น มีบริการติดต่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผา่ น ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ องค์การหรือหน่วยงานต่าง ๆ นิยมสร้างเว็บไซต์ ( Web Site) บน อินเทอร์เน็ต เพื่อให้บริการข้อมูลเกีย่ วกับองค์การและบริการต่าง ๆ เพื่อใช้ ในการประชาสัมพันธ์ขอ้ มูลของ บริษทั 3. ด้านข้อมูลข่าวสารบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น มีบริการอ่านข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ผ่านระบบ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากมุมต่าง ๆ ได้ทวั่ โลกโดยผ่านเว็บไซต์ตา่ ง ๆ ทีใ่ ห้บริการข้อมูลข่าวสาร เช่ น

CNN

ตลอดจนหนังสือพิมพ์ตา่ ง ๆ ทัง้ ในประเทศไทยและต่างประเทศทีม่ บี ริการข้อมูลข่าวสารทีร่ วดเร็ว 4. ด้านการสารองข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น มีบริการดาวน์โหลด ซอฟต์แวร์ตา่ ง ๆ ( Software Download) ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึง่ บริษทั ผูผ้ ลิตมีไว้บริการ เช่ น Microsoft, ฯลฯ 5. ด้านการค้นคว้าข้อมูลจากห้องสมุดบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น มีบริการค้นหาข้อมูลจาก ห้องสมุด ( Explore Libraries) ผ่านระบบเครือ ข่ายอินเทอร์เน็ตซึง่ ในระบบเครือข่ายมีห้องสมุดออนไลน์ ต่าง ๆ ไว้บริการเพื่อให้ผทู้ ตี่ อ้ งการค้นหาข้อมูลและบริการอ่านหนังสือใหม่ ๆ ทีม่ ใี นห้องสมุดต่าง ๆ 6. ด้านการผ่อนคลายบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น มีบริการเล่นเกม ( Play Games) ผ่าน ระบบ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทาให้สามารถใช้ บริการเกมออนไลน์ เพื่อให้ความบันเทิง และการฝึกทักษะทาง สมองซึง่ เกมออนไลน์ มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน เช่ น เกมเพื่อการศึกษา ฯลฯ 7. ด้านการซือ้ สินค้าบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีบริการซือ้ สินค้าและบริการ ต่าง ๆ ( Shopping) ผ่าน ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึง่ จะมีระบบการซือ้ ขายสินค้าผ่านเครื่อง คอมพิวเตอร์ โดยผูท้ ตี่ อ้ งการเข้าไปซือ้ สินค้าในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นทาการ เลือกรายการสินค้าทีม่ ไี ว้บริการ แล้วทาการสัง่ จ่ายโดยใช้บตั รเครดิตได้ทนั ที ซึง่ จะทาให้การซือ้ ขายสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง 8. ด้านการความบันเทิงบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีบริการดูโทรทัศน์และ


ฟังเพลง (Watch TV. And Listen Music) ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึง่ บนระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ตสามารถดูโทรทัศน์ฟังวิทยุ หรือดูรายการถ่ายทอดสดของสถานีโทรทัศน์ตา่ ง ๆ 9. ด้านการแลกเปลีย่ นข้อมูล มีบริการแลกเปลีย่ นข้อมูลข่าวสาร ( Exchange Message) ผ่านระบบ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต เราสามารถรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-mail กับผูใ้ ช้ บริการอินเทอร์เน็ตคน อืน่ ๆ ได้ทวั่ โลกในเวลาอันรวดเร็ว 10. ด้านการการสนทนาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีบริการสนทนาออนไลน์ ( Chat) ผ่านระบบ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตรวมทัง้ บริการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-mail จะได้รบั ความนิยมมากในขณะนี้ จะทาให้ผทู้ ใี่ ช้ บริการ Chat สามารถทีจ่ ะพูดคุยกันได้โดยตรง เหมาะสาหรับการติดต่อสือ่ สารทีร่ วดเร็ว 11. ประโยชน์ดา้ นการเรียนทางไกลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น มีบริการเรียนทางไกลบน อินเทอร์เน็ต (Distance Learning) ผ่าน ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึง่ ในปัจจุบนั มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ใน ประเทศและต่างประเทศมีการใช้ หลักสูตรการเรียนการสอนทางไกลผ่านเครือข่าย อินเทอร์เน็ต ทัง้ ในระดับ ประกาศนียบัตร ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยทีผ่ เู้ รียนไม่จาเป็นต้องไปเรียนที่ มหาวิทยาลัย แต่สามารถทาการเรียนผ่านระบบการเรียนการสอนทางไกลผ่านระบบออนไลน์เข้าสู่ อินเทอร์เน็ตโดยเข้าเรียนตามวันและเวลาทีท่ าการเรียนการสอน เช่ น วิชาคณิตศาสตร์ การสอน ภาษาอังกฤษ วิชาคอมพิวเตอร์ เป็นต้น 12. ด้านค้นหาทีอ่ ยู่และเบอร์โทรศัพท์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น มีบริการค้นหาทีอ่ ยู่และเบอร์ โทรศัพท์ผา่ นระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึง่ บนอินเทอร์เน็ตมีเว็บไซต์จานวนมากทีใ่ ห้บริการค้นหาทีอ่ ยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของบุคคล องค์การ บริษทั ต่าง ๆ เพียงแค่ปอ้ นข้อมูลของ บุคคลทีเ่ ราต้องการค้นหา เช่ น ชื่อและนามสกุล ชื่อเมือง ชื่อรัฐ และประเทศ ลงในช่ องทีก่ รอกข้อมูลก็สามารถทีจ่ ะทาการค้นหาได้


โทษของอินเทอร์เน็ต เมือ่ เราทราบถึงประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตทีม่ อี ยู่มากมายแล้ว โดยทัว่ ๆ ไปสิง่ ทีป่ ระโยชน์นั้น ถ้าใช้ มากเกินไปหรือใช้ อย่างไม่ถกู วิธีกจ็ ะเกิดโทษได้ เช่ นการใช้ อนิ เทอร์เน็ต ซึง่ โทษของอินเทอร์เน็ตมี ดังต่อไปนี้ คือ โรคติดอินเทอร์เน็ต ( Webaholic) ผูท้ มี่ คี ณ ุ สมบัตดิ งั ต่อไปนี้ อย่างน้อย 4 อย่าง เป็นเวลานานอย่างน้อย 1 ปี ถือได้วา่ มีอาการติดอินเทอร์เน็ต 1. มีความต้องการใช้อนิ เทอร์เน็ตเป็นเวลานานขึน้ 2. ไม่สามารถควบคุมการใช้อนิ เทอร์เน็ตได้ 3. รู้สกึ หงุดหงิดเมือ่ ต้องใช้อนิ เทอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้ 4. ใช้อนิ เทอร์เน็ตเพื่อหลีกเลีย่ งปัญหาหรือคิดว่าการใช้ อนิ เทอร์เน็ตทาให้ตนเองรู้สกึ ดีขนึ้ 5. หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้ อนิ เทอร์เน็ตของตัวเอง 6. ยังใช้ อนิ เทอร์เน็ตถึงแม้วา่ ต้องเสียค่าใช้ จา่ ยมาก 7. มีอาการผิดปกติ อย่างเช่ น หดหู่ กระวนกระวายเมือ่ เลิกใช้ อนิ เทอร์เน็ต 8. ใช้เวลาในการใช้ อนิ เทอร์เน็ตนานกว่าทีต่ วั เองได้ตงั้ ใจไว้ เขียนโดย วิศรุต วิจติ รแพทย์ ที่ 07:14 ไม่มคี วามคิดเห็น: ส่งอีเมลข้อมูลนี้ BlogThis! แบ่งปันไปที่ Twitter แบ่งปันไปที่ Facebook


1 คาว่า "ระบบ" และวิธีการเชิงระบบ หมายถึ งอะไร ความหมายของระบบ( System) ก่อน ทีจ่ ะทาการวิเคราะห์ระบบนั้น ควรทาความเข้าใจและทาความรู้จกั กับระบบก่อนว่าระบบคืออะไร หมายถึงอะไร มีสว่ นประกอบหรือองค์ประกอบทีจ่ ะประกอบเป็นระบบได้อย่างไร ซึง่ ได้มผี ใู้ ห้คาจากัด ความและความหมายของระบบเอาไว้หลายความหมายด้วยกัน ดังนี้ ระบบ(System) มีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายเอาไว้วา่ ระบบ คือ ระเบียบเกีย่ วกับการรวมสิง่ ต่างๆ ซึง่ มีลกั ษณะซับซ้อนให้เข้าลาดับประสานเป็นอันเดียวกันตาม หลักเหตุผลทาง วิชาการ หรือหมายถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติซงึ่ มีความสัมพันธ์ ประสานเข้ากัน โดย กาหนดรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระบบ(System) คือ กระบวนการต่างๆ ทีอ่ ยู่ในเครือข่ายเดียวกันและมีความสัมพันธ์กนั ระหว่างกระบวนการ เหล่านั้น และเชื่อมต่อกันเพื่อทางานใดงานหนึ่งให้บรรลุถงึ เป้าหมายทีว่ างไว้ ระบบ(System) คือ กลุม่ ขององค์ประกอบต่างๆ ทีท่ างานร่วมกัน เพื่อจุดประสงค์อนั เดียวกัน และเพื่อให้เข้าใจในความหมายของคาว่าระบบทีจ่ ะต้องทาการวิเคราะห์ จึงต้องเข้าใจลักษณะของระบบก่อน วิธีการเชิ งระบบ ( System Approach ) การดารงชีวติ ของมนุษย์ ถ้าหากพิจารณาแล้วจะเห็นว่าทุกอย่างเกิดขึน้ อย่างเป็นระบบเกือบทัง้ สิน้ ไม่วา่ จะ เป็นปรากฎการณ์ของธรรมชาติหรือการทางานของมนุษย์เองก็ตาม มนุษย์เรายังไม่มกี ารเรียนรู้วา่ สิง่ เหล่านี้ คือ ระบบ ( System ) จนได้มกี ารสังเกตและรวบรวมจัดเป็นหมวดหมู่ และได้นามาศึกษาอย่างละเอียดลึกซึง้ เพิ่มขึน้ จึงเกิดเป็นทฤษฎีระบบ ( System theory ) ซึง่ หมายถึง การ พิจารณาปรากฎการณ์ตา่ งๆทัง้ ระบบ เพื่อจะได้เห็นความสาคัญและลักษณะขององค์ประกอบต่างๆที่ สัมพันธ์กนั เป็น หนึ่งเดียว บทความนี้กล่าวถึงเฉพาะวิธีการเชิ งระบบหรือเทคนิคเชิ งระบบ ( System Approach )

2 องค์ประกอบสาคั ญของวิธีระบบได้แก่อะไร


องค์ประกอบของระบบ การทีจ่ ะกล่าวหรืออธิบายถึงองค์ประกอบของระบบว่าประกอบด้วยอะไรบ้างนั้นขึน้ อยู่กบั ความคิดเห็นของ ผูท้ เี่ กีย่ วข้องกับระบบ ซึง่ จะไม่เหมือนกัน แต่โดยทัง่ ๆ ไปแล้วมักจะแบ่งองค์ประกอบออกเป็น

2

องค์ประกอบใหญ่ๆ คือ 1.องค์ประกอบแบบ 6 M คื อ Man, Money, Material, Machine, Management, และ Morale ดัง รายละเอียดต่อไปนี้ 1.1 Man หมายถึง บุคลากร คือ ผูท้ จี่ ะต้องเกีย่ วข้องกับระบบงาน หรือหมายถึง คนทุกคนทีเ่ กีย่ วข้องกับ ระบบนั้นเอง อาจจะประกอบไปด้วยผูบ้ ริหารระดับต่างๆ ซึง่ จะมีทงั้ ผูบ้ ริหาร ระดับสูง ระดับกลาง และ ระดับปฏิบตั งิ าน และอาจประกอบด้วยนักวิชาการในระดับต่างๆ แต่จะนับรวมลูกค้าหรือผูบ้ ริโภค ซึง่ เป็นผู้ ทีม่ คี วามสาคัญไม่น้อยของระบบด้วยหรือไม่กย็ อ่ มสุดแล้วแต่นัก วิชาการทางด้านบริหารระบบจะตัดสินใจ 1.2 Money หมายถึง เงินหรือทรัพย์สนิ ทีม่ คี า่ เป็นเงินของระบบ ซึง่ นับเป็นหัวใจทีส่ าคัญอย่างหนึ่งของระบบ เช่ น เงินทุน เงินสด เงินหมุนเวียน เงินคาใช้ จา่ ย หรือ เงินรายรับ รายจ่ายต่างๆ เหล่านี้ เป็นต้น ถ้าการเงินของ ระบบไม่ดพี อแล้ว ระบบนั้นย่อมจะประสบกับความยุ่งยากหรืออาจถึงแก่การหายนะได้ เพราะฉะนั้น ระบบ ธุรกิจทุกชนิดจะต้องมีความระมัดระวังในเรื่องของการเงินเป็นพิเศษ 1.3 Material หมายถึง ตัวสินค้าหรือวัสดุทใี่ ช้ ในการผลิตสินค้า ซึง่ เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งทีม่ คี วามสาคัญ ของระบบไม่น้อย ปัญหาในเรื่อง Material หรือสินค้าและวัสดุนี้มี 2 ประการใหญ่ๆ 1.3.1 ประการแรก เป็นการขาดแคลนวัสดุ เช่ น การขาดวัตถุดบิ สาหับใช้ ในการผลิตสินค้าของโรงงาน อุตสาหกรรม เมือ่ ขาดวัตถุดบิ ทีใ่ ช้ ในการผลิต ก็จะทาให้ไม่มสี นิ ค้าสาหรับขาย ผลก็

