Issuu on Google+

เ อ ก ลั ก ษ ณ์ ท า ง วั ฒ น ธ ร ร ม เ ชี ย ง ร า ย


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

อาข่า

อาข่า เป็นกลุ่มย่อยของชนชาติโลโล อพยพมาจากแถบหยวนเชียง ซึ่งอยู่ห่างจากนครคุนหมิงประมาณ ๑๖๐ กิโลเมตร เมื่อประมาณปีพ.ศ. ๒๔๓๕ กระจายตั้งถิ่นฐานในรัฐฉานทางตะวันออกของพม่า ในแขวงหลวงน้ำ ทาและบ่อแก้วของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และเข้ามาอยู่ในจังหวัดภาคเหนือตอนบนไทย เมื่อประมาณ ๙๐ – ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา โดยย้ายจากเชียงตุงมาอยู่ที่ดอยช้างงูหรือดอยสะโง้ ตำบลศรีดอนมูล ใกล้ สามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน ซึ่งเป็นถิ่นฐานเดิมของชาวละว้า ผู้นำชาวอาข่าจากเชียงตุง คือ แสนอุ่นเรือน ได้พาผู้คนมาตั้งบ้านเรือนบนดอยตุง หลังแสนอุ่นเรือนเสียชีวิต ญาติพี่น้องได้แยกย้ายกระจายไปอยู่ในที่ต่างๆ แสนพรหมน้องชายไปตั้งหมู่บ้านผาหมี แสนใจผู้เป็นหลานนำอาข่าส่วน หนึ่งย้ายไปอยู่ในพื้นที่แม่จัน ส่วนหนึ่งไปอยู่ที่กิ่วสะไต และในแนวลำน้ำกกตอนบน หลังปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ชาวอาข่าบ้าน ลาย เมืองฮาย ในสิบสองปันนา ซึ่งเคยปลูกฝิ่นบนภูเขาปลังได้อพยพมาอยู่ที่ดอยตุง อำเภอแม่จัน เนื่องจากรัฐบาลจีนมีน โยบายเข้มงวดห้ามมิให้ปลูกฝิ่นและค้าฝิ่นอย่างเด็ดขาด จากการสำรวจอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ.๒๕๔๕ พบว่ากลุ่มอาข่าในเชียงราย มีจำนวน ๕๙,๗๘๒ คน โดยทั่วไปชาวอาข่านิยมตั้งถิ่นฐานบนสันเขาในระดับความสูง ๔,๕๐๐ ฟุต หรือประมาณ ๑,๒๐๐ เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง การเลือกทำเลที่ตั้ง ชุมชนมักเลือกภูเขาลูกกลางแวดล้อมด้วยภูเขาสูง มีดินดำอุดมสมบูรณ์ ไม่ ไกลจากห้วยน้ำลำธาร แต่ไม่ใช่แม่น้ำใหญ่หรือแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพื่อ ป้องกันโรคระบาด และภัยธรรมชาติจากน้ำท่วม ชุมชนมีทั้งขนาดเล็กและ ขนาดใหญ่ บางชุมชนมีถึง ๒๐๐ ครัวเรือน จำนวนประชากรโดยเฉลี่ยครัว เรือนละ ๗ คน 

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ลักษณะบ้านของอาข่า เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกพื้นสูง ฝาเป็นไม้ไผ่สานหลังคามุงหญ้าคา ช่วยให้อากาศ ถ่ายเทได้ดี มีบันไดหน้าและบันไดหลัง ตัวบ้านแยกเป็นชานบ้านด้านหน้า บริเวณเตาไฟ ห้องฝ่ายชาย ห้องฝ่ายหญิง ซึ่งมีหิ้งผีบรรพบุรุษ และมีกระชุใส่พันธุ์ข้าวเชื้อ บริเวณพื้นดินใกล้ห้องฝ่ายหญิงมีครกตำข้าว แต่ปัจจุบันมักนำไปสีที่ โรงสีในหมู่บ้าน ครอบอบครัวอาข่าส่วนใหญ่เป็นครอบครัวขยาย บุตรชายคนโตและครอบครัว และบุตรชายคนสุดท้องจะอยู่ ร่วมในครัวเรือนเดียวกับพ่อแม่ ส่วนบุตรชายคนอื่นๆ และบุตรสาวจะแยกไปตั้งบ้านเรือนสร้างครอบครัวใหม่ อาข่ามี แบบแผนการตั้งชื่อเป็นระบบที่สามารถบ่งบอกชื่อของบรรพบุรุษย้อนหลังไปได้ถึง ๑๕ ชั่วอายุ เป็นอย่างน้อย ภาษาที่ชาวอาข่าใช้ มีหลายกลุ่ม กลุ่มหลักคือ Jeu G’oe ซึ่งใช้กันเป็นส่วนใหญ่ บ้านอาข่าในปัจจุบัน




เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

พิธีเซ่นไหว้ผีบ่อน้ำบ้านแสนสุข ต.ศรีค้ำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย

เสาประตูเข้าด้านหน้า และด้านหลังหมู่บ้าน

การโล้ชิงช้าของชายหญิงอาข่า ที่จัดขึ้นในจังหวัดเชียงราย

พิธีกรรมสำคัญมีหลากหลาย เช่น พิธีทำประตูหมู่บ้าน พิธีย้อมไข่แดงหรือพิธี ชนไข่แดง เพื่อเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ พิธีเซ่นไหว้ผีบ่อน้ำ หรือพิธีปลูกข้าว พิธีโล้ ชิงช้า เป็นต้น พิธีทำประตูหมู่บ้านสำคัญมากถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แบ่งแยก ระหว่างโลกมนุษย์กับโลกของภูตผีวิญญาณออกจากกัน เป็นการรำลึกถึง “ซุมมิโอ” บรรพบุรุษผู้ริเริ่มทำประตูหมู่บ้าน ช่วงเมษายนชาวบ้านจะช่วยกันทำประตูเข้าด้านหน้าหมู่บ้านและด้านหลัง โดยมี “ซยือมะ” หัวหน้าผู้ประกอบพิธีกรรมเป็นประธาน เสาประตูทั้งสองข้างประดับไว้ด้วย “ตาแหลว” ที่ ใช้ไม้ไผ่สานเป็นรูปคล้ายดาวเรียงรายเป็นแถว มีตุ๊กตาไม้ (ตาผ่ามะ) แกะสลักเป็นรูปชาย – หญิง ๑ คู่ มีตุ๊กตาเก่าตั้งอยู่เป็นคู่ทั้งด้านซ้ายและขวาของประตู ชาวอาข่าเชื่อว่า ตุ๊กตาเพศหญิง (ยามี ยะ) นั้นเป็นหญิงชาวป่าลูกสาวพญานาค แกะสลักเต็มตัว ตุ๊กตาดังกล่าวแสดงอวัยวะเพศชัดเจนโดย ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่ง เป็นสัญลักษณ์การเจริญพันธุ์และความอุดมสมบูรณ์ ส่วนตุ๊กตาเพศชาย (ฮะจือหยะ) นั้นเป็นผู้ใหญ่ เป็นพ่อคน แสดงอวัยวะเพศอย่างเปิดเผย การจัดวางตุ๊กตาหญิงชายใน ท่าร่วมเพศ เป็นการสื่อความหมายถึงการดำรงเผ่าพันธุ์ พิธีโล้ชิงช้า (หละเฉอะปิ) จัดขึ้นประมาณเดือนสิงหาคม เพื่อรำลึกถึงเทพธิดา “อิ่มซาแยะ” ผู้ประทานความอุดมสมบูรณ์แก่พืชผลในไร่นา และขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น เทพน้ำ – เทพฝน (เย้อีซะ) มีการเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ (อะเพอะพี) สำหรับชิงช้านั้นมักสร้างขึ้นใกล้ประตูหมู่บ้าน จัดทำขึ้น ๓ แบบ คือ แบบ เสากระโจมเต็นท์อินเดียนแดง แบบระหัดวิดน้ำ และแบบสำหรับเด็ก อาหารสมุนไพรอาข่า

วิถีชีวิตของอาข่าเป็นวิถีของเกษตรกร ทำการเกษตรเพื่อ ยังชีพ ปลูกข้าวไร่ ถั่ว และพืชผักเป็นอาหาร การตั้งถิ่นฐานบน ภูเขาสูงในผืนป่าฝนเขตร้อน เอื้ออำนวยให้มีการสั่งสมองค์ความรู้ และภูมิปัญญาด้านพืชสมุนไพร ซึ่งปัจจุบันนำไปใช้ในตำรับปรุงยา ของยูนนาน และของบริษัทยาชั้นนำของโลก แพทย์พื้นบ้านอาข่ามี ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้านการต่อกระดูกที่หักหรือแตก 

