Issuu on Google+

หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

หน่ วยแสดงผล (Output Unit) แนวคิด หน่วยแสดงผล ทําหน้าที่ในการรับของข้อมูลที่ผา่ นการประมวลผลมาแล้ว กลับออกมายัง ผูใ้ ช้ อุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผลนั้นมีดว้ ยกันหลายประเภท เช่น จอภาพ โปรเจคเตอร์ ปริ้ นท์เตอร์ พล็อตเตอร์ ลําโพง จอทีวี และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่า อุปกรณ์ตวั นี้เป็ น อุปกรณ์แสดงผลหรื ออุปกรณ์ทางด้านเอ้าท์พทุ หลักการง่าย ๆ ก็คือ ให้ดูวา่ อุปกรณ์ตวั นั้นทําหน้าที่ ในการรับข้อมูลออกมาจากคอมพิวเตอร์และสามารถนําข้อมูลเหล่านั้นมาแสดงผลลัพธ์ให้ผใู ้ ช้เห็น หรื อทราบได้เราจะถือว่าอุปกรณ์เหล่านั้นเป็ นอุปกรณ์ทางด้านเอ้าท์พทุ หรื ออุปกรณ์แสดงผลนัน่ เอง ลักษณะการแสดงผลของอุปกรณ์แต่ละประเภทจะแตกต่างกัน เช่น จอภาพแสดงผลลัพธ์ออกมาใน ลักษณะชัว่ คราวหรื อที่เรี ยกว่า Soft Copy เมื่อต้องการทราบผลก็ตอ้ งเปิ ดดูที่จอภาพไม่สามารถที่จะ พิมพ์ผลลัพธ์ออกมาไว้ดูนาน ๆ ได้ ซึ่ งต่างจากเครื่ องพิมพ์หรื อปริ้ นท์เตอร์ที่สามารถแสดงผลลัพธ์ ออกมาในรู ปแบบถาวรในแบบที่เรี ยกว่า Hard Copy โดยผูใ้ ช้สามารถสั่งพิมพ์ผลลัพธ์ออกมาทาง กระดาษเก็บไว้ดูได้

สาระการเรียนรู้  หน่วยแสดงผล  ประเภทของอุปกรณ์แสดงผล  การติดตั้งอุปกรณ์ทางด้านหน่วยแสดงผล

จุดประสงค์ การเรียนรู้ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7.

บอกความหมายและหน้าที่ของแสดงผลได้ บอกประเภทของอุปกรณ์แสดงผลได้ เลือกอุปกรณ์ในการแสดงผลได้อย่างเหมาะสม เชื่อมต่ออุปกรณ์ทางด้านหน่วยแสดงผลเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้ สามารถนําความรู ้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างถูกต้องเหมาะสม มีกิจนิสยั ที่ดีละเอียดรอบคอบตระหนักถึงความปลอดภัยในการปฏิบตั ิงาน มีทศั นคติที่ดีในการทํางานและปฏิบตั ิงานได้อย่างมีคุณภาพ


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

8.1 หน่ วยแสดงผล (Output Unit) หน่วยแสดงผลเป็ นหน่วยที่ทาํ หน้าที่ รับข้อมูลมาจากคอมพิวเตอร์และนําข้อมูลเหล่านี้ออกมา แสดงผลลัพธ์ให้ผใู ้ ช้สามารถเห็นและรับรู ้ได้ตามต้องการ ซึ่ งลักษณะของการแสดงผลนั้น ทําได้ หลายรู ปแบบ เช่น แสดงผลเป็ นข้อความหรื อภาพออกทางจอภาพ แสดงผลออกมาในรู ปของเสี ยง หรื อเป็ นเอกสารสิ่ งพิมพ์ลงบนกระดาษ แล้วแต่ความต้องการของผูใ้ ช้ ข้อมูลที่รับเข้ามาทางด้าน อินพุทหรื อหน่ วยรับข้อมูล เมื่อผ่านการประมวลผลจากหน่วยประมวลผลกลางแล้ว จะถูกส่ งไปยัง หน่วยความจําหลักหลังจากนั้นก็จะส่ งมาแสดงผลยังหน่วยแสดงผลทางเอ้าท์พทุ ซึ่งอุปกรณ์ทางด้าน เอ้าท์พทุ ที่สามารถแสดงผลลัพธ์ให้ผใู ้ ช้สามารถรับรู ้และเห็นได้มีดว้ ยกันหลายประเภท เช่น จอภาพ (Monitor) เครื่ องพิมพ์ (Printer) พล็อตเตอร์ (Plotter) โปรเจคเตอร์ (Projector) ลําโพง (Speaker) และจอทีวี (Television) เป็ นต้น ถ้าหากจะกล่าวให้เข้าใจได้ง่ายๆ เกี่ ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้แสดงผล ข้อมูลก็อาจจะบอกได้ว่า อุ ปกรณ์ ตวั ใดก็แล้วแต่ ที่ ทาํ หน้าที่ รับข้อมูลมาจากคอมพิ วเตอร์ และ สามารถนําข้อมูลเหล่านั้นมาแสดงผลลัพธ์ให้ผใู ้ ช้รับรู ้หรื อเห็นได้ เราจะถือว่าอุปกรณ์เหล่านั้น เป็ น อุปกรณ์ แสดงผลหรื ออุปกรณ์ ทางด้านเอ้าท์พุท ซึ่ งโดยทัว่ ไปแล้วผูใ้ ช้จะคุ น้ เคยกับจอภาพหรื อ เครื่ องพิมพ์เป็ นส่ วนใหญ่ Monitor

อุปกรณ์แสดงผล

printer

Projector

Speaker

รู ปที่ 8.1 อุปกรณ์ ส่วนการแสดงผล


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

8.2 ประเภทของอุปกรณ์ แสดงผล(Output Device) อุปกรณ์แสดงผล(Output Device) เปรี ยบเสมือนดวงตา ที่ทาํ ให้เราสามารถเห็นและรับรู ้ขอ้ มูล ต่าง ๆ ที่สะท้อนกลับมาหาเรา จากสิ่ งที่เราป้ อนเข้าไปในเครื่ องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์แสดงผลมี ด้วยกันหลายประเภทแต่ละประเภทมีความสามารถและรู ปแบบการแสดงผลลัพธ์ออกมาในลักษณะ ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยูก่ บั ความต้องการในการใช้งานอุปกรณ์แสดงผลแต่ละชนิด ดังนั้นเราจึงจําเป็ นที่ จะต้องเลือกใช้งานอุปกรณ์แสดงผลให้เหมาะสมกับลักษณะงานนั้น ๆ อุปกรณ์แสดงผลมีดว้ ยกัน หลายประเภทดังนี้ 8.2.1 จอภาพ (Monitor) เป็ นอุปกรณ์ที่แสดงผลได้อย่างรวดเร็ ว สามารถแสดงผลได้ท้ งั ในรู ปของอักษร หรื อ ข้อความ(Text) ภาพและกราฟิ ก(Graphic) ในอดีตจอภาพจะเป็ นจอสี เดียว เช่น สี เขียวหรื อ สี ส้ม ซึ่ ง สามารถแสดงผลลัพธ์ได้เฉพาะอักษรหรื อข้อความเท่านั้น ไม่สามารถแสดงผลออกมาในรู ปของ ภาพกราฟิ กได้ เราเรี ยกจอภาพแบบนี้ ว่า จอภาพสี เดี ยว หรื อจอแบบโมโนโครม (Monochrome) ปัจจุบนั แทบจะไม่มีใช้แล้ว ต่อมาจอภาพได้เปลี่ยนมาใช้เป็ นแบบจอสี เทาสามารถแสดงภาพกราฟิ ก ได้แต่มีความละเอียดไม่มากนัก แสดงได้เฉพาะสี เทาดําเท่านั้น เราเรี ยกจอภาพแบบนี้ ว่า วีจีเอโมโน โครม(VGA Monochrome) ปั จ จุ บ ัน เราจะพบว่ าลัก ษณะการแสดงผลของจอภาพได้เ ปลี่ ย นไป จอภาพที่ใช้จะเป็ นจอสี ซึ่งสามารถแสดงผลได้มากมายหลากหลายสี และสามารถแสดงผลอยูใ่ นรู ป ของกราฟิ กที่มีสีสนั สมจริ ง จอภาพแบบนี้จะทํางานควบคู่กบั การ์ ดแสดงผล(Display Adapter Card) ที่ต่ออยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ บนเมนบอร์ ด มีความละเอียด(Resolution)ของจอภาพ ค่อนข้างสู ง โดยความละเอียดของจอภาพนี้จะวัดเป็ นจุดหรื อฟิ กเซล(Pixel) เช่น 1024 x 768, 800 x 600 หรื อ 640 x 480 เป็ นต้น

รูปที่ 8.2 จอภาพแบบต่ าง ๆ


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

8.2.1.1 ชนิดของจอภาพ จอภาพที่ใช้ในปัจจุบนั มีหลายรู ปแบบและหลายขนาด จอภาพที่ใช้อยูท่ วั่ ๆไป มีขนาดอยูท่ ี่ 14 นิ้ว 15 นิ้ว 17 นิ้ว และ 19 นิ้ว การวัดขนาดของจอภาพนั้นจะวัดตามแนวทแยงมุม โดยมีหน่วยเป็ นนิ้ว

รู ปที่ 8.3 การวัดขนาดของจอภาพ จอภาพที่ใช้ยงั เป็ นที่นิยมใช้กนั อยูใ่ นปัจจุบนั มีดว้ ยกัน 3 ชนิด คือ 1. จอภาพแบบ CRT เป็ นจอภาพที่ใช้ทวั่ ไปกับเครื่ องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เรี ยกกันสั้น ๆ ว่า จอซีอาร์ที(CRT: Cathode Ray Tube) เป็ นจอภาพที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับเครื่ องรับโทรทัศน์ มีท้ งั แบบจอธรรมดาหรื อจอโค้งและจอแบน (Fate Screen) ซึ่งข้อดีของจอแบนก็คือให้ความสมจริ งของ ภาพ ช่วยลดแสงสะท้อนของมุมจอภาพ ช่วยให้สายตาไม่เกิดอาการล้าจากการจ้องมองหน้าจอเป็ น เวลานานๆปัจจุบนั จอภาพแบบ CRT ยังคงใช้กนั อย่างแพร่ หลาย เพราะราคาถูก ขนาดใหญ่ และให้ สี สนั สดใส

รู ปที่ 8.4 จอภาพ CRT แบบโค้ งและแบบแบน


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

การทํางานของจอภาพ CRT แบบธรรมดาหรื อแบบโค้งนี้ ภายในจะ ประกอบไปด้วยปื นยิงอิเล็กตรอน(Electron guns)ที่ใช้ในการยิงลําแสงอิเล็กตรอน(Electron beams) ทั้ง 3 สี คือ แดง เขียว นํ้าเงิน (R,G,B) โดยลักษณะการยิงแสงเป็ นรู ปสามเหลี่ยม ไปยังหน้ากาก (Shadow Mask) แล้วจึงแสดงผลออกสู่ จอภาพ