คือการขาดทุน

1.3.2 ประการทีส่ อง คือ การมีวตั ถุดบิ มากเกินความต้องการ เช่ น มีสนิ ค้าทีจ่ าหน่ายหรือขายไม่ออกมาก เกินไป ทาให้เงินทุนไปจมอยู่กบั วัตถุดบิ ทาให้เกิดการขาดทุนเช่ นเดียวกันนั้นเอง 1.4 Machine หมายถึง เครื่องจักร อุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ ในโรงงานหรือในสานักงาน ซึง่ นับว่าเป็น องค์ประกอบทีส่ ร้างปัญหาให้กบั ระบบอย่างสาคัญประการหนึ่ง เหมือนกัน ปัญหาทีท่ าให้ได้กาไรหรือ ขาดทุนมากทีส่ ดุ ของธุรกิจมักเกิดจากเครื่องจักรและ อุปกรณ์การทางานเป็นส่วนใหญ่ เช่ น เครื่องมีกาลัง ผลิตไม่พอ เครื่องเก่า หรือเป็นเครื่องทีล่ า่ สมัยทาให้ตอ้ งเสียค่าซ่อมบารุงสูง มีกาลังผลิตน้อยประสิทธิภาพ


ในการทางานต่า แต่คา่ ใช้จา่ ยในการซ่อมบารุงหรือค่าทางานทีล่ า่ ช้ า ทางานไม่ทนั กาหนดเวลาทีก่ าหนดไว้ ทาให้เกิดความเสียหายและขาดรายได้หรือขาดทุน เป็นต้น 1.5 Management หมายถึง การบริหารระบบ ซึง่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งทีท่ าให้ระบบเกิดปัญหา เพราะการบริหารที่ ไม่ดหี รือการบริหารทีไ่ ม่ทนั ต่อการเปลีย่ นแปลง ของสภาวะแวดล้อมหรือไม่ทนั ต่อการเปลีย่ นแปลงต่อ สังคม เศรษฐกิจและการเมือง ทีเ่ รียกกันว่า ไม่เป็นไปตามโลกานุวตั ร หรือการได้ผบู้ ริหารทีไ่ ม่มี ประสิทธิภาพมาบริหารงาน ซึง่ ส่วนมากมักเกิดขึน้ ในระบบราชการ สาหรับระบบทางธุรกิจของเอกชนจะ ถือว่า การบริหารงานเป็นเรื่องทีส่ าคัญทีส่ ดุ เพราะถ้าการบริหารไม่ดแี ล้วธุรกิจนั้น ก็ไม่สามารถทีจ่ ะอยู่ได้ กิจการต้องล้มเลิกไปในทีส่ ดุ 1.6 Morale หมายถึง ขวัญและกาลังใจของบุคคลในระบบ หรือหมายถึง ค่านิยมของคนทีม่ ตี อ่ ระบบหรือต่อ องค์กรมากกว่า ซึง่ เป็นค่านิยมของคนในระบบทีม่ ขี วัญและกาลังใจในการปฏิบตั งิ านอย่างมี ประสิทธิภาพ และเป็นค่านิยมของผูบ้ ริโภคหรือบุคคลภายนอกทีเ่ กีย่ วข้องเพื่อสนับสนุนให้ ระบบอยู่รอด และกระตุน้ จูง ใจด้วยวิธีตา่ งๆ ก็มจี ดุ มุง่ หมายในสิง่ นี้ระบบทีข่ าดค่านิยมหรือขาดความเชื่อมัน่ ของบุคคล ระบบนั้นก็มกั จะ อยู่ตอ่ ไปไม่ได้ จะต้องประสบกับความล้มเหลวในทีส่ ดุ 2. องค์ ประกอบแบบ 4 ส่วน ซึ่ง 4 ส่วนนี้ ประกอบไปด้วย Input, Processing, Output และ Feedback 2.1 Input หมายถึง ข้อมูลหรือระบบข้อมูลทีใ่ ช้ เข้าสูร่ ะบบ เพื่อประโยชน์ในการนาไปใช้ ในสารสนเทศเพื่อ การบริหาร หรือเพื่อการตัดสินใจ ข้อมูลดังกล่าวมีอยู่ในหลายลักษณะด้วยกัน เช่ น ใบเสร็จรับเงิน ใบสัง่ ซือ้ สินค้า เป็นต้น 2.2 Processing หมายถึง ขัน้ ตอนการปฏิบตั งิ าน ซึง่ อาจจะแบ่งได้เป็น 2.2.1 การปฏิบตั งิ านตามขัน้ ตอนต่างๆ ตามทีก่ าหนดไว้ 2.2.2 การควบคุมการปฏิบตั งิ าน 2.2.3 การตรวจสอบผลการปฏิบตั งิ าน 2.2.4 การรวบรวมข้อมูล 2.2.5 การตรวจสอบข้อมูล


2.2.6 การ Update ข้อมูล 2.2.7 การประมวลผลข้อมูลเพื่อให้ได้ Output 2.3 Output หมายถึง ผลการปฏิบตั งิ านต่างๆ ซึง่ อาจแบ่งได้เป็น 2.3.1 ข้อมูลทีไ่ ด้จากการปฏิบตั งิ าน 2.3.2 ข้อมูลทีไ่ ด้จากการประมวลผลข้อมูล 2.3.3 ใบรายงานต่างๆ จากการปฏิบตั งิ าน 2.3.4 ใบบันทึกการปฏิบตั งิ าน 2.3.5 การทาทะเบียนและบัญชีตา่ งๆ เป็นต้น 2.4 Feedback หมายถึง ข้อมูลย้อนกลับ หรือผลสะท้อนทีไ่ ด้รบั จากการปฏิบตั งิ าน เช่ น ความนิยมในผลงาน ทีไ่ ด้ปฏิบตั ิ ความเจริญหรือความเสือ่ มของธุรกิจ เป็นต้น กระบวนการ กระบวนการ ( Procedure) คือ การแสดงถึงการทางานแต่ละขัน้ ตอน ซึง่ อธิบายให้เห็นถึง สิง่ ทีถ่ กู กระทา ( What) จะทาเมือ่ ไร ( When) ใครเป็นคนทา ( Who) จะทาอย่างไร ( How) ซึง่ ในการทีจ่ ะทาการศึกษาระบบใด ก็ตามจะต้องทาความเข้าใจการทางานของระบบนั้นๆ ให้ดกี อ่ นโดยการ อาศัยคาถามข้างต้น 4 ข้อ มาถามตนเองอยู่ตลอกเวลา


3 ระบบสารสนเทศ หมายถึงอะไร ระบบสารสนเทศ ( Information system) หมายถึง ระบบทีป่ ระกอบด้วยส่วนต่างๆ ได้แก่ ระบบคอมพิวเตอร์ ทัง้ ฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ ระบบเครือข่าย ฐานข้อมูล ผูพ้ ัฒนาระบบ ผูใ้ ช้ ระบบ พนักงานทีเ่ กีย่ วข้อง และ ผูเ้ ชี่ยวชาญในสาขา ทุกองค์ประกอบนี้ทางานร่วมกันเพื่อกาหนด รวบรวม จัดเก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูล เพื่อสร้างสารสนเทศ และส่งผลลัพธ์หรือสารสนเทศทีไ่ ด้ให้ผใู้ ช้ เพื่อช่ วยสนับสนุนการทางาน การตัดสินใจ การวางแผน การบริหาร การควบคุม การวิเคราะห์และติดตามผลการดาเนินงานขององค์กร (สุชาดา กีระ นันทน์, 2541)

4 องค์ประกอบหลั กของระบบสารสนเทศ ได้แก่อะไร ระบบสารสนเทศเป็นงานทีต่ อ้ งใช้ สว่ นประกอบหลายอย่าง ในการทาให้เกิดเป็นกลไกในการนาข้อมูลมาใช้ ให้เกิดประโยชน์ได้

นักเรียนลองนึกดูวา่ ถ้าต้องการประมวลผลรายงานการเรียนของนักเรียนได้อย่าง ถูกต้อง รวดเร็ว ทันการ ระบบการจัดการสารสนเทศนั้น เกีย่ วข้องกับอะไรบ้าง ประการแรกคือ บุคลากรหรืออาจารย์ประจาชั้นที่ เป็นผูร้ บั ผิดชอบ หรืออาจารย์ผสู้ อนแต่ละรายวิชา ประการทีส่ อง คือ หากมีการบันทึก ข้อมูลก็ตอ้ งมีขนั้ ตอน การปฏิบตั งิ านของอาจารย์เป็นขัน้ ตอนทีก่ าหนดไว้วา่ จะ ต้องทาอะไรบ้าง เมือ่ ไร อย่างไร ประการทีส่ าม คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องช่ วยให้การทางานให้ผลรวดเร็ว และคานวณได้แม่นยาถูกต้อง ประการทีส่ ี่ คือ ซอฟต์แวร์ทใี่ ช้ กบั เครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยทาให้คอมพิวเตอร์ทางาน ตามทีต่ อ้ งการได้ ประการสุดท้ายคือ ตัว ข้อมูลทีเ่ ป็นเสมือนวัตถุดบิ ทีจ่ ะได้รบั การเปลีย่ นแปลงให้เป็นสารสนเทศ ตามทีต่ อ้ งการ ส่วนประกอบทีส่ าคัญของระบบสารสนเทศมี 5 ส่วนคือ 1. ฮาร์ดแวร์(เครื่องจักรอุปกรณ)์ 2. ซอฟต์แวร์ 3. ข้อมูล


4. บุคลากร 5.ขัน้ ตอนการปฏิบตั งิ าน

5 สารสนเทศด้านจุดมุง่ หมาย ด้านขั้นตอน และสารสนเทศทัว่ ไปแต่ล ะด้านประกอบด้วยอะไร สารสนเทศ ด้านจุดมุง่ หมายในการแก้ปญ ั หา มี 4 ประการ ได้แก่ ข้อมูล ( Data ) สารสนเทศ ( Information ) ความรู้ ( Knowledge ) ปัญญา ( wisdom ) ทีช่ ่ วยแก้ปญ ั หาในการดาเนินงาน สารสนเทศ ด้านขัน้ ตอน ในการดาเนินงานมี 3 ประการ คือ ข้อมูลนาเข้า กระบวนการ และผลลัพธ์ การ ทางานจะเริ่มตัง้ แต่การเปลีย่ นข้อมูลดิบทีเ่ ข้ามาสูก่ ารคาณวนประมวลผล หรือการกลัน่ กรองจนได้ชิ้นงาน หรือผลลัพธ์และจัดเก็บเพื่อนาออกมาเผยแพร่ใน ลักษณะของสารสนเทศต่อไป ระบบ สารสนเทศทัว่ ไปประกอบดวย 5 องค์ประกอบดังนี้ คือ เครื่องคอมพิวเตอร์และเครือข่ายสือ่ สรข้อมูล (Hardwaer) ข้อมูล ( Data) สารสนเทศ (Information) โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ ( Softwaer) บุคลากรด้าน คอมพิวเตอร์ ( Peoplewaer) 6 โดยทัว่ ไปการจัดระบบสารสนเทศมีขั้นตอนการจัดอย่างไร การเก็บรวบรวมข้อมูล สมมติ นักเรียนต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานเรื่องอาชี พของคนในหมูบ่ า้ นนักเรียน อาจเริ่มต้นด้วยการ ออกแบบสอบถามสาหรับ การไปสารวจข้อมูลเพื่อให้ครอบครัวต่างๆในหมูบ่ า้ นกรอกข้อมูลมีการส่งแบบ สอบ ถามไปยังผูก้ รอกข้อมูลเพื่อทาการกรอกรายละเอียด มีการเก็บรวมรวมข้อมูลมีเทคนิคและวิธีการหลาย อย่างเช่นการใช้เครื่องจักร ช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการตรวจจากรหัสแท่งหรืออ่าน ข้อมูลทีใ่ ช้ ดนิ สอ ระบายตาแหน่ง ทีก่ รอกข้อมูล [http://st.mengrai.ac.th/users/paisan/e-learning/information/content/info6.htm]


