Issuu on Google+


“จริยธรรม” กับ “จรรยาบรรณ” อ่านผ่านๆ อาจจะมีความหมายคล้ายๆ กัน จริยธรรม หมายถึง การแยกสิ่งถูกจากผิด ดีจากเลว มาจากคำา 2 คำาคือ จริย กับ ธรรม ส่วน จรรยาบรรณ หมายถึง ประมวล ความประพฤติ ที่ผู้ประกอบอาชีพการงาน แต่ละอาชีพกำาหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียง และฐานะของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ ทำาไมกล่าวถึงสิง่ นี้ สำาหรับนักสิง่ แวดล้อม ควรจะมีทง้ั สองคำานีท้ อ่ งไว้ให้ขน้ึ ใจ นอกจากจะมี จรรยาบรรณ ในวิชาชีพสิ่งแวดล้อม ต้องมีจริยธรรม ในการที่จะแยกได้ว่าสิ่งใดที่กระทำาแล้วทำาให้มีผลต่อสิ่งแวดล้อมที่ดี ก็ควรจะช่วยกันคนละนิดคนละหน่อย หรือมากกว่าก็ได้ แต่อย่าเห็นเพียงเพื่อผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ แล้วละเลยต่อสิ่งแวดล้อม เราทำาวันนี้ไม่ใช่จะเพื่อแค่วันนี้แต่เพื่ออนาคตเพื่อลูกเพื่อหลานในอนาคตที่จะ เติบโตขึ้นมาแทนที่เรา มีอากาศ มีน้ำา มีสิ่งแวดล้อมที่ดีที่จะยังเหลืออยู่ต่อไป ช่วงหลังๆ มา วารสาร ETC Journal online จะค่อนข้างล่าช้ามาก ถึงมากที่สุด จะว่าไปนี้เข้าเดือน มิถุนายนแล้ว แต่เล่มประจำาเดือนพฤษภาคม ยังไม่ปิดต้นฉบับเลย คอลัมนิสต์ของเราหลายๆ คนก็มีภารกิจ บางก็มีภารกิจที่บริษัทอื่น (ลาออก) บางก็มีภารกิจของงานประจำาที่เข้ามา ต้องทดแทนงานของคอลัมนิสต์ ที่ไปมีภารกิจกับบริษัทอื่น กว่าจะเค้นหาเนื้อหาบทความมาได้ก็ต้องว่างจริงๆ แต่เราจะยังคงอยู่คู่กับ www.etc1992.co.th ต่อไป ยังจำาบทเกริ่นนำาของเจ้าของคอลัมน์เหรียญอีกด้านฯ อันลือลั่นในตำานานได้ว่า “กว่าจะสร้างอารมณ์ ของการขีดเขียนแต่ละอย่างออกมาได้ก็เล่นหาบรรยากาศนานเหลือเกิน จน บ.ก. ตามต้นฉบับหลายครั้ง ก็ยังคิดไม่ออก” นี้ก็เริ่มที่จะเป็นเหมือนๆ กัน แต่เอาหละไหนๆ ก็เริ่มแล้ว ก็ต้องไปให้ถึงจุดหมายให้ได้ นักกีฬากว่าจะถึงเส้นชัย หากไม่หมดกำาลัง ต้องถึงแน่นอน ฝากทิ้งท้ายไว้เช่นเคย “การยอมแพ้ไม่ได้หมายความว่าคุณอ่อนแอเสมอไป บางครั้งมันหมายความว่าคุณเข้มแข็ง ที่จะปล่อยให้บางอย่างผ่านไป” นายแว่นดำา


สารบัญ กรรมการผู้จัดการ : สนทยา ทับขันต์ บรรณาธิการอำ�นวยการ : พิสิฐษ์ นิลเขตร บรรณาธิการที่ปรึกษา : กิตติพล ศรีสมชัย บรรณาธิการ : อภิสิทธิ์ เนตรวงศ์ หัวหน้ากองบรรณาธิการ : วฤษสพร โอภาพงพันธ์ กองบรรณาธิการ : สุรเดช สวงโท, ศิริรัตน์ สุริยะ, จันทสิงห์ ดวงบ้านเซ่า, กุลปรียา พักพิง, พัชรี จันทรเศรษฐเลิศ, สุกัลญา จันทะบุตร, สาวิตรี อยู่จำ�เนียร, ธนพัฒน์ แขสวัสดิ์, ภิญโญ โอภาพงพันธ์, นันทิยา แป้นถึง, นนธวัฒน์ นุตพันธ์, ภูวดิษฐ์ ทองคำ�, สรชา ชูศรีเมฆ, จันทร์พิมพ์ มุงขุนทด, สุภาพร โคตแดง, ชุติวัติ ศรีวิชัย ศิลปกรรมและพิสูจน์อักษร : จรรย์สรณ์ บัวภา ถ่ายภาพ : สรพล วรินทราวาท, จักร์กริศน์ ปรีชารัตน์ บริษัท อีสเทิร์นไทยคอนซัลติ้ง 1992 จำ�กัด (Eastern Thai Consulting 1992 Co.,Ltd.) สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ศรีราชา เลขที่ 683 หมู่ 11 ถ.สุขาภิบาล 8 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 20230 โทรศัพท์ : 038-481197, 038-763031-2 โทรสาร : 038-482795

HOT ISSUE : Eco Town แบบญี่ปุ่น หน้า 4 - 7

คอลัมน์ประจำ�ฉบับ : ออกกำ�ลังกาย กับ กระบวนการบำ�บัดน้ำ�เสีย หน้า 8 - 11

จานร้อนเสริฟ์ด่วน : จะไปทางนี้ “Opensource way” หน้า 12 - 15

สัพเพเหระ : ฮวงจุ้ยการจัดที่นั่งบริวาร (พนักงาน) หน้า 16 - 19

เอนใจ...ใต้ร่มธรรม(ชาติ) : อิทัปปัจจยตา / ปฏิจสมุปปบาท หน้า 20 - 23


4

Hot issue by Varissaporn


Hot issue by Varissaporn ETC Hot Issue ฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ชวลิต รัตนธรรมสกุล ผู้อำ�นวยการหน่วยปฏิบัติการวิจัยบำ�บัดของเสียและการนำ�กลับมาใช้ใหม่ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ส่งบทความที่ท่านเขียนลงคอลัมน์ 0 Waste Idea วารสาร Energy saving ฉบับ April 2012 เกี่ยวกับแนวคิด เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ หรือ Eco Town แบบญี่ปุ่น มาให้ดิฉัน (เหมือนฟ้ามาโปรดค่ะ บ.ก.) ________________ เนื่องจากปัญหาด้านมลพิษทางสิ่งแวดล้อมอันสืบเนื่อง มาจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการก้าวกระโดดสู่สังคม อุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วของสังคมไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น ทำ�ให้สังคมไทยจำ�เป็นต้องทบทวนแผนการพัฒนาอุตสาหกรรม ของภาครัฐ เพื่อการก้าวสู่สังคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการเกิดของเสียและมลพิษให้น้อยที่สุด ทัง้ นีแ้ นวคิดของ การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสีเขียว หรือ อุตสาหกรรมเชิงนิเวศแบบ Eco Town น่าจะเป็นคำ�ตอบ ที่ดีที่สุดคำ�ตอบหนึ่งของสังคมไทย เนื่องจากมีตัวอย่างของต่างประเทศที่ประสบความสำ�เร็จของการปฏิบัติได้จริง และเป็นการ ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน รวมทั้งเป็นการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีของชุมชนกลับคืนมาและช่วย ลดผลกระทบในระยะยาวจากการเกิดภัยธรรมชาติ ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรที่นับวันก็มีแต่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