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เครื่องแต่งกายของอาข่า มีอัตลักษณ์โดดเด่น ผู้ชายสวมเสื้อผ้าที่นำพืชตระกูล “ห้อม” มา ย้อมเป็นสีน้ำเงินเข้ม ปักด้ายหลากหลายสีเป็นลวดลายต่างๆ สวมหมวกปักลวดลายประณีต ผู้หญิง สวมกระโปรงสั้นสีดำ สวมเสื้อผ้าฝ้ายทอมือ ด้านหน้ามีแผ่นเงินกลมๆ เรียงรายลงมาจากหน้าอก ด้านหลังปักลวดลายประณีตในรูปทรงเรขาคณิต ทั้งหญิงชายสะพายย่ามปักลวดลายสวยงาม ผู้มี ฐานะดีจะนำเหรียญเงินและกระดุมเงินมาประดับตบแต่งให้ดูภูมิฐานยิ่งขึ้น ส่วนผู้หญิงสวมหมวก ประดับด้วยกระดุมเงินเป็นแถวยาว ด้านล่างของหมวกประดับด้วยเหรียญเงินรูปีของอินเดีย หรือ เหรียญเงินเปียสต้า (เงินหมันหัวหนาม) ของสหภาพอินโดจีนฝรั่งเศส นิยมนำขนนก หางกระรอก หรือขนลิงย้อมสีสดใสมาประดับตกแต่ง มีพู่ห้อยระย้า และสวมสร้อยลูกปัดสีสันสดใส

ชาวอาข่ามีอุปนิสัย ร่าเริงสนุกสนาน ชอบร้องเพลง มีบทเพลงและท่วงทำนองหลากหลาย ผู้หญิงนำกระบอก ไม้ไผ่มาใช้เป็นเครื่องเคาะจังหวะ พร้อมทั้งตีฆ้อง กลอง และฉาบ ในอดีต หนุ่ม-สาวเวลาเดินทางไปไร่หรือ ทำงานในไร่มักร้องเพลงเกี้ยวพาราสีโต้ตอบกันในลักษณะ “ร้อยเนื้อทำนองเดียว” ธรรมเนียมอาข่า มีข้อห้ามมิให้หนุ่ม – สาวเกี้ยวพาราสีกันในบ้าน แต่ละหมู่บ้านจะมีข่วง (แดข่อง) เป็นลาน วัฒนธรรมให้หนุ่ม – สาว ได้เรียนรู้ด้านต่างๆ รวมทั้งร้องเพลงและเต้นรำเป็นคู่ๆ หากคู่ไหนพึงพอใจกันก็พัฒนาไปสู่การ สู่ขอและแต่งงาน โดยความยินยอมของพ่อ-แม่ทั้งสองฝ่าย ชาวอาข่ามีการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีการถ่ายโยงองค์ความรู้และภูมิปัญญาของบรรพชนจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง ผู้ชายสืบทอดวิธีการจักสานตะกร้าและภาชนะไม้ไผ่ บางคนมีฝีมือด้านการตีเหล็ก ตีมีด และเครื่องมือการเกษตร รวมทั้งมีฝีมือทำปืนแก๊ปสำหรับล่าสัตว์ ผู้หญิงอาข่าส่วนใหญ่มีฝีมือด้านหัตถกรรม ปักผ้าเป็นลวดลายประณีต เรียนรู้จากย่า ยาย และแม่ ดังมีสุภาษิตอาข่าบทหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อแม่ตายจากไป มรดกที่มอบให้ลูกสาว นอกจากกี่ทอผ้า แล้วยังมีลวดลายศิลปะการปักผ้าวิจิตรประณีต”




เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ลาหู่

ชาวลาหู่เป็นกลุ่มชนชาติโลโล ตระกูลย่อยธิเบต – พม่า คำว่า ลาหู่ หมายถึง ผู้มีความซื่อสัตย์และมีสัจจะ ช่วงศตวรรษ ๑๘ และ ๑๙ ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ ภูเขาโหล่เฮ่ย ทางตะวันตกเฉียงใต้ของยูนนาน มีพระเป็นผู้นำ จักรพรรดิ พยายามแผ่ขยายอิทธิพลวัฒนธรรมเข้าครอบงำ ทว่าพระและชาวลาหู่ส่วนใหญ่ต่อต้านปฏิเสธ จักรพรรดิจึงส่งทหารเข้า ปราบปราม ชาวลาหู่ต้านทานไม่ไหวหนีไปพึ่งพิงชาวละว้าบนภูเขาว้า ช่วงเวลานั้นชาวละว้ามีพิธีกรรมล่าศีรษะมนุษย์แต่ ก็ยกเว้นไม่ล่าศีรษะชาวลาหู่ เพราะหญิงชายลาหู่นิยมเคี้ยวหมากจนฟันดำ และนิยมใส่ลานหูเช่นเดียวกับชาวละว้า ชาว ลาหู่และละว้ามักพึ่งพาอาศัยกันฉันพี่น้อง ชาวลาหู่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนประชากรมาก จำแนกกลุ่มย่อยได้ถึง ๒๓ กลุ่ม เฉพาะที่อพยพเข้ามาอยู่ใน ภาคเหนือตอนบนของไทยมีเพียง ๕ กลุ่มย่อย ตามภาษาที่พูดและสีของเสื้อผ้าที่สวมใส่ อันได้แก่ ลาหู่นะหรือลาหู่ดำ ลาหู่ยี หรือลาหู่แดง ลาหู่ซีหรือลาหู่เหลือง ลาหู่ฟู่หรือลาหู่ขาว และลาหู่เฌเล หรือลาหู่เมี้ยว ชาวลาหู่ในจีนส่วนหนึ่งเคลื่อนลงมายังรัฐฉาน ตั้งถิ่นฐานบนภูเขาในเขตเชียงตุง ส่วนหนึ่งเข้ามาในไทยราว ๑๐๐ ปี ที่ผ่านมา ตั้งบ้านเรือนอยู่ด้านเหนือและด้านตะวันตกของเชียงราย เช่น ดอยปู่ไข่ ดอยตุง ดอยแม่สลอง ดอยหินแตก และ ดอยวาวี ในระดับความสูงประมาณ ๔,๕๐๐ ฟุต หรือประมาณ ๑,๒๐๐ เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง มีสภาพภูมิ อากาศหนาวเย็น ลาหู่เฌเลและลาหู่ซี (ลาหู่เหลือง) ลาหู่นะ (ลาหู่ดำ) เคลื่อนย้ายเข้ามาในพื้นที่ภาคเหนือเมื่อประมาณไม่เกิน ๙๐ ปีที่แล้ว ในเชียงรายมีเพียงไม่กี่หมู่บ้าน ส่วนใหญ่เลิกนับถือผี หันมานับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก ชาวลาหู่สืบทอดองค์ความรู้ดั้งเดิมของบรรพชนไว้ได้อย่างดี มีการนำเปลือกต้นยางน่องซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มาทุบให้น้ำยางซึ่งมีพิษร้ายแรงออกจนหมด แล้วนำมาทำเป็นเสื้อคลุมหรือทำเสื่อปูรองนั่ง 