การตรวจสอบข้อมูล เมือ่ เก็บรวบรวมข้อมูลได้แล้วจาเป็นต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และมีการตรวจทานหรือแก้ไข ข้อมูลให้ถกู ต้อง ข้อมูลทีจ่ ดั เก็บต้องถูกต้องและเชื่อถือได้เพราะหากข้อมูลไม่น่าเชื่อถือแล้ว สารสนเทศทีไ่ ด้จากข้อมูลนั้นก็ ไม่น่าเชื่อถือด้วย [http://st.mengrai.ac.th/users/paisan/e-learning/information/content/info6.htm]

การรวบรวมเป็นแฟ้มข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลไว้เป็นแฟ้มข้อมูลนั้น เป็นขัน้ ทีส่ าคัญขัน้ ตอนหนึ่ง การไปสารวจข้อมูลไม่วา่ ในเรื่อง อะไรส่วนใหญ่ จะรวบรวมข้อมูลมาหลายเรื่อง จาเป็นต้องแบ่งแยกข้อมูลออกเป็นกลุม่ เป็นเรื่องไว้เป็นแฟ้มข้อมูล เพื่อให้ การดาเนินการ ในขัน้ ตอนต่อไปจะได้สะดวกและรวดเร็วขึน้ [http://st.mengrai.ac.th/users/paisan/e-learning/information/content/info6.htm] การจัดเรียงข้อมูล ข้อมูลทีเ่ ก็บไว้เป็นแฟ้มควรมีการจัดเรียงลาดับข้อมูล เพื่อสะดวกต่อการค้นหาหรืออ้างอิงในภายหลัง การจัดเรียงข้อมูลเป็นวิธีการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศวิธีหนึ่ง [http://st.mengrai.ac.th/users/paisan/e-learning/information/content/info6.htm ]


การคานวณ ข้อมูล ทีจ่ ดั เก็บมีทงั้ ข้อมูลทีเ่ ป็นอักษร ข้อความ และตัวเลข ดังนั้นอาจมีความจาเป็นในการคานวณจานวนที่ ได้มาจากข้อมูล เช่ น หาค่าเฉลีย่ หาผลรวม [http://st.mengrai.ac.th/users/paisan/e-learning/information/content/info6.htm]

การทารายงาน การ สรุปทารายงานให้ตรงกับความต้องการของการใช้ งาน จะทาให้การใช้ สารสนเทศมีประสิทธิภาพและ รวดเร็วขึน้ เพราะการทารายงานเป็นวิธีการทีจ่ ะจัดรูปแบบข้อมูลให้เป็นสารสนเทศตามความ ต้องการ [http://st.mengrai.ac.th/users/paisan/e-learning/information/content/info6.htm]

การจัดเก็บ ข้อมูลทีม่ กี ารสารวจหรือรวบรวมมา และมีการประมวลผลให้เป็นสารสนเทศ จาเป็นต้องดาเนินการจัดเก็บ เอาไว้ เพื่อใช้ในภายหลัง การจัดเก็บสมัยใหม่มกั เปลีย่ นข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ สามารถจัดเก็บในสือ่ อิเล็กทรอนิกส์ เช่ น แผ่นบันทึกหรือซีดรี อม [http://st.mengrai.ac.th/users/paisan/e-learning/information/content/info6.htm] การทาสาเนา หากต้องการใช้ ขอ้ มูลก็สามารถคัดลอกหรือทาสาเนาขึน้ ใหม่ได้ การคัดลอกข้อมูลด้วยระบบทาง คอมพิวเตอร์ทาได้ง่ายและรวดเร็ว [http://st.mengrai.ac.th/users/paisan/e-learning/information/content/info6.htm]


การแจกจ่ายและการสื่อสารข้อมูล เมือ่ ต้องการแจกจ่ายข้อมูลให้ผอู้ นื่ ใช้ สามารถกระทาการแจกจ่ายได้โดยง่าย เทคโนโลยีสอื่ สารสมัยใหม่ทา ให้จดั ส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเทอร์เน็ตเป็นสือ่ ทีช่ ่ วยให้การเผยแพร่ทาได้ กว้างขวาง มากขึน้ ขัน้ ตอนเหล่านี้เป็นขัน้ ตอนให้ได้มาซึง่ สารสนเทศ บางขัน้ ตอนเป็นการเก็บและตรวจสอบข้อมูลบาง ขัน้ ตอนเป็นการประมวลผลข้อมูลให้ เป็นสารสนเทศและบางขัน้ ตอนเป็นวิธีการจัดเก็บ สารสนเทศเพื่อ ประโยชน์ของการใช้งานในภายหลัง [http://st.mengrai.ac.th/users/paisan/e-learning/information/content/info6.htm]

7 ระบบสารสนเทศระดับบุคคล ระดับกลุ่ ม กับระดับองค์ กรแตกต่างกันอย่างไร ระดับของผูใ้ ช้ระบบสารสนเทศแบ่งตามลักษณะการบริหารจัดการได้ 3 ระดับดังนี้ - ระดับสูง ( Top Level Management) กลุม่ ของผูใ้ ช้ ระดับนี้จะเกีย่ วข้องกับ ผูบ้ ริหารระดับสูง มีหน้าที่ กาหนดและวางแผนกลยุทธ์ขององค์กรเพื่อนาไปสูเ่ ป้าหมาย โดยมีทงั้ สารสนเทศภายใน และสารสนเทศ ภายนอก เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์โดยรวม ซึง่ ระบบสารสนเทศในระดับนี้ตอ้ งออกแบบให้ง่าย และสะดวกต่อการใช้ งาน ไม่มคี วามซับซ้อนหรือยุ่งยาก แสดงผลทางด้านกราฟฟิคบ้าง ต้องตอบสนองที่ รวดเร็วและทันท่วงทีดว้ ยเช่ นกัน - ระดับกลาง ( Middle Level Management) เกีย่ วข้องกับกลุม่ ผูใ้ ช้ งานระดับการบริหารและจัดการ องค์กร ซึง่ มีหน้าทีร่ บั นโยบายมาจากผูบ้ ริหารระดับสูง นามาสานต่อให้บรรลุตามเป้าหมายทีก่ าหนดไว้ ด้วย การใช้ หลักบริหารและจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบสารสนเทศทีใ่ ช้ มกั ได้มาจากแหล่งข้อมูลภายใน ระบบสารสนเทศจึงต้องมีการจัดอันดับทางเลือกแบบต่างๆไว้ โดยเลือกใช้ คา่ ทางสถิตชิ ่ วยพยากรณ์หรือ ทานายทิศทางไว้ดว้ ย หากระดับของการตัดสินใจนั้นมีความซับซ้อนหรือยุ่งยากมากเกินไป - ระดับปฏิบตั กิ าร ( Operation Level Management) ผูใ้ ช้ กลุม่ นี้จะเกีย่ วข้องกับการผลิตหรือการ ปฏิบตั งิ านหลักขององค์กร เช่ น การผลิตหรือประกอบสินค้า งานทัว่ ไปทีไ่ ม่จาเป็นต้องใช้ การวางแผนหรือ


ระดับการตัดสินใจมากนัก ข้อมูลหรือสารสนเทศในระดับนี้ จะถูกนาไปประมวลผลในระดับกลางและ ระดับสูงต่อไป

ทีม่ า : http://std.eng.src.ku.ac.th/~korawit/file/204112/11.ppt

ประเภทของระบบสารสนเทศ ปัจจุบนั จะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร กับระบบสารสนเทศ และเทคโนโลยีสารสนเทศชั ดเจนมาก ขึน้ และเนื่องจากการบริหารงานในองค์กรมีหลายระดับ กิจกรรมขององค์กรแต่ละประเภทอาจจะแตกต่าง กัน ดังนั้นระบบสารสนเทศของแต่ละองค์กรอาจแบ่งประเภทแตกต่างกันออกไป พิจารณาจาแนกระบบสารสนเทศตามการสนับสนุนระดับการทางานในองค์กร จะแบ่งระบบสารสนเทศ ได้เป็น 6 ประเภท ดังนี้ ( Laudon & Laudon, 2001) 1. ระบบประมวลผลรายการ ( Transaction Processing Systems - TPS) เป็นระบบทีท่ าหน้าทีใ่ นการ ปฏิบตั งิ านประจา ทาการบันทึกจัดเก็บ ประมวลผลรายการทีเ่ กิดขึน้ ในแต่ละวัน โดยใช้ ระบบคอมพิวเตอร์ ทางานแทนการทางานด้วยมือ ทัง้ นี้เพื่อทีจ่ ะทาการสรุปข้อมูลเพื่อสร้างเป็นสารสนเทศ ระบบประมวลผล รายการนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบทีเ่ ชื่อมโยงกิจการกับลูกค้า ตัวอย่าง เช่ น ระบบการจองบัตรโดยสาร เครื่องบิน ระบบการฝากถอนเงินอัตโนมัติ เป็นต้น ในระบบต้องสร้างฐานข้อมูลทีจ่ าเป็น ระบบนี้มกั จัดทา เพื่อสนองความต้องการของผูบ้ ริหารระดับต้นเป็นส่วนใหญ่เพื่อ ให้สามารถปฏิบตั งิ านประจาได้ ผลลัพธ์ ของระบบนี้ มักจะอยู่ในรูปของ รายงานทีม่ รี ายละเอียด รายงานผลเบือ้ งต้น 2. ระบบสานักงานอัตโนมัติ ( Office Automation Systems- OAS) เป็นระบบทีส่ นับสนุนงานใน สานักงาน หรืองานธุรการของหน่วยงาน ระบบจะประสานการทางานของบุคลากรรวมทัง้ กับ บุคคลภายนอก หรือหน่วยงานอืน่ ระบบนี้จะเกีย่ วข้องกับการจัดการเอกสาร โดยการใช้ ซอฟท์แวร์ดา้ นการ พิมพ์ การติดต่อผ่านระบบไปรษณียอ์ เิ ล็กทรอนิกส์ เป็นต้นผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของเอกสาร กาหนดการ สิง่ พิมพ์


3. ระบบงานสร้างความรู้ ( Knowledge Work Systems - KWS) เป็นระบบทีช่ ่ วยสนับสนุน บุคลากรที่ ทางานด้านการสร้างความรู้เพื่อพัฒนาการคิดค้น สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ บริการใหม่ ความรู้ใหม่เพื่อนาไปใช้ ประโยชน์ในหน่วยงาน หน่วยงานต้องนาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนให้การพัฒนาเกิดขึน้ ได้โดย สะดวก สามารถแข่งขันได้ทงั้ ในด้านเวลา คุณภาพ และราคา ระบบต้องอาศัยแบบจาลองทีส่ ร้างขึน้ ตลอดจนการทดลองการผลิตหรือดาเนินการ ก่อนทีจ่ ะนาเข้ามาดาเนินการจริงในธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ สิง่ ประดิษฐ์ ตัวแบบ รูปแบบ เป็นต้น 4. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ( Management Information Systems- MIS) เป็นระบบสารสนเทศ สาหรับผูป้ ฏิบตั งิ านระดับกลาง ใช้ ในการวางแผน การบริหารจัดการ และการควบคุม ระบบจะเชื่อมโยง ข้อมูลทีม่ อี ยู่ในระบบประมวลผลรายการเข้าด้วยกัน เพื่อประมวลและสร้างสารสนเทศทีเ่ หมาะสมและ จาเป็นต่อการบริหารงาน ตัวอย่าง เช่ น ระบบบริหารงานบุคลากร ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ รายงานสรุป รายงานของสิง่ ผิดปกติ 5. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ( Decision Support Systems – DSS) เป็นระบบทีช่ ่ วยผูบ้ ริหารในการ ตัดสินใจสาหรับปัญหา หรือทีม่ โี ครงสร้างหรือขัน้ ตอนในการหาคาตอบทีแ่ น่นอนเพียงบางส่วน ข้อมูลทีใ่ ช้ ต้องอาศัยทัง้ ข้อมูลภายในกิจการและภายนอกกิจการประกอบกัน ระบบยังต้องสามารถเสนอทางเลือกให้ ผูบ้ ริหารพิจารณา เพื่อเลือกทางเลือกทีเ่ หมาะสมทีส่ ดุ สาหรับสถานการณ์นั้น หลักการของระบบ สร้างขึน้ จากแนวคิดของการใช้ คอมพิวเตอร์ช่วยการตัดสินใจ โดยให้ผใู้ ช้ โต้ตอบโดยตรงกับระบบ ทาให้สามารถ วิเคราะห์ ปรับเปลีย่ นเงื่อนไขและกระบวนการพิจารณาได้ โดยอาศัยประสบการณ์ และ ความสามารถของ ผูบ้ ริหารเอง ผูบ้ ริหารอาจกาหนดเงื่ อนไขและทาการเปลีย่ นแปลงเงื่ อนไขต่างๆ ไปจนกระทัง่ พบสถานการณ์ ทีเ่ หมาะสมทีส่ ดุ แล้วใช้ เป็นสารสนเทศทีช่ ่ วยตัดสินใจ รูปแบบของผลลัพธ์ อาจจะอยู่ในรูปของ รายงาน เฉพาะกิจ รายงานการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ การทานาย หรือ พยากรณ์เหตุการณ์ 6. ระบบสารสนเทศสาหรับผูบ้ ริหารระดับสูง ( Executive Information System - EIS) เป็นระบบทีส่ ร้าง สารสนเทศเชิ งกลยุทธ์สาหรับผูบ้ ริหารระดับสูง ซึง่ ทาหน้าทีก่ าหนดแผนระยะยาวและเป้าหมายของกิจการ สารสนเทศสาหรับผูบ้ ริหารระดับสูงนี้จาเป็นต้องอาศัยข้อมูลภายนอกกิจกรรมเป็น อย่างมาก ยิ่งในยุค ปัจจุบนั ทีเ่ ป็นยุค Globalization ข้อมูลระดับโลก แนวโน้มระดับสากลเป็นข้อมูลทีจ่ าเป็นสาหรับการแข่งขัน ของธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของการพยากรณ์/การคาดการณ์