5


6

Hot issue by Varissaporn ทั้งนี้ ผู้เขียนอยากนำ�ประสบการณ์มาแบ่งปัน เล่าให้ฟงั สืบเนือ่ งจากการทีเ่ คยได้รบั การพิจารณาคัดเลือก จากองค์กร APD (Asian Productivity Organization) ให้เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปอบรมดูงานด้าน 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) และ Eco Town ที่ ประเทศญี่ปุ่น ซึง่ เป็นผูน้ �ำ ทางด้านการพัฒนาเมืองแบบ ECO Town ที่ประสบความสำ�เร็จมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ในปัจจุบนั นีท้ างประเทศญีป่ นุ่ มีเมืองอุตสาหกรรม สีเขียวหรือเมืองเชิงนิเวศแบบ Eco Town ที่เกิดขึ้นจริง แล้วไม่น้อยกว่า 26 แห่ง เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบาย 3R ให้เป็นนโยบายระดับชาติอย่างจริงจังและต้องการก้าวสู่ สังคมแบบ Zero waste รวมทัง้ การสร้างความสมดุลของ 3Es (Economy, Energy & Environment) เนื่องจาก ทางรัฐบาลญี่ปุ่น ตระหนักถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ ก้าวกระโดดมากเกินไปและขาดการวางแผนทีด่ ี ทำ�ให้เกิด ปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา การบริโภคพลังงานที่มากเกิน พอดีก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อนและภัยธรรมชาติ ดังนั้น การจัดการสมดุลของ 3Es ทีม่ ปี ระสิทธิภาพก็จะเป็นกุญแจ สู่กลไกการพัฒนาแบบยั่งยืน

แนวคิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศหรือ Eco Town แบบญี่ปุ่น สืบเนื่องมาจากการประกาศใช้กฏหมาย The Law for the Production of Effective Utilization of Recycled Resources ของญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ.1991 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงนโยบาย 3Rs ให้สามารถเพิ่มอัตราการ รีไซเคิลของเสียเพื่อนำ�วัสดุกลับมาใช้ใหม่ให้ได้มากถึง 40% ภายในระยะเวลาปี ค.ศ.2010 รวมทั้งจากการจัดประชุม Kyoto Protocol commitments ในปี ค.ศ.1997 ที่ประเทศญี่ปุ่นและการเข้าร่วมประชุม The Johannesburg Earth Summit ปี ค.ศ.2002 ทีป่ ระเทศแอฟริการใต้ ทำ�ให้ประเทศญีป่ นุ่ ได้ตระหนักถึงบทบาทการบริโภคและการผลิตแบบยัง่ ยืน เพือ่ ลดการเกิด ของเสียและมลพิษสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดปัญหาโลกร้อน สำ�หรับนโยบายการพัฒนา เมืองอุตสหกรรมแบบ Eco Town นั้นญี่ปุ่นได้แนวคิดมาจากข้อเสนอริเริ่มขององค์กร UNEP ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่าง ยั่งยืนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์ของการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมแบบ Eco Town ดังต่อไปนี้ 1. การส่งเสริมแนวทางหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาให้ใหม่ (Recycling) 2. การจัดการของเสียแบบผสมผสาน (Integrated waste management) 3. การรักษานิเวศสิง่ แวดล้อม แบบยั่งยืน โดยมุ่งเป้า สูงสุดที่ Zero waste และ Zero emission


Hot issue by Varissaporn ดังนัน้ นโยบายการสร้างเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ แบบ Eco Town นั้นมีการกำ�หนดเป้าหมายของนโยบาย การส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่เพื่อใช้ ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (Effective recycling) และเป็นการลดปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นให้น้อยที่สุด (Zero emission) รวมทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อมเพื่อให้สามารถนำ�วัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ได้เกือบ ทั้งหมด (Design for Environment) เพื่อเป็นการลดการ กำ�จัดของเสียโดยวิธีการฝังกลบให้มีปริมาณน้อยที่สุด ประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มดำ�เนินการสร้างเมือง Eco Town จำ�นวน 4 แห่งในปี ค.ศ.1997 ได้แก่ เมืองอีดะ เมืองคิตาคิวชู เมืองคาวาซากิ และเมืองกิฟุ และในปัจจุบนั ญี่ปุ่นมีจำ�นวนของเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศแบบ Eco Town แล้วไม่น้อยกว่า 26 แห่ง สำ�หรับส่วนประกอบ โดยภาพรวมของเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศแบบ Eco Town ในประเทศญีป่ นุ่ มีการจัดตัง้ ศูนย์กลางหรือโรงงาน คัดแยกรีไซเคิลขยะมูลฝอยแบบครบวงจรสำ�หรับของเสีย หลายประเภทด้วยกัน เช่น โรงงานรีไซเคิลอุปกรณ์ เครือ่ งใช้ ไฟฟ้า โรงงานรีไซเคิลหลอดไฟ โรงงานรีไซเคิล โลหะ แก้ว พลาสติก โรงงาน รีไซเคิลขยะอินทรีย์ รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ พัฒนางานวิจัยด้านการจัดการของเสียและการออกแบบ ผลิตภัณฑ์แบบเป็นมิตรต่อสิง่ แวดล้อม ศูนย์ขอ้ มูลเทคโนโลยี ข่าวสาร และศูนย์พัฒนาธุรกิจของขยะรีไซเคิล จากข้อมูล งบการลงทุนสำ�หรับ Eco Town ของเมืองคิตาคิวชูที่เป็น หนึ่งในโครงการนำ�ร่องนั้นได้ใช้งบประมาณของการลงทุน ประมาณ 43,000 ล้านเยน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทาง รัฐบาล

ดังนั้น โอกาสที่ดีที่สังคมไทยสามารถนำ�ตัวอย่าง ของโครงการเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศแบบ Eco Town ที่ประสบความสำ�เร็จแล้วของญี่ปุ่นมาปรับใช้ให้เหมาะกับ ประเทศไทย เพื่อเป็นการมุ่งสู่เส้นทางของการลดของเสีย และการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรแบบยั่งยืนในการ เตรียมความพร้อมสู่สังคมแบบ Low waste หรือ Zero waste ในอนาคตต่อไป ________________ ไม่ยาก ... แต่ไม่งา่ ยเลยนะคะ ในวันทีใ่ ครๆ ก็อยาก จะทำ� Eco Town ดิฉนั ก็ขอเป็นกำ�ลังใจให้องค์กรทีต่ ง้ั ใจจริง ทีต่ ระหนักถึงความบอบช้�ำ ทีอ่ ตุ สาหกรรมนำ�มาสูส่ ง่ิ แวดล้อม แล้วอยากจะตอบแทนแผ่นดินด้วยการแสดงออกถึงความ รับผิดชอบในสิ่งแวดล้อม ให้ท่านทำ�ได้สำ�เร็จนะคะ แต่ถ้า ทำ�เพียงแค่หวังจะได้ใบประกาศเกียรติคุณ ก็ขอให้อย่าทำ� จะดีกว่ามั๊ย .. หันไปสร้างภาพเรื่องอื่นจะเหนื่อยน้อยกว่า มากค่ะ 555 ฉบับบนี้ลาไปก่อนพบกันฉบับหน้า สวัสดีค่ะ

ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก

1. รศ.ดร.ชวลิต รัตนธรรมสกุล ผู้อำ�นวยการหน่วยปฏิบัติการวิจัยบำ�บัดของเสียและ การนำ�กลับมาใช้ใหม่ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะ วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2. บทความ 0 Waste Idea วารสาร Energy saving ฉบับ April 2012

7


8 คอลัมน์ประจำ�ฉบับ

สำ�หรับนักสิง่ แวดล้อมแล้ว เนือ้ หาทีต่ อ้ งผ่านกัน ในช่วงเรียนหรือทำ�งานก็ตอ้ งมีเรือ่ งของกระบวนการบำ�บัด น้ำ�เสีย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าในระบบบำ�บัดน้ำ�เสียนั้นจะมี 4 แบบคือ กระบวนการทางกายภาพ กระบวนการทางเคมี กระบวนการทางชีวภาพ และกระบวนการกายภาพ-เคมี โดยที่เน้นๆ ทั่วไปแล้วที่คุ้นเคยก็มีเป็น กระบวนการทาง ชีวภาพ เพราะถือที่ได้ว่าเป็นหัวใจหลักของกระบวนการ บำ�บัด และในกระบวนการทางชีวภาพนี่เองแหละ ซึ่งหาก ถามนักวิทย์ วิศวกรของ ETC ETECH และ STC ก็สามารถ เล่าออกมาได้เป็นฉากๆ ว่าก็มีทั้ง กระบวนการใช้ออกซิเจน กับ ไม่ใช้ออกซิเจน ทีเ่ กริน่ มาทัง้ หมดก็จะพูดถึงเรือ่ งของกระบวนการ ทั้งสองนี้เอง ครั้นจะบอกว่าเป็นอย่างไร หากใครสงสัยก็กริ่ง กร๊างมาหานักวิทย์หรือวิศวกรของเราได้ แล้วยังไงละทีน่ ้ี จะ เกีย่ วกับบทความอย่างไรหละ

ก็คือว่า เมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาทาง ETC& ETECH จัดให้มีการรดน้ำ�ผู้บริหารของบริษัท จำ�คำ�กล่าว ของ คุณทนง ศรีจิตต์ ผู้บริหารสูงสุด ช่วงหนึ่งเชิงเปรียบ เทียบว่า “พนักงาน ETC&ETECH อายุยังน้อย แต่แข็งแรง น้อยกว่าผมอีก” นั่นแสดงให้เห็นว่าพนักงานยังออกกำ�ลัง กายน้อยเกินไป ส่วนใหญ่จะทำ�งานอย่างหนักจนไม่ห่วง ร่างกายตนเอง และตัวผู้เขียนเองได้ U-turn มาออกกำ�ลังกาย อีกครั้ง และได้ผ่านตาเรื่องของการออกกำ�ลังกายให้เกิด ประโยชน์ทั้งเรื่องของน้ำ�หนักและการเผาผลาญต่างๆ ซึ่งไป เอะใจว่าทำ�ไมไปตรงกับกระบวนการบำ�บัดน้ำ�เสียได้ เลยอยากเอามาให้เพื่อน พี่ น้องชาว ETC ETECH และ STC ได้อ่านกัน อาจจะมีบางท่านที่รู้แล้ว ก็ได้นะครับ อ่านอีกครั้งก็คงไม่เป็นไรนะ ตามไปเลยครับ


คอลัมน์ประจำ�ฉบับ 9

กระบวนการบำ�บัดน้ำ�เสียทางชีวภาพ ขออนุญาตทบทวนความรู้เดิมสักหน่อย กระบวนการบำ�บัดน้ำ�เสียทางชีวภาพ เป็นวิธีการบำ�บัดน้ำ�เสียโดยใช้จุลินทรีย์ ในการกำ�จัดสิ่งเจือปนในน้ำ�เสีย โดยเฉพาะ สารคาร์บอนอินทรีย์ ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส โดยความสกปรกเหล่านี้ จะถูกใช้ เป็นอาหาร และเป็นแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์ ในถังเลี้ยงเชื้อเพื่อการเจริญเติบโต ทำ�ให้น้ำ�เสียมีค่าความสกปรกลดลง โดย จุลินทรีย์เหล่านี้อาจเป็นแบบ ใช้ออกซิเจน (Aerobic Organisms) หรือ ไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Organisms) จะเห็นว่า จุลินทรีย์นั้นจะมีการใช้ออกซิเจน 2 แบบดังนี้ 1. กระบวนการแบบใช้ออกซิเจน หมายถึง วิธีการบำ�บัดน้ำ�เสียที่ต้องมีการเติมออกซิเจนลงไปในน้ำ�เสีย เพื่อให้จุลินทรีย์ได้ใช้ออกซิเจนในการทำ�ปฏิกิริยาชีวเคมี เกิดการย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำ�เสีย จนได้ผลผลิตสุดท้ายคือก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ� เซลล์ของจุลินทรีย์ ตามสมการ

2. กระบวนการแบบไม่ใช้ออกซิเจน หมายถึง วิธีการบำ�บัดน้ำ�เสียที่ไม่ต้องเติมออกซิเจนลงไปในน้ำ�เสีย หรือ อาจจะเรียกว่ากระบวนการไร้อากาศ หรือถังหมัก สารอินทรีย์ในน้ำ�เสียจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้ออกซิเจน จนได้ก๊าซ มีเทน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตามสมการ


10 คอลัมน์ประจำ�ฉบับ แล้วจะเกี่ยวยังไงกับการออกกำ�ลังกาย คราวนี้ก็ ลองไปดูการออกกำ�ลังกายว่าเป็นอย่างไร

1. Aerobic exercise ชื่อก็บอกนิยามอยู่ แล้วว่าคือการออกกำ�ลังกายที่กล้ามเนื้ออาศัยแหล่งพลังงาน จากระบบ aerobic system โดยมี ขั้นตอน เป็นรายละเอียดดังนี้ >> วอร์มอัพ (warm up) ร่างกายจนได้ที >> จะต้องออกกำ�ลังกายทีร่ ะดับความหนักหน่วง ทีท่ �ำ ให้หวั ใจเต้นอยูร่ ะหว่าง 60-85% ของ MHR (Maximun Heart Rate) โดยทั่วไปในคนสูงอายุ แนะนำ�ให้อยู่ในช่วง ประมาณ 60% ของ MHR ก็พอแล้ว >> ออกกำ�ลังกายเป็นเวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 20 นาที เน้นว่าต่อเนือ่ งโดยเริม่ นับหลังจาก warm up สิน้ สุดลง >> ออกกำ�ลังกายในลักษณะข้างต้นนี้อย่างน้อย สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

ผลประโยชน์ ของการออกกำ�ลังแบบ Aerobic exercise ได้ผลตอบแทนมากมายได้แก่ >> ส่งเสริมสมรรถภาพของระบบหัวใจและไหล เวียน จะพบว่าหลังจากได้ออกกำ�ลังกายไปสักพักหนึ่ง จะ เริ่มรู้สึกเหนื่อยช้าลงกว่าเดิม รวมไปถึงอัตราชีพจรในระยะ พักลดลงจากเดิม เป็นการเพิ่มกำ�ลังสำ�รองของหัวใจ

