Issuu on Google+

รายงานผลการศึกษารายวิชาปัญหาพิเศษ ศึกษาการนาเสนอรายงานทางการเงินของอุตสาหกรรมบะหมี่ก่ึงสาเร็ จรู ป ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้ อ กรณี ศกึ ษา บริ ษทั เด็กเส้น จากัด (มหาชน) The presentation of the financial statement in industry noodles has been effects of inflation case study Deksen Public Co., Ltd.

โดย นางสาวศิรินาถ

ลี้จาตุรงค์

นางสาวสราวรรณ

และหวัง

นางสาวอรสินี

ฮั้นตระกูล แสงสว่าง

นางสาวก้องธดากาญ

รายงานผลการศึกษานี้เป็ นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร บริ หารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการบัญชีบริ หาร คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาเกษตรศาสตร์ ปี การศึกษา 2555


ศึกษาการนาเสนอรายงานทางการเงินของอุตสาหกรรมบะหมี่ก่ึงสาเร็ จรู ป


ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้ อ กรณี ศกึ ษา บริ ษทั เด็กเส้น จากัด (มหาชน) The presentation of the financial statement in industry noodles has been effects of inflation case study Deksen Public Co., Ltd.

โดย นางสาวศิรินาถ

ลี้จาตุรงค์

5230160641

นางสาวสราวรรณ

และหวัง

5230160675

นางสาวอรสินี

ฮั้นตระกูล

5230160861

นางสาวก้องธดากาญ

แสงสว่าง

5230160977

ปัญหาพิเศษฉบับนี้เป็ นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรบริ หารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการบัญชีบริ หาร คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ.2555


(ก) ศิรินาถ ลี้จาตุรงค์ และคณะ 2555: ศึกษา

นางสาวศิรินาถ ลี้จาตุรงค์

ผูช้ ่วย


(ข)

กิตติกรรมประกาศ การศึกษาการน าเสนอรายงานทางการเงิ น ของอุต สาหกรรมบะหมี่ก่ึ งสาเร็ จ รู ปที่ ได้รั บ ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้ อ กรณี ศึกษา บริ ษทั เด็กเส้น จากัด (มหาชน) สามารถประสบความสาเร็ จ ลุล่ว งไปได้ด ้ว ยดี เนื่ องจากได้รับความอนุ เคราะห์ ความกรุ ณา และการสนับสนุ น จาก ผูช้ ่ ว ย ศาสตราจารย์นิตยา งามแดน ผูช้ ่วยศาสตราจารย์พชั นิ จ เนาวพันธ์ อาจารย์ประจาสาขาการบัญชี บริ หารและคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรี ราชา ทุกท่านที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ ทุกแขนงแก่ผจู้ ดั ทา โดยให้คาปรึ กษา ข้อชี้แนะ และคอยให้ความช่วยเหลือ และให้คาแนะนาที่เป็ น ประโยชน์ในการศึกษาปัญหาพิเศษฉบับนี้ ตลอดทั้งให้ความเมตตาและเสียสละเวลาแก่คณะผูจ้ ดั ทา มาโดยตลอด จนทาให้ปัญหาพิเศษฉบับนี้สาเร็ จลุล่วงด้วยดี ขอขอบคุ ณ พี่ ๆ เพื่อน ๆ นิ สิตที่ ช่ว ยเป็ นที่ปรึ ก ษาและให้ก ารสนับสนุ น ในเรื่ องต่ าง ๆ รวมถึงกาลังใจซึ่งทาให้การจัดทาปัญหาพิเศษฉบับนี้สาเร็ จ สุดท้ายนี้ทางคณะผูจ้ ดั ทาขอขอบพระคุณและระลึกอยูเ่ สมอว่าจะไม่มีความสาเร็ จใด ๆ ใน ชีวิตของคณะผูจ้ ดั ทา หากปราศจากความรัก ความเข้าใจ และกาลังใจจากบุคคลที่มีพระคุณที่คอยให้ การสนับสนุนการศึกษาของคณะผูจ้ ดั ทามาโดยตลอด ขอขอบคุณบิดา มารดาและสถาบันการศึกษา อันทรงเกียรติที่มอบโอกาสในการศึกษาความรู้แก่คณะผูจ้ ดั ทา ผูจ้ ดั ทาหวังว่าปัญหาพิเศษฉบับนี้ คงมีประโยชน์เป็ นอย่างมากสาหรับผูท้ ี่สนใจจะศึกษาใน เรื่ องการนาเสนอรายงานทางการเงินของอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้ อ หากมี ข้อผิดพลาดประการใด คณะผูจ้ ดั ทาต้องขออภัยและน้อมรับไว้ ณ ที่น้ ีดว้ ย คณะผูจ้ ดั ทา มีนาคม 2556


(1)

สารบัญ หน้า บทคัดย่อ

(ก)

กิตติกรรมประกาศ

(ข)

สารบัญ

(1)

สารบัญภาพ

(5)

สารบัญตาราง

(6)

บทที่ 1 บทนา ที่มาและความสาคัญ

1

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

4

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

4

ขอบเขตการศึกษา

5

วิธีการดาเนินการศึกษาค้นคว้า

5

นิยามศัพท์

6


(2)

สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมและสารสนเทศทีเ่ กีย่ วข้ อง ความมัน่ คงทางอาหาร

7

ความสาคัญของความมัน่ คงทางอาหาร

8

สถานการณ์ความไม่มนั่ คงทางอาหารของประเทศไทย

10

สาเหตุความไม่มนั่ คงทางอาหารของประเทศไทย

16

ผลกระทบอันเนื่องมาจากความไม่มนั่ คงทางอาหาร

17

การพัฒนาอย่างยัง่ ยืน

20

หลักเศรษฐกิจพอเพียง

24

หลักการพึ่งพาตนเอง

37

แนวทางการประยุกต์ใช้การพึ่งพาตนเองในระดับต่างๆ ตามแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการพัฒนาอย่างยัง่ ยืน

44

เครื่ องมือทางการบริ หารจัดการทรัพยากรการผลิตทางการเกษตร ตามแนวพระราชดาริ

60

เครื่ องมือทางการบัญชีบริ หารทางด้านการบริ หารต้นทุน

65


(3)

สารบัญ (ต่อ) หน้า ผลการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

72

กรอบแนวคิดในการศึกษา

101

บทที่ 3 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 เรื่อง การรายงานทางการเงินในสภาพเศรษฐกิจที่เกิดเงินเฟ้ อ รุนแรง ขอบเขต

103

การปรับปรุ งงบการเงินใหม่

104

งบการเงินที่ใช้เกณฑ์ตน้ ทุนเดิม

105

งบการเงินที่ใช้เกณฑ์ตน้ ทุนปัจจุบนั

109

การสิ้นสุดลงของภาวะเงินเฟ้ อรุ นแรง

111

การเปิ ดเผยข้อมูล

112

วันถือปฏิบตั ิ

112

บทที่ 4 กรณีศึกษา กรณี ศกึ ษา บริ ษทั เด็กเส้น จากัด (มหาชน)

113


(4)

สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 5 สรุปผล ประเด็นปัญหา และข้อเสนอแนะ บทสรุ ป

124

ประเด็นปัญหา

127

ข้อเสนอแนะ

127

บรรณานุกรม ภาคผนวก


(5)

สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 2.1 โครงสร้างเชิงสถาบันและพฤติกรรมของปัจเจกชน

21

ภาพที่ 2.2 แสดงกาไรคุม้ ทุนกับค่าเสียโอกาส

50

ภาพที่ 2.3 ผังความสัมพันธ์แห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

59


(6)

สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 4.1 งบแสดงฐานะการเงินของกิจการ(ก่อนปรับปรุ งใหม่)

115

ตารางที่ 4.2 ดัชนีราคาทัว่ ไป และตัวคูณเพื่อการแปลงค่า

116

ตารางที่ 4.3 การปรับปรุ งงบแสดงฐานะทางการเงิน

117

ตารางที่ 4.4 การวิเคราะห์ผลขาดทุนจากการสูญเสียอานาจซื้อ

120

ตารางที่ 4.5 การเปรี ยบเทียบการปฏิบตั ิงานทางบัญชี

121


บทที่ 1 บทนำ ที่มำและควำมสำคัญ ประเทศไทยเป็ นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิ ด (Open Economy) คือ เป็ นประเทศที่ ติดต่อทำกำรซื้อขำยสิ นค้ำและบริ กำรกับประเทศเพื่อนบ้ำน กำรค้ำระหว่ำงประเทศจึงมีบทบำท สำคัญในฐำนะกลไกในกำรพัฒนำและนำควำมเจริ ญรุ่ งเรื องมำสู่ประเทศ รวมทั้งมีส่วนสำคัญใน กำรผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศขยำยตัวอย่ำงรวดเร็ ว กำรก้ำ วเข้ำสู่ ประชำคมอำเซี ยน ประเทศไทยจะได้อำนิ สงส์ในกำรที่ จ ะกลำยมำเป็ น เป้ ำหมำยในกำรดึงดูดกำรลงทุน เงินลงทุน จำกต่ำงประเทศได้มำกขึ้นเพรำะต่อไปนี้ กำรขยำยกำร ลงทุนจำกต่ำงประเทศมำไทยจะกระทำได้ง่ำยขึ้น หำกเป็ นไปตำมข้อตกลงที่ได้ตกลงกันไว้ และ ประเทศไทยได้เปรี ยบประเทศอื่นๆ หลำยประกำร โดยเฉพำะทัศนคติของคนไทยที่มีต่อนักลงทุน ชำวต่ำงชำติน้ นั ดีมำก จึงอำจทำให้ชำวต่ำงชำติอยำกที่จะเข้ำมำลงทุนกับประเทศไทย เป็ นผลให้ จำนวนเงินในระบบเศรษฐกิจของไทยเพิ่มมำกขึ้น และถ้ำหำกประเทศไทยมีสภำพคล่องทำงกำรเงิน มำก อัตรำดอกเบี้ยจะลดต่ำลง ผูค้ นในสังคมจะมีกำลังซื้อมำกขึ้น ส่ งผลให้อุตสำหกรรมและธุรกิจ ต่ำง ๆ เกิดกำรขยำยตัว รวมถึงกำรลงทุนในหลักทรัพย์ก็จะได้รับผลดีตำมไปด้วย กำรรักษำเสถียรภำพของระบบเศรษฐกิจ เป็ นปัจจัยที่มีควำมสำคัญยิง่ ในกำรที่ประเทศจะมี กำรพัฒนำควำมเจริ ญเติบโตอย่ำงเหมำะสมและมัน่ คง ประเทศใดมีระบบเศรษฐกิจดีมีเสถียรภำพ จะส่งผลให้ประเทศนั้นเจริ ญรุ ดหน้ำได้อย่ำงรวดเร็ ว แต่ในขณะเดี ยวกันกำรขยำยตัวทำงเศรษฐกิจ อย่ำงรวดเร็ ว นั้น มัก จะทำให้เกิ ดปั ญ หำภำวะเงิ นเฟ้ อ ซึ่งก็คือภำวกำรณ์ที่ระดับรำคำสิ น ค้ำและ บริ กำรโดยทัว่ ไปสูงขึ้นอย่ำงต่อเนื่อง โดยในระบบเศรษฐกิจมีควำมเชื่อว่ำถ้ำอัตรำเงินเฟ้ อเพิ่มขึ้นแต่ เพียงเล็กน้อยเป็ นปกติ ก็จะสร้ำงแรงจูงใจให้แก่ผปู้ ระกอบกำร แต่ถำ้ เงินเฟ้ อเพิ่มมำกขึ้นและผันผวน ก็จะสร้ำงควำมไม่แน่นอนและก่อให้เกิดป���ญหำต่อระบบเศรษฐกิจตำมมำด้วย ซึ่งในปั จจุบนั สภำพ


2 สังคม กำรเมือง และเศรษฐกิจ ที่มีควำมผันผวนอยูต่ ลอดเวลำนั้นอำจส่ งผลกระทบต่อประเทศไทย ภำยใต้สภำพเศรษฐกิจที่มีภำวะเงินเฟ้ อรุ นแรง (น้ ำผึ้ง สินบัว, 2549: 1) ภำยใต้สภำพเศรษฐกิ จที่มีภำวะเงินเฟ้ อรุ นแรง กำรรำยงำนผลกำรดำเนิ นงำนและฐำนะ กำรเงินในสกุลเงินท้องถิ่นโดยไม่ได้มีกำรปรับปรุ งใหม่น้ นั ย่อมไม่เกิดประโยชน์ เงินได้สูญเสี ย อำนำจซื้อไปในอัตรำที่เร็ วมำกจนทำให้กำรเปรี ยบเทียบจำนวนเงินจำกธุรกรรมและจำกเหตุกำรณ์ อื่นที่เกิดขึ้น ณ เวลำที่แตกต่ำงกันก่อให้เกิดกำรหลงผิดได้ ถึงแม้จะเกิดขึ้นภำยในงวดบัญชีเดียวกันก็ ตำม (สภำวิชำชีพบัญชี ในพระบรมรำชูปถัมภ์, 2552: 3) ตัวอย่ำงของลักษณะพิเศษของสภำพแวดล้อมทำงเศรษฐกิจของประเทศที่บ่งชี้ว่ำภำวะเงิน เฟ้ อรุ นแรงได้เกิดขึ้นแล้ว มีดงั นี้ 1. ประชำกรโดยทัว่ ไปพอใจที่จะถือทรัพย์สินในรู ปของสินทรัพย์ที่ไม่เป็ นตัวเงิน หรื อใน รู ปของสกุลเงินต่ำงประเทศที่ค่อนข้ำงเสถียร หรื อใช้เงินสกุลเงินท้องถิ่นที่ตนถืออยู่ไปลงทุนทันที เพื่อรักษำอำนำจซื้อ 2. ประชำกรโดยทัว่ ไปจะคำนึ งถึงมูลค่ำต่ำงๆ ในรู ปสกุลเงินตรำต่ำงประเทศที่ค่อนข้ำง เสถียรมำกกว่ำในรู ปสกุลเงินท้องถิ่น กำรตั้งรำคำสินค้ำอำจจะอยูใ่ นสกุลเงินตรำต่ำงประเทศนั้น 3. กำรขำยและกำรซื้อเชื่อจะกระทำ ณ ระดับรำคำที่ชดเชยกำรสูญ เสี ยอำนำจซื้อที่คำดว่ำ จะเกิดขึ้นในระหว่ำงระยะเวลำกำรให้สินเชื่อ ถึงแม้ระยะเวลำดังกล่ำวจะสั้นก็ตำม 4. อัตรำดอกเบี้ย ค่ำแรง และรำคำสินค้ำผูกพันกับดัชนีรำคำ 5. อัตรำเงินเฟ้ อสะสมในช่วงระยะเวลำสำมปี ที่ผำ่ นมำใกล้เคียงหรื อเกินร้อยละ 100 อุตสำหกรรมอำหำรเป็ นอุตสำหกรรมที่มีบทบำทสำคัญในกำรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของ ประเทศสำมำรถสร้ำงมูลค่ำเพิ่มให้กบั ผลผลิตกำรเกษตร ซึ่งเป็ นกลุ่มประชำกรหลักของประเทศ ไทยจึงก่อให้เกิดกำรจ้ำงงำน สร้ำงรำยได้ และกำรลงทุนจำนวนมำก นำไปสู่กำรกระจำยควำมเจริ ญ


3 ภำยในประเทศบวกกับกำรได้มีก ำรเปิ ดกำรค้ำเสรี เป็ นโอกำสที่ทำให้ต่ ำงชำติเข้ำมำลงทุ นใน ประเทศไทย ก่อให้เกิดกำรกูย้ ืมเงินเพื่อมำลงทุนส่ งผลให้ปริ มำณเงินในระบบของประเทศเพิ่ม สูงขึ้น อำจนำไปสู่อตั รำเงินเฟ้ อที่เพิม่ มำกกว่ำในปัจจุบนั บะหมี่ก่ ึงสำเร็ จรู ปเป็ นอำหำรสำคัญประเภทหนึ่ งของคนเอเชีย เนื่ องจำกสอดคล้องกับ วัฒนธรรมกำรรับประทำนบะหมี่ที่เป็ นเอกลักษณ์เฉพำะของชำวเอเชีย และมีควำมสะดวกสบำยใน กำรปรุ ง ทำให้กำรบริ โภคบะหมี่ก่ ึงสำเร็ จรู ปของโลกในช่ว งที่ผ่ำนมำเกิดกำรขยำยตัวเพิ่มขึ้นทั้ง ตลำดในประเทศและตลำดส่ งออก แต่ปัญหำเรื่ องรำคำสิ นค้ำเกษตรที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ตำม ทิศทำงของภำวะเศรษฐกิจที่เริ่ มฟื้ นตัวดีข้ ึน และกำรเปลี่ยนแปลงของสภำพภูมิอำกำศโลกที่ไม่มี ควำมแน่นอน ก็อำจทำให้รำคำวัตถุดิบสำคัญ อำทิ แป้ งสำลี และน้ ำมันปำล์ม ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นได้ ส่งผลให้ตน้ ทุนวัตถุดิบของผูป้ ระกอบกำรเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น ผูป้ ระกอบกำรจึงควรต้องมีกำรติดตำม และเฝ้ ำระวังกำรเปลี่ยนแปลงของรำคำและสถำนกำรณ์ทำงธรรมชำติต่ำงๆ ที่อำจส่ งผลกระทบต่อ กำรเปลี่ยนแปลงของรำคำวัตถุดิบอย่ำงใกล้ชิด และนำกลยุทธ์กำรซื้อ - ขำยวัตถุดิบล่วงหน้ำมำปรับ ใช้ ควบคู่ไปกับกำรปรับปรุ งและจัดกำรระบบบริ หำรสินค้ำคงคลังให้มีประสิทธิภำพ ปัจจัยสำคัญที่ ผูป้ ระกอบกำรจะต้องพัฒนำต่อไปเพื่อให้สำมำรถแข่งขันได้มำกขึ้นก็คือ กำรพัฒนำรู ปแบบบรรจุ ภัณฑ์ ให้มีลกั ษณะเป็ นที่น่ำดึงดูด ควบคู่ไปกับกำรพัฒนำรสชำติ และเพิ่มคุ ณค่ำทำงโภชนำกำร ต่ำงๆ ให้กบั ผลิตภัณฑ์อย่ำงต่อเนื่อง บริ ษทั เด็ กเส้น จำกัด (มหำชน) เป็ นหนึ่ งในบริ ษ ัทที่ประกอบธุรกิจด้ำนกำรผลิตและ จำหน่ำยบะหมี่ก่ ึงสำเร็ จรู ป ภำยใต้เครื่ องหมำยกำรค้ำ “ เด็กเส้น ” และเป็ นที่รู้จกั และยอมรับของ ผูบ้ ริ โภคมำนำนกว่ำ 40 ปี โดยครองส่วนแบ่งกำรตลำดมำกกว่ำ 50% รวมทั้งกำรรับจ้ำงผลิตบะหมี่ กึ่งสำเร็ จรู ปให้กบั บริ ษทั ชั้นนำของทวีปยุโรป อเมริ กำ และ ออสเตรเลียเพื่อกำรส่ งออกโดยมีควำม มุ่งมัน่ ในกำรผลิตอำหำรเพื่อตอบสนองควำมพึงพอใจสูงสุ ดของผูบ้ ริ โภค และให้ควำมสำคัญต่อ สิทธิของผูม้ ีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม นอกจำกนี้บริ ษทั ฯได้มีกำรลงทุนในกลุ่มธุรกิจวัสดุและวัตถุดิบเพื่อ ใช้ในกำรผลิตของทำงบริ ษทั ฯ เพือ่ อประโยชน์ในกำรควบคุมรำคำและคุ ณภำพของสิ นค้ำเหล่ำนั้น อีกทั้งกำรร่ วมลงทุนกับบริ ษทั ต่ำงชำติ เพื่อนำควำมรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ำมำใช้ในกำรพัฒนำ


4 ขบวนกำรผลิตให้มีประสิทธิภำพสูงสุดทำงด้ำนกำรขำยบริ ษทั ได้มีกำรลงทุนในบริ ษทั ที่มีประกอบ กิจกำรทำงด้ำนกำรขำยและจัดส่ง เพื่อเป็ นกำรเพิ่มช่องทำงกำรขำยสินค้ำในกลุ่มบริ ษทั ฯ ให้มำกขึ้น และเข้ำถึงทุกกลุ่มผูบ้ ริ โภค จำกควำมสำคัญข้ำงต้น ทำงคณะผูจ้ ดั ทำจึงสนใจที่จะศึกษำกำรนำเสนอรำยงำนทำงกำรเงิน ของอุตสำหกรรมบะหมี่ก่ ึงสำเร็ จรู ปที่ได้รับผลกระทบจำกอัตรำเงินเฟ้ อ โดยใช้กรณี ศึกษำสมมติ ของ บริ ษทั เด็กเส้น จำกัด (มหำชน) เพื่อศึกษำกำรรำยงำนทำงกำรเงินในสภำพเศรษฐกิจ ที่มีภำวะ เงินเฟ้ อ ตำมมำตรฐำนกำรบัญชี ฉบับที่ 29 เรื่ อง กำรรำยงำนทำงกำรเงินในสภำพเศรษฐกิจที่เงินเฟ้ อ รุ นแรง พ.ศ. 2552 วัตถุประสงค์ของกำรศึกษำ 1. เพื่อศึกษำภำวะเงินเฟ้ อที่ส่งผลกระทบต่องบกำรเงินของอุตสำหกรรมบะหมี่ก่ึงสำเร็ จรู ป 2. เพื่อศึกษำวิธีกำรปฏิบตั ิทำงกำรบัญชีและกำรนำเสนอตำมมำตรฐำนกำรบัญชี ฉบับที่ 29 ในภำวะเงินเฟ้ อขั้นรุ นแรง ประโยชน์ ที่คำดว่ำจะได้ รับ 1. สำมำรถนำเสนองบกำรเงินของธุรกิจต่ำง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจำกสภำพเศรษฐกิจที่ มี ภำวะเงินเฟ้ อขั้นรุ นแรงได้อย่ำงถูกต้อง ตำมมำตรฐำนกำรบัญชี ฉบับที่ 29 เรื่ อง รำยงำนทำงกำรเงิน ในสภำพเศรษฐกิจที่เงินเฟ้ อขั้นรุ นแรง 2. สำมำรถหำแนวทำงป้ องกัน หรื อรับมือกับผลกระทบที่เกิดจำกจำกอัตรำเงินเฟ้ อที่ส่งผล ต่องบกำรเงินของอุตสำหกรรมบะหมี่ก่ึงสำเร็ จรู ป


5 ขอบเขตกำรศึกษำ กำรศึกษำนี้มุ่งให้ควำมสำคัญกับรู ปแบบ และเนื้ อหำสำระของมำตรฐำนกำรบัญชี ฉบับที่ 29 โดยทำกำรศึกษำจำกข้อมูลเชิงทุติยภูมิ ซึ่งเป็ นข้อมูลที่ได้มำจำกกำรศึกษำค้นคว้ำจำกหนังสื อ วิทยำนิพนธ์ และเอกสำรต่ำง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมำตรฐำนกำรบัญชี ฉบับที่ 29 และรำยงำนทำงกำร เงินของอุตสำหกรรมบะหมี่ก่ ึงสำเร็ จรู ป รวมถึงแหล่งสำรสนเทศอื่นๆ วิธีกำรดำเนินกำรศึกษำค้นคว้ำ กำรจัด ทำรำยงำนครั้ งนี้ เป็ นกำรศึก ษำ เพื่อเป็ นกำรเพิ่มควำมรู้ เกี่ ย วกับกำรน ำเสนองบ กำรเงินของอุตสำหกรรมบะหมี่ก่ ึงสำเร็ จรู ปที่ได้รับผลกระทบจำกอัตรำเงินเฟ้ อ กรณี ศึกษำ บริ ษทั เด็กเส้น จำกัด (มหำชน) โดยจะทำกำรศึกษำและรวบรวมข้อมูลดังนี้ 1. เครื่ องมือที่ใช้ในกำรศึกษำค้นคว้ำ - มำตรฐำนกำรบัญชี ฉบับที่ 29 เรื่ อง รำยงำนทำงกำรเงินในสภำพเศรษฐกิจเงินเฟ้ อ ขั้นรุ นแรง - มำตรฐำนกำรบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่ อง กำรนำเสนอรำยงำนทำงกำรเงิน - งบกำรเงินรวมของธุรกิจบะหมี่ก่ึงสำเร็ จรู ป - เอกสำร หนังสือ และวิทยำนิพนธ์ต่ำงๆ ที่เกี่ยวข้องกับก���รศึกษำค้นคว้ำ 2. กำรเก็บรวบรวมข้อมูล โดยจะมีกำรเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้ - หำข้อมูลงบกำรเงินธุรกิจบะหมี่ก่ึงสำเร็ จรู ป เพื่อเป็ นแนวทำงในกำรทำกรณี ศึกษำ - หำมำตรฐำนกำรบัญชี ฉบับที่ 29 เรื่ อง รำยงำนทำงกำรเงินในสภำพเศรษฐกิจเงินเฟ้ อ ขั้นรุ นแรง และมำตรฐำนกำรบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่ อง กำรนำเสนอรำยงำนทำงกำรเงิน


6 นิยำมศัพท์ ภำวะเงินเฟ้ อ หมำยถึง ภำวะที่รำคำสิ นค้ำและบริ กำรโดยทัว่ ไปในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น เรื่ อยๆ ซึ่งก็จะมีผลทำให้ค่ำของเงินที่เรำถืออยูล่ ดลง งบแสดงฐำนะกำรเงิน หมำยถึง รำยงำนทำงกำรเงิ น ที่ จดั ทำขึ้น เพื่อฐำนะกำรเงิ น ของ กิจกำร ณ ขณะใดขณะหนึ่งโดยทัว่ ไปจะแสดงข้อมูลสิ้นสุดวันใดวันหนึ่ง กำไรขำดทุนเบ็ดเสร็จ หมำยถึง กำรเปลี่ยนแปลงในส่วนของเจ้ำของในระหว่ำงงวดซึ่งเป็ น ผลมำจำกรำยกำรหรื อเหตุกำรณ์อื่นนอกเหนื อ จำกกำรเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็ นผลมำจำกรำยกำรกับผู้ เป็ นเจ้ำของจำกควำมสำมำรถในกำรเป็ นเจ้ำของ กำรนำเสนองบกำรเงิน หมำยถึง กำรรวบรวมข้อมูลในงบกำรเงินด้วยเกณฑ์ที่มีลกั ษณะร่ วม กัน โดยคณะกรรมกำรพิจำรณำว่ำจะเป็ นประโยชน์กว่ำที่จะแยกแสดงกำรเปลี่ยนแปลงในส่ วนของ เจ้ำของ (สิ น ทรั พ ย์สุ ทธิ ) ของกิ จ กำรในระหว่ ำงงวดซึ่ งเกิ ด จำกรำยกำรกับ ผูเ้ ป็ นเจ้ำ ของจำก ควำมสำมำรถในกำรเป็ นเจ้ำของ ออกจำกกำรเปลี่ยนแปลงอื่นในส่วนของเจ้ำของ สินทรัพย์ที่เป็ นตัวเงิน หมำยถึง สินทรัพย์ซ่ึงระบุเป็ นจำนวนเงินที่แน่นอน หรื อเป็ นจำนวน เงินที่สำมำรถทรำบได้ อำทิ เงินสด ลูกหนี้ เป็ นต้น สินทรัพย์ที่ไม่เป็ นตัวเงิน หมำยถึง คือ สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็ นเงินสดแล้วจำนวนไม่แน่นอน อำทิ ที่ดิน อำคำรและอุปกรณ์ สินทรัพย์ไม่มีตวั ตน สินค้ำคงเหลือ เป็ นต้น


บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมและสารสนเทศที่เกี่ยวข้ อง ความหมายของความมั่นคงทางอาหาร ความมัน่ คงทางอาหาร หมายความว่า การเข้าถึงอาหารที่มีอย่างเพียงพอสาหรับการบริ โภค ของประชาชนในประเทศ อาหารมีความปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมตามความ ต้องการ ตามวัยเพื่อการมีสุขภาวะที่ดี รวมทั้ง การมีระบบการผลิตที่เกื้อหนุน รักษาความสมดุลของ ระบบนิเวศวิทยา และความคงอยูข่ องฐานทรัพยากรอาหารทางธรรมชาติของประเทศ ทั้งในภาวะ ปกติ หรื อเกิ ดภัยพิบตั ิ สาธารณภัยหรื อการก่อการร้ายอันเกี่ ยวเนื่ องจากอาหาร (พระราชบัญญัติ คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ, 2551: 40) สุ พาณี ธนี วุฒิ (2544: 9) ได้ให้ความหมายของความมัน่ คงทางอาหาร หมายถึง การที่ ประชาชนสามารถมีอาหารเพื่อ บริ โภคได้อย่างเพียงพอ สามารถเข้าถึงอาหารได้ต ลอดเวลาที่ ต้องการ อาหารที่บริ โภคนั้นต้องมีความปลอดภัย เพื่อเสริ มสร้างสุ ขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่ ง สอดคล้องกับ สานักงานสนับสนุ นการพัฒนายุทธศาสตร์ แห่ งชาติด ้านอาหาร (2546) ที่ได้นิยาม ความมัน่ คงทางอาหารคลอบคลุมถึงประเด็นดังต่อไปนี้ 1. การมีอาหารพอเพียงสาหรับบริ โภคของทุกคนภายในครอบครัวและชุมชน 2. อาหารมี คุ ณ ภาพ ปลอดภัย และมีค วามหลากหลายครบถ้ว นตามหลัก โภชนาการ ตลอดจนสอดคล้องกับวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น 3. มีระบบการผลิตที่เกื้อหนุ นและรักษาความสมดุลของระบบนิ เวศ สร้างให้เกิดความ หลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม 4. มีร ะบบการจัด การผลผลิต ที่ สอดคล้องเหมาะสม เป็ นธรรม และสร้ างให้เกิ ด การ กระจายอาหารอย่างทัว่ ถึงในระดับครอบครัวและชุมชน


8 5. มีความมัน่ คงทางการผลิต ผูผ้ ลิตสามารถพึ่งตนเองในด้านปัจจัยการผลิต และสามารถ นาทรัพยากรมาสร้างให้เกิดความมัน่ คงในการผลิต นอกจากนี้ สุ นันท์ธนา แสนประเสริ ฐ (2545: 3) ยังให้ความหมายของความมัน่ คงทาง อาหาร หมายถึง การเพิ่มขึ้นของจานวนผลผลิตที่มีมากขึ้น รวมถึงโอกาสของประชาชนที่สามารถมี รายได้ในการซื้ออาหาร และแม้แต่ประชาชนที่จนที่สุดในกลุ่มคนจนก็ตอ้ งได้รับอาหารด้วย โดย ต้องคานึงถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่กนั ไป ซึ่งใกล้เคียงกับ สุธานี มะลิพนั ธ์ (2552: 11) ที่ได้ให้ความหมายของความมัน่ คงทางอาหาร หมายถึง การมีปริ มาณ อาหารที่ เพียงพอกับความต้องการบริ โภค โดยสามารถเข้าถึงอาหารและนาอาหารที่มีคุ ณภาพ มี คุณค่าทางอาหาร มาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายตามความเหมาะสมของแต่ละสังคม จากความหมายข้างต้นสามารถสรุ ปได้ว่า ความมัน่ คงทางอาหาร หมายถึง การที่ประชาชน ปราศจากความหิ ว โหย และภาวะขาดแคลนอาหร กล่าวคื อ มีปริ มาณอาหารเพื่อการบริ โภคที่ เพียงพอ มีความหลากหลายของประเภทอาหารที่ ได้รับ อาหารมีคุณ ภาพ ซึ่ งหมายถึงคุ ณค่าทาง โภชนาการ และความสะอาด ปลอดภัย และประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารอันเกิดจากระบบการ กระจายอย่างทัว่ ถึง

ความสาคัญของความมั่นคงทางอาหาร องค์ก ร หน่ ว ยงาน และนัก วิชาการที่ ทาหน้าที่ ส่งเสริ มการทางานด้านความมัน่ คงทาง อาหารก าหนดให้ความมัน่ คงทางอาหารสามารถพิจารณาได้จากมิติสาคัญ 3 ประการดังต่อไปนี้ (สุธานี มะลิพนั ธ์, 2552: 12 - 13) ประการแรก การมีอยู่ของอาหาร (Food Availability) การมีอาหารที่สามารถตอบสนอง ความต้องการในการบริ โภคได้ทุกที่ ทุกเวลา และมีปริ มาณที่เพียงพอ อาหารมีคุณภาพเหมาะสม และมีหลากหลายชนิดให้เลือกบริ โภค โดยทัว่ ไปพบว่าอาหารจะมีอยูใ่ นแหล่งอาหารประเภทต่างๆ ได้แก่ ในแหล่งอาหารตามธรรมชาติจากป่ า ลาห้วย หนอง คลอง บัง ฯลฯ แหล่ งอาหารดังกล่าวจะ ประกอบด้วยอาหารประเภทผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และแมลงชนิดต่าง ๆ ตามฤดูกาล นอกจากนี้ มนุ ษย์


9 ยังสามารถผลิตอาหารขึ้นเองทั้งการผลิในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม อาหารที่ได้จากแหล่ง อาหารประเภทต่างๆ เหล่านี้สามารถนามาบริ โภคในชีวิตประจาวันหรื อนามาแปรรู ปเพื่อเก็บรักษา อาหารไว้ ซึ่งการมีอยู่ของอาหารนี้ จะถูกควบคุมโดยปั จจัยด้านทรัพยากรที่เป็ นแหล่งผลิตอาหาร ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและวามหลากหลายทางชีวภาพ จานวนประชากร ความก้าวหน้า ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิต การแปรรู ปและเก็บรักษาอาหาร ระบบการกระจายและ การขนส่งที่มีประสิทธิภาพ เป็ นต้น ประการที่ สอง การเข้าถึงอาหาร (Food Accessibility) เป็ นการได้มาซึ่ งอาหารสาหรั บ บริ โภคในชีวิตประจาวันด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น จากการผลิต การซื้อ การแลกเปลี่ยน หรื อการรับ บริ จ าคโดยมีวิธีก ารที่ เหมาะสมและสอดคล้องกับวัฒนธรรม ความเชื่ อของแต่ ละสังคมเพื่อน า อาหารชนิดต่าง ๆ มาบริ โภคให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายไม่ว่าจะเป็ นการเข้าถึงอาหารทางตรงหรื อ ทางอ้อม  ทางตรง (Direct Food Accessibility) เป็ นการเข้าถึงอาหารโดยตรง ส่วนใหญ่เป็ นอาหาร ที่ได้มาจากแหล่งอาหารธรรมชาติและจากการผลิต ได้แก่ การเก็บหาอาหารและล่าสัตว์ จากป่ า การทาประมง การเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ เป็ นต้น ซึ่งจะทาให้ผบู้ ริ โภคสามารถ นาอาหารชนิดต่าง ๆ เหล่านี้ มาบริ โภคภายในครัวเรื อโดยไม่ตอ้ งซื้ออาหารจากร้านค้า ตลาด รถขายอาหาร ฯลฯ  ทางอ้อม (Indirect Food Accessibility) เป็ นการเข้าถึงอาหารที่ผบู้ ริ โภคไม่สามารถหา หรื อผลิตอาหารได้เอง การได้มาซึ่งอาหารสาหรับบริ โภคต้องพึ่งพาระบบตลาดเป็ น หลัก เช่น ตลาดสด ร้านอาหาร ศูนย์อาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็ นต���น ซึ่งการเข้าถึงอาหาร ที่ ผูบ้ ริ โ ภคไม่ ส ามารถผลิต ได้เองดัง กล่ าวนี้ ส่ ว นใหญ่ ผบู้ ริ โภคจะต้อ งมี ร ายได้ที่ สม่าเสมอ แต่ จ ะไม่ สามารถควบคุ มชนิ ด คุ ณ ภาพ และความปลอดภัยของอาหารที่ บริ โภคได้


10 การเข้าถึงอาหารดังที่กล่าวมา พบว่าปั จจัยที่เป็ นตัวควบคุมการเข้าถึงอาหารของผูบ้ ริ โภค ส่วนใหญ่ประกอบด้วยปัจจัยด้านฐานทรัพยากรธรรมชาติที่เป็ นแหล่งผลิตอาหาร ได้แก่ ที่ดิน แหล่ง น้ า ป่ าไม้ ถ้าทรัพยากรเหล่านี้มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพก็จะสามารถ ผลิตอาหารได้ในปริ มาณที่ มากเพียงพอกับความต้องการบริ โภค ปั จจัยด้านวิธีการน าอาหารมา บริ โภค เครื่ องมือ องค์ค วามรู้ และภูมิปัญญาที่ น ามาใช้สาหรั บการน าอาหารจากแหล่งอาหาร ประเภทต่าง ๆ มาบริ โภค ปั จจัยทางด้านเศรษฐกิจคือ การมีรายได้ที่แน่ นอนและเพียงพอที่จะซื้อ อาหารมาบริ โภค เนื่องจากราคาอาหารจะถูกกาหนดโดยราคาวัตถุดิบ ค่าโฆษณา ค่าขนส่ งอาหาร เป็ นต้น ประการที่สาม การใช้ประโยชน์จากอาหาร (Food Utilization) เป็ นการนาอาหารมาบริ โภค ให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายโดยการบริ โภคอาหารตามสุ ขบัญญัติอาหารคือ 1) ความหลากหลาย อาหารที่บริ โภคควรมีความหลากหลาย ไม่ซ้ าซาก 2) ความสมส่ วน ควรบริ โภคอาหารให้สมส่ วน มากกว่าการบริ โภคอาหารเสริ ม 3) ความสด ต้องเป็ นอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรู ปหรื อใส่ สารปรุ ง แต่ งอาหารมากนัก 4) ความสะอาด อาหารที่บริ โภคควรเป็ นอาหารที่ไม่มีสารพิษหรื อสารเคมี ปนเปื้ อน การใช้ประโยชน์จ ากอาหารจะสัมฤทธิ์ผลมากน้อยเพียงใด ส่ วนใหญ่จ ะพิจารณาจาก เกณฑ์ช้ ีวดั ด้านโภชนาการและสาธารณสุ ขเป็ นหลัก ได้แก่ น้ าหนัก ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ อัตราน้ าหนักของเด็กแรกถึง 5 ปี ที่มีน้ าหนักต่ากว่ามาตรฐาน อัตราการเป็ นโรคที่เกิดจากการขาด สารอาหาร การเกิดโรคคอพอก การเกิดโรคโลหิตจาง เป็ นต้น

สถานการณ์ ความไม่มั่นคงทางอาหารของประเทศไทย ภัยคุ กคามต่ างๆ ก าลังท้าทายความมัน่ คงทางอาหารของประเทศไทย ในระดับประเทศ นอกเหนื อจากนโยบายของรั ฐที่ เป็ นสาเหตุหลัก ของความไม่เป็ นธรรมและความเหลื่อมล้ าทาง สังคมซึ่งสร้ างความล้มเหลวแก่เกษตรกรรายย่อยแล้ว ระบบเกษตรกรรมและอาหารของไทยยัง เผชิญภัยพิบตั ิธรรมชาติที่ทวีความรุ นแรงและมีจานวนครั้งมากขึ้นเรื่ อยๆ ด้วย ดังช่วงมหาอุทกภัย เมื่อปลายปี 2554 ที่ผา่ นมาที่ผลักภาคเกษตรและเกษตรกรรายย่อยให้เป็ นกลุ่มที่ได้รับการดูแลน้อย สุดจากกลไกการบริ หารจัดการของรัฐ


11 ในระดับระหว่างประเทศนั้น วิกฤตการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ วิกฤตการณ์ดา้ นอาหาร และพลังงาน การเติบโตของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ได้เป็ นสาเหตุสาคัญที่ทาให้หลายประเทศที่ มีเงินตราสารองจานวนมากและเสี่ ยงต่อการเกิ ดวิกฤตอาหารและพลังงานได้เข้าไปลงทุนแย่งยึด ที่ ดิ น (land grab) ในประเทศที่ มี ศ ั ก ยภาพในการผลิ ต อาหารและพลัง งานจากพื ช อย่ า ง กว้างขวาง ประเทศไทยก็ต กเป็ นเป้ าหมายของการเข้า มาแย่ง ยึด ที่ ดิ น และครอบครองระบบ เกษตรกรรมและอาหารในรู ปแบบต่างๆ ดังนั้นทางแผนงานสนับสนุ นความมัน่ คงทางอาหารและมูลนิ ธิชีววิถี (BioThai) จึงได้ทา การประชุ ม สมัช ชาวิ ช าการความมั่น คงทางอาหาร ประจ าปี 2555 ในหัว ข้อ ‘อิ ส รภาพทาง พัน ธุ ก รรม อธิ ป ไตย และความมั่น คงทางอาหาร’ ระหว่ า งวัน ที่ 16-17 พฤษภาคม 2555 ณ อาคารวชิรานุ สรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อร่ ว มกัน ผลักดันทางเลือกและ ข้อเสนอแนะเชิ ง นโยบายจากกระบวนการมีส่ว นร่ ว มของภาคประชาสังคมบนพื้น ฐานความ มี ‘อิ ส รภาพ’ ของเกษตรกรรายย่ อ ย และระบบเกษตรกรรมไทยที่ ส ามารถเผชิ ญ หน้า การ เ ป ลี่ ย น แ ป ลง จ า ก ภ า ย น อ ก อ ย่ า ง เ ข้ ม แ ข็ ง ม า ก ขึ้ น ไ ด้ โ ด ย ต ล อด ทั้ ง 2 วั น จ ะ มี ก า ร วิเคราะห์ สังเคราะห์ และแลกเปลี่ยนมุมมองข้อคิดเห็นในประเด็นแหลมคมต่างๆ ทั้งในมิติของการ แย่งยึด ที่ ดิ นโดยบรรษัทยัก ษ์ใหญ่ และกองทุ น ขนาดใหญ่ ที่เข้ามายึด ครองพื้นที่ ก ารเกษตร การ ปนเปื้ อนจีเอ็มโอในพื้นที่เกษตรกรรมที่จะกระทบความปลอดภัยทางอาหารและการส่ งออกสิ นค้า เกษตรของไทย ไปจนถึงการขาดความเป็ นธรรมในระบบการกระจายอาหารในภาวะวิกฤตจนเป็ น ที่มาของการสร้างโมเดลการจัดการอาหารรับมือน้ าท่วม เมืองไทยกาลังก้าวไปเป็ นครัวโลก แต่คนไทยอยู่ในสถานะความไม่มนั่ คงทางอาหาร ทั้ง ปั ญ หาพืชปนเปื้ อนจี เอ็มโอ ปั ญหาการถือครองที่ ดิ น บริ หารจัดการน้ ากระทบชุ มชน รวมศูน ย์ กระจายอาหาร สารเคมีเกษตรกรรม ปัญหาการแย่งยึดที่ดินและนโยบายปฏิรูปที่ดินไม่มีขอ้ สรุ ปชัดเจน อวิชชาทาสถานการณ์ การปนเปื้ อนพืชจีเอ็มโอเลวร้ายลงทุกขณะ บรรษัทข้ามชาติก อบโกยทุนทางชีวิตคนไทยแต่ละปี มูล ค่ า มหาศาล มหาอุ ท กภัย รวมศูน ย์ก ระจายอาหารท าคนเล็ก คนน้อ ยเดื อ ดร้ อ นทุ ก หย่อ ม หญ้า นโยบายสารเคมีกาจัดศัตรู พืชทาคนไทยตายเฉี ยดแสน การจัดการน้ าค้างคาใจผลกระทบส่ ง ตรงถึงชุมชน บ่ มเพาะปั ญหาระยะยาว ทั้งหมดทั้งมวลดูเหมือนแตกต่าง แต่ มูลนิ ธิชีววิถี มูลนิ ธิ เกษตรกรรมยัง่ ยืนและเครื อข่าย ได้รับการสนับสนุนจากสานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริ ม


12 สุ ขภาพ จับมาบอกเล่าบริ บทเดี ยวกันในสมัชชาวิชาการความมัน่ คงทางอาหารประจ าปี 2555 ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน นโยบายการบริหารจัดการนา้ กับผลกระทบต่อเกษตรกรและชุ มชนท้ องถิ่น หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิ ธิเพื่ อการบริ หารจัด การน้ าแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) กล่าวว่า เมื่อปี ที่ ผ่านมาหลังน้ าท่ว ม การบริ หารจัดการน้ าคิด แต่เรื่ องน้ า ท่วม แก้น้ าท่วมอย่างเดียว ตั้งแต่ภาคเหนื อ แนวคิดหลักคือเอาน้ าลงทะเล เปลี่ยนลาคลอง ให้น้ าไหลเร็ วขึ้ น ใช้สูต รขยายแม่น้ าให้ใหญ่ แต่ พอขยายใหญ่สิ่งที่ต ามมาคื อแม่น้ ามีแต่ ทราย การบริ หารเอางบประมาณเป็ นตัว ตั้ง ทาให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุ ด เมื่อก่ อนน้ าท่ ว ม ประมาณ 7-15 วัน ก็ ล ด แต่ เ ดี๋ ย วนี้ หรื ออาจต่ อ ไปในอนาคตต้อ งใช้เ วลานานหลาย เดือน พื้นที่คลองมหาสวัสดิ์ขึ้นไป ส่ วนใหญ่เป็ นพื้นที่นา ฝั่งติดท่าจีนนครปฐมส่ วนใหญ่ เป็ นสวนมะม่วง กล้วยไม้และส้มโอ การทาคันกั้นน้ าสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือสูญเสี ยพื้นที่เกษตร กว่ า 2 แสนไร่ ที่ ติ ด ริ มน้ าทั้ งหมด โครงการทั้ งหมดที่ ก าลัง ท า ชุ ม ชนไม่ มี ส่ วน ร่ วม ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับคนปลูกข้าวให้ค นกิน อาจส่ งผลถึงราคาข้าวในอนาคต รั ฐ มุ่งเน้นป้ องกัน อุตสาหกรรม เรื่ องความมัน่ คงทางอาหารมีการพูดถึงน้อยมาก การสร้าง เขื่อนขนาดใหญ่อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอุทยานแห่ งชาติ จึง อยากสะท้อน รั ฐบาลวางแผนง่ ายแต่ ประชาชนไม่มีส่ว นร่ ว ม ไม่มีก ารรั บฟั งเสี ยงจาก ประชาชน ซึ่งจะทาให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริ งจัง การรวมศูนย์การกระจายอาหารกับผลกระทบต่อความมัน่ คงทางอาหารในช่ วงมหาอุทกภัย รพิจ ัน ทร์ ภูมิสัมบรรณ นัก วิ จ ัยมูลนิ ธิชีว วิถี กล่าวว่า ค าถามที่ ว่าทาไมจึ งเกิ ด ปั ญหาในระบบกระจายอาหารในช่ ว งภั ย พิ บั ติ ปี ที่ ผ่ า นมา ปั จจั ย หนึ่ งที่ ไ ม่ อ าจ ปฏิเสธ สืบเนื่องจากงานวิจยั พบว่า การเปิ ดเสรี ทางการค้าทาให้เกิดธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ หรื อโมเดิร์นเทรดที่มีการขยายอานาจการตลาด ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตลาดรวมอยู่ใน กรุ งเทพฯและปริ มณฑล ในระหว่างปี 2551 – 2554 ร้านสะดวกซื้อมีอตั ราการเติบโตสูงถึง ร้อยละ 33 ไฮเปอร์ มาร์ เก็ตร้ อยละ 36 ซูเปอร์ มาร์ เก็ต ร้อยละ 15 ส่ งผลกระทบต่อร้านค้า ปลีกแบบดั้งเดิมซึ่งมีมลู ค่าทางตลาดลดลงเหลือ 2.2 แสนล้านบาทเปรี ยบเทียบกับโมเดิร์น เทรดที่ มี มูล ค่ า สู ง ถึ ง 5.45 ล้า นบาท การไม่ ต อบสนองต่ อ การเข้า ถึ ง อาหารในภาวะ


13 วิกฤติ เนื่องจากระบบการกระจายอาหารที่รวมศูนย์ ส่งผลให้โมเดิร์นเทรดหลายสาขาขาด แคลนอาหารและน้ าดื่ มแม้ว่ า จะมี ร้ า นสะดวกซื้ อ ทั้ง หมด 612 แห่ ง และไฮเปอร์ ม าร์ เก็ต 237 แห่ง เทสโก้โลตัสมีศนู ย์กระจายสินค้าหลักเพียง 4 แห่งคือ อ.วังน้อย (ศูนย์กระจาย อาหารสด) จ. อยุธยา อ. ลาลูกกา (ศูนย์กระจายอาหารสด) อ.สามโคก จ.ปทุมธานี อ.บางบัว ทอง จ.นนทบุรี การสต๊ อกสิ น ค้าภายในโมเดิ ร์น เทรดมีจ านวนน้อย เพื่อลดต้น ทุ น การ จัดเก็บสินค้าคงคลังที่เกินความจาเป็ น อีกทั้งความไม่ยืดหยุ่นของระบบการจัดการ ปั ญหา และความไม่ ชัด เจนทางข้อมูลทาให้เ กิ ด ความล่าช้าในการส่ ง สิ น ค้าอุป โภคบริ โ ภคที่ สาคัญ การรั บมือวิ ก ฤตครั้ งต่ อ ไป ควรสนับสนุ น ผูผ้ ลิต สิ น ค้า ในประเทศ ค้าปลี ก เพื่ อ กระจายความเสี่ ย ง กระจายอ านาจทางตลาด สร้ างความหลากหลายของการเข้า ถึ ง อาหาร ปฏิรู ปกฎหมายเพื่อการแข่ ง ขันที่เป็ นธรรม เช่น ผลักดัน ร่ างพ.ร.บ.การประกอบ ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง และแก้ไขปรับปรุ งพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 สร้างกลไก การร่ วมมือระหว่างรัฐ ชุมชน ภาคประชาชนรองรับวิกฤติ จัดทาจุดยุทธศาสตร์ คลังสิ นค้า อาหาร จัดระเบียบคลังสินค้าของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ และให้อานาจรัฐในการเข้าตรวจ สต็อกในคลังดังกล่าวในภาวะวิกฤต พัฒนาระบบการพึ่งพาตนเองในชุมชน สถานะของปัญหาและนโยบายการปฏิรูปที่ดินเพือ่ การเกษตรกรรม ผศ.ดร.ประภาส ปิ่ นตบแต่ ง คณะรั ฐ ศาสตร์ จุ ฬาลงกรณ์ ม หาวิท ยาลัย กล่ า ว ว่า ปัญหาที่ดินมีการกระจุกตัว เกษตรกรไม่มีที่ดินทากิน เป็ นปัญหาเรื่ องความไม่มนั่ คงใน ชีวิต มีก ารขัด แย้งในการถือครอง มายาวนาน ตัว เลขใหม่ที่มีก ารนามาเปิ ดเผยล่าสุ ดคื อ ผูแ้ ทนราษฎรหลายร้อยคนมีที่ดินมากกว่าร้อยไร่ ที่ดินถูกเปลี่ยนมือจากเกษตรกรรมไปเป็ น นายทุน กฎหมายปฏิรูปหลายฉบับยังหาความชัดเจนในทางปฏิบตั ิไม่ได้ นโยบายรัฐบาลที่ผา่ นมามีให้คนจนเช่าที่ราชพัสดุ ปั ญหาที่พบคือที่ดินถูกเปลี่ยน มือ เพราะวิธีคิด เอาเงิน เป็ นตัว ตั้ง ใครมีเงินก็เช่าได้ เครื อข่ายปฏิรูปที่ดิ นผลักดันแนวคิ ด ที่ดินควรถูกจัดการโดยชุมชน ซึ่งมีโฉนดชุมชนเกิดขึ้น มีการตั้งธนาคารที่ดิน ที่มีพระราช กฤษฎีกาออกมา มีการอนุมตั ิโครงการนาร่ องประมาณ 11,063 ล้านบาท เพื่อนาไปซื้อที่ดิน ที่อยู่ในข้อพิพาทใน 5 พื้น ที่ แต่ รัฐบาลชุ ดปั จ จุบัน ไม่ย อมตั้งกรรมการ ทาให้ทางานต่ อ ไม่ได้ ขณะที่เรื่ องเก็บภาษีที่ดินสิ่ งปลูกสร้างหรื อที่เรี ยกว่าภาษีกา้ วหน้า ในช่วงรัฐบาลที่ ผ่านมามีการยกร่ าง แต่ปัจจุบนั ยังไม่มีความคืบหน้า


