Issuu on Google+

1

ปริศนาคาทาย

โดย จริ ยา อภิวนั ทิยะ

รายงานนี้เป็ นส่วนหนึ่งของวิชา ภาษาและเทคโนโลยีสาหรับครู 1032101 ภาคเรี ยนที่ 2 ปี การศึกษา 2555 สาขาภาษาไทย คณะครุ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราไพพรรณี


2

คานา รายงานเรื่ องปริ ศนาคาทายเป็ นส่ วนหนึ่งของวิชา ภาษาและเทคโนโลยีสาหรับครู ได้จดั ทาขึ้น เพื่อศึกษาเกี่ยวกับความหมายของปริ ศนาคาทายและ การจัดหมวดของคาปริ ศนาว่าด้วยเหตุใดถึงต้องจัดทา ขึ้นมา ซึ้ งรายงานเล่มนี้ได้รวบรวมเนื้อหาสาระไว้เป็ นสัดส่ วนและสะดวกต่อการค้นหา ทั้งนี้ขา้ พระเจ้าเล็งเห็นถึงคุณค่าของสิ่ งที่ดีงามทางด้านวัฒนธรรมจึงเป็ นสิ่ งที่บรรพบุรุษได้ สร้างสรรค์ผลงานทางด้านภูมิปัญญาเหล่านี้ข้ ึนมาจึงอยากถ่ายทอดสิ่ งเหล่านี้ ให้เป็ นความรู ้สู่ชนรุ่ นหลังได้ สื บสานสื บทอดต่อไป

จริ ยา อภิวนั ทิยะ ผูจ้ ดั ทา


3

สารบัญ

ลาดับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐

คานา บทที่ ๑

บทนา ความสาคัญและความเป็ นมาปริ ศนาคาทาย บทที่ ๒

การจัดหมวดปริ ศนาของไทย หมวดที่ ๑ เปรี ยบเทียบกับสิ่ งมีชีวติ หมวดที่ ๒ เปรี ยบเทียบกับสัตว์ตวั เดียว หมวดที่ ๓ เปรี ยบเทียบกับสัตว์หลายตัว หมวดที่ ๔ การเปรี ยบกับบุคคลคนเดียว

หน้า ๒ ๔ ๔ ๔ ๖ ๖ ๖ ๗ ๘ ๘


4

บทที่ ๑ บทนา ความสาคัญและความเป็ นมาปริศนาคาทาย ปริ ศนาคาทายหมายถึง ถ้อยคาที่ผกู ขึ้นมาเป็ นเงื่อนงาเพื่อให้แก้ให้ทาย ปริ ศนาคาทายเรี ยกอีกชื่อ หนึ่งว่า ปั ญหาอะไรเอ่ย ปริ ศนาส่ วนมากเป็ นสิ่ งที่ให้ความรู ้ อีกประการหนึ่ง ปริ ศนาเป็ นเสมือนแบบฝึ กหัด สาหรับฝึ กทักษะ และปฏิภาณ เป็ นเครื่ องฝึ กเด็ก ให้ฉลาด ช่างสังเกตมีไหวพริ บในการแก้ปัญหาและฝึ กให้มีปฏิภาณเฉี ยบแหลม เป็ นการละเล่นอย่างหนึ่ง นอกจากนี้มีหน้าที่สาคัญคือ ให้ความบันเทิง นับเป็ นการละเล่น เพื่อความสนุกสนานได้อีก ประเภทหนึ่ง ช่วยให้ผทู ้ ายเกิดความเพลิดเพลิน เป็ นผ่อนคลายความตึงเครี ยด เพื่อคลายอารมณ์ และสร้าง ความขบขันรื่ นเริ งให้แก่ผรู ้ ่ วมเล่นด้วย การเล่นปริ ศนาคาทาย หรื อ ปั ญหาอะไรเอ่ย มีหลักฐานการเล่นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแม้แต่ในสังคม ชั้นสู งก็นิยมทายปริ ศนากันมาก เพราะในสมัยนั้นมีนิทานทายปริ ศนาสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั รัชกาลที่ ๕ ได้มีการเล่น ปริ ศนาคาทายกันอย่างกว้างขวาง เช่นในงานฤดูหนาวที่ วัดเบญจมบพิตร ได้จดั ให้มีการเล่นปริ ศนาคาทายโดยสร้างเป็ นโรงปริ ศนาคาทายขึ้นในงาน ใครทายถูกจะ ได้รับรางวัล เป็ นต้น มีการเปิ ดลานกวีเวทีลบั สมองให้ชนทุกชั้นได้แข่งขันกัน ในสมัย ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งมีอายุ ๙-๘ ขวบ ได้แสดงปฎิภาณให้เป็ นที่ประจักษ์มาตั้งแต่สมัยนั้น การเล่นทายปริ ศนานั้น ในชั้นแรก เรี ยกว่า “ผะหมี” คา “ผะหมี” เป็ นคาภาษาจีนตามคาอธิบาย ของพระเจนจีนอักษรว่า “ผะ” แปลว่า ตี “หมี” แปลว่าอาพราง ผะหมีก็คือ การแก้ปัญหา หรื อการตีคา อาพรางให้ชดั แจ้ง การเล่นผะหมี่น้ ีแพร่ หลายในหมู่นกั ปราชญ์ราชบัณฑิตและกวีในประเทศจีน ถือกันว่า เป็ นการประลองปั ญญาและฝึ กสมอง การเล่นชนิดนี้เรี ยกได้อีกอย่างหนึ่งว่า “เต็งหมี” คา “เต็ง” แปลว่า สว่าง หรื อ โคม เต็งหมี หมายถึง แสงสว่าง หรื อ โคมส่ องให้เห็นคาที่อาพรางไว้น้ นั เอง ต่อมาภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูห่ วั เรี ยกการเล่นดังกล่าวข้างต้นว่า “ทาย ปริ ศนา” ทรงพระราชนิพนธ์ปริ ศนาไว้จานวนมาก เป็ นโคลงบ้าง เป็ นร้อยแก้วบ้าง โคลงปริ ศนานั้นเป็ น ปั ญหาความรู ้เป็ นส่ วนมาก เช่น เกี่ยวด้วยประวัติศาสตร์ บุคคลสาคัญ เช่น พระมหากษัตริ ย ์ วีรชนของ ชาติ ข้าราชการในตาแหน่งสาคัญ กล่าวถึงสถานที่ เช่น เมือง วัด นอกจากนี้ก็ยงั มีเกี่ยวกับความรู ้เรื่ อง วรรณคดี และตัวละครที่สาคัญที่รู้จกั กันแพร่ หลายอีกด้วย ส่ วนพระราชนิพนธ์ปริ ศนาความเรี ยงนั้น เป็ น


