Page 1

ชั ลอ งด เู ภ ส โดย

ภก.อ. วรวุฒิ อ่ อนเอี่ยม


่ วิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa L. ชือ

ลอ งด เู ภ ส

่ สาม ัญ : Jamaican Sorel, Roselle ชือ

ชั

กระเจี๊ ยบแดง

วงศ ์ : Malvaceae

่ อืน ชือ ่ : กระเจี๊ ยบ กระเจี๊ ยบเปรีย ้ ผักเก็งเค็ง ส ้มเก็งเค็ง ส ้มตะเลงเครง

ล ักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม ้พุ่ม สูง 50-180 ซม. มีหลายพันธุ์ ลําต ้นสีมว่ งแดง ใบเดีย ่ ว รูปฝ่ ามือ 3 หรือ 5 แฉก กว ้างและยาวใกล ้เคียงกัน 8-15 ซม. ดอกเดีย ่ ว ออกทีซ ่ อกใบ กลีบดอกสีชมพูหรือเหลืองบริเวณกลางดอกสี ่ มกันเป็ นหลอด ผลเป็ นผลแห ้ง แตกได ้ มีกลีบเลีย ม่วงแดง เกสรตัวผู ้เชือ ้ งสีแดงฉํ่านํ้ าหุ ้มไว ้

สรรพคุณ : •

้ งของดอก หรือกลีบที่เหลืออยูท กลีบเลีย ่ ่ผ ี ล

1. เป็ นยาลดไขมันในเส ้นเลือด และช่วยลดนํ้ าหนักด ้วย 2. ลดความดันโลหิตได ้โดยไม่มผ ี ลร ้ายแต่อย่างใด

3. นํ้ ากระเจี๊ ยบทําให ้ความเหนียวข ้นของเลือดลดลง

4. ช่วยรักษาโรคเส ้นโลหิตแข็งเปราะได ้ดี

5. นํ้ ากระเจี๊ ยบยังมีฤทธิข ์ บ ั ปั สสาวะ เป็ นการช่วยลดความดันอีกทางหนึง่

6. ช่วยย่อยอาหาร เพราะไม่เพิม ่ การหลัง่ ของกรดในกระเพาะ 7. เพิม ่ การหลัง่ นํ้ าดีจากตับ

่ เพราะมีกรดซีตริคอยูด 8. เป็ นเครือ ่ งดืม ่ ทีช ่ ว่ ยให ้ร่างกายสดชืน ่ ้วย •

่ วารหนัก ใบ แก ้โรคพยาธิตวั จี๊ ด ยากัดเสมหะ แก ้ไอ ขับเมือกมันในลําคอ ให ้ลงสูท

ดอก แก ้โรคนิว่ ในไต แก ้โรคนิว่ ในกระเพราะปั สสาวะ ขัดเบา ละลายไขมันในเส ้นเลือด กัดเสมหะ ขับ ่ วารหนัก เมือกในลําไส ้ให ้ลงสูท

ผล ลดไขมันในเส ้นเลือด แก ้กระหายนํ้ า รักษาแผลในกระเพาะ

เมล็ด บํารุงธาตุ บํารุงกําลัง แก ้ดีพก ิ าร ขับปั สสาวะ ลดไขมันในเส ้นเลือด


นอกจากนี้ได ้บ่งสรรพคุณโดยไม่ได ้ระบุวา่ ใช ้ส่วนใด ดังนีค ้ อ ื แก ้อ่อนเพลีย บํารุงกําลัง บํารุงธาตุ แก ้ดีพก ิ าร แก ้ปั สสาวะพิการ แก ้คอแห ้งกระหายนํ้ า แก ้ความดันโลหิตสูง กัดเสมหะ แก ้ไอ ขับเมือกมันในลําไส ้ ลดไขมันใน เลือด บํารุงโลหิต ลดอุณหภูมใิ นร่างกาย แก ้โรคเบาหวาน แก ้เส ้นเลือดตีบตัน นอกจากใช ้เดีย ่ วๆ แล ้ว ยังใช ้ผสมในตํารับยาร่วมกับสมุนไพรอืน ่ ใช ้ถ่ายพยาธิตวั จี๊ ด วิธแ ี ละปริมาณที่ใช ้ : โดยนํ าเอากลีบเลีย ้ ง หรือกลีบรองดอกสีมว่ งแดง ตากแห ้งและบดเป็ นผง ใช ้ครัง้ ละ 1 ช ้อนชา (หนัก 3 กรัม) ชงกับนํ้ าเดือด 1 ถ ้วย (250 มิลลิลต ิ ร) ดืม ่ เฉพาะนํ้ าสีแดงใส ดืม ่ วันละ 3 ครัง้ ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการ ขัดเบาและอาการอืน ่ ๆ จะหายไป สารเคมี คุณค่าด้านอาหาร

ชั

ดอก พบ Protocatechuic acid, hibiscetin, hibicin, organic acid, malvin, gossypetin นํ้ ากระเจี๊ ยบแดง มีรสเปรีย ้ ว นํ ามาต ้มกับนํ้ า เติมนํ้ าตาล ดืม ่ แก ้ร ้อนใน กระหายนํ้ า และช่วยป้ องกันการจับตัว ของไขมันในเส ้นเลือดได ้ และยังนํ ามาทําขนมเยลลี่ แยม หรือใช ้เป็ นสารแต่งสี ใบอ่อนของกระเจี๊ ยบเป็ นผักได ้

ลอ งด เู ภ ส

่ื เรียกอีกชือ ่ ว่า "ส ้มพอเหมาะ" ในใบมี วิตามินเอ ช่วยบํารุง หรือใช ้แกงส ้ม รสเปรีย ้ วกําลังดี กระเจี๊ ยบเปรีย ้ วมีชอ สายตา ส่วนกลีบเลีย ้ งและกลีบดอก มีสารแคลเซียม ช่วยบํารุงกระดูกและฟั นให ้แข็งแรง

นํ้ ากระเจี๊ ยบแดงทีไ่ ด ้สีแดงเข ้ม สาร Anthocyanin นํ าไปแต่งสีอาหารตามต ้องการ


่ วิทยาศาสตร์ : ชือ

Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.

ลอ งด เู ภ ส

่ สาม ัญ : Kaempfer ชือ

ชั

กระชาย

วงศ ์ :

Zingiberaceae

่ อืน ่ งสอน) ชือ ่ : กระชายดํา กะแอน ขิงทราย (มหาสารคาม) จี๊ ปู ซีฟู เปาซอเร๊าะ เป๊ าสีร่ ะแอน (กะเหรีย ่ ง-แม่ฮอ ละแอน (ภาคเหนือ) ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพฯ)

ล ักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม ้ล ้มลุก มีเหง ้าสัน้ แตกหน่อได ้ รากอวบ รูปทรงกระบอกหรือรูปไข่คอ่ นข ้าง

ยาว ปลายเรียว กว ้าง 1-2 ซม. ยาว 4-10 ซม. ออกเป็ นกระจุก ผิวสีน้ํ าตาลอ่อน เนือ ้ ในสีเหลือง มีกลิน ่ เฉพาะตัว

ส่วนทีอ ่ ยูเ่ หนือดินเป็ นใบ มี 2-7 ใบ

ใบเดีย่ ว เรียงสลับ รูปรี กว ้าง 5-12 ซม. ยาว 12-50 ซม. ปลายเรียวแหลม

โคนมนหรือแหลม ขอบเรียบ เส ้นกลางใบ ก ้านใบ และกาบใบด ้านบนเป็ นร่อง ด ้านล่างนูนเป็ นสัน ก ้านใบเรียบ ยาว 7-25 ซม. กาบใบสีชมพู ยาว 7-25 ซม. ระหว่างก ้านใบและกาบใบมีลน ้ิ ใบ

่ ดอกแบบ ช่อเชิงลด ออกที่ยอด ชอ

ระหว่างกาบใบคูใ่ นสุด ยาวประมาณ 5 ซม. แต่ละดอกมีใบประดับ 2 ใบ สีขาวหรือขาวอมชมพูออ ่ น รูปใบหอก กว ้างประมาณ 8 มม. ยาว 3.5-4.5 ซม. กลีบเลีย ้ งสีขาวหรือขาวอมชมพูออ ่ น โคนติดกันเป็ นหลอด ยาวประมาณ

1.7 ซม. ปลายแยกเป็ น 3 แฉก กลีบดอกสีขาวหรือขาวอมชมพูออ ่ น โคนติดกันเป็ นหลอด ยาวประมาณ 6 ซม. ปลายแยกเป็ น 3 กลีบ รูปใบหอก ขนาดไม่เท่ากัน กลีบใหญ่ 1 กลีบ กว ้างประมาณ 7 มม. ยาวประมาณ 1.8 ซม. อีก 2 กลีบ ขนาดเท่ากัน กว ้างประมาณ 5 มม. ยาวประมาณ 1.5 ซม. เกสรเพศผู ้ 6 อัน แต่ 5 อัน เปลีย ่ นไปมี ลักษณะเหมือนกลีบดอก โดย 2 กลีบบนสีชมพู รูปไข่กลับ ขนาดเท่ากัน กว ้างประมาณ 1.2 ซม. ยาวประมาณ 1.7 ซม. อีก 3 กลีบล่างสีชมพูตด ิ กันเป็ นกระพุ ้ง กว ้างประมาณ 2 ซม. ยาวประมาณ 2.7 ซม. ปลายแผ่กว ้างประมาณ ี มพูหรือม่วงแดงเป็ นเส ้นๆ อยูเ่ กือบทัง้ กลีบโดยเฉพาะอย่างยิง่ ตรงกระเปาะและปลายกลีบ มีเกสรเพศ 2.5 ซม. มีสช ผู ้ทีส ่ มบูรณ์ 1 อัน ก ้านชูอับเรณูหุ ้มก ้านเกสรเพศเมีย สรรพคุณ :

ผลแก่ แตกเป็ น 3 เสี่ ยง เมล็ดค่อนข ้างใหญ่


เหง้าใต้ดน ิ - มีรสเผ็ดร ้อนขม แก ้ปวดท ้อง มวนในท ้อง ท ้องอืดท ้องเฟ้ อ บํารุงกําลัง บํารุงกําหนัด แก ้กาม ตายด ้าน เป็ นยารักษาริดสีดวงทวาร

เหง้าและราก - แก ้บิดมูกเลือด เป็ นยาขับปั สสาวะ แก ้ปั สสาวะพิการ ใช ้เป็ นยาภายนอกรักษาขีก ้ ลาก

ใบ - บํารุงธาตุ แก ้โรคในปาก คอ แก ้โลหิตเป็ นพิษ ถอนพิษต่างๆ

้ ละปริมาณที่ใช ้ : วิธใี ชแ 1. แก้ทอ ้ งร่วงท้องเดิน ใช ้เหง ้าสด 1-2 เหง ้า ตําหรือฝนเหง ้าทีป ่ ิ้ งไฟแล ้วกับนํ้ าปูนใส หรือคัน ้ ให ้ข ้นๆ รับประทานครัง้ ละ 1-2 ช ้อน แกง 2. แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ปวดมวนในท้อง อาหารรับประทาน 3. แก้บด ิ

ชั

ใช ้เหง ้าและราก ประมาณครึง่ กํามือ (สดหนัก 5-10 กรัม, แห ้ง 3-5 กรัม) ต ้มเอานํ้ าดืม ่ หรือใช ้ปรุงเป็ น

ลอ งด เู ภ ส

ใช ้เหง ้าสด 2 เหง ้า บดให ้ละเอียด เติมนํ้ าปูนใส คัน ้ เอาแต่นํ้าดืม ่

4. เป็นยาบํารุงห ัวใจ

ใช ้เหง ้าและรากกระชายปอกเปลือก ล ้างนํ้ าให ้สะอาด หัน ่ ตากแห ้ง บดเป็ นผง ใช ้ผงแห ้ง 1 ช ้อนชา ชงนํ้ า ร ้อน ½ ถ ้วยชา รับประทานครัง้ เดียว

5. ยาร ักษาริดสีดวงทวาร

ใช ้เหง ้าสด 60 กรัม ประมาณ 6-8 เหง ้า ผสมกับเนือ ้ มะขามเปี ยก 60 กรัม เกลือแกง 3 ช ้อนแกง ตําแล ้ว ต ้มกับนํ้ า 6 แก ้ว เคีย ่ วให ้เหลือ 2 แก ้ว รับประทานครัง้ ละ ½ แก ้ว ก่อนนอน รับประทานติดต่อกัน 1 เดือน

ริดสีดวงทวารควรจะหาย

สารเคมี :

ทัง้ ส่วนรากและส่วนต ้น ประกอบด ้วยสาร alpinetin, pinocembrin, cardamonin,boesenbergin A,

pinostrobin และนํ้ ามันหอมระเหย และในส่วนรากยังพบ chavicinic acid อีกด ้วย


กระทือ

Zingiber zerumbet (L.) Smith.

วงศ ์ : Zingiberaceae

ชั

่ วิทยาศาสตร์ : ชือ

ลอ งด เู ภ ส

่ อืน ่ งสอน) ชือ ่ : กระทือป่ า กะแวน กะแอน แสมดํา แฮวดํา เฮียวดํา (ภาคเหนือ) เฮียวแดง (แม่ฮอ

ล ักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม ้ล ้มลุก ลําต ้นเหนือดินกลม สูง 0.9-1.5 เมตร มีเหง ้าใต ้ดิน ต ้นโทรมในหน ้าแล ้ง

แล ้วงอกขึน ้ ใหม่ในหน ้าฝน ใบ เป็ นใบเดีย ่ ว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปรูยาว กว ้าง 5-7.5 ซม. ยาว 20-30

ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมนสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ก ้านใบเป็ นกาบหุ ้มลําต ้น ดอก ออกเป็ นช่อ แทงออกจากเหง ้าขึน ้ มา ช่อดอกรูปทรงกระบอก มีใบประดับสีเขียวแกมแดง เรียงซ ้อนกันแน่นเป็ นระเบียบ ดอกสี ่ มติดกันเป็ นหลอด ดอกบานไม่พร ้อมกัน ผล แบบผลแห ้งแตก รูปทรงค่อนข ้างกลม สีแดง เมล็ดสี เหลือง โคนเชือ

ดํา

ส่วนที่ใช ้ : ราก เหง ้า ต ้น ใบ ดอก หัว หรือ เหง ้าแก่สด เก็บใบช่วงฤดูแล ้ง สรรพคุณ : •

ราก - แก ้ไข ้ตัวเย็น แก ้ไข ้ต่างๆ แก ้ไข ้ตัวร ้อน แก ้เคล็ดขัดยอก

เหง้า

- บํารุงนํ้ านม แก ้ปวดมวนในท ้อง แก ้บิด บิดป่ วงเบ่ง

- แก ้ท ้องอืด ท ้องเฟ้ อ ปวดท ้อง ขับผายลม ขับปั สสาวะ - แก ้จุกเสียด แก ้เสมหะเป็ นพิษ - ขับนํ้ าย่อย เจริญอาหาร

- เป็ นยาบํารุงกําลัง - แก ้ฝี

ต้น - แก ้เบือ ่ อาหาร ช่วยเจริญอาหาร ทําให ้รับประทานอาหารมีรส - แก ้ไข ้

ใบ - ขับเลือดเน่าร ้ายในเรือนไฟ - แก ้เบาเป็ นโลหิต


ดอก - แก ้ไข ้เรือ ้ รัง - ผอมแห ้ง ผอมเหลือง - บํารุงธาตุ แก ้ลม

วิธแ ี ละปริมาณที่ ใช ้ : •

ร ักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด และปวดท้อง บิด โดยใช ้หัวหรือเหง ้ากระทือสด ขนาดเท่าหัวแม่มอ ื 2 หัว (ประมาณ 20 กรัม) ย่างไฟพอสุก ตํากับนํ้ าปูนใส ครึง่ แก ้ว คัน ้ เอานํ้ าดืม ่ เวลามีอาการ บางท ้องถิน ่ ใช ้หัวกระทือประกอบอาหาร เนือ ้ ในมีรสขมและขืน ่ เล็กน ้อย ต ้องหัน ่ แล ้วขยํากับนํ้ าเกลือนานๆ

สาร เคมี :

ลอ งด เู ภ ส

Afzelin, Camphene, Caryophyllene

ชั

กระทือเป็ นพืชทีม ่ ส ี ารอาหารน ้อย

นํ้ ามันหอมระเหยมี Zerumbone, Zerumbone Oxide


กล้วยนํา้ ว้า

่ สาม ัญ : Banana ชือ

ลอ งด เู ภ ส

วงศ ์ : Musaceae

ชั

่ วิทยาศาสตร์ : Musa ABB cv. Kluai 'Namwa' ชือ

่ อืน ชือ ่ : กล ้วย มะลิออ ่ ง (จันทบุร)ี กล ้วยใต ้ (เชียงใหม่, เชียงราย) กล ้วยอ่อง (ชัยภูม)ิ กล ้วยตานีออ ่ ง (อุบลราชธานี)

้ อยูใ่ ต ้ดิน กาบเรียงเวียนซ ้อนกันเป็ นลําต ้น ล ักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม ้ล ้มลุก สูงประมาณ 3.5 เมตร ลําต ้นสัน เทียม สีเขียวอ่อน ใบ เป็ นใบเดีย ่ วขนาดใหญ่ ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน กว ้าง 25-40 ซม. ยาว 1-2 เมตร ปลาย

ใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ด ้านล่างมีนวลสีขาว เส ้นใบขนานกันในแนวขวาง ก ้านใบเป็ นร่องแคบ ดอก ออกเป็ นช่อทีป ่ ลายยอดห ้อยลง เรียกว่า หัวปลี มีใบประดับขนาดใหญ่หุ ้มสีแดงเข ้ม เมือ ่ บานจะม ้วนงอขึน ้ ด ้านนอก ี าว พอสุกเปลือกผลเป็ นสีเหลือง มีนวล ด ้านในเกลีย ้ ง ผล รูปรี ยาว 11-13 ซม. ผิวเรียบ ปลายเป็ นจุก เนื้อในมีสข เนือ ้ มีรสหวาน รับประทานได ้ หวีหนึง่ มี 10-16 ผล บางครัง้ มีเมล็ด เมล็ดกลม สีดาํ

ส่วนที่ใช ้ : หัวปลี เนือ ้ กล ้วยนํ้ าว ้าดิบ หรือห่าม กล ้วยนํ้ าว ้าสุกงอม ราก ต ้น ใบ ยางจากใบ สรรพคุณ : •

ราก - แก ้ขัดเบา

ต้น - ห ้ามเลือด แก ้โรคไส ้เลือ ่ น

ใบ - รักษาแผลสุนัขกัด ห ้ามเลือด

ยางจากใบ - ห ้ามเลือด สมานแผล

ผล - รักษาโรคกระเพาะ แก ้ท ้องเสีย ยาอายุวฒ ั นะ แก ้โรคบิด รักษาแผลไฟไหม ้ นํ้ าร ้อนลวก แก ้ริดสีดวง

กล้วยนํา้ ว้าดิบ - มีฤทธิฝ ์ าดสมาน ใช ้แก ้อาการท ้องเดิน แก ้โรคกระเพาะ และอาหารไม่ยอ ่ ย

กล้วยนํา้ ว้าสุก งอม - เป็ นอาหาร ยาระบาย สําหรับผู ้ทีอ ่ จ ุ จาระแข็ง หรือเป็ นริดสีดวงทวารขัน ้ แรก จนกระทัง่ ถ่ายเป็ นเลือด

ห ัวปลี - (ช่อดอกของต ้นกล ้วย จํานวนไม่จํากัด) ขับนํ้ านม

วิธแ ี ละปริมาณที่ใช ้ :


ขับนํ้ านม - ใช ้หัวปลีแกงเลียงรับประทานบ่อยๆ หลังคลอดใหม่ๆ

แก ้ท ้องเดินท ้องเสีย ้ บางๆ ใส่น้ํ าพอท่วมยา ต ้มนานครึง่ ชัว่ โมง ดืม ใช ้กล ้วยนํ้ าว ้าดิบหรือห่ามมาปอกเปลือก หัน ่ เป็ นชิน ่ ครัง้ ละ 1/2 - 1 ถ ้วยแก ้ว ให ้ดื่ มทุกครัง้ ที่ ถ่าย หรือทุกๆ 1-2 ชัว่ โมง ใน 4-5 ชัว่ โมงแรก หลังจากนัน ้ ให ้ดืม ่ ทุกๆ 34 ชัว่ โมง หรือวันละ 3-4 ครัง้

สรรพคุณเด่น : •

แก้โรคกระเพาะ ท้องผูก 1. แก้โรคกระเพาะ - นํ ากล ้วยนํ้ าว ้าดิบ (ถ ้าเป็ นกล ้วยกักมุกดิบจะดีกว่า) มาปอกเปลือก แล ้วนํ าเนือ ้ มา ฝานเป็ นแผ่นบางๆ ตากแดด 2 วันให ้แห ้งกรอบ บดเป็ นผงให ้ละเอียด ใช ้รับประทาน ครัง้ ละ 1-2 ช ้อนโต๊ะ

ชั

ละลายนํ้ าข ้าว นํ้ าผึง้ (นํ้ าธรรมดาก็ได ้) รับประทานก่อนอาหารครึง่ ชัว่ โมง และก่อนนอนทุกวัน 2. แก้ทอ ้ งผู ก - ให ้รับประทานกล ้วยนํ้ าว ้าสุกงอม ครัง้ ละ 2 ผล วันละ 3 ครัง้ ก่อนอาหาร 1/2 ชัว่ โมง เวลารับประทานควรเคีย ้ วให ้ละเอียดทีส ่ ด ุ

ลอ งด เู ภ ส

3. แก้ทอ ้ งเดิน - ใช ้เนือ ้ กล ้วยนํ้ าว ้าห่ามรับประทาน หรือใช ้กล ้วยนํ้ าว ้าดิบ ฝานเป็ นแว่น ตากแห ้ง

รับประทาน

สารเคมีทพ ่ี บ : •

ห ัวปลี มีธาตุเหล็กมาก

ห ัวปลี และราก มี Triterpene หรือ Steroid

ผลกล ้วย ทุกชนิดประกอบด ้วย นํ้ า แป้ ง โปรตีน ไขมัน เส ้นใย เกลือแร่ตา่ งๆ (โดยเฉพาะแคลเซียม เหล็ก และโปรแตสเซียมในกล ้วยหอมมีมาก) วิตามิน และเอนไซม์ตา่ งๆ นอกจากนีย ้ งั มี Serotonin Noradrenaline และ Dopamine

ผลดิบ มีแป้ ง Tannin acid, Gallic acid และ Pectin มาก

กล้วยหอมสุก ให ้กลิน ่ และรสของ Amyl acetate, Amylbutyrate Acetaldehyde, Ethyl alcohol และ

Methyl alcohol

นํา้ ยาง มี Pelargonidin, Cyanidin, Delphinidin Palonidin Petunidin และ Malvidin

ประโยชน์ทางยาของกล้วยหอม

กล ้วยหอมเป็ นผลไม ้ รสหวาน เย็น ไม่มพ ี ษ ิ สารอาหารทีส ่ าํ คัญๆ ในกล ้วยหอม ได ้แก่ แป้ ง โปรตีน ไขมัน

นํ้ าตาล วิตามินหลายชนิด จัดเป็ นผลไม ้บํารุงร่างกายดี นอกจากนีก ้ ล ้วยหอมยังสามารถใช ้รักษาโรคได ้หลายชนิด

่ ชืน ่ แก ้กระหาย ถอนพิษ นอกจากนี้ยังพบว่า มีฤทธิร์ ักษาตามตํารับยา ดังนี้ เช่น เป็ นยาทําให ้ปอดชุม •

ร ักษาความด ันโลหิตสูง - เอาเปลือกกล ้วยหอมสด 30-60 กรัม ต ้มเอานํ้ าดืม ่ ถ ้าเอาปลีกล ้วยต ้ม รับประทานเป็ นประจํา จะช่วยป้ องกันเส ้นเลือดในสมองแตกได ้

ร ักษาริดสีดวงทวาร แก้ทอ ้ งผูก - รับประทานกล ้วยหอมสุกตอนเช ้า ขณะท ้องว่างวันละ 1-2 ผล ทุกวัน

ร ักษามือเท้าแตก - เอากล ้วยหอมทีส ่ ก ุ เต็มที่ เจาะรูเล็กๆ ทีป ่ ลายข ้างหนึง่ แล ้วบีบเอากล ้วยออกมาทาที่ เท ้าแตก ทิง้ ไว ้หลายชัว่ โมง จึงล ้างออก จะรู ้สึกดีขน ึ้


กะเพรา

่ พ้อง : Ocimum tenuiflorum L. ชือ

ลอ งด เู ภ ส

่ สาม ัญ : Holy basil, Sacred Basil ชือ

ชั

่ วิทยาศาสตร์ : Ocimum sanctum L. ชือ

วงศ ์ : Lamiaceae (Labiatae)

่ อืน ชือ ่ : กะเพรา ขน กะเพราขาว กะเพรา (ภาคกลาง) กอมก ้อ กอมก ้อดง (เชียงใหม่) อีต่ ไู ทย (ภาคอีสาน) ล ักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม ้พุ่ม สูง 30-60 ซม. โคนต ้นค่อนข ้างแข็ง กะเพราแดงลําต ้นสีแดงอมเขียว ส่วน กะเพราขาวลําต ้นสีเขียวอมขาว ยอดอ่อนมีขนสีขาว ใบ เป็ นใบเดีย ่ ว ออกตรงข ้ามกัน รูปรี กว ้าง 1-3 ซม. ยาว 2.5-

5 ซม. ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบแหลม ขอบใบจักเป็ นฟั นเลือ ่ ย แผ่นใบสีเขียว มีขนสีขาว ดอก ออกเป็ นช่อที่ ่ มติดกัน ปลายเรียวแหลม ด ้านนอกมีขน กลีบ ปลายยอด ดอกสีขาวแกมม่วงแดงมีจํานวนมาก กลีบเลีย ้ งโคนเชือ ดอกแบ่งเป็ น 2 ปาก ปากบนมี 4 แฉก ปากล่างมี 1 แฉก ปากล่างยาวกว่าปากบน มีขนประปราย เกสรเพศผู ้มี 4 อัน ผล เป็ นผลแห ้ง เมือ ่ แตกออกจะมีเมล็ด สีดํา รูปไข่

ส่วนที่ใช ้ : ใบ และยอดกะเพราแดง ทัง้ สดและแห ้ง ทัง้ ต ้น

สรรพคุณ :

1. แก ้อาการคลืน ่ ไส ้ อาเจียน (เกิดจากธาตุไม่ปกติ)

2. ใช ้แก ้อาการท ้องอืดเฟ้ อ แน่จก ุ เสียดและปวดท ้อง 3. แก ้ไอและขับเหงือ ่ 4. ขับพยาธิ

5. ขับนํ้ านมในสตรีหลังคลอด 6. ลดไข ้ 7. เป็ นยาอายุวฒ ั นะ ้ รา 8. เป็ นยารักษาหูด กลากเกลือ ้ น ต ้านเชือ 9. เป็ นยาสมุนไพร ใช ้ไล่ หรือฆ่ายุง 10. เป็ นสมุนไพร ไล่แมลงวันทอง


วิธแ ี ละปริมาณที่ใช ้ : แก้คลื่นไส ้ อาเจียน (เกิดจากธาตุไม่ปกติ)

อาการท ้องอืดเฟ้ อ แน่นจุกเสียด ปวดท ้อง ใช ้กะเพราทัง้ 5 ทัง้ สด หรือ แห ้ง ชงนํ้ าดืม ่ รับประทาน เด็กอ่อน ใช ้ใบสด 3-4 ใบ ผู ้ใหญ่ ใบแห ้ง 1 กํามือ, 4 กรัม ผงแห ้ง 1 ช ้อนโต๊ะ หรือ 2 ช ้อนแกง ใบสด 25 กรัม ภายนอก เด็กอ่อน ใบสด 10 ใบ วิธ ี ใช ้ : ยาภายใน เวลา 2-3 วัน จะช่วยขับลม และถ่ายขีเ้ ทา

