Issuu on Google+

ระบบสุ ริยะ คือระบบดาวที่มีดาวฤกษ์เป็ นศูนย์กลาง และมีดาวเคราะห์ (Planet) เป็ นบริ วารโคจรอยูโ่ ดยรอบ เมื่อสภาพแวดล้อมเอื้ออานวย ต่อการดารงชีวิต สิ่ งมีชีวิตก็จะเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์เหล่านั้น หรื อ บริ วารของดาวเคราะห์เองที่เรี ยกว่าดวง จันทร์ (Satellite) นักดาราศาสตร์เชื่อว่า ในบรรดาดาวฤกษ์ท้ งั หมดกว่าแสนล้านดวง ในกาแลกซี่ ทางช้างเผือก ต้องมีระบบสุ ริยะที่เอื้ออานวยชีวิตอย่างระบบสุ ริยะที่โลกของเรา เป็ นบริ วารอยูอ่ ย่างแน่นอน เพียงแต่วา่ ระยะทางไกลมากเกินกว่าความสามารถในการติดต่อ จะทาได้ถึง

ระบบสุ ริยะ (Solar System) ระบบสุ ริยะที่โลกของเราอยูเ่ ป็ นระบบที่ประกอบด้วย ดวงอาทิตย์ (The sun) เป็ น ศูนย์กลาง มีดาวเคราะห์ (Planets) 9 ดวง ที่เราเรี ยกกันว่า ดาวนพเคราะห์ ( นพ แปลว่า เก้า) เรี ยงตามลาดับ จากในสุ ดคือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาว เสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน ดาวพลูโต และยังมีดวงจันทร์บริ วารของ ดวงเคราะห์แต่ ละดวง (sattelites) ยกเว้นเพียง สองดวงคือ ดาวพุธ และ ดาวศุกร์ ที่ไม่มีบริ วาร นอกจากนี้ยงั มี ดาวเคราะห์นอ้ ย (Minor planets) ดาวหาง (Comets) อุกกาบาต (Meteorites) ตลอดจนกลุ่มฝุ่ นและก๊าซ ซึ่ งเคลื่อนที่อยูใ่ นวงโคจร ภายใต้อิทธิ พลแรง ดึงดูด จากดวงอาทิตย์ ขนาดของระบบสุ ริยะ กว้างใหญ่ไพศาลมาก เมื่อเทียบระยะทาง ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ซึ่ งมีระยะทางประมาณ 149 ล้านกิโลเมตร หรื อ 1 หน่วยดารา ศาสตร์ (astronomy unit - au) กล่าวคือ ระบบสุ ริยะมีระยะทางไกลไปจนถึงวง โคจร ของดาวพลูโตดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในระบบสุ ริยะ ซึ่ งอยูไ่ กลเป็ นระยะทาง 40 เท่าของ 1 หน่วยดาราศาสตร์ และยังไกลห่างออก ไปอีกจนถึงดงดาวหางอ๊อต (Oort's Cloud) ซึ่ งอาจอยูไ่ กลถึง 500,000 เท่า ของระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์ดว้ ย