ชาวลาหู่ในไทยนับถือคำสอนของผู้นำศาสนา คือ อาขาฟูคู พร้อมทั้งเชื่อว่ามีเทพเจ้าสูงสุดเป็นผู้สร้างสิ่งดีงามใน โลก ส่ ว นผี มี ทั้ ง ผี ดี แ ละผี ร้ า ย ทุ ก หมู่ บ้ า นมี ห มอผี ท ำพิ ธี ไสยศาสตร์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ ปัจจุบันชาวลาหู่ ในเชียงราย รวมทั้งในภาคเหนือ มีความเชื่อและการนับถือ ศาสนาแตกต่างกัน มีทั้งนับถือ “เทพเจ้าหงื่อซา” ผีบรรพ บุรุษหรือ “หนี่” บ้างนับถือพุทธ และคริสต์ ส่วนหนึ่งนับถือผี บรรพบุรุษควบคู่กับพุทธศาสนานิกายเถรวาท ชาวลาหู่ เลื่อม ใสในพระป่า คือ “หลวงปู่มั่น” และสานุศิษย์ อันได้แก่ หลวง ปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่สิม อาจารโร ฯลฯ อีกส่วนหนึ่ง ศรัทธาครูบาศรีวิชัย ที่จาริกไปสร้างโบสถ์วิหารพระธาตุเจดีย์ บูรณะปฏิสังขรณ์ศาสนสถานต่างๆ และสร้างโรงเรียนให้เด็ก และเยาวชนในพื้นที่ชนบทห่างไกลทุรกันดารและบนภูเขาสูง ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้เข้าถึงการศึกษา อ่านออกเขียน ได้ สืบทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาของชาติพันธุ์ ภาษาลาหู่ใช้ คำหลายคำเหมือนภาษาพม่า ลีซอ และอาข่า บางคำหยิบยืมจากภาษาจีนและภาษาไต ลาหู่แต่ละกลุ่มพูดสำเนียงต่าง กันเล็กน้อย สามารถสื่อสารกันได้ ยกเว้นลาหู่เฌเลที่แตกต่างออกไปมาก ผู้มีอาชีพค้าขายมักพูดภาษาจีนสำเนียงท้องถิ่นยูนนาน (จีนฮ่อ) ได้ดี อีกทั้งในอดีต กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพื้นที่ภูเขาแถบแม่จันและแม่ฟ้าหลวง รวมทั้งในรัฐฉาน มักใช้ภาษาลาหู่เป็นภาษากลางในการสื่อสาร ระหว่างกัน มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตเข้มแข็ง แต่ละครอบครัวจะต้องเข้าพิธีแต่งงาน ๒ ครั้ง ครั้งแรกเป็นการสร้างครอบครัว ครั้งที่ ๒ เป็นการทดแทนพระคุณพ่อ – แม่ โดยเชื้อเชิญคนทั้งหมู่บ้านมาร่วมงาน คนในหมู่บ้านมีความสัมพันธ์กันในลักษณะเครือญาติ การแต่งงาน ความเป็นเพื่อน และการพึ่งพากันในเชิงเศรษฐกิจ ผู้ชายลาหู่มีอิสระในการเลือกหญิงสาวมาเป็นภรรยาและมักมีภรรยาเพียงคนเดียว มีการสู่ขอ แต่งงานโดยการยินยอมของพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย มีผู้อาวุโสเป็นผู้ประกอบพิธี ฝ่ายหญิงจะฆ่าหมู ๑ ตัวเพื่อเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ ขอให้การแต่งงาน มีความสุข หากจะหย่าร้างกันคนทั้งหมู่บ้านจะมาเป็นพยาน มีการฆ่าหมูและจ่ายค่าธรรมเนียมให้หัวหน้าหมู่บ้าน “คะแซป่า” หรือหัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้รับผิดชอบให้การดำเนินชีวิตของลูกบ้านอยู่ในกรอบขนบจารีตและกฎระเบียบของหมู่บ้าน 


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

การตั้งถิ่นฐานของลาหู่ พิจารณาว่า บริเวณนั้นมีแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคหรือไม่ มีพื้นที่ปลูกข้าวไร่ และพื้นที่ปลูกฝิ่นหรือไม่ ในอดีตชาวลาหู่ปลูกฝิ่นเป็นพืชเศรษฐกิจ ทำการเกษตรแบบไร่เลื่อนลอย อีกทั้งยังมีความ สามารถเป็นเลิศในการล่าสัตว์ ชาวไทใหญ่ในรัฐฉานเรียกพวกเขาว่าชนเผ่านายพราน หรือ “มูเซอร์” ปัจจุบันเปลี่ยน จากการปลูกฝิ่นมาปลูกข้าวโพดแทน การปลูกสร้างบ้านเรือนส่วนใหญ่ยึดแบบแผนสถาปัตยกรรม พื้นที่ใช้สอยในบ้านแยกเป็นสี่ส่วน คือ เฉลียงหน้าบ้าน ติดกันเป็นพื้นที่เก็บฟืนและภาชนะใส่น้ำ ในตัวบ้านมีห้องโถงใหญ่เป็นที่ตั้งเตาไฟ อีกส่วนเป็นห้อง หัวหน้าครอบครัวและภรรยา มีหิ้งบูชาผีเรือน หากเป็นลาหู่ยีจะมีกระบอกไม้ไผ่ ก้อนหิน จอกเหล้าและปุยฝ้ายวาง อยู่ แต่หากเป็นลาหู่เฌเลจะเป็นประตูปิด-เปิดที่มุมด้านในสุดของห้องนอน บริเวณหน้าบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านลาหู่ เฌเลจะต้องมีลานเต้น “จะคึ” เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงเทพเจ้า “หงื่อซา” บ้านของชาวลาหู่ซี จังหวัดเชียงราย

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

การเต้นจะคึของชาวลาหู่ซี ในเทศกาลปีใหม่ (กินวอ) บ้านจะพือ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

ด้านพิธีกรรม ชาวลาหู่เฌเลและลาหู่ยียึดถือปฏิบัติตามแบบแผน ขนบจารีตดั้งเดิมอย่างเคร่งครัด ดำเนินชีวิตตามความเชื่อและวัฒนธรรมประเพณีของ ชาติพันธุ์ นิยมเลี้ยงสัตว์ไว้บริโภค ลาหู่ยีดั้งเดิมนับถือ “หงื่อซา”ไม่ฆ่าสัตว์เลี้ยงผี โดย เฉพาะวัว หมู และไก่ ส่วนลาหู่เฌเลมีธรรมเนียมฆ่าหมูดำและไก่เซ่นไหว้ พิธีกรรมของลา หู่มีหลากหลาย เช่น กินข้าวใหม่ ระหว่างตุลาคม – พฤศจิกายน ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด มี อาหารการกินบริบูรณ์ มีการฆ่าหมูเพื่อเซ่นไหว้ผีใหญ่ วันดอซียีเทียบได้กับปีใหม่สงกรานต์ วันเข้าซียีเทียบได้กับวันเข้าพรรษา วันออกซียีเทียบได้กับวันออก พรรษา พิธีฉลองปีใหม่หรือกินวอปีใหม่ (เขาะจ่าเว) จัดในช่วงเทศกาลตรุษจีน หัวหน้าหมู่บ้านหรือผู้อาวุโสเป็นผู้ กำหนดวัน ซึ่งแต่ละหมู่บ้านมักจัดไม่ตรงกัน เพื่อให้ญาติมิตรพี่น้อง���ากหมู่บ้านอื่นเดินทางมาร่วม นอกจากนี้ยังมีพิธี เซ่นไหว้ ผีป่า ผีไร่ ผีภูเขา ฯลฯ ชาวลาหู่มีอุปนิสัยสนุกสนานร่าเริง ชอบร้องรำทำเพลง ลาหู่เฌเลมีเครื่องดนตรีหลัก คือ กลอง ฆ้อง ฉาบ แคน ซึง และขลุ่ย ใช้บรรเลงในการเต้นจะคึ และมีจ้องหน่อง (อ่ะถะ) ใช้ดีดและเป่าในงานรื่นเริงและในการเกี้ยว พาราสี ช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งตรงกับตรุษจีน และเทศกาลกินข้าวใหม่ ญาติมิตรจากต่างบ้านทั้งหญิงชายจับมือเต้นรำ เป็นวงกลมรอบต้นวอ โดยเต้นรำเฉลิมฉลองทั้งกลางวันและกลางคืน เฉพาะลาหู่เฌเลจะไม่มีการจับมือถูกเนื้อต้องตัว กันในขณะเต้นรำ ซึ่งจัดให้มีขึ้นเฉพาะในลานจะคึ โดย ผู้หญิงจะเต้นรำในวงด้านใน ส่วนผู้ชายจะเต้นรำอยู่ในวงด้าน นอก คนเล่นดนตรีส่วนมากมักเป็นผู้ชาย

การเต้นจะคึของเด็กสาวลาหู่ซี ในงานแลกเปลี่ยน วัฒนธรรมชาติพันธุ์จังหวัดเชียงราย






เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

กะเหรี่ยง ด้านการแต่งกาย ลาหู่แบ่งเป็นหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มแต่งกายแตกต่างกัน ผู้ชายลาหู่ยีและลาหู่นะใส่เสื้อผ้าฝ้ายย้อมสีดำชายเสื้อรั้งสูง ไม่ติด กระดุม เดิมมักมีผ้าโพกศีรษะสีดำหรือน้ำเงิน สวมกางเกงจีนขายาวเลยเข่า มี ผ้าคาดเอวบางคนมีผ้าพันขา ผู้ชายลาหู่เฌเลใช้ผ้าพันขาสีดำและสีขาว ผู้หญิงลาหู่ยีสวมผ้าถุงและเสื้อสีดำ มีแผ่นเงินกลมประดับเรียงรายที่ด้านหน้าของ เสื้อ มีแถบผ้าสีแดง ขาว และสีอื่นเย็บติดชายเสื้อและขอบผ้าถุง ส่วนผู้หญิงเฌเลสวมกางเกงหลวมขายาวถึง ข้อเท้า สวมเสื้อคลุมยาวถึงปลายเท้า มีห่วงเงินติดที่หน้าอกยาวลงมาถึงขอบเอว ด้านผู้หญิงลาหู่ซีมักสวมเสื้อ และผ้าถุง หากเป็นโอกาสพิเศษจะสวมกางเกงและเสื้อคลุมยาว คล้ายเครื่องแต่งกายผู้หญิงลีซอ ผู้หญิงลาหู่ ทุกกลุ่มมักพันแข้งด้วยผ้าสีต่างๆ ส่วนเด็กทั้งชายหญิงมักแต่งกายแบบเดียวกับผู้ใหญ่

