Page 1

° ¯ H U M B A

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมะเป็นทาน เป็นทานสูงสุด ชนะการให้ทั้งปวง


สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย


ธรรมทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น


ค�ำน�ำ บทสวดพาหุง หรือ “พุทธชัยมงคลคาถา” เป็นบทสวดสรรเสริญชัยชนะครั้ง ส�ำคัญขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อมนุษย์และอมนุษย์ มีทั้งหมด ๘ บท ซึ่งพระสงฆ์มักใช้สวดต่อท้ายการท�ำวัตรเช้า - เย็น และมักจะตามด้วย บทมหา การุณิโก หรือ “ชัยปริตร” นิยมเรียกรวมกันว่าการสวด “พาหุงมหากา” สมุดภาพประกอบบทสวดมนต์ “พาหุง ชัยชนะแห่งพุทธะ” บาลี/ไทย/อังกฤษ พร้อมเนื้อเรื่องประกอบทั้ง ๘ ตอน ฉบับนี้ ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ จิด-ตระ-ธานี www.jitdrathanee.com โดยเป็นสมุดภาพออนไลน์เล่มแรก ที่เปิดโอกาส ให้ดาวน์โหลดเป็นธรรมทานแก่ผู้สนใจทั่วไป โดยไม่คิดมูลค่า โดยการจัดพิมพ์เพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทานในครั้งนี้ ผมได้ปรับ Artwork ใหม่ (เวอร์ชั่นออนไลน์เดิม มีขนาดรูปเล่ม ๑๒ x ๙.๕ นิ้ว จะใหญ่กว่ากระดาษ A4) เพื่อ ให้รูปเล่มมีขนาดเล็กกระทัดรัด เหมาะกับการพกพา ขอขอบพระคุณ ดร. สุจติ รา อ่อนค้อม ทีอ่ นุญาตให้ใช้ ส�ำนวนแปลภาษาอังกฤษ บทสวดมนต์พาหุงฯ ของท่าน ตั้งแต่เวอร์ชั่นออนไลน์ จนกระทั่งถึงฉบับนี้ และขอ อนุโมทนาบุญในจิตอันเป็นกุศล แด่ผู้ร่วมจัดพิมพ์สมุดภาพประกอบบทสวดมนต์ “พาหุง ชัยชนะแห่งพุทธะ” ทุกๆ ท่าน เพือ่ เผยแผ่เป็นธรรมทาน และเพือ่ น้อมถวายเป็น พุทธบูชาเนือ่ งในโอกาส “พุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปี” แห่งการตรัสรูธ้ รรมของพระพุทธองค์ ด้วยครับ

จิ​ด~ตระ~ธานี ๚๛

4

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

(จิตรกร)

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


สารบัญ ค�ำน�ำ บทที่ ๑ : ม​หาบุรุษ ผูมีชัยชนะเหนือ​กองทัพพ​ ญา​มาร บทที่ ๒ : ทรงดับความดุร้ายของอสูร ด้วยขันติธรรม บทที่ ๓ : ทรงกรุณาพญาคชสาร ด้วยกระแสเมตตาจิต บทที่ ๔ : ทรง​ทรมานจอม​โจรองคุลี​มาล ดวยพุทธธรรม บทที่ ๕ : ทรง​ชนะ​มาร​ยา​​สตรี ดวย​​​ปาริสุทธิ์แหง​พุทธะ บทที่ ๖ : สัจจกนิครนถ ​ตอง​อับจนดวยวิมุตติ​ปญญา บทที่ ๗ : ​ทรง​ทรมานจอม​นาคา​ผูเรือง​ ฤทธิ์ บทที่ ๘ : ​ทรง​แก้ความเห็นผ​ ิดในหมูพรหม ​ บทอวยชัย ชัยปริตร (มหากาฯ)

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

๔ ๗ ๑๙ ๒๙ ๓๙ ๕๓ ๖๑ ๖๙ ๗๗ ๘๔ ๘๕

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

5


นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

6

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


บทที่ ๑ C H A P T E R

1

ม​หาบุรษุ ผูม ชี ยั ชนะเหนือ​กองทัพ​พญา​มาร

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

7


8

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


พาหุง พาหุ​ง สะ​หัส​สะ​มะ​ภินิมมิตะ​สาวุธันตัง ค๎รีเมขะลัง อุ​ทิตะโฆระสะเสนะ​มารัง ทานาทิธัมมะ วิธินา ชิตะวะ มุนินโท ตัน​เตชะ​สา ภะวะตุ เต ชะ​ยะ​มังคะลานิ​ฯ สมเด็จพระจอม​มุนี​ทรง​ผจญ​กับ​พญา​มารผู​มี​ฤทธิ์ สามารถ​เนรมิต​แขน​ได​ตั้งหนึ่ง​พัน แตละ​ขาง​ ถือ​อาวุธครบ ขี่ชางชื่อ​คิริ​เมขละ พรอม​ทั้งเสนา​มาร มี​งู​ออกมา​จาก​รางกาย โห​รอง​กอง​กึก นาส​ ะ​พรึงก​ ลัว ทรง​พิชิต​มาร​กับ​เสนา​ทั้งหลาย​นั้น​ดวย​ธรรมวิธี คือ ทรง​นึกถึงพ​ ระ​บารมีทั้ง สิบ​ประการ​ ที่ทรงบำ�เพ็ญ​แลว​ มี​ทานบารมีเปนตน ดวย​เดช​แหง​องค​พระผูพิชิตมารนั้น ขอชัย​มงคล​ทั้งหลาย จง​มีแกทาน​ทุกเมื่อ

​Bahumํ Bahumํ sahassamabhinim mitasavadhantamํ, Girimekhalamํ uditaghora sasena maramํ, Danadidham mavi dhina jitava Munindo, Tamํ tejasa bhavatu te jayamanํgalani. Mara, the Evil One, assuming a fierce form with a thousand arms; each brandishing a deadly weapon, stormed forward roaring, accompanied by his formidable hosts and riding on his elephant, Girimekhala. Him the Sovereign Sage conquered by evoking the might of his exalted perfection of giving, among others. By his mighty triumph may joyous victory be yours ! ภาพนี้​เปน​ภาพเดียว​ใน​ชุด​นี้​ที่​ผม​วาด​รูปพระพุทธเจา สวนรูป​อื่นๆ จะ​ใชสัญลักษณ​แทนทั้งหมด จริงๆ ตอนนี้เปน ตอน​ใหญ​และ​ตอน​ที่​สำ�คัญม​ าก เพราะ​เปนตอน​ที่​เจาชายสิทธัทถะ​ได​ตรัสรูธรรม สำ�เร็จเปนพระ​สัมมาสัมพ​ ุทธเจา ใน​ภาพเปนต​ อน​ที่​พญา​มารพายแพ​แกบารมี​ของ​พระองค ยกมือ​ทวม​หัวไหว​อยูครับ : จิด-ตระ-ธานี THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

9


บทที่ ๑ พุทธชัยมงคลคาถาบทนี้ เป็นคาถา บทที่ ๑ กล่าวถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้า ที่มีต่อกองทัพพญามารในคืนวันตรัสรู้ เป็นการต่อสู้ระหว่างพระพุทธเจ้าเพียง ล�ำพังพระองค์เดียวกับศัตรูหมู่มาร ผู้ มีอิทธิฤทธิ์ และมีจ�ำนวนมากมายเป็น กองทัพ แต่ในที่สุดพระพุทธองค์ก็ทรง เอาชนะหมูม่ ารนัน้ ได้ คาถาบทนีจ้ งึ นิยม ใช้ส�ำหรับการเอาชนะศัตรูหมู่มาก เช่น ใช้ในการออกรบ เป็นต้น

ราชบิดาให้ทรงทราบ ตามธรรมเนี ย มการอุ บั ติ ข อง พระพุทธเจ้านั้น ในช่วงต้นกัปเมื่อเริ่ม เกิดง้วนดินขึ้น บริเวณศูนย์กลางแผ่น ดินที่เรียกว่าสะดือดิน อันเป็นต�ำแหน่ง ทีต่ รัสรูข้ องพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จะ มีดอกบัวที่ภายในบรรจุชุดนักบวชและ เครื่องอัฐบริขารดอกละ ๑ ชุด ผุดขึ้นมา จ�ำนวนดอกบัวเท่ากับจ�ำนวนพระพุทธเจ้า ที่จะมาอุบัติในกัปนั้น

ที่มาของชัยชนะครั้งนี้ มีดังนี้

จากนัน้ พระพรหมจากพรหมโลก ก็ จะมาอัญเชิญชุดและเครือ่ งอัฐบริขารไป เมือ่ ครัง้ ทีเ่ จ้าชายสิทธัตถะเสด็จออก ประดิษฐานในทุสเจดีย์ ในพรหมโลกชัน้ บรรพชานัน้ พระองค์ทรงม้ากัณฑกะเสด็จ ที่ ๑๑ เพื่อรอพระโพธิสัตว์มาตรัสรู้เป็น ออกจากกรุงกบิลพัสดุใ์ นยามราตรี โดย พระพุทธเจ้าต่อไป มีนายฉันนะเป็นผู้ตามเสด็จ วันทีเ่ จ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวช พระองค์ทรงเสด็จไปตลอดราตรี เมือ่ ฆฏิการพรหมผูเ้ คยเป็นสหายของเจ้าชาย เดินทางได้ระยะทาง ๓๐ โยชน์ พระองค์ สิทธัตถะ เมือ่ ครัง้ เกิดเป็นโชติปาลมาณพ ก็ทรงข้ามแม่น�้ำอโนมานที และทรง ในพุทธกาลของพระกัสสปะ พระพุทธเจ้า บรรพชา ณ ริมฝั่งน�้ำนั้น โดยใช้พระ พระองค์ก่อน ก็ได้น�ำชุดและเครื่องอัฐ ขรรค์ตัดพระเมาลีออก และเปลี่ยนชุด บริขารมาถวาย และได้รับเอาชุดทรง ทรงเป็นนักบวช จากนั้นก็ให้นายฉันนะ เก่าไปประดิษฐานไว้ในทุสเจดีย์ ส่วน กลับไปกราบทูลพระเจ้าสุทโธทนะพระ พระเมาลี เจ้าชายสิทธัตถะได้โยนขึ้น

10

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


ในนภากาศ อธิษฐานว่าหากพระองค์ จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ก็ขออย่า ให้พระเมาลีนี้ตกลงบนผืนดิน ซึ่งท้าว สักกเทวราชก็เสด็จเอาผอบแก้ว มารอง รับพระเมาลีนนั้ แล้วน�ำไปประดิษฐานอยู่ ในพระจุฬามณีเจดีย์ในดาวดึงส์สวรรค์

ตั้งปณิธานค้นหาหนทางเพื่อบรรลุพระ โพธิญานด้วยพระองค์เอง เวลาเดียวกันนัน้ โกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้เคยท�ำนายเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อครั้ง ประสูติว่า พระองค์จะได้ตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้า เมื่อทราบข่าวว่าพระองค์ ทรงเสด็จออกบรรพชาแล้ว จึงไปชวนบุตร ของพราหมณ์โหราจารย์อื่นๆ ออกบวช ตาม รวมเป็น ๕ พราหมณ์ เรียกว่า ปัญจวัคคีย์ และตามมาปรนนิบัติเจ้า ชายสิทธัตถะถึงอุรุเวลาประเทศ

หลั ง จากบรรพชาแล้ ว เจ้ า ชาย สิทธัตถะก็ทรงพักอยู่บริเวณนั้น ซึ่งเป็น สวนมะม่วงอนุปิยอัมพวันเป็นเวลา ๗ วัน จากนั้นจึงเสด็จด�ำเนินต่อไปจนถึง กรุงราชคฤห์ และเข้าไปบิณฑบาตใน พระนคร พระเจ้าพิมพิสารทรงเลื่อมใส เจ้าชายสิทธัตถะทรงบ�ำเพ็ญทุกรกิรยิ า กราบทูลว่า เมื่อใดที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว อย่างยวดยิ่ง ทั้งอดข้าว อดน�้ำ กลั้นลม พระองค์ขอเชิญเสด็จมาสั่งสอนธรรมที่ หายใจ จนพระวรกายผอมโซ ไม่มเี รีย่ วแรง กรุงราชคฤห์เป็นแห่งแรกด้วย ถึงขัน้ สิน้ สติเกือบสิน้ พระชนม์หลายครัง้ เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสด็จด�ำเนินต่อ แต่ก็ไม่สามารถค้นพบวิธีพ้นทุกข์ได้ จึง ไป ทรงไปสูส่ ำ� นักของอาจารย์ทมี่ ชี อื่ เสียง ทรงด�ำริว่าไม่ใช่หนทางที่ถูก คือ อาฬารดาบสกาลามโคตร และอุทก เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงหันมาปฏิบตั ิ ดาบสรามบุตร ทรงเล่าเรียนปฏิบตั พิ รต ทางสายกลาง คือ ไม่ตงึ เกินไป ไม่หย่อน จนส�ำเร็จอภิญญาและฌานสมาบัตไิ ด้ใน เกินไป กลับมาฉันอาหารตามปกติจนมี เวลาอันรวดเร็ว แต่พระองค์ทรงด�ำริว่า พระวรกายสมบูรณ์ มีพระสติแจ่มใส แต่ นี้ไม่ใช่หนทางเพื่อการตรัสรู้ พระองค์ เมือ่ บรรดาพระปัญจวัคคียเ์ ห็นพระองค์ จึงเสด็จต่อไปยังอุรุเวลาประเทศ และ ทรงกลับมาฉันอาหารตามปกติ จึงคิดว่า THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

11


เจ้าชายสิทธัตถะทรงละความพยายาม ขณะนัน้ เจ้าชายสิทธัตถะไม่มบี าตร เสียแล้ว จึงพากันหลบพระองค์ไปอยู่ รับอาหาร ไม่รจู้ ะรับทานนัน้ อย่างไร นาง ที่ป่าอิสิปตนะ ระยะทางห่างออกไป สุชาดารูอ้ าการจึงถวายข้าวปายาสพร้อม ๑๘ โยชน์ ถาดโดยไม่เสียดายแล้วกลับไป หลังจากออกบรรพชาได้ ๖ ปี เมื่อ เจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ นาง สุชาดา ชาวอุรเุ วลาเสนานิคม ได้เตรียม ข้าวมธุปายาสเพื่อท�ำพลีกรรมที่ต้นไทร เนื่องจากนางได้บุตรชายตามที่ได้เคย บนบานไว้ ระหว่างทีเ่ ตรียมข้าวมธุปายาส อยู่ นางก็ใช้ให้นางปุณณาทาสีมาท�ำความ สะอาดโคนต้นไม้รอไว้ นางปุ ณ ณาทาสี ม าพบเจ้ า ชาย สิทธัตถะประทับนั่งอยู่โคนไทร เห็น บริเวณนัน้ สว่างไสวด้วยรัศมีจากพระองค์ เข้าใจว่าเป็นเทวดามารอรับพลีกรรม จึง รีบกลับไปบอกนางสุชาดา นางสุชาดาเกิดปีติและศรัทธา จึง ได้ใช้ถาดทองราคาถึงแสนหนึ่งใส่ข้าว ปายาสจนเต็มถาด แล้วทูนถาดนั้นบน ศีรษะไปยังต้นไทร น�ำไปถวายเจ้าชาย สิทธัตถะเพราะคิดว่าเป็นเทวดา

12

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

เจ้าชายสิทธัตถะทรงปัน้ ข้าวมธุปายาส เหมือนจาวตาลได้ ๔๙ ปั้น แล้วประทับ เสวยทีร่ มิ ฝัง่ น�ำ้ ครัน้ เสวยแล้วจึงทรงถือ ถาดทองตรัสว่า “ถ้าเราจะได้บรรลุโพธิญาณในวันนี้ ขอถาดนี้จงลอยทวนกระแสน�้ำไป แต่ ถ้าไม่ได้ ขอถาดนีจ้ งลอยไปตามกระแส น�้ำตามปกติเถิด” ตรัสแล้วก็ทรงลอยถาดลงไปใน กระแสน�้ำ ถาดนั้นก็ลอยทวนกระแสน�้ำ ไปประมาณ ๘๐ ศอก แล้วจมลงกลาง น�ำ้ วนจนไปถึงภพของพญากาฬนาคราช กระทบซ้อนถาดของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์กอ่ นหน้า เสียงถาดทองกระทบ กันปลุกให้พญากาฬนาคราชลืมตาตืน่ ขึน้ กล่าวว่า “เมื่อวาน พระพุทธเจ้าบังเกิด ขึ้นแล้วองค์หนึ่ง วันนี้ก็จะบังเกิดขึ้นอีก องค์หนึ่ง” ฝ่ายเจ้าชายสิทธัตถะทรงพักผ่อนอยู่ THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


ณ ริมฝง่ั แม่นำ�้ จนถึงเวลาเย็น จึงเสด็จบ่าย พระพักตร์ไปทางต้นโพธิ์ ผ่านคนหาบ หญ้าชื่อ โสตถิยะ ที่หาบหญ้าเดินสวน ทางมา เขาจึงได้ถวายหญ้า ๘ ก�ำมือ เจ้า ชายสิทธัตถะก็รับหญ้านั้นมาปูลาดเป็น อาสนะใต้ต้นโพธิ์ เจ้าชายสิทธัตถะทรง ประทับนั่งแล้วทรงอธิษฐานว่า

ผูเ้ ป็นใหญ่แห่งสวรรค์ชนั้ ปรนิมมิตวสวัตดี เกิดมิจฉาทิฏฐิ เนือ่ งด้วยตนเองก็ปรารถนา พระโพธิญาณเช่นเดียวกัน เกรงว่าหาก เจ้าชายสิทธัตถะส�ำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ก่อน พระองค์จะทรงรื้อขนสัตว์ข้าม วัฏฏสงสารไปหมด เมือ่ ถึงเวลาทีต่ นเอง เป็นพระพุทธเจ้าบ้าง จะไม่มีสรรพสัตว์ “แม้เนื้อและเลือดในสรีระจะแห้ง ให้สั่งสอน เหือดไปจนหมดสิ้น แม้ร่างจะเหลือ ด�ำริดงั นัน้ แล้ว พญามารต้องการขัด เพียงหนัง เอ็น และกระดูก ก็ตามที ขวางไม่ให้เจ้าชายสิทธัตถะบรรลุพระโพธิ ถ้าเรายังไม่บรรลุพระโพธิญาณ เราจัก ญาน จึงระดมทัพ ประกอบด้วยเทวดา ไม่ลุกจากบัลลังก์นี้” ฝ่ายมาร จัดเป็นทัพหน้ายาว ๑๒ โยชน์ อธิษฐานแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะก็ทรง ทัพซ้ายและขวาข้างละ ๑๒ โยชน์ ทัพหลัง ยาวจรดชายขอบจักรวาล แต่ละทัพสูง ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่บนบัลลังก์นั้น ขึ้นไปถึง ๙ โยชน์ ส่งเสียงโห่ร้องกึกก้อง ครั้งนั้น เทวดาจากหมื่นจักรวาล ปานประหนึง่ จะท�ำให้แผ่นดินทรุดลงได้ ก็มาห้อมล้อมและยืนกล่าวสดุดีพระ ตัวพญามาราธิราชเองทรงประทับ โพธิสตั ว์ ท้าวสักกเทวราชมายืนเป่าสังข์ นั่งบนช้างคิริเมขล์ที่สูงถึง ๑๕๐ โยชน์ วิชยุตรสรรเสริญ เนรมิตองค์ให้มีแขนหนึ่งพัน ถืออาวุธ พญากาฬนาคราชมายื น กล่ า ว นานาชนิด น�ำขบวนพลมารเข้าจู่โจม พรรณนาคุณ และท้าวมหาพรหมมายืน พระโพธิสัตว์จากทุกทิศ กั้นเศวตฉัตรให้ เทวดาในหมื่นจักรวาลและท้าว กล่าวฝ่าย พญามาราธิราช จอมมาร สักกเทวราชที่มาเฝ้า ครั้นเห็นขบวนพล THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

13


มารใหญ่โตยกมาก็ตกใจ เกิดอาการขน พองสยองเกล้า ต่างพากันหนีไปหลบ อยู่ถึงขอบจักรวาล พญากาฬนาคราช ก็รีบด�ำหนีไปหลบยังนาคพิภพ นอน เอามือปิดหน้าด้วยความตกใจ แม้ท้าว มหาพรหมก็ยงั ต้องหลบไปยังพรหมโลก ทันที คงเหลือเพียงพระโพธิสตั ว์พระองค์ เดียวที่ประทับนั่งอยู่

รุนแรงเกรีย้ วกราด สามารถท�ำลายภูเขา สูงกึ่งโยชน์ให้เป็นจุณวิจุณลงได้ในพริบ ตา เพื่อขับไล่ให้พระโพธิสัตว์ลุกจาก โพธิบัลลังก์ แต่ลมนั้นก็ไม่อาจแม้เพียง แค่ทำ� ปลายจีวรพระโพธิสตั ว์ให้สนั่ ไหวได้

พญามาราธิราชจึงบันดาลฝนห่าใหญ่ ตกกระทบกระแทกจนแผ่นดินแยกเป็น ช่องลึก แต่ฝนนั้นก็ไม่อาจแม้เพียงแค่ พระโพธิสัตว์ครั้นถูกทอดทิ้งอยู่ ท�ำให้จีวรเปียกชื้น พระองค์เดียว มองไม่เห็นใครจะมาเป็น พญามาราธิราชจึงบันดาลห่าฝนหิน ที่พึ่งได้ จึงทรงร�ำพึงว่า ในที่นี้เราไม่มี ก้อนใหญ่ๆ หินแต่ละก้อนตกกระทบยอด บิดามารดาหรือญาติพนี่ อ้ ง ทีน่ มี้ แี ต่เพียง ภูเขาใหญ่กค็ กุ รุน่ เป็นควันไฟลุกโพลง แต่ เราผู้เดียว กับบารมี ๓๐ ทัศ ที่บ�ำเพ็ญ ฝนหินนัน้ เมือ่ มาถึงพระโพธิสตั ว์กก็ ลาย สร้างมาเท่านั้น เพราะฉะนั้น เราจะใช้ เป็นดอกไม้ทิพย์บูชา บารมี ๓๐ ทัศ นี้แหละเป็นอาวุธ ด�ำริ พญามาราธิราชจึงบันดาลห่าฝน แล้วพระองค์ก็ทรงร�ำพึงถึงบารมี อุป บารมี และปรมัตถบารมี ทีไ่ ด้ทรงบ�ำเพ็ญ อาวุธ มีทั้งหอก ดาบ และลูกศร คุกรุ่น เพียรสร้างไว้ มิได้หวาดหวั่นต่ออ�ำนาจ เป็นควันไฟลุกโพลงลอยมาทางอากาศ แต่ฝนอาวุธนั้นเมื่อมาถึงพระโพธิสัตว์ ของพญามาร ก็กลายเป็นดอกไม้ทิพย์บูชา บรรดามารทั้งหลายต่างแสดงฤทธิ์ พญามาราธิราชจึงบันดาลห่าฝนเพลิง หลอกล่อและข่มขู่ให้หวาดกลัว แต่พระ ร้อนแรงปราศจากควัน แต่ฝนเพลิงนั้น โพธิสัตว์ก็ไม่ได้ทรงหวั่นไหว เมือ่ มาถึงพระโพธิสตั ว์กก็ ลายเป็นดอกไม้ พญามาราธิราชจึงบันดาลมหาลมที่ ทิพย์บูชาลงแทบบาทมูล

14

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


พญามาราธิราชจึงบันดาลห่าฝนเถ้า รึงอันแดงร้อนแรงยิ่งนัก แต่ฝนเถ้ารึง นั้นเมื่อมาถึงพระโพธิสัตว์ก็กลายเป็น ดอกไม้ทิพย์บูชา

ไว้ให้ได้ ส่วนตัวพญามารเองก็ไสช้างคิริ เมขล์เข้าไปใกล้ กวัดแกว่งจักราวุธแล้ว ตวาดว่า “สิทธัตถะ ท่านจงลุกขึ้นจาก บัลลังก์นี้ บัลลังก์นี้เป็นของเรา”

