Issuu on Google+

บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เรื่อง ประวัติความเป็ นมาของนาฏศิลป์ ไทย จัดทาโดย ครูนงเยาว์ มีสนธิ


ตัวชีว้ ดั 1. ใช้ทกั ษะการแสวงหาความรู ้ เพื่อพัฒนานาฏศิลป์ ไทยให้คงอยู่ ต่อไป 2. มีทกั ษะพื้นฐานที่จาเป็ นสามารถนาไปเผยแผ่ให้คนรุ่ นหลังได้ เรี ยนรู ้ สาระสาคัญ นาฏศิลป์ ไทยเป็ นเอกลักษณ์ของไทยที่มีมาแต่ชา้ นานซึ่งเว็บไซต์น้ ี ได้แบ่งสาระสาคัญของนาฏศิลป์ ไทย ดังนี้ บอกที่มาและความสาคัญของ นาฏศิลป์ ไทยและประเภทของนาฏศิลป์ ไทย นอกจากนี้ ยังอธิ บายถึง วิธีการไหว้ครู ซ่ ึงเป็ นวิธีการที่แสดงถึงความเคารพครู บาอาจารย์


จุดประสงค์ การเรียนรู้ อธิ บายเกี่ยวกับการจาแนกประเภทต่าง ๆ ของนาฏศิลป์ ไทยให้รู้ และเข้าใจมากยิ่งขึ้น จุดประสงค์ นาทาง 1. บอกความหมาย ความสาคัญและประวัติความเป็ นมา ของนาฏศิลป์ ไทย 2. จาแนกประเภทของนาฏศิลป์ ได้ถูกต้อง


นาฏศิลป์ เป็ นศิลปะแห่ งการละคร ฟ้ อนรา และดนตรี อันมี คุณสมบัติตามคัมภีร์นาฏะหรื อนาฏยะ กาหนดว่า ต้องประกอบไปด้วย ศิลปะ 3 ประการ คือ การฟ้อนรา การดนตรี และการขับร้ อง รวมเข้าด้วยกัน ซึ่งทั้ง 3 สิ่ ง นี้เป็ นอุปนิสยั ของคนมาแต่ดึกดาบรรพ์ นาฏศิลป์ ไทยมีที่มาและเกิดขึ้น จากสาเหตุตามแนวคิดต่าง ๆ เช่น เกิดจากความรู ้สึกกระทบกระเทือน ทางอารมณ์ ไม่ว่าจะอารมณ์แห่ งความสุ ข หรื อความทุกข์ แล้วสะท้อน ออกมาเป็ นท่าทางแบบธรรมชาติและประดิษฐ์ข้ นึ เป็ นท่าทางลีลาการ ฟ้ อนรา หรื อเกิดจากลัทธิ ความเชื่อในการนับถือสิ่ งศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้า โดยแสดงความเคารพบูชาด้วยการเต้นรา ขับร้อง ฟ้ อนราให้เกิดความพึง พอใจ เป็ นต้น


นอกจากนี้ นาฏศิลป์ ไทย ยังได้รับอิทธิ พลแบบแผนตามแนวคิดจาก ต่างชาติเข้ามาผสมผสานด้วย เช่น วัฒนธรรมอินเดียเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่ เป็ นเรื่ องของเทพเจ้า และตานานการฟ้ อนรา โดยผ่านเข้าสู่ประเทศไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ ผ่านชนชาติชวาและเขมร ก่อนที่จะนามา ปรับปรุ งให้เป็ นรู ปแบบตามเอกลักษณ์ของไทย เช่น ตัวอย่างของเทวรู ป ศิวะปางนาฏราช ที่สร้างเป็ นท่าการร่ ายราของ พระอิศวร ซึ่งมีท้ งั หมด 108 ท่า หรื อ 108 กรณะ โดยทรงฟ้ อนราครั้งแรกในโลก ณ ตาบล จิทรัมพรัม เมืองมัทราส อินเดียใต้ ปั จจุบนั อยู่ในรัฐทมิฬนาดู นับเป็ น คัมภีร์สาหรับการฟ้ อนรา แต่งโดยพระภรตมุนี เรี ยกว่า คัมภีร์ภรตนาฏ ศาสตร์


