Page 1

หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

หน่ วยรับข้ อมูล (Input Unit) แนวคิด หน่วยรับข้อมูล เป็ นส่ วนที่ทาํ หน้าที่ ในการรับข้อมูลจากผูใ้ ช้ ป้ อนเข้าไปยังคอมพิวเตอร์ เปรี ยบเสมือนเป็ นตัวกลางระหว่างผูใ้ ช้กบั คอมพิวเตอร์ ซึ่งอุปกรณ์ที่ทาํ หน้าที่ในการับข้อมูลนั้นมี ด้วยกันมากมายหลายชนิด เช่น คียบ์ อร์ด เม้าส์ สแกนเนอร์ กล้องดิจิตอล จอยสติก ไมโครโฟน และปากกาแสง เป็ นต้น นอกจากที่กล่าวมานี้ยงั มีอุปกรณ์ที่ทาํ หน้าที่ในการรับข้อมูลอีกหลายชนิด ซึ่งเราจะสามารถสังเกตได้วา่ อุปกรณ์ตวั ใดเป็ นอุปกรณ์ทางด้านอินพุทนั้น ให้ดูวา่ ถ้าอุปกรณ์ตวั นั้น ทําหน้าที่ในการรับข้อมูลจากผูใ้ ช้ป้อนเข้าไปยังคอมพิวเตอร์ เราจะถือว่าอุปกรณ์ตวั นั้นเป็ นอุปกรณ์ ทางด้านอินพุทหรื อเป็ นอุปกรณ์ในการรับข้อมูลนั้นเอง

สาระการเรียนรู้  หน่วยรับข้อมูล (Input Unit )  อุปกรณ์ทางด้านหน่วยรับข้อมูล (Input Device )  การประกอบติดตั้งอุปกรณ์ทางด้านหน่วยรับข้อมูล

จุดประสงค์ การเรียนรู้ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9.

บอกหน้าที่ของหน่วยรับข้อมูลได้ บอกได้วา่ อุปกรณ์ชนิดใดเป็ นอุปกรณ์ทางด้านหน่วยรับข้อมูล เลือกใช้อุปกรณ์รับข้อมูลได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะงาน อธิบายข้อแตกต่างของการนําอุปกรณ์ทางด้านหน่วยรับข้อมูลไปใช้งานได้ อธิบายหลักการทํางานพื้นฐานของอุปกรณ์ทางด้านหน่วยรับข้อมูลได้ เชื่อมต่ออุปกรณ์ทางด้านหน่วยรับข้อมูลเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้ สามารถนําความรู ้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างถูกต้องเหมาะสม มีกิจนิสยั ที่ดีละเอียดรอบครอบในการปฏิบตั ิงาน มีทศั นคติที่ดีตระหนักถึงคุณภาพในการทํางาน


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

3.1 หน่ วยรับข้ อมูล (Input Unit) หน่ วยรับข้อมูล เป็ นส่ วนที่ทาํ หน้าที่ในการรับข้อมูลมาจากผูใ้ ช้ เพื่อป้ อนเข้าไปยังระบบ คอมพิวเตอร์ เปรี ยบเสมือนเป็ นสื่ อกลางระหว่างผูใ้ ช้กบั คอมพิวเตอร์ ข้อมูลที่รับเข้ามาเพื่อป้ อนไป ยังคอมพิวเตอร์ อาจอยูใ่ นรู ปของ ข้อความ ภาพ แสง และ เสี ยง ก็ได้ข้ ึนอยูก่ บั อุปกรณ์ที่นาํ มาใช้ ในการรับข้อมูล จากนั้นข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ ก็จะถูกนําไปแปลงให้อยูใ่ นรู ปของสัญญาณทางไฟฟ้ า อีกครั้ง เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถรับรู ้ได้และนําไปทําการประมวลผล เพื่อให้ได้ผลออกมาตามที่ ผูใ้ ช้ตอ้ งการ ซึ่งอุปกรณ์ที่ทาํ หน้าที่ในการรับข้อมูลนั้น มีดว้ ยกันมากมายหลากหลายชนิด

3.2 อุปกรณ์ ทางด้ านหน่ วยรับข้ อมูล (Input Device) คอมพิวเตอร์ จะทําการประมวลผล เมื่อได้รับคําสัง่ ข้อมูลจากผูใ้ ช้ ที่ส่งเข้ามาโดยผ่านทาง อุปกรณ์ทางด้านหน่วยรับข้อมูล (Input Device) และแสดงผลลัพธ์กลับมายังผูใ้ ช้ ทางด้านอุปกรณ์ แสดงผล (Output Device) อุปกรณ์รับข้อมูลและแสดงผลข้อมูล มีดว้ ยกันหลายชนิด หลากหลาย ประเภท ลักษณะรู ปร่ างอุปกรณ์แต่ละชิ้นจะแตกต่างกันไปตามลักษณะการนําไปใช้งาน ดังนั้นเมื่อ เวลานําไปใช้งานต้องเลือกให้ถูกต้อง เหมาะสมต่อการใช้งาน ปัจจุบนั ได้มีการนําเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาผสมผสาน ใช้ในการผลิตอุปกรณ์ทางด้านรับและแสดงผลข้อมูลมากขึ้น ทําให้การทํางานง่ายขึ้น อุปกรณ์พ้นื ฐานที่ตอ้ งมีในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่ อง ก็คือ อุปกรณ์ทางด้านรับข้อมูล หรื อ อินพุท ดีไวซ์ ซึ่งจะทําหน้าที่ในการรับข้อมูลคําสัง่ จากผูใ้ ช้เพือ่ ส่ งเข้ามายังคอมพิวเตอร์ ในการรับข้อมูล เข้ามาอาจจะกระทําได้หลายวิธี เช่น จากการกดแป้ นพิมพ์ การคลิกเม้าส์หรื อการชี้ ซึ่งก็แล้วแต่ ลักษณะการใช้งานของอุปกรณ์น้ นั ๆ อุปกรณ์ที่จดั ว่า เป็ นอุปกรณ์รับข้อมูลนี้ มีดว้ ยกันมากมาย หลากหลายลักษณะตามรู ปแบบของข้อมูลที่ป้อน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ดงั นี้  คียบ์ อร์ด (Keyboard)  เม้าส์ (Mouse)  สแกนเนอร์ (Scanner)  บาร์โค้ด (Barcode)  กล้องดิจิตอล (Digital Camera)  จอยสติก (Joy Stick)  ไมโครโฟน (Microphone)  ปากกาแสง (Light pen)  จอระบบสัมผัส (Touch Screen)


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

นอกเหนือจากตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้วา่ อุปกรณ์ที่ทาํ หน้าที่ในการรับข้อมูลมีดว้ ยกัน อีกมากมายหลายชนิด การที่เราจะสามารถบอกได้วา่ อุปกรณ์ชิ้นใดเป็ นอุปกรณ์รับข้อมูลหรื ออินพุท ดีไวซ์น้ นั ขอให้ตรวจสอบดูว่า ถ้าอุปกรณ์ตวั นั้นเป็ นตัวรับข้อมูลจากผูใ้ ช้เข้ามา แล้วส่ งข้อมูลเข้า เครื่ องคอมพิวเตอร์ เพื่อทําการประมวลผลต่อไปหรื อไม่ ถ้าใช่ เช่ นนั้นก็แสดงว่า อุปกรณ์น้ นั เป็ น อุปกรณ์ทางด้านอินพุทหรื ออุปกรณ์รับข้อมูล อุปกรณ์รับข้อมูลตัวแรกที่จะขอกล่าวถึงในที่น้ ี คือ แป้ นพิมพ์หรื อที่มกั เรี ยกทับศัพท์ว่า คียบ์ อร์ ด (Keyboard) ซึ่ งจัดได้ว่าเป็ นอุปกรณ์ มาตรฐาน ทางด้านอินพุท (Standard Input Device) 3.2.1 แป้นพิมพ์ หรือคีย์บอร์ ด (Keyboard) คียบ์ อร์ด ทําหน้าที่รับข้อมูลเข้ามาจากการกดคีย ์ แล้วทําการเปลี่ยนรหัสเพื่อส่ งต่อให้กบั คอมพิวเตอร์ ปั จจุบนั มีท้ งั ชนิ ดมีสายและไร้สาย (Wireless) คียบ์ อร์ ดหรื อแป้ นพิมพ์ เป็ นอุปกรณ์ รับข้อมูลเบื้องต้น มีลกั ษณะคล้ายแป้ นพิมพ์ของเครื่ องพิมพ์ดีด มีจาํ นวนแป้ นตั้งแต่ 101-105 ปุ่ ม หรื อคีย ์ (Key) บางรุ่ นอาจมีมากกว่านี้ และยังมีปุ่มพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีกหลายปุ่ ม เพื่ออํานวยความ สะดวกต่อการใช้งานให้กบั ผูใ้ ช้ คียบ์ อร์ ดในปั จจุบนั นี้ได้รับการออกแบบให้มีความโค้งมน เหมาะ สําหรับการวางมือและใช้งานตามหลักสรี ระศาสตร์ (Ergonomics) โดยบางรุ่ นก็จะมีปุ่มพิเศษใช้ เปิ ดเมนูวินโดว์ ดูหนัง ฟังเพลง เข้าเว็บไซต์ หรื อเช็คอีเมล์ได้ เรี ยกว่ามีความบันเทิงพร้อมสรรพบน คียบ์ อร์ ดทีเดียว แต่คียบ์ อร์ ดชนิ ดนี้ จะมีราคาสู งกว่าคียบ์ อร์ ดปกติเล็กน้อย คียบ์ อร์ ดเป็ นอุปกรณ์ ทางด้า นอิ น พุ ทที่ ไ ม่ ค่อ ยมี ปั ญ หาในการใช้ง านและมี ร าคาไม่ แ พงอยู่ร ะหว่า ง 100-1,000 บาท แล้วแต่ยหี่ อ้ และความสามารถ

รู ปที่ 3.1 แสดงแป้นพิมพ์ (Keyboard) แบบต่ าง ๆ


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

3.2.1.1 ส่ วนประกอบทีส่ ํ าคัญของแป้นพิมพ์ ปุ่ มแต่ละปุ่ มบนแป้ นพิมพ์มีหน้าที่การทํางานแตกต่างกันไปโดยส่ วนใหญ่แล้ว บนแป้ นพิมพ์สามารถจัดแบ่งกลุ่มคียไ์ ด้เป็ น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ 1. แป้นพิมพ์อกั ษร ตัวเลขและเครื่ องหมายหรื อสัญลักษณ์ใช้สาํ หรับพิมพ์งาน ตามปกติ ~% \Tab

# ๒ 3 -

W“ ไ

Q๐ ๆ

Z ( ผ

Shift

$๓ 4ภ

Eฎ สํา

Sฆ ห

Aฤ ฟ

Caps Lock

Ctrl

@๑ 2 /

! + 1ๅ

Dฏ ก X ) ป

^ สู 6 สุ

%๔ 5 ถ

Rฑ พ

T ธ ะ

Fโ ด Cฉ แ

Y ลํ งั

Gฌ เ V ฮ อ

* ๕ 8 ค

& ฿ 7 สึ

( ๖ 9 ต

) ๗ --- ๘ 0 จ - ข

U ฑี๊ I ณ O ฯ P ร น ที H ส็ J ว๋ K ษ L ศ ส คา ท้ ล่

B . อิ

N ล์ นื

M ? ท

< ฒ , ม

+๙ =ช

{ ฐ [ บ

ญ ย : ซ ; ว

? ฦ / ฝ Alt

Alt

} , ] ล

“ . ‘ ง

> ฬ . ใ

Backspace | ฅ \ ฃ Enter Shift Ctrl

รู ปที่ 3.2 แสดงแป้นพิมพ์ ในกลุ่มตัวอักษร 2. แป้นฟังก์ชั่นคีย์ (Function Key) เช่น F1- F12 เป็ นแป้ นพิมพ์ฟังก์ชนั่ พิเศษ บรรจุคาํ สัง่ ที่ใช้งานบ่อย ๆ สําหรับการทํางานทางลัดทําให้ใช้คาํ สัง่ สัง่ ให้ทาํ งานเร็ วขึ้น