5

คาศัพท์บา้ ง เป็ นปัญหาเชาวน์บา้ ง และความรู ้รอบตัวต่างๆ พระราชนิพนธ์ปริ ศนานั้นไพเราะคมคายน่า อ่าน ดังเช่นโคลงทายบุคคลในประวัติศาสตร์ “ ใครหือชื่อตกแล้ว คิดวัตถุชอบกล ของนี้แหละให้ผล ช่วยการเป็ นไทยได้

ไม่หล่น แปลกไซร้ พิลึก แต่เบื้องโบราณ ”

ปริ ศนาจึงเป็ นที่รวมของศาสตร์ ทางการศึกษาและความสร้างสรรค์ จึงไม่เป็ นสิ่ งที่น่าประหลาดใจ ที่ปริ ศนามีความสาคัญต่อสังคมมาก และด้วยเหตุที่มีเนื้อหากว้างขวางมีรูปแบบหลายอย่าง และมี ความสาคัญต่อสังคมดังกล่าว ปริ ศนาจึงเป็ นเรื่ องที่น่าสนใจ และมีความสาคัญ ต่อสังคมดังกล่าว ปริ ศนาจึง เป็ นเรื่ องที่น่าสนใจ และมีความสาคัญควรแก่การศึกษามากเรื่ องหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในต่างประเทศ