ก็เช่นกันแบ่งออกมี 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

การออกกำ�ลังกาย

>> ระบบหายใจ หายใจได้มีประสิทธิภาพดีขึ้น สามารถหายใจได้ลกึ ขึน้ ไม่ตอ้ งหายใจหอบและถีเ่ หมือนเก่า >> ระบบต่อมไร้ทอ่ และ ระบบประสาทอัตโนมัติ ทำ�งานได้อย่างสมดุลย์ ทำ�ให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถ ควบคุมระดับน้ำ�ตาลในเลือดได้ดีขึ้น >> ทำ�ให้รา่ งกายเกิดความทนทานต่อความเครียด ทั้งทางกายและทางใจ >> มีผลต่อเนือ่ งไปถึงสุขภาพ ช่วยเผาผลาญไขมัน ส่วนเกิน ช่วยควบคุมน้ำ�หนักตัว และจากการศึกษายังพบ อีกว่าผู้ที่ออกกำ�ลังกายแบบ aerobic เป็นประจำ� จะลด อุบตั กิ ารณ์ของโรคหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน โรคความ ดันโลหิตสูง โรคไขมันในโลหิตสูง ไข้หวัด โรคติดเชือ้ ภูมแิ พ้ โรคมะเร็ง โรคซึมเศร้า โรคเครียด โรคจิต โรคประสาท ฯลฯ

2. Anaerobic Exercise ชื่อก็บอกนิยาม อยู่แล้วว่าคือ การออกกำ�ลังกายที่กล้ามเนื้ออาศัยแหล่ง พลังงานจากระบบ anaerobic system แต่อัตราการเต้น ของหัวใจอาจจะสูงหรือไม่สูงกว่า 85% ของ MHR ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับความหนักหน่วงและการต่อเนื่องของความหนัก หน่วงนั้นๆ ชนิดของการออกกำ�ลังกายแบบนี้ที่ฮิตกันก็ได้ แก่ weight training สิ่งที่ได้ จากการออกกำ�ลังกายประเภทนี้ คือ >> ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ รวมไปถึง สามารถเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดของกล้ามเนื้อ แรงการหด ตัว ความสามารถในการกำ�จัดและขับไล่ของเสีย ทำ�ให้ กล้ามเนื้อมีความทนทานมากขึ้น


คอลัมน์ประจำ�ฉบับ 11 ข้อเสีย ของการออกกำ�ลังกายแบบ Anaerobic Exercise โดยเฉพาะการหักโหม ให้เข้าไปอยู่ในพิกัดขีดแดงหรือมากกว่า 92% ของ MHR เป็นระยะเวลานานๆ >> อาจจะทำ�ให้เกิดภาวะที่เรียกว่า OverTrain ได้อาการรวมๆ ของภาวะนี้ ได้แก่ รู้สึกเหนื่อย ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ กระหายน้ำ�ทั้งวัน นอนไม่หลับ กระสับ กระส่าย ภูมิคุ้มกันลดลง เป็นหวัดได้ง่าย โรคภูมิแพ้กำ�เริบ และสำ�หรับคนที่ฝึกด้วย heart rate monitor เป็นประจำ� จะบอกอาการได้เลย คือจะรู้สึกว่าเหนื่อยขึ้น ทั้งๆ ที่อัตราการเต้นของหัวใจไม่เพิ่มขึ้น หรือ เพิ่มขึ้นน้อยกว่าระดับความหนักหน่วงของการออกกำ�ลังกาย (ประสิทธิภาพหรือสมรรถนะของระบบหัวใจและ ไหลเวียนลดลง) ถ้ารู้ตัวว่ามีอาการเช่นนี้ ก็หยุดแล้วไปอาบน้ำ�พักผ่อนดีกว่าครับ หมายเหตุ MHR (Maximun Heart Rate) = อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด วิธีการหาอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด ได้จากการคำ�นวณอย่างคร่าวๆ คือ Maximum heart rate (MHR) = 220 - อายุเป็นปี (ในผู้ชาย) หรือ = 226 - อายุเป็นปี (ในผู้หญิง) เช่น ผู้ชายอายุ 39 ปี ควรจะมี MHR = 220 - 39 = 181 ครั้งต่อนาที ( beats per minute ,bpm ) จะเห็นว่าแม้การออกกำ�ลังกายยังต้องมีแบบใช้ ออกซิเจนกับไม่ใช้ออกซิเจนเลย ซึง่ จะมีลกั ษณะคล้ายๆ กัน คือ จุลนิ ทรียก์ ม็ ที ง้ั ต้องการใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจน ไปช่วยในย่อยสลายสารต่างๆ ทีม่ อี ยูใ่ นน้�ำ การออกกำ�ลังกาย กล้ามเนื้อก็เช่นกัน เราออกกำ�ลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อได้แข็ง แรง เทียบได้กับจุลินทรีย์ มีคนถาม องค์ทะไลลามะ ผู้นำ�จิต วิญญาญสูงสุดของชาวทิเบตว่า “ท่านแปลก ใจอะไรมากที่สุดในชีวิต” คำ�ตอบคือ “มนุษย์ เพราะ เขาสละสุขภาพเพื่อหาเงินแล้วก็สละเงิน เพื่อให้สุขภาพฟื้นกลับมา เขาห่วงอนาคตมาก จนไม่มีความสุขกับปัจจุบัน ผลก็คือเขาไม่อยู่ ทั้งปัจจุบันและอนาคต เขาอยู่เหมือนจะไม่มี วันตาย และท้ายสุดเขาก็ตายไปโดยไม่มีชีวิต อยู่จริงๆ” (คอลัมน์ ลมเปลี่ยนทิศหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ “อริยสัจ TODAY”)

อยากเห็นเพือ่ นพนักงานใส่ใจตนเองห่วงสุขภาพ กับร่างกายให้รา่ งกายได้มกี ารพักผ่อนบ้าง มาออกกำ�ลังกาย กันเถอะ

แหล่งข้อมูล : http://www.bikeloves.com/trick/trick06.shtml


12 จานร้อนเสิร์ฟด่วน

เมื่อวันที่ 18-19 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสร่วม งานมหกรรมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแห่ง ประเทศไทยครั้งที่ 11 (OSSFEST) ซึ่งจัดขึ้น ณ สถาบันการ จัดการปัญญาภิวฒ ั น์ ถนนแจ้งวัฒนะ นับเป็นงานระดับ ประเทศงานที่ 2 ในวงการโอเพนซอร์สที่ได้มีโอกาสไปเข้า ร่วม หลังจากเมือ่ ต้นปีได้เข้าร่วมงานวันรวมพลคนใช้จมู ล่า ในประเทศไทย (Joomla Day) จนเกิดความประทับใจกับ วงการโอเพนซอร์ส และเมื่อเห็นโฆษณาเชิญชวนร่วมงาน OSSFEST จึงไม่รอช้าที่จะลงทะเบียนเข้าร่วมทันที … และ เรื่องราวต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังจากงานในครั้งนี้ ก็ได้กลายแรง บันดาลใจที่ตอกย้ำ�ว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อเผยแพร่ความ รู้กลับสู่สังคม … มาถึงตรงนี้ ผู้อ่านหลายท่านคงจะงงว่า เรื่องการใช้ชีวิตและงานสัมมนาไอทีมันเกี่ยวกันยังไง สงสัย ไปสัมมนามาผิดงานแน่ๆ แอบไปวัดมาหรือเปล่า เพราะมัน ดูเหมือนเป็นคนละขั้วกันเลยใช่ไหมคะ … ไม่ผิดหรอกค่ะ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง ...