F1

F2

F3

F4

F5

F6

F7

F8

F9

F10

รู ปที่ 3.3 แสดงแป้นพิมพ์กลุ่มฟังก์ชั่นคีย์ (Function Key)

F11

F12


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

3. แป้นควบคุมเคอร์ เซอร์ (Cursor) ใช้สาํ หรับเคลื่อนย้ายเคอร์เซอร์ไปตาม ทิศทางต่าง ๆ เช่น PageUp, PageDown, Home, End, Insert, Delete และปุ่ มลูกศร เป็ นต้น

รู ปที่ 3.4 แสดงแป้นพิมพ์ควบคุมเคอร์ เซอร์ (Cursor) 4. แป้นพิมพ์ทที่ าํ หน้ าทีพ่ เิ ศษ เช่น คอนโทรล (Ctrl: Control) และ ออร์เทอร์เน็ท (Alt: Alternate) โดยส่ วนใหญ่ปุ่มเหล่านี้จะใช้ร่วมกับแป้ นพิมพ์ปกติ เพื่อแทนคําสัง่ บางคําสัง่ นอกจากนี้ยงั มีแป้ นพิมพ์ชนิดพิเศษ ที่ออกแบบมาให้ใช้กบั งานเฉพาะด้าน เช่น แป้ นพิมพ์ ของเครื่ องคิดเงินตามห้างสรรพสิ นค้าที่เรี ยกว่าโพส (POS: Point of sale) หรื อแป้ นพิมพ์ที่ใช้ สําหรับตัวแทนบริ ษทั ขายตัว๋ เครื่ องบิน เป็ นต้น

รู ปที่ 3.5 แสดงแป้นพิมพ์ ทอี่ อกแบบมาสํ าหรับงานเฉพาะด้ าน 3.2.1.2 หลักการทํางานของแป้นพิมพ์ ภายในแป้ นพิมพ์ มีแผงวงจรหลักที่ประกอบด้วยชิ้นส่ วนอิเล็กทรอนิกส์จาํ นวน มาก ซึ่ งมี ลกั ษณะเป็ นแผ่นบาง ๆ ที่ ถูกฉาบด้วยสารที่ เป็ นตัวนําไฟฟ้ า เมื่อถูกกดจนติ ดกันก็จะมี กระแสไฟฟ้ าไหลในตัววงจร บางรุ่ นใต้ปุ่มกดเป็ นคาร์บอนเมื่อกดปุ่ มลงไป คาร์ บอนจะไปแตะกับ วงจรที่อยู่บนแผงในคียบ์ อร์ ดทําให้เกิ ดกระแสไฟฟ้ าไหลครบวงจร เมื่อผูใ้ ช้กดแป้ นใดแป้ นหนึ่ ง ข้อมูลในรู ปของสัญญาณไฟฟ้ าจากแป้ นกดแต่ละแป้ นจะถูกเปรี ยบเทียบรหัส (Scan Code) กับ


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

รหัสมาตรฐานของแต่ละแป้ นที่กดเพื่อเปลี่ยนให้เป็ นตัวอักษร ตัวเลข หรื อสัญลักษณ์ไปแสดงบน จอภาพ เราอาจกล่าวได้ว่า การทํางานของคียบ์ อร์ ด เกิ ดจากการเปลี่ยนกลไกการกดปุ่ มให้เป็ น สัญญาณทางไฟฟ้ าเพื่อส่ งให้คอมพิวเตอร์ โดยสัญญาณดังกล่าวจะบอกให้คอมพิวเตอร์ ทราบว่า มี การกดคียอ์ ะไร การทํางานทั้งหมดจะถูกควบคุมด้วย Microprocessor ขนาดเล็กที่บรรจุในคียบ์ อร์ด และสัญญาณต่าง ๆ จะส่ งผ่านสายสัญญาณผ่านทางขั้วต่อคียบ์ อร์ดต่อไป

รู ปที่ 3.6 แสดงแผงควบคุมและประมวลผลในคีย์บอร์ ด 3.2.1.3 ขั้วต่ อและขาสั ญญาณของคีย์บอร์ ด ลักษณะขั้วต่อ (Connector) ของคียบ์ อร์ดโดยส่ วนใหญ่แล้วขั้วต่อคียบ์ อร์ดจะ ติดตั้งมากับเมนบอร์ด (Mainboard) จึงนิยมเรี ยกตามชนิดของเมนบอร์ด

รู ปที่ 3.7 แสดงลักษณะขั้วต่ อคีย์บอร์ ดทีต่ ดิ ตั้งบนเมนบอร์ ด ขั้วต่อคียบ์ อร์ดที่ใช้กนั โดยทัว่ ไปมีดว้ ยกัน 4 แบบคือ 1. เป็ นชนิดขั้วต่อแบบ AT หรื อ DIN ลักษณะเป็ นหัวกลมใหญ่มี 5 เข็มหรื อ 5 pin ใช้กบั คอมพิวเตอร์ในรุ่ นแรก ๆ ปัจจุบนั ไม่ค่อยมีใช้แล้ว แสดงดังรู ป


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

ลักษณะของขาสัญญาณเป็ นดังนี้

รู ปที่ 3.8 แสดงลักษณะขาสั ญญาณของขั้วต่ อคีย์บอร์ ดแบบ AT 2. เป็ นชนิดขั้วต่อแบบพีเอสทู (PS/2) ซึ่งเป็ นที่นิยมใช้ในปั จจุบนั มีลกั ษณะ เป็ นหัวกลมเล็กมี 6 เข็มหรื อ 6 pin โดยส่ วนใหญ่สีของขั้วต่อจะเป็ นสี ม่วง ดังรู ป

ลักษณะของขาสัญญาณเป็ นดังนี้

รู ปที่ 3.9 แสดงลักษณะขาสั ญญาณของขั้วต่ อคีย์บอร์ ดแบบ PS/2 3. เป็ นชนิดขั้วต่อแบบ USB (Universal Serial Bus) มีลกั ษณะหัวต่อเป็ นหัว แบนใช้ต่อกับพอร์ตยูเอสบี (USB Port) ของเครื่ องคอมพิวเตอร์ มี 4 pin ดังรู ป


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

รู ปที่ 3.10 แสดงลักษณะขั้วต่ อคีย์บอร์ ดแบบ USB 4. เป็ นชนิด internal connector ซึ่งเป็ นขั้วต่อแบบภายใน ส่ วนใหญ่พบได้ใน เครื่ องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุค๊ 3.2.2 เม้ าส์ (Mouse) เม้าส์ (Mouse) คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมการทํางานในคอมพิวเตอร์ชิ้นหนึ่ง ซึ่ง ออกแบบมาเพือ่ ให้พอดีกบั การใช้งานโดยส่ วนโค้งและส่ วนเว้า โค้งเข้าตามอุม้ มือของผูใ้ ช้ ด้านใต้ ของเม้าส์มีอุปกรณ์คอยตรวจจับการเคลื่อนไหวของเม้าส์ โดยส่ งสัญญาณไปที่คอมพิวเตอร์ เพื่อ แสดงผลของเคอร์เซอร์ (cursor) บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เม้าส์ได้ชื่อมาจากรู ปร่ างและสายไฟ ซึ่งมี ลักษณะคล้ายหนูและหางหนูขณะเดียวกันการเคลื่อนที่ของเคอร์เซอร์ (cursor) บนหน้าจอมีลกั ษณะ การเคลื่อนที่ไม่มีทิศทางเหมือนการเคลื่อนที่ของหนู เม้าส์จดั ได้วา่ เป็ นอุปกรณ์ใช้ช้ ีตาํ แหน่งรวมทั้ง ทําหน้าที่วาดและป้ อนข้อมูลเข้าเป็ นตําแหน่ง การใช้งานซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใน ช่วงหลังนี้ สามารถติดต่อกับผูใ้ ช้ในลักษณะกราฟิ กที่เรี ยกว่า GUI (Graphic User Interface) โดยการ ใช้รูปแทนคําสัง่ เลือกรายการหรื อคําสัง่ ด้วยภาพหรื อสัญลักษณ์เป็ นรู ปไอคอน (Icon) อุปกรณ์รับ ข้อมูลเข้าแบบนี้จึงนิยมใช้เป็ นอุปกรณ์ประเภทตัวชี้ที่เรี ยกว่า เม้าส์ เป็ นส่ วนใหญ่

รู ปที่ 3.11 แสดงตัวอย่ างเม้ าส์ แบบต่ าง ๆ


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

3.2.2.1 ส่ วนประกอบของเม้ าส์ เม้าส์ประกอบไปด้วยปุ่ ม 2 ปุ่ ม เพื่อใช้สงั่ การและเรี ยกเมนูลดั กับลูกล้อสําหรับ ช่วยในการเลื่อนหน้าเอกสารหรื อเว็บเพจ สําหรับเม้าส์รุ่นใหม่มีการเสริ มปุ่ มพิเศษจากผูผ้ ลิตเม้าส์มา ให้ดว้ ย โดยจะใช้งานร่ วมกับโปรแกรมเสริ มที่แถมมาพร้อมกับเม้าส์ การใช้งานปุ่ มต่าง ๆ เป็ นดังนี้ 1. ปุ่ มซ้าย เป็ นปุ่ มหลักที่ใช้ควบคุมและสัง่ การเครื่ องคอมพิวเตอร์ โดยเป็ นปุ่ ม ที่โปรแกรมทุกตัวจะรู ้จกั และสามารถสัง่ การหรื อควบคุมการทํางานของโปรแกรมได้ 2. ปุ่ มขวา นิยมใช้เป็ นปุ่ มเพือ่ เรี ยกเมนูลดั (Shortcut Menu) สําหรับช่วยสัง่ การให้รวดเร็ วกว่าคลิกเลือกเมนูปกติ 3. ปุ่ มลูกล้อ เป็ นปุ่ มที่ช่วยอํานวยความสะดวกในการเลื่อนหน้าเอกสาร ให้มี ความรวดเร็ วและใช้งานได้ง่าย นอกจากนี้ยงั ใช้ร่วมกับปุ่ ม คอนโทรล <CRTL> เพื่อ ย่อ/ขยาย หน้า เอกสารหรื อเว็บเพจได้อีกด้วย เม้าส์รุ่นใหม่จะสามารถกดปุ่ มลูกล้อนี้ลงไป เปรี ยบเสมือนเม้าส์ปุ่มที่ 3 ซึ่งปุ่ มที่เพิ่มมานี้สามารถกําหนดรู ปแบบการทํางานได้จากโปรแกรมเสริ มของผูผ้ ลิต 4. ลูกกลิ้งหรื อหลอด LED เป็ นส่ วนที่อยูใ่ ต้เม้าส์ทาํ หน้าที่ตรวจจับทิศทางการ เคลื่อนที่ของเม้าส์เพื่อส่ งข้อมูลไปยังเครื่ องคอมพิวเตอร์และแสดงผลบนจอภาพ เดิมเม้าส์จะใช้แบบ ลูกกลิ้งเป็ นหลัก แต่ปัจจุบนั ได้เปลี่ยนมาใช้แบบแสง (Optical) ซึ่งทําให้สะดวกและไม่มีฝนจั ุ่ บที่ ลูกล้ออีกด้วย 5. ปุ่ มฟังก์ชนั่ พิเศษมักเป็ นปุ่ มเสริ มเพื่อช่วยเสริ มการทํางานให้สะดวกมากขึ้น เพราะผูใ้ ช้นิยมใช้งานเม้าส์ให้สามารถสัง่ การได้มากขึ้นการใช้งานปุ่ มเหล่านี้จะต้องติดตั้งโปรแกรม เสริ มที่แถมมากับเม้าส์เช่นกัน 3.2.2.2 ชนิดและหลักการทํางานของเม้ าส์ ปั จจุบนั มีเม้าส์หลายชนิดทั้งแบบมีสายและเม้าส์ไร้สาย เป็ นทั้งแบบใช้ลูกกลิ้ง แมคคานิคและใช้แสง ซึ่งสามารถแบ่งได้ดงั นี้ 1. Mechanical mouse หรือเม้ าส์ แบบลูกกลิง้ โดยปกติบนตัวเม้าส์แบบนี้อาจมี 2-3 ปุ่ ม เพื่อความสะดวกต่อการใช้งานกับโปรแกรมทางด้านกราฟิ ก (Graphic) การใช้งานจะใช้ วิธีการเลื่อนตําแหน่งไปตามจุดต่าง ๆ บนจอภาพตามลักษณะการเลื่อนมือของผูใ้ ช้ไปตามพื้นเรี ยบ ด้านล่างของเม้าส์มีลกั ษณะเป็ นลูกบอลกลม ๆ เลื่อนไถลไปตามการเคลื่อนย้ายมือของผูใ้ ช้ ทําให้ เม้าส์ชนิดนี้ได้รับความนิยมให้ใช้กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer) เม้าส์ แบบนี้ในบางรุ่ นมีสกอล (Scroll) สําหรับเลื่อนแถบเลื่อน (Scroll Bar) ในขณะที่ใช้งานโปรแกรม ประยุกต์ต่าง ๆ เม้าส์แบบลูกกลิ้งนี้ มีท้ งั แบบมีสายและแบบไร้สาย (Wireless Mouse) โดยที่ตวั เม้าส์จะเป็ นตัวส่ งสัญญาณและมีตวั รับสัญญาณที่ต่ออยูก่ บั พอร์ต (Port) ของเครื่ องคอมพิวเตอร์