รู ปที่ 8.5 ลักษณะการยิงลําแสงอิเล็กตรอนของจอภาพ CRT แบบโค้ง ส่ วนลักษณะการทํางานของจอแบบนั้น หน้ากากที่ใช้เป็ นแบบ Trinitron ซึ่งคิดค้นโดยบริ ษทั Sonyโดยลักษณะหลอดภาพแบบ Trinitronนี้จะเรี ยงแบบตรงเรี ยบการยิงลําแสง อิเล็กตรอนเรี ยงเป็ นแนวเดียวกัน ใช้หน้ากากแบบ Aperture Grill แทน Shadow Mask ซึ่งจะทําให้ การยิงแสงอิเล็กตรอนออกมาเป็ นเส้นตรง

รู ปที่ 8.6 ลักษณะการยิงลําแสงของจอภาพแบบ Trinitron


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

ข้อควรพิจารณาในการเลือกจอภาพแบบ CRT ในการพิจารณาเลือกใช้ จอภาพแบบ CRT นั้น สิ่ งจําเป็ นที่ตอ้ งคํานึงถึงก็คือ คุณสมบัติของจอภาพ ในปัจจุบนั ผูผ้ ลิตต่าง ผลิตจอภาพวางจําหน่ายหลายรุ่ นหลายยีห่ อ้ การจะรู ้วา่ จอภาพยีห่ อ้ นั้นดีหรื อไม่ดีอย่างไร ต้องดูที่ คุณสมบัติของจอภาพว่าสามารถแสดงผลได้คมชัดจริ งหรื อไม่ คุณ���มบัติที่สาํ คัญของจอภาพมีดงั นี้  ค่าความละเอียดของจอภาพ (Resolution) จะเกี่ยวข้องกับการ แสดงผลของจอภาพโดยตรง เพราะค่าความละเอียดก็ คือ จํานวนจุดหรื อพิกเซล(Pixel) ที่สามารถ แสดงผลได้บนจอภาพ การวัดค่าความละเอียดจะนับจํานวนจุดที่สามารถแสดงผลได้ในแนวนอน และแนวตั้ง เช่น จอภาพที่สามารถแสดงผลที่ความละเอียดสูงสุ ดที่ 800 X 600 หมายความว่าจอภาพ นี้มีจุดในแนวนอน 800 จุด และแนวตั้ง 600 จุด นัน่ เอง แต่ถา้ เราเพิม่ ความละเอียดขึ้นมาจะทําให้ การแสดงผลของภาพมีความละเอียดขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้น จอภาพซึ่งสามารถรองรับได้ที่ความ ละเอียดสูงๆ จะช่วยให้การแสดงผลมีความคมชัดและทําให้พ้นื ที่ในการแสดงผลเพิ่มขึ้นด้วย  อัตราการรี เฟรชของจอภาพ(Refresh Tate)คือจํานวนครั้งในการวาด รู ปภาพบนหน้าจอ จอภาพที่มีอตั ราการรี เฟรชมาก ก็จะทําให้การแสดงผลบนจอภาพนิ่ง ไม่มีการ กระพริ บของแสงบนจอภาพ ซึ่งแสงที่กระพริ บนี้ จะทําให้ผใู ้ ช้ เกิดอาการปวดตาเมื่อใช้เครื่ อง คอมพิวเตอร์เป็ นระยะเวลานาน ค่าอัตราการรี เฟรชนี้ จะใช้กบั จอภาพแบบ CRT เท่านั้น อัตราการ รี เฟรชที่เหมาะสมกับการแสดงผล คือ ที่ 85 Hz ขึ้นไป อัตราการรี เฟรชจะแตกต่างกันออกไป ตาม ขนาดและความละเอียดของจอภาพ  ดอตพิตช์(Dot Pitch) หรื อระยะห่างของจุดสี บนจอภาพ มีผลต่อการ แสดงผลกับจอภาพเป็ นอย่างมากโดยเฉพาะกับจอภาพขนาดตั้งแต่ 19 นิ้วขึ้นไป ยิง่ เห็นผลได้ชดั เจน ค่าดอตพิตช์ นี้ยงิ่ น้อยยิง่ ดี การวัดค่าดอตพิตช์ของจอภาพแบบ CRT ยังสามารถแบ่งออกได้เป็ น 2 แบบตามลักษณะของหลอดภาพ คือ แบบ Shadow Mask และ แบบ Trinitron สําหรับแบบ Shadow Mask การวัดค่าดอตพิตช์ จะวัดในแนวทแยงมุม ในขณะที่หลอดภาพแบบ Trinitron จะวัด ในแนวนอน ดังนั้น ค่าดอตพิตช์ของหลอดภาพทั้งสองแบบนี้จึงมีค่าไม่เท่ากัน ในการเลือกซื้อ จอภาพแบบแบน ค่าดอตพิตช์หรื อ Aperture grille บางยีห่ อ้ เรี ยกว่า Stripe pitch จะมีดอตพิตช์อยู่ ระหว่าง 0.24-0.25 มม. หรื ออย่างน้อยก็ไม่เกิน 0.28 มม. 2. จอภาพแบบ LCD เป็ นจอภาพอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กนั มากกับเครื่ องคอมพิวเตอร์แบบ พกพา เช่น โน๊ตบุค๊ และปาล์ม จอภาพแบบแอลซีดี (LCD: Liquid Crystal Display) เป็ นจอภาพที่มี ลักษณะบางและแบนมีประสิ ทธิภาพในการแสดงผลมากกว่าจอปกติสามารถลดการสะท้อนได้


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

ดีกว่าทําให้ไม่เกิดอาการเมื่อยล้าและปวดตาเมื่อต้องทํางานกับเครื่ องคอมพิวเตอร์เป็ นเวลานานๆ ใน ปั จจุบนั จอภาพแบบ LCD เป็ นที่นิยมนํามาใช้กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะและมีราคาถูกลง

รูปที่ 8.7 ลักษณะจอ LCD โครงสร้างภายในเป็ นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในจอภาพ LCD จะมีผลึก คริ สตัลเหลว ซึ่งเมื่อเราจ่ายกระแสไฟฟ้ าเข้าไปยังผลึกคริ สตัลเหลวนี้ ก็จะเกิดการบิดตัวของผลึก การบิดตัวนี้จะมากหรื อน้อยก็ข้ ึนอยูก่ บั ปริ มาณของกระแสไฟฟ้ าที่จ่ายเข้าไป

รู ปที่ 8.8 ลักษณะการบิดตัวของผลึกคริสตัล จอภาพ LCD จะมีแผ่นกรอง (Polarized Panels) อยู่ 2 ฝั่ง ภายในแผ่น กรอง จะบรรจุผลึกคริ สตัลเหลว(Liquid Crystals)แสงจากหลอดไฟด้านหลัง(Backlight)จะถูกบังคับ ให้ผา่ นเข้ามาทางแผ่นกรอง เมื่อมีการเปลี่ยนระดับของกระแสไฟฟ้ าที่จ่ายผลึกคริ สตัลจะเกิดการบิด ตัวจากแนวตั้งเป็ นแนวนอนจึงทําให้แสงสามารถผ่านออกไปยังแผ่นกรองอีกด้านได้ ซึ่ งจุดที่แสง ผ่านออกไปนี้กค็ ือจุดที่แสดงผลบนจอภาพนัน่ เอง ซึ่งความเข้มหรื ออ่อนของแสงก็จะอยูท่ ี่การบิดตัว ของผลึกคริ สตัลว่าบิดไปมากหรื อน้อยเพียงใด สําหรับการแสดงผลบนจอภาพสี น้ นั ต่างกันตรงที่ว่า


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

ช่วงก่อนที่แสงจะออกสู่ จอภาพจะมีแผ่นกรอง(Filter)ของแม่สีแสงแต่ละสี คือ แดง เขียว และนํ้าเงิน อีกชั้นหนึ่ง เพื่อทําหน้าที่ในการเปิ ดและปิ ดแสงแต่ละสี

รู ปที่ 8.9 ลักษณะการทํางานของจอ LCD จอภาพแบบ LCD นี้แบ่งออกได้เป็ น 2 ประเภทคือ 1. แบบ Passive Matrix หรื อ DSTN เป็ น ประเภทที่มีใช้กนั มานาน แล้ว ซึ่งจอภาพแบบนี้จะนิยมใช้เป็ นหน้าปั ดนาฬิการวมถึงจอโทรศัพท์มือถือ จอภาพLCD แบบนี้ จะมีการนําทรานซิสเตอร์เข้ามาช่วยในการทํางานบางส่ วน เพื่อให้การแสดงผลทําได้ดีกว่าจอภาพ LCD ในรุ่ นแรกๆ แต่อย่างไรก็ตามจอภาพประเภท DSTN นี้กย็ งั ให้คุณภาพของการแสดงผลไม่ดี นัก เพราะการควบคุมการทํางานในแต่ละจุดของจอภาพยังทําได้ชา้ ดังนั้นเมื่อเราใช้จอภาพแบบนี้ เล่นเกมหรื อดูภาพยนตร์ จอภาพจะไม่สามารถแสดงผลได้ทนั กับความเร็ วของภาพ ในปั จจุบนั ไม่ เป็ นที่นิยมใช้แล้ว 2. แบบ Active Matrix หรื อ TFT (Thin-Film Transistor) มีคุณภาพใน การแสดงผลที่ดีกว่าแบบ Passive Matrix นิยมใช้ในการแสดงผลที่ตอ้ งการคุณภาพสู ง เช่น จอภาพ สําหรับเครื่ องคอมพิวเตอร์ หรื อจอภาพโฆษณาขนาดใหญ่ ที่ติดตั้งตามอาคารสูง ๆ เป็ นต้น จอภาพ แบบนี้นาํ ทรานซิสเตอร์ แบบThin-Film มาใช้ควบคุมการแสดงผลในแต่ละจุดบนจอภาพ โดยแต่ละ จุดจะเป็ นทรานซิสเตอร์แบบ Thin-Film ที่มีแสงสว่างในตัวเอง เทียบได้กบั หลอดไฟเล็กจิ๋วนับล้าน ดวงส่ องแสงเป็ นแม่สีท้ งั สามคือ แดง เขียว นํ้าเงิน ผสมกันออกมาเป็ นสี ต่างๆ ซึ่งจะมีประสิ ทธิภาพ ในการควบคุมดีกว่าแบบ Passive Matrix มากแต่ขอ้ เสี ยก็คือ การออกแบบที่ซบั ซ้อนมากขึ้น เพราะ ถ้าเราจะออกแบบจอภาพLCD แบบ Active Matrix ให้แสดงผลที่ความละเอียด 1,024x768 นั้น จะต้องใช้ทรานซิสเตอร์แบบThin-Filmถึงจํานวนเท่ากับ(1,024x768x3)เพราะแต่ละจุดประกอบด้วย


