Issuu on Google+

การถ่ายทอดเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต ความหมายของ RTSP Real-Time Streaming Protocol หรือ RTSP เป็นโปรโตคอลที่ใช้รับส่งข้อมูลมัลติมีเดียระหว่าง เซิร์ฟเวอร์กับคอมพิวเตอร์ปลายทาง ซึ่งจะทาให้การรับส่งข้อมูลต่อเนื่องผ่านอินเตอร์เน็ต โดยตัวเซิร์ฟเวอร์ ด้านผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปให้ผู้รับปลายทางเพียงคนเดียว หรือจะส่งไปให้ผู้รับหลายๆ คนในลักษณะเป็น กลุ่มก็ได้ ซึ่ง RTSP ถูกกาหนดให้เป็นโปรโตคอลที่นาไปใช้ในอินเตอร์เน็ตโดย Internet Engineering Task Force (IETF) ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1998 เรียกว่า RFC 232 หลักการทางานของ RTSP RTSP เป็นการกาหนดมาตรฐานโปรโตคอลที่สาคัญมากในการรับส่งข้อมูลมัลติมีเดียผ่าน อินเตอร์เน็ต เนื่องจากการรับส่งข้อมูลมัลติมีเดียในแบบต่อเนื่องนั้นจะมีส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวโยงกันถึง 3 ส่วน คือ เซิร์ฟเวอร์ที่เก็บข้อมูล , Encoder ที่ใช้เข้ารหัสข้อมูล และผู้รับข้อมูลหรือ Player

ตัวเข้ารหัสข้อมูลหรือ Encoder นั้นจะต้องเข้ารหัสข้อมูลมัลติมีเดียเก็บลงไฟล์ โดยมีฟอร์แมตที่ เซิร์ฟเวอร์เรียกใช้งานได้ และเมื่อเซิร์ฟเวอร์ต้องการส่งข้อมูลนี้ไปให้ผู้รับ ก็จะต้องใช้โปรโตคอลรับส่ง ข้อมูลอย่างต่อเนื่องที่ผู้รับเข้าใจ และสามารถรับข้อมูลได้อย่างถูกต้อง จากนั้นเมื่อได้รับข้อมูลมาแล้วก็ จะต้องถอดรหัสข้อมูลออกแสดงผลได้ โดยใช้มาตรฐานเดียวกับตัวเข้ารหัส การทางานทั้งหมดจึงผูกกัน ตามที่แสดงในรูป ซึ่ง RTSP จะอยู่ในส่วนของโปรโตคอลที่ใช้รับส่งข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ผู้รับ


ประโยชน์ของ RTSP • ทางานบนTransmission Control Protocol (TCP) จึงทาให้ข้อมูลไม่มีการสูญหายระหว่างรับ/ส่งข้อมูล ระหว่าง server กับ client • RTSPสามารถเลือกการทางานให้เหมาะสมกับความเร็วของการใช้งาน Internet • RTSPสามารถทางานได้ต่อเนื่อง ซึ่งอาศัย Buffer ในการเก็บข้อมูลในการทางาน • RTSPสามารถควบคุมการนาเสนอ ในกรณีให้บริการแบบ On-demand RTSP • RTSPสามารถให้บริการกับผู้ใช้บริการจานวนมากได้ ปัจจุบัน software สาหรับให้บริการ Streaming Media จะมาจาก 2 บริษัทใหญ่คือ Microsoft Corporation และ Real Networks Inc. Streaming With Web Server การใช้งาน : การใช้งาน multimedia file บน web server เริ่มจากทาการแปลง Audio/Video ให้อยู่ใน รูปแบบสื่อที่เหมาะสมสาหรับการส่งข้อมูลบน internet โดยพิจารณาจาก bandwidth เช่น 28.8,33.6,56.6 kilobits per second สาหรับ modem ทั่วไป การส่งข้อมูล : Web Server ใช้การติดต่อผ่าน Hypertext Transport Protocol (HTTP) ในการติดต่อ ระหว่าง server และ client ซึ่ง HTTP จะควบคุม Transmission Control Protocol ( TCP ) ซึ่งจะจัดการ เกี่ยวกับการส่งข้อมูลทั้งหมด Streaming With Streaming Media Server การใช้งาน : จะเหมือนกับการเตรียมสาหรับใช้บน Web Server แต่จะแตกต่างตรงที่ว่าแฟ้มที่ได้จะ upload ไปยัง Streaming Media Server ซึ่ง Streaming Media Server และ Web Server อาจจะอยู่บน Server Machine ที่ให้บริการตัวเดียวกันก็ได้เมื่อแฟ้มมัลติมีเดียถูกเรียกใช้งาน Web Browser จะส่งไฟล์ขนาดเล็กที่ เรียกว่า Meta File ไปยัง Client Player ซึ่งใน meta file นี้จะระบุปลายทางไปยัง Streaming Media Server หลังจากนั้น Client Player จะติดต่อกับ Streaming Media Server โดยตรงโดยไม่ผ่าน Web Browser อีก การส่งข้อมูล :