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

หลักการทํางานของเม้าส์แบบลูกกลิ้งจะมีกลไกภายในอันประกอบด้วยลูกบอล ยางที่กลิ้งไปมาติดอยูก่ บั แกนหมุน 2-3 แกน เมื่อทําการเคลื่อนย้ายตัวเม้าส์ตวั ลูกบอลจะกดติดอยูก่ บั ลูกกลิ้ง โดยแกนของลูกกลิ้งต่อเข้ากับจานซึ่ งบนจานมีหน้าสัมผัสเป็ นจุด ๆ ขึ้นอยูก่ บั ความละเอียด ของเม้าส์ เมื่อจุดสัมผัสเลื่อนมาตรงแกนสัมผัส ก็จะสร้างสัญญาณบอกไปยังเครื่ องคอมพิวเตอร์ ตัวโปรแกรมควบคุมเม้าส์จะทําหน้าที่แปลเป็ นการเคลื่อนที่ของเคอร์เซอร์ (cursor) อีกทีหนึ่ ง เม้าส์ แบบลูกกลิ้งนั้นใช้งานสะดวกเพราะสามารถนําไปใช้ได้ทุกที่แต่ควรมีแผ่นรองเม้าส์ซ่ ึ งอาจเป็ นแผ่น ยางหรื อวัสดุที่มีพ้นื ผิวเรี ยบ

รูปที่ 3.12 แสดงส่ วนประกอบภายในของ Mechanical mouse 2. Optical mouse หรือ เม้ าส์ แสง เป็ น Mouse ที่ไม่มีลูกกลิ้งที่ฐานจะใช้การ อ่านค่าจากการสะท้อนของแสงที่สมั ผัสกับพื้นผิวสัมผัส หลักการทํางานใช้หลักการในการตรวจจับ การเคลื่อนไหว โดยใช้เซนเซอร์ แสงที่อยูภ่ ายในเม้าส์ ร่ วมกับ LED Optical mouse ในยุคแรก ๆ ประดิษฐ์โดย Kirsch บริ ษทั Mouse System Corporation ซึ่งสามารถใช้ได้บนแผ่นรอง ที่มีพ้ืนผิว เป็ นโลหะเฉพาะเท่านั้น แต่เมื่อคอมพิวเตอร์ ราคาถูกลง Optical mouse จึงได้ใส่ Chip สําหรับ ประมวลผลภาพ (image processing chips) เข้าไป ซึ่งสามารถใช้ได้บนพื้นผิวหลายชนิดมากขึ้น โดย ไม่จาํ เป็ นต้องใช้แผ่นรองเม้าส์ (Mouse pad) อีกต่อไป การทํางานของเม้าส์แบบที่ไม่ตอ้ งใช้แผ่นรอง คือการใช้ sensor ในการตรวจจับการเคลื่อนที่ของพื้นผิวที่เกิดจากการใช้ LED ส่ องไปที่พ้ืนผิว และ จะถูกส่ งต่อไปที่ส่วนประมวลผลภาพ (image processing part) เพื่อจะแปลงไปเป็ นการเคลื่อนไหว บนแกน X และ Y โดยจะประมวลผลถึง 1512 เฟรมต่อวินาทีซ่ ึ งในแต่ละเฟรมมีขนาด 18x18 pixels และแต่ละ pixel มีระดับความเข้มที่แตกต่างกันได้ถึง 64 เฉด เม้าส์แบบนี้ กลายเป็ นมาตรฐานใน ปั จจุบนั เนื่องจากความแม่นยําที่มีมากกว่าเม้าส์แบบลูกกลิ้ง


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

รู ปที่ 3.13 แสดงตัวอย่ างและส่ วนประกอบภายในของ Optical mouse 3. Optical-Mechanical Mouse การทํางาน คล้ายกับ Mechanical Mouse เพียงแต่ ตัวตรวจจับการเคลื่อนที่ของจานนั้นใช้เป็ น LED โดยบนจานถูกเจาะรู รอบ ๆ ในด้านหนึ่งของจาน ซึ่งมีหน้าที่ให้กาํ เนิดแสงและอีกฝากหนึ่งของจานก็จะมีทรานซิสเตอร์แสงทําหน้าที่ตรวจรับแสง

รู ปที่ 3.14 แสดงตัวอย่ างและส่ วนประกอบภายใน Optical-Mechanical Mouse 4. Wireless Mouse การทํางาน เป็ นเม้าส์ไร้สายที่เหมือนกับเม้าส์ธรรมดา ที่อาจ ทํางานด้วยกลไกแบบลูกกลิ้งหรื อแบบแสงก็ได้แต่ไม่มีสายต่อเท่านั้นเพราะจะใช้การส่ งสัญญาณไป ยังเครื่ องคอมพิวเตอร์ผา่ นตัวรับอีกทีหนึ่งแทนที่จะผ่านทางสายโดยตรงลักษณะการทํางานคล้ายกับ รี โมทคอนโทรลของโทรทัศน์ ซึ่งการพัฒนาในช่วงแรก มีการใช้เทคโนโลยีอินฟราเรด (InfraredTechnology) แต่ต่อมาได้มีการพัฒนาไปใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (Radio Technology) ทั้งนี้เนื่องจาก การใช้เทคโนโลยีอินฟราเรดมีขอ้ จํากัดในเรื่ องของการรับ-ส่ งสัญญาณ เครื่ องรับจะต้องอยูใ่ นแนว ทิศทางเดียวกันและห้ามมีอุปกรณ์ใด ๆ ขวางแนวการรับ-ส่ งของคลื่น สําหรับเม้าส์ที่ใช้เทคโนโลยี ความถี่คลื่นวิทยุน้ ีจะไม่มีปัญหาในเรื่ องดังกล่าวทําให้การใช้งานเม้าส์มีความสะดวกมากขึ้นและใช้ งานได้ในรัศมีที่กว้างขึ้น เนื่องจากคลื่นวิทยุสามารถทะลุผา่ นอุปกรณ์กีดขวางใด ๆ ได้ แต่จะต้องมี การติดตั้งเครื่ องรับสัญญาณเพิ่มเติมที่เครื่ องคอมพิวเตอร์ ข้อดีของเม้าส์ประเภทนี้ คือ สามารถเลื่อน เม้าส์ได้ในระยะที่อยูห่ ่างจากคอมพิวเตอร์มากขึ้น เนื่องจากไม่มีสายเป็ นตัวกําหนดขอบเขตการ ทํางานอีกต่อไป


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

รูปที่ 3.15 แสดงตัวอย่ างและแสดงส่ วนประกอบภายใน Wireless Mouse นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วยังมีอุปกรณ์ที่ทาํ หน้าเหมือนเม้าส์อีกหลายตัว เช่น แทรกบอล (Track Ball) ลักษณะภายนอกคล้ายกับเม้าส์แบบลูกกลิ้งหงายขึ้น มี ลูกกลิ้งอยูด่ า้ นบน การใช้งานจะใช้นิ้วมือหรื อฝ่ ามือกลิ้งไปบนตัวลูกบอล เม้าส์ประเภทนี้ออกแบบ มาเพื่อใช้งานกับเครื่ องคอมพิวเตอร์แบบกระเป๋ าหิ้ว เช่น โน๊ตบุค๊ (Notebook) เพราะช่วยประหยัด พื้นที่การใช้งาน

รูปที่ 3.16 ลักษณะของแทรกบอล (Track Ball) ทัชแพด (Touch Pads) ลักษณะการใช้งานจะใช้นิ้วมือเลื่อนเบา ๆ ไปบนแผ่น แพด ตําแหน่งของลูกศรหรื อเคอร์เซอร์บนจอภาพก็จะเลื่อนไปตามการเลื่อนของนิ้วมือ ที่ตวั แพด มีปุ่มกด 2 ปุ่ ม เป็ นการกดคลิกซ้าย ขวาเหมือนเม้าส์ลูกกลิ้งทัว่ ไป พบเห็นได้ในเครื่ องคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุค๊ ซึ่งติดตั้งตายตัวมากับเครื่ องอยูบ่ ริ เวณแป้ นพิมพ์ ทัชแพดปัจจุบนั จะมีแถบเลื่อนไว้ดา้ นข้าง

รูปที่ 3.17 ลักษณะของทัชแพด (Touch Pads)


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

3.2.3 สแกนเนอร์ (Scanner) เป็ นอุปกรณ์นาํ เข้าข้อมูล ในกรณี ที่ไม่สามารถป้ อนข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ ผ่านทางแป้ น คียบ์ อร์ดได้เช่น ภาพโลโก้ (Logo) ภาพถ่ายหรื อจากบาร์โค้ด (Barcode) ที่ติดมากับสิ นค้า หนังสื อ และเอกสารต่าง ๆ เราสามารถใช้สแกนเนอร์สแกนภาพเพื่อแปลงเป็ นข้อมูลเข้าไปสู่เครื่ อง คอมพิวเตอร์ได้โดยตรง โดยอาศัยแสงเลเซอร์ในการอ่านหรื อสแกนข้อมูล แล้วนํามาทําการแปลง (Decode) เป็ นสัญญาณไฟฟ้ าอีกครั้ง หน่วยประมวลผลจะนําข้อมูลที่ได้รับมานั้นแสดงเป็ นภาพ ให้ปรากฏอยูบ่ นจอภาพเพือ่ นํามาแก้ไข สี รู ปร่ าง ตัดแต่ง และนําภาพไปประกอบงานพิมพ์อื่น ๆ ได้

รู ปที่ 3.18 ตัวอย่ างสแกนเนอร์ แบบต่ าง ๆ 3.2.3.1 ประเภทของสแกนเนอร์ สแกนเนอร์ที่ใช้ในปัจจุบนั มีดว้ ยกันหลากหลายรู ปแบบ ขึ้นอยูก่ บั ลักษณะ การนําไปใช้งาน โดยทัว่ ไปแล้วในปัจจุบนั เครื่ องสแกนเนอร์สามารถแบ่งออกได้เป็ น 3 ประเภท ใหญ่ ๆ คือ 1. สแกนเนอร์ แบบแท่ นราบหรือแบบระนาบ (Flatbed Scanner) บางครั้ง เรี ยกว่า สแกนเนอร์แบบเดสท็อปหรื อสแกนเนอร์แบบตั้งโต๊ะ เป็ นสแกนเนอร์ที่นิยมใช้งานทัว่ ไปมี ขนาดบางวางราบไปกับพื้น เวลาใช้งานให้เปิ ดฝาออกและวางกระดาษลงไป มีความเร็ วสู งกว่าแบบ อื่น สแกนเนอร์แบบนี้มีกลไกและลักษณะการทํางานคล้ายกับเครื่ องถ่ายเอกสารแต่มีขนาดแบนและ เล็กกว่า เป็ นสแกนเนอร์ที่ใช้สแกนเอกสาร หนังสื อ ภาพถ่ายหรื อภาพพิมพ์ต่าง ๆ เพียงแค่ผใู ้ ช้วาง ภาพ หรื อหนังสื อ ที่ตอ้ งการสแกนควํ่าหน้าลงบนแผ่นกระจกใส ปิ ดฝาเครื่ อง แล้วสั่งให้เครื่ องทํา การสแกนภาพ เมื่อทําการสแกน หัวสแกนจะเคลื่อนที่จากปลายด้านหนึ่ งไปยังอีกด้านหนึ่ ง โดย อุปกรณ์ในการสแกน ของสแกนเนอร์แบบแท่นราบ จะเคลื่อนตัวผ่านความยาวของภาพ เพื่อเก็บ รายละเอียดต่าง ๆ ของภาพการสแกนภาพด้วยสแกนเนอร์ ประเภทนี้ ดีกว่าสแกนเนอร์ แบบมือถือ