พญามาราธิราชจึงบันดาลห่าฝนทราย พระโพธิสัตว์ตรัสว่า กรด คุกรุ่นเป็นควันไฟลุกโพลง ลอยมา “ดูกอ่ นมาร ท่านไม่ได้บ�ำเพ็ญบารมี ทางอากาศ แต่ฝนทรายนัน้ เมือ่ มาถึงพระ ๓๐ ทัศ อันประกอบด้วย ทาน ศีล โพธิสัตว์ก็กลายเป็นดอกไม้ทิพย์บูชา เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ พญามาราธิราชจึงบันดาลห่าฝน อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขาบารมี เปือกตม คุเป็นควันไฟลุกโพลง แต่ฝน อย่างเรา เพราะฉะนั้นบัลลังก์นี้จึงไม่ เปือกตมนั้นเมื่อมาถึงพระโพธิสัตว์ก็ เกิดแก่ทา่ น บัลลังก์นเี้ กิดแก่เราเท่านัน้ ” กลายเป็นดอกไม้ทิพย์บูชา พญามารโกรธ ขว้างจักราวุธใส่เจ้า พญามาราธิราชจึงบันดาลความมืด หวังให้พระโพธิสัตว์เกรงกลัวแล้วหนี ไป แต่ความมืดนั้นเมื่อเข้ามาใกล้ กลับ อันตรธานไปเหมือนความมืดถูกก�ำจัด ด้วยแสงอาทิตย์

ชายสิทธัตถะ แต่จักราวุธได้กลายเป็น เพดานดอกไม้กั้นอยู่เบื้องบน บรรดา พลมารขว้างอาวุธน้อยใหญ่ตามเข้าไป อาวุธเหล่านัน้ ก็กลายเป็นบุปผชาติตกลง ยังพื้นดินทั้งสิ้น

พญามารไม่สามารถท�ำให้พระโพธิสตั ว์ พระโพธิสัตว์ทรงตรัสต่อไปว่า หนีไปด้วยลม ฝน ห่าฝนหิน ห่าฝนเครือ่ ง “บัลลังก์นี้เป็นที่ตรัสรู้ของพระ ประหาร ห่าฝนถ่านเพลิง ห่าฝนเถ้ารึง ห่า โพธิสัตว์ผู้บ�ำเพ็ญบารมีมาพร้อมแล้ว ฝนทราย ห่าฝนเปือกตม และห่าฝนคือ เราบ�ำเพ็ญทานบารมีมา โพธิบัลลังก์ ความมืด ทัง้ ๙ ประการนี้ ก็กริว้ โกรธยิง่ นี้จึงบังเกิดแก่เรา หากท่านกล่าวว่า นัก สั่งให้ไพร่พลเข้าไปจับพระโพธิสัตว์ THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

15


บัลลังก์นเี้ ป็นของท่าน ใครเล่าเป็นสักขี ล�ำดับนั้น แม่พระธรณี ไม่อาจทน พยานให้” นิ่งอยู่ได้ จึงปรากฏกายเป็นรูปนารีผุด พญามาราธิราชก็เหยียดมือไปตรง ขึ้นจากแผ่นดิน ร้องประกาศว่า หน้าพลมารของตน บอกว่า “คนเหล่า “ข้าแต่พระมหาบุรุษ ที่พระองค์ นี้นี่ไงเป็นสักขีพยาน” ทรงท�ำกองกุศลและหลั่งอุทกบนพื้น กล่าวจบพลมารก็โห่ร้องขึ้นว่า “เรา ปฐพีนี้ ข้าพระบาทย่อมรู้ได้ เพราะข้า พระบาทนี้ได้เอามวยผมเก็บซับน�้ำทุก เป็นพยาน!! เราเป็นพยาน !!” หยาดหยดนั้นไว้ บัดนี้ ข้าพระองค์จะ พญามารกล่าวต่อไปว่า “ท่านกล่าว บิดมวยผมให้กระแสชลอันหาประมาณ ว่าบัลลังก์เกิดเพราะบารมีของท่าน ใคร ไม่ได้นั้นปรากฏ” เล่าเป็นพยานให้” แล้วพระแม่ธรณีก็บีบมวยผม เกิด พระโพธิสัตว์ทรงชี้พระดัชนีไปตรง เป็นกระแสน�ำ้ มากมายกว่าน�ำ้ ในมหานที หน้ามหาปฐพี ตรัสว่า สีทนั ดร ท่วมพลมารถล่มทลายเลือ่ นลอย ไป มารทัง้ หลายต่างตกใจกลัวจนตัวสัน่ “ดูกร พระธรณีเจ้า เตลิดหนีไปจนหมดสิน้ แม้ชา้ งคีรเี มขล์ก็ ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดรแล้วให้ ถึงกับทรุดเข่าลง สัตตสดกมหาทาน ท่านเป็นสักขีพยาน ฝ่ายพญามาราธิราช ครั้นเหลือ หรือไม่ได้เป็น พระองค์เองเพียงผู้เดียว ก็ครั่นคร้ามใน ดูกร พระธรณีเจ้า เรานี้อุตสาหะ พระเดชานุภาพ ส�ำนึกว่าพระโพธิสัตว์ บ�ำเพ็ญบารมีมานับอนันตชาติ เราท�ำ นี้เป็น ผู้สร้างสมบารมีมามากมายสุด กุศลสิ่งใดก็ได้หลั่งไหลทักษิโณทกลง ประมาณ จึงเกิดเป็นสัมมาทิฏฐิ ยอม บนปฐพี แม่พระธรณี ท่านเป็นสักขี ยอบกายประนมกรสรรเสริญพุทธคุณว่า พยานให้เรา หรือไม่ได้เป็น” “บุคคลใดๆ ในโลกจนถึงพรหมโลก ทีจ่ ะ

16

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


มีพระบารมีเสมอด้วยพระองค์นั้นไม่มี หลังจากทีต่ รัสรูแ้ ล้ว พระพุทธองค์ก็ พระองค์จะได้ตรัสรูเ้ ป็นพระพุทธเจ้าใน ทรงเสวยวิมุตติสุขอยู่ในบริเวณนั้นนาน คราวนี้อย่างแน่แท้” ถึง ๗ สัปดาห์ คือ กล่าวเสร็จแล้ว พญามารก็กลับคืน สัปดาห์ที่ ๑ ประทับนั่งใต้ต้นโพธิ์ สู่วิมานของตน เสวยวิมุตติสุข ในกาลนั้น เมื่อหมู่เทพเห็นพลมาร สัปดาห์ที่ ๒ ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ พ่ายแพ้ยอ่ ยยับกลับไปแล้ว ก็ประกาศพระ แล้วประทับยืนมองโพธิบัลลังก์ เกียรติคณ ุ ไปทัว่ ทัง้ จักรวาล แล้วถือของ สัปดาห์ที่ ๓ เสด็จเดินจงกรมระหว่าง หอมมาบูชาพระโพธิสตั ว์ ณ โพธิบลั ลังก์ ที่ประทับยืนกับโพธิบัลลังก์ ฝ่ายพระโพธิสตั ว์กป็ ระทับนัง่ บ�ำเพ็ญ สัปดาห์ที่ ๔ ประทับในเรือนแก้วที่ สมาธิภาวนา เทวดาเนรมิตให้ ปฐมยาม ทรงส�ำเร็จบุพเพนิวาสญาณ สัปดาห์ที่ ๕ ประทับนัง่ ใต้ตน้ อชปาล สามารถระลึกชาติได้อนันตชาติ ทรงถูกธิดามาร ๓ นาง คือ นางตัณหา มัชฌิมยาม ทรงส�ำเร็จทิพยจักษุญาณ นางอรดี และนางราคา มายั่วยวน อันบริสุทธิ์ ทรงเห็นเหตุและก�ำเนิดของ สัปดาห์ที่ ๖ ประทับนัง่ ใต้ตน้ มุจลินท์ สรรพสัตว์ได้อย่างไม่ขัดข้อง พญามุจลินทนาคราช มาวงรอบพระ และในปจั ฉิมยาม ทรงหยัง่ พระญาณ วรกายพระพุทธองค์ ด้วยขนดหาง ๗ ลงในปฏิจจสมุปบาทได้ รอบ ป้องกันฝนให้ ทรงตรัสรูเ้ ป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สั ป ดาห์ ที่ ๗ ประทั บ นั่ ง ใต้ ต ้ น ในยามใกล้รงุ่ หมืน่ โลกธาตุกห็ วัน่ ไหวถึง ราชายตนะ ๑๒ ครัง้ บุรพนิมติ ๓๒ ประการก็ปรากฏ หลังจากนั้น พระพรหมจึงได้มา THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

17


ทูลอัญเชิญให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จออกเทศนาสั่งสอนสรรพสัตว์ ซึ่ง พระองค์ก็ได้เสด็จไปแสดงปฐมเทศนา แก่พระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนะ เป็น แห่งแรก จากนัน้ ก็เสด็จออกเผยแผ่พทุ ธ ศาสนาอย่างต่อเนื่องอีกถึง ๔๕ ปี

พระพุทธเจ้าเกิดมาเป็นเพือ่ นกัน มีอาชีพ ตัดหญ้าไปเลี้ยงม้า ทั้งสองปรารถนาใน พระโพธิญานเหมือนกัน

วันหนึ่งทั้งสองไปเกี่ยวหญ้าให้ม้า พญามาราธิราชยังเกี่ยวไม่พอจึงฝาก หญ้าไว้กับเพื่อน ส่วนตนเองกลับไป พญามาราธิราช ผูท้ มี่ าเป็นมารคอย เกี่ยวหญ้าต่อ ขัดขวางการบรรลุพระโพธิญาณของ บังเอิญมีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ พระพุทธเจ้านี้ เป็นผูม้ วี าสนาบารมีสงู ส่ง หนึ่ง มาบิณฑบาตหญ้าไปปูอาสนะ ผูห้ นึง่ เป็นจอมเทพฝ่ายมารแห่งสวรรค์ พระพุทธเจ้าจึงถวายหญ้าส่วนของตน ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ในคัมภีร์พุทธวงศ์ ไป และตัง้ ความปรารถนาซ�ำ้ ในโพธิญาน กล่าวว่า พญามาราธิราชผู้นี้เป็นพระ ส่วนหญ้าของเพือ่ นนัน้ ไม่ได้ถวายเพราะ โพธิสัตว์ จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เกรงว่าเพื่อนจะไม่มีความเลื่อมใส ทรงพระนามว่า พระธรรมสามีพุทธ ตกเย็น พระพุทธเจ้าก็เล่าให้เพื่อน เจ้า เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตล�ำดับ ที่ ๔ ถัดจาก พระศรีอริยเมตไตรยพุทธ ฟัง พญามาราธิราชได้ฟังก็เจ็บใจหาว่า เจ้า พระรามพุทธเจ้า และพระธรรม พระพุทธเจ้าเอาดีคนเดียว เลยจองล้างไว้ ว่าจะขัดขวางการตรัสรูเ้ ป็นพระพุทธเจ้า ราชพุทธเจ้า ของเพื่อนไปตลอด เหตุที่พญามารเกิดมิจฉาทิฏฐิมา ด้วยบุรพกรรมนี้เอง ที่ท�ำให้พญา ขัดขวางการตรัสรู้นั้น เกิดขึ้นเนื่องจาก มีบุรพกรรมและค�ำอธิษฐานที่เกิดขึ้น มาราธิราชเกิดมิจฉาทิฏฐิ ขัดขวางการ ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าในคืนสุดท้ายดัง ตั้งแต่ในอดีตชาติ คือ กล่าวมาแล้ว ๛ ในอดีตชาติ พญามาราธิราชกับ

18

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


บทที่ ๒ C H A P T E R

2

ทรงดับความดุรา้ ยของอสูร ด้วยขันติธรรม

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

19


20

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


มาราติเรกะมะ​ภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง​ โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะ มะ​ถัทธะยักขัง ​ขันตี​สุทันตะ วิธินา ชิตะวะ มุนินโท ตัน​เตชะ​สา ภะวะตุ เต ชะ​ยะ​มังคะลานิ​ฯ สมเด็จพระจอม​มุนที​ รง​ผจญ​กับ​ อา​ฬาวกยักษ ผู​มี​จิตกระดาง​หยาบชา ดุรายโหด​เหี้ยม ซึ่ง​เขามา​ทำ�​ยุทธนา​การ​อยูตลอด​คืน รุนแ​ รงยิ่งกวาครั้งผจญ​พญา​มาร ทรง​พิชิตพ​ ญา ยักษ ดวย​ขันติ​วิธีที่ทรง​ฝกฝน​มา​อยาง​ดี ดวย​เดช​แหง​องค​พระผูพิชิตพ​ญายักษนั้น ขอชัย​มงคล​ทั้งหลาย จง​มีแกทาน​ทุกเมื่อ

​ Maratirekamabhiyujihita sabbarattimํ, Ghorampanalavakamakkhamathaddhayakkhamํ, Khantisudantavidhina jitava Munindo, Tamํ tejasa bhavatu te jayamangalani. Even more fiendish than Mara was Alavaka, the impetuous and haughty yakkha who fought a night long battle with the Lord. Him the Sovereign Sage conquered through enduring patience flowing from his unequaled self-mastery. By his mighty triumph may joyous victory be yours ! ภาพนี้​ผม​ใชสัญลักษณ “ดอกบัว​บาน” แทน​พระ​พุทธเจา ทีน่​ ำ�ทาง​พญา​อสูรอา​ฬาวกยักษผูดุราย ให​ได​ดวงตา​เห็น​ ธรรม รูปอ​ า​ฬาวกยักษของ​ผม​ใน​เวอรชั่นนี้​อาจจะ​ดูแปลก​ตาสักนิดน​ ะ​ครับ เพราะ​ผม​ใส​ทั้งนาค ใส​ทั้ง​กรงเล็บ ให​ดู เหี้ยม​สุดๆ กอน​ที่จะ​ระยอ​ตอ​ขันติธ​ รรมของพระม​หาบุรุษ​ผูเปนดั่งมหาคุรุ​ขอ​งเวไนยสัตวทั้งปวง : จิด-ตระ-ธานี THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

21


บทที่ ๒ พุทธชัยมงคลคาถา บทที่ ๒ กล่าวถึง ชัยชนะของพระพุทธเจ้าทีม่ ตี อ่ อาฬวกยักษ์ ซึ่งเป็นยักษ์ที่ดุร้าย ใจคอเหี้ยมโหด เต็ม ไปด้วยโทสะ และโมหะ แต่พระพุทธเจ้าก็ ทรงเอาชนะได้ดว้ ยขันติบารมี คาถาบทนี้ นิยมใช้สำ� หรับการเอาชนะศัตรูผกู้ ระด้าง กระเดื่อง ศัตรูผู้เป็นอันธพาล เป็นต้น

ตนกินเป็นอาหารได้ ในครั้งนั้น นครอาฬวี มีกษัตริย์ชื่อ พระเจ้าอาฬวกะ

พระเจ้าอาฬวกะเป็นพระราชาทีโ่ ปรด การล่าเนือ้ มาก พระองค์เสด็จออกล่าเนือ้ เป็นประจ�ำ ระหว่างการล่าเนือ้ พระองค์ ได้ตงั้ กติกาว่าถ้าเนือ้ หนีออกไปทางผูใ้ ด ทีม่ าของชัยชนะครัง้ นีเ้ กิดขึน้ ในพรรษา ผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบติดตามเนื้อนั้น ที่ ๑๖ รายละเอียดมีดังนี้ กลับมาให้ได้ ยักษ์นนั้ เป็นเทวดาจ�ำพวกหนึง่ อยูใ่ น สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิก อยู่ในปกครอง ของท้าวเวสสุวรรณ ในสมัยทีเ่ ป็นมนุษย์ นัน้ บุคคลพวกนีม้ กั เป็นคนเจ้าโทสะ โกรธ ง่าย โมโหง่าย แต่ได้ทำ� บุญอยูบ่ อ่ ยๆ เมือ่ ละจากโลกนีไ้ ปแล้วจึงได้ไปเกิดเป็นยักษ์ ในครั้งพุทธกาล มียักษ์ตนหนึ่ง ชื่อ อาฬวกยักษ์ มีวิมานอยู่ที่ต้นไทรใกล้ เมืองอาฬวี ยักษ์นี้มีฤทธิ์มาก เหาะเหิน เดินอากาศได้ และมีนสิ ยั ดุรา้ ย ชอบจับคน และสัตว์กนิ เป็นอาหาร โดยอาฬวกยักษ์ ได้รบั พรจากท้าวเวสสุวรรณให้สามารถ จับมนุษย์และสัตว์ ที่เข้าไปสู่ร่มไทรของ

22

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

วันหนึ่ง ระหว่างการออกล่าเนื้อ เนื้อตัวหนึ่งได้หลบหนีไปทางที่พระเจ้า อาฬวกะประทับอยู่ ดังนั้น พระองค์ จึงทรงธนูเสด็จติดตามเนื้อนั้นไปเป็น ระยะทางถึง ๓ โยชน์ ในที่สุด พระองค์ ก็สามารถฆ่าเนื้อนั้นได้ พระเจ้าอาฬวกะทรงตัดเนือ้ ออกเป็น ๒ ท่อน แล้วหาบกลับมา ระหว่างทีเ่ สด็จ กลับมานั้นเป็นเวลาเที่ยง เมื่อพระองค์ เห็นต้นไทรใบหนาร่มเย็นจึงได้เสด็จเข้าไป ประทับพักเหนื่อย โดยไม่รู้ว่าเป็นที่อยู่ ของอาฬวกยักษ์ พระองค์จึงถูกอาฬวก ยักษ์จับตัวไว้กินเป็นอาหาร แต่พระเจ้า อาฬวกะทรงขอชีวติ และสัญญาว่า จะส่ง THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


คนและส�ำรับอาหารมาให้เป็นประจ�ำ วัน ใดพระองค์ไม่สง่ คนมาให้ ก็ขอให้อาฬวก ยักษ์ไปจับพระองค์กนิ ได้ อาฬวกยักษ์จงึ ปล่อยพระองค์ไป

อาหารแก่อาฬวกยักษ์อยู่ถึง ๑๒ ปี ใน ทีส่ ดุ ก็ไม่มเี ด็กจะให้ยกั ษ์กนิ คงเหลือเด็ก เพียงคนเดียว ก็คือ อาฬวกกุมาร พระ โอรสของพระเจ้าอาฬวกะนั่นเอง ซึ่ง เมื่ อ พระเจ้ า อาฬวกะเสด็ จ กลั บ พระเจ้าอาฬวกะก็ตัดสินใจส่งราชโอรส พระนครแล้ว พระองค์ก็ทรงปฏิบัติตาม ของตนให้ไปเป็นอาหารของยักษ์ เพื่อ สัญญาโดยจัดส่งนักโทษไปให้อาฬวกยักษ์ ทรงปฏิบัติตามสัญญา กินเป็นอาหารทุกวัน เช้าตรูว่ นั นัน้ พระพุทธเจ้าทรงตรวจ อาฬวกยักษ์นี้มีก�ำลังมาก เคี้ยวกิน ดูสรรพสัตว์ ด้วยสัพพัญญุตญาณ ได้ นักโทษเหมือนกินเผือกกินมัน คนที่ไป ทรงเห็นว่าอาฬวกยักษ์นี้มีอุปนิสัยพอ ส่งนักโทษเห็นเข้าก็หวาดกลัวน�ำมาบอก จะบรรลุโสดาปตั ติผลได้ ครัน้ ทรงกระท�ำ เล่าสู่กันฟังจนชาวเมืองอาฬวีไม่มีผู้ใด ภัตตกิจเช้าเสร็จแล้ว จึงเสด็จจากเมือง กล้าท�ำความผิด ในไม่ช้าจึงไม่มีนักโทษ สาวัตถีไปยังที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ เป็น ส่งไปให้ยกั ษ์อีก แม้พระเจ้าอาฬวกะจะ ระยะทาง ๓๐ โยชน์ แกล้งเอาทรัพย์ไปทิง้ ล่อไว้กลางทาง ก็ยงั พระพุทธเจ้าทรงเสด็จถึงหน้าวิมาน ไม่มีใครกล้าหยิบฉวยเอาทรัพย์นั้นเป็น ของอาฬวกยักษ์ในเวลาค�่ำ ยักษ์รักษา ของตน เพราะกลัวจะถูกจับเอาไปเป็น ประตูชอื่ คัทรภะ เห็นจึงเข้าไปถวายบังคม อาหารยักษ์ แล้วกราบทูลถาม พระพุทธองค์ทรงตรัส เสนาอ�ำมาตย์จงึ แนะน�ำให้นำ� เด็กบ้าน ตอบว่า พระองค์มพี ระประสงค์จะพักแรม ละ ๑ คน ส่งไปเป็นอาหารยักษ์ ท�ำให้ ในทีน่ สี้ กั คืนหนึง่ คัทรภยักษ์ จึงกราบทูล บ้านที่มีบุตรหรือบ้านที่มารดาก�ำลังมี ว่า เจ้าของวิมานนี้คือ อาฬวกยักษ์ เป็น ครรภ์อยู่ พากันอพยพหนีไปอยูเ่ มืองอืน่ ยักษ์ที่โหดร้ายหยาบคายมาก ไม่ยอม ไหว้ใครๆ แม้แต่บดิ ามารดาของตน ไม่รู้ เมืองอาฬวีต้องจัดส่งคนไปเป็น THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

23


จักสมณะชีพราหมณ์ และไม่เคารพพระ รัตนตรัย พระพุทธองค์อาจจะมีอนั ตราย ได้ แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงออกพระโอษฐ์ ขอพักอาศัยถึง ๓ ครั้ง ในที่สุดคัทรภ ยักษ์ก็อนุญาตให้พระพุทธองค์เข้าพัก ได้ แต่ขอให้ตนไปแจ้งให้อาฬวกยักษ์ ทราบเสียก่อน แล้วคัทรภยักษ์กอ็ อกจากวิมานมุง่ ตรง ไปป่าหิมพานต์ เพื่อแจ้งให้อาฬวกยักษ์ ซึง่ ก�ำลังประชุมสมาคมยักษ์อยูไ่ ด้ทราบ ขณะนัน้ ประตูวมิ านของอาฬวกยักษ์ ก็เปิดออกเอง พระพุทธเจ้าจึงเสด็จเข้าไป ประทับนัง่ เปล่งพระรัศมีเป็นสีทองอยูบ่ น บัลลังก์ทิพย์ของอาฬวกยักษ์ พวกนาง สนมของอาฬวกยักษ์เห็นพระพุทธเจ้า เสด็จเข้าไปก็มคี วามยินดี พากันมาถวาย บังคมแล้วมานั่งฟังธรรม ทางด้านคัทรภยักษ์ เมื่อไปถึงป่า หิมพานต์กน็ ำ� ความไปแจ้ง อาฬวกยักษ์ ให้ทราบ อาฬวกยักษ์ก็นิ่งไว้ไม่ได้แสดง อาการเพราะอาย กลัวว่ายักษ์อนื่ จะรูว้ า่ มีพระสมณะเข้าไปในที่อยู่ของตน

โปรดนางสนมยักษ์อยู่นั้น มียักษ์อีก ๒ ตน คือ สาตาคิรยักษ์ และเหมวตยักษ์ พร้อมด้วยบริวาร พากันเหาะไปประชุม ที่ป่าหิมพานต์ แต่เมื่อมาถึงวิมานของ อาฬวกยักษ์กไ็ ม่สามารถจะเหาะผ่านไป ได้ พอทราบว่าพระพุทธองค์ประทับอยู่ จึงพากันแวะลงไปเฝ้าฟังธรรมก่อนจะ เดินทางต่อ เมื่อไปถึงสมาคมยักษ์แล้ว สาตาคิรยักษ์และเหมวตยักษ์ จึงแจ้ง ให้อาฬวกยักษ์ทราบว่าพระพุทธองค์ ประทับอยู่ที่วิมานของเขา และแนะน�ำ ให้เขาไปเฝ้าพระพุทธองค์ เมือ่ ได้ทราบเช่นนัน้ แล้ว อาฬวกยักษ์ ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แม้สาตาคิรยักษ์ และเหมวตยักษ์ จะอธิบายว่าพระบรม ศาสดาคือพระโพธิสัตว์ที่จุติจากดุสิต สวรรค์มาตรัสรู้ เพื่อสั่งสอนสรรพสัตว์ อันเทวดาทั้งหลายรู้ดี แต่อาฬวกยักษ์ก็ ไม่ยอมเชือ่ ฟงั ลุกขึน้ เอาเท้าซ้ายเหยียบ พืน้ ศิลา เท้าขวาเหยียบยอดเขาไกรลาส ส่งเสียงร้องประกาศชือ่ ของตนดังก้องไป ทั่วชมพูทวีป อิทธิฤทธิข์ องอาฬวกยักษ์นนั้ แม้เสียง