ดวงอาทิตย์มีมวลมากกว่าร้อยละ 99 ของมวลทั้งหมดในระบบสุ ริยะ ที่เหลือ นอกนั้นจะเป็ นมวลของ เทหวัตถุต่างๆ ซึ่ ง ประกอบด้วยดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์นอ้ ย ดาว หาง และอุกกาบาต รวมไปถึงฝุ่ นและก๊าซ ที่ล่องลอยระหว่าง ดาวเคราะห์ แต่ละดวง โดยมี แรงดึงดูด (Gravity) เป็ นแรงควบคุมระบบสุ ริยะ ให้เทหวัตถุบนฟ้ าทั้งหมด เคลื่อนที่ เป็ นไปตามกฏแรง แรงโน้มถ่วงของนิวตัน ดวงอาทิตย์แพร่ พลังงาน ออกมา ด้วยอัตรา ประมาณ 90,000,000,000,000,000,000,000,000 แคลอรี ต่อวินาที เป็ นพลังงานที่เกิดจาก ปฏิกริ ยาเทอร์ โมนิวเคลียร์ โดยการเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็ นฮีเลียม ซึ่ งเป็ นแหล่งความร้อน ให้กบั ดาว ดาวเคราะห์ต่างๆ ถึงแม้วา่ ดวงอาทิตย์จะเสี ยไฮโดรเจนไปถึง 4,000,000 ตันต่อ วินาทีกต็ าม แต่นกั วิทยาศาสตร์กย็ งั มีความเชื่อว่าดวงอาทิตย์ จะยังคงแพร่ พลังงานออกมา ในอัตราที่เท่ากันนี้ได้อีกนานหลายพันล้านปี ชื่อของดาวเคราะห์ท้ งั 9 ดวงยกเว้นโลก ถูกตั้งชื่อตามเทพของชาวกรี ก เพราะเชื่อว่าเทพ เหล่านั้นอยูบ่ นสรวงสวรค์ และเคารพบูชาแต่โบราณกาล ในสมัยโบราณจะรู ้จกั ดาวเคราะห์ เพียง 5 ดวงเท่านั้น(ไม่นบั โลกของเรา) เพราะสามารถเห็นได้ ด้วยตาเปล่าคือ ดาวพุธ ดาว ศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ประกอบกับดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ รวมเป็ น 7 ทาให้เกิดวันทั้ง 7 ในสัปดาห์นนั่ เอง และดาวทั้ง 7 นี้จึงมีอิทธิ กบั ดวงชะตาชีวิตของคนเรา ตามความเชื่อถือทางโหราศาสตร์ ส่ วนดาวเคราะห์อีก 3 ดวงคือ ดาวยูเรนัส ดาว เนปจูน ดาวพลูโต ถูกคนพบภายหลัง แต่นกั ดาราศาสตร์กต็ ้ งั ชื่อตามเทพของกรี ก เพื่อให้ สอดคล้องกันนัน่ เอง

ทฤษฎีการกาเนิดของระบบสุ ริยะ หลักฐานที่สาคัญของการกาเนิดของระบบสุ ริยะก็คือ การ เรี ยงตัว และการเคลื่อนที่อย่างเป็ นระบบระเบียบของดาว เคราะห์ ดวงจันทร์บริ วาร ของดาวเคราะห์ และดาวเคราะห์นอ้ ย ที่แสดงให้เห็นว่าเทหวัตถุท้ งั มวลบนฟ้ า นั้นเป็ นของระบบ สุ ริยะ ซึ่ งจะเป็ นเรื่ องที่เป็ นไปไม่ได้เลยที่เทหวัตถุทอ้ งฟ้ า หลาย พันดวง จะมีระบบโดยบังเอิญโดยมิได้มีจุดกาเนิด ร่ วมกัน

Piere Simon Laplace ได้เสนอทฤษฎีจุด กาเนิดของระบบสุ ริยะไว้เมื่อปี ค.ศ.1796 กล่าวว่า ใน ระบบสุ ริยะจะมีมวลของก๊าซรู ปร่ างเป็ นจานแบนๆ ขนาด มหึมาที่เรี ยกว่า protoplanetary disks


หมุนรอบ ตัวเองอยู่ ในขณะที่หมุนรอบตัวเองนั้นจะเกิดการหดตัวลง เพราะแรงดึงดูดของ มวลก๊าซ ซึ่ งจะทาให้ อัตราการหมุนรอบตัวเองนั้นมีความเร็ วสู งขึ้น เพื่อรักษาโมเมนตัมเชิงมุม (Angular Momentum) ในที่สุด เมื่อความเร็ ว มีอตั ราสู งขึ้น จนกระทัง่ แรงหนีศูนย์กลางที่ ขอบของกลุ่มก๊าซมีมากกว่าแรงดึงดูด ก็จะทาให้เกิดมีวงแหวน ของกลุ่มก๊าซแยกตัวออกไปจากศุนย์กลาง ของกลุ่มก๊าซเดิม และเมื่อเกิดการหดตัวอีกก็จะมีวงแหวนของกลุ่มก๊าซเพิม่ ขึ้นๆต่อไปเรื่ อยๆ วงแหวนที่ แยกตัวไปจากศูนย์กลางของวงแหวนแต่ละวงจะมีความกว้างไม่เท่ากัน ตรงบริ เวณที่มีความหนาแน่นมาก ที่สุดของวง จะคอยดึงวัตถุท้ งั หมดในวงแหวน มารวมกันแล้วกลัน่ ตัว เป็ นดาวเคราะห์ ส่ วนดวงจันทร์ ของดาวเคราะห์ จะเกิดขึ้นจากการหดตัวของดาวเคราะห์ สาหรับดาวหาง และสะเก็ดดาวนั้น เกิดขึ้นจาก เศษหลงเหลือระหว่าง การเกิดของดาวเคราะห์ดวงต่างๆ ดังนั้น ดวงอาทิตย์ในปัจจุบนั ก็คือ มวลก๊าซ ดั้งเดิมที่ทาให้เกิดระบบสุ ริยะขึ้นมานัน่ เอง นอกจากนี้ยงั มีอีกหลายทฤษฎีที่มีความเชื่อในการเกิดระบบสุ ริยะ แต่ในที่สุดก็มีความเห็นคล้ายๆ กับ แนวทฤษฎีของ Laplace ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีของ Coral Von Weizsacker นักดารา ศาสตร์ฟิสิ กส์ชาวเยอรมัน ซึ่ งกล่าวว่า มีวงกลมของกลุ่มก๊าซและฝุ่ นละอองหรื อเนบิวลา ต้นกาเนิดดวง อาทิตย์ (Solar Nebular) ห้อมล้อมอยูร่ อบดวงอาทิตย์ ขณะที่ดวงอาทิตย์เกิดใหม่ๆ และ ละออง สสารในกลุ่มก๊าซ เกิดการกระแทกซึ่ งกันและกัน แล้วกลายเป็ นกลุ่มก้อนสสารขนาดใหญ่ จนกลายเป็ น เทหวัตถุแข็ง เกิดขั้นในวงโคจรของดวงอาทิตย์ ซึ่ งเราเรี ยกว่า ดาวเคราะห์ และดวงจันทร์ของ ดาวเคราะห์ นัน่ เอง