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

ตัวควบคุมแม่สีแสง 3 สี คือต้องทรานซิสเตอร์ถึง 3 ตัวใน 1 จุด อีกทั้งการออกแบบต้องระมัดระวัง เป็ นอย่างมาก เพราะถ้ามีทรานซิสเตอร์เสี ยเพียงตัวเดียว จะส่ งผลให้จุดบนจอภาพแสดงสี เพี้ยน หรื อไม่กเ็ ป็ นจุดดํามืดไปทันที 3. จอภาพแบบ Plasma จอพลาสมา(Plasma)จะใช้เทคโนโลยีอีกลักษณะหนึ่ง คือ แต่ละจุด(Pixel) จะประกอบด้วยจุดย่อย(sub pixel) สามจุด สําหรับแต่ละสี คือ แดง เขียว นํ้าเงิน ซึ่งจะเกิดการ เรื องแสงเมื่อมีการกระตุน้ ด้วยไฟฟ้ า เพื่อให้ก๊าซในหลอดเล็กๆ แต่ละจุดอยูใ่ นสถานะ พลาสมา และ เมื่อมีการสัง่ ให้จุดนั้นสว่างขึ้นก็จะมีการสร้างความต่างศักย์ที่ฉากเรื องแสงฝั่งตรงข้าม ทําให้เกิดการ คายประจุออกมาและเกิดการเรื่ องแสงขึ้น จอประเภทนี้เน้นที่ขนาดใหญ่ สะดวกในการติดตั้งเพราะ ตัวจอมีความแบนและบางมากนํ้าหนักเบา สามารถติดตั้งแขวนกับผนังเป็ นเหมือนกับกอบรู ปได้ แต่ไม่ค่อยเป็ นที่นิยมใช้เนื่องจากมีราคาสูงและกินพลังงานมาก ทําให้เกิดความร้อนสูงตามไปด้วย

รู ปที่ 8.10 ลักษณะจอภาพแบบ Plasma 8.2.1.2 การ์ ดแสดงผลหรือการ์ ดจอ(Video Card Or Display Adaptor) จอภาพสามารถแสดงผลได้ละเอียดมากน้อยเท่าใดนั้นก็ข้ ึนอยูก่ บั การ์ด แสดงผลที่ใช้อยูด่ ว้ ย เช่นถ้าเป็ นการ์ ดแสดงผลแบบวีจีเอ (VGA : Video Graphics Adapter)จะ สามารถแสดงผลได้ 16 สี ที่โหมดความละเอียด 640 X 480 ฟิ กเซล แต่ถา้ เป็ นการ์ดแสดงผลแบบ ซุปเปอร์วีจีเอ (SVGA : Supper Video Graphics Adapter) จะสามารถแสดงผลได้ละเอียดกว่าถึง 800 X 600 ฟิ กเซลและแสดงสี ได้สูงถึง 256 สี ปั จจุบนั มีการ์ ดที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาจากการ์ ด VGA คือ XVGA (eXtra Video Graphics Adapter) ซึ่งให้ความละเอียดในการแสดงผลลัพธ์สูงถึง 1024 X 768 ฟิ กเซลและแสดงสี ได้มากกว่า 256 สี


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

รูปที่ 8.11 การ์ ดจอแบบต่ าง ๆ การ์ดแสดงผลหรื อเรี ยกสั้นๆ ว่า การ์ดจอ จะติดตั้งอยูบ่ นเมนบอร์ดหรื อถ้า เป็ นแบบ onboard สามารถนําจอภาพมาเชื่อมต่อเข้ากับพอร์ตต่อจอภาพ ซึ่งพอร์ตสําหร���บเชื่อมต่อ จอภาพโดยทัว่ ไปเรี ยกว่า พอร์ต VGA ด้านหลังเครื่ องได้เลย

รู ปที่ 8.12 การเชื่อมต่ อจอภาพเข้ ากับส่ วนแสดงผล การ์ดจอที่ใช้ในปัจจุบนั มีหลายระดับราคา และมีสเป็ คแตกต่างกันไปตาม ความต้องการในการใช้งานมีราคาตั้งแต่ชุดละพันกว่าบาทจนถึงชุดละหมื่นกว่าบาท การเลือกการ์ด จอมาใช้งานต้องพิจารณาเลือกคุณสมบัติให้เหมาะสมดังนี้  ชนิดของสล็อต ข้อควรพิจารณาประการแรกเมื่อเลือกซื้อการ์ดจอ คือ เมนบอร์ดใน เครื่ องพีซีมีสล็อตสําหรับใช้กบั การ์ดจอที่เป็ นแบบไหน เช่น สล็อตแบบPCI หรื อมีสล็อตแบบAGP (Accelerated Graphics Port) ให้มาด้วย เวลาเลือกการ์ดจอก็ตอ้ งเลือกให้ตรงกัน


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

 Video Connector หรื อ VGA Port คือการต่อขั้วสัญญาณภาพขาออกของการ์ดนั้นๆ โดยทัว่ ไปเราจะนําจอภาพมาต่อเข้ากับขั้วต่อแบบนี้ บางการ์ ดอาจมีช่องต่อสัญญาณแบบดิจิตอล สําหรับจอพิเศษ เช่นจอ LCDมาให้ดว้ ย ได้ลกั ษณะของคอนเน็คเตอร์ที่ใช้เป็ นดังนี้ - แบบ D- Sub เป็ นคอนเน็คเตอร์ 15-pinรู ปตัว D ตัวเมีย ส่ วนใหญ่จะทํามาเป็ น สี น้ าํ เงิน ใช้ในการส่ งสัญญาณแบบอนาล็อก จากการ์ ดแสดงผลต่อออกไปยังจอมอนิ เตอร์ หรื อ จอภาพของเครื่ องคอมพิวเตอร์ เครื่ องคอมพิวเตอร์ แทบทุกเครื่ องจะใช้คอนเน็คเตอร์แบบนี้และใช้ กับจอคอมพิวเตอร์ได้ทุกแบบทัว่ ไปรวมทั้งโปรเจ็คเตอร์ ด้วย - แบบ DVI connector เป็ นการส่ งสัญญาณแบบดิจิตอล ไปยังจอภาพซึ่งจะต้องเป็ น อุปกรณ์ที่ทาํ การแสดงผลจากสัญญาณดิจิตอลด้วยเช่นกันโดย ไม่ตอ้ งแปลงกลับไปเป็ นอนาล็อกอีก เช่น จอภาพแบบ LCD หรื อ โปรเจ็คเตอร์ ที่มีข้วั ต่อในลักษณะนี้ ข้อดี คือ เป็ นวิธีการที่ไม่ตอ้ งผ่าน การแปลงสัญญาณให้เป็ นอนาล็อกก่อน ทําให้มีความเพี้ยนน้อย

รู ปที่ 8.13 พอร์ ตเชื่อมต่ อจอภาพแบบ D-Sub และ DVI ส่ วนกรณี ที่ตอ้ งการต่อสัญญาณภาพไปยังเครื่ องรับโทรทัศน์จะต้อง มีคอนเน็คเตอร์และวงจรแปลงสัญญาณอีกกลุ่มหนึ่ง เช่น Composite video, S-video หรื อ Component video แล้วแต่วา่ อุปกรณ์ฝ่ายรับจะมีใช้แบบใดบ้าง  หน่ วยความจํา สําหรับหน่วยความจําที่มากับการ์ดจอนั้น อย่างน้อย 8 MB สําหรับ ใช้งานทัว่ ไป ดูหนัง ฟังเพลง ได้ในระดับหนึ่ง สําหรับเล่นเกมที่ใช้ความสามารถทางกราฟิ กสู งๆ ควรมีอย่างน้อย 16MBขึ้นไป


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

ในรายละเอี ย ดส่ ว นอื่ น เป็ นส่ ว นที่ เ สริ ม เข้า มาเพื่ อ ตอบสนองความ ต้องการของผูใ้ ช้ เช่น มีช่องต่อ TV แปลงสัญญาณจอภาพเป็ นสัญญาณโทรทัศน์มาให้หรื อไม่ ทํา ให้สามารถต่อสัญญาณออกจากคอมพิวเตอร์ ไปแสดงผลยังเครื่ องรั บโทรทัศน์ทวั่ ไปได้ มี TV Tuner ที่สามารถรับสัญญาณโทรทัศน์ที่ออกอากาศมาได้ มีส่วนของ Video Captureเรี ยกอีกอย่าง ว่า Frame Grabber ใช้ในการ จับ (grab) ภาพที่ปรากฏบนจอในขณะนั้นหรื อภาพที่ต่อสัญญาณเข้า มาจากภาพนอก เช่น จากกล้องวีดีโอ เพื่อนําไปแปลงเป็ นภาพยนตร์ แบบดิจิตอล นอกจากนี้ อาจ มี DVD Accelerator/Decoder ช่วยในการแสดงหรื อถอดรหัสข้อมูลของภาพยนตร์ที่บนั ทึกมาใน แผ่นDVDแล้วนํามาแสดงเป็ นภาพยนตร์ บนจอคอมพิวเตอร์ โดยไม่ตอ้ งกิ นกําลังของซี พียูและ ซอฟต์แวร์ ในการถอดรหัสมากนัก ทําให้เครื่ องสามารถทํางานอื่นพร้อมๆกับการดูหนังได้ดว้ ยปกติ วงจรส่ วนนี้จะผนวกมากับชิปประมวลผล 3 มิติเลยในตัวเดียว นอกจากนี้ยงั อาจมีการประยุกต์ใช้ งานในเรื่ องอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งก็ตอ้ งอาศัยคุณสมบัติเฉพาะทางต่าง ๆ กันออกไป 8.2.1.3 ซอฟต์ แวร์ มาตราฐานสํ าหรับงาน3มิติ ที่นิยมใช้กนั ในปั จจุบนั มี 2 ตัวด้วยกันคือ DlrectX และ openGL  DirectX ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยไมโครซอฟท์เพื่อใช้กบั โปรแกรมบนWindows ที่ตอ้ งการการทํางานแบบ real time โดยเฉพาะ เช่นเกม ต่าง ๆ โดยจะช่วยให้โปรแกรมสามารถ เข้าถึงอุปกรณต่าง ๆ ได้รวดเร็ วยิง่ ขึ้นและเรี ยกใช้ฟังก์ชนั่ พิเศษที่การ์ดแสดงผลสามารถช่วยงานได้ Dlrectx มีองค์ประกอบย่อยหลายส่ วนเพื่อทํางานกับอุปกรณ์หลายประเภท เช่น DirectInput ทํางาน กับอุปกรณ์รับข้อมูลเช่นคียบ์ อร์ ดหรื อ เมาส์,DirectDraw ทํางานกับกราฟิ ก แบบ 2 มิติและ Direct3D สําหรับกราฟิ ก 3 มิติ ซึ่งจะทํางานรวมกับ DirectDraw ด้วย  OpenGL เป็ นอีกมาตรฐานหนึ่ งหรับสําหรับการแสดง 3 มิติ ซึ่งได้รับความนิยม อย่างแพร่ หลาย พัฒนาขึ้นโดยบริ ษทั Silicon Graphics Inc. สามารถใช้ได้กบั ระบบปฏิบตั ิการหลาย ตัว เช่น Unix MacOS linuxและ Windows สําหรับไดร์ ฟเวอร์OpenGL บนWindowsที่ผผู ้ ลิตการ์ด 3 มิติจะให้มานั้นมีอยู่ 2 แบบด้วยกันคือ ICD(Installable Client Driver)ที่เป็ นไดร์ฟเวอร์แบบเต็ม ๆ กับ MCD(Miniport Client Driver)ที่อาศัยไดร์ฟเวอร์บางส่ วนจากWindows จะเห็นได้ว่า DirectX และOpenGL ต้องการซอฟต์แวร์ ส่วนที่พฒั นาขึ้นมา สําหรับการ์ดแต่ละตัวด้วยเช่นกัน ดังนั้นก่อนจะตัดสิ นใจเลือกซื้อการ์ดแสดงผลรุ่ นใดยีห่ อ้ ใดก็ควร ตรวจสอบว่าผูผ้ ลิตการ์ดได้เตรี ยมไดร์ฟเวอร์เพื่อใช้ร่วมกับ DirectX และ OpenGL บนระบบ ปฏิบตั ิการที่เราใช้อยู่ มาให้ดว้ ยหรื อไม่