ต้องขอขอบคุณผูบ้ ริหารทีมงานไอทีทกุ ท่านก่อน ทั้งผู้จัดการฝ่าย ผู้จัดการแผนก และที่ปรึกษาแผนก ที่สนับสนุนให้ออกไปเปิดหูเปิดตาหลายต่อหลายครั้ง ขอบคุณมากนะคะ


จานร้อนเสิร์ฟด่วน 13 ก่อนอื่นต้องขอสารภาพว่า เพิ่งจะได้ยินคำ�ว่า “โอเพนซอร์ส” (Opensource) เมือ่ ปีกว่าๆ นีเ่ อง ก็เท่ากับ อายุงานที่ ETC นี่แหละค่ะ แถมยังแอบคิดขำ�ๆ ว่าคงจะ คล้ายกับ open zoo เพราะเห็นบริษัทอยู่อำ�เภอเดียวกัน กับสวนสัตว์เปิดเขาเขียว (คิดไปได้เนอะ) แล้วที่ได้ยิน ก็เพราะว่าจำ�เป็นต้องเปลี่ยนความคุ้นเคยจากเดิมที่ใช้ โปรแกรม Microsoft Office มาเป็นสิบๆ ปี หันมาใช้ โปรแกรม OpenOffice หนึ่งในซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ซึ่ง ไม่ค่อยจะถูกใจไม้แก่ดัดยากอย่างเราสักเท่าไหร่ ตอนนั้นคิด เพียงแค่ว่า “โปรแกรมฟรี” ก็งี้แหละ ใช้ไปเหอะ อย่าคิด อะไรมาก จนกระทั่งเมื่อทำ�งานไปได้สักพัก ก็เริ่มเจอกับ ปัญหาการจัดการข้อมูลในเว็บไซต์บริษัท จะเปลี่ยนอะไรทีก็ แทบจะรื้อเว็บกันเลยทีเดียว ก็เพราะความรู้เท่าหางอึ่ง ทำ�ดีไซน์เป็นอย่างเดียว แถมความรูด้ า้ น programming ทีม่ อี ยูก่ เ็ ท่ากับศูนย์ ตอนอยูบ่ ริษทั เดิมก็ให้ programmer ช่วยซะจนเคยตัว …

“ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเป็นซอฟต์แวร์ที่ให้มา พร้อมกับซอฟต์แวร์ต้นฉบับหรือซอร์สโค้ด ซึ่งไลเซนส์ (สิทธิ ในการอนุญาต) ของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส โดยทั่วไปจะให้อิสระในการนำ�ไปใช้ ทำ�สำ�เนา แจกจ่าย และที่สำ�คัญคือสามารถนำ�ไปปรับปรุงแก้ไขได้ โดยจะมีหรือ ไม่มีค่าใช้จ่ายก็ได้ นั่นหมายความว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ฟรี (ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย) เสมอไป สรุปก็คือ ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สต้องเปิดเผยซอร์สโค้ด ส่วนไลเซนส์ จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้พัฒนา (เจ้าของ ลิขสิทธิ์)” (จากหนังสือ “เปิดโลก OpenSource” ของ สำ�นักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) และกระทรวง ICT)

แต่แล้วเหมือนฟ้ามาโปรดเมื่อมีผู้เชี่ยวชาญด้าน ไอทีมาเป็นที่ปรึกษา MD และท่านได้แนะนำ�ให้รู้จักกับ ระบบจัดการเว็บไซต์แบบออนไลน์ที่เรียกว่า CMS (Content Management System) ซึ่งเป็น ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ที่ช่วยในการสร้างและบริหาร เว็บไซต์แบบกึง่ สำ�เร็จรูปทีม่ ใี ห้เลือกหลายตัว เช่น drupal, wordpress, joomla, PHP-nuke เป็นต้น ที่สำ�คัญเป็น โปรแกรมฟรีอีกแล้ว จนตอนแรกคิดเหมาเอาว่า “โอเพนซอร์ส คือ โปรแกรมฟรี” แต่เมื่อได้ศึกษาและอบรมเพื่อใช้งาน Joomla ซึ่ง ผ่านการคัดเลือกให้มาเป็นเว็บไซต์บริษัท จึงพบความจริงว่า ...

อันที่จริงมีการใช้และพัฒนาโอเพนซอร์สในเมือง ไทยมาเป็นสิบปีแล้ว (OMG!!! นี่เราอยู่ในกะลานานขนาด นั้นเลยหรือนี่) หลายคนอาจนึกถึงลีนุกซ์ (อันนี้เคยได้ยิน) แต่ความจริงแล้วยังมีอกี หลายตัว หลายประเภทการใช้งาน ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาจนสามารถนำ�มาใช้ทดแทน โปรแกรมที่เสียเงินได้มากมายหลายโปรแกรม ไม่ว่าจะ เป็น Firefox (เว็บบราวเซอร์), PDF creator (โปรแกรม สร้าง PDF), VLC (ดูหนังฟังเพลง), GIMP (กราฟฟิก), MySQL (ฐานข้อมูล) และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยในยุคนี้ ก็คือ Android ระบบปฏิบัติการบนมือถือสมาร์ทโฟน นั่นเอง


14 จานร้อนเสิร์ฟด่วน

และเมื่อเริ่มเข้ามา อยู่ในวงการโอเพน ซอร์สแล้ว จะไม่พูด ถึง อาจารย์อัครวุฒิ ตำ�ราเรียง นายก สมาคมศึกษาและ พัฒนาโอเพ่นซอร์ส (OSEDA), ประธาน บริษัท Marvelic Engine Co.,Ltd., หัวหน้าทีมจูมลาลาย ไทย Joomla.or.th, JoomlaCorner.com ฯลฯ ผู้สร้าง แรงบันดาลใจและให้ความรู้กับผู้เขียนแบบไม่หมกเม็ด ทั้ง ที่ผู้เขียนเองก็ไม่เคยเป็นลูกศิษย์ แต่เมื่อผู้เขียนมีปัญหาและ ถามเข้าไปยังบริษัท Marvelic Engine อาจารย์อัครวุฒิ ก็จะมาตอบให้ดว้ ยตัวเองทุกครัง้ ซึง่ หาได้ยากมากทีผ่ บู้ ริหาร ของบริษทั ทีม่ ชี อ่ื เสียงระดับประเทศ (ถ้าในวงการ joomla ก็นบั ได้วา่ ระดับโลกแล้ว) เข้ามาตอบปัญหาให้กบั นักพัฒนา โนเนมด้วยตนเอง จากจุดนีเ้ องทีท่ �ำ ให้ผเู้ ขียนได้ศกึ ษาประวัติ แนวคิด และวิธกี ารทำ�งาน ทัง้ ยังติดตามผลงานของอาจารย์อคั รวุฒิ นับแต่นน้ั มา และค้นพบว่ากว่าอาจารย์จะผลักดันโอเพนซอร์ส มาถึงจุดนีไ้ ด้นน้ั ก็นบั ว่าสาหัสอยูเ่ หมือนกัน (สำ�หรับเรือ่ งราว ของอาจารย์อคั รวุฒสิ ามารถดูเพิม่ เติมได้ท่ี http://influenzer .com/cover/?p=42, http://incquity.com/tv/inside /marvelic-engine, http://akarawuth.com) และ ประเด็นทีส่ �ำ คัญคือความสำ�เร็จต่างๆ นัน้ เกิดจากการได้มา และตอบแทนกลับคืนสูส่ งั คม เป็นการสร้างสังคมแห่งการ แบ่งปัน ซึง่ ในงาน Joomla Day ครัง้ ที่ 5 ทีจ่ ดั ขึน้ เมือ่ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 ณ โรงแรมเอเชีย ทีผ่ เู้ ขียนได้เข้าร่วม นั้น ถือเป็นความจริงเชิงประจักษ์ทย่ี นื ยันคำ�พูดข้างต้นได้ดี

