Page 1

สารบัญ

การขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

1

- สาระน่ารู้เกี่ยวกับการใช้รถจักรยานยนต์

2

- ความรู้พื้นฐานการขับขี่

21

- การฝึกฝนขับขี่ ให้ถูกต้อง

34

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522

41

- การใช้ทางเดินรถ

42

- สัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร

49


กรมการขน ่งทางบก

กรมการขน ่งทางบก กระทรวงคมนาคม www.dlt.go.th


สารบัญ

การขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

1

- สาระน่ารู้เกี่ยวกับการใช้รถจักรยานยนต์

2

- ความรู้พื้นฐานการขับขี่

21

- การฝึกฝนขับขี่ ให้ถูกต้อง

34

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522

41

- การใช้ทางเดินรถ

42

- สัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร

49


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

สาระน่ารู้เกี่ยวกับการใช้รถจักรยานยนต์

ในช่วงแรกนี้จะเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ การขับขี่รถที่รัดกุม, ท่าทางการขับขี่ที่ถูกต้อง และพื้นฐานที่สำคัญในการขับขี่ รถจักรยานยนต์ ที่สำคัญที่สุดผู้ขับขี่จะต้องทำความเข้าใจและสร้างความคุ้นเคย กับพื้นฐานต่าง ๆ เหล่านี้ให้ดี ก่อนที่จะทำการขับขี่รถจักรยานยนต์

1. เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ที่ใช้ ในการขับขี่

หมวกกันน็อค ◆ ผู ้ ขั บ ขี่ แ ละผู ้ ซ ้ อ นท้ า ยต้ อ งสวมใส่ ห มวกกั น น็ อ ค ในขณะขับขี่รถทุกครั้ง และหมวกกันน็อคต้องมี เครื่องหมายรับรองคุณภาพจาก มอก. ◆ การสวมใส่หมวกกันน็อคทุกครั้ง ต้องใส่สายรัดคาง ให้แน่นกระชับพอดี ไม่รัดแน่นหรือหลวมเกินไป โดยปกติสามารถใช้นิ้วชี้สอดเข้าไปใต้คางได้พอดี แว่นตากันลม ◆ ผู้ ขับขี่ ควรที่จะสวมใส่แว่นตากันลม เพื่อ ป้อ งกัน มิให้ฝุ่นละออง, เศษหิน, ทราย, ตัวแมลง หรือ

น้ำฝนกระเด็นเข้าตาในขณะขับขี่ เสื้อแจ็กเก็ตและกางเกง ◆ ควรสวมใส่เสื้อแจ็กเก็ตที่มีสีสันสว่างสดใส เพื่อให้ ผู้อื่นมองเห็นได้อย่างชัดเจนในระยะไกล ◆ กางเกงควรเป็ น กางเกงที่ ม ี เ นื ้ อ ผ้ า ที่ ห นา เช่ น

กางเกงยีนส์ที่ไม่คับหรือหลวมเกินไป

ถุงมือ ◆ ผู ้ ขั บ ขี่ ค วรใส่ ถุ ง มื อ สำหรั บ ขั บ ขี่ ร ถจั ก รยานยนต์ เพื่ อ ให้ ก ระชั บ ในขณะขั บ ขี่ แ ละ ป้องกันมิให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงที่มือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ รองเท้า ◆ ควรสวมใส่ ร องเท้ า บู๊ ท หรื อ รองเท้ า หุ ้ ม ส้ น ทั ้ ง ผู ้ ขั บ ขี่ แ ละผู ้ ซ ้ อ นท้ า ย ไม่ ค วรสวมใส่

รองเท้าแตะในการขับขี่รถ เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่รุนแรงบริเวณเท้า

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ




คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

2. การใช้ขาตั้งข้างและการจูงรถจักรยานยนต์ วิธีเก็บและใช้ขาตั้งกลาง

ก. การเก็บขาตั้งกลาง 1 ใช้มือทั้งสองข้างจับที่แฮนด์รถ อย่าให้หน้ารถหันไปด้านซ้ายหรือขวา 2 ดันรถไปข้างหน้าด้วยแขนทั้งสองข้าง พร้อมกับใช้สะโพกด้านข้างดันรถไว้ เพื่อมิให้รถล้ม 3 ขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวลงจากขาตั้งกลางให้ใช้มือขวาค่อย ๆ บีบเบรกหน้า เพื่อช่วยป้องกันมิให้รถลื่นไถลไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว ข. ใช้ขาตั้งกลาง 1 ใช้ ม ื อ ซ้ า ยยึ ด จั บ ที่ แ ฮนด์ ร ถ มือขวาจับที่มือจับใต้เบาะด้าน หลังรถ 2 รักษาตำแหน่งหน้ารถให้แฮนด์ 3 เท้าขวาเหยียบลงบนคานของขาตั้งกลาง ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนคานขาตั้งทั้งตัว พร้อมกับ ตั ้ ง ตรงอยู่ เ สมอไม่ หั น ไปทาง ใช้มื อขวาที่จั บ อยู่ด ้ า นหลั ง รถ ยกรถขึ ้ น ซ้ายหรือขวา ในจังหวะเดียวกัน ข้อควรระวังในการจอดรถโดยใช้ขาตั้งกลาง ◆ ควรเลือกพื้นถนนที่ราบเรียบไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ และแข็งพอที่จะไม่ทำให้รถล้มลงได้ ◆ การใช้ ข าตั ้ ง กลางขณะที่ ร ถเอี ย งหรื อ ตั ้ ง หน้ า รถไม่ ต รง จะต้ อ งออกแรงมาก

เป็นกรณีพิเศษ




คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

วิธี ใช้และเก็บขาตั้งข้าง

วิธีจูงรถจักรยานยนต์ ในรูปแบบต่าง ๆ

ก. การจูงรถไปด้านหน้า 1 ใช้มือทั้งสองข้างจับที่แฮนด์ มือขวาพร้อมที่จะใช้เบรกหน้าได้ตลอดเวลา เมื่อจำเป็น 2 รักษาตำแหน่งรถให้ตั้งตรง 3 ใช้ลำตัวแนบเข้ากับตัวรถดันมิให้รถล้ม พร้อมกับออกแรงดันรถไปด้านหน้า ข. การจูงรถรูปเลข 8 1 เมื่อต้องการจูงรถไปทางด้านซ้าย ใ ห ้ หั น แ ฮ น ด์ ร ถ ไ ป ท า ง ซ ้ า ย เอียงรถเข้าหาลำตัวเล็กน้อย 2 เมื่อต้องการจูงรถไปทางด้านขวา ใ ห ้ หั น แ ฮ น ด์ ร ถ ไ ป ท า ง ข ว า พร้ อ มกั บ ใช้ ส ะโพกดั น รถไว้ อ ยู่ ตลอดเวลา



ก. การใช้ขาตั้งข้าง 1 เลือกพื้นถนนที่แข็งเพื่อมิให้พื้นเกิดการยุบตัว 2 ใช้มือซ้ายจับที่แฮนด์ มือขวาจับที่มือจับด้านหลังหรือจะใช้มือทั้งสองข้าง จับยึดที่แฮนด์ด้านหน้าอย่างเดียวก็ได้ รักษาตำแหน่งรถให้ตั้งตรง ใช้เท้าขวา ถีบขาตั้งข้างลงมาจนสุด 3 ค่อย ๆ เอียงรถช้า ๆ จนกว่าขาตั้งข้างจะสัมผัสกับพื้นถนน จับแฮนด์รถ หันไปทางซ้ายในตำแหน่งล็อกคอรถ 4 ใส่เกียร์รถไปที่ตำแหน่งเกียร์ 1 เพื่อป้องกันรถลื่นไถล ข. การเก็บขาตั้งข้าง 1 ยกรถขึ้นจนกระทั่งปลายขาตั้งข้างพ้นจากพื้นถนน ตำแหน่งรถตั้งตรง 2 ใช้ปลายเท้าขวาเตะขาตั้งข้างขึ้นเก็บเข้าที่เดิม


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ค. การจูงรถถอยหลัง 1 ใช้มือซ้ายจับที่แฮนด์ มือขวาจับที่มือจับด้านหลัง 2 ค่อย ๆ ดันรถไปทางด้านหลังช้า ๆ ระวังอย่าให้หน้ารถส่ายไปมา

วิธียกรถเมื่อรถล้ม

กรณีรถล้มลงทางด้านซ้ายมือ 1 จับแฮนด์รถหันไปทางด้านขวา จนกระทั่งสุดในตำแหน่งล็อกคอ 2 ใช้มือทั้งสองจับที่แฮนด์ทั้งสองข้าง มือขวาบีบคันเบรกหน้าเอาไว้ 3 ค่ อ ย ๆ ยกรถขึ ้ น ด้ ว ยมื อ ทั ้ ง สองข้ า ง ใช้ เ ข่ า และสะโพกแนบกั บ ตั ว รถ

ค่อย ๆ ดันรถขึ้นช้า ๆ ในจังหวะเดียวกัน จนกว่ารถจะตั้งตรง 4 ใช้เท้าขวาเขี่ยขาตั้งข้างลง ค่อย ๆ เอียงรถจนกระทั่งปลายขาตั้งข้างสัมผัส กับพื้นถนนอย่างมั่นคง กรณีรถล้มลงทางด้านขวามือ 1 ให้เดินอ้อมไปทางด้านที่รถล้มแล้วเอาขาตั้งข้างกางออกให้สุด 2 จับแฮนด์รถหันไปด้านซ้ายและใช้วิธียกรถเช่นเดียวกันกับกรณีรถล้มทางด้านซ้ายมือ จนกว่าขาตั้งข้างจะสัมผัสกับพื้นถนน




คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

3. ส่วนประกอบที่สำคัญและพื้นฐานการทำงานของรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนที่สำคัญ

มาตรวัดรอบ

มาตรวัดความเร็ว

คันเบรกหน้า คันเร่ง

สวิตช์ปิดเปิด สวิตช์ไฟหน้า

คันคลัทช์

ไฟเลี้ยวหน้า บังโคลนหน้า

พักเท้า

ท่อไอเสีย

ไฟเลี้ยวหลัง

คันเกียร์

แตรและสวิตช์ไฟ

กระจกมองหลัง

โช๊คอัพหน้า ไฟหน้า

คันเบรกหลัง

ถังน้ำมัน

ยาง

ฝาครอบข้าง

ไฟท้ายและไฟเบรกหลัง

มือจับด้านหลัง เบาะ

ขอบล้อ

เบรกหน้า



ตัวถัง เครื่องยนต์

โซ่ขับเคลื่อน

เบรกหลัง


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

พื้นฐานการทำงานที่สำคัญ

ก. คันเร่ง (ปกติจะทำงานสัมพันธ์กับเครื่องยนต์)

เมื่อต้องการเร่งเครื่องยนต์

เมื่อต้องการลดเครื่องยนต์

1 จับคันเร่งโดยใช้นิ้วมือทั้ง 5 กำให้กระชับกึ่งกลางพอดี 2 เมื่อต้องการจะเร่งเครื่องยนต์ ให้ค่อย ๆ บิดข้อมือมาทางด้านหลังช้า ๆ และค่อย ๆ คืนข้อมือกลับไปทางด้านหน้าเมื่อต้องการจะเบาคันเร่งหรือ ลดความเร็ว 3 มุมระหว่างข้อมือที่จับคันเร่งประมาณ 120 องศา

ข. คันคลัทช์ (มีหน้าที่ส่งกำลังของเครื่องยนต์ไปยังล้อหลัง) เมื่ อ คลั ท ช์ เ ลิ ก ทำงาน แผ่นคลัทช์จะค่อย ๆ แยกออก จากกัน ทำให้ไม่สามารถ เมื่อคลัทช์ทำงานจะส่ง ส่งกำลังเครื่องยนต์ไปยัง กำลังเครื่องยนต์ไปยัง ล้อหลังได้ ล้อหลัง เมื่อคลัทช์ค่อย ๆ วิ่งเข้าหากัน ทำให้พร้อมที่จะส่งกำลังเครื่องยนต์ ไปยังล้อหลังค่อย ๆ 1 จับคันคลัทช์ให้กระชับด้วยนิ้วมือทั้ง 5 2 บีบคันคลัทช์มาทางด้านหลังจนสุด 3 ค่อย ๆ ปล่อยคันคลัทช์ออกมาอย่างช้า ๆ เพื่อให้คลัทช์เริ่มทำงานอย่างนิ่มนวล




คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ง. คันเบรกหลัง (ทำหน้าที่ทำให้ล้อหลังหยุดหมุน) 1 การใช้เบรกหลังควรใช้ปลายเท้าค่อย ๆ เหยียบลงที่คันเบรก โดยที่ส้นเท้ายังวาง อยู่บนยางพักเท้า 2 ควรเหยี ย บคั น เบรกหลั ง อย่ า งนุ่ ม นวล

จงหลี ก เลี่ ย งการเหยี ย บเบรกอย่ า ง รุนแรง 3 เมื่ อ เลิ ก ใช้ เ บรกหลั ง ควรละปลายเท้ า ออกจากคันเบรก (ห้ามใช้ปลายเท้าแตะ ไว้ที่คันเบรกตลอดเวลา)

จ. คั น เกี ย ร์ (ทำหน้ า ที่ เ ปลี่ ย นตำแหน่ ง เกี ย ร์ ใ ห้ เ หมาะสมระหว่ า งกำลั ง ของ เครื่องยนต์สัมพันธ์กับความเร็ว) 1 เบาเครื่องยนต์พร้อมกับบีบคลัทช์ 2 ค่อย ๆ ใช้ปลายเท้าซ้ายกดหรืองัดคันเกียร์ ให้ขึ้น-ลง ตามตำแหน่งเกียร์ที่ต้องการ



ค. คันเบรกหน้า (ทำหน้าที่ทำให้ล้อหน้าหยุดหมุน) 1 ใช้เบรกหน้าโดยวางนิ้วมือทั้ง 4 อยู่ตรง กึ่งกลางของคันเบรก 2 ค่อย ๆ บีบคันเบรกมาด้านหลังช้า ๆ เบรก จะค่อย ๆ ทำงาน ทำให้ล้อหลังเริ่มหมุน ช้าลงจนกระทั่งหยุดหมุนเมื่อเบรกถูกบีบ ลงมาเต็มที่


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

การเปลี่ยนเกียร์จากเกียร์ต่ำไปหา เกียร์สูง 5 4 3 2 N 1 ใช้ ป ลายเท้ า กดลงบนคั น เกี ย ร์ ไ ปที่ ตำแหน่งเกียร์หนึ่ง และใช้ปลายเท้าสอด เข้าด้านล่างของคันเกียร์พร้อมกับงัดขึ้น เมื่อต้องการเปลี่ยนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง เกียร์ 2-3-4-5 ◆

การเปลี่ยนเกียร์จากเกียร์สูงไปหา เกียร์ต่ำ 5 4 3 2 N 1 ใช้ปลายเท้ากดคันเกียร์ลงจากเกียร์สูง ไปหาเกียร์ต่ำจนกว่าจะได้ตำแหน่งเกียร์ ที่ต้องการ ดังลูกศรในภาพ ◆

รถบางรุ่นอาจเป็นระบบเกียร์วน คือ กดลงด้านล่างตลอดเมื่อต้องการเปลี่ยนเป็น เกียร์สูง ควรศึกษาระบบเกียร์ก่อนการใช้รถ ฉ. สวิตช์และอุปกรณ์ต่าง ๆ สวิตช์ไฟเลี้ยว (การเปิดสวิตช์สัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย-ขวา เพื่อบอกให้ผู้ใช้รถคันอื่นรู้ว่า ผู้ขับขี่ ต้องการจะไปทิศทางใด)

ปุ่มสตาร์ทไฟฟ้า (ใช้กดเมื่อต้องการสตาร์ทเครื่องยนต์)

ปุ่มแตร (กดเมื่อต้องการให้เสียงเตือน) สวิตช์ปรับไฟหน้าสูง-ต่ำ สวิตช์ไฟหน้าและไฟท้าย

สวิตช์ตัดวงจร (ในกรณีที่ต้องการจะดับเครื่องยนต์ เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน)




คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

แผงไฟหน้าปัด มาตรวัดรอบ

เลขไมล์สะสม

มาตรวัดความเร็ว

เลขไมล์ที่ใช้งาน

สวิตช์ปิดเปิด OFF : ดับเครื่องยนต์ ON : พร้อมติดเครื่องยนต์ P : เปิดไฟหรี่ หน้า-หลัง สำหรับ จอดรถในตอนกลางคืน LOCK : ล็อกคอรถ