14 โฉนดชุมชนเป็ นแนวคิดที่จะทาให้ชมชนเข้าถึงที่ดินอย่างยัง่ ยืนและมัน่ คง มีการ บริ หารจัดการโดยชุมชน มีการสร้างกติกาให้ชุมชนเข้ามาดูแล ป้ องกันการเปลี่ยนมือไปสู่ คนภายนอก สอดรับกับธนาคารที่ ดินที่มีการจัดตั้งเป็ นองค์การมหาชนจะมีก ารเก็บภาษี อัต ราก้า วหน้า กับ คนมี ที่ ดิ น เยอะ ในช่ ว งรั ฐ บาลที่ ผ่า นมามี ชุ ม ชนเข้า ร่ วมโครงการ โฉนด 38 ชุมชน มีการยื่น ความจานงจานวนมาก เพราะชาวบ้านเห็น ช่องทางการเข้าถึง ที่ดินมากกว่าที่ผา่ นมา แต่ยงั ไม่มีการสานต่อต้องดูกนั ต่อไป รายงานผลการตรวจสอบการปนเปื้ อนของพืชจีเอ็มโอในประเทศไทย พ.ศ. 2554 - 2555 ผศ.ดร.ปิ ยศัก ดิ์ ชอุ่มพฤกษ์ ผอ.ห้องปฏิบัติ ก ารทรานส์เจนิ ค เทคโนโลยีในพืช และไบโอเซ็น เซอร์ จุ ฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยกล่าวว่า การปนเปื้ อนในอาหารเป็ นหนึ่ ง ประเด็นความมัน่ คงทางอาหารที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็ นอยูป่ ระชาชน รวมทั้งส่ งผล กระทบต่อความมัน่ คงและอธิปไตยทางอาหารที่ มีบทบาทโดยตรงกับความมัน่ คงของ ประเทศ ปั จ จุ บัน พื้ น ที่ อาหารถูก ท้า ทายจากภัย คุ ก คามรอบด้าน เกิ ด การสู ญสลายของ ทรัพยากรพันธุกรรมท้องถิ่นอย่างไม่หวนกลับ ฐานทรัพยากรปนเปื้ อน การล่มสลายของ ระบบผลิตอินทรี ย ์ ภาระต้นทุนในการตรวจและรับรอง ความเสี ยหายต่อภาพลักษณ์ของ การผลิตทางการเกษตรของประเทศ เกิดการผูกขาดแหล่งพันธุ์โดยบริ ษทั ข้ามชาติ เจ้าของ สิทธิบตั รอาจฟ้ องเรี ยกค่าเสียหาย เป็ นข้ออ้างให้กลุ่มสนับสนุ นใช้เหตุผลผิดตรรกผลักดัน จีเอ็มโอ งานวิจยั เป็ นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ทุกขึ้นตอน จากการสารวจการหลุด รอดและปะปนของพืชดัดแปลงพันธุกรรมในพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงพฤศจิกายน 2554 เมษายน 2555 ใน 319 ตั ว อย่ า ง แบ่ ง เป็ น ฝ้ าย 27 ตั ว อย่ า ง มะละกอ 74 ตั ว อย่ า ง ข้าว 108 ตัวอย่าง ข้าวโพด 105 ตัวอย่าง พริ กมะเขือเทศ และถัว่ เหลือง 5 ตัวอย่าง พบการ หลุ ด รอดและปะบนของพื ช ดั ด แปลงพัน ธุ ก รรมในฝ้ าย 9 ตั ว อย่ า ง คิ ด เป็ นร้ อ ย ละ 33.33 โดยเฉพาะในพื้น ที่ จ ัง หวัด กาญจนบุ รี และสุ โ ขทัย การหลุ ด รอดปะปนใน มะละกอ 29 ตัวอย่างคิ ดเป็ นร้อยละ 39.19 โดยเฉพาะในพื้นที่ จงั หวัดกาญจนบุรี สาเหตุ ส่วนใหญ่มาจากความไม่รู้ของเกษตรกร ประเทศไทยไม่มีการอนุ ญาตตามกฎหมายให้มี การปลูกทดสอบในพื้นที่เปิ ดและผลิตจีเอ็มโอเชิงพาณิ ชย์ ไม่มีหน่วยงานรัฐทาหน้าที่กากับ ดู แลให้เ กิ ด ประสิ ทธิ ภ าพในการบังคับใช้ก ฎหมาย “ปั ญหาสะสมเป็ นระยะเวลานาน


15 เกษตรกรกลายเป็ นผูท้ าผิด กฎหมายโดยไม่รู้ต ัว ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนให้เห็ น ถึง ช่องว่าง ประสิทธิภาพในการควบคุมและกากับดูแลจากภาครัฐ อีกทั้งยังสะท้อนตัวอย่าง การด าเนิ น การเกี่ ย วกับ จี เ อ็ม โอเป็ นกิ จ การที่ ก่ อ ให้เ กิ ด ผลกระทบต่ อชุ ม ชน กระทบ การส่ งออก กระทบต่อสังคม ต่อจากนี้ การตัดสิ นใจทาอะไรต้องโปร่ งใส เป็ นที่รับรู้และ ยอมรับ ที่สาคัญต้องไม่กระทบความมัน่ คงทางอาหารของชุมชนและประเทศ” นโยบายความปลอดภัยทางอาหารกับการใช้ สารเคมีกาจัดศัตรูพชื ผศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นกล่าว ว่า ปั ญหาการใช้สารเคมีมีการตื่นตัวอย่างกว้างขวาง ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ พบอันตราย มากมาย โดยภาวะเฉี ยบพลันทาให้ ตาพร่ า ปวดศรี ษะ หายใจติดขัด มึนงง คลื่นไส้ เหงื่อ ออกมาผิ ด ปกติ ปวดก้า มเนื้ อ ผิ ว หนั ง เป็ นผื่ น คั น ระบบภู มิ คุ ้ม กั น ระบบสื บ พัน ธุ์ ผิดปกติ ขณะที่โรคมะเร็ งที่สมั พันธ์กบั สารเคมีเกษตร เช่น มะเร็ งสมอง มะเร็ งเต้านม มะเร็ ง เม็ดเลือดขาว มะเร็ งต่อม น้ าเหลือง มะเร็ งลาไส้ใหญ่ มะเร็ งไขกระดูก มะเร็ งรังไข่ มะเร็ ง ตับอ่อน มะเร็ งไต มะเร็ งเนื้อเยือ่ อ่อน มะเร็ งกระเพาะ มะเร็ งอัณฑะ ต่อมลูกหมาก มะเร็ ง ปอด สมองเสื่ อม พาร์ กิ น สัน หอบหื ด ทารกในครรภ์ไม่เ ติ บ โต การแท้ง ลูก พิก ารแต่ กาเนิ ด ออติสติก เบาหวาน อสุจิพิการ ประเทศไทยพบมีคนเสี ยชีวิตจากสารเคมีเกษตรมากถึง 56,000 คนต่อปี มากกว่า โรคใดๆที่ว่าร้ายแรงไม่ว่าจะเป็ นโรคเอดส์หรื อโรคอื่นๆ ขณะที่หากป่ วยเป็ นมะเร็ งต่อม น้ าเหลืองจะต้องฉี ด ยาเข็มละประมาณ 1 แสนบาท ทั้งนี้ เนื่ องจากสารเคมีทาให้เกิ ดการ เปลี่ยนแปลงทางดีเอ็นเอ ล่าสุดยังพบว่าเป็ นสาเหตุเบาหวาน คนไทยเป็ นเบาหวานมากขึ้ น โ ด ย ใ น ปี 2552 ค น อ า ยุ เ ฉ ลี่ ย 55 ปี ป่ ว ย เ บ า ห ว า น ก ว่ า 88 % ข ณ ะ ที่ ใ น ต่างประเทศ เช่น สวีเดน อเมริ กามีการคุมเข้มการใช้สารเคมีในการเกษตรอย่างหนัก เพราะ ที่ผา่ นมาส่งผลกระทบต่อประชากรประเทศอย่างกว้างขวาง สาหรับประเทศไทยต้องให้มีหลักเกณฑ์การพิจารณาห้ามใช้หรื อเพิกถอนทะเบียน วัตถุอนั ตราย ให้ชดั เจน ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากสารพิษต้องมีการพูดคุยกันอย่างจริ งจังว่า จะมีมาตรการป้ องกันแก้อย่างไร ไม่ใช่การกินดีอิ่มหมีพีมนั แต่สุดท้ายเป็ นมะเร็ ง


16 ทั้งหมดคือสถานการณ์ความไม่มนั่ คงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และยังต้องหาทาง แก้ไขให้ได้

สาเหตุของปัญหาความไม่ มั่นคงทางอาหารของประเทศไทย จากการศึกษา พบว่า สาเหตุของการเกิดวิกฤติความไม่มนั่ คงทางอาหารของไทย มีดงั นี้ 1. ปั ญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภาวะโลกร้ อน ที่ สร้ างความแปรปรวนอย่าง รุ นแรงต่อดินฟ้ าอากาศ ทรัพยากรน้ า ทรัพยากร ทาให้ผลผลิตทางการเกษตรเสี ยหายและมี การปรับพื้น ที่ การเกษตรหลายแห่ งให้ก ลายเป็ นเมืองหรื อโรงงานอุต สาหกรรม ส่ งผล กระทบโดยตรงต่ อเกษตรกรรม ทาให้ไม่สามารถคาดการณ์ เกี่ ยวกับการเพาะปลูกและ ผลผลิตที่จะได้รับ ซึ่งไม่เพียงมีผลกระทบอยูแ่ ค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่จะส่ งผลกระทบ ต่อราคาอาหารไปทัว่ โลก 2. ปัญหาความเสื่อมโทรมของฐานทรัพยากรอาหาร คือการลดลงของพื้นที่ป่าไม้ส่งผล กระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน การลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ รวมไป จนถึงปัญหาเกี่ยวกับความแห้งแล้งด้วย ถึงแม้ประเทศไทยมีปริ มาณน้ าที่เพียงพอต่อความ ต้องการ แต่ มกั จะประสบปั ญ หาขาดแคลนน้ าในฤดูแล้งและประสบอุทกภัย ในฤดูฝน รวมถึงปัญหาการใช้ทรัพยากรดินอย่างไม่เหมาะสม เกิดปั ญหาชะล้างพังทลายของดินใน อัตราสู ง มีก ารใช้ปุ๋ยเคมีอย่างไม่เหมาะสมและเพิ่มขึ้ น พื้น ที่ดิ นของประเทศเกิ ดปั ญหา ความเสื่อมโทรม เช่น การเกิดดินเค็ม ดินเปรี้ ยว และดินขาดอินทรี ยวัตถุ เป็ นสาเหตุของ การเกิดความไม่มนั่ คงทางอาหารเพราะที่ดินเป็ นปั จจัยการผลิตที่สาคัญในการผลิตอาหาร ของประเทศ 3. ปัญหาด้านประชากรของโลกเพิ่มมากขึ้น มีผลต่อความต้องการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น ตามไปด้วย ในขณะที่แหล่งน้ ามันจากซากพืช ซากสัตว์ดึกดาบรรพ์ใต้ดินมีปริ มาณลดน้อย ถอยลงไปเป็ นอย่างมาก อัน เป็ นเหตุ ผลที่ ทาให้เกิ ด ความสนใจที่ จ ะหาแหล่งพลังงาน ทดแทนอื่น ๆ มาใช้แทนพลังงานน้ ามัน เชื้ อเพลิงจากฟอสซิ ล และพลังงานจากชี ว มวล เหล่านี้ ซึ่งเป็ นผลผลิตจากพืชเกษตรอันเป็ นที่ทราบกันดีว่าเป็ นแหล่งวัตถุดิบที่สาคัญแหล่ง เดียวกันกับที่ใช้ในการผลิตอาหารเช่นเดียวกัน ทาให้ราคาน้ ามันแพง ซึ่งทาให้เกษตรกร


17 ปรับการเพาะปลูกเพื่อรองรับการบริ โภคเป็ นเพื่อรองรับการแปรรู ปเป็ นเชื้อเพลิง อาหารจึง ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรทั้งโลกและมีราคาแพงขึ้น 4. ปัญหาการแผ่ขยายของอาณานิคมทางอาหาร วิกฤติอาหารและพลังงานที่เกิดขึ้นเมื่อปี พุทธศักราช 2550-2551 ทาให้เกิดความไม่มนั่ คงทางอาหารขึ้นในหลายประเทศ ประเทศ ผูผ้ ลิตน้ ามัน ประเทศอุตสาหกรรม และประเทศที่ไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอ เริ่ ม กระบวนการเข้ามาเช่าที่ดินและลงทุนทาการเกษตรในต่างประเทศมากขึ้น ประเทศไทยก็ เป็ นเป้ าหมายหนึ่ งของการเข้ามาลงทุนของต่ างชาติ ทาให้ประเทศที่เคยมีค วามสมบูรณ์ ทางด้านอาหารต้องเปลี่ยนมาเป็ นประเทศผูผ้ ลิตน้ ามันแทนและทาให้ทรัพยากรธรรมชาติ สูญเปล่าไป 5. ปั ญหานโยบายเกี่ ยวกับความมัน่ คงทางอาหาร ในประเทศไทยยังไม่มีนโยบายและ ความตระหนักเกี่ยวกับอาหารที่ชดั เจน โดยรัฐบาลมีการจัดอบรมหรื อให้ความรู้เกี่ยวกับ ความปลอดภัยทางด้านอาหาร ขั้นตอนการวางแผนการเพาะปลูกแก่เกษตรกรเฉพาะกลุ่ม ทาให้ประชากรส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้สนใจเรื่ องการสร้างความมัน่ คงทางอาหารและไม่รู้จกั การพึ่งพาตนเองด้านอาหาร ทั้งนี้ เพื่อการขจัดความไม่เป็ นธรรมในระบบการเกษตรและ อาหารมีพ้นื ฐานอยูท่ ี่การฟื้ นฟูศกั ยภาพและการเรี ยกร้องสิ ทธิของเกษตรกรและชุมชนใน การอนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ การเข้าถึงทรัพยากรขั้นพื้นฐาน และการพึ่งพาตนเองในปั จจัยการผลิตทางการเกษตร รวมถึงการตระหนักรู้เท่าทัน เพื่อ ป้ องกัน และขจัดการผูก ขาดของบริ ษทั ขนาดใหญ่ที่พยายามครอบครองฐานทรั พยากร อาหาร ระบบการกระจายอาหาร และวัฒนธรรมอาหารไปพร้อมๆกัน

ผลกระทบอันเนื่องมาจากความไม่ มั่นคงทางอาหาร 1. ปัญหาความเสื่อมโทรมของฐานทรัพยากรอาหาร ตลอดการพัฒนาทางเศรษฐกิจหลาย ทศวรรษที่ ผ่านมา แม้ประเทศไทยจะมีการเจริ ญเติบโตทางเศรษฐกิจ จนทาให้ประเทศ กลายเป็ นประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง (Medium income country) แต่ก็ตอ้ งแลกกับความ เสื่อมโทรมของฐานทรัพยากรธรรมชาติในด้านต่างๆ เช่น การลดลงของพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่


18 ป่ าไม้ข องประเทศลดลงอย่างรวดเร็ ว ที่ผ่านมาพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยได้ลดลงอย่าง ต่อเนื่อง 2. ปัญหาของระบบการผลิตอาหารที่ไม่ยงั่ ยืน ระบบการผลิตอาหารของไทยซึ่งในอดีต เป็ นระบบการผลิตแบบผสมผสาน ได้ค่อยๆเปลี่ยนเป็ นการผลิตเชิงเดี่ยวที่มีการปลูกพืช หรื อเลี้ยงสัตว์อย่างเดียวไม่กี่ชนิดในพื้นที่ขนาดใหญ่หรื อมีปริ มาณมากๆ ทาให้เกิดปั ญหา ต่างๆตามมาหลายประการ เช่น การพึ่งพาปุ๋ ยและสารเคมีการเกษตร เกษตรกรต้องพึ่งพาปุ๋ ย และสารเคมีการเกษตรซึ่งส่วนใหญ่เป็ นผลิตภัณฑ์จากซากฟอสซิล เป็ นต้น 3. ปัญหาโครงสร้างของที่ดินทากินและสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร ปัญหาโครงสร้างการ เข้าถึงและสิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเป็ นปัญหาใหญ่และเป็ นปั ญหา รากฐานสาคัญ เป็ นทั้งต้นเหตุและผลพวงของปัญหาความเหลื่อมล้าทางสังคม เป็ นต้น 4. บทบาทของค้าปลีกขนาดใหญ่และโมเดอร์นเทรดที่มีบทบาทมากขึ้นในระบบกระจาย อาหาร นอกเหนือจากระบบการผลิตแล้ว ระบบการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบค้าปลีก ได้ถกู ครอบครองโดยบรรษัท ดิสเคาท์สโตร์ และคอนวีเนี่ ยนสโตร์ กระจายยึด ครองถนน และสี่ แยกสาคัญ ในกรุ งเทพ ขยายเข้าไปในท้องถิ่น และรุ ก คื บเข้าไปถึงระดับหมู่บ้า น ประมาณการว่ า ตลาดมากกว่ า ครึ่ งหนึ่ งของสิ น ค้า โภคภัณ ฑ์ท้ ัง หลายอยู่ใ นมื อ ของ "โมเดอร์ เทรด" เหล่า นี้ แล้ว และก าลังขยายออกไปควบคุ ม ตลาดส่ ว นใหญ่ ได้ภ ายใน ระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี ข้างหน้า ร้านค้าปลีกรายย่อย ตลาดสด ตลาดนัด แผงข้างถนน ถูก เบียดขับออกไปอย่างรวดเร็ ว 5. การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกและผลกระทบต่อการผลิตอาหาร การขยายตัวของ ระบบเศรษฐกิจโลก กระตุน้ ให้เกิดการบริ โภคและการผลิตอย่างขนานใหญ่ กิจกรรมการ ผลิ ต และการบริ โภคที่ เ พิ่ ม ขึ้ นน าไปสู่ ก ารใช้เ ชื้ อ เพลิ ง ดึ ก ด าบรรพ์ มี ก ารปลดปล่ อ ย คาร์ บอนไดออกไซด์ไปสู่บรรยากาศโลก จนเกิดภาวะโลกร้อน ในขณะที่การลดลงของ พื้นที่ป่าไม้จากการขยายตัวของอุต สาหกรรมและเมื���ง ตลอดจนกิจ กรรมทางเศรษฐกิ จ ต่างๆ ทาให้ความสามารถที่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง เป็ นการเร่ งภาวะเรื อนกระจก รวมทั้งอาจต้องเผชิญกับการแปรปรวนของสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจนเกิด ความเสียหายต่อการผลิตอาหาร


19 6. ผลกระทบจากการเปิ ดเสรี การค้าและความตกลงระหว่างประเทศต่อระบบอาหาร การ เปิ ดเสรี การเกษตรภายใต้ขอ้ ตกลงการค้ากับต่างประเทศ โดยที่ไม่มีนโยบายความมัน่ คงทาง อาหาร การวางหลักเกณฑ์สุข อนามัย และการคุม้ ครองเกษตรกรอย่างเพียงพอ ส่ งผลให้ เกษตรกรจานวนไม่มากนักที่ได้รับประโยชน์ แต่เกษตรกรส่ วนใหญ่ข องประเทศได้รั บ ผลกระทบ การเปิ ดเสรี ก ับประเทศสหรัฐอเมริ กา ยุโรป และญี่ ปุ่น จะทาให้ประเทศไทย ต้องยอมรั บกฎหมายทรั พย์สิ น ทางปั ญญาที่ ทาให้เกิ ด การผูก ขาดเรื่ องพัน ธุ์พืช การจด สิทธิบตั รสิ่งมีชีวิต การเข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพของไทย และอาจรวมถึง การเข้ามาลงทุนในภาคการเกษตรของคนต่างชาติ 7. ปั ญหาสุ ขภาวะที่เกิดจากระบบอาหาร การใช้สารเคมีทางการเกษตรทาให้เกษตรกร ได้รับพิษ ภัยสะสมในร่ างกาย โดยเมื่อปี 2541 กรมอาชี วอนามัย กระทรวงสาธารณสุ ข พบว่า มีเกษตรกรที่ผลการตรวจเลือดอยูใ่ นเกณฑ์ไม่ปลอดภัยและเสี่ ยงต่อการเกิดพิษ เป็ น จานวน 77,789 คน จากจานวนเกษตรกรที่ตรวจเลือด 369,573 คน หรื อคิดเป็ นร้อยละ 21 ของเกษตรกรทั้งหมด ในปั จจุบนั ผลการตรวจระดับของสารเคมีทางการเกษตรในเลือด ของเกษตรกรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยผลการตรวจเกษตรกรที่จงั หวัดเชียงใหม่จานวน 924 คน พบว่ามีเกษตรกรและแม่บา้ นที่มีสารเคมีตกค้างในระดับที่ไม่ปลอดภัยและเสี่ยงจานวน รวมกัน ถึง 75% ในขณะที่ ก ลุ่มผูบ้ ริ โภคซึ่ งรั บประทานผัก และผลิต ภัณ ฑ์ที่มีสารเคมี ปนเปื้ อนมีแนวโน้มที่จะได้รับสารพิษพอๆกันหรื อมากกว่าเกษตรกรผูผ้ ลิตเสี ยอีก ดังผล การสุ่ มตรวจกลุ่มผูบ้ ริ โ ภคในจังหวัด เชี ยงใหม่จ านวน 1,412 คน ครอบคลุมนัก ศึก ษา อาจารย์ และประชาชนทัว่ ไปพบว่า มีผไู้ ด้รับสารพิษในระดับที่ไม่ปลอดภัยและมีความ เสี่ยงรวมกันถึง 89% 8. การแผ่ข ยายของอาณานิ ค มทางอาหาร วิก ฤติ อ าหารและพลัง งานที่ เ กิ ด ขึ้ น เมื่ อ ปี 2550-2551 ทาให้เกิดความไม่มนั่ คงทางอาหารขึ้นในหลายประเทศ ประเทศผูผ้ ลิตน้ ามัน ประเทศอุตสาหกรรม และประเทศที่ไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอ เริ่ มกระบวนการเข้า มาเช่าที่ดิน และลงทุนทาการเกษตรในต่างประเทศอย่างขนานใหญ่ 9. วัฒ นธรรมอาหารต่ า งชาติ ค รอบง าวัฒ นธรรมอาหารท้อ งถิ่ น การเปิ ดกว้า งทาง วัฒนธรรมผ่านนโยบายทางการค้าและการเปิ ดรับสื่ อทาให้วฒั นธรรมการบริ โภคอาหาร


20 แบบอุตสาหกรรม และการบริ โภคอาหารจากวัฒนธรรมต่างชาติมีบทบาทในสังคมไทย มากขึ้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิง่ กลุ่มเด็กเยาวชน และคนรุ่ นใหม่ 10. การขาดนโยบายเกี่ ย วกับความมัน่ คงทางอาหาร โดยภาพรวมประเทศไทยยังขาด นโยบายและความตระหนักเกี่ยวกับอาหารที่ชดั เจน ประเด็นเรื่ องความมัน่ คงทางอาหารไม่ ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่ งราชอาณาจักรไทย หรื อในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสั งคม แห่ งชาติ ในหลายฉบับที่ ผ่านมา ความคื บหน้าอย่างหนึ่ งคื อ การออกกฎหมาย พ.ร.บ. คณะกรรมการอาหารแห่ งชาติ พ.ศ. 2551 ซึ่ งได้ให้อานาจคณะกรรมการในการเสนอ นโยบายและยุทธศาสตร์ ดา้ นอาหารของประเทศ การจัด ทาระบบเตือนภัย รวมถึงการ เสนอแนะให้คณะรัฐมนตรี กาหนดเขตพื้นที่ที่จาเป็ นต้องสงวนไว้เพื่อประโยชน์ดา้ นความ มัน่ คงด้านอาหารเป็ นการชัว่ คราว เป็ นต้น

การพัฒนาอย่ างยั่งยืน การพัฒนาที่ยงั่ ยืน หมายความถึง การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของตนเอง โดยการ พัฒนาที่ยงั่ ยืน รวมความถึง การพัฒนา 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่ งแวดล้อมซึ่งเชื่อมโยง และสัมพันธ์กนั ทั้ง 3 มิติซ่ึงเป้ าหมายของการพัฒนาอย่างยัง่ ยืนไม่ได้อยู่ที่อตั ราการเจริ ญเติบโตทาง เศรษฐกิ จ หากอยู่ที่ก ารปรั บปรุ ง คุ ณ ภาพชี วิต ของประชากรโลกในทางที่ ไม่ เพิ่มระดับการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติจนเกินศักยภาพของธรรมชาติที่จะผลิตมันให้มนุ ษย์ใช้อย่างไร้ขีดจากัด การ พัฒนาอย่างยัง่ ยืนต้องอาศัยความเข้าใจว่า การนิ่ งเฉยไม่ทาอะไรเลยมีผลกระทบ และเราต้องหา หนทางใหม่ๆ ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงสถาบันและพฤติกรรมของปัจเจกชน


21

ภาพที่ 2.1 โครงสร้างเชิงสถาบันและพฤติกรรมของปัจเจกชน ผลกระทบของการพัฒนาในมิติดา้ นสิ่งแวดล้อมและสังคม (เช่น สุ ขภาพของคนในพื้นที่) ไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถมองเห็นและวัดได้อย่างรวดเร็ ว เป็ นตัวเลข และชัดเจนเท่ากับการประเมินผล กระทบทางเศรษฐกิจ หรื อผลกาไรขาดทุนของธุ รกิจ บ่อยครั้ง เวลาต้องผ่านไปนานหลายปี หรื อ หลายสิ บ ปี ก่ อ นที่ เ ราจะสามารถพิ สู จ น์ ไ ด้ว่ า ปั ญ หาใหญ่ ห ลายประการที่ เ ราเคยคิ ด ว่ า เป็ น “ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ” นั้น แท้จริ งแล้วมีสาเหตุหลักมาจากวิถีการพัฒนาที่ “มาผิดทางโดยไม่ รู้ตวั ” ของมนุษย์ อาทิเช่น ปัญหาโลกร้อน ปัญหาชายฝั่งถูกกัดเซาะ ปั ญหาขาดแคลนทรัพยากรน้ า ฯลฯ เพียงไม่น านก่อนสิ้ นศตวรรษที่ยี่สิบ มนุ ษย์เคยเชื่อว่าปลาในทะเลจะมีให้เราจับชัว่ นิ รันดร น้ ามันไม่มีวนั หมดไปจากโลก การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ส่งผลดีต่อสังคมส่วนรวมโดยไม่มีเงื่อนไข และความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศในประเทศห่างไกลไม่มีทางส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็ นอยู่ ของเรา แนวคิดว่าด้ วยการพัฒนาแบบยัง่ ยืน การพัฒนาแบบยัง่ ยืนประกอบด้วยแนวคิดอย่างน้อย 3 ประการคือ ประการแรก เป็ นแนวคิดเกี่ยวกับความต้องการของมนุษย์ ประการที่สอง เป็ นแนวคิดเกี่ยวกับขีดจากัด และ ประการที่สาม เป็ นแนวคิดเกี่ยวกับความยุติธรรมในสังคม แนวคิดประการแรก การพัฒนาแบบยัง่ ยืนคานึ งถึงแนวคิดเกี่ยวกับความต้องการ ของมนุษย์ซ่ ึงอาจเป็ นความต้องการพื้นฐานในการดารงชีวิต เช่น อาหาร เครื่ องนุ่ งห่ ม ที่อยู่ อาศัย ยารักษาโรค การมีงานทา และความต้องการที่จะมีมาตรฐานความเป็ นอยู่ที่ดีกว่าเดิม


22 ความต้องการทั้ง 2 ประการนั้น ล้วนต้องอาศัยการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น แนวคิดประการที่สอง เกี่ยวกับขีดจากัดของสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อม จะทาหน้าที่อย่าง น้อย 2 ประการ คือ 1. เป็ นผูใ้ ห้ทรัพยากรแก่กระบวนการพัฒนา 2. เป็ นที่รองรับของเสียจากกระบวนการพัฒนา ระบบสภาพแวดล้อมมีขีดจากัดในการให้ ทรัพยากร และมีขีดจากัดในการรองรับของเสีย ในกระบวนการพัฒนา ย่อมจะต้องนาเอาทรัพยากร สิ่ งแวดล้อมมาใช้ประโยชน์ และเมื่อมีการพัฒนา จะต้องมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางกายและชีวภาพเกิดขึ้นมากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่ ระดับเทคโนโลยีที่ใช้ แล้ว แต่ อตั ราและปริ มาณการใช้ประโยชน์ จาก ทรั พยากรธรรมชาติ และสิ่ ง แวดล้อ ม แล้ว แต่ ค วามสามารถในการบริ ห ารจัด การกับ ผลกระทบต่ อ สิ่ ง แวดล้อ มที่ อ าจเกิ ด ขึ้ น การพัฒ นาแบบยัง่ ยืน จะต้อ งไม่ ก ระทบต่ อ ความสามารถของคนรุ่ นต่อๆ ไป ที่จะมาใช้ประโยชน์ จะต้องไม่เกินศักยภาพที่ระบบนิ เวศ นั้นจะทาให้งอกงามและฟื้ นฟูข้ ึนมาใหม่ได้ ไม่เกินขอบขีดความสามารถ ที่ระบบนิ เวศจะ รองรับได้ และจะต้องไม่เกินขีดสมดุลของธรรมชาติ ปรี ชา เปี่ ยมพงศ์สาสนต์ (2539:221) แนวคิ ด ว่าด้ว ยการพัฒ นาแบบยัง่ ยืน เป็ น แนวความคิ ดที่ ได้รับความนิ ยมมากในปั จ จุ บัน ตามที่ UNFPA ได้รวบรวมค าอธิ บาย เกี่ยวกับการพัฒนาแบบยัง่ ยืนดังนี้ การพัฒนาแบบยัง่ ยืนเป็ นการพัฒนาที่กระจายประโยชน์ ของความก้ า วหน้ า ทางเศรษฐกิ จ ได้อ ย่ า งทั่ว ถึ ง ตลอดจนเป็ นการพัฒ นาที่ ป กป้ อง สิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่นและในระดับโลกโดยรวมเพื่อชนรุ่ นหลัง และเป็ นการพัฒนาที่ ทาให้คุณภาพชีวิตดีข้ ึนอย่างแท้จริ ง แนวคิดดังกล่าวเป็ นการจุดประกายแห่งการรักษามรดก ทางทรัพยากรทางธรรมชาติ การทาให้คุณภาพของชีวิตมนุ ษย์ดีข้ ึน ในลักษณะเศรษฐกิจ แบบยั่ง ยื น เป็ นเศรษฐกิ จที่ ไม่ ก่ อให้ เ กิ ดผลกระทบต่ อระบบนิ เวศและรั กษา ทรัพยากรธรรมชาติไว้ได้ ซึ่งเป็ นการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพในระบบของเศรษฐกิจใน ภาวะที่มีดุ ลยภาพทางระบบนิ เวศวิทยา ประเด็นนี้ น่ าจะพิจารณาว่า ความยัง่ ยืนนั้นอยู่ที่


23 ระดับ (Level) ของการนาเอาทรัพยากรทางธรรมชาติไปใช้ ยิ่งในสภาวะปั จ จุบนั ที่การ เปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ที่เน้นในเรื่ องคุณภาพจึงเป็ นปั ญหาว่าเท่ าที่ทรั พยากรมีอยู่ ณ ปัจจุบนั และการนาไปใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุ ษย์น้ นั ทาอย่างไรจึงจะเกิด การเปลี่ ยนแปลงน้อ ยที่ สุ ด จากประเด็ น นี้ น่ า จะน าไปสู่ ประเด็ น อื่ น ๆ ที่ เ กี่ ย วข้องกับ เศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม ประชากรกับการพัฒนาแบบยัง่ ยืน เกื้อ วงค์บุญสิน (2538-70) ประชากรของประเทศนับว่าเป็ นปัจจัยหลักสาหรับการ พัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเห็นได้จากนโยบายการพัฒนาประเทศ มุ่งที่ จะลดภาวะการเจริ ญพันธุ์ แต่บางครั้งเกิดความขัดแย้งในตัว เพราะการลดภาวะการเจริ ญ พันธุ์มีผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรื อไม่ ประเด็นนี้ ควรศึกษาเช่นเดียวกัน เนื่ องจากโครงสร้างทางเศรษฐกิ จและสังคมนั้น ล้วนต้องอาศัย ทุนมนุ ษย์ ความไม่มีการ ควบคุ มนั้น จะน ามาซึ่งความยากจน หากรั ฐไม่มีงบประมาณเพีย งพอที่ จ ะมาจัด สรรสิ่ ง อานวยความสะดวกขั้นพื้นฐานให้ ในขณะเดียวกันหากประชากรในประเทศได้รับการ จัดสรรทางการศึกษาจากรัฐเป็ นอย่างดี ส่งผลให้มีรายได้มีโอกาสที่ดีกว่าด้านอาชีพ เหล่านี้ ล้ว นส่ ง ให้สุข ภาพของประชาชนดี ข้ ึ น และอัต ราการตายของทารกก็อยู่ใ นระดับต่ า มี แรงงานที่ มีคุ ณ ภาพ สตรี มีฐานทางการเงิ น สุ ข ภาพดี กลายมาเป็ นตัว ก าหนดให้ระดับ ภาวะการเจริ ญพัน ธุ์ค งสู งอยู่ ดังนั้น ความยากจนและอัต ราการเจริ ญ พัน ธุ์สัม พัน ธ์ก ับ โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม อาจกล่าวได้ว่าการพัฒนามีความเป็ นไปได้หากมีอตั รา การเจริ ญพัน ธุ์ลดลง โดยกลุ่มประเทศในโลกที่ สามซึ่ งควรด าเนิ น การไปพร้ อมๆ กับ นโยบายการวางแผนครอบครัว การสาธารณสุข การพัฒนาชนบทและการศึกษา ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพือ่ การพัฒนาที่ยงั่ ยืน วัฒ นา สุ ว รรณ, แสง จัน เจริ ญ (2536:197-199) นัก เศรษฐศาสตร์ ส่ว นหนึ่ ง มี ความเห็นว่า ความเจริ ญเติบโตทางเศรษฐกิจมิได้เพิ่มสวัสดิการความเป็ นอยูข่ องประชาชน แต่กลับทาให้สวัสดิการเลวลง ประเด็นที่เป็ นข้อโต้แย้งของการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ วของ ประชากรและผลผลิตคือ จะทาให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ สูญพันธ์ไป กล่าวได้ว่าสิ่ งต่ างๆ ในโลกนี้ มีคงที่และจะเริ่ มขาดแคลนเมื่อมีความเจริ ญเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น อุปสงค์ต่ออาหาร


24 ที่เพิ่มขึ้นของประชากรกลุ่มที่มงั่ คัง่ ร่ ารวยเป็ นเหตุให้ชาวนาต้องใช้ดินทุกตารางนิ้ วอย่างมี ประสิทธิภาพ แต่ความจริ งมีอยูว่ ่า ที่ดินมีคงที่การเพิ่มขึ้นของประชากรและผลผลิตจะทา ให้ราคาของผลผลิตสูงขึ้น และกระตุน้ ให้เจ้าของที่ดินเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ให้สูงขึ้น Mishan ได้เสนอให้เห็ น ความแตกต่ างระหว่างค าว่า Modernists และ Environmentalists พวก Modernists ต้องการบริ โภคสินค้าและบริ การให้ได้มากที่สุด ฉะนั้นพวกนี้ จะชอบนโยบาย ทุกนโยบายที่ทาให้อตั ราการเจริ ญเติบโตของผลผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น พวกเขาไม่สนใจ ต่อคุณ ภาพชี วิต เช่ น เสี ยงรบกวนและความสับสนวุ่นวายของการด ารงชีวิต ส่ ว นพวก Environmentalists เต็มใจที่จะสละความสะดวกสบายที่ได้รับจากผลผลิตของเทคโนโลยี ใหม่ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขมากขึ้น จากทัศนะที่ให้ไว้ขา้ งต้นจะเห็นว่าความขัดแย้งระหว่างนักเศรษฐศาสตร์ สมัยนิ ยม ที่เร่ งการผลิตกระตุน้ การบริ โภค การลงทุนเพื่อตอบสนองการบริ โภคกับนักอนุรักษ์นิยมที่ เรี ยกร้องความคงอยูข่ องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่มาถึงปัจจุบนั การพัฒนาได้ มาถึงจุดตีบตัน สองแนวความคิดดังกล่าวควรประสานความคิดหาทางออกจากจุดวิกฤต ทางการพัฒนา สิ่งจาเป็ นคือ การปรับยุทธศาสตร์ การพัฒนา ซึ่งจะต้องมุ่งไปยังเรื่ องความ มัน่ คงและเสถียรภาพทางนิเวศ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยเรื่ องการปรับปรุ งชีวิตของผู้ ยากไร้ทางด้านเศรษฐกิจสังคม ซึ่งจะต้องมีพ้ืนฐานการพัฒนายัง่ ยืนยาวนาน (Sustainable Development) มีอยูส่ องมิติดว้ ยกันคือ 1. สนองความต้องการของมวลชนผูย้ ากไร้ในชนบทและในเมือง 2. วางขีดทางนิ เวศให้แก่กระบวนการพัฒนา เพื่อพิทกั ษ์รักษาฐานทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

เศรษฐกิจพอเพียง จุดเริ่มต้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ผลจากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ ความทัน สมัย ได้ก่อให้เกิ ด การ เปลี่ ยนแปลงแก่ สัง คมไทยอย่างมากในทุ ก ด้าน ไม่ ว่า จะเป็ นด้านเศรษฐกิ จ การเมือ ง


25 วัฒ นธรรม สังคมและสิ่ งแวดล้อ ม อี ก ทั้งกระบวนการของความเปลี่ ย นแปลงมี ค วาม สลับซับ ซ้อนจนยากที่ จ ะอธิ บายในเชิ งสาเหตุ และผลลัพธ์ได้ เพราะการเปลี่ย นแปลง ทั้งหมดต่ างเป็ นปั จจัยเชื่ อมโยงซึ่งกันและกัน สาหรับผลของการพัฒนาในด้านบวกนั้น ได้แก่ การเพิ่ มขึ้ นของอัต ราการเจริ ญเติ บ โตทางเศรษฐกิ จ ความเจริ ญทางวัต ถุ และ สาธารณูปโภคต่างๆ ระบบสื่อสารที่ทนั สมัย หรื อการขยายปริ มาณและกระจายการศึกษา อย่า งทั่ว ถึ งมากขึ้ น แต่ ผ ลด้านบวกเหล่ านี้ ส่ ว นใหญ่ ก ระจายไปถึ งคนในชนบท หรื อ ผูด้ อ้ ยโอกาสในสังคมน้อย แต่ว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เกิดผลลบติดตาม มาด้วย เช่น การขยายตัวของรัฐ เข้าไปในชนบท ได้ส่งผลให้ชนบทเกิดความอ่อนแอใน หลายด้าน ทั้งการต้องพึ่งพิงตลาดและพ่อค้าคนกลางในการสัง่ สิ นค้าทุน ความเสื่ อมโทรม ของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบความสัมพันธ์แบบเครื อญาติ และการรวมกลุ่มกัน ตาม ประเพณี เพื่ อ การจัด การทรั พ ยากรที่ เ คยมี อ ยู่แ ต่ เ ดิ ม แตกสลายลง ภู มิค ว ามรู้ ที่ เคยใช้ แก้ปัญหาและสัง่ สมปรับเปลี่ยนกันมาถูกลืมเลือนและเริ่ มสูญหายไป สิ่ งสาคัญ ก็คือ ความ พอเพียงในการดารงชีวิต ซึ่งเป็ นเงื่ อนไขพื้นฐานที่ ทาให้คนไทยสามารถพึ่งตนเอง และ ดาเนิ นชีวิตไปได้อย่างมีศกั ดิ์ศรี ภายใต้อานาจและความมีอิสระในการกาหนดชะตาชีวิต ของตนเอง ความสามารถในการควบคุมและจัดการเพื่อให้ตนเองได้รับการสนองตอบต่อ ความต้องการต่ างๆ รวมทั้งความสามารถในการจัด การปั ญหาต่างๆ ได้ดว้ ยตนเอง ซึ่ ง ทั้ง หมดนี้ ถือ ว่า เป็ นศัก ยภาพพื้ น ฐานที่ ค นไทยและสังคมไทยเคยมี อยู่แต่ เดิ ม ต้อ งถูก กระทบกระเทือน ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหาฟองสบู่และปัญหาความอ่อนแอของชนบท รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ล้วนแต่เป็ นข้อพิสูจน์และยืนยันปรากฏการณ์น้ ีได้เป็ นอย่างดี เศรษฐกิ จพอเพียง เป็ นปรัชญาที่ช้ ีแนวทางการดารงชีวิต ที่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยูห่ วั รัชการที่9 มีพระราชดารัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 เป็ นต้นมา และถูกพูด ถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เพื่อเป็ นแนวทางการแก้ไขปั ญหาเศรษฐกิจ ของประเทศไทย ให้สามารถดารงอยู่ได้อย่างมัน่ คงและยัง่ ยืนในกระแสโลกาภิวฒั น์และ ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทต่อการกาหนดอุดมการณ์การพัฒนาของประเทศ โดย ปัญญาชนในสังคมไทยหลายท่านได้ร่วมแสดงความคิดเห็น อย่างเช่น ศ.นพ.ประเวศ วะสี , ศ.เสน่ ห์ จามริ ก , ศ.อภิชัย พัน ธเสน, และศ.ฉัตรทิพย์ นาถสุ ภ า โดยเชื่อมโยงแนวคิ ด เศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งเคยถูกเสนอมาก่อนหน้าโดยองค์กรพัฒนา


26 เอกชนจานวนหนึ่งนับตั้งแต่พุทธทศวรรษ 2520 และได้ช่วยให้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เป็ นที่รู้จกั อย่างกว้างขวางในสังคมไทย ส านั ก งานคณะกรรมการพัฒ นาการเศรษฐกิ จ และสั ง คมแห่ ง ชาติ ไ ด้เ ชิ ญ ผูท้ รงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่น ๆ มาร่ วมกันประมวลและกลัน่ กรองพระราช ดารัสเรื่ องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่ งชาติ ฉบับที่ 9 และได้จ ัด ทาเป็ นบทความเรื่ อง "ปรั ชญาของเศรษฐกิ จ พอเพียง" และได้น าความกราบ บังคลทูลพระกรุ ณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2542 โดยทรงพระกรุ ณาปรั บ ปรุ งแก้ไ ขพระราชทานและทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุ ญาตให้น าบทความที่ ทรงแก้ไขแล้ว ไปเผยแพร่ เพื่อเป็ น แนวทางปฏิบตั ิของสานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและทุก ฝ่ ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนโดยทัว่ ไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้รับการเชิดชูเป็ นอย่างสูงจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็ นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ และสนับสนุ นให้ประเทศ สมาชิกยึดเป็ นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยัง่ ยืน โดยมีนกั วิชาการและนักเศรษฐศาสตร์หลาย คนเห็นด้วยกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง แต่ในขณะเดียวกัน บางสื่ อได้มีการตั้งคาถามถึง การยกย่องขององค์การสหประชาชาติ รวมทั้งความน่ าเชื่อถือของรายงานศึกษาและท่าที ขององค์การ ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบด้ วยคุณสมบัติ ดังนี้ 1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ที่ไม่น้อยเกิ น ไปและไม่มากเกิ น ไป โดยไม่ เบียดเบียนตนเองและผูอ้ ื่น เช่น การผลิตและการบริ โภคที่อยูใ่ นระดับพอประมาณ 2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสิ นใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็ นไป อย่างมีเหตุ ผล โดยพิจ ารณาจากเหตุ ปัจ จัยที่เกี่ ยวข้อง ตลอดจนค านึ งถึงผลที่ ค าดว่าจะ เกิดขึ้นจากการกระทานั้นๆ อย่างรอบคอบ


27 3. ภูมิคุ ้มกัน หมายถึง การเตรี ยมตัวให้พร้อมรั บผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้าน ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคานึงถึงความเป็ นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นใน อนาคต ทฤษฎีใหม่ 1. มีการบริ หารและจัดแบ่งที่ดินแปลงเล็กออกเป็ นสัดส่วนที่ชดั เจน เพื่อประโยชน์สูงสุ ด ของเกษตรกร ซึ่งไม่เคยมีใครคิดมาก่อน 2. มีก ารคานวณโดยใช้หลักวิชาการเกี่ย วกับปริ มาณน้ าที่จ ะกักเก็บให้พอเพียงต่อการ เพาะปลูกได้อย่างเหมาะสมตลอดปี 3. มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบสาหรับเกษตรกรรายย่อย โดยมีถึง 3 ขั้นตอน ทฤษฎีใหม่ข้นั ต้น ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็ น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30: 30: 30: 10 พื้นที่ส่วนที่หนึ่ง ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ าเพื่อใช้เก็บกักน้ าฝนในฤดูฝน และใช้เสริ มการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์และพืชน้ าต่างๆ พื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ 30% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็ นอาหารประจาวัน สาหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้ พื้ น ที่ ส่ ว นที่ ส าม ประมาณ 30% ให้ป ลูก ไม้ผ ล ไม้ยืน ต้น พื ช ผัก พื ช ไร่ พื ช สมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็ นอาหารประจาวัน หากเหลือบริ โภคก็นาไปจาหน่าย พื้นที่ส่วนที่สี่ ประมาณ 10% เป็ นที่อยูอ่ าศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง และโรงเรื อน อื่นๆ


28 ทฤษฎีใหม่ข้นั ที่สอง เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบตั ิในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ตอ้ ง เริ่ มขั้น ที่ สอง คื อให้เกษตรกรรวมพลังกัน ในรู ปกลุ่มหรื อสหกรณ์ ร่ ว มแรงร่ ว มใจกัน ดาเนินการในด้าน 1. การผลิต (พันธุพ์ ืช เตรี ยมดิน ชลประทาน ฯลฯ) 2. การตลาด (ลานตากข้าว ยุง้ เครื่ องสีขา้ ว การจาหน่ายผลผลิต 3. การเป็ นอยู่ (กะปิ น้ าปลา อาหาร เครื่ องนุ่งห่ม ฯลฯ) 4. สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู)้ 5. การศึกษา (โรงเรี ยน ทุนการศึกษา) 6. สังคมและศาสนา ทฤษฎีใหม่ข้ันที่สาม เมื่อดาเนิ นการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกร หรื อกลุ่มเกษตรกรก็ค วรพัฒนา ก้าวหน้าไปสู่ ข้ นั ที่ สามต่ อไป คือติ ด ต่อประสานงาน เพื่อจัด หาทุ น หรื อแหล่งเงิ น เช่ น ธนาคาร หรื อบริ ษทั ห้างร้านเอกชน มาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้ง ฝ่ ายเกษตรกรและฝ่ ายธนาคาร หรื อบริ ษทั เอกชนจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ - เกษตรกรขายข้าวได้ราคาสูง (ไม่ถกู กดราคา) - ธนาคารหรื อบริ ษทั เอกชนสามารถซื้อข้าวบริ โภคในราคาต่า (ซื้อข้าวเปลือกตรงจาก เกษตรกรและมาสีเอง)


29 - เกษตรกรซื้อเครื่ องอุปโภคบริ โภคได้ในราคาต่า เพราะรวมกันซื้อเป็ นจานวนมาก (เป็ น ร้านสหกรณ์ราคาขายส่ง) - ธนาคารหรื อบริ ษทั เอกชน จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดาเนิ นการในกิจกรรม ต่างๆ ให้เกิดผลดียงิ่ ขึ้น ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรงชี้แนะแนว ทางการดาเนิ นชีวิตและการปฏิบตั ิแก่ประชาชน โดยยึดหลัก “ทางสายกลาง” ท่ามกลาง มรสุมเศรษฐกิจที่ตอ้ งเผชิญอยูใ่ นปัจจุบนั สรุ ป ความหมายเศรษฐกิจพอเพียง ดังนี้ 1. ความมีเหตุผล คือ ตัดสินใจกระทาสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความพอเพียงต้องใช้เหตุผล และพิจารณาด้วยความรอบคอบ 2. ความพอเพียง คือ รู้จกั พอประมาณ พออยู่ พอมี พอกิน พอใช้ ประหยัด และไม่ เบียดเบียนตนเอง และผูอ้ ื่น 3. การมีภูมคิ ุม้ กันที่ดี คือ เตรี ยมใจให้พร้อมรับผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงที่จะ เกิดขึ้นในอนาคต 4. การมีความรู้ คือ นาความรู้มาใช้ในการวางแผนและดาเนินชีวิต 5. การมีคุณธรรม คือ มีความซื่อสัตย์สุจริ ต สามัคคี และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็ นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระ ราชดารัสชี้แนะแนวทาง การด าเนิ น ชีวิตแก่พสกนิ กรชาวไทย เป็ นปรัชญาชี้ถึงแนวการ ดารงอยู่ และปฏิบตั ิตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึง


30 ระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนา และบริ หารประเทศให้ดาเนิ นไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะ การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้กา้ วทันต่อโลกยุคโลกาภิวฒั น์ ชี้แนะแนวทางการดารงอยู่และ ปฏิบตั ิตนในทางที่ควรจะเป็ นโดยมีพ้ืนฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถ นามาประยุก ต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็ นการมองโลกเชิ งระบบที่มีก ารเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ เพื่อความมัน่ คงและความยัง่ ยืนของการ พัฒ นา ความพอเพียงหมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุ ผล รวมถึงความจาเป็ นที่ จะต้องมีระบบภูมิคุม้ กันในตัวที่ดี และต้องประกอบไปด้วยสองเงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบไปด้ วย 5 ส่ วน ดังนี้ ข้ อที่ 1. กรอบแนวคิด เป็ นปรัชญาที่ช้ ี แนะแนวทางการดารงอยู่ และปฏิบตั ิต น ในทางที่ ค วรจะเป็ น โดยมีพ้ืน ฐานมาจากวิ ถีชีวิต ดั้งเดิ มของสังคมไทย สามารถน ามา ประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลและเป็ นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเป็ นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยูต่ ลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และวิกฤต เพื่อความมัน่ คง และควายัง่ ยืนของการพัฒนา ข้ อที่ 2. คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียง สามารถนามาประยุกต์ใช้กบั การปฏิบตั ิตน ได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบตั ิบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็ นขั้นตอน ข้ อที่ 3. คานิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ ดังนี้ 1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่นอ้ ยเกินไป และไม่มากเกินไปโดย ไม่ เ บี ย ดเบี ย นตนเอง และผูอ้ ื่ น เช่ น การผลติ และการบริ โภคที่ อ ยู่ใ นระดับ พอประมาณ 2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัด สิ น ใจเกี่ ยวกับระดับของความพอเพีย งนั้น จะต้องเป็ นไปอย่า งมีเหตุ ผล โดยพิ จ ารณาจากเหตุ ปั จ จัยที่ เกี่ ยวข้องตลอดจน คานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทานั้น ๆ อย่างรอบคอบ


31 3. การมีภูมิคุม้ กันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรี ยมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และ การเปลี่ ย นแปลงด้า นต่ า ง ๆ ที่ จ ะเกิ ด ขึ้ นโดยค านึ ง ถึ ง ความเป็ นไปได้ข อง สถานการณ์ ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้ และไกล ข้ อ ที่ 4. เงื่ อ นไข การตัด สิ น ใจและการด าเนิ น กิ จ กรรมต่ าง ๆ ให้อยู่ ในระดับ พอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็ นพื้นฐาน 2 เงื่อนไข ดังนี้ 1. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้ เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆที่ เกี่ยวข้อ ง อย่างรอบด้านความรอบคอบที่จะนาความรู้เหล่านั้น มาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในขั้นปฏิบตั ิ 2. เงื่ อนไขคุ ณ ธรรม ที่ จ ะต้อ งเสริ มสร้ า งประกอบด้ว ย มี ค วามตระหนัก ใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริ ต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาใน การดาเนินชีวิต ข้ อที่ 5. แนวทางปฏิบัติ / ผลที่คาดว่ าจะได้ รับ จากการนาปรัชญาของเศรษฐกิ จ พอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุล และยัง่ ยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงใน ทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี นั่น คื อ หลัก แนวคิ ด และแนวทางเพื่ อการปฏิ บัติ ตามหลัก ปรั ชญาเศรษฐกิ จ พอเพียง ซึ่งไม่ว่าจะเป็ นบุคคล หรื อองค์กรต่างๆ สามารถปฏิบตั ิตามได้ พระราชดารัสเศรษฐกิจพอเพียง พระราชดารัสเศรษฐกิจพอเพียง เป็ นพระราชดารัสที่ช้ ีแนวทางการดารงชีวิต ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดารัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 เป็ นต้นมา และถูกพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เพื่อเป็ นแนว ทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย หรื อเรี ยกทัว่ ไปในประเทศไทยว่า วิกฤตต้มยากุง้ เป็ นช่วงวิกฤตการเงินซึ่งส่ งผลกระทบถึง หลายประเทศในทวีปเอเชีย เริ่ มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2540 ก่อให้เกิดความกลัวว่าจะ


32 เกิดการล่มสลายทางเศรษฐกิจทัว่ โลกเนื่ องจากการแพร่ ระบาดทางการเงินวิกฤตดังกล่าว เริ่ มขึ้นในประเทศไทย เมื่อค่าเงินบาทลดลงอย่างมากอันเกิดจากการตัดสิ นใจของรัฐบาลไทย ซึ่งมีพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็ นนายกรัฐมนตรี ที่ลอยตัวค่าเงินบาท ตัดการอิงเงินสกุ ลดอลล่าร์ สหรัฐ หลังจากความพยายามทั้งหมดที่จะสนับสนุนค่าเงินบาทเมื่อเผชิญกับการแผ่ขยายแบบเกิน เลยทางการเงิน พระองค์ท่านจึ งได้ มี พระราชด ารั สเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป็ นแนวทางในการ ดารงชีวิต แก่คนไทย ดังต่อไปนี้ พระราชดารัสเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว พระราชทาน ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2541 “เศรษฐกิจพอเพียง... จะทาความเจริ ญ ให้แก่ประเทศได้แต่ตอ้ งมีความเพียร แล้วต้องอดทนต้องไม่ใจร้อน ต้องไม่พูดมาก ต้องไม่ ทะเลาะกันถ้าทาโดยเข้าใจกัน เชื่อว่าทุกคนจะมีความพอใจได้...” พระราชดารัสเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั จากวารสารชัย พัฒนา "เศรษฐกิจพอเพียงเป็ นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมัน่ คงของแผ่นดิน เปรี ยบเสมือนเสาเข็มที่ถกู ตอกรองรับบ้านเรื อนตัวอาคารไว้นนั่ เองสิ่งก่อสร้างจะมัน่ คงได้ก็ อยูท่ ี่เสาเข็มแต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ าไป" ความเข้ าใจของคนส่ วนมากต่อเศรษฐกิจพอเพียง คนส่วนมากมักเข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็ นเรื่ องของเกษตรกรเท่านั้น ซึ่งแท้จริ ง ผูป้ ระกอบอาชีพอื่น ก็สามารถนาเอาแนวพระราชดารัสไปประยุกต์ใช้ได้ท้งั สิ้น "ผูท้ ี่เป็ นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม ก็สามารถนามาประยุกต์ใช้โดยเน้นการผลิต ด้านการเกษตรอย่า งต่ อเนื่ อง และไม้ควรทาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เกิน ไป เพราะหาก ขนาดใหญ่เกินไป ก็จะต้องพึ่งพิงสินค้าวัตถุดิบและเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามาผลิต สิ น ค้า ต้องคานึ งถึงสิ่ งที่อยู่ในประเทศไทยก่อน เพื่ อให้ไม่ต ้องพึ่งพิงต่างชาติ อย่างเช่ น ปัจจุบนั ผูท้ ี่เป็ นเกษตรกร หากมีความพอประมาณในใจตน ไม่นึกแต่จะซื้อรถคันใหม่ หรื อ