ชั

เด็ก อ่อน - ใช ้ใบสด ใส่เกลือเล็กน ้อย บดให ้ละเอียด ผสมนํ้ าผึง้ หยอดให ้เด็กอ่อนเพิง่ คลอด 2-3 หยด เป็ น ผู ้ใหญ่ - ใช ้ใบกะเพราแห ้ง ชงกับนํ้ าดืม ่ เป็ นยาขับลม ถ ้าป่ นเป็ นผง ให ้ชงกับนํ้ ารับประ

ลอ งด เู ภ ส

คนโบราณใช ้ใบกะเพราสดแกงเลียงให ้สตรีหลังคลอดรับประทาน ช่วยขับลม บํารุงธาตุ

ยายภายนอก

ใช ้ใบสดทาบริเวณท ้องเด็กอ่อน จะลดอาการท ้องขึน ้ ท ้องเฟ้ อได ้

กะเพรามี 2 ชนิด คือ กะเพราขาว และ กะเพราแดง กะเพราแดงมีฤทธิแ ์ รงกว่ากะเพราขาว ในทางยานิยม

ใช ้กะเพราแดง แต่ถ ้าประกอบอาหารมักใช ้กะเพราขาว •

ยาเพิม ่ นํา้ นมในสตรีหล ังคลอด

ใช ้ใบกะเพราสด 1 กํามือ แกงเลียงรับประทานบ่อยๆ หลังคลอดใหม่ๆ

้ น เป็นยาร ักษากลากเกลือ

ใช ้ใบสด 15-20 ใบ ตําหรือขยีใ้ ห ้นํ้ าออกมา ใช ้ทาถูตรงบริเวณทีเ่ ป็ นกลาก ทาวันละ 2-3 ครัง้ จนกว่าจะ

หาย

เป็นยาร ักษาหูด

ใช ้ใบกะเพราแดงสด ขยีท ้ าตรงหัวหูด เข ้า-เย็น จนกว่าหัวหูดจะหลุด

ข้อควรระว ัง :

นํ้ ายางทีใ่ ช ้สําหรับกัดหูดนีเ้ ป็ นพิษมาก ดังนัน ้ ควรใช ้ด ้วยความระวัง

- อย่าให ้เข ้าตา

- ให ้กัดเฉพาะตรงทีเ่ ป็ นหูด อย่าให ้ยางถูกเนือ ้ ดี ถ ้าถูกเนือ ้ ดี เนือ ้ ดีจะเน่าเปื่ อย ซึง่ รักษาให ้หายได ้ยาก

เป็นยาสมุนไพร ใชไ้ ล่หรือฆ่ายุง ใช ้ทัง้ ใบสดและกิง่ สด 1 กิง่ ใหญ่ ๆ เอาใบมารขยี้ แล ้ววางไว ้ใกล ้ๆ ตัว จะช่วยไล่ยงุ ได ้ และยังสามารถไล่ แมลงได ้ด ้วย นํ้ ามันกะเพรา เอาใบสดมากลัน ่ จะได ้นํ้ ามันกะเพรา ซึง่ มีคณ ุ สมบัตไิ ล่ยงุ ได ้ดีกว่าต ้นสดๆ

เป็นสมุนไพรไล่แมลงว ันทอง ใช ้นํ้ ามันทีก ่ ลัน ่ จากใบสด ตามความเหมาะสม นํ้ ามันหอมระเหยนีไ้ ปล่อแมลง จะทําให ้แมลงวันทองบินมา ตอมนํ้ ามันนี้


สาร เคมี : ในใบพบ Apigenin, Ocimol, Linalool , Essential Oil, Chavibetal

* เนือ้ หา รู ปภาพ และวิดีโอ ทัง้ หมด ได้ มาจาก

ลอ งด เู ภ ส

ชั

- www.

สมุนไพรไทย  

ประโยชน์ของสมุนไพรไทย

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you