8 ข้อมูล และความรู้ คื ออะไร มีความสาคั ญกับสาารสนเทศอย่างไร ข้อมูล เป็นองค์ประกอบทีส่ าคัญอย่างหนึ่งในระบบคอมพิวเตอร์ เป็นสิง่ ทีต่ อ้ งป้อนเข้าไปในคอมพิวเตอร์ พร้อมกับโปรแกรมทีน่ ักคอมพิวเตอร์เขียนขึน้ เพื่อผลิตผลลัพธ์ทตี่ อ้ งการออกมา ข้อมูลทีส่ ามารถนามาใช้ กบั คอมพิวเตอร์ได้ มี 5 ประเภท คือ ข้อมูลตัวเลข ( Numeric Data) ข้อมูลตัวอักษร ( Text Data) ข้อมูลเสียง (Audio Data) ข้อมูลภาพ ( Images Data) และข้อมูลภาพเคลือ่ นไหว ( Video Data) ความ รู้ คือ สารสนเทศทีน่ าไปสูก่ ารปฏิบตั ิ เป็นเนื้อหาข้อมูล ซึง่ ประกอบด้วยข้อเท็จจริง ความคิดเห็น ทฤษฎี หลักการ รูปแบบ กรอบความคิด หรือข้อมูลอืน่ ๆ ทีม่ คี วามจาเป็น และเป็นกรอบของการผสมผสาน ระหว่างประสบการณ์ ค่านิยม ความรอบรู้ในบริบท สาหรับการประเมินค่า และการนาเอาประสบการณ์กบั สารสนเทศใหม่ ๆ มาผสมรวมเข้าด้วยกัน ข้อมูลทีผ่ า่ นการเลือกสรรให้เหมาะสมกับการใช้ งานให้ทนั เวลา และอยู่ในรูปทีใ่ ช้ ได้ สารสนเทศทีด่ ตี อ้ งมา จากข้อมูลทีด่ ี การจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศจะต้องมีการควบคุมดูแลเป็นอย่างดี เช่ น อาจจะมีการ กาหนดให้ผใู้ ดบ้างเป็นผูม้ สี ทิ ธิ์ใช้ ขอ้ มูลได้ ข้อมูลทีเ่ ป็นความลับจะต้องมีระบบขัน้ ตอนการควบคุม กาหนด สิทธิ์ในการแก้ไขหรือการกระทากับข้อมูลว่าจะกระทาได้โดยใครบ้าง นอกจากนี้ขอ้ มูลทีเ่ ก็บไว้แล้วต้องไม่ เกิดการสูญหายหรือถูกทาลายโดยไม่ได้ ตัง้ ใจ การจัดเก็บข้อมูลทีด่ ี จะต้องมีการกาหนดรูปแบบของข้อมูล ให้มลี กั ษณะง่ายต่อการจัดเก็บ และมีรปู แบบเดียวกัน ข้อมูลแต่ละชุ ดควรมีความหมายและมีความเป็นอิสระ ในตัวเอง นอกจากนี้ไม่ควรมีการเก็บข้อมูลซ้าซ้อนเพราะจะเป็นการสิน้ เปลืองเนื้อที่ เก็บข้อมูล..."

9 การประมวลผลข้อมูล ให้เป็นสารสนเทศมีขั้นตอนอย่างไร การนาข้อมูลมาประมวลผลให้เป็นสารสนเทศนั้น มีขนั้ ตอนในการทางานหลายขัน้ ตอนประกอบ กัน เช่ น การรวบรวมข้อมูล การแยกแยะข้อมูลออกเป็นกลุม่ การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล การ คานวณหาค่าต่าง ๆ การจัดลาดับ และการรายงานผล เช่ น การจัดทาสมุดรายงานของนักเรียนมีขนั้ ตอน ดังนี้ การรวบรวมข้อมูลของนักเรียนแต่ละคน ได้แก่ เลขประจาตัว ชื่อ นามสกุล วิชาทีส่ อบ คะแนนทีไ่ ด้ ในแต่ละวิชา ตรวจ สอบความถูกต้องของคะแนนทีไ่ ด้จากแบบทดสอบต่าง ๆ ว่าตรงกับใบบันทึกคะแนน หรือไหมคานวณหาคะแนนรวมทุกวิชาจัดลาดับทีข่ องนัก เรียนบันทึกในสมุดรายงานประจาตัวนักเรียน การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ


นิยามเกีย่ วกับการประมวลผลข้อมูลเป็นสารสนเทศ ข้อมูล ( Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวทีเ่ กีย่ วข้องกับบุคคล วัตถุหรือสถานทีซ่ งึ่ ข้อมูลอาจจะ ได้มาจากการสังเกต การเก็บรวบรวม การ วัด ข้อมูลมักอยู่ในรูปของตัวเลข ตัวหนังสือ รูปภาพ แผนภูมิ คลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น ข้อมูลส่วน ใหญ่มกั ใช้ แสดงปริมาณหรือการกระทาต่างๆ ทีย่ งั ไม่ผา่ นการ วิเคราะห์หรือการประมวลผล ทีส่ าคัญจะต้องมีความเป็นจริงและต่อเนื่อง เช่ น ชื่อของ นักเรียน อายุ เพศ อุณหภูมหิ ้อง จานวนโต๊ะ และ เก้าอีข้ องนักเรียน เป็นต้น สารสนเทศ ( Information ) หมายถึง ผลลัพธ์ของข้อมูลทีผ่ า่ นการประมวลผลซึง่ สามารถไปใช้ ประโยชน์ ต่อไปได้ เช่น การนาคะแนน สอบมาตัดเกรด เกรดทีไ่ ด้ คือสารสนเทศ ซึง่ สามารถนาไปตัดสินบางสิง่ บางอย่างได้ สารสนเทศทีด่ จี ะต้อง เกิดจากข้อมูลทีด่ ี การประมวลผล ( Processing) คือ การกระทาต่อข้อมูลดิบ ( Raw data) ในลักษณะใดก็ได้ เพื่อให้ได้ ข้อมูลสนเทศ ( Information) การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ หมายถึง การนาข้อมูลทีเ่ ก็บไว้อย่างมีระบบ มาทาการวิเคราะห์ สรุปด้วยวิธีการต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบ ทีม่ คี วามสัมพันธ์กนั มีความหมายและมีวตั ถุประสงค์ในการใช้ งานอย่างใดอย่างหนึ่ง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล ซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบทีส่ าคัญประการทีส่ อง ซึง่ ก็คอื ลาดับขัน้ ตอน ของคาสัง่ ทีจ่ ะสัง่ งาน เพื่อประมวลผลข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการของการใช้ งาน ในปัจจุบนั มี ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบตั งิ าน ซอฟต์แวร์ควบคุมการทางาน ซอฟต์แวร์สาเร็จ และซอฟต์แวร์ประยุกต์สาหรับ งานต่างๆ ปัจจุบนั ซอฟต์แวร์มลี กั ษณะการใช้ งานทีง่ ่ายขึน้ โดยมีรปู แบบการติดต่อทีส่ อื่ ความหมายให้เข้าใจ ง่าย เช่ นมีสว่ นต่อประสานกราฟิกกับผูใ้ ช้ เรียกว่ากุย ( Graphical User Interface : GUI)


ซอฟต์แวร์ ทางานทัว่ ไป เป็นซอฟต์แวร์ทไี่ ม่ได้มงุ่ เน้นเฉพาะสาหรับงานใดงานหนึ่ง ผูใ้ ช้ งานจะต้องเป็น ผูน้ าไปประยุกต์กบั งานของตน ผูใ้ ช้ อาจต้องมีการสร้างหรือพัฒนาชิ้นงานภายในซอฟต์แวร์ตอ่ ไปอีก ราคา ของซอฟต์แวร์ใช้งานทัว่ ไปนี้จะไม่สงู มากเกินไป ซอฟต์แวร์ใช้ งานทัว่ ไป นิยมเรียกว่า ซอฟต์แวร์สาเร็จ แบ่งออกเป็นหลายกลุม่ ตามลักษณะการใช้ งานคือ ด้านการประมวลคา ด้านการวิเคราะห์ขอ้ มูลหรือตารางทางาน การเลือกค้นข้อมูลเป็นระบบฐานข้อมูล ด้านการติดต่อสือ่ สารทางไกล ด้านกราฟิก และนาเสนอข้อมูล ด้านการจาลอง เกม และการตัดสินใจ 10 จงกล่าวถึงเครือข่ายสือ่ สารข้อมูลทีม่ ขี นาดพื้นทีแ่ ละจานวนเครื่องทีใ่ ช้ งานแตกต่างกันออกไป การสือ่ สารข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น จะทาได้กต็ อ่ เมือ่ มีองค์ประกอบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. ผูส้ ง่ หรืออุปกรณ์สง่ ข้อมูล ( Sender) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). ข้อมูล ต่างๆ ทีอ่ ยู่ตน้ ทางจะต้องจัดเตรียมนาเข้าสูอ่ ปุ กรณ์สาหรับส่งข้อมูล ซึง่ ได้แก่เครื่องพิมพ์ หรือ อุปกรณ์ควบคุมต่าง ๆ จานไมโครเวฟ จานดาวเทียม ซึง่ ข้อมูลเหล่านั้นถูกเปลีย่ นให้อยู่ในรูปแบบทีส่ ามารถ ส่งข้อมูลนั้นได้ ก่อน 2. ผูร้ บั หรืออุปกรณ์รบั ข้อมูล ( Receiver) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). ข้อมูล ที่ ถูกส่งจากอุปกรณ์สง่ ข้อมูลต้นทาง เมือ่ ไปถึงปลายทางก็จะมีอปุ กรณ์สาหรับรับข้อมูลเหล่านั้น เพื่อนาไปใช้ ประโยชน์ตอ่ ไป อุปกรณ์เหล่านี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ คอมพิวเตอร์ จานไมโครเวฟ จานดาวเทียม ฯลฯ


3. โปรโตคอล ( Protocol) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). โป รโตคอล คือ กฎระเบียบ หรือวิธีการใช้ เป็นข้อกาหนดสาหรับการสือ่ สาร เพื่อให้ผรู้ บั และผูส้ ง่ เข้าใจ กันได้ ซึง่ มีหลายชนิดให้เลือกใช้ เช่ น TCP/IP, X.25, SDLC เป็นต้น 4. ซอฟต์แวร์ ( Software) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). การ ส่ง ข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์จาเป็นต้องมีโปรแกรมสาหรับดาเนินการ และควบคุมการส่งข้อมูล เพื่อให้ได้ขอ้ มูลตามทีก่ าหนดไว้ ได้แก่ Novell's NetWare UNIX Windows NT ฯลฯ 5. ข่าวสาร ( Message) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). เป็นรายละเอียดซึง่ อยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ทีจ่ ะส่งผ่านระบบการสือ่ สาร ซึง่ มีหลายรูปแบบดังนี้ 5.1 ข้อมูล ( Data) เป็น รายละเอียดของสิง่ ต่าง ๆ ซึง่ ถูกสร้างและจัดเก็บด้วยคอมพิวเตอร์ มีรปู แบบแน่นอน เช่ น ข้อมูลเกีย่ วกับบุคคล ข้อมูลเกีย่ วกับสินค้า เป็นต้น ข้อมูลสามารถนับจานวนได้และส่งผ่านระบบสือ่ สาร ได้เร็ว 5.2 ข้อความ ( Text) อยู่ในรูปของเอกสารหรือตัวอักขระ ไม่มรี ปู แบบทีแ่ น่นอน ชั ดเจนนับจานวนได้คอน ข้างยาก และมีความสามารถในการส่งปานกลาง 5.3 รูปภาพ (Image) เป็น ข่าวสารทีอ่ ยู่ในรูปของภาพกราฟิกแบบต่าง ๆ ได้แก่ รูปภาพนิ่ง ภาพเคลือ่ นไหว ภาพวิดโี อ ซึง่ ข้อมูลชนิดนี้จะต้องอาศัยสือ่ สาหรับเก็บและใช้ หน่วยความจาเป็นจานวนมาก 5.4 เสียง (Voice) อยู่ในรูปของเสียงพูด เสียงดนตรี หรือเสียงอืน่ ๆ ข้อมูลชนิดนี้จะกระจัดกระจาย ไม่ สามารถวัดขนาดทีแ่ น่นอนได้ การส่งจะทาได้ดว้ ยความเร็ว ค่อนข้างต่า


6. ตัวกลาง ( Medium) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). เป็น ตัว กลางหรือสือ่ กลางทีท่ าหน้าทีน่ าข่าวสารในรูปแบบต่าง ๆ จากผูส้ ง่ หรืออุปกรณ์สง่ ต้นทางไป ยังผูร้ บั หรืออุปกรณ์รบั ปลายทาง ซึง่ มีหลายรูปแบบได้แก่ สายไป ขดลวด สายเคเบิล สายไฟเบอร์ออฟติก ตัวกลางอาจจะอยู่ในรูปของคลืน่ ทีส่ ง่ ผ่านทางอากาศ เช่ น คลืน่ ไมโครเวฟ คลืน่ ดาวเทียม หรือคลืน่ วิทยุ เป็น ต้น

3. การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์สาหรับสือ่ สารข้อมูล Sorry, your browser doesn't support Java(tm). เป็น การ เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ตน้ ทางเข้ากับคอมพิวเตอร์ปลายทาง โดยใช้ ตวั กลางหรือสือ่ กลาง สาหรับเชื่อมต่อ ซึง่ สามารถทาได้หลายรูปแบบดังรูป การ ต่อแบบสาย ตรงตามรูปนั้นอาจจะต่อตรงโดยใช้ ช่องต่อแบบขนานของเครื่อง ทัง้

2 เครื่อง เพื่อใช้

สาหรับโอนย้ายข้อมูลระหว่างเครื่องได้ หรืออาจจะต่อโดยใช้ อนิ เทอร์เฟสคาร์ดใส่ไว้ในเครื่องสาหรับเป็น จุดต่อก็ได้ ขึน้ อยู่กบั ลักษณะของการใช้ งานเป็นการเชื่อมต่อระยะไกลจากคอมพิวเตอร์ตน้ ทาง ไปยัง ปลายทาง โดยผ่านเครือข่ายโทรศัพท์สาธารณะ 4. การส่งสัญญาณข้อมูล ( Transmission Definition) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). การ ส่งสัญญาณ ข้อมูล หมายถึง การส่งข้อมูลหรือข่าวสารต่างๆ จากอุปกรณ์สาหรับส่งหรือผูส้ ง่ ผ่าน ทางตัวกลางหรือสือ่ กลางไปยังอุปกรณ์รบั หรือผูร้ บั ข้อมูลหรือข่าว ซึง่ ข้อมูลหรือข่าวสารทีส่ ง่ ไปอาจจะอยู่ ในรูปของสัญญาณเสียง คลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้าหรือแสงก็ได้ โดยทีส่ อื่ กลางหรือตัวกลางของสัญญาณนั้น แบ่งเป็น 2 ชนิด คือชนิดทีส่ ามารถกาหนดเส้นทางสัญญาณได้ เช่ น สายเกลียวคู่ ( Twisted paire)


สายโทรศัพท์ สายโคแอกเชียล ( Coaxial) สายใยแก้วนาแสง ( Fiber Optic) ส่วนตัวกลางอีกชนิดหนึ่งนั้นไม่ สามารถกาหนดเส้นทางของสัญญาณได้ เช่ น สุญญากาศ น้า และ ชั้นบรรยากาศ เป็นต้น แบบของการส่งสัญญาณข้อมูล การส่งสัญญาณข้อมูล สามารถแบ่งได้เป็น 4 รูปแบบดังนี้ • การส่งสัญญาณทางเดียว ( One-Way Transmission หรือ Simplex) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). การ ส่งสัญญาณแบบนี้ใน เวลาเดียวกันจะส่งได้เพียงทางเดียวเท่านั้น ถึงแม้วา่ ตัวส่งจะมีสญ ั ญาณ ช่องทางก็ตาม ซึง่ มักจะเรียกการส่งสัญญาณทางเดียวนี้วา่ ซิมเพล็กซ์ ผูส้ ง่ สัญญาณจะส่งได้ทางเดียว โดยที่ ผูร้ บั จะไม่สามารถโต้ตอบได้ เช่น การส่งวิทยุกระจายเสียง การแพร่ภาพโทรทัศน์ • การส่งสัญญาณกึง่ ทางคู่ ( Half-Duplex หรือ Either-Way) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). การ ส่งสัญญาณแบบนี้เมือ่ ผูส้ ง่ ได้ทาการส่งสัญญาณไปแล้ว ผูร้ บั ก็จะรับสัญญาณนั้นหลังจากนั้นผูร้ บั ก็สามารถปรับมาเป็นผูส้ ง่ สัญญาณ แทน ส่วนผูส้ ง่ เดิมก็ปรับมาเป็นผูร้ บั แทนสลับกันได้ แต่ไม่สามารถส่ง สัญญาณพร้อมกันในเวลาเดียวกันได้ จึงเรียกการส่งสัญญาณแบบนี้วา่ ฮาร์ฟดูเพล็กซ์ ( Half Duplex หรือ HD) ได้แก่ วิทยุสนามทีต่ ารวจใช้ เป็นต้น • การส่งสัญญาณทางคู่ ( Full-Duplex หรือ Both way Transmission) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). การ ส่งสัญญาณแบบนี้ สามารถส่งข้อมูลได้พร้อมกันทัง้ สองทางในเวลาเดียวกัน เช่ น การใช้ โทรศัพท์ ผูใ้ ช้สามารถพูดสายโทรศัพท์ได้พร้อม ๆ กัน


5. มาตรฐานสากล ( International Standards) เพื่อ ความเป็นระเบียบและความสะดวก ของผูผ้ ลิตในการผลิตอุปกรณ์สอื่ สารแบบต่าง ๆ ขึน้ มา จึงได้มี การกาหนดมาตรฐานสากล สาหรับระบบติดต่อสือ่ สารข้อมูลขึน้ ซึง่ ประกอบด้วยโปรโตคอล และ สถาปัตยกรรมโดยมีการจัดตัง้ องค์การสาหรับพัฒนา และควบคุมมาตรฐานหมายองค์กรดังต่อไปนี้ • ISO (The International Standards Organization) เป็น องค์การสากลทีพ่ ัฒนา มาตรฐานสากลเกีย่ วกับสถาปัตยกรรมเครือข่าย โดยมีการแบ่งโครงสร้าง ในการติดต่อสือ่ สารออกเป็น 7 ชั้น (Layers) • CCITT (The Conseclitive Committee in International) เป็น องค์กรสากลทีพ่ ัฒนา มาตรฐาน V และ x โดยทีม่ าตรฐาน v ใช้ สาหรับวงจรโทรศัพท์และโมเด็ม เช่ น v29, v34 ส่วนมาจรฐาน x ใช้กบั เครือข่ายข้อมูลสาธารณะเช่ น เครือข่าย x.25 แพ็กเกจสวิตช์ ( Package switch) เป็นต้น • ANSI (The American National Standards Institute) เป็น องค์กรมาตรฐานของ สหรัฐเมริกา ANSI ได้พัฒนามาตรฐานเกีย่ วกับการสือ่ สารข้อมูลและระบบ เครือข่ายมาตรฐานส่วนใหญ่ จะเกีย่ วข้องกับการประดิษฐ์ตวั เลขทีใ่ ช้ ในการติดต่อสือ่ สารข้อมูลและ มาตรฐาน เทอร์มนิ ัล • IEE (The Institute of Electronic Engineers) เป็น มาตรฐานทีเ่ กิดจาก การรวมตัวของกลุม่ นักวิชาการ และผูป้ กครองอาชี พทางสาขาไฟฟ้า และ อิเล็กทรอนิกส์ในอเมริกา มาตรฐานนี้จะเน้นไปทางด้านอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ไมโครโปรเซสเซอร์ และอุปกรณ์อเิ ล็กทรอนิกส์ในไมโครคอมพิวเตอร์ เช่ น IEE 802.3 ซึง่ ใช้ระบบ LAN (Local Area Network) • EIA (The Electronics Industries Association) เป็น องค์กรมาตรฐาน ของอเมริกาได้กาหนดมาตรฐานทางด้านไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์มาตรฐาน จะขึน้ ต้นด้วย RS (Recommended Standard) เช่น Rs-232-c เป็นต้น

EIA


การ ผลิตของ ผูป้ ระกอบการต่าง ๆ ไม่วา่ จะใช้ มาตรฐานใดก็ตาม สิง่ ทีผ่ ลิตนั้นอย่างน้อยจะต้องได้ครบ ตามมาตรฐาน แต่อาจจะดีเหนือกว่ามาตรฐานก็ได้ 6. ลักษณะของสัญญาณทีใ่ ช้ ในการส่งสัญญาณข้อมูล การส่งสัญญาณข้อมูล หรือข่าวสารต่าง ๆ สามารถทาได้ 2 ลักษณะดังนี้ • การส่งสัญญาณแบบอนาลอก ( Analog Transmission) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). การ ส่งสัญญาณแบบอนาลอกจะ ไม่คานึงถึงสิง่ ต่าง ๆ ทีร่ วมอยู่ในสัญญาณเลย โดยสัญญาณจะแทน ข้อมูล อนาลอก เช่น สัญญาณเสียง เป็นต้น ซึง่ สัญญาณอนาลอกทีส่ ง่ ออกไปนั้นเมือ่ ระยะห่างออกไป สัญญาณก็จะอ่อนลงเรื่อย ๆ ทาให้สญ ั ญาณไม่คอ่ ยดี ดังนั้นเมือ่ ระยะห่างไกลออกไปสามารถแก้ไขได้โดยใช้ เครื่องขยายสัญญาณ ( Amplifier) แต่กม็ ผี ลทาให้เกิดสัญญาณรบกวน ( Noise) ขึน้ ยิ่งระยะไกลมากขึน้ สัญญาณรบกวนก็เพิ่มมากขึน้ ซึง่ สามารถแก้ไขสัญญาณรบกวนนี้ได้โดยใช้ เครื่องกรองสัญญาณ ( Filter) เพื่อกรองเอาสัญญาณรบกวนออกไป • การส่งสัญญาณแบบดิจติ อล ( Digital Transmission) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). การ ส่งสัญญาณแบบดิจติ อล จะใช้ เมือ่ ต้องการข้อมูลทีถ่ กู ต้องชั ดเจนแน่นอน ดังนั้นจึงจาเป็นต้อง สนใจรายละเอียดทุกอย่างทีบ่ รรจุมากับสัญญาณ ในทานองเดียวกันกับการส่งสัญญาณแบบอนาลอก กล่าวคือ เมือ่ ระยะทางในการส่งมากขึน้ สัญญาณดิจติ อลก็จะจางลง ซึง่ สามารถแก้ไขได้โดยใช้ อปุ กรณ์ทา สัญญาณซ้า หรือรีพีตเตอร์ ( Repeater) ปัจจุบนั การส่งสัญญาณแบบ ดิจติ อลจะเข้ามามีบทบาทสูงในการสือ่ สารข้อมูล เนื่องจากให้ความ ถูกต้องชัดเจนของข้อมูลสูง และส่งได้ในระยะไกลด้วย สามารถเชื่อมต่อเข้าสูร่ ะบบคอมพิวเตอร์ได้ง่ายด้วย ทัง้ นี้เนื่องจากสัญญาณจากคอมพิวเตอร์อยู่ในรูปของดิจติ อลนั่นเองแต่เดิม นั้นถ้าหากระยะทางในการ สือ่ สารไกลมักจะใช้ สญ ั ญาณแบบอนาลอกเสียส่วนใหญ่ เช่ น โทรศัพท์ , โทรเลข เป็นต้น