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

หรื อสแกนเนอร์แบบดึงกระดาษ ก่อนเริ่ มต้นการใช้งานต้องลงโปรแกรมติดตั้งไดร์ ฟเวอร์ (Driver) ที่มาสนับสนุนตัวสแกนเนอร์น้ นั ก่อน

รู ปที่ 3.19 ตัวอย่ างสแกนเนอร์ แบบแท่ นราบ 2. สแกนเนอร์ แบบป้อนกระดาษ (Sheet-fed Scanner) หรื อ แบบเลื่อน กระดาษ สแกนเนอร์ ประเภทนี้ คล้าย ๆ กับสแกนเนอร์ แบบแท่นราบ แต่จะใช้วิธีการเลื่อนเอกสาร แผ่นกระดาษหรื อรู ปภาพทีละแผ่น แทนการเคลื่อนที่ของหัวสแกน หัวสแกนจะอยูก่ บั ที่ไม่เคลื่อน ย้ายเวลาสแกน ตัวสแกนเนอร์จะรับกระดาษเข้ามาแล้วค่อย ๆ เลื่อนกระดาษให้ผา่ นหัวสแกนซึ่งอยู่ กับที่แทน ข้อจํากัดของสแกนเนอร์แบบดึงกระดาษนี้กค็ ือจะสแกนได้เฉพาะภาพหรื อข้อความที่เป็ น กระดาษแผ่น ๆ เท่ านั้น ไม่ ส ามารถสแกนหนังสื อที่ เ ป็ นรู ป เล่ ม หรื อ สมุ ด ที่ มี ค วามหนาได้ ถ้า ต้องการสแกนภาพในหนังสื อจริ ง ๆ จําเป็ นต้องฉี กกระดาษออกเป็ นแผ่น ๆ เพื่อป้ อนเข้าเครื่ อง สแกนเนอร์ ทําให้ไม่สะดวกในการใช้งานคุณภาพที่ได้จากสแกนเนอร์แบบนี้ อยูใ่ นระดับปานกลาง ซึ่ งถ้าดูแล้ว จะคล้ายกับการทํางานของเครื่ องโทรสารหรื อเครื่ องพิมพ์นั่นเอง เครื่ องสแกนเนอร์ ประเภทนี้จะทํางานได้ดี เมื่อใช้งานร่ วมกับตัวป้ อนเอกสารอัตโนมัติ

รู ปที่ 3.20 ตัวอย่ างสแกนเนอร์ แบบดึงกระดาษ


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

3. สแกนเนอร์ แบบมือถือ (Handheld Scanner) สแกนเนอร์แบบมือถือโดย ทัว่ ไปเป็ นสแกนเนอร์ที่มีขนาดเล็ก ในการใช้งานนั้น ผูใ้ ช้ตอ้ งจับตัวสแกนเนอร์ทาบลงไปบนวัตถุ ที่ตอ้ งการสแกนแล้วเลื่อนหัวสแกนไปบนวัตถุน้ นั ๆ ใช้เทคโนโลยีพ้ืนฐานเหมือนกับเครื่ องสแกน ประเภทแท่นราบ แต่อาศัยการเลื่อนหัวผ่านเอกสารแทนการเคลื่อนไหวของสายพานกล ผูใ้ ช้ตอ้ ง เลื่อนหัวสแกนไปบนหนังสื อหรื อรู ปภาพ สแกนเนอร์ ประเภทนี้ จะให้ภาพที่มีคุณภาพไม่ดีนกั จึง เหมาะกับภาพที่ไม่ตอ้ งการความละเอียดส่ วนใหญ่ใช้สแกนโลโก้ (Logo) ลายเซ็นหรื อภาพที่มี ขนาดเล็ก ๆ ไม่ใหญ่มากหรื ออ่านแถบรหัสบาร์ โค้ดสิ นค้าตามห้างสรรพสิ นค้า ซุ ปเปอร์ มาร์ เก็ต ร้านขายหนังสื อจะใช้สแกนเนอร์ ชนิ ดนี้ สแกนเนอร์ แบบนี้ ไม่เหมาะกับการสแกนหนังสื อขนาด ใหญ่ เพราะผูใ้ ช้ตอ้ งสแกนภาพนั้นหลาย ๆ ครั้ งเพื่อให้ครบหนึ่ งหน้ากระดาษ แต่สแกนเนอร์ ประเภทนี้ มีประโยชน์ในด้านการสแกนข้อความได้รวดเร็ ว ในบางครั้ง จะเห็นสแกนเนอร์ ชนิ ดนี้ ในรู ปของปากกาก็มี ราคาไม่แพงมาก

รู ปที่ 3.21 ตัวอย่ างสแกนเนอร์ แบบมือถือ 3.2.3.2 ส่ วนประกอบพืน้ ฐานของเครื่องสแกนเนอร์ Cover

Glass plate

รู ปที่ 3.22 แสดงตัวอย่ างโครงสร้ างภายในของเครื่องสแกนเนอร์


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

1. ซีซีดี : อุปกรณ์ถ่ายเทประจุ (CCD array) จัดได้วา่ เป็ นหัวใจของเครื่ อง สแกนเนอร์ ซีซีดีเป็ นเทคโนโลยีที่ตรวจจับแสง (Optical sensor) CCD array คือชุดของไดโอด ขนาดเล็กที่มีความไวแสง โดยจะเปลี่ยนแสงให้เป็ นสัญญาณไฟฟ้ า เอกสารที่ตอ้ งการสแกนจะถูก วางครอบบน CCD array ซีซีดีเป็ นเทคโนโลยีที่สแกนเนอร์ใช้ในการจับภาพโดยแปลงข้อมูล อนาล็อกให้เป็ นข้อมูลในรู ปดิจิตอล จากนั้นข้อมูลจะถูกส่ งไปที่ชิปผ่านระบบออฟติคลั ที่เป็ นเลนส์ และระบบกระจกแล้วประมวลผลไปสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ 2. กระจก (Mirrors) โดยทัว่ ไปแล้วกระจกจะมีท้ งั หมด 3 แผ่นในตัวเครื่ อง ทําหน้าที่สะท้อนแสงที่หกั เหมาจากหลอดไฟ เพื่อให้แสงนั้นผ่านเลนส์แล้วส่ งต่อไปยังซีซีดี 3. หัวสแกน (Scan head) ประกอบด้วยชุดของกระจก เลนส์ ฟิ ลเตอร์และ ซีซีดี ทําหน้าที่เคลื่อนผ่านเอกสารหรื อรู ปภาพอย่างช้า ๆ เพื่ออ่านข้อมูลไปประมวลผลที่หน้าจอ คอมพิวเตอร์ 4. แผ่นกระจกวาดรู ป (Glass plate) เป็ นแผ่นแก้วโปร่ งใส เป็ นส่ วนที่ใช้วาง เอกสารหรื อรู ปภาพก่อนเริ่ มการสแกน 5. หลอดไฟ (Lamp) ทําหน้าที่ส่องแสงไปยังเอกสารหรื อรู ปภาพ เพื่อให้เกิด แสงสะท้อนไปยังกระจก หลอดไฟในเครื่ องสแกนส่ วนใหญ่ เป็ นหลอดฟลูออเรสเซนต์ชนิด ClodCathode (CCFL) หรื อหลอดซีนอน 6. เลนส์ (Lens) ทําหน้าที่รับแสงสะท้อนจากกระจก เพือ่ เพิ่มความคมชัดให้ กับข้อมูล จากนั้นส่ งข้อมูลแสงที่ได้น้ นั ไปยังซีดี 7. ฝาครอบ (Cover) ทําหน้าที่ปิดเอกสารหรื อรู ปภาพ (คล้ายฝาปิ ดของเครื่ อง ถ่ายเอกสาร) เพื่อป้ องกันแสงจากภายนอก ฝาครอบส่ วนใหญ่จะเป็ นแผ่นสี ขาวบางและสามารถถอด ออกได้ เพื่อให้สามารถสแกนหนังสื อที่มีความหนามาก ๆ ได้โดยไม่ตอ้ งฉีกหน้าหนังสื อที่จะสแกน ออกเหมือนสแกนเนอร์แบบเลื่อนกระดาษ 8. แผ่นกรองแสง (Filters) มีลกั ษณะเป็ นแผ่นแก้วสี ขาวโปร่ งใส หรื อสี อื่น ๆ ใช้สวมไว้ต่อจากเลนส์ ทําหน้าที่เป็ นฉากกั้นแสงสี กบั บางสี และเพิ่มแสงสี บางสี ไปตกกระทบบน ซีซีดี นอกจากนั้น แผ่นกรองแสงนี้ยงั ช่วยเปลี่ยนความเข้มของสี ของวัตถุและสามารถช่วยสร้างภาพ ให้มีลกั ษณะพิเศษตามที่ตอ้ งการอีกด้วย 9. สเต๊ปเปอร์มอเตอร์ (Stepper motor) เป็ นชุดของมอเตอร์ที่ทาํ หน้าที่เลื่อน ชุดของหัวสแกน หลอดไฟและแท่งยึด ให้เคลื่อนที่ในระหว่างที่สแกนเอกสารหรื อรู ปภาพ 10. แท่งยึดหรื อแท่งเสถียร (Stabilizer bar) เป็ นแท่งเหล็กที่ยึดติดกับหัว สแกน เพื่อไม่ให้หวั สแกนหลุดหรื อโยกในระหว่างเลื่อนผ่านเอกสารหรื อรู ปภาพ


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

11. สายพาน (Belt) จะติดอยูก่ บั แท่งยึดและจะเป็ นตัวยึดหัวสแกนให้ติดอยู่ กับแท่งยึด เพื่อไม่ให้หวั สแกนหักเหออก ในระหว่างสแกนเอกสาร 12. แผงควบคุมหรื อวงจรควบคุม (Controller) ใช้สาํ หรับกําหนดและ ควบคุมการทํางานสแกนเนอร์ ในเรื่ องของความละเอียด ความสว่าง (Brightness) สัดส่ วนขนาด ของภาพ และการเลือกพิมพ์จากภาพสแกน 3.2.3.2 หลักการทํางานของสแกนเนอร์ สแกนเนอร์ ทํางานอาศัยหลักของการสะท้อนแสง โดยเมื่อเราวางภาพลงไป บนสแกนเนอร์ ซึ่งขึ้นอยูก่ บั ลักษณะวิธีการใช้งานของสแกนเนอร์แต่ละแบบ ว่าจะใส่ ภาพเข้าไป อย่างไร สแกนเนอร์จะทําการฉายแสงไปกระทบกับวัตถุ ให้สะท้อนไปตกบนตัวรับแสงทีละแถว ข้อมูลในแถวนั้น ๆ ก็จะถูกแปลงเป็ นจุดเล็ก ๆ ในลักษณะสัญญาณดิจิตอลเข้าไปเก็บไว้ใน หน่วยความจํา เมื่อต้นกําเนิดแสงและตัวรับแสงเลื่อนไปยังภาพแถวต่อไปสัญญาณที่ได้จากแถว ต่อมาก็จะถูกส่ งต่อเนื่องกันไปจนสุ ดภาพ ซึ่งหลักการทํางานของสแกนเนอร์โดยละเอียดเป็ นดังนี้ สแกนเนอร์จะทําการอ่านภาพโดยอาศัยการสะท้อนหรื อการส่ องผ่านของแสง กับภาพต้นฉบับที่ทึบแสงหรื อโปร่ งแสง ให้ตกกระทบกับแถบของอุปกรณ์ไวแสง (Photosensitive) ซึ่งมีชื่อในทางเทคนิคว่า Charge-Couple Device (CCD) ตัว CCD จะรับแสงดังกล่าวลงไปเก็บไว้ ในเส้นเล็กของเซลและจะแปลงคลื่นแสงของแต่ละเซลเล็ก ๆ ให้กลายเป็ นคลื่นความต่างศักย์ ซึ่งจะ แตกต่างไปตามอัตราส่ วน ของระดับความเข้มของแสงแต่ละจุด ตัวแปลงสัญญาณอนาล็อกเป็ นดิจิตอล (Analog to Digital Converter) จะ แปลงคลื่นความต่างศักย์ให้เป็ นข้อมูลในรู ปแบบที่คอมพิวเตอร์ เข้าใจ ในเวลาเดียวกันโปรแกรม การอ่านจะควบคุมการทํางานของเครื่ องอ่านภาพให้รับข้อมูลเข้าและจัดรู ปแบบเป็ นแฟ้ มข้อมูลของ ภาพในระบบคอมพิวเตอร์ต่อไป

รูปที่ 3.23 แสดงกระบวนการทํางานของสแกนเนอร์


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

3.2.4 บาร์ โค้ ค (Barcode) แถบรหัสบาร์โค้ด (Barcode) คือแถบเส้นดํายาวพิมพ์เรี ยงติดต่อกันเป็ นแถบบนกระดาษ ติดอยูต่ ามสิ นค้าที่วางขายกันตามห้างสรรพสิ นค้าหรื อซูเปอร์ มาร์ เก็ตทัว่ ไป ซึ่ งแถบดําเหล่านี้ จะ เป็ นรหัส ที่ใช้บ่งบอกถึงประเภทสิ นค้านั้น ๆ เช่น ยาสี ฟัน สบู่ แป้ ง เป็ นต้น แถบรหัสบาร์โค้ค เหล่านี้ จะสามารถอ่านได้โดยใช้เครื่ องอ่านแถบรหัสที่เรี ยกว่า Barcode Reader หรื อใช้เครื่ อง สแกนเนอร์ สําหรับการอ่านแถบรหัสบาร์ โค้ดนี้โดยเฉพาะ ส่ วนใหญ่บาร์โค้ดนี้จะใช้ร่วมกับระบบ POS ในการคิดเงินที่แคชเชียร์ ทําให้เกิดรวดเร็ วในการปฎิบตั ิงาน และสะดวกต่อการเปลี่ยนแปลง ราคาสิ นค้าอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ในกิจการด้านไปรษณี ยใ์ ช้ประโยชน์ของแถบรหัสนี้ ในการ คัดแยกจดหมายหรื อสิ่ งของพัสดุภณ ั ฑ์ ทําให้เกิดการบริ การได้รวดเร็ วยิง่ ขึ้น

รูปที่ 3.24 ตัวอย่ างแถบรหัสบาร์ โค้ ดเครื่องพิมพ์และเครื่องอ่านบาร์ โค้ ด 3.2.4.1 หลักการอ่านแถบรหัส สําหรับการอ่านแถบรหัสใช้หลักการที่วา่ พื้นสว่างจะสะท้อนได้มากกว่าพื้นมืด ดังนั้น เมื่ อตัวอ่านกวาดแสงลงไปบนแถบรหัส ลําแสงที่ถูกปล่อยออกมาจากหัวอ่านจะสะท้อน กลับมามากหรื อน้อยก็ข้ ึนอยูก่ บั ว่าแสงที่ส่งไปนั้น ตกกระทบแถบขาวหรื อแถบดํา แสงสะท้อนกลับ เหล่านี้จะถูกแปลงเป็ นสัญญาณไฟฟ้ าโดย Photodiode ที่ติดอยูท่ ี่หวั อ่าน องค์ประกอบสําคัญของตัว อ่านแถบรหัสก็คือ ขนาดของลําแสงที่ส่งออกมานั้นจะต้องสัมพันธ์กบั ความละเอียด (Resolution) ของแถบ กล่าวคือ ขนาดของแสงจะต้องไม่ใหญ่กว่าความกว้างของแถบดําหรื อแถบขาวที่แคบที่สุด ในทางปฏิบตั ิ จุดลําแสงมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.2 ม.ม. ส่ วนสําคัญอีกส่ วนหนึ่ งก็คือ ความยาวคลื่นของแสงที่ใช้ ซึ่ งขึ้นกับว่าจะใช้อ่านรหัสแถบสี อะไร โดยทัว่ ไป ใช้แสงอินฟราเรด (Infrared) ที่มีความยาวคลื่นประมาณ 0.95 ไมครอน (Micron) สําหรับอ่านแถบขาวดํา และใช้แสงสี


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

แดงที่มีความยาวคลื่น 0.65 ถึง 0.7 ไมครอน สําหรับอ่านรหัสแถบสี เขียวหรื อสี น้ าํ เงินที่พิมพ์บนพื้น สี เหลืองหรื อสี สม้ 3.2.4.2 รหัสบาร์ โค้ ด รหัสบาร์โค้ดที่ใช้มีหลากหลายซึ่งการเลือกใช้น้ นั ก็ข้ ึนอยูก่ บั ลักษณะงาน ปั จจุบนั ที่ใช้กนั แพร่ หลาย ได้แก่ UPC (Uniform Product Code) EAN (European Article Number) Codebar 2 ใน 5 และรหัส 39  รหัส EAN / UPC เป็ นรหัสแทนตัวเลข แถบรหัสหนึ่งประกอบด้วยเลข 8 ตัว หรื อ 13 ตัว แต่ขนาด 13 ตัวเป็ นแบบที่ใช้กนั แพร่ หลายมากที่สุด แถบรหัสจะขึ้นต้นและลง ท้ายด้วยรหัส 101 เสมอ ตัวเลข 13 หลักนี้จะถูกแบ่งเป็ นสามส่ วน ส่ วนแรกประกอบด้วยเลข 2 ตัว ซึ่งบ่งบอกประเทศ ส่ วนที่สองประกอบด้วยเลข 4 ตัว บ่งบอกผูผ้ ลิตและส่ วนสุ ดท้าย ซึ่งแยกจาก ส่ วนที่สองโดยมีรหัส 01010 เป็ นตัวคัน่ นั้น จะบ่งบอกรหัสตัวสิ นค้า รหัสแต่ละตัวจะใช้แถบ 7 แถบ แต่ละแถบมีความกว้างตายตัวเท่ากัน โดยแถบดําคือ 1 และแถบขาวคือ 0 รหัส EAN/UPC นี้เป็ น รหัสที่ใช้กบั สิ นค้าอุปโภคบริ โภค และเป็ นที่ใช้กนั อย่างแพร่ หลาย

รู ปที่ 3.25 ตัวอย่ างแถบรหัสบาร์ โค้ ด EAN / UPC  รหัส 2 ใน 5 เป็ นรหัสที่ใช้กนั อย่างแพร่ หลายในวงการอุตสาหกรรม รหัส หนึ่งตัวจะประกอบด้วยแถบห้าแถบซึ่ง 2 ในจํานวนนี้ จะมีลกั ษณะแตกต่างจากส่วนที่เหลือ รหัสใน ตระกูลนี้ได้แก่ 2 ใน 5 อุตสาหกรรม, 2 ใน 5 แมตทริ กซ์ และ 2 ใน 5 สอดแทรก ทั้งหมดเป็ นรหัส แทนตัวเลข รหัส 2 ใน 5 อุตสาหกรรม แถบรหัสหนึ่งจะมีความยาวระหว่าง 1 ถึง 32 ตัว ในรหัส ชนิดนี้แถบดําเท่านั้นที่ถือเป็ นองค์ประกอบของแถบรหัส โดยแถบดําแคบถือเป็ น 0 และแถบดํา กว้างถือเป็ น 1 รหัส 2 ใน 5 อุตสาหกรรมนี้ เป็ นรหัสที่ง่ายต่อการพิมพ์ แต่วา่ ขาดความแน่นอนใน การอ่าน ดังนั้นจึงมีการเติมเอาอักษรควบคุมที่ทา้ ยแถบรหัส รหัสชนิดนี้ใช้กนั อย่างแพร่ หลายใน โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ บนตัว๋ เครื่ องบินและเครื่ องแยกจดหมาย สําหรับรหัส 2 ใน 5 แมตทริ กซ์


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

นั้น แถบดําและแถบขาวล้วนถือเป็ นองค์ประกอบของรหัส รหัสหนึ่งตัวประกอบด้วยสามแถบดํา และสองแถบขาว ระหว่างรหัสแต่ละตัวจะมีช่องไฟคัน่ แถบรหัสจะขึ้นต้นและลงท้ายด้วยรหัส 10000 เสมอ รหัส 2 ใน 5 สอดแทรกนั้น ถือได้วา่ เป็ นรหัสที่น่าสนใจที่สุดในรหัสตระกูลนี้ ในรหัส ชนิดนี้แถบดําและขาวล้วนถือเป็ นองค์ประกอบของรหัสเช่นเดียวกับ 2 ใน 5 แมตทริ กซ์ แต่จะไม่มี ช่องไฟระหว่างรหัส และการใส่ รหัสนั้นจะทําในลักษณะ สอดแทรก คือ อักษรตัวแรกจะถูกใส่ รหัส ด้วยรหัส 2 ใน 5 อุตสาหกรรม โดยใช้แถบดําเป็ นตัวประกอบ แต่ตวั อักษรตัวต่อมาจะถูกใส่ รหัส ด้วย 2 ใน 5 อุตสาหกรรม ที่ใช้คราวนี้แถบขาวเป็ นตัวประกอบ แถบขาวที่ได้มีหา้ แถบด้วยกัน คือ แบ่งเป็ นสองแถบกว้างและสามแถบแคบ ซึ่งจะถูกแทรกเข้าสลับกับแถบดําห้าแถบที่ได้จากการใส่ รหัสตัวอักษรแรก แถบรหัสของ 2 ใน 5 สอดแทรก นี้จะขึ้นต้นด้วยรหัส 0000 และลงท้ายด้วยรหัส 100 เป็ นที่นิยมใช้กนั อย่างแพร่ หลายในวงการอุตสาหกรรม

รู ปที่ 3.26 ตัวอย่ างแถบรหัสบาร์ โค้ ด 2 ใน 5  รหัส 39 เป็ นรหัสชนิดแรกที่ใช้แทนตัวอักษรปัจจุบนั ได้มีรหัสซึ่งขยายจาก รหัส 39 แล้ว คือ รหัส 128 รหัส 39 นั้น ประกอบด้วยสัญลักษณ์ 43 ตัว ซึ่งเดิมใช้ 39 ตัว แบ่งเป็ น พยัญชนะ 26 ตัว ตัวเลข 10 ตัว และที่เหลือเป็ นอักษรพิเศษ รหัส 39 นี้สามารถถือเป็ นรหัส 3 ใน 9 เพราะรหัสหนึ่งตัวประกอบด้วย 9 ตัวประกอบ โดยสามตัวในนั้นจะเป็ นแถบกว้างและอีกสองตัวจะ เป็ นแถบแคบ หนึ่งแถบรหัสจะมีหนึ่งถึงสามตัวอักษรเท่านั้นซึ่งตามด้วย Check digit ดังนั้นรหัส 39 จึงมีความแน่นอนในการอ่านสูงแต่ รหัสชนิดนี้มีใช้กนั มากในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้ ในการแยกชนิดแผงวงจร  Codebar เป็ นรหัสสําหรับตัวเลขและมีความยาวของแถบรหัสจาก 1 ถึง 32 ตัว เป็ นรหัสที่ใช้ในธนาคารเลือดของสหรัฐอเมริ กาในอุตสาหกรรมและทางการแพทย์ รหัสหนึ่งตัว ประกอบด้วย 7 บิต ซึ่งแบ่งเป็ น 4 แถบดํา และ 3 แถบขาว แถบดําหรื อขาวที่แคบแทน 0 และแถบดํา หรื อขาวกว้างแทน 1