แผงไฟหน้าปัด TURN OIL

: แสงไฟจะสว่างเมื่อใช้สัญญาณไฟเลี้ยว : เปิ ด สวิ ต ช์ ไ ฟ สั ญ ญาณไฟสี แ ดงจะสว่ า งและ จะดับลงเมื่อเครื่องยนต์ติด ในกรณีที่มีสัญญาณ ไฟแดงสว่างในขณะที่เครื่องยนต์ติดอยู่แสดงว่า มีเหตุผิดปกติในระบบหล่อลื่น NEUTRAL : สั ญ ญาณไฟเขี ย วสว่ า งขึ ้ น แสดงว่ า รถอยู่ ใ น ตำแหน่งเกียร์ว่าง HIGH BEAM : เมื่อไฟหน้าอยู่ในตำแหน่งไฟสูง หลอดไฟสีฟ้า จะสว่างขึ้นมา

10


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

4. การตรวจเช็กก่อนการขับขี่

ผู้ขับขี่ควรหมั่นตรวจเช็กรถก่อนการขับขี่ทุกครั้ง รถต้องอยู่ในสภาพพร้อมที่จะ ใช้งานอยู่ตลอดเวลา ควรสำรวจตัวรถและตรวจเช็กระบบที่สำคัญต่าง ๆ เพื่อ หลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ และเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนนอื่น ๆ ก. น้ำมันเชื้อเพลิง ข. น้ำมันหล่อลื่น ◆ การขั บ ขี่ ทุ ก ครั ้ ง ต้ อ งแน่ ใ จว่ า มี

◆ ตรวจเช็ ก ระดั บ น้ ำ มั น หล่ อ ลื่ น ให้ อ ยู่

น้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพออยู่เสมอ ในระดั บ ที่ ก ำหนด และควรเปลี่ ย นถ่ า ย น้ำมันเครื่องทุกครั้งที่น้ำมันเครื่องสกปรก น้ำมันหล่อลื่น

ค. ยาง ◆ ควรตรวจเช็ ก แรงดั น ลมยางให้ อ ยู

่ ในเกณฑ์ที่กำหนดไม่แข็งหรืออ่อน เกินไป ◆ ควรตรวจเช็กสภาพและการสึกหรอ

ของยางอย่างสม่ำเสมอ

ยาง น้ำมันเครื่อง

11


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ง. โซ่ ◆

มาตรฐานประมาณ 15-20 มม.) ◆ ควรใช้น้ำมันหล่อลื่นสำหรับโซ่โดยเฉพาะ (ไม่ควรใช้จาระบี) จ. เบรก ◆ ตรวจเช็กการทำงานของเบรกหน้า-หลังว่าทำงานได้ดีหรือไม่ ◆ หมั่นตรวจเช็กระดับน้ำมันเบรกให้อยู่ในระดับเพียงพอ (เหนือขีด LOWER) ◆ ตรวจเช็ ก ระยะฟรี ข องคั น เบรกหน้ า และคั น เบรกหลั ง ให้ อ ยู่ ใ นระยะฟรี ป ระมาณ 15-20 มม. ฉ. คลัทช์ ◆ เมื่อบีบคันคลัทช์มาด้านหลังจนสุด เช็กการทำงานของเกียร์ว่า เข้าเกียร์ได้นุ่มนวล เป็นปกติหรือไม่ ◆ เช็กระยะฟรีของคันคลัทช์ที่เหมาะสมอยู่ในระยะฟรี 10-20 มม. ช. ระบบไฟสัญญาณและแตร ◆ เช็ ก ระบบไฟสั ญ ญาณต่ า ง ๆ เช่ น ไฟหน้ า , ไฟท้ า ย, ไฟเบรก และไฟเลี ้ ย ว ให้สามารถทำงานได้โดยปกติ ◆ เช็กสัญญาณแตรให้พร้อมที่จะใช้งาน

12

ตรวจเช็ ก ความตึ ง ของโซ่ ไ ม่ ใ ห้ ต ึ ง หรื อ หย่ อ นเกิ น ไป (ระยะความตึ ง ของโซ่


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ระบบไฟสัญญาณและแตร คลัทช์

โซ่

กระจกมองหลัง เบรก

ซ. กระจกมองหลัง ◆ การปรับแต่งกระจกมองหลังให้ปรับในขณะที่รถจอดอยู่กับที่และอยู่ในท่านั่งขับขี ่

ที่ ถู ก ต้ อ ง การปรั บ กระจกมองหลั ง ต้ อ งสามารถมองเห็ น ภาพที่ อ ยู่ ด ้ า นหลั ง ของท่านอย่างชัดเจน การปรับกระจกมองหลังที่ถูกต้องนั้น จะต้องมองเห็นหัวไหล่ของท่านอยู่ในขอบมุม ด้านล่างสุดของกระจก

13


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

5. ท่าทางการขับขี่ การขึ้นหรือลงรถทุกครั้งให้ใช้มือขวาบีบคันเบรกหน้าไว้แล้วหันมองดูด้านหลัง จนแน่ใจว่า ไม่มีรถคันอื่นตามหรือวิ่งแซงมา เมื่อขึ้นหรือลงรถ ให้ใช้เพียงเท้าซ้ายยึดเป็นหลักให้มั่น จงจำไว้ว่า ◆ อย่าหันหรือหมุนแฮนด์รถไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ◆ ควรเอียงรถเข้าหาตัวผู้ขับขี่เล็กน้อย ◆ ควรวางเท้าซ้ายของท่านให้มั่นคงลงบนพื้นถนน

14

การขึ้นรถ-ลงรถ


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ตำแหน่งการนั่งขับขี่

การนั่งขับขี่รถในตำแหน่งที่ถูกต้องทำให้เกิดความ ◆ คล่องตัวในการควบคุมรถ ◆ มีการทรงตัวที่ดี ◆ ทัศนวิสัยในการมองเห็นที่ดี และ ◆ ไม่เมื่อยล้าในขณะขับขี่ (ไม่ควรนั่งชิดด้านหน้าหรือหลังมากเกินไป) วางไหล่ให้สบาย ๆ ไม่ยก หรือเกร็งจนเกินไป ปล่อยแขนตามธรรมชาติ ไม่กางออก

นั่งขับชี่รถในตำแหน่งที่ถูกต้อง เพื่อช่วยให้เกิดความคล่องตัว ในการควบคุมรถ

ตามองตรงไปข้างหน้า ไม่ก้มหรือเงย จับแฮนด์ทั้งสองให้มือ อยู่ระหว่างกึ่งกลางของ มือจับพอดีและให้กระชับ ไม่แน่นหรือหลวมเกินไป

หัวเข่าเหยียดตรงไปข้างหน้าบีบกระชับ ให้พอดี ๆ กับถังน้ำมัน (อย่ากางเข่า ออกมาด้านข้างโดยเด็ดขาด)

วางเท้าทั้งสองลงบนที่พักเท้า ให้ปลายเท้าชี้ตรงไปข้างหน้า โดยที่ปลายเท้า ขวาแตะเบา ๆ อยู่คันเบรกหลัง และปลายเท้าซ้ายวางไว้ที่คันเปลี่ยนเกียร์ (อย่าสอดปลายเท้าทั้งสองไว้ด้านล่างคันเปลี่ยนเกียร์และคันเบรกหลัง)

15


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

6. การออกรถ การหยุดรถ และการเปลี่ยนเกียร์ ก. การสตาร์ทเครื่องยนต์

3 ไฟบอกเกียร์จะต้อง อยู่ที่ตำแหน่งเกียร์ ว่างเสมอ (N) 1 บิดวาล์วก๊อกน้ำมัน 2 หมุนกุญแจไปที่ 4 สวิตช์ตัดไฟอยู่ที่ ไปที่ตำแหน่ง ON ตำแหน่ง ON ตำแหน่ง RUN 5 ใช้โช๊คเมื่อสตาร์ท เครื่องขณะที่อากาศ เย็น อุ่นเครื่องยนต์ ทิ้งไว้สักครู่จึงเลิกใช้ โช๊ค (กดไปไว้ที่ ตำแหน่งเดิม) 6 ค่อย ๆ บิดคันเร่งมา ด้านหลังประมาณ 2-3 ซม. (ระวัง อย่าบิดคันเร่ง ข. การดับเครื่องยนต์ มากจนเกินไป) 1 บิดสวิตช์กุญแจไปที่ตำแหน่ง OFF 7 เหยียบคันสตาร์ท 2 บิดสวิตช์ตัดไฟไปที่ OFF ในกรณีที่เกิด ให้กระชับและ อุบัติเหตุ (เมื่อรถหยุดแล้วต้องแน่ใจว่า รวดเร็วเมื่อทำการ ปิดวาล์วก๊อกน้ำมันอยู่ที่ตำแหน่ง OFF) สตาร์ทเครื่องยนต์ หมายเหตุ สำหรับรถที่ใช้สตาร์ทไฟฟ้า ให้ปฏิบัติตามขั้นตอน 1-6 หากสตาร์ทไม่ติด ภายใน 5 วินาที หยุดรอพักสักครู่แล้วค่อยสตาร์ทใหม่

16

วิธีการสตาร์ทและดับเครื่องยนต์


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

วิธีออกรถและหยุดรถ ก. การออกรถ

มองดูรถคันอื่นและผู้เดินถนน ในกระจกมองหลัง ◆

ใช้เท้าขวาวางบนพื้นถนน เพื่อพยุงรถไม่ให้ล้ม

ก่อนที่จะออกรถหันมองดู ด้านเหนือไหล่ขวา ว่ามีรถ คันอื่นวิ่งมาหรือไม่

เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ให้เปิดไฟเลี้ยวขวา

ทิ้งน้ำหนักตัวไปที่เท้าซ้าย เท้าขวาวางไว้ที่คันเบรก หลัง

ปิดสวิตช์ไฟเลี้ยวหลังจาก ที่รถออกตัวเรียบร้อยแล้ว

หลังจากทำการสตาร์ท เครื่องยนต์ตามขั้นตอนของ การสตาร์ท แล้ว ค่อย ๆ บีบคัน คลัทช์มาด้านหลังช้า ๆ จนสุด เลือกใช้เกียร์หนึ่ง บิดคันเร่งช้า ๆ ให้รอบ เครื่องยนต์อยู่ที่ 2,000-3,000 รอบ/นาที แล้วหยุดค้างไว้ ค่อย ๆ ปล่อยคันคลัทช์ช้า ๆ จนกว่ารถจะค่อย ๆ เคลื่อนตัว (ในตำแหน่งนี้มือยังคงกำ คันคลัทช์อยู่) การปล่อยคันคลัทช์ ให้ทำงานเร็วเกินไปจะเป็น สาเหตุให้รถออกตัวกระตุก หรือเครื่องยนต์ดับ (ท่านอาจ สังเกตโดยการฟังเสียงของ เครื่องยนต์หรืออาการสั่นของ รถได้) บิดคันเร่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพื่อ ทำให้เครื่องยนต์มีกำลังมากขึ้น ปล่อยคันคลัทช์จนสุด

17


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ข. การหยุดรถ

18

ใช้เบรกหน้าและเบรกหลังทำการ หยุดรถ จนกระทั่งรถหยุดสนิท เปลี่ยนเกียร์ไปที่เกียร์หนึ่งหรือ เกียร์ว่างเมื่อจอดรถ บีบคันคลัทช์มาทางด้านหลังจนสุด เมื่อความเร็วของรถลดลง ในขณะที่ ท่านขับขี่รถช้า ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ เบรกในขั้นตอนที่ 6 บีบคันเบรกหน้าด้านขวาของแฮนด์ และใช้เท้าขวาเหยียบที่คันเบรกหลัง ช้า ๆ เบา ๆ คืนคันเร่งจนสุดและใช้กำลัง เครื่องยนต์เป็นตัวช่วยลดความเร็ว (Engine brake) มองดูด้านหลังเหนือไหล่ซ้าย เพื่อให้ แน่ใจว่าไม่มีรถหรือคนเดินถนน ด้านซ้ายผ่านไปมา แล้วค่อยเลี้ยวรถ เข้าชิดขอบทางด้านซ้าย เปิดไฟสัญญาณเลี้ยวซ้าย มองดูกระจกหลังด้านซ้าย เช็กความปลอดภัยจากรถคันอื่น

หยุดรถ 7. 6. เริ่มบีบคลัทช์ 5. เบรก 4. เบาคันเร่ง 3. เช็กความปลอดภัย และขับรถออกไป ทางด้านซ้าย 2. ให้สัญญาณไฟ 1. ตรวจเช็กความ ปลอดภัย


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

วิธีการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์

การใช้ ต ำแหน่ง เกี ย ร์ท ี่ ไ ม่ถู ก ต้ อ ง เป็ น สาเหตุ ห นึ่ ง ที่ จ ะทำให้ ร ถกำลั ง ตกและ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ การเปลี่ยนเกียร์ควรเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวล ไม่กระตุกหรือรุนแรงเกินไป จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยการฝึกฝนเพื่อให้เกิด ความชำนาญและคล่องตัว (ในขณะเปลี่ยนเกียร์ห้ามมองที่เท้าเป็นอันขาด)

ก. การเปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่งเกียร์ต่ำไปเกียร์สูง 2 เบาคันเร่งแล้วบีบคลัทช์ 1 ความเร็วในตำแหน่งเกียร์ 1 ที่ 10-15 กม./ชม. เบาคันเร่ง บีบคลัทช์จนสุด

3 เปลี่ยนเกียร์ไปที่ตำแหน่งเกียร์ 2 ด้วยการใช้ปลายเท้าซ้าย งั ด คั น เกี ย ร์ ข ึ ้ น ปล่ อ ยคั น คลั ท ช์ ช ้ า ๆ พร้ อ มกั บ ค่ อ ย ๆ

เร่งเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอในเวลาเดียวกัน ◆ คันคลัทช์ควรถูกปล่อยให้เร็วกว่าการออกรถครั้งแรก ◆ ปล่อยคันคลัทช์ให้เร็วขึ้นกว่าเดิมเมื่อคุณต้องการเปลี่ยน

เกียร์ให้สูงขึ้น ๆ อย่างต่อเนื่องในการเปลี่ยนเกียร์จาก เกียร์ 2 เป็นเกียร์ 3-4 และเกียร์ 5 ในลักษณะเดียวกันนี้ ถ้าการเปลี่ยนเกียร์ไม่สามารถกระทำได้ในครั้งเดียว ◆ บีบคลัทช์และเร่งเครื่องยนต์อีกครั้งเพื่อหาจังหวะเข้าเกียร์ใหม่ ◆ พยายามเปลี่ยนเกียร์หลังจากที่เพิ่มกำลังเครื่องยนต์ในระยะทางสั้น ๆ

19


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

20

ข. การเปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่งเกียร์สูงไปหาเป็นเกียร์ต่ำ โดยปกติขณะที่ขับขี่รถอยู่ในทางโค้ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลดความเร็วลง หรือในกรณีที่ขับขี่รถตามหลังรถคันที่วิ่งช้ากว่า ถ้าไม่เปลี่ยนเกียร์ให้ต่ำลงจะเป็น เหตุ ใ ห้ ก ำลั ง ขั บ ของเครื่ อ งยนต์ น ้ อ ยลงจนเครื่ อ งยนต์ เ กิ ด อาการกระตุ ก เพื่อป้องกันมิให้กรณีเช่นนี้เกิดขึ้น ควรเลือกใช้เกียร์ที่ต่ำกว่าปกติที่ใช้อยู่เดิม

ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1 เบาคันเร่ง 2 ใช้เบรกหน้าและเบรกหลังพร้อม ๆ กันอย่าง นุ่มนวล 3 บีบคลัทช์พร้อมกับใช้ปลายเท้าเหยียบคันเกียร์ เปลี่ยนจากเกียร์ 3 ไปเกียร์ 2 4 ปล่อยคันคลัทช์ช้า ๆ พร้อมกับเร่งเครื่องยนต์ อย่างสม่ำเสมอ การเปลี่ ย นเกี ย ร์ จ ากเกี ย ร์ 4 ไปเกี ย ร์ 3

ให้กระทำตามขั้นตอนเดียวกันนี้เช่นกัน ◆ ถ้ า การปล่ อ ยคั น คลั ท ช์ เ ป็ น ไปอย่ า งรี บ ร้ อ นหรื อ เร็ ว เกิ น ไปในขณะเปลี่ ย น

เกียร์ลงเป็นเกียร์ 1 หรือเกียร์ 2 จะทำให้มีแรงเบรกจากเครื่องยนต์ช่วยต้าน รถให้ช้าลงอย่างรวดเร็ว จงระมัดระวังปล่อยคันคลัทช์อย่างช้า ๆ และนุ่มนวล


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ความรู้พื้นฐานการขับขี ่

ในบทนี้จะเป็นการเรียนรู้และพัฒนาความสามารถในการใช้และควบคุมรถอย่าง ต่อเนื่องและราบรื่น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการขับขี่รถในทุก ๆ สภาวการณ์ ของการจราจรบนท้องถนน ดังนั้นจึงไม่ควรจะเรียนรู้เฉพาะพื้นฐานการขับขี่ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผู้ขับขี่ควรมีจิตสำนึกถึงความปลอดภัยในขณะขับขี่ด้วย