7. รหัสทีใ่ ช้ สง่ สัญญาณข้อมูล ( Transmission Code) การ ส่งสัญญาณ การสือ่ สารถูกแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ แบบดิจติ อลและแบบอนาลอก ซึง่ การส่ง สัญญาณแบบอนาลอกส่วนใหญ่จะเป็นการติดต่อสือ่ สารกันระหว่างมนุษย์ ได้แก่ การได้ยนิ การมองเห็น อุปกรณ์ทใี่ ช้ เช่ น โทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ สาหรับการส่งสัญญาณแบบดิจติ อลนั้น ส่วนใหญ่จะสือ่ สารกัน โดยใช้ เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ในการถ่ายทอดข้อมูลซึง่ กันและกัน ข้อมูล หรือ ข่าวสารโดยทัว่ ไปแล้วในเบือ้ งต้นส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบทีม่ นุษย์เข้าใจได้ ในทันที เช่ น ตัวอักษร ตัวเลข เสียง และภาพต่าง ๆ ซึง่ ข่าวสารเหล่านี้จะอยู่ในรูปแบบอนาลอก แต่เมือ่ ต้องการนาข้อมูล หรือข่าวสารเหล่านี้มาใช้กบั คอมพิวเตอร์ จะต้องเปลีย่ นข้อมูล หรือข่าวสารเหล่านี้ให้อยู่ในรูปแบบที่ คอมพิวเตอร์เข้าใจได้เสียก่อน ซึง่ คอมพิวเตอร์จะรับรู้ขา่ วสารทีเ่ ป็นแบบดิจติ อลเท่านั้น นั่นคือการเข้าสู่ กระบวนการเปลีย่ นข่าวสารแบบอนาลอกให้เป็นข่าวสารแบบ ดิจติ อลนั่นเอง จาก ข้อความ หรือข่าวสารต่าง ๆ ทีเ่ รามองเห็นและเข้าใจได้ เมือ่ เราป้อนเข้าสูค่ อมพิวเตอร์โดยพิมพ์เข้า ทางแป้นพิมพ์ ตัวอักษรทีพ่ ิมพ์เข้าไปจะต้องมีการเข้ารหัสโดยผ่านตัวเข้ารหัส ( Encoder) ให้อยู่ในรูปของ สัญญาณทีส่ ามารถส่งสัญญาณต่อไปได้เมือ่ สัญญาณถูกส่งไปยัง เครื่องรับ จากนั้นเครื่องรับก็จะตีความ สัญญาณทีส่ ง่ มาและผ่านตัวถอดรหัส ( Decodes) ให้กลับมาอยู่ในรูปแบบทีเ่ ราเข้าใจได้หรืออยู่ในรูปแบบที่ ใช้สาหรับเก็บใน คอมพิวเตอร์กไ็ ด้อกี ครั้งหนึ่ง

8. รูปแบบของรหัส รหัส ทีใ่ ช้ ใน การสือ่ สารข้อมูลโดยทัว่ ไปจะอยู่ในรูปของไบนารี ( Binary) หรือเลขฐานสอง ซึง่ ประกอบด้วยเลข 0 กับเลข 1 โดยใช้รหัสทีเ่ ป็นเลข 0 แทนการไม่มสี ญ ั ญาณไฟและเลข 1 แทนการมีสญ ั ญาณ ไฟ ซึง่ เป็นไปตามหลักการของไฟฟ้าทีม่ ลี กั ษณะมีไฟและไม่มไี ฟอยู่ตลอดเวลา เรียกรหัสทีป่ ระกอบด้วย

0

กับ 1 ว่าบิต ( Binary Digit) แต่เนื่องจากข้อมูลหรือข่าวสารทัว่ ไปประกอบด้วยตัวอักษร ตัวเลขและ สัญลักษณ์มากมาย ถ้าจะใช้ 0 กับ 1 เป็นรหัสแทนแล้วก็คงจะได้เพียง 2 ตัวเท่านั้น เช่น 0 แทนตัว A และ 1 แทนด้วย B


ดัง นั้นการ กาหนดรหัสจึงได้นากลุม่ บิตมาใช้ เช่ น 6 บิต , 7 บิต หรือ 8 บิตแทนตัวอักษร 1 ตัว ซึง่ จะ สามารถสร้างรหัสทีแ่ ตกต่างกันได้ทงั้ หมด รหัสมาตรฐานโดยทัว่ ไปจะใช้ กบั อักขระภาษาอังกฤษซึง่ มีหลาย มาตรฐาน เช่น รหัสโบดอต ( Baudot code), รหัสแอบซีดกิ ( EBCDIC) และรหัสแอสกี ( ASCll Code) รหัสแอสกี ( ASCll CODE) รหัส แอสกี ( ASCll CODE) มาจากคาเต็มว่า American Standard Code for Information Interchange ซึง่ เป็นรหัสมาตรฐานของอเมริกาทีใ่ ช้ สาหรับส่งข่าวสารมีขนาด 8 บิต โดยใช้ 7 บิตแรกเข้ารหัสแทนตัวอักษร ส่วนบิตที่ 8 จะเป็นบิตตรวจสอบ ( Parity Bit Check) รหัสแอสกีได้รบั มาตรฐานของ CCITT หมายเลข 5 เป็นรหัสทีไ่ ด้รบั ความนิยมในการสือ่ สารข้อมูลอย่างกว้างขวาง เนื่องจากรหัสแอสกีใช้ 7 บิตแรกแทนตัว อักขระ แต่ละบิตจะประกอบด้วยตัวเลข 0 หรือเลข 1 ดังนั้นรหัสแอสกีจะมีรหัสทีแ่ ตกต่างกันได้เท่ากับ 27 หรือเท่ากับ 128 ตัวอักขระนั่นเองในจานวนนี้จะแบ่งเป็นตัวอักษรทีพ่ ิมพ์ได้ 96 อักขระ และเป็นตัวควบคุม (Control Characters) อีก 32 อักขระ ซึง่ ใช้สาหรับควบคุมอุปกรณ์และการ ทางานต่าง ๆ รหัสโบคอต ( Baudot Code) รหัส โบคอตเป็นรหัสทีใ่ ช้ กับระบบโทรเลข และเทเล็กซ์ ซึง่ อยู่ภายใต้มาตรฐานของ

CCITT หมายเลข

2 เป็นรหัสขนาด 5 บิต สามารถมีรหัสทีแ่ ตกต่างกันได้เท่ากับ 25 หรือเท่ากับ 32 รูปแบบ ซึง่ ไม่เพียงพอกับ จานวนอักขระทัง้ หมด จึงมีการเพิ่มอักขระพิเศษขึน้ อีก 2 ตัว คือ 11111 หรือ LS (Letter Shift Character) เพื่อเปลีย่ นกลุม่ ตัวอักษรเป็นตัวพิมพ์เล็ก ( Lower case) และ 11011 หรือ FS(Figured Shift Character) สาหรับเปลีย่ นกลุม่ ตัวอักษรเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทาให้มรี หัสเพิ่มขึน้ อีก 32 ตัว แต่มอี กั ขระซ้ากับอักขระเดิม 6 ตัว จึงสามารถใช้ รหัสได้จริง 58 ตัว อีก 32 ตัว แต่มอี กั ขระซ้ากับอักขระเดิม 6 เดิม จึงสามารถใช้รหัสได้จริง 58 ตัว เนื่องจากรหัสโบคอตมีขนาด 5 บิต ซึง่ ไม่มบี ติ ตรวจสอบจึงไม่นิยมนามาใช้ กบั คอมพิวเตอร์ รหัสแอบซีดกิ ( EBCDIC) รหัส EBCDIC มาจากคาเต็มว่า Extended Binary Coded Decimal Interchange Code พัฒนาขึน้ โดย บริษทั IBM มีขนาด 8 บิตต่อหนึ่งอักขระ โดยใช้บติ ที่ 9 เป็น บิตตรวจสอบ ดังนั้นจึงสามารถมีรหัสที่ แตกต่างสาหรับใช้แทนตัวอักษรได้ 28 หรือ 256 ตัวอักษร ปัจจุบนั รหัสแอบซีดกิ เป็นมาตรฐานในการเข้าตัว อักขระบนเครื่องคอมพิวเตอร์


9. รหัสแบบของการเชื่อมต่อเพื่อการสือ่ สารข้อมูล การ เชื่อมต่อ อุปกรณ์สอื่ สารเพื่อสือ่ สารข้อมูลจากจุดหนึ่งไปยังอักจุดหนึ่งนั้น สามารถทาได้หลาย รูปแบบขึน้ อยู่กบั ความเหมาะสม สาหรับรูปแบบของการเชื่อมต่อแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบดังต่อไปนี้ 1. การเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด ( Point to Point Line) เป็น การเชื่อมต่อแบบพื้น ฐาน โดยต่อจากอุปกรณ์รบั หรือส่ง

2 ชุ ด ใช้ สายสือ่ สารเพียงสายเดียวมีความ

ยาวของสายไม่จากัด เชื่อมต่อสายสือ่ สารไว้ตลอดเวลา ( Lease Line) ซึง่ สายส่งอาจจะเป็นชนิดสายส่งทาง เดียว (Simplex) สายส่งกึง่ ทางคู่ ( Half-duplex) หรือสายส่งทางคูแ่ บบสมบูรณ์ ( Full-duplex) ก็ได้ และ สามารถส่งสัญญาณข้อมูลได้ทงั้ แบบซิงโครนัสหรือแบบอซิงโครนัส การเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุดมีได้หลาย ลักษณะ 2. การเชื่อมต่อแบบหลายจุด ( Multipoint or Multidrop) เนื่อง จากค่าเช่ าช่ องทาง ในการส่งผ่านข้อมูลต้องเสียค่าใช้ จา่ ยสูง การเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุดนั้น สิน้ เปลืองสายสือ่ สารมากการส่งข้อมูลไม่ได้ใช้ งานตลอดเวลา จึงมีแนวความคิดทีจ่ ะใช้ สายสือ่ สารเพียง สายเดียวแต่เชื่อมต่อกับหลายๆ จุด ซึง่ ทาให้ประหยัดค่าใช้ จา่ ยได้มากกว่า ลักษณะการเชื่อมต่อแบบหลายจุด แสดงให้เห็นได้ดงั รูป การ เชื่อมต่อแบบหลายจุด แต่จดุ จะมีบฟั เฟอร์ ( Buffer) ซึง่ เป็นทีพ่ ักเก็บข้อมูลชั่วคราวก่อนทาการส่ง โดยบัฟเฟอร์จะรับข้อมูลมาเก็บเรื่อย ๆ จนเต็มบัฟเฟอร์ ข้อมูลจะถูกส่งทันทีหรือเมือ่ มีคาสัง่ ให้สง่ เพื่อใช้ สายสือ่ สารให้เต็มประสิทธิภาพในการส่งแต่ละครั้ง และช่ วงใดทีว่ า่ งก็สามารถให้ผอู้ นื่ ส่งได้ การเชื่อมต่อ แบบนี้จะเหมาะกับการสือ่ สารทีม่ ขี นาดไม่ใหญ่มากนัก และเป็นข้อมูลทีไ่ ม่ตอ่ เนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้วา่ การสือ่ สารข้อมูลโดยวิธีการเชื่อมต่อแบบหลายจุดจะ ประหยัดค่าใช้ จา่ ยและใช้ ระบบสือ่ สารได้ ค่อนข้างเต็มประสิทธิภาพ แต่กม็ ขี อ้ จากัดหลายประการดังต่อไปนี้ • ประสิทธิภาพของเครื่องและซอฟต์แวร์ทใี่ ช้ สอื่ สารข้อมูล • ปริมาณการส่งผ่านข้อมูลทีเ่ กิดขึน้ จากสถานีสง่ และรับข้อมูล • ความเร็วของช่ องทางการส่งผ่านข้อมูลทีใ่ ช้