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

รูปที่ 3.27 ตัวอย่ างแถบรหัสบาร์ โค้ ด 39 นอกจากรหัสที่กล่าวแล้วยังมีรหัสอื่น ๆ ที่เราสามารถพบเห็นได้ เพียงแต่วา่ ไม่ เป็ นที่แพร่ หลายมากนัก ซึ่งได้แก่ รหัส128, รหัส 2 ใน 7 และ รหัส 11 เป็ นต้น 3.2.5 กล้ องดิจิตอล (Digital Camera) กล้องดิจิตอล (Digital Camera) เป็ นอุปกรณ์ถ่ายภาพที่บนั ทึกภาพไว้ในรู ปของไฟล์ (Files) แทนการบันทึกลงฟิ ล์ม (Film) พูดง่าย ๆ ก็คือใช้สาํ หรับถ่ายภาพแบบไม่ตอ้ งใช้ฟิล์มโดยเก็บ ภาพที่ถ่ายไว้ในลักษณะดิจิตอลด้วยอุปกรณ์ (CCD: Charge Couples Device) กล้องดิจิตอลบางรุ่ น ใช้แผ่นดิสก์ (Diskette) ขนาด 3.5 นิ้ว ซึ่งมีความจุเท่ากับ 1.44 เมกะไบต์ (MB) ในการบันทึกข้อมูล แต่บางรุ่ นก็ใช้หน่วยความจําแฟลช (Flash Memory) หรื อการ์ด Compact Flash, SD Card, Memory Stick ในการบันทึกแทน เมื่อแผ่นดิสก์หรื อ Flash Memory บันทึกข้อมูลภาพจนเต็มก็จะนําไปถ่าย โอนข้อมูล (transfer data) ลงในเครื่ องคอมพิวเตอร์ ภาพที่ได้จะประกอบด้วยจุดเล็ก ๆ จํานวนมาก เรี ยกว่าเป็ นความละเอียดของภาพ คิดเป็ นจุดหรื อพิกเซล (Pixels) กล้องดิจิตอลเป็ นอุปกรณ์ที่ได้รับ ความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่ อย ๆ เนื่องจากไม่ตอ้ งใช้ฟิล์มในการถ่ายภาพและสามารถดูผลลัพธ์ได้จากจอที่ ติดอยูก่ บั กล้องได้ในทันที กล้องดิจิตอล (Digital Camera) ถือได้วา่ เป็ นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยม เป็ นอย่างมาก ทุกวันนี้เราจะพบว่ามีกล้องดิจิตอลหลากหลายรุ่ นออกมาวางจําหน่ายกันอย่างไม่ขาด สาย กล้องดิจิตอลที่สามารถถ่ายภาพได้ที่ความละเอียดตั้งแต่ 4.0 ล้านพิกเซล มีราคาลดลงเรื่ อย ๆ จึงเป็ นแรงจูงใจให้ผใู ้ ช้เปลี่ยนจากกล้องฟิ ล์มมาเป็ นกล้องดิจิตอล

รู ปที่ 3.28 แสดงตัวอย่ างกล้องดิจิตอล แบบต่ าง ๆ


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

ปัจจุบนั มีกล้องอีกประเภทหนึ่งเรี ยกว่าแคม (CAM) หรื อเว็บแคม (Web CAM) ใช้ สําหรับการพูดคุยผ่านทางอินเทอร์เน็ต (Internet) หรื อการประชุมทางไกลทางอินเทอร์เน็ตแคมต่าง จากกล้องดิจิตอลทัว่ ไปตรงที่วา่ เวลาใช้งานจะต้องต่ออยูก่ บั พอร์ต (Port) ของคอมพิวเตอร์ ไม่มี จึงไม่สามารถนําออกไปถ่ายนอกสถานที่ได้ ในเครื่ องคอมพิวเตอร์ หน่วยความจําในตัวเอง Notebook ส่ วนใหญ่ติดตั้งกล้องเว็บแคมมาพร้อมกับตัวเครื่ อง

รูปที่ 3.29 แสดงตัวอย่ างเว็บแคม 3.2.5.1 ประเภทของกล้ องดิจิตอล โดยทัว่ ไปกล้องดิจิตอลแบ่งออกเป็ น 2 ประเภทใหญ่คือ 1. กล้ องดิจิตอลแบบคอมแพค (Compact) เป็ นกล้องดิ จิตอลขนาดเล็ก นํ้าหนักเบา ความสามารถจํากัด มีราคาถูก แต่ใช้งานได้ง่าย เนื่องจากมีรูปแบบการถ่ายภาพสําเร็ จรู ป ไว้ให้เลือกอยูแ่ ล้ว เช่น ถ่ายภาพบุคคล วิวทิวทัศน์ กีฬาและการถ่ายภาพระยะใกล้ เป็ นต้น เลนซ์ของ กล้องชนิ ดนี้ ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ เวลาถ่ายภาพจึงต้องมองจากช่องมองภาพ (View Finder) เพียงอย่างเดียวไม่สามารถมองภาพผ่านเลนซ์กล้องได้ ภาพที่มองเห็นกับที่ถ่ายได้จึงเยื้องกันเล็กน้อย การซูมภาพทําได้แบบดิจิตอลซึ่งภาพจะเบลอไม่คมชัดเท่าที่ควร เป็ นกล้องที่นิยมใช้งานกันมาก

รู ปที่ 3.30 กล้องดิจิตอลแบบ Compact


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

2. กล้ องดิจิตอลแบบ SLR (Single Lens reflect) กล้องชนิดนี้ทาํ งานโดยอาศัย การสะท้อนแสงจากกระจกผ่านเลนซ์ภาพอีกต่อหนึ่ง จึงสามารถมองภาพที่ถ่ายจากเลนซ์ได้ ทําให้ ได้ภาพที่ถ่ายใกล้เคียงกับภาพที่มองเห็น สามารถถอดเปลี่ยนเป็ นเลนซ์แบบอื่นได้ เช่น เลนซ์ถ่ายมุม กว้าง (Wide Angle) หรื อเลนซ์ถ่ายระยะไกล (Tele) เป็ นต้น ตัวกล้องมีขนาดใหญ่แต่มีฟังก์ชนั่ สําหรับปรับแต่งมาก ราคาก็จะแพงกว่ากล้องคอมแพคเหมาะสําหรับถ่ายภาพแบบมืออาชีพ

รู ปที่ 3.31 กล้ องดิจิตอลแบบ SLR 3.2.5.2 คุณสมบัติของกล้ องดิจิตอลทีค่ วรรู้จัก ในปั จจุบนั กล้องดิจิตอลมีออกมาวางจําหน่ ายมากมายหลายรุ่ นแต่เราจะรู ้ได้ อย่างไรว่ากล้องตัวไหนมีประสิ ทธิภาพดีหรื อไม่ดีอย่างไร ดังนั้นเราจึงควรรู ้จกั คุณสมบัติที่เกี่ยวข้อง กับกล้องดิจิตอลเอาไว้บา้ ง เพื่อใช้พิจารณาก่อนจะเลือกซื้อกล้องดิจิตอลมาใช้งาน คุณสมบัติของ กล้องดิจิตอลที่ควรรู ้จกั ก็มีดงั นี้ 1. ความละเอียด (Resolution) เป็ นค่าความละเอียดสูงสุ ด ที่กล้องดิจิตอล สามารถทําได้นนั่ เอง วิธีการคํานวณค่าความละเอียด คือ การนําความละเอียดในแนวตั้ง และ แนวนอนมาคูณกัน ดังนั้นกล้องดิจิตอลที่สามารถถ่ายภาพได้ ที่ความละเอียด 3 ล้านพิกเซล นั้นก็ หมายความว่า ถ่ายภายภาพได้ที่ขนาดความละเอียด 2,048x1,536 พิกเซลนัน่ เอง (2,048 คูณกับ 1,536 จะได้เท่ากับ 3,145,728 พิกเซล ซึ่งประมาณได้ราว 3.2 ล้านพิกเซล) 2. การซูมภาพ (Zoom) คุณสมบัติในการซูมภาพเป็ นหนึ่งในคุณสมบัติที่ผใู ้ ช้ ควรให้ความสนใจ เพราะกล้องดิจิตอลมีวธิ ีการซูมภาพอยู่ 2 แบบ คือ Optical Zoom และ DigitalZoom สําหรับ Optical Zoom เป็ นการซูมภาพจากตัวเลนส์ของกล้องโดยตรง ซึ่งจะทําให้ได้ภาพที่ คมชัดกว่าแบบ Digital Zoom เพราะ Digital Zoom ใช้วิธีการขยายจากภาพต้นฉบับที่ถ่ายมาได้ซ่ ึง ไม่ใช่การขยายจากเลนส์โดยตรง 3. ช่องมองภาพแบบออปติคอล (Optical View Finder) คือช่องที่ช่วยให้เรา กะระยะของภาพได้โดยที่ไม่ตอ้ งมองผ่านจอภาพ LCD ซึ่งกล้องดิจิตอลส่ วนมากก็จะมีมาให้อยูแ่ ล้ว แต่ปัญหาอยูท่ ี่วา่ การใช้งานช่องมองภาพนี้กล้องบางตัวก็ออกแบบได้ดี ในขณะที่บางตัวก็มีขนาด


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

เล็กเกินกว่าที่จะใช้งานได้อย่างสะดวก เพราะถ้าเราไม่สามารถใช้ประโยชน์จากช่องมองภาพได้แล้ว ก็ส่งผลให้เราต้องเปิ ดจอภาพ LCD ไว้ตลอดเวลา ทําให้เปลืองแบตเตอรี่ มากกว่าปกติ 4. แฟรช (Flash) การถ่ายภาพในที่มืดหรื อบริ เวณที่แสงสว่างไม่พอจําเป็ นต้อง อาศัยแสงสว่างจากแฟรชเป็ นตัวช่วยทําให้ภาพมีความสว่างมากขึ้น กล้องดิจิตอลทุกตัวมักมีแฟรช ติดตั้งมาให้อยูแ่ ล้ว แต่สิ่งสําคัญจะอยูท่ ี่การควบคุมแฟรชของตัวกล้องเองมากกว่า ว่าสามารถยิง แฟรซออกไปยังวัตถุตรงหน้าได้ดีเพียงใด กล้องที่ดีจะต้องควบคุมการยิงแฟรชให้เหมาะสมกับ ระดับแสงและระยะของวัตถุที่อยูต่ รงหน้าได้อย่างเหมาะสม แม้จะอยูใ่ นโหมดอัตโนมัติกต็ าม 5. แบตเตอร์ รี่ (Battery) กล้องดิจิตอลในปั จจุบนั มีท้ งั ที่ใช้กบั ถ่านไฟฉาย แบบ AA และแบบที่ใช้กบั แบตเตอร์ รี่ ที่ออกแบบมาเฉพาะสําหรับกล้องยีห่ อ้ นั้น ซึ่งกรณี น้ ี จะเสี่ ยง ต่อปั ญหาแบตเตอร์ รี่หมดในขณะที่เราถ่ายภาพได้ง่ายเพราะแบตเตอร์รี่พวกนี้ จะต้องมีการชาร์ จไฟ ใหม่จึงจะใช้งานได้ ดังนั้นจึงควรสอบถามถึงชนิดและราคาของแบตเตอร์รี่ให้ชดั เจนด้วย 6. ระยะเวลาในการทํางาน คือ ระยะเวลาที่กล้องใช้ในการกดชัตเตอร์ หรื อ ระยะเวลาที่ตอ้ งรอในการบันทึกภาพถ่ายก่อนที่จะกดชัตเตอร์ ครั้งต่อไปได้ (Shutter Interval) รวมถึงระยะเวลาที่กล้องพร้อมจะทํางานได้เมื่อเปิ ดเครื่ อง (Startup Time) 3.2.5.3 หลักการทํางานของกล้องดิจิตอล ภายในกล้องดิจิตอล จะมีตวั เซนเซอร์ที่ใช้ตรวจจับแสงจากรู ปภาพ เมื่อเรากด ซัตเตอร์ เพื่อจะบันทึกภาพ แสงจากภาพจะสะท้อนผ่านเลนส์เข้ามายังตัวเซนเซอร์ โดยมีลกั ษณะ คล้ายกับการทํางานของสแกนเนอร์ คือ ตัวเซนเซอร์ จะรวมแสงทั้ง 3 สี ที่สะท้อนเข้ามาให้รูปภาพ แล้วส่ งต่อไปเพื่อบันทึกเก็บไว้ยงั สื่ อเก็บข้อมูลภายในกล้อง ซึ่ งหลักการทํางานโดยย่อเริ่ มจากการ เปิ ดให้แสงส่ องผ่านเลนส์เหมือนกล้องฟิ ล์มทัว่ ไป แต่แทนที่จะใช้แสงตกที่ฟิล์มก็ใช้ตวั รับแสงหรื อ Sensor มารับแทน หลังจากนั้นก็จะนําแต่ละจุดของภาพที่รับได้ มาแปลงเป็ นสัญญาณดิจิตอล 0 หรื อ 1 ของแต่ละแม่สีของแสง คือ แดง เขียว นํ้าเงิน แล้วนําจุดภาพของทั้ง 3 แม่สีมาประมวลผล รวมกันเป็ นไฟล์ภาพเก็บไว้ในหน่วยความจําของกล้อง รายละเอียดการทํางานที่ควรทราบเป็ นดังนี้