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

รู ปที่ 8.14 ซอฟต์ แวร์ สํ าหรับงาน 3 มิติ DirectX และ OpenGL สําหรับในส่ วนของชิป 3 มิติ ที่ใช่ในการ์ ดแสดงผล 3 มิติที่วางจําหน่ายกัน อยูน่ ้ ีมีหลายยีห่ อ้ หลายบริ ษทั บางบริ ษทั ก็ผลิตชิปเพื่อจําหน่ายให้กบั บริ ษทั ผลิตการ์ ดเพียงอย่างเดียว บางบริ ษทั ก็ผลิตการ์ ดเพียงอย่างเดียวโดยชื้ อชิปจากหลายบริ ษทั มาผลิตการ์ ด บางบริ ษทั ก็ผลิตทั้ง ชิปและการ์ดของตัวเองซึ่งบริ ษทั ผูผ้ ลิตชิป 3 มิติที่เป็ นที่รู้จกั และนิยมใช้กนั อยูใ่ นปั จจุบนั เช่น 3dfx เป็ นบริ ษทั ผูผ้ ลิตชิป 3 มิติตระกูล voodoo ที่มีชื่อเสี ยงเป็ ที่รู้จกั กันเป็ นอย่างดี 3D Labs เป็ นบริ ษทั ผลิตชิปและการ์ด 3 มิติที่มีรุ่นให้เลือกไม่มากนักและส่ วนใหญ่จะมีประสิ ทธิ ภาพสู ง จึงเหมาะจะใช้ กับงานคุณภาพสู ง ATI เป็ นผูผ้ ลิตชิปและการ์ ด 3 มิติ ผลิตทั้งการ์ ดที่ใช้กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ ทัว่ ไปและโนตบุ๊คซึ่ งต้องการคุ ณสมบัติพิเศษบางอย่างในการแสดงผล นอกจากนี้ ก็ยงั มี Matrox และ Quake II เป็ นต้น

รู ปที่ 8.15 บริษัทผู้ผลิตการ์ ดและชิป 3 มิติ


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

8.2.3 เครื่องฉายภาพ (Projector) เครื่ องฉายภาพ หรื อ โปรเจ็คเตอร์ (Projector) เหมาะสําหรับการฉายภาพขึ้นจอใหญ่ที่ ให้ความรู ้สึกเหมือนดูหนังในโรงภาพยนตร์ส่วนใหญ่ใช้ในงานนําเสนอ (Present) ต่าง ๆในปั จจุบนั นี้มีโปรเจ็คเตอร์แบบต่าง ๆ ให้เลือกกันมากมาย แต่ที่นิยมใช้กนั มีอยู่ 2 แบบ คือ 1. แบบ CRT 3 หลอดหรื อ 3 เลนส์ ซึ่งจะแยกกันฉายภาพ สี แดง เขียว และนํ้าเงิน คนละชุดกัน

รู ปที่ 8.16 โปรเจ็คเตอร์ แบบ CRT 3 เลนส์ โปรเจ็คเตอร์ แบบ CRT 3 หลอดในหนึ่งเครื่ อง จะประกอบไปด้วยหลอดฉายภาพ จํานวน 3 หลอด แต่ละหลอดจะมีแผ่นหน้าเลนส์ที่ถูกฉาบไว้ดว้ ยสารฟอสเฟอร์ สี แดง สี เขียวและสี นํ้าเงิน ซึ่ งเป็ นแม่สีของแสง สี ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในภาพมาจากการผสมของแม่สีแสงทั้งสามนี้ ใน อัตราส่ วนที่แตกต่างกันไป ดังนั้นขณะใช้งานหลอดทั้งสามจะทํางานร่ วมกันไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ เกิดภาพตามสัญญาณภาพที่รับเข้ามา การเลือกใช้โปรเจ็คเตอร์ประเภทนี้ควรดูความแตกต่างที่ขนาด ของหลอดฉายภาพ ซึ่ งขนาดมาตรฐานจะอยูท่ ี่ 5 นิ้ว 7 นิ้ว 8 นิ้วและ 9 นิ้ว วัดจากเส้นผ่าศูนย์กลาง ของหลอด ซึ่ งถ้ามีขนาดใหญ่ก็จะได้รายละเอียดของภาพที่บอกมาเป็ นจํานวนพิกเซล ความสว่าง บอกค่าในหน่วย lumens และขนาดของภาพ เพิ่มมากขึ้น โปรเจ็คเตอร์ประเภทนี้อาจต้องพ���จารณาที่ ความเหมาะสมในการใช้งานด้วย เพราะตัวเครื่ องมีขนาดค่อนข้างใหญ่โตและมีน้ าํ หนักมาก ไม่ เหมาะกับการเคลื่อนย้ายบ่อยๆ 2. แบบเลนส์เดียว รวมเอาแม่สีท้ งั สามไว้ในหลอดฉายภาพเดียวกัน โปรเจ็คเตอร์ แบบนี้ แบ่งย่อยออกไปอีก 2 แบบ คือ 1) แบบ LCD (Liquid Crystal Display) 2) แบบ DLP (Digital Light Processing)


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

ซึ่งลักษณะรู ปร่ างการทํางานแต่ละแบบมีรายละเอียดดังนี้ 1) แบบ LCD เลนส์ เดียว โปรเจ็คเตอร์แบบLCDในหลอดภาพจะใช้แผ่นผลึกเหลว LCD จํานวน 3 แผ่น สําหรับสร้างภาพในส่ วนของแม่สีท้ งั สามสี แสงสี ขาวที่มาจากหลอดไฟความสว่างสู ง จะถูกหักเห ให้อยูใ่ นทิศทางที่เหมาะสมและแยกออกเป็ นแสงสี แดง สี เขียว และสี น้ าํ เงิน โดยใช้กระจกพิเศษที่ เรี ยกว่า Dichroic ซึ่งเป็ นกระจกที่สะท้อนแสงเฉพาะบางสี ส่ วนแสงสี อื่นๆ ที่เหลือจะยอมให้ผา่ นตัว มันไปได้ จากนั้นก็จะผ่านเข้าแผง LCD ของแต่ละสี โดยทําแต่ละจุดเป็ นรู ปสี่ เหลียมเล็ก ๆ และสร้าง ภาพออกมาเพื่อฉายไปรวมกันบนจอ ผ่านทางเลนส์พิเศษที่รวมแสงทั้งหมดออกมาเป็ นภาพอีกครั้ง

รู ปที่ 8.17 การทํางานของโปรเจ็คเตอร์ LCD เลนส์ เดียว แผ่น LCD ในเครื่ องฉายแบบนี้ มกั จะมีขนาดเล็ก โดยมีเส้นทแยงมุมประมาณ 0.9 ถึง 1.8 นิ้ ว ทําให้ตวั เครื่ องมีขนาดเล็กและเบาตามไปด้วย จึงนิยมใช้กนั ทั้งในการนําเสนองาน ทางธุรกิจหรื อโฮมเธียร์เตอร์

รูปที่ 8.18 โปรเจ็คเตอร์ LCD แบบต่ าง ๆ


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

ความสว่างของโปรเจ็คเตอร์ แบบ LCD จะค่อนข้างสู งกว่าแบบ CRT เพราะ ความละเอียดของภาพและความสว่างของแสงในเครื่ องจะถูกแยกอิสระกัน เนื่ องจากตัวแผ่นLCD ไม่มีแสงในตัวเอง การเพิ่มความสว่างก็เพียงแต่เปลี่ยนหลอดไฟให้ใหญ่ข้ ึนเท่านั้น ข้อเสี ยของเครื่ อง ฉายแบบนี้ อยู่ตรงที่ให้ความมืดของสี ดาํ ไม่สนิ ทนัก เพราะการทําให้ภาพเป็ นสี ดาํ คือ การปิ ดกั้น ไม่ให้แสงผ่านออกไปได้หรื อสะท้อนเข้าไปในแผ่น LCD ทุกสี พร้อมกัน ซึ่ งยังทําได้ไม่สมบูรณ์ มี แสงบางส่ วนผ่านออกไปได้ ปั ญหาอีกออย่าง คือ ความเพี้ยนของสี ในบางส่ วนของภาพ ซึ่ งอาจ เกิดขึ้นเมื่อเปิ ดใช้งานไปสักระยะหนึ่ ง จนทําให้แผ่น LCDร้อนจัดจากแสงที่ส่องผ่าน และอาจทําให้ บางพิกเซลของ LCD เกิดความเสี ยหาย ทําให้สีและความสว่างผิดเพี้ยนไปจากที่ควร ซึ่ งอาจสังเกต ได้ยากในการฉายภาพนิ่งสําหรับงานพรี เซ็น แต่จะเห็นได้ชดั ในการฉายภาพเคลื่อนไหว เช่น วีดีโอ โปรเจ็คเตอร์แบบLCD นี้ยงั แบ่งออกเป็ น 2 พวก คือ พวกที่ทาํ ให้แสงผ่าน LCD ซึ่งปั จจุบนั ให้ความ ละเอียดได้ระหว่าง 1,024x768 จุด(XGA) ถึง 1,280 x 1,024 จุด (SXGA) ส่ วนพวกที่เป็ นแบบ สะท้อนแสงจะให้ความละเอียดได้ถึง 1,365 x 1, 024 จุด 2) แบบ DLP เลนส์ เดียว โปรเจ็คเตอร์แบบ DLP ใช้การประมวลผลทางแสงด้วยระบบดิจิตอล พื้นฐาน ของระบบ DLP คืออุปกรณ์ที่เรี ยกว่า กระจกดิจิตอลจิ๋ว หรื อ Digital Micromirror Device (DMD) จํานวนมาก สําหรับสร้างภาพแต่ละพิกเซล โดยถูกยึดติดไว้กบั ด้านบานพับเล็กๆ ที่หมุนไปกลับได้ ประมาณ 10 องศา ทั้ง 2 ทาง การหมุนนี้จะถูกควบคุมด้วยอุปกรณ์ประเภทหน่วยความจําขนาดเล็ก ที่ติดอยูใ่ ต้แผ่นกระจก ซึ่งมีเพียง 2 สถานะคือ 0 กับ 1 โดย เมื่อค่าเป็ น 0 กระจกก็จะขยับไปที่มุมที่ ไม่สะท้อนและเมื่อค่าเป็ น 1 ก็จะขยับมายังมุมซึ่งสะท้อนแสงได้เต็มที่ ดังนั้นการทํางานของ DMD จืงเป็ นแบบติจอตอลแท้ๆที่มีเพียงสองสถานะ คือ ติดกับดับ หรื อ สว่างกับมืด นัน่ เอง ส่ วนระดับ ต่างๆ ของสี เทาในภาพขึ้นอยูร่ ะะหว่างมืดสนิทและสว่างที่สุดนั้น จะได้จากการพลิกแผ่นกระจกนี้ กลับไปกลับมาหลายๆครั้งในสัญญาณภาพหนึ่งเฟรม โดยใช้การปรับความกว้างของพัลสัหรื อลูก คลื่นสัญญาณที่ควบคุมกระจก (Pules width Modulatlon) คือถ้าช่วงที่เปิ ดมากกว่าช่วงปิ ดก็สว่างมาก ถ้าช่วงปิ ดมากกว่าช่วงเปิ ดก็มืดมาก แต่การทํางานจะรวดเร็ วมากจนตามองไม่ทนั โปรเจ็คเตอร์แบบ DLP จะมีท้ งั แบบที่ใช้กระจก DMD หนึ่ง,สอง,หรื อสามชุด ในเครื่ องที่มี DMD สามชุดแต่ละชุดจะ ควบคุมแสงของแม่สีหลักสามสี คือ แดง เขียว นํ้าเงิน ทีไรจากการแยกแสงสี ขาวในลักษณะคล้าย กับโปรเจ็คเตอร์ LCD แบบสะท้อนแสง สําหรับโปรเจ็คเตอร์แบบที่ใช้ DMD 2 ชุด จะใช้ชุดหนึ่ง สําหรับสร้างสัญญาณภาพสี น้ าํ เงินและเขียว ส่ วนอีกชุดหนึ่งจะใข้สร้างสัญญาณสี แดง ส่ วนโปรเจ็ค เตอร์แบบ DLP ที่มี DMD ชุตเดียวจะสร้างภาพได้ดว้ ยการสลับแสงแต่ละสี ในส่ องเข้าไปที่กระจก ในช่วงเวลาต่างๆกัน แต่เนื่องจากแผ่นกระจกเล็กๆใน DMD สามารถเปิ ด ปิ ดได้รวดเร็ วมาก แสง