ขณะทีพ่ ระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม

24

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


ร้องประกาศก็ดงั ก้องไปทัว่ ชมพูทวีป นับ จีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ เป็นเสียงหนึง่ ในบรรดาเสียงดังพิเศษ ๔ อาฬวกยักษ์บันดาลฝนแผ่นหินให้ อย่างที่ได้ยินกันทั่วชมพูทวีป คือ ตกลงมายอดเขาใหญ่ๆ พ่นควันลุกโพลง ๑. เสียงปุณณกยักษ์สง่ เสียงไชโย ใน ลงมาทางอากาศ แต่พอถึงพระพุทธเจ้า คราวชนะพนันพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะ ฝนหินก็กลับกลายเป็นดอกไม้ทพิ ย์ไปทันที ๒. เสียงท้าวสักกะร้องประกาศขูจ่ ะกิน อาฬวกยักษ์ทำ� ฝนเครือ่ งประหาร ฝน พุทธบริษทั ผูใ้ จบาป ไม่ถอื ศีลถือธรรมครัง้ ถ่านเพลิง ฝนเถ้ารึง ฝนทราย ให้ตกลง ปลายพุทธกาลของพระกัสสปะพุทธเจ้า มา แต่ฝนเหล่านั้นก็กลายเป็นของหอม ๓. เสียงพระเจ้ากุสราชร้องประกาศ อันเป็นทิพย์มาบูชาพระพุทธองค์ไปจน พระนามของพระองค์ ในคราวทีพ่ ระองค์ หมดสิ้น ทรงพาพระนางปภาวดีเสด็จขึน้ ช้างออก อาฬวกยักษ์นนั้ เมือ่ ไม่อาจท�ำอันตราย จากพระนคร เมือ่ นครกุสาวดีถกู กษัตริย์ พระพุทธเจ้าได้ดว้ ยการบันดาลฝนต่างๆ ทั้ง ๗ ปิดล้อม และ จึงพาพลยักษ์และภูตเข้าไปหา แต่ภูต เหล่านั้นก็ไม่อาจเข้าใกล้พระพุทธเจ้า ๔. เสียงอาฬวกยักษ์ในครั้งนี้ ได้ ดุจดังแมลงวันไม่อาจตอมก้อนเหล็ก แล้วอาฬาวกยักษ์ก็บันดาลลมพายุ ที่ลุกโพลงได้ฉันนั้น ใหญ่ ให้พัดตรงเข้าท�ำลายพระพุทธเจ้า ผ่านไปครึ่งคืน อาฬวกยักษ์คิดว่า แต่พระพุทธเจ้าทรงอธิษฐานปิดภัยพิบตั ิ จ�ำเป็นต้องใช้อาวุธที่ร้ายแรงที่สุดของ นั้นเสีย ตน ก็คือ ทุสสาวุธ ซึ่งมีอานุภาพร้าย อาฬวกยักษ์บันดาลห่าฝนใหญ่ให้ แรงดุจวชิราวุธของพระอินทร์ คฑาวุธ ตกลงมา จะใช้น�้ำท่วมพระพุทธเจ้าให้ ของท้าวเวสสุวรรณ และนัยนาวุธของ ตาย แต่แม้วา่ ฝนจะตกรุนแรงจนแผ่นดิน พระยายมราช แตกเป็นช่องๆ แต่ฝนนั้นก็ไม่อาจเปียก THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

25


ทุสสาวุธนีม้ ลี กั ษณะเป็นผืนผ้า หาก โยนขึน้ ไปในอากาศ ก็จะท�ำให้ฝนแล้งถึง ๑๒ ปี ถ้าทิ้งลงพื้นดิน ต้นไม้ต่างๆ ก็จะ ไหม้ทำ� ลายถึง ๑๒ ปี ถ้าทิง้ ลงมหาสมุทร น�้ำก็จะแห้งขอด ถ้าทิ้งบนภูเขา แม้เขา สิเนรุมาศก็จะระเบิดกระจัดกระจาย เป็นผุยผง

กระด้างขึน้ กว่าเก่า ด�ำริแล้วก็ทรงลุกขึน้ และเสด็จออกจากวิมานยักษ์ อาฬวกยักษ์เห็นดังนัน้ จิตใจก็ออ่ นลง คิดว่าพระพุทธเจ้านีว้ า่ ง่าย แล้วออกค�ำสัง่ ต่อว่า “สมณะ ท่านจงเข้าไป” พระพุทธเจ้า ก็ทรงเสด็จเข้าไปในวิมานยักษ์

อาฬวกยักษ์ได้ใจ ออกค�ำสั่งให้ เมือ่ อาฬวกยักษ์จะใช้ทสุ สาวุธ บรรดา พระพุทธเจ้าเข้าๆ ออกๆ อยู่ ถึง ๓ ครัง้ เทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุต่างก็มาชุมนุม ซึง่ พระพุทธเจ้าก็ทรงท�ำตาม ประดุจการ กันเต็มไปหมด เพื่อรอดูพระบารมีของ ตามใจบุตรเมือ่ ร้องไห้ พระพุทธองค์ในการปราบอาฬวกยักษ์ แต่เมือ่ ถึงครัง้ ที่ ๔ อาฬวกยักษ์สงั่ ว่า อาฬวกยักษ์เหาะวนรอบพระพุทธเจ้า “สมณะ ท่านจงออกไป” ครัง้ นีพ้ ระพุทธเจ้า แล้วปล่อยทุสสาวุธไปในอากาศ ทุสสาวุธ ทรงด�ำรัสตอบว่า “เราไม่ออกไป ท่านจะ ก็สง่ เสียงดังน่าสะพรึงกลัวประดุจสายฟ้า ท�ำอะไรก็ท�ำเถิด” ผ่า แต่สุดท้ายก็ลอยตกลงมากลายเป็น เมื่ อ อาฬวกยั ก ษ์ ถ ามเหตุ ผ ล ผ้าเช็ดพระบาททีแ่ ทบเท้าพระพุทธองค์ พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่า อาฬวกยักษ์เห็นดังนั้น คิดว่าอาวุธ “เมือ่ เราเข้ามานัน้ เราไม่ได้รบั อนุญาต ทั้งหมดไม่อาจท�ำอันตรายพระพุทธ องค์ได้ จึงออกค�ำสัง่ แก่พระพุทธองค์วา่ จากเจ้าของบ้าน เมือ่ เจ้าให้ออกเราจึงออก แต่เมือ่ เจ้าผูเ้ ป็นเจ้าของบ้านอนุญาตให้ “สมณะ ท่านจงออกไปเดี๋ยวนี้” เราเข้ามาแล้ว เหตุใดเราต้องออกไปอีก พระพุทธเจ้าทรงด�ำริวา่ อาฬวกยักษ์ ดูก่อน อาฬวกยักษ์ เจ้าอนุญาตให้ใคร เป็น ผู้มีจิตใจแข็งกระด้าง หากตอบโต้ เขาเข้ามาแล้วออกปากไล่เขานั้น ไม่มี ด้วยความแข็งกระด้าง ก็จะกลับมีจิตใจ

26

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


ประเสริฐ ของคนในโลกนี้ อะไรทีบ่ คุ คล ประพฤติดแี ล้วน�ำความสุขมาให้ อะไร อาฬวกยักษ์แปลกใจในพุทธปญ ั ญา เป็นรสอันล�้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย และ จึงเปลีย่ นเป็นทูลถามปญ ั หา โดยขูว่ า่ หาก ผูเ้ ป็นอยูอ่ ย่างไรทีน่ กั ปราชญ์ยกย่องว่า พระองค์แก้ไม่ได้ เขาก็จะฉีกหัวใจ และ ประเสริฐสุด จับร่างพระองค์เหวี่ยงข้ามแม่น�้ำคงคา วิสัชนา : แล้วอาฬวกยักษ์ก็ไปน�ำค�ำถามมา ศรัทธาเป็นทรัพย์อันประเสริฐของ ถามพระพุทธเจ้า โดยค�ำถามนีม้ ที มี่ าจาก ในอดีตกาลในสมัยพระพุทธเจ้าองค์กอ่ น คนในโลก ธรรมอันบุคคลประพฤติดแี ล้ว คือ พระกัสสปะพุทธเจ้า บิดามารดาของ น�ำความสุขมาให้ ความสัตย์เป็นรสอัน อาฬวกยักษ์ ได้เคยถามปัญหาจากพระ ล�้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย และผู้อยู่ด้วย พุทธกัสสปะ และได้นำ� มาสัง่ สอนอาฬวก ปัญญานักปราชญ์ทั้งหลายสรรเสริญ ยักษ์ แต่พอนานวันเข้าอาฬวกยักษ์ก็จ�ำ ว่าประเสริฐสุด ได้แต่คำ� ถาม แต่ลมื ค�ำตอบ ถามใครๆ ก็ ปุจฉา : ไม่มใี ครตอบได้ เพราะเป็นปัญหาทีต่ อบ คนข้ามโอฆะได้อย่างไร ข้ามอรรณพ ได้เฉพาะพระพุทธเจ้า ได้อย่างไร ล่วงทุกข์ได้อย่างไร บริสุทธิ์ อาฬวกยักษ์จึงเขียนค�ำถามเก็บไว้ ได้อย่างไร ในวิมาน วิสัชนา : พระพุ ท ธเจ้ า ก็ ท รงแก้ ป ั ญ หาให้ คนข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ข้าม อาฬวกยักษ์เหมือนที่พระพุทธกัสสปะ อรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท ล่วง เคยแก้ไว้ ดังนี้ ทุกข์ได้ด้วยความเพียร บริสุทธิ์ได้ด้วย ปุจฉา : ปัญญา อะไรเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอัน มารยาท ไม่มีใครนับถือ”

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

27


ปุจฉา :

อาฬวกยักษ์รับพระราชกุมารนั้น คนมีปญ ั ญาได้อย่างไร หาทรัพย์ได้ แล้ว ก็ประคองราชกุมารน้อมถวายแด่ อย่างไร หาชื่อเสียงได้อย่างไร ผูกมิตร พระพุทธองค์ดว้ ยความเคารพ พระพุทธ ได้อย่างไร และท�ำอย่างไรจึงจะไม่เศร้า องค์ทรงรับพระราชกุมารนั้นมา ทรง ประทานพรแล้วทรงมอบคืนให้คนของ โศกเมื่อไปสู่ภพหน้า กษัตริย์เมืองอาฬวี พระราชกุมารนั้นจึง วิสัชนา : มีพระนามว่า หัตถกอาฬวกะ บุคคลเชื่อฟังธรรมย่อมได้ปัญญา แล้ ว พระพุ ท ธเจ้ า ก็ เ สด็ จ เข้ า ไป บุคคลไม่ประมาท ฉลาด ไม่ทอดธุระ บิณฑบาตในเมืองอาฬวี มีอาฬวกยักษ์ มีความเพียร ย่อมหาทรัพย์ได้ บุคคล เดินถือบาตรและสังฆาฏิตามมาส่งถึง ย่อมได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์ ผู้ให้ ครึง่ ทาง แล้วจึงกลับ หลังจากนัน้ อาฬวก ย่อมผูกมิตรไว้ได้ และบุคคลผู้มีธรรม ยักษ์ก็อยู่ในศีลธรรม เลิกกินเนื้อมนุษย์ ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ จาคะ และ ตั้งแต่บัดนั้น ขันติ บุคคลนั้นละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่ ฝ่ายพระเจ้าอาฬวกะพร้อมด้วยข้า เศร้าโศก ราชบริพารและประชาชน ได้ตามไปเฝ้า ในที่สุดแห่งการทูลถามปัญหานี้ พระพุทธเจ้าทีโ่ คนต้นไม้แห่งหนึง่ ใกล้ประตู อาฬวกยักษ์ ผูส้ ง่ จิตใจไปตามพระธรรม เมืองอาฬวี และทูลถามเหตุวา่ พระพุทธ เทศนา ก็ส�ำเร็จเป็นพระโสดาบันในรุ่ง องค์ทรงโปรดยักษ์ร้ายได้อย่างไร แจ้งนั้นเอง พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงอาฬวกสูตร เมื่ออาฬวกยักษ์ส� ำเร็จเป็นพระ กษัตริยแ์ ละประชาชนเหล่านัน้ ได้ฟงั ธรรม โสดาบันแล้ว ก็เปล่งเสียงสาธุการ เป็น แล้วก็บรรลุมรรคผลถึง ๘๔,๐๐๐ คน เวลาเดียวกับที่คนจากเมืองอาฬวีน�ำ ส่วนหัตถกอาฬวกกุมาร ต่อมาก็ได้บวช อาฬวกกุมารมามอบให้ เรียนและส�ำเร็จเป็นพระอนาคามี ๛

28

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


บทที่ ๓ C H A P T E R

3

ทรงกรุณาพญาคชสาร ดว้ ยกระแสเมตตาจิต

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

29


30

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


นาฬาคิริง คะ​ชะ​วะ​รัง อะติมัตตะ​ภูตัง ​ทาวัคคิจักกะมะสะ​นีวะ สุทารุณันตัง ​เม​ตตัมพุ​เสกะ วิธินา ชิตะวะ มุนินโท ตัน​เตชะ​สา ภะวะตุ เต ชะ​ยะ​มังคะลานิ​ฯ สมเด็จพระจอม​มุนที​ รง​ผจญ​กับพญาชางชื่อ นาฬาคีรี ซึ่ง​กำ�ลังต​ กมัน​ดุราย​ประดุจไ​ฟ​ปา ที่​เผา​ผลาญ​ทุก​อยาง​ที่​ขวาง​หนา รายแรง​ดั่ง​จักราวุธ​และ​สายฟา (ของ​องค​อิน​ทร) ทรง​พชิ ติ พ​ ญาชา งดว ยวิธ​ีรด​ดว ย​น้ำ� คือ พระเมตตา ดวย​เดช​แหงอ​ งค​พระผูพ ชิ ติ ช้างนัน้ ขอชัย​มงคล​ทั้งหลาย จง​มีแกทาน​ทุกเมื่อ

​ Nalฺagirimํ gajavaramํ atimattabhutamํ, Davaggicakka masaniva sudarunฺantamํ, Mettambusekavidhina jitava Munindo, Tamํ tejasa bhavatu te jayamanํgalani. Provoked to run amok, Nalฺagiri the King tusker, like a raging forest fire murderously assailed all in his path, and struck such horror in them as would Indra’s thunder bolt, the irresistible destroyer. Him the Sovereign Sage tamed by sprinkling over him the cooling water of all embracing love. By his mighty triumph may joyous victory be yours ! ภาพนีผ​้ มวาด​ให​เห็นเ​พียงพระหัต​ถข ององค​สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ซึง่ ​กำ�ลังทรง​แสดง​กระแสพระ​เมตตา​บารมี แก​ชางนาฬาคีรี ซึ่ง​กำ�ลังขาด​สติ ​เมามาย และ​ตกมันอ​ ยางหนัก ให​ได​ฟน​คืน​สติิ จน​พญา​ชาง​นอม​ตัว​ระยอล​ ง ​ถวาย​ บังคมแทบ​พระ​บาท​ของ​พระพุทธองค์ : จิด-ตระ-ธานี THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

31


บทที่ ๓ พุทธชัยมงคลคาถา บทที่ ๓ กล่าว ถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้าที่มีต่อช้าง นาฬาคีรี ซึ่งเป็นช้างที่ดุร้ายมาก และ ขณะที่เผชิญหน้ากันนั้น ช้างนาฬาคีรี ก�ำลังขาดสติเพราะเมาสุรา และบาดเจ็บ จากการถูกท�ำร้าย แต่พระพุทธเจ้าก็ทรง เอาชนะได้ด้วยเมตตาบารมี คาถาบทนี้ นิยมใช้สำ� หรับการเอาชนะสัตว์รา้ ยต่างๆ ที่มาของชัยชนะครั้งนี้ มีดังนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่พุทธ ศาสนาถึงพรรษาที่ ๓๗ ในครั้งนั้นพระ เทวทัตภิกขุผเู้ ป็นพระเชษฐาของพระนาง พิมพา แม้ได้มาบวชเป็นพระภิกษุในพุทธ ศาสนาแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้บรรลุมรรคผล ใดๆ เป็นแต่เพียงผูท้ รงสมาบัติ จิตใจจึง ยังลุ่มหลงในกิเลสอยู่ ครั้นได้เห็นลาภ สักการะของพระพุทธเจ้า พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร และพระมหากัสสปะ ก็ มีความคิดอยากได้ลาภสักการะ อยาก ได้บริษัทที่มาบูชาตนเองอย่างนั้นบ้าง จึงคิดอยากจะเป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์ เสียเอง แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต

32

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

พระเทวทัตจึงคิดการใหญ่ ใช้อภิญญา แสดงฤทธิห์ ลอกลวงให้เจ้าชายอชาตศัตรู ศรัทธา และยุยงให้เจ้าชายอชาตศัตรูปลง พระชนม์พระเจ้าพิมพิสารราชบิดา แล้ว เป็นกษัตริย์สืบแทน ส่วนตนเองจะปลง พระชนม์พระพุทธเจ้าและตั้งตนเป็น พระพุทธเจ้าแทน เจ้าชายอชาตศัตรูนนั้ หลงเชือ่ ค�ำพระ เทวทัต จึงได้ซ่อนกริชเข้าไปหาพระเจ้า พิมพิสารราชบิดา คิดจะปลงพระชนม์ กลางวันแสกๆ แต่กถ็ กู ทหารจับตัวไว้ได้ เมื่อพระเจ้าพิมพิสารรู้ประสงค์ของ โอรสว่าต้องการราชสมบัติ จึงคิดมาลอบ ปลงพระชนม์ พระองค์ก็พระราชทาน ราชสมบัติให้ พระเจ้าอชาตศัตรูกลับไปเล่าให้พระ เทวทัตฟัง พระเทวทัตก็ยุยงว่าวันหน้า พระเจ้าพิมพิสารอาจเปลี่ยนพระทัย ยึดราชสมบัติคืน จึงควรปลงพระชนม์ พระเจ้าพิมพิสารโดยการขังไว้ และให้ อดพระกระยาหาร พระเจ้าอชาตศัตรูจงึ สัง่ ให้คมุ ขังพระ THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


เจ้าพิมพิสารไว้ สัง่ งดข้าว งดอาหาร และ พิมพิสารก็เดินจงกรม และอยู่ได้ด้วย ห้ามใครเข้าเยีย่ ม ยกเว้นพระราชมารดา ปิติ พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเห็นพระราช ของพระองค์เพียงผู้เดียว บิดายังมีผิวพรรณเปล่งปลั่งเพราะปิติ จากการเดินจงกรม พระองค์จึงส่งช่าง แต่พระราชมารดาของพระองค์ ก็แอบ กัลบกเข้าไปกรีดฝ่าเท้าพระราชบิดา เอาอาหารเหน็บชายพกไปถวายพระเจ้า พิมพิสาร พระเจ้าอชาตศัตรูทรงทราบ พระเจ้าพิมพิสารทรงเจ็บปวดทรมาน จึงตรัสห้ามพระมารดาไม่ให้เอาอาหาร มาก และเพราะการอดอาหารด้วย ใน เหน็บชายพกเข้าไปอีก ที่สุดพระองค์ก็ทรงสิ้นพระชนม์ พระราชมารดาก็เปลีย่ นเป็นเอาอาหาร ฝ่ายพระเทวทัตผู้คิดแผนจะปลง ซ่อนไว้ในมวยผม พระเจ้าอชาตศัตรูจึง พระชนม์พระพุทธเจ้านั้น ครั้งแรกพระ สัง่ ห้ามพระราชมารดาเกล้าผมเข้าเยีย่ ม เทวทัตได้ส่งนายขมังธนู ๑๖ คน ให้ไป พระเจ้าพิมพิสาร ลอบปลงพระชนม์ แต่นายขมังธนูทั้ง ๑๖ เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าก็ พระราชมารดาก็เปลีย่ นเป็นเอาอาหาร เลื่อมใส ยึดถือพระองค์เป็นสรณะ ซ่อนในรองเท้า พระเจ้าอชาตศัตรูทรง ทราบก็สั่งห้ามไม่ให้ใส่รองเท้าเข้าเยี่ยม เมือ่ แผนการนีไ้ ม่สำ� เร็จ พระเทวทัต จึงคิดปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าด้วย พระราชมารดาจึงใช้น�้ำและอาหาร ตนเอง โดยการขึ้นไปแอบซุ่มอยู่บน ทาพระวรกาย ให้พระเจ้าพิมพิสารทรง ยอดเขาคิชฌกูฏ แล้วกลิ้งหินลงมาให้ เลียอาหารจากพระวรกายของพระนาง ทับพระพุทธเจ้า แต่ก็ไม่ส�ำเร็จ มีเพียง เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทรงทราบจึงสั่ง สะเก็ดหินก้อนหนึ่งกระเด็นไปกระทบ ห้ามไม่ให้พระราชมารดาเข้าเยี่ยมพระ พระบาทจนห้อพระโลหิต เจ้าพิมพิสารอีก พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าพระเทวทัต เมื่อไม่ได้น�้ำและอาหาร พระเจ้า THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

33


เป็นผูก้ ระท�ำ จึงตรัสบอกภิกษุทงั้ หลายว่า ช้างนาฬาคีรีเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จ บัดนีพ้ ระเทวทัตได้กระท�ำอนันตริยกรรมแก่ ด�ำเนินมาแต่ไกล ก็ชูงวง หูกาง หางชี้ พระองค์เสียแล้ว ท�ำลายบ้านเรือนและเกวียนที่ขวางทาง และวิ่งตรงรี่ไปหาพระพุทธเจ้าทันที ครั้งที่สาม พระเทวทัตคิดร้ายต่อ พระพุทธองค์ โดยจะใช้ช้างนาฬาคีรี ภิกษุทงั้ หลายเห็นดังนัน้ รีบกราบทูล ซึ่งเป็นช้างที่ดุร้าย พระเทวทัตจึงเข้าไป พระพุทธองค์ว่า ในกรุงราชคฤห์ ติดสินบนให้ควาญช้าง “พระพุทธเจ้าข้า นีค่ อื ช้างนาฬาคิรที ี่ มอมเหล้าช้างนาฬาคีรี ด้วยเหล้าอย่าง ดุรา้ ย หยาบช้า ฆ่ามนุษย์ได้อย่างง่ายดาย แรง ๑๖ หม้อ และใช้หอกทิ่มแทงช้าง มันก�ำลังวิง่ ตรงมาทางนีแ้ ล้ว ขอให้พระผู้ ให้เจ็บ แล้วหลอกล่อช้างที่ก�ำลังดุร้าย มีพระภาคโปรดเสด็จกลับเถิด ขอให้พระ เมามันนัน้ ให้ออกมาท�ำร้ายพระพุทธเจ้า สุคตจงเสด็จกลับเถิด พระพุทธเจ้าข้า” เวลาทีพ่ ระพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาต แต่พระพุทธองค์ยงั คงสงบเย็น รับสัง่ ว่า ควาญช้างโลภในลาภสักการะที่จะได้ จึงรับปากจะท�ำการให้ “มาเถิดภิกษุทงั้ หลาย เธออย่ากลัว วันรุง่ ขึน้ ควาญช้างก็ให้ชา้ งนาฬาคีรี เลย ข้อทีใ่ ครจะมาปลงชีวติ ของเราตถาคต ดืม่ เหล้าจนเมามาย กลายเป็นช้างดุรา้ ย นั้น นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส เพราะ เกรี้ยวกราด ไม่มีใครห้ามอยู่ได้ และยัง พระตถาคตทัง้ หลาย ย่อมไม่ปรินพิ พาน เอาหอกทิม่ แทงให้ชา้ งนาฬาคีรเี จ็บปวด ด้วยความพยายามฆ่าของผู้อื่น” เพิ่มขึ้นไปอีก แต่ภิกษุทั้งหลายก็เกรงว่าพระพุทธ เมือ่ พระพุทธเจ้าเสด็จพร้อมพระภิกษุ องค์จะได้รับอันตราย พระผู้มีพระภาค สาวกเข้ามาบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ เจ้าจึงต้องตรัสย�้ำค�ำเดิมอีก แม้เป็นครั้ง ควาญช้างก็ปล่อยช้างออกมาสู่ตรอกที่ ที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ พระพุทธเจ้าเสด็จพุทธด�ำเนินมา