ผู้ชายชาวลาหู่นิยมสวมเครื่องประดับ คือ กำไลมือทำด้วยเงินแท้ คนที่ฐานะดีมักนำเหรียญเงินแท้ มาติดที่เสื้อด้านหน้า เรียงเป็นแถวจากคอลงมาจนถึงเอว ผู้ชายเมื่อก่อนนิยมใส่ลานหู (ต่างหู) พร้อมทั้งมี รอยสักตามร่างกาย บริเวณแขน แผ่นหลัง หน้าอก และขาอ่อน ส่วนผู้หญิงมักประดับเสื้อด้วยกระดุมเงิน เหรียญเงินรูปี และเหรียญเงินหมันหัวหนาม คนมีฐานะดีมักใส่ลานหูเงิน (ต่างหูเงิน) กำไลเงิน แหวน สร้อย คอ และเข็มขัดเงิน กลุ่มลาหู่นะมีความสามารถในด้านงานหัตถกรรม การจักสานไม้ไผ่เป็นภาชนะต่างๆ นำ ไม้ไผ่มาทำเครื่องใช้ และเครื่องเฟอร์นิเจอร์ อีกทั้งยังเป็นช่างเหล็กและช่างเครื่องเงิน

10

ชาวกะเหรี่ยงขาวหรือสกอว์ (ปกาเกอะญอ) บเว และโปว์ (โพล่ง) เป็นชนชาติโลโล เป็นชาติพันธุ์ที่มีจำนวน ประชากรมากที่สุดในไทย คำว่า “ปกาเกอะญอ” มีความหมาย ว่า “คน” ส่วน “โพล่ง” มีความหมาย ว่า “ประชาชน” ในอดีตคนไทยในภาคเหนือมักเรียกชาวกะเหรี่ยง ว่า “ยาง” และ “ยางกะเลอ” นักประวัติศาสตร์สันนิษฐาน ว่า ชาวกะเหรี่ยงมีถิ่นฐานดั้งเดิมบริเวณด้านตะวันตกของธิเบต แล้วย้ายเข้ามาตั้ง ถิ่นฐานในจีนเมื่อประมาณ ๗๓๓ ปีก่อนพุทธกาล ในปีพ.ศ.๒๐๗ ชาวกะเหรี่ยงถูกกองทัพหลวงของจักรพรรดิจีนรุกราน จึงเคลื่อนย้ายลงมาตามลำน้ำแยงซี แม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวินในเขตพม่า โดยส่วนใหญ่เคลื่อนลงไปตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ราบ ลุ่มอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำอิระวดี หลังจากมอญทำสงครามครั้งใหญ่กับพม่า และตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ส่งผลให้ทั้งมอญ และ กะเหรี่ยงจำนวนมากพากันอพยพเข้ามาในไทย การอพยพเข้ามาในไทยครั้งใหญ่ของกะเหรี่ยงมีขึ้นในปี ๒๔๒๘ เมื่อจ่อปาละผ่อ ผู้นำกะเหรี่ยงไม่ยอมโอนอ่อนอยู่ ใต้อำนาจของอังกฤษ อังกฤษส่งกำลังทหารเข้าปราบ ชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากหนีข้ามแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำเมยเข้ามาตั้ง ถิ่นฐานปะปนกับชาวละว้า โดยเฉพาะบริเวณที่ราบสูงกองลอย แม่เหาะ เทือกเขาถนนธงชัย และเทือกเขาแดนลาว โดยเข้าไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนของละว้า และได้จ่ายค่าแผ่นดินให้ชาวละว้า ต่อมาได้กระจายไปอยู่ที่แม่ตื่น อมก๋อย แม่โถ แม่สะเรียง แม่แจ่ม แม่วาง แม่วิน สันป่าตอง แม่คอง เชียงดาว ห้วยแก้ว แม่ปิง เมืองน้อย อำเภอปาย ต่อมาชาวกะเหรี่ยง กลุ่มเดียวกับยางคำนุได้ข้ามเทือกเขาสันปันน้ำมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เชียงราย เช่น ที่บ้านห้วยหินลาด ตำบลบ้านโป่ง อำเภอ เวียงป่าเป้าเมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีที่แล้ว ชาวกะเหรี่ยงกลุ่มนี้มีความเชื่อในเรื่องผีและมีศรัทธาในพุทธศาสนาแรงกล้า กลุ่ม ที่มาจากอมก๋อยและแม่แจ่มตั้งชุมชนในพื้นที่แม่สรวย กลุ่มที่มาจากแม่โถ แม่แจ่ม บ่อแก้ว สะเมิงไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้าน น้ ำ ลั ด อำเภอเมื อ ง ก่ อ นจะแยกย้ า ยไปอยู่ ที่ บ้ า นรวมมิ ต ร บ้ า นห้ ว ยขม และบ้ า นโป่ ง น้ ำ ตก ส่ ว นที่ อ ำเภอดอยหลวง มีกะเหรี่ยงโพล่ง (โปว์) ซึ่งบรรพบุรุษมีศรัทธาในครูบาศรีวิชัยไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านห้วยสัก บ้านดอย ฯลฯ 11


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

ปั จ จุ บั น มี ช าวกะเหรี่ ย งตั้ ง ถิ่ น ฐานอยู่ ที่ จั ง หวั ด เชี ย งราย ที่ อ ำเภอเมื อ ง ๑๑ หมู่ บ้ า น อ.เวี ย งชั ย ๑ หมู่ บ้ า น อ.เวียงป่าเป้า ๑๒ หมู่บ้าน อ.แม่สรวย ๑๑ หมู่บ้าน อ.เวียงแก่น ๑ หมู่บ้าน และอ.ดอยหลวง ๔ หมู่บ้าน รวมจำนวน ประชากรทั้งสิ้น ๗,๖๒๓ คน (ตัวเลขการสำรวจเป็นทางการปี ๒๕๕๑) ชาวกะเหรี่ยงมักตั้งถิ่นฐานในหุบเขาที่มีห้วยน้ำลำธารไหลผ่าน มีผืนป่าอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทาง ชีวภาพสูง มีป่าเป็นแหล่งอาหาร นอกจากพืชผักในผืนป่าแล้วยังมีสัตว์ป่าหลากหลายชนิด เป็นแหล่งโปรตีน ในห้วยน้ำลำธาร อุดมด้วยกุ้งหอยปูปลา รวมทั้งพืชสมุนไพร ชาวบ้านส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตด้วยการทำเกษตรตามแบบแผนชาติพันธุ์ คือ เกษตรผสมผสานในไร่หมุนเวียน ปลูกพืชหลากหลายชนิดปะปนกับข้าวไร่ ไร่หมุนเวียนมีช่วงระยะเวลาการใช้พื้นที่แตกต่าง กัน โดยทั่วไปแปลงหนึ่งใช้เวลา ๒ – ๓ ปี แล้วเวียนไปแปลงอื่น บางหมู่บ้าน เช่น หินลาดใน อำเภอเวียงป่าเป้า ใช้เวลาถึง ๗ ปี จึงย้ายไปยังแปลงใหม่ เศรษฐกิจ ของชาวกะเหรี่ยงเน้นเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง ปลูกข้าวไร่บนภูเขา และทำนาขั้นบันได เพื่อให้มีข้าว เพียงพอต่อการบริโภคตลอดทั้งปี พร้อมทั้งปลูกพืชผักหลากหลายชนิดในไร่ข้าว ส่วนรายได้นั้นมาจากการขายสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย หมู และไก่ เป็นต้น