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

ของแม่สีหลักทั้งสามจึงแสดงออกมาอย่างต่อเนืองกัน ทําให้ตาคนเรามองเห็นเป็ นภาพทีสมบูรณ์ ครบถ้วนได้ เครื องฉายแบบ DLP มักจะมีขนาดเล็กและนํ้าหนักเบาเช่นเดียวกับแบบ LCD เพราะ ตัว DMD มีขนาดเล็ก ประมาณ 1 นิ้ว โดยเฉพาะถ้าใช้ DMD เพียงชุดเดียว

รู ปที่ 8.19 ส่ วนประกอบของโปรเจ็คเตอร์ แบบ DLP ส่ วนข้อเสี ยก็คือยังมีความเพี้ยนอยูบ่ า้ ง เช่นขณะที่ภาพมีการเคลือนไหวอย่าง รวดเร็ วและมีการเปลี่ยนลําดับการแสดงสี แดง เขียว และนํ้าเงิน หรื อการเกิดpostenzation ทําให้ภาพ ที่มีการไล่โทนสี แบบต่อเนื่องกลายเป็ นแถบสี ไป คาดความเนียนละเอียด ปั จจบันเครื องฉายแบน DLP จะให้ความละเอียดของภาพได้ในระดับ 1 024 x 768 จุด (XGA) ขี้นไป

รูปที่ 8.20 โปรเจ็คเตอร์ แบบ DLP


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

8.2.3 เครื่องพิมพ์ (Printer) เครื่ องพิมพ์หรื อ เรี ยกทับศัพท์วา่ ปริ้ นท์เตอร์ เป็ นอุปกรณ์ที่ทาํ หน้าที่แปลผลลัพธ์ที่ได้ จากการประมวลผลของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ให้อยูใ่ นรู ปของอักษรหรื อรู ปภาพกราฟิ กที่ไปปรากฏ อยู่บนกระดาษในรู ปของเอกสาร เครื่ องพิมพ์เป็ นอุปกรณ์ แสดงผลที่นิยมใช้กนั มาก ในระบบ คอมพิวเตอร์ มีท้ งั แบบ Impact แบบใช้เข็มกระแทกและแบบ Non Impact ซึ่งไม่มีการกระแทกกัน ระหว่างหัวพิมพ์กบั กระดาษ โดยทัว่ ไปเครื่ องพิมพ์ที่ใช้กนั อยูแ่ บ่งออกได้เป็ น 3 ประเภทคือ 1. เครื่ องพิมพ์ดอตแมทริ กซ์ (DotMatrixPrinter) หรื อเครื่ องพิมพ์ชนิดหัวเข็ม เครื่ องพิมพ์ชนิดนี้จะมีหวั พิมพ์หรื อหัวเข็มแบบ 9 พินท์(Pin)หรื อเข็มและ 24 พินท์ การทํางานของ เครื่ องพิมพ์ประเภทนี้ใช้หลักการสร้างจุดบนกระดาษ โดยวิธีการกระแทกหัวเข็มผ่านลงบนผ้าหมึก ทําให้เกิดจุดเล็ก ๆ ขึ้น หลาย ๆ จุดรวมกันเป็ นตัวอักษรบนกระดาษ คล้ายเครื่ องพิมพ์ดีด เครื่ องพิมพ์ชนิด 9 เข็มจะมีความละเอียดของตัวอักษรน้อยกว่าแบบ 24 เข็ม เพราะว่าจํานวนจุดที่ เกิดขึ้นบนกระดาษน้อยกว่า ความละเอียดในการพิมพ์วดั ได้เป็ นจุดต่อนิ้ว (dpi : Dot per inch)

รู ปที่ 8.21 เครื่องพิมพ์ แบบดอตแมทริกซ์ เครื่ องพิมพ์ประเภทนี้ จะมีเสี ยงดังพอสมควรเวลาพิมพ์ นิยมนํามาพิมพ์ลงบน กระดาษไข งานเอกสารแบบฟอร์มที่ตอ้ งการใช้กระดาษก๊อปปี้ ซ้อนหลายชั้นและงานเอกสารทัว่ ไป เนื่องจากประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งสามารถใช้กบั กระดาษแบบต่อเนื่องในการพิมพ์ได้อีกด้วย หลักการทํางานของเครื่ องพิมพ์แบบ Dot-Matrix นี้หวั พิมพ์จะประกอบด้วย ขดลวดไฟฟ้ า ที่จะสร้างสนามแม่เหล็กส่ งแรงที่แต่ละเข็มให้กดแทบผ้าหมึกจนเกิดเป็ นรอยบน กระดาษขดลวดนี้จะกระจายอยูล่ อ้ มรอบจุดศูนย์กลางที่เป็ นแถวของเข็มถ้าเป็ นแบบ 9 pin จะมีเพียง แถวเดียว ส่ วนถ้าเป็ น 24 เข็มก็จะเรี ยงกันเป็ นแถวละ 8 เข็ม จํานวน 3 แถว หัวพิมพ์น้ ี จะเลื่อนไป มาได้ท้ งั ชุด เพื่อให้พิมพ์บนกระดาษได้ตลอดความกว้าง ซึ่งมีท้ งั อย่างแคร่ ส้ นั ประมาณ 8 นิ้ว และ แคร่ ยาวประมาณ 13 นิ้ว บางรุ่ นก็มีความสามารถในการพิมพ์แบบสี โดยใช้ผา้ หมึกที่มีสีต่าง ๆ เรี ยงกันเป็ นแถบแล้วใช้โปรแกรมควบคุมหัวพิมพ์วิ่งผ่านเพื่อพิมพ์ทีละสี จนครบทั้ง 4 เที่ยว ซึ่งทํา ให้การพิมพ์ชา้ ลงมาก


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

2. เครื่ องพิมพ์แบบพ่นหมึก (Ink-jet Printer) หรื ออิงค์เจ็ทนี้ใช้วิธีการพิมพ์โดยการ พ่นละอองนํ้าหมึกออกมาทางรู เล็กๆ ของหัวพิมพ์ลงไปบนกระดาษ ทําให้เครื่ องพิมพ์ชนิดนี้เหมาะ สําหรับพิมพ์ภาพสี เพราะสามารถพิมพ์ภาพสี ได้สวยงามและเหมือนจริ งโดยเฉพาะถ้าใช้กระดาษ พิมพ์แบบพิเศษ ดังนั้นจึงนิ ยมใช้กบั งานด้านกราฟิ กอีกทั้งคุณภาพของงานที่พิมพ์ออกมานั้นยัง คมชัดกว่าเครื่ องพิมพ์แบบดอตแมทริ กซ์ ปัจจุบนั เครื่ องพิมพ์ประเภทนี้ได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพ และความละเอียดในการพิมพ์สูงขึ้นเรื่ อยๆ สําหรับตัวเครื่ องพิมพ์น้ นั มีราคาค่อนข้างถูก แต่จะแพงที่ หมึกพิมพ์มากกว่า ความเร็ วในการพิมพ์วดั เป็ นหน้าต่อวินาที (PPM : Page per Minute)

รู ปที่ 8.22 เครื่องพิมพ์ แบบพ่นหมึก หลักการทํางานจะพิมพ์หมึกเป็ นจุด ๆ คล้ายกันแบบ Dot – matrix แต่จะพิมพ์แต่ ละจุดลงบนกระดาษด้วยการพ่นหมึกตรง ๆ โดยไม่มีการสัมผัสระหว่างหัวพิมพ์กบั กระดาษ ทําให้ได้ จุดที่เล็กและละเอียด แต่ยงั มีการซึมหรื อกระจายของตัวหมึกบ้างเล็กน้อยขึ้นอยูก่ บั ชนิดของกระดาษที่ ใช้ ถ้าใช้กระดาษที่ผลิตมาสําหรับเครื่ องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ทโดยเฉพาะ จะได้งานพิมพ์ที่มีคุณภาพดี เครื่ องพิมพ์แบบนี้ใช้เทคโนโยลีการพ่นหมึก 2 แบบ คือ 1) Bubble Jet ใช้ความร้อนต้มจนหมึกเดือดเป็ นฟองปุด หรื อพุงออกมา ตาม ท่อพ่นหมึก เครื่ องพิมพ์ที่ใช้เทคโนโลยีแบบนี้ได้แก่ เครื่ องพิมพ์ของ HP และ Canon ซึ่งมีขอ้ ดีคือ ใช้น้ าํ หมึกน้อย

รู ปที่ 8.23 ลักษณะการพ่นหมึกแบบ Bubble Jet


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

2) Piezo Electric วิธีน้ ีจะใช้ไฟฟ้ าไปกระตุน้ ให้เกิดการสัน่ ของแผ่น ไดอะแฟรม เพื่อดันนํ้าหมึกออกมา เครื่ องที่ใช้เทคโนโลยีน้ ี ได้แก่ Epson ซึ่งจะใช้น้ าํ หมึกมากกว่า เล็กน้อยแต่กไ็ ม่ถึงกับแตกต่างกันมากนักกับแบบแรก