• ข้อจากัดทีอ่ อกโดยองค์การทีค่ วบคุมการสือ่ สารของแต่ละประเทศ 3• การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบสลับช่ องทางการสือ่ สาร ( Switched Network) จาก รูปแบบการเชื่อมต่อ ทีเ่ ป็นแบบจุดซึง่ ต้องต่อสายสือ่ สารไว้ตลอดเวลา แต่ในทางปฏิบตั จิ ริงแล้ว การสือ่ สารข้อมูลไม่ได้ผา่ นตลอดเวลา ดังนั้นจึงมีแนวความคิดในการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบสลับช่ อง ทางการสือ่ สาร หรือเครือข่ายสวิตซ์ซงิ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบจุดต่อจุดให้ สามารถใช้ สือ่ สารได้มากทีส่ ดุ ลักษณะเครือข่ายแบบสลับช่ องทางการสือ่ สารสามารถแสดงได้ดงั รูป เครือข่ายแบบสลับช่องทางการสือ่ สารทีเ่ ห็นโดยทัว่ ไปมี 4 รูปแบบดังนี้ • เครือข่ายสือ่ สารโทรศัพท์ ( The Telephone Network) • เครือข่ายสือ่ สารเทลเล็กช์ ( The Telex/TWX Network) • เครือข่ายสือ่ สารแพคเกตสวิตซ์ซงิ่ ( package Switching Network) • เครือข่ายสือ่ สารสเปเซียลไลซ์ ดิจติ อล ( Specialized Digital Network) หลักการทางานของเครือข่ายแบบสลับช่ องทางการสือ่ สารดังนี้ • การเชื่อมต่อต้องเป็นแบบจุดต่อจุด • ต้องมีการเชื่อมต่อการสือ่ สารกันทัง้ ฝ่ายรับและส่งก่อนจะเริ่มรับหรือส่งข้อมูล เช่ น หมุนเบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น • หลังจากสือ่ สารกันเสร็จเรียบร้อยจะต้องตัดการเชื่อมต่อ เพื่อให้ผอู้ นื่ ใช้ สายสือ่ สารได้ตอ่ ไป

10. สือ่ กลางทีใ่ ช้ในการสือ่ สารข้อมูล องค์ ประกอบ ทีส่ าคัญทีใ่ ช้ในการสือ่ สารข้อมูลอันหนึ่งทีข่ าดไม่ได้ คือสายสือ่ กลาง ซึง่ แบ่งเป็น

2

ประเภทใหญ่ คือ สือ่ กลางทีก่ าหนดเส้นทางได้ เช่ น สายโคแอกเซียล ( Coaxial) สายเกลียวคู่ ( Twisted-pair) สายไฟเบอร์ออฟติก ( Fiber Optic) และสือ่ กลางทีก่ าหนดเส้นทางไม่ได้ เช่ น คลืน่ วิทยุ คลืน่ ดาวเทียม คลืน่ ไมโครเวฟ เป็นต้น


การ เลือกสือ่ กลางทีจ่ ะนามาใช้ ในการเชื่อมต่อระบบสือ่ สารข้อมูลนั้น จาเป็นต้องพิจารณากันหลาย ประการ เช่น ความเร็วในการส่งข้อมูล ราคาของอุปกรณ์ทใี่ ช้ สถานทีใ่ ช้ การบริการ การควบคุม ตลอดจน เทคโนโลยีทจี่ ะนามาใช้ ซึง่ ลือ่ กลางแต่ละชนิดจะมีคณ ุ สมบัตแิ ตกต่างกันไป สายโคแอกเซียล ( Coaxial Cable) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). สาย โคแอกเซียลเป็นสายที่ นิยมใช้ กนั ค่อนข้างมากในระบบการสือ่ สารความถีส่ งู เช่ น สายอากาศของ ทีวี สายชนิดนี้ถกู ออกแบบมาให้มคี า่ ความต้านทาน 75 โอห์มและ 50 โอห์ม โดยสาย 75 โอห์ม ส่วนใหญ่ใช้ กับสายอากาศทีวแี ละสาย 50 โอห์ม จะนามาใช้กบั การสือ่ สารทีเ่ ป็นระบบดิจติ อล คุณสมบัติ ของสายโคแอกเซี ยลประกอบด้วยตัวนาสองสาย โดยมีสายหนึ่งเป็นแกนอยู่ตรงกลางและ อีกเส้นเป็นตัวนาล้อมรอบอยู่อกี ชั้น มีขนาดของสาย 0.4 ถึง 1 นิ้ว สาย โคแอกเซียลมี 2 แบบ คือ แบบหนา ( Thick) และแบบบาง ( Thin) แบบหนาจะแข็ง การเดินสายทา ได้คอ่ นข้างยาก แต่สามารถส่งสัญญาณได้ไกลกว่าแบบบาง สายคูบ่ ดิ เกลียว ( Twisted-Pair) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). สาย คูเ่ กลียวเป็นสาย มาตรฐานสองเส้นหุ้มด้วยฉนวนแล้วบิดเป็นเกลียว สามารถรับส่งข้อมูลได้ทงั้ แบบ อนาลอกและแบบดิจติ อล สายชนิดนี้จะมีขนาด 0.015-0.056 นิ้ว ส่งข้อมูลได้ดว้ ยความเร็ว 10 เมกะบิต ต่อวินาที ถ้าใช้ สง่ สัญญาณแบบอนาลอกจะต้องใช้ วงจรขยายหรือแอมพลิฟายเออร์ ทุก ๆ ระยะ 5-6 กม. แต่ ถ้าต้องการส่งสัญญาณแบบดิจติ อลจะต้องใช้ อปุ กรณ์ทาซ้าสัญญาณ ( Repeater) ทุก ๆ ระยะ 2-3 กม. โดยทัว่ ไปแล้วสาหรับการส่งข้อมูลแบบดิจติ อล สัญญาณทีส่ ง่ เป็นลักษณะคลืน่ สีเ่ หลีย่ ม สายคูบ่ ดิ เกลียว สามารถใช้สง่ ข้อมูลได้หลายเมกะบิตต่อวินาทีในระยะทางได้ไกล หลายกิโลเมตร เนื่องจากสายคูเ่ กลียว มี ราคาไม่แพงมาก ใช้ สง่ ข้อมูลได้ดี และมีน้าหนักเบา นอกจากนั้นยังง่ายต่อการติดตัง้ จึงถูกใช้ งานอย่าง กว้างขวางตัวอย่างของสายคูบ่ ดิ เกลียว คือ สายโทรศัพท์ สาหรับสายคูบ่ ดิ เกลียวนั้นจะมีอยู่

2 ชนิดคือ

• สายคูบ่ ดิ เกลียวชนิดหุ้มฉนวน ( Shielded Twisted Pair : STP) เป็นสายคูบ่ ดิ เกลียวทีห่ ุ้มด้วยฉนวนชั้นนอก ทีห่ นาอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันการรบกวนของคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้าดังรูป


• สายคูบ่ ดิ เกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน ( Unshielded Twisted Pair : UTP) เป็นสายคูบ่ ดิ เกลียวทีห่ ุ้มด้วยฉนวน ชั้นนอกทีบ่ างทาให้สะดวกในการโค้งงอ แต่จะป้องกันการรบกวนของคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้าได้น้อยกว่าชนิด แรก ดังรูป สายส่งแบบไฟเบอร์ออฟติก ( Fiber Optic) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). เป็น การส่งสัญญาณด้วยใย แก้ว และส่งสัญญาณด้วยแสงมีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสามารถส่ง ข้อมูลได้ดว้ ยเร็ว เท่ากับแสง ไม่มสี ญ ั ญาณรบกวนจากภายนอก สาย ส่งข้อมูลแบบไฟเบอร์ ออฟติกจะประกอบด้วยเส้นใยแก้ว 2 ชนิด ชนิดหนึ่งอยู่ตรงแกนกลาง อีก ชนิดหนึ่งอยู่ดา้ นนอก โดยทีใ่ ยแก้วทัง้ 2 นี้จะมีดชั นีในการสะท้อนแสงต่างกัน ทาให้แสงทีส่ ง่ จากปลายด้าน หนึ่งผ่านไปยังอีกด้านหนึ่งได้

11. อุปกรณ์ทใี่ ช้ในการสือ่ สารข้อมูลคอมพิวเตอร์ โมเด็ม ( MODEM) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). MODEM มาจากคาเต็มว่า Modulator – Demodulator ทาหน้าทีแ่ ปลงสัญญาณข้อมูลดิจติ อล ทีไ่ ด้รบั จากเครื่องส่งหรือคอมพิวเตอร์ เป็นสัญญาณแบบอนาลอกก่อนทาการส่งไปยังปลายทางต่อไป โดยผ่าน เครือข่ายโทรศัพท์ และเมือ่ ส่งถึงปลายทางก็จะมีโมเด็มทาหน้าทีแ่ ปลงสัญญาณจากอนาลอกให้เป็น ดิจติ อล เพื่อใช้กบั คอมพิวเตอร์ปลายทาง มัลติเพล็กซ์เซอร์ ( Multiplexer) วิธี การเชื่อมต่อการสือ่ สารระหว่างผูร้ บั และผูส้ ง่ ปลายทางทีง่ ่ายทีส่ ดุ คือ การเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด (Point to Point) แต่ตอ้ งเสียค่าใช้จา่ ยสูงและใช้งานไม่เต็มที่ จึงมีวธิ ีการเชื่อมต่อทีย่ ุ่งยากขึน้ คือการเชื่อมต่อ แบบหลายจุดซึง่ ใช้ สายสือ่ สารเพียงเส้น 802.3 คอนเซนเตรเตอร์ ( Concentrator)


คอน เซนเตรเตอร์เป็นมัลติ เพล็กซ์เซอร์ทมี่ ปี ระสิทธิภาพสูง สามารถเพิ่มสายหรือช่ องทางการส่งข้อมูล ได้มากขึน้ การส่งข้อมูลจะเป็นแบบอซิงโครนัส คอนโทรลเลอร์ ( Controller) คอนโทรลเลอร์ เป็นมัลติเพ ล็กซ์เซอร์ทสี่ ง่ ข้อมูลแบบอซิงโครนัส ทีส่ ามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง ได้ดี การทางานจะต้องมีโปรโตคอลพิเศษสาหรับกาหนดวิธีการรับส่งข้อมูล มีบอร์ดวงจรไฟฟ้าและ ซอฟต์แวร์สาหรับคอมพิวเตอร์ ฮับ (HUB) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). ฮับ เป็นอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ทาหน้าทีเ่ ช่ นเดียวกับมัลติเพล็กซ์เซอร์ ซึง่ นิยมใช้ กบั ระบบเครือข่าย ท้องถิน่ (LAN) มีราคาต่า ติดต่อสือ่ สารข้อมูลตามมาตรฐาน IEEE 802.3 ฟรอนต์ – เอ็นโปรเซสเซอร์ FEP (Front-End Processor) FEP เป็นคอมพิวเตอร์ทใี่ ช้เชื่อมต่อระหว่างโฮสต์คอมพิวเตอร์ หรือมินิคอมพิวเตอร์กบั อุปกรณ์ เครือข่ายสาหรับสือ่ สารข้อมูล เช่ น โมเด็ม มัลติเล็กซ์เซอร์ เป็นต้น FEP เป็นอุปกรณ์ทมี หี น่วยความจา (RAM) และซอฟต์แวร์สาหรับควบคุมการทางานเป็นของตัวเองโดยมีหน้าทีห่ ลักคือ ทาหน้าทีแ่ ก้ไขข่าวสาร เก็บข่าวสาร เปลีย่ นรหัสรวบรวมหรือกระจายอักขระ ควบคุมอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูล จัดคิวเข้า ออกของข้อมูล ตรวจสอบข้อผิดพลาดในการส่งข้อมูล อิมเู ลเตอร์ ( Emulator) อิมเู ลเตอร์ เป็นอุปกรณ์ ทีท่ าหน้าทีเ่ ปลีย่ นกลุม่ ข่าวสารจากโปรโตคอลแบบหนึ่งไปเป็นกลุม่ ข่าวสาร ซึง่ ใช้ โปรโตคอลอีกแบบหนึ่ง แต่จะเป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หรือเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์กไ็ ด้ บางครั้งอาจจะ เป็นทัง้ 2 อย่าง โดยทาให้คอมพิวเตอร์ทตี่ อ่ เข้ามานั้นดูเหมือนเป็นเครื่องเทอร์มนิ ัลหนึ่ง เครื่อง โฮสต์หรือ มินิคอมพิวเตอร์ในปัจจุบนั นิยมนาเครื่อง PC มาใช้ เป็นเทอร์มนิ ัลของเครื่องเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ ทัง้ นี้ เพราะประหยัดกว่าและเมือ่ ไรทีไ่ ม่ใช้ ตดิ ต่อกับมินิหรือเมนแฟรมก็ สามารถใช้ เป็น PC ทัว่ ไปได้ เกตเวย์ (Gateway)


เก ตเวย์เป็นอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ทมี่ หี น้าทีห่ ลักคือ ทาให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์

2 เครือข่ายหรือ

มากกว่าซึง่ มีลกั ษณะแตกต่างกัน สามารถสือ่ สารกันได้เสมือนกับเป็นเครือข่ายเดียวกัน โดยทัว่ ไปแล้วระบบ เครือข่ายแต่ละเครือข่ายอาจจะแตกต่างกันในหลายกรณี เช่ น ลักษณะการเชื่อมต่อ ( Connectivity) ทีไ่ ม่ เหมือนกัน โปรโตคอลทีใ่ ช้สาหรับรับส่งข้อมูลต่างกัน เป็นต้น บริดจ์ ( Bridge) เป็น อุปกรณ์ IWU (Inter Working Unit) ทีใ่ ช้ สาหรับเชื่อมเครือข่ายท้องถิน่ ( Local Area Network หรือ LAN) 2 เครือข่ายเข้าด้วยกัน ซึง่ อาจจะใช้ โปรโตคอลทีเ่ หมือนกันหรือต่างกันก็ได้ เราเตอร์ (Router) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). เป็น อุปกรณ์ทใี่ ช้เชื่อม ต่อเครือข่ายเข้าด้วยกัน ซึง่ อาจจะเป็นเครือข่ายเดียวกันหรือข้ามเครือข่ายกัน โดยการเชื่อมกันระหว่างหลายเครือข่ายแบบนี้เรียกว่า เครือข่ายอินเตอร์เน็ต ( Internet) โดยเครือข่ายแต่ละ เครือข่ายจะเรียกว่า เครือข่ายย่อย ( Sub network) ส่วนอุปกรณ์ทใี่ ช้ เชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย เรียกว่า IWU (Inter Working Unit) ได้แก่ เราเตอร์และบริดจ์ รีพีตเตอร์ ( Repeater) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). เป็น อุปกรณ์ทใี่ ช้สาหรับ ส่งสัญญาณซ้า เพื่อส่งสัญญาณต่อไปนี้ในระยะไกลป้องกันการขาดหายของ สัญญาณ ซึง่ รูปแบบของเครือข่ายแต่ละแบบรวมทัง้ สายสัญญาณทีใ่ ช้ เป็นตัวกลางหรือสือ่ กลางแต่ละชนิด จะมีขอ้ จากัดของระยะทางในการส่ง ดังนั้นเมือ่ ต้องการส่งสัญญาณให้ไกลกว่าปกติตอ้ งเชื่อมต่อกับรีพีต เตอร์ดงั กล่าว เพื่อทาให้สามารถส่งสัญญาณ ได้ไกลยิ่งขึน้

12. เครือข่าย ( Networks)


เครือ ข่าย หมายถึง กลุม่ ของคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทถี่ กู นามาเชื่อมต่อกันดังนั้น เครือข่ายคอมพิวเตอร์ จึงประกอบด้วยสือ่ การติดต่อสือ่ สาร อุปกรณ์ และซอฟต์แวร์ทจี่ าเป็นในการเชื่อมโยง คอมพิวเตอร์ตงั้ แต่ 2 ระบบเข้าด้วยกัน รวมทัง้ อุปกรณ์อนื่ ๆ ความจาเป็นในการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์มคี วามจาเป็นในการทางานในยุค ปัจจุบนั ด้วยเหตุผลดังนี้ 1) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทาให้การทางานมีความคล่องตัว ยืดหยุ่น และปรับตัวให้เข้ากับเงื่ อนไขต่างๆ ที่ เปลีย่ นแปลงไปอย่างรวดเร็ว 2) เครือข่ายช่ วยให้หน่วยงานประหยัดงบประมาณโดยช่ วยสนับสนุนการใช้ ทรัพยากร คอมพิวเตอร์รว่ มกัน เช่ น ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และฐานข้อมูล 3) เครือข่ายทาให้พนักงานหรือทีมงานของหน่วยงานทีอ่ ยู่ห่างไกลกันสามารถใช้ เอกสารร่วมกัน และ แลกเปลีย่ นแนวคิด ความเห็น ตลอดจนเสริมให้การทางานเป็นทีมมีประสิทธิภาพดีขนึ้ และกระตุน้ ให้เกิด ความคิดใหม่ ๆ 4) เครือข่ายช่ วยสร้างให้การติดต่อสือ่ สารระหว่างหน่วยงานกับลูกค้าหรือองค์การภายนอกมีความใกล้ชิดกัน มากยิ่งขึน้ ประเภทของเครือข่าย 1) จาแนกตามพื้นที่ - เครือข่ายเฉพาะที่ ( Local Area Network-LAN) เป็น การติดต่ออุปกรณ์ สือ่ สารตัง้ แต่ 2 ชิ้นขึน้ ไประยะ 2 , 000 ฟุต (โดยปกติจะอยู่ในอาคารเดียวกัน) LAN จะช่วยให้ผใู้ ช้ จานวนมากสามารถใช้ ทรัพยากรของหน่วยงานร่วมกัน เช่ น พรินต์เตอร์ โปรแกรม และ ไฟล์ขอ้ มูล ในกรณีที่ LAN ต้องการเชื่อมต่อกับเครือข่ายสาธารณะภายนอก เช่ น เครือข่ายโทรศัพท์หรือ เครือข่ายของหน่วยงานอืน่ จะต้องมี gateway ซึง่ ทาหน้าทีเ่ หมือนประตูตดิ ต่อระหว่างเครือข่ายทีแ่ ตกต่างกัน โดยช่วยแปลโปรโตคอลของเครือข่ายให้กบั อีกโปรโตคอลหนึ่งเพื่อจะทางานร่วมกัน ได้ - เครือข่ายเมือง ( Metropolitan Area Network-MAN)


เครือ ข่าย MAN เป็นกลุม่ ของเครือข่าย LAN ทีน่ ามาเชื่อมต่อกันเป็นวงขนาดใหญ่ขนึ้ ภายในพื้นที่ บริเวณใกล้เคียง เช่ น ในเมืองเดียวกัน - เครือข่ายบริเวณกว้าง ( Wide Area Network-WAN) เป็น เครือข่ายทีค่ รอบ คลุมพื้นทีใ่ นบริเวณกว้างโดยครอบคลุมทัง้ ประเทศหรือทัง้ ทวีป

WAN จะอาศัย

สือ่ โทรคมนาคมหลายประเภท เช่ น เคเบิล้ ดาวเทียม และไมโครเวฟ 2) แบ่งตามความเป็นเจ้าของ - เครือข่ายสาธารณะ ( Public Network) เป็น เครือข่ายทีเ่ ปิดโอกาสให้ผใู้ ช้ โดยทัว่ ไปได้ใช้ ประโยชน์ ดังนั้นผูใ้ ช้ จะต้องแข่งกับผูใ้ ช้ รายอืน่ โดยเฉพาะช่ วงเวลาทีม่ ผี ใู้ ช้ จานานมาก เช่ น ระบบโทรศัพท์สาธารณะ ซึง่ ผูใ้ ช้ ไม่มหี ลักประกันว่า สายจะว่าง ในช่วงทีต่ อ้ งการหรือไม่ - เครือข่ายเอกชน ( Private Network) เป็น เครือข่ายทีห่ น่วยงานสามารถเป็นเจ้าของเอง หรือ เช่ าเพื่อประโยชน์ในการสือ่ สาร กรณีนี้กจ็ ะเป็น หลักประกันว่าหน่วยงานจะมีโอกาสได้ใช้ เครือข่ายเมือ่ ต้องการ เสมอ - เครือข่ายแบบมูลค่าเพิ่ม ( Value-added Network-VAN) เป็น เครือข่ายกึง่ สาธารณะซึง่ ให้บริการเพิ่มขึน้ จากการติดต่อสือ่ สารปกติผใู้ ห้ บริการสือ่ สาร (Communication service provider) เป็นเจ้าของ VAN อย่างไรก็ตาม VAN เร็วกว่าเครือข่ายสาธารณะและมี ความปลอดภัยมากกว่า เครือข่ายสาธารณะ - เครือข่ายเอกชนเสมือนจริง ( Virtual Private Network-VPN) เป็น เครือข่ายสาธารณะทีร่ บั ประกันว่าผูใ้ ช้ จะมีโอกาสใช้ งานเครือข่ายได้ตลอดเวลา แต่ไม่ได้ให้สาย หรือช่องทางการสือ่ สารแก่หน่วยงานผูใ้ ช้ โดยเฉพาะ แต่จะใช้ วธิ ีแปลงรหัสข้อมูลของหน่วยงานผูใ้ ช้ โดยเฉพาะ เพื่อทีจ่ ะส่งไปพร้อม ๆ กับหน่วยงานอืน่ ๆ


13. Network Topology คือการออกแบบและการติดต่อเชื่อมโยงกันของเครือข่ายทางกายภาพ โดยทัว่ ไปโทโปโลจีพื้นฐานมีอยู่ 3 ประเภท ดังนี้ 1) แบบดาว ( Star Network) เป็น เครือข่ายที่ คอมพิวเตอร์ทกุ ตัวและอุปกรณ์อนื่ เชื่อมกับโฮสต์คอมพิวเตอร์ทอี่ ยู่ และการสือ่ สาร ทัง้ หมดระหว่างอุปกรณ์ตา่ งๆ ภายในเครือข่ายต้องผ่านโฮสต์คอมพิวเตอร์ เนื่องจากโฮสต์คอมพิวเตอร์เป็น ตัวควบคุมอุปกรณ์อนื่ ทัง้ หมดในเครือข่าย เครือข่ายแบบดาวเหมาะสาหรับการประมวลผลทีม่ ลี กั ษณะรวม ศูนย์ อย่างไรก็ตามข้อจากัดของแบบนี้ คือ หากใช้ โฮสต์คอมพิวเตอร์กจ็ ะทาให้ระบบทัง้ หมดทางานไม่ได้ 2) แบบบัส ( Bus Network) เป็น การเชื่อมโยง คอมพิวเตอร์โดยใช้ สายวงจรเดียว ซึง่ อาจจะเป็นสายเกลียวคูส่ ายโคแอกเชี ยล หรือ สายใยแก้วก็ได้ สัญญาณสามารถสือ่ สารได้ 2 ทางในเครือข่ายโดยมีซอฟต์แวร์คอยช่ วยแยกว่าอุปกรณ์ใดจะ เป็นตัวรับข้อมูล หากมีคอมพิวเตอร์ตวั ใดในระบบล้มเหลวจะไม่มผี ลต่อคอมพิวเตอร์อนื่ อย่างไรก็ตาม ช่องทางในระบบเครือข่ายแบบนี้สามารถจัดการรับข้อมูลได้ครั้งละ 1 ชุ ดเท่านั้น ดังนั้นจึงเกิดปัญหา การจราจรของข้อมูลได้ในกรณีทมี่ ผี ตู้ อ้ งการใช้ งานพร้อม กัน โทโปโลจีแบบนี้นิยมใช้ ในวงแลน 3) แบบวงแหวน ( Ring Network) คอมพิวเตอร์ ทุกตัวเชื่อม โยงเป็นวงจรปิด ทาให้การส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ตวั หนึ่งไปยังอีกตัวหนึ่ง โดยเดินทางไปในทิศ ทางเดียว คอมพิวเตอร์แต่ละตัวทางานโดยอิสระ หากมีตวั ใด ตัวหนึ่งเสียระบบการ สือ่ สารในเครือข่ายได้รบั การกระทบกระเทือน ยกเว้นจะมีวงแหวนคูใ่ นการรับส่ง ข้อมูลในทิศทางต่างๆ กัน เพื่อเป็นเส้นทางสารองในการป้องกันไม่ให้เครือข่ายหยุดทางานโดยสิน้ เชิ ง นอกจากโทโปโลจีทงั้ 3 แบบทีก่ ล่าวข้างต้น อาจจะพบโทโปโลจีแบบอืน่ ๆ เช่ น แบบโครงสร้างลาดับ ชั้น (Hierarchical Network) ซึง่ มีลกั ษณะโครงสร้างคล้ายต้นไม้ ( Tree) หรือมีแบบผสม ( Hybrid) อย่างไรก็ ตามโทโปโลจีแต่ละประเภทจะมีขอ้ ดีและข้อจากัดแตกต่างกันผูพ้ ัฒนา ระบบจะต้องพิจารณาถึงความเร็ว ความเชื่อถือได้ และความสามารถของเครือข่ายในการทางาน หรือการแก้ไขข้อบกพร่องในกรณีทอี่ ปุ กรณ์


ใดอุปกรณ์หนึ่งในระบบมีปญ ั หาตลอดจน ลักษณะทางกายภาพ เช่ น ระยะห่างของ node และต้นทุนของทัง้ ระบบ

14. รูปแบบการประมวลผลแบบกระจายเครือข่าย ( Organizational Distributed Processing) วิธีการประมวลผลของเครือข่ายคอมพิวเตอร์มี 3 รูปแบบ คือ 1. Terminal-to-Host Processing 2. File Server Processing 3. Client/Server

tew  

tew sab kab

Advertisement