ถือเป็ นอิทธิ พลสาคัญต่อแบบแผนการสื บสาน และการถ่ายทอด นาฏศิลป์ ของไทยจนเกิดขึ้นเป็ นเอกลักษณ์ของตนเองที่มีรูปแบบ แบบ แผนการเรี ยน การฝึ กหัด จารี ต ขนบธรรมเนียม มาจนถึงปั จจุบนั อย่างไรก็ตาม บรรดาผูเ้ ชี่ยวชาญที่ศึกษาทางด้านนาฏศิลป์ ไทยได้ สันนิษฐานว่า อารยธรรมทางศิลปะด้านนาฏศิลป์ ของอินเดียนี้ ได้ เผยแพร่ เข้ ามาสู่ ประเทศไทยตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุทธยาตามประวัติการ สร้างเทวาลัยศิวะนาฎราชที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1800 ซึ่งเป็ นระที่ไทย เริ่ มก่อตั้งกรุ งสุ โขทัย ดังนั้นที่ราไทยที่ดดั แปลงมาจากอินเดียในครั้ง แรกจึงเป็ นความคิดของนักปราชญ์ในสมัยกรุ งศรี อยุทธยา และมีการ แก้ไขปรับปรุ งหรื อประดิษฐ์ข้ นึ ใหม่ ในสมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์ จน นามาสู่การประดิษฐ์ข้ นึ ใหม่ในสมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์จนนามาสู่ การ ประดิษฐ์ท่าทางร่ ายราและละครไทยมาจนถึงปั จจุบนั


นาฏศิลป์ คือ การร่ ายราที่มนุษย์ได้ปรุ งแต่งจากลีลาตามธรรมชาติ ให้สวยสดงดงาม โดยมีดนตรี เป็ นองค์ประกอบในการร่ ายรา นาฏศิลป์ ของไทย แบ่งออกตามลักษณะของรู ปแบบการแสดงเป็ นประเภทใหญ่ ๆ 4 ประเภท คือ 1. โขน เป็ นการแสดงนาฏศิลป์ ชั้นสูงของไทยที่มีเอกลักษณ์ คือ ผู ้ แสดงจะต้องสวมหัวที่เรี ยกว่า หัวโขน และใช้ลีลาท่าทางการแสดงด้วย การเต้นไปตามบทพากย์ การเจรจาของผูพ้ ากย์และตามทานองเพลงหน้า พาทย์ที่บรรเลงด้วยวงปี่ พาทย์ เรื่ องที่นิยมนามาแสดง คือ พระราชนิพนธ์ บทละครเรื่ องรามเกียรติ์ แต่งการเลียนแบบเครื่ องทรงของ พระมหากษัตริ ยท์ ี่เป็ นเครื่ องต้น เรี ยกว่าการแต่งกายแบบ “ยื่นเครื่ อง” มี จารี ตขั้นตอนการแสดงที่เป็ นแบบแผน นิยมจัดแสดงเฉพาะพิธีสาคัญ ได้แก่ งานพระราชพิธีต่าง ๆ


2. ละคร เป็ นศิลปะการร่ ายราที่เล่นเป็ นเรื่ องราว มีพฒั นาการมาจาก การเล่านิทาน ละครมีเอกลักษณ์ในการแสดงและการดาเนินเรื่ องด้วย กระบวนลีลาท่ารา เข้าบทร้อง ทานองเพลงและเพลงหน้าพาทย์ที่บรรเลง ด้วยวงปี่ พาทย์มีแบบแผนการเล่นที่เป็ นทั้งของชาวบ้านและของหลวงที่ เรี ยกว่า ละครโนราชาตรี ละครนอก ละครใน เรื่ องที่นิยมนามาแสดงคือ พระสุ ธน สังข์ทอง คาวี อิเหนา อุณรุ ท นอกจากนี้ยงั มีละครที่ปรับปรุ ง ขึ้นใหม่อีกหลายชนิด การแต่งกายของละครจะเลียนแบบเครื่ องทรงของ พระมหากษัตริ ย์ เรี ยกว่า การแต่งการแบยืนเครื่ อง นิยมเล่นในงานพิธี สาคัญและงานพระราชพิธีของพระมหากษัตริ ย์


3. รา และ ระบา เป็ นศิลปะแห่งการร่ ายราประกอบเพลงดนตรี และบทขับร้อง โดยไม่เล่นเป็ นเรื่ องราว ในที่น้ ี หมายถึงราและระบาที่มีลกั ษณะเป็ นการแสดงแบบ มาตรฐาน ซึ่งมีความหมายที่จะอธิ บายได้พอสังเขป ดังนี้ 3.1 รา หมายถึง ศิลปะแห่งการรายราที่มีผแู ้ สดง ตั้งแต่ 1-2 คน เช่น การรา เดี่ยว การราคู่ การราอาวุธ เป็ นต้น มีลกั ษณะการแต่งการตามรู ปแบบของการแสดง ไม่เล่นเป็ นเรื่ องราวอาจมีบทขับร้องประกอบการราเข้ากับทานองเพลงดนตรี มี กระบวนท่ารา โดยเฉพาะการราคู่จะต่างกับระบา เนื่ องจากท่าราจะมีความเชื่อมโยง สอดคล้องต่อเนื่ องกัน และเป็ นบทเฉพาะสาหรับผูแ้ สดงนั้น ๆ เช่น ราเพลงช้าเพลง เร็ ว ราแม่บท ราเมขลา –รามสูร เป็ นต้น


3.2 ระบา หมายถึง ศิลปะแห่งการร่ ายราที่มีผเู้ ล่นตังแต่ 2 คนขึ้นไป มีลกั ษณะการแต่งการคล้ายคลึงกัน กระบวนท่ารายรา คล้าคลึงกัน ไม่เล่นเป็ นเรื่ องราว อาจมีบทขับร้องประกอบการรา เข้าทานองเพลงดนตรี ซึ่งระบาแบบมาตรฐานมักบรรเลงด้วยวง ปี่ พาทย์ การแต่งการนิยมแต่งกายยืนเครื่ องพระนาง-หรื อแต่ง แบบนางในราชสานัก เช่น ระบาสี่ บท ระบากฤดาภินิหาร ระบา ฉิ่ งเป็ นต้น


4. การแสดงพืน้ เมือง เป็ นศิลปะแห่งการร่ ายราที่มีท้งั รา ระบา หรื อ การละเล่นที่เป็ นเอกลักษณ์ของกลุ่มชนตามวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค ซึ่งสามารถ แบ่งออกเป็ นภูมิภาคได้ 4 ภาค ดังนี้ 4.1 การแสดงพืน้ เมืองภาคเหนือ เป็ นศิลปะการรา และการละเล่น หรื อที่ นิ ยมเรี ยกกันทัว่ ไปว่า “ฟ้ อน” การฟ้ อนเป็ นวัฒนธรรมของชาวล้านนา และกลุ่มชน เผ่าต่าง ๆ เช่น ชาวไต ชาวลื้อ ชาวยอง ชาวเขิน เป็ นต้น ลักษณะของการฟ้ อน แบ่งเป็ น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิม และแบบที่ปรับปรุ งขึ้นใหม่ แต่ยงั คงมีการรักษา เอกลักษณ์ทางการแสดงไว้คือ มีลีลาท่าราที่แช่มช้า อ่อนช้อยมีการแต่งกายตาม วัฒนธรรมท้องถิ่นที่สวยงามประกอบกับการบรรเลงและขับร้องด้วยวงดนตรี พื้นบ้าน เช่น วงสะล้อ ซอ ซึง วงปูเจ่ วงกลองแอว เป็ นต้น โอกาสที่แสดงมักเล่น กันในงานประเพณี หรื อต้นรับแขกบ้านแขกเมือง ได้แก่ ฟ้ อนเล็บ ฟ้ อนเทียน ฟ้ อน ครัวทาน ฟ้ อนสาวไหมและฟ้ อนเจิง