M42 ในกลุ่มดาวนายพราน (Orion) เป็ นตัวอย่างหนึ่งของ Solar Nebular ที่กาลังก่อตัวเป็ นระบบสุริยะอีกระบบหนึ่งในอนาคตอีก หลายล้านปี ข้างหน้า


ระบบสุ ริยะของเรามีขนาดใหญ่โตมากเมื่อเทียบกับโลกที่เราอาศัยอยู่ แต่มี ขนาดเล็กเมื่อเทียบกับกาแล็กซี ของเราหรื อกาแล็กซี ทางช้างเผือก ระบบสุ ริยะตั้งอยูใ่ น บริ เวณ วงแขนของกาแล็กซี ทางช้างเผือก (Milky Way) ที่ชื่อแขนโอไลออน ซึ่ ง เปรี ยบเสมือนวงล้อยักษ์ที่หมุนอยูใ่ นอวกาศ โดยระบบสุ ริยะจะอยูห่ ่างจาก จุดศูนย์กลางของ กาแล็กซี ทางช้างเผือกประมาณ 30,000 ปี แสง ระนาบของระบบสุ ริยะเอียงทามุมกับระนาบ ของกาแลกซี่ ประมาณ 60 องศา ดวงอาทิตย์ จะใช้เวลาประมาณ 225 ล้านปี ในการเคลื่อน ครบรอบจุดศูนย์กลางของกาแล็กซี ทางช้างเผือกครบ 1 รอบ นักดาราศาสตร์จึงมีความเห็น ร่ วมกันว่า เทหวัตถุท้ งั มวลในระบบสุ ริยะ ไม่วา่ จะเป็ นดาวเคราะห์ทุกดวง ดวงจันทร์ของ ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์นอ้ ย ดาวหาง และอุกกาบาต เกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน มีอายุเท่ากันตาม ทฤษฎีจุดกาเนิดของระบบสุ ริยะ และจากการนา เอาหิ นจากดวงจันทร์มาวิเคราะห์การ สลายตัวของสารกัมมันตภาพรังสี ทาให้ทราบว่าดวงจันทร์มี อายุประมาณ 4,600 ล้านปี ใน ขณะเดียวกันนักธรณี วิทยาก็ได้คานวณ หาอายุของหิ นบนผิวโลก จากการสลายตัวของ อะตอมธาตุยเู รเนียม และสารไอโซโทปของธาตุตะกัว่ ทาให้นกั วิทยาศาสตร์เชื่อว่า ���ลก ดวงจันทร์ อุกกาบาต มีอายุประมาณ 4,600 ล้านปี และอายุของ ระบบสุ ริยะนับตั้งแต่เริ่ มเกิด จากฝุ่ นละอองก๊าซในอวกาศจึงมีอายุไม่เกิน 5,000 ล้านปี ในบรรดาสมาชิกของระบบ สุ ริยะซึ่ งประกอบด้วย ดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์นอ้ ย ดวงจันทร์ ของดาวเคราะห์ ดาวหาง อุกกาบาต สะเก็ดดาว รวมทั้งฝุ่ นละองก๊าซ อีกมากมาย นั้นดวงอาทิตย์และดาว เคราะห์ 9 ดวง จะได้รับความสนใจมากที่สุดจากนักดาราศาสตร์