34

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


จนช้างนาฬาคิรีวิ่งเข้ามาใกล้อย่าง ดุร้ายเมามันยิ่ง ประชาชนชาวบ้านทั้ง หลายแถวนั้น ต่างหลบหนีขึ้นไปอยู่บน ปราสาทบ้าง บนเรือนบ้าง บนหลังคา บ้าง ส่งเสียงตะโกนกันลั่น ทั้งพวกที่ไม่ ศรัทธา และพวกที่ศรัทธาก็ตาม

จักให้จับคนอื่นก็หาไม่ แต่เขากระท�ำ ด้วยประสงค์จะให้จบั เรา เจ้าอย่าเทีย่ ว อาละวาดให้เมื่อยขาโดยใช่เหตุเลย จง มานี่เถิด” ช้างนาฬาคีรีได้ฟังแล้วก็วิ่งตรงรี่เข้า มาหาพระพุทธองค์

“พวกเราทั้งหลายเอ๋ย พระสมณ โคดมก�ำลังจะถูกช้างเหยียบตายแน่แล้ว”

ฝ่ายพระสาวกผูม้ ฤี ทธิท์ งั้ หลาย ต่าง ก็รับอาสาที่จะปราบช้างนาฬาคีรี แต่ “พวกเราผู้เจริญ คอยดูให้ดีเถิด พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า การปราบช้าง พระพุทธองค์จะทรงท�ำสงครามกับช้าง นาฬาคีรีไม่ใช่วิสัยของพระสาวก เป็น วิสัยของพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว ดุร้ายนี้” ขณะนั้น มีหญิงแม่ลูกอ่อนคนหนึ่ง เห็นช้างนาฬาคีรีวิ่งมาก็ตกใจกลัว วาง ลูกไว้แล้ววิง่ หนีไป ช้างไล่หญิงนัน้ ไม่ทนั ก็ เดินวนเวียนอยูใ่ กล้ๆ ทารกน้อยทีร่ อ้ งไห้ เสียงดังด้วยความตกใจกลัว

ขณะนั้นเอง พระอานนท์ซึ่งจงรัก และภักดีในพระพุทธเจ้าเป็นที่สุด ก็ได้ ก้าวออกไปยืนเบื้องพระพักตร์ของพระ ผู้มีพระภาคเจ้า คิดว่าเราจะสละชีวิต ฉลองพระคุณของพระพุทธองค์ดว้ ยการ ตายแทนพระองค์

พระพุทธองค์ยนื ทอดพระเนตรอยู่ จึง พระพุทธเจ้าทรงตรัสห้ามว่า อานนท์ ตรัสเรียกช้างนาฬาคีรีให้มาหาพระองค์ จงหลีกไป ถึง ๓ ครัง้ แต่พระอานนท์กห็ า ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ ได้หลีกไปไม่ คงยืนขวางหน้าอยูอ่ ย่างนัน้ “แน่ะเจ้าช้างนาฬาคิรี เขาให้เจ้า ขณะนั้นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ ดื่มเหล้าถึง ๑๖ หม้อ มอมเมาเสียจน มึนมัว ใช่วา่ เขากระท�ำเจ้าด้วยประสงค์ ทรงมีพระอาการสงบนิ่ง ทรงแผ่เมตตา THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

35


จิตไปสู่ช้างนาฬาคิรีนั้น ด้วยฤทธานุภาพแห่งความเมตตา และพุทธจริยาที่นุ่มนวลของพระพุทธ องค์ จิตทีข่ นุ่ แค้นของช้างนาฬาคิรกี ส็ งบ ลง หยุดยืนนิ่ง หายมึนเมา ลดงวงและ น้อมศีรษะเข้าไปหาพุทธองค์อย่างช้าๆ

พระอรหันต์ เป็นมิ่งมงกุฎใน ๓ โลก ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เจ้าอย่าดุร้ายไล่ ทิ่มแทงมนุษย์อีก จงมีเมตตา ยังใจให้ โสมนัส อย่าได้ประกอบโทษ จงหมั่น เจริญเมตตาให้ยิ่งขึ้นๆ เจ้าสิ้นชีพแล้ว จะได้ไปเกิดในสวรรค์อย่างเที่ยงแท้”

ด้วยเมตตานุภาพของพระพุทธองค์ เมือ่ ทรงเห็นอาการเช่นนัน้ แล้ว พระผู้ ช้างนาฬาคีรีได้ฟังเช่นนั้น ก็มีจิตชื่นชม มีพระภาคจึงทรงยกพระหัตถ์ลบู กระพอง โสมนัสยิ่งนัก ส่งเสียงร้องขึ้นรับค�ำ แล้ว ช้างด้วยพระเมตตา พลางตรัสกับช้าง เอางวงลูบละอองธุลพี ระบาทของพระองค์ นาฬาคิรีว่า น�ำมาพ่นลงบนกระหม่อมของตัวเอง แล้ว “ดูกอ่ นนาฬาคิรี เจ้าจงจ�ำไว้ จงอย่า ก้าวเท้าถอยหลังออกมาชัว่ ระยะทีแ่ ลเห็น เข้าหาเราตถาคตด้วยจิตมุง่ ร้ายท�ำลาย พระผู้มีพระภาคเจ้า จากนั้นจึงค่อยหัน เพราะจิตชัว่ เป็นเหตุแห่งทุกข์ ผูใ้ ดท�ำร้าย กลับมุ่งสู่โรงช้างที่อยู่อาศัยของตน ตถาคต เมือ่ จากชาตินไี้ ปสูช่ าติหน้า จะ เทวดาและพรหมได้เห็นพุทธบารมี ก็ ไม่มีสุคติเลย เจ้าอย่าดุร้ายเมามัว อย่า โปรยดอกไม้และของหอมบูชาพระพุทธ ประมาท เพราะผูป้ ระมาทแล้วย่อมจะ องค์ เงินทองก็อบุ ตั ขิ นึ้ ในพระนครสูงถึง ไปสูส่ คุ ติไม่ได้ เจ้าจงกระท�ำหนทางเพือ่ หัวเข่า ช้างนาฬาคีรีนั้นจึงมีชื่อใหม่ว่า ไปสู่สุคติเถิด” ช้างธนปาล “ดูกอ่ นนาฬาคีรี แม้เจ้าเป็นเดรัจฉาน ช้างนาฬาคีรนี ใี้ นคัมภีรพ์ ทุ ธวงศ์กล่าว ได้มีโอกาสพบเราตถาคตในครั้งนี้ นับ ว่าเป็นช้างโพธิสัตว์ ในอนาคตกาลจะ เป็นกุศลยิง่ นัก ตถาคตนีอ้ ปุ มาดังพระยา ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ทรง ช้างตัวประเสริฐ ประกอบด้วยคุณของ พระนามว่า พระติสสะพุทธเจ้า เป็น

36

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


พระพุทธเจ้าล�ำดับที่ ๙ ถัดจากพระศรี วันหนึง่ พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูดว้ ย อาริยเมตไตรย พระสัพพัญญุตญาณ เห็นว่าพระภิกษุทงั้ ๕๐๐ นั้นมีญาณแก่กล้าพร้อมจะบรรลุ ส�ำหรับทางด้านพระเทวทัตนัน้ เมือ่ คิด ธรรมได้แล้ว จึงให้พระสารีบุตรและ การร้ายต่อพระพุทธเจ้าไม่สำ� เร็จ มหาชน พระโมคคัลลานะไปหาภิกษุผหู้ ลงผิดทัง้ ก็กราบทูลพระเจ้าอชาตศัตรูเตือนสติให้ ๕๐๐ รูป เทศนาสัง่ สอนจนภิกษุทงั้ หมด รูพ้ ระองค์ พระเจ้าอชาตศัตรูจงึ หันกลับ นัน้ ส�ำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วจึงพากัน มานับถือพระพุทธเจ้า ลาภสักการะที่ เหาะกลับไปยังส�ำนักของพระพุทธเจ้า พระเทวทัตเคยได้กล็ ดน้อยถอยลงไปมาก เวลานั้น พระเทวทัตนอนหลับอยู่ พระเทวทัตคิดอยากได้ลาภสักการะคืน เมื่อตื่นขึ้นมาพบว่าพระภิกษุหายไป จึงคบคิดกับพระโกกาลิกภิกขุ กราบทูล หมดแล้ว จึงทะเลาะกับพระโกกาลิก ขอบัญญัติ ๕ ประการ คือ ขอให้ภิกษุ พระโกกาลิกบันดาลโทสะ ใช้เข่ากระทุง้ เป็นผู้อยู่ป่า อยู่ด้วยบิณฑบาต อยู่ด้วย หน้าอกพระเทวทัตจนกระอักโลหิต ผ้าบังสกุล อยู่โคนไม้ และไม่ฉันปลา และเนื้อตลอดชีวิต แต่พระพุทธเจ้าไม่ พระเทวทัตได้รับทุกขเวทนาแสน ทรงอนุญาต สาหัส เป็นไข้อยู่ถึง ๙ เดือน ในที่สุดก็ หวนระลึกถึงคุณของพระพุทธองค์ขนึ้ มา พระเทวทัตจึงใช้เหตุนี้เที่ยวป่าว ได้วา่ บัดนีภ้ กิ ษุและราชสกุลทัง้ หลายก็มา ประกาศว่า หมู่คณะของตนนั้นเป็น ผู้ ทิ้งเราหมด จะมีก็เพียงแต่พระพุทธเจ้า เคร่งครัดมากกว่า และชักชวนพระภิกษุ เท่านั้นที่ทรงมีพระเมตตา ไม่เคยมีจิต บวชใหม่ ๕๐๐ รูป แยกหมู่คณะไปตั้ง คิดร้ายต่อตนเองเลย เป็นคณะสงฆ์ใหม่ปกครองกันเองต่าง หาก แม้พระพุทธเจ้าจะทรงกล่าวโทษ คิดแล้วก็ให้บริวารหามตนลงบนเปล ของการท�ำให้สงฆ์แตกแยกให้ฟงั ว่าเป็น พาไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพือ่ กราบทูลขอขมา อนันตริยกรรม พระเทวทัตก็ไม่เชื่อฟัง THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

37


พระอานนท์ทราบข่าวการมาของพระ เทวทัต ก็กราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “เทวทัตไม่มี โอกาสเห็นเราตถาคตอีกแล้ว” เมื่อพระเทวทัตมาถึงประตูเมือง สาวัตถี พระอานนท์กก็ ราบทูลพระพุทธเจ้า อีก พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสเช่นเดิมว่า “เทวทัตไม่มีโอกาสเห็นเราตถาคตอีก แล้ว”

แม้แผ่นดินหนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ ก็ไม่ อาจรองรับความหนักของกรรมนัน้ ได้ จึง ได้แยกออก ปล่อยให้รา่ งของพระเทวทัต ถูกไฟนรกดูดลงไปรับกรรมอยู่ในอเวจี มหานรก ๛

เมื่อพระเทวทัตมาถึงสระโบกขรณี หน้ า วั ด พระเชตวั น มหาวิ ห าร พระ อานนท์ก็กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรง ทราบอีก พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสเช่นเดิม ว่า “เทวทัตไม่มีโอกาสเห็นเราตถาคต อีกแล้ว” ด้วยบาปกรรมของพระเทวทัตที่ กระท�ำต่อพระพุทธเจ้าหลายครั้งหลาย หน ท�ำให้บริวารที่หามเปลมารู้สึกร้อน อยากอาบน�้ำ จึงพากันวางเปลลง และ พากันไปอาบน�้ำในสระโบกขรณี ส่วน พระเทวทัตก็ก้าวเท้าลงจากเปล เมือ่ พระเทวทัตย่างก้าวลงบนแผ่นดิน

38

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


บทที่ ๔ C H A P T E R

4

ทรง​ทรมานจอม​โจรองคุล​มี าล ดวยพุทธธรรม

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

39


40

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


อุก​ขิตตะขัค​คะมะติ​หัตถะ สุทารุณันตัง ​ธาวันติ​โย​ชะนะ​ปะ​ถัง​คุลิมาละวันตัง ​อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวะ มุนินโท ตัน​เตชะ​สา ภะวะตุ เต ชะ​ยะ​มังคะลานิ​ฯ สมเด็จพระจอม​มุนี​ ทรง​ผจญ​กับ​จอม​โจร​องคุลี​มาลผูดุรายยิ่ง ถือดาบเงื้องาวิ่งไ​ล​หมาย​ ฆา​พระพุทธองค ไป​เปนระยะ​ทาง​ไกล​ถึงสาม​โยชน ทรง​พิชิต​​จอมโจร​ดวย​ทรงบันดาล​ อิทธิฤทธิ์​ทางใจอันย​ อด​เยี่ยม ดวย​เดช​แหงอ​ งค​พระผูพิชิต​จอมโจรนั้น ขอชัยม​ งคล​ทั้ง หลาย จง​มีแกทาน​ทุกเมื่อ

​ Ukkhittakhagga matihattha sudarunฺantamํ, Dhavantiyo janapathanํgulimalavantamํ, Iddhibhisanํkhatamano jitava Munindo, Tamํ tejasa bhavatu te jayamanํgalani. With sword upraised in expert hand did the savage robber, Anํgulimala, pursue the Lord for a full three leagues. Him the Sovereign Sage conquered by his supernatural powers. By his mighty triumph may joyous victory be yours ! ภาพนีผ​้ ม​​วาดให้มห​ า​โจร​ผมู นี วิ้ ม​ อื มนุษยเ ปน มาลัยค​ ลอ ง​ คอ​วิง่ ถือดาบ​ไล​กวดใหทนั พ​ ระพุทธ​องค ซึง่ เ​สด็จพ​ ระดำ�เนิน​ ไปตาม​ปกติ แตไม​วาองคุลี​มาลผูมีกำ�ลัง​กลา จะออกแรงวิ่ง​สัก​เทาไร ก็ไมสามารถตามไดทัน ภายหลัง​องคุลี​มาล ไดสำ�เร็จเปนพระอรหันต​องค​หนึ่ง ผมจึงวาด​เปนสัญลักษณรูปดอก​บัว​ใกล​บาน​ลอยอยูเหนือ​ศรี​ษะ : จิด-ตระ-ธานี THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

41


บทที่ ๔ พุทธชัยมงคลคาถา บทที่ ๔ กล่าวถึง ชัยชนะของพระพุทธเจ้าทีม่ ตี อ่ องคุลมี าล ผูซ้ งึ่ ได้ชอื่ ว่าเป็นจอมโจร ฆ่าคนมาแล้วถึง ๙๙๙ คน แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงเอาชนะ ได้โดยไม่ต้องใช้อาญาและศาสตรา วุธใดๆ คาถาบทนี้นิยมใช้ส�ำหรับการ เอาชนะโจรภัย ที่มาของชัยชนะครั้งนี้ มีดังนี้

ได้ ท่านจงเลี้ยงทารกนั้นไว้เถิด อย่าได้ ฆ่าทารกน้อยคนนี้เลย” ท่านปุโรหิตจึงแก้โดยการตัง้ ชือ่ ทารก ว่า อหิงสกกุมาร แปลว่า กุมารผู้ไม่ เบียดเบียนใคร เมือ่ อหิงสกกุมารเจริญวัยขึน้ ก็ได้ไป ศึกษาศิลปวิทยากับอาจารย์ทศิ าปาโมกข์ ที่เมืองตักกศิลา

อหิงสกกุมารนัน้ ประพฤติตนดี เฉลียว องคุลมี าล เดิมชือ่ อหิงสกกุมาร เป็น ฉลาด และเชือ่ ฟงั ค�ำของอาจารย์ จึงเป็น บุตรนางมันตานีกบั คัคคะพราหมณ์ ราช ที่รักใคร่ของอาจารย์ ศิษย์อื่นๆ พากัน ปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล ริษยาอหิงสกกุมาร จึงวางแผนจะท�ำให้ วันที่นางมันตานีคลอดอหิงสกะนั้น อหิงสกกุมารแตกกับอาจารย์ บรรดาสรรพาวุธทั้งหลายในพระนครก็ ศิษย์อจิ ฉากลุม่ หนึง่ ไปฟ้องอาจารย์ ปรากฏแสงดุจเปลวไฟ พราหมณ์ปโุ รหิต ว่าอหิงสกกุมารคิดร้าย แต่อาจารย์ไม่ ผู้เป็นบิดาจึงรีบออกจากเรือนไปดูดาว เชือ่ ต่อมาศิษย์อกี กลุม่ หนึง่ ก็เข้าไปฟ้อง เห็นว่าบุตรของตนเกิดในฤกษ์ของดาว อาจารย์อกี อาจารย์กเ็ ริม่ เอนเอียงตามแต่ โจร ต่อไปจะเป็นภัยต่อราชสมบัติ จึง ยังไม่แน่ใจนัก ครั้นศิษย์อีกกลุ่มหนึ่งไป ไปเขาเฝ้าพระราชากราบทูลให้ประหาร ฟ้องอาจารย์ทำ� นองเดียวกัน อาจารย์จงึ กุมารนี้เสีย หลงเชือ่ สนิทใจ คิดทีจ่ ะฆ่าอหิงสกกุมาร พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงตรัสทัดทาน เสีย แต่แล้วกลับคิดได้ว่า ถ้าอาจารย์ ว่า “โจรเพียงคนเดียวเปรียบเหมือนข้าว ฆ่าลูกศิษย์ ต่อไปคงไม่มีใครมาศึกษา สาลีรวงเดียวทีม่ อี ยูใ่ นนากว้างจักท�ำอะไร ในส�ำนักของตน คิดดังนั้นแล้ว จึงออก

42

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


อุบายบอกอหิงสกกุมารว่า “เธอเรียน ศิลปะใกล้จะส�ำเร็จแล้ว เธอจงไปฆ่าคน อื่นมาให้ได้ ๑ พันก่อน อาจารย์จะสอน วิษณุมนต์อันเป็นสุดยอดวิชาให้”

มาบอกนางพราหมณีภรรยาว่าจอมโจร นั้น แท้จริงคืออหิงสกกุมารบุตรของตน นางพราหมณีขอร้องให้คัคคะพราหมณ์ ไปช่วยอหิงสกกุมาร แต่คคั คะพราหมณ์ อหิงสกกุมารล�ำบากใจที่จะต้อง ไม่กล้าไปช่วย เพราะคิดว่าไม่ควรวางใจ เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น แต่อาจารย์ก็เกลี้ย คน ๔ จ�ำพวก คือ โจร เพื่อนเก่า พระ กล่อมว่าอยากรูว้ ชิ าดีกม็ แี ต่วธิ นี เี้ ท่านัน้ ที่ ราชา และผู้หญิง ถือเป็นการบูชาครู อหิงสกกุมารจึงตัดสิน ด้ ว ยความรั ก ของมารดาที่ มี ต ่ อ ใจกราบลาอาจารย์ เดินทางเข้าป่าพร้อม บุตร เมื่อหมดหนทางที่จะช่วยเหลือได้ ด้วยอาวุธครบมือเพือ่ ดักฆ่าคนทีจ่ ะเข้ามา นางพราหมณีจึงตัดสินใจไปบอกข่าว ในป่า แล้วตัดนิว้ มือคนทีถ่ ูกฆ่าไว้คนละ อหิงสกกุมารด้วยตนเอง ๑ นิ้ว ร้อยเป็นพวงมาลัยคล้องคอ ชาว เช้าตรูว่ นั เดียวกันนัน้ พระพุทธเจ้าได้ บ้านจึงขนานนามให้ว่า จอมโจรองคุลี ทรงตรวจดูสรรพสัตว์ทวั่ จักรวาล ได้เห็น มาล แปลว่า โจรผูม้ นี วิ้ มือเป็นพวงมาลัย องคุลมี าลปรากฎในพระญาณ ทรงทราบ ชาวบ้านหวาดกลัวโจรองคุลมี าลมาก ไม่กล้าเข้าป่ากันอีก จอมโจรองคุลมี าลจึง ออกจากป่าเข้าไปฆ่าผูค้ นในหมูบ่ า้ น ชาว บ้านจึงพากันหนีเข้ากรุงสาวัตถี กราบทูล ร้องทุกข์ต่อพระเจ้าปเสนทิโกศลให้ทรง ทราบ พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงจัดก�ำลัง ทหารออกปราบปราม

ว่า หากพระองค์ไปโปรด องคุลีมาลจะ ออกบวช แต่หากพระองค์ไม่โปรด องคุลี มาลจะฆ่ามารดา แล้วไปสูอ่ เวจีมหานรก

เช้าวันนัน้ พระพุทธองค์จงึ ทรงเสด็จ ไปตามเส้นทางในถิ่นขององคุลีมาล เมื่อผ่านคนเลี้ยงโค พวกคนเลี้ยงโคก็ กราบทูลห้ามไม่ให้พระองค์ทรงเสด็จต่อ ฝ่ายคัคคะพราหมณ์ได้ยินว่าพระ ไป เพราะแม้บุรุษมากถึง ๔๐ คน ก็ยัง ราชาจะออกปราบจอมโจร จึงกลับ ถูกองคุลีมาลฆ่าตายหมด THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

43


พระพุทธเจ้าทรงสดับแล้วก็ทรงนิง่ เสีย พระพุทธเจ้าทรงบันดาลให้เกิด แล้วเสด็จด�ำเนินต่อไปจนถึงป่าชาลิวัน แม่นํ้าบ้าง หล่มบ้าง เลนบ้าง ขวางหน้า ฝ่ายองคุลีมาล วันนี้ก�ำลังจะได้ฆ่า องคุลิมาลตลอดระยะ ๓ โยชน์ จนเขา มนุษย์ครบพันคน บังเอิญคนที่ผ่านมา รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเต็มที คิดว่า ให้องคุลีมาลฆ่าเป็นคนที่พันนี้กลับเป็น น่าอัศจรรย์จริงหนอ เรานี้มีก�ำลังดุจ พระยาช้างสารถึง ๗ เชือก แต่วันนี้วิ่ง มารดาของตนเอง จนสุดก�ำลังแล้วยังไม่อาจทันสมณะผู้ องคุลีมาลเงื้อดาบวิ่งเข้าใส่มารดา เดินไปตามปกตินี้ได้ หมายจะฆ่าและตัดเอานิว้ นางพราหมณี คิดดังนี้แล้ว องคุลีมาลจึงหยุดยืน เห็นลูกชายถือดาบวิ่งเข้ามาก็ตกใจ รีบ วิ่งหนีทันที พระพุทธเจ้าจึงทรงด�ำเนิน และกล่าวกับพระพุทธเจ้าว่า ไปขวางทางไว้ “สมณะ จงหยุดก่อน สมณะ ท่าน องคุลมิ าลเห็นพระพุทธเจ้าก็เปลีย่ น จงหยุดก่อน” ใจ คิดจะฆ่าพระพุทธเจ้าแทนมารดา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า ของตน เมื่อคิดดังนี้แล้วจึงถือดาบและ “เราหยุดแล้ว องคุลีมาล แต่ท่าน โล่ผูกสอดแล่งธนู ติดตามพระผู้มีพระ สิยังไม่หยุด” ภาคเจ้าไป องคุลมี าลคิดในใจว่า ได้ยนิ ว่าสมณะ พระพุทธเจ้าทรงบันดาลอิทธาภิสงั ขาร ศากยบุตรผู้นี้เป็นคนพูดจริง แต่นี่ท่าน ท�ำให้องคุลมิ าลไม่อาจทันพระองค์ผเู้ สด็จ เดินไปอยู่แท้ๆ กลับพูดว่า เราหยุดแล้ว ไปตามปกติได้ องคุลีมาลห้อตะบึงไป ส่วนเราผู้หยุดอยู่ ท่านกลับพูดว่า ท่าน เต็มก�ำลัง ขณะไล่ตามจะถึงอยู่แล้ว ก็ สิยังไม่หยุด จึงตะโกนถามไปด้วยความ เห็นเหมือนพระองค์ด�ำเนินห่างออกไป สงสัยว่า ไกล แต่ก็ไม่ลดละความพยายาม ทุ่มเท “ดูก่อนสมณะ ท่านก�ำลังเดินไป ก�ำลังวิ่งไล่ตามสุดความสามารถ

