Page 1


15 Days

in Eastern Europe 15 วันในยุโรปตะวันออก Text and photos by Kittinan Chit-Euakul

เรื่องและภาพโดย กิตตินันท์ จิตรเอื้อกุล


or full-time professionals like us, there is no greater happiness than taking some time off to recharge ourselves. Last year my annual leave was transformed into a 15-day journey to explore 8 cities in 6 countries of Eastern Europe.

Starting from Russia, I took a train to Finland, then a ferry to cross the Baltic Sea to visit Estonia. I also took a bus to Latvia and to Lithuania and ended my trip in Poland. Russia, the first country of the adventure, grants special privileges to Thai citizens to enter the country visa-free. Therefore, I chose the Russian capital city of Moscow as the starting point of my trip. I then took a sleeper train to Saint Petersburg.



“Moscow” is a large city, but travel is convenient because of its rapid transit system – the Moscow Metro, which is famous for having the most beautiful train stations in the world. In Moscow, there are lots of impressive tourist attractions such as the Grand Kremlin Palace, an enormous palace in the center of Moscow City; St. Basil’s Cathedral, an elegant Orthodox church that is the symbolic landmark of the country; Lenin Mausoleum; the Red Square; and GUM Department Store. As all these attractions are located in the same area, I managed to visit them all in one day. “Saint Petersburg” is a western seaport city in Russia with lots of highlights, the most prominent one being the “Hermitage Museum”. The museum was originally the Winter Palace, but it was renovated into the largest museum in Russia with an array of more than 3 million pieces of art displays and invaluable heritage of the Romanov Dynasty. The next attraction is the Church of the Savior of Blood, which is my favorite place thanks to its exotic and majestic beauty. Inside the church, there is an elegant and dazzling mosaic that is 7,500 square meters in size.

There are also two interesting palaces outside Saint Petersburg, namely, the Catherine Palace or Pushkin Palace, and the Peterholf Palace. The latter attraction is filled with many tranquil and beautiful gardens and a giant fountain. This summer palace has become an important tourism attraction for Russian people. After a short three-hour high-speed train ride, I arrived in “Helsinki”, the capital of Finland. I walked around and surveyed three completely different cathedrals, including Helsinki Cathedral, a pure white cathedral that symbolizes the clean, simple city of Helsinki; Uspenski Cathedral, an Orthodox cathedral with a deep red color; and Temppeliaukio Church, also known as the Church of Rock or the “Church of Love” because it was built and completed on the day of love on February 14. It is believed that by lighting candles at Temppeliaukio Church one will be successful in love. Therefore I immediately lit more than ten candles at the church! I then crossed the Baltic Sea to visit the city of “Tallinn”, the charming, enchanting capital of Estonia. People who have fallen in love with Prague will find it easy to like Tallinn. The historic district of the city is full of ancient buildings of great cultural value for the Estonian people. The old area of the city is divided into Lower Town and Toompea Hill, both filled with old churches, castles and ancient houses, making me feel as if I was in a historic film. No wonder UNESCO declared the historic district of Tallinn to be a world heritage site. After the fall of the Soviet Union, “Riga”, the capital city of Latvia achieved significant economic development among post-Soviet state. The city has an old town area with its own special art nouveau architecture that is as beautiful as the type found in Tallinn city. Wherever I went, I would find many art nouveau buildings, the largest number of buildings in this style in the European region. With its great historical value, Riga is also listed as a world heritage site.

Next came “Warsaw” and “Krakow”, the two cities to conclude my trip in Poland. I dropped by Warsaw for just 12 hours before boarding the express train to Krakow, the old capital city of Poland. When comparing the two cities, I personally prefer Krakow due to its many castles, royal palaces, churches and historic buildings. Krakow is also near “Auschwitz”, one of the largest Nazi concentration camps. I was able to see signs of the cruelty against the Jewish people, and it filled me with the greatest sorrow in my life. Nonetheless, the camp is a part of the history of the human race and it reflects the horrors of war. This concludes my 15 days in Eastern Europe and my vacation. I chose to reward myself by traveling to broaden my horizons and gain new perspectives that I can apply in my work. What about you dear readers? Do you have any plans for your vacation this year?

The next destination is “Vilnius”, the capital city of Lithuania. This city is of moderate size when compared with the two cities I visited previously. In the past, Lithuania was the center of one of the greatest empires in the region. The historic part of Vilnius is of incomparable beauty. Adding to the unique charm of the city are original artwork and ornaments displayed at various corners. Touring the Vilnius city is like going on an art hunt. There are walls filled with artists’ work, the Kettle Road, and the Art Children Village, providing me with an enjoyable and tireless experience.



ชีวิตมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเรา ไม่มีอะไรจะสุขเกินกว่า การได้หยุดพักผ่อนยาว ๆ และจะสุขมากยิง่ ขึน้ หากได้ใช้เวลา อย่างคุ้มค่า... ปีที่ผ่านมา วันหยุดพักผ่อนของผมเปลี่ยนเป็น ทริป 15 วัน ท่องเที่ยวไปยัง 8 เมืองของ 6 ประเทศในแถบ ยุโรปตะวันออก โดยเริ่มต้นจากรัสเซีย นั่งรถไฟไปฟินแลนด์ ต่อเรือเฟอร์รี่ข้ามทะเลบอลติกไปเอสโตเนีย จากนั้นก็นั่ง รถบัสไปลัตเวีย ต่อด้วยลิทัวเนีย และสิ้นสุดทริปที่โปแลนด์ รัสเซีย ประเทศลำ�ดับแรกของการผจญภัย เนื่องด้วยสิทธิพิเศษคนไทยไม่จำ�เป็นต้องใช้ วีซ่าในการเดินทางเข้ารัสเซีย ผมจึงเลือกมอส โกเป็นจุดตั้งต้นของทริปแล้วจึงนั่งรถไฟ ตู้นอนไปยังเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก “มอสโก” เมืองหลวงของประเทศรัสเซีย เป็น เมืองที่มีขนาดใหญ่ แต่การเดินทางทำ�ได้ง่าย โดยรถไฟใต้ดิน สถานีรถไฟใต้ดินในมอสโก นั้นขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุดในโลก ด้านสถานที่ ท่องเที่ยวนั้น มอสโกมีสิ่งเชิดหน้าชูตา อยู่เป็นจำ�นวนมาก เช่น พระราชวังเครมลิน (Kremlin Palace) พระราชวังขนาดใหญ่ ใจกลางกรุงมอสโก มหาวิหารเซนต์บาซิล (St. Basil’s Cathedral) โบสถ์คริสต์นิกายอ อร์โธดอกซ์ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำ�ประเทศ รวมถึงสุสานเลนิน (Lenin Mausoleum) จัตุรัสแดง (Red Square) และห้างสรรพสินค้า กุม (GUM Department Store) โดยสถานที่ ทั้งหมดอยู่ในบริเวณเดียวกัน ผมจึงสามารถ เดินชมได้ครบภายในหนึ่งวัน



“เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก” เมืองท่าฝั่งตะวันตกของรัสเซีย สถานที่น่าสนใจของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก นั้นมีอยู่เป็นจำ�นวนมาก ความโดดเด่นอยู่ที่ “พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิทาจ” (Hermitage Museum) จากเดิมที่เคยเป็นพระราชวังฤดูหนาว (Winter Palace) ถูกปรับให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุด ของรัสเซีย แสดงผลงานศิลปะและสมบัติล้ำ�ค่าของราชวงศ์ โรมานอฟกว่า 3 ล้านชิ้น ลำ�ดับ ต่อมา “โบสถ์แห่งหยดเลือด” (Church of the Savior on Blood) สถานที่สุดโปรดของผม เพราะความแปลกแต่สง่างาม ภายในโบสถ์มีภาพโมเสคขนาด 7,500 ตารางเมตร นับว่าเป็น ที่สุดของความตระการตา นอกจากนี้ ยังมีพระราชวังน่าสนใจนอกตัวเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอีก 2 แห่ง นั่นคือ พระราชวังพุชกิน (Pushkin Palace) หรือพระราชวังแคทเธอรีน (Catherine Palace) และพระราชวังฤดูร้อนปีเตอร์ฮอฟ (Peterhof Palace) พระราชวังอันร่มรื่นด้วยสวนสวย และน้ำ�พุขนาดยักษ์ พระราชวังฤดูร้อนแห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำ�คัญ ของชาวรัสเซีย ด้วยระยะเวลาเพียง 3 ชั่วโมง รถไฟไฮสปีดจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กพาผมเดินทางมาถึง “เฮลซิงกิ” เมืองหลวงของประเทศฟินแลนด์ ผมเดินสำ�รวจโบสถ์สำ�คัญ 3 แห่งที่ต่างกันสุดขั้ว ของเฮลซิงกิ นั่นคือ “มหาวิหารเฮลซิงกิ” (Helsinki Cathedral) มหาวิหารสีขาวบริสุทธิ์ เป็น สัญลักษณ์คู่เมืองเฮลซิงกิที่ดูสะอาดตา เรียบง่าย แตกต่างกับ “มหาวิหารอุสเปนสกี” (Uspenski Cathedral) โบสถ์สีแดงเข้มตามแบบศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ และ “โบสถ์เทมเปลิโอคิโอ” (Temppeliaukio Church) หรือ “โบสถ์หิน” (Rock Church) ที่มีชื่อเรียกแสนโรแมนติกอีกชื่อหนึ่งว่า “โบสถ์แห่งความรัก” เพราะเริ่มสร้างและสร้างเสร็จ ในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ จนมีความเชื่อว่า จุดเทียนที่โบสถ์แห่งนี้แล้วคุณ จะสมหวังในความรัก... ผมจึงโหมจุดเทียนรวดเดียวนับสิบอัน!

ผมข้ามทะเลบอลติกมาเที่ยวต่อที่เมือง “ทาลลินน์” (Tallinn) เมืองหลวงอันเต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของประเทศเอสโตเนีย ถ้าใคร รักเมืองปราก คุณอาจตกหลุมรักทาลลินน์ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะ ย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยอาคารโบราณอันทรงคุณค่าทาง ประวัติศาสตร์ของชาวเอสโตเนีย เขตเมืองเก่านี้แบ่งเป็นเมืองโล เวอร์ (Lower Town) และเนินทุมเปีย (Toompea Hill) ซึ่งเต็มไป ด้วยโบสถ์เก่าแก่ ปราสาท และบ้านโบราณ ทำ�ให้ผมรู้สึกราวกับว่า กำ�ลังอยู่ในภาพยนตร์ย้อนยุคสักเรื่อง จึงไม่แปลกใจเลยที่ยูเนสโก ประกาศให้เขตเมืองเก่าของทาลลินน์เป็นเมืองมรดกโลก หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต “ริก้า” (Riga) เมืองหลวง ของประเทศลัตเวียที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจเป็นลำ�ดับต้น ๆ ของบรรดาประเทศเกิดใหม่ ริก้านั้นมีย่านเมืองเก่าทีส่ วยงามเช่น เดียวกับทาลลินน์ แต่มคี วามพิเศษในด้านสถาปัตยกรรมแบบ อาร์ตนูโว (Art nouveau) ไม่ว่าผมเดินไปมุมไหน ก็จะพบตึกสไตล์ อาร์ตนูโวมากมาย และถือได้ว่ามีจ�ำ นวนมากทีส่ ดุ ในทวีปยุโรปอีก ด้วย คุณค่าทางประวัตศิ าสตร์ท�ำ ให้รกิ า้ ได้รบั การขึน้ ทะเบียนเป็น เมืองมรดกโลกเช่นเดียวกัน ผมเดินทางต่อมายัง “วิลนีอุส” (Vilnius) เมืองหลวงของประเทศ ลิทัวเนียที่มีขนาดไม่ใหญ่นักหากเทียบกับสองเมืองก่อนหน้านี้ แต่ ในอดีต ลิทัวเนียเคยเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ของภูมิภาค เขตเมือง เก่าของวิลนีอุสจึงมีความสวยงามไม่แพ้ใคร แต่วิลนีอุสโดดเด่นแตกต่างด้วยการนำ�งานศิลปะ ร่วมสมัยมาจัดแสดงตามมุมต่าง ๆ ของเมือง การเดินเที่ยวใน วิลนีอุสจึงเหมือนกำ�ลังเล่นเกม ตามล่างานศิลปะ เช่น กำ�แพงศิลปิน ถนนกาน้ำ� หมู่บ้านเด็กอาร์ต ผมจึงสนุกไปกับการเดิน ชมเมืองวิลนีอุสอย่างไม่รู้เบื่อ หลังจากชื่นชมงานศิลปะจนเต็มอิ่มแล้ว ผมจึงปิดทริปด้วย “วอร์ซอ” (Warsaw) และ “คราคูฟ” (Krakow) สองเมืองสำ�คัญของประเทศโปแลนด์ ผมแวะเที่ยววอร์ซอแค่ 12 ชั่วโมง แล้วจึงกลับมาขึ้นรถไฟด่วนไปยังคราคูฟ เมืองหลวงเก่าในอดีตของโปแลนด์ หากเปรียบเทียบ ระหว่างสองเมืองแล้ว ในฐานะเมืองเก่าของประเทศ ผมจึงเทคะแนนความประทับใจให้ “คราคูฟ” มากกว่า ทั้งปราสาท พระราชวัง โบสถ์ ตลอดจนอาคารโบราณ นอกจากนี้ยังอยู่ ใกล้กับ “เอาชวิตซ์” (Auschwitz) ค่ายกักกันนาซีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ผมได้เห็นร่องรอย ความโหดร้ายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ถึงแม้จะเป็นประสบการณ์ชวนหดหู่ครั้งหนึ่งใน ชีวิต แต่นั่นคือประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจของสงคราม สิ้นสุดทริป จบวันเดินทางพักผ่อน ผมเลือกให้รางวัลกับตัวเองด้วยการท่องเที่ยว ทำ�ให้ผมมีวิสัยทัศน์ และช่วยเพิ่มมุมมองในการทำ�งาน แล้วคุณล่ะครับ วางแผนวันพักผ่อนสำ�หรับปีนี้บ้างหรือยัง?



15 Days in Eastern Europe  
15 Days in Eastern Europe  

My journey in Eastern Europe. It started from Russia to Poland within 15 days.