ระบบสุ ริยะ (อังกฤษ: Solar System) ประกอบด้วยดวงอาทิตย์และวัตถุอื่นๆ ที่โคจร รอบดวงอาทิตย์เนื่องจากแรงโน้มถ่วง ได้แก่ ดาวเคราะห์ 8 ดวงกับดวงจันทร์บริ วารที่คน้ พบแล้ว 166 ดวง [1] ดาวเคราะห์แคระ 5 ดวงกับดวงจันทร์บริ วารที่คน้ พบแล้ว 4 ดวง กับวัตถุขนาดเล็กอื่นๆ อีกนับล้านชิ้น ซึ่ งรวมถึง ดาวเคราะห์นอ้ ย วัตถุในแถบไคเปอร์ ดาวหาง สะเก็ดดาว และฝุ่ นระหว่างดาวเคราะห์ โดยทัว่ ไปแล้วจะแบ่งย่านต่างๆ ของระบบสุ ริยะ นับจากดวงอาทิตย์ออกมาดังนี้คือ ดาว เคราะห์ช้ นั ในจานวน 4 ดวง แถบดาวเคราะห์นอ้ ย ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่รอบนอกจานวน 4 ดวง และแถบ ไคเปอร์ซ่ ึ งประกอบด้วยวัตถุที่เย็นจัดเป็ นน้ าแข็ง พ้นจากแถบไคเปอร์ออกไปเป็ นเขตแถบจานกระจาย ขอบเขตเฮลิโอพอส (เขตแดนตามทฤษฎีที่ซ่ ึ งลมสุ ริยะสิ้ นกาลังลงเนื่องจากมวลสารระหว่างดวงดาว) และ พ้นไปจากนั้นคือย่านของเมฆออร์ต กระแสพลาสมาที่ไหลออกจากดวงอาทิตย์ (หรื อลมสุ ริยะ) จะแผ่ตวั ไปทัว่ ระบบสุ ริยะ สร้าง โพรงขนาดใหญ่ข้ ึนในสสารระหว่างดาวเรี ยกกันว่า เฮลิโอสเฟี ยร์ ซึ่ งขยายออกไปจากใจกลางของแถบจาน กระจาย ดาวเคราะห์ช้ นั เอกทั้ง 8 ดวงในระบบสุ ริยะ เรี ยงลาดับจากใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดออกไป มี ดังนี้คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน นับถึงกลางปี ค.ศ. 2008 วัตถุขนาดย่อมกว่าดาวเคราะห์จานวน 5 ดวง ได้รับการจัดระดับให้ เป็ นดาวเคราะห์แคระ ได้แก่ ซี รีสในแถบดาวเคราะห์นอ้ ย กับวัตถุอีก 4 ดวงที่โคจรรอบดวงอาทิตย์อยูใ่ น ย่านพ้นดาวเนปจูน คือ ดาวพลูโต (ซึ่ งเดิมเคยถูกจัดระดับไว้เป็ นดาวเคราะห์) เฮาเมอา มาคีมาคี และ อีรีส มีดาวเคราะห์ 6 ดวงและดาวเคราะห์แคระ 3 ดวงที่มีดาวบริ วารโคจรอยูร่ อบๆ เราเรี ยกดาว บริ วารเหล่านี้วา่ "ดวงจันทร์" ตามอย่างดวงจันทร์ของโลก นอกจากนี้ดาวเคราะห์ช้ นั นอกยังมีวงแหวนดาว เคราะห์อยูร่ อบตัวอันประกอบด้วยเศษฝุ่ นและอนุภาคขนาดเล็ก สาหรับคาว่า ระบบดาวเคราะห์ ใช้เมื่อกล่าวถึงระบบดาวโดยทัว่ ไปที่มีวตั ถุต่างๆ โคจรรอบ ดาวฤกษ์ คาว่า "ระบบสุ ริยะ" ควรใช้เฉพาะกับระบบดาวเคราะห์ที่มีโลกเป็ นสมาชิก และไม่ควรเรี ยกว่า "ระบบสุ ริยจักรวาล" อย่างที่เรี ยกกันติดปาก เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับคาว่า "จักรวาล" ตามนัยที่ใช้ใน ปัจจุบนั