44

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


กลับกล่าวว่าเราหยุดแล้ว ส่วนเราผูห้ ยุด “ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าบัดนี้องคุลี อยู่ ท่านกลับกล่าวว่าเรายังไม่หยุด ที่ มาลปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ท่านกล่าวมานั้นหมายถึงสิ่งใด” บวชเป็นบรรพชิต เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า พูดเท็จ ฉันภัตตาหารหนเดียว และ “ดูกร องคุลมี าล เราเว้นจากการฆ่า ประพฤติพรหมจรรย์ มหาบพิตรจะท�ำ สรรพสัตว์ได้แล้วจึงชือ่ ว่าหยุดแล้ว ส่วน อย่างไรกับเขา” เธอยังมีกจิ ในการฆ่า จึงชือ่ ว่ายังไม่หยุด พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า แม้ว่าบัดนี้เธอจะหยุดยืนอยู่ แต่เธอ ก็ต้องวิ่งต่อไปในนรก เปรต อสุรกาย “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉัน และดิรัจฉานในภายหน้า” จะไหว้และบ�ำรุงเขาอย่างสมณะ แต่ องคุลมี าลได้ฟงั ดังนัน้ ก็ฉกุ คิดได้ จึง องคุลีมาลนั้นเป็นคนทุศีล จะมีความ ทิ้งดาบและอาวุธลงในเหวลึก กราบทูล ส�ำรวมด้วยศีลได้ที่ไหน” ขอบรรพชา พระพุทธเจ้าจึงทรงบรรพชา พระพุทธเจ้าจึงทรงยกพระหัตถ์ชี้ องคุลีมาลด้วยเอหิภิกขุ จากนั้นพระ ให้ดูพระองคุลีมาลซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลนัก องคุลีมาลก็ตามเสด็จกลับพระเชตวัน ตรัสบอกว่า ทางด้านพระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ “มหาราช นั่นไง องคุลีมาล” น�ำขบวนทหาร ๕๐๐ ออกมาปราบโจร พระเจ้าปเสนทิโกศลและทหารผู้ องคุลมี าล เมือ่ เสด็จผ่านพระเชตวันมหา ติดตามพากันตกใจ สะดุ้งหวาดกลัวไป วิหาร จึงเสด็จเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าใน ตามๆ กัน พระอาราม กราบทูลราชกิจให้พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า ทรงทราบ “อย่ากลัวเลย องคุลีมาลนี้เป็นผู้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสถามว่า ไม่มีภัยต่อใครๆ อีกต่อไปแล้ว” THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

45


พระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าไปถามพระ ในที่สุดท่านก็ได้ส�ำเร็จเป็นพระอรหันต์ ภิกษุรปู นัน้ จนแน่ใจว่าเป็นโจรองคุลมี าล ทีก่ ลับใจแล้วจริงๆ พระองค์จงึ ทรงปลด อดีตชาติขององคุลีมาล ผ้าคาดเอวออกถวาย พุทธด�ำรัสว่า “เราหยุดแล้ว แต่ทา่ น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้กราบทูล สิยังไม่หยุด” นี้ องคุลีมาลเคยได้ฟังมา สรรเสริญพระบรมศาสดาว่า แล้วครั้งหนึ่งในอดีตชาติ ดังนี้ “ข้าแต่พระองค์ผเู้ จริญ น่าอัศจรรย์ ในอดีตกาล องคุลีมาลเกิดเป็นเจ้า นักที่พระองค์ไม่ได้ทรงใช้พระอาญา ชายพรหมทัต ส่วนพระพุทธเจ้าเกิดเป็น ไม่ทรงใช้ศาสตราวุธ แต่พระองค์ก็ เจ้าชายสุตโสม ทั้งสองเรียนวิชาด้วยกัน ทรงทรมานบุคคลที่ใครๆ ทรมานไม่ จากส�ำนักตักศิลาร่วมกับเจ้าชายอื่นๆ ได้ ทรงยังบุคคลที่ใครๆ ให้สงบไม่ได้ อีก ๑๐๐ องค์ ให้สงบได้ ทรงยังบุคคลที่ใครๆ ให้ดับ เจ้าชายสุตโสมนัน้ มีปญ ั ญามากกว่า ไม่ได้ให้ดับได้” ราชบุตรเมืองอื่น ระหว่างศึกษาอยู่ได้ พระองคุลีมาลนั้น นับจากได้เข้า ช่วยสอนเจ้าชายทั้งหลายให้เล่าเรียน มาบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ได้อย่างรวดเร็ว และก่อนกลับบ้านเมือง แล้ว ก็ได้รับความทุกข์ล�ำบาก เมื่อออก ก็ได้ชักชวนพระสหายให้รักษาอุโบสถ บิณฑบาตผูค้ นทีย่ งั กลัวก็แตกตืน่ หนีกนั ศีลทุกครึ่งเดือน ซึ่งทุกคนก็ตกลงตาม ชุลมุนวุน่ วาย ส่วนชนผูโ้ กรธแค้นก็ขว้าง ค�ำชักชวนนั้น ก้อนดิน ท่อนไม้ ก้อนกรวด ใส่ทา่ นด้วย กาลต่อมา บรรดาเจ้าชายทั้งหมด ความโกรธ บ้างก็ฉกี ผ้าสังฆาฏิ บ้างก็ทบุ ต่างก็ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองบ้านเมือง บาตร แต่ท่านก็อดทนเรื่อยมา ของตน และต่างรักษาอุโบสถเสมอมา วันหนึง่ พระองคุลมี าลก็หลีกออกจาก มิได้ขาด หมูไ่ ปบ�ำเพ็ญความเพียรอย่างสม�ำ่ เสมอ

46

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


ฝ่ายพระเจ้าพรหมทัตนั้น พระองค์ เป็นกษัตริย์ที่โปรดปรานเนื้อสัตว์เป็น ทีส่ ดุ ทุกมือ้ พระองค์จะต้องได้เสวยเนือ้ สัตว์ หากไม่มเี นือ้ สัตว์พอ่ ครัวห้องเครือ่ ง จะถูกลงโทษจนเป็นที่หวาดกลัวมาก วันหนึง่ ห้องเครือ่ งขาดเนือ้ สัตว์ปรุง ถวายพระเจ้าพรหมทัต ด้วยความเกรง กลัวพระอาญา พ่อครัวจึงไปแล่เนือ้ จาก ศพในป่าช้ามาท�ำถวายพระเจ้าพรหมทัต เนือ่ งจากพระเจ้าพรหมทัตนัน้ เคยเกิด เป็นยักษ์มานานแสนนาน เมือ่ ได้ลมิ้ เนือ้ มนุษย์จึงถูกใจมาก รับสั่งให้ห้องเครื่อง ท�ำเนื้อมนุษย์มาถวายทุกวัน แรกๆ พ่อครัวก็ไปแล่เอาเนื้อจาก ศพในป่าช้า ต่อมาเมื่อป่าช้าไม่มีศพ ก็ น�ำนักโทษมาฆ่าเพื่อเอาเนื้อ เมื่อหมด นักโทษไปอีก พระเจ้าพรหมทัตก็สั่งให้ พ่อครัวไปแอบฆ่าชาวเมืองแล่เอาเนื้อ มาท�ำอาหารทีละคน จนชาวเมืองหวาด กลัวทีเ่ กิดมนุษย์กนิ คนขึน้ จึงมาร้องเรียน พระเจ้าพรหมทัต

ไปร้องเรียนกาฬหัตถีมหาเสนาบดี ซึ่ง ในที่สุดมหาเสนาบดีก็จับพ่อครัวห้อง เครื่องได้ ขณะก�ำลังแล่เนื้อคนกลับมา ปรุงอาหาร มหาเสนาบดี รู ้ ว ่ า สาเหตุ ม าจาก พระเจ้าพรหมทัต จึงน�ำตัวพ่อครัวมา ต่อหน้าพระพักตร์ ทูลถามว่าพระราชา เสวยเนือ้ มนุษย์ใช่หรือไม่ พระเจ้าพรหม ทัตยอมรับว่าพระองค์เสวยเนือ้ มนุษย์จริง แม้มหาอ�ำมาตย์จะพูดจาน้อมพระทัย อย่างไรพระเจ้าพรหมทัตก็ไม่อาจเลิกได้ พระองค์จงึ ถูกชาวบ้านขับออกจากบัลลังก์ โดยพระองค์ขอดาบ หม้อ กระเช้า และ พ่อครัวไปด้วย พระเจ้าพรหมทัตเสด็จออกจาก เมืองไปสู่ป่า ไปพักอยู่ใต้ต้นไทรคอย ดักฆ่าคนเดินทางผ่านไปมาให้พ่อครัว ท�ำอาหารให้กิน ทุกครั้งที่ออกฆ่าคน พระเจ้าพรหมทัตก็จะถือดาบวิ่งตะโกน ว่า เราคือโปริสาทมนุษย์กินคน

ชาวเมืองกลัวจอมโจรโปริสาท ไม่ พระเจ้าพรหมทัตรูด้ วี า่ เป็นค�ำสัง่ ของ กล้าสัญจรผ่านไปทางนัน้ เมือ่ ไม่มมี นุษย์ ตน จึงไม่สนใจสืบหาสาเหตุ ชาวบ้านจึง ผ่านมาให้ฆ่า สุดท้ายพระยาโปริสาทก็ THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

47


ฆ่าพ่อครัวและกินเป็นอาหาร

ให้แผลหายเป็นปกติอย่างรวดเร็ว จึงคิด ตั้งแต่นั้นมา พระยาโปริสาทก็อยู่ ว่าเทวดาช่วย คิดดังนัน้ แล้วจึงถือดาบออก คนเดียว เที่ยวไล่ฆ่าคนจนชื่อกระฉ่อน ไปจับพระราชา ๑๐๑ องค์มาพลีกรรม ไปทั้งชมพูทวีป บังเอิญยักษ์ที่เป็นสหายของพระยา วันหนึง่ มีพราหมณ์คนหนึง่ จะต้องเดิน โปริสาทในอดีตชาติผ่านมาพบ จึงช่วย ทางผ่านแดนทีพ่ ระยาโปริสาทอยู่ จึงจ้าง สอนมนต์ให้ พระยาโปริสาทจึงมีก�ำลัง คนน�ำทางให้ชว่ ยพาไป พระยาโปริสาทเห็น และวิ่งเร็วมาก สามารถไปจับพระราชา พราหมณ์ก็อยากกินจนน�้ำลายไหล วิ่ง ทัง้ ๑๐๐ องค์มาได้ภายใน ๗ วัน แต่เว้น ร้องตะโกนมาว่า เราคือโปริสาทมนุษย์ พระสุตโสมไว้ ด้วยเคยช่วยสอนวิชาให้ กินคน พวกคนน�ำทางได้ยินก็ตกใจนั่ง สมัยเรียนที่ตักศิลาด้วยกัน ลง ปล่อยให้พระยาโปริสาทเข้ามาลาก ฝ่ายรุกขเทวดาอยากยุติความโหด ตัวพราหมณ์นั้นไปได้ ร้ายของพระยาโปริสาท จึงไปขอให้ทา้ ว เมื่อได้สติ พวกคนน�ำทางก็ไล่กวด มหาราชทัง้ สีช่ ว่ ย แต่ทา้ วมหาราชทัง้ สีช่ ว่ ย พระยาโปริสาทไป พระยาโปริสาทวิ่ง ไม่ได้จงึ ไปขอให้ทา้ วสักกเทวราชช่วย ซึง่ กระโดดข้ามรั้ว บังเอิญตกลงมาถูกตอ ท้าวสักกเทวราชก็ได้แนะน�ำอุบายให้ว่า ตะเคียนต�ำเท้าบาดเจ็บ พวกคนน�ำทาง ต้องให้พระสุตโสมมาปราบให้หายพยศ จึงช่วยพาพราหมณ์กลับไปได้

รุกขเทวดารับเทวบัญชาแล้ว จึงแปลง พระยาโปริสาทกลับไปโคนต้นไทร เพศเป็นบรรพชิตไปหาพระยาโปริสาท ของตน แล้วบวงสรวงเทวดาว่าขอให้ ครัน้ พระยาโปริสาทเห็นก็คดิ ว่าบรรพชิต แผลหายใน ๗ วัน แล้วตนจะน�ำโลหิต ทุกคนเป็นเหมือนกษัตริย์ จึงจะจับมาพลี กรรมเทวดาด้วย จะได้ครบ ๑๐๑ องค์ กษัตริย์ ๑๐๑ องค์มาพลีกรรม พระยาโปริสาทไล่ตามจับบรรพชิต พระยาโปริสาทไม่ได้กินอะไรเลย ตลอด ๗ วัน จนร่างกายซูบซีด เป็นเหตุ นั้น แต่ไล่ตามไปถึง ๓ โยชน์ก็ไล่ไม่ทัน

48

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


จึงร้องบอกให้หยุด เทวดาแปลงบอกว่า “เราหยุดแล้ว ท่านนั้นแหละพยายาม หยุดบ้างเถิด เราหยุดแล้วในธรรมของ ตน ส่วนท่านเป็นโจรไม่หยุดในโลก พ้น จากโลกไปแล้วท่านต้องไปอบาย หาก อยากพ้นอบายท่านต้องจับพระเจ้า สุตโสมมาพลีกรรมด้วย ตามค�ำที่ท่าน บวงสรวงไว้แก่เรา”

พระเจ้าสุตโสมไป วิง่ ไประยะหนึง่ เห็นว่าไม่มที หารตาม มา พระยาโปริสาทก็ผ่อนฝีเท้าเดินไป ตามปกติ ระหว่างนั้นก็เห็นพระเจ้าสุต โสมหลั่งน�้ำตาหยดมากระทบที่อกตน

พระยาโปริสาทถามว่าเหตุใดพระเจ้า สุตโสมจึงร้องไห้ พระเจ้าสุตโสมตอบ ว่าพระองค์ร้องไห้เพราะสัญญาไว้กับ แล้วก็คืนร่างจากบรรพชิตกลับเป็น พราหมณ์ว่าจะฟังธรรม ๔ บท บัดนี้ รุกขเทวดา พระยาโปริสาทก็รับปากว่า พระองค์ไม่สามารถรักษาสัตย์นั้นไว้ได้ วันรุ่งขึ้นจะไปจับพระเจ้าสุตโสมมาพลี ถ้าท่านปล่อยเราไปฟังธรรม เสร็จแล้ว กรรมตามสัญญา เราจะกลับมา วันรุ่งขึ้นเป็นวันนักษัตร พระเจ้าสุต พระยาโปริสาทเกรงว่าพระเจ้าสุต โสมเสด็จออกนอกพระนครเพื่อไปสระ โสมไปแล้วจะไม่กลับ พระเจ้าสุตโสมจึง ผม ระหว่างออกนอกประตูเมืองได้พบ กล่าวค�ำสาบานว่าฟังธรรมแล้วพระองค์ กับ นันทะพราหมณ์ น�ำคาถา ๔ บท จะกลับมาแน่นอน พระยาโปริสาทคิดว่า ของพระพุทธกัสสปะพุทธเจ้ามาแสดง พระเจ้าสุตโสมเป็นกษัตริย์ ตรัสแล้วคงไม่ พระเจ้าสุตโสมตรัสว่าวันนีเ้ ป็นวันนักษัตร คืนค�ำ แม้นหากพระองค์คืนค�ำ พระยา ยังไม่สามารถฟังได้ จึงให้จัดที่พักแก่ โปริสาทก็สามารถเอาเลือดตัวเองพลี พราหมณ์นั้น และมาแสดงในวันรุ่งขึ้น กรรมแทนได้ จึงตัดสินใจปล่อยพระเจ้า เมื่อพระเจ้าสุตโสมเสด็จขึ้นจาก สุตโสมกลับไป สรงน�้ำ พระยาโปริสาทก็ร้องว่า เรา เมื่ อ พระเจ้ า สุ ต โสมกลั บ มาถึ ง คือโปริสาทมนุษย์กินคน แล้ววิ่งมาอุ้ม พระราชวัง ก็ให้พราหมณ์นั้นมากล่าว THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

49


ธรรม ตัวท่านฆ่าและบริโภคเนือ้ มนุษย์ สัทธรรมของสัตบุรุษ ย่อมรักษาผู้ อันเป็นเนื้อไม่ควรบริโภค จึงเป็นผู้ไม่ ประพฤติธรรม” สมาคมด้วย คาถาทั้ง ๔ ค�ำนั้น คาถานั้นมีว่า

พระยาโปริสาททูลถามว่าทีพ่ ระเจ้าสุต สัทธรรมของสัตบุรษุ ย่อมมีแต่ความ โสมกลับมานีเ้ พราะเหตุใด และท�ำไมจึง เจริญ ไม่มีความเสื่อม ไม่กลัวความตาย พระเจ้าสุตโสมตรัสว่า สัทธรรมของสัตบุรุษ ไม่ถึงความ “เราเป็นผูร้ กั ษาสัตย์ เพราะผูร้ กั ษา ชรา ต่างจากราชรถและร่างกาย ความสัตย์ ย่อมข้ามชาติและมรณะได้ สัทธรรมของสัตบุรษุ ท�ำให้สตั บุรษุ และเราได้ทำ� กัลยาณธรรมแล้ว ย่อมเป็น อยู่ไกลจากอสัตบุรุษ ยิ่งกว่าความไกล ทีส่ รรเสริญของบัณฑิต เราได้บำ� รุงบิดา ของขอบฟ้าและฝั่งมหาสมุทร มารดาและไพร่ฟ้าแล้วโดยธรรม ตาย เมือ่ สดับธรรมนัน้ แล้ว พระสุตโสมก็ให้ แล้วย่อมไม่ไปสู่ปรโลก ท่านจงฆ่าเรา รางวัลพราหมณ์บทละ ๑,๐๐๐ กหาปนะ เพื่อพลีกรรมเสียเถิด” แล้วกลับไปหาพระยาโปริสาท พระยาโปริสาทได้ฟงั ดังนัน้ ก็ตกใจคิด ว่าพระเจ้าสุตโสมผูน้ เี้ ป็นสัตบุรษุ พร้อม ด้วยความรู้ แสดงธรรมอันไพเราะ ถ้าเรา จะกินพระองค์เสีย แม้ศรี ษะของเราก็จะ ต้องแตกออกเป็น ๗ เสี่ยง หรืออาจถูก พระเจ้าสุตโสมจึงคิดจะทรมานพระยา ธรณีสูบเอาได้ จึงขอให้พระเจ้าสุตโสม โปริสาทด้วยธรรม ให้กลับมาเป็นสัตบุรษุ ทรงแสดงธรรมให้ฟัง พระเจ้าสุตโสมจึงแสดงธรรม ๔ บทที่ จึงตรัสโต้ตอบพระยาโปริสาทว่า “ธรรม ย่อมไม่ลงรอยกับผูไ้ ม่ประพฤติ ได้สดับมาแล้วแก่พระยาโปริสาท พระยา โปริสาทซาบซึง้ ในบทธรรมจึงกล่าวว่าจะ พระยาโปริสาทเห็นว่าพระเจ้าสุต โสมไม่กลัวสิ่งใดแม้แต่ความตาย คง เป็นเพราะธรรมที่กลับไปฟังมา จึงขอ ฟังธรรมนั้นบ้าง

50

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


ให้พรเป็นการตอบแทน

ทีต่ นเองทิง้ ราชสมบัตมิ าอยูป่ า่ เพราะเหตุ “ผู้ไม่รักษาธรรมเช่นท่าน กล่าวค�ำ แห่งการอยากเนื้อมนุษย์ บัดนี้จะให้ละ เสียอย่างไรได้ ขอให้พระเจ้าสุตโสมขอ ให้พรเรามาแล้วจะเชื่อได้ไฉน” พรอย่างอื่น พระยาโปริสาทกราบทูลยืนยันว่าให้ “ท่านนัน้ ก็เป็นจอมคน แต่หา่ งเหิน แล้วจะไม่คืนค�ำ ถึงแม้ต้องเสียชีวิตก็จะ ให้พรตามทีพ่ ระองค์ขอ พระเจ้าสุตโสม จากชนที่เป็นที่รักเพราะความอยาก จึงตรัสขอพรพระยาโปริสาท ๔ ประการ ความโลภในวัตถุ พ้นจากชาตินไี้ ปแล้ว ย่อมไปสู่ทุคติ” ตามล�ำดับ คือ พระยาโปริสาทได้ฟงั ดังนัน้ ก็หวาดหวัน่ ๑. ขอให้พระยาโปริสาท มีอายุยนื ยาว ปราศจากโรคภัยตลอด ๑๐๐ ปี พระยา ด�ำริวา่ จะท�ำอย่างไรดีหนอ จะไม่ให้พรก็ โปริสาทได้ฟังก็คิดสรรเสริญพระเจ้าสุต ไม่ได้ จะให้เลิกกินเนื้อมนุษย์ก็ท�ำไม่ได้ น�้ำตาจึงไหลลงนองหน้า กราบทูลว่าจง โสมอยู่ในใจ และรับจะให้พรนั้น ขอพรอย่างอื่นเถิด ๒. ขอให้พระยาโปริสาท อย่ากินกษัตริย์ พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ทัง้ ๑๐๑ องค์นเี้ ลย พระยาโปริสาทก็รบั จะให้พรนั้น “คนใดมัวรักษาของรักอยูว่ า่ นีเ่ ป็น ๓. ขอให้พระยาโปริสาท ปล่อย ทีร่ กั ของเรา ท�ำตนให้เหินห่างจากความ กษัตริยท์ งั้ ๑๐๑ องค์นี้ พระยาโปริสาทก็ ดีแล้ว เสพของรักทั้งหลายอยู่ เหมือน นักเลงดื่มสุราที่เจือด้วยยาพิษฉะนั้น รับจะให้พรนั้น คนนั้นจะได้ทุกข์ในเบื้องหน้า เพราะ ๔. ขอให้พระยาโปริสาท เว้นจาก ความประพฤตินั่นแล เนื้อมนุษย์ ส่วนบุคคลใดในโลกนี้ รู้สึกตัวละ พระยาโปริสาทรับฟังค�ำขอพรประการ ของรักได้ เสพอริยธรรม แม้ด้วยความ ที่ ๔ แล้วตอบว่า พรนีเ้ หมือนขอชีวติ ตน ฝืนใจ เหมือนคนเป็นไข้ดมื่ โอสถ ฉะนัน้ THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

51


บุคคลนั้นจะได้สุขในเบื้องหน้า เพราะ ทั้งหมด เพื่อรักษาธรรม” ความประพฤตินั่นแล” พระยาโปริสาทได้ฟงั ธรรมดังนัน้ จึง พระยาโปริ ส าทก็ ยั ง ท� ำ ใจไม่ ไ ด้ ด�ำริวา่ พระเจ้าสุตโสมเคยเป็นดัง่ อาจารย์ กราบทูลให้ขอสิ่งอื่น ของเรา และเราก็กล่าวให้พรแก่พระองค์ “บัณฑิตไม่กล่าววาจาเป็นสอง แล้วจะท�ำอย่างไรได้ แม้เราต้องอดตาย สัตบุรุษย่อมมีปฏิญาณเป็นสัตย์ ท่าน ก็เพียงแค่อตั ภาพหนึง่ ทีเ่ ป็นของแน่นอน กล่าวกับข้าพเจ้าแล้วว่า พระสหายจง คิดดังนั้นแล้วน�้ำตาก็ไหลนองท่วมหน้า รับพร ท่านได้กล่าวไว้อย่างนี้ จะมาให้ กราบทูลพระเจ้าสุตโสมว่า เราเปลี่ยนจึงไม่สมกัน”

“เรายากล�ำบากมาอยูป่ า่ เพราะความ แล้วพระโพธิสัตว์ก็น�ำค�ำพูดของ อยากในเนื้อมนุษย์ บัดนี้เมื่อพระองค์ ขอ เราก็จะถวายพรนี้แด่พระองค์” พระยาโปริสาทมากล่าวซ�้ำ จากนั้นพระยาโปริสาทก็รับศีล ๕ “คนเราให้พรใดแล้วกลับไม่ให้ ไม่ ควรจะกล่าวให้พรนั้น ยิ่งท่านกล่าวว่า จากพระเจ้าสุตโสม และปล่อยกษัตริย์ พระสหายจงมั่นพระทัยรับพรเถิด แม้ ที่จับไว้ทั้งหมดเป็นอิสระ ชีวิตของหม่อมฉันก็จักสละถวายได้ ด้วยเหตุแห่งอดีตชาตินี้เอง เมื่อ ท่านยิ่งไม่สมควรกลับค�ำ” องคุลีมาลสดับค�ำว่า เราหยุดแล้ว แต่ พระยาโปริสาทฟังค�ำของพระเจ้าสุต ท่านสิยังไม่หยุด จึงได้เกิดสติปัญญา ฉุกคิดขึ้นได้ และทิ้งอาวุธ เข้าบวชเป็น โสมก็ยิ่งอึกอักหมดหนทาง พระภิกษุในพุทธศาสนา ๛ “ดูก่อนท่านผู้เป็นพระราชา ผู้เป็น บัณฑิตพึงสละทรัพย์เพราะเหตุแห่ง อวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต และพึงสละทั้งอวัยวะ ทรัพย์ แม้ชีวิต

52

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


บทที่ ๕ C H A P T E R

5

ทรง​ชนะ​มาร​ยา​​สตรี ดวย​​ปาริสทุ ธิแ์ หง​พทุ ธะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

53


54

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


กัต๎วานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจา​ยะ ทุ​ฏฐะวะจะนัง ชะนะ​กายะ​มัชเฌ ​สันเต​นะ​โสมะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตัน​เตชะ​สา ภะวะตุ เต ชะ​ยะ​มังคะลานิ​ฯ สมเด็จพระจอม​มุนที​ รง​ผจญ​กับ​นาง​จิ​ญจมาณวิกา ผูซึ​ ่ง​ผูก​ไมไวที่ทองแสรงท​ ำ�เปน​หญิง​ มี​ครรภ ยืน​ดาวาใ​สราย​พระพุทธองค​ทามกลาง​ที่​ประชุม​ชน ทรง​พิชิต​นางดวยวิธสี​ ง​บ พระหฤทัย​ เปน​สงา​เฉย​อยูดั่ง​พระ​จันทร​เพ็ญ ดวย​เดช​แหง​องค​พระผูพิชิตนางนั้น ขอชัย​มงคล​ทั้งหลาย จง​มีแกทาน​ทุกเมื่อ

​ Katvana kattha mudaramํ ivagabbhiniya, Ciñcaya dutฺtฺhavacanamํ janakaya majjhe, Santenasomavidhina jitava Munindo, Tamํ tejasa bhavatu te jayamanํgalani. Posing as a pregnant woman by tying a piece of wood to her belly, Ciñca falsely accused (the Buddha) with lewd words in the midst of a devout congregation. Her the Sovereign Sage subdued through his imperturbable serenity. By his mighty triumph may joyous victory be yours ! ภาพนี้​ผมวาดให​นาง​​โนม​ตัวล​ ง​ดาน​ขวา เพื่อเ​นนใหทอง​ปลอมๆ ของเธอ​ดูนูนเดน กับ​กิริยาอา​การ​ผาย​มือออกเปน​ ทำ�นอง​ทาทายพระพุทธอง​ค สวนรูป​ที่​คลาย​สัตว​มีเขี้ยว​เกาะ​อยูที่ชาย​กระโปรง​ดานลาง หมาย​ถึง​จิตอัน​แปดเปอน​ ดวยไฟ​โทสะ​หมายจะ​ประทุษรายพระพุ​ทธองคดวย​คำ�เท็จ แต​นางก็ตอง​พาย​แพดวยอุเบกขาธรรม : จิด-ตระ-ธานี THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

55


บทที่ ๕ พุทธชัยมงคลคาถาบทที่ ๕ กล่าว ถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้าเมือ่ ครัง้ ทีถ่ กู สาวิกาของเดียรถีย์ คือนางจิญจมาณ วิกาใส่รา้ ย ท�ำให้เสือ่ มเสียชือ่ เสียง โดยหา ว่าพระพุทธเจ้าท�ำให้นางท้อง แต่ในทีส่ ดุ ความจริงก็ปรากฏ และนางจิญจมาณวิกา ก็ถกู ธรณีสบู ไป คาถาบทนีน้ ยิ มใช้สำ� หรับ การเอาชนะการถูกใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ ที่มาของชัยชนะครั้งนี้ มีดังนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเริ่มประกาศ พระพุทธศาสนาแล้วนั้น ได้มีมหาชนผู้ เลือ่ มใสศรัทธาออกบวชจนมีดวงตาเห็น ธรรมกันเป็นจ�ำนวนมาก พระสาวกก็มี จ�ำนวนเพิม่ มากขึน้ พุทธศาสนาแผ่ขยาย ออกไปอย่างกว้างขวาง พระเกียรติคุณ ของพระพุทธองค์ขจรขจายไปไกล

ในการประกาศพุทธศาสนาพรรษา ที่ ๗ พวกเดียรถีย์จึงคิดหาวิธีก�ำจัด พระพุทธองค์ โดยใช้สาวิกาผู้ใกล้ชิด นางหนึ่งชื่อ จิญจมาณวิกา ซึ่งเป็นหญิง รูปงาม ความงามของนางนั้นเปรียบได้ ดังเทพอัปสรในสรวงสวรรค์ และเป็น หญิงพร้อมด้วยเล่ห์เหลี่ยมและมารยา เดียรถียบ์ อกอุบายให้นางจิญจมาณ วิกาไปใส่รา้ ยพระพุทธเจ้า ซึง่ นางจิญจมาณ วิกาก็รับอาสาท�ำตามแผนนั้น เมื่อนางจิญจมาณวิการับแผนการ จากส�ำนักเดียรถียแ์ ล้ว เย็นวันนัน้ นางก็ แต่งตัวสวย นุง่ ห่มด้วยผ้าสีเหมือนแมลง ค่อมทอง ถือของหอมและดอกไม้ มุ่ง หน้าไปสูพ่ ระเชตวันมหาวิหาร เดินสวน กับสาธุชนทีฟ่ งั ธรรมเสร็จและก�ำลังเดิน ออกมาจากวัด แล้วแอบไปพักอยู่ในวัด ของเดียรถีร์ที่อยู่ใกล้กับวัดพระเชตวัน

ยิง่ พุทธศาสนาแผ่ขยายไปมากเท่าไร พวกเดียรถีย์ ซึ่งเป็นนักบวชนอกพุทธ หลายวันเข้า สาธุชนก็ถามว่านางจะ ศาสนา ก็เสือ่ มจากลาภสักการะมากขึน้ ไปไหน นางก็แสร้งตอบเป็นปริศนาว่า เท่านั้น เพราะมหาชนเปลี่ยนมาศรัทธา “ท่านจะรูไ้ ปท�ำไมว่าฉันจะไปไหน” ในพระพุทธองค์แทน ครั้นเวลาเช้า นางก็แอบเข้าไปในวัด

56

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


พระเชตวัน แล้วท�ำทีเป็นเดินออกมา จากวัดเพื่อกลับไปสู่พระนคร เดินสวน ทางกับสาธุชนที่ก�ำลังมุ่งหน้าไปท�ำบุญ ท�ำให้ผคู้ นเข้าใจว่านางนอนค้างอยูใ่ นวัด เมือ่ มีคนถามว่านางไปพักทีไ่ หนมา นาง ก็แสร้งตอบเป็นปริศนาอีกว่า

เวลาผ่านไป ๘ - ๙ เดือน นางก็ผูกไม้ กลมไว้ที่หน้าท้อง ใช้ผ้าห่มทับไว้ และ ใช้ไม้คางโคทุบหลังมือและหลังเท้าให้ บวมโต ท�ำอาการให้เหมือนคนท้องแก่

วันหนึง่ เมือ่ พระพุทธเจ้าแสดงธรรม ท่ามกลางสาธุชน อยู่บนธรรมาสน์ นาง “ท่านจะรู้ไปท�ำไมว่า ฉันไปพัก จิญจมาณวิกาก็ไปยืนอยูต่ รงหน้า กล่าวว่า ที่ไหนมา” “พระสมณะ พระองค์อย่ามัวแต่แสดง นางจิญจมาณวิกาอดทนประพฤติ ธรรมอยู่เลย บัดนี้หม่อมฉันครรภ์ครบ เช่นนี้อยู่ ๑ - ๒ เดือน นางก็เปลี่ยนเป็น ก�ำหนดใกล้จะคลอดแล้ว ขอพระองค์ ตอบว่า ช่วยจัดหาสถานที่คลอดลูกของเราแก่ หม่อมฉันด้วยเถิด หากพระองค์ไม่ท�ำ “เราพักอยู่ในคันธกุฎีเดียวกันกับ เอง ก็ตรัสบอกพระเจ้าโกศล หรืออนาถ พระสมณโคดม” บิณฑิกเศรษฐี หรือนางวิสาขา ให้ช่วย ผู้คนก็เริ่มสงสัยว่าถ้อยค�ำที่นาง จัดสถานทีค่ ลอดแก่หม่อมฉันด้วยเถิด” จิญจมาณวิกาพูดนั้น จริงหรือไม่จริง พระพุทธเจ้าทรงหยุดแสดงธรรม บางคนไม่เชื่อในค�ำพูดของนาง แต่บาง ทรงมีพระอาการสงบนิง่ พระพักตร์เรียบ คนก็เริ่มสงสัยว่านางอาจพูดความจริง เป็นปกติ มหาชนที่มีศรัทธาในพระองค์ จึงเริม่ มีเสียงวิพากษ์และหนาหูขนึ้ ทุกวัน ก็นิ่งอยู่ ส่วนผู้ที่ศรัทธาไม่แก่กล้า ก็เริ่ม เวลาผ่านไปเป็น ๓ - ๔ เดือน นาง หวั่นไหว จิญจมาณวิกาก็เอาผ้ามาพันท้องให้นูน ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธ ขึ้น ให้ผู้คนเข้าใจว่านางเริ่มตั้งครรภ์ ยิ่ง ด�ำรัสตอบว่า เวลาผ่านไปนางก็ท�ำท้องให้ใหญ่ขึ้น จน THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

57


“น้องหญิง ค�ำทีเ่ จ้ากล่าวมานัน้ จะ พระจักษุของพระพุทธองค์ พระธรณี จริงหรือไม่ เราและเจ้าเท่านัน้ ย่อมรูอ้ ยู”่ หนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ ก็ไม่อาจรองรับ กรรมอันชั่วช้าของนางได้ จึงแยกออก นางจิญจมาณวิกาก็ย้อนว่า เป็นช่อง เปลวไฟจากนรกก็พวยพุ่งขึ้น “ก็ใช่ล่ะสิ เรารู้กันสองคน เพราะ มาดูดร่างนางไปรับโทษฑัณฑ์ในอเวจี เราท�ำกันสองคนเท่านั้นนี่” มหานรกในทันที ขณะนั้นเอง บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ของท้าวสักกเทวราชก็แสดงอาการร้อน ท้าวสักกเทวราชทรงตรวจดูก็ทราบว่า นางจิญจมาณวิกา ก�ำลังกล่าวตูใ่ ส่ความ พระพุทธเจ้าอยู่ พระองค์จงึ เสด็จมาพร้อม กับเทพบุตร ๔ องค์ ทรงรับสัง่ ให้เทพบุตร แปลงเป็นลูกหนูเข้าไปกัดเชือกทีผ่ กู ท่อน ไม้กลมหน้าท้อง ของนางจิญจมาณวิกา เมือ่ เชือกถูกกัดขาด พร้อมกับเกิดลม พัดขึน้ ตีผนื ผ้าปลิวสะบัด ไม้กลมก็พลัด ตกลงบนหลังเท้าของนางจิญจมาณวิกา จนปลายเท้าทั้ง ๒ ข้างแตกเลือดสาด มหาชนทีเ่ ฝ้าฟงั ธรรมอยูก่ ร็ คู้ วามจริง พา กันทุบตีขบั ไล่นางจิญจมาณวิกาออกมา จากพระวิหารด้วยความโกรธ

อดีตชาตินางจิญจมาณวิกา นางจิญจมาณวิกาผู้นี้ นางไม่ได้มี มิจฉาทิฏฐิคดิ ปองร้ายพระพุทธเจ้าเฉพาะ เพียงชาตินี้เท่านั้น แต่ในอดีตชาติก็เคย คิดปองร้ายพระพุทธเจ้ามาแล้วหลาย ครัง้ ดังเช่นเรือ่ งราวในอดีตชาติหนึง่ ดังนี้ ในอดีตกาล นางจิญจมาณวิกาเกิด เป็นมเหสีของพระเจ้าพรหมทัต ส่วน พระพุทธเจ้าเกิดเป็นพราหมณ์ปุโรหิต

สมัยหนึ่ง พระเจ้าพรหมทัตเสด็จ ออกปราบข้าศึกที่ชายแดน และแต่งตั้ง ให้ปโุ รหิตเป็นผูส้ ำ� เร็จราชการ พระมเหสี ก็ทูลอ้อนวอนขอตามเสด็จ แต่พระเจ้า พรหมทัตไม่ทรงยินยอม พระนางจึงทูล นางจิญจมาณวิการีบวิ่งหนีออกมา ขอให้พระเจ้าพรหมทัตส่งทหารมาแจ้ง จากมหาวิหาร แต่ครั้นออกไปพ้นจาก

58

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


ข่าวทุกระยะ ๑ โยชน์ เมือ่ พระเจ้าพรหมทัตยกทัพไปออก ศึก เดินทางได้โยชน์หนึ่ง พระองค์ก็ส่ง ทหารคนหนึ่งมาแจ้งข่าวพระมเหสีว่า พระองค์เป็นสุขสบายดี ส่วนพระมเหสี เมื่ออยู่ห่างพระราชาก็เกิดก�ำหนัด ขาด สติยับยั้งชั่งใจ พระนางจึงได้ประพฤติ นอกใจพระสวามีเสพเมถุนกับทหาร ที่มาส่งข่าวนั้น เมื่อพระราชาเสด็จไปได้ ๒ โยชน์ พระองค์ก็ส่งทหารมาอีกคนหนึ่ง พระ มเหสีก็เสพเมถุนกับทหารนั้นอีก รวม แล้วพระเจ้าพรหมทัตเสด็จไป ๓๒ โยชน์ พระนางก็ประพฤตินอกใจพระราชาถึง ๓๒ ครั้ง

ต้อนรับ ปุโรหิตแต่งพระนครไปจนถึงที่ ประทับพระมเหสี พระนางทอดพระเนตร เห็นปุโรหิตก็เกิดก�ำหนัด พูดเชิญชวน ให้มาร่วมอภิรมย์กัน แต่ปุโรหิตปฏิเสธ พระนางก็บอกว่าไม่มีโทษอะไร เพราะ แม้แต่ทหาร ๖๔ คน ก็ได้อภิรมย์กับ พระนางมาแล้วทัง้ สิน้ เมือ่ ปุโรหิตปฏิเสธ อีก พระนางจึงคิดแค้น แกล้งเข้าห้อง บรรทมเก็บตัวท�ำทีเป็นป่วยหนัก เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสด็จกลับมา ถึงพระนคร ได้รบั ฟังค�ำเพ็ดทูลจากพระ มเหสีวา่ ปุโรหิตข่มขืนใจนาง พระองค์จงึ สัง่ ทหารให้ไปจับปุโรหิตน�ำไปประหารที่ นอกเมือง

ปุโรหิตใช้ปญั ญาบอกทหารว่า ขุมทรัพย์ ในเมืองนีม้ มี ากมายทีพ่ ระราชาอาจไม่รู้ ครั้นเสร็จศึกแล้ว พระเจ้าพรหมทัต จะขอไปกราบทูลพระราชาบอกที่ซ่อน เสด็จกลับ ก็ทรงส่งทหารมาทุกระยะ ๑ ขุมทรัพย์ก่อน ทหารจึงพาปุโรหิตไป โยชน์เช่นเดิม พระมเหสีกป็ ระพฤตินอกใจ เฝ้าพระราชา กับทหารที่มาส่งข่าวอีกเช่นเดิม พระเจ้าพรหมทัตกริ้วมากที่ปุโรหิต ฝ่ายพราหมณ์ปโุ รหิต เมือ่ ทราบข่าว มาเข้าเฝ้า แต่ปุโรหิตก็กราบทูลว่าที่มา ว่าพระเจ้าพรหมทัตก�ำลังเสด็จกลับ จึง เข้าเฝ้าเพราะต้องการกราบทูลความ จัดเตรียมตกแต่งพระนครเพือ่ ถวายการ จริงให้ทรงทราบ THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

59


“ข้าพระองค์เกิดในสกุลโสตถิย พราหมณ์ การฆ่าสัตว์แม้เพียงมดด�ำ มดแดงข้าพระองค์ก็ไม่เคยท�ำ สิ่งของ ที่เจ้าของไม่ให้แม้เพียงเส้นหญ้า ข้า พระองค์ก็ไม่เคยถือเอา สตรีของผู้อื่น ข้าพระองค์ก็ไม่เคยแม้จะเพียงลืมตา ดูด้วยอ�ำนาจกิเลส ค�ำเท็จค�ำหนึ่งข้า พระองค์ก็ไม่เคยกล่าว น�้ำเมาเพียง หยดข้าพระองค์กไ็ ม่เคยดืม่ ข้าพระองค์ ยิ่งไม่มีจิตคิดท�ำผิดต่อพระมเหสีแห่ง พระองค์ แต่พระนางนั้นเป็นพาล จับ มือข้าพระองค์ด้วยอ�ำนาจแห่งตัณหา เมื่ อ ข้ า พระองค์ ห ้ า มกลั บ ตวาดข้ า พระองค์ เปิดเผยความชั่วที่ตนกระท�ำ ไว้ ขอพระองค์จงถามคนทั้ง ๖๔ ที่ถือ หนังสือมาเถิด” พระเจ้าพรหมทัตจึงสอบสวนทหารทัง้ ๖๔ คน และพระมเหสี จึงรูว้ า่ พระมเหสี เป็นผูป้ ระพฤติผดิ นอกใจ จึงอภัยโทษให้ ปุโรหิต และลงโทษปลดพระมเหสีพร้อม ทหารทั้ง ๖๔ คนนั้นออกจากต�ำแหน่ง ทั้งหมด ๛

60

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


บทที่ ๖ C H A P T E R

6

สัจจกนิครนถ ​ตอ ง​อบั จนดวยวิมตุ ติ​ปญ  ญา

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

61


62

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


สัจจัง วิหายะ มะติ​สัจจะ​กะวาทะ เกตุ​ง วาทาภิโรปตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ​ปญญา​ปะทีปะ​ชะลิ​โต ชิตะวา มุนินโท ตัน​เตชะ​สา ภะวะตุ เต ชะ​ยะ​มังคะลานิ​ฯ สมเด็จพระจอม​มุนที​ รง​ผจญ​กับสัจจก​นิครนถ ผูมื​ ดมน​ยิ่งน​ ัก มุง​เชิดชู​ลัทธิข​ อง​ตน​วา​เลอ​ เลิศ​ประเสริฐแ​ ท ราวกับ​ชู​ธง​ขึ้นฟ​ ามุงมาจะ​โตวาทะ​กับ​พระพุทธองค ทรง​พิชิตสั​​ จจก​ นิครนถดวย​เทศนา​ญาณวิธี คือ​รูอัชฌาสัย​แลว​ตรัส​เทศนา​สอน​ให​มองเห็น​ความ​จริง ดวย​เดช​แหง​องค​พระผูพิชิตนิครน​ถนั้น ขอชัยม​ งคล​ทั้งหลาย จง​มีแกทาน​ทุกเมื่อ

​ Saccamํ vihaya matisaccaka vadaketumํ, Vadabhiropita manamํ atiandhabhutamํ, Paññapadipajalito jitava Munindo, Tamํ tejasa bhavatu te jayamanํgalani. With his perverted intelligence, the wandering mendicant, Saccaka, invariably distorted the truth. Pretending to be the very banner of learning, he only blinded his own mental vision as he went about indulging in intellectual disputations. Him the Sovereign Sage conquered by his illuminating lamp of wisdom. By his mighty triumph may joyous victory be yours ! สัจจกนิครน​ถ เปนนักบวช​ในลัทธิของ​ศาสดามหาวีระ หรือ นิครนถนาฏบุตร ​ปจจุบัน​คือ​ศาสนา​เชน (Jainism) ถือ​ พรต​ไม​นุง​ผา​(คนไทย​เรียก “ชีเปลือย”) สัจจก​นิครนถ​หลง​ผิดว​ า ​ในทองตนอัดแนน​ไป​ดวย​ความรูจำ�นวนมาก ​จึง​เอา แผน​เหล็ก​รัด​ไว​​เพื่อก​ ันทองแตก รูปสัตว​ดาน​ลาง​หมาย​ถึงผู​มืดบอดดวย​ความเห็น​ผิด : จิด-ตระ-ธานี THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

63


บทที่ ๖ พุทธชัยมงคลคาถาบทที่ ๖ กล่าว ถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้าทีม่ ตี อ่ สัจจก นิครนถ์ เป็นการเอาชนะกันด้วยความ แยบคายทางปัญญา คาถาบทนี้นิยมใช้ ส�ำหรับการเอาชนะการโต้เถียงและการ โต้วาทีต่างๆ ที่มาของชัยชนะครั้งนี้ มีดังนี้ ในครัง้ พุทธกาลนัน้ มีศาสนาทีร่ งุ่ เรือง อีกศาสนาหนึ่ง เรียกว่า ศาสนาเชน มี มหาวีระหรือท่านนิครนถ์นาฏบุตรเป็น ศาสดา นักบวชของศาสนาเชนนี้เรียก ว่า นิครนถ์

ทัง้ สองให้อยูเ่ ป็นอาจารย์ของพระกุมาร ต่อมานิครนถ์ทั้งสองได้อยู่ร่วมกัน มีบุตร ๑ คน และธิดา ๔ คน ธิดาทั้ง ๔ คนนั้นเป็นบัณฑิต ต่อมาได้โต้วาทะ กับพระสารีบตุ รแล้วพ่ายแพ้ ทัง้ สีจ่ งึ เข้า บวชในส�ำนักพระภิกษุณีและได้ส�ำเร็จ เป็นพระอรหันต์ ส่วนบุตรชายอีก ๑ คนนั้นชื่อว่า สัจจกนิครนถ์ เป็นผูม้ ปี ญ ั ญามากเพราะ ได้เล่าเรียน ๑,๐๐๐ วาทะจากบิดามารดา และยังได้ไปร�่ำเรียนจากส�ำนักอื่นๆ อีก ต่อมาก็ได้เป็นอาจารย์ของพระกุมาร กษัตริย์ลิจฉวี

ทั้งพุทธศาสนาและศาสนาเชน ต่าง (ในพระอรรถกถา พระพุทธเจ้าทรง ก็มีผู้นับถืออยู่มากมาย แต่ศาสดาทั้ง เรียกสัจจกนิครนถ์ว่า อัคคิเวสสนะ) สองศาสนากลับไม่เคยพบหน้ากันเลย ในยุคนัน้ มีอาจารย์นคิ รนถ์ผมู้ ปี ญ ั ญา แม้แต่ครั้งเดียว จ�ำนวนมาก เช่น ท่านปูรณะกัสสป ส�ำหรับที่เมืองเวสาลี ก็มีอาจารย์ นิครนถ์ ท่านมักขลิโคสาลนิครนถ์ ท่าน นิครนถ์หญิงคนหนึง่ และชายอีกคนหนึง่ อชิตเกสกัมพลนิครนถ์ ท่านปกุธะกัจ ต่างเล่าเรียนวาทะมากันคนละ ๕๐๐ ทัง้ จายนะนิครนถ์ ท่านสัญชัยนิครนถ์ และ สองโต้ตอบกันด้วยปญ ั ญาอันยอดเยีย่ ม ท่านเวลัฏฐบุตรนิครนถ์ เป็นต้น แต่ผู้ที่ ไม่มีผู้ใดแพ้ชนะ กษัตริย์ลิจฉวีจึงเชิญ มีปัญญามากที่สุด มีไหวพริบ มีวาจา