รู ปที่ 8.24 ลักษณะการพ่ นหมึกแบบ Piezo Electric ข้อแตกต่างหลักของสองแบบนี้อยูท่ ี่วิธีการติดตั้งหัวพ่นหมึกซึ่งแบบBubble Jet ติดตั้งหัวพ่นหมึกไว้กบั ตลับหมึก ทุกครั้งที่เปลี่ยนหมึกจึงต้องเปลี่ยนหัวพิมพ์ดว้ ย ทําให้ตลับหมึกมี ราคาแพงและบางตลับที่ซ้ื อมาอาจจะเสี ยใช้งานไม่ได้ เนื่ องจากหัวพ่นมีปัญหาจึงต้องเปลี่ยนตลับ ใหม่ แต่กม็ ีขอ้ ดีคือไม่ตอ้ งซ่อมหัวพ่นซึ่งเกิดการอุดตันได้ง่ายมาก ส่ วนในแบบคือ Piezo Electric นั้นหัวพ่นหมึกจะติดอยูก่ บั เครื่ องพิมพ์ เวลาเปลี่ยนตลับหมึกจึงไม่ตอ้ งเปลี่ยนหัวพิมพ์ดว้ ย มีผลทํา ให้ราคาตํ่ากว่า แต่ถา้ หัวพ่นหมึกมีปัญหาเรื่ องการอุดตันก็จะต้องยกเครื่ องพิมพ์ท้ งั เครื่ องไปซ่อม 3. เครื่ องพิมพ์แบบเลเซอร์ (Laser Printer) เป็ นเครื่ องพิมพ์ที่ให้คุณภาพของงานพิมพ์ ละเอียดคมชัดและพิมพ์ได้เร็ วที่สุดเวลาพิมพ์จะไม่มีเสี ยงดังเหมือนเครื่ องพิมพ์แบบดอตแมทริ กซ์ เครื่ องพิมพ์แบบเลเซอร์น้ ีมีหลักการทํางานโดยอาศัยเทคโนโลยีเดียวกับเครื่ องถ่ายเอกสาร คือ อาศัย ความร้อน ประจุไฟฟ้ าของผงหมึกและการยิงแสงเลเซอร์ไปสร้างภาพบนกระดาษ โดยส่ วนใหญ่ที่ ใช้กนั ทัว่ ไปจะใช้สาํ หรับงานพิมพ์ที่เป็ นภาพขาว-ดํา ปั จจุบนั เครื่ องพิมพ์เลเซอร์ แบบสี เริ่ มมีการ นํามาใช้กบั งานพิมพ์ดา้ นกราฟิ กมากขึ้นแต่ก็ยงั มีราคาแพง ถ้าพิมพ์งานที่เป็ นสี แล้วส่ วนใหญ่จะใช้ เครื่ องพิมพ์แบบพ่นหมึกแทน


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

รูปที่ 8.25 เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ หลักการของเครื่ องพิมพ์แบบเลเซอร์น้ ีทาํ งานโดยใช้แสงเลเซอร์ในการสร้างประจุ ไฟฟ้ าบนดรัม (Drum) เพื่อให้ผงหมึกไปเกาะตามตําแหน่งต่าง ๆ เป็ นภาพที่ตอ้ งการ คล้ายกับเครื่ อง ถ่ายเอกสาร ต่างกันตรงที่ว่าเครื่ องถ่ายเอกสารใช้แสงส่ องให้สะท้อนจากต้นฉบับไปตกกระทบดรัม แต่เครื่ องพิมพ์แบบเลเซอร์ ใช้ลาํ แสงเลเซอร์ซ่ ึงมีขนาดเล็กมาก ในการสร้างภาพบนแม่พิมพ์ทรง กระบอกกลมหรื อดรัม ซึ่งมีคุณสมบัติไวแสงและเปลี่ยนแปลงประจุไฟฟ้ าไปตามแสงที่ตกกระทบ ในแต่ละจุด ประจุไฟฟ้ าจะดึงดูดผงหมึกแม่เหล็กให้มาเกาะเป็ นภาพตามที่สร้างไว้ จากนั้นนํา กระดาษไปผ่านดรัมนี้จะได้ผงหมึกเกาะบนกระดาษเป็ นรู ปตามที่ตอ้ งการ เมื่อใช้ความร้อนเพิ่มเข้า ไปก็จะทําให้หมึกละลายติดแน่นกับกระดาษ

รู ปที่ 8.26 หลักการทํางานของเครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

ในส่ วนของเลเซอร์ ปริ้ นท์เตอร์ สีน้ นั ใช้กลไกการพิมพ์แบบเดียวกับเลเซอร์ปริ้ นท์ เตอร์ธรรมดา แต่แทนที่จะมีสีดาํ เพียงสี เดียว ก็ใช้ชุดของผงหมึก (Toner) จํานวน4 ชุดแทนสี แต่ละสี ที่ประกอบกันเป็ นภาพสี คือ นํ้าเงิน แดง เหลืองและดํา โดยโปรเซสเซอร์ของเครื่ องพิมพ์จะควบคุม ลําแสงเลเซอร์ ให้สร้างภาพสําหรับแต่ละสี ข้ ึนบนดรัมหรื อสายพานไวแสง แล้วดูดเอาผงหมึกของสี นั้นๆ ไปเกาะเพื่อเตรี ยมพิมพ์ จากนั้นผงหมึ กแต่ละสี ก็จะถูกถ่ายลงบนกระดาษและนําไปผ่าน ความร้อนให้ยดึ ติดแน่นเป็ นภาพสี ข้ ึนในลักษณะเดียวกับเลเซอร์ปริ้ นท์เตอร์ธรรมดา

รู ปที่ 8.27 หลักการทํางานของเครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ สี 8.2.3.1 การเชื่อมต่ อเครื่องพิมพ์ การเชื่ อมต่อเครื่ องพิมพ์เข้ากับพอร์ ตทางด้านหลังเครื่ องคอมพิวเตอร์ น้ ันมี ด้วยกันหลายแบบ แต่ปัจจุบนั ที่นิยมแพร่ หลายมากที่สุดคือ การเชื่อมต่อผ่านทางพอร์ ต USB ซึ่ ง รายละเอียดของ Interface ที่ใช้ในการเชื่อมต่อมี ดังนี้ 1. Serial Interface เป็ นการเชื่อมต่อเครื่ องพิมพ์ผา่ นทางพอร์ตอนุกรม (serial) ของเครื่ องพีซี ซึ่ งการส่ งข้อมูลจะเป็ นแบบอนุกรมทําให้ส่งได้ชา้ เพราะต้องไปทีละบิต ปั จจุบนั เลิก ใช้แล้ว

รู ปที่ 8.28 ลักษณะพอร์ ตอนุกรมและสายทีใ่ ช้


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

2. การเชื่อมต่อผ่านพอร์ตขนาน (Parallel Interface)เป็ นลักษณะการเชื่อมต่อ ที่นิยมมากในสมัยก่อนเครื่ องพิมพ์ส่วนใหญ่ที่ใช้กนั มักจะต่อกับเครื่ องพีซีผา่ นทางพอร์ตแบบขนาน หรื อ parallel port ซึ่งสายที่ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างเครื่ องพิมพ์กบั พีซี เป็ นแบบ Centronics โดยมี ลักษณะการส่งข้อมูลแบบขนาน สายที่ใช้ยาวได้ประมาณ 5 เมตรปัจจุบนั ไม่นิยมใช้แล้ว

รู ปที่ 8.29 ลักษณะพอร์ ตขนานและสายทีใ่ ช้ 3. การเชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB ซึ่งเป็ นแบบที่นิยมมากที่สุดในปั จจุบนั ลักษณะของการเชื่อมต่อเครื่ องพิมพ์เข้ากับเครื่ องคอมพิวเตอร์แสดงดังรู ป

รูปที่ 8.30 ลักษณะสาย USB ทีใ่ ช้ กบั เครื่องพิมพ์ 4. เชื่อมต่อผ่านสายของระบบ LAN ซึ่งเครื่ องพิมพ์บางแบบมีความสามารถ ที่จะต่อเข้ากับระบบ LAN เดียวกันได้โดยตรง ซึ่งการเชื่อมต่อในลักษณะดังรู ป

รู ปที่ 8.31 ลักษณะการเชื่อมต่ อผ่ านระบบ LAN


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

ในการพิจารณาเลือกซื้อปริ้ นท์เตอร์น้ นั ต้องคํานึงถึงระดับคุณภาพของงานที่ตอ้ งการ ใช้ เครื่ องพิมพ์แต่ละประเภทมีขอ้ ดีขอ้ เสี ยแตกต่างกันไป ซึ่งต้องเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะงาน ตารางที่ 8.1 เปรียบเทียบข้ อดีและข้ อเสี ยของเครื่องพิมพ์แต่ ละแบบ เปรียบเทียบคุณสมบัติ ราคาเครื่ อง ความคมชัด ความเร็ ว พิมพ์งานสี พิมพ์สาํ เนา ต้นทุนต่อแผ่น ใช้กระดาษต่อเนื่อง

Dot - matrix ตํ่า ปานกลาง ตํ่า ไม่มี ได้ ตํ่า ได้

เลเซอร์

อิงค์ เจ็ท

สูง ดีมาก สูง มี แต่แพงมาก ไม่ได้ ปานกลาง ไม่ได้

ตํ่า ดี ปานกลาง ได้ทนั ที ไม่ได้ สูง มีกระดาษbannerให้ใช้ในรุ่ นใหม่ๆ

8.2.4 พล็อตเตอร์ (Plotter) พล็อ ตเตอร์ จ ัด เป็ นเครื่ อ งพิ ม พ์ช นิ ด ที่ ใ ช้ป ากกาในการเขี ย นข้อ มู ล ต่ า ง ๆ ลงบน กระดาษ ส่ วนใหญ่นิยมใช้กบั งานทางด้านการออกแบบโครงสร้าง เขียนแบบงานทางวิศวกรรม และงานตกแต่งภายในสําหรับสถาปนิก มีท้ งั ขนาดเล็กและใหญ่ สามารถพิมพ์งานออกมาเป็ นแผ่น ขนาดใหญ่ๆ ได้ตามความต้องการ พล็อตเตอร์ทาํ งานโดยอาศัยวิธีการเลื่อนกระดาษโดยสามารถใช้ ปากกาได้ 6-8 สี ความเร็ วในการทํางานของพล็อตเตอร์ วดั เป็ นนิ้ วต่อวินาที (IPS : Inches Per Second) ซึ่งหมายถึงจํานวนนิ้วที่พล็อตเตอร์สามารถเลื่อนปากกาไปบนกระดาษได้นนั่ เอง

รู ปที่ 8.32 พล็อตเตอร์ และปากกาสํ าหรับพล็อตเตอร์


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

การเชื่อต่อกับพีซีจะใช้กบั พอร์ตขนานหรื อพอร์ตอนุกรมเพราะพล็อตเตอร์ทาํ งานช้า พอที่จะรับข้อมูลแบบ serial ได้ หรื อบางแบบอาจต่อกับบัสแบบ IEEE-488 กลไกการรวมรู ปของ พล็อตเตอร์มี 2 แบบคือ แบบ Flat-bed คือเป็ นถาดแบนๆมีกลไกเลื่อนปากกาใน 2 ทิศทาง แบบนี้จะ ใช้กระดาษขนาดใดก็ได้ที่วางในถาดได้ ส่วนอีกแบบหนึ่งคือ Roller-bed ที่เป็ นกลไกเลื่อนปากกา ในทิศทางเดียว อีกทางหนึ่งเป็ นลูกกลิ้งที่จะลากกระดาเลื่อนไปมา ซึ่งมักจะใช้กบั กระดาษขนาด ใหญ่ และมีความเร็ วสู งกว่าแบบ flat-bed