33 เครื่ องมืออานวยความสะดวกอยูร่ ่ าไป ก็จะมีความสุ ข" เศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็ นพระราช ดารัสที่พระราชทานให้ประชาชนด าเนิ น ตามวิถีชีวิตแห่ งการดารงชีพที่ ส มบูรณ์ โดยมี ธรรมะเป็ นเครื่ องกากับ และมีใจตนเป็ นสาคัญ ซึ่งก็คือวิถีชีวิตไทย ที่ยดึ ทางสายกลาง ของ ความพอดี หลักการและแนวทางสาคัญ 1. เป็ นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ ประหยัดก่อน ทั้งนี้ ชุมชนต้องมีความสามัคคี ร่ วมมือร่ วมใจในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทานองเดียวกับการ “ลงแขก” แบบดั้งเดิมเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานด้วย 2. เนื่ องจากข้า วเป็ นปั จ จัย หลัก ที่ ทุ ก ครั ว เรื อนจะต้อ งบริ โ ภค ดัง นั้น จึ งประมาณว่ า ครอบครัวหนึ่งทานาประมาณ 5 ไร่ จะทาให้มีขา้ วพอกินตลอดปี โดยไม่ตอ้ งซื้อหาในราคา แพง เพื่อยึดหลักพึ่งตนเองได้อย่างมีอิสรภาพ 3. ต้องมีน้ าเพื่อการเพาะปลูกสารองไว้ใช้ในฤดูแล้ง หรื อระยะฝนทิ้งช่วงได้อย่างพอเพียง ดังนั้น จึงจาเป็ นต้องกัน ที่ดินส่ ว นหนึ่ งไว้ขุด สระน้ า โดยมีหลัก ว่าต้องมีน้ าเพียงพอที่จ ะ เพาะปลูกได้ตลอดปี ทั้งนี้ ได้พระราชทานพระราชด าริ เป็ นแนวทางว่า ต้องมีน้ า 1,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อการเพาะปลูก 1 ไร่ โดยประมาณ ฉะนั้น เมื่อทานา 5 ไร่ ทาพืชไร่ หรื อไม้ ผลอีก 5 ไร่ (รวมเป็ น 10 ไร่ ) จะต้องมีน้ า 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ดังนั้น หากตั้งสมมติฐานว่า มีพ้นื ที่ 5 ไร่ ก็จะสามารถกาหนดสูตรคร่ าวๆ ว่า แต่ละ แปลง ประกอบด้วย - นาข้าว 5 ไร่ - พืชไร่ พืชสวน 5 ไร่ - สระน้ า 3 ไร่ ขุดลึก 4 เมตร จุน้ าได้ประมาณ 19,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็ นปริ มาณน้ าที่ เพียงพอที่จะสารองไว้ใช้ยามฤดูแล้ง


34 - ที่อยู่อาศัยและอื่นๆ 2 ไร่ รวมทั้งหมด 15 ไร่ แต่ท้ งั นี้ ขนาดของสระเก็บน้ าขึ้นอยู่กบั สภาพภูมิประเทศและสภาพแวดล้อม ดังนี้ - ถ้าเป็ นพื้นที่ทาการเกษตรอาศัยน้ าฝน สระน้ าควรมีลกั ษณะลึก เพื่อป้ องกันไม่ให้น้ า ระเหยได้มากเกินไป ซึ่งจะทาให้มีน้ าใช้ตลอดทั้งปี - ถ้าเป็ นพื้นที่ทาการเกษตรในเขตชลประทาน สระน้ าอาจมีลกั ษณะลึก หรื อตื้ น และ แคบ หรื อกว้างก็ได้ โดยพิจารณาตามความเหมาะสม เพราะสามารถมีน้ ามาเติมอยูเ่ รื่ อยๆ การมีส ระเก็ บน้ าก็ เพื่อ ให้เกษตรกรมี น้ าใช้อ ย่า งสม่า เสมอทั้งปี (ทรงเรี ย กว่ า Regulator หมายถึง การควบคุ ม ให้ดี มี ร ะบบน้ าหมุน เวี ย นใช้เพื่ อ การเกษตรได้โ ดย ตลอดเวลาอย่างต่ อเนื่ อง) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าแล้งและระยะฝนทิ้ งช่ ว ง แต่ มิไ ด้ หมายความว่า เกษตรกรจะสามารถปลูกข้าวนาปรังได้ เพราะหากน้ าในสระเก็บน้ าไม่พอ ในกรณี มีเขื่อนอยูบ่ ริ เวณใกล้เคียงก็อาจจะต้องสูบน้ ามาจากเขื่อน ซึ่งจะทาให้น้ าในเขื่อน หมดได้ แต่เกษตรกรควรทานาในหน้าฝน และเมื่อถึงฤดูแล้ง หรื อฝนทิ้งช่วงให้เกษตรกร ใช้น้ าที่เก็บตุนนั้น ให้เกิด ประโยชน์ทางการเกษตรอย่างสูงสุ ด โดยพิจ ารณาปลูก พืชให้ เหมาะสมกับฤดูกาล เพื่อจะได้มีผลผลิตอื่นๆ ไว้บริ โภคและสามารถนาไปขายได้ตลอดทั้ง ปี 4. การจัดแบ่งแปลงที่ดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง คานวณและคานึงจากอัตราการถือครองที่ดินถัวเฉลี่ยครัวเรื อนละ 15 ไร่ อย่างไรก็ตาม หาก เกษตรกรมีพ้ืนที่ถือครองน้อยกว่านี้ หรื อมากกว่านี้ ก็สามารถใช้อตั ราส่ วน 30:30:30:10 เป็ นเกณฑ์ปรับใช้ได้ กล่าวคือร้อยละ 30 ส่ วนแรก ขุดสระน้ า (สามารถเลี้ยงปลา ปลูกพืช น้ า เช่น ผักบุง้ ผักกะเฉด ฯลฯ ได้ดว้ ย) บนสระอาจสร้างเล้าไก่และบนขอบสระน้ าอาจปลูก ไม้ยืน ต้น ที่ไม่ใช้น้ ามากโดยรอบได้ ร้ อยละ 30 ส่ วนที่สอง ทานา ร้อยละ30 ส่ วนที่สาม ปลูกพืชไร่ พืชสวน (ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย ไม้เพื่อเป็ นเชื้อฟื น ไม้สร้างบ้าน พืชไร่ พืชผัก สมุนไพร เป็ นต้น) ร้อยละ 10 สุดท้าย เป็ นที่อยูอ่ าศัยและอื่นๆ (ทางเดิน คันดิน กอง ฟาง ลานตาก กองปุ๋ ยหมัก โรงเรื อน โรงเพาะเห็ด คอกสัตว์ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชสวนครัว หลังบ้าน เป็ นต้น)


35 อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนดังกล่าวเป็ นสูตร หรื อหลักการโดยประมาณเท่านั้น สามารถ ปรับปรุ งเปลี่ย นแปลงได้ตามความเหมาะสม โดยขึ้น อยู่กบั สภาพของพื้นที่ ดิน ปริ มาณ น้ าฝน และสภาพแวดล้อม เช่น ในกรณี ภาคใต้ที่มีฝนตกชุก หรื อพื้นที่ที่มีแหล่งน้ ามาเติม สระได้ต่ อเนื่ อง ก็อาจลดขนาดของบ่ อ หรื อสระเก็ บน้ า ให้เ ล็ก ลง เพื่อเก็บพื้ น ที่ ไ ว้ใ ช้ ประโยชน์อื่นต่อไปได้ 5. การดาเนิ น การตามทฤษฎีใหม่ มีปัจจัยประกอบหลายประการ ขึ้ นอยู่ก ับสภาพภูมิ ประเทศ สภาพแวดล้อมของแต่ ละท้องถิ่น ดังนั้น เกษตรกรควรขอรั บค าแนะน าจาก เจ้าหน้าที่ดว้ ย และที่สาคัญ คือ ราคาการลงทุนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิง่ การขุดสระน้ า เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากส่วนราชการ มูลนิธิ และเอกชน 6. ในระหว่างการขุดสระน้ า จะมีดินที่ถกู ขุดขึ้ นมาจานวนมาก หน้าดินซึ่งเป็ นดินดี ควร นาไปกองไว้ต่างหากเพื่อนามาใช้ประโยชน์ในการปลูก พืชต่างๆ ในภายหลัง โดยนามา เกลี่ยคลุมดินชั้นล่างที่เป็ นดินไม่ดี หรื ออาจนามาถมทาขอบสระน้ า หรื อยกร่ องสาหรับปลูก ไม้ผลก็จะได้ประโยชน์อีกทางหนึ่ง ตัวอย่างพืชที่ควรปลูกและสัตว์ที่ควรเลีย้ ง ไม้ผลและผักยืนต้น : มะม่วง มะพร้าว มะขาม ขนุ น ละมุด ส้ม กล้วย น้อยหน่ า มะละกอ กะท้อน แคบ้าน มะรุ ม สะเดา ขี้เหล็ก กระถิน ฯลฯ ผักล้มลุกและดอกไม้ : มันเทศ เผือก ถัว่ ฝักยาว มะเขือ มะลิ ดาวเรื อง บานไม่รู้โรย กุหลาบ รัก และซ่อนกลิ่น เป็ นต้น เห็ด : เห็ดนางฟ้ า เห็ดฟาง เห็ดเป๋ าฮื้อ เป็ นต้น สมุนไพรและเครื่ องเทศ : หมาก พลู พริ กไท บุ ก บัวบก มะเกลือ ชุมเห็ ด หญ้าแฝก และ พืชผักบางชนิด เช่น กะเพรา โหระพา สะระแหน่ แมงลัก และตะไคร้ เป็ นต้น


36 ไม้ใช้สอยและเชื้ อเพลิง : ไผ่ มะพร้าว ตาล กระถินณรงค์ มะขามเทศ สะแก ทองหลาง จามจุรี กระถิน สะเดา ขี้เหล็ก ประดู่ ชิงชัน และยางนา เป็ นต้น พืชไร่ : ข้าวโพด ถัว่ เหลือง ถัว่ ลิสง ถัว่ พุ่ม ถัว่ มะแฮะ อ้อย มันสาปะหลัง ละหุ่ง นุ่ น เป็ นต้น พืชไร่ หลายชนิดอาจเก็บเกี่ยวเมื่อผลผลิตยังสดอยู่ และจาหน่ายเป็ นพืชประเภทผักได้ และมี ราคาดีกว่าเก็บเมื่อแก่ ได้แก่ ข้าวโพด ถัวเหลือง ถัว่ ลิสง ถัว่ พุ่ม ถัว่ มะแฮะ อ้อย และมัน สาปะหลัง พืชบารุ งดินและพืชคลุมดิน : ถัว่ มะแฮะ ถัว่ ฮามาต้า โสนแอฟริ กนั โสนพื้นเมือง ปอเทือง ถัว่ พร้า ขี้เหล็ก กระถิน รวมทั้งถัว่ เขียวและถัว่ พุ่ม เป็ นต้น และเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วไถกลบลง ไปเพื่อบารุ งดินได้ หมายเหตุ : พืชหลายชนิดใช้ทาประโยชน์ได้มากกว่าหนึ่งชนิ ด และการเลือกปลูก พืชควรเน้นพืชยืนต้นด้วย เพราะการดูแลรักษาในระยะหลังจะลดน้อยลง มีผลผลิตทยอย ออกตลอดปี ควรเลือกพืชยืนต้นชนิดต่างๆ กัน ให้ความร่ มเย็นและชุ่มชื้นกับที่อยูอ่ าศัยและ สิ่ ง แวดล้อ ม และควรเลื อ กต้น ไม้ใ ห้ส อดคล้อ งกับสภาพของพื้น ที่ เช่ น ไม่ ค วรปลูก ยูคาลิปตัสบริ เวณขอบสระ ควรเป็ นไม้ผลแทน เป็ นต้น สัตว์เลี้ยงอื่นๆ ได้แก่ สัตว์น้ า : ปลาไน ปลานิ ล ปลาตะเพียนขาว ปลาดุก เพื่อเป็ นอาหารเสริ มประเภทโปรตีน และยังสามารถนาไปจาหน่ ายเป็ นรายได้เสริ มได้อีกด้วย ในบางพื้นที่สามารถเลี้ยงกบได้ สุกร หรื อ ไก่ เลี้ยงบนขอบสระน้ า ทั้งนี้ มูลสุ กรและไก่สามารถนามาเป็ นอาหารปลา บาง แห่งอาจเลี้ยงเป็ ดได้ ประโยชน์ ของทฤษฎีใหม่ 1. ให้ประชาชนพออยู่พอกินสมควรแก่อตั ภาพในระดับที่ประหยัด ไม่อดอยาก และเลี้ยง ตนเองได้ตามหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง”


37 2. ในหน้าแล้งมีน้ าน้อย ก็สามารถเอาน้ าที่เก็บไว้ในสระมาปลูกพืชผักต่างๆ ที่ใช้น้ าน้อยได้ โดยไม่ตอ้ งเบียดเบียนชลประทาน 3. ในปี ที่ ฝนตกตามฤดูก าลโดยมีน้ าดีต ลอดปี ทฤษฎี ใหม่น้ ี สามารถสร้ างรายได้ให้แก่ เกษตรกรได้โดยไม่เดือดร้อนในเรื่ องค่าใช้จ่ายต่างๆ 4. ในกรณี ที่เกิดอุทกภัย เกษตรกรสามารถที่จะฟื้ นตัวและช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ ง โดย ทางราชการไม่ตอ้ งช่วยเหลือมากนัก ซึ่งเป็ นการประหยัดงบประมาณด้วย

หลักการพึง่ ตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง หลักการการพึง่ พาตนเอง กนกกาญจน์ ฉวีวงศ์ (2552: 31 อ้างถึง สุ เมธ ตันติเวชกุล, 2543: 2) ซึ่งกล่าวว่า การ พึ่งตนเองหมายถึง ความสามารถในการดารงชีวิตอยูไ่ ด้อย่างไม่เดือดร้อน ยึดทางสายกลาง ในการดารงชีวิต และสามารถพึ่งตนเองได้ และแบ่งหลักการการพึ่งพาตนเองโดยยึดหลัก สาคัญเป็ น 5 ด้านดังนี้ 1. ด้านจิตใจ การพึ่งตนเองด้านจิตใจ หมายถึง ต้องเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้ มีจิตสานึ กที่ดี เอื้อ อาทร ประนีประนอมนึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวม 2. ด้านสังคม การพึ่งตนเองด้า นสัง คมหมายถึง การช่ ว ยเหลื อเกื้ อกูล กัน ความสามารถในการ ช่ ว ยเหลือ เกื้ อกูลกัน สร้ า งความเข้มแข็งให้แ ก่ ชุมชน รู้ จ ัก ผนึ ก ก าลัง และที่ สาคัญ มี กระบวนการเรี ยนรู้ที่เกิดจากฐานรากที่มนั่ คงและแข็งแรง


38 3. ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การพึ่งตนเองด้านทรั พยากรธรรมชาติ และสิ่ งแวดล้อมหมา���ถึง การใช้และจัดการ ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด พร้อมทั้งหาทางเพิ่มคุณค่า โดยยึดอยูบ่ นหลักของความยัง่ ยืน 4. ด้านเทคโนโลยี การพึ่งตนเองทางเทคโนโลยีว่าหมายถึง การเลือกใช้เฉพาะสิ่ งที่สอดคล้องกับความ ต้องการ และสภาพแวดล้อม และการพัฒนาเทคโนโลยีของเราด้วย 5. ด้านเศรษฐกิจ การพึ่งตนเองด้านเศรษฐกิจ หมายถึง สามารถอยู่ได้ดว้ ยตนเองในระดับเบื้ องต้น กล่าวคือ แม้ไม่มีเงินก็ยงั มีขา้ ว ปลา ผัก ผลไม้ ในท้องถิ่นของตนเองเพื่อการยังชีพ ซึ่ง นาไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระดับมหภาคต่อไปได้ แนวคิดการพัฒนาเพือ่ พึง่ ตนเองของเกษตรกรอันเนื่องมาจากพระราชดาริ (Self-reliance) แนวพระราชดาริ เกี่ยวกับการส่ งเสริ มชุมชนหรื อการพัฒนาชนบทที่สาคัญๆ คื อ การที่ทรงมุ่งช่วยเหลือพัฒนา คือ การที่ทรงมุ่งช่วยเหลือพัฒนาให้เกิดการพึ่งตนเองได้ของ คนในชนบทเป็ นหลัก กิจกรรมและโครงการตามแนวพระราชดาริ ที่ดาเนิ นการอยู่หลาย พื้นที่ทั่วประเทศในปั จจุ บนั นั้น ล้วนแล้วแต่ มีเป้ าหมายสุ ดท้ายอยู่ที่การพึ่งตนเองได้ของ ราษฎรทั้งสิ้น ในการพัฒนาทั้งด้านอาชีพและส่งเสริ มการเกษตร ให้เกษตรกรสามารดารงชีพอยู่ ได้อย่างมัน่ คงเป็ นปึ กแผ่นนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรงดาเนินการแนะนาสาธิตให้ ประชาชนดาเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาทเป็ นไปตามหลักการพัฒนาสังคมชุมชนอย่าง แท้จริ ง กล่าวคือ ทรงมุ่งช่วยเหลือพัฒนาให้เกิดการพึ่งตนเองได้ของคนในชนบทเป็ นหลัก


39 ดังนั้น การที่ราษฎรในชนบทสามารถพึ่งตนเองได้มากยิง่ ขึ้นนั้น สืบเนื่ องจากแนว พระราชดาริ ดา้ นการพัฒนาที่ทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานแก่ เกษตรกรทั้งหลายประการ วิธีการพัฒนา 1. ทรงยึดหลักที่ไม่ใช้วิธีการสั่งการให้เกษตรกรปฏิบตั ิตาม เนื่ องจากไม่อาจช่วยให้คน เหล่านั้นพึ่งตนเองได้ เนื่องจากเป็ นการปฏิบตั ิงานโดยไม่ได้เกิดจากความพึงใจ ดังพระราช ดารัสความตอนหนึ่งว่า “..ดาริ คือ ความเห็นที่จะทา ไม่ใช่คาสัง่ แต่มนั เป็ นความเห็น มีทฤษฎีอะไรต้องบอก ออกมา ฟังได้ฟัง ชอบใจก็เอาไปได้ ใครไม่ชอบก็ไม่เป็ นไร...” 2. ทรงเน้น ให้พ่ ึง ตนเองและช่ ว ยเหลื อตนเองเป็ นหลัก ส าคัญ พระบาทสมเด็ จ พระ เจ้าอยู่หัว มัก จะทรงทาหน้าที่ ก ระตุ ้น ให้เกษตรกรทั้งหลายคิ ด หาลู่ทางที่ จ ะช่ ว ยตนเอง พึ่งตนเองโดยไม่มีการบังคับการแสวงหาความร่ วมมือจากภายนอกต้องกระทาเมื่อจาเป็ น จริ งๆ ดังพระราชดารัสตอนหนึ่งที่ว่า “...คนทุกคน ไม่ว่าชาวกรุ งหรื อชาวชนบทไม่ว่ามีการศึกษามากหรื อน้อยอย่างไร ย่อม มี จิ ต ใจเป็ นอิ ส ระ มี ค วามคิ ด เห็ น มี ค วามพอใจ เป็ นของตนเอง ไม่ ช อบการบัง คับ นอกจากนั้นยังมีขนบธรรมเนียม มีแบบแผนเฉพาะเหล่ากันอีกด้วย...” 3. พระบาทสมเด็ จ พระเจ้า อยู่หัว ทรงใช้หลัก การมี ส่ว นร่ วมของประชาชน ( People Participation) เป็ นจุดหลักสาคัญในการพัฒนาตามโครงการอันเนื่ องมาจากพระราชดาริ ด้วยการดาเนินการเช่นนั้น จักช่วยให้ประชาชนสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในที่สุด ดังเคย มีพระราชดารั สในวโรกาสวันขึ้นปี ใหม่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2501 กับประชาชนชาวไทย ทั้งหลายว่า “...ภาระในการบริ หารนั้นจะประสบผลด้วยดียอ่ มต้องอาศัยความรักชาติ ความซื่อสัตย์ สุ จริ ต ความสมัค รสมานกลมเกลียวกัน ประกอบกับการร่ วมมือของประชาชนพลเมือง


40 ทัว่ ไป ข้าพเจ้าจึงหวังว่าท่านทั้งหลายคงจะพยายามปฏิบตั ิกรณี ยกิจในส่ วนของแต่ละท่าน ด้วยใจบริ สุทธิ์ โดยคานึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้เพื่อได้มาซึ่งความร่ มเย็นเป็ นสุ ขของ ประชาชนทัว่ ไปอันเป็ นยอดปรารถนาด้วยกันทั้งสิ้น... ” 4. หลักสาคัญอีกประการหนึ่ง ในการแนะนาประชาชนเกี่ยวกับโครงการอันเนื่ องมาจาก พระราชดาริ คือ ทรงใช้หลักประชาธิปไตยในการดาเนิ นการ เห็นได้ชดั เจนในทุกคราที่ เสด็จพระราชดาเนิ นไปทรงเยี่ยมเยียนประชาชนและเกษตรกรร้องทุกข์เกี่ยวกับปั ญหาที่ เกิดขึ้น หากเจ้าหน้าที่ทกั ท้วงสิ่ งใดทางวิชาการ กราบบังคมทูลแล้วก็ทรงรับฟังข้อสรุ ป อย่างเป็ นกลาง หากสิ่งใดที่เจ้าหน้าที่กราบบังคมทูลว่าปฏิบตั ิได้ แต่ผลลัพธ์อาจไม่คุม้ ค่ากับ เงินที่ลงไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงให้เปลี่ยนแปลงโครงการได้เสมอ เห็นได้ ชัดเจนจากพระราชดารัสศูนย์ศึกาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ว่า “...เป็ นสถานที่ที่ผทู้ างานในด้านพัฒนาจะไปทาอะไรอย่างที่เรี ยกว่า ทดลอง ก็ได้ และ เมื่อทดลองแล้ว จะทาให้ผอู้ ื่น ที่ ไม่ใช่ ผเู้ ชี่ ยวชาญในวิชานั้น สามารถเข้าใจว่าเขาทากัน อย่างไรเขาทาอะไรกัน...” และได้พระราชทานพระราชาธิบายเพิ่มเติมอีกว่า “...ฉะนั้น ศูน ย์ศึก ษาการพัฒ นานี้ ถ้าทาอะไรล้มเหลวต้องไม่ถือว่าเป็ นสิ่ งที่ ตอ้ งถูก ลงโทษ แต่เป็ นสิ่งที่แสดงว่าทาอย่างนั้นไม่เกิดผล...” 5. ทรงยึด หลัก สภาพของท้อ งถิ่ น เป็ นแนวทางในการด าเนิ น งานตามโครงการอัน เนื่ อ งมาจากพระราชด าริ ทั้ง ด้า นสภาพแวดล้อ ม ทางภู มิ ศ าสตร์ วัฒ นธรรม และ ขนบธรรมเนี ย มประเพณี ของแต่ ละท้องถิ่ น ในแต่ ละภูมิ ภ าคของประเทศ เพราะทรง ตระหนักดีกว่าการเปลี่ยนแปลงใดที่ดาเนิ นการโดยฉับพลันอาจก่อผลกระทบต่อค่านิ ยม ความคุน้ เคย และการดารงชีพในวิถีประชาเหล่านั้นเป็ นอย่างมาก ดังนั้นจึงพระราชทาน แนวคิดเรื่ องนี้ว่า “...การพัฒ นาจะต้องเป็ นไปตามภู มิ ประเทศของภูมิ ศาสตร์ และภูมิ ป ระเทศทาง สังคมศาสตร์ ในสังคมวิทยา ภูมิประเทศของสังคมวิทยาคื อ นิ สัยใจคอของคนเราจะไป


41 บังคับให้คนคิดอย่างอื่น ไม่ได้ แต่ถา้ เราเข้าไปแล้ว เราเข้าไปดูว่า เขาต้องการอะไรจริ งๆ แล้วก็อธิบายให้เขาเข้าใจหลักการของการพัฒนานี้ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิง่ ...” 6. พระราชดาริ ที่สาคัญประการหนึ่ง คือ การสร้างความแข็งแรงให้ชุมชน ด้วยการสร้าง โครงสร้างพื้นฐานหลักที่จาเป็ นต่อการผลิต อันจะเป็ นรากฐานนาไปสู่การพึ่งตนเองได้ใน ระยะยาว โครงสร้ า งพื้น ฐานที่ สาคัญ คื อ แหล่ งน้ า เพราะเป็ นปั จ จัย สาคัญ ที่ จ ะท าให้ เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ตอ้ งพึ่งพาอาศัยน้ าฝนจักได้มีโอกาสที่จะมีผลิตผลได้ตลอดปี ซึ่งเป็ น เงื่อนไขปัจจัยสาคัญยิง่ ที่จะทาให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ในเรื่ องอาหารได้ระดับหนึ่ ง และเมื่อ ชุมชนแข็งแรงพร้ อมดี แล้ว ก็อาจจะมีก ารสร้างโครงสร้ างพื้นฐานอื่น ๆ ที่ จาเป็ นต่อการ ยกระดับรายได้ของชุมชน เช่น เส้นทางคมนาคม ฯลฯ ซึ่งการพัฒนาในลักษณะที่เป็ นการ มุ่งเตรี ยมชุ มชนให้พร้อมต่อการติด ต่อสัมพันธ์ก ับโลกภายนอกอย่า งเป็ นขั้นตอนนี้ ทรง เรี ยกว่า การระเบิดจากข้างใน ซึ่งเรื่ องนี้พระองค์ทรงอธิบายว่า “...การพัฒนาประเทศจาเป็ นต้องทาตามลาดับขั้นตอน ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิ น พอใช้ ของประชาชนส่ ว นใหญ่ เ ป็ นเบื้ องต้น ก่ อนโดยใช้วิธี ก ารและอุป กรณ์ ที่ ประหยัด แต่ถกู ต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พ้นื ฐานมัน่ คงพร้อมพอควรและปฏิบตั ิได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริ มความเจริ ญและฐานะเศรษฐกิจชั้นที่สูงขึ้นโดยลาดับ...” วิธีการพัฒนาเพื่อให้เกิดการพึ่งตนเองได้น้ ี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชี้แนะว่า ควรจะต้องค่อยๆ กระทาตามลาดับขั้นตอนต่อไป ไม่ควรกระทาด้วยความเร่ งรี บซึ่งอาจจะ เกิดความเสี ยหายได้ ดังที่รับสั่งกับนิ สิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2523 ว่า “...ในการสร้างความเจริ ญก้าวหน้านี้ ควรอย่างยิง่ ที่จะค่อยสร้างค่อยเสริ มทีละเล็กละ น้อยให้เป็ นลาดับ ให้เป็ นการทาไปพิจารณาไป และปรับปรุ งไป ไม่ทาด้วยอาการเร่ งรี บ ตามความกระหายที่จะสร้างของใหม่เพื่อความแปลกใหม่ เพราะความจริ งสิ่ งที่ใหม่แท้ๆ นั้นไม่มี สิ่งใหม่ท้งั ปวงย่อมสืบเนื่องมาจากสิ่งเก่าและต่อไปย่อมจะต้องกลายเป็ นสิ่งเก่า...” พร้อมกันนี้ในเรื่ องเดียวกัน ทรงมีรับสัง่ กับบัณฑิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2527 ว่า


42 “...เมื่อมีพ้นื ฐานหนาแน่นบริ บูรณ์พร้อมแล้ว ก็ต้ งั ตนพัฒนางานต่อไป ให้เป็ นการทา ไปพัฒนาไปและปรับปรุ งไป...” 7. การส่ งเสริ มหรื อสร้ างเสริ มสิ่ งที่ชาวชนบทขาดแคลน และเป็ นความต้องการอย่าง สาคัญ คือ ความรู้ ด้านต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรงตระหนักว่า ชาวชนบทควร จะมีความรู้ในเรื่ องของการทามาหากิน การทาการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมโดย ทรงเน้นถึงความจาเป็ นที่จะต้องมี ตัวอย่างแห่งความสาเร็ จ ในเรื่ องการพึ่งตนเอง ซึ่งทรงมี พระราชประสงค์ที่จะให้ราษฎรในชนบทได้มีโอกาสได้รู้ได้เห็นถึงตัวอย่างของความสาเร็จ นี้ และน าไปปฏิบัติ ไ ด้เองซึ่ ง ทรงมีพ ระราชประสงค์ที่จ ะให้ต ัว อย่างของความสาเร็ จ ทั้งหลายได้ก ระจายไปสู่ ท้องถิ่น ต่ างๆ ทั่งประเทศ วิ ธีก ารให้ค วามรู้ แก่ ประชาชนนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดาริ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยี ที่ทนั สมัยใน การพัฒนาว่า “...การใช้เทคโนโลยีอนั ทันสมัยในงานต่างๆ นั้น ว่าโดยหลักการควรจะให้ผลมาก ใน เรื่ องประสิทธิภาพ การประหยัดและการทุ่มแรงงาน แต่อย่างไรก็ตามก็คงยังจะต้องคานึงถึง สิ่งอื่นเป็ นพื้นฐานและส่วนประกอบของงานที่ทาด้วย อย่างในประเทศของเราประชาชน ทามาหาเลี้ยงตัว ด้วยการกสิ กรรมและการลงแรงทางานเป็ นพื้น การใช้เทคโนโลยีอย่าง ใหญ่โตเต็มรู ปหรื อเต็มขนาดในงานอาชีพหลักของประเทศย่อมจะมีปัญหา เช่นอาจทาให้ ต้องลงทุนมากมายสิ้ นเปลืองเกินกว่าเหตุ หรื ออาจก่อให้เกิดการว่างงานอย่างรุ นแรงขึ้ น เป็ นต้น ผลที่เกิดก็จะพลาดเป้ าหมายไปห่างไกลและกลับกลายเป็ นผลเสี ย ดังนั้น จึงต้องมี ความระมัดระวังมากในการใช้เทคโนโลยีที่ปฏิบตั ิงานคือ ควรพยายามใช้ให้พอเหมาะพอดี แก่สภาวะของบ้านเมืองและการทากินของราษฎรเพื่อให้เกิด ประสิ ทธิ ผลด้วย เกิดความ ประหยัดอย่างแท้จริ งด้วย...” 8. ทรงนาความรู้ในด้านเทคโนโลยีก ารเกษตรที่เหมาะสมเข้าไปถึงมือชาวชนบทอย่าง เป็ นระบบและต่อเนื่อง โดยทรงมุ่งเน้นให้เป็ นขบวนการเดียวกับที่เป็ นเทคโนโลยีทางการ ผลิตที่ชาวบ้านสามารถรับไปและสามารถไปปฏิบตั ิได้ผลจริ ง ในทางปฏิบตั ิ เรื่ องนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเลื อกใช้เทคนิ ค วิธีการต่ างๆ หลายประการเพื่อบรรลุถึงเป้ าหมายที่ทรงมุ่งหวังดังกล่าวนั้นมีหลายแนวทาง เช่น


43 1. การรวมกลุ่มประชาชนเพื่อแก้ไขปั ญหาหลัก ของชุมชนชนบท ซึ่งเป็ นรากฐาน สาคัญประการหนึ่ งของการพัฒนาพึ่งตนเอง โดยเฉพาะการรวมตัวกันเป็ นรู ปของ สหกรณ์ ดังนั้น ในทุ กพื้น ที่ ที่เสด็ จ พระราชด าเนิ น และมีโครงการอัน เนื่ องมาจาก พระราชดาริ ข้ ึนมาไม่ว่าลักษณะใด จะทรงเน้นเสมอถึงความจาเป็ นที่จะต้องกระตุน้ ให้ เกิ ด การรวมตัว กันในรู ปแบบต่ างๆ เพื่อแก้ไขปั ญหาที่ชุมชนเผชิ ญอยู่รวมกัน หรื อ เพื่ อ ให้ก ารทามาหากิ น ของชุ มชยโดยส่ ว นรวมเป็ นไปอย่า งมี ป ระสิ ท ธิ ภาพและ ประหยัด จนเห็น ได้ว่า กลุ่มสหกรณ์ในโครงการพระราชดาริ ที่ประสบความสาเร็ จ หลายโครงการนั้นพัฒนาขึ้นมาจากการรวมตัวกันของราษฎรกลุ่มเล็กๆ เช่น สหกรณ์ หุบกระพงเกิดจากกลุ่มเกษตรกรที่ทาสวนผักในย่านนั้นเป็ นต้น 2. การส่งเสริ มโดยกระตุน้ ผูน้ าชุมชนให้เป็ นผูน้ าในการพัฒนาก็เป็ นอีกวิธีหนึ่งที่ทรง ใช้ในบางพื้นที่ตามความเหมาะสม ทรงพิจารณาผูน้ าโดยเน้นในด้านคุณธรรม ความ โอบอ้อมอารี ความเป็ นคนในท้องถิ่น และรั ก ท้องถิ่น จากนั้น ทรงอาศัยโครงสร้ าง สังคมไทย โดยเฉพาะระบบอุปถัมภ์กระตุน้ ให้ผนู้ าชุมชนที่มกั จะมีฐานะดี ให้เป็ นผูน้ า ในการสร้างสรรค์ความเจริ ญให้กบั ท้องถิ่น โดยชาวบ้านที่ยากจนให้ความสนับสนุ น ร่ วมมือ ซึ่งในที่สุดแล้วผลแห่ งความเจริ ญที่เกิดขึ้นจะตกแก่ชาวบ้านในชุมชนนั้นทุก คน ดังพระราชดาริ ที่ว่า “...ในการทางานทั้งปวงนั้น ทุกคนจะต้องตั้งใจจริ ง อดทนและขยันหมัน่ เพียร ซึ่ง ตรงเห็นอกเห็นใจกัน ถ้อยทีถอ้ ยอาศัยกัน มีเมตตามุ่งดีมุ่งเจริ ญต่อกัน ยึดมัน่ ในสามัคคี ธรรม ความสุ จริ ต ทั้งในความคิด และการกระทา ถือเอาความมัน่ คงและประโยชน์ ร่ วมกันเป็ นจุดหมายสาคัญ...” 3. การส่งเสริ มการพัฒนาเพื่อพึ่งตนเองนั้นจะต้องทาอย่างค่อยเป็ นค่อยไป ไม่รีบร้อน ที่จะให้เกิด ผลในทางความเจริ ญอย่างรวดเร็ ว สิ่ งสาคัญ ที่มีพระราชดาริ อยู่เสมอ คื อ ชุมชนจะต้องพึ่งตนเองได้ในเรื่ องอาหารก่อนเป็ นลาดับแรก จากนั้นจึงค่อยก้าวไปสู่ การพัฒ นาในเรื่ องอื่น ๆ การขยายการผลิ ต เพื่ อการค้า ใดๆ ก็ต าม ทรงมี ข ้อสังเกต เกี่ยวกับความพร้อมในด้านการตลาด โดยเฉพาะในด้านความรู้ เบื้องตนเกี่ยวกับการ จั ด ท าบั ญ ชี ธุ ร กิ จ การเกษตรของชาวบ้ า นอย่ า งง่ า ยๆ อี ก ด้ ว ย ซึ่ งในเรื่ องนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ได้พระราชทานพระราชดาริ แก่กรรมการ กปร. และคณะ


44 เจ้า หน้ า ที่ ที่ เ กี่ ย วข้อ งกับ การด าเนิ น งานศู น ย์ศึ ก ษาการพัฒ นาอัน เนื่ อ งมาจาก พระราชดาริ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2531 ณ ศาลาดุสิดาลัย ความตอนหนึ่งว่า “...ในด้านหนึ่งที่ไม่เคยคิดกัน ในด้านการพัฒนา เช่น เจ้าหน้าที่บญ ั ชี ถ้าหากว่าทา การเพาะปลูก ชาวบ้านทาการเพาะปลูก เมื่อมีผลแล้วเขาบริ โภคเองส่ วนหนึ่ ง อีกส่ วน หนึ่งก็ขายเพื่อให้ได้ มีรายได้ แล้วก็เมื่อมีรายได้แล้วก็ไปซื้อของที่จาเป็ นและสิ่งที่จะมา เกื้อกูลการอาชีพของตัว อย่างนี้ไม่ค่อยมีการศึกษากัน เมื่อผลิตอะไรแล้วก็จาหน่ายไปก็ มีรายได้ก็ตอ้ งทาบัญชี ชาวบ้านทาบัญชีบางที่ไม่ค่อยถูก...”

แนวทางการประยุกต์ใช้ การพึง่ พาตนเองในระดับต่างๆตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพือ่ การพัฒนาอย่ างยั่งยืน ระดับของเศรษฐกิจพอเพียง จนถึงวันนี้ ความเข้าใจในเรื่ องเศรษฐกิจพอเพียงสาหรับคนกลุ่มหนึ่ง ก็ยงั เข้าใจว่า พอเพียง คือ การพึ่งตนเอง ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Self-sufficiency แต่คาว่า พอเพียง ใน ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตรงกับคาว่า Sufficiency Economy นั้น มีค วามหมาย กว้างกว่าแค่การพึ่งตนเองได้ เศรษฐกิจพอเพียงในระดับที่เลี้ยงตัวเองได้บนพื้นฐานของ ความประหยัดและการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จาเป็ น เรี ยกว่า เศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน ส่วน เศรษฐกิจพอเพียงในระดับที่มีการรวมตัวกัน เพื่อร่ วมกันดาเนิ นงานในเรื่ องต่างๆ มีการ สร้างเครื อข่ายและการขยายกิ จกรรมทางเศรษฐกิจ ในรู ปแบบต่างๆ โดยประสานความ ร่ วมมือกับภายนอก เรี ยกว่า เศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียงจึง มิใช่แค่เพี ยงเรื่ องของการพึ่งตนเองโดยที่ ไม่เกี่ยวข้องกับใคร และมิใช่แค่เรื่ องของการ ประหยัด แต่ ย งั ครอบคลุมถึงการข้องเกี่ ย วกับผูอ้ ื่น การช่ ว ยเหลือเกื้ อกูลซึ่ งกัน และกัน แท้จ ริ งแล้ว เศรษฐกิ จพอเพียงสามารถจ าแนกได้เป็ น 3 ระดับ ดังนี้ (สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2556) 1. เศรษฐกิ จ พอเพีย งระดับ ที่ ห นึ่ ง เป็ นเศรษฐกิ จ พอเพี ย งแบบพื้น ฐาน ที่ เน้น ความ พอเพียงในระดับบุคคลและครอบครัว คือ การที่ สมาชิ กในครอบครัว มีค วามเป็ นอยู่ใน


45 ลัก ษณะที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ สามารถสนองความต้องการขั้น พื้นฐาน เช่น ความ ต้องการในปั จจัยสี่ ของตนเองและครอบครั วได้ มีการช่ วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกัน และกัน มี ความสามัคคีกลมเกลียว และมีความพอเพียงในการดาเนิ นชีวิตด้วยการประหยัดและการ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จาเป็ น จนสามารถดารงชีวิตอยูไ่ ด้อย่างมีความสุขทั้งทางกายและใจ 2. เศรษฐกิจพอเพียงระดับที่สอง เป็ นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ที่เน้นความพอเพียง ในระดับกลุ่มหรื อองค์กร คือ เมื่อบุคคล/ครอบครัว มีความพอเพียงในระดับที่หนึ่ งแล้ว ก็ จะรวมพลังกันในรู ปกลุ่มหรื อสหกรณ์ เพื่อร่ วมกันดาเนินงานในด้านต่างๆ ทั้งด้านการผลิต การตลาด ความเป็ นอยู่ สวัสดิการ การศึกษา สังคมและศาสนา โดยได้รับความร่ วมมือจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยราชการ มูลนิธิ และเอกชน 3. เศรษฐกิจพอเพียงระดับที่สาม เป็ นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ที่เน้นความพอเพียง ในระดับเครื อข่าย คือ เมื่อกลุ่มหรื อองค์กร มีความพอเพียงในระดับที่สองแล้ว ก็จะร่ วมมือ กับหน่ วยงานภายนอกเพื่อการสร้างเครื อข่าย มีการติด ต่อร่ วมมือกับธนาคารและบริ ษ ัท ต่างๆ ทั้งในด้านการลงทุน การผลิต การตลาด การจาหน่าย และการบริ หารจัดการ เพื่อการ ขยายกิ จ กรรมทางเศรษฐกิ จ ที่ หลากหลาย ตลอดจนการพัฒ นาคุ ณ ภาพชี วิต ทั้งในด้าน สวัสดิการ การศึกษา สังคมและศาสนา ให้สมประโยชน์ดว้ ยกันทุกฝ่ าย การประยุกต์ใช้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล/ครอบครัว เริ่ มต้นจากการเสริ มสร้างคนให้มีการเรี ย นรู้ วิชาการและทัก ษะต่างๆ ที่ จาเป็ น เพื่อให้สามารถรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ พร้อมทั้งเสริ มสร้างคุณธรรม จนมี ความเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของการอยูร่ ่ วมกันของคนในสังคม และอยูร่ ่ วมกับระบบ นิเวศวิทยาอย่างสมดุล เพื่อจะได้มีความเกรงกลัวและละอายต่อการประพฤติผิดมิชอบ ไม่ ตระหนี่ เป็ นผูใ้ ห้ เกื้ อกูล แบ่งปั น มีสติย้งั คิด พิจารณาอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสิ นใจ หรื อกระทาการใดๆ จนกระทัง่ เกิดเป็ นภูมิคุม้ กันที่ดีในการดารงชีวิต โดยสามารถคิดและ กระทาบนพื้นฐานของความมีเหตุมีผล พอเหมาะ พอประมาณกับสถานภาพ บทบาทและ หน้าที่ของแต่ละบุคคล ในแต่ละสถานการณ์ แล้วเพียรฝึ กปฏิบตั ิเช่นนี้ จนตนสามารถทา ตนให้เป็ นพึ่งของตนเองได้ และเป็ นที่พ่งึ ของผูอ้ ื่นได้ในที่สุด


46 โดยพื้ น ฐานก็ คื อ การพึ่ง ตนเองเป็ นหลัก การท าอะไรอย่า งเป็ นขั้น เป็ นตอน รอบคอบระมัดระวัง พิจารณาถึงความพอดี พอเหมาะพอควร ความสมเหตุสมผลและการ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ การสร้างสามัคคีให้เกิดขึ้น บนพื้นฐานของความ สมดุลในแต่ ละสัดส่ วน แต่ ละระดับ ครอบคลุมทั้งทางด้า นเศรษฐกิ จ สังคม เทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงจิตใจ และวัฒนธรรม การประยุกต์ใช้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล/ครอบครัวในด้ านต่างๆ ด้านเศรษฐกิจ: ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ใช้ชีวิตอย่างพอควร คิดและวางแผนอย่าง รอบคอบ มีภูมิคุม้ กันไม่เสี่ยงเกินไป การเผือ่ ทางเลือกสารอง ด้านจิตใจ: มีจิตใจเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ มีจิตสานึ กที่ดี เอื้ออาทร ประนี ประนอม นึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็ นหลัก ด้านสังคม: ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รู้รักสามัคคี สร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและ ชุมชน ด้านทรั พยากรธรรมชาติ และสิ่ งแวดล้อม: รู้ จ ัก ใช้และจัด การอย่างฉลาดและ รอบคอบ เลือกใช้ทรัพยากรที่ มีอยู่อย่างคุ ้มค่ าและเกิ ดประโยชน์สูงสุ ด ฟื้ นฟูทรัพยากร เพื่อให้เกิดความยัง่ ยืนสูงสุด ด้านเทคโนโลยี: รู้จกั ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการและ สภาพแวดล้อม พัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้านเองก่อน ก่อให้เกิดประโยชน์กบั คนหมู่มาก การประยุกต์ใช้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับชุมชน ชุมชนพอเพียง ประกอบด้วย บุคคล/ครอบครัวต่างๆ ที่มีความพอเพียงแล้ว คือ มีความรู้และคุณธรรมเป็ นกรอบในการดาเนินชีวิตจนสามารถพึ่งตนเองได้ บุคคลเหล่านี้มา รวมกลุ่มกันทากิจกรรมต่างๆ ที่สอดคล้องเหมาะสมกับสถานภาพ ภูมิสังคมแต่ละชุมชน


47 โดยใช้ทรัพยากรต่างๆที่มีอยู่ในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุ ด ผ่านการร่ วมแรง ร่ วมใจ ร่ วมคิด ร่ วมทา แลกเปลี่ยนเรี ยนรู้กบั บุคคลหลายสถานภาพ ในสิ่งที่จะสร้างประโยชน์สุข ของคนส่ ว นรวม และความก้าวหน้าของชุ มชน อย่างมีเหตุ ผล โดยอาศัยสติ ปั ญญา ความสามารถของทุกฝ่ ายที่เกี่ยวข้อง และบนพื้นฐานของความซื่อสัตย์สุจริ ต อดกลั้นต่อ การกระทบกระทั่ง ขยัน หมัน่ เพียร และมีค วามเอื้อเฟื้ อเผื่อแผ่ ช่ ว ยเหลือแบ่ งปั น กัน ระหว่างสมาชิกชุมชน จนนาไปสู่ความสามัคคีของคนในชุมชนซึ่งเป็ นภูมิคุม้ กันที่ดีของ ชุมชน จนนาไปสู่การพัฒนาของชุมชนที่สมดุลและพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จนกระทัง่ สามารถพัฒนาไปสู่เครื อข่ายระหว่างชุมชนต่างๆ ตัวอย่างกิจกรรมในชุมชนที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 1. กิจกรรมการผลิต โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ที่ไม่ทาลายสิ่งแวดล้อม แต่ใช้ทรัพยากร ที่มีอยูใ่ นชุมชนอย่างคุม้ ค่า ยกตัวอย่างเช่น กิจกรรมการทาปุ๋ ยชีวภาพ การปลูกผักและข้าวที่ ปลอดสารพิษ การทาสวนสมุนไพรของชุมชน การคิดค้นสารไล่แมลงสมุนไพร การทา ถ่า นชี ว ภาพ การรวมกลุ่ ม ขยายพัน ธุ์ป ลา การแปรรู ป ผลผลิ ต และการท าการเกษตร ผสมผสาน เป็ นต้น 2. การรวมกลุ่มกันเพื่อทากิจกรรมร่ วมกันของสมาชิ กด้วยต้นทุนทางสังคมที่มีอยู่ เช่ น การต่อต้านยาเสพติด การรวมกลุ่มเพื่อเรี ยนรู้ผ่านศูนย์เรี ยนรู้ หรื อโรงเรี ยนเกษตรกรใน หมู่บา้ น การร่ ว มมือร่ ว มใจของสมาชิ กในชุมชนทากิจ กรรมต่างๆภายในวัด การจัด ตั้ง ร้ านค้า ที่ เป็ นของชุ มชนเอง การจัด ทาแผนแม่บ ทในชุ มชน การจัด ตั้งกลุ่มออมทรั พ ย์ กองทุนสวัสดิการ การรวมกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และกิจกรรมการ ผลิตของกลุ่มต่างๆ เช่น การรวมกลุ่มทาขนมของแม่บา้ น การรวมกลุ่มเพื่อปลูกพืชผักสวน ครัว การจัดตั้งกองทุนข้าวสารร่ วมกับชุมชนอื่นๆในต่างภูมิภาค 3. กิ จ กรรมที่ ส่ ง เสริ ม คุ ณ ธรรม จิ ต ส านึ ก ท้อ งถิ่น วิ ถี ชี วิต และวัฒ นธรรมตามแนว เศรษฐกิจพอเพียง ตัวอย่างเช่น กิจกรรมตามแนวทาง บวร เช่น พระสอนจริ ยธรรมและ ศีลธรรมแก่เยาวชน ครู ผูน้ าชุมชน การปลูกฝังสมาชิกในชุมชนให้มีความเอื้ออาทรต่อกัน มากกว่าคานึงถึงตัวเงินหรื อวัตถุ ส่ งเสริ มให้สมาชิกทาบัญชีอย่างโปร่ งใสและสุ จริ ต การ


48 พัฒนาครู ในชุมชนให้มีคุณภาพและมีจิตผูกพันกับท้องถิ่นเป็ นสาคัญ ส่งเสริ มให้สมาชิกใน ชุมชนพึ่งตนเอง ก่อนที่จะพึ่งหรื อขอความช่วยเหลือจากคน���ื่น การประยุกต์ใช้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับธุรกิจ ปัญหาสาคัญของความพยายามที่จะนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ ในภาคธุรกิจ คือ การขาดความเข้าใจที่ถูกต้องในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คนส่ วน ใหญ่มกั นึกว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็ นเรื่ องเกษตรกรรม เป็ นเรื่ องของคนชนบท และเป็ นเรื่ อง ไกลตัวสาหรับคนเมือง จึงไม่ใช่เรื่ องที่ตนเองต้องทาความเข้าใจมากนัก ส่ วนผูท้ ี่อยู่ในภาค ธุรกิจส่วนใหญ่ ก็มีความสงสัยว่า ปรัชญาของการดาเนิ นธุรกิจคือการมุ่งหวังกาไรสูงสุ ด แล้วเศรษฐกิจพอเพียงจะนามาใช้กบั ธุรกิจได้จริ งหรื อไม่ (สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิ ธิบูรณะ ชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2556) เศรษฐกิจพอเพียง มิได้หมายถึงเศรษฐกิจระบบปิ ดที่ไม่เกี่ยวข้องกับใคร ไม่คา้ ขาย ไม่ส่งออก ไม่ผลิตเพื่อคนอื่น ไม่ได้สนับสนุ นการปิ ดประเทศ หรื อหันหลังให้กบั กระแส โลกาภิ ว ฒ ั น์ แต่ เน้น การสร้ า งภู มิคุ ้มกัน ขณะที่ ยงั มีค วามไม่พ ร้ อมหรื อยังไม่แ ข็ง แรง พร้อมๆ กับการไม่ประมาทและไม่โลภมากเกินไป จนเมื่อแข็งแรงพอ ก็สามารถเข้าสู่การ แข่งขันในแบบที่ไม่ใช่มุ่งแพ้ชนะอย่างเอาเป็ นเอาตาย แต่เป็ นการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ คื อ เพื่ อเสริ มสมรรถภาพและความเข้มแข็ ง ในขณะเดี ย วกัน เศรษฐกิ จ พอเพี ยงก็มิ ใ ช่ เศรษฐกิจที่ส่งเสริ มลัทธิบริ โภคนิยมอย่างไร้ขอบเขต แต่ให้พิจารณาและใช้ประโยชน์จาก กระแสโลกาภิ ว ฒ ั น์ อย่างชาญฉลาด รู้ เท่ า ทัน สามารถเลือ กรั บ เฉพาะสิ่ งที่ ก่ อ ให้เ กิ ด ประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนามาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ โดยไม่ขดั กับหลักการของการแสวงหากาไร แต่การได้มาซึ่งกาไรของธุรกิจ ต้องอยู่บนพื้นฐานของ การไม่เอารัดเอาเปรี ยบผูอ้ ื่น หรื อแสวงหาผลกาไรจนเกินควรจากการเบียดเบียนประโยชน์ ของสังคมโดยไม่คานึงถึงผลกระทบที่อาจจะก่อให้เกิดวิกฤตตามมา ตลอดจนให้คานึ งถึง การใช้ทรัพยากรในธุรกิจอย่างประหยัดและอย่างมีคุณภาพ


49 นอกจากนี้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยังมิได้ปฏิเสธการเป็ นหนี้ หรื อการกูย้ ืม เงินในภาคธุรกิจ แต่เน้นการบริ หารความเสี่ยงต่า หมายความว่า ถึงแม้จะกูย้ มื เงินมาลงทุนก็ เพื่อดาเนิ นกิจการชนิ ดที่ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ ยงมากนัก สามารถจัด การได้แม้ในภาวะที่ โอกาสจะเกิดขึ้นจริ งมีไม่มากนักก็ตาม หลักความพอประมาณในระดับธุรกิจ โดยความหมายของความพอประมาณนั้น หมายถึ ง ความเหมาะสมของการ ดาเนินงาน ทั้งในแง่ของขนาดที่ไม่เล็กเกินไปหรื อไม่ใหญ่จนเกินตัว แต่เป็ นไปตามอัตภาพ และสภาพแวดล้อม และในแง่ของจังหวะเวลาที่ไม่เร็ วเกินไปหรื อไม่ชา้ จนเกินไป แต่รู้จกั ทาเป็ นขั้น ตอนเพื่อให้ก ารด าเนิ น งานมีค วามก้าวหน้า โดยที่ ไม่ทาให้ต นเองและผูอ้ ื่ น เดือดร้อน โดยในที่น้ ี จะพิจารณาธุรกิจในฐานะที่เป็ นหน่วยการผลิตในทางเศรษฐศาสตร์ การดาเนินธุรกิจที่แสวงหาเพียงกาไรสูงสุด (Maximize Profit) ในทางบัญชี หรื อที่ เรี ยกว่ากาไรทางธุรกิจ (Business Profit) นั้น มิใช่เป้ าหมายที่ดีที่สุดเสมอไป เนื่องจากธุรกิจ ส่ ว นใหญ่ มิได้ค านึ งถึงต้น ทุ น ค่าเสี ยโอกาส โดยเฉพาะต้น ทุ น ทางการเงิ น ในส่ ว นของ เจ้าของ ด้ว ยเหตุ น้ ี การด าเนิ นธุ ร กิ จจึ งควรค านึ งถึงกาไรทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Profit) อันเป็ นส่ วนเพิ่มมูลค่าให้กบั องค์ก รอย่างแท้จ ริ ง มากกว่าการแสวงหาเพียงกาไร สูงสุดในทางบัญชี


50

ภาพที่ 2.2 แสดงกาไรคุม้ ทุนกับค่าเสียโอกาส ธุรกิจที่สามารถดาเนินกิจการจนมีกาไรคุม้ ทุนกับค่าเสียโอกาส หรื อเรี ยกว่า กาไร ปกติ (Normal Profit) ในทางเศรษฐศาสตร์มีโอกาสเกิดขึ้น 2 ช่วง โดยช่วงแรกเป็ นภาวะที่ ตัดสินว่าธุรกิจนั้นสามารถดารงอยูไ่ ด้ ยืนอยูบ่ นขาของตัวเองได้ พัฒนาบ่ มเพาะกิจการจน สามารถพึ่งตนเองได้ ในขณะที่ย งั มีศกั ยภาพในการเพิ่มผลผลิตเพื่อสร้างกาไรต่อได้อีก กระทัง่ เมื่อธุรกิจขยายกาลังการผลิตหรื อการบริ การมากจนเข้าสู่ช่วงที่สองซึ่งเป็ นภาวะที่ คุม้ เพียงค่าเสียโอกาสในทางเศรษฐศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง แม้ตวั เลขกาไรทางธุรกิจหรื อกาไร ในทางบัญ ชี จ ะยัง เพิ่ ม ขึ้ น แต่ ก าไรทางเศรษฐศาสตร์ มี ค่ าเท่ ากับ ศูน ย์ ตามกฎว่า ด้ว ย ผลตอบแทนที่ลดน้อยถอยลง (Law of Diminishing Returns) หรื อกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ธุรกิจ หมดศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตเพื่อสร้างกาไรต่อได้อีก ภายใต้ปัจจัยหรื อกาลังการผลิต หรื อการบริ การเดิมที่มีอยู่ ด้วยเหตุน้ ี ธุรกิจจึงควรดาเนินกิจกรรมการผลิตหรื อการบริ การที่ ไม่นอ้ ยเกินไป จนต่ากว่าจุดกาไรปกติจุดที่หนึ่ ง เพื่อให้กิจการสามารถอยู่รอดได้ และไม่ มากเกินไปจนสูงกว่าจุดกาไรปกติจุดที่สอง เพื่อไม่ให้กิจการต้องประสบภาวะเสี่ ยงหรื อ ขาดภูมิคุม้ กันในธุรกิจ โดยจุดที่เหมาะสมที่สุด คือ บริ เวณประมาณกึ่งกลางของจุดกาไร ปกติท้งั สอง ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความพอประมาณที่ก่อให้เกิดกาไรทาง เศรษฐศาสตร์ โดยที่ธุรกิจไม่จาเป็ นต้องลดศักยภาพหรื อออมความสามารถในการผลิตหรื อ


51 การบริ การ หรื อเพิ่มศักยภาพหรื อขยายกาลังในการผลิตหรื อการบริ การ จนทาให้กาไรทาง เศรษฐศาสตร์ลดน้อยถอยลงไปสู่จุดกาไรปกติ นอกจากการสร้างกาไรทางเศรษฐศาสตร์โดยคานึงถึงศักยภาพที่ธุรกิจสามารถได้ ประโยชน์เต็ มตามความสามารถที่ พึงได้แล้ว ตามนัยของความพอประมาณในปรั ชญา เศรษฐกิจพอเพียง ธุรกิจยังจาเป็ นต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่ เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต หรื อการบริ การที่ ตอ้ งไม่ก่อให้เกิด การเบียดเบียนทั้งต่อผูม้ ีส่วนได้เสี ยในกิ จการและผูม้ ี ส่วนได้เสียนอกกิจการกลุ่มต่างๆ ตัวอย่างเช่น การหลีกเลี่ยงการใช้แรงงานมนุ ษย์เสมือน ชิ้นส่วนหนึ่งของเครื่ องจักรในระบบโรงงานที่ขาดซึ่งคุณภาพชีวิต การละเว้นการผลิตหรื อ การบริ การที่ไม่มีการจัดการของเสียจนสร้างมลภาวะให้แก่ระบบนิเวศ การดูแลกิจการมิให้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งขันด้วยวิธีการทุ่มตลาดหรื อใช้วิธีผกู ขาด เป็ นต้น การค านึ งถึงผลที่ ค าดว่าจะเกิ ด ขึ้ น จากกิ จ กรรมทางธุ ร กิ จ อย่างรอบคอบในตัว กิจการเอง และระหว่างตัวกิจการกับหน่ วยอื่นๆ ในสังคม มีส่วนสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ หลักความมีเหตุผลในธุรกิจ ซึ่งเป็ นคุณลักษณะสาคัญอีกด้านหนึ่งในปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง หลักความมีเหตุผลในระดับธุรกิจ ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นอกเหนือจากคุณลักษณะด้านความพอประมาณ ยังมีคุณลักษณะด้านความมีเหตุผล ที่หมายถึง การพิจารณาที่จะดาเนินงานใดๆ ด้วยความถี่ ถ้ว นรอบคอบ ไม่ย่อท้อ ไร้ อ คติ ค านึ ง ถึง เหตุ และปั จ จัย แวดล้อ มทั้งหมด เพื่อ ให้ก าร ดาเนิ นงานเป็ นไปอย่างถูกต้องดีงาม เกิ ดประสิ ทธิ ผล เกิด ประโยชน์ และความสุ ข โดย ปราศจากการเบียดเบียนตนเองและผูอ้ ื่นนั้น สามารถนามาประยุกต์ให้เข้ากับการดาเนิ น ธุรกิจได้อย่างไร เมื่อพิจารณาหน่วยธุรกิจหนึ่งๆ ในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็ นหน่ วยการผลิตหรื อ หน่วยการบริ การ ทาหน้าที่แปลงปัจจัยการผลิตหรื อการบริ การให้กลายเป็ นผลผลิต เพื่อส่ ง ต่อไปยังหน่วยการบริ โภคที่เป็ นครัวเรื อนและผูบ้ ริ โภคลาดับสุ ดท้าย หรื อไปยังหน่ วยการ ผลิ���อื่นตามสายอุปทาน (Supply Chain) การพิจารณาเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องและผลที่เกิดขึ้น


52 จากหน่วยการผลิต จะแยกเป็ น 2 ระดับ คือ ความมีเหตุผลในหน่วยการผลิตหรื อภายในตัว กิจการเอง กับความมีเหตุผลระหว่างตัวกิจการกับหน่วยอื่นๆ ในสังคม การพิจารณาผลลัพธ์ทางธุรกิจตามวิถีของเศรษฐกิจแบบทุนนิ ยม ปฏิเสธไม่ได้ว่า จาเป็ นต้องวัดผลประกอบการด้วยตัวเลขทางการเงิน เครื่ องมือการบริ หารจัดการทางธุรกิจ ส่วนใหญ่ จึงเน้นหน่วยวัดในรู ปตัวเงิน เช่น ยอดขาย กาไรสุ ทธิ ฯลฯ ประกอบกับตัวเลข ทางการเงินดังกล่าวเป็ นหน่วยวัดที่สามารถนับได้ง่าย เมื่อเทียบกับหน่ วยวัดอื่น เช่น ความ พึงพอใจของลูกค้า หรื อประสิทธิภาพในการให้บริ การ เป็ นต้น แต่ก็เป็ นเรื่ องที่น่ายินดีใน ระดับหนึ่ งว่า ธุรกิจในปั จจุบนั ได้รับบทเรี ยนจากเหตุการณ์ในอดีตหลายครั้งที่ พิสูจน์ให้ เห็ น ว่า การใช้ต ัว วัด ทางด้านการเงิ น เป็ นหลัก เพียงอย่างเดี ยว ไม่สามารถรอดพ้น จาก ผลกระทบที่เกิดขึ้ นจากปั ญหาหรื อวิกฤตทางเศรษฐกิจ และสังคม แม้ว่าหลายกิ จการได้ แสดงตัวเลขผลประกอบการทางการเงินที่ดีเลิศเพียงใดก็ตาม จากเหตุผลดังกล่าว ธุรกิจที่ ตอ้ งการค้นหาแนวทางในการเติ บโตอย่างยัง่ ยืน จึ ง พยายามให้ความสาคัญกับปัจจัยอื่นในธุรกิจ นอกเหนือจากตัวชี้วดั ทางการเงิน ยกตัวอย่าง เช่น การให้ความสาคัญ กับตัว ชี้วดั ด้านลูกค้า เนื่ องจากลูก ค้าเป็ นผูท้ ี่ สร้างรายได้และผล กาไรทางธุรกิจให้แก่กิจการโดยตรง การให้ความสาคัญกับตัวชี้วดั ด้านกระบวนการทาง ธุ ร กิ จ เนื่ อ งจากหากกิ จ การไม่ สามารถตอบสนองความต้องการของลูก ค้าได้อ ย่า งมี ประสิทธิภาพและอย่างทันท่วงที ก็ไม่สามารถรักษายอดรายได้หรื อกาไรที่เกิดขึ้นจากลูกค้า ของธุรกิจได้ การให้ความสาคัญกับตัวชี้วดั ด้านพนักงาน ที่เป็ นทรัพยากรสาคัญขององค์กร ซึ่งหากไม่มีก ารพัฒ นาทัก ษะของพนัก งาน การสร้ างแรงจูงใจในการทางาน โอกาสที่ กิจการจะขยายตัวและเติบโตก็เกิดขึ้นได้ยาก การที่ธุรกิจให้ความสาคัญกับตัวชี้วดั ในมุมมองที่เพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ ระหว่างมุมมองต่างๆ ในเชิงเหตุและผล (Cause and Effect) ตัวอย่างเช่น กาไรของกิจการที่ ผูถ้ ือหุน้ พึงได้รับ (มุมมองด้านผูถ้ ือหุน้ ) จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อองค์กรธุรกิจมีรายได้เพิ่มขึ้น หรื อมีตน้ ทุนที่ลดลง (มุมมองด้านการเงิน) และการที่องค์กรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็ต่อเมื่อ องค์กรสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโดยการนาเสนอสิ นค้าและบริ การที่มีคุณภาพ (มุมมอง ด้านผลิตภัณฑ์) ซึ่งเป็ นที่ตอ้ งการของลูกค้าหรื อทาให้ลูกค้าพึงพอใจ (มุมมองด้านลูกค้า) และการที่องค์ก รจะสามารถน าเสนอสิ น ค้าและบริ ก ารตามที่ ลูก ค้าต้องการได้ องค์ก ร


53 จะต้องมีก ระบวนการในการด าเนิ น งานที่ เหมาะสมในการน าเสนอสิ่ งที่ ลูกค้าต้องการ (มุมมองด้านกระบวนการทางธุรกิจ) จากพนักงานที่มีทกั ษะและความสามารถ มีขวัญและ กาลังใจในการทางานที่ดี (มุมมองด้านพนักงาน) และมีเทคโนโลยีที่ทนั สมัยสนับสนุ นให้ องค์กรมีกระบวนการสร้างคุณค่าให้แก่ลกู ค้าได้ (มุมมองด้านระบบงานสนับสนุน) โดยไม่ ทาลายสิ่ งแวดล้อมและส่ งผลกระทบเชิ งลบต่ อสังคมโดยรวม (มุมมองด้านสังคมและ สิ่งแวดล้อม) เป็ นต้น มุมมองต่างๆ ที่นาเสนอข้างต้น เป็ นเพียงตัวอย่างหนึ่ งที่แสดงให้เห็นถึงเหตุปัจจัย แวดล้อมซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์ส่งต่อกันไปเป็ นทอดๆ ในแต่ละมุมมอง องค์กรธุรกิจหนึ่ งๆ อาจจาแนกมุมมองและการจัดลาดับความสาคัญที่แตกต่ างกันออกไปขึ้นอยูก่ บั ประเภทของ กิจ การ แต่จุ ด ร่ ว มหนึ่ งที่ เหมือนกัน คือ ธุรกิจ ต้องบริ หารจัดการความสัมพัน ธ์ระหว่าง มุมมองในแบบองค์รวมที่เป็ นเหตุเป็ นผลซึ่งกันและกัน ไม่สามารถบริ หารจัดการในแบบ แยกเป็ นส่วนๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกันได้ ในระดับ ของความมี เ หตุ ผ ลในตัว กิ จ การเอง จะเกี่ ย วข้อ งกับ การจัด การ ความสัมพันธ์ข องมุมมองต่างๆ ที่เกิ ดขึ้น ในกิ จการ อาทิ ด้านผูถ้ ือหุ ้น ด้านการเงิน ด้าน ผลิตภัณฑ์ ด้านกระบวนการภายในธุรกิจ ด้านพนัก งาน ด้านระบบงานสนับสนุ น เพื่อ นาไปสู่การเจริ ญเติบโต (Growth) ของกิจการ โดยอาจเทียบได้ว่าเป็ นการดาเนิ น ธุรกิจตาม แนวเศรษฐกิจพอเพียงในระดับพื้นฐาน ในระดับของความมีเหตุผลระหว่างตัวกิจการกับหน่วยอื่นๆ ในสังคมทั้งในระดับ ใกล้ คือ การบริ หารความสัมพันธ์ต่อผูท้ ี่มีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับองค์กรโดยตรง ได้แก่ ลูกค้า คู่คา้ ชุ มชนที่องค์ก รตั้งอยู่ และในระดับไกล คื อ การบริ หารความสัมพันธ์ต่ อผูท้ ี่ เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยอ้อม ได้แก่ คู่แข่งขันทางธุรกิจ ประชาชนทัว่ ไป รวมไปถึง การ จั ด การด้ า นผลกระทบต่ อ สิ่ งแวดล้อ มและวัฒ นธรรม เพื่ อ น าไปสู่ ความยั่ง ยื น (Sustainability) ของกิจ การ โดยอาจเที ยบได้ว่าเป็ นการดาเนิ น ธุรกิจตามแนวเศรษฐกิ จ พอเพียงในระดับก้าวหน้า สภาพที่ปรากฏของกิจการที่มีเป้ าหมายเน้นกาไรในระยะสั้น คานึงถึงประโยชน์แต่ ผูถ้ ือหุน้ ขายผลิตภัณฑ์ที่แม้จะมีคุณภาพตามระดับของความมีเหตุผลภายในตัวกิจการ แต่


54 หากมิได้คานึ งถึงสภาวะตลาด ความต้องการของลูกค้า ความเป็ นธรรมกับคู่คา้ หรื อการ ยอมรับของสังคมตามระดับของความมีเหตุผลระหว่างตัวกิจการกับหน่ วยอื่นๆ ในสังคม กิจการนั้นอาจสามารถเจริ ญเติบโตได้ระยะหนึ่ง แต่จะไม่มีความยัง่ ยืนของกิจการในระยะ ยาว ในความเป็ นจริ ง กิจการต้องพยายามสร้างความสมดุลของประโยชน์ส่วนตนและ ประโยชน์ส่วนรวม โดยใช้หลักความมีเหตุผลในทั้งสองระดับผสมผสานกันไป มิอาจเน้น ที่ระดับใดระดับหนึ่ งเพียงระดับเดียว ในขณะเดียวกัน กิจ การก็ตอ้ งมีก ารบริ หารจัด การ องค์กรให้เกิดความสมดุลของประโยชน์ท้งั ในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว เพื่อ การพร้ อ มรั บ ต่ อ การเปลี่ ย นแปลง ซึ่ งจะมี ค วามเกี่ ย วข้อ งสั ม พัน ธ์อ ย่า งใกล้ชิ ด กับ คุณลักษณะด้านการมีภูมิคุม้ กันในตัวที่ดีในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การมีภูมคิ ้มุ กันที่ดีในระดับธุรกิจ การมีระบบภูมิคุม้ กัน ในตัวที่ ดี เป็ นคุ ณลักษณะที่สามในปรัชญาของเศรษฐกิ จ พอเพียง นอกเหนื อจากคุณลักษณะด้านความพอประมาณและด้านความมีเหตุ ผล การมี ระบบภูมิคุม้ กัน ในตัวที่ ดี หมายถึง การจัดองค์ประกอบของการด าเนิ นงาน ให้มีสภาพ พร้อมรองรับต่อผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในได้เป็ น อย่างดี จากหลักความมีเหตุผลในธุรกิจที่คานึงถึงการบริ หารจัดการความสัมพันธ์ระหว่าง มุมมองต่ างๆ ในแบบองค์รวมที่ เป็ นเหตุ เป็ นผลซึ่งกัน และกันนั้น สมควรที่ จะพิจ ารณา ต่อไปว่า ความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละมุมมองนั้น มีกิจกรรมใดที่เป็ นเหตุและปรากฏการณ์ ใดที่เป็ นผล ตัวอย่างเช่น ระดับความยัง่ ยืนของกิจการหนึ่ งๆ จะปรากฏเป็ นผลให้เห็นได้ อาจต้องรอให้เวลาผ่านพ้นไปแล้วระยะหนึ่ง ในขณะที่กิจกรรมหรื อตัวบ่งชี้ที่เป็ นเหตุของ ความยัง่ ยืน เช่น การผลิตที่เหมาะสม การลงทุนที่ไม่เกินตัว การใช้เทคโนโลยีที่ประหยัด การไม่เน้นกาไรระยะสั้น เป็ นกิจกรรมหรื อวัตถุประสงค์ที่กาลังดาเนิ นอยู่ในกิจการ ทั้งนี้ การพิจารณาตัวบ่งชี้ที่เป็ นเหต��� จะทาให้ทราบถึงผลการดาเนินงานในปัจจุบนั และปัจจัยที่จะ ส่งผลต่อการดาเนินงานในระยะยาว ส่ วนการพิจารณาตัวบ่งชี้ที่เป็ นผล จะทาให้ทราบถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตหรื อสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว


55 ด้วยเหตุน้ ี การพิจารณาแยกแยะความสัมพันธ์ของตัวบ่งชี้ท้งั ที่เป็ นเหตุและเป็ นผล จะทาให้สามารถคาดการณ์ได้ถึงโอกาสและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และส่ งผลให้ กิจการสามารถวางแผนรับมือกับผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงที่ จะเกิดขึ้น ด้วยการ ประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนภายในองค์กรเป็ นข้อพิจารณาประกอบ ถือเป็ นการสร้างระบบ ภูมิคุม้ กันที่ดีในธุรกิจนัน่ เอง ผลกระทบหรื อการเปลี่ย นแปลงสามารถเกิ ด ขึ้น จากปั จ จัย ภายนอกซึ่งควบคุ ม ไม่ได้ เช่ น ในด้านเศรษฐกิ จ ได้แก่ ความผัน ผวนของตลาด ฯลฯ ในด้านสังคมหรื อรั ฐ ได้แก่ นโยบายสาธารณะต่อธุรกิจที่ดาเนินอยู่ (หรื อที่ธุรกิจมักเรี ยกว่า License to Operate) ฯลฯ ในด้านสิ่ งแวดล้อม ได้แก่ ภัยธรรมชาติ พลังงานในฐานะที่เป็ นปั จจัยการผลิต ฯลฯ และในด้านวัฒนธรรม ได้แก่ วิถีชีวิตของแต่ละภูมิสงั คม ฯลฯ ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก ปัจจัยภายในซึ่งสามารถควบคุมและแก้ไขได้ อาทิ ปัจจัยด้านทุน ด้านเทคโนโลยี และด้าน การบริ หารจัดการ เป็ นต้น โดยธรรมชาติองค์กรจะมีการเปลี่ยนแปลงอยูต่ ลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จากปั จ จัยภายใน เช่น การโยกย้ายผูบ้ ริ หาร การเปลี่ยนผูถ้ ือหุ ้น การปรับโครงสร้ างทาง ธุ ร กิ จ จะส่ ง ผลต่ อความก้าวหน้าของกิ จ การ ความได้เปรี ยบในการแข่ ง ขัน ตลอดจน ความสามารถในการปรับตัวให้ทนั และเข้ากับสภาวการณ์ภายนอก การสร้างภูมิคุม้ กันใน ส่ ว นแรกนี้ จึ งเป็ นการจัด องค์ประกอบของการด าเนิ นงานที่ เกี่ ย วข้องกับปั จ จัย ภายใน เพื่อให้ทนั และเข้ากับสิ่ งภายนอก ส่ วนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากปั จจัยภายนอก เช่ น การเปลี่ยนรัฐบาล การเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจ การเกิดขึ้นของตลาดใหม่ จะส่ งผลให้ เกิดทั้งโอกาสและความเสี่ยงหรื อความผันผวนทางธุรกิจ การสร้างภูมิคุม้ กันในส่ วนที่สอง นี้ จึงเป็ นการจัดองค์ประกอบของการดาเนินงานที่เกี่ยวข้องกับปั จจัยภายนอกเพื่อป้ องกัน ไม่ให้สิ่งภายในได้รับความกระทบกระเทือนเสียหาย การสร้างระบบภูมิคุม้ กันในตัวที่ดี จึงสามารถแบ่งได้เป็ นสองกรณี คือ การสร้าง จากภายในและการสร้างที่ภายนอก การสร้างภูมิคุม้ กันจากภายใน ได้แก่ การพิจารณาและ จัดองค์ประกอบต่างๆ ในองค์กรให้เอื้อต่อการปรับตัวเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เช่น โรงงาน ไม่ควรสร้างภาระหนี้มากจนเกินทุน เมื่อเวลาที่เจ้าหนี้ทวงถาม กิจการก็สามารถจะชาระหนี้ ได้ ถือเป็ นการสร้างภูมิคุม้ กันในด้านการเงิน หรื อโรงงานควรเลือกใช้เทคโนโลยีที่สามารถ


56 บริ หารจัดการได้เอง เมื่อเวลาที่มีปัญหากับเทคโนโลยี กิจการก็สามารถจะซ่อมแซมแก้ไข ได้ โดยไม่จ าเป็ นต้องพึ่งเจ้าของเทคโนโลยีท้ งั หมด ถือเป็ นการสร้ างภูมิคุ ้มกัน ในด้าน เทคโนโลยี หรื อการที่ กิ จ การมี โครงการถ่า ยทอดทัก ษะและความรู้ เกี่ ยวกับงานที่ ท า ฝึ กอบรมให้พนักงานอยู่อย่างสม่าเสมอ และเปิ ดโอกาสให้เรี ยนรู้สิ่งใหม่ๆ รวมถึงการให้ ผลตอบแทนที่เป็ นธรรม กิจการก็จะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องมัน่ คง ถือเป็ นการสร้าง ภูมิคุม้ กันในด้านทรัพยากรบุคคล การสร้ างภูมิคุม้ กัน ที่ภายนอก ได้แก่ การพิจารณาและจัดองค์ประกอบที่ อยู่ราย รอบองค์กรให้เอื้อต่อการดาเนิ นงาน เช่น การส่ งเสริ มและสนับสนุ นคู่คา้ เพื่อให้สามารถ จัดส่ งวัตถุดิบและปั จ จัยในการผลิต หรื อการบริ ก ารที่มีคุ ณภาพให้แก่กิ จการด้วยการให้ ความรู้และทรัพยากรที่จาเป็ นต่างๆ เพราะหากกิจการได้วตั ถุดิบที่ไม่มีคุณภาพเข้าโรงงาน ผลผลิตแปรรู ปที่ออกจากโรงงานก็จะไม่มีคุณภาพตามไปด้วย การช่วยเหลือผูม้ ีส่วนได้เสี ย ที่เกี่ ยวข้องถือเป็ นการสร้ างภูมิคุ ้มกัน แบบหนึ่ งที่ มกั ถูกละเลยหรื อไม่ได้ให้ความสาคัญ กิจการส่วนใหญ่มวั แต่คิดถึงตนเอง คิดว่าทาแล้วจะได้อะไร กาไรปี นี้จะได้เท่าไร ค่าใช้จ่าย ส่ วนเกิ นตรงไหนที่ ตดั ออกได้อีก โดยที่ไม่ได้คิด ถึงการให้หรื อการช่ว ยเหลือผูอ้ ื่น ก่อน ในทางธรรมชาติน้ นั การกระทาใดๆ ย่อมต้องได้รับการตอบสนองเป็ นผลแห่ งการกระทา อย่างหนึ่งอย่างใดเสมอ ซึ่งในกรณี น้ ี คือ “ได้ให้” ก็จะ “ได้รับ” ซึ่งเป็ นข้อเท็จจริ งที่มีความ เฉียบขาดอยูใ่ นตัวเอง ฉะนั้น การที่กิจการเอาใจใส่ ดูแลชุมชน สิ่ งแวดล้อม หรื อคู่คา้ ของ ตนเอง ผลแห่ งการกระทานี้ ก็จะหวนกลับมาจุนเจือกิจ การในภายหลัง ถือเป็ นการสร้าง ภูมิคุม้ กันที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผูม้ ีส่วนได้เสียนอกองค์กร กระบวนการปรับตัว (Adaptive Process) ในธุรกิจเป็ นสิ่งจาเป็ นต่อการตอบสนอง ภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงท่ามกลางกระแสโลกาภิว ัฒน์ เห็นได้จากวัฎจักรของธุรกิจหรื อ รอบอายุของผลิตภัณฑ์โดยส่วนใหญ่ มีคาบเวลาที่ส้ นั ลง ในขณะที่มีความผันผวนเพิ่มขึ้น ทาให้ความยืดหยุน่ และการปรับตัวอย่างรวดเร็ วได้กลายเป็ นคุณลักษณะที่กิจการต้องสร้าง ให้เกิดขึ้น สอดคล้องกับคุณลักษณะด้านการมีระบบภูมิคุม้ กันที่ดีในปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง ประโยชน์ในระยะสั้นของกิจการ อาจมาจากการดาเนิ นธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์ดา้ น ราคา เพื่อการกระตุ ้น ยอดขายหรื อการเพิ่มผลก าไรเฉพาะหน้า ใช้วิธีก ารรณรงค์เรื่ อง


57 ประสิ ทธิ ภ าพและประสิ ทธิ ผ ลในการทางาน เพื่ อการลดค่ าใช้จ่ ายในส่ ว นที่ สามารถ ประหยัดได้ตามวาระที่จาเป็ น เช่นเมื่อเกิดวิกฤตด้านพลังงาน เป็ นต้น ประโยชน์ในระยะปานกลางของกิจการ อาจมาจากการดาเนินธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์ ด้านลูกค้า เป็ นการปลูกสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเป้ าหมายและลูกค้า เพื่อหวังผลใน การเปลี่ยนกลุ่มเป้ าหมายให้กลายมาเป็ นลูกค้าใหม่ของกิ จการ ดู แลรักษาลูก ค้าเดิมของ กิ จ การให้ค งอยู่ เพื่อ หวังผลในการเพิ่ มปริ ม าณการขาย (Up-Selling) หรื อ ขยายสาย ผลิตภัณฑ์ (Cross-Selling) จาหน่ายให้แก่ลกู ค้ารายเดิม และแม้กระทัง่ การเปลี่ยนลูกค้าใน อดีตที่ยตุ ิการซื้อผลิตภัณฑ์ไปแล้ว ให้กลับมาเป็ นลูกค้าของกิจการดังเดิม ประโยชน์ในระยะยาวของกิจการ อาจมาจากการดาเนิ นธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์ดา้ น วิจยั และพัฒนา เพื่อการสร้างนวัตกรรมในผลิตภัณฑ์ ทั้งการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ใหม่ๆ เพื่อรองรั บความต้องการของตลาดที่จ ะเกิ ดขึ้ นในอนาคต รวมถึงการแก้ไขและ ปรับปรุ งผลิตภัณฑ์เดิม ให้มีคุณสมบัติเพิ่มขึ้น คุณภาพดีข้ ึน คุณประโยชน์สูงขึ้น และแม้แต่ การซื้ อทรัพย์สินทางปั ญญาหรื อการซื้ อกิ จการอื่น เพื่อให้ได้มาซึ่ งนวัตกรรมที่ จะสร้ าง คุณค่าให้แก่กิจการในระยะยาว จากที่กล่าวแล้วว่า องค์กรธุรกิจสามารถประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ ในสองระดับ คือ เศรษฐกิจพอเพียงระดับพื้นฐาน และเศรษฐกิจพอเพียงระดับก้าวหน้า ซึ่ง มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ก ับผูม้ ีส่วนได้เสี ยภายในองค์กรและภายนอกองค์กรตามลาดับ การดาเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงระดับพื้นฐาน มุ่งเน้นที่การสร้างกิจการเพื่อให้ อยู่รอดในธุร กิจและการพัฒนาศักยภาพเพื่อการเจริ ญเติบโตของกิจการ เป็ นบันไดขั้น ที่ หนึ่ง ในขณะที่การดาเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงระดับก้าวหน้า จะให้ความสาคัญ กับการแบ่งปันหรื อการใช้ทรัพยากรร่ วมกันหรื อการรวมกลุ่มในแนวดิ่งตามสายอุปทาน (Supply Chain) เป็ นบันไดขั้นที่สอง จนพัฒนามาสู่ความร่ วมมือระหว่างกลุ่มธุรกิจต่างๆ ในแนวราบ ในลักษณะของเครื อข่ายวิสาหกิ จ (Cluster) เพื่อสร้างให้เกิดความยัง่ ยืนของ กิจการ เป็ นบันไดขั้นที่สาม การประยุก ต์ปรั ชญาของเศรษฐกิ จ พอเพีย งทั้งสามขั้น ข้างต้น ชี้ ให้เห็ น ถึงการ พัฒนาที่เริ่ มต้นจากหลักของการพึ่งพาตนเองให้ได้ก่อน (Self-Reliance) แล้วจึงพัฒนาเป็ น


58 การรวมกลุ่มช่วยเหลือกัน (Cooperation) จนนาไปสู่การร่ วมมือกัน (Collaboration) อย่าง เป็ นขั้นตอน ความรู้และคุณธรรมในระดับธุรกิจ นอกเหนือจากคุณลักษณะสามประการ อันได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุม้ กันในตัวที่ดี การดาเนินธุรกิจตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังต้อง ถึงพร้ อมด้ว ย ความรู้ ที่เหมาะสมในการน าวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการ ดาเนินการทุกขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย ความรอบรู้ในข้อเท็จจริ งเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อม และสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มีสติ หรื อความระลึกรู้ ซึ่งเป็ นเครื่ องกากับพฤติกรรม ทางธุรกิจ การตลาด การสื่ อสารประชาสัมพันธ์ หรื อการวางแผนในเรื่ องต่างๆ ว่าจะเป็ น ประโยชน์หรื อมีผลเสียหายหรื อไม่อย่างไรในระยะยาว มีปัญญา หรื อความรู้ชดั ที่เกิดขึ้น จากความฉลาดสามารถคิดพิจารณาอย่างถูกต้องแยบคายด้วยเหตุผล ทาให้เห็นและเข้าใจ ทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างกระจ่างชัด เป็ นความรู้แจ้งในงานและวิธีที่จะปฏิบตั ิงานอย่างถูกต้อง เที่ยงตรง การที่จะนาเอาความรู้มาใช้ให้เป็ นประโยชน์แท้จริ งได้น้ นั จาต้องมีคุณธรรมเป็ น เครื่ องกลัน่ กรอง อันประกอบด้วย ความซื่อสัตย์สุจริ ต สาหรับรองรับสนับสนุนวิชาความรู้ เพื่อนาพาไปสู่เป้ าหมายได้อย่างถูกต้องเที่ยงตรง ความอดทน มีความเพียร ประกอบการ งานด้วยความตั้งใจ ไม่ละเลย ไม่ทอดทิ้ง เป็ นความเพียรที่มีลกั ษณะกล้าแข็งไม่ขาดสาย มี ความหนักแน่นอดทน ไม่ทอ้ ถอย ทาให้การดาเนินงานรุ ดหน้าเรื่ อยไป และความรอบคอบ ระมัดระวัง ที่จะพิจารณาเรื่ องต่างๆ ให้กระจ่างแจ้งในทุกแง่ทุกมุม ก่อนที่จะจัดการให้ถูก จุด ถูกขั้นตอน ถูกเหตุผล และสามารถนาความรู้ต่ างๆ มาพิจ ารณาให้เชื่ อมโยงกัน เพื่อ นาไปสู่ จุดหมายสามประการด้วยกัน คือ ความสมดุล การพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง และการก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวฒั น์ เมื่ อ น าความสัม พัน ธ์ข องคุ ณ ลัก ษณะ เงื่ อ นไข และจุ ด หมายในปรั ช ญาของ เศรษฐกิ จ พอเพียงมาแสดงในเชิ งเหตุ และผล (Cause and Effect) จะปรากฏเป็ นผัง ความสัมพันธ์แห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดังนี้


59

ภาพที่ 2.3 ผังความสัมพันธ์แห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การแสดงผังความสัมพันธ์ในรู ปแบบข้างต้น จะมีความคล้ายคลึงกับการแสดง ความเชื่อมโยงของยุทธศาสตร์ในองค์กรธุรกิจที่นาเสนอในรู ปแบบของแผนที่ยุทธศาสตร์ (Strategy Map) ทาให้เกิด แนวคิ ดที่ จะประยุกต์ปรั ชญาของเศรษฐกิ จพอเพียงผ่านทาง เครื่ องมือทางการจัดการสมัยใหม่ ด้วยเหตุผลที่ภาคธุรกิจเอกชนในปั จจุบนั มีความคุ ้นเคย กับแผนที่ยุทธศาสตร์ ในเครื่ องมือ Balanced Scorecard สาหรับใช้บริ หารจัดการและการ ประเมินผลองค์กรอยูแ่ ล้ว สามารถที่จะทาความเข้าใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่าง เป็ นระบบ และสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในองค์กรได้ง่ายขึ้น จากการแปลงปรัชญาไปสู่ การปฏิบตั ิได้อย่างเป็ นรู ปธรรม การอธิบายถึงคุณลักษณะและเงื่อนไขของเศรษฐกิจพอเพียงทั้งหมดข้างต้น โดย การแยกแยะให้เห็นถึงคุ ณลักษณะและเงื่อนไขเป็ นส่ วนๆ ก็เพื่อให้เห็ นความลึก ซึ้งของ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็ นการวิเคราะห์แบบแยกส่วนเพื่อทาความเข้าใจในทางวิชาการ แต่การนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบตั ิน้นั ต้องคานึงถึงความเกี่ยวข้องของแต่ละ คุณลักษณะและเงื่อนไขต่างๆ ในแบบองค์รวม ทั้งคุณลักษณะด้านความพอประมาณ ความ มีเหตุผล การมีภูมิคุม้ กันในตัวที่ดี ควบคู่ไปกับเงื่อนไขด้านความรู้ และคุณธรรม มิอาจใช้


60 วิธีแยกส่วนสาหรับการปฏิบตั ิได้ เป็ นแต่เพียงว่าองค์กรธุรกิจหนึ่งๆ อาจมีความพร้อมหรื อ การให้น้ าหนักความเข้มข้นของคุณลักษณะและเงื่อนไขของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจน การให้ความสาคัญต่อผูม้ ีส่วนได้เสียหรื อผูท้ ี่เกี่ยวข้องแตกต่างกันกับอีกองค์กรหนึ่ง จึงเป็ น เหตุให้การนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบตั ิใช้น้ นั มีระดับหรื อขั้นของการปฏิบตั ิ ที่แตกต่างกันออกไป ความพอเพี ย งตามนัย ของปรั ช ญาเศรษฐกิ จ พอเพี ย งในแต่ ล ะองค์ก ร จึ ง ไม่ จาเป็ นต้องมีขีดระดับที่เท่ากัน มีรูปแบบเดียวกัน หรื อนาไปสู่การเปรี ยบเทียบระดับความ พอเพียงของแต่ละองค์กร ซึ่งในความเป็ นจริ งก็ทาไม่ได้ดว้ ยเหตุที่ความพร้อมหรื อการให้ น้ าหนักความเข้มข้นของคุณลักษณะและเงื่อนไขของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนการให้ ความสาคัญต่อผูม้ ีส่วนได้เสียหรื อผูท้ ี่เกี่ยวข้องแตกต่างกันดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

เครื่ อ งมื อ ทางการบริ ห ารการจั ด การทรั พ ยากรการผลิ ต ทางการเกษตรตามแน ว พระราชดาริ แนวพระราชด าริ เกี่ ยวกับ การจัด การทรั พยากรการผลิต ทางการเกษตรมุ่งที่ จ ะพัฒนา ประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรภายใต้ขอ้ จากัดของสภาพภูมิศาสตร์ และทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งตัวเกษตรกรเองด้วย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็ นป่ าไม้ ที่ดิน แหล่งน้ า ฯลฯ มุ่งให้อยูใ่ นสภาพที่จะมีผลต่อการเพิ่มประสิ ทธิภาพการผลิตให้มากที่สุด แนวพระราชดาริ ที่ สาคัญ คื อ การที่ ทรงเน้น ในเรื่ องของ การทดลอง ค้น คว้า และวิจ ัย หาพัน ธุ์พืชใหม่ ๆ ทั้ง พื ช เศรษฐกิจ และพืชเพื่อการปรับปรุ งบารุ งดิน รวมถึงพืชสมุนไพร ตลอดจนการศึกษาเกี่ยวกับการ ป้ องกันและกาจัดโรคและแมลงศัตรู พืช และแนวทางการจัดการทรัพยากรระดับไร่ นา เพื่อแนะนา ให้เกษตรกรนาไปปฏิบตั ิได้ ราคาถูก และใช้เทคโนโลยีที่ง่าย และไม่สลับซับซ้อน ซึ่งเกษตรกรจะ สามารถรั บ ไปด าเนิ นการเองได้ และที่ ส าคัญ คื อ จะต้ อ งเหมาะสมกับ สภาพสั ง คมและ สภาพแวดล้อมของท้องถิ่น นั้น ๆ ด้ว ย อย่างไรก็ต ามการทาให้เกษตรกรสามารถพึ่ง ตนเองได้ โดยเฉพาะในด้านอาหารก่อนเป็ นพระราชประสงค์อนั ดับแรก พระราชดาริ และพระราชกรณี ยกิจที่ สาคัญและสมควรได้รับการกล่าวถึงเกี่ยวกับการผลิตทางการเกษตร ได้แก่


61 เกษตรยั้งยืนและระบบเกษตรธรรมชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรงเน้นความสาคัญในการจัดการทรัพยากรระดับไร่ นาในลักษณะที่จะมุ่งใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ ซึ่งจะมีความสอดคล้องกับวิธีการที่สาคัญ ของพระองค์อีกประการหนึ่งคือ การประหยัด ทรงเน้นความจาเป็ นที่จะลดค่าใช้จ่ายในการ ทามาหากินของเกษตรกรลงให้เหลือน้อยที่สุด โดยอาศัยพึ่งพิงธรรมชาติเป็ นปั จจัยสาคัญ วิธีการของพระองค์มีต้ งั แต่การสนับสนุ นให้เกษตรกรใช้โคกระบือในการทานามากกว่า การใช้เครื่ องจักร ให้มีการปลูกพืชหมุนเวียน โดยเฉพาะพืชตระกูลถัว่ เพื่อลดค่าใช้จ่ายเรื่ อง ปุ๋ ย หรื อกรณี ���ี่จาเป็ นต้องใช้ปุ๋ยก็ทรงสนับสนุ นให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยธรรมชาติแทนปุ๋ ยเคมีซ่ึง มีราคาแพง รวมทั้งให้หลีกเลี่ย งการใช้สารเคมีต่ างๆ ที่ มีผลกระทบต่ อสิ่ งแวดล้อม และ คุณ ภาพของดิน ในระยะยาว ทาให้ราษฎรอยู่ในชุมชนและสภาพสิ่ งแวดล้อมที่ ดี และมี ฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีข้ ึน ซึ่งเป็ นหลักการสาคัญของ "การเกษตรยัง่ ยืน" ระบบเกษตรยัง่ ยืนควรมีลกั ษณะการจัด การทรัพยากรการผลิตทางการเกษตรที่ เลียนแบบระบบนิเวศของป่ าธรรมชาติ คือมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีกลไกควบคุม ตัว เอง มีก ารพึ่ง พาปั จ จัยการผลิต จากภายนอกน้อยที่ สุด ตามความจ าเป็ น สาหรั บการ ป้ องกันและกาจัดศัตรู พืชพยายามลดการใช้สารเคมี โดยการใช้วิธีการจัดการศัตรู พืชแบบ ผสมผสาน กล่าวคือควรให้ค วามสาคัญกับระบบการปลูกพืชที่เกื้อกูลกันเพื่อสร้างความ สมดุลตามธรรมชาติในระบบการเกษตร ในปั จจุ บัน มีการทดลองวีธีก ารเกษตรยัง่ ยืนในพื้น ที่ ศูน ย์สมเด็จ พระศรี น คริ น ทราบรมราชชนนี จังหวัดเพชรบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ศูนย์ศึกษาการพัฒนา พิกุลทองฯ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ เป็ นต้น มีกิจกรรมต่างๆ ที่เป็ นไปตามแนว พระราชดาริ และสอดคล้องกับหลักการของเกษตรยัง่ ยืน ที่สาคัญได้แก่ ระบบการปลูกพืช หมุนเวียน ระบบการเกษตรแบบผสมผสาน ระบบวนเกษตร และระบบเกษตรธรรมชาติ


62 แนวทางการจัดการที่ดินและนา้ เพือ่ การเกษตรที่ยงั่ ยืน ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทากินของเกษตรกร เป็ นปัญหาสาคัญยิง่ ในปัจจุบนั และ การประกอบอาชีพทางการเกษตรโดยเฉพาะในเขตที่ใช้น้ าฝนทานาเป็ นหลัก เกษตรกรจะมี ความเสี่ ยงสูง เป็ นเหตุ ให้ผลผลิตข้าวอยู่ในระดับต่า ไม่เพีย งพอต่อการบริ โภค ด้วยพระ อัจฉริ ยะในการแก้ปัญหา จึงได้พระราชทาน "ทฤษฎีใหม่" ให้ดาเนินการในพื้นที่ทากินที่มี ขนาดเล็ก ประมาณ 15 ไร่ ด้วยวิธีการจัดการทรัพยากรระดับไร่ นาอย่างเหมาะสม ด้วยการ จัด สรรการใช้ประโยชน์ในที่ ดิ น โดยให้มีการจัด สร้ างแหล่งน้ าในที่ ดิ น สาหรั บการทา การเกษตรแบบผสมผสานอย่างได้ผล เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ให้มีรายได้ ไว้ใช้จ่ายและมีอาหารไว้บริ โภคตลอดปี ซึ่งได้ดาเนิ นการอย่างแพร่ หลายในปั จจุบนั เพื่อ การผลิตทางเกษตรกรรมที่ยงั่ ยืนสาหรับเกษตรกรชาวไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ได้ ทรงมีพระราชดารัสว่า "…ถึงบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ สองอย่างนี้ จะทา ความเจริ ญแก่ประเทศได้ แต่ตอ้ งมีความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ใจร้อน…" พระบาทสมเด็ จ พระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทาการศึก ษาและวิจ ัยเชิ งปฏิบตั ิ เกี่ ยวกับ ทฤษฎีใหม่มาเป็ นเวลานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ในพื้นที่ส่วนพระองค์ขนาด 16 ไร่ 2 งาน 23 ตารางวาใกล้วดั มงคล ตาบลห้วยบง อาเภอเมือง จังหวัดสระบุรี และทรงมอบให้มูลนิ ธิชยั พัฒ นาที่ ทรงจัด ตั้งขึ้ น มาเพื่อเสริ มโครงการของรั ฐ ทั้งนี้ ก่ อนที่ จ ะทรงน าเอกสารออก เผยแพร่ อย่างเป็ นทางการในปี พ.ศ. 2537 นั้น ทรงให้จดั ตั้ง "ศูนย์บริ หารพัฒนา" ตามแนว พระราชดาริ อยูใ่ นความรับผิดชอบของมูลนิ ธิชยั พัฒนา เพื่อเป็ นต้นแบบสาธิตการพัฒนา ด้านการเกษตรโดยประสานความร่ วมมือระหว่าง วัด ราษฎรและรัฐ ทาการเผยแพร่ อาชีพ การเกษตรและจริ ยธรรมแก่ประชาชนในชนบท โดยทรงหวังว่าหากประสบความสาเร็ จก็ จะใช้เป็ นแนวทางสาธิตในท้องที่อื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ ในส่ วนของการพัฒนาด้านการเกษตร นั้น ก็คือแนวคิดและมรรควิธีที่รู้จกั กันในนาม "เกษตรทฤษฎีใหม่" พระราชดาริ "ทฤษฎีใหม่ " เป็ นแนวทางหรื อหลัก การในการจัด การทรั พยากร ระดับไร่ นาคือที่ดินและน้ า เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการ ดาเนินการทฤษฎีใหม่ ได้พระราชทานขั้นตอนดาเนินงาน ดังนี้


63 ขั้นที่ 1 ทฤษฎีใหม่ข้ันต้น สถานะพื้นฐานของเกษตรกร คือ มีพ้ืนที่น้อย ค่อนข้าง ยากจน อยู่ใ นเขตเกษตรน้ าฝนเป็ นหลัก โดยในขั้น ที่ 1 นี้ มี ว ัต ถุ ป ระสงค์เ พื่ อ สร้ า ง เสถียรภาพของการผลิต เสถียรภาพด้านอาหารประจาวัน ความมัน่ คงของรายได้ ความ มัน่ คงของชี วิต และความมัน่ คงของชุมชนชนบท เป็ นเศรษฐกิจพึ่งตนเองมากขึ้น มีการ จัดสรรพื้นที่ทากินและที่อยูอ่ าศัย ให้แบ่งพื้นที่ ออกเป็ น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30:30:30:10 ซึ่งหมายถึง พื้นที่ส่วนที่หนึ่งประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ า เพื่อใช้เก็บกักน้ าฝนในฤดู ฝนและ ใช้เสริ มการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ าและพืชน้ าต่าง ๆ (สามารถ เลี้ยงปลา ปลูกพืชน้ า เช่น ผักบุง้ ผักกะเฉด ฯ ได้ดว้ ย) พื้นที่ส่วนที่สองประมาณ 30% ให้ ปลูกข้าวในฤดู ฝน เพื่อใช้เป็ นอาหารประจ าวันในครั วเรื อนให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัด ค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้ พื้นที่ส่วนที่สามประมาณ 30% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็ นอาหารประจ าวัน หากเหลือบริ โภคก็นาไป จาหน่าย และพื้นที่ส่วนที่สี่ประมาณ 10% ใช้เป็ นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และโรงเรื อนอื่น ๆ (ถนน คันดิน กองฟาง ลานตาก กองปุ๋ ยหมัก โรงเรื อน โรงเพาะเห็ด คอกสัตว์ ไม้ดอกไม้ ประดับ พืชผักสวนครัวหลังบ้านเป็ นต้น) ทฤษฎีใหม่ข้ นั ก้าวหน้า เมื่อเกษตรกรเข้าใจใน หลัก การและได้ลงมือปฏิบตั ิ ตามขั้น ที่หนึ่ งในที่ ดินของตนเป็ นระยะเวลาพอสมควรจน ได้ผลแล้ว เกษตรกรก็จะพัฒนาตนเองจากขั้น "พออยู่พอกิน" ไปสู่ข้ นั "พอมีอนั จะกิน " เพื่อให้มีผลสมบู รณ์ยิ่งขึ้ น จึ งควรที่ จะต้องดาเนิ นการตามขั้นที่ สองและขั้น ที่สามต่ อไป ตามลาดับ ขั้นที่ 2 ทฤษฎีใหม่ข้ันกลาง เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบตั ิในที่ดิน ของตนจนได้ผลแล้ว ก็ตอ้ งเริ่ มขั้น ที่ สอง คื อ ให้เกษตรกรรวมพลังกัน ในรู ปกลุ่ม หรื อ สหกรณ์ ร่ วมแรง ร่ วมใจกันดาเนินการในด้าน 2.1 การผลิต เกษตรกรจะต้องร่ วมมือในการผลิตโดยเริ่ มตั้งแต่ ขั้นเตรี ยมดิน การหาพันธุ์ พืช ปุ๋ ย การหาน้ า และอื่น ๆ เพื่อการเพาะปลูก


64 2.2 การตลาด เมื่ อมีผ ลผลิต แล้ว จะต้องเตรี ย มการต่ าง ๆ เพื่อการขายผลผลิต ให้ไ ด้ ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรี ยมลานตากข้าวร่ วมกัน การจัดหายุง้ รวบรวมข้าว เตรี ยมหา เครื่ องสีขา้ ว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดี และลดค่าใช้จ่ายลงด้วย 2.3

ความเป็ นอยู่ ในขณะเดี ยวกัน เกษตรกรต้องมีค วามเป็ นอยู่ที่ดี พอสมควร โดยมี

ปัจจัยพื้นฐานในการดารงชีวิต เช่น อาหารการกินต่าง ๆ กะปิ น้ าปลา เสื้อผ้า ที่พอเพียง 2.4 สวัสดิการ แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิการและบริ การที่จาเป็ น เช่น มีสถานี อนามัยเมื่อ ยามป่ วยไข้ หรื อมีกองทุนไว้ให้กยู้ มื เพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ 2.5 การศึกษา มีโรงเรี ยนและชุมชนมีบทบาทในการส่ งเสริ มการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อ การศึกษาเล่าเรี ยนให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง 2.6 สังคมและศาสนา ชุมชนควรเป็ นศูนย์กลางในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนา เป็ นที่ยดึ เหนี่ยว กิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่ วมมือจากทุกฝ่ ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็ นสาคัญ ขั้นที่ 3 ทฤษฎีใหม่ข้ันก้าวหน้ า เมื่อดาเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกรจะมี รายได้ดีข้ ึน ฐานะมัน่ คงขึ้น เกษตรกรหรื อกล���่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ข้ นั ที่ สามต่อไป คือ ติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรื อแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรื อบริ ษทั ห้างร้ านเอกชน มาช่ วยในการทาธุร กิจ การลงทุ นและพัฒนาคุ ณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ าย เกษตรกรและฝ่ ายธนาคารกับบริ ษทั จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ  เกษตรกรขายข้าวได้ในราคาสูง (ไม่ถกู กดราคา)


65  ธนาคารกับบริ ษ ัทสามารถซื้ อข้าวบริ โภคในราคาต่ า (ซื้ อข้าวเปลือกตรงจาก เกษตรกรและมาสีเอง)  เกษตรกรซื้อเครื่ องอุปโภคบริ โภคได้ในราคาต่า เพราะรวมกันซื้อเป็ นจานวนมาก (เป็ นร้านสหกรณ์ ซื้อในราคาขายส่ง)  ธนาคารกับบริ ษทั จะสามารถกระจายบุคลากร (เพื่อไปดาเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียงิ่ ขึ้น) ในปั จจุบนั นี้ ได้มีการนาเอาเกษตรทฤษฎีใหม่ไปทาการทดลองขยายผล ณ ศูน ย์ ศึกษาการพัฒนาและโครงการอันเนื่ องมาจากพระราชดาริ รวมทั้งกรมวิชาการเกษตรได้ ดาเนินการจัดทาแปลงสาธิต จานวน 25 แห่งกระจายอยูท่ วั่ ประเทศ นอกจากนี้ กรมพัฒนา ชุมชน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กองบัญชาการทหารสู งสุ ด กองทัพภาค กระทรวงกลาโหม และกระทรวงศึก ษาธิ การ ได้มีก ารดาเนิ นงานให้มีการ นาเอาทฤษฎีใหม่น้ ีไปใช้อย่างกว้างขวางขึ้น

เครื่องมือทางการบัญชีบริหารทางด้ านการบริหารต้ นทุน สาเหตุหนึ่งทาทาให้เกิดภาวะเงินเฟ้ อ คือ ต้นทุนในการผลิตสิ นค้าที่เพิ่มสูงขึ้น (Cost-Push Inflation) ทาให้ผผู้ ลิตต้องปรับราคาสิ นค้า โดยสาเหตุที่ทาให้ตน้ ทุนการผลิตสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน การเกิดวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ การเพิ่มกาไรของผูป้ ระกอบการ การเปลี่ยนแปลงของราคาสิ น ค้าน าเข้า ซึ่ งอาจเพิ่มไปตามภาวะตลาดโลก หรื อผลของอัต รา แลกเปลี่ยน ทั้งนี้ จึงเล็งเห็น ถึงความสาคัญ ของต้นทุ นการผลิต ที่ใช้เป็ นเครื่ องมือทางการบัญ ชี บริ หารทางด้านการบริ หารต้นทุนนัน่ เอง ต้นทุน (cost) มีผศู้ ึกษา และเรี ยบเรี ยงความหมายไว้แตกต่างกันมากมาย กล่าวคือ สมาคม นักบัญชีและผูส้ อบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ได้บญั ญัติว่า ต้นทุน หมายถึง รายจ่ายที่เกิดขึ้น


66 เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ นค้าหรื อบริ การ ซึ่งอาจจ่ายเป็ นเงินสด สิ นทรัพย์อื่น หุ ้นทุน หรื อการให้บริ การ หรื อการก่ อหนี้ ทั้งนี้ ร วมถึงผลขาดทุน ที่ว ดั ค่ าเป็ นตัว เงิ นได้ที่เกี่ย วข้องโดยตรงกับการได้มาซึ่ ง สินค้าหรื อบริ การ ดวงมณี โกมารทัต (2553: 33 – 50) การจาแนกประเภทของต้นทุนสามารถจาแนกออกเป็ น 6 ประเภท ดังนี้ 1. การจาแนกตามพฤติกรรมของต้นทุน การจาแนกประเภทของต้นทุนโดยอ้างถึงลักษณะพฤติกรรมของการเกิดต้นทุนนั้น เป็ นต้นทุนกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทสาคัญต่อผูบ้ ริ หารเพื่อการวางแผนในการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรต่างๆ ที่มีธุรกิจอยู่ ทรัพยากรเป็ นแหล่งที่มาของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ ซึ่งจะ ถูกนาไปใช้เพื่อการดาเนินงานให้เป็ นไปตามเป้ าหมายขององค์กร ซึงการวิเคราะห์ตน้ ทุน ตามแนวคิดนี้สามารถจาแนกต้นทุนได้เป็ น 3 ประเภท คือ ต้นทุนผันแปร ต้นทุนคงที่ และ ต้นทุนผสม 1.1 ต้นทุนผันแปร ลักษณะพฤติกรรมของต้นทุนผันแปร คือ ต้นทุนผันแปรโดยรวมจะ มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงของระดับกิจกรรมการ ดาเนินงาน 1.2 ต้นทุนคงที่ ลักษณะพฤติกรรมของต้นทุนคงที่ คือ ต้นทุนคงที่โดยรวมจะยังคงเท่า เดิมแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระดับกิจกรรมการดาเนิ นงาน แต่ตน้ ทุนคงที่ต่อฐาน กิจกรรมหนึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้ามกับระดับกิจกรรมที่มกี าร เปลี่ยนแปลง 1.3 ต้น ทุน ผสม ลัก ษณะของต้นทุ น ผสม คื อ มีท้ งั พฤติก รรมของต้นทุ นผัน แปรและ ต้น ทุ น คงที่ ร วมอยู่ใ นต้น ทุ น เดี ย วกัน กล่ า วคื อ มี บ างส่ ว นของต้น ทุ น ที่ มี ก าร เปลี่ยนแปลงไปตามระดับกิจ กรรม และมีบางส่ วนของต้น ทุน ที่ยงั เท่ าเดิมแม้วว่า


67 ระดับกิ จ กรรมจะมีก ารเปลี่ย นแปลงไปก็ต าม ต้น ทุ น ผสมนี้ บางครั้ งอาจเรี ย กว่า ต้นทุนกึ่งผันแปรหรื อต้นทุนกึ่งคงที่ก็ได้ 2. การจาแนกต้นทุนเพื่อการจัดสรรเข้าหน่วยต้นทุน การจาแนกต้นทุนเพื่อการจัดสรรเข้าสู่หน่วยต้นทุน เป็ นการอ้างอิงสาเหตุของการเกิด ต้นทุนว่าสืบเนื่องมาจากกิจกรรมการดาเนิ นงานในส่ วนใด ในการจัดสรรต้นทุนนั้นเพื่อ ประโยชน์ในการวัดมูลค่าต้นทุนที่ถูกต้องเพื่อนามาใช้ในการกาหนดราคาขาย หรื อการ ประเมิน ถึงความสามารถในการท าก าไรของธุ ร กิ จ หน่ ว ยของต้น ทุ น้ ัน สามารถแยก พิจารณาได้ 2 ลักษณะ คือ หน่วยต้นทุนส่วนกลาง (Intermediate Cost Objects) และหน่ วย ต้นทุนสุดท้าย (Final Cost Objects) โดยหน่วยต้นทุนส่วนกลางเป็ นการเก็บสะสมต้นทุนที่ เกิดขึ้นภายในหน่วยงาน แล้วในภายหลังจะทาการปันส่ วนต้นทุนต่างๆ ที่เก็บสะสมไว้เข้า สู่ตน้ ทุนส่วนกลางให้กบั หน่วยต้นทุนอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกันต่อไปตามความเหมาะสม เนื่ องจากไม่สามารถระบุ สาเหตุ ข องการเกิด ต้น ทุ นนั้น ได้อย่างชัด เจนว่าจะเข้าสู่ หน่ ว ย ต้นทุ นใดได้โ ดยตรง ส่ ว นต้น ทุนหน่ วยสุ ด ท้ายเป็ นการเก็บสะสมเข้าสู่ห น่ วยต้นทุ นใด ต้น ทุน หนึ่ งได้ในทันที เนื่ องจากสามารถระบุ สาเหตุข องการเกิด ต้น ทุน ได้ว่าเป็ นเพราะ กิจกรรมของหน่วยต้นทุนนั้น ดังนั้นต้นทุนที่สะสมในหน่วยสุดท้ายนี้จะไม่ตอ้ งทาการปั น ส่วนให้กบั หน่วยต้นทุนอื่นๆ ต่อไป 2.1 ต้นทุนทางตรง เป็ นต้นทุนที่สามารถระบุถึงสาเหตุ ของการเกิดต้นทุนเข้าสู่หน่ ว ย ต้นทุนต่างๆ ได้ง่าย หรื อระบุเข้าสู่ตน้ ทุนหน่วยสุดท้ายได้ทนั ที 2.2 ต้นทุนทางอ้อม เป็ นต้นทุนที่ไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดต้นทุนได้ง่ายหรื อ สะดวกว่าเป็ นผลมาจากการทางานของหน่ วยต้นทุนใด หรื ออาจสามารถระบุเข้าสู่หน่ วย ต้นทุนได้แต่ค่อนข้างยุง่ ยากหรื อลาบากมาก ดังนั้นจึงคิดต้นทุนทางอ้อมเข้าสู่หน่วยต้นทุน ส่วนกลางก่อน หลังจากนั้นโดยทัว่ ไปแล้วนักบัญชีจะใช้วิธีการปันส่วนต้นทุนทางอ้อมเข้า สู่ผลประโยชน์ท้งั หมดที่เกิดขึ้นจากการมีตน้ ทุนเหล่านี้


68 3. การจาแนกต้นทุนตามความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ในการดาเนินธุรกิจนั้นจะมีตน้ ทุนต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งในการวิเคราะห์เพื่อทาการ ตัด สิ น ใจในเรื่ องใดเรื่ องหนึ่ ง นัก บัญชี จ ะต้องพิจ ารณาถึงลัก ษณะของต้น ทุ น ต่ างๆ ที่ เกิ ด ขึ้ น ว่า ต้น ทุ น เหล่านี้ มีผลหรื อมีค วามเกี่ ย วข้องกับ ประเด็น ปั ญ หาที่ ผูบ้ ริ หารก าลัง ตัดสินใจอยูห่ รื อไม่ ในการจาแนกต้นทุนโดยอ้างถึงความเกี่ยวข้องที่มีผลต่อการตัดสิ นใจ ในทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ งนั้น สามารถจาแนกต้นทุนได้ 3 ประเภท คือ ต้นทุนส่ วนที่ แตกต่าง (Differential Costs) ต้นทุนจม (Sunk Cost) และต้นทุนเสี ยโอกาส (Opportunity Cost) 3.1 ต้นทุนส่วนที่แตกต่าง เป็ นต้นทุนส่วนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นหรื อลดลงเมื่อนาทางเลือก ต่างๆ ที่เป็ นไปได้ของการเลือกปฏิบตั ิมาเปรี ยบเทียบกัน การพิจารณาต้นทุนส่วนที่แตกต่าง ข้างต้นนั้นเป็ นส่วนของต้นทุนผันแปร หมายความว่า เมื่อพิจารณาที่ตน้ ทุนรวมคือมีหน่ วย ผลิตหรื อหน่วยที่ซ้ือเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้นทุนส่วนที่แตกต่างรวมจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตาม ระดับกิจกรรม 3.2 ต้น ทุน จม เป็ นต้น ทุน ที่ เกิ ดข้น แล้วและมาสามารถทาการเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ หลังจากที่ท���การตัดสินใจไปแล้ว ต้นทุนจมนี้จะไม่เกี่ยวข้องหรื อไม่มีผลต่อการตัดสิ นใจ ในอนาคต 3.3 ต้นทุนเสียโอกาส ลักษณะของต้นทุนเสี่ ยโอกาสนี้ จะแตกต่างไปจากที่ได้กล่าวถึง ความหมายของคาว่า “ต้นทุน” ที่ได้กล่าวไว้ขา้ งต้น ต้นทุนเสี ยโอกาสนี้ ไม่มีการจ่ายเงิน สด สิ่งที่เทียบเท่าเงินสด หรื อแม้แต่สัญญาว่าจะจ่ายเป็ นเงินสดให้ในอนาคต แต่ตน้ ทุน เสี ยโอกาสนี้ หมายถึง จ านวนเงิน ของรายได้ที่พึงจะได้รับ แต่กิจการได้ปฏิเสธที่ จะรั บ เพราะตัดสิ นใจเลือกที่ จะตัด สิ นใจกระทาในอีกทางเลือกหนึ่ งซึ่ งคิดว่ามีความเหมาะสม หรื อให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า


69 4. การจาแนกต้นทุนตามระดับความรับผิดชอบของผูบ้ ริ หาร การจาแนกต้นทุนตามระดับความรับผิดชอบของผูบ้ ริ หารนี้ สามารถจาแนกได้เป็ น 2 ประเภท คื อ ต้น ทุ น ที่ ค วบคุ ม ได้ (Controllable Cost) และต้น ทุ น ที่ ค วบคุ ม ไม่ ไ ด้ (Noncontrollable Cost) 4.1 ต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้เป็ นต้นทุนที่ผบู้ ริ หารมีอานาจหน้าที่ที่จะทาการตัดสิ นใจ เปลี่ยนแปลต้นทุนที่เกิดขึ้นภายในส่วนงานที่เป็ นขอบเขตความรับผิดชอบในหน้าที่ที่จะทา การควบคุ มไม่ได้ ซึ่ งในการควบคุ มต้นทุ น ต่างๆ ในแต่ ล ะฝ่ ายแต่ ละแผนกนั้น ก็เพื่อให้ เป็ นไปตามเป้ าหมายของต้นทุนหรื อกาไรที่ผบู้ ริ หารในระดับสูงได้กาหนดไว้ 4.2 การจาแนกต้นทุนโดยจัดเป็ นต้นทุนที่ควบคุมได้ หรื อต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ นั้น จะขึ้น อยู่ก ับการพิจ ารณาว่าอานาจหน้าที่ ของผูบ้ ริ หารในระดับใดแล้ว ในบางกรณี ต้นทุนที่ควบคุมได้หรื อหรื อควบคุมไม่ได้ยงั ขึ้นอยู่กบั ระยะเวลาอีกด้วย ต้นทุนบางอย่าง อาจเป็ นต้น ทุ น ที่ มาสามารถควบคุ มได้ในช่ ว งเวลาสั้น ๆ แต่ อ าจเป็ นต้น ทุ น ที่ สามารถ ควบคุมได้ในระยะยาว 5. การจาแนกต้นทุนตามหน้าที่การผลิต การจ าแนกต้น ทุน โดยพิจารณาจากหน้าที่ภ ายในองค์ก ร สามารถจาแนกได้เป็ น 2 ประเภทด้ว ยกัน คื อ ต้นทุ น ที่เกี่ ยวกับการผลิต (Manufacturing Cost) และต้น ทุ นที่ ไม่ เกี่ยวกับการผลิต (Nonmanufacturing Cost) 5.1 ต้นทุนที่เกี่ยวกับการผลิต เป็ นต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไม่ว่าจะเป็ นส่ วน ของวัตถุดิ บที่ใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงต้น ทุน อื่น ๆ ที่ เกิ ดขึ้ น เพื่อทาการแปร สภาพวัต ถุ ดิ บ ให้เ ป็ นสิ น ค้า ส าเร็ จ รู ป พร้ อ มที่ จ ะขายต่ อไป หรื อ เป็ นต้น ทุ น อื่ น ที่ เกี่ ย วข้อ งกับ กระบวนการผลิ ต ภายในโรงงานทั้ง หมด โดยในส่ ว นของต้น ทุ น ที่ เกี่ยวข้องกับการผลิตนี้ยงั สามารถจาแนกต้นทุนได้เป็ น ต้นทุนการผลิตทางตรง (Direct Manufacturing Cost) และต้นทุนการผลิตทางอ้อม (Indirect Manufacturing Cost)


70 5.1.1 ต้นทุนการผลิตทางตรง เป็ นต้นทุนที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตและ สามารถติดตามถึงสาเหตุของการเกิดต้นทุนเข้าสู่หน่ วยต้นทุนได้ง่าย (หน่ วย ต้นทุ นในที่ น้ ี คื อหน่ ว ยผลิต ) ต้น ทุน การผลิต ทางตรงนั้น ยังสามารถจาแนก ต้นทุนได้เป็ น 2 ประเภทย่อย คือ ต้นทุนของวัตถุดิบทางตรง (Direct Material Cost) และต้นทุนของค่าแรงงานทางตรง (Direct Labor Cost) 5.1.1.1 ต้น ทุ น ของวัต ถุ ดิ บ ทางตรง คื อ ต้น ทุ น ในส่ ว นของ วัตถุดิบทางตรงที่ ใช่ในการผลิตซึ่งถือได้ว่าเป็ นส่ วนประกอบหลัก หรื อส่ ว นที่ สาคัญของสิ น ค้าสาเร็ จรู ป สามารถก าหนดเข้าสู่ มูลค่ า ต้น ทุ น ของผลิต ภัณ ฑ์ได้ง่า ย ลัก ษณะของต้น ทุ น วัต ถุ ดิ บทางตรง นอกจากจะเป็ นส่ ว นประกอบหลัก ที่ ส ามารถเห็ น ได้ชัด เจนจาก ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเสร็ จเรี ยบร้องแล้ว 5.1.1.2 ต้น ทุ น ของค่ า แรงทางตรง คื อ ต้น ทุ น ในส่ ว นของ ค่าแรงงานที่เกี่ยวกับพนักงานฝ่ ายผลิตที่ทาหน้าที่ในการแปรสภาพ วัตถุดิบ หรื อเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตหลักๆ ของวัตถุดิบแต่ละ ชนิด 5.1.2 ต้นทุน ของการผลิตทางอ้อม คื อ ต้นทุนอื่นๆ ที่นอกเหนื อจากส่ ว น ของต้นทุนวัตถุดิบทางตรง และต้นทุนค่าแรงทางตรง และเป็ นต้นทุนที่มีส่วน เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าให้เป็ นสินค้าสาเร็ จรู ปเพื่อการจาหน่ ายต่อไป เป็ น ต้นทุ นที่ เกิ ดขึ้ นเพื่อช่ วยเสริ มให้กระบวนการผลิตมีความสะดวก คล่องตัว และช่ วยทาให้สิน ค้าที่ ผลิต ออกมามีความสมบรู ณ์ที่จ ะนาไปใช้ประโยชน์ ต่อไปได้ ต้นทุนของการผลิตทางอ้อมนี้โดยส่วนใหญ่เรี ยกว่า ต้นทุนค่าใช้จ่าย ในการผลิต (Manufacturing Overhead Cost) ต้นทุนของการผลิตทางอ้อมยัง สามารถจาแนกต้นทุนได้เป็ น 3 ประเภทย่อยๆ คือ ต้นทุนของวัตถุดิบทางอ้อม (Indirect Material Cost) ต้นทุนค่าแรงทางอ้อม (Indirect Labor Cost) และ ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตอื่นๆ (Other Manufacturing Cost)


71 5.1.2.1 ต้ น ทุ น วั ต ถุ ดิ บ ทางอ้อ ม เป็ นทุ นทุ นที่ เกิ ด ขึ้ นใน กระบวนการผลิต เป็ นส่ ว นประกอบย่อยๆ ของวัตถุดิบที่ใช้ในการ ผลิต แต่ไม่ใช่ส่วนประกอบหลัก ที่สาคัญหรื อมีมูลค่าน้อยเมื่อเทียบ กับตันทุนของสิ นค้าที่ผลิตได้ในแต่ละชนิ ด หรื อเป็ นวัตถุดิ บส่ วนที่ นามาใช้เพื่อช่วยให้การผลิตเป็ นไปอย่างต่อเนื่ อง ไม่สามารถกาหนด มูลค่าของวัตถุดิบทางอ้อมเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน 5.1.2.2 ต้ น ทุ นค่ า แรงทาง อ้ อ ม เป็ นต้ น ทุ นในส่ วนของ แรงงานคนงานทัว่ ๆ ไปที่ เกิ ดขึ้ นภายในโรงงานและมีส่วนช่ว ยให้ กระบวนการทางานของการผลิตมีความคล่องตัวและมีประสิ ทธิภาพ มากขึ้น 5.1.2.3 ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตอื่นๆ เป็ นต้นทุนที่เกี่ยวข้อง กับกระบวนการผลิต แต่ไม่สามารถระบุเข้าสู่หน่วยผลิตของสินค้าได้ อย่างชัดเจน และเป็ นต้นทุนที่นอนเหนื อจากต้นทุนการผลิตทางตรง วัตถุดิบทางอ้อม และค่าแรงงานทางอ้อม 5.2 ต้นทุนที่ไม่เกี่ยวกับการผลิต เป็ นต้นทุนส่ วนที่นอกเหนื อจากต้นทุนต่างๆ ใน กระบวนการผลิตทั้งหมดเป็ นต้นทุน ในส่ วนของกระบวนการดาเนิ นงานต่างๆ ของ สานัก งาน ซึ่งสามารถจาแนกต้น ทุ นที่ ไม่เกี่ ยวกับ การผลิต นี้ ได้เป็ น 2 ประเภท คื อ ต้นทุนในการขาย (Selling Cost) และต้นทุนในการบริ หาร (Administrative Cost) 5.2.1 ต้น ทุน ในการขาย เป็ นต้น ทุน ที่เกี่ยวข้องและมีความจาเป็ นต่ อการ ด าเนิ น กิ จ กรรมทางการตลาดหรื อการจัด จ าหน่ า ยผลิต ภัณ ฑ์ห รื อ บริ การ ต้นทุนในส่วนนี้เป็ นส่วนที่ทาให้ได้มาซึ่งคาสั่งของลูกค้า และเป็ นต้นทุนที่มี ผลต่อเนื่องจากการมรคาสัง่ ซื้อจากลูกค้า 5.2.2 ต้นทุนในการบริ หาร เป็ นต้นทุนส่ วนอื่นๆ ทั้งหมดขององค์กรที่ไม่ สามารถจัดเข้ากลุ่มต้นทุน ที่เกี่ ยวกับการผลิตหรื อตัน ทุนในการขายดังที่ได้ กล่าวมาแล้วข้างต้น ต้นทุนในการบริ หารนั้นเป็ นส่วนของต้นทุนของกิจกรรม


72 ในด้านต่างๆ ที่หลากหลายที่มีความรับผิดชอบร่ วมกันเพื่อช่วยให้หน่ วยงาน ต่างๆ ภายในองค์กรสามารถประสานการทางานร่ วมกันเพื่อให้เป็ นไปตาม เป้ าหมายขององค์กรได้ 6. การจาแนกต้นทุนตามวัตถุประสงค์เพื่อการรายงานในงบการเงิน การจาแนกต้นทุนต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในองค์กรเพื่อวัตถุประสงค์ของการนาเสนอผล การดาเนินงานและฐานะทางการเงินของธุรกิจในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ งนั้น สามารถจาแนก ต้น ทุ น ได้เป็ น 2 ประเภท คื อ ต้น ทุ น ผลิต ภัณ ฑ์ (Product Costs) และต้น ทุ น งวดเวลา (Period Cost) 6.1 ต้น ทุ น ผลิต ภัณ ฑ์ เป็ นต้น ทุ น ที่ ประกอบด้ว ย 3 ส่ ว นประกอบของต้น ทุ น ที่ เกี่ยวกับการผลิต คือ วัตถุดิบทางตรง ค่าแรงทางตรง และค่าใช้จ่ายในการผลิต ต้นทุน เหล่านี้เมื่อผลิตเป็ นสินค้าสาเร็ จรู ปเรี ยบร้อยจะแสดงรวมเป็ นต้นทุนของสินค้าคงเหลือ (Inventoriable Cost) หรื ออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่ งว่า ต้นทุ นการผลิตทั้งสามส่ ว นจะ สะสมอยูใ่ นสินค้าคงเหลือของธุรกิจต่อไปจนกว่าจะจาหน่ายสินค้านั้นได้ 6.2 ต้นทุนงวดเวลา เป็ นต้นทุนที่รับรู้เป็ นค่าใช้จ่ายในงวดเวลาที่มีรายการของต้นทุน เหล่านั้นเกิดขึ้นในทันที โดยทัว่ ไปแล้วต้นทุนงวดเวลาจาแนกได้เป็ น 2 ประเภท คือ ค่าใช้จ่ายในการขายและค่าใช้จ่ายในการบริ หาร โดยส่ วนของต้นทุนค่าใช้จ่ายในการ ขายเป็ นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับกิจกรรมทางการตลาด และค่าขนส่ งสิ นค้าที่ขายไป ให้กบั ลูกค้า

ผลการทบทวนวรรณกรรมที่เกีย่ วข้ อง ทฤษฎีเกีย่ วกับภาวะเงินเฟ้ อ ภาวะเงินเฟ้ อ หมายถึง ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริ การเพิ่มสูงขึ้นเรื่ อยๆ เป็ นระยะเวลา ยาวนาน และได้สร้างปั ญหาให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งระดับราคาสิ นค้าและบริ การโดยทัว่ ไป จะ เปลี่ยนแปลงในทางตรงข้ามกับอานาจซื้อ คือ เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้ อ อานาจซื้อของเงินจะลดลง เป็ น เหตุให้เงินจานวนเดียวกันนี้ ไม่สามารถซื้อสินค้าและบริ การได้เท่ากับจานวนที่เคยซื้อได้ ในระยะ


73 ก่ อนเกิ ด ภาวะเงิ น เฟ้ ออาจส่ งผลทาให้ค่ าครองชี พเพิ่ มสู งขึ้ น ได้ อภิ นัน ท์ จัน ตะนี และทับทิ ม วงค์ประยูร (2537: 76) สาเหตุที่ทาให้ เกิด ภาวะเงินเฟ้ อ (อภินันท์ จันตะนี และทับทิม วงค์ประยูร, 2537: 76) สามารถจาแนกได้ดงั นี้คือ 1. เงินเฟ้ อที่เกิดจากอุปสงค์ มวลรวมเพิ่มขึ้น (Demand Pull Inflation) คือ เมื่ออุปสงค์ มวลรวมเพิ่มขึ้น ในขณะที่อุปทานมวลรวมคงเดิม ทาให้ปริ มาณสินค้าและบริ การในระบบ เศรษฐกิจไม่เพียงพอตอบสนองต่ออุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น เนื่ องจากทาการผลิตไม่ทนั กับความ ต้องการสินค้าออกสู่ตลาดน้อย แต่ผบู้ ริ โภคมีมากจึงเป็ นเหตุให้สินคาราคาเพิ่มสูงขึ้นเรื่ อยๆ สาเหตุ ข องการเกิ ด ภาวะเงิ น เฟ้ อแบบมีอุ ปสงค์ส่ว นเกิ น อาจแบ่ งอธิ บายได้เป็ น 3 ทฤษฎีใหญ่ (ประพันธ์ เศวตนันทน์, 2543: 303 - 306) คือ 1.1 ทฤษฎีปริ มาณเงินแบบดั้งเดิม (Simple Quantity Theory) การเปลี่ยนแปลงปริ มาณเงินมีผลกระทบระดับราคาสิ นค้าทัว่ ไปโดยตรง คือ ถ้าปริ มาณเงินเพิ่ม ระดับราคาจะเพิ่มตามในสัดส่วนเดียวกัน ในกรณี กลับกันถ้าหาก ปริ มาณเงินลด ระดับราคาสินค้าก็ลดตาม ซึ่งทฤษฎีการเงินในลักษณะนี้ เป็ นทฤษฎี การเงินแบบหยาบ (The Crued Quantity Theory of Money) หรื อทฤษฎีปริ มาณเงิน อย่างง่าย (The Simple Version of The Quantity Theory of Money) โดยเน้นบทบาท ของเงินในฐานะเป็ นสื่ อกลางสาหรับการแลกเปลี่ยน โดยมีขอ้ สมมุติ ที่ว่ามนุ ษย์มี ความต้องการที่จะถือเงินเพราะมีอานาจในการซื้อ ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของปริ มาณเงิน จะส่ งผลให้เกิ ดการเพิ่มขึ้น ของระดับราคาในสัดส่ วนเดียวกัน ทั้งนี้ เพราะว่าคนมี อานาจในการซื้ อเพิ่มขึ้น และมีอุปสงค์ต่อสิ น ค้าเพิ่มขึ้น ด้ว ยเช่น กัน ซึ่งในทฤษฎี การเงิน แบบหยาบนี้ จะถือว่าการเพิ่มขึ้ นของปริ มาณเงิ น จะมี ผลต่อระดับราคาที่ เพิ่มขึ้นในอัตราส่วนเดียวกัน สามารถแสดงความสัมพันธ์ออกมาในรู ปแบบสมการ ได้ดงั นี้


74 MV

=

PT

M = ปริ มาณของเงิน V = อัตราการหมุนเวียนของเงิน P = ระดับราคา T = ปริ มาณของรายการแลกเปลี่ยน ในประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศ อาจไม่เคยบรรลุจุดที่นักเศรษฐศาสตร์ เรี ยกว่าระดับการผลิต ที่ทาให้เกิดการจ้างงานเต็มที่ (Full employment output) แต่ก็ ยังประสบกับปั ญหาเงิน เฟ้ อภายในประเทศอันเนื่ องมาจากการมีอุปสงค์ส่ว นเกิ น นัก เศรษฐศาสตร์ ห ลายท่ า นอาจคิ ด ว่ า ระบบเศรษฐกิ จ ดัง กล่ า วอาจเข้า ได้ก ับ แบบจ าลองของพวกคลาสสิ กก็ได้ แต่สภาวะเศรษฐกิจ ที่ กา้ วหน้าไปมากแล้ว ใน ปัจจุบนั ไม่น่าจะตรงกับข้อสมมติเบื้องต้นของพวกคลาสสิก ซึ่งได้กาหนดให้ระบบ เศรษฐกิจอยูใ่ นภาวะการจ้างงานเต็มที่ตลอดเวลา อย่างไรก็ดี แนวความคิดของพวก คลาสสิกอาจนามาใช้อธิบายปรากฏการณ์ในระบบเศรษฐกิจของไทยได้ โดยปรับ เงื่อนไขบางประการเสีย นัน่ คือ ถึงแม้ว่าระบบเศรษฐกิจไทยอาจจะไม่เคยบรรลุภาวะ ที่มีก ารจ้างงานเต็มที่ แต่ภ าวะเงิน เฟ้ อก็อาจจะเกิด ขึ้น ถ้าปริ มาณเงิน มีมากเกิ นไป สภาพที่ อ าจจะเป็ นไปได้คื อ ค่ า การหมุ น เวี ย นของเงิ น โดยเฉลี่ ย แล้ว คงจะไม่ เปลี่ยนแปลงมากนัก หรื อถ้าจะเปลี่ยนแปลงก็คงจะน้อยมากจนไม่จาเป็ นต้องนาเข้า มาพิจารณาก็ได้ ปัญหาสาคัญอยู่ที่ค่าตัว T (ปริ มาณของรายการแลกเปลี่ยน) ซึ่งใน ระบบเศรษฐกิจไทยไม่น่าจะเป็ นตัวคงที่ได้ เพราะเศรษฐกิจไม่ได้อยูใ่ นภาวการณ์จา้ ง งานเต็มที่ อย่า งไรก็ดี ตามข้อเท็จ จริ งค่ า ตัว T (ปริ มาณของรายการแลกเปลี่ย น) มี แนวโน้มจะคงที่ในช่วงเวลาหนึ่ ง เหตุผลคือระบบเศรษฐกิจของไทยเอื้ออานวยให้ ภาคธุรกิจกักตุนสิ นค้าไว้ได้ โดยไม่จาเป็ นต้องนาสิ นค้าออกสู่ตลาด เพราะฉะนั้น ถึงแม้การผลิตจะยังคงดาเนินอยูต่ ลอดเวลา ก็ไม่ได้เป็ นเครื่ องค้ าประกันว่าสิ นค้าใน ท้องตลาดจะมีปริ มาณสูงขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆนั้น เราจึงมักพบกับสภาพที่ดูเหมือนว่า ระบบเศรษฐกิจของเราอยู่ ณ ระดับการจ้างงานเต็มที่ การเพิม่ อุปทานของเงินถ้าจะมี ขึ้นด้วยระบบเศรษฐกิจของเราอยู่ ณ ระดับการจ้างงานเต็มที่ การเพิ่มอุปทานของเงิน


75 ถ้าจะมีข้ ึนด้วยเหตุผลใดๆ ย่อมทาให้ราคาสินค้าสูงขึ้นอย่างเดียวเท่านั้น การนาสินค้า กักตุนออกสู่ตลาดในภายหลังจะทาให้พ่อค้าได้รับรายได้สูงขึ้นกว่าปรกติ สิ่ งเหล่านี้ เป็ นปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้น และเป็ นสิ่งที่ควรแก่การแก้ไขเป็ นอย่างยิง่ 1.2 ทฤษฎีปริ มาณเงินสมัยใหม่ (Modern Quantity Theory) นักการเงินสมัยใหม่ซ่ึงนาโดย Milton Friedman แห่ งมหาวิทยาลัยชิคาโกได้ เปลี่ยนแปลงสมมติฐานเบื้องต้นของนักเศรษฐศาสตร์ คลาสสิ กมากพอควร นั่นคือ เห็นว่าระบบเศรษฐกิจไม่จาเป็ นจะต้องอยู่ ณ ระดับการจ้างงานเต็มที่เสมอไป และ เห็นว่าค่าการหมุนเวียนของเงินไม่จาเป็ นจะต้องอยู่ ณ ระดับการจ้างงานเต็มที่เสมอ ไป และเห็ น ว่ าค่ า การหมุ น เวีย นของเงิ น ไม่จ าเป็ นต้องมี เสถี ยรภาพอย่างที่ นัก เศรษฐศาสตร์ คลาสสิ กคิด เพราะฉะนั้น ถ้ามีการเพิ่มอุปทานของเงิน มูลค่าการใช้ จ่ายทั้งหมดอาจไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะค่าการหมุนเวียนของเงินอาจมี ค่าต่าลงนัน่ เอง การที่ค่าการหมุนเวียนของเงินต่าลงอาจเป็ นสาเหตุอย่างหนึ่ง ที่ทาให้ รัฐบาลต้องเพิ่มปริ มาณเงินเพื่อรักษาระดับรายได้ไว้ก็อาจเป็ นได้ แต่ถา้ สมมติว่าค่า การหมุนเวียนของเงินไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก การเพิ่มอุปทานของเงินย่อมจะทาให้ มูลค่าการใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นระดับหนึ่ง ในเมื่อเราถือว่าระบบเศรษฐกิจ ไม่จาเป็ นต้องอยู่ ณ ระดับการจ้างงานเต็มที่ การเพิ่มอุปทานของเงินจึงทาให้ท้ งั ค่า P (ระดับราคา) และ T (ปริ มาณของรายการแลกเปลี่ยน) ต้องปรับตัวเองให้สูงขึ้นตาม ไปโดยอัตโนมัติ แต่จะปรับเป็ นอัตราส่วนเท่าไรก็ยอ่ มแล้วแต่กรณี สิ่ งที่ สรุ ปได้จ ากแนวความคิด นี้ คือ ระดับราคาไม่จาเป็ นจะต้องสูงขึ้น เป็ น อัตราส่ ว นเดี ยวกันกับการเพิ่มขึ้น ของอุปทานของเงิน อย่างไรก็ดี ภาวะเงินเฟ้ อที่ เกิดขึ้นยังถือว่าเป็ นผลมาจากการเพิม่ อุปทานของเงินอย่างต่อเนื่องนัน่ เอง เพียงแต่ว่า ผลของการเพิ่มอุปทานของเงินที่มีต่อระดับราคาไม่มากเหมือนกับทฤษฎีปริ มาณเงิน ดั้งเดิม


76 1.3 ทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มเคนส์ (Keynesian Theory) ตามแนวความคิดของนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มเ���นส์น้ นั ไม่ยอมรับว่าปริ มาณเงิน เป็ นปั จจัยสาคัญที่ทาให้เกิดภาวะเงินเฟ้ อแบบมีอุปสงค์ส่วนเกิน (Demand – Pull Inflation) แม้อาจจะมีส่วนอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก (Money does not matter) นัก เศรษฐศาสตร์เคนส์ให้ความสาคัญแก่ปัจจัย 2 ประการคือ (1) การใช้จ่ายอย่างอิสระ และ (2) การทางานของกลไกตัวคูณ (Multiplier) ถ้าการใช้จ่ายอิสระ (เช่น การใช้ จ่ายของรั ฐบาล) สู งขึ้ น อย่างไม่หยุดยั้ง รายได้ข องประชาชนก็จะสู งขึ้ นอย่างไม่ หยุดยัง้ เช่นเดียวกัน เท่ากับมูลค่าการใช้จ่ายอิสระคูณด้วยค่าตัว 2.

เงินเฟ้ อเกิดจากต้นทุนเพิม่ สู งขึน้ (Cost – Push Inflation) เนื่องจากระดับราคาสินค้า

ที่น ามาใช้เป็ นปั จ จัย การผลิต มีร าคาเพิ่มสู งขึ้ น ทาให้ตน้ ทุน เพิ่มสูงขึ้น เป็ นเหตุ ให้ราคา ผลผลิตเพิ่มสูงขึ้นด้วย (อภินนั ท์ จันตะนี และทับทิม วงค์ประยูร, 2537: 76) ในประเทศที่ มีสหภาพแรงงาน ทาหน้าที่ ต่ อรองค่ า จ้างแรงงานกับนายจ้าง การ เรี ยกร้องค่าจ้างแรงงานเพิ่มจะส่งผลให้ตน้ ทุนในการผลิตเพิ่มสูงขึ้นด้วย ผูผ้ ลิตจะผลักดัน ภาระไปสู่ผบู้ ริ โภค โดยขึ้นราคาสินค้าและบริ การ ทาให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ประพันธ์ เศวตนันทน์ (2543: 306 - 310) กล่าวไว้ว่า เป็ นเวลาหลายปี ก่อนทศวรรษ ที่ 1950 ได้มีค วามเชื่ อกัน ว่า ภาวะเงิน เฟ้ อเป็ นผลมาจากการมีอุปสงค์ส่ว นเกิ น (Excess Demand) ในระบบเศรษฐกิจ เป็ นสาคัญ ในทศวรรษที่ 1950 นัก เศรษฐศาสตร์ เริ่ มสนใจ ปั ญหาเงิ น เฟ้ ออัน เป็ นผลสื บเนื่ องมาจากอุปทาน (Supply Inflation หรื อ Cost – Push Inflation) ในสมัยนั้นถ้าใครพูดถึงเงินเฟ้ อใหม่ (New Inflation) ก็หมายความถึงเงินเฟ้ อที่ เกิดจากด้านอุปทานนัน่ เอง ความจริ งในมุมมองของผูบ้ ริ โภคส่ วนใหญ่มกั ถือว่าภาวะเงิน เฟ้ อเป็ นผลจากอุปทานมากกว่าอุปสงค์ดงั มีคากล่าวกันติดปากว่าราคาสิ นค้าสูงขึ้น เพราะ พ่อค้ามีการกักตุนสินค้า (Hoarders) หรื อพ่อค้าค้ากาไรเกินควร (Profiteers) เป็ นต้น ในทศวรรษที่ 1970 ความเชื่อว่าเงินเฟ้ อมาจากต้นทุนการผลิตมีสาเหตุมาจากการ รวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเป็ นสาคัญ เช่น การรวมกลุ่มเป็ นสมาคมนายจ้าง ทาให้อุตสาหกรรม


77 จานวนมากกลายเป็ นอุตสาหกรรมผูกขาด (Monopolistic Industries) หรื ออุตสาหกรรม ผูข้ ายน้อยราย (Oligopolistic Industries) ซึ่ งอุตสาหกรรมเหล่านี้ ผผู้ ลิต ย่อมมีบทบาทต่ อ ราคามากกว่าผูบ้ ริ โภคหรื อการรวมกลุ่มของกรรมกรเป็ นสหภาพแรงงาน (Labor Unions) ก็มีผลทาให้ค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น จึงทาให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นได้เช่นกัน โดยเฉพาะถ้าค่าจ้าง ที่เพิ่มขึ้นใหม่สูงกว่าผลิตผลเฉลี่ยของแรงงาน สาเหตุการเกิดภาวะเงินเฟ้ อที่เกิดจากต้นทุนการผลิต อาจแบ่งอธิบายได้เป็ น 2 ทฤษฎี ใหญ่ๆ คือ 2.1

ภาวะเงินเฟ้ อที่เกิดจากค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น (Wage – Push Inflation)

ภาวะเงินเฟ้ อที่เกิดจากค่าจ้างแรงงานสู งขึ้นนั้น จะต้องเป็ นภาวะเงิ นเฟ้ อที่ เริ่ มต้นจากค่าแรงงานสูงขึ้ นก่อน อันเป็ นสาเหตุที่ทาให้ตน้ ทุน การผลิต สิ นค้าและ บริ การสูงขึ้นตามไปด้วย ค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวให้สูงขึ้นตามกลไกตลาด จะไม่เป็ น สาเหตุทาให้เกิดเงินเฟ้ อ เพราะในตลาดแรงงานแข่งขันสมบูรณ์น้ นั ค่าจ้างแรงงาน เปลี่ยนแปลงตามกลไกอุปสงค์และอุปทานของแรงงานในตลาดเท่านั้น เงินเฟ้ อที่เกิด จากค่ าจ้างแรงงานจึงมีในตลาดแรงงานไม่สมบูร ณ์เท่ านั้น และความไม่สมบูร ณ์ ดังกล่าว มักมุ่งประเด็นไปที่สหภาพแรงงานเป็ นสาคัญ ถ้านายจ้างต้องปรับค่าจ้าง แรงงานให้สูงขึ้น เพราะได้รับแรงกดดันจากสหภาพแรงงาน หรื อกลุ่มกรรมกรโดย ธรรมชาตินายจ้างนั้นจะต้องผลักภาระให้แก่ผบู้ ริ โภคเสมอ ทาให้ราคาสิ นค้าสูงขึ้น โดยปริ ยาย 2.2 ภาวะเงินเฟ้ อจากการเพิ่มผลกาไรของนายทุน (Profit – Push Inflation) ในระบบการตลาดแบบเสรี นิ ยมอย่างแท้จ ริ งนั้น นายทุน จะไม่สามารถเพิ่ม อัตราก าไรให้ตนเองได้ตามอาเภอใจ ผลกาไรที่ได้รับเป็ นผลกาไรในระดับปรกติ (Normal Profit) อันเป็ นผลกาไรที่ผปู้ ระกอบการพอจะรักษากิจการไว้ได้เท่านั้น แต่ ในโลกการค้าปั จจุ บนั กิจการเกือบทุอย่างมีแนวโน้มไปสู่ การผูกขาดในระดับใด ระดับหนึ่งเสมอ ผูป้ ระกอบการขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะยืนอยู่ได้อย่างมัน่ คง การอ้าง ปัจจัยต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจาเป็ นต้องปรับราคาสินค้าเป็ นเหตุผลที่อา้ งกันเป็ นธรรม


78 เนียมปฏิบตั ิอยูแ่ ล้ว ความสาคัญอยูท่ ี่ว่าราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นได้เพิ่มขึ้นในอัตรา ที่เกินความเป็ นจริ งหรื อไม่ คือเพิม่ เกินกว่าอัตราเพิม่ ของต้นทุนการผลิตไปมาก เช่น ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นร้อยละ 10 แต่สินค้าที่จาหน่ายปรับราคาสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 เป็ นต้น อุตสาหกรรมหลายประเภทในไทยมีระบบการทางานแบบผูกขาด ตั้งแต่ การค้าข้าว ข้าวโพด มันสาปะหลัง อุตสาหกรรมสิ่ งทอ เป็ นต้น เมื่อมีการผูกขาดไม่ ว่าจะมีรูปแบบเช่น ไร การร่ วมกันก าหนดราคาสิ นค้าในท้องตลาดของผูผ้ กู ขาดก็ จะต้องเกิดขึ้น (Administered Prices) และแน่ นนอนว่าราที่ถูกกาหนดมานั้นจะต้อง สูงมากจนเกินระดับปรกติ ภาวะการผูก ขาดมัก ทาให้กลุ่มผูป้ ระกอบการรายใหญ่ ทั้งหลายได้ใจ และมักจะนิ ยมขึ้นราคาสิ นค้าของตนไปเรื่ อยๆ โดยอ้างสาเหตุต่างๆ แล้วแต่จ ะนึ ก ได้ พฤติ กรรมของพ่อค้าที่ ไม่มีคุ ณธรรมเช่ นนี้ ถ้ามีมากขึ้น ก็จ ะเกิ ด ภาวะเงินเฟ้ อในที่สุด 3.

เงินเฟ้ อเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้ างทางระบบเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลง

ระบบเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การติดต่อการค้ากับต่างประเทศ มีผลทาให้แบบ แผนการบริ โภค และโครงสร้างการผลิตปรับตัวไม่ทนั ต่อการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์มวล รวม ทาให้เกิดอุปสงค์ส่วนเกิน (Excess Demand) ในสิ นค้าและบริ การเป็ นเหตุให้สินค้า และบริ การมีราคาเพิ่มสูงขึ้น ตัวชี้วดั อัตราเงินเฟ้ อ กวิตตา สุขี (2548: 7) ได้อธิบายว่าการวัดอัตราเงินเฟ้ อจะพิจารณาจากอัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคา ของปี ปั จ จุ บัน เปรี ยบเที ย บกับ ดัช นี ร าคาของปี ก่ อ น หรื ออัต ราการเปลี่ ย นแปลงที่ เปรี ยบเที ยบระหว่างช่ ว งเวลาที่ ต่ อเนื่ องกัน การวัด อัต ราเงิ น เฟ้ ออาจวัด ด้ว ยดัชนี ราคา ผูบ้ ริ โภค (Consumer Price Index: CPI) หรื อ GDP Deflator แต่โดยทัว่ ไป มักจะใช้ดชั นี ราคาผูบ้ ริ โภค เป็ นตัววัดภาวะเงินเฟ้ อ ดัชนี ที่สามารถวัดอัตราเงินเฟ้ อได้สามารถแบ่งได้ ดังนี้


79 1.

ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index--CPI) ดัชนีราคาผูบ้ ริ โภคเป็ นดัชนีวดั การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริ การประเภทที่

ประชาชนซื้อบริ โภคประจาวัน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทาการเปรี ยบเทียบช่ วงเวลา ปั จ จุบันกับช่ วงเวลาหนึ่ ง หรื อที่เรี ย กว่าปี ฐาน ในการค านวณดัชนี ราคานี้ หน่ วยงานที่ รั บผิด ชอบจะคัด เลือกรายการสิ น ค้ามากลุ่มหนึ่ งมาเป็ นตัว แทนของสิ น ค้าและบริ ก าร ทั้งหมด 2.

ดัชนีราคาผู้บริโภคพืน้ ฐาน (Core Consumer Price Index--CCPI) ดัชนีราคาผูบ้ ริ โภคพื้นฐานเป็ นเป้ าหมายในการดาเนิ นนโยบายโดยคณะกรรมการฯ

มีมติให้หกั ราคาสินค้าหมวดอาหารสด และพลังงานออกจากอัตราเงินเฟ้ อที่ใช้กนั อยู่ปกติ ในการคานวณอัตราเงินเฟ้ อพื้นฐาน ซึ่งจะใช้เป็ นเป้ าหมายในการดาเนิ นนโยบายการเงิน เนื่ องจากราคาสิ นค้ากลุ่มดังกล่าวมีความผันผวนในระยะสั้นสู ง ราคาอาหารสดขึ้น กับ สภาพอากาศ และราคาน้ ามัน ขึ้น กับปั จจัย ภายนอกที่ ควบคุ มไม่ได้หากยังคงรวมอยู่ใน เป้ าหมายอาจจะทาให้มีการเปลี่ยนนโยบายในทางที่ไม่ถกู ต้อง 3.

ดัชนีราคาผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP Deflator) ดัชนีราคาผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเป็ นดัชนี ราคาอีกประเภทหนึ่ งที่แสดง

ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาสิ นค้าทุกชนิ ดที่เป็ นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์มวล รวมภายในประเทศเมื่อเทียบกับราคา ณ ปี ฐาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ณ ราคาปี ปัจจุบนั GDP Deflator = ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ณ ราคาปี ฐาน


80 ลักษณะของภาวะเงินเฟ้ อ กวิตตา สุ ขี (2548: 9) ได้อธิบายลักษณะของภาวะเงินเฟ้ อสามารถแบ่งออกเป็ น 3 ลักษณะใหญ่ๆ คือ

1.

ภาวะเงินเฟ้ ออย่างอ่อน (Creeping or Mild or Gradual Inflator) เป็ นภาวะที่ระดับราคาสินค้าทัว่ ไปเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ หรื อการใช้จ่ายเพื่อการบริ โภค

ให้เพิ่มขึ้นซึ่งทาให้รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นด้วย ถ้าจากัดเงินเฟ้ อประเภทนี้ออกไปจะทาให้ เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้นได้

2.

ภาวะเงินเฟ้ อระดับปานกลาง (Medium Inflation) เป็ นภาวะที่ระดับอัตราเงินเฟ้ อที่สูงเกินภาวะเงินเฟ้ ออย่างอ่อนที่กรรมการเศรษฐกิจ

ของแต่ละประเทศจะกาหนด

3.

ภาวะเงินเฟ้ ออย่างรุนแรง (Hyperinflation)

เป็ นภาวะที่ระดับสิ นค้าทัว่ ไปสูงขึ้นอย่างรวดเร็ วและรุ นแรง เช่น ตัวเลขสองหลัก การเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ ย่อมส่ งผลกระทบต่ อระบบเศรษฐกิจ ทาให้เกิ ดความเสี ยหายได้ ระบบการแลกเปลี่ยนแปลงแบบสิ่ งของแลกของ (Barter System) จะถูกนามาใช้แทนเงิน และเงินจะไม่สามารถทาหน้าที่เป็ นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้


81 ผลของภาวะเงินเฟ้ อต่อระบบเศรษฐกิจ อภินนั ท์ จันตะนี และทับทิม วงค์ประยูร (2537: 76 -77) ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อเกิดภาวะ เงินเฟ้ อ จะทาให้ฐานะของบุคคลในกลุ่มต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป บางกลุ่มได้ประโยชน์ บาง กลุ่มก็เสียประโยชน์ สมารถแบ่งกลุ่มได้ดงั นี้คือ 1. กลุ่มผู้ได้ รับประโยชน์ ได้แก่ ลูกหนี้ เพราะเงินที่เป็ นหนี้ มีอานาจซื้อลดลง รับราคา สิ นค้าสูงขึ้น เงิ นจานวนเท่าเดิ มซื้อสิ นค้าได้น้อยลง เท่ ากับลูก หนี้ ใช้หนี้ น้อยลง แม้นว่า จ านวนเงิ น ที่ ช าระจะยัง คงเดิ ม บุ ค คลที่ ไ ด้รั บ ผลประโยชน์ อี ก ก็ คื อ กลุ่ ม ที่ มี ร ายได้ เปลี่ยนแปลงตามภาวะเศรษฐกิจ รายได้ของบุคคลกลุ่มนี้ จะขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจหรื อ มากกว่า เพราะสามารถจะเรี ยกค่าบริ การหรื อตั้งราคาสิ นค้าได้ตามที่ตอ้ งการ เช่น แพทย์ ช่างตัดผม ตัดเสื้ อ เป็ นต้น นอกจากนี้ ก็มีนัก เก็งกาไร คือสามารถคาดคะเนเหตุ การณ์ใน อนาคตได้ถกู ต้อง เช่น คาดคะเนว่าที่ดินจะแพงในอนาคตก็จะทาการซื้อเอาไว้ ต่อมาที่ดิน ราคาสูงขึ้น จึงนาที่ดินที่ซ้ือไว้ออกมาขายก็จะได้กาไรตามราคาที่เพิ่มสูงขึ้น 2. กลุ่มผู้เ สี ยประโยชน์ ได้แก่ เจ้าหนี้ ผูใ้ ห้กยู้ ืมไปมีมูลค่าของเงิ นที่แท้จ ริ งลดลงจาก จานวนเท่าเดิม ผูท้ ี่เสียประโยชน์อีกกลุ่มหนึ่งก็คือ ผูท้ ี่มีรายได้คงที่ เช่น เงินเดือน จะได้รับ เงิ น ค่ า จ้า งจ านวนเท่ าเดิ ม แต่ อ านาจซื้ อ ลดลง นอกจากนี้ ก็ มี ก ลุ่ม คนที่ ไ ม่ส ามารถจะ หลีกเลี่ยงการเพิ่มสูงขึ้นของราคาสิ นค้าและบริ การตามภาวะเงินเฟ้ อได้ ก็คือ ผูบ้ ริ โภคจะ ซื้อสินค้าและบริ การได้นอ้ ยลงจากเงินจานวนเท่าเดิม ผลกระทบของภาวะเงินเฟ้ อที่ส่งผลต่อประเทศ สามารถแบ่ งได้ เป็ น 2 ประเภทดังนี้ 1.

ผลที่เกิดภายในประเทศ (Internal Effects)

-

ราคาสินค้าสูงขึ้น ทาให้รัฐบาลดาเนินนโยบายการจ้างงานเต็มที่ได้ง่ายขึ้น เช่น การ

ปรั บปรุ งบรรยากาศในการลงทุ น เป็ นต้น อย่างไรก็ดี ภาวะเงิ น เฟ้ อทาให้เ กิ ด อุปสงค์ ส่วนเกินในบางภาคเศรษฐกิจ ทาให้กรรมกรเรี ยกร้องขอค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนการ ผลิตจึงสูงขึ้น


82 -

ราคาสินค้าที่สูงขึ้นกระตุน้ ให้เกิดความจาเริ ญเติบทางเศรษฐกิจ กระตุน้ ให้เกิดการ

ลงทุน อุปทานของแรงงานขยายตัว คือ มีแรงงานเข้ามาในตลาดแรงงานมากขึ้น โดยเฉพาะ แรงงานเด็กและสตรี ผลเสียที่เกิดขึ้นคือ การที่อุปสงค์รวมสูงเกินไป ทาให้หน่ วยผลิตที่ไม่ มีประสิ ทธิ ภ าพเข้าสู่ ว งการผลิต ได้ง่า ยขึ้ น คนไม่ ต้ งั ใจทางานเพราะมีงานให้เลื อกท า มากมาย มีการย้ายงานมาก -

ภาวะเงินเฟ้ อทาให้คนมีรายได้ประจาเสียเปรี ยบ ผูไ้ ด้ประโยชน์คือ ผูใ้ ช้แรงงานและ

ผูป้ ระกอบการ เงินออมจะน้อยลง ทาให้เงินเฟ้ อมากขึ้น ลูกหนี้ได้ประโยชน์มากกว่าเจ้าหนี้ ภาวะเงินเฟ้ อในช่วงเวลานานเกินไปจะทาให้รัฐบาลควบคุมได้ยากขึ้น อาจเกิดเงินเฟ้ ออย่าง มหันต์ (Hyper - Inflation) ซึ่งเป็ นเงิ นเฟ้ อชนิ ดรุ นแรง เกิดจากการเพิ่มปริ มาณเงินอย่าง รวดเร็ วในระบบเศรษฐกิจ และทาให้สินค้าและบริ การมีราคาสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ระดับ ราคาสินค้าเท่านั้นที่สูงขึ้นเรื่ อยๆ แต่ปริ มาณการผลิตสินค้าและบริ การหยุดชะงัก ผูบ้ ริ โภค ใช้จ่ายเกินตัวนิยมของต่างประเทศ 2.

ผลที่เกิดภายนอกประเทศ (External Effects)

ภาวะเงินเฟ้ อทาให้เกิดความยุง่ ยากแก่ประเทศในด้านการค้าระหว่างประเทศ คือ ทา ให้ราคาสินค้าภายในประเทศสูงขึ้น การนาสินค้าออกจาหน่ ายในต่างประเทศจึงทาได้ยาก ขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน เรากลับน าสิ นค้าเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น เพราะราคาถูกกว่า ผูส้ ่งออกหันมาเจาะตลาดในประเทศมากกว่าส่ งสิ นค้าไปขายต่างประเทศ เพราะได้ราคา ดีกว่า ผลกระทบต่อฐานะการเงินของประเทศ คือ ทุนสารองเงิ นตราต่างประเทศจะลดลง ไปอย่างรวดเร็ ว เป็ นอันตรายต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศยิง่ นัก อุปสงค์ต่อเงินในภาวะเงินเฟ้ อและเงินฝื ด ในชีวิตประจาวันเงินที่ประชาชนถือไว้เพื่อเก็งกาหรจะหมุนเวียนระว่างหุ ้นแต่ละตัว หรื อหมุนเวียนไปมาระหว่างพันธบัตรและหุน้ ก็ได้ อันมีสาเหตุมาจากปั จจัยอื่นๆ ที่อาจไม่ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด ทาให้ปริ มาณเงินเก็บไว้เก็งกาไร


83 อาจปรับตัวขึ้น ลงได้บา้ งเล็ก น้อย นอกจากนี้ ในภาวะสงครามหรื อภาวะเศรษฐกิจ ตกต่ า อย่างรุ น แรง ประชาชนรู้ สึก ไม่มนั่ ใจใจความผันผวนทางเศรษฐกิจ จึ งพากันเทขายหุ ้น พัน ธบัต ร และเลือกเก็บเงิ น สดไว้ก ับ ตัว มากขึ้ น เพื่อไว้ใช้ก รณี ฉุ ก เฉิ น (Precautionary Motive) เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้ ออาจมีผลกระทบต่ออุปสงค์ต่อเงินได้ คือ ราคาสิ นค้ามีแนวโน้ม สูงขึ้นเรื่ อยๆ ทาให้ประชาชนนาเงินที่เก็บไว้เพื่อเก็งกาไรมากักตุนสิ นค้าที่จาเป็ นในการ ดารงชีวิตหรื อถ้ามีการคาดคะเนว่าสินค้าจะมีราคาสูงขึ้นในอนาคต เพราะมีปัญหาด้านการ ผลิต ประชาชนทั่ว ไปก็อาจรี บซื้ อ สิ น ค้า อุปโภคบริ โภคมากัก ตุ น ไว้ บรรดาพ่อ ค้านัก อุตสาหกรรมก็อาจกัดตุ นวัตถุดิบ พ่อค้าขายส่ งก็จะกัดตุน สิ นค้าอุปโภคบริ โภค เป็ นต้น ปรากฏการณ์เหล่านี้ลว้ นทาให้อุปสงค์ต่อเงินลดลงทั้งสิ้ น ถ้าเป็ นกรณี เกิดภาวะเงินฝื ด คือ ราคาสิ นค้าในประเทศมีแนวโน้มลดต่าลง ผลกระทบต่ออุปสงค์ต่ อเงินก็เป็ นไปในทาง ตรงกันข้าม คือ ประชาชนทุกกลุ่มจะพยายามชะลอการจับจ่ายใช้สอยให้เนิ่นนานที่สุด อุปสงค์ต่อเงินในสถานการณ์ที่ยกมาเป็ นตัวอย่างดังกล่าว เป็ นอุปสงค์ต่อเงินเพื่อเก็ง กาไรอย่างแท้จริ ง แต่มีความหมายที่แตกต่างไปจากอุปสงค์ต่อเงินเพื่อเก็งกาไรตามคาจากัด ความของเคนส์ อุปสงค์ต่อเงินเพื่อการเก็งกาไรของเคนส์ เป็ นการถือเงินไว้เพื่อเก็งราคาหุน้ และพันธบัตรในตลาดหลักทรัพย์ (Future Prices of Securities) ในสภาวะเศรษฐกิจที่เป็ น ปกติ ส่ว���อุปสงค์ต่อเงินที่เกิดขึ้นในกรณี ไม่ปกติ เช่น กรณี การเกิดภาวะเงินเฟ้ อหรื อเงินฝื ด เป็ นการคาดคะเนสถานการณ์ ทางเศรษฐกิ จ ในอนาคต (Future Economic Conditions) (ประพันธ์ เศวตนันทน์, 2541: 176 - 177) ทฤษฎีเกีย่ วกับการบัญชี แนวคิดการแสดงรายงานทางการเงินเมือ่ ระดับราคาเปลีย่ นแปลง กิ จ การที่ ยึด หลัก ราคาทุ น เดิ ม (Historical Cost) มี ข ้อ สมมติ ว่ า ค่ า ของเงิ น มี เสถียรภาพหรื อมีค่าคงที่โดยไม่ได้คานึ งถึงภาวะเงินเฟ้ อหรื อระดับราคาที่เปลี่ยนแปลงไป หากกิจการประสบภาวะเงินเฟ้ อหรื อราคาสินค้าและบริ การในปัจจุบนั เปลี่ยนแปลงไปอย่าง


84 มาก งบการเงินตามหลักราคาทุน จะให้ประโยชน์แก่ผใู้ ช้งบการเงิน น้อยลง กิจ การจึงเริ่ ม ตระหนักถึงความเหมาะสมในการนาแนวคิด เกี่ยวกับการวัด มูลค่ าองค์ประกอบของงบ การเงินมาใช้ เพื่อแสดงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในระดับราคาไว้ในงบการเงิน การเปลีย่ นแปลงระดับราคา การเปลี่ยนแปลงในระดับราคาที่ไม่มีสาระสาคัญ ย่อมไม่กระทบต่อข้อสมมติว่าค่า ของเงินคงที่ แต่หากการเปลี่ยนแปลงในระดับราคามีสาระสาคัญแล้ว ข้อสมมติว่าค่าของ เงินคงที่ยอ่ มขัดแย้งต่อข้อเท็จจริ ง ความหมายของการเปลีย่ นแปลงระดับราคา การเปลี่ยนแปลงระดับราคา (Change in Price Level) หมายถึง การที่ราคาซื้อของ สิ นค้าและบริ การเปลี่ย นแปลง ซึ่ งส่ งผลต่ออานาจซื้อ และค่าของเงินเปลี่ยนแปลงโดยที่ สินค้าและบริ การยังมีคุณภาพคงเดิม อานาจซื้ อ (Purchase Power) หมายถึง ความสามารถของเงิน ที่ จ ะซื้ อสิ น ค้าและ บริ การ เมื่อจานวนเงินที่ใช้ซ้ือสินค้าและบริ การเปลี่ยนไปตามระยะเวลา อานาจซื้อของเงิน ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่น เมื่อระดับราคาของสิ นค้าและบริ การเพิ่มสูงขึ้น อานาจซื้อของ เงินจะต่าลง เนื่องจากผูบ้ ริ โภคต้องใช้เงินจานวนมากขึ้น เพื่อซื้อสินค้าและบริ การอย่างเดิม นั้น ในทางตรงข้าม เมื่อระดับราคาของสิ น ค้าและบริ การลดต่าลง อานาจซื้อของเงินจะ เพิ่มขึ้น เนื่องจากผูบ้ ริ โภคต้องใช้เงินจานวนน้อยลง เพื่อซื้อสินค้าและบริ การอย่างเดียวกัน นั้น


85 ประเภทของการเปลีย่ นแปลงระดับราคา การเปลี่ยนแปลงระดับราคา แบ่งได้เป็ น 2 ประเภท คือ 1.

การเปลีย่ นแปลงระดับราคาทั่วไป (General Price Level Change) คือ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริ การทุกชนิดในตลาด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อระดับ

ราคาสินค้าและบริ การเฉลี่ยโดยรวมในระบบเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็ นการ เพิ่มขึ้นหรื อลดลง การเปลี่ยนแปลงในระดับราคาทัว่ ไปจะเป็ นเครื่ องชี้ให้เห็นถึงอานาจซื้อ (Purchase Power) โดยทัว่ ไปของเงินตรา เช่น เมื่อระดับราคาโดยทัว่ ไปสูงขึ้น หมายถึง ราคาสินค้าและบริ การโดยทัว่ ไปในท้องตลาดสูงขึ้น ผูบ้ ริ โภคจะต้องจ่ายเงินจานวนมากขึ้น ในการแลกเปลี่ยน กรณี เช่ นนี้ แสดงว่าอานาจซื้อของเงินตรามีค่ าลดลง ซึ่งเรี ยกว่า ภาวะ เงิ นเฟ้ อ (Inflation) ในทางตรงข้าม ถ้าราคาสิ น ค้าและบริ การโดยทั่วไปในตลาดลดลง ผูบ้ ริ โภคก็จะจ่ายเงินจานวนน้อยลงเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าหรื อบริ การเดียวกัน แสดว่าอานาจ ซื้อของเงินตรามีค่าสูงขึ้น ซึ่งเรี ยกว่า ภาวะเงินฝื ด (Deflation) วิธีที่จะวัดระดับราคาสิ นค้า โดยทั่วไปวิธีที่ดี ที่สุด คื อ ดัชนี ร าคาโดยทั่ว ไป (General Price Index) เช่ น ดัชนี ราคา ผูบ้ ริ โภค (Consumer Price Index) ซึ่งเป็ นตัวเลขที่ได้จากการเปรี ยบเทียบราคาสิ นค้าและ บริ การทั้งหมดของปี ใดปี หนึ่งกับราคาสินค้าและบริ การทั้งหมดของปี ที่กาหนดเป็ นปี ฐาน 2.

การเปลีย่ นแปลงระดับราคาเฉพาะอย่าง (Specific Price Level Change) คื อ การเปลี่ ย นแปลงในราคาสิ น ค้า หรื อบริ การที่ ร ะบุ ช นิ ด ใดชนิ ด หนึ่ ง หรื อ

โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็ นสิ น ค้าหรื อบริ ก ารประเภทใด เช่ น ที่ ดิ น อาคาร วัสดุ ก่ อสร้ าง เหล็กเส้น เครื่ องจักรและอุปกรณ์ เป็ นต้น การเปลี่ยนแปลงในระดับราคาสินค้าเฉพาะอย่าง นี้ นอกจากจะมีสาเหตุมาจากระยะเวลาแล้ว ยังมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงในรสนิ ยม ของผูบ้ ริ โภค การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี การเก็งกาไร หรื อการเปลี่ยนแปลงใน


86 ปริ มาณการผลิต การวัดการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาเฉพาะอย่าง อาจใช้ดชั นีราคาสินค้า เฉพาะอย่าง (Specific Price Index) เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงหรื อความเคลื่อนไหวในระดับ ราคาสินค้าหรื อบริ การชนิดนั้น การรายงานทางการเงินเมือ่ มีการเปลีย่ นแปลงระดับราคา โดยส่ วนใหญ่แล้ว มาตรฐานการบัญชีระบุให้กิจการบันทึกรายการและเหตุการณ์ ทางบัญชีตามราคาทุนเดิม ซึ่งเป็ นที่ตระหนักดีว่า งบการเงินตามหลักราคาทุนไม่อาจแสดง ให้เห็นถึงฐานะการเงิน และผลการดาเนิ นงานของกิจการอย่างแท้จริ ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาวะที่ มี ก ารเปลี่ยนแปลงอย่างมากในระดับ ราคาสิ น ค้าและบริ ก าร เนื่ องจากงบ การเงินดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ อันเนื่องมาจากสภาวะ เงินเฟ้ อ การเปลี่ยนแปลงในระดับราคามีผลกระทบต่อรายการในงบการเงินที่แสดงด้วย ราคาทุนเดิม นักบัญชีจึงจัดทารายงานทางการเงินเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระดับราคาอย่างมี สาระสาคัญ เช่ น ภาวะเงิ นเฟ้ ออย่างรุ น แรง เป็ นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้งบการเงินแสดงผลการ ดาเนินงาน และฐานะทางการเงินที่ถกู ต้อง การจัดทารายงานทางการเงินเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระดับราคา มีวตั ถุประสงค์ ดังนี้ 1.

ผูใ้ ช้งบการเงินได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในระดับราคา

2.

ท าให้ท ราบฐานะทางการเงิ น และผลการด าเนิ น งานที่ แ ท้จ ริ ง รวมทั้ง

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในระดับราคาที่มีต่องบการเงิน 3.

ผูบ้ ริ หารสามารถจัดการกับปั ญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในระดับราคาได้

หากผูบ้ ริ หารเข้าใจสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น แต่งบการเงินดั้งเดิมที่ไม่ได้มี


87 การปรับข้อมูลที่สะท้อนผลของการเปลี่ยนแปลงในระดับราคาจึงไม่แสดงข้อมูลที่ ทาให้ผบู้ ริ หารเข้าใจปัญหาได้ 4.

งบการเงินที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงในระดับราคาจะเป็ น

งบการเงินที่น่าเชื่อถือมากกว่างบการเงินที่มิได้ให้ขอ้ มูลดังกล่าวที่มีผลกระทบอย่าง มีสาระสาคัญ ปัญหาในการแสดงรายงานทางการเงินเมือ่ ระดับราคาเปลีย่ นแปลง แม้ว่าโดยทัว่ ไป กิจการได้ตระหนักถึงความจาเป็ นในการแสดงรายงานทางการเงิน ซึ่งแสดให้เห็ นถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในระดับราคา การแสดงรายงานทาง การเงินดังกล่าวยังประสบปัญหาหลายประการ ดังนี้ 1.

วิธีการแสดงรายงานทางการเงิน กิจการไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับความเหมาะสมของการแสดงผลกระทบจาก

การเปลี่ยนแปลงระดับราคาในรายงานทางการเงิน เนื่องจากการบัญชีเมื่อระดับราคา เปลี่ยนแปลงและการวัดมูลค่าทาได้หลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีลว้ นมีขอ้ จากัดทั้งสิ้น 2.

คุณภาพของข้ อมูล ในการแสดงรายงานทางการเงิน กิจ การจะต้องเสนอข้อมูลที่เชื่อถือได้ และ

ข้อมูลนั้นควรตรวจสอบได้ในบางกรณี ราคาตลาดปัจจุบนั หรื อราคาทุนปัจจุบนั เป็ น ราคาที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน


88 3.

ความคุ้นเคยของผู้ใช้ งบการเงิน ผูใ้ ช้งบการเงินบางกลุ่มยังคุน้ เคยกับงบการเงินตามหลักราคาทุนเดิม

4.

การเกิดขึน้ ของรายการ การแสดงรายงานของผลกระทบจากการเปลี่ย นแปลงระดับราคาไม่อาจ

แสดงผลที่เกิดขึ้นจริ งของรายการดั���เช่นวิธีราคาทุนเดิม ตัวอย่างเช่น ตามวิธีราคา ทุนเดิม การเปรี ยบเทียบจานวนเงินสดที่จ่ายไปในการซื้อสินทรัพย์ กับจานวนเงินสด ที่ได้รับจากการขายสินทรัพย์เป็ นการแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้ว อย่างชัดเจนกว่าการบัญชีเมื่อระดับราคาเปลี่ยนแปลงไป 5.

ดัชนีราคา การปรับงบการเงินด้วยดัชนีราคาตามวิธีราคาทุนเดิมระบบเงินคงที่ อาจช่วย

แก้ปัญหาหลายประการดังกล่าวข้างต้น แต่กิจารอาจพบอุปสรรคในเรื่ องความทันต่อ เหตุก ารณ์ ข องดัชนี ราคา และความเหมาะสมของดัชนี ราคาทัว่ ไปและดัชนี ราคา เฉพาะอย่าง


89 วิธีการปรับงบการเงินเมือ่ มีการเปลีย่ นแปลงระดับราคา วิธีการปรับงบการเงินเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระดับราคา สามารถทาได้ 3 วิธี ดังนี้ 1.

การบัญชีราคาตลาดปัจจุบัน (Market Price หรื อ Exit Price Accounting) ราคาตลาดปั จ จุบัน หมายถึง มูลค่ าที่ พิจารณาจากราคาที่เป็ นผลมาจากการ

ต่อรองตามปกติทางธุรกิจระหว่างผูซ้ ้ือและผูข้ ายที่เป็ นอิสระไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน หรื อหมายถึ ง มูลค่ าที่ ป ระมาณขึ้ น ในกรณี ไม่มี ก ารขายหรื อการแจ้ง ราคาสิ น ค้า ดังนั้น ราคาตลาดปัจจุบนั จึงควรเป็ นราคาที่ซ้ือขายกันในขณะนั้น หักด้วยค่าใช้จ่าย ในการขาย ราคาตลาดปัจจุบนั อาจเรี ยกว่า ราคาตลาดยุติธรรม (Fair Market Value) หรื อ มูลค่ายุติธรรม (Fair Value) 2.

การบัญชีราคาทุนปัจจุบัน (Current Cost Accounting) ราคาทุนปัจจุบนั (Current Cost) หมายถึง การแสดงสิ นทรัพย์ดว้ ยจานวนเงิน

สดหรื อรายการเทียบเท่าเงินสดที่ตอ้ งจ่ายในขณะนั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ นทรัพย์ชนิ ด เดี ย วกัน หรื อ สิ น ทรั พย์ที่เท่ าเที ย มกัน และการแสดงหนี้ สิ น ด้ว ยจ านวนเงิ น หรื อ รายการเทียบเท่าเงินสดที่ตอ้ งใช้ชาระภาระผูกพันในขณะนั้น ตามความหมายของราคาทุนปั จจุบนั ดังกล่าว กิจการอาจวัดมูลค่าของราคาทุน ปัจจุบนั ได้จากต้นทุนของสิ นทรัพย์ชนิ ดเดียวกันหรื อสิ นทรัพย์ที่เท่าเทียมกัน ซึ่งมี ลัก ษณะเหมือนกัน กับสิ น ทรั พย์ที่กิ จ การมีอยู่ สิ น ทรั พย์น้ ัน อาจมีอายุการใช้งาน เท่ ากัน และประสิ ทธิ ภาพในการใช้งานเช่น เดี ยวกับสิ น ทรัพย์ที่จะน ามาวัดมูลค่ า โดยทัว่ ไปแล้ว ราคาทุนปัจจุบนั อาจเท่ากับราคาเปลี่ยนแทน (Replacement Cost)


90 อนึ่งราคาเปลี่ยนแทน หมายถึง ต้นทุนหรื อราคาปัจจุบนั ที่กิจการคาดว่าจะต้อง จ่าย เพื่อจัดหาสิ นทรัพย์มาเปลี่ยนแทนสิ นทรัพย์เดิมโดยสิ นทรัพย์ที่จดั หามานั้น มี สภาพเหมือนสินทรัพย์ที่มีอยู่ แต่ในข้อเท็จจริ งแล้วราคาทุนปัจจุบนั และราคาเปลี่ยน แทนมีขอ้ แตกต่างที่ สาคัญ กล่าวคื อ ราคาทุ น ปั จ จุบัน หมายถึง มูลค่ าของการซื้ อ สิ น ทรั พย์มาทดแทนสิ น ทรัพย์ที่กิจ การมีอยู่ ดังนั้น ในบางสถานการณ์ ราคาทุ น ปั จ จุบันและราคาเปลี่ยนแทนอาจเป็ นราคาเดียวกัน เช่น กรณี ของสิ น ค้าคงเหลือ เนื่องจากสินค้าที่ซ้ือมาแทนสินค้าคงเหลืออาจมีลกั ษณะเหมือนกัน แต่ในกรณี ของสินทรัพย์ประเภทที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ราคาทุนปั จจุบนั และราคาเปลี่ยนแทนอาจไม่ใช่ราคาเดียวกัน ตัวอย่างเช่น กิจการอาจไม่สามารถหา ราคาทุนปัจจุบนั ของคอมพิวเตอร์ หรื อเครื่ องจักรรุ่ นเดียวกันได้ แต่กิจการอาจต้อง นาราคาของสินทรัพย์รุ่นใหม่ขณะนั้นปรับปรุ งด้วยประสิทธิภาพในการทางาน อายุ การใช้งาน จานวนผลผลิต ตลอดจนค่าใช้จ่ ายที่เกี่ย วข้องกับการใช้สิน ทรั พย์น้ ัน อย่างไรก็ตาม ในการคานวณราคาเปลี่ยนแทน กิจการคานึ งเฉพาะประสิ ทธิภาพใน การทางานของสิ นทรั พย์เท่านั้น แต่ จะไม่คานึ งถึงอายุการใช้งาน หรื อค่าใช้จ่ายที่ เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์น้ นั อนึ่ งราคาทุ นปั จ จุ บนั แตกต่างจากราคาตลาดปั จ จุ บนั เนื่ องจากราคาตลาด ปัจจุบนั พิจารณาในแง่ของราคาจัดจาหน่าย ส่วนราคาทุนปัจจุบนั พิจารณาในแง่ของ ราคาจัดหา ราคาทุน ปั จ จุบนั จึงมีลกั ษณะเหมือนกับราคาของสิ น ค้าเฉพาะอย่างที่ เปลี่ยนแปลงไปตามอานาจซื้อ โดยปกติแล้ว หากอานาจซื้อมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ในสภาวการณ์ที่อานาจ ซื้อลดลง ดัชนี ราคาสิ นค้าทัว่ ไปสูงขึ้น ในขณะเดียวกันสิ นค้าบางชนิ ดอาจไม่ได้มี ราคาสูงตาม เช่น เครื่ องเล่นวีดีโอ เครื่ องคานวณ เตาอบไมโครเวฟ นาฬิกา เป็ นต้น ดังนั้น การใช้ราคาทุนปัจจุบนั จึงเป็ นวิธีการที่พิจารณาถึงมูลค่าของรายการทางการ


91 เงินทุกรายการ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ ณ วันสิ้ นงวดบัญชี หรื อ ณ วันที่ จัดทางบการเงิน โดยสรุ ปแล้ว การบัญชีราคาทุ นปั จจุ บันจะมีก ารปรับค่าของรายการในงบ การเงิน เช่น สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ให้เป็ นราคาทุนปั จจุบนั วิธีน้ ี มิได้สะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสภาวะเงินเฟ้ อและมิได้ยดึ หลักราคาทุนเดิมด้วย 3.

การบัญชีระบบเงินคงที่หรือการบัญชีตามระดับราคาทั่วไป (Constant Dollar

Accounting or General Price – Level Accounting) การบัญชีระบบเงินคงที่ คือ วิธีที่รายงานองค์ประกอบของงบการเงินในหน่ วย เงินตรา ซึ่ งมีอานาจซื้อโดยทัว่ ไปเหมือนกัน (คงที่) การบัญชี ตามวิธีน้ ี อาจเรี ยกว่า การบัญชีในหน่ วยของอานาจซื้อโดยทัว่ ไป หรื อการบัญชีในหน่ วยของอานาจซื้ อ ปัจจุบนั หรื อกการบัญชีตามระดับราคาทัว่ ไป เนื่องจากค่าของเงินมีมลู ค่าที่แท้จริ งในการจัดหาสิ นค้าและบริ การ ในสภาวะ เงิน เฟ้ อ เงิ นจานวนเดี ยวกันนี้ อาจจัดหาสิ น ค้าและบริ การได้ในจานวนที่ น้อยกว่า ตัวอย่างเช่นในปี พ.ศ. 2512 เงินหนึ่ งบาทซื้อน้ าแข็งเปล่าได้ 4 แก้ว ในขณะที่ในปี 2551 เงินหนึ่งบาท แทบจะซื้ออะไรไม่ได้ หรื อซื้อน้ าแข็งเปล่าได้เพียงแก้วเดียว จะ เห็นว่า อานาจซื้อเปลี่ย นแปลงไปตามเวลา จึ งทาให้เกิดความคิ ดว่ากิจการควรน า ข้อมูลทางการบัญชี มาปรั บมูลค่ าให้เหมือนกัน เสี ย ก่อน นั่นคื อ แปลงเงิน ให้มีค่ า เท่ ากัน ด้ว ยดัชนี ร าคา (Price Index) แล้วจึ งน าไปแสดงในรายงานการเงิ น ทั้งนี้ เพื่อให้รายงานการเงินให้ประโยชน์ต่อผูใ้ ช้มากยิง่ ขึ้น หลักการบัญชีวิธีเงินคงที่หรื อการบัญชีที่มีการปรับด้วยระดับราคาโดยทัว่ ไป เป็ นวิธารปรับงบการเงินตามวิธีราคาต้นทุนในอดีตด้วยดัชนี ราคาสิ นค้าโดยทัว่ ไป


92 โดยปรับปรุ งหน่วยวัดที่เป็ นเงินตราที่ปรับด้วยดัชนี ราคา ซึ่งเป็ นอานาจซื้อของเงิน หรื อที่ เ รี ยกว่ า เงิ น คงที่ วิ ธี น้ ี สะท้อ นการเปลี่ ย นแปลงในอ านาจซื้ อ หรื อการ เปลี่ย นแปลงในระดับราคาโดยทัว่ ไป ตามหลัก การทัว่ ไปของวิธีก ารบัญ ชี น้ ี งบ การเงิ นที่ รายงานรายการเกี่ ยวกับสิ น ทรั พย์ หนี้ สิ น ส่ วนของเจ้าของ รายได้ และ ค่าใช้จ่ายจะแสดงรายการที่สะท้อนถึงอานาจซื้อโดยทัว่ ไปของตัวเงิน นัน่ คือ กิจการ จะบันทึกบัญชีตามราคาทุนเดิม และปรับงบการเงินด้วยดัชนีราคาให้เป็ นงบการเงิน ตามราคาทุนเดิมระบบเงินคงที่ ทฤษฎีเกีย่ วกับการลงทุน การลงทุ น ระหว่ างประเทศ เป็ นการที่ ผปู้ ระกอบการของประเทศหนึ่ งน าเอาเงิ น ทุ น สินทรัพย์ต่างๆ และเทคโนโลยีไปลงทุนในอีกประเทศหนึ่ ง โดยที่ผลู้ งทุนสามารถเข้าไปควบคุม การดาเนินงานในกิจการนั้นได้ดว้ ยการถือหุน้ ในสัดส่ วนจานวนหนึ่ ง ซึ่งเพียงพอต่อการเข้าบังคับ ควบคุ มธุรกิ จได้ต ามกฎหมายของประเทศนั้น สัด ส่ วนการถือหุ ้นที่ทาให้สามารถเข้าไปควบคุ ม กิจการได้จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ บางครั้งการ���ือหุ น้ ไม่กี่เปอร์ เซ็นก็สามารถเข้าควบคุม ธุรกิจได้แล้ว (ทวีศกั ดิ์ เทพพิทกั ษ์, 2548: 174 - 176) ความสามารถที่จะเข้าไปควบคุมกิจการ ได้มีความสาคัญอย่างยิง่ ต่อการลงทุน เพราะคงไม่ มีผปู้ ระกอบการรายใดอยากลงทุนในกิจการที่ตนไม่สามารถควบคุมให้มีผลการดาเนินงานที่ดีได้ ผู้ ลงทุนจะเคลื่อนย้ายถ่ายโอนทรัพยากรของตน เข้าไปในประเทศที่ตนลงทุนได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อมี ความมัน่ ใจในสิ ทธิ ครอบครองเหนื อกิจ การนั้น แล้ว จึ งถ่ายทอดทรั พยากรต่างๆ เช่ น สิ ทธิบัต ร เครื่ องหมายการค้า และเทคนิคการบริ หาร จากประเทศแม่ไปสู่ประเทศที่ลงทุนเพิ่มขึ้น จากปั จจัย ดังที่กล่าวมาแล้วสามารถที่จะช่วยทาให้ตน้ ทุนของการดาเนินงานลดลงได้ โดยมีสาเหตุมาจาก 1.

ธุรกิจในประเทศแม่ และประเทศที่เข้าไปลงทุนมีวฒั นธรรมองค์การเดียวกัน

2. ธุร กิจ สามารถใช้ผบู้ ริ หารที่ มาจากบริ ษทั แม่ ซึ่งเข้าใจวัต ถุประสงค์ และสามารถ ถ่ายทอดให้แก่บริ ษทั สาขาได้อย่างชัดเจน


93 3.

ธุรกิจสามารถหลีกเลี่ยงการต่อรองที่ยดื เยื้อ และเสียเวลากับบริ ษทั คู่คา้ ได้

4.

ธุรกิจสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาในการเจรจาตกลงร่ วมกันได้

หรื ออาจจะกล่าวได้ว่า การลงทุ นระหว่างประเทศก็คือ การที่ ผปู้ ระกอบการของ ประเทศนั้น นาเอาเงินทุนหรื อทรัพย์สินต่างๆ ไปร่ วมลงทุนยังอีกประเทศหนึ่ ง โดยที่การ ลงทุนนี้ จะมีรูปแบบในการลงทุนหลายรู ปแบบ คือ การลงทุนแบบ Mergers หรื อ การควบ รวมกิจการ หมายถึง การที่บริ ษทั ตั้งแต่ 2 บริ ษทั ลงทุนร่ วมกัน และสามารถแบ่งออกเป็ น 2 รู ปแบบดังนี้คือ 1. เป็ นการรวมตัวกันของ 2 บริ ษทั ให้เหลือเพียงบริ ษทั เดียว อีกบริ ษทั หนึ่ งก็ปิด กิจการไป 2. เป็ นการรวมตัว กัน ตั้งแต่ 2 บริ ษ ัทขึ้ น ไป ได้มีก ารตกลงรวมกัน ในการตั้ง บริ ษทั ขึ้นมาใหม่ และมีการออกหุน้ ใหม่ให้แก่บริ ษทั ที่ปิดกิจการไป การร่ วมกิจการ แบบนี้เรี ยกว่า Consolidation ส่ ว นการลงทุ น อีก ประเภทหนึ่ งคื อการลงทุ น แบบ Acquisitions หรื อ การเข้าซื้ อ กิจการ หมายถึง การที่บริ ษทั หนึ่งเข้าไปซื้อกิจการของบริ ษทั หนึ่ งเลย การเข้าซื้อกิจการนี้ สามารถแบ่งออกเป็ น 2 รู ปแบบ คือ 1. การที่ บริ ษทั ได้เข้าไปซื้อทรั พย์สินเพีย งอย่างเดี ยว โดยที่บริ ษทั หนึ่ งที่ ขายก็ ยังคงดาเนินการต่อไป 2. การที่บริ ษทั ได้เข้าไปซื้อหุน้ ของอีกบริ ษทั หนึ่ง ในจานวนการถือหุน้ ที่มากกว่า เลยทาให้ผบู้ ริ หารเดิมสูญเสี ยอานาจในการบริ หาร การซื้อหุ ้นของกิจการนั้นก็จะมี แบบเต็มใจขายและไม่เต็มใจขาย ก็คือ 2.1 การที่บริ ษทั ดังกล่าวเต็มใจที่จะขายหุ ้น ก็อาจจะเกิดมาจากกิจการของ บริ ษ ัทนั้น ประสบปั ญหาทางการเงิ น หรื อเกิ ด ภาวะขาดทุ น ด าเนิ น กิ จ การ


94 ต่อไปไม่ไหว จึงจาเป็ นต้องมีการขายหุน้ ของทางบริ ษทั ออกไป เพื่อที่จะพยุง กิจการของบริ ษทั ให้อยูร่ อด 2.2 การที่บริ ษทั ดังกล่าวไม่เต็มใจขาย คือจะเป็ นการถูกบริ ษทั อื่นเข้ากว้าน ซื้อหุน้ ในบริ ษทั ทาให้สูญเสียอานาจในการบริ หาร ทฤษฎีการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเป็ นการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศแบบ หนึ่งซึ่งเป็ นเจ้าของเงินทุนจะมีส่วนในการจัดการ ควบคุมกิจการ การใช้เทคนิควิชาการ ใน บางกรณี การลงทุนโดยตรงจากต่ างประเทศอาจไม่จาเป็ นต้องก่อให้เกิ ดการเคลื่อนย้าย เงินทุนระหว่างประเทศมากนัก เพราะผูล้ งทุนบางรายไม่ได้นาเงินไปลงทุนเลยแต่กยู้ ืมจาก ตลาดท้องถิ่น หรื อน าเงิ น จากผลก าไรของเงิ น ทุ น ที่ เคยลงทุ น อยู่แ ล้ว มาลงทุ น ใหม่อี ก นอกจากนี้การลงทุนโดยตรงอาจเป็ นไปได้ท้งั 2 ทิศทางพร้อมๆ กัน ตัวอย่าง เช่น ประเทศ สหรัฐอเมริ กาลงทุนในยุโรปและยุโรปก็สามารถกระทาได้ในทานองเดียวกัน ซึ่งผิดกับการ เคลื่อนย้ายของเงินทุนระหว่างประเทศแบบอื่นๆ ที่มกั จะขึ้นกับอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน หรื อการขาดแคลนเงินทุนระหว่างประเทศผูล้ งทุนกับประเทศผูร้ ับเงินทุน ในกรณี ดงั กล่าว การเคลื่อนย้ายเงินทุนมักจะเป็ นการเคลื่อนย้ายอย่างเดียวคือ จากแหล่งที่มีเงินทุนมากไปสู่ แหล่งที่ มีเงิ นทุ นน้อย การลงทุน โดยตรงแบบสองทิศทางดังกล่าวมักจะเกิด ขึ้นระหว่าง ประเทศที่พฒั นาแล้ว ดังนั้น อาจกล่าวสรุ ปได้ว่าการลงทุนโดยตรงนั้นมีส่วนประกอบอยู่ หลายประการ และสิ่งจาเป็ นก็คือผูล้ งทุนชาวต่างประเทศ เงินทุน (อาจจะได้มาโดยวิธีการ ใดก็ได้) การควบคุมกิจการ ความรู้ทางเทคนิควิทยาการและประเทศผูร้ ับการลงทุน ถ้าหาก สิ่งต่างๆ ดังกล่าวมารวมกันเมื่อใดแล้วจะเกิดการลงทุนโดยตรงขึ้น การลงทุนนั้นสามารถ จะทาได้โดยบุคคล บริ ษทั หรื อหน่ วยงานของรัฐ แต่ส่วนใหญ่จะเป็ นการลงทุนโดยตรง ของเอกชน


95 ผลกระทบของการลงทุนระหว่างประเทศ การลงทุนระหว่างประเทศ ภายในทัศนะของรัฐบาลแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไป แล้ว แต่ ร ะบอบการปกครองและแนวความคิ ด ของผูน้ า ผูม้ ีอานาจรั ฐบาลของประเทศ คอมมิวนิสต์จะต่อต้านการลงทุนระหว่างประเทศ เพราะคิดว่าบริ ษทั ข้ามชาติเข้ามาลงทุน เพื่อกอบโกยเอาผลกาไรกลับประเทศไป และทาให้ขาดดุลการชาระเงินระหว่างประเทศ ส่ วนประเทศประชาธิปไตยมักจะมีแนวคิ ดแบบเสรี นิ ยม เชื่อมัน่ ในระบบการค้าเสรี ซึ่ ง ต้องการให้ธุรกิจมีการแข่งขันกันอย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์ของผูบ้ ริ โภค อันจะส่ งผลให้ เศรษฐกิจมีอตั ราการเจริ ญเติบโตที่สูงที่สุด ดังนั้น เราจะพิจารณาเฉพาะในกรณี ของผลกระทบของการลงทุนระหว่างประเทศ ตามแนวคิดแบบเสรี นิยม และสามารถจาแนกผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการลงทุนระหว่าง ประเทศได้ ดังต่อไปนี้คือ  ด้ านประเทศที่เข้ าไปลงทุน 1.

ประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อประเทศที่เข้าไปลงทุน ได้แก่ 1.1 การได้รั บ เงิ น ทุ น เทคโนโลยี และระบบการบริ หารงานอย่ า งมี ประสิทธิภาพ 1.2 การว่าจ้างแรงงาน 1.3 การได้เปรี ยบดุลการชาระเงินของประเทศ 1.4 การกระตุน้ ให้เกิดการแข่งขั้น เพื่อการเจริ ญเติบโตของเศรษฐกิจ

2.

ผลเสียที่เกิดขึ้นต่อประเทศที่เข้าไปลงทุน ได้แก่ 2.1 การเกิดการแข่งขันอย่างไม่เป็ นธรรม


96

2.2 การขาดดุลการชาระเงินของประเทศ 2.3 การขาดสภาพการบังคับและสูญเสียอธิปไตยของชาติ  ด้ านประเทศแม่ของบริษัทข้ ามชาติ 1.

ประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อประเทศแม่ ได้แก่ 1.1 การได้เปรี ยบดุลการชาระเงินของประเทศแม่ 1.2 การว่าจ้างแรงงานเพิ่ม 1.3 การเรี ยนรู้ที่จะดาเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศ

2.

ผลเสียที่เกิดขึ้นต่อประเทศแม่ ได้แก่ 2.1 การเสียเปรี ยบดุลการชาระเงินในยอดบัญชีทุน (Capital Account) 2.2 การเสี ย เปรี ยบดุ ล การช าระเงิ น ในยอดบัญ ชี เ ดิ น สะพัด ( Current Account) 2.3 การว่าจ้างแรงงานลดน้อยลง

ทฤษฎีความได้ เปรียบเชิงแข่ งขัน (Competitive Advantage) การวิ เ คราะห์ ค วามได้เ ปรี ยบโดยเปรี ยบเที ย บ มี จุ ด มุ่ง หมายอยู่ที่ก ารวิ เคราะห์ เปลี่ยนแปลงรู ปแบบด้านการผลิต และการค้าระหว่างประเทศและระดับความสามารถ ทางการแข่งขัน (The Degree of Competitiveness) ในแต่ละอุตสาหกรรม ในขณะที่การ


97 เปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในเชิงพลวัตร (Dynamic) นั้นพื้นฐานได้ถูกกาหนดมาจาก ปัจจัยทางด้านราคา (Price Factors) และปั จจัยที่มิใช่ราคา (Non- Price Factors) ประกอบ กัน ดังนั้นระดับความสามารถทางการแข่ งขัน จะเป็ นหรื อไม่เป็ นไปตามรู ปแบบความ ได้เปรี ยบโดยเปรี ยบเ���ียบก็ได้ เพราะนอกจากปัจจัยด้านราคาแล้วยังมีปัจจัยที่มิใช่ราคาเป็ น ตัวกาหนดที่สาคัญ เช่น ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ระดับการพัฒนาเทคโนโลยี การ ผลิตรู ปแบบการแข่งขันของอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลและ นโยบายการเสริ มความร่ วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาค สิ่ งเหล่านี้ มีบทบาทสาคัญในการ เสริ มและสร้างระดับความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมทั้ง ในปั จจุ บนั และ อนาคต แนวคิดของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ (สมนึก, 2537: 5 - 7) การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเป็ นการนาแนวความคิดเก่าของยุโรปเกี่ยวกับความเสมอ ภาคของโอกาส (Equality of Opportunity) มาใช้ใ นทางปฏิ บัติ โดยมี ค วามคิ ด ว่ า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศตั้งแต่สองประเทศขึ้นไปจะดาเนิ นไปด้วยดีถา้ ประเทศเหล่ านั้น มีโ อกาสเท่ า เที ย มกัน โดยมี ว ตั ถุ ประสงค์ข องการรวบรวมกลุ่ม ทาง เศรษฐกิจ ได้แก่ ความพยายามในการเร่ งรัดพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก ทั้งนี้ ไม่ว่า จะเป็ นความพยายามชัว่ คราวหรื อถาวรก็ตาม ดังนั้นความพยายามที่จะทาให้การค้าและการ เคลื่ อ นย้ายปั จ จัย การผลิ ต ระหว่ า งประเทศได้เป็ นไปอย่างเสรี มากกว่ า เดิ ม จึ ง ไม่ ใ ช่ วัต ถุประสงค์ข องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิ จ หากแต่เป็ นเครื่ องมือ (Means) ที่จ ะบรรจุ เป้ าหมาย ซึ่งได้แก่ การเพิ่มผลผลิตของบรรดาประเทศที่เกี่ยวข้อง ผลประโยชน์ของการ รวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในแง่น้ ี จึงขึ้นอยู่กบั ว่ากระบวนการดังกล่าวจะเป็ นผลให้อตั ราการ พัฒนาของประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นรวดเร็ วกว่าที่เคยเป็ นมาหรื อไม่เพียงใด


98 ผลทางเศรษฐกิจของการรวมกลุ่ม (เกษตร, 2538: 275 - 286) ผลของการรวมกลุ่มสหภาพศุลกากรมีท้ งั ระยะสั้น (Static) แลระยะยาว (Dynamic) ผลในระยะสั้นจะมีต่อการผลิตและการบริ โภค ผลในระยะยาวคือความเจริ ญเติบโตทาง เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเพราะการผลิตมีขนาดใหญ่เกิดการประหยัด (Economies of Scale) มีการคิดค้น เทคโนโลยีใหม่ๆ หรื อมีการสะสมทุน 1. ผลในระยะสั้น (Static Effect) คือ ผลที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในด้านการ จัดสรรทรัพยากร เพื่อการผลิตและการบริ โภคที่เกิดจากการยกเลิกภาษีสินค้าเข้า ผล เช่นนี้จะเกิดขึ้นทันทีหรื อปรากฏให้เห็นได้ในระยะเวลาอันสั้น ฉะนั้นเราจะพิจารณา ทั้ง ผลทางด้ า นการผลิ ต (Production Effect) และผลทางด้า นการบริ โภค (Consumption Effect) 1.1 ผลทางด้านการผลิต เมื่อประเทศสมาชิกยกเลิกภาษีศุลกากรให้แก่สินค้า ที่มาจากประเทศในกลุ่ม ทาให้เกิดแหล่งอุปทานของสินค้าจานวนมากมายใน กลุ่มและเกิดการทดแทนแหล่งอุปทานสินค้าเก่าด้วยแหล่งอุปทานสิ นค้าใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิง่ จะมีการซื้อสินค้าจากประเทศสมาชิกด้วยกันเองมากขึ้น 1.2 ผลทางด้านการบริ โภค ถ้าผูบ้ ริ โภคที่เคยซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ ในราคาสู งสามารถหันไปซื้อสิ นค้าจากประเทศสมาชิ กในสหภาพศุลกากร ด้วยราคาต่ากว่า ทาให้ผบู้ ริ โภคซื้อสินค้าได้มากขึ้น สวัสดิการดีข้ ึน แต่ถา้ เมื่อ มีการรวมกลุ่มสหภาพทาให้ผบู้ ริ โภคต้องซื้อสิ นค้าจากประเทศในกลุ่มด้ว ย ราคาสูงกว่าผูบ้ ริ โภคจะซื้อสินค้าได้นอ้ ยลง สวัสดิการแย่ลง 2. ผลในระยะยาว (Dynamic Effect) เป็ นผลที่ทาให้เกิดการแข่งขันเพิ่มขึ้น เร่ งให้ มีก ารเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เร่ งให้มีการลงทุน และเกิ ดการประหยัด จากขนาด (Economies of Scale)\ 2.1 เพิ่มการแข่งขัน การแข่งขันในที่น้ ีไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจานวนมาก ได้ขายสินค้าเหมือนกัน แต่หมายถึงความสามารถและความตั้งใจของผูผ้ ลิตที่


99 จะเข้าไปแข่งขันในตลาดอื่น เมื่อยกเลิกภาษีระหว่างประเทศสมาชิกในกลุ่ม และตลาดขยายกว้า งออกไปท าให้ ผู้แ ข่ งขั น มี มากขึ้ น ธุ ร กิ จที่ ไ ม่ มี ประสิทธิภาพต้องกลายเป็ นธุรกิจที่มีประสิ ทธิภาพหรื อไม่เช่นนั้นต้องปิ ดตัว ลง การแข่งขันทาให้มีการวิจยั ค้นคว้าและพัฒนาสินค้าใหม่ 2.2 การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เมื่อตลาดขยายกว้างขึ้นกว่าเดิมทาให้ขนาด ของธุรกิจที่เหมาะสมเพิม่ ขึ้น ทาให้ผผู้ ลิตขยายการผลิตโดยมีการวิจยั ค้นคว้า และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อใช้ในการผลิต ทาให้เพิ่มการเปลี่ย นแปลง เทคโนโลยีและเศรษฐกิจเจริ ญเร็ วขึ้น 2.3 การลงทุนการเพิ่มการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทาให้มี การลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็ นสิ่ งจาเป็ นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์การลงทุนจาก ประเทศอื่นๆในโลก ฉะนั้นธุรกิจต่างประเทศที่มีอยู่ในสหภาพอาจขยายหรื อ รวมกลุ่ ม กัน ใหม่ เ พื่ อ แสวงหาผลประโยชน์ ข องโอกาสใหม่ ๆ ที่ เ กิ ด ขึ้ น นอกจากนี้ ธุ ร กิ จ ต่ างประเทศที่ ในอดี ต เคยส่ งสิ น ค้าให้ก ับประเทศในกลุ่ม ขณะนี้ อาจตัด สิ น ใจสร้ างโรงงานใหม่ในสหภาพ สิ่ งนี้ เป็ นเหตุ ผลของการ ลงทุ น จ านวนมากของประเทศสหรั ฐ อเมริ กาในยุโ รปหลัง ปี พ.ศ. 2498 เนื่องจากตลาดของประเทศสหรัฐอเมริ กาในยุโรปขยายใหญ่ข้ ึน 2.4 การประหยัดจากขนาด เป็ นการประหยัด ภายในที่เกิด จากต้น ทุนการ ผลิตลดลงเมื่อปริ มาณการผลิตเพิ่มขึ้น ในการศึกษาการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิ จ เราจะแบ่งการประหยัดจากขนาดเป็ น 2 กรณี คือ การประหยัดจากขนาดใน ธุรกิจหลายหน่วยและการประหยัดจากขนาดภายในธุรกิจหน่วยเดียว 2.4.1 การประหยัดจากขนาดภายในธุรกิจหลายหน่ วย (Interplant or Multiplant Economies of Scale) หมายถึง กรณี ที่ธุรกิ จ เป็ นเจ้าของ กิจการหรื อโรงงานหลายแห่ง ซึ่งมีลกั ษณะเป็ นแบบใดแบบหนึ่ งของ 2 แบบนี้ คื อ โรงงานหลายแห่ ง ผลิ ต สิ น ค้า ต่ า งชนิ ด กัน (Horizontal Integration) เช่น เหล็กเส้น ซีเมนต์ กระเบื้อง เครื่ องสุ ขภัณฑ์ เป็ นต้น หรื อโรงงานหลายแห่งผลิต สิ นค้าประเภทเดียวกันแต่ต่างขั้นตอนการ


100 ผลิต (Vertical Integration) เช่น ผลิตเส้นใย ทอผ้า ย้อมสี และพิมพ์ลาย ทาเสื้อสาเร็ จรู ป เป็ นต้น แบบแรกเป็ นสินค้าที่ผซู้ ้ือมักจะใช้ประกอบกัน จึงขนส่งรวมกันไปได้หรื อใช้ระบบการจัดการหรื อผูบ้ ริ หารชุดเดียวกัน แบบหลังสามารถซื้อวัต ถุได้ทีละมากๆและได้ประโยชน์จากอานาจ ผูกขาดตลาด 2.4.2 การประหยัด จากขนาดภายในธุ รกิ จ หน่ ว ยเดี ย ว (Intraplant Economies) อาจอยูใ่ นลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังนี้ 2.4.2.1 เครื่ องมือเครื่ องใช้บางชนิด เช่น หีบห่อบรรจุ ท่อน้ า เครื่ องเป่ าลม เครื่ องทาความเย็น เป็ นต้น ต้นทุนหรื อราคาเป็ น ฟั ง ก์ชั่น ของพื้ น ที่ ผิว และก าลัง งานขึ้ นกับ ปริ มาตร ฉะนั้น ต้นทุนจึงสัมพันธ์กบั กาลังงาน ต้นทุนของสิ่ งเหล่านี้ จะเพิ่มขึ้น ตามกาลังงานที่เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน การประหยัดจะเกิ ด จากการเลือกใช้กาลังงานที่พอเหมาะ 2.4.2.2 ต้นทุนเพิ่มในอัตราต่ากว่าปริ มาณที่เพิ่มขึ้น เช่น การ ขนส่งหีบห่อขนาดใหญ่ หรื อมีจานวนมากๆ ซึ่งสามารถใช้เรื อ บรรทุกขนาดใหญ่ หรื อขบวนรถไฟขนาดยาว 2.4.2.3 การสารองขนาดใหญ่ช่วยประหยัดต้นทุนเมื่อขนาด การผลิต ขยายตัว เช่ น ระบบการสารองสิ นค้าเพื่อหลีก เลี่ยง ภาวะสิ นค้าขาดตลาด ซึ่ งเกิ ดจากอุปสงค์เพิ่มกะทัน หันหรื อ หยุดซ่อมเครื่ องจักร การสารองวัตถุดิบเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะราคา วัตถุดิบขึ้นลง ไม่แน่นอน 2.4.2.4 การประหยัดเนื่องจากจาเป็ นต้องผลิตจานวนมากให้ เหมาะสมกับกาลังการผลิตสู งของเครื่ องจัก ร หรื อให้คุม้ กับ ค่าใช้จ่ายการผลิตแต่ละงวด เช่น โรงงานน้ าตาลเปิ ดดาเนินงาน ตามฤดูกาลที่มีวตั ถุดิบเข้าโรงงานมาก เป็ นต้น


101

2.4.2.5 การประหยัด เนื่ องจากได้ใช้เครื่ ���งจักรที่ ออกแบบ โดยเฉพาะกับงาน ซึ่ งเป็ นไปได้ต่ อเมื่อการผลิต ขยายตัว เช่ น ใช้รถตัดอ้อยแทนแรงงาน เป็ นต้น 2.4.2.6 งานบางอย่างซึ่งไม่จ าเป็ นเมื่อผลิต ขนาดเล็ก แต่ มี ประโยชน์ ม ากและจ าเป็ นเมื่ อ ผลิ ต ขนาดใหญ่ เช่ น งาน ออกแบบ งานวางแผน การวิจยั งานเก็บรวบรวมข่าวสารข้อมูล เป็ นต้น การประหยัดที่อยูใ่ นรู ปแบบ 2.4.2 ข้างต้นถือว่าเป็ นการประหยัดสื บเนื่ องจาก โครงสร้าง (Structural Economies) ซึ่งมีความสาคัญในกรณี การรวมกลุ่มเศรษฐกิจ เพราะตลาดมัก จะเพิ่มขนาดใหญ่ข้ ึ น อย่างไรก็ตามการรวมกลุ่มเศรษฐกิ จ ไม่ได้ หมายความว่า จะต้อ งเกิ ด ผลดี ข องการประหยัด จากขนาดเสมอไป เพราะการ ประหยัด จากขนาดขึ้ นอยู่ก ับ ขนาดของกลุ่ ม ค่ า ขนส่ ง รสนิ ย ม ทัศ นคติ ข อง ผูป้ ระกอบการ เป็ นต้น

กรอบแนวคิดในการศึกษา ในปัจจุบนั นี้ สภาวการณ์ที่ทุกคนต้องเผชิญล้วนแล้วแต่มีความรุ นแรงถึงขั้นที่เรี ยกได้ว่า "วิกฤต" ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็ นวิฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการเงิน วิกฤตการเมืองและอื่นๆ แต่วิกฤตที่ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงก็คือ วิกฤตราคาอาหารทัว่ โลกดังนั้น วิกฤต อาหารโลกอาจจะไม่ใช่เรื่ องใหม่ และเป็ นเรื่ องที่เกิดขึ้นต่อเนื่ องเป็ นระยะในช่วงหลายปี ที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่มกั จะมีสาเหตุมาจากปัจจัยเดิมๆ แต่ปัจจัยที่เป็ นต้นตอดู เหมือนว่าจะทวีความรุ นแรง เพิ่มมากขึ้ น เช่ น ราคาวัต ถุดิ บที่ เพิ่มสู งขึ้ น เป็ นต้น จึ งอาจส่ งผลกระทบให้ระบบเศรษฐกิ จ ภายในประเทศเกิดภาวะเงินเฟ้ อขั้นรุ นแรงได้ ดังนั้นทุกบริ ษทั ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้ อ ขั้นรุ นแรงดังกล่าว จะต้องจัดทารายงานทางการเงินภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่เกิดเงินเฟ้ อขั้นรุ นแรง ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 เรื่ อง รายงานทางการเงินในสภาพเศรษฐกิจที่เงินเฟ้ อขั้นรุ นแรง ทางคณะผูจ้ ดั ทาได้สรุ ปเป็ นกรอบแนวคิดในการศึกษาได้ดงั นี้


102 กรอบแนวคิ ดในการศึก ษาครั้งนี้ จึงมุ่งให้ค วามสาคัญกับรู ปแบบ และเนื้ อหาสาระของ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 เรื่ อง รายงานทางการเงินในสภาพเศรษฐกิจที่เงินเฟ้ อขั้นรุ นแรงโดย ท าการศึ ก ษาจากข้อ มูล เชิ ง ทุ ติ ย ภู มิ ซึ่ ง เป็ นข้อ มูล ที่ ไ ด้ม าจากการศึ ก ษาค้น คว้า จากหนัง สื อ วิทยานิ พนธ์ และเอกสารต่ า ง ๆ ที่ เ กี่ ย วข้องกับ มาตรฐานการบัญชี ฉบับ ที่ 29 รวมถึ งแหล่ ง สารสนเทศอื่นๆ


บทที่ 3 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 เรื่อง การรายงานทางการเงินในสภาพเศรษฐกิจที่เงินเฟ้อรุ นแรง มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ เป็ นไปตามเกณฑ์ที่กาหนดขึ้นโดยมาตรฐานการบัญชีระหว่าง ประเทศ ฉบับที่ 29 เรื่ อง การรายงานทางการเงินในสภาพเศรษฐกิจที่เงินเฟ้ อรุ นแรง พ.ศ. 2552 ซึ่ง เป็ นการแก้ไขของคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศที่สิ้นสุ ดในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551 (IAS No.29 Financial Reporting in Hyperinflationary Economics (Bound volume 2009))

ขอบเขต มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ให้ถือปฏิบตั ิกบั งบการเงิน ซึ่งรวมถึงงบการเงินรวมของกิจการ ซึ่งใช้สกุลเงินของสภาพเศรษฐกิจที่มีภาวะเงินเฟ้ อรุ นแรงเป็ นสกุลเงินที่ใช้ในการดาเนิ นงานของ กิจการ ภายใต้สภาพเศรษฐกิ จที่มีภาวะเงินเฟ้ อรุ นแรง การรายงานผลการดาเนิ นงานและฐานะ การเงินในสกุลเงินท้องถิ่นโดยไม่ได้มีการปรับปรุ งใหม่ยอ่ มไม่เกิดประโยชน์ เงินได้สูญเสี ยอานาจ ซื้อไปในอัตราที่เร็ วมากจนทาให้การเปรี ยบเทียบจานวนเงินจากธุรกรรมและจากเหตุการณ์อื่นที่ เกิดขึ้น ณ เวลาที่แตกต่างกันก่อให้เกิดการหลงผิดได้ ถึงแม้จะเกิดขึ้นภายในงวดบัญชีเดียวกันก็ตาม มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ไม่ได้กาหนดว่า ณ ที่ระดับเงินเฟ้ อใดจึงจะถือว่าได้เกิดภาวะเงิน เฟ้ อรุ นแรงขึ้นแล้ว เป็ นเรื่ องที่กิจการต้องใช้ดุลยพินิจว่าเมื่อใดที่จาเป็ นต้องปรับปรุ งงบการเงินใหม่ เพื่อให้เป็ นไปตามมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ ตัวอย่างของลักษณะพิเศษของสภาพแวดล้อมทาง เศรษฐกิจของประเทศที่บ่งชี้ว่าได้เกิดภาวะเงินเฟ้ อรุ นแรง มีดงั นี้ 1. ประชากรโดยทัว่ ไปพอใจที่จะถือทรัพย์สินในรู ปของสินทรัพย์ที่ไม่เป็ นตัวเงิน หรื อใน รู ปของสกุลเงินต่างประเทศที่ค่อนข้างเสถียร หรื อใช้เงินสกุลเงินท้องถิ่นที่ตนถืออยู่ไปลงทุนทันที เพื่อรักษาอานาจซื้อ


104 2. ประชากรโดยทัว่ ไปจะค านึ งถึงมูลค่ าต่างๆในรู ปสกุลเงินตราต่างประเทศที่ค่ อนข้าง เสถียรมากกว่าในรู ปสกุลเงินท้องถิ่น การตั้งราคาสินค้าอาจจะอยูใ่ นสกุลเงินตราต่างประเทศนั้น 3. การขายและการซื้อเชื่อจะกระทา ณ ระดับราคาที่ชดเชยการสูญเสียอานาจซื้อที่คาดว่า จะเกิดขึ้นในระหว่างระยะเวลาการให้สินเชื่อ ถึงแม้ระยะเวลาดังกล่าวจะสั้นก็ตาม 4. อัตราดอกเบี้ย ค่าแรง และราคาสินค้าจะผูกพันกับดัชนีราคา 5. อัตราเงินเฟ้ อสะสมในช่วงระยะเวลาสามปี ที่ผา่ นมาใกล้เคียงหรื อเกินร้อยละ 100 มาตรฐานการบัญ ชี ฉ บับนี้ มุ่งหวังให้ทุก กิ จ การซึ่ งเสนอรายงานในสกุลเงิ น ของสภาพ เศรษฐกิจที่มีภาวะเงินเฟ้ อรุ นแรงที่เหมือนกันนามาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ มาใช้ในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตามมาตรฐานการบัญ ชี ฉบับนี้ ให้ใช้ก ับงบการเงิ นนับแต่ ว นั แรกของรอบระยะเวลาที่ รายงานซึ่งกิจการได้ช้ ีชดั แล้วว่าได้เกิดภาวะเงินเฟ้ อรุ นแรงแล้วในประเทศเจ้าของสกุลเงินซึ่งกิจการ ใช้ในการรายงาน

การปรับปรุงงบการเงินใหม่ การเปลี่ยนแปลงของระดับราคาเป็ นผลมาจากแรงผลักดันทางการเมือง เศรษฐกิจ และ สัง คมซึ่ ง อาจเป็ นไปในลัก ษณะโดยทั่ว ไปหรื อเฉพาะเจาะจงก็ ไ ด้ ตัว อย่า งของแรงผลัก ดัน เฉพาะเจาะจง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งสูงขึ้นหรื อลดลงอย่างมีนยั สาคัญและเป็ นอิสระจากกัน นอกจากนี้แรงผลักดันโดยทัว่ ไปอาจส่ งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับราคาสิ นค้าโดยทัว่ ไป และต่ออานาจซื้อของเงินตราโดยทัว่ ไปได้ และกิจการซึ่งจัดทางบการเงินภายใต้เกณฑ์ตน้ ทุนเดิม สามารถทาเช่ นนั้นได้โดยไม่ต ้องคานึ งถึงการเปลี่ย นแปลงของระดับราคาโดยทัว่ ไป หรื อการ เพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์หรื อหนี้สินที่กิจการบันทึกอยู่ได้โดยข้อยกเว้นของกรณี ดงั กล่าวจะเป็ น กรณี ที่กิ จ การวัด มูล ค่ า หรื อเลือ กที่ จ ะวัด มูล ค่ าสิ น ทรั พ ย์แ ละหนี้ สิ น นั้น โดยใช้มูลค่ ายุติ ธ รรม ตัวอย่างเช่น ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ อย่างไรก็ตาม มีบางกิจการที่นาเสนองบการเงินโดยใช้เกณฑ์ ต้นทุนปัจจุบนั ซึ่งเป็ นการรับรู้ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงราคาเฉพาะเจาะจงของสิ นทรัพย์ที่ กิจการถืออยู่


105 ภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่มีภาวะเงินเฟ้ อรุ นแรง งบการเงินของกิจการไม่ว่าจะได้จดั ทาโดย ใช้เกณฑ์ตน้ ทุนเดิมหรื อเกณฑ์ตน้ ทุนปั จจุบนั จะต้องแสดงด้วยหน่ วยวัดค่าที่เป็ นปั จจุบนั ณ วัน สุดท้ายของรอบระยะเวลาที่รายงานและต้องแสดงตัวเลขเปรี ยบเทียบของงวดก่อนตามที่กาหนดใน มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 (ปรับปรุ ง 2552) เรื่ อง การนาเสนองบการเงิน รวมทั้งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง กับงวดก่อนด้วยหน่วยวัดค่าที่เป็ นปัจจุบนั ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาที่รายงานด้วยเช่นกันเพื่อ วัตถุประสงค์ในการนาเสนองบการเงินเปรี ยบเทียบในกรณี ที่สกุลเงินที่นาเสนองบการเงินแตกต่าง กัน ให้กิจการถือปฏิบตั ิตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 21 (ปรับปรุ ง 2552) เรื่ อง ผลกระทบจากการ เปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ดังนั้นมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ จึงให้ใช้กบั งบการเงินของกิจการทั้งหลายที่รายงานในสกุลเงินของสภาพเศรษฐกิจที่มีภาวะเงินเฟ้ อรุ นแรง และ ไม่อนุ ญาตให้กิจ การเสนอข้อมูลภายใต้มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ เพื่อเป็ นการเสริ มงบการเงิน ที่ ไม่ได้ปรับปรุ งใหม่ นอกจากนี้ มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ ไม่สนับสนุ นให้กิจการเสนองบการเงิน ก่อนการปรับปรุ งใหม่แยกต่างหาก และผลกาไรหรื อขาดทุนจากยอดดุลสุ ทธิของรายการที่เป็ นตัว เงินจะต้องรวมอยูใ่ นกาไรหรื อขาดทุนของกิจการและเปิ ดเผยรายการแยกต่างหาก ในการปรั บปรุ งงบการเงิ น ใหม่เพื่อให้เป็ นไปตามมาตรฐานการบัญ ชี ฉ บับนี้ กิ จ การ จาเป็ นต้องนาวิธีการบางประการรวมถึงดุลยพินิจมาใช้ การใช้วิธีการและดุลยพินิจอย่างสม่าเสมอมี ความสาคัญ ยิ่งกว่าความถูก ต้องของจ านวนที่ ไ ด้จ ากวิธีก ารดังกล่าวซึ่ งรวมอยู่ในงบการเงิ น ที่ ปรับปรุ งใหม่

งบการเงินที่ใช้ เกณฑ์ต้นทุนเดิม งบแสดงฐานะการเงิน  รายการต่างๆในงบแสดงฐานะการเงินที่ยงั ไม่ได้แสดงด้วยหน่ วยวัดค่าที่เป็ นปั จจุบนั ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาที่รายงานจะต้องปรับปรุ งใหม่ดว้ ยดัชนีราคาทัว่ ไป  รายการที่เป็ นตัวเงิน จะไม่ถูกปรับปรุ งใหม่ เนื่ องจากรายการดังกล่าวได้แสดงด้ว ย หน่วยที่เป็ นตัวเงินที่เป็ นปัจจุบนั ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาที่รายงานอยูแ่ ล้ว รายการที่เป็ นตัว เงิน หมายถึง เงินสดที่กิจการถืออยู่ และรายการที่กิจการจะได้รับหรื อจ่ายเป็ นเงินสด


106  สินทรัพย์และหนี้สินซึ่งผูกกับข้อตกลงที่ให้มีการเปลี่ยนแปลงราคาได้ เช่น หุ ้นกูห้ รื อ เงิ นกู้ยืมที่ อา้ งอิงกับดัชนี จะต้องปรั บมูลค่าให้เป็ นไปตามสัญญา เพื่อให้ได้มาซึ่งจ านวนยอด คงเหลือ ณ วันสุ ดท้ายของรอบระยะเวลารายงาน สิ นทรัพย์ และหนี้ สินเหล่านี้ จะแสดงอยู่ในงบ แสดงฐานการเงินที่ปรับปรุ งใหม่ดว้ ยจานวนหลังการปรับปรุ ง  สิ นทรัพย์และหนี้ สินอื่นที่เหลือทั้งหมดถือเป็ นรายการที่ไม่เป็ นตัวเงิน รายการที่ไม่ เป็ นตัวเงิ นบางรายการอาจบันทึ กด้วยจานวนที่ เป็ นปั จจุบัน ณ วัน สุ ดท้ายของรอบระยะเวลาที่ รายงานอยูแ่ ล้ว เช่น มูลค่าสุทธิที่จะได้รับหรื อราคายุติธรรม ดังนั้นกิจการจึงไม่ตอ้ งปรับปรุ งรายการ ดังกล่าวใหม่ ส่วนสินทรัพย์ และหนี้สินที่ไม่เป็ นตัวเงินอื่นๆ กิจการจะต้องปรับปรุ งรายการดังกล่าว ใหม่ท้งั หมด  รายการที่ไม่เป็ นตัวเงินส่วนใหญ่มกั แสดงมูลค่าตามราคาทุนหรื อราคาทุนหักค่าเสื่ อม ราคาสะสมดังนั้นรายการดังกล่าวจึงแสดงด้วยจานวนที่เป็ นปั จจุบนั ณ วันที่ได้มา กิจการสามารถ คานวณหาราคาทุ น ปรั บปรุ งใหม่หรื อราคาทุ น หัก ค่ าเสื่ อมราคาสะสมปรั บปรุ งใหม่ข องแต่ ละ รายการดังกล่าวโดยการนาอัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนี ราคาทัว่ ไประหว่างวันที่ได้มาจนถึงวัน สุดท้ายของรอบระยะเวลาที่รายงานไปปรับกับต้นทุนเดิมและค่าเสื่อมราคาสะสม ตัวอย่างเช่น ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ สินค้าคงเหลือจาพวกวัตถุดิบและสินค้าที่ซ้ือมาเพื่อขาย ค่าความนิ ยม สิ ทธิบตั ร เครื่ องหมายการค้า และสินทรัพย์ที่มีลกั ษณะคล้ายคลึงกันจะปรับปรุ งใหม่นบั จากวันซื้อ ส่วนสินค้า คงเหลือจาพวกงานระหว่างทา และสินค้าสาเร็ จรู ปจะปรับปรุ งใหม่นับจากวันที่ตน้ ทุนการซื้อ และ ต้นทุนการแปรสภาพเกิดขึ้น  บางครั้งกิจการอาจไม่มีบนั ทึกรายละเอียดของวันที่ได้มาของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ หรื อไม่สามารถประมาณวันที่ดงั กล่าวได้ ภายใต้สถานการณ์ที่ยากจะเกิดขึ้นนี้ การนามาตรฐานการ บัญชีฉบับนี้ มาใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีแรก กิจการอาจจาเป็ นต้องใช้การประเมินมูลค่ารายการ โดยผูเ้ ชี่ยวชาญอิสระเพื่อใช้เป็ นพื้นฐานในการปรับปรุ งรายการดังกล่าวใหม่  กิจการไม่อาจหาดัชนี ราคาทัว่ ไปของงวดต่างๆที่จาเป็ นต้องใช้ในการปรับปรุ งที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ตามมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ กิจการอาจจาเป็ นต้องนา ประมาณการมาใช้ เช่น โดยการพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงิน ที่ใช้ในการดาเนินงานกับสกุลเงินต่างประเทศที่ค่อนข้างเสถียร


107  รายการที่ไม่เป็ นตัวเงินบางรายการอาจแสดงด้วยมูลค่าปั จจุบนั ณ วันอื่นที่ไม่ใช่วนั ที่ ได้มาหรื อวันที่ในงบแสดงฐานะการเงิน เช่น ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ได้ตีราคาใหม่แล้วก่อนหน้านี้ ในกรณี เช่นนี้ มูลค่าตามบัญชีจะต้องปรับปรุ งใหม่นบั จากวันที่มีการตีราคาใหม่น้ นั  มูลค่าของรายการที่ไม่เป็ นตัวเงินที่ปรับปรุ งใหม่แล้วนั้นอาจจะต้องปรับลดลงเพื่อให้ เป็ นไปตามมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง หากมูลค่าของรายการดังกล่าวสูงกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะ ได้รับคืนตัวอย่างเช่น มูลค่าภายหลังการปรับปรุ งใหม่แล้วของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ค่าความ นิยมสิทธิบตั ร และเครื่ องหมายการค้าจะปรับลดลงให้เหลือเท่ากับมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืนหรื อ มูลค่าภายหลังการปรั บปรุ งใหม่ของสิ น ค้าคงเหลือจะปรับลดลงให้เหลือเท่ ากับมูลค่าสุ ทธิที่จ ะ ได้รับเป็ นต้น  กิจการที่ถกู ลงทุนซึ่งถูกบันทึกบัญชีโดยวิธีส่วนได้เสี ยอาจเสนอรายงานทางการเงิน ของตนในสกุลเงินของสภาพเศรษฐกิจที่มีภาวะเงินเฟ้ อรุ นแรง งบแสดงฐานะการเงินและงบกาไร ขาดทุนเบ็ดเสร็ จของกิจการที่ถูกลงทุนดังกล่าวจะต้องปรับปรุ งใหม่ให้เป็ นไปตามมาตรฐานการ บัญชีฉบับนี้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการคานวณส่ วนได้เสี ยของกิจการที่มีในสิ นทรัพย์สุทธิและผล การดาเนินงานของกิจการที่ถกู ลงทุนดังกล่าว หากงบการเงินที่ปรับปรุ งแล้วของกิจการที่ถกู ลงทุนที่ กิจการเข้าไปลงทุนแสดงอยูใ่ นสกุลเงินตราต่างประเทศ กิจการต้องแปลงค่างบการเงินดังกล่าวโดย ใช้อตั ราปิ ด ณ วันสิ้นงวด  โดยปกติผลกระทบของเงินเฟ้ อจะรับรู้อยูใ่ นต้นทุนการกูย้ ืมอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็ นการ ไม่เหมาะสมที่กิจการจะทาการปรับปรุ งใหม่ซ่ึงรายจ่ายฝ่ ายทุนที่เกิดจากการใช้เงินกูย้ ืมในการสร้าง ไปพร้อมกับการตั้งต้นทุนการกูย้ ืมส่ วนที่ชดเชยเงินเฟ้ อเป็ นต้นทุนของสิ นทรัพย์ในงวดเดียวกัน กิจการควรรับรู้ตน้ ทุนการกูย้ มื ส่วนนี้ เป็ นค่าใช้จ่ายในงวดที่ตน้ ทุนการกูย้ มื เกิดขึ้น  กิจการอาจได้มาซึ่งสิ นทรัพย์ภายใต้เงื่อนไขที่กาหนดให้สามารถชะลอการชาระเงิน ออกไปได้โดยไม่คิดดอกเบี้ย ในกรณี ที่กิจการไม่สามารถคานวณหาดอกเบี้ยที่แฝงอยูไ่ ด้ กิจการควร ปรับปรุ งมูลค่าสินทรัพย์ดงั กล่าวใหม่นบั จากวันที่จ่ายชาระเงินแทนที่จะเป็ นวันที่ซ้ือสินทรัพย์


108  ณ วัน ต้นงวดของงวดบัญ ชีแรกที่ นามาตรฐานการบัญชี ฉบับนี้ มาใช้ กิ จการควร ปรับปรุ งส่วนประกอบในส่วนของเจ้าของใหม่ โดยใช้ดชั นี ราคาทัว่ ไปนับตั้งแต่วนั ที่กิจการได้รับ ส่วนประกอบนั้นมาหรื อวันที่ส่วนประกอบนั้นเกิดขึ้น ยกเว้นกาไรสะสมและส่วนเกินทุนจากการตี ราคาสิ นทรัพย์เพิ่ม ซึ่งส่ ว���เกินทุนจากการตีราคาสิ นทรัพย์ที่เกิดในงวดก่อนๆจะถูกตัดออกและ กาไรสะสมที่ปรั บปรุ งใหม่น้ นั จะเป็ นผลมาจากการปรับปรุ งใหม่ของรายการอื่นทั้งหลายในงบ แสดงฐานะการเงิน  ณ วันสุดท้ายของงวดบัญชีแรกและในงวดถัดๆไป กิจการต้องปรับปรุ งส่ วนประกอบ ของส่วนของเจ้าของทุกรายการโดยใช้ดชั นี ราคาทัว่ ไปนับตั้งแต่วนั ต้นงวดหรื อวันที่กิจการได้รับ ส่วนประกอบนั้นมา (หากวันที่ได้รับนั้นเกิดขึ้นภายหลัง) และต้องเปิ ดเผยการเปลี่ยนแปลงของส่วน ของเจ้าของสาหรับงวดเพื่อให้เป็ นไปตาม มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 (ปรับปรุ ง 2552) เรื่ อง การ นาเสนองบการเงิน งบกาไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ กาหนดให้รายการในงบกาไรขาดทุนเบ็ดเสร็ จทุกรายการต้อง แสดงในรู ปของหน่ วยวัดค่าที่เป็ นปั จจุบนั ณ วันสุ ดท้ายของรอบระยะเวลาที่รายงาน ด้วยเหตุน้ ี รายการในงบการเงินทั้งหมดจะต้องปรับปรุ งใหม่ดว้ ยอัตราการเปลี่ยนแปลงในดัชนี ราคาทัว่ ไปนับ จากวันที่รายได้และค่าใช้จ่ายนั้นบันทึกในงบการเงินเป็ นครั้งแรก ผลกาไรหรือขาดทุนจากยอดดุลสุ ทธิของรายการที่เป็ นตัวเงิน ในภาวะเงินเฟ้ อ กิจการที่ถือสิ นทรัพย์ที่เป็ นตัวเงินมากกว่าหนี้ สินที่เป็ นตัวเงินจะสูญเสี ย อานาจซื้อส่วนกิจการซึ่งมีหนี้สินที่เป็ นตัวเงินมากกว่าสิ นทรัพย์ที่เป็ นตัวเงินจะมีอานาจซื้อเพิ่มขึ้น ตราบเท่าที่สินทรัพย์และหนี้สินนั้นยังไม่ผกู กับระดับราคาสินค้า ผลกาไรหรื อขาดทุนจากรายการที่ เป็ นตัวเงินสุทธิน้ ีเป็ นจานวนผลต่างที่เกิดจากการปรับปรุ งใหม่ของรายการที่ไม่เป็ นตัวเงิน รายการ ในส่วนของเจ้าของ รายการในงบกาไรขาดทุนแบบเบ็ดเสร็ จ และจากการปรับปรุ งสิ นทรัพย์และ หนี้ สินที่ผกู กับดัชนี ราคา ซึ่งผลกาไรหรื อขาดทุนดังกล่าวนี้ อาจประมาณได้โดยการนาอัตราการ เปลี่ยนแปลงในดัชนีราคาทัว่ ไปไปปรับกับจานวนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ าหนักของผลต่างระหว่างสินทรัพย์ และหนี้สินที่เป็ นตัวเงินของงวดนั้น


109 กิจการจะต้องนาผลกาไรหรื อขาดทุนจากยอดดุลสุ ทธิของรายการที่เป็ นตัวเงินไปรวมใน กาไรหรื อขาดทุน รายการปรับปรุ งสิ นทรัพย์และหนี้ สินที่ผกู กับข้อตกลงที่ให้มีการเปลี่ยนแปลง ราคาจะถูกนาไปหักกลบกับผลกาไรหรื อขาดทุนจากยอดดุลสุ ทธิของรายการที่เป็ นตัวเงิน รายได้ และค่ าใช้จ่ ายอื่น เช่ น รายได้ด อกเบี้ ย ดอกเบี้ย จ่ าย และผลต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนเงิ นตรา ต่างประเทศที่เกี่ ยวเนื่ องกับเงิ น ลงทุ นหรื อเงิ น กูย้ ืมเป็ นรายการที่ เกี่ ยวเนื่ องกับยอดดุลสุ ทธิ ข อง รายการที่เป็ นตัวเงินทั้งสิ้น ถึงแม้กิจการจะเปิ ดเผยรายการดังกล่าวแยกต่างหากแล้วก็ตามน่ าจะเป็ น ประโยชน์กว่าหากกิจการแสดงรายการดังกล่าวพร้อมกับผลกาไรหรื อขาดทุนจากยอดดุลสุ ทธิของ รายการที่เป็ นตัวเงินในงบกาไรขาดทุนเบ็ดเสร็ จ

งบการเงินที่ใช้ เกณฑ์ต้นทุนปัจจุบัน งบแสดงฐานะการเงิน รายการที่แสดงด้วยต้นทุนปัจจุบนั จะไม่ถกู ปรับปรุ งใหม่เพราะรายการดังกล่าวได้แสดงอยู่ ในรู ปของหน่วยวัดค่าที่เป็ นปัจจุบนั ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาที่รายงานแล้ว ส่วนรายการอื่น ในงบแสดงฐานะการเงินจะถูกปรับปรุ งใหม่ งบกาไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบก าไรขาดทุ น เบ็ด เสร็ จ ก่ อนการปรั บปรุ งใหม่ที่แ สดงตามเกณฑ์ต ้น ทุ น ปั จ จุ บัน นั้น โดยทัว่ ไปจะแสดงต้นทุนในจานวนที่เป็ นปัจจุบนั ณ วันที่รายการหรื อเหตุการณ์น้ นั เกิดขึ้น ต้นทุน ขายและค่าเสื่ อมราคาจะบันทึ กบัญชีด ้วยจานวนต้นทุ นที่ เป็ นปั จ จุบนั ณ เวลาที่มีก ารใช้ ส่ ว น ยอดขายและค่าใช้จ่ายอื่นจะบันทึกบัญชีดว้ ยจานวนเงิน ณ วันที่เกิดรายการ ด้วยเหตุน้ ี รายการ ดังกล่าวทั้งหมดจึงจาเป็ นต้องปรับปรุ งใหม่ให้อยู่ในหน่ วยวัดค่าที่เป็ นปั จจุบนั ณ วันสุ ดท้ายของ รอบระยะเวลารายงานโดยใช้ดชั นีราคาทัว่ ไป ผลกาไรหรือขาดทุนจากยอดดุลสุ ทธิของรายการที่เป็ นตัวเงิน ให้กิจการบันทึกผลกาไรหรื อขาดทุนจากยอดดุลสุทธิของรายการที่เป็ นตัวเงินเช่นเดียวกัน กับวิธีเกณฑ์ตน้ ทุนเดิม


110 ภาษี การปรั บปรุ งงบการเงินใหม่ตามมาตรฐานการบัญ ชีฉบับนี้ อาจทาให้เกิด ผลต่างระหว่าง จานวนที่บนั ทึกบัญชีของสินทรัพย์และหนี้ สินแต่ละรายการในงบแสดงฐานะการเงินกับฐานภาษี ของรายการ ดังกล่าว กิจการจะต้องรับรู้ผลต่างดังกล่าวในบัญชีตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 12 เรื่ อง ภาษีเงินได้ งบกระแสเงินสด มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้กาหนดให้ทุกรายการในงบกระแสเงินสดต้องแสดงอยู่ในหน่ วย วัดค่าที่เป็ นปัจจุบนั ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลารายงาน ตัวเลขที่นามาเปรียบเทียบ ตัวเลขที่นามาเปรี ยบเทียบของงวดก่อนจะต้องปรับปรุ งใหม่โดยใช้ดชั นี ราคาทัว่ ไป ไม่ว่า ตัว เลขนั้น จะได้มาโดยวิธีตน้ ทุ นเดิ มหรื อโดยวิธีต ้น ทุน ปั จ จุ บนั ทั้งนี้ เพื่อให้งบการเงิน ที่ นามา เปรี ยบเทียบนั้นแสดงอยู่ในหน่ วยวัดค่าที่เป็ นปั จจุบนั ณ วันสุ ด ท้ายของรอบระยะเวลารายงาน กิจการต้องเปิ ดเผยข้อมูลของงวดก่อนในงบการเงินโดยแสดงให้เป็ นหน่ วยวัดค่าที่เป็ นปั จจุบนั ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลารายงานด้วยเช่นกัน เพื่อวัตถุประสงค์ในการแสดงตัวเลขเปรี ยบเทียบ ซึ่งสกุลเงินที่ใช้นาเสนองบการเงินแตกต่างจากสกุลเงินที่ใช้ในการดาเนิ นงาน ให้กิจการถือปฏิบตั ิ ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 21 (ปรับปรุ ง 2552) เรื่ อง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตรา แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (เมื่อมีการประกาศใช้) งบการเงินรวม บริ ษทั ใหญ่ที่เสนอรายงานในสกุลเงินของสภาพเศรษฐกิ จที่มีภาวะเงินเฟ้ อรุ นแรงอาจมี บริ ษทั ย่อยที่เสนอรายงานในสกุลเงินของสภาพเศรษฐกิจที่มีภาวะเงินเฟ้ อรุ นแรงด้วยเช่นกัน งบ การเงินของบริ ษทั ย่อยดังกล่าวนั้นจะต้องปรับปรุ งใหม่โดยใช้ดชั นี ราคาทัว่ ไปของประเทศเจ้าของ สกุลเงินที่ใช้รายงานก่อนที่จะนางบการเงินนั้นไปรวมในงบการเงินรวมของบริ ษทั ใหญ่ ในกรณี ที่ บริ ษทั ย่อยดังกล่าวเป็ นบริ ษทั ย่อยในต่างประเทศ งบการเงินที่ปรับปรุ งใหม่จะแปลงค่าโดยใช้อตั รา


111 ปิ ด ณ วัน สิ้ น งวด และสาหรับงบการเงิ นของบริ ษ ัทย่อยที่ มิได้รายงานในสกุลเงิ น ของสภาพ เศรษฐกิจที่มีเงินเฟ้ ออย่างรุ นแรงให้กิจการถือปฏิบตั ิตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 21 (ปรับปรุ ง 2552) เรื่ อง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (เมื่อมีการ ประกาศใช้) ในกรณี ที่งบการเงินรวมประกอบด้วยงบการเงินที่มีวนั สุดท้ายของรอบระยะเวลาที่รายงาน แตกต่างกันรายการทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็ นรายการที่ไม่เป็ นตัวเงินหรื อที่เป็ นตัวเงินก็ตาม จะต้อง ปรับปรุ งใหม่ให้อยูใ่ นหน่วยวัดค่าที่เป็ นปัจจุบนั ณ วันที่ของงบการเงินรวมนั้น การเลือกและการใช้ ดัชนีราคาทั่วไป ในการปรับปรุ งงบการเงินใหม่เพื่อให้เป็ นไปตามมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ กิจการจะต้อง ใช้ดชั นีราคาทัว่ ไปซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในอานาจซื้อโดยทัว่ ไป ทุกกิจการที่เสนอรายงาน ในสกุลเงินของสภาพเศรษฐกิจเดียวกันจึงควรใช้ดชั นีเดียวกันเพื่อการปรับปรุ งงบการเงินใหม่

การสิ้นสุ ดลงของภาวะเงินเฟ้อรุนแรง เมื่อภาวะเงิ น เฟ้ อรุ น แรงได้สิ้น สุ ด ลงและกิ จการไม่ต ้องจัด ทาและเสนองบการเงิน ตาม มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้อีกต่อไปแล้ว กิจการควรใช้จานวนเงินตามหน่ วยวัดค่าที่เป็ นปั จจุบนั ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีก่อนที่เสนอรายงานเพื่อยกไปในงบการเงินของงวดถัดไป

การเปิ ดเผยข้ อมูล กิจการต้องเปิ ดเผยข้อมูลดังต่อไปนี้  ข้อเท็จจริ งว่างบการเงินและรายการที่แสดงเปรี ยบเทียบของงวดก่อนได้ปรับปรุ งใหม่ จากการที่อานาจซื้อโดยทัว่ ไปของสกุลเงินที่ใช้ในการดาเนิ นงานได้เปลี่ยนแปลงไปและด้วยเหตุ ดังกล่าวจึงต้องแสดงในรู ปของหน่วยวัดค่าที่เป็ นปัจจุบนั ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลารายงาน  งบการเงินใช้เกณฑ์ตน้ ทุนเดิมหรื อต้นทุนปัจจุบนั


112  ชื่อของดัชนี ราคาและระดับของดัชนี ราคา ณ วันสุ ดท้ายของรอบระยะเวลารายงาน และการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาในระหว่างรอบระยะเวลาปั จจุบนั ที่รายงานและรอบระยะเวลา ก่อนที่รายงาน การเปิ ดเผยที่กาหนดโดยมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ เป็ นสิ่ งจาเป็ นเพื่อให้เกิดความชัดเจน เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่ใช้เพื่อรับรู้ผลกระทบของอัตราเงินเฟ้ อในงบการเงิน นอกจากนี้ ยังเป็ นการให้ ข้อมูลอื่นที่จาเป็ นเพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่ใช้และจานวนเงินที่เป็ นผลมาจากหลักเกณฑ์ นั้น

วันถือปฏิบัติ มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ให้ใช้กบั งบการเงินที่เริ่ มในหรื อหลังวันที่ 1 มกราคม 2554 เป็ น ต้นไป


บทที่ 4 กรณีศึกษา เนื่องจากประเทศในโลกต่างประสบกับปัญหาภาวะเงินเฟ้ อขั้นรุ นแรงนั้นมีโอกาสเกิดขึ้น น้อย จึงทาให้การรวบรวมกรณี ศึกษาจริ งทาได้ยากและไม่ครอบคลุม ดังนั้นในการศึกษาครั้งนี้ จึงขอ ใช้กรณี ศึกษาสมมติ เพื่ออธิบายวิธีการปฏิบตั ิทางการบัญชีและรายงานทางการเงินตามที่กาหนดไว้ ในมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 29 เรื่ อง รายงานทางการเงินในสภาพเศรษฐกิจที่เงินเฟ้ อขั้นรุ นแรง

กรณีศึกษา ในปี 25x4 ประเทศต้อ ยติ่ ง ได้เกิ ด วิ ก ฤตทางเศรษฐกิ จ ขึ้ น ซึ่ งท าให้ร ะบบเศรษฐกิ จ ภายในประเทศเกิดความผันผวนส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้ อรุ นแรงมากที่สุดในรอบ 10 ปี โดยอัตรา เงินเฟ้ อสะสมที่เพิ่มขึ้นตลอดช่วงระยะเวลา 3 ปี คิดเป็ นร้อยละ 98 อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยยังเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 25 เป็ นร้อยละ 70 อัตราค่าแรงและราคาวัตถุดิบมีอตั ราการเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ วและ ต่อเนื่ อง ส่ งผลให้ประชากรและธุ รกิ จส่ ว นใหญ่ภ ายในประเทศหันมาถือครองสิ นทรัพย์ที่ไม่ใช่ ตัวเงินมาก บางกลุ่มหันมาถือครองสกุลเงินต่างประเทศที่มีความเสถียรภาพมากกว่าในรู ปสกุลเงิน ท้องถิ่น จากเหตุ ก ารณ์ ด ังกล่ า วข้า งต้น จะเห็ น ได้ว่ า ประเทศต้อ ยติ่ ง ประสบกับ ภาวะเงิ น เฟ้ อ ขั้นรุ นแรงแล้ว ดังนั้นธุรกิจต่างๆ จึงควรต้องนามาตรฐานการบัญชีฉ บับที่ 29 เรื่ อง รายงานทาง การเงิน ในสภาพเศรษฐกิ จที่เงินเฟ้ อรุ นแรง มาถือปฏิบัติกบั งบการเงินของตน ทั้งนี้ ธุรกิจ บะหมี่ กึ่งสาเร็ จรู ปก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตทางเศรษฐกิจนี้เช่นกัน


114 เนื่ องจากบะหมี่ก่ ึ งสาเร็ จ รู ปเป็ นอาหารที่ มีความสะดวกรวดเร็ ว ในการปรุ ง ทาให้ก าร บริ โภคบะหมี่ก่ ึงสาเร็ จรู ปของโลกในช่วงที่ผา่ นมาเกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งตลาดในประเทศและ ตลาดส่ งออก แต่ ปัญ หาเรื่ องราคาสิ น ค้าเกษตรที่ มีแนวโน้มเพิ่มสู งขึ้ น ตามทิ ศทางของภาวะ เศรษฐกิจที่เริ่ มฟื้ นตัวดีข้ ึน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกที่ไม่มีความแน่ นอน ก็อาจ ทาให้ราคาวัตถุดิบสาคัญ อาทิ แป้ งสาลี และน้ ามันปาล์ม ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้ นได้ ส่ งผลให้ตน้ ทุ น วัตถุดิ บของผูป้ ระกอบการเพิ่มสู งขึ้น ดังนั้น บริ ษทั เด็ กเส้น จากัด (มหาชน) จึ งควรต้องมีการ ติดตามและเฝ้ าระวังการเปลี่ยนแปลงของราคาและสถานการณ์ทางธรรมชาติ ต่างๆ ที่อาจส่ งผล กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด บริ ษ ัท เด็ กเส้น จ ากัด (มหาชน) เป็ นบริ ษ ัทที่ ประกอบธุ รกิ จด้านการผลิต และจ าหน่ าย บะหมี่ก่ึงสาเร็ จรู ป โดยมีค วามมุ่งมัน่ ในการผลิตอาหารเพื่อตอบสนองความพึงพอใจสูงสุ ดของ ผูบ้ ริ โภค นอกจากนี้บริ ษทั ได้มีการลงทุนในกลุ่มธุรกิจวัสดุ และวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตของทาง บริ ษ ัท เพื่อประโยชน์ ในการควบคุ มราคาและคุณ ภาพของสิ นค้าเหล่านั้น อีก ทั้งการร่ ว มทุ นกับ บริ ษ ัทต่างชาติ เพื่อน าความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการพัฒนาขบวนการผลิต ให้มี ประสิทธิภาพสูงสุดทางด้านการขาย ต่อไปนี้ เป็ นตัวอย่างงบการเงินกรณี ศึกษา บริ ษทั เด็กเส้น จากัด (มหาชน)ซึ่งจะนาเสนอ เกี่ยวกับ การปรับปรุ งย้อนหลังสาหรับงบการเงินประจาปี 25x3 ที่นามาเปรี ยบเทียบกับงบการเงิน ในปี ปัจจุบนั ภายใต้ มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 29 เรื่ อง รายงานทางการเงินในสภาพ เศรษฐกิ จ ที่ เงิ น เฟ้ อรุ น แรง ทั้งนี้ จะทาการศึก ษาเฉพาะสิ น ทรั พย์ที่ไม่เป็ นตัว เงิ น และรายการที่ เกี่ยวข้องเท่านั้น


115 ตารางที่ 4.1 งบแสดงฐานะการเงินของกิจการที่จดั ทาตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25x4 (ก่อนปรับปรุ งใหม่) เป็ นดังนี้ หมายเหตุ

งบแสดงฐานะการเงิน

25x4 ล้านบาท

25x3 ล้านบาท

สินทรัพย์ สินทรัพย์หมุนเวียน เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด XXX XXX ลูกหนี้การค้า XXX XXX รวมสินทรัพย์หมุนเวียน XXX XXX สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 1 ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ 300 400 XXX XXX สินทรัพย์อนื่ รวมสินทรัพย์ XXX XXX หนีส้ ินและส่ วนของผู้ถือหุ้น รวมส่วนของผูถ้ ือหุน้ XXX XXX หนีส้ ิน 2 หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี 30 20 หนี้สินอื่น XXX XXX รวมหนี้สิน XXX XXX รวมหนี้สินและส่วนของผูถ้ ือหุน้ XXX XXX หมายเหตุประกอบงบการเงิน 1. 1. ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ : กิจการซื้อที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ท้ งั หมดในเดือนธันวาคม 25x2 และคิดค่าเสื่อมราคาสาหรับที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ตามอายุการใช้งาน 5 ปี 2. 2. หนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี : หนี้ สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25x4 จานวน 30 ล้านบาท คานวณจากผลแตกต่างชัว่ คราวที่ตอ้ งเสี ยภาษีของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ระหว่าง ยอดคงเหลือตามบัญชีจานวน300 ล้านบาทกับฐานภาษีจานวน 200 ล้านบาท โดยอัตราภาษีเงินได้ เท่ากับร้อยละ 30 หนี้ สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25x3 จานวน 20 ล้านบาท คานวณจากผลแตกต่างชัว่ คราวที่ตอ้ งเสี ยภาษีระหว่างยอดคงเหลือตามบัญชีจานวน 400 ล้านบาท กับฐานภาษีจานวน 333 ล้านบาท ในตัวอย่างนี้ จานวนเงินแสดงเป็ นล้านบาท


116 กิจการสามารถระบุได้ว่าเกิดภาวะเงินเฟ้ ออย่างรุ นแรงขึ้นในเดือนเมษายน 25x4 ดังนั้นจึง ได้นามาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 29 มาถือปฏิบตั ิต้ งั แต่ตน้ ปี 25x4 กิจการปรับปรุ งงบการเงินใหม่ โดยใช้ดชั นีราคาทัว่ ไป และตัวคูณเพื่อการแปลงค่า (conversion factor) ดังต่อไปนี้เป็ นเกณฑ์ ตารางที่ 4.2 ดัชนีราคาทัว่ ไป และตัวคูณเพื่อการแปลงค่า ดัชนีราคาทั่วไป ธันวาคม 25x21 ธันวาคม 25x3 ธันวาคม 25x4

95 135 223

ตัวคูณเพือ่ การแปลงค่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25x4 2.347 1.652 1.000

การปรับปรุงงบการเงินใหม่ การปรับปรุ งงบการเงินปี 25x4 ใหม่ เพื่อให้เป็ นไปตามข้อกาหนดดังต่อไปนี้  ราคาทุนและค่าเสื่ อมราคาสะสมของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์จะถูกปรับปรุ งใหม่ โดยนา อัตราการเปลี่ยนแปลงในดัชนีราคาทัว่ ไปไปปรับ นับจากวันที่ได้สินทรัพย์มาจนถึงวันสุ ดท้ายของ รอบระยะเวลาที่รายงาน 

ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีจะถูกบันทึกบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 12 เรื่ อง ภาษีเงินได้

 ตัวเลขที่นามาเปรี ยบเทียบของงวดก่อนสาหรับที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ จะถูกแสดงในหน่วย วัดค่าที่เป็ นปัจจุบนั ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาที่รายงาน  ตัวเลขภาษีเงินได้รอตัดบัญชีที่นามาเปรี ยบเทียบถูกคานวณตามข้อกาหนดของ ย่อหน้าที่ 4 ของการตีความมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับนี้

1

ตัวอย่าง เช่น ตัวคูณเพื่อการแปลงค่า (Conversion Factor) สาหรับธันวาคม 25x2 คือ 2.349 = 223/95


117 ดังนั้น กิจการจึงต้องปรับปรุ งงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25x4 ใหม่ให้เป็ นดังนี้ ตารางที่ 4.3 การปรับปรุ งงบแสดงฐานะทางการเงิน หมายเหตุ งบแสดงฐานะการเงิน

1

2

25x4 ล้านบาท

25x3 ล้านบาท

XXX XXX XXX

XXX XXX XXX

704 XXX

939 XXX

รวมสินทรัพย์

XXX

XXX

หนีส้ ินและส่ วนของผู้ถือหุ้น รวมส่วนของผูถ้ ือหุน้

XXX

XXX

หนีส้ ิน หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี หนี้สินอื่น

151 XXX

117 XXX

รวมหนี้สิน

XXX

XXX

สินทรัพย์ สินทรัพย์หมุนเวียน เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ลูกหนี้การค้า รวมสินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ สินทรัพย์อนื่

รวมหนี้สินและส่วนของผูถ้ ือหุน้ XXX XXX หมายเหตุประกอบงบการเงิน 1. 1. ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ซื้อที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ท้งั หมดมาในเดือนธันวาคม 25x2 และคิดค่าเสื่ อมราคาตาม อายุการใช้ งานภายในระยะเวลา 5 ปี กิจการได้ปรับปรุ งต้นทุนของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เพื่อรับรู้การ เปลี่ยนแปลงในระดับราคาทัว่ ไปนับจากวันซื้อ โดยใช้ตวั คูณเพื่อการแปลงค่า (conversion factor) เท่ากับ 2.347 (223/95)


118 ราคาทุนเดิม (ล้านบาท) 500 (100) 400 (100) 300

ปรับปรุงใหม่ (ล้านบาท) 1,174 (235) 939 (235) 704

ราคาทุนของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ค่าเสื่อมราคาปี 25x3 ยอดคงเหลือตามบัญชี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25x3 ค่าเสื่อมราคาปี 25x4 ราคาตามบัญชี ณ 31 ธันวาคม 25x4 2. 2. หนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ยอดหนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25x4 จานวน 30 ล้านบาท คานวณขึ้นจานวน ผลแตกต่ างชัว่ คราวที่ต ้องเสี ยภาษี ของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ระหว่างยอดคงเหลือทางบัญชี จานวน 300 ล้านบาท และฐานภาษีจานวน 200 ล้านบาท ยอดหนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25x3 จานวน 20 ล้านบาท คานวณขึ้นจากผล แตกต่างชัว่ คราวที่ตอ้ งเสี ยภาษีของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ระหว่างยอดคงเหลือทางบัญชีจานวน 400 ล้านบาท และฐานภาษีจานวน 333 ล้านบาท อัตราภาษีคือร้อยละ 30 ณ วันสุ ดท้ายของรอบ ระยะเวลาที่รายงาน กิจการคานวณรายการภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ซึ่งแสดงในงบการเงินที่ปรับปรุ งใหม่ให้เป็ นไปตาม หลักการทัว่ ไปตามที่ระบุในมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 12 เนื่ องจากรายการภาษีเงินได้รอตัดบัญชี นั้นผลต่างระหว่างยอดคงเหลือตามบัญชีของสินทรัพย์และหนี้สินและฐานภาษีที่เกี่ยวข้อง กิจการจึง ไม่สามารถปรับปรุ งรายการภาษีเงินได้รอตัดบัญชีที่นามาเปรี ยบเทียบโดยการนาดัชนี ราคาทัว่ ไป ปรั บโดยตรง ดังนั้นในรอบระยะเวลาที่ ร ายงานซึ่ งกิจ การจะต้องปรับปรุ งงบการเงิ นใหม่ต าม มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่29 กิจการควรปฏิบตั ิดงั นี้ คานวณรายการภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ที่นามา เปรี ยบเทียบใหม่ให้เป็ นไปตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 12 หลังจากที่กิจการได้ทาการปรับปรุ ง ยอดคงเหลือของรายการที่ไม่เป็ นตัวเงิน ใหม่ ณ วันที่ ในงบแสดงฐานะการเงินต้น งวดของรอบ ระยะเวลาที่รายงานโดยใช้หน่ วยวัดค่าที่เป็ นปั จจุบนั ณ วันที่ในงบแสดงฐานะการเงินต้นงวดนั้น และ ปรับปรุ งรายการภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ที่คานวณใหม่ เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงใน หน่วยวัดค่า ตั้งแต่วนั ที่ในงบแสดงฐานะการเงินต้นงวดของงวดปั จจุบนั จนถึงวันสุ ดท้ายของรอบ ระยะเวลาที่รายงาน


119

ตัวอย่ างต่อไปนี้แสดงถึงวิธีการคานวณ หนีส้ ิ นภาษีเงินได้ รอตัดบัญชีที่ปรับปรุงใหม่ ดังนี้ ล้านบาท ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาที่รายงาน ยอดคงเหลือตามบัญชีที่ปรับปรุ งใหม่ของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (ตามหมายเหตุ ประกอบงบการเงินข้อ 1) ฐานภาษี ผลแตกต่างชัว่ คราว หนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25x4 (ที่อตั ราภาษีร้อยละ 30) ตัวเลขเปรี ยบเทียบของภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี : ยอดคงเหลือตามบัญชีที่ปรับปรุ งใหม่ของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เท่ากับ 400x1.421 (ตัวคูณเพื่อการแปลงค่า 1.421=135/95) หรื อ 939/1.652 (ตัวคูณเพื่อการแปลง 1.652 = 223/135) ฐานภาษี ผลแตกต่างชัว่ คราว หนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25x3 ณ ระดับราคาทัว่ ไป ณ วัน สิ้นงวด 25x3 (อัตราภาษีร้อยละ 30) หนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชีปรับปรุ งใหม่ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25x4 ณ ระดับราคา ทัว่ ไปในวันสิ้นงวด 25x4 (ตัวคูณเพื่อการแปลงค่า 1.652 = 223/135)

704 (200) 504 151 568

(333) 235 71

117

ตามตัว อย่างนี้ ยอดคงเหลือ ของหนี้ สิ น ภาษี เ งิ น ได้ร อตัด บัญ ชี ที่ป รั บปรุ ง ใหม่แ สดง มูลค่าเพิ่มขึ้นจากจานวน 34 ล้านบาท เป็ น 151 ล้านบาทตั้งแต่วนั ที่ 31 ธันวาคม 25x3 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 25x4 จานวนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวซึ่งแสดงรวมอยูใ่ นผลการดาเนินงานของปี 25x4 เป็ นผลมา จาก (ก) ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของผลแตกต่างชัว่ คราวที่ตอ้ งเสี ยภาษีของที่ดิน อาคาร และ อุปกรณ์


120 (ข) ผลขาดทุนจากการสูญเสียอานาจซื้อของฐานภาษีของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ผลกระทบทั้ง สองส่วนข้างต้นสามารถวิเคราะห์ได้ดงั นี้ ตารางที่ 4.4 การวิเคราะห์ผลขาดทุนจากการสูญเสียอานาจซื้อ ผลกระทบต่ อ หนี้ สิ น ภาษี เ งิ น ได้ร อตัด บัญ ชี จ ากการลดลงของผลแตกต่ า ง ชัว่ คราวที่ตอ้ งเสียภาษีของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (-235 + 133) × 30% ผลขาดทุนของฐานภาษีจากภาวะเงินเฟ้ อในปี 25x4 (333 × 1.652 - 333) × 30% การเพิ่มขึ้นในหนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิ จานวนที่นาไปเดบิตในกาไรขาดทุนปี 25x4

ล้านบาท 31 (65) (34) 34

ผลขาดทุนของฐานภาษีน้ ีเป็ นผลขาดทุนที่เป็ นตัวเงิน ย่อหน้าที่ 28 ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 ได้อธิบายไว้ดงั นี้ กาไรหรื อขาดทุนจากยอดสุทธิของรายการที่เป็ นตัวเงินได้นาไปรวมในกาไรสุ ทธิ รายการ ปรับปรุ งสินทรัพย์และหนี้สินที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงราคาตามย่อหน้า 13 ถูกนาไปหักกลบ กับกาไรหรื อขาดทุนที่เกิดจากยอดสุทธิของรายการที่เป็ นตัวเงิน รายได้และค่าใช้จ่ายอื่น เช่น รายได้ ดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจ่าย และผลต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวเนื่ องกับเงินลงทุน หรื อเงินกูย้ มื เป็ นรายการที่เกี่ยวเนื่ องกับยอดสุ ทธิของรายการที่เป็ นตัวเงินทั้งสิ้ น ถึงแม้ว่าจะมีการ เปิ ดเผยรายการข้างต้นแยกต่างหากแล้วก็ตาม อาจจะเป็ นประโยชน์กว่าหากกิ จการแสดงรายการ ดังกล่าวพร้อมกับกาไรหรื อขาดทุนจากยอดสุ ทธิของรายการที่เป็ นตัวเงินในงบกาไรขาดทุนแบบ เบ็ดเสร็ จ กรณี ศึก ษาและการปฏิบัติ ทางการบัญชี ข ้างต้น สามารถสรุ ปในประเด็ นตามมาตรฐาน ทางการบัญชี ฉบับที่ 29ได้ดงั ตารางหน้าถัดไป


121 ตารางที่ 4.5 การเปรี ยบเทียบการปฏิบตั ิงานทางบัญชี

ย่ อหน้ าที่ 3

มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 29

รายงานทางการเงิน

1. สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของประเทศที่ 1.สภาพแวดล้อ มทางเศรษฐกิ จ ของ บ่ ง ชี้ ว่ า ภาวะเงิ น เฟ้ อรุ นแรงเกิ ด ขึ้ นแล้ว ประเทศต้อยติ่งที่บ่งชี้ว่าภาวะเงินเฟ้ อ ได้แก่ รุ นแรงเกิดขึ้นแล้ว ได้แก่ - ประชากรโดยทัว่ ไปพอใจที่จะถือทรัพย์สิน - ป ร ะ ช า ก ร แ ละ ธุ ร กิ จ ส่ ว น ให ญ่ ในรู ปของสินทรัพย์ที่ไม่เป็ นตัวเงิน หรื อใน ภา ยใน ปร ะเ ท ศหั น ม า ถื อ คร อง รู ป ของสกุ ล เงิ น ต่ า งประเทศที่ ค่ อ นข้า ง สินทรัพย์ที่ไม่ใช่ตวั เงินมาก เสถียร หรื อใช้เงินสกุลเงินท้องถิ่นที่ตนถือ อยูไ่ ปลงทุนทันทีเพื่อรักษาอานาจซื้อ - ประชากรโดยทัว่ ไปจะคานึ งถึงมูลค่าต่างๆ - ประชากรหัน มาถื อ ครองสกุ ล เงิ น ในรู ปสกุลเงิ น ตราต่ างประเทศที่ค่ อนข้าง ต่ า งประเทศที่ มี ค วามเสถี ย รภาพ เสถียรมากกว่าในรู ปสกุลเงินท้องถิ่น การ มากกว่าในรู ปสกุลเงินท้องถิ่น ตั้ง ราคาสิ น ค้า อาจจะอยู่ใ นสกุ ล เงิ น ตรา ต่างประเทศนั้น - การขายและการซื้อเชื่อจะกระทา ณ ระดับ ราคาที่ชดเชยการสูญเสียอานาจซื้อที่คาดว่า จะเกิ ด ขึ้ นในระหว่ า งระยะเวลาการให้ สินเชื่อ ถึงแม้ระยะเวลาดังกล่าวจะสั้นก็ตาม - อัตราดอกเบี้ย ค่าแรง และราคาสิ นค้าจะ ผูกพันกับดัชนีราคา

- อัต ราดอกเบี้ ย ยังเพิ่ม ขึ้ น จากร้ อ ย ละ 25 เป็ นร้อยละ 70 อัตราค่าแรง และราคาวัต ถุดิ บมีอตั ราการเพิ่ม สูงขึ้นอย่างรวดเร็ วและต่อเนื่อง


122

ย่ อหน้ าที่

มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 29

รายงานทางการเงิน

- อัตราเงินเฟ้ อสะสมในช่วงระยะเวลาสาม - อัตราเงินเฟ้ อสะสมที่เพิ่มขึ้นตลอด ปี ที่ผา่ นมาใกล้เคียงหรื อเกินร้อยละ 100 ช่วงระยะเวลา 3 ปี คิด เป็ นร้อยละ 98 4

2. มาตรฐานการบัญ ชี ฉ บับ นี้ ให้ ใ ช้ ก ับ งบ 2. บริ ษทั สามารถระบุได้ว่าเกิดภาวะเงิน การเงินนับแต่วนั แรกของรอบระยะเวลาที่ เฟ้ ออย่างรุ นแรงขึ้ นในเดือนเมษายน รายงานซึ่งกิจการได้ช้ ีชดั แล้วว่าได้เกิดภาวะ 25x4 ดังนั้น จึ งได้น ามาตรฐานการ เงินเฟ้ อรุ นแรงแล้วในประเทศเจ้าของสกุล บัญชีฉบับที่ 29 มาถือปฏิบตั ิต้ งั แต่ตน้ เงินซึ่งกิจการใช้ในการรายงาน ปี 25x4

12

3. รายการที่เป็ นตัวเงินจะไม่ถูกปรับปรุ งใหม่ 3. บริ ษทั ไม่ได้ปรับปรุ งรายการที่ไม่เป็ น เนื่ อ งจากรายการดัง กล่ า วได้แ สดงด้ว ย ตัวเงิน หน่ ว ยที่เป็ นตัวเงิ น ที่เป็ นปั จจุ บัน ณ วัน สุดท้ายของรอบระยะเวลาที่รายงานอยู่แล้ว รายการที่เป็ นตัวเงิน

15

4. รายการที่ไม่เป็ นตัวเงินส่ วนใหญ่มกั แสดง 4. บริ ษ ัทน าอัต ราการเปลี่ย นแปลงใน มูลค่าตามราคาทุนหรื อราคาทุนหักค่าเสื่ อม ดัชนีราคาทัว่ ไปไปปรับ นับจากวันที่ ร า ค า ส ะ ส ม โ ด ย ก า ร น า อั ต ร า ก า ร ได้สินทรั พย์มาจนถึงวัน สุ ด ท้ายของ เปลี่ย นแปลงของดัชนี ร าคาทั่วไประหว่าง รอบระยะเวลาที่รายงาน วั น ที่ ได้ ม าจ นถึ ง วั น สุ ดท้ า ยของรอบ ระยะเวลาที่ร ายงานไปปรั บกับต้นทุ นเดิ ม และค่าเสื่อมราคาสะสม 5. การปรับปรุ งงบการเงินใหม่ตามมาตรฐาน 5.บริ ษทั ได้มีการปรับปรุ งรายการหนี้สิน การบั ญ ชี ฉ บั บ นี้ อาจท าให้ เ กิ ด ผลต่ า ง ภาษี เ งิ น ได้ร อตัด บัญ ชี โดยมี ก าร ระหว่างจานวนที่บนั ทึกบัญชีของสิ นทรัพย์ แสดงถึงการคานวณและการเปิ ดเผย และหนี้ สินแต่ละรายการในงบแสดงฐานะ ข้ อ มู ล ในหมายเหตุ ประกอบงบ การเงินกับฐานภาษีของรายการ การเงิน

32


123

ย่ อหน้ าที่ 39

มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 29

รายงานทางการเงิน

6. ระดับของดัชนี ราคา ณ วันสุ ดท้ายของรอบ 6. บริ ษทั ปรับปรุ งงบการเงินใหม่โดยใช้ ระยะเวลารายงาน และการเปลี่ยนแปลงของ การเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาทัว่ ไป ดัชนีราคาในระหว่างรอบระยะเวลาปัจจุบนั ที่รายงานและรอบระยะเวลาก่อนที่รายงาน


บทที่ 5 สรุปผล ประเด็นปัญหา และข้ อเสนอแนะ สรุปผล บริ ษทั เด็ กเส้น จำกัด (มหำชน) เป็ นหนึ่ งในบริ ษ ัทที่ประกอบธุรกิจด้ำนกำรผลิตและ จำหน่ำยบะหมี่ก่ ึงสำเร็ จรู ป ภำยใต้เครื่ องหมำยกำรค้ำ “ เด็กเส้น ” รวมทั้งกำรรับจ้ำงผลิตบะหมี่ก่ึง สำเร็ จรู ปให้กบั บริ ษทั ชั้นนำ เพื่อกำรส่ งออกโดยมีควำมมุ่งมัน่ ในกำรผลิต อำหำรเพื่อตอบสนอง ควำมพึงพอใจสูงสุดของผูบ้ ริ โภค และให้ควำมสำคัญต่อสิทธิของผูม้ ีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม นอกจำกนี้ บริ ษ ัทฯได้มีก ำรลงทุ น ในกลุ่มธุ ร กิ จ วัสดุ แ ละวัต ถุดิ บเพื่อใช้ในกำรผลิต ของทำงบริ ษ ทั ฯ เพื่อ ประโยชน์ ในกำรควบคุ มรำคำและคุ ณ ภำพของสิ น ค้ำเหล่ ำนั้น อีก ทั้งกำรร่ ว มลงทุ น กับบริ ษ ัท ต่ ำ งชำติ เพื่ อ น ำควำมรู้ แ ละเทคโนโลยีใ หม่ๆ เข้ำมำใช้ในกำรพัฒ นำขบวนกำรผลิ ต ให้มี ประสิทธิภำพสูงสุดทำงด้ำนกำรขำยบริ ษทั ได้มีกำรลงทุนในบริ ษทั ที่มีประกอบกิจกำรทำงด้ำนกำร ขำยและจัดส่ง เพื่อเป็ นกำรเพิ่มช่องทำงกำรขำยสินค้ำในกลุ่มบริ ษทั ฯ ให้มำกขึ้นและเข้ำถึงทุกกลุ่ม ผูบ้ ริ โภค เนื่องจำกประเทศต่ำง ๆ ภำยในโลกล้วนแล้วแต่มีโอกำสประสบกับปัญหำภำวะเงินเฟ้ อขั้น รุ นแรงนั้นมีอยูน่ อ้ ยมำก จึงทำให้กำรรวบรวมกรณี ศึกษำจริ งทำได้ยำกและไม่ครอบคลุม ดังนั้นใน กำรศึก ษำครั้ งนี้ จึ งขอใช้ก รณี ศึก ษำสมมติ เพื่ออธิ บำยวิธีก ำรปฏิบัติ ทำงกำรบัญ ชี และรำยงำน ทำงกำรเงินตำมที่กำหนดไว้ในมำตรฐำนฉบับที่ 29 เรื่ อง รำยงำนทำงกำรเงินในสภำพเศรษฐกิจที่ เงินเฟ้ อขั้นรุ นแรง จำกกำรศึกษำกำรนำเสนองบกำรเงินของอุตสำหกรรมบะหมี่ก่ึงสำเร็ จรู ปที่ได้รับผลกระทบ จำกอัตรำเงินเฟ้ อ กรณี ศึกษำ บริ ษทั เด็กเส้น จำกัด (มหำชน) สำมำรถสรุ ปผลกำรศึกษำได้ดงั นี้


125 มำตรฐำนกำรบัญชี ฉบับที่ 29 เรื่ อง รำยงำนทำงกำรเงิ นในสภำพเศรษฐกิจที่ เงินเฟ้ อขั้น รุ นแรงให้ถือปฏิบตั ิกบั งบกำรเงินซึ่งใช้สกุลเงินของสภำพเศรษฐกิจที่มีภำวะเงินเฟ้ อรุ นแรงเป็ นสกุล เงิ นที่ใช้ในกำรดำเนิ น งำนของกิจกำร ภำยใต้สภำพเศรษฐกิจที่มีภ ำวะเงิ นเฟ้ อรุ น แรง โดยไม่ได้ กำหนดว่ำ ณ ที่ระดับเงินเฟ้ อใดจึงจะถือว่ำได้เกิดภำวะเงินเฟ้ อรุ นแรงขึ้นแล้ว เป็ นเรื่ องที่กิจกำรต้อง ใช้ดุลยพินิจว่ำเมื่อใดที่จำเป็ นต้องปรับปรุ งงบกำรเงินใหม่ เพื่อให้เป็ นไปตำมมำตรฐำนกำรบัญชี ฉบับนี้ ลักษณะพิเศษของสภำพแวดล้อมทำงเศรษฐกิจของประเทศที่บ่งชี้ว่ำได้เกิดภำวะเงินเฟ้ อ รุ นแรง มีดงั นี้ 1. ประชำกรโดยทัว่ ไปพอใจที่จะถือทรัพย์สินในรู ปของสินทรัพย์ที่ไม่เป็ นตัวเงิน หรื อใน รู ปของสกุลเงินต่ำงประเทศที่ค่อนข้ำงเสถียร หรื อใช้เงินสกุลเงินท้องถิ่นที่ตนถืออยู่ไปลงทุนทันที เพื่อรักษำอำนำจซื้อ 2. ประชำกรโดยทัว่ ไปจะค ำนึ งถึงมูลค่ ำต่ำงๆในรู ปสกุลเงินตรำต่ำงประเทศที่ค่ อนข้ำง เสถียรมำกกว่ำในรู ปสกุลเงินท้องถิ่น กำรตั้งรำคำสินค้ำอำจจะอยูใ่ นสกุลเงินตรำต่ำงประเทศนั้น 3. กำรขำยและกำรซื้อเชื่อจะกระทำ ณ ระดับรำคำที่ชดเชยกำรสูญเสียอำนำจซื้อที่คำดว่ำ จะเกิดขึ้นในระหว่ำงระยะเวลำกำรให้สินเชื่อ ถึงแม้ระยะเวลำดังกล่ำวจะสั้นก็ตำม 4. อัตรำดอกเบี้ย ค่ำแรง และรำคำสินค้ำจะผูกพันกับดัชนีรำคำ 5. อัตรำเงินเฟ้ อสะสมในช่วงระยะเวลำสำมปี ที่ผำ่ นมำใกล้เคียงหรื อเกินร้อยละ 100 มำตรฐำนกำรบัญ ชี ฉ บับนี้ มุ่งหวังให้ทุก กิ จ กำรซึ่ งเสนอรำยงำนในสกุลเงิ น ของสภำพ เศรษฐกิจที่มีภำวะเงินเฟ้ อรุ นแรงที่เหมือนกันนำมำตรฐำนกำรบัญชีฉบับนี้ มำใช้ในเวลำเดียวกัน อย่ำงไรก็ตำมมำตรฐำนกำรบัญ ชี ฉบับนี้ ให้ใช้ก ับงบกำรเงิ นนับแต่ ว นั แรกของรอบระยะเวลำที่ รำยงำนซึ่งกิจกำรได้ช้ ีชดั แล้วว่ำได้เกิดภำวะเงินเฟ้ อรุ นแรงแล้วในประเทศเจ���ำของสกุลเงินซึ่งกิจกำร ใช้ในกำรรำยงำน


126 ภำยใต้สภำพเศรษฐกิจที่มีภำวะเงินเฟ้ อรุ นแรง งบกำรเงินของกิจกำรไม่ว่ำจะได้จดั ทำโดย ใช้เกณฑ์ตน้ ทุนเดิมหรื อเกณฑ์ตน้ ทุนปั จจุบนั จะต้องแสดงด้วยหน่ วยวัดค่ำที่เป็ นปั จจุบนั ณ วัน สุดท้ำยของรอบระยะเวลำที่รำยงำนและต้องแสดงตัวเลขเปรี ยบเทียบของงวดก่อนตำมที่กำหนดใน มำตรฐำนกำรบัญชี ฉบับที่ 1 (ปรับปรุ ง 2552) เรื่ อง กำรนำเสนองบกำรเงิน รวมทั้งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง กับงวดก่อนด้วยหน่วยวัดค่ำที่เป็ นปัจจุบนั ณ วันสุดท้ำยของรอบระยะเวลำที่รำยงำนด้วยเช่นกัน ใน กำรปรับปรุ งรำยงำนทำงกำรเงิน รำยกำรต่ำงๆที่แสดงในงบแสดงฐำนะกำรเงินที่ยงั ไม่ได้แสดงด้วย หน่วยวัดค่ำที่เป็ นปัจจุบนั ณ วันสุดท้ำยของรอบระยะเวลำที่รำยงำนจะต้องปรับปรุ งใหม่ดว้ ยดัชนี รำคำทัว่ ไป โดยที่รำยกำรที่เป็ นตัวเงินจะไม่ถกู ปรับปรุ งใหม่ เนื่องจำกรำยกำรดังกล่ำวได้แสดงด้วย หน่วยที่เป็ นตัวเงินที่เป็ นปัจจุบนั ณ วันสุ ดท้ำยของรอบระยะเวลำที่รำยงำนอยู่แล้ว หำกกิจกำรไม่ อำจหำดัชนีรำคำทัว่ ไปของงวดต่ำงๆที่จำเป็ นต้องใช้ในกำรปรับปรุ งที่ดิน อำคำรและอุปกรณ์ตำม มำตรฐำนกำรบัญชีฉบับนี้ได้ กิจกำรอำจจำเป็ นต้องนำประมำณกำรมำใช้ โดยกำรพิจำรณำจำกกำร เปลี่ยนแปลงของอัตรำแลกเปลี่ยนระหว่ำงสกุลเงินที่ใช้ในกำรดำเนินงำนกับสกุลเงินต่ำงประเทศที่ ค่อนข้ำงเสถียร จำกที่กล่ำวมำข้ำงต้นสรุ ปได้ว่ำสิ่งที่กิจกำรต้องเปิ ดเผยข้อมูลมีดงั ต่อไปนี้  ข้อเท็จจริ งว่ำงบกำรเงินและรำยกำรที่แสดงเปรี ยบเทียบของงวดก่อนได้ปรับปรุ งใหม่ จำกกำรที่อำนำจซื้อโดยทัว่ ไปของสกุลเงินที่ใช้ในกำรดำเนิ นงำนได้เปลี่ยนแปลงไปและด้วยเหตุ ดังกล่ำวจึงต้องแสดงในรู ปของหน่วยวัดค่ำที่เป็ นปัจจุบนั ณ วันสุดท้ำยของรอบระยะเวลำรำยงำน  งบกำรเงินใช้เกณฑ์ตน้ ทุนเดิมหรื อต้นทุนปัจจุบนั  ชื่อของดัชนี รำคำและระดับของดัชนี รำคำ ณ วันสุ ดท้ำยของรอบระยะเวลำรำยงำน และกำรเปลี่ยนแปลงของดัชนีรำคำในระหว่ำงรอบระยะเวลำปั จจุบนั ที่รำยงำนและรอบระยะเวลำ ก่อนที่รำยงำน กำรเปิ ดเผยที่กำหนดโดยมำตรฐำนกำรบัญชีฉบับนี้ เป็ นสิ่ งจำเป็ นเพื่อให้เกิดควำมชัดเจน เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่ใช้เพื่อรับรู้ผลกระทบของอัตรำเงินเฟ้ อในงบกำรเงิน นอกจำกนี้ ยังเป็ นกำรให้ ข้อมูลอื่นที่จำเป็ นเพื่อควำมเข้ำใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่ใช้และจำนวนเงินที่เป็ นผลมำจำกหลักเกณฑ์ นั้น


127 เมื่อภำวะเงิน เฟ้ อรุ นแรงได้สิ้นสุ ดลงแล้ว กิ จกำรไม่ตอ้ งจัด ทำและเสนองบกำรเงิ นตำม มำตรฐำนกำรบัญชีฉบับนี้อีกต่อไปแล้ว แต่กิจกำรควรใช้จำนวนเงินตำมหน่ วยวัดค่ำที่เป็ นปั จจุบนั ณ วันสุดท้ำยของรอบระยะเวลำบัญชีก่อนที่เสนอรำยงำนเพื่อยกไปในงบกำรเงินของงวดถัดไป

ประเด็นปัญหา 1. เนื่องจำกมำตรฐำนกำรบัญชีฉบับที่ 29 เรื่ อง รำยงำนทำงกำรเงินในสภำพเศรษฐกิจที่ เงินเฟ้ อขั้นรุ นแรง จะนำมำถือปฏิบตั ิก็ต่อเมื่อระบบเศรษฐกิจเกิดภำวะเงินเฟ้ อขั้นรุ นแรงเพียงเท่ำนั้น และในปั จจุ บนั กำรเกิด สภำพเศรษฐกิจ ที่มี ภำวะเงิ นเฟ้ อขั้นรุ น แรงในแต่ ละประเทศนั้นมีโ อกำส เกิดขึ้นได้นอ้ ยมำก จึงทำให้เป็ นเรื่ องยำกต่อกำรเก็บรวบรวมข้อมูลที่จะนำมำใช้ในกำรศึกษำและทำ ควำมเข้ำใจ ซึ่งอำจส่งผลให้สำมำรถเข้ำถึงเนื้อหำได้เพียงบำงส่วน 2. เนื้อหำภำยในมำตรฐำนกำรบัญชีฉบับนี้ มีเนื้อหำที่ยำกต่อกำรศึกษำและทำควำมเข้ำใจ เนื่องจำกไม่มีเนื้อหำในส่วนที่เป็ นตัวอย่ำงประกอบ ซึ่งทำให้ไม่สำมำรถรับรู้ได้ว่ำเมื่อเกิดภำวะเงิน เฟ้ อขึ้นแล้ว แต่ละบริ ษทั จะต้องปรับปรุ งงบกำรเงินของตนเองอย่ำงไรจึงจะถูกต้องตำมมำตรฐำน ฉบับนี้

ข้ อเสนอแนะ 1. ท่ำนที่สนใจที่จะศึก ษำเกี่ยวกับมำตรฐำนกำรบัญชี ฉบับที่ 29 นี้ ควรที่จะศึกษำจำก กรณี ศึกษำที่เคยเกิดขึ้นแล้วในต่ำงประเทศ เช่น กรณี ของกำรเกิดภำวะเงินเฟ้ อขั้นรุ นแรงในประเทศ สหรัฐอเมริ กำในปี 1990 หรื อทำกำรศึกษำจำกตัวมำตรฐำนกำรบัญชีระหว่ำงประเทศ ฉบับที่ 29 เรื่ อง กำรรำยงำนทำงกำรเงินในสภำพเศรษฐกิจที่เงินเฟ้ อรุ นแรง พ.ศ.2552 (IAS No.29 Financial Reporting in Hyperinflationary Economics (Bound volume 2009)) เพื่อให้เกิดควำมเข้ำใจในตัว มำตรฐำนกำรบัญชีฉบับนี้มำกยิง่ ขึ้น


128 2. สภำวิชำชีพบัญชี ในพระบรมรำชูปถัมภ์ ควรจะมีกำรจัดอบรมเกี่ยวกับตัวมำตรฐำน กำรบัญชีฉบับที่ 29 เพื่อให้เกิดควำมเข้ำใจในตัวมำตรฐำนกำรบัญชีฉบับนี้ มำกยิง่ ขึ้น เพรำะกำรเกิด สภำพเศรษฐกิจที่มีเงินเฟ้ อขั้นรุ นแรงเป็ นเรื่ องใกล้ตวั ที่อำจจะเกิดขึ้นได้ในอนำคต จึงเป็ นเรื่ องที่ควร ทำกำรศึกษำและทำควำมเข้ำใจในกำรถือปฏิบตั ิต ำมมำตรฐำนฉบับนี้ หรื อจัด ทำแนวปฏิบตั ิ โดย แสดงตัวอย่ำงให้เห็นอย่ำงชัดเจนในแต่ละกรณี


บรรณานุกรม http://library.uru.ac.th/bookonline/books%5CCh8A.pdf http://web.ku.ac.th/king72/2542-09/res05.html http://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/Inflation/Pages/index.aspx http://www.chaipat.or.th/chaipat/content/porpeing/porpeing.html https://www.facebook.com/media/set/?set=a.377086855641939.107412.130044917012802&type=3 http://www.fap.or.th/st_accounting.php http://www.ideaforlife.net/health/article/0076.html http://www.sufficiencyeconomy.org/ http://www.thaicityfarm.com/autopagev4/show_page.php?topic_id=440&auto_id=39&TopicPk= http://www.thaigoodview.com/node/70957 http://www.vcharkarn.com/varticle/34764 www.dllibrary.spu.ac.th:8080/dspace/bitstream/.../897/1/การพัฒนา.doc www.stou.ac.th/Schools/Sec/ejournal6-2/file/1-2-1.pdf


กนกกาญจน์ ฉวีวงศ์. 2552. การศึ กษาการดาเนินชีวิตโดยใช้ หลักการพึ่งตนเองตามแนวปรัชญา เศรษฐกิจ พอเพีย งของบุ ค ลากรโรงเรี ย นประถมศึ ก ษา ส านั ก งานเขตภาษี เ จริ ญ สั ง กัด กรุ งเทพมหานคร. สารนิ พนธ์ ม หาบั ณ ฑิ ต สาขาวิ ช าการบริ หารการศึ ก ษา , มหาวิทยาลัยศรี นคริ นทรวิโรฒ. กวิ ต า สุ ขี 2548. ปั จ จั ย ก าหนดเงิ น เฟ้ อของประเทศไทย . เศรษฐศาสตรมหาบัณ ฑิ ต , มหาวิทยาลัยรามคาแหง กสานติ์ คาสวัสดิ์ ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน. 2555. จับชีพจรสถานการณ์เด่ นความมัน่ คงทางอาหาร (online).www.isranews.org/community-news.html , 31 มกราคม 2555. จิตติมา ภูติโยธิน. 2541. ผลกระทบของการจัดตั้งเขตการค้ าเสรีอาเซียนต่ อการลงทุนโดยตรงของ ป ร ะเ ท ศ ไ ท ย ใ น อ า เ ซี ย น . วิ ท ย า ศ า สต ร ม ห า บั ณ ฑิ ต . สา ข า เ ศ ร ษ ฐศ า สต ร์ , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ดวงมณี โกมารทัต. 2553. การบัญชีต้นทุน. พิมพ์ครั้งที่ 13.กรุ งเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ทวีศกั ดิ์ เทพพิทกั ษ์. 2548. การจัด การธุรกิจระหว่ างประเทศ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุ งเทพมหานคร: บริ ษทั เอ็กซเปอร์เน็ท จากัด. นิ พนธ์ เห็ นโชคชัย ชนะ และศิลปพร ศรี จ ั่นเพชร.ทฤษฎีการบัญชี .พิมพ์ครั้ งที่ 1. กรุ งเทพมหานคร: หจก.ทีพีเอ็น เพรส. ประพันธ์ เศวตนันทน์. 2541. เศรษฐศาสตร์ มหภาค. 1,500 เล่ม. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุ งเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


ประพัน ธ์ เศวตนั น ทน์ . 2543. ทฤษฎี เ ศรษฐศาสตร์ มหภาค. 2,000 เล่ ม . พิ ม พ์ ค รั้ งที่ 4 กรุ งเทพมหานคร:โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. มูลนิ ธิชัย พัฒ นา. แนวคิด การพัฒ นาเพื่อ พึ่ง ตนเองของเกษตรกรอัน เนื่ อ งมาจากพระราชด าริ ( อ อ น ไ ล น์ ) . http://www.chaipat.or.th/chaipat/index.php/th/concept-and-theorydevelopment/to-develop-self-reliance-of-farmers, 22 มกราคม 2556. วัน รั ก ษ์ มิ่ ง มณี น าคิ น . 2548. หลัก เศรษฐศาสตร์ มหาภาค. 5,000 เล่ ม . กรุ งเทพมหานคร: สานักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

พิ ม พ์ค รั้ งที่ 13.

สมัชชาวิชาการความมัน่ คงทางอาหาร. 2555. อิสรภาพทางพันธุกรรม อธิปไตย และความมัน่ คง ทางอาหาร(online).www. prachatai.com/activity/2012/05/40531, 31 มกราคม 2555. สุธานี มะลิพนั ธ์. 2552. ความมัน่ คงทางอาหารของชาวลัวะบ้ านป่ ากา อาเภอบ่ อเกลือ จังหวัดน่ าน. ศิลปศาสต���มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี. สุนนั ท์ธนา แสนประเสริ ฐ. 2545. ความมัน่ คงทางอาหารกับเกษตรกรรมในไทย. นนทบุรี: บริ ษทั ซีทรู มีเดีย จากัด. สุพาณี ธนีวุฒิ. 2544. ความมัน่ คงทางอาหารของสังคมไทยในสายตาโลก. ม.ป.ท. สานักงานสนับสนุ นการพัฒนายุทธศาสตร์ แห่ งชาติดา้ นอาหาร(สยอ.) กระทรวงสาธารณสุ ข, 2546, ความมัน่ คงทางอาหารของคนไทย, เอกสารอัดสาเนา อภินันท์ จันตะนี และทับทิ ม วงศ์ประยูร. 2537. มนุษ ย์ กับ เศรษฐกิจ. 1,000 เล่ม. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุ งเทพมหานคร: หจก.วี.เจ.พริ้ นติ้ง.


ภาคผนวก


มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 เรื่อง การรายงานทางการเงินในสภาพเศรษฐกิจที่เงินเฟอรุนแรง คําแถลงการณ มาตรฐานการบัญ ชีฉบับ นี้เ ปน ไปตามเกณฑที่กํา หนดขึ้นโดยมาตรฐานการบัญ ชีร ะหวา งประเทศ ฉบับที่ 29 เรื่อง การรายงานทางการเงินในสภาพเศรษฐกิจที่เงินเฟอรุนแรง พ.ศ. 2552 ซึ่งเปนการแกไข ของคณะกรรมการมาตรฐานการบั ญ ชี ร ะหว า งประเทศที่ สิ้ น สุ ด ในวั น ที่ 31 ธั น วาคม พ.ศ. 2551 (IAS No.29 Financial Reporting in Hyperinflationary Economics (Bound volume 2009))

มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 หนา 1/10


สารบัญ ยอหนาที่

ขอบเขต

1-4

การปรับปรุงงบการเงินใหม

5-37

งบการเงินที่ใชเกณฑตนทุนเดิม

11-28

งบแสดงฐานะการเงิน

11-25

งบกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ

26

ผลกําไรหรือขาดทุนจากยอดดุลสุทธิของรายการที่เปนตัวเงิน

27-28

งบการเงินที่ใชเกณฑตนทุนปจจุบัน

29-31

งบแสดงฐานะการเงิน

29

งบกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ

30

ผลกําไรหรือผลขาดทุนจากยอดดุลสุทธิของรายการที่เปนตัวเงิน

31

ภาษี

32

งบกระแสเงินสด

33

ตัวเลขที่นํามาเปรียบเทียบ

34

งบการเงินรวม

35-36

การเลือกและการใชดัชนีราคาทั่วไป

37

การสิ้นสุดลงของภาวะเงินเฟอรุนแรง

38

การเปดเผยขอมูล วันถือปฏิบัติ

39-40 41

มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 หนา 2/10


มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ประกอบดวยยอหนาที่ 1 ถึง 41 ทุกยอหนามีความสําคัญเทากัน และมาตรฐาน การบั ญ ชีฉบั บ นี้ ตอ งอ า นโดยคํา นึ งถึ งขอ กํ า หนดของแมบ ทการบั ญ ชี ในกรณี ที่ไมไดใหแ นวปฏิบั ติใน การเลือ กและการใชนโยบายการบัญชี ใหกิจการถือปฏิ บัติ ตามขอกําหนดของมาตรฐานการบัญชี ฉบั บที่ 8 (ปรับปรุง 2552) เรื่อง นโยบายการบัญชี การเปลี่ยนแปลงประมาณการทางบัญชีและขอผิดพลาด

มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 เรื่อง รายงานทางการเงินในสภาพเศรษฐกิจที่เงินเฟอรุนแรง ขอบเขต 1.

มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ใหถือปฏิบัติกับงบการเงิน ซึ่งรวมถึงงบการเงินรวมของกิจการซึ่งใช สกุลเงินของสภาพเศรษฐกิจที่มีภาวะเงินเฟอรุนแรงเปนสกุลเงินที่ใชในการดําเนินงานของตน

2.

ภายใตสภาพเศรษฐกิจที่มีภาวะเงินเฟอรุนแรง การรายงานผลการดําเนินงานและฐานะการเงินใน สกุลเงินทองถิ่นโดยไมไ ดมีการปรับปรุงใหม นั้นยอมไมเ กิดประโยชน เงินไดสูญเสีย อํานาจซื้อไป ในอัตราที่เร็วมากจนทําใหการเปรียบเทียบจํานวนเงินจากธุรกรรมและจากเหตุการณอื่นที่เกิดขึ้น ณ เวลาที่แตกตางกันกอใหเกิดการหลงผิดได ถึงแมจะเกิดขึ้นภายในงวดบัญชีเดียวกันก็ตาม

3.

มาตรฐานการบัญชี ฉบั บนี้ ไมไ ดกํ าหนดว า ณ ที่ร ะดับ เงิ นเฟอ ใดจึ งจะถื อวา ได เกิ ดภาวะเงิ นเฟอ รุน แรงขึ้นแลว เปน เรื่ องที่กิจการตอ งใชดุลยพินิ จว าเมื่อใดที่จําเปน ตอ งปรับ ปรุ งงบการเงินใหม เพื่อใหเปนไปตามมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ ตัว อย างของลักษณะพิ เศษของสภาพแวดล อมทางเศรษฐกิจของประเทศที่บง ชี้วา ภาวะเงิน เฟอ รุนแรงไดเกิดขึ้นแลว แตไมจํากัดอยูเพียง มีดังนี้ 3.1 ประชากรโดยทั่วไปพอใจที่จะถือทรัพยสินในรู ปของสินทรัพยที่ไมเปนตัวเงิน หรือในรูป ของสกุลเงินตางประเทศที่คอนขางเสถียร หรือใชเงินสกุลเงินทองถิ่นที่ตนถืออยูไปลงทุน ทันทีเพื่อรักษาอํานาจซื้อ 3.2 ประชากรโดยทั่วไปจะคํานึงถึงมูลคาตางๆในรูปสกุลเงินตราตางประเทศที่คอนขางเสถียร มากกวาในรูปสกุลเงินทองถิ่น การตั้งราคาสินคาอาจจะอยูในสกุลเงินตราตางประเทศนั้น 3.3 การขายและการซื้อ เชื่อจะกระทํา ณ ระดับราคาที่ชดเชยการสูญเสียอํานาจซื้อ ที่คาดวาจะ เกิดขึ้นในระหวางระยะเวลาการใหสินเชื่อ ถึงแมระยะเวลาดังกลาวจะสั้นก็ตาม 3.4 อัตราดอกเบี้ย คาแรง และราคาสินคาผูกพันกับดัชนีราคา และ 3.5 อัตราเงินเฟอสะสมในชวงระยะเวลาสามปที่ผานมาใกลเคียงหรือเกินรอยละ 100

4.

มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้มุงหวังใหทุกกิจการซึ่งเสนอรายงานในสกุลเงินของสภาพเศรษฐกิจที่มี ภาวะเงินเฟอรุนแรงที่เหมือนกันนํา มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้มาใชในเวลาเดียวกัน อยางไรก็ตาม มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ใหใชกับงบการเงินนับแตวันแรกของรอบระยะเวลาที่รายงานซึ่งกิจการ

มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 หนา 3/10


ได ชี้ ชั ดแล ว ว า ภาวะเงิ น เฟ อ รุ น แรงได เ กิ ด ขึ้ น แล ว ในประเทศเจ า ของสกุ ลเงิ น ซึ่ง กิ จ การใช ใ น การรายงาน

การปรับปรุงงบการเงินใหม 5.

การเปลี่ย นแปลงของระดับราคาเปนผลมาจากแรงผลัก ดันทางการเมือ ง เศรษฐกิจ และสัง คม ซึ่งอาจเปนไปในลักษณะโดยทั่วไปหรื อเฉพาะเจาะจงก็ได ตัวอยางของแรงผลักดันเฉพาะเจาะจง ไดแก การเปลี่ยนแปลงของอุปสงคและอุปทานและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งอาจสงผล ใหราคาสินคาชนิดใดชนิดหนึ่งสูงขึ้ นหรือลดลงอยางมีนัยสําคัญและเปนอิสระจากกัน นอกจากนี้ แรงผลั ก ดั น โดยทั่ ว ไปอาจส ง ผลให เ กิ ด การเปลี่ ย นแปลงในระดั บ ราคาสิ น ค า โดยทั่ ว ไป และตออํานาจซื้อของเงินตราโดยทั่วไปได

6.

กิจ การซึ่ง จัดทํางบการเงินภายใตเกณฑต นทุน เดิมสามารถทําเช นนั้ นไดโดยไมตองคํานึ งถึงการ เปลี่ย นแปลงของระดับราคาโดยทั่ วไป หรือการเพิ่มขึ้ นของราคาสิน ทรัพยห รือหนี้สิน ที่กิ จการ บันทึกอยูไดโดยขอ ยกเวนของกรณีดังกลา วจะเปนกรณีที่กิจ การวั ดมูล คาหรื อเลือกที่จ ะวั ดมูล คา สินทรัพยแ ละหนี้สินนั้น โดยใชมูลค ายุติธรรม ตัว อยางเช น ที่ดิน อาคารและอุ ปกรณ ซึ่งกิ จการ อาจตีราคาใหม โดยใชมูล คายุติ ธรรม หรือสิ นทรัพยชี วภาพซึ่ง โดยทั่ วไปจะตองวัดมูล คา โดยใช มูลคายุติธรรม อยางไรก็ตาม มีบางกิจการที่นําเสนองบการเงินโดยใชเกณฑตนทุนปจจุบันซึ่งเปน การรับรูผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงราคาเฉพาะเจาะจงของสินทรัพยที่กิจการถืออยู

7.

ภายใต ส ภาพเศรษฐกิ จ ที่ มี ภ าวะเงิ น เฟ อ รุ น แรง งบการเงิ น ของกิ จ การไม ว า จะได จั ด ทํ า โดย ใช เกณฑตนทุ นเดิ มหรือ เกณฑตนทุ นปจ จุบัน จะมี ประโยชนก็ตอเมื่อ งบการเงิน นั้นแสดงอยูใ น หนวยวัดคา ที่เป น ปจ จุ บั น ณ วั น สุดทายของรอบระยะเวลาที่ร ายงานเทา นั้น ดังนั้ นมาตรฐาน การบัญชีฉบับนี้จึงใหใชกับงบการเงินของกิจการทั้งหลายที่รายงานในสกุลเงินของสภาพเศรษฐกิจ ที่มี ภาวะเงิ นเฟอรุน แรง และไมอ นุญาตใหกิ จการเสนอข อมูล ภายใตมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ เพื่ อ เป น การเสริ ม งบการเงิ น ที่ ไ ม ไ ด ป รั บ ปรุ ง ใหม นอกจากนี้ มาตรฐานการบั ญ ชี ฉ บั บ นี้ ไมสนับสนุนใหกิจการเสนองบการเงินกอนการปรับปรุงใหมแยกตางหาก

8.

งบการเงินของกิจการซึ่งใชสกุลเงินของสภาพเศรษฐกิจที่มี ภาวะเงินเฟอรุนแ���งเปนสกุลเงินที่ใชใน การดําเนิน งานของตน ไมวาจะจัด ทํา ขึ้นโดยใช เกณฑ ตน ทุนเดิมหรือเกณฑตนทุ นป จจุ บัน จะตองแสดงดวยหนวยวัดคาที่เปนปจจุบัน ณ วันสุดทายของรอบระยะเวลาที่รายงานและตองแสดง ตัวเลขเปรียบเทียบของงวดกอนตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 (ปรับปรุง 2552) เรื่อง การนําเสนองบการเงิน รวมทั้งขอมูลที่เกี่ยวของกับงวดกอนดวยหนวยวัดคาที่เปนปจจุบัน ณ วันสุดทายของรอบระยะเวลาที่ รายงานดวยเช นกั นเพื่อ วัตถุประสงคใ นการนํา เสนองบ การเงินเปรียบเทียบในกรณีที่สกุ ลเงิน ที่นํ าเสนองบการเงิน แตกต างกัน ให กิจ การถือปฏิบัติ ตามขอกําหนดในยอหนา 42.2 และ 43 ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 21 (ปรับปรุง 2552) เรื่อง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตางประเทศ (เมื่อมีการประกาศใช) มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 หนา 4/10


9.

ผลกําไรหรือ ขาดทุ นจากยอดดุล สุ ท ธิ ข องรายการที่ เ ปนตัว เงินจะตอ งรวมอยู ใ นกํา ไรหรือ ขาดทุนของกิจการและเปดเผยรายการแยกตางหาก

10.

ในการปรับปรุงงบการเงินใหมเพื่อใหเ ปนไปตามมาตรฐานการบัญชีฉบับ นี้ กิจการจําเปนตองนํา วิธีการบางประการรวมถึงดุลยพินิจมาใช การใชวิธีการและดุลยพินิจอยางสม่ําเสมอมีความสําคัญ ยิ่งกวาความถูกตองของจํานวนที่ไดจากวิธีการดังกลาวซึ่งรวมอยูในงบการเงินที่ปรับปรุงใหม

งบการเงินที่ใชเกณฑตนทุนเดิม งบแสดงฐานะการเงิน 11.

รายการตางๆในงบแสดงฐานะการเงินที่ยังไมไดแสดงดวยหนวยวัดคาที่เปนปจจุบัน ณ วันสุดทาย ของรอบระยะเวลาที่รายงานจะตองปรับปรุงใหมดวยดัชนีราคาทั่วไป

12.

รายการที่เ ปนตัวเงิน จะไมถู กปรับ ปรุงใหม เนื่องจากรายการดัง กลา วไดแสดงด วยหนวยที่ เปน ตัวเงิน ที่เ ป น ป จ จุ บั น ณ วัน สุ ดทา ยของรอบระยะเวลาที่ ร ายงานอยูแ ลว รายการที่เ ป น ตัว เงิ น หมายถึง เงินสดที่กิจการถืออยู และรายการที่กิจการจะไดรับหรือจายเปนเงินสด

13.

สิน ทรัพ ยแ ละหนี้สิน ซึ่งผู กกั บขอตกลงที่ ใหมี การเปลี่ยนแปลงราคาได เชน หุ นกู หรื อเงิน กูยืม ที่อ า งอิ งกั บดัชนี จะตอ งปรั บ มูลค า ใหเ ป นไปตามสัญญา เพื่ อ ใหไดมาซึ่งจํ า นวนยอดคงเหลือ ณ วันสุดทายของรอบระยะเวลารายงาน สินทรัพย และหนี้สินเหลานี้จะแสดงอยูในงบแสดงฐานะ การเงินที่ปรับปรุงใหมดวยจํานวนหลังการปรับปรุงดังกลาวขางตน

14.

สิน ทรัพยแ ละหนี้สิน อื่ นที่เ หลื อทั้งหมดถือ เปนรายการที่ไ มเ ป นตัว เงิน รายการที่ไ มเ ปนตัวเงิน บางรายการอาจบันทึกดวยจํานวนที่เปนปจจุบัน ณ วันสุดทายของรอบระยะเวลาที่รายงานอยูแลว เชน มูลคาสุทธิที่จะไดรับหรือราคายุติธรรม ดังนั้นกิจ การจึงไมตองปรับปรุงรายการดังกลาวใหม สวนสินทรัพย และหนี้สินที่ไมเปนตัวเงินอื่นๆ กิจการจะตองปรับปรุงรายการดังกลาวใหมทั้งหมด

15.

รายการที่ไมเ ปนตัวเงินสวนใหญมักแสดงมู ลคา ตามราคาทุนหรือราคาทุนหักคาเสื่อมราคาสะสม ดังนั้น รายการดังกลาวจึงแสดงดวยจํานวนที่เปนปจจุบัน ณ วันที่ไดมา กิจการสามารถคํานวณหา ราคาทุนปรับปรุงใหมหรือราคาทุนหักคาเสื่อมราคาสะสมปรับ ปรุงใหมของแตละรายการดังกลาว โดยการนํ า อั ตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนี ร าคาทั่ว ไประหว า งวั น ที่ไดมาจนถึ งวั น สุดทา ยของ รอบระยะเวลาที่รายงานไปปรับกับตน ทุนเดิมและคา เสื่อ มราคาสะสม ตั วอยางเช น ที่ดิน อาคาร และอุป กรณ สิ นคาคงเหลือ จํา พวกวัตถุดิบและสินคาที่ซื้ อมาเพื่อขาย ค าความนิยม สิทธิ บัตร เครื่ อ งหมายการค า และสิ น ทรั พ ย ที่ มี ลั ก ษณะคล า ยคลึ ง กั น จะปรั บ ปรุ ง ใหม นั บ จากวั น ซื้ อ สวนสินคาคงเหลื อจําพวกงานระหวางทํา และสินคา สําเร็ จรูปจะปรับปรุ งใหมนับจากวัน ที่ตน ทุน การซื้อ และตนทุนการแปรสภาพเกิดขึ้น

มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 หนา 5/10


16.

ในบางครั้งกิจการอาจไมมีบั นทึกรายละเอียดของวันที่ไดมาของที่ดิน อาคารและอุปกรณ หรือไม สามารถประมาณวันที่ดังกลาวได ภายใตสถานการณที่ยากจะเกิดขึ้นนี้ การนํามาตรฐานการบัญชี ฉบั บ นี้ มาใช ใ นรอบระยะเวลาบั ญ ชี แ รก กิ จ การอาจจํ า เป น ตอ งใชก ารประเมิ น มู ล คา รายการ โดยผูเชี่ยวชาญอิสระเพื่อใชเปนพื้นฐานในการปรับปรุงรายการดังกลาวใหม

17.

เป นไปไดวากิ จการไมอ าจหาดัชนี ราคาทั่ว ไปของงวดตา งๆที่จํา เป นตอ งใชในการปรับ ปรุง ที่ดิ น อาคารและอุปกรณตามมาตรฐานการบัญชีฉ บับนี้ได ในสถานการณเชนนี้ กิ จการอาจจําเปนตอง นํา ประมาณการมาใช เชน โดยการพิ จารณาจากการเปลี่ยนแปลงของอัต ราแลกเปลี่ ยนระหวา ง สกุลเงินที่ใชในการดําเนินงานกับสกุลเงินตางประเทศที่คอนขางเสถียร

18.

รายการที่ไ มเ ปน ตัว เงินบางรายการอาจแสดงด วยมูล คา ปจ จุบัน ณ วันอื่น ที่ไ มใชวัน ที่ไ ดม าหรือ วันที่ในงบแสดงฐานะการเงิน เชน ที่ดิน อาคารและอุปกรณไดตีราคาใหมแลวกอนหนานี้ ในกรณี เชนนี้ มูลคาตามบัญชีจะตองปรับปรุงใหมนับจากวันที่มีการตีราคาใหมนั้น

19.

มูลคาของรายการที่ไมเ ปนตัวเงินที่ปรับปรุงใหมแลวนั้น อาจจะตองปรับลดลงเพื่อใหเปนไปตาม มาตรฐานการบัญชี ที่เ กี่ย วข อง หากมู ลค าของรายการดั งกลา วสูง กว ามู ลค าที่ คาดวา จะได รับ คืน ตัวอยางเชน มูล คา ภายหลั งการปรั บปรุงใหมแลวของที่ดิ น อาคารและอุ ปกรณ ค าความนิ ยม สิ ท ธิ บั ต ร และเครื่ อ งหมายการค า จะปรั บ ลดลงให เ หลื อ เท า กั บ มู ล ค า ที่ ค าดว า จะได รั บ คื น หรือมูลคาภายหลังการปรับปรุงใหมของสินคาคงเหลือจะปรับลดลงใหเหลือเทา กับมูลคาสุทธิที่จะ ไดรับเปนตน

20.

กิ จ การที่ ถู ก ลงทุ น ซึ่ ง ถู ก บั น ทึ ก บั ญ ชี โ ดยวิ ธี ส ว นได เ สี ย อาจเสนอรายงานทางการเงิ น ของตน ในสกุลเงินของสภาพเศรษฐกิจที่มีภาวะเงินเฟอรุนแรง งบแสดงฐานะการเงินและงบกําไรขาดทุน เบ็ ด เสร็ จ ของกิ จ การที่ ถู ก ลงทุ น ดั ง กล า วจะต อ งปรั บ ปรุ ง ใหม ใ ห เ ป น ไปตามมาตรฐาน การบัญชีฉบับนี้ ทั้งนี้เพื่อประโยชนในการคํานวณสวนไดเสีย ของกิจการที่มีในสินทรัพยสุ ทธิและ ผลการดําเนินงานของกิจการที่ถูกลงทุน ดัง กลาว หากงบการเงิน ที่ป รับ ปรุงแลวของกิจการที่ ถูก ลงทุน ที่กิ จการเข าไปลงทุนแสดงอยูใ นสกุลเงิน ตราต างประเทศ กิจการตอ งแปลงคา งบการเงิ น ดังกลาวโดยใชอัตราปด ณ วันสิ้นงวด

21.

โดยปกติผลกระทบของเงินเฟอจะรับ รูอยูในตนทุนการกูยืมอยูแลว ดังนั้นจึงเปนการไมเหมาะสม ที่กิจการจะทําการปรับปรุงใหมซึ่งรายจายฝายทุนที่เกิดจากการใชเงินกูยืมในการสราง ไปพรอมกับ การตั้ งตนทุนการกูยืมสว นที่ ชดเชยเงินเฟอ เปน ตน ทุนของสิน ทรั พยในงวดเดียวกัน กิจการควร รับรูตนทุนการกูยืมสวนนี้เปนคาใชจายในงวดที่ตนทุนการกูยืมเกิดขึ้น

22.

กิจการอาจไดมาซึ่งสินทรัพย ภายใตเงื่อนไขที่กํา หนดใหสามารถชะลอการชําระเงินออกไปไดโดย ไมคิด ดอกเบี้ย ในกรณีที่กิจ การไมสามารถคํานวณหาดอกเบี้ ยที่ แฝงอยูได กิจการควรปรั บปรุง มูลคาสินทรัพยดังกลาวใหมนับจากวันที่จายชําระเงินแทนที่จะเปนวันที่ซื้อสินทรัพย

23.

(ยอหนานี้ไมใช)

มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 หนา 6/10


24.

ณ วั น ต น งวดของงวดบั ญ ชี แ รกที่ นํ า มาตรฐานการบั ญ ชี ฉ บั บ นี้ ม าใช กิ จ การควรปรั บ ปรุ ง ส ว นประกอบในส ว นของเจ า ของใหม โดยใช ดั ช นี ร าคาทั่ ว ไปนั บ ตั้ ง แต วั น ที่ กิ จ การได รั บ สวนประกอบนั้ น มาหรื อ วัน ที่สวนประกอบนั้ น เกิ ดขึ้น ยกเว น กํ า ไรสะสมและสว นเกิ น ทุน จาก การตีราคาสินทรัพยเพิ่ม ซึ่งสวนเกินทุนจากการตีราคาสิน ทรัพยที่เกิดในงวดกอนๆจะถูกตัดออก และกํา ไรสะสมที่ป รับปรุงใหม นั้น จะเปน ผลมาจากการปรั บปรุงใหม ของรายการอื่น ทั้ง หลายใน งบแสดงฐานะการเงิน

25.

ณ วันสุดทายของงวดบัญชีแรกและในงวดถัดๆไป กิจการตองปรับปรุงสวนประกอบของสวนของ เจาของทุ กรายการโดยใชดัชนี ราคาทั่วไปนับตั้ งแตวัน ตนงวดหรือวันที่กิจการไดรับสวนประกอบ นั้นมา (หากวันที่ไดรั บนั้นเกิดขึ้น ทีหลัง) และตอ งเปดเผยการเปลี่ยนแปลงของสวนของเจ าของ สําหรับงวดเพื่อใหเปนไปตาม มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 (ปรับปรุง 2552) เรื่อง การนํา เสนอ งบการเงิน

งบกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ 26.

มาตรฐานการบัญ ชีฉบับ นี้กําหนดใหรายการในงบกํา ไรขาดทุน เบ็ ดเสร็ จทุกรายการตองแสดงใน รูปของหนวยวัดคาที่เปนปจจุบัน ณ วัน สุดทายของรอบระยะเวลาที่ร ายงาน ดวยเหตุนี้รายการใน งบการเงิน ทั้งหมดจะตองปรับปรุงใหมดวยอัต ราการเปลี่ยนแปลงในดัชนี ราคาทั่วไปนับจากวันที่ รายไดและคาใชจายนั้นบันทึกในงบการเงินเปนครั้งแรก

ผลกําไรหรือขาดทุนจากยอดดุลสุทธิของรายการที่เปนตัวเงิน 27.

ในภาวะเงินเฟอ กิจการที่ถือสินทรัพยที่เปนตัวเงินมากกวาหนี้สินที่เปนตัวเงินจะสูญเสียอํานาจซื้อ สวนกิจการซึ่งมีหนี้สินที่เปนตัวเงินมากกวาสินทรัพยที่เปนตัวเงินจะมีอํานาจซื้อเพิ่มขึ้นตราบเทาที่ สินทรัพยและหนี้สินนั้นยังไมผูกกับระดับราคาสินคา ผลกําไรหรือขาดทุนจากรายการที่เปนตัวเงิน สุทธินี้ เป นจํ านวนผลตางที่เกิดจากการปรับ ปรุ งใหมของรายการที่ ไมเป นตัวเงิน รายการในสว น ของเจา ของ รายการในงบกํา ไรขาดทุนแบบเบ็ ดเสร็ จ และจากการปรับ ปรุ งสินทรัพ ยและหนี้สิน ที่ ผู ก กั บ ดั ช นี ร าคา ซึ่ ง ผลกํ า ไรหรื อ ขาดทุ น ดั ง กล า วนี้ อ าจประมาณได โ ดยการนํ า อั ต รา การเปลี่ยนแปลงในดัชนี ราคาทั่วไปไปปรับ กับ จํ านวนถัว เฉลี่ย ถ วงน้ํา หนั กของผลต างระหว า ง สินทรัพยและหนี้สินที่เปนตัวเงินของงวดนั้น

28.

กิจการจะตองนําผลกําไรหรือขาดทุนจากยอดดุลสุทธิของรายการที่เปนตัวเงินไปรวมในกําไรหรือ ขาดทุน รายการปรับปรุงสินทรัพยและหนี้สินที่ผูกกับขอตกลงที่ใหมีการเปลี่ยนแปลงราคาไดตาม ยอหนาที่ 13 จะถูกนําไปหักกลบกับผลกําไรหรือขาดทุนจากยอดดุลสุทธิของรายการที่เปนตัวเงิน รายไดแ ละคา ใชจ า ยอื่ น เชน รายไดดอกเบี้ ย ดอกเบี้ ยจ า ย และผลตา งจากอั ตราแลกเปลี่ยน เงินตราตางประเทศที่เกี่ยวเนื่องกับเงินลงทุนหรือเงินกูยืมเปนรายการที่เกี่ยวเนื่องกับยอดดุลสุทธิ ของรายการที่เ ปน ตัว เงิ นทั้ งสิ้น ถึงแมกิ จการจะเป ดเผยรายการดังกลา วแยกตา งหากแล วก็ ตาม น า จะเป น ประโยชน ก ว า หากกิ จ การแสดงรายการดัง กล า วพร อ มกั บ ผลกํ า ไรหรื อ ขาดทุ น จาก ยอดดุลสุทธิของรายการที่เปนตัวเงินในงบกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 หนา 7/10


งบการเงินที่ใชเกณฑตนทุนปจจุบัน งบแสดงฐานะการเงิน 29.

รายการที่ แ สดงด ว ยต น ทุ น ป จ จุ บั น จะไม ถู ก ปรั บ ปรุ ง ใหม เ พราะรายการดั ง กล า วได แ สดง อยูในรูปของหนวยวัดคาที่เปนปจจุบัน ณ วันสุดทายของรอบระยะเวลาที่รายงานแลว สวนรายการ อื่นในงบแสดงฐานะการเงินจะถูกปรับปรุงใหมตามยอหนาที่ 11 ถึง 25

งบกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ 30.

งบกําไรขาดทุน เบ็ ดเสร็จกอนการปรั บปรุงใหม ที่แ สดงตามเกณฑตนทุน ปจ จุบันนั้น โดยทั่ วไป จะแสดงตนทุนในจํานวนที่เปนปจจุบัน ณ วัน ที่รายการหรือเหตุการณนั้นเกิดขึ้น ตนทุนขายและ คาเสื่อมราคาจะบันทึกบัญชี ดวยจํานวนตนทุนที่เปนปจจุบัน ณ เวลาที่มีการใช สวนยอดขายและ คาใชจายอื่นจะบันทึกบัญชีดวยจํานวนเงิน ณ วันที่เกิดรายการ ดวยเหตุนี้ รายการดังกลาวทั้งหมด จึง จํา เปน ตองปรับ ปรุง ใหมใ หอ ยูใ นหน วยวั ดคา ที่เ ปนป จจุบั น ณ วั นสุด ทา ยของรอบระยะเวลา รายงานโดยใชดัชนีราคาทั่วไป

ผลกําไรหรือขาดทุนจากยอดดุลสุทธิของรายการที่เปนตัวเงิน 31.

ใหกิจการบันทึกผลกําไรหรือขาดทุนจากยอดดุลสุทธิของรายการที่เปนตัวเงินตามยอ หนาที่ 27 และ 28

ภาษี 32.

การปรับปรุ งงบการเงินใหมตามมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้อ าจทําใหเ กิดผลตางระหวา งจํา นวนที่ บันทึกบัญชีของสินทรัพยและหนี้สินแตละรายการในงบแสดงฐานะการเงินกับฐานภาษีของรายการ ดังกลาว กิจการจะตองรับรูผลต างดังกลาวในบัญชีตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 12 เรื่อง ภาษี เงินได

งบกระแสเงินสด 33.

มาตรฐานการบัญ ชีฉบับ นี้กํ าหนดใหทุกรายการในงบกระแสเงินสดตอ งแสดงอยูในหนวยวัดคา ที่เปนปจจุบัน ณ วันสุดทายของรอบระยะเวลารายงาน

ตัวเลขที่นํามาเปรียบเทียบ 34.

ตัวเลขที่นํามาเปรียบเทียบของงวดกอนจะตองปรับปรุงใหมโดยใชดัชนีราคาทั่วไป ไมวาตัวเลขนั้น จะไดมาโดยวิธีตนทุนเดิมหรือโดยวิธีตนทุนปจจุบัน ทั้งนี้เพื่อใหงบการเงินที่นํามาเปรียบเทียบนั้น แสดงอยูในหนวยวัดคาที่เปนปจจุบัน ณ วันสุดทายของรอบระยะเวลารายงาน กิจการตองเปดเผย ขอมูล ของงวดกอนในงบการเงิน โดยแสดงใหเปนหนวยวัดคาที่เ ปนปจจุบัน ณ วั นสุดทา ยของ รอบระยะเวลารายงานดวยเชนกัน เพื่อ วัตถุประสงคในการแสดงตัว เลขเปรียบเทียบซึ่งสกุลเงิน ที่ ใช นํ า เสนองบการเงิ น แตกต า งจากสกุ ล เงิ น ที่ ใ ช ใ นการดํ า เนิ น งาน ให กิ จ การถื อ ปฏิ บั ติ ต าม

มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 หนา 8/10


ยอหน า 42.2 และ 43 ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับ ที่ 21 (ปรับ ปรุง 2552) เรื่อ ง ผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตางประเทศ (เมื่อมีการประกาศใช)

งบการเงินรวม 35.

บริษัทใหญที่เสนอรายงานในสกุลเงินของสภาพเศรษฐกิจที่มีภาวะเงินเฟอรุนแรงอาจมีบริษัทยอย ที่เสนอรายงานในสกุลเงินของสภาพเศรษฐกิจที่มีภาวะเงินเฟอรุนแรงดวยเชนกัน งบการเงินของ บริษัทยอยดังกลาวนั้นจะตองปรับปรุงใหมโดยใชดัชนีราคาทั่วไปของประเทศเจาของสกุลเงินที่ใช รายงานกอนที่จ ะนํ างบการเงิน นั้น ไปรวมในงบการเงิน รวมของบริษั ทใหญ ในกรณีที่ บริษั ทยอย ดังกลา วเป น บริ ษัทยอ ยในตา งประเทศ งบการเงิน ที่ป รั บ ปรุ งใหมจ ะแปลงคา โดยใชอั ตราป ด ณ วันสิ้นงวด และสําหรับงบการเงินของบริษัทยอยที่มิไดรายงานในสกุลเงินของสภาพเศรษฐกิจที่ มีเงินเฟอ อยา งรุนแรงใหกิ จการถือปฎิบัติตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับ ที่ 21 (ปรั บปรุง 2552) เรื่ อ ง ผลกระทบจากการเปลี่ ยนแปลงของอั ต ราแลกเปลี่ย นเงิน ตราตา งประเทศ (เมื่ อ มี ก าร ปร���กาศใช)

36.

ในกรณีที่งบการเงินรวมประกอบดวยงบการเงินที่มีวันสุดทายของรอบระยะเวลาที่รายงานแตกตางกัน รายการทุกรายการ ไม วา จะเปน รายการที่ไมเ ปน ตัวเงินหรื อที่เป นตั วเงินก็ต าม จะตอ งปรับ ปรุ ง ใหมใหอยูในหนวยวัดคาที่เปนปจจุบัน ณ วันที่ของงบการเงินรวมนั้น

การเลือกและการใชดัชนีราคาทั่วไป 37.

ในการปรับ ปรุงงบการเงินใหมเพื่อใหเปนไปตามมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ กิจการจะตองใชดัชนี ราคาทั่วไปซึ่งสะทอนถึงการเปลี่ยนแปลงในอํานาจซื้อโดยทั่วไป ทุกกิจการที่เสนอรายงานในสกุล เงินของสภาพเศรษฐกิจเดียวกันจึงควรใชดัชนีเดียวกันเพื่อการปรับปรุงงบการเงินใหม

การสิ้นสุดลงของภาวะเงินเฟอรุนแรง 38.

เมื่ อ ภาวะเงิ น เฟ อ รุ น แรงได สิ้ น สุ ด ลงและกิ จ การไม ต อ งจั ด ทํ า และเสนองบการเงิ น ตาม มาตรฐานการบั ญ ชี ฉ บั บ นี้ อี กต อ ไปแล ว กิจ การควรใช จํ า นวนเงิ น ตามหนว ยวั ด ค า ที่ เ ป น ปจจุบัน ณ วันสุดทายของรอบระยะเวลาบัญชีกอนที่เสนอรายงานเพื่อยกไปในงบการเงินของ งวดถัดไป

การเปดเผยขอมูล 39.

กิจการตองเปดเผยขอมูลทุกขอดังตอไปนี้ 39.1 ขอเท็จจริงที่วางบการเงินและรายการที่แสดงเปรียบเทียบของงวดกอนไดปรับปรุงใหม จากการที่ อํานาจซื้อโดยทั่วไปของสกุล เงิ นที่ ใช ในการดําเนิน งานไดเ ปลี่ ยนแปลงไป และดว ยเหตุดังกล าวจึงตอ งแสดงในรูปของหน วยวัด คา ที่เ ปนปจจุบั น ณ วั นสุดท าย ของรอบระยะเวลารายงาน 39.2 งบการเงินใชเกณฑตนทุนเดิมหรือตนทุนปจจุบัน มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 หนา 9/10


39.3 ชื่อ ของดัชนีราคาและระดั บของดัชนีราคา ณ วัน สุดท ายของรอบระยะเวลารายงาน และการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาในระหวางรอบระยะเวลาปจ จุบั นที่ รายงานและ รอบระยะเวลากอนที่รายงาน 40.

การเปดเผยที่กําหนดโดยมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้เปนสิ่งจําเปนเพื่อใหเกิดความชัดเจนเกี่ยวกับ หลักเกณฑที่ใชเพื่อรับรูผลกระทบของอัตราเงินเฟอในงบการเงิน นอกจากนี้ ยังเปนการใหขอมูล อื่นที่จําเปนเพื่อความเขาใจเกี่ยวกับหลักเกณฑที่ใชและจํานวนเงินที่เปนผลมาจากหลักเกณฑนั้น

วันถือปฏิบัติ 41.

มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ใหใชกับงบการเงินที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2554 เปนตนไป

มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 29 หนา 10/10


focus group อาจารย์นิตยา