1. การออกรถและการเร่งเครื่องยนต์อย่างนุ่มนวล

ในขณะที่กำลังจะนำรถออกมาจากขอบทางด้านซ้ายของถนน สิ่งที่สำคัญ อย่ า งยิ่ ง ที่ จ ะต้ อ งทำก็ ค ื อ ต้ อ งควบคุ ม รถได้ อ ย่ า งมั่ น คง และออกรถได้ จั ง หวะ สอดคล้องกับสภาพการจราจรในขณะนั้น

การออกรถ

1 เพื่อความปลอดภัย หันมองดูรอบ ๆ แล้วเปิดไฟสัญญาณเลี้่ยวขวา 2 เลือกใช้เกียร์ไปที่ตำแหน่งเกียร์ 1 3 หันมองผ่านเหนือไหล่ขวาตรวจเช็กความปลอดภัยอีกครั้ง 4 เริ่มออกรถไปทางขวาช้า ๆ 5 เมื่อออกรถเรียบร้อยแล้ว ให้ปิดไฟสัญญาณเลี้ยวขวา

ข้อแนะนำในการออกรถ

1 การออกรถต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก จงระมัดระวังอย่าทำให้รถคันอื่น ต้องหลบหรือลดความเร็วลงในขณะที่ท่านนำรถออกจากข้างทาง 2 ระวัง! อย่าออกรถด้วยการเลี้ยวออกมาทางด้านขวาอย่างกะทันหัน

การออกรถอย่างรวดเร็วและการเร่งความเร็ว

1 หมั่นพยายามฝึกฝนหาความชำนาญในการออกรถอย่างรวดเร็ว ด้วยการบิด

คันเร่งและปล่อยคลัทช์อย่างรวดเร็วให้สัมพันธ์ในเวลาเดียวกัน จนกว่าจะเกิดความ คล่องตัวในการใช้คลัทช์ได้อย่างดี เพราะบางครั้งการขับขี่รถต้องให้สอดคล้อง กับสภาพการจราจรในช่วงเวลาการจราจรติดขัดหรือในชั่วโมงเร่งด่วน 2 ฝึกการใช้คลัทช์สลับกันไปมาเพื่อช่วยในการปรับความเร็วในขณะขับขี่รถเข้า

ทางแยกหรือหักมุมถนน

21


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

2. การเปลี่ยนเกียร์ (ตอนที่ 2) จากตารางด้านล่างนี้จะช่วยแสดงให้เห็นว่า เมื่อไรควรจะเปลี่ยนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง เกียร์ที่สูงกว่า การที่จะตัดสินใจเปลี่ยนเกียร์ให้อยู่ที่ตำแหน่งเกียร์ที่สูงกว่านั้น ปัจจัยขึ้นอยู่กับสภาวการณ์จราจรรอบ ๆ ตัว, ความเร็วที่กำลังใช้อยู่ และสมรรถนะ ของเครื่องยนต์ ◆

เกียร์ 5

เกียร์ 4

เกียร์ 3

เกียร์ 2

เกียร์ 1

0

10 20 30 40 50 60 70 80

การเปลี่ยนเกียร์รถให้ไปอยู่ที่ตำแหน่งเกียร์ที่สูงกว่าโดยไม่เร่งเครื่องยนต์ อาจทำ ให้เครื่องยนต์เกิดอาการสั่นหรือกระตุก และถ้าหากการใช้เกียร์ต่ำในขณะที่รถวิ่ง ด้วยความเร็วสูง ก็จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงและมีเสียงดังเนื่องจาก เครื่องยนต์ทำงานที่ความเร็วรอบสูง ข้อแนะนำ ควรเลื อ กใช้ เ กี ย ร์ใ ห้ เ หมาะสมและสั ม พั น ธ์ กั น กั บ ความเร็ ว ของรถ ด้วยวิธีการดูอาการสั่นหรือฟังเสียงของเครื่องยนต์ ◆

วิธีเปลี่ยนเกียร์ ไปที่ตำแหน่งเกียร์ที่ต่ำกว่า

จากตารางด้านบนนี้จะช่วยแสดงให้เห็นว่า เมื่อไรควรจะเปลี่ยนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง

เกียร์ที่ต่ำกว่า การตัดสินใจขึ้นอยู่กับสถานการณ์ดังต่อไปนี้ ◆ เมื่อลดความเร็วลง ◆ ขณะขับขี่รถขึ้นบนทางสูงชัน หรือขณะที่แซงรถคันอื่น ◆ ต้องการใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรกในขณะขับขี่บนถนนที่เปียกลื่นหรือขับขี่รถลงเขา ◆

22

วิธีเปลี่ยนเกียร์ ไปที่ตำแหน่งเกียร์สูงกว่า


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

3. การเบรก (ตอนที่ 1) ประโยชน์ของการใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรก เพื่อลดความเร็วของรถลง

ในขณะที่เบาคันเร่ง เครื่องยนต์จะค่อย ๆ ช้าลง ล้อหลังซึ่งทำงานสัมพันธ์กัน กับเครื่องยนต์จะค่อย ๆ หมุนช้าลงไป ส่งผลให้ความเร็วของรถช้าลงไปด้วย การลด ความเร็วของรถด้วยวิธีนี้ เรียกว่า การใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรก (Engine Brake) และถ้า ต้องการจะลดความเร็วของรถให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นก็สามารถทำได้ด้วยการ เปลี่ยนเกียร์ไปที่ตำแหน่งเกียร์ที่ต่ำกว่า การใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรกด้วยวิธีนี้สำคัญ อย่างยิ่งเมื่อต้องการจะชะลอความเร็ว ในขณะที่ขับขี่รถเข้าไปบนถนนที่เปียกลื่น, ขณะขับขี่รถลงจากที่ลาดชัน หรือเมื่อต้องการจะลดความเร็วของรถลงในขณะที่ขับขี่ ด้วยความเร็วสูง อย่างไรก็ตามจงจำไว้เสมอว่าการใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรกจะไม่เป็นผล ถ้ามือซ้าย ยังบีบคลัทช์อยู ่

การใช้เบรกหน้าและเบรกหลังอย่างมีประสิทธิภาพ

การควบคุมให้รถหยุดอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จงพยายามฝึ ก ฝนเทคนิ ค ที่ จ ะทำให้ คุ ณ หยุ ด รถได้ ใ นระยะทางสั ้ น ที่ สุ ด เท่า ที่ จะเป็นไปได้โดยไม่เสียการทรงตัว

23


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

24

ก. วิธีใช้เบรกหน้า เบรกหน้าเป็นเบรกที่มีประสิทธิภาพในการหยุดรถ ได้ดีกว่าเบรกหลัง การใช้เบรกหน้าสามารถกระทำได้โดย ค่อย ๆ บีบคันเบรกด้วยมือขวา ถ้าปรากฏว่าล้อหน้าถูกล็อก และรถเริ่ ม มี อ าการลื่ น ไถลในขณะที่ ใ ช้ เ บรกหน้ า ให้ ร ี บ ปล่ อ ยคั น เบรกทั น ที แ ล้ ว ค่ อ ย ๆ ควบคุ ม รถให้ ตั ้ ง ตรง เนื่ อ งจากเบรกหน้ า ใช้ บั ง คั บ ด้ ว ยมื อ จึ ง ควบคุ ม ได้ ด ี ก ว่ า

ลองเริ่มเบรกเบา ๆ อย่างต่อเนื่อง แล้วค่อย ๆ เพิ่มแรงบีบ มากขึ้น ๆ จนกว่ารถจะหยุด ข. วิธีใช้เบรกหลัง เบรกหลังสามารถกระทำได้โดยใช้เท้าขวา เหยียบลงบนคันเบรก การใช้เบรกหลังอย่างเดียว ไม่สามารถที่จะหยุดรถได้ในระยะสั้น ๆ เพราะเบรกหลัง มีประสิทธิภาพในการหยุดรถได้น้อยกว่าเบรกหน้า และถ้ า หากท่ า นใช้ เ บรกหลั ง เพี ย งอย่ า งเดี ย ว อย่างรุนแรง ก็จะทำให้ล้อหลังล็อก เป็นเหตุให้รถ ลื่นไถลหรือล้มลงได้ พยายามใช้เบรกหลังเบา ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มแรงเบรกทีละน้อย ๆ จนกว่ารถจะหยุด


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ข้อแนะนำในการใช้เบรกอย่างถูกวิธี

การเบรกรถที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ◆ ใช้เบรกหน้าและเบรกหลังพร้อมกัน ม. 18 ◆ ใช้เบรกหน้าอย่างเดียว ม. 24 ◆ ใช้เบรกหลังอย่างเดียว ม. 35 1 คืนคันเร่งแล้วใช้เบรก (วิธีนี้จะทำให้เกิดการใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรก) 2 ใช้เบรกหน้าและเบรกหลังพร้อม ๆ กัน (จะสามารถหยุดรถได้ด้วยระยะทางสั้น ๆ และมีประสิทธิภาพ) 3 การใช้เบรกควรใช้ในขณะที่รถอยู่ในตำแหน่งตั้งตรง 4 หลีกเลี่ยงการใช้เบรกอย่างกะทันหันหรืออย่างรุนแรง 5 การใช้เบรกด้วยวิธีย้ำเบรกก่อนหยุดรถจะช่วยหลีกเลี่ยงการใช้เบรกอย่างรุนแรง และช่วยเหลือเตือนให้ผู้ขับขี่ด้านหลังเพิ่มความระมัดระวังขึ้นมาก เพราะขณะที ่

ใช้เบรกสัญญาณไฟเบรกจะปรากฏที่ด้านหลังรถทุกครั้งที่ใช้เบรก 6 บนพื้นผิวถนนที่เปียก ระยะทางการหยุดรถต้องยาวกว่าพื้นถนนแห้ง จงหลีกเลี่ยง การเบรกอย่างกะทันหันและรุนแรง เพราะจะทำให้รถเสียหลักลื่นไถลหรือล้มลงได้ การใช้เบรกบนถนนที่เปียกต้องตั้งตัวรถให้ตรงอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการใช้เบรก อย่างรุนแรง และควรขับขี่รถทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้ามากกว่าปกติพอสมควร

25


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

4. การควบคุมความเร็ว

2

26

3

4

การควบคุมความเร็วรถให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมมิใช่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับสภาพ การจราจรเท่านั้น แต่สภาพถนนยังเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งด้วย การฝึกฝน เปลี่ยนเกียร์ขึ้น-ลง ให้เกิดความชำนาญ การฝึกใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรกพร้อม ๆ กับ การใช้ เ บรกทั ้ ง สองอย่า งถู ก ต้ อ ง ก็ จ ะทำให้ ก ารขั บ ขี่ ร ถเป็ น ไปด้ ว ยความนุ่ม นวล และปลอดภัย ก. การควบคุมความเร็วบนถนนทางตรง 1 รักษาความเร็วที่ปลอดภัยตามความเหมาะสมของสภาพการจราจร 2 อย่าเพิ่มหรือลดความเร็วโดยไม่จำเป็น 3 ขับขี่รถด้วยความระมัดระวังไม่กีดขวางการจราจร ข. การใช้คลัทช์ขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ 1 เลือกใช้เกียร์ 1 หรือ 2 พร้อมกับบิดคันเร่งเล็กน้อย ควบคุมความเร็วด้วยการ บีบคลัทช์ช่วยประมาณ 1/2 ของปกติ เพื่อช่วยมิให้เครื่องยนต์ดับหรือเกิดอาการ กระตุก 2 พยายามควบคุมรถให้ตรง อย่าเสียการทรงตัว กรณีที่ขับขี่รถที่ความเร็วต่ำมาก ๆ เครื่งอาจจะสั่นหรือกระตุก ให้บิดคันเร่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับบีบคลัทช์ ค. การควบคุมความเร็วขณะเข้าโค้ง 1 ลดความเร็วลงก่อนที่จะเข้าโค้ง 2 รักษาความเร็วที่ปลอดภัยให้คงที่ขณะเข้าโค้ง 3 ค่อย ๆ เพิ่มความเร็วในขณะที่รถกำลังจะวิ่งผ่านทางโค้ง อย่างนุ่มนวล และต้องมั่นใจว่าปลอดภัย 1 4 เร่งความเร็วเต็มที่เมื่อรถวิ่งผ่านพ้นทางโค้งแล้ว


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

5. การใช้เบรก (ตอนที่ 2)

ก. วิธีหยุดรถที่จุดเบรก 1 ลดความเร็วลงก่อนถึงเป้าหมายที่จะเบรก เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้เบรกหลาย ๆ ครั้ง (ควรใช้เบรกหน้า-เบรกหลัง และเครื่องยนต์ช่วยเบรกพร้อม ๆ กันเพื่อหยุดรถ ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด) 2 หยุดรถให้ปลายสุดของล้อหน้าสัมผัสกับจุดเบรกที่กำหนดให้หยุด 3 เปลี่ยนเกียร์ไปที่ตำแหน่งเกียร์ 1 ก่อนที่รถจะหยุด 4 เมื่อรถหยุดนิ่งแล้วให้ใช้เท้าซ้ายวางลงบนพื้น พร้อมกับบีบคลัทช์ด้วยมือซ้ายจนสุด ข. การเบรกอย่างกะทันหัน ควรฝึ ก ฝนการเบรกอย่า งรวดเร็ ว และปลอดภั ย โดยใช้ ร ะยะทางในการเบรก ให้สั้นที่สุด และในกรณีที่ต้องเบรกอย่างฉุกเฉิน เช่น คนวิ่งข้ามถนนตัดหน้าอย่าง กระชั้นชิด หรือมีรถวิ่งตัดหน้าอย่างคาดไม่ถึง ค. ข้อแนะนำในการใช้เบรกอย่างกะทันหัน 1 ควบคุมรถให้ตั้งตรง 2 ทำการเบรกรถอย่ า งถู ก ต้ อ งตามขั ้ น ตอน (ใช้ เ บรกหน้ า มากกว่ า เบรกหลั ง ระวังอย่าให้ล้อล็อก) 3 รักษาท่าทางการขับขี่ให้ถูกต้อง ในขณะที่เบรกรถอย่างรวดเร็ว ◆ เข่าทั้งสองหนีบชิดกับถังน้ำมัน ◆ ศอกทั้งสองแนบชิดลำตัว ◆ มือทั้งสองข้างจับแฮนด์ให้กระชับ งอข้อมือเล็กน้อย ลักษณะเตรียมพร้อม ที่จะรับน้ำหนักตัวเอาไว้ไม่ให้ถลำไปด้านหน้า 4 บีบคลัทช์ให้สุดก่อนที่จะหยุดรถ แล้ววางเท้าซ้ายลงบนพื้น

27


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

6. การเข้าโค้ง ก. ท่าทางการขับขี ่ 1 การเอียงตัว ควรเอียงตัวไปในทิศทาง เดี ย วกั น กั บ ตั ว รถ ซึ่ ง เป็ น ธรรมชาติ ท ี่ จะต้ อ งเอี ย งตั ว ตามไปในทิ ศ ทางของ ทางโค้ง 2 ศีรษะตั้งตรง อย่าเอียงไปทิศทางเดียว กับรถ 3 ห้ามเอียงรถมากจนเกินไป 4 เท้าทั้งสองวางอยู่บนที่พักเท้าตลอดเวลา

ข. การมอง 1 มองไกลไปข้างหน้าตรงจุดที่ต้องการจะไป 2 ห้ามก้มมองลงที่พื้นหรือก้มหน้า

28

ท่าทางการขับขี่และการมองขณะเข้าโค้ง


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

การเข้าโค้งและการเอียงตัวรถ

โดยปกติในขณะที่ขับขี่รถไปบนทางโค้ง ผู้ขับขี่จะต้องเอียงตัวรถไปในทิศทางเดียวกันกับ ทางโค้งที่จะไปข้างหน้า เราเรียกอาการเช่นนี้ว่า “การเอียงรถ (Banking)” ◆ ทำนองเดียวกันผู้ขับขี่จะต้องเอียงตัวในทิศทาง

เดียวกันกับตัวรถด้วย ◆ เมื่อขับขี่รถเข้าโค้งที่ ◆ เมื่อขับขี่รถเข้าโค้งที่ง่าย ๆ คับแคบ หรือเข้าโค้งด้วย หรือใช้ความเร็วช้า ๆ ความเร็วสูง ควรจะเอียงตัวรถ ไม่จำเป็นที่จะต้องเอียง ให้พอเหมาะเพื่อสร้างสมดุล ตัวรถมากเกินไป กับแรงหนีศูนย์กลาง (Centrifugal force) ที่เกิดขึ้น ◆ ถ้าหากท่านเอียงรถมากเกินไปก็จะทำรถเสียหลักลื่นไถลและล้มลงได้