รูปที่ 3.32 กลไกการทํางานของกล้ องดิจติ อล


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

CCD หรื อ CMOS ตัวรับแสงในกล้องดิจิตอลแต่เดิมจะใช่อุปกรณ์ที่เรี ยกว่า Charged Couple Device เช่นเดียวกับในสแกนเนอร์หรื อกล้องวิดีโอ ซึ่งพื้นผิวของ CCD นี้แบ่งเป็ น จุดย่อยๆ แต่ละจุดจะรับแสงที่ผา่ นเลนส์มากระทบ เกิดเป็ นสัญญาณไฟฟ้ าแทน 1 จุดของภาพขึ้น ซึ่ง สัญญาณนี้จะไปผ่านวงจรขยาย และการแปลงสี เก็บเป็ นข้อมูล 1 จุดในไฟล์รูป ต่อมาได้มีการพัฒนา อุปกรณ์แบบ CMOS (Complementary Metal-Oxide Semiconductor) คล้ายกับที่ใช้ในการสร้าง วงจรดิจิตอลทัว่ ไปมาใช้รับภาพในแบบเดียวกับ CCD ต่างกันตรงที่ CMOS จะมีวงจรขยายสัญญาณ ในตัวก่อนจะส่ งข้อมูลออกมาภายนอก ความละเอียดหรื อจํานวนจุดของตัวรับแสง (ว่ามีขนาดกี่จุด ตามแนวตั้งคูณด้วยกี่จุดตามแนวนอน) เป็ นตัวบอกความละเอียดสู งสุ ดที่สามารถถ่ายได้ดว้ ยกล้องนี้ เมื่อแสงตกกระทบ Sensor ก็จะถูกแปลงเป็ นแต่ละจุดของภาพในแม่สีท้ งั 3 ของแสง พูดง่าย ๆ คือ แต่ละจุดของ Sensor จะเป็ นตัวบอกว่าภาพนั้นเป็ นสี อะไร จุดนั้น ๆ ออกสี แดงเท่าไร ออกสี เขียว เท่าไร และออกสี น้ าํ เงินเท่าไรตามแม่สีของแสง ในความเป็ นจริ งนั้นแต่ละจุดของ Sensor แบบ CCD หรื อ CMOS ทําได้เพียงแค่ วัดว่ามีแสงความสว่าง (ความเข้ม) มากน้อยแค่ไหน แต่บอกไม่ได้ ว่าสี อะไร การจะให้ได้ขอ้ มูลสี จึงต้องจัดให้แต่ละจุดรับแสงเฉพาะเพียงสี เดียวคือ สี แดง สี เขียว หรื อ สี น้ าํ เงิน สี ใดสี หนึ่ งเท่านั้น โดยใช้ฟิลเตอร์ แยกสี หรื อ Cole Filter Array (CFA) ที่เป็ นตารางปิ ดอยู่ หน้า Sensor โดยแต่ละจุดจะให้แสงผ่านได้เพียงสี ใดสี หนึ่งเท่านั้น และกระจายทั้งสามสี สลับกัน ให้ทวั่ Sensor เมื่อแสงตกกระทบ CCD และได้ขอ้ มูลของแต่ละจุด (ที่มีเพียงสี เดียว) แล้วโปรแกรม ในกล้องจึงจะผสมสัญญาณสี แดง เขียว และนํ้าเงิน ระหว่างจุดที่อยู่ติดกัน ให้ออกมากลายเป็ นว่า แต่ละจุดมีค่าครบทั้งสามสี อีกทีหนึ่ ง โดยทัว่ ไปแต่ละสี จะใช้เนื้ อที่ในหน่ วยความจํา 1 ไบต์ต่อหนึ่ ง จุด รวม 3 สี กเ็ ป็ น 3ไบต์ต่อหนึ่งจุด ดังนั้นหาก Sensor ที่ใช้น้ นั เป็ นระดับแค่ 2 ล้านจุดภาพ (พิกเซล) เช่น มีความละเอียด 1,600x1,200 = 1,920,000 จุด ก็จะได้ภาพที่มี่ขอ้ มูลขนาดถึง 1,920,000 x 3 จุด เท่ากับ 5,760,000 ไบต์ หรื อเกือบ 6 เมกะไบต์นนั่ เอง การเก็บข้อมูลภาพขนาดหลายเมกะไบต์ต่อรู ป ไว้ในหน่วยความจําของกล้อง ทําให้สิ้นเปลืองเนื้อที่ในการจัดเก็บ จึงต้องมีการย่อไฟล์ให้เล็กลงโดยแปลงให้อยูใ่ นฟอร์แมตต่าง ๆ ที่นิยมใช้กนั ที่สุด คือ แบบ JPEG ซึ่ งจะย่อไฟล์ได้เล็กลงเป็ นสิ บหรื อร้อยเท่าแล้วแต่ว่าจะยอมให้ ข้อมูลของภาพนั้นมีคุณภาพลดลงหรื อความเพี้ยนเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน และเนื่ องจากการย่อ ข้อมูลของแต่ละรู ปนี้ตอ้ งใช้เวลาในการคํานวณอยูบ่ า้ ง กล้องดิจิตอลโดยทัว่ ไป จึงต้องใช้เวลาสักครู่ หนึ่ งหลังจากการกดชัตเตอร์ ให้บนั ทึกภาพในการย่อข้อมูลไปเก็บไว้ในหน่ วยความจํา ก่ อนที่จะ พร้อมสําหรับการถ่ายรู ปถัดไป การย่อภาพนี้จะย่อข้อมูลของแต่ละรู ปได้ไม่เท่ากัน ขึ้นกับว่ามีขอ้ มูล ที่ซ้ าํ กันอยูม่ ากน้อยเพียงใดในรู ปนั้น ๆ ส่ งผลให้ขนาดไฟล์ภาพ และ จํานวนภาพที่ถ่ายได้จนเต็ม หน่วยความจําของกล้องในแต่ละครั้งไม่เท่ากัน แต่กจ็ ะแตกต่างกันไม่มากนัก


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

3.2.6 จอยสติก (Joy Stick) เป็ นอุปกรณ์รับเข้าชนิดหนึ่งที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวชี้ตาํ แหน่งเช่นเดียวกับเม้าส์ ซึ่งคงจะเป็ นที่คุน้ เคยของ นักเล่นเกมส์ นักเรี ยน นักศึกษา ที่นิยมเล่นเกมคอมพิวเตอร์ชนิดที่มีการ แสดงผลเป็ นแบบกราฟิ ก ที่ตวั ผูเ้ ล่นที่ปรากฏบนหน้าจอภาพต้องมีการเคลื่อนที่ทาํ ภารกิจตามกติกา ของเกมส์ ตัวผูเ้ ล่นที่ปรากฏบนจอภาพเปรี ยบได้กบั ตัวชี้ตาํ แหน่งที่ปรากฏในซอฟต์แวร์ประยุกต์ ทัว่ ไป โดยมีกา้ นควบคุมหรื อปุ่ มกด ทําหน้าที่คอยกําหนดการเคลื่อนที่ของตัวชี้ บนจอภาพ ซึ่ ง จอยสติกบางรุ่ น ก็มีเฉพาะปุ่ มกดแต่บางรุ่ นจะมีลกั ษณะของก้านควบคุมคล้ายกล่องที่มีกา้ นโผล่ ออกมาและก้านนั้น สามารถบิดขึ้น ลง ซ้าย ขวา ได้ การเคลื่อนที่ของก้านนี้เองที่เป็ นการกําหนด ทิศทางการเคลื่อนที่ของตัวชี้ตาํ แหน่ง หลักการทํางานของก้านควบคุมจะขึ้นอยูก่ บั อุปกรณ์ภายนอก

รู ปที่ 3.33 แสดงตัวอย่ างจอยสติก จอยสติกมีหลักการทํางานคล้ายกับเม้าส์ลกั ษณะของจอยสติกจะเป็ นปุ่ มกดหรื อคันโยก ที่โยกไปมาได้ใน 2 แกนหรื อ 2 มิติ คือ ซ้าย-ขวา และหน้า-หลัง การโยกจะไปหมุนกลไก 2 ตัวให้มี การวัดตําแหน่งที่เลื่อนไปเช่นเดียวกับเม้าส์นนั่ เอง นอกจากนี้ยงั อาจเพิม่ ปุ่ มควบคุมพิเศษต่าง ๆ เช่น ปุ่ มยิงอาวุธทั้งหลายได้ การต่อใช้งานจะต่อเข้ากับ Game port ที่ทาํ มาสําหรับต่อจอยสติกโดยเฉพาะ ทางด้านหลังเครื่ อง นอกจากจอยสติกแล้วก็ยงั มี Game controller ซึ่งเป็ นอุปกรณ์ที่ซบั ซ้อนขึ้นไป อีกขั้นหนึ่ง โดยนอกจากจะมีการเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ แล้วก็ยงั เพิม่ ปุ่ มควบคุมอื่น ๆ เข้ามาทํา ให้เล่นเกมส์ได้สนุกมากขึ้นไปอีก


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

3.2.7 ไมโครโฟน (Microphone) ไมโครโฟนเป็ นอีกอุปกรณ์หนึ่งที่มีความสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิง่ หากเราเป็ นผูผ้ ลิตสื่ อ บันทึกเสี ยงแบบดิจิตอล โดยทัว่ ไปส่ วนใหญ่เราใช้ไมโครโฟนเป็ นอุปกรณ์ในการบันทึกเสี ยงลงใน คอมพิวเตอร์หรื อร้องเพลงคาราโอเกะเพื่อความบันเทิงโดยจะนําไมโครโฟนไปต่อเข้ากับการ์ดเสี ยง (Sound Card) ที่อยูใ่ นคอมพิวเตอร์ การเลือกใช้ไมโครโฟน ในกรณี ของเสี ยงพูดซึ่งมีช่วงความถี่ไม่ กว้างนัก ไมโครโฟนทัว่ ไปก็อาจเพียงพอใช้งาน แต่ถา้ เป็ นเสี ยงร้องเพลงหรื อดนตรี ก็ควรเลือกใช้ ไมโครโฟนที่มีช่วงความสามารถในการรับความถี่ได้กว้างสักหน่อย