ประวัตกิ ารค้ นพบและการสารวจ รับรู ้มาก่อนว่ามีสิ่งที่เรี ยกว่า ระบบสุ ริยะ แต่เดิมมนุษย์เชื่อว่า โลกเป็ น ศูนย์กลางจักรวาลที่อยูน่ ิ่ง มีดวงดาวต่างๆ โคจรไปรอบๆ ผ่านไปบนท้องฟ้ า แม้วา่ นักดารา ศาสตร์และนักคณิ ตศาสตร์ชาวอินเดียชื่อ Aryabhata และนักปรัชญาชาวกรี ก Aristarchus เคยมีแนวคิดเกี่ยวกับการที่ดวงอาทิตย์เป็ นศูนย์กลางจักรวาล และ จัดลาดับจักรวาลเสี ยใหม่ แต่ผทู ้ ี่สามารถคิดค้นแบบจาลองทางคณิ ตศาสตร์เพื่อพิสูจน์ แนวคิดนี้ได้สาเร็ จเป็ นคนแรกคือ นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคสั ในคริ สต์ศตวรรษที่ 17 มีผสู ้ ื บ ทอดแนวทางการศึกษาของเขาต่อมา คือกาลิเลโอ กาลิเลอี โยฮันเนส เคปเลอร์ และ ไอแซค นิวตัน พวกเขาพยายามทาความเข้าใจระบบทางฟิ สิ กส์และเสาะหาหลักฐานการพิสูจน์ ยืนยันว่า โลกเคลื่อนไปรอบๆ ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ท้ งั หลายต่างก็ดาเนินไปภายใต้ กฎทางฟิ สิ กส์แบบเดียวกันนี้ ในยุคหลังต่อมาจึงเริ่ มมีการสื บสวนค้นหาปรากฏการณ์ทาง ภูมิธรณี ต่างๆ เช่น เทือกเขา แอ่งหิ น ปรากฏการณ์สภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนตามฤดูกาล การศึกษาเกี่ยวกับเมฆ พายุทราย และยอดเขาน้ าแข็งบนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ

การสารวจยุคแรก การสารวจระบบสุ ริยะในยุคแรกดาเนินไปได้โดยอาศัยกล้องโทรทรรศน์ เพื่อ ช่วยนักดาราศาสตร์จดั ทาแผนภาพท้องฟ้ าแสดงตาแหน่งของวัตถุที่จางเกินกว่าจะมองเห็น ได้ดว้ ยตาเปล่า กาลิเลโอ กาลิเลอี คือผูแ้ รกที่คน้ พบรายละเอียดทางกายภาพ ของวัตถุในระบบสุ ริยะ เขาค้นพบว่าผิวดวงจันทร์น้ นั ขรุ ขระ ส่ วนดวงอาทิตย์กม็ ีจุดด่างดา และดาวพฤหัสบดีมีดาวบริ วารสี่ ดวงโคจรไปรอบๆ คริ สเตียน ฮอยเกนส์ เจริ ญรอยตามกาลิเล โอโดยค้นพบไททัน ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ รวมถึงวงแหวน ของมันด้วย ในเวลาต่อมา จิโอวันนี โดเมนิโก กัสสิ นี ค้นพบ ดวงจันทร์ของดาวเสาร์เพิ่มอีก 4 ดวง ช่องว่างในวงแหวนของ ดาวเสาร์ รวมถึงจุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดี ปี ค.ศ. 1705 เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ ค้นพบว่าดาวหางหลายดวงใน บันทึกประวัติศาสตร์ที่จริ งเป็ นดวงเดิมกลับมาปรากฏซ้ า


ถือเป็ นการพบหลักฐานชิ้นแรกสาหรับการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของวัตถุอื่นนอกเหนือจากดาว เคราะห์ในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้จึงเริ่ มมีการใช้คาว่า "ระบบสุริยะ" ขึ้นเป็ นครั้งแรก ค.ศ. 1781 วิลเลียม เฮอร์เชล ค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่คือ ดาวยูเรนัส โดยที่ในตอนแรกเขาคิดว่า เป็ นดาวหางต่อมาในปี ค.ศ. 1801 จิวเซปเป ปิ อาซซี ค้นพบวัตถุโคจรอยูร่ ะหว่างดาวอังคารกับดาว พฤหัสบดี ในตอนแรกเขาคิดว่าเป็ นดาวเคราะห์ แต่ต่อมาจึงมีการค้นพบวัตถุขนาดเล็กนับเป็ นพัน ดวงในย่านอวกาศนั้น ซึ่งในเวลาต่อมาจึงเรี ยกวัตถุเหล่านั้นว่า ดาวเคราะห์นอ้ ย