6

บทที่ ๒ การจัดหมวดปริศนาของไทย ปริ ศนาของไทยมีลกั ษณะคล้ายคลึงกับปริ ศนาภาษาอังกฤษ เว้นแต่เนื้ อหาของปริ ศนาแต่ละอย่างผิดแปลก กันไปบ้าง ถึงกระนั้นก็อาจจะจัดเป็ น ๑๑ หมวดได้ แต่ละหมวดก็แบ่งแตกต่างกันไปบ้าง เหมืนกันบ้าง สิ่ งที่น่าสังเกตก็คือ ปริ ศนาก็เกี่ยวกับภาษา อาร์ เช่อร์ เทเล่อร์ มิได้จดั ไว้ในดัชนี เพราะภาษาอังกฤษแยก เรี ยกไว้ต่างหากว่า โคนันดรัม (conundrum) แต่ปริ ศนาของไทยมีไว้ในจาพวกปริ ศนา ผูว้ จิ ยั จึงนามารวม ไว้เป็ นหมวดพิเศษต่างหาก เพราะภาษาไทยไม่ได่สร้างคาศัพท์ประเภทนี้ไว้โดยเฉพาะ ฉนั้นปริ ศนาของ ไทยจึงแบ่งเป็ น ๑๒ หมวดดังนี้ ๑. เปรี ยบเทียบกับสิ่ งมีชีวติ ๒. เปรี ยบกับสัตว์ตวั เดียว ๓. เปรี ยบเทียบกับสัตว์หลายตัว ๔. เปรี ยบเทียบกับบุคคลคนเดียว ๕. เปรี ยบเทียบกับบุคคลหลายคน ๖. เปรี ยบกับพืช ๗. เปรี ยบกับสิ่ งของ ๘. รายละเอียดกาเกี่ยวกับการเปรี ยบเทียบ ๙. รายละเอียดเกี่ยวกับรู ปหรื อรู ปและอาการ ๑๐. รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่ องของสี ๑๑. รายละเอียดเกี่ยวกับการกระทา ๑๒. รายละเอียดเกี่ยวกับภาษา จึงหยิบยกตัวอย่างปริ ศนาคาทายมา ๔ หมวดด้วยกัน หมวดที่ ๑ เปรียบเทียบกับสิ่ งมีชีวติ ๑. เปรี ยบเทียบกับสิ่ งมีชีวติ แบ่งไว้เป็ น 3 ประเภทด้วยกัน ๑.๑ เปรี ยบกับรู ป เช่น คอ ลิ้น ฟัน ตา ปาก ตัวอย่าง ตัวอย่างปริ ศนาคาทาย อะไรเอ่ย มีตารอบหัว เอาตัวไม่รอด (สัปปะรด) อะไรเอ่ย ขี้อยูบ่ นหัว ตัวอยูใ่ นน้ า (กุง้ )


7

อะไรเอ่ย ไม่มีแข้ง ไม่มีขา เวลาเดินไปมาใช้ปากเดิน (หอย) ๑.๒ เปรี ยบกับอาการ เช่น การกาเนิด การเคลื่อนไหว การเห็น การได้ยนิ การกิน การ ดื่ม การพักผ่อน ตัวอย่าง อะไรเอ่ย เกิดเพราะไฟ สลายเพราะลม (ควันไฟ) อะไรเอ่ย อยูใ่ นหนาม ไม่งามก็หอม (ทุเรี ยน) อะไรเอ่ย มีลูกที่ขา มีตารอบตัว มีหูอยูท่ ี่หวั (แห) ๑.๓ เปรี ยบรู ปและอาการ เช่น การเปรี ยบเทียบรู ปปกติและอาการผิดปกติ ตัวอย่าง อะไรเอ่ย สามขาเดินมา หลังคามุงสาลี (คนแก่ผมหงอกถือไม้เท้า) ไอ้ไหรหา สองตีนเดินมา หลังคามุงจาก (ไก่) อะไรเอ่ย สี่ ตีนเดินมา หลังคามุงกระเบื้อง (เต่า) อะไรเอ่ย หกขาเดินมา หลังคามีดนตรี (จิ้งหรี ด) หมวดที่ ๒ เปรียบเทียบกับสั ตว์ตัวเดียว ๒. เปรี ยบเทียบกับสัตว์ตวั เดียว แบ่งไว้ 5 ประเภทด้วยกัน ๒.๑ สัตว์ไม่ระบุชื่อ ตัวอย่าง อะไรเอ่ย สัตว์ป่ามาอยูบ่ า้ น กินอาหารอย่างเดียว เคี้ยวแล้วก็คลาย ( กระต่าย) อะไรเอ่ย หลังงอๆ เคี้ยวหญ้าหมดทุง้ (เคียวเกี่ยวหญ้า) อะไรเอ่ย เกิดมามีหางไม่มีขา สิ้ นชีวามีขาไม่มีหาง (กบ) ๒.๒ แมลง ตัวอย่าง อะไรเอ่ย หึ่ งๆ เหมือนผึ���งภุมรา เอกบาทา จะเรๆ (ลูกข่าง) ๒.๓ สัตว์ปีก อะไรเอ่ย นกกระปูดตาแดง น้ าแห้งก็ตาย (ตะเกียง) อะไรเอ่ย บินมายิบๆ นกกระจิบก็ไม่ใช่ (แดด) อะไรเอ่ย แม่ไก่สีแดงแทงตลิ่ง (ปลาไหล) ๒.๔ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อะไรเอ่ย วัวตัวเขียว ผูกหลักเดียวหัวรวมกันเป็ นพวก (มะละกอ) อะไรเอ่ย ควายใกล้ตน้ มะเขือใครไปก็เถือใครไปก็เถือ (หินลับมีด) อะไรเอ่ย ม้าสามขา เจ้าพระยาขึ้นขี่ ใส่ หมวกกามะยี่ สู บบุหรี่ ควันปุ๋ ย (กาน้ าบนเตาไฟ)