ขั้วต่อMicrophone รู ปที่ 3.34 แสดงตัวอย่ างไมโครโฟน นอกจากนี้ปัจจุบนั ยังมีไมโครโฟนแบบดิจิตอลที่ต่อเข้ากับพอร์ตแบบ USB ให้เลือกใช้ อีกเช่นกัน ข้อดีของไมโครโฟนแบบนี้กค็ ือ สัญญาณจะถูกแปลงจากอนาล็อกเป็ นดิจิตอล ที่ตวั ไมโครโฟนเลย ซึ่งจะลดการรบกวนได้ดีกว่าการต่อสายสัญญาณอนาล็อกเข้าไปที่ซาวด์การ์ดอีกที หนึ่ง และจะมีประโยชน์มาก ในแอพพลิเคชันที่ตอ้ งการนําสัญญาณเสี ยงจากไมโครโฟนไปใช้แบบ ดิจิตอล เช่น ตัดต่อเข้ากับวิดีโอแบบดิจิตอลด้วยซอฟต์แวร์ การสัง่ งานด้วยเสี ยง (Voice control) หรื องานด้าน speech recognition ที่ให้คอมพิวเตอร์แยกแยะและเข้าใจคําพูดของมนุษย์ให้มากที่สุด รวมทั้งแปลงเป็ นข้อมูล เช่น ข้อความในเครื่ องได้ถูกต้องต่อไป ปัจจุบนั เราจะพบว่าคอมพิวเตอร์ ได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถในการรับรู ้และสัง่ งานได้ดว้ ยเสี ยงพูด โดยทัว่ ไปแล้วไมโครโฟนมีสองแบบด้วยกันพวกหนึ่งไม่มีแหล่งจ่ายไฟไปเลี้ยงให้กบั ตัว ไมโครโฟนต้องอาศัยเครื่ องขยายช่วยให้เสี ยงดังขึ้น เรี ยกว่า Dynamic microphone ส่ วนอีกพวกหนึ่ง มีแหล่งจ่ายไฟในตัว เช่น ถ่ายไฟฉายก้อนเล็กหรื อไฟฟ้ าจากเครื่ องขยายเสี ยง (หรื อถ้าเป็ น USB ก็ใช้ ไฟเลี้ยงจากพอร์ต USB ได้เลย) เรี ยกว่า condenser microphone ซึ่งไมโครโฟนแบบนี้ จะให้ สัญญาณเสี ยงได้ดีกว่าแบบแรก เนื่องจากมีทาํ งานในลักษณะของการเพิ่มและลดประจุไฟฟ้ าในตัว คอนเดนเซอร์ (capacitor) จึงมีความต้านทาน (impedance) สูงกว่า และมีความไวมากกว่าด้วย


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

3.2.8 ปากกาแสง (Light Pen) ปากกาแสง (Light Pen) เป็ นอุปกรณ์รับข้อมูลอีกชนิดหนึ่ง ที่มีเซลล์แบบ photoelectric ซึ่งมีความไวต่อแสง ทํางานคล้ายกับเม้าส์ที่ใช้ในการติดต่อกับคอมพิวเตอร์ เป็ นอุปกรณ์ที่ใช้ในการ ทํางานทางด้านกราฟิ ก มีรูปร่ างเหมือนปากกาและมีแสงอยูต่ อนปลาย มีสายที่สามารถเชื่อมต่อกับ เครื่ องคอมพิวเตอร์ โดยที่ปลายข้างหนึ่งของปากกา มีสายเชื่อมที่สามารถต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้ การใช้งานทําได้โดย การแตะปากกาแสงไปบนจอภาพตามตําแหน่งที่ตอ้ งการ นิยมใช้กบั งาน คอมพิวเตอร์ในการออกแบบ (Computer Aided Design หรื อ CAD) การวาดภาพสําหรับงานกราฟิ ก รวมทั้งยังนิยมใช้เป็ นอุปกรณ์ป้อนข้อมูลโดยการเขียนด้วยมือและจิ้มเลือกเมนูรายการที่ตอ้ งการบน หน้าจอ เพื่อส่ งผ่านข้อมูลการเลือกนั้นให้กบั โปรแกรมที่อยูใ่ นหน่วยความจํา นอกจากนี้ยงั มีการใช้ ปากกาแสงกับเครื่ องคอมพิวเตอร์ชนิดพกพาหรื อปาล์มท็อปและ PDA อย่างแพร่ หลายอีกด้วย ข้อดี ของปากกาแสง คือ สามารถจี้ไปบนจอภาพโดยตรงเพื่อบอกตําแหน่งที่ตอ้ งการ

รูปที่ 3.35 ปากกาแสง 3.2.9 จอภาพสั มผัส (Touch screen) จอภาพแบบสัมผัส เป็ นอุปกรณ์ที่สามารถทํางานได้ท้ งั รับข้อมูลและการแสดงผลข้อมูล เป็ นจอภาพเคลือบด้วยสารพิเศษที่ให้ผใู ้ ช้สามารถใช้นิ้วสัมผัสบนจอภาพเพื่อป้ อนข้อมูลเข้าสู่ระบบ ได้ทนั ที แทนที่จะใช้การพิมพ์ทางแป้ นพิมพ์หรื อสัง่ งานด้วยการคลิกเม้าส์ เพื่อลดขนาดพื้นที่การใช้ งาน บริ เวณจอภาพจะมีคลื่นความถี่สูงอยูเ่ ป็ นตัวคอยรับสัญญาณเมื่อนิ้วมือสัมผัสหน้าจอภาพจะเกิด การเปลี่ยนแปลงของคลื่นทําให้รับรู ้ตาํ แหน่งของนิ้วที่สมั ผัสในแนวต่าง ๆ ได้


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

รูปที่ 3.36 จอระบบสั มผัส การใช้งานจอภาพระบบสัมผัส ผูใ้ ช้จะต้องสัมผัสจอภาพที่อาจเป็ น ข้อความ ตัวเลข รู ปภาพหรื อสัญลักษณ์บอกตําแหน่ง จากนั้นโปรแกรมจะทําหน้าที่แปลงเป็ นสัญญาณเข้าสู่ ระบบ คอมพิวเตอร์ จอภาพระบบสัมผัสนี้ ไม่นิยมใช้กบั งานที่ตอ้ งป้ อนข้อมูลจํานวนมากเข้าสู่ ระบบ ส่ วนใหญ่นิยมใช้กบั งานเฉพาะอย่างที่ให้ผใู ้ ช้เลือกจากรายการที่กาํ หนดไว้ เช่น ตู ้ ATM การให้ ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว ที่พกั ตูเ้ กมตามศูนย์การค้า การตรวจสอบผลการเรี ยนตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมทั้งนิยมใช้ในการทําสื่ อนําเสนอกิจกรรมต่าง ๆ เป็ นต้น

3.3 การประกอบติดตั้งอุปกรณ์ ทางด้ านหน่ วยรับข้ อมูล 3.3.1 การติดตั้งคีย์บอร์ ดเข้ ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ เสี ยบหัวต่อคียบ์ อร์ดเข้ากับช่องเสี ยบบนเครื่ อง โดยช่องเสี ยบคียบ์ อร์ดจะมีสีม่วงและหัน รอยบากให้ตรงกับร่ องล็อคของช่องเสี ยบ

รู ปที่ 3.37 แสดงการเชื่อมต่ อคีย์บอร์ ดเข้ าด้ านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

3.3.2 การติดตั้งเม้ าส์ เข้ ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ เสี ยบหัวต่อเม้าส์เข้ากับช่องเสี ยบด้านหลังเครื่ องซึ่งช่องเสี ยบเมาส์จะมีสีเขียวอ่อน และ ให้หนั รอยบากให้ตรงกับร่ องของช่องเสี ยบ

รู ปที่ 3.37 แสดงการเชื่อมต่ อเม้ าส์ เข้ าด้ านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์ 3.3.3 การติดตั้งสแกนเนอร์ เข้ ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ขั้นตอนการติดตั้งสแกนเนอร์โดยรวมดังนี้ 1. ต่อสายสแกนเนอร์กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ ซึ่งขึ้นอยูก่ บั ขั้วต่อสแกนเนอร์วา่ เป็ น แบบใด ปัจจุบนั เป็ นแบบ USB เสี ยส่ วนใหญ่ 2. ต่อสายไฟ ส่ วนมากจะต่อผ่านตัวแปลงไฟ โดยการเสี ยบเข้าช่องสายไฟ ซึ่งมี สัญลักษณ์บอกไว้ แต่บางรุ่ นสามารถต่อได้โดยตรงเพราะมีการติดตั้ง Adapter ไว้ในเครื่ องแล้ว 3. เสี ยบสายอื่น ๆ ที่ติดมากับเครื่ องให้เรี ยบร้อย 4. ปลดล็อคก่อนการใช้งาน สแกนเนอร์ส่วนใหญ่จะถูกล็อคก่อนการใช้งาน ถ้าไม่ ปลดล็อคเครื่ องจะไม่ทาํ งาน ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลก่อนทําการปลดล็อค 5. ในกรณี ใช้ USB Port อาจนํามาต่อกับอุปกรณ์การเชื่อมต่อ USB Port โดยไม่ ต้องต่อกับคอมพิวเตอร์โดยตรง 6. เมื่อต่ออุปกรณ์เรี ยบร้อยแล้ว ควรตรวจสอบการ เปิ ด-ปิ ดสวิตซ์ไฟ หรื อ ตรวจสอบสัญญาณไฟว่าทํางานอยูห่ รื อไม่ สําหรับรายละเอียดของการติดตั้งสแกนเนอร์จะกล่าวถึงในหน่วยเรี ยนที่ 10 ในเรื่ อง ของอุปกรณ์ต่อพ่วง


หน่วยที่ 3

Computer System And Peripherals

สรุป หน่ วยรับข้อมูล ทําหน้าที่ในการรับข้อมูลจากผูใ้ ช้ป้อนเข้าไปยังคอมพิวเตอร์ ซึ่ งอุปกรณ์ที่ ทําหน้าที่ในการรับข้อมูลนี้ จัดว่าเป็ นอุปกรณ์ทางด้านอินพุทหรื ออุปกรณ์ทางด้านหน่วยรับข้อมูลมี ด้วยกันหลายชนิ ด คือ คียบ์ อร์ ด เม้าส์ สแกนเนอร์ กล้องดิจิตอล จอยสติก ไมโครโฟน ปากกา แสง และจอระบบสัมผัสซึ่งเป็ นได้ท้ งั อุปกรณ์ทางด้านอินพุทและเอ้าพุท นอกจากที่กล่าวมานี้ ยงั มี อุปกรณ์ที่ทาํ หน้าที่ในการรับข้อมูลอีกหลายชนิด โดยให้สงั เกตว่าถ้าอุปกรณ์ตวั นั้นทําหน้าที่ในการ รับข้อมูลจากผูใ้ ช้ป้อนเข้าไปยังคอมพิวเตอร์ เราจะถือว่าอุปกรณ์ตวั นั้นเป็ นอุปกรณ์ทางด้านอินพุท หรื อเป็ นอุปกรณ์ในการรับข้อมูลนั้นเอง ซึ่ งอุปกรณ์รับข้อมูลแต่ละชนิ ดก็มีพ้ืนฐานการทํางานและ ลักษณะการนําไปใช้งานที่แตกต่างกัน เช่ น คียบ์ อร์ ดเหมาะกับงานทางด้านการพิมพ์อกั ษรหรื อ ข้อความ เม้าส์ เหมาะกับการทํางานในแบบกราฟิ ก ที่มีการติดต่อกับผูใ้ ช้ดว้ ยสัญลักษณ์ ไอคอน รู ปภาพ สแกนเนอร์ จะใช้ในกรณี ที่ไม่สามารถป้ อนข้อมูลเข้าทางคียบ์ อร์ ดและเม้าส์ได้ การอ่าน รหัสบาร์ โค้ดสิ นค้า อย่างนี้เป็ นต้น การจะเลือกใช้อุปกรณ์รับข้อมูลชนิ ดใดไปใช้งานนั้นต้องเลือก ให้ถูกต้องเหมาะสมกับลักษณะงานและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผูใ้ ช้ให้มากที่สุด

….การทํางาน ใหัมีคุณภาพ ให้ได้ผลบริ บูรณ์ จะทําอย่างไร เบื้องต้นตองทําความเห็นให้ถูกต้องในงานที่จะ ทําเสี ยก่อนโดยใช้ปัญญาไตร่ ตรองให้เห็นเหตุที่แท้ ผลที่แท้ ที่ถกู ต้อง ตรงตามเป้ าหมายที่พึงมุง้ หวัง แล้ว วางแผนการอันแน่นอนที่จะดําเนินการต่อไป ด้วยหลักวิชาด้วยความร่ วมมือปรองดองกัน และสําคัญที่สุด ต้องมีความพากเพียร ไม่ยอ่ หย่อนในอันที่จะกระทําต่อไปจนกว่าจะเป็ นผลสําเร็ จ….. (พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริ ญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๑๖)

***************************************


หน่วยที่ 3 หน่วยรับข้อมูล  
Advertisement
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you