Page 1

202-23003 การเขียนงานวิจัยเบื้องต้ น ( Research Writing at the Beginning ) อาจารย ์สุวรรณี ชูเสน ภาควิชาดุรย ิ างคศิลป์ คณะศิลปนาฏดุรย ิ างค ์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์


มีความรับผิดชอบ ต่อสังคม

ตระหนักถึง พันธกรณี

่ ตย ์ ซือสั

เคารพความคิดเห็น ทางวิชาการของผูอ้ น่ื

มีพ้ นื ฐานความรู ้

จรรยาบรรณนักวิจยั มีความ รับผิดชอบ

นาผลงานวิจยั ไป ใช้ในทางที่ชอบ ปราศจาก อคติ 2

เคารพศักดิ์ศรี และสิทธิ

สานักงานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ


่ คุณสมบัตข ิ องนักวิจย ั ทีดี

3


่ คุณสมบัตข ิ องนักวิจย ั ทีดี

4


่ คุณสมบัตข ิ องนักวิจย ั ทีดี

5


่ คุณสมบัตข ิ องนักวิจย ั ทีดี

6


่ คุณสมบัตข ิ องนักวิจย ั ทีดี

7


่ คุณสมบัตข ิ องนักวิจย ั ทีดี

8


่ คุณสมบัตข ิ องนักวิจย ั ทีดี

9


่ คุณสมบัตข ิ องนักวิจย ั ทีดี

10


R E S E A R C H

• Recruitment and Relationship • Education and Efficiency • Sciences and Stimulation • Evaluation and Environment • Aim and Attitude

• Result • Curiosity

• Horizon


“ วิ จั ย ” พจนานุ กรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530 (2535, 493) :

่ ่ ้วนตามหลักวิชา” “การวิจยั เป็ นการค ้นคว ้าเพือหาข ้อมูลอย่างถีถ พจน์ สะเพียรช ัย : ่ ระบบแบบแผนเชือถื ่ อได ้ เพือให ่ ้เกิดความรู ้ทีเชื ่ อถื ่ อได ้" "การวิจยั คือวิธแี ก ้ปัญหาทีมี

อนันต ์ ศรีโสภา : ่ ดเจนอย่างมีระบบ โดยมีการทดสอบ "การวิจยั เป็ นกระบวนการเสาะแสวงหาความรู ้จากปัญหาทีชั ่ ่ ่ ้น ๆ เพือน ่ าไป สมมติฐานทีแสดงความสั มพันธ ์ระหว่างเหตุและผล ซึงสอดคล ้องกับจุดมุ่งหมายในเรืองนั

่ ่ ่ ่ งสิงใดให ่ พยากรณ์หรือสังเกตการเปลียนแปลง เมือควบคุ มสิงหนึ ้คงที"่ 12


“ วิ จั ย ” เบส (Best) : ่ นระเบียบ มีการจดบันทึก "การวิจยั เป็ นแบบแผนหรือกระบวนการวิเคราะห ์อย่างเป็ นปรนัย มีโครงสร ้างทีเป็ ่ าไปอธิบาย ทานาย หรือควบคุมปรากฎการณ์ตา่ ง ๆ" รายงาน และสรุปผลเป็ นกฎเกณฑ ์หรือทฤษฎีขนเพื ึ ้ อน

เคอร ์ลิงเจอร ์ (Kerlinger) : ่ "เป็ นการใช ้ข ้อมูลในการตรวจสอบสมมติฐานเกียวกั บความสัมพันธ ์ของปรากฎการณ์ธรรมชาติ โดยมีการควบคุมอย่างเป็ นระบบสม่าเสมอ”

บุญธรรม กิจปรีดาบริสท ุ ธิ ์ : “การวิจยั เป็ นกระบวนการค ้นคว ้าหาข ้อเท็จจริงหรือปรากฏการณ์ตามธรรมชาติอย่างมีระบบระเบียบ ่ นอน เพือให ่ ้ได ้ความรู ้ทีเชื ่ อถื ่ อได ้” และมีจด ุ มุ่งหมายทีแน่ 13


“ วิ จั ย ” นันทวัน สุชาโต

:

“การวิจยั คือกระบวนการแสวงหาข ้อเท็จจริง หรือการพยายามค ้นหาคาตอบ หรือหาความรู ้ ่ ดขึนในสั ้ ความเข ้าใจในปรากฏการณ์ตา่ งๆ ทีเกิ งคม โดยใช ้วิธก ี ารศึกษาอย่างมีระเบียบ และมีหลักเกณฑ ์ทางวิทยาศาสตร ์ (scientific methods)” ศิริช ัย กาญจนวาสี : ่ ลก ่ “การวิจยั คือกระบวนการแสวงหาหรือพัฒนาองค ์ความรู ้ทีมี ั ษณะเป็ นนัยทัวไป ชาติ ประสิทธิร์ ัฐสินธุ ์ :

่ อถื ่ อได ้” อย่างมีระบบแบบแผนโดยวิธก ี ารอันเป็ นทีเชื

่ กต ้องในสิงที ่ ต ่ ้องการศึกษา “การวิจยั หมายถึง กระบวนการแสวงหาความรู ้ ความเข ้าใจทีถู ่ ้จากการ มีการเก็บรวบรวมข ้อมูล การจัดระเบียบ ข ้อมูล การวิเคราะห ์และการตีความหมายผลทีได 14

้ เพื ้ อให ่ ้ได ้มาซึงค ่ าตอบอันถูกต ้อง” วิเคราะห ์ ทังนี


“แนวคิ ดปรั ช ญาการวิ จั ย ” ปฏิฐานนิ ยม (positivism)

Quantitative Research

15


“แนวคิ ดปรั ช ญาการวิ จั ย ” ปรากฏการณ์นิยม (Phenomenology)

หรือธรรมชาตินิยม (Naturalism)

Qualitative Research 16


การวิจยั เชิงปริ มาณ - การวิจยั เชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงคุณภาพ 1. มีรากฐานมาจากปรัชญาแนวคิดแบบปรากฏการณ์นิยม 1. มีรากฐานมาจากปรัชญาแนวคิดแบบปฏิฐานนิยม (phenomenology) (Phenomenalism) 2.มุ่งเน้นหาความจริ งที่คนทัว่ ไปจะยอมรับ (common reality) 2. มุ่งทาความเข้าใจในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง 3. เป็ นการวิจยั ที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์และทดลอง ซึ่ งจาเป็ นต้อง 3. เป็ นการวิจยั ที่เน้นการพรรณนา/อธิบาย (Descriptive approach) อาศัยวิธีการทางสถิติ 4. ให้ความสาคัญกับกระบวนการได้มาซึ่งความจริ งโดยมองแบบ 4. ให้ความสาคัญกับผลที่จะได้รับมากกว่ากระบวนการการ องค์รวม (Wholistic view) ดาเนินการมีข้นั ตอน ระเบียบแบบแผนที่ค่อนข้างแน่นอน 5. ใช้วธิ ีการวิเคราะห์เชิงอุปมาน 5. ใช้วธิ ีการวิเคราะห์เชิงอนุมาน ด้วยการทดสอบคาตอบที่ 6. มุ่งแสวงหาความรู ้เพื่อสร้างเป็ นกฏ/ทฤษฎี คาดคิดไว้ล่วงหน้า 7. สิ้ นสุ ดการศึกษาวิจยั ด้วยทฤษฎี 6. เริ่ มต้นการศึกษาวิจยั ด้วยทฤษฎี 8. ส่ วนใหญ่เป็ นการวิจยั ในสาขาวิชาสังคมศาสตร์และ 7. เริ่ มต้นการศึกษาวิจยั ด้วยทฤษฎี มนุษยศาสตร์ 8. ส่ วนใหญ่เป็ นการวิจยั ในสาขาวิทยาศาสตร์

การวิจัยเชิงปริมาณ

17


อานันท์ กาญจนพันธุ์ (2544) กล่าวว่า ทัศนะหรื อความเชื่อของนักวิจยั ที่แตกต่างกันต่อปรากฏการณ์หนึง่ จะเป็ นตัวกาหนดการเลือกใช้ ระเบียบวิธีวิจยั ที่แตกต่างกัน ซึง่ ทัศนะหรื อความเชื่อดังกล่าวมีที่มาจากปรัชญาที่แตกต่างกัน ช่วงกว่าทศวรรษที่ผา่ นมาได้ มีการโต้ แย้ งเกี่ยวกับวิธีการวิจยั ทางสังคมศาสตร์ ระหว่าง 2 ฝ่ าย คือ ฝ่ ายวิจยั เชิงปริมาณ และฝ่ ายวิจยั เชิงคุณภาพ การวิวาทะนันไม่ ้ ได้ ตงอยู ั ้ บ่ นพื ้นฐานของความ แตกต่างในลักษณะข้ อมูล หรื อการเสนอข้ อมูลที่วา่ ฝ่ ายหนึง่ เกี่ยวข้ องเฉพาะกับสถิ ติตวั เลข และอีกฝ่ ายหนึง่ เกี่ยวข้ องแต่เรื่ องการบรรยายด้ วยถ้ อยคา หากมีรากเหง้ ามาจากความแตกต่าง ทางปรัชญาพื ้นฐานเกี่ยวข้ องกับการแสวงหาความจริงทางสังคม


ประเภทของการวิจัย การวิจัยเชิงปริมาณ (quantitative research)

ลักษณะของ ข้อมูล 19

การวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research)


ประเภทของการวิจัย

สาขาวิชาการ ต่ างๆ ของ

สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิ ตศาสตร์

สภาวิจัย แห่ งชาติ

สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา

20

สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช

สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจยั สาขาปรัชญา


ประเภทของการวิจัย

สาขาวิชาการ ต่ างๆ ของ สภาวิจัย แห่ งชาติ 21

สาขานิ ติศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์ สาขาสังคมวิทยา สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิ เทศศาสตร์ สาขาการศึกษา


ประเภทของการวิ จั ย การวิจัยพืน้ ฐานหรื อการวิจัยบริสุทธิ์ (basic or pure research)

การนาผลไปใช้

การวิจัยประยุกต์ (applied research)

การวิจยั เชิงปฏิบัติการ (action research) 22


ประเภทของการวิจัย การวิจยั ขั้นสารวจ (exploratory research)

วัตถุประสงค์ และวิธีการ เสนอข้ อมูล

การวิจัยเชิงบรรยาย (descriptive research)

การวิจยั เชิงอรรถาธิบาย (explanatory research) การวิจยั เชิงคาดคะเน (predictive research) การวิจยั เชิงวินิจฉัย (diagnostic research)

23


ประเภทของการวิจัย

ความสามารถ

การวิจยั เชิงทดลอง (experimental research)

ในการควบคุม

การวิจัยเชิงกึง่ ทดลอง (quasi experimental research)

ตัวแปร 24

การวิจยั เชิงธรรมชาติ (naturalistic research)


ประเภทของการวิจัย

ระเบียบวิธี การวิจัย 25

การวิจยั เชิงประวัติศาสตร์ (historical research)

การวิจยั เชิงบรรยาย (descriptive research) การวิจยั เชิงทดลอง (experimental research)


ประเภทของการวิจัย การวิจยั เชิงประวัติศาสตร์ (historical research)

ระเบียบวิธี การวิจัย

การวิจยั เชิงทดลอง (experimental research)

การวิจยั เชิงย้ อนรอย (expost facto research) การวิจยั เชิงสารวจ (survey research) การวิจยั เชิงชาติพนั ธุ์วรรณา (ethnographic research)

การวิจยั เชิงประเมินผล (evaluative research) 26


เทีย่ งตรง (Validity) ประสิ ทธิภาพ (Effciency)

เครื่องมือ ในการวิจยั อำนำจจำแนก (Discrimination

27

เชื่ อถือได้ (Reliability)


วัด............

28


่ เครืองมื อในการวิจย ั ่ อวิจยั • การเลือกใช ้และสร ้างเครืองมื • แบบทดสอบ • แบบสอบถาม • แบบสัมภาษณ์ • แบบสังเกต

่ • การหาความเทียง • การหาความตรง 29


การเลือกใช้และสร้างเครือ่ งมือวิจยั ลักษณะประชากรที่วจิ ยั ตัวแปรการวิจยั ลักษณะของข้อมูล ระยะเวลาในการวิจยั 30


แบบทดสอบ

แบบอัตนัย / ความเรียง Subjective of Essey test

• จำกัดคำตอบ • ไม่ จำกัดคำตอบ 31


แบบปรนัย Objective test √ X

1. การวัดผลคือ............ เลือกตอบ

32


แบบสอบถาม (Questionnaire)

33


โครงสร้างของแบบสอบถาม ส่วนนำหรือคำชี้แจง จุดประสงค์ทใ่ี ห้ตอบแบบสอบถาม การนาคาตอบทีไ่ ด้ไปใช้ ประโยชน์ คาอธิบายลักษณะของแบบสอบถาม วิธกี ารตอบ แบบสอบถามพร้อมตัวอย่าง พร้อมทัง้ จบลงด้วยชือ่ และทีอ่ ยู่ของผูว้ จิ ยั

ข้อมูลส่วนตัว

คาถามเกี่ยวกับเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ อะไรบ้างที่เกี่ยวกับ ข้อมูลส่วนตัวทีเ่ ป็ นตัวแปรในการวิจยั ตามกรอบแนวคิด ชุดคำถำมเกี่ยวกับควำมคิดเห็น หรือพฤติกรรมของผู้ตอบ

บอกถึงพฤติกรรม หรือปรากฏการณ์ หรือให้แสดงความคิดเห็น ในด้านต่างๆ อาจเป็ นได้ทงั้ คาถามปลายปิ ดและปลายเปิ ด 34


หลักการในการสร้างแบบสอบถาม ...............1. ต้องมีจดุ มุง่ หมายทีแ่ น่นอนว่าต้องการจะถามอะไรบ้าง และจะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ งานวิจยั ทีจ่ ะทา ...............2. ต้องสร้างคาถามให้ตรงตามจุดมุง่ หมายทีต่ งั้ ไว้ เพือ่ ป้ องกันการมีขอ้ คาถามนอกประเด็นและมีจานวน ข้อคาถามจานวนมาก ...............3. ต้องถามให้ครอบคลุมเรื่องทีจ่ ะวัด โดยมีจานวนข้อคาถามทีพ่ อเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป แต่จะ มากหรือน้อยเท่าใดนัน้ ขึ้นอยู่กบั พฤติกรรมทีจ่ ะวัด ซึง่ ตามปกติพฤติกรรมหรือเรื่องที่จะวัดเรื่องหนึ่งๆ นัน้ ควรมีขอ้ คาถามในช่วง 25-60 ข้อ ...............4. การเรียงลาดับข้อคาถาม ควรเรียงลาดับให้ต่อเนื่องสัมพันธ์กนั และแบ่งตามพฤติกรรมย่อยๆ ไว้ เพือ่ ให้ผูต้ อบเห็นชัดเจนและง่ายต่อการตอบ นอกจากนัน้ ต้องเรียงคาถามง่ายๆ ไว้เป็ นข้อแรกๆ เพือ่ ให้ชกั จูงให้ ผูต้ อบอยากตอบคาถามต่อ ส่วนคาถามสาคัญๆ ไม่ควรเรียงไว้ตอนท้ายของแบบสอบถาม เพราะความสนใจในการ ตอบของผูต้ อบอาจจะน้อยลง ทาให้ตอบอย่างไม่ตงั้ ใจ ซึง่ จะส่งผลเสียต่อผลการวิจยั มาก 35


ถามแบบไหนดีเอ่ย..........................................

36


ลัก ษณะของคาถามที่ ดี ข องแบบสอบถามนั้ น ควรมี ล ั ก ษณะดั ง นี้ ....................1) ไม่ยาวจนเกินไป ควรใช้ขอ้ ความสัน้ กะทัดรัด ....................2) ข้อความ หรือภาษาทีใ่ ช้ชดั เจน เข้าใจง่าย ....................3) ไม่ใช้คาถาม ถามนาหรือแนะให้ตอบ ....................4) ไม่ถามเรื่องทีเ่ ป็ นความลับ ....................5) ไม่ถามในเรื่องทีร่ ูแ้ ล ้ว หรือถามในสิง่ วัดได้ดว้ ยวิธอี น่ื ....................6) เหมาะสมกับกลุม่ ตัวอย่าง ....................7. ข้อคาถามหนึ่งๆ ควรถามเพียงปัญหาเดียว ....................8. คาตอบหรือตัวหลักในข้อคาถามควรมีมากพอ หรือให้เหมาะสมกับข้อคาถามนัน้ แต่ถา้ ไม่สามารถระบุได้หมดก็ให้ใช้วา่ อืน่ ๆ โปรดระบุ ....................9) คาตอบทีไ่ ด้จากแบบสอบถาม ให้สามารถแปลงออกมาในรูปของปริมาณและใช้สถิตอิ ธิบายโดย ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์วเิ คราะห์ขอ้ มูลได้ 37


แบบสัง เกต ( Observation )

38


การสังเกต หมายถึง การเฝ้ าดูอย่างเอาใจใส่เรื่องใดเรื่องหนึ่ ง หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ ง วิธกี ารสังเกตมี 2 ประเภท คือ

1. การสังเกตแบบมีส่วนร่วม 2. การสังเกตแบบไม่มสี ่วนร่วม รูปแบบของการสังเกตมี 2 ลักษณะ คือ 1. การสังเกตโดยไม่มเี ค้าโครงแน่นอนล่วงหน้า 2. การสังเกตโดยมีเค้าโครงแน่นอนล่วงหน้า 39


ความเที่ ย ง (Reliability)

• ความเที่ยง หมายถึง ความคงเส้นคงวาของการทดสอบ วัด สังเกต หรือสัมภาษณ์ ทีไ่ ด้จากการใช้เครื่องมือวิจยั นัน้

ค่าความเทีย่ งสูงสุดมีค่า = 1

40


ความตรง

(validity)

ความตรง หมายถึง คุณภาพของเครื่องมือทีว่ ดั ได้ในสิง่ ทีต่ อ้ งการวัด

41

Basic Research  
Basic Research  
Advertisement