8

๒.๕ สัตว์ในนิยาย อะไรเอ่ย หน้าสั้นๆ หางยาวเป็ นมังกร ชอบกินหญ้าในดงดอนอาบน้ าในลาธาร (ขวาน) หมวดที่ ๓ เปรียบเทียบกับสั ตว์หลายตัว ๓ เปรี ยบเทียบกับสัตว์หลายตัว แบ่งไว้เป็ น ๓ ประเภทด้วยกัน ๓.๑ เปรี ยบกับสัตว์ที่ไม่ระบุชื่อ อะไรเอ่ย สัตว์อะไรแบกขวานขึ้นต้นหมาก แบกขวากขึ้นเขา นกเภาล่องโอ ตีนโตลง หนอง (นกหัวขวาน) อะไรเอ่ย สัตว์สี่ตีน กินสัตว์ตีนเดียว สัตว์หวั เขียวกินสัตว์หน้าคว่า เต่ากินเห็ด เป็ ดกิน หอย ต้นทายปลายบอก (เต่า,เป็ ด) อะไรเอ่ย สัตว์ไม่มีตีนเดินไป สัตว์ไม่มีไส้กินคน สัตว์ไม่มีขนบินได้ (งู,ปลิง) ๓.๒ สัตว์ที่ระบุชื่อ นก อะไรเอ่ย นกก็ไม่ใช่นก แร้งก็ไม่ใช่แร้ง เดินแคว้งๆอยูข่ า้ งเขา (ใบหูควาย) อะไรเอ่ย จะว่านกก็ไม่ใช่นก จะว่ากาก็ไม่ใช่กาบินมาใต้เขา (หูววั ) กา อะไรเอ่ย กาดา กระโดดลงน้ ากลายเป็ นกาขาว (เม็ดแมงลัก) เป็ ด อะไรเอ่ย จะว่าเป็ ดก็ไม่ใช่ จะว่าไก้ก็ไม่เชิง เดินคอยาวเทิ่งๆแล้วยืนเบิ่งอยูก่ ลางทุ่ง (แร้ง) หมู อะไรเอ่ยหมูสามตัวขึ้นเขาสามลูก ตัวขึ้นก่อนลงทีหลัง (หม้อนึ่ง) ๓.๓ สัตว์หลายชนิด อะไรเอ่ย ลิงก็ไม่ใช่ลิง ค่างก็ไม่ใช่ค่าง นัง่ ห้อยหางกลางร่ มเล่น (ลูกลาพู) อะไรเอ่ย น้ าน้อยปลามาก พญานาคลงกวน สาวน้อยหน้านวล นัง่ กวลอยูป่ ากถ้ า (ทัพพี) หมวดที่ ๔ การเปรียบกับบุคคลคนเดียว ๔ การเปรี ยบกับบุคคลคนเดียว แบ่งไว้ ๔ ประเภทด้วยกัน ๔.๑ รู ป อะไรเอ่ย สองเศียรศักดิ์สิทธิ์ ฤทธิ รงค์ คลอดลูกกลางองค์ ลูกนั้นไปสู่ เวหา พบสัตว์สัตว์ ม้วยมรณา อาตมาก็มว้ ยลงด้วยกัน (ปื น) อะไรเอ่ย หัวล้านทนหนอาว คางยาวทนร้อน (กระบวยตักน้ า ทัพพี) อะไรเอ่ย มาแต่เมืองพัทลุง งอกขนในพุง หายใจทางสะดือ (ขนุน)


9

อะไรเอ่ย มาจากเมืองละโว้ สู งโย่งโก้มีฟันซี่ เดียว (ยุง) อะไรเอ่ย มาจากเมืองแขก ตีไม่แตก ฟันไม่เข้า (เงา) ๔.๒ อาการ อะไรเอ่ย กลางคืนหาบ กลางวันคอน (กลอนประตู) อะไรเอ่ย เมื่อน้อยนุ่งเสื้ อยาว เมือ่สาวนุ่งเสื้ อสั้น (มะเขือ) อะไรเอ่ย นัง่ นี่ ชี้ โน่น (คนตกเบ็ด) ๔.๓ รู ปผิดปกติและอาการผิดปกติ อะไรเอ่ย มีฟันมากมาย แต่กินอะไรไมได้ (หวี) ๔.๔ เทวดาอะไรเอ่ย พระอินทร์ ตกลงมาขาฉี ก (ใบตาล)


10

แหล่งอ้างอิง ๑ ปราณี วงเทศ. “แนวทางศึกษาเพลงพื้นบ้านทางมานุษวิทยา” เอกสารประกอบกระประชุมทางวิชาการ เรื่ องเพลงพื้นบ้านลานนาไทย ๒๒ มกราคม ๒๕๒๔, หน้า ๕-๖. (โรเนียว) ๒ มนตรี ปราโมท. การละเล่นของไทย. พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์ , ๒๕๐๔


คำปริศนา