และอย่างน้อยก็ท�ำ ให้หวังใจได้วา่ ธุรกิจทีอ่ ยูบ่ นพืน้ ฐานของ การแบ่งปันนั้นมีอยู่จริง และมีมากกว่าที่เราคิดอีกด้วย … นอกเหนือจากความรู้เกี่ยวกับประสิทธิภาพและ ความสามารถของ Joomla ที่จะนำ�มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อองค์กร รวมถึงความรู้ในด้านการพัฒนาเว็บไซต์ จากผู้เชี่ยวชาญ เช่น คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ (ผู้บริหาร Tarad.com) คุณปภาดา อมรนุรตั น์กลุ (กรรมการบริษทั redRank) ฯลฯ แล้ว สิ่งที่ได้มาอีกอย่างหลังจากจบงานวัน นั้น ก็คือ “เพราะเป็นผู้ให้มาก่อนจึงจะได้ และเมื่อได้มา แล้ว ก็ต้องส่งต่อให้ผู้อื่นด้วย สังคมจึงจะพัฒนา” อย่างทีเ่ กริน่ ไปแล้วว่า จากควันหลงความประทับใจ ในงาน joomla day จึงได้น�ำ ไปสู่ งานมหกรรมซอฟต์แวร์ โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทยครั้งที่ 11 (OSSFEST) โดย งานนี้จัดขึ้น 2 วัน แต่บรรยากาศจะแตกต่างจากงานแรก ตรงที่เน้นถึงการนำ�เสนอซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมาในเชิง ธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ แต่เนือ้ หาทีไ่ ด้ฟงั มาทัง้ 2 วันนัน้ นับว่า เปิดโลกทัศน์ให้กับผู้เขียนได้มากทีเดียว อาจกล่าวได้ว่า เป็นงานที่สะท้อนความเป็นจริงของวงการโอเพนซอร์สใน บ้านเราได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาที่ แม้ว่าจะมีการพัฒนาโอเพนซอร์สในเมืองไทยเป็นสิบ ปีแล้ว (สังเกตุจากครั้งที่จัดงานดูได้) แต่โอเพนซอร์สวัน นี้ก็ยังอยู่ในสภาพทีเ่ รียกว่า “น้�ำ พริกทีย่ งั ไม่ต�ำ ” คือ มีพริก กระเทียม กะปิ หัวหอม ครก สาก พร้อมแล้ว แต่ก็ยังไม่ ได้ตำ�จนเป็นน้ำ�พริกที่กินได้ซักที (สำ�หรับเมืองไทยมีภาวะ แบบนี้แทบทุกเรื่องแหละ มีแต่คนเตรียม ไม่ค่อยจะมีคนตำ�) เพราะผู้ที่จะทำ�งานโอเพนซอร์สได้สำ�เร็จนั้นจำ�เป็นต้องมี opensource thinking คือ ให้สังคม ไม่ยอมแพ้ ทำ�งานร่วมกับผู้อื่นได้ อึดแบบไม่ได้ไม่เลิก รู้จักเรียนรู้ และต่อยอด และทีส่ �ำ คัญต้องรูจ้ กั หาทางออกให้กบั ปัญหา ไม่ใช่เอาปัญหามานั่งคุยกันเฉยๆ ส่วนผู้ใช้โอเพนซอร์สก็


จานร้อนเสิร์ฟด่วน 15

ใช้ได้เห็นโค้ดที่เขาเขียน เผื่อว่าจะมีใครมาพัฒนาต่อ แต่คน ที่พัฒนาต่อนั้นก็ต้องเปิดเผยโค้ดเช่นเดียวกัน และจะไม่มี ใครเอามาเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว … นี่อาจจะเรียกว่า สังคมแห่งการให้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ก็ว่าได้

เอาแต่ได้ เสพติดการใช้ แต่ไม่เคยคืนสู่สังคม … แต่ปญ ั หาคือ บ้านเราเมืองเราช่างหาคนแบบนัน้ ได้นอ้ ยเต็มที จะเรียกว่าชนกลุม่ น้อยเลยก็วา่ ได้ แถมในบาง สังคมก็กลายพันธุต์ ามคนกลุม่ ใหญ่ไปซะงัน้ น่าเสียดายจริงๆ หลังจาก 2 งานใหญ่ของชาวโอเพนซอร์สจบลง ผู้เขียนก็มีอาการมึนๆ คล้ายกบที่เพิ่งออกจากกะลาและยัง โดนตบหน้าฉาดใหญ่กบั ความเป็นโอเพนซอร์สทีแ่ ท้จริง ต้องยอมรับว่าทีอ่ ยากเข้าร่วมสัมมนาก็เพราะว่า กระเหีย้ น กระหือรือทีจ่ ะหาของฟรีมาใช้เท่านัน้ เอง ไม่เคยคิดจะสนใจ ที่มาที่ไปอะไร ขอให้ได้ใช้ ยิ่งฟรี ยิ่งดี … แต่วันนี้ผู้เขียนได้ เห็น เส้นทางโอเพนซอร์ส (Opensource way) แล้ว มัน ช่างต่างจากความคิดเดิมของผู้เขียนแบบที่เรียกว่า “หน้ามือ กับหลังเท้า” เลย … สรุปได้ดังนี้

เส้นทางโอเพนซอร์ส (Opensource way)

เริ่มจากมีคนหรือกลุ่มบุคคลที่เห็นว่าธุรกิจซอฟต์แวร์เพื่อ การค้าจะเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการพัฒนาซอฟต์แวร์ เพราะ การพัฒนาที่ไม่เปิดเผยซอร์สโค้ด และการที่มี ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ต่างๆ จะทำาให้การพัฒนซอฟต์แวร์ต้อง ติดขัดและขาดความก้าวหน้า พวกเขาจึงยินยอมให้ผู้อื่น ใช้งาน ทำาการคัดลอก แจกจ่าย และได้สิทธิ์การพัฒนาต่อ เนื่อง โดยมีข้อแม้ว่าต้องอยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์แบบ GPL ซึ่ง เป็นลิขสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฏหมายที่มีไว้ป้องกันไว้ในกรณี ที่บุคคลต่อไปจะไปสร้างสิทธิหรือจำากัดสิทธิ์แก่ผู้อื่น (ที่มา : http://www.ku.ac.th/magazine_online/open_ source1.html) พูดง่ายๆ คือ มีคนใจดีคนหนึ่งอยากให้ ซอฟแวร์พัฒนา จึงเริ่มพัฒนาขึ้นมาก่อน แล้วก็เปิดเผยให้ผู้