รู ปที่ 8.33 พล็อตเตอร์ แบบ roller-bed ปั จจุบนั พล็อตเตอร์รุ่นใหม่ ๆ จะใช้หวั พ่นหมึกแบบอิงค์เจ็ท แทนระบบปากกา แบบเดิม ซึ่งทําให้สามารถพิมพ์ภาพกราฟิ กแบบเครื่ องพิมพ์ธรรมดาได้ในเครื่ องเดียวกัน และที่ ดีกว่าเครื่ องพิมพ์อิงค์เจ็ทธรรมดาก็คือ สามารถพิมพ์ภาพกราฟิ กขนาดใหญ่มากๆได้ แต่เครื่ องพิมพ์ แบบนี้มกั จะถูกเรี ยกว่า Large format printer แทนคําว่าพล็อตเตอร์ 8.2.5 ลําโพง (Speaker) ลําโพงเป็ นอุปกรณ์ทางด้านเอ้าท์พุท (Output Device) ที่แสดงผลออกมาในรู ปของ เสี ยงทําหน้าที่ เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้ าให้เป็ นสัญญาณเสี ยงที่เราได้ยินกัน ในคอมพิวเตอร์ ลาํ โพงจะ รับสัญญาณข้อมูลมาจากการ์ ดเสี ยง (Sound Card) แล้วนําสัญญาณที่รับเข้ามาแปลงเป็ นเสี ยงขับ ออกมาให้ เ ราได้รั บ ฟั ง โดยปกติ แ ล้ว คอมพิ ว เตอร์ ส่ ว นใหญ่ จ ะมี ล าํ โพงขนาดเล็ก ๆ ติ ด มากับ ตัวเครื่ องไว้สาํ หรับฟั งเสี ยงขณะเครื่ องทํางานหรื อเกิดความผิดพลาด (Error) ขึ้น ในขณะที่เครื่ อง กําลังทํางานแต่คุณภาพเสี ยงไม่ดี จึงได้มีการนําลําโพงมาต่อภายนอกโดยต่อเข้ากับการ์ ดเสี ยง ที่ ติดตั้งอยูบ่ นเมนบอร์ด สําหรับ ฟังเพลง ซึ่งจะให้คุณภาพเสี ยงที่ดีกว่ามาก แต่ท้ งั นี้คุณภาพของเสี ยง จะขึ้นอยูก่ บั คุณภาพของการ์ ดเสี ยง (Sound Card) ที่ใช้ดว้ ย แต่ถา้ เป็ นแบบ Sound On Board ที่ ติดตั้งชิปเสี ยงมาให้จะมีข้ วั ต่อลําโพงด้านหลังติดมากับเมนบอร์ด


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

รู ปที่ 8.34 ลําโพงและการ์ ดเสี ยง เสี ยงที่ได้จากลําโพงทําให้การแสดงผลด้านมัลติมีเดี ยมีความสมบูรณ์ สมจริ ง และ ตอบสนองความต้องการในการชมภาพยนตร์ ฟังเพลง หรื อ เล่นเกม ได้ดว้ ยความเพลิดเพลิน ลําโพง ชุดหนึ่งๆ อาจประกอบด้วยลําโพงอย่างน้อย 2 คู่ หรื อถ้าเป็ นระบบเสี ยง 3 มิติแล้ว อาจมีลาํ โพงหลัก (Satellite)ถึง 5 ตัว รวมกับลําโพงเสี ยงทุม้ หรื อเรี ยกว่า Sun-woofer อีก 1 ตัว ที่จะช่ วยปรับปรุ ง คุณภาพให้เสี ยงความถี่ต่าํ หรื อเสี ยงเบสมีความทุม้ และหนักแน่นยิง่ ขึ้น ซึ่ งลําโพงแต่ละรุ่ นจะมีเลข 2 ชุ ดกํากับเช่ น 2.1 โดยเลข 2 หมายถึ งลําโพงคู่ซ้าย-ขวา ช่ องสัญญาณที่ จะให้สัญญาณเต็มย่าน ความถี่ ส่ วนเลข.1 จะหมายถึง Sub-woofer ที่จาํ ให้สัญญาณเสี ยงเฉพาะในย่านความถี่ต่าํ โดยจะตัด ซึ่ งชุดลําโพงในปั จจุบนั มี สัญญาณเสี ยงที่มีความถี่ต่าํ เกินกว่าที่หูมนุ ษย์จะได้ยินได้ออกไป หลากหลายประเภท และยังให้ช่องสัญญาณเสี ยงจํานวนที่แตกต่างกัน โดยเราสามารถแบ่งประเภท ของชุดลําโพงออกได้ดงั นี้ 1. ลําโพง 2.1 เป็ นชุดลําโพงที่ประกอบด้วยลําโพงคู่ซา้ ย – ขวา รวมกับ Sub-woofer อีก 1 ตัว ลําโพงประเภทนี้ สามารถให้สัญญาณเสี ยงระดับสเตอริ โอ สามารถอ้างอิงถึงตําแหน่ งเสี ยงซ้าย-ขวา หรื อกลางได้ เช่น เสี ยงจากเครื่ องดนตรี ที่ได้ยนิ จากวงดนตรี ไวโอลินอยูด่ า้ นซ้าย เปี ยโนอยูด่ า้ นขวา และเสี ยงกลองอยูต่ รงกลาง 2. ลําโพง 4.1 เป็ นลําโพงชุด 5 แชนแนล ประกอบด้วยลําโพงหลัก 4 ตัวคือ ชุดลําโพงด้านหน้า (ซ้าย-ขวา) รวมกับลําโพงคู่หลัง (ซ้าย-ขวา) และ Sub-woofer อีก 1 ตัว ซึ่งจะเหมาะแก่การเล่นเกม และการชมภาพยนตร์ดว้ ยระบบเสี ยงแบบ 3 มิติ


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

3. ลําโพง 5.1 เป็ นชุดลําโพง 5.1 สนับสนุนสัญญาณเสี ยงรอบทิศทาง 6 แชนแนล ประกอบด้วย ลําโพงหลัก 5 ตัวคือ ชุ ดลําโพงด้านหน้า (ซ้าย-กลาง-ขวา) รวมกับลําโพงคู่หลัง (ซ้าย-ขวา) และ Sub-woofer อีก 1 ตัว ลําโพงประเภทนี้จะสนับสนุนระบบเสี ยง Dolby Digital และ DTS ที่ใช้กบั ระบบเสี ยงในโรงภาพยนตร์ ระบบเสี ยง ลําโพงที่เหมาะแก่เครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่ใช้งานในลักษณะของโฮม เธียร์เตอร์ ดูหนัง ฟังเพลง หรื อเล่นเกม ควรจะสนับสนุนระบบเสี ยงแบบรอบทิศทาง ซึ่ งจะทําให้ เครื่ องคอมพิวเตอร์สามารถใช้งานสื่ อมัลติมีเดียยุคใหม่อย่าง DVD หรื อเล่นเกมส์ในระบบเสี ยงแบบ 3 มิติได้ดว้ ยระบบเสี ยงคุณภาพสู ง เสมือนกับระบบเสี ยงที่ใช้ในโรงภาพยนตร์ 8.2.5.1 การ์ ดเสี ยง (Sound Card) การ์ดเสี ยงหรื อเรี ยกทับศัพท์วา่ ซาวน์การ์ด เป็ นส่ วนที่ใช้สาํ หรับเชื่อต่อกับ ลําโพง ไมโครโฟนหรื อการนําสัญญาณจากภายนอกเข้ามา ซึ่งถ้าเป็ นแบบ Onboard จะใช้ชิป Sound ติดตั้งมาบนเมนบอร์ดและมีข้ วั ต่อสําหรับเสี ยบอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้มาให้ ซาวน์การ์ด นอกจากจะทําให้เครื่ องคอมพิวเตอร์แสดงเสี ยงออกมาได้แล้ว ยังมีความสามารถในการใช้งานด้าน เสี ยงอื่น ๆ อีก เช่น ควบคุมการแสดงสัญญาณเสี ยงออกสู่ ลาํ โพง (Playback) ใช้อดั บันทึกเสี ยง (Recording) สังเคราะห์เสี ยง (Synthesizing) ผสมสัญญาณเสี ยง (Mixing) เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ ภายนอก (Interface) และแปลงสัญญาณเสี ยง (Converting) ในปัจจุบนั ต้องถือว่าซาวน์การ์ดได้ กลายเป็ นส่ วนประกอบหลักของเครื่ องคอมพิวเตอร์ไปเสี ยแล้ว เห็นได้จากการถูกนําไปใช้งานด้าน การบันเทิงอย่างแพร่ หลาย เช่น ฟังเพลง MP3 เล่นเกม หรื อชมภาพยนตร์ และช่วยขยายการใช้งาน ของเครื่ องคอมพิวเตอร์ให้กว้างขึ้นไปอีก เช่น การส่ งข้อความเสี ยง (Voice mail) และ VideoConference เป็ นต้น

รูปที่ 8.35 ซาวน์ การ์ ดแบบต่ าง ๆ


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

ด้านหลังซาวน์การ์ดจะประกอบไปด้วยพอร์ตและช่องต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ อยูห่ ลายช่อง ซึ่งในแต่ละช่องสัญญาณ มีหน้าที่การทํางานที่แตกต่างกันออกไป ซาวน์การ์ดแต่ละ รุ่ นจะมีช่องต่อสัญญาณที่แตกต่างกันออกไป บางรุ่ นมีช่องต่อสัญญาณที่สนับสนุนการแสดงผล ทางด้านเสี ยงมาก บางรุ่ นมีนอ้ ย ขึ้นอยูก่ บั ความต้องการของผูใ้ ช้งานว่าต้องการนําไปใช้งานอะไร ราคาของซาวน์การ์ดก็แตกต่างกันไปตามคุณภาพ ลักษณะช่องต่อสัญญาณด้านหลังซาวน์การ์ด โดยทัว่ ไปมีดงั นี้

รู ปที่ 8.36 ตัวอย่ างช่ องต่ อสั ญญาณด้ านหลังซาวน์ การ์ ด 1) Microphone In หรื อเรี ยกสั้น ๆ ว่า Mic In เป็ นช่องสําหรับต่อ ไมโครโฟน รับสัญญาณเสี ยงเข้ามา ส่ วนใหญ่มีสีชมพู 2) Analog Line In หรื อ Line In เป็ นช่องต่อสําหรับรับสัญญาณเสี ยงจาก อุปกรณ์กาํ เนิ ดเสี ยง แหล่งอื่น ๆ เข้ามา เช่น เครื่ องเล่นวิทยุ เครื่ องเล่นเทป หรื อ เครื่ องเล่นซี ดี ส่ วน ใหญ่เป็ นสี น้ าํ เงิน 3) Line Out หรื อ Speaker เป็ นช่องต่อสัญญาณเสี ยงจากการ์ดเสี ยง ออกไป ยังลําโพงส่ วนใหญ่เป็ นสี เขียว 4) MIDI/Joystick Port หรื อ MIDI/Game Port พอร์ตสําหรับเชื่อมต่อกับ อุปกรณ์ประเภท MIDI หรื อ อุปกรณ์สาํ หรับเล่นเกมส์ อย่างจอยสติ๊ก เป็ นต้น 5) Digital Audio Connector เป็ นช่องเชื่อมต่อสัญญาณดิจิตอลจากซีดีรอม หรื อดีวดี ีรอม เข้าสู่ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ให้สญ ั ญาณเสี ยงที่มีคุณภาพสู ง เนื่องจากไม่ตอ้ งผ่านวงจร แปลงสัญญาณก่อน