สามารถใช้ protocol อื่นๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้ เช่น User Datagram Protocol (UDP) ซึ่งมีจุดเด่น ที่ความเร็ว ขนาดเล็ก และไม่มีการทางานเกี่ยวการส่งข้อมูลซ้าหรือคานวณอัตราการส่งข้อมูล ซึ่งจะเหมาะ กับการส่งข้อมูลแบบ real time ซึ่งข้อมูลที่สูญหายบางส่วนหรือข้อมูลที่เกิด delay จะถูกละความสนใจไป Streaming Media หลัก ๆ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท 1. Live Streaming คือ การทา streaming แบบถ่ายทอดสด โดยผู้รับสัญญาณต้องเข้ามาดูหรือฟังไปพร้อมๆ กับการบันทึก 2. Simulated Live Streaming คือ การทา streaming ที่เหมือนกับ live แต่ว่ามีไฟล์ที่ต้องการเก็บอยู่บน เซิร์ฟเวอร์อยู่แล้ว จะเปิดถ่ายทอดโดยผู้รับต้องดูไปพร้อมๆ กัน 3. On Demand Streaming คือ มีไฟล์สื่อเก็บอยู่บนเซิร์ฟเวอร์อยู่แล้ว เมื่อผู้รับร้องขอเข้ามาจะทาการส่ง สัญญาณไปยังเครื่องผู้รับ โดยที่ผู้รับสามารถควบคุมสื่อนั้นๆ ได้ เช่นในกรณีของสื่อวิดีโอ ผู้รับสามารถ play, pause, forwarded ได้

จุดเด่นของการใช้ Web Server เป็นผู้ให้บริการ : ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในการนาเสนอได้ทันที แต่งานที่เพิ่มให้แก่ Web Server อาจทาให้บริการ ของ Web Server ที่มีอยู่เดิม ทางานได้ประสิทธิภาพต่าลง จุดเด่นของการใช้ Streaming Media Server : 1.ใช้ Protocol ซึ่งเหมาะสมกับการนาเสนอ Real time Audio/Video ซึ่งก็คือ UDP 2.ถูกออกแบบเพื่อให้บริการแก่ ผู้ใช้จานวนมาก 3. สามารถเพิ่มบริการพิเศษต่างๆได้เช่น pay-per-view หรือการติดโฆษณา 4. สามารถปรับเปลี่ยน การส่งข้อมูลให้เหมาะสมสาหรับ Client แต่ละรายได้ดี 5. สามารถควบคุมการนาเสนอได้ เช่นควบคุมให้ดูได้เฉพาะกลุ่ม หรือช่วงเวลา