เห็นมัย๊ คะว่า ถ้าเราคิดจะเดินบน “Opensource way” เราต้องเสียสละก่อน แต่ถา้ เราเป็นผูไ้ ด้รบั ประโยชน์ จากการเสียสละนั้น ก็ควรจะตอบแทนกลับไปยังผู้ให้หรือ ตอบแทนสู่สังคม ซึ่งสามารถทำาได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การบริจาคเงินสนับสนุน หรือถ้ามีความรู้ความสามารถ ก็ช่วยกันพัฒนา แต่ถ้าหากเป็นผู้ใช้ที่ไม่มีความรู้ในเรื่อง ซอร์สโค้ดก็สามารถสอนผู้อื่นหรือใช้ซอฟต์แวร์นั้นช่วยงาน สาธารณะประโชน์ก็ได้ สิ่งที่สำาคัญที่สุดคือเราต้องระลึกอยู่ เสมอว่า ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่เราเอามาใช้กันฟรีๆ นั้น ล้วนเกิดจากความเสียสละของผู้สร้างและพัฒนามาทั้งสิ้น แล้วเราจะรู้ได้ด้วยตัวเองค่ะ ว่าจะตอบแทนอย่างไร นอก เสียจากว่าเราเป็นคนเห็นแก่ได้ซะจนเคยตัว (แนะนำาให้ไป เดินทางอื่นดีกว่าค่ะ) “Opensource way” ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะเรื่องไอที เท่านั้นหรอกนะคะ จริงแล้วใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิต ลอง คิดดูสิค่ะว่า เรื่องที่ไม่ค่อยพัฒนาในบ้านเมืองเราหลายๆ เรื่อง เกิดขึ้นเพราะความเห็นแก่ได้จริงหรือไม่ ภัยธรรมชา ติหลายๆ ครั้ง เกิดขึ้นจากการใช้ธรรมชาติฟรีๆ โดยไม่คิด ตอบแทน ใช่หรือไม่ และชีวิตที่ไม่ค่อยพัฒนา เพราะเอาแต่ ได้ ไม่รู้จักให้ และตอบแทนผู้ที่ให้ ใช่หรือไม่ … คำาตอบ อยู่ที่ตัวเองแล้วล่ะค่ะ … แต่ผู้เขียนเชื่อค่ะว่าถ้าเราเดินบน “Opensource way” สังคมคงจะน่าอยู่และพัฒนาขึ้น เยอะเลยนะคะ เส้นทางนี้ ใครๆ ก็เดินได้ค่ะ เริ่มจากชีวิตเราก่อนเลย “ให้...อย่างมีความสุขที่ได้ให้ คือหัวใจในการเยียวยาโลก...ให้งดงาม” (เสถียรธรรมสถาน)


16 สัพเพเหระ by employee

ดีดนิว้ บนแป้นคอมพิวเตอร์ เคาะนิว้ บนโต๊ะทำ�งาน พร้อมทำ�หน้าตาขมวดคิว้ เข้าหากันจะทำ�อย่างไรดีกบั การทีจ่ ะ ค้นหาเนื้อ���ามาวางลงในคอลัมน์นี้ พลันก็มีเสียงเตือนจาก เมล์บอกซ์ส่งสัญญาณว่ามีเมล์เข้ามา เหมือนดังฝนจากฟ้า มาชโลมใจโดยพลัน มีเนื้อหาจากเมล์ที่ส่งมาให้ ด้วยความที่ เหลียวหน้าแลหลังบุคคลทีล่ อ้ มรอบ employee ทีน่ ง่ั ทำ�งาน อยูก่ ม็ แี ต่ระดับผูจ้ ดั การ หัวหน้างาน ก็ขออนุญาตนำ�เอาเรือ่ ง ที่ได้รับจากเมล์นี้มาให้เพื่อนพนักงานที่เป็นหัวหน้างาน หรือจะเป็นในอนาคตลองอ่าน และนำ�ไปจัดตามคำ�แนะนำ� ที่ว่าเพื่อเสริมการทำ�งานในองค์กรนั่นคือ ฮวงจุ้ยการจัดที่

นั่งบริวาร (พนักงาน)

1. การนั่งหันหน้าไปทางเดียวกันหมด โดยหัวหน้านั่งอยู่ท้ายห้อง ซินแสฮวงจุ้ยชอบ แนะนำ�ให้ จัดที่นั่งลักษณะนี้ เพราะเชื่อกันว่าลูกน้องจะเกรงใจเจ้านาย ซึ่งนั่งอยู่ข้างหลัง เปรียบเสมือนมีคนคอยจับผิดตลอดเวลา ทำ�ให้ลูกน้องมีความตั้งใจทำ�งาน

2. การนั่งหันหน้าเข้าหากันเป็นแถวยาว แบบโต๊ะประชุม ทำ�ให้องค์กรหรือออฟฟิศ มีมุมมองงาน

เรื่องงานในทิศทางเดียวกัน เหมาะสำ�หรับองค์กรที่ไม่ต้องใช้ ความคิดสร้างสรรค์มาก เน้นการทำ�งานทีก่ า้ วไปพร้อมๆ กัน


สัพเพเหระ by employee 17

3. การจัดโต๊ะนั่งแบบเป็นกลุ่ม ส่วนมากจะ เป็นกลุ่มโต๊ะไม่เกิน 4 ตัว แบ่งกันเป็นโซนแล้วกั้นคอก การ จัดที่ทำ�งานลักษณะนี้ทำ�ให้พนักงานทำ�งานเป็นทีม มุ่งเป้า หมายไปแข่งกับทีมอื่นที่อยู่ในออฟฟิศเดียวกัน 4. จัดโต๊ะแบบนั่งหันหน้าเข้าหากำ�แพง เหมาะสำ�หรับงานที่ใช้ความอดทนสูง ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ไม่มาก การจัดโต๊ะลักษณะนี้เหมาะกับออฟฟิศที่มีขนาดเล็ก หรือ โฮมออฟฟิศ 5. จัดโต๊ะแบบหันหลังพิงกำ�แพง ทำ�ให้ พนักงานมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้า เหมาะสำ�หรับงานที่ใช้ความ คิดสร้างสรรค์ ในทางฮวงจุ้ยบอกว่าเป็นการนั่งทำ�งานที่ดี เพราะมีกำ�แพงอยู่ด้านหลัง เหมือนมีคนอุปถัมภ์ทำ�งานแล้ว มีแต่ความก้าวหน้า ในทางจิตวิทยาการนั่งหลังพิงกำ�แพง ทำ�ให้มีความรู้สึกเป็นส่วนตัว ผ่อนคลาย มีความเป็นตัวของ ตัวเองสูง จึงมั่นใจจึงทำ�ให้ทำ�งานได้อย่างเต็มที่


18 สัพเพเหระ by employee

ส่วนเรือ่ งการจัดโต๊ะทำ�งานกับความเชือ่ เรือ่ งฮวงจุย้ ยังมีเกร็ดยิบย่อยอีกพอสมควร การนั่งโต๊ะฝั่งตรงข้ามเป็นเจ้านาย ทำ�ให้ ทำ�งานไม่ก้าวหน้า เป็นความเชื่อที่มีมูลเหตุ แต่ไม่เป็นจริง ทั้งหมด ไม่ว่าเจ้านายหรือลูกน้องมักมีสายตา ที่เรียกว่า สายตาประเมิน การที่ลูกน้องโดนเจ้านายมองอย่างประเมิน เป็นเรื่องปรกติ ในทางกลับกันเจ้านายมักคิดว่าลูกน้องก็มี สายตาเช่นนี้กับเจ้านาย ทำ�ให้เกิดมีการเขม่นกันในที่สุด