4.2 การแสดงพืน้ เมืองภาคกลาง เป็ นศิลปะการร่ ายราและ การละเล่นของชนชาวพื้นบ้านภาคกลาง ซึ่งส่ วนใหญ่มีอาชีพเกี่ยวกับ เกษตรกรรม ศิลปะการแสดงจึงมีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตและเพื่อ ความบันเทิงสนุกสนาน เป็ นการพักผ่อนหย่อนใจจากการทางาน หรื อ เมื่อเสร็จจากเทศการฤดูเก็บเก็บเกี่ยว เช่น การเล่นเพลงเกี่ยวข้าว เต้นกา ราเคียว ราโทนหรื อราวง ราเถิดเทอง รากลองยาว เป็ นต้น มีการแต่งกาย ตามวัฒนธรรมของท้องถิ่น และใช้เครื่ องดนตรี พ้นื บ้าน เช่น กลองยาว กลองโทน ฉิ่ ง ฉาบ กรับ และโหม่ง


4.3 การแสดงพืน้ เมืองภาคอีสาน เป็ นศิลปะการราและการเล่นของชาว พื้นบ้านภาคอีสาน หรื อ ภาคตะวันออกเฉี ยงเหนื อของไทย แบ่งได้เป็ น 2 กลุ่ม วัฒนธรรมใหญ่ ๆ คือ กลุ่มอีสานเหนื อ มีวฒั นธรรมไทยลาวซึ่งมักเรี ยกการละเล่น ว่า “เซิ้ง ฟ้ อน และหมอลา” เช่น เซิ้งบังไฟ เซิ้งสวิง ฟ้ อนภูไท ลากลอนเกี้ยว ลาเต้ย ซึ่งใช้เครื่ องดนตรี พ้นื บ้านประกอบ ได้แก่ แคน พิณ ซอ กลองยาว อีสาน ฉิ่ ง ฉาบ ฆ้อง และกรับ ภายหลังเพิ่มเติมโปงลางและโหวดเข้ามาด้วย ส่วนกลุ่มอีสานใต้ ได้รับอิทธิ พลไทยเขมร มีการละเล่นที่เรี ยกว่า เรื อม หรื อ เร็ อม เช่น เรื อมลูดอันเร หรื อรากระทบสาก รากระเน็บติงต็อง หรื อระบาตัก๊ แตน ตาข้าว ราอาไย หรื อราตัด หรื อเพลงอีแซวแบบภาคกลางวงดนตรี ที่ใช้บรรเลง คือ วงมโหรี อีสานใต้ มีเครื่ อง ดนตรี คือ ซอด้วง ซอด้วง ซอครัวเอก กลองกันตรึ ม พิณ ระนาด เอกไม้ ปี่ สไล กลองรามะนาและเครื่ องประกอบจังหวะ การแต่งกายประกอบการแสดงเป็ นไป ตามวัฒนธรรมของพื้นบ้าน ลักษณะท่าราและท่วงทานองดนตรี ในการแสดง ค่อนข้างกระชับ รวดเร็ ว และสนุกสนาน


4.4 การแสดงพืน้ เมืองภาคใต้้ เป็ นศิลปะการราและการละเล่น ของชาวพื้นบ้านภาคใต้อาจแบ่งตามกลุ่มวัฒนธรรมไทย 2 กลุ่มคือ วัฒนธรรมไทยพุทธ ได้แก่ การแสดงโนรา หนังตะลุง เพลงบอก เพลง นา และวัฒนธรรมไทยมุสลิม ได้แก่ รองเง็ง ซาแปง มะโย่ง (การแสดง ละคร) ลิเกฮูลู (คล้ายลิเกภาคกลาง) และซิละ มีเครื่ องดนตรี ประกอบที่ สาคัญ เช่น กลองโนรา กลองโพน กลองปื ด โทน ทับ กรับพวง โหม่ง ปี่ กาหลอ ปี่ ไหน รามะนา ไวโอลิน อัคคอร์เดียน ภายหลังได้มีระบาที่ ปรับปรุ งจากกิจกรรมในวิถีชีวิต ศิลปาต่างๆ เข่น ระบาร่ อนแต่ การี ดยาง ปาเตต๊ะ เป็ นต้น