ข้อแนะนำในการเข้าโค้ง

ลดความเร็วลงก่อนที่จะเข้าโค้ง ◆ รักษาความเร็วที่ปลอดภัย และเริ่มเอียงตัวรถให้ทำมุมที่พอเหมาะกับสภาพของ โค้งถนน ◆ ค่อย ๆ เร่งเครื่องยนต์อย่างนุ่มนวลเมื่อรถเริ่มวิ่งผ่านโค้ง เพื่อช่วยพยุงรถให้ตั้งตรง ◆ โดยปกติทั่ว ๆ ไปจะไม่มีการใช้เบรกขณะที่รถอยู่ในโค้ง แต่ถ้าจำเป็นต้องชะลอ

ความเร็วลงขณะอยู่ในโค้ง ควรใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรก (Engine Brake) พร้อม ๆ กับ ใช้เบรกหน้าช่วยเพียงเล็กน้อย ◆ เมื่ อ เข้ า โค้ ง บนถนนที่ เ ปี ย กหรื อ ลื่ น ควรเข้ า โค้ ง อย่ า งช้ า ๆ ห้ า มเอี ย งรถมาก เกินความจำเป็น ◆

29


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

7. การทรงตัวที่ความเร็วต่ำ ในขณะขับขี่รถด้วยความเร็วต่ำ จะทำให้เกิดเสียการทรงตัว รถส่ายไปมาได้ง่าย ในบทนี้จะเรียนรู้ถึงวิธีการทรงตัวในขณะที่ขับขี่รถด้วยความเร็วต่ำ โดยทดสอบ บนไม้กระดานแคบ ๆ

1 หยุดรถก่อนจะถึงไม้กระดานแคบ ตั้งล้อหน้าให้ตรง 2 เลือกใช้เกียร์ 1 ในการออกรถ ทันทีที่ล้อหน้าอยู่บนไม้กระดาน ค่อย ๆ ควบคุมรถให้ ล้อหน้าตั้งตรง 3 ขับขี่ด้วยความเร็วที่คงที่ช้า ๆ 4 ◆ พยายามควบคุ ม รถให้ ช ้ า ที่ สุ ด เท่ า ที่ จ ะเป็ น ไปได้ โดยใช้ ส่ ว นบั ง คั บ เช่ น คันเร่ง เบรกหลัง และคลัทช์ ให้สัมพันธ์กัน ◆ แนบเข่าทั้งสองข้างไว้กับถังน้ำมัน ถ้ารถเริ่มส่ายไปทางซ้ายหรือทางขวาให้รีบ แก้ไขด้วยการบังคับแฮนด์ให้ตรงหรือโยกตัวขึ้นเพื่อถ่ายน้ำหนักให้สมดุล ◆ สายตามองตรงไปข้างหน้า

30

วิธีขับขี่บนไม้กระดานแคบ


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

วิธีขับขี่ ในทางคับแคบ

ต้องคำนึงถึงขนาดของตัวรถและศึกษาเส้นทางเสียก่อนว่า ล้อหน้าและล้อหลัง ของรถจะสามารถผ่านไปในช่องทางคับแคบนั้นได้หรือไม่ในขณะที่รถเลี้ยวไปมา ก. คาดคะเนขนาดของตัวรถว่าสามารถ ที่ จ ะขั บ ขี่ ผ่ า นไปในช่ อ งทางแคบ ๆ ทั้งสองข้างนั้นได้หรือไม่

ข. ขณะขับขี่ในทางคับแคบคดเคี้ยว โดยมีเครื่องหมายอยู่ที่ล้อทั้งสองข้าง จะแสดง ถึงความแตกต่างของแนววิ่งของล้อหน้าและล้อหลัง

31


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

การทรงตัวบนทางคดเคี้ยวที่มีสิ่งกีดขวาง

ขณะขั บ ขี่ ผ่ า นทางคดเคี ้ ย วที่ ม ี ส ิ่ ง กี ด ขวาง ต้ อ งคำนึ ง ถึ ง ความสั ม พั น ธ์ ข อง ผู้ขับขี่กับรถ และการทรงตัว ฝึกฝนซ้ำ ๆ ตั้งแต่ความเร็ว 10 กม./ชม. จนถึง 30 กม./ชม. จนมั่นใจว่าสามารถบังคับคันเร่งและห้ามล้อได้ รู้จักการเอียงไปทาง ซ้ายหรือขวาและการตั้งรถตรง ทั้งหมดนี้จะช่วยพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับ การขับขี่อย่างปลอดภัย

ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ ดังภาพ 4 บิดคันเร่ง เพือ่ ให้รถ เริ่มทรงตัว ตั้งตรง

6 เอียงรถไปทางขวา 5 ตั้งรถตรงและผ่อนคันเร่ง 3 เริ่มเอียงตัวรถไปทางซ้าย

2 ควบคุมรถให้ตั้งตรง

1 ตามองตรงไปที่กรวยยาง แถวที่ 2 และ 3

32


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

8. ทบทวนข้อปฏิบัติ

ให้ผู้ขับขี่ทำการทบทวนโดยรวมข้อปฏิบัติในบทที่หนึ่งและบทที่สอง เพื่อช่วยให้ เกิดความชำนาญในการใช้รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย ควรตรวจสอบรายการ ต่อไปนี้ว่า ท่านมีความสามารถทำได้ครบถ้วนและถูกต้องหรือไม่ 1 ท่าทางการขับขี่ของท่านถูกต้องหรือไม่ 2 ท่านออกรถอย่างถูกต้องโดยปราศจากความยุ่งยากหรือไม่ 3 ท่านสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ตามต้องการด้วยความเรียบร้อยหรือไม่ 4 ท่านสามารถควบคุมการใช้เบรกได้หรือไม่ 5 ท่านสามารถหยุดรถได้ทันท่วงทีหรือหยุดรถขณะคับขันได้อย่างง่ายดายหรือไม่ 6 ท่ า นลดความเร็ ว ก่ อ นเข้ า ทางโค้ ง และขั บ ขี่ ผ่ า นทางโค้ ง โดยท่ า ทางการขั บ ขี่ ที่ถูกต้องหรือไม่ 7 ท่ า นสามารถขั บ ขี่ บ นไม้ ก ระดานแคบและทางที่ ค ดเคี ้ ย วมี ส ิ่ ง กี ด ขวางได้ โ ดย ง่ายดายหรือไม่ ◆ หากท่ า นติ ด ขั ด หรื อ ไม่ ส ามารถทำได้ อ ย่ า งถู ก ต้ อ งในข้ อ ใดข้ อ หนึ่ ง จงพยายาม

หมั่นฝึกฝนให้บ่อยครั้งในหัวข้อนั้น ๆ จนกว่าท่านจะมีความรู้สึกว่าทำได้อย่าง คล่องแคล่วและถูกต้องแล้ว

33


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

การฝึกฝนขับขี่ ให้ถูกต้อง

ในบทที่ 3 ผู้ขับขี่ต้ องรวบรวมข้อปฏิบัติทั้งหมดที่ผ่านมามาทำการฝึกฝนเพื่อ เพิ่มความชำนาญในการขับขี่ นอกจากนั้น ควรศึกษาและปฏิบัติตามกฎจราจร อย่างเคร่งครัด สร้างจิตสำนึกความปลอดภัยและทัศนคติที่ดีต่อกันในการขับขี่ อย่างถูกต้อง เพื่อที่จะสามารถใช้รถใช้ถนนร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปลอดภัย

1. ผู้ขับขี่ต้องเคารพกฎจราจรเสมอ

ท่านต้องหมั่นฝึกฝนปฏิบัติตามแนวทางที่เรียนมาอย่างเป็นแบบแผน บทเรียน ในภาคทฤษฎีเหล่านี้จะช่วยพัฒนาให้เกิดความชำนาญในการขับขี่อย่างปลอดภัย ทั้งยังต้องมีความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งต่อไปนี้:- (1) ช่องทางเดินรถ (2) ป้ายบังคับ ป้ายเตือน (3) ไฟสัญญาณและเครื่องหมายจราจร (4) การเปลี่ยนช่องทางเดินรถ (5) การเลี้ยวขวาและเลี้ยวซ้าย (6) การขับขี่ผ่านทางร่วมทางแยก (7) เส้นเครื่องหมายบนพื้นทาง (8) การขับขี่รถในวงเวียน

2. การขับขี่บนทางลาดชัน

การเลือกใช้เกียร์และการใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรก

เมื่อเดินทางขึ้นหรือลงเนินเขา ผู้ขับขี่ควรปรับความเร็วของรถ เลือกใช้เกียร์

ที่เหมาะสมและควบคุมเบรก (ห้ามล้อ) โดยวิธีที่แตกต่างจากการขับขี่บนทางเรียบ

34


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

เลือกเกียร์ที่ เหมาะสม เพื่อขึ้นเนิน

◆ โน้มตัวไปข้างหน้า เล็กน้อย ปรับความเร็ว โดยบังคับคันเร่ง

เมื่อเครื่องเร่ง ◆ ขี่รถขึ้นยอดเนิน ไม่ขึ้น ลดเกียร์ อย่างช้า ๆ เนื่องจาก ให้ต่ำลงก่อนที่ เรามองไม่เห็น เครื่องยนต์ ทัศนวิสัยข้างหน้า จะกระตุก

เอนตัวไปข้างหลังเล็กน้อย

ใช้ทั้งห้ามล้อ (เบรก) ตามปกติ และเน้น ในการใช้เครื่องยนต์ ช่วยเบรก

เลือกใช้เกียร์ที่เหมาะสม เมื่อขับขี่ลงจากเนิน

เมื่อขับรถลงจากเนินเขา ไม่ควรเบรกบ่อย ๆ เพราะจะทำให้เบรกไหม้ และเบรกไม่อยู่ ถ้าต้องการเบรกควรเปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำแทนจะเหมาะกว่า

การหยุดและการขึ้นทางลาดชัน

ก. วิธีหยุด 1 ผู้ขับขี่ต้องมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เพื่อความปลอดภัย ให้สัญญาณและเบนรถเข้าชิด ขอบทางด้านซ้ายของถนน 2 ใช้เบรกทั้งล้อหน้าและล้อหลัง หยุดรถอย่างนุ่มนวล ยันเท้าข้างซ้ายลงกับพื้น เพื่อพยุงตัวรถไว้ 3 บีบคลัทช์ก่อนเครื่องยนต์ดับ เข้าเกียร์หนึ่ง และใช้เท้าขวาเหยียบเบรกเพื่อป้องกัน รถไหลไปข้างหลัง

35


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

36

ข. วิธีออกรถ 1 ผู้ขับขี่ต้องมองไปรอบ ๆ เมื่อปลอดภัยแล้วจึงให้สัญญาณ 2 เร่งเครื่องยนต์ (ประมาณ 3,000 รอบต่อนาที) 3 ปล่อยคลัทช์ช้า ๆ จนรู้สึกว่ารถกำลังเริ่มเคลื่อนตัว (ให้บีบคลัทช์ไว้ในตำแหน่งนี้ก่อน) 4 ปล่อยเบรกเท้าและเร่งเครื่องยนต์ 5 ออกรถโดยปล่อยคลัทช์ช้า ๆ ◆ มองกระจกส่ อ งหลั ง เพื่ อ ให้ แ น่ ใ จว่ า ไม่ ม ี ร ถคั น อื่ น อยู่ข้างหลัง ◆ เหยียบเบรกหลัง (เบรกเท้า) เพื่อป้องกันรถไหล ◆ เข้าเกียร์ 1 ก่อนดับเครื่องยนต์ และเตรียมพร้อมเสมอ ที่จะสตาร์ทเครื่องยนต์ ข้อควรระวังในการออกรถ ◆ ระมัดระวังในการปล่อยเบรกหลัง มิฉะนั้นจะเสียการทรงตัวและพลิกคว่ำได้ ◆ อย่าปล่อยคลัทช์และเร่งเครื่องยนต์เร็วเกินไป มิฉะนั้นล้อหน้าจะลอยขึ้นจากพื้น ◆ เมื่อเครื่องยนต์ดับกลางคันต้องรีบเบรกหน้าอย่างรวดเร็ว ตั้งสติและปฏิบัต ิ

ตามข้อ “ค.” และ “ข.” ค. การใช้คันสตาร์ทให้เครื่องยนต์ติดในขณะอยู่บนเนิน 1 ใช้เบรกหน้า (เบรกมือ) 2 ต้องแน่ใจว่ารถอยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่าง 3 ใช้เท้าถีบคันสตาร์ท 4 เข้าเกียร์ 1 5 แล้วใช้เบรกหลัง


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

3. การขับขี่เมื่อมีคนซ้อนท้าย

ต้องระลึกไว้เสมอว่าการขับขี่รถที่มีคนซ้อนท้ายต้องอาศัยความชำนาญมากกว่า การขับขี่คนเดียว การเดินเครื่องและลักษณะท่าทางจะแตกต่างกันไปหลายประการ ดังนั้นจึงต้องการความระมัดระวังมากขึ้นในการขับขี่

ส่วนบนของร่างกาย การบรรทุกผู้โดยสาร คนซ้อนท้ายต้องนั่งชิดด้านหลังของผู้ขับขี่ มือ (ผู้โดยสาร) คนซ้อนท้ายต้องกอดเอวผู้ขับขี่ เข่า เท้ คนซ้อนท้ายต้องนั่งบีบเข่า า คนซ้ ให้แนบข้างสะโพกผู้ขับขี่ อนท้าย ต้ องวางเท้า บนที ่พักเท้าหลัง ◆ ผู้ขับขี่จะเคลื่อนรถได้เมื่อแน่ใจว่าคนซ้อนท้ายนั่งที่เรียบร้อยแล้ว

วิธีปฏิบัติในการขับขี่เมื่อมีคนซ้อนท้าย

ก. การขับขี่ทั่วไป ◆ รถอาจจะส่ายไปมา แล่นช้า หรือเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว ต้องเว้นที่ว่าง ให้ พ อเพี ย งระหว่ า งตั ว เราและยวดยานทั ้ ง ด้ า นขวาและด้ า นซ้ า ย ไม่ ค วร เปลี่ยนทิศทางในทันทีทันใด ◆ การกระทำใด ๆ โดยฉับพลันอาจก่อให้เกิดความสับสนและอันตราย ผู้ขับขี ่

ควรขับขี่ด้วยความระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย ข. การเข้าโค้ง ◆ เนื่องจากรถมักจะหลุดออกจากโค้ง จึงควรลดความเร็วก่อนเข้าโค้ง ผู้ขับขี่ ควรขับเข้าโค้งช้ากว่าตอนขับคนเดียว ◆ ผู้โดยสารควรเอียงตัวไปในทิศทางเดียวกันกับรถ

37


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

4. การขับขี่ตามสภาพการจราจรและสภาพถนนต่าง ๆ

ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติตามแนวทางที่ได้ฝึกฝนมาจากบทเรียนในภาคทฤษฎี สิ่งเหล่านี้

จะช่วยพัฒนาให้เกิดนิสัยการขับขี่ที่ปลอดภัยบนสภาพถนนทุกรูปแบบ สิ่งสำคัญต่อไปนี้ ผู้ขับขี่ทุกคนพึงนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้องเพื่อความปลอดภัย (1) การปรับระดับความเร็ว (2) ระยะห่างในการหยุดรถ (3) การขับแซง (4) การแล่นแซงและการถูกแซง (5) การขับขี่ในเวลากลางคืน (6) การขับขี่ในขณะฝนตก

38

ค. การเบรก (การหยุดรถ) ◆ ไม่ควรหยุดรถในระยะใกล้ ๆ หรือกระชั้นชิดเกินไป ◆ ควรหยุดรถทิ้งช่วงห่างจากรถคันหน้าพอสมควร ◆ ควบคุมเบรกและเบรกอย่างนุ่มนวล ◆ ใช้ทั้งเบรกมือและเบรกเท้าพร้อมกัน ◆ เมื่อผู้ขับขี่เบรกอย่างกะทันหัน น้ำหนักของผู้โดยสารจะทับลง (จะเกิดแรงส่ง) มาบนหลังผู้ขับขี่ ◆ ผู้ขับขี่ต้องกดข้อศอกมาชิดลำตัว จับคันบังคับของรถให้แน่น เตรียมพร้อม ที่จะรับน้ำหนักร่างกายส่วนบนด้วยท่อนแขน ◆ ยกหัวเข่าสูงขึ้นและแนบกับตัวรถเพื่อป้องกันมิให้สะโพกเคลื่อนไปข้างหน้า


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

5. บทสรุป

ผู้ขับขี่ต้องนำเอาบทเรียนทั้ง 3 บทที่ผ่านมานี้ มารวบรวมเพื่อฝึ กปฏิบัต ิ

ตามขั้นตอนต่าง ๆ ให้ครบถ้วน และต้องหมั่นฝึกฝนในบทเรียนที่ท่านคิดว่ายังไม่สามารถ ทำได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง การขับขี่รถที่ดีและปลอดภัยมิใช่แต่เพียงแค่

ขับขี่รถได้ชำนาญอย่างเดียวเท่านั้น แต่การศึกษาเรียนรู้ในเรื่องของการปฏิบัติตามกฎ และเครื่องหมายจราจรอย่างเคร่งครัดนั้น สามารถทำให้ท่านผู้ขับขี่เป็นนักขับรถที่ดีได้ ด้ ว ยประการทั ้ ง ปวง โปรดอย่ า ลื ม ว่ า การขั บ รถอย่ า งมี ร ะเบี ย บวิ นั ย มี จ ิ ต สำนึ ก ความปลอดภัย มีทัศนคติที่ดีต่อกันเท่านั้นที่จะทำให้ท่านขับขี่รถได้อย่างมีความสุข มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยกับตัวท่านเองและบุคคลอื่นผู้ร่วมทาง

“อุบัติเหตุลดลงได้ ถ้าทุกคนมีวินัยจราจร”

39


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เกี่ยวกับการใช้ทางเดินรถ

มาตรา 51 การเลี้ยวรถ ให้ปฏิบัติดังนี้ (1) ถ้าจะเลี้ยวซ้าย (ก) ในกรณี ท ี่ ไ ม่ ไ ด้ แ บ่ ง ช่ อ งเดิ น รถไว้ ให้ ผู ้ ขั บ ขี่ ขั บ รถชิ ด ทางเดิ น รถ ด้านซ้าย (ข) ในกรณีที่มีการแบ่งช่องเดินรถไว้ และมีเครื่องหมายจราจรแสดง ให้เลี้ยวซ้ายได้ ให้ผู้ขับขี่ขับรถในช่องเดินรถสำหรับรถที่จะเลี้ยวซ้าย ทั้งนี้ ก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร (ค) ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางอยู่ทางเดินรถด้านซ้ายสุด ให้ผู้ขับขี่ ขับรถชิดช่องเดินรถประจำทางก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร และจะเลี้ยวรถผ่านเข้าไปในช่องเดินรถประจำทางได้เฉพาะในบริเวณ ที่มีเครื่องหมายจราจรให้เลี้ยวรถผ่านได้เท่านั้น (2) ถ้าจะเลี้ยวขวา (ก) สำหรั บ ทางเดิ น รถที่ ไ ม่ ไ ด้ แ บ่ ง ช่ อ งเดิ น รถไว้ ให้ ผู ้ ขั บ ขี่ ขั บ รถ ชิดทางด้านขวาของแนวกึ่งกลางของทางเดินรถก่อนถึงทางเลี้ยว ไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร (ข) สำหรับทางเดินรถที่ได้แบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่ สองช่องขึ้นไป ให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดทางด้านขวาสุดของทางเดินรถ หรือ ในช่องที่มีเครื่องหมายจราจรแสดงให้เลี้ยวขวาได้ ทั้งนี้ ก่อนถึง ทางเลี้ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร

42


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

(ค) ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางอยู่ทางเดินรถด้านขวาสุด ให้ผู้ขับขี่ ขับรถชิดช่องเดินรถประจำทางก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร และจะเลี้ยวรถผ่านเข้าไปในช่องเดินรถประจำทางได้เฉพาะในบริเวณ ที่มีเครื่องหมายจราจรให้เลี้ยวรถผ่านได้เท่านั้น (ง) สำหรับทางเดินรถที่มีเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ แสดงสั ญ ญาณจราจรด้ ว ยมื อ และแขน ให้ ผู ้ ขั บ ขี่ ขั บ รถเลี ้ ย วขวา ผ่านไปได้โดยไม่ต้องอ้อมเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ (จ) เมื่อรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถที่สวนมาในทางเดินรถ ทางเดียวกัน ผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้ว จึงให้เลี้ยวขวาไปได้ (3) ถ้าจะเลี้ยวอ้อมวงเวียนหรือเกาะที่สร้างไว้ ให้ผู้ขับขี่ขับรถอ้อมไปทางซ้ายของวงเวียนหรือเกาะนั้น ในกรณีตาม (1) และ (2) ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังและต้องหยุดให้ทางแก่ผู้ที่กำลังข้ามทาง และ รถที่กำลังผ่านทางร่วมทางแยกจากทางด้านอื่นก่อน เว้นแต่ในกรณีที่มีรถเลี้ยวซ้าย และเลี้ยวขวาพร้อมกัน ให้รถเลี้ยวซ้ายให้ทางแก่รถเลี้ยวขวาก่อน

มาตรา 57 เว้นแต่จะได้มีบทบัญญัติ กฎ หรือข้อบังคับตามพระราชบัญญัตินี้ กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ห้ามมิให้ผู้ขับขี่จอดรถ

(1) บนทางเท้า (2) บนสะพานหรือในอุโมงค์ (3) ในทางร่วมทางแยก หรือในระยะสิบเมตรจากทางร่วมทางแยก

43


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

(4) ในทางข้าม หรือในระยะสามเมตรจากทางข้าม (5) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามจอดรถ (6) ในระยะสามเมตรจากท่อน้ำดับเพลิง (7) ในระยะสิบเมตรจากที่ติดตั้งสัญญาณจราจร (8) ในระยะสิบห้าเมตรจากทางรถไฟผ่าน (9) ซ้อนกันกับรถอื่นที่จอดอยู่ก่อนแล้ว (10) ตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถ หรือในระยะห้าเมตร จากปากทางเดินรถ (11) ระหว่างเขตปลอดภัยกับขอบทาง หรือในระยะสิบเมตรนับจากปลายสุด ของเขตปลอดภัยทั้งสองข้าง (12) ในที่คับขัน (13) ในระยะสิ บ ห้ า เมตรก่ อ นถึ ง เครื่ อ งหมายหยุ ด รถประจำทาง และเลย เครื่องหมายไปอีกสามเมตร (14) ในระยะสามเมตรจากตู้ไปรษณีย์ (15) ในลักษณะกีดขวางการจราจร

มาตรา 71 ภายใต้ บังคับมาตรา 21 และมาตรา 26 เมื่อผู้ขับขี่ขับรถมาถึง

ทางร่วมทางแยก ให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติดังนี้

(1) ถ้ามีรถอื่นอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถในทางร่วมทางแยกนั้น ผ่านไปก่อน (2) ถ้ามาถึงทางร่วมทางแยกพร้อมกันและไม่มีรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถที่อยู่ทางด้านซ้ายของตนผ่านไปก่อน เว้นแต่ในทางร่วม ทางแยกใดมีทางเดินรถทางเอกตัดผ่านทางเดินรถทางโท ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถ ในทางเอกมีสิทธิขับผ่านไปก่อน

44


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

*(3) ถ้าสัญญาณจราจรไฟสีเขียวปรากฏข้างหน้า แต่ในทางร่วมทางแยกมีรถอื่น หยุดขวางอยู่จนไม่สามารถผ่านพ้นทางร่วมทางแยกไปได้ ผู้ขับขี่จะต้อง หยุดรถที่หลังเส้นให้รถหยุดจนกว่าจะสามารถเคลื่อนรถผ่านพ้นทางร่วม ทางแยกไปได้ *(มาตรา 71 (3) เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2535)

มาตรา 72* ทางเดินรถทางเอก ได้แก่ ทางเดินรถดังต่อไปนี้

(1) ทางเดินรถที่ได้ติดตั้งเครื่องหมายจราจรแสดงว่าเป็นทางเดินรถทางเอก (2) ทางเดิ น รถที่ ม ี ป ้ า ยหยุ ด หรื อ ป้ า ยที่ ม ี ค ำว่ า “ให้ ท าง” ติ ด ตั ้ ง ไว้ หรื อ ทางเดินรถที่มีคำว่าหยุดหรือเส้นหยุด ซึ่งเป็นเส้นขาวทึบ หรือเส้นให้ทาง ซึ่ ง เป็ น เส้ น ขาวประบนผิ ว ทาง ให้ ท างเดิ น รถที่ ข วางข้ า งหน้ า เป็ น ทาง เดินรถทางเอก (3) ในกรณี ท ี่ ไ ม่ ม ี เ ครื่ อ งหมายจราจรตาม (1) หรื อ ไม่ ม ี ป ้ า ยหรื อ เส้ น

หรือข้อความบนผิวทางตาม (2) ให้ทางเดินรถที่มีช่องเดินรถมากกว่า

เป็นทางเดินรถทางเอก (4) ถนนที่ตัดหรือบรรจบกับตรอกหรือซอย ให้ทางเดินรถที่เป็นถนนเป็น ทางเดินรถทางเอก ทางเดินรถอื่นที่มิใช่ทางเดินรถทางเอกตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นทางเดินรถทางโท *(มาตรา 72 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2535)

45


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

กฎหมายใหม่บังคับห้ามโทรศัพท์ขณะขับรถตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จราจรทางบก (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2551 มาตรา 43 (9) ห้ามมิให้ผู้ขับรถใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะขับ เว้นแต่ใช้อุปกรณ์ เสริมสำหรับการสนทนา โดยที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น ตามมาตรา 157 ผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 43 (9) ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท

การขับรถที่ถูกต้องเพื่อความปลอดภัย

การขับรถที่ปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเรียนรู้ การขับรถก็คือ 1) มีความรู้ในเรื่องความปลอดภัยในการขับรถ 2) มีความตระหนักถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการขับรถ 3) ลงมือปฏิบัติเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภัยอันตราย การมีความรู้และความตระหนักในเรื่องความปลอดภัยยังไม่พอ ต้องลงมือ ปฏิบัติเพื่อป้องกันด้วย จึงจะครบถ้วนสมบูรณ์ อุบัติเหตุจึงเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุจาก ความละเลยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กฎแห่งความปลอดภัยหรือกฎจราจรจึงเป็นสิ่งที่ ไม่อาจละเลยได้ มิฉะนั้นท่านจะต้องพบกับความสูญเสีย หลักสำคัญของการขับรถ คือ 1. ต้องยึดกฎจราจรเป็นหลัก เพราะเราไม่ได้ใช้ถนนคนเดียว 2. ไม่ละเมิดกฎจราจรและไม่ก่อให้เกิดการจราจรติดขัด 3. ไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุกับตัวเอง หรือทำให้คนอื่นเกิดอุบัติเหตุ 4. ความจำเป็นในการละเมิดกฎจราจรไม่เป็นข้ออ้างเมื่อถูกจับกุม ไม่ว่ากรณี ใด ๆ

46


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

การทิ้งระยะห่างรถคันหน้า

ต้องทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าให้เหมาะสมกับความเร็วที่ใช้ เราสามารถ พิจารณาอย่างง่าย ๆ ได้โดยขับรถของเราด้วยความเร็วที่คงที่เท่ากับรถคันหน้า เมื่อ คั น หน้ า ผ่า นจุ ด ใดจุ ด หนึ่ ง เช่น หลั ก กิ โ ลเมตรริ ม ถนน รถของเราจะต้ อ งผ่า นจุ ด เดียวกันนั้นในเวลาไม่ต่ำกว่า 2 วินาที (โดยนับหนึ่งพันหนึ่ง เมื่อรถคันหน้าผ่านจุดนั้น และเมื่อเรานับหนึ่งพันสอง รถเราผ่านจุดนั้นพอดี) หากต่ำกว่านั้นแสดงว่าเราทิ้งระยะ ห่างจากรถคันหน้าน้อยเกินไป จะทำให้เบรกไม่ทัน เมื่อรถคันหน้าหยุดรถทันทีทันใด

การใช้ความเร็วตามกฎหมายจราจร

รถยนต์นั่งในเขต กทม. เขตเมือง เขตเทศบาล ความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตร/ ชั่วโมง รถกระบะน้ำหนักรถรวมบรรทุกเกิน 1,200 กิโลกรัม ในเขต กทม. เขตเมือง เขตเทศบาล ความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง นอกเขตไม่เกิน 80 กิโลเมตร/ ชั่วโมง หากมีป้ายกำหนดความเร็วอยู่ข้างทาง ให้ปฏิบัติตามป้ายกำหนด

การแซง

1. เป็นกฎตายตัวว่าจะต้องแซงขึ้นทางขวาเสมอ 2. เมื่อแซงผ่านขึ้นมาแล้วให้ขับเป็นแนวตรงทิ้งระยะห่างจากคันที่ถูกแซง พอสมควร เพื่อให้รถที่ถูกแซงมีเวลาตั้งตัว 3. อย่ากลับเข้าเลนซ้ายในลักษณะเลี้ยวตัดหน้ารถที่ถูกแซงอย่างกระชั้นชิด 4. รักษาอารมณ์อย่าให้ฉุนเฉียวกับผู้ขับรถคันอื่นที่อยู่รอบข้าง 5. อย่ า เร่ ง เครื่ อ งแข่ ง กั บ รถคั น ที่ ก ำลั ง แซงอยู่ ปล่ อ ยให้ ร ถที่ แ ซงผ่ า นไป โดยสะดวกและปลอดภัย 6. ถ้ า ท่ า นถู ก รถอื่ น แซง จงขั บ รถให้ ช ้ า ลงหรื อ เปิ ด โอกาสให้ เ ขาแซง โดยสะดวก

47


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

7. เมื่อได้รับสัญญาณแซงขึ้นหน้าจากรถคันหลัง ผู้ขับขี่รถที่มีความเร็วช้า หรือใช้ความเร็วต่ำกว่ารถคันอื่นที่ขับไปในทิศทางเดียวกัน ต้องยอมให้รถคันที่ใช้ ความเร็วสูงกว่าผ่านขึ้นหน้า และผู้ขับขี่รถที่ถูกขอทางต้องปฏิบัติดังนี้ - ให้สัญญาณเลี้ยวซ้ายตอบ (เปิดไฟเลี้ยวที่ติดอยู่ด้านซ้ายของรถ หรือให้สัญญาณเลี้ยวซ้ายด้วยมือและแขน) - ลดความเร็ว - ขับรถชิดด้านซ้ายของทางเดินรถ เพื่อให้รถที่แซงผ่านขึ้นหน้าได้ โดยปลอดภัย

กรณี ใดแซงด้านซ้ายได้

1. รถที่ถูกแซงกำลังเลี้ยวขวา หรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวขวา 2. ทางเดินรถนั้นได้จัดแบ่งเป็นช่องเดินรถในทิศทางเดียวกัน ใช้ตั้งแต่ 2 ช่อง ขึ้นไป

ห้ามแซงกรณี ใดบ้าง

1. เมื่ อ รถกำลั ง ขึ ้ น ทางชั น ขึ ้ น สะพาน หรื อ อยู่ ใ นทางโค้ ง เว้ น แต่ จ ะมี เครื่องหมายจราจรให้แซงได้ 2. ภายในระยะ 30 เมตรก่ อ นถึ ง ทางข้ า ม ทางร่ ว ม ทางแยก วงเวี ย น หรือเกาะที่สร้างไว้ หรือทางเดินที่ตัดข้ามทางรถไฟ 3. เมื่อมีหมอก ฝน ฝุ่น หรือควัน จนทำให้ไม่อาจเห็นทางข้างหน้าได้ในระยะ 60 เมตร 4. เมื่อเข้าที่คับขัน หรือเขตปลอดภัย

48


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เกี่ยวกับสัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร

สัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร

ผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร ที่ได้ติดตั้งไว้ หรือทำให้ปรากฏในทาง หรือที่พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงให้ทราบ

สัญญาณจราจร มี 3 ชนิด

1. สัญญาณไฟจราจร หมายถึง สัญญาณจราจรที่ใช้ควบคุมการจราจร

โดยโคมสั ญ ญาณไฟจราจร ประกอบด้ ว ย ดวงโคมอย่ า งน้ อ ย 3 ดวง มี ส ี แ ดง สีเหลืองอำพัน สีเขียว บางกรณีก็มีรูปลูกศร หรือกากบาท หรือข้อความ เช่น ● สั ญ ญาณไฟจราจรสี เ หลื อ งอำพั น ให้ผู้ขับขี่เตรียมหยุดรถหลังเส้น ให้รถหยุด เว้นแต่ได้ขับเลยเส้นให้รถหยุดไปแล้ว ก็ให้ขับเลยไปได้ ● สัญญาณไฟจราจรสีแดง หรือเครื่องหมายจราจรสีแดงที่มีคำว่า หยุด

ให้ผู้ขับขี่หยุดรถหลังเส้นให้หยุด ● สัญญาณไฟจราจรสีเขียว หรือเครื่องหมายจราจรสีเขียวที่มีคำว่า ไป

ให้ผู้ขับขี่ขับรถต่อไปได้ ● สัญญาณไฟจราจรลูกศรสีเขียว ชี้ให้เลี้ยว หรือชี้ให้ตรงไป ให้ผู้ขับขี ่

เลี ้ ย วรถหรื อ ขั บ รถตรงไปได้ ต ามทิ ศ ทางที่ ลู ก ศรชี ้ และต้ อ งขั บ รถ ด้วยความระมัดระวัง ให้สิทธิแก่คนเดินเท้าในทางข้าม หรือรถที่มา ทางขวาก่อน ● สัญญาณไฟจราจร กะพริบสีแดง ให้ผู้ขับขี่หยุดรถหลังเส้นให้หยุด

เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรแล้ว จึงให้ขับรถ ต่อไปด้วยความระมัดระวัง ● สั ญ ญาณไฟจราจร กะพริ บ สี เ หลื อ งอำพั น ให้ ผู ้ ขั บ ขี่ ล ดความเร็ ว

ของรถลงและผ่านทางเดินรถนั้นไปด้วยความระมัดระวัง การจะขับรถ ตรงไปหรือเลี้ยวรถ จะต้องเข้าอยู่ในช่องเดินรถให้ถูกต้อง ตั้งแต่เริ่มมี เครื่องหมายให้ปฏิบัติเช่นนั้น

49


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

สัญญาณไฟจราจรสีแดง ที่ทำเป็นรูปกากบาทเฉียงอยู่เหนือช่อง เดินรถใด ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถในช่องเดินรถนั้น สัญญาณไฟจราจรสีเขียว ที่ทำเป็นลูกศรอยู่เหนือช่องเดินรถใด ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในช่องเดินรถนั้นขับรถผ่านไปได้

2. สัญญาณจราจรที่พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงให้ปรากฏ

เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืน และเหยียดแขนซ้ายออกไปเสมอระดับไหล่ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านหลังต้องหยุดรถ หากลดแขนข้างเหยียดลง และโบกมือไปข้างหน้าจึงจะขับรถไปได้ ● เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืน และเหยียดแขนข้างหนึ่งข้างใดออกไป เสมอระดับไหล่และตั้งฝ่ามือขึ้น ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านที่เหยียดแขน ข้างนั้นต้องหยุดรถ และถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่พลิกฝ่ามือที่ตั้งอยู่นั้น แล้วโบกผ่านศีรษะไปทางด้านหลัง ให้ผู้ขับขี่ซึ่งหยุดรถอยู่นั้นขับรถ ผ่านไปได้ ● เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืน และเหยียดแขนทั้ง 2 ข้างออกไปเสมอ

ระดับไหล่และตั้งฝ่ามือขึ้น ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านที่เหยียดแขน ทั้ง 2 ข้าง จะต้องหยุดรถ ● เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืน และยกแขนขวาท่อนล่างตั้งฉากกับแขน

ท่อนบนและตั้งฝ่ามือขึ้น ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านหน้าต้องหยุดรถ แต่ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่พลิกฝ่ามือที่ตั้งอยู่นั้นโบกไปด้านหลัง ให้ผู้ขับขี่ ซึ่งหยุดรถอยู่ทางด้านหน้าของพนักงานเจ้าหน้าที่ขับรถผ่านไปได้ ● เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืน และยกแขนขวาท่อนล่างตั้งฉากกับแขน

ท่อนบนและตั้งฝ่ามือขึ้น ส่วนแขนซ้ายเหยียดออกไปเสมอระดับไหล่ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถด้านหน้าและด้านหลังต้องหยุดรถ การหยุดรถให้หยุดรถ หลังเส้นให้รถหยุด ในกรณีที่ทางเดินรถใดไม่มีเส้นให้รถหยุด ให้ผู้ขับขี่ หยุดรถห่างจากพนักงานเจ้าหน้าที่ในระยะไม่น้อยกว่า 3 เมตร

50


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

3. เสียงนกหวีด เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้เสียงสัญญาณนกหวีดยาว 1 ครั้ง

ให้ผู้ขับขี่หยุดรถทันที แต่ถ้าใช้เสียงสั้น 2 ครั้งติดต่อกัน ให้ผู้ขับรถผ่านไปได้ *อย่างไรก็ตาม สัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจร ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ในทางเดินรถนั้นเห็นสมควรเพื่อความปลอดภัย หรือความสะดวกในการจราจร จะให้สัญญาณจราจรเป็นอย่างอื่นก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติการเดินรถ ตามสัญญาณที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดให้

เครื่องหมายจราจร แบ่งออกเป็น 2 ชนิด

1. ชนิดแผ่นป้ายทำด้วยโลหะหรือไม้ หรือวัตถุอื่นที่แทนกันได้ มี 2 ประเภท คือ ● ประเภทบั ง คั บ ซึ่ ง เป็ น เครื่ อ งหมายกำหนด บั ง คั บ ห้ า ม หรื อ จำกั ด

บางประการเพื่อบังคับการจราจรในทาง ● ประเภทเตื อ น ซึ่ ง เป็ น เครื่ อ งหมายเตื อ นให้ ผู ้ ใ ช้ ท างระวั ง อั น ตราย

ความหมายในแผ่นเครื่องหมายนั้น ๆ

“ขับรถปลอดภัย ใส่ใจกฎจราจร

51


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

เครื่องหมายป้ายจราจร ป้ายจราจรประเภทบังคับ

หยุด

ให้ทาง

ให้รถสวนทางมาก่อน

ห้ามแซง

ห้ามเข้า

52

ป้าย “หยุด” หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถก่อนถึงทางที่ขวางข้างหน้าหรือเส้น แนวหยุด และรอให้รถและคนเดินเท้าบนทางขวางข้างหน้าผ่านไปก่อน เมื่ อ เห็ น ว่ า ปลอดภั ย และไม่ เ ป็ น การกี ด ขวางการจราจรที่ บ ริ เ วณ ทางแยกนั้นแล้ว จึงให้เคลื่อนรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง ป้าย “ให้ทาง” หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องระมัดระวังและให้ทางแก่รถหรือคนเดินเท้า บนทางขวางข้างหน้าผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการ กีดขวางการจราจรที่บริเวณทางแยกนั้นแล้ว จึงให้เคลื่อนรถผ่านไปได้ ด้วยความระมัดระวัง ป้าย “ให้รถสวนทางมาก่อน” หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถตรงตำแหน่งที่ติดตั้งป้ายและรอให้รถ ที่กำลังสวนมาผ่านทางไปก่อน หากมีรถข้างหน้าหยุดรออยู่ก่อนก็ให้ หยุดรอถัดต่อกันมาตามลำดับ เมื่อรถที่สวนทางมาได้ผ่านไปหมดแล้ว จึงเคลื่อนรถที่หยุดตรงป้ายนี้ผ่านไปได้ ป้าย “ห้ามแซง” หมายความว่า ห้ามขับรถแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นในเขตทางที่ติดตั้งป้าย ป้าย “ห้ามเข้า” หมายความว่า ห้ามรถทุกชนิดเข้าไปในทิศทางที่ติดตั้งป้าย


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “ห้ามกลับรถไปทางขวา” หมายความว่า ห้ามกลับรถไปทางขวาไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ป้าย “ห้ามกลับรถไปทางซ้าย” หมายความว่า ห้ามกลับรถไปทางซ้ายไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ

ห้ามกลับรถไปทางขวา

ห้ ามกลับรถไปทางซ้าย

ห้ามเลี้ยวซ้าย

ห้ามเลี้ยวขวา

ห้ามเปลี่ยนช่อง เดินรถไปทางซ้าย

ห้ามเปลี่ยนช่อง เดินรถไปทางขวา

ป้าย “ห้ามเลี้ยวซ้าย” หมายความว่า ห้ามเลี้ยวรถไปทางซ้าย ป้าย “ห้ามเลี้ยวขวา” หมายความว่า ห้ามเลี้ยวรถไปทางขวา ป้าย “ห้ามเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางซ้าย” หมายความว่า ห้ามเปลี่ยนช่องเดินรถหรือช่องจราจรไปทางซ้าย ป้าย “ห้ามเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางขวา” หมายความว่า ห้ามเปลี่ยนช่องเดินรถหรือช่องจราจรไปทางขวา

53


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “ห้ามเลี้ยวขวาหรือกลับรถ” หมายความว่า ห้ามเลี้ยวรถไปทางขวาหรือกลับรถ ป้าย “ห้ามเลี้ยวซ้ายหรือกลับรถ” หมายความว่า ห้ามเลี้ยวรถไปทางซ้ายหรือกลับรถ ป้าย “ห้ามรถยนต์ผ่าน” หมายความว่า ห้ามรถยนต์ทุกชนิดผ่านเข้าออกในเขตทางที่ติดตั้งป้าย ป้าย “ห้ามรถบรรทุกผ่าน” หมายความว่า ห้ามรถบรรทุกทุกชนิดผ่านเข้าออกในเขตทางที่ติดตั้ง ป้าย ป้าย “ห้ามรถจักรยานยนต์ผ่าน” หมายความว่า ห้ามรถจักรยานยนต์ทุกชนิดผ่านเข้าออกในเขตทาง ที่ติดตั้งป้าย ป้าย “ห้ามรถพ่วงผ่าน” หมายความว่า ห้ามรถพ่วงหรือรถกึ่งพ่วงทุกชนิดผ่านเข้าออกในเขตทาง ที่ติดตั้งป้าย

ห้ามเลี้ยวขวาหรือกลับรถ

ห้ามเลี้ยวซ้ายหรือกลับรถ

ห้ามรถยนต์ผ่าน

ห้ามรถบรรทุกผ่าน

ห้ามรถจักรยานยนต์ผ่าน

ห้ามรถพ่วงผ่าน

54


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “ห้ามรถยนต์สามล้อผ่าน” หมายความว่า ห้ามรถยนต์สามล้อทุกชนิดผ่านเข้าออกในเขตทาง ที่ติดตั้งป้าย ป้าย “ห้ามรถสามล้อผ่าน” หมายความว่า ห้ามรถสามล้อทุกชนิดผ่านเข้าออกในเขตทางที่ติดตั้ง ป้าย ป้าย “ห้ามรถจักรยานผ่าน” หมายความว่า ห้ามรถจักรยานทุกชนิดผ่านเข้าออกในเขตทางที่ติดตั้ง ป้าย ป้าย “ห้ามล้อเลื่อนลากเข็นผ่าน” หมายความว่า ห้ามล้อเลื่อนลากเข็นทุกชนิดผ่านเข้าออกในเขตทาง ที่ติดตั้งป้าย ป้าย “ห้ามรถยนต์ที่ใช้ในการเกษตรผ่าน” หมายความว่า ห้ามรถยนต์ที่ใช้ในการเกษตรทุกชนิดผ่านเข้าออก ในเขตทางที่ติดตั้งป้าย ป้าย “ห้ามเกวียนผ่าน” หมายความว่า ห้ามเกวียนทุกชนิดผ่านเข้าออกในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

ห้ามรถยนต์สามล้อผ่าน

ห้ามรถสามล้อผ่าน

ห้ามรถจักรยานผ่าน

ห้ามล้อเลื่อนลากเข็นผ่าน

ห้ามรถยนต์ที่ใช้ ในการเกษตรผ่าน

ห้ามเกวียนผ่าน

55


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “ห้ามรถจักรยานยนต์และรถยนต์ผ่าน” หมายความว่า ห้ามรถจักรยานยนต์และรถยนต์ทุกชนิดผ่านเข้าออก ในเขตทางที่ติดตั้งป้าย ป้าย “ห้ามรถจักรยาน รถสามล้อ และล้อเลื่อนลากเข็นผ่าน” หมายความว่า ห้ามรถจักรยาน รถสามล้อ และล้อ เลื่อ นลากเข็น ทุกชนิดผ่านเข้าออกในเขตทางที่ติดตั้งป้าย ป้าย “ห้ามรถจักรยานยนต์และรถยนต์สามล้อผ่าน” หมายความว่ า ห้ า มรถจั ก รยานยนต์ แ ละรถยนต์ ส ามล้ อ ทุ ก ชนิ ด ผ่านเข้าออกในเขตทางที่ติดตั้งป้าย ป้าย “ห้ามใช้เสียง” หมายความว่า ห้ามใช้เสียงสัญญาณหรือทำให้เกิดเสียงที่ก่อการรบกวน ด้วยประการใด ๆ ในเขตทางที่ติดตั้งป้าย ป้าย “ห้ามคนผ่าน” หมายความว่า ห้ามคนเดินเท้าผ่านเข้าออกในเขตทางที่ติดตั้งป้าย ป้าย “ห้ามจอดรถ” หมายความว่า ห้ามจอดรถทุกชนิดระหว่างแนวเขตที่กำหนด เว้นแต่ การหยุดรับส่งคนหรือสิ่งของชั่วขณะ ซึ่งต้องกระทำโดยมิชักช้า

ห้ามรถจักรยานยนต์ และรถยนต์ผ่าน

ห้ามรถจักรยาน รถสามล้อ และล้อเลื่อนลากเข็นผ่าน

ห้ามรถจักรยานยนต์ และรถยนต์สามล้อผ่าน

ห้ามใช้เสียง

ห้ามคนผ่าน

ห้ามจอดรถ

56


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “ห้ามหยุดรถ” หมายความว่ า ห้ า มหยุ ด รถหรื อ จอดรถทุ ก ชนิ ด ระหว่ า งแนวเขต ที่กำหนดเป็นอันขาด ป้าย “หยุดตรวจ” หมายความว่ า ผู ้ ขั บ ขี่ ร ถหยุ ด รถที่ ป ้ า ยนี ้ เพื่ อ ให้ เ จ้ า หน้ า ที่ ต รวจ และให้เคลื่อนรถต่อไปได้เมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจแล้ว เท่านั้น ป้าย “จำกัดความเร็ว” หมายความว่า ห้ า มใช้ ค วามเร็ ว เกิ น กว่ า ที่ ก ำหนดเป็ น “กิ โ ลเมตร ต่อชั่วโมง” ตามจำนวนตัวเลขที่ระบุในป้ายนั้น ๆ ในเขตทางที่ติดตั้งป้าย จนกว่าจะพ้นระยะที่จำกัดความเร็วนั้น ป้าย “ห้ามรถหนักเกินกำหนดผ่าน” หมายความว่ า ห้ า มรถทุ ก ชนิ ด ที่ ม ี น ้ ำ หนั ก เกิ น กว่ า ที่ ก ำหนดหรื อ เมื่อรวมน้ำหนักรถกับน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่กำหนดเป็น “ตัน” ตาม จำนวนตัวเลขที่ระบุในป้ายนั้น ๆ ผ่านเข้าออกในเขตทางที่ติดตั้งป้าย ป้าย “ห้ามรถกว้างเกินกำหนดผ่าน” หมายความว่า ห้ามรถทุกชนิดที่มีความกว้างเกินกว่าที่กำหนดเป็น “เมตร” ตามจำนวนตัวเลขที่ระบุในป้ายนั้น ๆ ผ่านเข้าออกในเขตทาง ที่ติดตั้งป้าย ป้าย “ห้ามรถสูงเกินกำหนดผ่าน” หมายความว่า ห้ามรถทุกชนิดที่มีความสูง รวมทั้งของที่บรรทุกเกินกว่า ที่กำหนดเป็น “เมตร” ตามจำนวนตัวเลขที่ระบุในป้ายนั้น ๆ ผ่านเข้าออก ในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

ห้ามหยุดรถ

หยุดตรวจ

จำกัดความเร็ว

ห้ามรถหนักเกินกำหนดผ่าน

ห้ามรถกว้างเกินกำหนดผ่าน

ห้ามรถสูงเกินกำหนดผ่าน

57


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “ห้ามรถยาวเกินกำหนดผ่าน” หมายความว่า ห้ามรถทุกชนิดที่มีความยาวเกินกว่าที่กำหนดเป็น “เมตร” ตามจำนวนตัวเลขที่ระบุในป้ายนั้น ๆ ผ่านเข้าออกในเขตทาง ที่ติดตั้งป้าย ป้าย “ให้เดินรถทางเดียว” หมายความว่ า ผู ้ ขั บ ขี่ ต ้ อ งขั บ รถตรงไปตามทิ ศ ทางที่ ป ้ า ยกำหนด เป็นทางเดินรถทางเดียวเท่านั้น ป้าย “ให้เดินรถทางเดียวไปทางซ้าย” หมายความว่า ทางข้างหน้าเป็นทางบังคับให้เดินรถทางเดียวไปทางซ้าย เท่านั้น ป้าย “ให้เดินรถทางเดียวไปทางขวา” หมายความว่า ทางข้างหน้าเป็นทางบังคับให้เดินรถทางเดียวไปทางขวา เท่านั้น ป้าย “ให้ชิดซ้าย” หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถผ่านไปทางด้านซ้ายของป้าย ป้าย “ให้ชิดขวา” หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถผ่านไปทางด้านขวาของป้าย

ห้ามรถยาวเกินกำหนดผ่าน

ให้เดินรถทางเดียว

ให้เดินรถทางเดียว ไปทางซ้าย

ให้เดินรถทางเดียว ไปทางขวา

ให้ชิดซ้าย

ให้ชิดขวา

58


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “ให้ชิดซ้ายหรือชิดขวา” หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถผ่านไปทางด้านซ้ายหรือทางด้านขวา ของป้าย ป้าย “ให้เลี้ยวซ้าย” หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถเลี้ยวไปทางซ้ายแต่ทางเดียวเท่านั้น ป้าย “ให้เลี้ยวขวา” หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถเลี้ยวไปทางขวาแต่ทางเดียวเท่านั้น ป้าย “ให้เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา” หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถเลี้ยวไปทางซ้ายหรือไปทางขวาเท่านั้น ป้าย “ให้ตรงไปหรือเลี้ยวซ้าย” หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถตรงไปหรือเลี้ยวไปทางซ้ายเท่านั้น ป้าย “ให้ตรงไปหรือเลี้ยวขวา” หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถตรงไปหรือเลี้ยวไปทางขวาเท่านั้น

ให้ชิดซ้ายหรือชิดขวา

ให้เลี้ยวซ้าย

ให้เลี้ยวขวา

ให้เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา

ให้ตรงไปหรือเลี้ยวซ้าย

ให้ตรงไปหรือเลี้ยวขวา

59


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “ช่องเดินรถประจำทาง” หมายความว่า ช่องเดินรถที่ติดตั้งป้ายเป็นบริเวณที่กำหนดให้เป็นช่อง เดินรถประจำทาง ป้าย “วงเวียน” หมายความว่า ผู้ขับขี่รถทุกชนิดต้องขับรถวนทางซ้ายของวงเวียน และ รถที่เริ่มจะเข้าสู่ทางรอบบริเวณวงเวียนต้องหยุดรอให้รถที่แล่นอยู่ใน ทางรอบบริเวณวงเวียนผ่านไปก่อน ห้ามขับรถแทรกหรือตัดหน้ารถ ที่แล่นอยู่ในเขตทางรอบบริเวณวงเวียน ป้าย “ช่องเดินรถมวลชน” หมายความว่า ช่องเดินรถที่ติดตั้งป้ายเป็นบริเวณที่กำหนดให้เป็นช่อง เดินรถมวลชน และให้ใช้ได้เฉพาะรถที่มีจำนวนคนบนรถไม่น้อยกว่า ตัวเลขที่ระบุในป้าย ป้าย “ช่องเดินรถจักรยานยนต์” หมายความว่า ช่องเดินรถที่ติดตั้งป้ายเป็นบริเวณที่กำหนดให้เป็นช่อง เดินรถจักรยานยนต์ ป้าย “ช่องเดินรถจักรยาน” หมายความว่า ช่องเดินรถที่ติดตั้งป้ายเป็นบริเวณที่กำหนดให้เป็นช่อง เดินรถจักรยาน ป้าย “เฉพาะคนเดิน” หมายความว่า บริเวณที่ติดตั้งป้ายเป็นบริเวณที่กำหนดให้ใช้ได้เฉพาะ คนเดินเท้าเท่านั้น

ช่องเดินรถประจำทาง

วงเวียน

ช่องทางเดินรถมวลชน

ช่องเดินรถจักรยานยนต์

ช่องเดินรถจักรยาน

เฉพาะคนเดิน

60


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “ความเร็วขั้นต่ำ” หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องใช้ความเร็วไม่ต่ำกว่าที่กำหนดเป็น “กิโลเมตร ต่อชั่วโมง” ตามจำนวนตัวเลขที่ระบุในป้าย ป้าย “สุดเขตบังคับ” หมายความว่ า หมดระยะบั ง คั บ ตามความหมายของป้ า ยบั ง คั บ

ที่ได้ติดตั้งไว้ก่อนที่จะถึงป้ายนี้

ความเร็วขั้นต่ำ

สุดเขตบังคับ

ป้ายจราจรประเภทเตือน

ป้าย “ทางโค้งต่าง ๆ” หมายความว่า ทางข้างหน้าเป็นทางโค้งตามลักษณะลูกศรในป้าย ควรขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง ป้าย “ทางแยกต่าง ๆ” หมายความว่ า ทางข้ า งหน้ า เป็ น ทางแยกตามลั ก ษณะสั ญ ลั ก ษณ์ ในป้าย ควรขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง

61


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “วงเวียนข้างหน้า” หมายความว่า ทางข้างหน้าเป็นทางแยกมีวงเวียน ควรขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง ป้าย “ทางแคบทั้งสองด้าน” หมายความว่า ทางข้างหน้าแคบลงกว่าทางที่กำลังผ่านทั้งสองด้าน ควรขับรถให้ช้าลงและเพิ่มความระมัดระวัง ป้าย “ทางแคบด้านซ้าย” หมายความว่ า ทางข้ า งหน้ า ด้ า นซ้ า ยแคบลงกว่ า ทางที่ ก ำลั ง ผ่ า น ควรขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง ป้าย “ทางแคบด้านขวา” หมายความว่ า ทางข้ า งหน้ า ด้ า นขวาแคบลงกว่ า ทางที่ ก ำลั ง ผ่ า น ควรขับรถให้ช้าลงและเพิ่มความระมัดระวัง ป้าย “สะพานแคบ” หมายความว่ า ทางข้ า งหน้ า มี ส ะพานแคบรถสวนกั น ได้ ไ ม่ ส ะดวก ควรขั บ รถให้ ช ้ า ลง และระมั ด ระวั ง อั น ตรายจากรถที่ ส วนมาจาก อีกฝั่งหนึ่งของสะพาน ป้าย “ช่องจราจรปิดด้านซ้าย” หมายความว่า ทางเดินรถข้างหน้าปิดการสัญจรทางด้านซ้าย ผู้ขับขี่ ควรเปลี่ยนใช้ช่องเดินรถที่เหลืออยู่ด้วยความระมัดระวัง

วงเวียนข้างหน้า

ทางแคบทั้งสองด้าน

ทางแคบด้านซ้าย

ทางแคบด้านขวา

สะพานแคบ

ช่องจราจรปิดด้านซ้าย

62


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “ช่องจราจรปิดด้านขวา” หมายความว่า ทางเดินรถข้างหน้าปิดการสัญจรทางด้านขวา ผู้ขับขี่ ควรเปลี่ยนใช้ช่องเดินรถที่เหลืออยู่ด้วยความระมัดระวัง ป้าย “ทางข้ามทางรถไฟไม่มีเครื่องกั้นทาง” หมายความว่า ทางข้างหน้ามีทางรถไฟตัดผ่านและไม่มีเครื่องกั้นทาง ควรขับรถให้ช้าลง และสังเกตดูรถไฟทั้งทางขวาและทางซ้าย ถ้ามี รถไฟกำลั ง จะผ่ า นมาควรหยุ ด รถให้ ห่ า งจากทางรถไฟอย่ า งน้ อ ย 5 เมตร และรอคอยจนกว่ารถไฟนั้นผ่านพ้นไป และปลอดภัยแล้ว จึ ง เคลื่ อ นรถต่ อ ไป ไม่ ค วรขั บ รถตั ด หน้ า รถไฟในระยะที่ อ าจเกิ ด อันตรายเป็นอันขาด ป้าย “ทางข้ามทางรถไฟมีเครื่องกั้นทาง” หมายความว่ า ทางข้ า งหน้ า มี ท างรถไฟตั ด ผ่ า นและมี รั ้ ว หรื อ มีเครื่องกั้นทาง ก่อนที่จะขับรถผ่านป้ายนี้ควรขับรถให้ช้าลง และ พร้อมที่จะหยุดรถเมื่อมีเสียงสัญญาณของเจ้าหน้าที่ดังขึ้น หรือเจ้าหน้าที ่

ได้ กั ้ น ทาง หรื อ มี เ ครื่ อ งกั ้ น ทางปิ ด กั ้ น ถ้ า ข้ า งหน้ า มี ร ถหยุ ด ก่ อ น ให้หยุดรอถัดต่อมาตามลำดับ เมื่อเปิดเครื่องกั้นทางแล้ว รถที่หยุดรอ จึงเคลื่อนตามกันไป ป้าย “ทางข้ามทางรถไฟติดทางแยก” หมายความว่ า ทางข้ า งหน้ า มี ท างข้ า มทางรถไฟอยู่ ต ิ ด ทางแยก ตามลักษณะสัญลักษณ์ ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง ก่อนข้าม ทางรถไฟควรมองด้านซ้ายและด้านขวาตามแนวทางรถไฟ เมื่อเห็นว่า ปลอดภั ย จึ ง ขั บ รถต่อ ไป ในกรณี ท ี่ ม ี เ ครื่ อ งกั ้ น ทางควรปฏิ บั ต ิ ต าม สัญญาณเครื่องกั้นทาง

ช่องจราจรปิดด้านขวา

ทางข้ามทางรถไฟ ไม่มีเครื่องกั้นทาง

ทางข้ามทางรถไฟ มีเครื่องกั้นทาง

ทางข้ามทางรถไฟ ติดทางแยก

63


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “ทางแคบ” หมายความว่า ทางข้างหน้าแคบลงกว่าทางที่กำลังผ่าน มีขนาดตาม จำนวนตัวเลขที่กำหนดเป็น “เมตร” ตามที่ระบุในป้าย รถที่มีขนาด กว้างไม่เกินจำนวนตัวเลขที่ระบุในป้ายให้ผ่านไปได้ ควรขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง ป้าย “ทางลอดต่ำ” หมายความว่ า ทางข้ า งหน้ า จะต้ อ งลอดช่ อ งลอดต่ ำ มี ข นาดตาม จำนวนตัวเลขที่กำหนดเป็น “เมตร” ตามที่ระบุในป้าย รถที่มีความสูง หรื อ รวมทั ้ ง สิ่ ง ของที่ บ รรทุ ก สู ง ไม่เ กิ น จำนวนตั ว เลขที่ ร ะบุ ใ นป้ า ย ให้ผ่านไปได้ ควรขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง

ทางแคบ

ทางลอดต่ำ

ทางขึ้นลาดชัน

ทางลงลาดชัน

เตือนรถกระโดด

64

ป้าย “ทางขึ้นลาดชัน” หมายความว่ า ทางข้ า งหน้ า เป็ น ทางลาดชั น ขึ ้ น ทางขึ ้ น เขา หรื อ ขึ้นเนินสันเขา หรือสันเนินมีความลาดชันตามจำนวนตัวเลขที่กำหนด เป็น “ร้อยละ” ตามที่ระบุในป้าย ซึ่งอาจบังสายตาทำให้มองไม่เห็นรถ ที่สวนมา ควรขับรถให้ช้าลง เดินรถใกล้ขอบทางด้านซ้ายให้มาก และ ระมัดระวังอันตรายจากรถที่สวนทางมา ป้าย “ทางลงลาดชัน” หมายความว่า ทางข้างหน้าเป็นทางลาดชันลง ทางลงเขา หรือลงเนิน มีความลาดชันตามจำนวนตัวเลขที่กำหนดเป็น “ร้อยละ” ตามที่ระบุ ในป้าย ควรขับรถให้ช้าลง เดินรถใกล้ขอบทางด้านซ้ายให้มาก ควรใช้ เกี ย ร์ ต่ ำ เพื่ อ ความปลอดภั ย และไม่ ป ลดเกี ย ร์ ห รื อ ดั บ เครื่ อ งยนต์ เป็นอันขาด ป้าย “เตือนรถกระโดด” หมายความว่า ทางข้างหน้าเปลี่ยนระดับอย่างกะทันหัน เช่น บริเวณ คอสะพาน ทางข้ามท่อระบายน้ำ หรือ คั น ชะลอความเร็ ว เป็ น ต้ น ควรขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “ผิวทางขรุขระ” หมายความว่า ทางข้างหน้าขรุขระมาก เป็นหลุมเป็นบ่อ หรือเป็นสัน ติดต่อกัน ควรขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง ป้าย “ทางเป็นแอ่ง” หมายความว่า ทางข้างหน้าเปลี่ยนระดับลงกะทันหัน หรือเป็นแอ่ง ควรขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง ป้าย “ทางลื่น” หมายความว่า ทางข้างหน้าลื่นอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ควรขับรถ ให้ช้าลง และระมัดระวังการลื่นไถล ไม่ควรใช้ห้ามล้อแรง ๆ ทันที การหยุดรถ การเบารถ หรือเลี้ยวรถในทางลื่น ต้องกระทำด้วยความ ระมัดระวังเป็นพิเศษ ป้าย “ผิวทางร่วน” หมายความว่า ทางข้างหน้าอาจมีวัสดุผิวทางหลุดกระเด็นเมื่อขับรถ ด้วยความเร็วสูง ควรขับรถให้ช้าลง และระมัดระวังอันตรายอันอาจ เกิดจากวัสดุผิวทาง ป้าย “ระวังหินร่วง” หมายความว่า ทางข้างหน้าอาจมีหินร่วงลงมาในผิวทาง ทำให้กีดขวาง การจราจร ควรขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง ป้าย “สะพานเปิดได้” หมายความว่า ทางข้างหน้าต้องผ่านสะพานที่อาจต้องเปิดให้เรือผ่าน ควรขับรถให้ช้าลง และระมัดระวังในการหยุดรถเมื่อเจ้าหน้าที่จะปิด กั้นทางเพื่อเปิดสะพานให้เรือผ่าน เพื่อมิให้เกิดอันตรายต่อรถข้างหน้า และรถข้างหลัง

ผิวทางขรุขระ

ทางเป็นแอ่ง

ทางลื่น

ผิวทางร่วน

ระวังหินร่วง

สะพานเปิดได้

65


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “ออกทางขนาน” หมายความว่า ทางหลักข้างหน้ามีช่องเปิดออกทางขนาน ผู้ขับขี่บน ทางหลักที่จะออกทางขนาน ควรเตรียมตัวเพื่อออกทางขนาน และ ออกทางขนาน สำหรับผู้ขับขี่บนทางขนาน ควรระมัดระวังรถที่จะมาร่วมในทิศทาง เดียวกัน ป้าย “เข้าทางหลัก” หมายความว่า ทางขนานข้างหน้ามีช่องเปิดเข้าทางหลัก ผู้ขับขี่บน ทางขนานที่ จ ะเข้ า ทางหลั ก ควรเตรี ย มตั ว เพื่ อ เข้ า ทางหลั ก และ เข้าทางหลัก สำหรับผู้ขับขี่บนทางหลัก ควรระมัดระวังรถที่จะมาร่วมในทิศทางเดียวกัน ป้าย “ทางคู่ข้างหน้า” หมายความว่า ทางข้างหน้าเป็นทางคู่มีเกาะหรือสิ่งอื่นแบ่งการจราจร เป็นสองทิศทาง ไปทางหนึ่งมาทางหนึ่ง ควรขับรถชิดไปทางด้านซ้าย ทางคู่ข้างหน้า ด้วยความระมัดระวัง ป้าย “สิ้นสุดทางคู่” หมายความว่ า ทางข้ า งหน้ า เป็ น ทางร่ ว มที่ ไ ม่ ม ี เ กาะหรื อ สิ่ ง อื่ น แบ่ ง การจราจร ควรขั บ รถให้ ช ้ า ลง เดิ น รถใกล้ ข อบทางด้ า นซ้ า ย สิ้นสุดทางคู่ และเพิ่มความระมัดระวัง ป้าย “ให้เปลี่ยนช่องทางจราจร” หมายความว่ า ควรเปลี่ ย นช่ อ งจราจรหรื อ เปลี่ ย นช่ อ ง เดิ น รถตามสั ญ ลั ก ษณ์ ใ นป้ า ย ควรขั บ รถให้ ช ้ า ลง และ ให้เปลี่ยนช่องทางจราจร เพิ่มความระมัดระวัง ป้าย “ทางร่วม” หมายความว่า ทางข้างหน้าอาจมีรถเข้ามาร่วมในทิศทาง เดียวกัน จากทางซ้ายหรือทางขวาตามลักษณะสัญลักษณ์ ทางร่วม ในป้าย ควรขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง

66


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “จุดกลับรถ” หมายความว่า ทางข้างหน้ามีที่กลับรถ

ทางเดินรถสองทาง

สัญญาณจราจร

หยุดข้างหน้า

ให้ทางข้างหน้า

ระวังคนข้ามถนน

จุดกลับรถ

ป้าย “ทางเดินรถสองทาง” หมายความว่า ทางข้างหน้าเป็นทางเดินรถสองทาง ควรขับรถให้ช้าลง เดิ น รถใกล้ ข อบทางด้ า นซ้ า ย และให้ ร ะมั ด ระวั ง อั น ตรายจากรถที่ สวนทางมา ป้าย “สัญญาณจราจร” หมายความว่า ทางข้างหน้ามีสัญญาณไฟจราจร ควรขับรถให้ช้าลง และพร้อมที่จะปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจร ป้าย “หยุดข้างหน้า” หมายความว่า ทางข้างหน้าที่ป้ายหยุดติดตั้งอยู่ ควรขับรถให้ช้าลง และเตรียมพร้อมที่จะหยุดรถเมื่อถึงป้ายหยุด ป้าย “ให้ทางข้างหน้า” หมายความว่า ทางข้างหน้ามีป้ายให้ทางติดตั้งอยู่ ควรขับรถให้ช้าลง และเตรียมพร้อมที่จะให้ทางเมื่อถึงป้ายให้ทาง ป้าย “ระวังคนข้ามถนน” หมายความว่า ทางข้างหน้ามีทางสำหรับคนข้าม หรือมีหมู่บ้านราษฎร อยู่ ข ้ า งทาง ซึ่ ง มี ค นเดิ น ข้ า มไปมาอยู่ เ สมอ ควรขั บ รถให้ ช ้ า ลง และระมั ด ระวั ง คนข้ า มทาง ถ้ า มี ค นกำลั ง เดิ น ข้ า มทาง ควรหยุ ด ให้คนเดินข้ามทางไปได้โดยปลอดภัย

67


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “โรงเรียนระวังเด็ก” หมายความว่า ทางข้างหน้ามีโรงเรียนตั้งอยู่ข้างทาง ควรขับรถให้ช้าลง และระมัดระวังอุบัติเหตุ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นแก่เด็กนักเรียน ถ้าเด็กนักเรียน กำลังเดินข้ามทาง ควรหยุดรถให้เด็กนักเรียนข้ามทางไปโดยปลอดภัย ถ้าเป็นเวลาที่โรงเรียนกำลังสอน ควรงดใช้เสียงสัญญาณ และหยุด การก่อให้เกิดเสียงรบกวนด้วยประการใด ๆ

โรงเรียนระวังเด็ก

ระวังสัตว์

ระวังเครื่องบินบินต่ำ

ระวังอันตราย

เขตห้ามแซง

สลับกันไป

68

ป้าย “ระวังสัตว์” หมายความว่า ทางข้างหน้าอาจมีสัตว์ข้ามทาง ควรขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง ป้าย “ระวังเครื่องบินบินต่ำ” หมายความว่า ทางข้างหน้าใกล้สนามบินและอาจมีเครื่องบินบินขึ้นลง ในระดับต่ำ ควรขับรถให้ช้าลง หากเห็นเครื่องบินกำลังขึ้นหรือลง ผ่านทางข้างหน้า ควรหยุดรถให้เครื่องบินผ่านไปโดยปลอดภัย ป้าย “ระวังอันตราย” หมายความว่า ทางข้างหน้ามีอันตราย เช่น เกิดอุบัติเหตุ ทางทรุด เป็นต้น ควรขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง ป้าย “เขตห้ามแซง” ใช้ติดตั้งทางด้านขวาของทาง หมายความว่า ทางช่วงนั้นมีระยะมองเห็นจำกัด ผู้ขับขี่อาจไม่สามารถ มองเห็นรถที่สวนมาในระยะที่จะแซงรถอื่นได้อย่างปลอดภัย ป้าย “สลับกันไป” หมายความว่า ทางข้างหน้าจำนวนช่องเดินรถหรือช่องจราจรลดลง ควรขับรถให้ช้าลง และสลับกันไปด้านละคันอย่างระมัดระวัง


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ป้าย “เตือนแนวทางต่าง ๆ” หมายความว่า ทางตอนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางตามทิศทางที่ชี้ไป ควรขับรถ ให้ช้าลง และสลับกันไปด้านละคันอย่างระมัดระวัง 2. ชนิดบนผิวทาง ขอบทาง ขอบวงเวียน หลัก ราว สะพาน กำแพง รั้ว และที่อื่น ๆ โดยใช้สี หมุดโลหะ กระเบื้องเคลือบ หรือวัตถุอื่นที่แทนกันได้ ทา ตอก หรือฝังไว้ ● เครื่องหมายจราจรบนพื้นทาง ● เครื่องหมายจราจรบนขอบทาง

69


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

เครื่องหมายจราจรบนพื้นทางและขอบทาง เครื่องหมายจราจรประเภทบังคับ

“เส้นแบ่งทิศทางจราจรปกติ ” มี ลั ก ษณะเป็ น เส้นประสีเหลือง หมายความว่ า เป็ น เส้ น แสดงการแบ่ ง แยกช่ อ ง จราจรของรถที่ ม ี ท ิ ศ ทางตรงกั น ข้ า ม ผู ้ ขั บ ขี่ ต ้ อ ง ขับรถทางด้านซ้ายของเส้น ยกเว้นในกรณีที่ต้องการ เลี้ยวขวา หรือแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น “เส้ น แบ่ ง ทิ ศ ทางจราจรห้ า มแซง” มี ลั ก ษณะ เป็นเส้นทึบสีเหลืองเดี่ยวหรือคู ่ หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถไปทางด้านซ้ายของเส้น ห้ามขับรถผ่านหรือคร่อมเส้นโดยเด็ดขาด “เส้นแบ่งทิศทางจราจรห้ า มแซงเฉพาะด้ า น” มีลักษณะเป็นเส้นทึบสีเหลืองคู่กับเส้นประสีเหลือง หมายความว่า รถที่อยู่ทางด้านเส้นทึบห้ามผ่านหรือ คร่อมเส้นทึบโดยเด็ดขาด ส่วนรถที่อยู่ทางด้านเส้นประ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยอาจแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น หรือ ข้ามเส้นดังกล่าวนี้ด้วยความระมัดระวัง “เส้นแบ่งช่องเดินรถ” หรือ “เส้นแบ่งช่องจราจร” มี ลั ก ษณะเป็ น เส้ น ประสี ข าวแบ่ ง ทางเดิ น รถ หรือทางจราจรที่มีทิศทางเดียวกันให้เป็นช่อง เดินรถ หรือช่องจราจร หมายความว่ า ผู ้ ขั บ ขี่ ต ้ อ งขั บ รถภายในช่ อ งทาง เดินรถหรือช่องจราจร ห้ามขับรถคร่อมเส้น เว้นแต่ จะเปลี่ยนช่องเดินรถหรือช่องจราจร

70


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

“เส้นห้ามเปลี่ยนช่องเดินรถ” หรือ “เส้นห้าม เปลี่ยนช่องจราจร” มีลักษณะเป็นเส้นทึบสีขาว แบ่งทางเดินรถหรือทางจราจรในทิศทางเดียวกัน ให้เป็นช่องเดินรถหรือช่องจราจร หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถภายในช่องเดินรถ หรือช่องจราจร ห้ามขับรถผ่านหรือคร่อมเส้น “เส้นแบ่งช่องเดินรถประจำทาง” มีลักษณะเป็น เส้นสีเหลืองกว้างและถี่ กรณีสวนทางจราจรปกติ และเส้ น ประสี ข าวกว้ า งและถี่ กรณี ท ิ ศ ทาง เดียวกับทางจราจรปกติ ทั้งนี้โดยมีลูกศรสีเหลือง และอาจมีคำว่า “รถประจำทาง” หรือ “BUS” สีเหลือง ประกอบด้วย หมายความว่า เป็นช่องทางเดินรถประจำทาง ห้าม ขับรถประเภทอื่นเข้าไปในช่องเดินรถประจำทาง “เครื่องหมายห้ามจอดรถ” มีลักษณะเป็นแถบ สีเหลืองสลับขาวแสดงที่ขอบคันหิน หรือขอบทาง ด้ า นซ้ า ยของทางเดิ น รถหรื อ ทางจราจร หรื อ

ที่อื่น ๆ หมายความว่า ห้ามจอดรถทุกชนิดระหว่างแนวขอบ ที่กำหนด เว้นแต่การหยุดรับส่งคนหรือสิ่งของชั่วขณะ ซึ่งต้องกระทำโดยมิชักช้า “เครื่องหมายห้ามหยุดรถ” มีลักษณะเป็นแถบ สีแดงสลับขาวแสดงที่ขอบคันหิน หรือขอบทาง ด้านซ้ายของทางเดิ น รถหรื อ ทางจราจร หรื อ ที่อื่น ๆ หมายความว่ า ห้ า มหยุ ด รถหรื อ จอดรถทุ ก ชนิ ด ระหว่างแนวเขตที่กำหนดเป็นอันขาด

71


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

“เส้นแนวหยุด” มีลักษณะเป็นเส้นทึบสีขาวกว้างและ ขวางแนวทางเดินรถ หมายความว่า เมื่อมีสัญญาณจราจรบังคับหยุดหรือป้ายหยุด ผู ้ ขั บ ขี่ ต ้ อ งหยุ ด รถก่ อ นถึ ง เส้ น แนวหยุ ด และเมื่ อ ได้ รั บ สั ญ ญาณจราจรให้ ไ ป หรื อ เมื่ อ ไม่ เ ป็ น เหตุ ใ ห้ ก ี ด ขวาง การจราจรแล้ว ให้ผ่านเส้นแนวหยุดไปได้ “เส้นให้ทาง” มีลักษณะเป็นเส้นประสีขาวกว้างและ ขวางแนวทางเดินรถ หมายความว่ า ผู ้ ขั บ ขี่ ต ้ อ งขั บ รถให้ ช ้ า ลง หากเห็ น ว่ า

จะไม่ปลอดภัยต่อรถคันอื่น หรือคนเดินเท้าในทางขวางหน้า หรือเป็นการกีดขวางทางจราจร ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถก่อนถึง แนวเส้นให้ทาง “เส้นทางข้าม” มีลักษณะเป็นแถบสีขาวกว้างและยาว หลาย ๆ แถบประกอบกั น ขวางทางเดิ น รถ หรื อ

เป็นเส้นทึบสีขาวสองเส้นขนานกันขวางแนวทางเดินรถ และมีเส้นแนวหยุดหรือเส้นให้ทางประกอบ หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ช้าลง และพร้อมที่จะ หยุดรถได้ทันท่วงที เมื่อมีคนเดินข้ามทาง ณ ทางข้ามนั้น ในเขตทางข้ามที่ไม่มีเจ้าหน้าที่หรือสัญญาณจราจร ให้คนมีสิทธิ ข้ามทางไปก่อน ฉะนั้น ในขณะที่คนกำลังเดินอยู่ในทางข้าม ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถก่อนถึงเส้นแนวหยุดหรือเส้นให้ทาง และ เมื่อคนเดินข้ามทางได้ข้ามไปแล้ว จึงจะเคลื่อนรถต่อไปได้ “เส้นทแยงห้ามหยุดรถ” มีลักษณะเป็นเส้นทึบสีเหลือง ลากทแยงตัดกันภายในกรอบเส้นทึบสีเหลือง หมายความว่า ห้ามหยุดรถทุกชนิดภายในกรอบเส้นทแยง ห้ามหยุดรถ ยกเว้นรถที่หยุดรอเพื่อเลี้ยวขวา

72


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

“ลู ก ศร” มี ลั ก ษณะเป็ น ลู ก ศรสี ข าวหรื อ สี เ หลื อ ง แสดงทิศทางการจราจรให้รถตรงไป เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เลี้ยวกลับ หรือร่วมกัน หมายความว่า เมื่อปรากฏในช่องเดินรถหรือช่องจราจรใด ผู้ขับขี่ที่อยู่ในช่องเดินรถหรือช่องจราจรนั้นต้องปฏิบัติตาม เครื่องหมายนั้น “ให้ทาง” มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมมุมแหลมสีขาว โดยมุมแหลมชี้สวนทิศทางการจราจร แสดงหรือทำให้ ปรากฏบนพื้นทางประกอบเส้นให้ทาง หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ช้าลง ถ้าเห็นว่าจะไม่ ปลอดภั ย ต่ อ รถคั น อื่ น หรื อ คนเดิ น เท้ า ในทางขวางหน้ า หรือเป็นการกีดขวางการจราจร ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถก่อนถึง เส้นให้ทาง “เขตปลอดภัย หรือเกาะสี” มีลักษณะเป็นแถบหรือ เส้ น ทึ บ สี ข าวหรื อ สี เ หลื อ ง ตี ท แยงกั บ แนวทิ ศ ทาง การจราจร หรือเป็นลักษณะก้างปลา และล้อมรอบ ด้วยเส้นทึบสีขาวหรือสีเหลือง หมายความว่า ห้ามขับรถล้ำเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว “ช่ อ งเดิ น รถมวลชน” มี ลั ก ษณะเป็ น รู ป สี่ เ หลี่ ย ม ขนมเปียกปูนสีขาวมุมแหลมอยู่ในทิศทางการจราจร ภายในสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนอาจมีตัวเลขแสดงจำนวน ขั้นต่ำของคนบนรถมวลชน หมายความว่า ช่องเดินรถหรือช่องจราจร ที่มีเครื่องหมาย ช่องเดินรถมวลชน เป็นช่องเดินรถหรือช่องจราจรสำหรับ รถตามชนิดหรือประเภทที่กำหนดหรือรถที่มีจำนวนคนบนรถ ไม่น้อยกว่าที่กำหนด

73


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

“เส้นช่องจอดรถ” มีลักษณะเป็นเส้นทึบสีขาว แสดงขอบเขตของช่องจอดรถ หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องจอดรถภายในกรอบ เส้ น ช่ อ งจอดรถ ห้ า มจอดรถคร่ อ มเส้ น หรื อ ทำให้ส่วนใดของรถล้ำออกไปนอกแนวที่กำหนด

“ข้อความบังคับบนพื้นทาง” มีลักษณะเป็นข้อความ สีขาวบนพื้นทาง เช่น คำว่า “หยุด” “ลดความเร็ว” “ขับช้า ๆ” เป็นต้น หมายความว่า ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามข้อความนั้น ๆ

เครื่องหมายจราจรประเภทเตือน

“เส้นขอบทาง” มีลักษณะเป็นเส้นทึบหรือเส้นประ หรือแถบสีเหลือง สี ข าว ยกเว้ น เส้ น ขอบทาง ด้ า นติ ด กั บ เกาะกลาง หรื อ ฉนวนแบ่ ง ทิ ศ ทาง การจราจรเป็นสีเหลือง หมายความว่า เป็นแนวสุดขอบทางเดินรถ “เส้นแนวช่องจราจรผ่านทางแยก” มีลักษณะ เป็นเส้นประหรือเส้นทึบสีขาว แสดงแนวช่อง เดินรถหรือช่องจราจรบริเวณทางแยก หมายความว่ า ควรขั บ รถไปตามแนวช่ อ งเดิ น รถ หรือช่องจราจรดังกล่าว “เส้นชะลอความเร็ว” มีลักษณะเป็นเส้นหลาย ๆ เส้น ขวางช่องเดินรถหรือช่องจราจร หมายความว่า ควรขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความ ระมัดระวัง

74


คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

“เส้ น ทางรถไฟผ่ า น” มี ลั ก ษณะเป็ น กากบาท สีขาวลากทแยงตัดกันพร้อมมีอักษรโรมัน RR ประกอบ หมายความว่ า ทางข้ า งหน้ า มี ท างรถไฟตั ด ผ่ า น ควรขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง “เครื่องหมายขาวดำ” มีลักษณะเป็นแถบสีขาว สลับสีดำ แสดงหรือทำให้ปรากฏที่ขอบคันหิน หรือสิ่งกีดขวางอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ใช้ทางเห็นขอบคันหิน หรือสิ่งกีดขวางนั้น ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น “ข้ อ ความเตื อ น” หรื อ “แนะนำบนพื้ น ทาง” แสดงอักษรข้อความหรือสัญลักษณ์ให้ปรากฏ บนพื้นทาง หรือในบางกรณีอาจใช้ภาษาอังกฤษ ที่เข้าใจง่าย และเป็นคำที่สากลนิยม เพื่อแนะนำ หรื อ เตื อ นการจราจร เช่ น แสดงชื่ อ สถานที่ ต่อท้ายลูกศรเตือนให้ระมัดระวังสภาพทางหรือ การจราจร หมายความว่ า ผู ้ ใ ช้ ท างควรปฏิ บั ต ิ ต าม และ ระมัดระวังการใช้ทางใช้ช่องเดินรถหรือช่องจราจร ให้ถูกต้อง เป็นต้น

75


ด้วยความปรารถนาดีจาก

งานผลิตสื่อและส่งเสริมความปลอดภัย ส่วนส่งเสริมความปลอดภัย สำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก โทร. 0-2271-8621 พิมพ์ที ่

โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด 79 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 โทร. 0-2561-4567 โทรสาร 0-2579-5101 นายโชคดี ออสุวรรณ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา พ.ศ. 2555


สารบัญ

การขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

1

- สาระน่ารู้เกี่ยวกับการใช้รถจักรยานยนต์

2

- ความรู้พื้นฐานการขับขี่

21

- การฝึกฝนขับขี่ ให้ถูกต้อง

34

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522

41

- การใช้ทางเดินรถ

42

- สัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร

49

#1 คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย.pdf  
#1 คู่มือการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย.pdf  
Advertisement