12

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ชาวกะเหรี่ยงบนเทือกเขาถนนธงชัย และบนที่ราบสูงกองลอย เดิมมี เพียงภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน มิชชันนารีชาวอเมริกันนิกายโปรเตสแตนท์ได้ นำตัวอักษรแบบพม่าหรือล้านนามาประยุกต์ใช้ในปี ๒๓๗๕ ส่วนตัวอักษรภาษา กะเหรี่ยงที่ประยุกต์จากอักษรโรมันหรืออักษรในภาษาอังกฤษนั้น มิชชันนารีชาว ฝรั่งเศสนิกายโรมันคาทอลิกได้ประยุกต์ขึ้นใช้ในปี ๒๔๙๗ มิ ช ชั น นารี อ เมริ กั น ได้ เ ผยแพร่ ค ริ ส ต์ ศ าสนาบนเทื อ กเขาถนนธงชั ย ตะวั น ตก ซึ่ ง ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงและละว้า มีการเปิดโรงเรียนสอนภาษากะเหรี่ยงและพระ คัมภีร์ไบเบิล สนับสนุนให้มีการแปลพระคัมภีร์ไบเบิลเป็นภาษากะเหรี่ยงและละว้า บรรดาเด็ก และเยาวชนละว้าบนเทือกเขาถนนธงชัย ทั้งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย ล้วนได้เรียนภาษากะเหรี่ยงและภาษาละว้า อีกทั้งได้เรียนพระคัมภีร์ไบเบิล ส่วนหนึ่งได้เปลี่ยน มานับถือคริสต์ศาสนา บางคนเป็นผู้ประกาศศาสนาหรือศิษยาภิบาล ปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากยังคงนับถือผีอย่างเหนียวแน่น ควบคู่ไปกับนับถือพุทธศาสนา โดยมีความเชื่อ ว่า ผีบรรพบุรุษช่วยคุ้มครองให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขสงบร่มเย็น ผีเจ้าที่ช่วย คุ้มครองให้ทุกคนในหมู่บ้านทำมาหากินได้ผลผลิตดี มีการความอุดมสมบูรณ์ ผีทำหน้าที่เป็น อาหารสมุนไพรอาข่า เสมือนผู้ควบคุมกลไกการขับเคลื่อนของสังคม ไม่ว่าใครจะทำอะไร ทั้งในที่สว่างและมืด แม้ว่าจะไม่มีใครเห็น แต่ว่าผีเห็นและรับรู้ ใครทำผิดจะถูกผีลงโทษ ซึ่งไม่เพียงลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น หากแต่ลงโทษทุกคนใน ชุมชนด้วยการทำให้เกิดเจ็บป่วย หรือเกิดวิบัติต่อทรัพย์สิน เช่น ข้าว สัตว์เลี้ยง รวมทั้งความปลอดภัยของทุก คนในหมู่บ้าน ด้วยเหตุนี้ผู้กระทำผิดจึงต้องขอขมาต่อผีด้วยเหล้าและไก่ หากทำผิดร้ายแรง ผีอาจเลือกกิน ควาย ๑ ตัว หรือหมู ๑ ตัว หลังฆ่าควายหรือหมูแล้ว จะนำเอาดีมาพิจารณา หากว่าดีผิดปกติถือว่าใช้ ประกอบพิธีไม่ได้ ต้องซื้อควายหรือหมูตัวใหม่มาฆ่าเซ่นไหว้อีกตัว ผู้นำตามประเพณีของชาวกะเหรี่ยงในแต่ละชุมชน คือ “ฮีโข่” รวมถึง กลุ่ ม ผู้ อ าวุ โ ส เป็ น ผู้ น ำ ธรรมชาติที่มีบทบาทสำคัญในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น กำหนดวันประกอบพิธีปีใหม่ของหมู่บ้าน ทุก ครัวเรือนจะมาร่วมสักการะบวงสรวงผีเจ้าที่ ขอให้ช่วยปกครองคุ้มครองทุกคนในครัวเรือนให้อยู่ดีมีสุข ดูแลให้ ทุกคนในหมู่บ้านดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบของขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี หากมีผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษด้วย การปรับไหม 13


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

บ้านของชาวลาหู่ซี จังหวัดเชียงราย

ชาวกะเหรี่ยงมีการถ่ายโยงองค์ความรู้ และภูมิปัญญา อย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้บทเพลงพื้นบ้านซึ่งเป็นวรรณกรรม มุ ข ปาฐะ เช่ น ปริ ศ นาคำทาย เพลงร้ อ งเล่ น ของเด็ ก นิ ท าน (ปลอเลอเปลอ)และ บทลำนำสุภาษิตหรือ“ธา” ซึ่งเป็นคำสอนของ บรรพบุรุษ โดยอาจร้องในขณะเดินทางในป่าเขา เดินทางไปไร่นา ไปล่าสัตว์ ไปตักน้ำหรือหาฟืน ขณะนั่งจิบชาสนทนารอบเตาไฟในบ้าน หรือบนลานดินหน้าบ้าน รวมทั้งในงานศพ การที่ชาวกะเหรี่ยงนับถือผีบรรพบุรุษฝ่ายมารดา ส่งผลให้ผู้หญิงมีบทบาท สำคัญในทุกครัวเรือน สังคมกะเหรี่ยงถือว่าผู้หญิงเป็นใหญ่ ชายหนุ่มที่แต่งงานจะไปอยู่ บ้านฝ่ายภรรยา และมีผัวเดียว – เมียเดียว เมื่อมีลูกชายหรือลูกสาวคนแรกก็จะเปลี่ยน มาเรียก ว่า “พ่อของ (ชื่อลูกคนแรก)” เด็กสาวที่เป็นโสดจะสวมชุดผ้าฝ้ายสีขาว หากแต่งงานมีครอบครัวจะแต่งแบบ สองท่อน คือ สวมเสื้อแขนสั้นปักลวดลายและสวมซิ่นสีแดง พิธีศพถือเป็นงานสำคัญยิ่ง ทุกคนต้องไปร่วมในพิธี คนหนุ่มสาวจะเดินแถวเรียงหนึ่งไปรอบๆ ศพผู้ตาย ขับขาน “ธา” กันตลอดทั้งคืน หนุ่มสาวบางคู่ถือโอกาสนี้ทำความรู้จักกัน บ้างพัฒนาความ สัมพันธ์ไปสู่การแต่งงาน

14

ชาวกะเหรี่ยงมีฝีมือในด้านงานหัตถกรรม ปลูกฝ้ายเพื่อนำมาทอ ผ้า ย้อมสีธรรมชาติ นำเมล็ดพืชมาประดับเป็นลวดลายงดงามประณีต มี ความชำนาญในการนำไม้ไผ่และหวายมาจักสานเป็นภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ อีกทั้งมีเครื่องดนตรีของชาติพันธุ์ที่โดดเด่น คือ เตหน่า ซึ่งเป็นเครื่องดนตรี ประเภทพิณ นักวิชาการด้านดนตรีจัดเป็นพิณโบราณยุคแรก นอกจากนี้ยัง มีฆ้อง กลอง ฉิ่ง ฉาบ รวมทั้งฆ้องกบ (โกละ) ที่นำมาเล่นเป็นดนตรีของ ชาติพันธุ์ รวมทั้งศิลปะการขับร้องและฟ้อนรำ เช่น การเล่นม้าจกคอก (รำ ตง) หรื อ การเต้ น รำกระทบไม้ – (โคยวะ) เหล่ า นี้ ล้ ว นแสดงถึ ง การมี อารยธรรมของชาติพันธุ์

15


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

ม้ง

ชาวม้งจัดอยู่ในกลุ่มจีน – ธิเบต สาขาชนชาติจีน มีประวัติการตั้งถิ่นฐานอยู่ในลุ่มแม่น้ำแยงซีมายาวนาน คำว่า“ม้ง” มีความหมายว่า “อิสระชน” ต่อมาได้ทยอยเคลื่อนย้ายจากลุ่มน้ำแยงซี ลงสู่ดินแดนที่มีความ อุดมสมบูรณ์ทางใต้ในช่วงศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘ หลังมีปัญหาขัดแย้งทางการเมืองกับพระจักรพรรดิ มีการปะทะสู้รบกับ กองทัพหลวงของจีน และประสบความพ่ายแพ้ ช่วงสงครามลับในลาว หรือที่ชาวลาวเรียกว่า “สงครามลาวฆ่าลาว” ชาวม้งจำนวนมากเป็นทหารรับจ้างในกองทัพซี ไอเอ ภายใต้บัญชาการของนายพลวังเปา หลังพ่ายแพ้ต่อกองทัพขบวนการประเทศลาว ชาวม้งพากันอพยพเข้ามาในไทย และอพยพไปยังประเทศที่สามส่วนหนึ่งไปอยู่ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย กัมพูชา แคนาดา เยอรมัน และกีอานา ฝรั่งเศส สำหรับชาวม้งที่เคลื่อนย้ายลงมาตั้งถิ่นฐานในดินแดนภาคเหนือตอนบนของไทย จำแนกเป็น ๓ กลุ่ม คือ ม้งขาว ม้งน้ำเงิน และม้งลายหรือม้งกอบั้ง ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก โดยเคลื่อนย้ายจากกุ้ยโจว และกว่างสี – จ้วง ผ่านชายแดนลาว ส่วนหนึ่งเคลื่อนต่อลงมายังเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว จากนั้นข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานในเขตอำเภอเชียงของ แล้ว กระจายไปที่เวียงแก่น เทิง ขุนตาล

16

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

เก็บเกี่ยวข้าวโพดของเด็กชาวม้งเขียว บ้านกะแล ต.พญาเม็งราย อ.พญาเม็งราย

ชาวม้งตั้งถิ่นฐานอยู่บนภูเขา ในระดับความสูงประมาณ ๑,๐๐๐ - ๒,๐๐๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นพื้นที่มีภูมิอากาศหนาวเย็น ปลูกข้าวพอยังชีพ ปลูกข้าวโพดเป็นพืชการ เศรษฐกิจ การตั้งชุมชนอยู่ในระดับความสูงค่อนข้างมาก เป็นเขตรอยต่อของ ระบบนิเวศ ระหว่างป่าเบญจพรรณกับป่าสน จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีสมุนไพร หลากหลายชนิด ชาวบ้านจึงมีองค์ความรู้และภูมิปัญญาด้านสมุนไพร รวมทั้งตำรับการแพทย์พื้นบ้านของชาติพันธุ์ สืบทอดสู่คนรุ่นหลัง ชาวม้งแต่ละกลุ่มมีพูดภาษาคล้ายคลึงกันมาก ทั้งม้งขาว ม้งน้ำเงิน และม้งลายสามารถสื่อสารกันได้ แต่ว่าไม่มีภาษาเขียน ต่อมามิชชันนารีได้นำตัวอักษรโรมันมาประยุกต์ใช้เป็นภาษาเขียน

17


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

พิธีฮูวปรี่ (การเรียกขวัญ) ก่อนถึงปีใหม่ม้ง

ศาลพระภูมิในครัวเรือนที่นับถือผีบรรพบุรุษ

18

พิธีกรรมของชาวม้งมีหลากหลาย เช่น พิธีแต่งงาน ฝ่ายชาย มักไปสู่ขอหญิงสาวหมู่บ้านอื่นที่มิใช่คนในตระกูลเดียวกับตนในตอน เช้าตรู่ เมื่อสู่ขอได้แล้วจะจัดพิธีแต่งงานที่บ้านหญิงสาวในเช้าวันนั้น ฝ่ายชายจะจัดเตรียมหมูและไก่สำหรับให้ฝ่ายหญิงเลี้ยงแขก พร้อมทั้ง มีเหล้าต้มกลั่นเอง เช่น เหล้าข้าวโพด รินแจกแขกผู้มาร่วมงานทุกคน พิธีศพถือเป็นการส่งวิญญาณผู้ตายไปสู่อีกโลกหนึ่ง เป็นงาน ใหญ่บรรดาญาติพี่น้องลูกหลานที่อยู่ห่างไกลจะเดินทางมาร่วมพิธีฝัง ทั้งนี้ ต้องรอวันที่ฤกษ์ดีเท่านั้น โดยมีความเชื่อว่า ผู้ล่วงลับจะไปเกิดในสถานที่ดีมีความ สุข ลูกหลานจะร่ำรวยมั่งมีศรีสุข หน���่งในพิธีสำคัญของม้ง คือ พิธีปีใหม่ หรือ “น่อเปโจ่วย์” เป็นพิธีสำคัญจัดขึ้น หลังเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยวในช่วงประมาณเดือนธันวาคม – มกราคมของทุกปี นอกจากเฉลิม ฉลองความสำเร็จในการเพาะปลูกพืชพรรณธัญญาหารแล้ว ยังเป็นการเซ่นไหว้ผีฟ้า ผีป่า ผีบ้าน และดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ที่ช่วยดูแลรักษาผลผลิตให้เจริญงอกงาม และปกปักรักษาผู้คนให้มี ความสุข ปราศจากโรคภัยใดๆ ชาวม้งมีการประกอบพิธีกรรม เช่น พิธี “ฮูปลี” หรือเรียกขวัญ และพิธีเซ่นไหว้บูชา บรรพบุรุษ ส่วนกิจกรรม บันเทิง มีการเล่น “จุเป๊าะ หรือโยนลูกช่วงของหนุ่มสาว การเล่น “เดาต้อลุ๊” หรือ การเล่นลูกข่าง ยิงหน้าไม้ เป่าแคน ร้องเพลง เต้นรำ เช่น รำกระด้ง รำเก็บใบชา รำฟ้อนงิ้ว เป็นต้น

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ครื่องแต่งกายของชาวม้งทั้ง ๓ กลุ่ม ผิดแผกแตกต่างกัน ผู้ชายนิยมสวมกางเกงจีนเป้ากว้างสีดำคล้าย “เตี่ยวสะดอ” ของ คนเมือง รอบเอวผูกผ้าผืนใหญ่สีแดงปักด้วยลวดลายต่างๆ ปล่อยชายผ้าลงมาปรกด้านหน้าประมาณ ๑ – ๑.๕ ฟุต คาดทับด้วย เข็มขัด สวมหมวกจีนสีดำมีพู่สีแดงที่ยอดหมวก สวมเสื้อครึ่งท่อนตัดเย็บรัดตัว แขนยาวถึงข้อมือ หญิงม้งน้ำเงินนุ่งกระโปรงสั้นสีครามหรือสีฟ้าแก่ มีผ้าคาดเอวสีแดงคาดทับ ด้านหน้ามีผ้าปักลวดลายประณีตสวยงามตาม แบบแผนของชาติพันธุ์ หญิงม้งขาวนุ่งกางเกงขาก๊วยสีน้ำเงิน ส่วนหญิงม้งลายหรือม้งกอบั้งไม่มีแบบแผนเฉพาะ เครื่องประดับที่ชาวม้งนิยม คือ ห่วงคอ และกำไลเงิน บางคนสวมห่วงคอเงินหลายชิ้น แสดงถึงฐานะอันมั่งคั่ง ชาวม้งมีความเชื่อเรื่องผีอย่างเหนียวแน่น ดำเนินชีวิตในกรอบขนบจารีตประเพณีและความเชื่อซึ่งผูกโยงร้อยรัดไว้กับ “ผี” หรือ “ด๊ะ” ช่วงเทศกาลปีใหม่ มีการเล่นโยนลูกช่วงของหนุ่มสาว การเล่นลูกข่าง และการเป่าแคน โดยผู้เป่าแคนจะเต้นรำวาด ลวดลายไปตามจังหวะ พร้อมทั้งมีการทำขนมปุ๊กแจกจ่ายกัน ชาวม้งเชื่อว่า โลกนี้มีผีอยู่ทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้า สายลม แม่น้ำลำธาร ผืนป่า และภูเขา ผีของชาวม้งมีหลายระดับ ผีสูงสุด คือ “ผีฟ้า” เป็นผู้สร้างทุกสิ่งในโลก มีอำนาจให้คุณให้โทษ รองลงมาคือ “ผีหมู่บ้าน” หรือ “ดงเช้ง” จะคุ้มครองหมู่บ้านให้ ร่มเย็นเป็นสุข ถัดมาเป็นผีบรรพบุรุษ หรือผีเรือน พร้อมทั้งมีความเชื่อเกี่ยวกับนรก – สวรรค์ ว่า หากใคร ทำดีตายไปจะได้ไปสู่สวรรค์ หากทำชั่วจะลงนรกใต้พื้นดิน เผชิญความทุกข์ทรมาน และความทุกข์ยาก นานา ในอดีต ชาวม้งดำเนินชีวิตด้วยการเกษตรกรรมเป็นหลัก ปลูกข้าวพอยังชีพในรอบปี และปลูก ฝิ่นเป็นพืชเศรษฐกิจ ปัจจุบันเปลี่ยนมาปลูกพืชเมืองหนาว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ขิง ข้าวและพืชผักต่างๆ อีกทั้งยังนิยมเลี้ยงหมูดำและไก่ เพื่อใช้ประกอบพิธีเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษและผีต่างๆ สตรีชาวม้งส่วนใหญ่มีความสามารถสูงด้านงานหัตถกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปักผ้า เป็นรูปต่าง ๆ และการเขียนลวดลายบนผ้าด้วยเทียน เพื่อนำไปย้อมในลักษณะเดียวกับการย้อมผ้า บาติก ต่างกันเพียงชาวม้งย้อมด้วยต้นครามหรือต้นห้อม ที่ให้สีน้ำเงินเข้ม ชาวม้งมีกฎจารีตและขนบธรรมเนียมที่ทุกคนต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด กฎจารีตนั้น เกี่ยวโยงอยู่กับความเชื่อในเรื่องผีอย่างเหนียวแน่น หากใครกระทำ “ผิดผี” จะถูก ลงโทษหรือถูกปรับไหม โดยหัวหน้าหมู่บ้านซึ่งดูแลรับผิดชอบในการรักษา ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี หากเป็นข้อพิพาทจองคนในตระกูลเดียวกัน จะมีผู้อาวุโสของตระกูลนั้นมาตัดสินหรือไกล่เกลี่ย แต่หาก เป็นกรณีพิพาทของคนต่างตระกูล ให้เป็นหน้าที่ของคณะ กรรมการกลาง ที่หัวหน้าหมู่บ้านเป็นคนแต่งตั้ง หรือคู่ กรณีของทั้งสองฝ่ายแต่งตั้งในจำนวนเท่าๆ กัน 19


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

เย้า (อิ้วเมี่ยน)

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

พิธีฮูวปรี่ (การเรียกขวัญ) ก่อนถึงปีใหม่ม้ง

ในรอบปีมีพิธีกรรมหลากหลาย พิธีกรรมสำคัญ คือ “กว๋าตัง” ซึ่งมีความ หมายว่า “พิธีแขวนตะเกียง” เป็นการเซ่นไว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ และเสริมสร้างสิริ มงคลให้ลูกหลานผู้สืบสกุล พิธีนี้นิยมเรียกว่า “พิธีบวชเมี่ยน” เนื่องจากผู้เข้าพิธีทุกคนจะปฏิบัติตนเหมือนนักพรต หรือนักบวชที่รักษา ศีลอย่างเคร่งครัด ในลักษณะเดียวกับ “การเข้ากรรม” ของพุทธศาสนิกชน คือ ประพฤติพรหมจรรย์ งดเว้นเบียดเบียนสัตว์ งดเว้นดื่มสุรา พูดคำหยาบ ไม่สวมใส่ เครื่องประดับมีค่า และอยู่ในพื้นที่จำกัดไม่ไกลจากสถานประกอบพิธีกรรม ชาวเย้าแยกพิธีกรรมออกเป็นพิธีกรรมเฉพาะบุคคล และพิธีกรรมของ หมู่บ้าน หรือพิธีกรรมส่วนรวม แต่ละพิธีกรรมจะมีการเชิญผีและเลี้ยงผีที่แตกต่าง กัน พิธีกรรมเฉพาะบุคคลและพิธีกรรมในครอบครัว เช่น พิธีเรียกขวัญ พิธีบนผี จะเลี้ยงเฉพาะผีบรรพบุรุษ ยกเว้นงานศพที่จะมีการเชิญภาพผีใหญ่มาร่วมในพิธี

ชาวเย้าอยู่ในกลุ่มจีน – ธิเบต กลุ่มย่อยชนชาติจีน มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ที่ลุ่มน้ำแยงซี ชาวเย้าแยกเป็นกลุ่มเย้า เมียนและกลุ่มเย้ามุน ช่วงหนึ่งถูกปกครองโดยพระจักรพรรดิ์ที่โหดเหี้ยม ได้แบ่งแยกชาวเย้าออกจากกัน แล้วขับไล่ให้ ขึ้นไปอยู่บนเทือกเขาหนานหลิง อันหนาวเย็น ต้องเผชิญความทุกข์ยากแสนสาหัส ต่อมาได้เคลื่อนย้ายไปอยู่ที่เจียงซี กวางตุ้ง ฮูหนาน กุ้ยโจว ยูนนาน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเขตปกครองตนเองกวางสี – จ้วง นักประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ระบุว่าการเคลื่อนย้ายของเย้าจากบนภูเขาตอนกลางของจีน ไปยังกวางตุ้ง กุ้ยโจว และ กวางสี ก่อนจะย้ายไปยังตอนเหนือของเวียดนามและตอนเหนือของลาว ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานับศตวรรษ เย้ากลุ่ม อิ้วเมี่ยนเคลื่อนลงมาสู่ภาคเหนือของไทยด้านจังหวัดน่าน บ้างตั้งถิ่นฐานอยู่บนภูเขาที่เชื่อมต่อน่านกับพะเยา โดยเฉพาะที่ อำเภอปง บางส่วนย้ายไปอยู่แม่สลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง บ้างไปตั้งชุมชนที่บ้านเล่าชีก๋วย อำเภอแม่จัน บันทึกภายใต้การ ครอบครองของนายแคะแว่น ศรีสมบัติ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านใหม่ปางค่า ตำบลผาช้างน้อย อำเภอปง จังหวัดพะเยา ระบุว่า ชาวอิ้วเมี่ยนกลุ่มแรกเข้ามาอยู่ในไทยได้ประมาณ ๑๓๒ ปี (นับถึงปีพ.ศ.๒๕๕๔ ได้ ๑๕๕ ปี) บรรพบุรุษชาวเย้า บันทึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตนโดยใช้ภาษาจีน หมู่บ้านเย้าในไทยแต่ละแห่งมีหมอผีประจำหมู่บ้าน (เจี้ย เจียว) ซึ่งได้รับการเคารพนับถือจากคนในชุมชน รับผิด ชอบด้านการประกอบพิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งตัดสินปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ ศาลพระภูมิในครัวเรือนที่นับถือผีบรรพบุรุษ

20

21


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ลีซอ การปักลายผ้า

ชาวเย้าเป็นคนขยันขันแข็ง ทั้งหญิงชาวมักช่วยกันทำงานในไร่นา ฝ่ายชายใช้ไม้ไผ่ขุดหลุม ฝ่ายหญิงเป็นคนหยอดเมล็ดข้าว แต่หากเป็นงาน หนักต้องใช้แรงมาก เช่น ตัดต้นไม้ใหญ่ เผาไร่ ขุดหลุม มักจะมอบหมาย ให้เป็นภาระของฝ่ายชาย ฝ่ายหญิงจะถางหญ้า กำจัดวัชพืช และเก็บเกี่ยว ผลผลิต

ผู้หญิงมีฝีมือด้านการปักผ้าที่เรียนรู้จากยายและแม่ มีการสืบทอด ลายผ้าต่อๆ กันมา จากแม่สู่ลูกสาว และหลานสาว ด้วยเหตุนี้การแต่งกาย ของหญิ ง ชายนอกจากแสดงถึ ง ฝี มื อ อั น เป็ น เลิ ศ ในศิ ล ปะการปั ก ผ้ า เป็ น ลวดลายงดงามประณีตแล้วยังบ่งบอกถึงการเป็นสาขาย่อยใดหรือกลุ่มย่อย ใด และสามารถบ่งบอกได้ว่าอยู่หมู่บ้านใด แม้ปัจจุบันชาวอิ้วเมี่ยนจะเปลี่ยน ไปแต่งกายตามสมัยนิยม แต่ทุกคนมักมีเครื่องแต่งกายตามจารีตประเพณี ไว้ชุดหนึ่ง เพื่อสวมใส่ในการประกอบพิธีกรรมหรือในงานสำคัญต่าง

ชาวลีซอเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ตระกูลจีน – ธิเบต (Sino - Tibetan) เรียกตนเองว่า “ลีซฟู” (Li - sfu) เชื่อว่า เดิมบรรพบุรุษของตนตั้งถิ่นฐานอยู่ภาคตะวันออกของที่ราบสูงทิเบต แล้วย้ายลงมายังตะวันตกเฉียงเหนือของยูนนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณลุ่มน้ำสาละวินตอนบน ชาวลีซอไม่มีไม่มีตัวอักษรใช้ มีเพียงภาษาพูดในตระกูลภาษาจีน – ธิเบต กลุ่มโลโลเช่นเดียวกับลาหู่และอาข่า จึง ไม่มีการบันทึกประวัติศาสตร์เป็นลายลักษณ์อักษรเหมือนเย้า เอกสารประวั ติ ศ าสตร์ ยู น นาน บั น ทึ ก ไว้ ว่ า ลี ซ อตั้ ง ถิ่ น ฐานอยู่ บ ริ เ วณรอยต่ อ ยู น นาน เสฉวน และไกวเจา (กุ้ยโจว)มาตั้งแต่ประมาณ ๒๒๐ ปีก่อนคริสตกาล การอพยพเคลื่อนย้ายของลีซอมีขึ้นหลังมีปัญหาขัดแย้งกับฝ่ายปกครองของจีน ได้พากันจับอาวุธลุกขึ้นต่อสู้ แต่ว่า สู้กองทัพหลวงจีนไม่ได้ จึงอพยพลงมาอยู่ตอนเหนือของพม่าในช่วงต้นศตวรรษที่ ๒๐ ต่อมาประสบปัญหาด้านการเมืองและ ขาดแคลนที่ดินทำกิน จึงเคลื่อนย้ายลงมาตั้งถิ่นฐานที่เชียงใหม่และเชียงรายในช่วงปี ๒๔๒๒ – ๒๔๖๔ หรือเมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีที่แล้ว ปัจจุบันชาวลีซอตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ที่เชียงดาว พร้าว เวียงแหง และแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง แม่สรวย และอำเภอเมืองเชียงราย อำเภอปาย และปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน นอกจากนี้ยังกระจายไปอยู่ที่จังหวัดตาก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ลำปาง สุโขทัย พะเยา และแพร่

การแต่งของชาย-หญิงอิ้วเมี่ยน

22

23


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

โดยทั่วไป ชาวลีซอมักตั้งบ้านเรือนบนภูเขาในระดับความสูงไม่ต่ำกว่า ๘๐๐ เมตร มีแม่น้ำลำธาร ไหลผ่านหรือมีบ่อน้ำซับที่มีน้ำตลอดปี เดิมมักปลูกบ้านคร่อมลงบนดิน โดยบ้านตั้งอยู่บนเนิน ผนังทั้งสี่ด้านทำ ด้วยดินมีความหนามาก ป้องกันความหนาวเย็นได้ดี หลังคามุงด้วยหญ้าคา ช่วงฤดูร้อนจึงไม่ร้อน บริเวณพื้นที่ สูงสุดของหมู่บ้านเป็นที่ตั้งศาลผีประจำหมู่บ้านหรือศาลผีปู่ตาผู้เฒ่า ที่เชื่อว่าปกปักรักษาให้ทุกคนอยู่เย็น เป็นสุข มีพืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ ผีบรรพบุรุษทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมกลไกการขับเคลื่อนของสังคม ผู้ทำผิดหรือ ฝ่าฝืนขนบจารีตมักถูกผีบรรพบุรุษลงโทษให้เจ็บไข้ได้ป่วย ชาวลีซอมักประกอบพิธีเซ่นไหว้ขอโทษผีเป็นประจำ พร้อมทั้งปรับปรุงความประพฤติเสียใหม่ให้ถูกต้องเหมาะสม ผู้เปลี่ยนมานับถือคริสต์มีความเชื่อว่าพระเจ้าเป็น ผู้สร้างสรรพสิ่งและเลิกล้มความเชื่อในเรื่องผีโดยสิ้นเชิง

การแต่งกายของชาย

การแต่งกายของหญิง

เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย

ประเพณีและพิธีกรรมในรอบปี นอกจากการเฉลิมฉลองปีใหม่ พิธีการเกิด แต่งงาน และการตาย แล้วยังมีพิธีกรรมเกี่ยวพันกับการเกษตร เช่น การไหว้ผีหลวง ไหว้ผีไร่และผีนา การฉลองพืชผลใหม่ กิน ข้าวโพดใหม่ กินข้าวใหม่ การอาศัยอยู่บนภูเขาแวดล้อมด้วยผืนป่าลีซอจึงสืบทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญา ด้านพืชสมุนไพรและตำรับยาสมุนไพร รวมทั้งวิธีการรักษาโรค เช่น การกดจุด การนวด การฝังเข็ม การ ประคบร้อน ซึ่งรับมาจากกลุ่มชนที่อยู่ใกล้เคียง คือ จีนฮ่อ ชาวลี ซ อชอบร้ อ งเพลงและเต้ น รำ บทเพลงส่ ว นใหญ่ มี เ นื้ อ หาเกี่ ย วข้ อ งกั บ วิ ถี ชี วิ ต ความเป็ น อยู่ การเกษตรกรรม ความเชื่อ เพลงเกี้ยวสาวที่ชาย – หญิงร้องโต้ตอบกันเป็นที่นิยมมาก มีเนื้อหาลึกซึ้งกินใจและมี ท่วงทำนองไพเราะ ผู้ชายจะเป่าแคนน้ำเต้า และดีดซึง โดยนักดนตรีจะเล่นและเต้นอยู่กลางวง ผู้ชายจะจับมือเต้นรำสนุกสนานอยู่วง ด้านใน ส่วนหญิงจะจับมือกันเต้นรำอยู่วงด้านนอก วิถีชีวิตของลีซอทำเกษตรผสมผสาน ปลูกข้าวและข้าวโพดเป็นหลัก รวมทั้งข้าวโพดสำหรับเลี้ยงหมูและ ไก่ ในไร่ยังมีพืชอื่นๆ เช่น ฟัก ฟักทอง แตง ถั่วชนิดต่างๆ เผือก มัน ผักกาด ผักคะน้า ฯลฯ ในอดีตชาวลีซอ ปลูกฝิ่นเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาปลูกถั่วเหลือง ข้าวโพด งา กาแฟ และกะหล่ำปลี ชาวลีซอมีความเชื่อเกี่ยวกับ “ขวัญ” โดยเชื่อว่า “ขวัญ” เกี่ยวพันกับสุขภาพของแต่ละคน บทเพลงที่ใช้ เรียกขวัญ (เพลงโชฮาคูอื่มกัวะ) มีเนื้อหาตอนหนึ่ง ว่า “......การที่ท่านไม่มีเรี่ยวแรงเพราะขวัญของท่านหาย ข้าพเจ้าได้ตามหาขวัญของท่าน และพบอยู่ในโลกของวิญญาณ จึงเอาเงินทองและสัตว์ถวายให้ ดังนั้นขวัญจะกลับมา สุขภาพของท่านจะกลับมาแข็งแรงดังเดิม.........” การอบรมเลี้ยงดูเด็กของลีซอมุ่งเน้นว่ากล่าวตักเตือนด้วยเหตุผล ไม่ใช้การลงโทษเฆี่ยนตี เมื่อมีปัญหาเด็กสามารถใช้เหตุผล โต้แย้งกับผู้ใหญ่ได้ โดยผู้ใหญ่ยินดีรับฟังเด็ก วิธีการอบรมในแบบแผนดังกล่าวส่งผลให้ชาวลีซอมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง

ชาวลีซอสืบเชื้อสายทางบิดา ให้ความสำคัญกับผู้เฒ่าผู้แก่ในสายตระกูล และผูกพันช่วยเหลือกัน ในหมู่ญาติพี่น้องเหนียวแน่นมาก ฝ่ายหญิงใช้นามสกุลสามีและไปอยู่บ้านสามี ยกเว้นเป็นลูกสาวคนเดียว ต้องดูแลพ่อแม่ กรณีนี้สามีต้องไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง และในพิธีแต่งงานไม่ต้องเสียค่าสินสอด ผู้ชายสามารถมีภรรยาได้มากกว่าหนึ่งคน หากได้รับการยินยอมจากภรรยา ขณะเดียวกัน หญิง ลีซอก็มีอิสรภาพในการดำเนินชีวิต เช่น การเลือกคู่ครอง และการหย่าร้าง ผู้หญิงทั้งโสดและแต่งงานแล้ว นิยมสวมชุดสีสันสดใส มีเครื่องเงินประดับประดา เช่น ห่วงคอเงิน และกำไลเงิน

24

25


เอกลั ก ษณ์ ท างวั ฒ นธรรมเชี ย งราย ตอนที่ 2 : พี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์

เอกสารอ้างอิง เจสส์ จี. พูเรต์. ชนชาติเย้า เย้าเมี่ยนและเย้ามุนในจีน เวียดนาม ลาว และไทย. กรุงเทพมหานคร : รีเวอร์บุ๊คส์, ๒๕๔๘ ณัฐธิดา จุมปา. พิธี “กว่าตัง” ในกลุ่มชาพันธุ์เมี่ยน. GMS News. ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๘ ตุลาคม – ธันวาคม, ๒๕๕๐. พิทักษ์ รัตนแสงสว่าง. พิธีปีใหม่ม้ง. GMS News. ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๘ ตุลาคม – ธันวาคม, ๒๕๕๐. บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. ๓๐ ชาติในเชียงราย. กรุงเทพมหานคร : รับพิมพ์, ๒๔๙๙. ประวิตร โพธิอาสน์. กะเหรี่ยงกับประเพณีวัฒนธรรม : ซึ่งนับวันจะเสื่อมทรามและสาปสูญ. ข่าวสาร สถาบันวิจัยชาวเขา. ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๓,๔ กรกฏาคม – ธันวาคม, ๒๕๓๑. พรชัย ปรีชาปัญญา. ภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับระบบนิเวศเกษตรวนเกษตรบนแหล่งต้นน้ำลำธารในภาคเหนือ. เชียงใหม่ : ธนบรรณการพิมพ์, ๒๕๔๔. ลักขณา ดาวรัตนพงษ์. สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ลีซอ. กรุงเทพมหานคร : สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๓๙. สุนทรี ศีลพิพัฒน์. ชาวเขาในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๒๖. ฮันส์ เพนธ์ (ก). “จารึกวัดกานโถม และความเป็นมาของอักษรไทย”. ประวัติศาสตร์ล้านนา ประวัติบ้านเมือง โบราณสถาน

และบุคคลสำคัญ. กรุงเทพมหานคร : โครงการส่งเสริมหนังสือตามแนวพระราชดำริ, ๒๕๒๘. ------------- (ข). “การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ล้านนาจากศิลปกรรม”. ประวัติศาสตร์ล้านนา ประวัติบ้านเมือง โบราณสถาน

และบุคคลสำคัญ. กรุงเทพมหานคร : โครงการส่งเสริมหนังสือตามแนว พระราชดำริ,๒๕๒๘. Fei Xiaotong. “Revisiting the Mountains of the Yao People”. China’s Minority Nationalities [1]. Beijing : Greatwall Books, 1984.

26


Jackydoc2