1) ลีลาท่ ารา เป็ นท่าทางเยื้องกรายฟ้ อนราที่อ่อนช้อย สวยงาม แสดงออกของอารมณ์ สื่ อความหมายชัดเจน 2) ดนตรีประกอบ ดนตรี เป็ นส่ วนประกอบสาคัญที่ช่วย เสริ มให้การแสดงสมบูรณ์และ สร้างบรรยากาศในการแสดง ให้สมจริ งอีกด้วย 3) บทร้ อง ส่ วนใหญ่จะเป็ นคาประพันธ์ประเภทกลอน แปด มีความไพเราะสละสลวย คารม คมคายและมีคติสอนใจ 4) เครื่องแต่ งกาย มีแบบอย่างเฉพาะตัว งดงามประณี ต และถูกต้องตามลักษณะการแสดง


แบบฝึ กหัด เรื่องประวัติความเป็ นมาของนาฏศิลป์ ไทย

คาชีแ้ จง กรุ ณาเลือกคาตอบที่ถูกต้ องที่สุดเพียงคาตอบเดียวเท่ านั้น 1. นาฏศิลป์ คือ อะไร ก. การร่ ายราที่มนุษย์ได้ปรุ งแต่งจากลีลาตามธรรมชาติให้สวยสดงดงาม ข. การร่ ายราที่เกิดจากการคิดขึ้นเองของมนุษย์ ค. การร่ ายราที่มนุษย์เลียนแบบมาจากสัตว์ ง. การร่ ายราของมนุษย์ที่เกิดจากการเลียนแบบธรรมชาติ


2. นาฏศิลป์ ของไทย แบ่ งออกตามลักษณะของรู ปแบบ การแสดงเป็ น ประเภทใหญ่ ๆได้ กี่ประเภท ก. 1 ประเภท ข. 2 ประเภท ค. 3 ประเภท ง. 4ประเภท


3. การแสดงนาฏศิลป์ ชั้นสู งของไทยที่มีเอกลักษณ์คืออะไร ก. ละคร ข. โขน ค. ระบา ง. เพลงพื้นบ้าน


4. ศิลปะการร่ ายราที่เล่ นเป็ นเรื่องราว มีพัฒนาการมา จากการเล่ านิทาน คือศิลปะชนิดใด ก. โขน ข. ละคร ค. หนังตะลุง ง. ราตัด


5. ละครมีเอกลักษณ์ในการแสดงและการดาเนินเรื่องด้ วย กระบวนลีลาท่ ารา เข้าบทร้ อง ทานองเพลงและเพลงหน้ า พาทย์ ที่บรรเลงด้ วยวงปี่ พาทย์ มีแบบแผนการเล่ นที่เป็ นทั้ง ของชาวบ้ านและของหลวงที่เรียกว่าละครอะไรบ้ าง ก. ละครโนราชาตรี ละครนอก ละครใน ข. ละครดึกดาบรรพ์ ละครใน ค. ละครชาตรี ละครดึกดาบรรพ์ ง. ละครนอก ละครใน ละครดึกดาบรรพ์


เฉลยแบบทดสอบ 1.ก 2.ง 3.ค 4.ค 5.ก


แหล่งทีม่ า http://www.chaiwbi.nmm.ac.th/2552student/ms5/d525102/wbi/525113/unit01/ind ex.html http://www.chaiwbi.nmm.ac.th/2552student/ms5/d525102/wbi/525113/unit01/10 01.html http://www.chaiwbi.nmm.ac.th/2552student/ms5/d525102/wbi/525113/unit01/10 02.html http://www.chaiwbi.nmm.ac.th/2552student/ms5/d525102/wbi/525113/unit01/10 03.html

http://www.chaiwbi.nmm.ac.th/2552student/ms5/d525102/wbi/525113 /test/testunit01.html


โรงเรียนกันตะบุตร


ประวัตินาฏศิลป์ไทย