การจัดที่นั่งที่หรือทางเดินแคบไป ทำ�ให้ องค์กรทำ�งานได้อย่างล่าช้าอืดอาด ความเชื่อข้อนี้มีส่วน ที่ ที่แคบหมายถึงชี่พลังที่น้อย ความเจริญก้าวหน้าก็น้อย


สัพเพเหระ by employee 19

การนั่งตรงข้ามเสามีแต่เรื่องเดือดร้อน ความ เชื่อข้อนี้มีความจริงอยู่นิดหน่อย เสาจะส่งผลในเรื่องจุด โฟกัสทางสายตา เวลาคนที่เข้าห้องมาก็เห็นเสาก่อน ทำ�ให้ผู้ ที่นั่งบริเวณเสาเป็นจุดสนใจและไม่มีสมาธิในการทำ�งาน หัวหน้างาน ผู้จัดการทั้งหลายใน ETC ETECH หรือ STC จะลองนำ�ไปใช้ใปจัดโต๊ะทำ�งานกันก็ไม่ว่ากัน แต่

สิ่งที่สำ�คัญอยู่ที่ “คน” เพราะค่าของคนอยู่ที่ผลของ งาน ไม่ใช่ผลของโต๊ะนั่งทำ�งาน และแต่ละคนก็ต้อง เข้าใจถึงหน้าที่ของตนเองเช่นกัน และทำ�หน้าที่ของ ตนเองให้ดีที่สุด

แหล่งที่มา : http://www.nationejobs. com/content/tiptools/howto/template. php?conno=522


20

โดย...อภิสิทธิ์ เนตรวงศ์


โดย...อภิสิทธิ์ เนตรวงศ์

21

“พุทธชยันตี 2600 ปี แห่งการตรัสรู้” เราในฐานะชาวพุทธได้เตรียมตัวอย่างไร และทราบหรือไม่ว่า การตรัสรู้ของ องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสดาของเราคืออะไร หากใครได้ดูรายการ แฟนพันธ์แท้ “พุทธทาส” คงจำ� เด็กชายณัฐวัตร ครองชนม์ หรือ น้องเบส อายุ 9 ขวบ ที่มีความสามารถในการตอบคำ�ถาม ไม่ได้มีความรู้เฉพาะประวัติของท่างพุทธทาสเท่านั้น แต่ความรู้ ด้านธรรมะนั้นถือว่ามากกว่าผู้ใหญ่อย่างเราด้วยซ้ำ�ไป คำ�ถามที่จะตัดสินการเป็นแฟนพันธ์แท้ในครั้งนั้นของน้องเบส คือ “หลัก ธรรมที่ท่านพุทธทาสเน้นยำ�ในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าคืออะไร” คำ�ตอบก็คือ กฏอิทัปจยัจตา ซึ่งเป็นกฏที่เป็นเหตุเป็นผลของ กันและกัน จะว่าไปแล้วก็เป็นกฏของธรรมชาตินั่นเอง แต่ไม่มีใครรู้ยกเว้นผู้เป็นสัพพัญญู พระตถาคตเท่านั้น สำ�หรับ เอนใจ...ใต้ร่มธรรม(ชาติ) ขอเตรียมตัวเตรียมใจในการเข้าถึงปีแห่งการตรัสรู้ จะได้เป็นผู้ตื่น ผู้รู้ ผู้เบิกบาน ด้วยธรรม ในคำ�ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ด้วย อิทัปปัจยตา และ ปฏิจจสมุปปบาท

อิทัปปัจจยตา อิทัปปัจจยตา เป็นหลักการทางพุทธศาสนา กล่าวถึง ความเกี่ยวเนื่องกันของเหตุและผล เมื่อมีเหตุย่อม มีผล และเมื่อเหตุดับผลก็ดับ คือ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป อิทัปปัจจยตา ถือเป็นหัวใจของปฏิจจสุมปบาท เป็น กฎเหนือกฎทั้งปวง เป็น พุทธธรรมอันติมะ หรือ สัจธรรมความจริงแท้ ที่สุดของพุทธศาสนา และเชื่อมโยง คำ�สอนทั้งปวงของพระพุทธเจ้าว่า ล้วนเป็นไปตามหลัก ธรรม หรือกฎของอิทัปปัจจยตาทั้งสิ้น (http://th.wikipedia.org/wiki/อิทัปปัจจยตา) อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. (ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔,....)


22

โดย...อภิสิทธิ์ เนตรวงศ์

ปฏิจจสมุปบาท ปฏิจสมุปบาท

อธิบายถึง การเกิดขึ้นพร้อม แห่งธรรมทั้งหลาย เพราะอาศัยกัน, การที่สิ่งทั้งหลาย อาศัยกัน จึงเกิดมีขึ้น เป็นหลักธรรมที่ ไม่ว่ามนุษย์ชนชาติ ไหนๆ ก็ต้องมีและ เกิดขึ้นตลอดเวลา

ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า เมื่อเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี เพราะเหตุนี้เกิดขึ้น ผลนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อเหตุนี้ไม่มี ผลนี้จึงไม่มี เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส อย่างนี้เป็นความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้

แต่เพราะอวิชชานั่นแลดับด้วยวิราคะไม่มีส่วนเหลือ จึงดับสังขารได้ เพราะสังขารดับ จึงดับวิญญาณได้ เพราะวิญญาณดับ จึงดับนามรูปได้ เพราะนามรูปดับ จึงดับสฬายตนะได้ เพราะสฬายตนะดับ จึงดับผัสสะได้ เพราะผัสสะดับ จึงดับเวทนาได้ เพราะเวทนาดับ จึงดับตัณหาได้ เพราะตัณหาดับ จึงดับอุปาทานได้ เพราะอุปาทานดับ จึงดับภพได้ เพราะภพดับ จึงดับชาติได้ เพราะชาติดับ จึงดับชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ไ���้ อย่างนี้เป็นความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ดูกรอานนท์ ด้วยเหตุเท่านี้แล จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท

(พระสุตตันตปฎก เล่ม๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก ข้อ๒๔๔ หน้า๑๖๔)


โดย...อภิสิทธิ์ เนตรวงศ์

23

ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่บนโลกต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกันตามหลักธรรมของพระตถาคต “พุทธชยันตี 2600 ปี แห่งการ ตรัสรู”้ อย่าเป็นเพียงแค่ได้เฉลิมฉลองกัน แล้วก็ผา่ นไป แต่ให้ทกุ คนได้ตระหนักในธรรม จะได้เป็นผูต้ น่ื ผูร้ แู้ ละผูเ้ บิกบานในธรรม

“เพียงจำ�ได้ขึ้นใจ รู้แจ้งแทงตลอดด้วยความเห็น ในหลักธรรมที่เป็นพุทธวจนเพียงบทเดียว ก็สามารถหลุดพ้นได้”

แหล่งข้อมูล : http://th.wikipedia.org/wiki/อิทัปปัจจยตา / http://th.wikipedia.org/wiki/ปฏิจสุมปปบาท



ปีที่ 2 ฉบับที่ 21 เดือนพฤษภาคม 2555