ไม่อาจระบุได้แน่ชดั ว่า ระบบสุ ริยะถูก "ค้นพบ" เมื่อใดกันแน่ แต่การ สังเกตการณ์ในช่วงคริ สต์ศตวรรษที่ 19 สามรายการสามารถบรรยายลักษณะและตาแหน่ง ของระบบสุ ริยะในเอกภพได้อย่างไม่มีขอ้ สงสัย รายการแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1838 เมื่อ ฟรี ดดริ ค เบสเซล สามารถวัดพารัลแลกซ์ของดาวได้ เขาพบว่าตาแหน่งปรากฏของดาว เปลี่ยนแปลงไปตามการเคลื่อนที่ของโลกที่โคจรไปรอบดวงอาทิตย์ นี่ไม่เพียงเป็ นข้อพิสูจน์ ทางตรงต่อแนวคิดดวงอาทิตย์เป็ นศูนย์กลางจักรวาล แต่ยงั ได้เปิ ดเผยให้ทราบถึงระยะทาง มหาศาลระหว่างระบบสุ ริยะของเรากับดวงดาวอื่นเป็ นครั้งแรก ต่อมาในปี ค.ศ. 1859 โร เบิร์ต บุนเซน และ กุสตาฟ เคอร์ชอฟฟ์ ได้ใช้สเปกโตรสโคปที่ประดิษฐ์ข้ ึนใหม่ตรวจวัดค่า สเปกตรัมจากดวงอาทิตย์ และพบว่ามันประกอบด้วยธาตุชนิดเดียวกันกับที่มีอยูบ่ นโลก นับเป็ นครั้งแรกที่พบข้อมูลทางกายภาพที่เกี่ยวโยงกันระหว่างโลกกับสวรรค์[9] หลังจาก นั้น คุณพ่อแองเจโล เชคคี เปรี ยบเทียบรายละเอียดสเปกตรัมของดวงอาทิตย์กบั ดาวฤกษ์ ดวงอื่น และพบว่ามันเหมือนกันทุกประการ ข้อเท็จจริ งที่พบว่าดวงอาทิตย์กเ็ ป็ นดาวฤกษ์ ดวงหนึ่งนาไปสู่ ขอ้ สมมุติฐานว่าดาวฤกษ์ดวงอื่นก็อาจมีระบบดาวเคราะห์ของมันเอง เช่นกัน แม้วา่ กว่าจะค้นพบหลักฐานสาหรับข้อสมมุติฐานนี้จะต้องใช้เวลาต่อมาอีกกว่า 140 ปี ค.ศ. 1992 มีการค้นพบหลักฐานแรกที่ส่อถึงระบบดาวเคราะห์แห่งอื่น นอกเหนือจากระบบของเรา โคจรอยูร่ อบดาวพัลซาร์ พีเอสอาร์ บี1257+12 สามปี ต่อมาจึง พบดาวเคราะห์นอกระบบดวงแรกคือ 51 เพกาซี บี โคจรรอบดาวฤกษ์ลกั ษณะคล้ายดวง อาทิตย์ ตราบจนถึงปี ���.ศ. 2008 มีการค้นพบระบบดาวเคราะห์อื่นแล้วกว่า 221 ระบบ