64

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


แหลมคม จนอาจารย์นิครนถ์อื่นๆ ไม่มี พระอัสสชิตอบว่า “ขันธ์ ๕ ไม่เทีย่ ง ไม่ใช่ ใครสู้วาทะได้ก็คือ สัจจกนิครนถ์ ตัวตนของเรา” สัจจกนิครนถ์มีความทะนงตนเอง ว่าเป็นผู้รู้มาก จนต้องเอาแผ่นเหล็กมา รัดท้องเอาไว้ เกรงว่าท้องจะแตกตาย เนื่องจากภายในท้องของตัวเองมีความ รู้อยู่มากมาย

สัจจกนิครนถ์มคี วามเห็นเป็นตรงกัน ข้าม จึงประกาศจะเอาชนะพระพุทธเจ้า ด้วยวาทะ เขาพร้อมด้วยศิษย์ที่เป็นเจ้า ลิจฉวีประมาณ ๕๐๐ คน จึงไปถามปัญหา กับพระพุทธเจ้าที่ป่ามหาวัน

ด้วยความหลงตัวเอง สัจจกนิครนถ์ สัจจกนิครนถ : กล้าประกาศว่า ทัว่ ทัง้ เวสาลี ไม่มสี มณะ “ดูก่อน พระสมณโคดม ได้ยินว่า พราหมณ์ คณาจารย์ หรือแม้แต่พระ ท่านสอนว่าขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัว อรหันต์องค์ใด ทีม่ ปี ญ ั ญาสูงส่งสามารถ ตนของเรา ใช่หรือไม่” โต้ตอบปัญหากับเขาได้โดยไม่ประหม่า พระพุทธเจา : หวัน่ ไหว เขาคุยอวดอ้างถึงขัน้ ว่า อย่าว่า แต่มนุษย์เลย แม้เสาศิลาหากต้องโต้ตอบ “ดูกอ่ น อัคคิเวสสนะ ค�ำสอนของเรา ปญ ั หาด้วย เสานัน้ ยังต้องประหม่าสะทก คือ รูปไม่เทีย่ ง เวทนาไม่เทีย่ ง สัญญาไม่ สะท้านหวั่นไหว เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง ด้วยความเชื่อมั่นในความรู้ของตน รูปไม่ใช่ตัวตนของเรา เวทนาไม่ใช่ตัว สัจจกนิครนถ์กม็ กั จะคอยหาเรือ่ งโต้ตอบ ตนของเรา สัญญาไม่ใช่ตัวตนของเรา ปัญหาต่างๆ กับบรรดาพระสาวกอยูเ่ สมอ สังขารไม่ใช่ตัวตนของเรา วิญญาณ ไม่ใช่ตัวตนของเรา สังขารทั้งหลายทั้ง วันหนึง่ สัจจกนิครนถ์ได้พบกับพระ ปวงไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้” อัสสชิเถระผูเ้ ป็นอาจารย์ของพระสารีบตุ ร เขาได้ถามว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

65


“ถูกแล้วพระโคดม อย่าว่าแต่พระเจ้า ปเสนทิโกศลและพระเจ้าอชาตศัตรูเลย “ดูกอ่ นพระโคดม ธรรมดาพืชพันธุ์ แม้วชั ชีและมัลละ ก็อาจฆ่าคนทีค่ วรฆ่า เจริญงอกงามได้เพราะอาศัยแผ่นดิน เนรเทศคนที่ควรเนรเทศ ในแว่นแคว้น ฉันใด บุคคลก็ย่อมต้องมีรูป มีเวทนา ของตนได้เช่นกัน” มีสัญญา มีสังขาร และมีวิญญาณเป็น พระพุทธเจา : ตัวตนของเรา ฉันนั้น” สัจจกนิครนถ :

“ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ถ้าเช่นนั้นจะ กล่าวว่ารูปเป็นตัวตนของเราได้อย่างไร “ดูก่อน อัคคิเวสสนะ ท่านเชื่อว่า หากรูปเป็นของเรา เราก็ต้องเป็นผู้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก�ำหนดรูปของเราเองมิใช่หรือ” เป็นตัวตนของเรา ดังนี้หรือ” พระพุทธเจ้าทรงตรัสถามซ�้ำ สัจจก สัจจกนิครนถ : นิครนถ์ก็ยังนิ่งเฉย “ถูกแล้ว พระโคดม” พระพุทธเจา : พระพุทธเจา : “ดูก่อน อัคคิเวสสนะ บัดนี้ไม่ใช่ “ดูก่อน อัคคิเวสสนะ ถ้าอย่างนั้น กาลทีท่ า่ นควรนิง่ อยู่ ท่านรูห้ รือไม่วา่ ผู้ เราจักสอบถามท่านว่า พระเจ้าปเสนทิ ใดอันตถาคตถามปัญหาทีช่ อบแก่เหตุ โกศลและพระเจ้าอชาตศัตรู อาจฆ่าคน แล้วถึง ๓ ครั้ง มิได้แก้ ศีรษะของผู้นั้น ทีค่ วรฆ่า เนรเทศคนทีค่ วรเนรเทศ พึงให้ จะแตกเป็น ๗ เสี่ยง” คุณให้โทษบุคคลในพระราชอาณาเขต สัจจกนิครนถ์ได้ฟังก็ตกใจกลัวจน ของพระองค์ใช่หรือไม่” ขนลุกชัน กราบทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ สัจจกนิครนถ : ขอท่านจงทรงถามต่อเถิด ข้าพเจ้าจัก พระพุทธเจา :

66

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


จะว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง”

แก้ ณ บัดนี้ พระพุทธเจา : “ดูก่อน อัคคิเวสสนะ ท่านเชื่อว่า รูปเป็นตัวตนของเรา แสดงว่าท่านมี อ�ำนาจในรูปของท่าน ดังนี้หรือ” สัจจกนิครนถ : “มิได้เลย พระโคดมผู้เจริญ”

สัจจกนิครนถ : “ไม่เที่ยง” พระพุทธเจา : “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุข” สัจจกนิครนถ :

พระพุทธเจา :

“สิ่งนั้นเป็นทุกข์” “ดูก่อน อัคคิเวสสนะ ท่านเชื่อว่า เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็น พระพุทธเจา : ตัวตนของเรา ดังนั้น ท่านจึงมีอ�ำนาจ “สิ่งใดที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความ ในเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ว่าเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ แปรปรวนอยู่ ควรหรือทีจ่ ะเห็นว่าสิง่ นัน้ ของเรา จงเป็นอย่างนัน้ เถิด อย่าได้เป็น เป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา” อย่างนี้เลย ดังนี้หรือ” สัจจกนิครนถ : สัจจกนิครนถ : “ข้อนัน้ ไม่ควรเลย พระโคดมผูเ้ จริญ” “มิได้เลย พระโคดมผู้เจริญ”

พระพุทธเจา :

พระพุทธเจา :

“ดูก่อน อัคคิเวสสนะ ผู้ใดติดทุกข์ “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ดังนั้นท่าน เข้าถึงทุกข์แล้ว กลํ้ากลืนทุกข์แล้ว ยัง เห็นว่าทุกข์นั้นเป็นของเรา มีอยู่หรือ” THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

67


สัจจกนิครนถ : “ไม่มีเลย พระโคดม”

เจ้าองค์ใด ที่โต้ตอบกับท่านได้โดยไม่ เกิดอาการประหม่า ไม่หวั่นไหว ไม่มี เหงื่อไหลจากรักแร้ แม้แต่คนเดียว

พระพุทธเจา :

ดูก่อน อัคคิเวสสนะ บัดนี้ หยาด “ดูกอ่ นอัคคิเวสสนะ เมือ่ เป็นอย่างนี้ เหงือ่ ของท่านหยาดหยดจากหน้าผาก ท่านติดทุกข์ เข้าถึงทุกข์ กลาํ้ กลืนทุกข์ ลงยังผ้าห่มแล้วตกทีพ่ นื้ ส่วนเหงือ่ ของ แล้ว ยังตามเห็นทุกข์ว่านั่นของเรา เรา เราหามีไม่” เป็นนัน่ นัน่ เป็นตัวตนของเรา ดังนีห้ รือ” สัจจกนิครนถ์นั่งนิ่ง คอตก ก้มหน้า สัจจกนิครนถ : หมดปฏิภาณ พ่ายแพ้แก่พทุ ธปัญญาของ พระพุทธองค์ และได้นมิ นต์พระพุทธเจ้า “มิใช่เลย พระโคดมผู้เจริญ” ไปรับภัตตาหาร ที่อารามของตนเองใน พระพุทธเจา : วันรุ่งขึ้น ๛ “ดูกอ่ น อัคคิเวสสนะ บุรษุ ต้องการ แก่นไม้ ถือเอามีดคมไปสูป่ า่ เขาไปตัด ฟันต้นกล้วยใหญ่ต้นหนึ่ง เขาก็ไม่พบ แม้แต่กระพี้ และแก่น ฉันใด

ดูกอ่ น อัคคิเวสสนะ ท่านอันเราซัก ไซร้ไล่เลียง ก็ว่างเปล่าในถ้อยค�ำของ ตนเองเหมือนต้นกล้วย ฉันนั้น ท่านกล่าววาจาในทีช่ มุ ชนเมืองเวสาลี ว่าไม่มีสมณะ พราหมณ์ คณาจารย์ หรือแม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธ

68

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


บทที่ ๗ C H A P T E R

7

​ทรง​ทรมานจอม​นาคา​ผเู รือ​งฤทธิ์

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

69


70

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


นันโทปะ​นันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระ​ภุชะเคนะ ทะมา​ปะ​ยัน​โต ​​อิทธูปเ​ท​สะ วิธินา ชิตะวะ มุนินโท ตัน​เตชะ​สา ภะวะตุ เต ชะ​ยะ​มังคะลานิ​ฯ สมเด็จพระจอม​มุนี​ทรง​ผจญ​พญา​นาค​ราชชื่อ​ นันโทปน​ันทะ ผู​มี​ฤทธิ์​มาก หาก​เปน อันธ​ พาลมีค​ วามหลง​ผดิ บ​ งั อาจ​สำ�แดง​ฤทธิแ​์ ผ​พังพาน​กนั้ ฉ​ นวน​อากาศ​ปด ทางพุทธโคจร ทรง​​โปรดให​พระ​มหา​โม​คคัลลานะ​พุทธ​โอรส เนรมิตก​ าย​เปนนาคราช​ไป​ปราบดวย​ฤทธิ์​ ที่​เหนือก​ วา ดวย​เดช​แหงอ​ งค​พระผูพิชิตพ​ ญา​นาคราชนั้น ขอชัยม​ งคล​ทั้งหลาย จง​มี แกทาน​ทุกเมื่อ

Nandopanandabhujagamํ vibudhamํ mahiddhimํ, Puttena therabhujagena damapayanto, Iddhupadesavidhina jitava Munindo, Tamํ tejasa bhavatu te jayamanํgalani. The gifted but perverted king of the Nagas, Nandopananda by name, possessed great psychic power and was hostile. By instructing the Elder Moggallana, his spiritual son mighty is supernatural attainments, the Sovereign Sage rendered the Naga king powerless and transformed him. Thus through a supernormal mode of spiritual instruction intelligible to his kind, did the Master conquer the Naga. By his mighty triumph may joyous victory be yours ! พญา​นนั โทปนันทะ เปนพ​ ญา​นาค​ทมี่ ฤ​ี ทธิม​์ าก ใน​ภาพนีผ​้ มเนน ต​ อน​ทพี่ ญา​นาคราช​บนั ดาล​โทสะ​ดว ย​การเนรมิตก​ าย แผพังพาน โดย​ปรากฏ​เศียรงอก​ออกมา​มาย​มาย ​โอบคลุมเหนือย​ อด​เขาพระ​สุเมรุ แต​ใน​ที่สุด​ก็​​ตองพายแพ​แก พระ​ มหาโม​คคัลลานะ ซึ่ง​เปนพระอัครสาวกเบื้องซาย ศิษยของ​พระพุทธอง​ค : จิด-ตระ-ธานี THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

71


บทที่ ๗ พุทธชัยมงคลคาถาบทที่ ๗ กล่าว ถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้าที่มีต่อนัน โทปนันทนาคราช พระพุทธองค์ทรง มอบหมายให้พระโมคคัลลานะ อัคร สาวกเบื้องซ้าย ใช้อิทธิฤทธิ์ทรมานจน นันโทปนันทนาคราชพ่ายแพ้ไป คาถา บทนี้นิยมใช้ส�ำหรับการเอาชนะด้วย เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ ที่มาของชัยชนะครั้งนี้ มีดังนี้

บอกแก่ภิกษุ ๕๐๐ ให้ตามเสด็จไปยัง เทวโลกด้วยกายเนื้อ ขณะนัน้ นันโทปนันทนาคราช ก�ำลัง นัง่ อยูบ่ นรัตนบัลลังก์ทพิ ย์ ห้อมล้อมด้วย นาคบริษทั ดืม่ สุราอาหารทิพย์อย่างเบิก บานใจ ครั้นเงยหน้าขึ้นมองในนภากาศ ก็ได้เห็นพระพุทธเจ้าพร้อมพระภิกษุ ๕๐๐ ก�ำลังจะเหาะข้ามยอดวิมานของ ตน บ่ายหน้าไปยังดาวดึงส์เทวโลก นันโทปนันทนาคราช รูส้ กึ โกรธแค้น ด�ำริว่าสมณะหัวโล้นเหล่านี้คงจะเหาะ ไปดาวดึงส์สวรรค์ แต่การเหาะข้ามหัว ของเรา ฝุ่นละอองที่ติดเท้าก็จะร่วงใส่ เรา บัดนี้เราจะขัดขวางสมณะเหล่านี้ ไม่ให้เหาะข้ามวิมานเราไปอย่างเด็ดขาด

สมั ย หนึ่ ง เวลาใกล้ รุ ่ ง ขณะที่ พระพุทธเจ้าประทับอยูใ่ นพระเชตวันมหา วิหาร พระองค์ได้ทรงตรวจดูสรรพสัตว์ ในหมืน่ โลกธาตุดว้ ยพระสัพพัญญุตญาน ก็ได้เห็น พญานาคราชนามว่า นันโท ปนันทะ เป็นนาคที่ดุร้ายและเป็นมิจฉา แล้วพญานาคราชก็ลุกขึ้นไปยังเชิง ทิฏฐิ แต่เป็นผู้ที่เคยได้สร้างสมบารมีไว้ เขาสิเนรุ เนรมิตกายใหญ่โต ขนดรอบ มาก หากพระองค์เสด็จไปโปรด นันโท เขาสิเนรุมาศที่สูง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ เอา ปนันทนาคราช ก็มวี สิ ยั จะได้บรรลุธรรม ไว้ ๗ รอบ แล้วแผ่พังพานปิดดาวดึงส์ พระพุทธองค์จึงทรงตรัสเรียกพระ ที่อยู่เหนือยอดเขาสิเนรุมาศเอาไว้ไม่ อานนท์มา บอกว่าวันนีจ้ ะไปรับภัตตาหาร ให้มองเห็น ทีบ่ า้ นของอนาถบินฑิกเศรษฐี แต่พระองค์ ท่านรัฏฐปาลภิกขุเห็นผิดปกติ กราบ จะเสด็จไปเทวโลกก่อน พระอานนท์จึง

72

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “เมื่อก่อนข้า พระองค์ยืนอยู่ตรงนี้ สามารถมองเห็น ภูเขาทีอ่ ยูล่ อ้ มสิเนรุมาศ และได้เห็นสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ ได้เห็นเวชยันต์ปราสาท ได้ เห็นธงเบื้องบนเวชยันต์ปราสาท แต่มา บัดนี้ไม่เห็นอะไรเลย ไม่ทราบว่าเป็น เพราะเหตุอะไรพระเจ้าข้า”

พระโมคคั ล ลานะเมื่ อ ได้ รั บ พุ ท ธานุ ญ าตแล้ ว ก็ ไ ด้ เ นรมิ ต กาย เป็นพญานาคใหญ่กว่านันโทปนันท นาคราชถึง ๒ เท่า มีพังพานประมาณ แสนโกฏิ แล้วขนดกายรอบสิเนรุมาศทับ นันโทปนันทนาคราชไว้ ๑๔ รอบ และ วางพังพานของตนลงบนยอดพังพานของ นันโทปนันทนาคราช กดเข้ากับยอดเขา เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสบอกเหตุว่า สิเนรุมาศ จนนันโทปนันทนาคราชแทบ เกิดจากนันโทปนันทนาคราช มาแสดง กระดูกแตก โกรธเกรี้ยวยิ่งนัก ฤทธิ์ปิดดาวดึงส์ไว้ ท่านรัฏฐปาลภิกขุ จึงกราบทูลขอเป็นผูท้ รมานนันโทปนันท นันโทปนันทนาคราชจึงพ่นควันพิษ นาคราชให้สิ้นฤทธิ์ แต่พระพุทธเจ้าไม่ ใส่พระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะก็ ทรงอนุญาต พ่นควันพิษทีร่ า้ ยกาจกว่าใส่พญานาคบ้าง ล�ำดับนัน้ ภิกษุทเี่ หลือก็ขออาสาโดย ล�ำดับ คือ ท่าน ภัททิยะภิกขุ ท่านราหุล ภิกขุ เป็นต้น กราบทูลขอเป็นผูท้ รงทรมาน นันโทปนันทนาคราช แต่พระพุทธเจ้าก็ ไม่ทรงอนุญาต ด้วยทรงทราบว่าไม่ใช่ วิสยั ของพระอรหันต์ทงั้ หลายทีจ่ ะท�ำลาย ทิฏฐิมานะของพญานาคผูม้ ฤี ทธานุภาพ มาก ครัน้ เมือ่ พระโมคคัลลานะทูลอาสา จึงทรงอนุญาตพร้อมทัง้ ทรงประทานพร ให้มีชัยชนะแก่พญานาค THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

นันโทปนันทนาคราชจึงพ่นไฟพิษ ร้อนแรงเข้าใส่ แต่พระโมคคัลลานะก็ พ่นไฟพิษที่ร้อนแรงกว่ากลับคืน นันโทปนันทนาคราชตกใจทีจ่ ๆ ู่ ก็มี พญานาคใหญ่มาขนดหางพันทับร่างของ ตน เอาพังพานมากดทับ แถมสามารถ พ่นควันและไฟพิษได้รุนแรงกว่าตน จึง เอ่ยวาจาถามว่าท่านนีเ้ ป็นใคร พระเถระ ตอบว่า “นันทะ เรานี้คือ โมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายแห่งพระพุทธองค์” ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

73


พญานาคราชจึงกล่าวว่า “ท่านเป็น ช่องจมูกขวา ท�ำให้พญานาคราชได้รับ สมณะ เหตุใดจึงมาท�ำร้ายข้าพเจ้า” ทุกขเวทนายิ่งนัก พระโมคคัลลานะตอบว่า “เราทรมาน ท่าน เพือ่ ให้ทา่ นละมิจฉาทิฏฐิ รูจ้ กั บาป บุญคุณโทษ รู้จักคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ตลอดจนคุณ ของมารดาบิดาครูอาจารย์ ตัวท่านนั้น ไม่สมควรที่จะมาส�ำแดงความโกรธใน พระพุทธเจ้าและพระสาวกที่เหาะมา เพราะแม้ละอองพระบาทของพระผู้ มีพระภาคเจ้า จะตกลงมาเหนือเศียร ของท่าน ก็จะเกิดมงคลยิ่งนัก หาเป็น อัปมงคลไม่” ว่าแล้วพระโมคคัลลานะ ก็คืนร่างเป็นพระภิกษุ

ล�ำดับนั้น นันโทปนันทนาคราช ได้ อ้าปากขึ้น พระโมคคัลลานะจึงเข้าไป ในปาก แล้วเดินจงกรมอยู่ภายในท้อง พญานาคราช ทางด้านทิศตะวันออกบ้าง ด้านทิศตะวันตกบ้าง ท�ำให้พญานาคได้ รับความเจ็บปวดทรมานมากขึน้ แต่กย็ งั ไม่ยอมแพ้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “โมคคัลลา นะ นาคนีม้ ฤี ทธิม์ ากนะ อย่าได้ประมาท”

พระโมคคัลลานะกราบทูลว่า “ข้า แต่พระองค์ผู้เจริญ แม้มีพญานาคราช เช่นนันโทปนันทะนี้ ตั้งร้อยก็ดี ตั้งพันก็ นันโทปนันทนาคราชได้ฟังพระโมค ดี ตัง้ แสนก็ดี ข้าพระองค์กพ็ งึ ทรมานได้” คัลลานะ ก็ยังไม่ละมิจฉาทิฏฐิ ยังคงคิด ฝ่ายนันโทปนันทนาคราชคิดว่า เมือ่ หาทางจะก�ำจัดพระเถระให้ได้อยู่ พระ โมคคัลลานะรูว้ าระจิตของพญานาค จึง ตอนพระเถระเข้าท้องไปนัน้ ตนเองไม่ทนั แสดงปาฏิหาริย์ เดินเข้าไปในช่องหูขวา เห็น แต่ถา้ ออกมาเวลานีเ้ ราจะเคีย้ วพระ ของนาคราช แล้วออกทางช่องหูซา้ ย เข้า เถระกินเสีย คิดแล้วจึงกล่าวว่า “ขอท่าน ทางช่องหูซ้าย แล้วออกทางช่องหูขวา จงออกมาเถิด อย่าเดินไปๆ มาๆ ใน เข้าทางช่องจมูกขวา ออกทางช่องจมูก ภายในท้อง ท�ำให้ข้าพเจ้าล�ำบากเลย” ซ้าย เข้าทางช่องจมูกซ้าย แล้วออกทาง พระโมคคัลลานะจึงเดินออกมา

74

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


จากปาก เหาะออกมาอยู่ข้างนอก นัน โทปนันทนาคราชเห็นได้ทีจึงพ่นลมพิษ ทางจมูก ลมนี้แม้โดนต้นไม้ก็จะหักโค่น แต่กลับไม่อาจท�ำอันตรายแก่พระโมค คัลลานะได้ เนื่องจากพระโมคคัลลานะ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการเข้าและออกจตุต ฌานรวดเร็วเป็นยิ่งนัก

เพื่อยึดเอาพระองค์เป็นที่พึ่งที่ระลึกอัน สูงสุดเถิด” แล้วพระเถระก็พานันโท ปนันทนาคราชมาเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อไปถึง พญานาคก็ก้มลงกราบ นมัสการพระพุทธองค์ กราบทูลว่า “ข้าพเจ้านีเ้ ป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นพาล มิได้ รูจ้ กั บาปบุญคุณโทษ ขอพระองค์ได้โปรด อโหสิกรรมในความผิดทีไ่ ด้ทำ� พลัง้ พลาด เพราะอกุศลเข้าสิงจิตนั้นด้วยเถิด บัดนี้ ข้าพเจ้าจะขอบูชาพระรัตนตรัยไปจน ตราบชีวิตจะหาไม่”

นันโทปนันทนาคราชเห็นว่าพระเถระ นี้มีอิทธิฤทธิ์ร้ายกาจ ไม่อาจต่อสู้ได้ จึง หลบหนีไป พระโมคคัลลานะจึงเนรมิต รูปกายเป็นพญาครุฑ บินไล่พญานาคไป พญานาคก็แปลงกายเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ พระพุทธเจ้าจึงทรงประทานศีล ๕ โตบ้าง เล็กบ้าง เพื่อหลบหนี พระเถระ แล้วเสด็จน�ำพระภิกษุไปสูบ่ า้ นของอนาถ ก็ติดตามมิได้ลดละ บินฑิกเศรษฐีต่อไป ท่านเศรษฐีรู้เรื่องที่ เมื่อเห็นว่าไม่อาจหนีพ้นได้ นันโท พระพุทธองค์ให้พระโมคคัลลานะปราบ ปนันทนาคราชจึงแปลงกายเป็นมาณพ พญานาคราชลงได้ จึงได้ถวายสังฆทาน น้อยเข้าไปกราบแทบเท้าของพระเถระ ฉลองชัยตลอด ๗ วัน ๛ อย่าง สิ้นพยศ และกล่าววาจาว่า “ท่าน ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถึงท่านเป็นสรณะ” พระโมคคัลลานะกล่าวว่า “เรา เป็ น สาวกของพระผู ้ มี พ ระภาคเจ้ า พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของเรา เพราะ ฉะนัน้ ท่านจงไปส�ำนักของพระพุทธเจ้า THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