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

6) AUX Connector เป็ นช่องต่อสัญญาณที่อยูภ่ ายใน ใช้เชื่อมต่อสัญญาณ ระหว่างการ์ดประเภท TV Tuner หรื อ MPEG Card 7) S/pdif เป็ นช่องเชื่อมต่อสัญญาณแบบใหม่ที่ต้ งั เป็ นมาตรฐานขึ้นมาโดย บริ ษทั Sony และ Philips ใช้เชื่อมต่อสัญญาณเข้าและออกสําหรับสัญญาณดิจิตอลโดยตรง ซึ่งมีใน ซาวน์การ์ดบางรุ่ นเท่านั้นที่จะมีช่องต่อสัญญาณแบบ S/pdif นี้ ซึ่งช่องต่อสัญญาณเสี ยง S/pidf จะมี 2 ประเภทด้วยกันคือ แบบ RCA และแบบ Optical

รู ปที่ 8.37 ตัวอย่ างอุปกรณ์ทใี่ ช้ ในการเชื่อมต่ อกับช่ องสัญญาณของซาวน์ การ์ ด นอกจากซาวน์การ์ดจะมีผลต่อการคุณภาพของเสี ยงแล้ว รู ปแบบไฟล์ที่ใช้ใน การเก็บแต่ละประเภทก็มีผลต่อคุณภาพเสี ยงที่แตกต่างกันเช่นกัน ไฟล์ที่ใช้กบั คอมพิวเตอร์สามารถ จะเก็บข้อมูลเพลง หรื อเสี ยงดนตรี กไ็ ด้ และคุณภาพของไฟล์เสี ยงเหล่านี้ จะขึ้นอยูก่ บั รู ปแบบการ จัดเก็บข้อมูลเสี ยงของไฟล์ประเภทนั้นๆ รู ปแบบของไฟล์เสี ยงโดยทัว่ ๆ ไป เช่น MIDI WAVE MP3 และ OGG เป็ นต้น

8.3 การติดตั้งอุปกรณ์ ทางด้ านหน่ วยแสดงผล อุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผลข้อมูลนั้นมีดว้ ยกันหลายชนิด ในที่น้ ีจะขอยกตัวอย่าง การติดตั้ง จอภาพและลําโพง เป็ นหลัก ส่ วนการติดตั้งเครื่ องพิมพ์น้ นั จะกล่าวถึงในหน่วยเรี ยนที่ 10 ในเรื่ อง ของการติดตั้งอุปกรณ์ต่อพ่วง ต่อไป


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

8.3.1 การเชื่อมต่ อจอภาพเข้ ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ การเชื่อมต่อจอภาพเข้ากับเครื่ องคอมพิวเตอร์โดยทัว่ ไปแล้ว เราจะต่อสายสัญญาณ จอภาพเข้ากับพอร์ตจอภาพหรื อบางครั้งเรี ยกว่า พอร์ต VGA ที่อยูด่ า้ นหลังของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ซึ่งส่ วนใหญ่จะมีสีน้ าํ เงิน ดังรู ป

รู ปที่ 8.38 พอร์ ต VGA ด้ านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์ สําหรับต่ อจอภาพ ในการเชื่อมต่อจอภาพให้สังเกตว่าลักษณะพอร์ตนั้น จะโค้งเป็ นรู ปตัว D เมื่อเวลานํา สายสัญญาณของจอภาพมาเชื่อมต่อเข้าไป ให้ดูโค้งมนไปทางเดียวกัน อย่างต่อผิดด้านเพราะจะทํา ให้เข็มของสายสัญญาณขั้วต่อจอภาพหักได้ ก่อนใส่ ให้สํารวจว่าขาสัญญาณที่ข้ วั ต่อของจอภาพ ตรงหรื อไม่ เพราะบางครั้งอาจจะหักงออยู่ เมื่อต่อสายจอเรี ยบร้อยก็ให้ต่อสายไฟ 220 V เข้าที่ ขั้วต่อไฟเข้าของจอภาพ แล้วทดลองเปิ ดเครื่ อง เปิ ดจอภาพว่าทํางานได้ปกติหรื อไม่

รู ปที่ 8.39 การเชื่อมต่ อสายสั ญญาณจอภาพเข้ าเครื่องคอมพิวเตอร์ ทางพอร์ ต VGA


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

การเชื่อมต่อจอภาพนอกจากจะต่อเข้ากับพอร์ตแบบ VGA ได้แล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อ กับพอร์ตแบบ DVI ที่เป็ นการส่ งสัญญาณแบบดิจิตอลไปยังจอภาพได้อีกด้วย

รู ปที่ 8.40 การเชื่อมต่ อสายสั ญญาณจอภาพผ่ านพอร์ ต DVI 8.3.2 การเชื่อมต่ อลําโพงเข้ ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ในการเชื่อมต่อลําโพงเข้ากับพอร์ตของซาวน์การ์ดด้านหลังเครื่ องคอมพิวเตอร์หรื อ พอร์ตของซาวน์การ์ดแบบ Onboard นั้น สามารถทําได้ดงั นี้ ถ้าเป็ นซาวด์การ์ดทัว่ ไปแบบธรรมดาต่อลําโพงเพียงคู่เดียว จะต่อลําโพงเข้าที่ช่องต่อ สี เขียวที่เขียนว่า Line Out หรื อ Speaker บางครั้งอาจเป็ นสัญญาลักษณ์รูปลําโพง หรื อรู ปสัญญาณ ต่อออก ดังรู ป

รู ปที่ 8.41 พอร์ ตด้ านหลังเครื่องสํ าหรับเชื่อมต่ อกับสายสั ญญาณของลําโพง


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

แต่ถา้ เป็ นลําโพงชนิด 2.1 แชนแนล ที่ประกอบด้วยลําโพงคู่ซา้ ย-ขวา และ Subwoofer อีก 1 ตัวนั้นสามารถเชื่อมต่อได้ดงั นี้

รู ปที่ 8.42 การเชื่อมต่ อสายลําโพงเข้ าทีพ่ อร์ ตด้ านหลังเครื่อง 1. 2. 3. 4. 5.

ต่อสายสัญญาณสเตอริ โอที่ช่องต่อออกของซาวด์การ์ด นําสายสัญญาณอีกด้านต่อเข้าที่ STEREO INPUT ของ Sub-woofer ต่อสายสัญญาณลําโพงข้างขวาเข้าที่ SATELLITE OUTPUT ของ Sub-woofer นําสายสัญญาณจากลําโพงข้างขวาต่อเข้าที่ LEFT INPUT ของลําโพงข้างซ้าย ต่อสายไฟที่อยูข่ า้ งหลังของ Sub-woofer ในเต้าเสี ยบกระแสไฟบ้าน 220 V

ลําโพงมีดว้ ยกันหลายชนิด แต่หลักพื้นฐานในการเชื่อมต่อลําโพงเข้ากับซาวด์การ์ด นั้นจะเหมือนกัน คือ ให้ดูสญ ั ญาลักษณ์ที่ข้วั ต่อของซาวด์การ์ดว่าจุดใดเป็ นสัญญาณต่อออกลําโพง ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว


หน่วยที่ 8

Computer System And Peripherals

สรุป หน่ วยแสดงผลนั้น ทําหน้าที่ในการรับข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว จากคอมพิวเตอร์ ออกมาแสดงผลลัพธ์ให้ผใู ้ ช้รับรู ้ได้ ซึ่ งอุปกรณ์ที่ทาํ หน้าที่ในการแสดงผลนั้นมีดว้ ยกัน หลายชนิ ด เช่น จอภาพ โปรเจ็คเตอร์ เครื่ องพิมพ์ พล็อตเตอร์ ลําโพงและอื่นๆ อีกมากมาย จอภาพ ที่ใช้ใน การแสดงผลมีท้ งั แบบ CRT LCDและแบบ Plasma ซึ่ งแต่ละชนิดมีขอ้ ดีและข้อเสี ยแตกต่างกัน ความละเอียดของจอภาพวัดในหน่วยของพิกเซล การเชื่อมต่อจอภาพที่ใช้โดยทัว่ ไปจะเชื่อมต่อผ่าน ทางพอร์ตวีจีเอแบบ D-Sub 3 แถว 15 pin ที่อยูด่ า้ นหลังเครื่ องคอมพิวเตอร์ ส่ วนอุปกรณ์แสดงผล อีกชนิดหนึ่ งคือโปรเจคเตอร์ ซึ่ งเหมาะสําหรับงานทางด้านการนําเสนอ มี 2 แบบ คือ แบบ CRT 3 เลนส์ และแบบ เลนส์เดียว โปรเจ็คเตอร์ที่ได้รับความนิยมมาก คือ โปรเจ็คเตอร์ แบบ DLP เลนส์ เดียว นอกจากโปรเจ็คเตอร์ แล้ว อุปกรณ์ที่นิยมนํามาใช้ในการแสดงผลมากที่สุดอีกชนิ ดหนึ่ ง คือ เครื่ องพิมพ์ เหมาะกับการแสดงผลที่อยูใ่ นรู ปของเอกสาร สิ่ งพิมพ์ เครื่ องพิมพ์แบ่งออกเป็ น แบบ ดอตแมทริ กซ์ ซึ่งเป็ นชนิดที่ใช้เข็มกระแทกลงไปบนผ้าหมึกทําให้เกิดจุดบนกระดาษ นิยมนํามาใช้ กับการพิมพ์งานที่มีการใช้กระดาษก็อปปี้ ซ้อนกันหลายชั้น พิมพ์กระดาษไขและกระดาษต่อเนื่ อง ส่ วนเครื่ องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ทนั้น ส่ วนใหญ่ใช้กบั การพิมพ์สี ทํางานโดยอาศัยการพ่นละอองนํ้าหมึก ออกมาทางรู เล็ก ๆ ของหัวพิมพ์ลงไปบนกระดาษ เครื่ องพิมพ์ที่ให้ความคมชัดในการพิมพ์มากที่สุด คือ เครื่ องพิมพ์แบบ เลเซอร์ ทํางานโดยอาศัยความร้อนและประจุไฟฟ้ าของผงหมึก โดยการยิงแสง เลเซอร์ไปสร้างภาพบนกระดาษ นอกจากเครื่ องพิมพ์แล้ว ยังมีอุปกรณ์ที่สามารถแสดงผลออกมาใน รู ป สิ่ ง พิ ม พ์ไ ด้เ ช่ น กัน นั่น ก็ คื อ พล็อ ตเตอร์ ส่ ว นใหญ่ ใ ช้กับ งานพิ ม พ์ที่ มี ข นาดใหญ่ เช่ น งาน ออกแบบโครงสร้าง งานสถาปนิก เป็ นต้น อุปกรณ์แสดงผลในรู ปของเสี ยงก็คือ ลําโพง ทําหน้าที่ ในการเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้ าให้เป็ นเสี ยงโดยใช้คู่กบั การ์ดเสี ยง ในเครื่ องคอมพิวเตอร์ทวั่ ไป ขั้วต่อ ลําโพงจะมีสีเขียว เราจะเห็นได้ว่าอุปกรณ์แสดงผลแต่ละชนิ ดตอบสนองต่อความต้องการของผูใ้ ช้ ในลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนั้นการนําไปใช้งานจึงต้องเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะงาน

**************************************


หน่วยที่ 8 หน่วยแสดงผล