การสารวจด้ วยยานอวกาศ ยุคของการสารวจอวกาศด้วยยานอวกาศเริ่ มต้นขึ้นนับแต่สหภาพโซเวียต ส่ งดาวเทียมสปุตนิก 1 ขึ้นสู่ วงโคจรรอบโลกเมื่อปี ค.ศ. 1957 โดยได้โคจรอยูเ่ ป็ นเวลา 1 ปี ต่อมายานเอกซ์พลอเรอร์ 6 ของสหรัฐอเมริ กา ขึ้นสู่ วงโคจรในปี 1959 และสามารถ ถ่ายภาพโลกจากอวกาศได้เป็ นครั้งแรก ยานสารวจลาแรกที่เดินทางไปถึงวัตถุอื่นในระบบสุ ริยะ คือยานลูนา 1 ซึ่ งเดินทางผ่าน ดวงจันทร์ในปี ค.ศ. 1959 ในตอนแรกตั้งใจกันว่าจะให้มนั ตกลงบนดวงจันทร์ แต่ยาน พลาดเป้ าหมายแล้วจึงกลายเป็ นยานที่สร้างโดยมนุษย์ลาแรกที่ได้โคจรรอบดวงอาทิตย์ ยานมาริ เนอร์ 2 เป็ นยานอวกาศลาแรกที่เดินทางไปถึงดาวเคราะห์อื่นในระบบสุ ริยะ คือ ไปเยือนดาวศุกร์ในปี ค.ศ. 1962 ต่อมายานมาริ เนอร์ 4 ได้ไปถึงดาวอังคารในปี ค.ศ. 1965 และมาริ เนอร์ 10 ไปถึงดาวพุธในปี ค.ศ. 1974 ยานอวกาศลาแรกที่ลงจอดบนวัตถุอื่นในระบบสุ ริยะ ได้คือยานลูนา 2 ของสหภาพโซเวียต ซึ่ งลงจอดบน ดวงจันทร์ได้ในปี ค.ศ. 1959 หลังจากนั้นก็มียานลง จอดบนดาวอื่นได้มากขึ้นเรื่ อยๆ ยานเวเนรา 3 ลงจอด บนพื้นผิวดาวศุกร์ในปี 1966 ยานมาร์ส 3 ลงถึงพื้นดาว อังคารในปี 1971 (แต่การลงจอดที่สาเร็ จจริ งๆ คือยาน ไวกิ้ง 1 ในปี 1976) ยานเนียร์ชูเมกเกอร์ไปถึงดาว เคราะห์นอ้ ย 433 อีรอส ในปี 2001 และยานดีปอิม แพกต์ไปถึงดาวหางเทมเพล 1 ในปี 2005 ยานสารวจลาแรกที่ไปถึงระบบสุ ริยะชั้นนอกคือยาน ไพโอเนียร์ 10 ที่เดินทางผ่านดาวพฤหัสบดีในปี ค.ศ. 1973 ต่อมาในปี ค.ศ. 1977 ยานสารวจอวกาศใน โครงการวอยเอจเจอร์จึงได้เริ่ มต้นการเดินทางครั้งใหญ่ โดยเดินทางผ่านดาวพฤหัสบดี


ในปี 1979 ผ่านดาวเสาร์ในปี 1980-1981 ยานวอยเอจเจอร์ 2 ได้เข้าใกล้ดาวยูเรนัสในปี 1986 และเข้าใกล้ดาวเนปจูนในปี 1989 ปั จจุบนั นี้ ยานสารวจวอยเอจเจอร์ท้ งั 2 ลาได้เดินทางออก พ้นวงโคจรของดาวเนปจูนไปไกลแล้ว และมุ่งไปบนเส้นทางเพื่อค้นหาและศึกษากาแพง กระแทก เฮลิโอชีท และเฮลิโอพอส ข้อมูลล่าสุ ดจากองค์การนาซาแจ้งว่า ยานวอยเอจเจอร์ ทั้ง 2 ลาได้เดินทางผ่านกาแพงกระแทกไปแล้วที่ระยะห่างประมาณ 93 หน่วยดาราศาสตร์ จากดวงอาทิตย์ ระบบสุ ริยะชั้นใน ระบบสุ ริยะชั้นใน เป็ นชื่อดั้งเดิมของย่านอวกาศที่ประกอบด้วยกลุ่มดาวเคราะห์ใกล้โลก และแถบดาวเคราะห์นอ้ ย มีส่วนประกอบหลักเป็ นซิ ลิเกตกับโลหะ เทหวัตถุในระบบสุ ริยะ ชั้นในจะเกาะกลุ่มอยูด่ ว้ ยกันและใกล้กบั ดวงอาทิตย์มาก รัศมีของย่านระบบสุ ริยะชั้นในนี้ยงั สั้นกว่าระยะห่างจากดาวพฤหัสบดีไปดาวเสาร์เสี ยอีก ดาวเคราะห์ช้ นั ใน ดาวเคราะห์ช้ นั ในหรื อดาวเคราะห์ใกล้โลก มี 4 ดวง โดยมากประกอบด้วยส่ วนประกอบหิ น มีความหนาแน่นสู ง มีดวงจันทร์นอ้ ยหรื ออาจไม่มีเลย และไม่มีระบบวงแหวนรอบตัวเอง สสารที่เป็ นองค์ประกอบมักเป็ นแร่ ธาตุที่มีจุดหลอมเหลวสู ง เช่นซิ ลิเกตที่ช้ นั เปลือกและผิว หรื อโลหะ เหล็ก นิเกิล ที่เป็ นแกนกลางของดาว สามในสี่ ของดาวเคราะห์กลุ่มนี้ (ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร) มีช้ นั บรรยากาศที่เห็นได้ชดั พื้นผิวมีร่องรอยของหลุมบ่อที่เกิดจากการ ปะทะโดยชิ้นส่ วนจากอวกาศ และมีความเปลี่ยนแปลงทางธรณี วิทยาที่พ้นื ผิวด้วยเช่น การ แยกตัวของร่ องหุบเขาและภูเขาไฟ


แถบดาวเคราะห์นอ้ ย ดาวเคราะห์นอ้ ย คือวัตถุขนาดเล็กในระบบสุ ริยะที่ประกอบด้วยหิ นและธาตุโลหะที่ไม่ ระเหยแถบดาวเคราะห์นอ้ ยหลักกินพื้นที่วงโคจรที่อยูร่ ะหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี ประมาณ 2.3 ถึง 3.3 หน่วยดาราศาสตร์จากดวงอาทิตย์ เชื่อกันว่าน่าจะเป็ นเศษชิ้นส่ วนจาก การก่อตัวของระบบสุ ริยะในช่วงแรกที่ก่อตัวไม่สาเร็ จเนื่องจากแรงโน้มถ่วงรบกวนจากดาว พฤหัสบดีดาวเคราะห์นอ้ ยมีขนาดต่างๆ กันตั้งแต่หลายร้อยกิโลเมตรไปจนถึงเศษหิ นเล็กๆ เหมือนฝุ่ น ดาวเคราะห์นอ้ ยทั้งหมดนอกเหนือจากดาวเคราะห์นอ้ ยขนาดใหญ่ที่สุด คือซี รีส จัดว่าเป็ นวัตถุขนาดเล็กในระบบสุ ริยะ แต่ดาวเคราะห์นอ้ ยบางดวงเช่น เวสต้า และ ไฮเจีย อาจจัดว่าเป็ นดาวเคราะห์แคระได้ ถ้ามีหลักฐานว่ามันมีความสมดุลของความกดของน้ ามาก เพียงพอ แถบดาวเคราะห์นอ้ ยมีเทหวัตถุขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า 1 กิโลเมตรเป็ นจานวน หลายหมื่นดวง หรื ออาจจะถึงล้านดวง ถึงกระนั้น มวลรวมทั้งหมดของแถบหลักก็ยงั มีเพียง ประมาณหนึ่งในพันของมวลโลกเท่านั้นแถบหลักมีประชากรอยูอ่ ย่างค่อนข้างเบาบาง ยาน อวกาศหลายลาได้เดินทางผ่านแถบนี้ไปได้โดยไม่มีอุบตั ิเหตุเกิดขึ้นเลย ดาวเคราะห์นอ้ ยที่มี ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 10 ถึง 10-4 เมตร จะเรี ยกว่า สะเก็ดดาว ระบบสุ ริยะชั้นนอก บริ เวณรอบนอกของระบบสุ ริยะเป็ นถิ่นที่อยูข่ องดาวแก๊สยักษ์และบรรดาดาวบริ วารของมัน ที่มีขนาดใหญ่พอจะเป็ นดาวเคราะห์ได้ นอกจากนี้ยงั มีดาวหางคาบสั้น และเซนทอร์ ที่โคจร อยูใ่ นย่านนี้เช่นกัน วัตถุตนั ที่อยูใ่ นย่านนี้จะมีองค์ประกอบของสสารที่ระเหยง่าย (เช่น น้ า แอมโมเนีย มีเทน ในทางวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์จะเรี ยกว่าเป็ น น้ าแข็ง) ไม่ค่อยมี ส่ วนประกอบของสสารประเภทหิ นเหมือนอย่างเทหวัตถุในระบบสุ ริยะชั้นใน ดาวเคราะห์ช้ นั นอก 4 ดวง หรื อดาวแก๊สยักษ์ (บางครั้งเรี ยกว่า ดาวเคราะห์โจเวียน) มีมวล รวมกันถึงกว่า 99% ของมวลสารทั้งหมดที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ ดาวพฤหัสบดีกบั ดาวเสาร์ มีองค์ประกอบเต็มไปด้วยไฮโดรเจนและฮีเลียม ดาวยูเรนัสกับดาวเนปจูนมีองค์ประกอบ ส่ วนใหญ่เป็ นน้ าแข็ง นักดาราศาสตร์จานวนหนึ่งเห็นว่าดาวสองดวงหลังนี้ควรจัดเป็ น ประเภทเฉพาะของมันเอง คือ "ดาวน้ าแข็งยักษ์"[57] ดาวแก๊สยักษ์ท้ งั สี่ มีวงแหวนอยูร่ อบตัว แม้เมื่อมองจากโลกจะเห็นได้ชดั แต่เพียงวงแหวนของดาวเสาร์เท่านั้น


sun