75


อริยสัจแห่งจิต

พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) จิตที่ส่งออกนอก ผลที่เกิดจากจิตส่งออกนอก จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง

เป็นสมุทัย เป็นทุกข์ เป็นมรรค เป็นนิโรธ

อนึ่ง จิตมีธรรมชาติส่งออกนอก เมื่อส่งออกนอกแล้วกระเพื่อมหวั่นไหว สนองรับอารมณ์ เป็นสมุทัย ผลที่จิตส่งออกนอกแล้ว กระเพื่อมหวั่นไหว

เป็นทุกข์

ถ้าจิตส่งออกนอก สนองรับอารมณ์แล้ว ไม่กระเพื่อม ไม่หวั่นไหว มีสติครบถ้วนบริบูรณ์ เป็นมรรค ผลอันเกิดจากจิต ไม่กระเพื่อม ไม่หวั่นไหว เพราะมีสติ (ความรู้สึกตัว) อยู่อย่างสมบูรณ์

เป็นนิโรธ

พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีจิตไม่ส่งออกนอก มีจิตไม่กระเพื่อม ไม่หวั่นไหว มีจิตไม่ปรุงแต่ง

เป็นวิหารธรรม

* จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง หมายถึง เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของจิต * พระอริยเจ้า (ในความหมายของหลวงปู่ดูลย์) หมายถึง พระอรหันต์

76

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


บทที่ ๘ C H A P T E R

8

​ทรง​แกค้ วามเห็น​ผดิ ในหมู​พ  รหม

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

77


78

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง ​พ๎รัห๎มัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ​ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวะ มุนินโท ตัน​เตชะ​สา ภะวะตุ เต ชะ​ยะ​มังคะลานิ​ฯ สมเด็จพระจอม​มนุ ท​ี รง​ผจญ​กบั พ​ กา​พรหม ผูส ำ�คัญต​ น​วา เ​ปนผูม คี วาม​รงุ เรือง​ดว ย​ความ​ บริ​สุทธิ์ มี​ฤทธิอ์​ ำ�นาจ​เหนือกวาใ​ครๆ เกิด​ความเห็น​ผิดว​ าช​ ีวิตพรหม​เปนอมตะ ประดุจ ถู​กงูรัดที่มือ ทรง​พิชิต​พกา​พรหม​ดวยวิธี​วางยา​พิเศษ คือ​เท​ศนาญาณ ดวย​เดช​แหง​ องค​พระผูพิชิต​พกา​พรหมนั้น ขอชัยม​ งคล​ทั้งหลาย จง​มีแกทาน​ทุกเมื่อ

​ Duggahaditฺtฺhi bhujagena sudatthahatthamํ, Brahmamํvisuddhi jutimiddhi bakabhidhanamํ, Ñanฺagadenavidhina jitava Munindo, Tamํ tejasa bhavatu te jayamangalani. Though a deity of great purity, radiance and power, Baka, the Brahma god, was nevertheless in the grip of pernicious views, like an arm tightly held by a snake’s coils. Him the Sovereign Sage cured by means of wisdom. By his mighty triumph may joyous victory be yours ! ภาพนีผ​้ ม​ใชสญ ั ลักษณ “ดอกบัวบ​ าน” แทน​องค​สมเด็จพระ​สมั มาสัมพุทธเจา นำ�ทาง​​ ​​ ให​แสงสวาง​ทาง​ปญ  ญาแกทา ว พกา​พรหม ผูหลง​ผิดสำ�คัญ​​ตน​วาเปนอมตะ ​เสวยบรมสุขอยู​ใน​พรหม​โลก​ชั่วนิรันดร ไมเกิด ไม​แก ไมตาย ใหมีความ​ เห็น​ที่​ถูกตอง จน​​​ทาวพกา​พรหมตองยอม​จำ�นน​ตอพุทธานุภาพของ​พร​ะพุทธองค์ : จิด-ตระ-ธานี THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

79


บทที่ ๘ พุทธชัยมงคลคาถาบทที่ ๘ กล่าวถึง ชัยชนะของพระพุทธเจ้าทีม่ ตี อ่ ท้าวพกา พรหม พรหมผู้เป็นใหญ่แห่งพรหมโลก เพราะพระพรหมผู้นี้หลงผิดว่าพรหม นี้เที่ยงและมีความสุขที่สุด คาถาบทนี้ นิยมใช้ส�ำหรับการเอาชนะผู้ใหญ่ และ ผู้ที่มีทิฏฐิมานะ ที่มาของชัยชนะครั้งนี้ มีดังนี้

เมือ่ แรกมาอุบตั ใิ นพรหมโลกนัน้ ท้าว พกาพรหมอุบตั ใิ นพรหมโลกชัน้ ที่ ๑๐ คือ เวหัปผลาพรหม มีอายุ ๕๐๐ กัป เมือ่ จุติ จากเวหัปผลาพรหมแล้วก็ไปอุบตั ติ อ่ ใน พรหมโลกชั้นที่ ๙ คือ สุภกิณหาพรหม มีอายุได้ ๖๔ กัป เมื่อจุติจากสุภกิณหา พรหม ก็ไปอุบตั ิต่อในพรหมโลกชัน้ ที่ ๖ คือ ชั้นอาภัสราพรหม มีอายุอีก ๘ กัป รวมแล้ว ท้าวพกาพรหมเกิดเป็นพระ พรหมมาแล้วมากกว่า ๕๐๐ กัป ด้วยกาล เวลาทีย่ าวนานมากจนไม่อาจจดจ�ำนีเ้ อง ท้าวพกาพรหมจึงหลงเข้าใจว่าพรหมนี้ เที่ยง ไม่มีเกิด แก่ และดับ และสุขยิ่ง กว่าพรหมนี้ไม่มีอีกแล้ว

สมัยหนึง่ พระพุทธเจ้าประทับอยูโ่ คน ต้นรังใหญ่ในสุภควัน ใกล้เมืองอุกกัฏฐา ทรงตรวจดูดว้ ยสัพพัญญุตญาน ก็เห็นว่า ท้าวพกาพรหมมีมิจฉาทิฏฐิ หลงเชื่อว่า พรหมโลกนี้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความ ไม่เคลือ่ นเป็นธรรมดา และพระพรหมนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบวาระจิต ไม่ต้องเกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ ของท้าวพกาพรหม พระองค์จึงหายไป การได้เกิดเป็นพระพรหมนีค้ อื การพ้นทุกข์ จากโคนต้นรังใหญ่ ไปปรากฏในพรหมโลก

เหตุที่ท้าวพกาพรหมมีมิจฉาทิฏฐินี้ ท้าวพกาพรหมเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จ ก็เนื่องจากสมัยท่านเกิดเป็นมนุษย์ ได้ มา ก็กราบทูลพระพุทธองค์ว่า บวชเป็นพระดาบส ประกอบกุศลกรรม “ดูกร ท่านผู้นฤทุกข์ เชิญท่านมา และรักษาฌานสมาบัติ เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว สู่พรหมโลกนี้เถิด พรหมโลกนี้เที่ยง จึงมาอุบัติในพรหมโลก ยัง่ ยืน มัน่ คง แข็งแรง มีความไม่เคลือ่ น

80

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


เป็นธรรมดา พรหมโลกนี้ไม่ต้องเกิด เกิดครั้งสุดท้าย ความสุขยิ่งกว่าพรหม ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ สุขกว่า นี้ไม่มีอีกแล้ว” พรหมโลกนี้ไม่มีอีกแล้ว” ครั้งนั้น มารก็เข้าสิงกายของพรหม พระพุทธเจ้าทรงด�ำรัสตอบว่า บริวารผู้หนึ่ง กล่าวกับพระพุทธเจ้าว่า “ดูกร พรหมผู้เจริญ ท่านกล่าวว่า สิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง กล่าวว่าสิ่งที่ไม่ ยัง่ ยืนว่ายัง่ ยืน กล่าวว่าสิง่ ทีไ่ ม่มนั่ คงว่า มัน่ คง กล่าวว่าสิง่ ทีไ่ ม่แข็งแรงว่าแข็งแรง กล่าวว่าสิง่ ทีม่ คี วามเคลือ่ นเป็นธรรมดา ว่ามีความไม่เคลื่อน พรหมโลกนี้มีทั้ง เกิด ทั้งแก่ ทั้งตาย ทั้งจุติ ทั้งอุบัติ อยู่ เป็นปกติ แต่ท่านกลับกล่าวว่าพรหม โลกนี้ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่ อุบัติ ดูกร ท่านผู้เจริญ ท่านก�ำลังหลง ในอวิชชาแล้วหนอ”

“ดูกรสมณะ ท่านอย่ารุกรานท้าว พกาพรหมนี้เลย พกาพรหมผู้นี้เป็น มหาพรหม เป็นพรหมผูเ้ ป็นใหญ่ปกครอง พรหมโลก เป็นผูส้ ร้างโลกและสรรพสัตว์ เป็นบิดาของสรรพสิง่​ ทั้งหลาย

ดูกรสมณะ สมณะและพราหมณ์ เหล่าใด เป็นผู้ติเตียนดิน เกลียดดิน เป็นผูต้ เิ ตียนน�ำ้ เกลียดน�ำ้ เป็นผูต้ เิ ตียน ไฟ เกลียดไฟ เป็นผู้ติเตียนลม เกลียด ลม เป็นผู้ติเตียนสัตว์ เกลียดสัตว์ เป็น ผู้ติเตียนเทวดา เกลียดเทวดา เป็นผู้ติ ท้าวพกาพรหมกล่าวแย้งว่า เตียนพรหม เกลียดพรหม ว่าพรหม นี้ไม่เที่ยง สมณะและพราหมณ์เหล่า “ข้าแต่พระโคดม พวกข้าพระองค์ นั้นเมื่อกายแตกดับแล้ว ล้วนต้องไป มี ๗๒ คน ล้วนได้ท�ำบุญมาดีแล้ว มี เกิดในอบาย อ�ำนาจเหนือคนเหล่าอื่น ก้าวล่วงพ้น จากความเกิดและความแก่ การเกิด ดูกรสมณะ สมณะและพราหมณ์เหล่า เป็นพรหมนีช้ อื่ ว่าถึงพระเวทแล้ว ข้าแต่ ใด เป็นผูส้ รรเสริญดิน ชมเชยดิน เป็นผู้ พระโคดม การเกิดเป็นพรหมนี้ เป็นการ สรรเสริญน�ำ้ ชมเชยน�ำ้ เป็นผูส้ รรเสริญ THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

81


ไฟ ชมเชยไฟ เป็นผูส้ รรเสริญลม ชมเชย แต่ไม่วา่ ท้าวพกาพรหมจะพยายาม ลม เป็นผูส้ รรเสริญสัตว์ ชมเชยสัตว์ เป็น หายตัวไปอยูท่ ไี่ หน อย่างไร พระพุทธเจ้า ผู้สรรเสริญเทวดา ชมเชยเทวดา เป็นผู้ ก็ทรงเห็นตลอดว่าท้าวพกาพรหมอยูท่ ใี่ ด สรรเสริญพรหม ชมเชยพรหม สมณะ พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงฤทธิ์บ้าง และพราหมณ์เหล่านัน้ เมือ่ กายแตกดับ โดยพระองค์ยงั คงประทับอยูท่ เี่ ดิม และ แล้วก็จะได้ไปอุบัติในพรหมโลก ทรงแสดงพระสัทธรรมด้วยพระสุรเสียง ดูกรสมณะ เพราะเหตุนั้น ท่านจง ไพเราะเสนาะใส แก่บรรดาพระพรหม ท�ำตามค�ำที่พกาพรหมบอกแก่ท่าน แต่ไม่มีพระพรหมองค์ใดสามารถมอง เท่านั้น ท่านจงอย่าฝ่าฝืนค�ำของพกา เห็นพระองค์ได้ พรหมเลย” พระพุทธเจ้าทรงแสดงกุศลกรรมของ พระพุทธเจ้าทรงทราบว่ามารเข้าสิงสู่ ท้าวพกาพรหมว่า ในพรหม จึงมีพุทธด�ำรัสโต้ตอบมารว่า “ดูก่อนพรหมผู้เจริญ เรานี้รู้อดีต “นี่แน่ะมาร ท่านอย่าเข้าใจว่าเรา ของท่าน ไม่รู้จักท่าน เรานี้รู้จักท่าน และไม่อยู่ ก่อนนีใ้ นกัปหนึง่ ท่านเกิดเป็นดาบส ในอ�ำนาจของท่านดังเช่นพรหมที่ท่าน อยูใ่ นทะเลทรายทีก่ นั ดาร ได้เนรมิตน�ำ้ ครอบง�ำอยู่” ให้พ่อค้าเกวียน ๕๐๐ เล่ม ที่หลงทาง มารฟังค�ำของพระพุทธองค์แล้วจึง นี้เป็นกุศลของท่าน หนีไป ก่อนนี้ ท่านเป็นดาบสอาศัยอยู่ ส่วนท้าวพกาพรหมนัน้ ยังมีมจิ ฉาทิฏฐิ ที่ชายป่า มีโจรลงมาจากเขา มาปล้น อยู่ จึงได้เจรจาอวดอ้างฤทธานุภาพของ ชาวบ้านแล้วจับเอาคนจ�ำนวนมากขึ้น ตนว่ามีเหนือผูใ้ ด และท้าทายพระพุทธเจ้า ไปบนเขา ท่านแปลงกายเป็นพระราชา ว่าจะหายตัวไปไม่ให้พระพุทธเจ้ามองเห็น พร้อมกองทหาร ขับไล่โจรไป แล้วช่วย

82

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


ชีวิตชาวบ้านไว้ได้ นี่เป็นกุศลของท่าน “กัปและนิรพุทะ” เป็นหน่วยนับความ ยาวนาน ของเวลาที่ยาวนานมาก ก่อนนี้ ท่านเป็นดาบสอยู่ริมฝั่งน�้ำ ชาวเรือทิง้ เศษอาหารลงไปในน�ำ้ ท�ำให้ ๑ นิระพุทะ มีความยาวเป็นปีเท่ากับ พญานาคโกรธ ขึ้นมาจะท�ำลายเรือ ๑ ตามด้วย ๐ อีก ๖๓ ตัว ท่านแปลงเป็นครุฑขับไล่พญานาคไป ๑ อสงไขยปี มีความยาวเป็นปีเท่ากับ นี้เป็นกุศลของท่าน ๑ ตามด้วย ๐ อีก ๑๔๐ ตัว ดูก่อนพรหมผู้เจริญ เรารู้บุญกรรม ส่วนกัปยาวนานกว่านั้นอีกมาก คือ ของท่านดุจนอนฝันแล้วตื่นขึ้น” อุปมาเหมือนมีก�ำแพงกว้างยาวและสูง พระพุทธเจ้าทรงแสดงความไม่เทีย่ ง ด้านละ ๑ โยชน์ ใส่เมล็ดพันธุ์ผักกาด ต่อไปว่า ให้เต็ม ทุก ๑๐๐ ปี จึงหยิบเมล็ดพันธุ์ ผักกาดออกเมล็ดหนึ่ง เวลาที่ใช้หยิบ “ดูก่อน พกาพรหม เมล็ดพันธุ์ผักกาดออกจนหมดยังสั้น ความจริงอายุของท่านนีไ้ ม่มากเลย กว่ากัปหนึ่ง ท่านอย่าส�ำคัญว่าอายุของท่านมาก อายุของท่านนัน้ เหลือเพียง ๑๐๐,๐๐๐ นิรพุทะเท่านั้น” พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่บรรดา *ขอขอบคุณ​เนื้อหา​ตำ�นาน​พุทธชัย​มงคล​ พรหมทั้งหลาย ในที่สุดท้าวพกาพรหม คาถา จาก​เว็บ “นายอังคาร” และพรหมบริษัท ต่างก็อัศจรรย์ใจใน พุทธานุภาพ ยอมรับฟังธรรม และกลับ มาเป็นพระพรหมสัมมาทิฏฐิ และพรหม ๑๐,๐๐๐ องค์ก็ได้บรรลุธรรม ๛ THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

83


บท​อวย​ชัย เอตาป พุทธะ​ชะ​ยะ​มังคะละ อัฏฐะ​คาถา ​โย วาจะ​โน ทินะทิเน สะระเต มะตัน​ที ​หิต​วานะ เนกะวิวิธานิ จุ​ปททะวานิ โมก​ขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะ​โร สะ​ปญโญ ฯ นรชนใดผู​มี​ปญญา​ไมเกียจ​คราน สวด​ก็ดี ระลึกถ​ ึง​ก็ดี ซึ่ง​พระคาถา​ทั้ง ๘ บท นี้​ทุกวัน นรชน นั้นจะ​พึง​ละเสีย​ได​ซึ่ง อุปทวันตรายทั้งหลาย มี​ประการ​ตางๆ เปนอเนก และ​ถึง​ซึ่งวิโมกข อันเปน​บรม​สุข​แล

​Blessing chapter Eta pi Buddha jayamanํgala atฺtฺhagatha, Yo vacano dinadine sarate matandi, Hitvananekavividhani cu puddavani, Mokkhamํ sukhamํ adhigameyya narosapañño. He who, day after day without lethargy, recites and recollects these eight hymns of the Exalted One’s glorious triumphs that wise man, having overcome many and diverse obstacles, shall attain the bliss of Deliverance.

“พาหุง ชัย​ชนะ​แหง​พุทธะ” ฉบับออนไลน์จะจบลงที่ “บท​อวย​ชัย” แต่ฉบับพิมพ์เป็นธรรมทานครั้งนี้ ผมได้เพิ่ม บทสวด “ชัย​ปริตร (มหากาฯ)” พร้อมคำ�แปล (เฉพาะภาษาไทย) เพื่อให้มีความบริบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอ​ใหทุ​กทาน​เจริญ​ ใน​ธรรมครับ : จิด-ตระ-ธานี (พ่อไก่อู)

84

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


ชัยปริตร (มหากาาฯ) มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรต�วา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ ชะยันโต โพธิยา มูเล สัก�ยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ต�วัง วิชะโย โหหิิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ ฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พ�รัห�มะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัต�วานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ ฯ ภะวะตุ สัพพะ มังคะลัง รักขันตุ สัพพะ เทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ภะวะตุ สัพพะ มังคะลัง รักขันตุ สัพพะ เทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ภะวะตุ สัพพะ มังคะลัง รักขันตุ สัพพะ เทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ *พ�รัห�มะ อ่านว่า พรัมมะ THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

85


คำ�แปลบท ชัยปริตร (มหากาาฯ) สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผูเ้ ป็นทีพ่ งึ่ แห่งปวงสัตว์ ประกอบแล้วด้วย มหากรุณา ยังบารมีทั้งหลายทั้งปวงให้เต็ม เพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ถึงแล้วซึง่ การตรัสรูอ้ นั อุดม ด้วยการกล่าวคำ�สัตย์นี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ทา่ นทุกเมือ่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงผจญมาร ณ โคนโพธิพฤกษ์ ถึงความเป็นผู้เลิศแล้ว ทรงบันเทิงอยู่ในอภิเษกแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ให้เจริญความยินดีแก่พวก ศากยราชว่า พระองค์ชนะมาร ณ อปราชิตบัลลังก์ อันเป็นชัยมงคลเหนือใบบัว คือ ปฐพีอันเป็นประทานฉันใด ขอท่านเป็นผู้ชนะฉันนั้น ฯ สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด เวลานั้นชื่อว่า ฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี และขณะดี บูชาดีแล้วในพรหมจารี บุคคลทั้งหลาย กายกรรมเป็นประทักษิณ วจีกรรมเป็นประทักษิณ มโนกรรมเป็นประทักษิณ ความปรารถนาของท่านเป็น ประทักษิณ สัตว์ทงั้ หลายกระทำ�กรรมอันเป็นประทักษิณแล้ว ย่อมได้ประโยชน์ทงั้ หลาย อันเป็นประทักษิณ ขอสรรพมงคลจงมีแก่ทา่ น ขอเหล่าเทวดาทัง้ ปวงจงรักษาท่าน ด้วยอานุภาพ แห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ท่านทุกเมื่อ ขอสรรพมงคลจงมีแก่ทา่ น ขอเหล่าเทวดาทัง้ ปวงจงรักษาท่าน ด้วยอานุภาพ แห่งพระธรรมทั้งปวง ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ท่านทุกเมื่อ ขอสรรพมงคลจงมีแก่ทา่ น ขอเหล่าเทวดาทัง้ ปวงจงรักษาท่าน ด้วยอานุภาพ แห่งพระสงฆ์ทั้งปวง ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ท่านทุกเมื่อ ๛

86

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


ส มุ ด ภ า พ เ ล่ ม นี้ จัดพิมพ์ด้วยเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา เพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน กรุณาใช้หนังสือเล่มนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตัวท่าน หรือบริจาคต่อ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นสืบไป ให้สมดังเจตนารมณ์ของผู้บริจาคทุกๆ ท่านด้วยเทอญ

พาหุง ชัยชนะแห่งพุทธะ จิด-ตระ-ธานี

พิมพ์ครั้งที่ ๑ : กรกฎาคม ๒๕๕๕ (พุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปี ทรงตรัสรู้ธรรม) จ�ำนวน ๑๐,๖๕๐ เล่ม ภาพประกอบ/ลิขสิทธิ์ภาพวาด : จิด-ตระ-ธานี (ธานี ชินชูศักดิ์) บทสวดพาหุงฯ อังกฤษ : ดร. สุจิตรา อ่อนค้อม ออกแบบรูปเล่ม/พิสูจน์อักษร : พ่อไก่อู จัดพิมพ์โดย : กองบุญสื่อธรรมะดี จิด-ตระ-ธานี www.jitdrathanee.com/dhamma พิ ม พ์ ที่ : บริ ษั ท ไอดี . ปริ้ น ท์ จ� ำ กั ด โทร. ๐ ๒๙๔๓ ๖๙๗๖ ข้อมูลทางบรรณานุกรมของส�ำนักหอสมุดแห่งชาติ

จิด-ตระ-ธานี . พาหุง ชัยชนะแห่งพุทธะ.- - กรุงเทพฯ : ไอดี.ปริ้นท์ , ๒๕๕๕. ๘๘ หน้า. ๑. บทสวดมนต์. I. ชื่อเรื่อง. 294.313 ISBN 978-616-7707-83-9 THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA

ชั ย ช น ะ แ​ ห ง​พุ ท ธ ะ

87


มองแต่ “แง่ดี” เถิด

พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อินฺทปญฺโญ)

88

เขามีส่วน จงเลือกเอา เป็นประโยชน์ ส่วนที่ชั่ว

เลวบ้าง ส่วนดี แก่โลกบ้าง อย่าไปรู้

ช่างหัวเขา เขามีอยู่ ยังน่าดู ของเขาเลย ฯ

จะหาคน อย่ามัวเที่ยว เหมือนเที่ยวหา ฝึกให้เคย

มีดี เสาะหา หนวดเต่า มองแต่ดี

โดยส่วนเดียว สหายเอ๋ย ตายเปล่าเอย มีคุณจริง ฯ

ไม่นานนัก จนกระทั่ง เมื่อพ้นดี นับเป็นสิ่ง

จักมี ถึงมี จะถึงที่ ควรฝึกแน่

ดีประดัง ดีอย่างยิ่ง นิพพานจริง “มองแต่ดี” ฯ

ชั ย ช น ะ ​แ ห ง​พุ ท ธ ะ

THE

VICTORY

OF

LORD

BUDDHA


จัดพิมพ์เพื่อเป็นธรรมทานแด่ผู้ใฝ่ธรรม และเผยแผ่พระพุทธศาสนา


อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ ผู้มีตนที่ฝึกดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งซึ่งหาได้ยาก

Bahum : The Victory of Lord Buddha (Final)  

My 1st publishing book. 'BAHUM' the Victory of Lord Buddha: Thai buddhist prayer book.

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you