รูปแบบของการสื่อสารข้อมูล รูปแบบการสื่อสารข้อมูล (Communication Modes) การสื่อสารระหว่างเครื่องนั้นจะมีโหมดหลักๆ อยู่ 3 โหมด คือ Unicast, Broadcast และ Multicast Unicast ในโหมดการสื่อสารแบบ Unicast เป็นโหมดการรับส่งข้อมูลจากโหนดหนึ่งไปยังโหนดหนึ่งใน ลักษณะ 1 ต่อ 1 หรือเรียกว่า One-to-One ในการส่งลักษณะนี้ ตัวค้นหาเส้นทาง (Router) ใช้โพรโทคอล ใน การค้นหาเส้นทางระหว่างโหนด เช่น Routing Internet Protocol version 2 (RIP) [7], Open Shortest Path Finding version 2 (OSPF) [9] เป็นต้น เนื่องจากการสื่อสารแบบ Unicast เป็นการส่งข้อมูลระหว่างโหนด แบบง่าย ๆ จึงไม่สามารถรองรับการส่งข้อมูลระหว่างโหนดได้เมื่อมีจานวนโหนดในการรับส่งเพิ่มมากขึ้น ทาให้เกิดปัญหาการส่งข้อมูลในเครือข่ายมากเกินไป (Network Load) Broadcast ในโหมดการสื่อสารแบบ Broadcast นั้นเป็นการส่งข้อมูลจากโหนดต้นทางหนึ่งโหนดไปยังโหนด ปลายทางทุกโหนดที่ติดต่ออยู่ในลักษณะของการแพร่กระจายข้อมูล แบบ 1 ต่อ ทั้งหมด หรือเรียกว่า Oneto-All ซึ่งการแพร่ข้อมูลแบบส่งไปยังโหนดทุกโหนดนั้น จะต้องมีการประมวลผลข้อมูลที่โหนดปลายทาง ส่วนโหนดที่ไม่ต้องการรับข้อมูลนั้นก็จะได้รับข้อมูลไปด้วย แต่ต้องทิ้งข้อมูลที่ได้รับมา เป็นการสูญเสีย ความสามารถในการประมวลผลไป อีกทั้งยังทาให้มีปริมาณข้อมูลส่งอยู่ในเครือข่ายจานวนมากโดยเปล่า ประโยชน์ และสามารถเกิดเป็นปัญหา พายุข้อมูล (Broadcast storm) ได้ การสื่อสารแบบ Broadcast นี้ ปัจจุบันมีการใช้งานอยู่เฉพาะใน LAN เท่านั้น เนื่องจากเป็นการยากในการหาเส้นทางเมื่อส่งออก WAN (Wide Area Network) ดังนั้นจึงใช้เฉพาะใน LAN ซึ่งจัดการได้ดีง่ายกว่าบน WAN Multicast ในโหมดการสื่อสารข้อมูลแบบ Multicast เป็นการส่งข้อมูลจากโหนดต้นทางหนึ่งไปยังกลุ่มของ โหนดปลายทางเฉพาะกลุ่มที่มีการกาหนดแบบ 1 ต่อกลุ่มเฉพาะ หรือ One-to-N ซึ่ง N ในที่นี้อยู่ตั้งแต่ 0 ถึง ทั้งหมด การส่งข้อมูลจะส่งไปยังเฉพาะกลุ่มที่ต้องการรับข้อมูลเท่านั้น การส่งข้อมูลแบบนี้จะแตกต่างจาก Unicast และ Broadcast มาก คือ ข้อมูลจะถูกส่งจากต้นทางเพียงแพ็กเก็ต (Packet) เดียวและจะถูกส่งต่อโดย ตัวค้นหาเส้นทาง (Router) จนถึงกลุ่มเครือข่ายปลายทาง และจะส่งแพ็กเก็ต (Packet) ข้อมูลไปยังเครื่องใน กลุ่มเฉพาะ (Multicast Group) ที่กาหนด โดยจะทาการคัดลอกแพ็กเก็ตข้อมูลแล้วส่งให้แก่โหนดปลายทาง ทุกโหนดที่ต้องการ


การถ่ายทอดสดเสียงผ่าน Internet หรือในระบบเครือข่ายด้วยโปรแกรม Windows Media Encoder อุปกรณ์ที่ต้องใช้ 1. Computer 2. Internet ความเร็วสูงๆหน่อยก็ดีครับ 3.โปรแกรม Windows Media Encoder ขั้นตอนการใช้งานโปรแกรม Windows Media Encoder 1. ติดตั้งโปรแกรมเสร็จแล้วก็เปิดโปรแกรม Windows Media Encoder ขึ้นมา โดยไปที่ Start >> All Programs >> Windows Media >> Windows Media Encoder จากนั้นเลือก Broadcast a live event และกดปุ่ม OK

2. เลือกอุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายทอดสด จากนั้นกดปุ่ม Next


3. เลือก Port ที่ใช้งาน จากนั้นกดปุ่ม Next

4. เลือกขนาด Bitrate โดย Bitrate ยิ่งมากก็ยิ่งชัดแต่ไฟล์ก็จะมีขนาดใหญ่ไปด้วย


5. เลือกทาการ copy file ที่กาลังถ่ายทอดสดด้วย โดยคลิกที่ช่อง Archive a copy of the broadcast to file

6. เลือกต้องการใส่ video file หรือไม่ ถ้าเลือก Yes เพื่อให้แสดงวิดีโอ Title หรือ End


7. ใส่รายละเอียดของไฟล์ Display Information ประกอบด้วย 1. Title 2. Author 3. Copyright 4. Rating 5. Description จากนั้นกดปุ่ม Next


8. สรุปรายละเอียดหากคลิกเลือกที่ Begin broadcasting when I click Finish จะเริ่มทาการถ่ายทอดสด

9. รูปแสดงรายระเอียดและสถานะต่างๆ

เมื่อกด finish จะขึ้นหน้าต่างมาครับ แล้วกด start Encoding


เมื่อโปรแกรม Start ทาการเชื่อมต่อกันเรียบร้อยแล้ว จะมีแทบสีเขียวด้านซ้ายมือขึ้น



การถ่ายทอดเสียงผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต