Issuu on Google+


เม็ดเลือดแดง ในเชิงวิทยาศาสตร เม็ดเลือดแดง คือตัวนําออกซิเจนไปหลอเลี้ยงรางกาย เปนสิ่งจําเปน หากขาดซึ่งเม็ดเลือดแดง มนุษยยอมไมสามารถดํารงชีพอยูได ในการศึกษารัฐศาสตร ขอมูล ขาวสารและสังคม ก็เปนสิ่งสําคัญยิ่ง หาก ขาดซึ่ง สิ่งตางๆเหลานี้ การศึกษารัฐศาสตรยอมเปนไปไดยาก ในที่นี้ ขอมูลขาวสารจึงประดุจดั่ง “เม็ดเลือดแดง” ที่หลอเลี้ยงนักศึกษา รัฐศาสตรใหรอบรูมากยิ่งขึ้น วารสารเม็ดเลือดแดง จึงถึงจุติขึ้น ดวยประการฉะนี้ แล...


เม็ดเลือดแดง

ก่ อ นอื่ น ต้ อ งกล่ า วขออภั ย ที่ ฉ บั บ นี้ อ อกช้ า กว่ า ปกติ (มาก) อั น เนื่องมาจากปัญหาทางเทคนิคบางประการ กว่าจะสําเร็จมาเป็นรูปเล่มก็ล่วง ถึงภาคฤดูร้อน แน่นอนเราไม่ได้หวังว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แต่เราก็ยัง (แอบ) หวังว่าทุกท่านจะยังคงให้การต้อนรับและสนับสนุนเราอยู่ และเราก็ (แอบ) ยังหวังอีกว่ารูปลักษณ์เม็ดเลือดแดงแบบใหม่นี้คงจะเป็นที่ชื่นชอบของ ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย ที่กล่าวซ้ําคําว่า “หวัง” เยอะ ก็เพราะเราเชื่อว่าไม่ใช่ แต่ เ ม็ ด เลื อ ดแดงเท่ า นั้ น แต่ ทุ ก คนต่ า งก็ มี ค วามหวั ง อั น ที่ จ ริ ง เราแทบจะ จินตนาการไม่ออกถึงโลกที่มนุษย์ต่างไร้ซึ่งความหวัง ไม่ใช่เพราะความหวัง หรอกหรือ ที่ทําให้โลกเป็นดังนี้ในปัจจุบัน เพราะหวังที่จะสื่อสารกันข้าม ทวีปได้ เราจึงมีโทรศัพท์มือถือ เพราะหวังที่จะเดินทางอย่างรวดเร็วเราจึงมี เครื่องบินและยานพาหนะต่างๆ และไม่ใช่เพราะหวังที่จะถ่ายทอดความคิดที่ เรามีไปยังผู้อ่านหรอกหรือ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิด “เม็ดเลือดแดง หวังว่า จะ” ฉบับนี้ขึ้นมา ภายในเล่มเราจะได้พบความหวังในเรื่องต่างๆจากปลาย ปากกาของเพื่อนๆสิงห์แดงมากมาย มาร่วมรับรู้ความหวังของพวกเรา และ หากเราหวังตรงกัน ก็มาร่วมทําความหวังนั้นให้กลายเป็นความจริงด้วยกัน สุดท้ายที่เราอยากจะฝากก็คือ “อย่าสิ้นหวังที่จะมีความหวัง” Let’s go…. กองบรรณาธิการ

1


สารบัญ ฉบับที่13 หวังวาจะ… จะ… (กุมภาพันธ – มีนาคม 2552)

วิเคราะหสถานการณบานเมือง: คนดีกบั ความคาดหวังของสังคม……………3 คม Young Blood: ระบบราชการไทย ความหวังใหมของอนาคต…………….6 องอนาคต มองสังคมผานแผนฟลม  :The The Other Boleyn Girl……………….9 Girl เติมหัวใจไปรอบโลก: เราคงรักกัน(ไม)ได………………………………………13 ลอการเมือง………………………………………………………………………17 Forward: ลอบสังหารประธานาธิบดีอเมริกา……………………………….19 า เจาะเลือด: คุณหวังวาจะ… จะ …………………………………………………..21 การประกันคุณภาพการศึกษา…………………………………………………23 สิงหลงพุง: บานเพื นเพือ่ น…………………………………………………………26 น ลอการเมือง……………………………………………………………………28 ไสติ่ง(เรือ่ งสั้น): สุดทาย ก็ยงั หวัง……………………………………………29 Young Blood: เสนหล  กู ทุง ………………………………………………34 ไสติ่ง(กวี) : บทละเรื ละเรือ่ ง: ง:พรหมลิขิตขีดเขีย่ ใหเหีย้ เดิน……………………….37 สิงหหนังสือ: การเปลีย่ นใหมโดยคนเดิมกับสังคมสมัยใหม……………….42 คอลัมนพิเศษ: ภาวการณมงี านทํา……………………………………………46 Special Thanks………………………………………………………48

2

อํานวยการผลิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรณาธิการบริหาร ปริญญา เกิดนิคม กองบรรณาธิการ ศุภกิจ แดงขาว เวทิตา นิลหลวง อัจฉราภรณ์ วงศ์สุบรรณ อลิษา จิตรภูษา เอกวีร์ มีสุข ณัฐพล สอนจรูญ มารุต ศูนย์ตรง ปัณฑ์ชนิต สุฤทธิ์ ปวีณ์สุดา เข็มสําฤทธิ์ อนีสสา นาคเสวี สุจิตรา ธนะเศวตร อนุพงศ์ ปลิวทอง สิริพงศ์ นฤดีสมบัติ ออกแบบปก ภัทรพงษ์ เชาว์ไว ภาพการ์ตูน สมปราชญ์ จิระนภารัตน์ อเนกพล คงเกลียง


เม็ดเลือดแดง

...ก       ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตทางการเมือง (หรือยังไม่ถึงขั้นวิกฤตทางการเมืองก็ตาม) เราก็ มักจะได้ยินเสียงเรียกร้องหาคนดีให้มาปกครองบริหารบ้านเมือง ดังจะเห็นได้จากหลายกรณี ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อย่างกรณีการเสนอให้มีการขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานตาม มาตรา 7 ของรั ฐ ธรรมนู ญ ปี 2540 ก็ เ ช่ น กั น ที่ ส ามารถสะท้ อ นให้ เ ห็ น ว่ า วิ ธี คิ ด ของ สังคมไทยมักจะวางอยู่บนฐานของตัวบุคคลเป็นหลัก การที่สังคมไทยในหลายๆส่วนมักจะวางความคาดหวังไว้กับตัวบุคคล ทําให้กรอบวิธี คิดต่อปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น และแนวทางของการแก้ไขปัญหานั้น จํากัดอยู่แค่เพียงที่ตัว บุคคลเป็นหลัก ดังนั้น เมื่อมีปัญหาทางการเมืองเกิดขึ้น ใครหลายๆคนจึงเลือกที่จะมองว่า ปัญหานั้นเกิดจากการที่คนชั่ว คนไม่ดี ได้มีอํานาจ มากกว่าที่จะมองว่า กฎหมาย กฎเกณฑ์ กลไกตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจยังไม่ดีพอ จึงมีความจําเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาด้วยการกําจัดคน ชั่ว คนไม่ดี เหล่านี้ออกจากอํานาจ และต้องพยายามสรรหา ผลักดัน สนับสนุน คนดีให้ได้มี อํ า นาจ(ไม่ ว่ า จะเป็ น ด้ ว ยวิ ธี ก ารใด) มากกว่ า ที่ จ ะคิ ด แก้ ไ ขกฎหมาย กฎเกณฑ์ กลไกการ ตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจ ให้มีความกระชับ รัดกุม มีประสิทธิภาพในการควบคุมตรวจสอบ มากขึ้น แล้วเราจะรูไ้ ด้อย่างไรว่าใครเป็นคนดี เราจะสังเกตได้ว่า หลายๆครั้งที่สังคมไทย มุ่งความคาดหวังไปที่บุคคลที่เชื่อว่าเป็น คนดี แต่แล้วกลับต้องพบกับความผิดหวัง เพราะ ความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถล่วงรู้ได้ อย่ า งแน่ ชั ด ว่ า ใครที่ เ ป็ น คนดี ( โดยเฉพาะกั บ บุ ค คลที่ ไ ม่ ไ ด้ รู้ จั ก เป็ น การส่ ว นตั ว อย่ า งเช่ น นักการเมือง) เนื่องจาก เราทําได้เพียงรับรู้ถึงความดีจากความรู้สึก ภาพข่าว และคําบอกเล่า เท่านั้น

3


ภายหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 กระแสความเป็นคนดี มีคุณธรรม ของตัว นายกรั ฐ มนตรี ใ นรั ฐ บาลขิ ง แก่ นั้ น เป็ น ที่ ก ล่ า วถึ ง จนเป็ น ที่ ค าดหวั ง ของสั ง คม โดยสั ง คม คาดหวังว่า นายกฯที่เป็นคนดี จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆทางการเมืองได้ โดยเฉพาะเรื่อง การทุ จ ริ ต คอรั ป ชั่ น ซึ่ ง เป็ น เหมื อ นปั ญ หาสํ า คั ญ และเรื้ อ รั ง ของสั ง คมไทย แต่ เ มื่ อ บริ ห าร ประเทศได้ไม่นาน ก็เกิดเรื่องอื้อฉาว กรณีเขายายเที่ยง ซึ่งตัวนายกฯเองก็ออกมาชี้แจงเรื่อง ดังกล่าวได้ไม่ชัดเจนนักในสายตาของใครหลายๆคนในสังคม นอกจากนี้ กรณีรัฐบาลหน้าเหลี่ยม ก็เคยมีกระแสความคาดหวังว่า นายกฯที่มีความ ร่ํารวยมหาศาลเช่นนี้ จะไม่ทุจริตคอรัปชั่น โกงกินบ้านเมือง แต่ไม่นานก็เกิดกรณีซุกหุ้น ที่ สังคมไทยจํายอมต้องเชื่อว่า นายกฯบกพร่องโดยสุจริต และหลังจากนั้น ก็มีกรณีการทุจริต คอรัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน และการใช้อํานาจในทางมิชอบอีกมากมาย จนนําไปสู่วิกฤต ทางการเมืองต่อมา

ความเป็นคนดี มีความมัน่ คง ยืนยง และถาวรหรือไม่

เนื่องจากมนุษย์นั้น โดยพื้นฐานมีความไม่แน่นอน ซึ่งเราไม่อาจจะวางใจได้ว่า คนที่ เป็นคนดีในวันนี้ จะเป็นคนดีไปตลอด เพราะว่า มีเหตุผล เหตุปัจจัยต่างๆมากมายที่กําหนด ควบคุม และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์ในเรื่องต่างๆ ดังนั้น พระเอกที่ขี่ม้าขาวในวันนี้ อาจจะเปลี่ยนไปขี่ม้าดําในวันไหนก็ไม่รู้ ที่สําคัญคือ การเป็นคนดีนั้นยากที่จะได้รับการยอมรับร่วมกันของคนทั้งสังคม นั่น หมายความว่า คนที่ดีในสายตาของคนกลุ่มหนึ่ง ก็อาจจะไม่ใช่คนดีในสายตาของคนอีกกลุ่ม หนึ่ง และอาจจะนํามาซึ่งความขัดแย้งได้ ถ้าหากมีการผลักดันคนดีให้เข้าสู่อํานาจโดยที่ไม่ได้ รับการยอมรับร่���มจากคนส่วนใหญ่ในสังคม

4


เม็ดเลือดแดง ในเมื่อ การวางความหวังไว้ที่ คน ดีที่จะเข้ามามีอํานาจนั้น เป็นเรื่องยาก มี ความไม่แน่นอน และไม่เป็นมาตรฐานที่จะ ทําให้คนทั้งสังคมยอมรับร่วมกันได้ สังคม หลายๆสั ง คมจึ ง เลื อ กที่ จ ะใช้ ก ฎหมาย กฎเกณฑ์ และกลไกการตรวจสอบถ่วงดุ ล อํ า น า จ เป็ น ก ร อบหลั กใน กา ร กํ า กั บ ควบคุ ม พฤติก รรมโดยเฉพาะนั กการเมื อ ง ผู้ ใ ช้ อํ า นาจ ไม่ ใ ห้ ใ ช้ อํ า นาจอย่ า ง ฉ้ อ ฉล ม า ก ก ว่ า ที่ จ ะคา ดหวั ง ว่ า จ ะ ได้ ค น ดี มี คุณธรรมมาปกครองบ้านเมือง แต่ในสังคมไทยนั้นมัก จะมองข้า มความสํา คัญของกฎหมาย กฎเกณฑ์ กลไกการ ตรวจสอบถ่ ว งดุ ล อํ า นาจ ด้ ว ยมายาคติ ที่ ว่ า กฎหมายจะดี เ พี ย งใดก็ ไ ม่ มี ค่ า ถ้ า หากคนใช้ กฎหมายเป็นคนไม่ดี ดังนั้นคนในสังคมไทยจึงยอมให้มีการทําลายกฎหมาย กฎเกณฑ์ และ กลไกอํานาจได้ หากทําไปเพื่อกําจัดคนชั่ว และช่วยทําให้คนดีได้เข้ามามีอํานาจ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ อํานาจถูกเปลี่ยนมือ แต่ต้องแลกมาด้วย ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย กฎเกณฑ์ กลไกอํานาจ ในฐานะของข้อตกลงอํานาจหน้าที่ และ กฎกติกาในสังคมการเมือง ที่เป็นหลักประกันความมั่นคงถาวร และมาตรฐานของสังคมที่ถูก ทําลายลงไป ซึ่งทําให้คนในสังคมได้เห็นตัวอย่าง และนํามาใช้เป็นข้ออ้างในการไม่เชื่อฟัง ไม่ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ กติกา ข้อตกลง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อันสูงส่งของตน เมื่อใดที่คนในสังคมไม่เคารพกฎกติกาข้อตกลงร่วมกันแล้ว สังคมก็คงไม่อาจหาข้อยุติ ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆได้ และคนในสังคมก็คงต้องลุกขึ้นมาฆ่ากันตามกฎของธรรมชาติเป็น แน่!!!

คานาเป้

5


 ก        ฉบับนี้ได้โอกาสเหมาะพอดีที่ผู้เขียนได้พูดคุยกับคุณพ่อเรื่องเกี่ยวกับระบบราชการของ คุณพ่อเอง และผู้เขียนเห็นว่าเป็นประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความเห็น และการสะท้อน ความจริงของระบบราชการไทย และสิ่งที่ทุกๆ คนหวังจากการปฏิวัติโครงสร้างระบบราชการ (ใช้คําว่าปฏิวัติคงไม่ผิด เพราะเป็นการเปลี่ยนจากระบบแท่นเดียวหรือที่เรารู้จักกันในนามว่า “ซี” (Common Level) เป็นระบบแท่งสี่แท่ง) นั้นจะเป็นอย่างไร ระบบราชการไทยที่ทุกๆ คนบอกว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นผลลัพธ์มาจากความ ล้มเหลวในหลาย ๆ ประการทั้งจากภายในตัวระบบเอง และปัญหาจากสภาวะแวดล้อมนอก ระบบราชการ ทําให้ระบบราชการนั้นไม่เป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการทํางานเลี้ยงชีพ ด้วยการเป็นข้าราชการ แล้วหันหน้าเข้าสู่ตลาดแรงงานของภาคเอกชน หรือประกอบกิจการ เป็นของตนเองเป็นอย่างมาก คนที่มีความสามารถมากที่อยู่ในระบบราชการเองส่วนหนึ่งก็หัน หลังให้ระบบราชการและก้าวสู่การเป็นผู้จัดการหรือผู้บริหารหน่วยงานเอกชน ทําไมคนรุ่นใหม่ ถึงไม่ชอบรับราชการ และทําไมคนที่อยู่ในระบบราชการส่วนหนึ่งถึงเลือกที่จะเข้าสู่ภาคเอกชน เหตุผลประการแรกคือ วัฒนธรรมองค์การที่ย่ําแย่มาเป็นเวลานาน ทําไมถึงย่ําแย่ ระบบราชการไทยนั้นเต็มไปด้วยการทุจริตคอรัปชั่น ระบบอุปถัมภ์ และการซื้อขายตําแหน่ง เนื่องจากระบบราชการได้ถูกออกแบบให้มีการเติบเป็นขั้น ๆ แต่ละขั้นจะมีเงินเดือนกําหนดไว้ ปีหนึ่ง ๆ อาจจะได้ขั้นครึ่ง หรือครึ่งขั้นแล้วแต่หัวหน้าจะประเมินผลงาน เพียงแค่กรณีนี้ก็ สามารถทุจริตได้โดยการติดสินบนหัวหน้า และเมื่อมีการประเมินผลงานเพื่อเลื่อนระดับเป็น หัวหน้าก็จะเป็นช่วงของการซื้อขายตําแหน่ง ติดสินบน และสารพัดวิธี ทําให้คนดีมีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริตถูกบดบังด้วยคนชั่ว ทําให้ข้าราชการบางส่วนหันหลังให้แ ล้วเดินสู่ภาคเอกชน คุณพ่อได้เล่าให้ฟังว่า เพื่อนคนหนึ่งของท่านต้องการเป็นหัวหน้า จึงได้ไปกู้เงินนอกระบบเพื่อ ซื้อตําแหน่งโดยมีผู้ใหญ่ของหน่วยงานเป็นผู้สนับสนุนโดยต้องจ่ายเงินถึง 3,000,000 บาท เพื่อแลกกับตําแหน่งที่มีเงินเดือนห้าหมื่นกว่าๆ สุดท้ายเมื่อท่านเกษียณอายุราชการต้องมาขาย

6


เม็ดเลือดแดง กาแฟโบราณเพื่อใช้หนี้และมีชีวิตที่ยากลําบาก และเนื่องจากสิ่งเหล่านี้ยังอยู่ เด็กรุ่นใหม่ที่เข้า ไปนั้นถ้าไม่ทําตามก็อาจจะไม่ได้เลื่อนขั้น หรืออาจจะถูกกลั่นแกล้งได้ ซึ่งทําให้เกิดปัญหาเพิ่ม จากเดิมอีกคือ ทําให้เด็กรุ่นใหม่ไม่อยากรับราชการ เพราะคนเก่งยังเติบโตช้า แล้วคนธรรมดา จะขนาดไหน เหตุผลประการที่สองคือ ระบบราชการไม่ได้ให้ค่าตอบแทนหรือเงินเดือนที่น้อยกว่า ความสามารถที่ มี หรื อ ตามระดั บ ความยากง่ า ยของงานที่ รั บ ผิ ด ชอบ ถ้ า ดู จ ากเรื่ อ งของ เงินเดือน เป็นเรื่องที่เป็นรูปธรรมมาก คุณพ่อท่านได้เล่าให้ฟังอีกว่า สมัยก่อนท่านรับราชการ ใหม่ ๆ ท่านได้เงินเดือนห้าพันกว่าบาท แต่คนขับรถของหัวหน้า เน้นว่าคนขับรถได้เงินเดือน หมื่นกว่าบาท ทั้งนี้เป็นเพราะระบบราชการไทยนั้นมีแท่งเดียว ก็เลยวัดคนที่แท่งนั้นทุก ๆ คน รวมถึ ง คนขั บ รถด้ ว ย คุ ณ พ่ อ ยั ง เล่ า ให้ ฟั ง อี ก ว่ า เพื่ อ นของท่ า นอี ก คนหนึ่ ง จบการศึ ก ษา ปริญญาตรีและโทมาจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ แต่กลับได้เงินเดือนเท่ากับคนที่จบปริญญา โทในไทย ซึ่งคุณพ่อเองหวังว่าระบบราชการแบนี้ควรจะเปลี่ยนเสียที จากเหตุผลที่ได้กล่าวมา ปัญหาเหล่านี้ได้ฝังรากลึกอยู่ในระบบราชการไทยมาเป็น เวลาอันยาวนาน ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นทางคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนหรือ ก.พ. ได้รับรู้และพยายามแก้ไข จนกระทั่งมีการตราพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ที่เป็นการเปลี่ยนระบบกําหนดตําแหน่งและเงินเดือนจากเดิมที่ใช้แท่งเดียวมาเป็น 4 แท่ง คือ ประเภททั่วไป วิชาการ อํานวยการ และบริหาร ซึ่งแต่ละแท่งจะมีขั้นเงินเดือนไม่เหมือนกัน ขึ้นกับความยากง่ายและระดับความสามารถของบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นในระบบราชการ ไทยและเป็นก้าวใหม่ของการพัฒนาระบบราชการไทยอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การเปลี่ ยนแปลงนี้นับเป็นก้าวแรกก็จริง แต่สิ่งที่คนไทยทุกคน รวมถึงผู้เบียนเองต้องการเห็นคือ ระบบราชการไทยใสสะอาด ระบบที่ พ.ร.บ. ใหม่นั้นได้ใช้คือ คณะกรรมการพิ ทั ก ษ์ คุ ณ ธรรม ซึ่ ง ประเทศที่ มี ร ะบบนี้ แ ล้ ว เช่ น สหรั ฐ อเมริ ก า สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ไม่ว่าระบบนี้จะดีเลิศเพียงใดในประเทศอื่น แต่จะดีสําหรับประเทศ ไทยหรือไม่ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศนั้นไม่เหมือนกัน

7


ดังนั้น ก.พ. จึงต้องทําหน้าที่ประเมินว่ามีข้อบกพร่องใดที่ต้องการกฎหมาย หรือคําสั่งเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้การพิทักษ์คุณธรรมนั้นสามารถทําได้อย่างแท้จริงในสังคมไทย สุดท้ายนี้ การพัฒนาระบบราชการไทยยุคใหม่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโฉม หน้าของระบบราชการไทย ก้าวต่อไปจากนี้ คือการตรวจสอบการทํางานของระบบใหม่ที่เพิ่ง เกิดขึ้นนี้ และทําให้ระบบราชกาไทยเป็นระบบราชการที่โปร่งใส สะอาด และมีจิตวิญญาณของ ข้าราชการที่ทําเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

มารุชิ อิเอยาสุ

8


เม็ดเลือดแดง

The Other Boleyn Girl (( ก)ก* +(ก

“หนึ่ง งามอ่อนหวาน ช่างเอาใจ อีกหนึง่ คมคาย น่าค้นหา” หา”

สวย

นี่คือคํานิยามของสองพี่น้องตระกูลโบลีนที่ มณฑานี ทรงเผ่ า ได้ เ ขี ย นเปรยไว้ ใ นงานแปล นวนิยายเรื่อง “The other Boleyn Girl” ของ Philippa Gregory ที่เล่าถึงเรื่องราวของสองพี่น้อง

ที่มีลักษณะนิสัยแตกต่างกัน แต่กลับต้องมีชะตาชีวิต ร่ว มกั น ในวั ง วนเส้ น ทางการขึ้ น สู่ ร าชบั ล ลั ง ก์ ข อง ราชวงศ์อังกฤษในสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 หากเอ่ ย ถึ ง แอน โบลี น หลายคนก็ ค ง จะคุ้ นหูกั บชื่ อนี้ เพราะเธอ คื อราชินี คนที่ 2 ของ พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 และยังมีบทบาทสําคัญที่ทําให้เกิดการปฏิรูปศาสนาในประเทศอังกฤษอีกทั้ง การตายของเธอก็เป็นโศกนาฏกรรมที่ยากจะลืม แต่น้อยคนที่จะรู้จัก แมรี่ โบลีน ซึ่งเป็นพระ สนมอีกคนหนึ่งของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 และยังเป็นพี่น้องกับแอน แต่ยังเป็นที่ถกเถียงอยู่ว่าใครมี อายุมากกว่ากัน ด้วยเหตุที่มีมคี นรู้จักแมรี่ โบลีนน้อยมาก เนื่องมาจากบทบาทของแอนซึ่งโดดเด่นกว่า และมีอิทธิพลมากกว่าได้กลืนเรื่องราวของเธอไว้ ทําให้นักเขียนนวนิยายชาวอังกฤษเกิดสนใจ และต้องการที่จะเล่าเรื่องของสองพี่น้องโดยนําเสนอในรูปแบบที่แปลกออกไป ด้วยการเล่า เรื่องราวทั้งหมดจากสายตาของแมรี่หญิงสาวที่ถูกลืม เมื่อนําไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มุมมอง การเล่าเรื่องก็ถูกดัดแปลงไปด้วย แต่เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ยังคงเค้าเดิมอยู่

9


The other Boleyn Girl เล่าเรื่องความทะเยอทะยานของแอน โบลีนที่ต้องการจะ เป็นราชินีแห่งอังกฤษ แอนได้ใช้มารยายั่วยวนจนพระเจ้าเฮนรี่หลงใหลในตัวเธออย่างหัวปักหัว ปํา และยอมหย่าขาดจากราชินีคนเก่าเพื่อมาอภิเษกใหม่กับแอน แต่เรื่องก็ยังไม่ยุติลงเพียง เท่านี้เมื่อแอนจําเป็นที่จะต้องมีพระโอรสเพื่อสืบทอดราชบัลลังก์ต่อไปและเพื่อรักษาอํานาจของ ตัวเองในฐานะราชินี แต่แอนกลับคลอดลูกสาวและแท้งในการตั้งครรภ์ครั้งต่อมา เธอจึงคิดที่ จะหลั บนอนกับ น้อ งชายตั วเองเพื่ อให้ตั้ งท้ องอี กครั้ง ด้ วยเหตุนี้ เองเธอจึ งถู กพิ พากษาและ นําไปสู่จุดจบที่เธอเองก็คาดไม่ถึง ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการเล่าเรื่องอีกด้านหนึ่งในราชสํานักที่เบื้องหน้าดูโอ่อ่า สวยหรู แต่แฝงไปด้วยการช่วงชิงอํานาจ ความทะเยอทะยาน ความลุ่มหลงของบุรุษและการยั่วยวน ของอิ ส ตรี ประเด็ น ในเรื่ อ งการช่ ว งชิ ง อํ า นาจและความทะเยอะทะยานนั บ เป็ น แก่ น ของ ภาพยนตร์เรื่องนี้ เริ่มตั้งแต่การวางแผนของครอบครัวโบลีนที่จะใช้ลูกสาวเป็นเครื่องมือในการ ยกระดับครอบครัว หรือความพยายามของลุงที่จะลดบทบาทของแอนและตระกูลโบลีนเมื่อเห็น ว่าแอนเริ่มมีอํานาจมากและอาจจะไม่สามารถควบคุมเธอได้อีกต่อไป สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า มนุ ษ ย์ กั บ อํ า นาจเป็ น สิ่ ง ที่ แ ยกจากกั น ไม่ ไ ด้ มนุ ษ ย์ ต้ อ งการอํ า นาจเพื่ อ ที่ ต อบสนองความ ต้องการของตัวเอง เพราะการมีอํานาจย่อมหมายถึงการมีความสะดวกสบายและยังเป็นที่นับ หน้าถือตาในวงสังคม นอกจากนี้ยังหมายถึงความสามารถที่จะควบคุม ทุกอย่าง สามารถ เปลี่ยนขาวเป็นดําได้ หรือแม้กระทั่งทําผิดให้เป็นถูก ความทะเยอทะยานของแอน โบลีนน่าจะเป็นผลมาจากการสั่งสอนของโทมัสผู้เป็นพ่อ ที่ทะเยอทะยานไม่ แ พ้กัน โทมั สเกิด ในตระกูลธรรมดาไม่ได้ มีบรรดาศัก ดิ์เหมื อนกับ ภรรยา ดัง นั้ นตลอดทั้ งเรื่ องจึ งจะเห็ น ได้ ว่ ามี เ พีย งโทมั ส เท่ า นั้น ที่ จัด แจงและร่ วมวางแผนทุ กอย่ า ง เพื่อที่จะได้มีตําแหน่งใหญ่โตเหมือนคนอื่นบ้าง โทมัสมีความเชื่อมาตลอดว่าแอนเป็นผู้หญิงที่ไม่ ธรรมดา เธอจึงไม่อาจมีชีวิตราบเรียบเหมือนผู้หญิงคนอื่นได้ สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดมาสู่แอน และหล่อหลอมเธอ ทําให้เธอรู้สึกว่าเธอมีความโดดเด่นและพิเศษกว่าคนอื่น ฉะนั้นถ้าจะต้องตก เป็ น ของพระเจ้ า เฮนรี่ ก็ จ ะต้ อ งไม่ ใ ช่ ใ นฐานะพระสนมแต่ จ ะต้ อ งเป็ น ตํ า แหน่ ง ราชิ นี เ พื่ อ ที่

10


เม็ดเลือดแดง ลูกของเธอจะได้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่ทําลายแอนก็ไม่ใช่อะไรแต่เป็นความ ทะเยอทะยานที่ไม่สิ้นสุดของตัวเอง

พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ยังได้พิสูจน์ให้ เห็นแล้วว่าผู้หญิงมีมารยาเป็นอาวุธที่ร้า ย กาจอยู่ กับ ตัว และบุรุ ษก็ พร้ อมที่ จะตกเป็ น ทาสของมัน ได้ต ลอดเวลา แม่ ของแอนได้ พูดกับเธอตอนที่จะถูกส่งไปฝรั่งเศสว่า “... จงเรียนรู้วิธีการที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนา จากบุ รุษโดยที่ ไม่ต้ องกระทืบ เท้า ..” ในอี ก นัย หนึ่ ง ก็คื อการเรีย นรู้ก ารใช้ม ารยาของ ผู้หญิงนั่นเอง และแอนก็ทําตามที่แม่ได้บอก ไว้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอสามารถปั่นหัว พระเจ้าเฮนรี่ได้อย่างง่ายดาย จนพระองค์ ทรงลุ่ม หลงในตัวเธอและยอมรับว่าแอนมี อํานาจเหนือพระองค์ ความปรารถนาในตัวแอนทําให้พระองค์ยอมสละทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นหย่า ขาดจากมเหสีคนเก่าที่นําไปสู่การแตกหักกับกรุงโรมหรือยอมให้แอนขึ้นเป็นราชินีท่ามกลาง เสียงตะโกนด่าของประชาชน แต่ความลุ่มหลงนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อพระองค์ได้สิ่งที่ปรารถนา แล้ว แอนก็กลายเป็นของตาย ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องตระกูลโบลีนก็เป็นอีกประเด็นที่ค่อนข้างจะลึกซึ้ง ทั้งสาม พี่น้องสนิทสนมและใกล้ชิดกันมาก ดังจะเห็นได้จากเมื่อแอนพบเจอกับเหตุการณ์ที่ยากลําบาก เธอก็เลือกที่จะให้พี่น้องทั้งสองอยู่ข้างกาย หรือในท้ายที่สุดคนที่ไปขอให้ไว้ชีวิตแอนก็คือแมรี่ นั่นเอง ความรักระหว่างพี่น้องเป็นสิ่งสวยงาม แต่ความรักที่แมรี่มีให้กับแอนนั้นมากเกินไป จนทําให้แมรี่กลายเป็นตัวละครที่ไม่ค่อยสมจริง เพราะแม้จะเป็นพี่น้องกันแต่แอนก็ทรยศต่อ แมรี่อย่างไม่น่าให้อภัย มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและจิตใจหากตกอยู่ในสถานะอย่างแมรี่คงตัดขาดพี่ น้องกันไปแล้ว

11


แม้ ว่ า ภา พย นตร์ เ รื่ อ ง นี้ มี เรื่องราวที่เกี่ ยวข้ องกับ ประวัติศ าสตร์ แต่ ก็ มี บ างส่ ว นที่ ถู ก บิ ด เบื อ นไปและมี การเสริ ม แต่ ง เพื่ อ ให้ เ นื้ อ เรื่ อ งชวน ติ ด ต า ม แ ล ะ มี อ ร ร ถ ร ส ใ น ก า ร ช ม โดยเฉพาะเรื่ อ งราวชิ ง รั ก หั ก สวาท ระหว่ า งสองพี่ น้ อ ง แต่ ที่ จ ะไม่ ผิ ด หวั ง เลยก็คือ การประชันฝีมือระหว่างดารา เจ้ า บทบาทถึ ง 3 คน ที่ ช่ ว ยทํ า ให้ ภาพยนตร์ เ รื่ อ งนี้ มี สี สั น และเป็ น ที่ ประทับใจใครหลายๆคน

Le chat

12


เม็ดเลือดแดง

,  กก( )/ ใครหลายคนคงเคยได้ ยิ น คํ า ถามสุ ด คลาสสิ ก ที่ ว่ า ความรักคืออะไร ส่วนใหญ่คําตอบที่ได้ยินได้ฟังล้วนเป็นสิ่งที่ดี ลึกซึ้งกินใจ บ้างก็ว่าความรัก คือการให้ที่ไม่หวังสิ่ง ตอบแทน ความรู้สึกดีดีบ้างล่ะ ความรักมีหลากหลายรูปแบบให้ เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่างหนุ่มสาวหรือความรักระหว่างเพื่อนมนุษย์ อย่างหลังนี่ ดูเหมือนโลกของเราจะ ขาดแคลน ในบางแห่งถึงขั้นวิกฤตด้ายซ้ํา.............ว่ากันว่า ความรักนั้น ช่วยรังสรรค์โลกนี้ให้งดงาม แต่ก็มีอานุภาพทําลายโลกที่ร้ายกาจยิ่งนัก และนี่คือตัวอย่างของ ผู้ที่ใช้ความรักในแง่ของการทําลายที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้

อิสราเอล vs ปาเลสไตน์ ภูมิหลัง...ฝั ...ฝังใจ เมื่อราวหลายพันปีก่อนคริสตกาล ชนชาวยิวได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์ ชนชาติยิวเชื่อว่าดินแดนแห่งนี้ คือดินแดนแห่งพันธะสัญญา (promised land) ที่พระเจ้า ( GODหรือพระยะโฮวา) ทรงเลือกสรรให้ไว้เป็นที่อยู่อาศัยของชนชาวยิว ความเชื่อดังกล่าวนี้ ได้สืบทอดต่อๆกันมาในหมู่ชนชาติยิวรุ่นแล้วรุ่นเล่า ต่อมาในสมัยคริสตกาลดินแดนแห่งนี้อยู่ ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโรมัน ชนชาติยิวก็ต่อต้านกันอยู่เนืองๆจนในที่สุดชาวโรมันก็ ได้ปราบปรามอย่างรุนแรงและขับไล่ยิวออกไปจากปาเลสไตน์ เป็นเหตุให้ชาวยิวต้องอพยพไป ยังที่ต่างๆแต่ด้ว ยความที่ชาวยิ วมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง กล่าวคือ มีภ าษายิว หรือฮิบ รู (Hebrew) ซึ่งมีตัวเขียนเป็นระบบ มีศาสนา มีพระคัมภีร์เก่า ผสานชาวยิวให้เป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน หากจะกล่าวว่า ตัวไกลแต่ใจยังคงใกล้กัน คงไม่ผิดจากความจริงนัก

13


สัญญาต้องเป็นสัญญา... ญา...จริ ...จริงหรือ จากความเชื่อเกี่ยวกับดินแดนแห่งพันธะสัญญาดังกล่าว แม้ว่าชาวยิวจะอพยพไปยังที่ แห่งใด แต่ชาวยิวทุกคนในทุกยุคสมัยรู้ดีว่า วันหนึ่ง ตนจะได้กลับไปอยู่ด้วยกันใน( National Homeland) ของตน จนกระทั่งในช่วงปลายศต.ที่19-20ขบวนการไซออนิสม์(Zionism)ได้ ถูกก่อตั้งขึ้นโดย ดร.ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล โดยมีจุดประสงค์คือให้ชาวยิวทั่วโลกอพยพกลับคืนสู่มา ตูภูมิเดิมที่ดินแดนปาเลสไตน์ รวมทั้งจะต้องมีความเป็นมิตรและร่วมมือกับชาวปาเลสไตน์ใน การอยู่ ร่วมกั น แต่ใ นความเป็นจริงแล้ วนั้นไม่ได้เป็ นไปตามที่กล่ าว ความสัม พันธ์ร ะหว่า ง ชาวยิวกับชาวปาเลสไตน์ไม่สู้ราบรื่นดีนัก ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่2 รัฐอิสราเอลได้ถูกสถาปนาขึ้นในดินแดนปาเลสไตน์แต่ อิสราเอลก็ไม่ได้รับการรับรองทางการทูตจากกลุ่มประเทศอาหรับทั้งด้านพฤตินัยและนิตินัย และได้ร่วมกันโจมตีอิสราเอลหลายครั้ง ในการรบทุกครั้งฝ่ายอาหรับก็เป็นฝ่ายปราชัยตลอด ซึ่งนั่นก็หมายถึงการขับไล่หรืออพยพ ลี้ภัยของชาวอาหรับออกมาจากดินแดนปาเลสไตน์ ใจร้าว…. ว….ครั ….ครั้งแล้วครั้งเล่า จ น เ มื่ อ เ ร็ ว ๆ นี้ ไ ด้ มี ก า ร โ จ ม ตี อิสราเอลได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง โดยในครั้งนี้กลุ่ม ฮามาส (ขบวนการก่อการร้าย… ให้คํานิยาม โดยอเมริกาและเหล่าพันธมิตร ) ได้ยิงจรวด เข้าไปในอิสราเอล จนอิสราเอลทนไม่ไหวจึง โจมตีฉนวนกาซา ฐานที่มั่นของกล่ม ฮามาส ซึ่ ง เป็ น แหล่ ง ชุ ม ชนของชาวปาเลสไตน์ ยังผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนจนใกล้หลัก พันเข้าไปทุกที ชีวิตของชาวปาเลสไตล์ตอนนี้ เหมือนอยู่ในนรก แต่ละเสี้ยววินาทีผ่านไปด้วยความลําบากยากเย็น แม้ว่าคณะมนตรีความ มั่นคงแห่งสหประชาชาติจะมีม ติให้อิสราเอลหยุดโจมตีปาเลสไตน์ แต่ทว่าตําตอบที่ได้รับคือ

14


เม็ดเลือดแดง การโจมตีอย่างต่อเนื่องทั้งทางอากาศและภาคพื้นดิน ทั่วโลกต่างเดินขบวนประท้วงการกระทํา ที่เหี้ยมโหดไร้มนุษยธรรมของอิสราเอล โดยประเทศเวเนซูเอลา และประเทศโบลิเวีย ถึงขั้นตัด ความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลแล้ว ใกล้ก็เหมือนไกล จ า ก ก ร ณี ค ว า ม ขั ด แ ย้ ง อิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่ผู้เขียนหยิบยก มาเล่ า สู่ กั น ฟั ง นั้ น ก็ เ พื่ อ ชี้ ใ ห้ เ ห็ น ว่ า สาเหตุ ห นึ่ ง ที่ สํ า คั ญ ของปั ญ หานี้ คื อ การขาดความรักต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยเฉพาะเมื่อมีความแตกต่างทางชาติ พันธุ์ร ะหว่างกัน ชาวยิวนั้นมีความรัก ความศรัทธาต่อพระเจ้า พยายามที่จะ กลับไปยังดินแดนที่ พระเจ้าได้มอบ ไว้ให้แก่พากตน เมื่อความพยายามนั้นสําเร็จ ชาวยิวได้กลับมายังดินแดนแห่งพันธะสัญญาอัก ครั้ง และได้ก่อตั้งประเทศของชาวยิว(อิสราเอล)ขึ้นในดินแดนนั้น(ไม่สนใจวิธีการ ขอเพียง บรรลุจุดมุ่งหมาย) ดูเหมือนทุกอย่างจะลงเอยด้วยดีแต่แ ล้วเรื่องกลับไม่เป็นไปอย่างใจคิด ด้ว ยเพราะชาวยิ ว นั้น ปฏิ บัติ ต่ อชาวปาเลสไตน์( ชาวอาหรั บ ผู้ ซึ่ งเข้ า มาอยู่อ าศั ยในดิน แดน ปาเลสไตน์หลังจากที่ชาวยิวอพยพไปยังที่อื่นแล้ว) อย่างไม่เป็นธรรม ไม่มีมิตรไมตรีความเอื้อ อาทรต่อกัน ซึ่งจุดนี้เองผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่สร้างความไม่พอใจอย่างมาก ให้กับ ชาวปาเลสไตน์ นานวันเข้าความไม่พอใจเหล่านี้ค่อยๆก่อตัวเป็นเชื้อเพลิงรอเวลาที่จะแปร สภาพกลายเป็นเปลวไฟแห่งความแค้น พร้อมที่จะแผดเผาทุกสิ่งอย่างให้มอดไหม้ เมื่อถึงเวลา นั้นแล้วก็ยากที่จะดับไฟแห่งความแค้นนั้นด้วยน้ําธรรมดา

15


มาบัดนี้ไฟแค้นนั้นได้สร้างความเสียหายขึ้นอีกครั้ง ด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวด ของกองไฟเล็กๆกองหนึ่ง (ฮามาส) กลับเทียบไม่ได้เลยกับการตอบโต้ของอีกฝ่าย ที่รุนแรงกว่า โหดเหี้ยมกว่า ไร้มนุษยธรรม และคงไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องความรักต่อเพื่อนมนุษย์ (เสียเวลา เปล่า) แม้จะมี เสียงเรียกร้อ งจากทั่วโลกให้ หยุดการกระทํ านั้น แต่ฝ่ายนั้น ก็ทําเสมือนหนึ่ ง ตนเองไม่มีหัวใจ ไม่ยอมเปิดใจที่จะรับฟังหรือรู้จักห้ามใจตนเองไม่กระทําการอันเลวร้าย ไม่ ตระหนักด้วยซ้ําว่าฝ่ายตนได้พรากดวงใจไปจากอกของผู้เป็นแม่ พรากครอบครัว ญาติมิตร เพื่อนฝูง อันเป็นชนบริสุทธิ์ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมา สิ่งเหล่านี้เกิดจากการขาดความรักต่อ เพื่อนมนุษย์มิใช่หรือ ความรักคือคําตอบ ชนชาติยิวและปาเลสไตน์ ก็ใช่ว่าจะไม่มีความรัก ทั้งสองฝ่ายมีความรักในแผ่นดิน ที่ตนอาศัยอยู่ (ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน) มีวิธีการแสดงออกซึ่งความรักนั้นใน รูปแบบที่คล้ายกัน นั่นคือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน เพื่อนํามาซึ่งความต้องการเป็นผู้ ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว (โดยเฉพาะชาวยิว) วิธีการนี้ไม่ได้เป็นวิธีการที่ฉลาดเลย รังแต่จะ สร้างความสูญเสียและเสียหาย วุ่นวายไม่รู้จบสิ้น ที่สุดแล้วทั้งสองฝ่ายอาจพบจุดจบเดียวกัน นั่นคือ อกหักจากความรัก ยิ่งร้ายไปกว่านั้น พิษจากความรักอาจทําให้ทั้งสองชอกช้ําเกิน กว่าจะเยียวยา เราในฐานะคนนอก ทําได้เพียงแค่ยืนมอง วิธีการแสดงความรักต่อแผ่นดิน ของทั้งสองฝ่าย แม้ว่าก่อนหน้านั้น เราพยายามหยุดยั้งวิธีการผิดๆเหล่านั้น ดูเหมือนว่าจะ ไม่ได้รับการตอบสนอง แต่กระนั้ นก็ยังมีความหวัง....หวังว่าความรักระหว่า งชาวยิวและ ปาเลสไตน์จะไม่ขาดแคลนไปมากกว่าที่เป็นอยู่

ทาน ตะวัน

16


เม็ดเลือดแดง

17


18


เม็ดเลือดแดง

(

01  12, 2ก

ชัยชนะของ นาย บารัค โอบามา เป็ น การเปิ ด โฉมหน้ า ใหม่ ข องการเมื อ ง สหรัฐอเมริกา ที่ได้ประธานาธิบดีเป็นคนผิว สี ค นแรก โดยเข้ า ดํ า รงตํ า แหน่ ง เป็ น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 44 มี วาระการดํ า รงตํ า แหน่ ง 4 ปี จากปี 2552 ถึงปี 2556 แต่โอบามาจะอยู่ครบ วาระหรือไม่ ในสภาวะที่ก ลุ่ม เหยียดผิวใน สหรัฐ อเมริ กา เปิ ดเผยอย่ างแน่ ชัด ว่ า จะกําจัดโอบามา ในอดีตที่ผ่านมา มีการลอบ สังหารประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ตามบันทึกที่มีไว้กล่าวว่า มีการลอบ สังหารถึง 17 ครั้ง และประสบความสําเร็จปลิดชีวิตได้ 4 ครั้ง ทําให้บาดเจ็บได้ 2 ครั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 4 คนที่ถูกลอบสังหารเป็นผลสําเร็จได้แก่ 1. ประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอนส์ ประธานาธิบดีคนที่ 16 จากพรรค National Union (เดิมเคยอยู่ Republican และ Whig) 2. ประธานาธิบดี เจมส์ เอ การ์ฟีลด์ ประธานาธิบดีคนที่ 20 จากพรรค Republican 3. ประธานาธิบดี วิลเลียม แมคคินลีย์ ประธานาธิบดีคนที่ 25 จากพรรค Republican 4. ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ประธานาธิบดีคนที่ 35 จากพรรค Democratic

19


และลอบสังหารไม่เป็นผลสําเร็จแต่ได้รับบาดเจ็บ 2 คน 1. ประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลต์ ประธานาธิบดีคนที่ 26 พรรค Republican 2. ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีคนที่ 40 พรรค Republican ความพยายามในการลอบ สังหารทั้งหมดที่ผ่านมา เป็นการ ลอบสังหารประธานาธิบดีที่เป็นคน ผิวขาว นี่จะเป็นครั้งแรก ที่จะมีการ ลอบสั ง หารประธานาธิ บ ดี ผิ ว สี (เพราะโอบามาเป็ น ประธานาธิ บ ดี ผิวสีคนแรก) และจุดประสงค์ของ การสั ง หารก็ ชั ด เจนว่ า มาจากการ เหยียดสีผิว ซึ่งอันตรายของโอบามา นั้น เรียกได้ว่ามีแทบทุกจุดทุกพื้นที่ ที่ยั งมี คนผิว ขาวซึ่ งยั งคงเหยี ยดผิ ว อยู่ โดยเฉพาะรัฐทางใต้ หรือฝ่ายใต้ในสงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกา อีกทั้งคนผิวขาว จากรัฐทางใต้ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ มีเป็นจํานวนมากที่หัวรุนแรง และพร้อมที่จะทํา การลอบสังหาร โดยอาจไม่มีองค์การหรือขบวนการใดๆหนุนหลัง แต่ทําไปเพื่ออุดมการณ์ เหยียดผิวส่วนตน โอบามา นอนมา ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในคราวนี้ แต่จะได้ นอน ไป หรือไม่ ไม่เพียงชาวสหรัฐอเมริกาจะหวั่นวิตก ชาวโลกเองก็จับตามองอยู่เช่นกัน เราก็หวังว่าเหตุการณ์อย่างในอดีตจะไม่เกิดขึ้นอีกกับประธานาธิบดีประวัติศาสตร์คนนี้

aut_glom ขอบคุณข้อมูลจาก http://forum.serithai.net

20


เม็ดเลือดแดง

34   5... “หวังว่าจะ get A TU110บ้างไรบ้าง” จัมพ์ # 60 Appeal-สายรุ้ง การระหว่างประเทศ “หวังว่าเพื่อนโต๊ะจะจ่ายเงินครบสักที!!” เกด # 60 เมษา การระหว่างประเทศ “ทําให้โลกนี้ดีขึ้น สร้างโอกาสให้คนอื่นมากขึ้น รักตัวเองน้อยลง” โต้ง #55 แสงจันทร์ บริหารรัฐกิจ “หวังว่าเรายังรักกันอยู่” มิว #60 แมงโม้ การเมืองการปกครอง “ทําทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่สามารถจะทําได้” น้ํา #59 ขาวควัน-จําปีเหนือ การระหว่างประเทศ “จะรักคนที่เขารักคุณมากกว่าคนที่คุณรักเขา” ขวัญ #59 OH HO HE การระหว่างประเทศ “ใช้เวลาให้มีประโยชน์ และมีคุณค่ามากขึ้น จะได้ไม่ต้องทําอะไร “เพื่อฆ่าเวลา” อีกต่อไป” ตั้ม #58 ภราดร บริหารรัฐกิจ

21


“รักตัวเอง > รักคนอื่น” ดิว #58 ขาวควัน-จําปีเหนือ บริหารรัฐกิจ

“เมื่ออายุ 80 ปีมองย้อนกลับมาในอดีต แล้วไม่เจอเรื่องน่าเสียดายที่พลาด ไป” โอม #55 Unity การเมืองการปกครอง “หวังว่าจะได้เป็นแม่ของลูกใครสักคน” ซีตรอง # 60 เมษา การเมืองการปกครอง

“ทําให้คนที่เรารักเขา หันกลับมารักกันและกัน” เฟียต #55 โซดาสิงห์

เดือน

22


เม็ดเลือดแดง

ก 0ก346 7ก 89ก:

วันนี้เรามาค้นหาความหมายความสําคัญของการประกันคุณภาพการศึกษากันต่อ จากฉบับที่แล้วนะครับ เพื่อที่จะได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ได้ยิ่งขึ้น

ของระบบการประกั ความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดของระ บบการประกันคุณภาพและแนวคิดตามหลักการ บริหาร ถ้าพิจารณาแนวคิดเกี่ยวกับระบบการประกันคุณภาพที่ประกอบด้วยการควบคุมและ การตรวจสอบคุณภาพ กับหลักการบริหารที่เป็นระบบครบวงจร (PDCA) ซึ่งประกอบด้วยการ ร่วมกันวางแผน (P) ร่วมกันปฏิบัติตามแผน (D) ร่วมกันตรวจสอบ (C) และร่วมกันปรับปรุง (A) จะเห็นว่ามีความสอดคล้องกัน ดังนี้

จากแผนภาพข้างต้น การควบคุมคุณภาพ และการตรวจสอบคุณภาพก็คือ กระบวนการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพตามหลักการบริหารนั้นเอง โดยการควบคุมคุณภาพ คือ การที่สถานศึกษาต้องร่วมกันวางแผน และดําเนินการตามแผน เพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้ มีคุณภาพตามเป้าหมายและมาตรฐานการศึกษา ส่วนการตรวจสอบคุณภาพ คือการที่ สถานศึกษาต้องร่วมกันตรวจสอบ เพื่อพัฒนาปรับปรุงคุณภาพให้เป็นไปตามเป้าหมายและ

23


มาตรฐานการศึกษา เมื่อสถานศึกษามีการตรวจสอบตนเองแล้ว หน่วยงานในเขตพื้นที่และต้น สังกัดก็เข้ามาช่วยติดตาม และประเมินคุณภาพเพื่อให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาปรับปรุง สถานศึกษา ซึ่งจะทําให้สถานศึกษามีความอุ่นใจ และเกิดความตื่นตัวในการพัฒนาคุณภาพอยู่ เสมอ

หลักการสําคัญของการประกันคุณภาพภายใน หลักการสําคัญของการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ตามแนวคิดที่กล่าวมา ข้างต้น ได้แก่ 1. จุดมุ่งหมายของการประกันคุณภาพภายใน คือ การที่สถานศึกษาร่วมกันพัฒนา ปรับปรุงคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา ไม่ใช่การจับผิดหรือทําให้ บุคลากรเสียหน้า โดยเป้าหมายที่สําคัญอยู่ที่การพัฒนาคุณภาพให้เกิดขึ้นกับ ผู้เรียน 2. การที่จะดําเนินการให้บรรลุเป้าหมายตามข้อ 1 ต้องทําให้ การประกันคุณภาพ การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการและการทํางาน ของ บุคลากรทุกคนในสถานศึกษา ไม่ใช่เป็นกระบวนการที่แยกส่วนมาจากการ ดําเนินงานตามปกติของสถานศึกษา โดยสถานศึกษาจะต้องวางแผนพัฒนาและ แผนปฏิบัติการที่มีเป้าหมายชัดเขน ทําตามแผน ตรวจสอบประเมินผล และ พัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบมีความโปร่งใสและมีจิตสํานึกในการ พัฒนาคุณภาพการทํางาน 3. การประกันคุณภาพเป็นหน้าที่ของบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็น ผู้บริหาร ครู-อาจารย์ และบุคลากรอื่น ๆ ในสถานศึกษา โดยในการ ดําเนินงานจะต้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้เรียน ชุมชน เขตพื้นที่ หรือหน่วยงาน ที่กํากับดูแลเข้ามามีส่วนร่วมในการกําหนดเป้าหมาย วางแผน ติดตาม ประเมินผล พัฒนาปรับปรุง ช่วยกันคิด ช่วยกันทํา ช่วยกันผลักดันให้ สถานศึกษามีคุณภาพ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่ดีมีคุณภาพเพื่อให้มีผู้เรียน ได้รับการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ เป็นไปตามความต้องการของผู้ปกครอง สังคม และประเทศชาติ

24


เม็ดเลือดแดง

ขั้นตอนการดําเนินการประกันคุณภาพภายใน ระบบการประกันคุณภาพภายในเป็นเรื่องเดียวกับกระบวนการบริหารงานอย่างมี คุณภาพหรือวงจร PDCA ที่ผู้บริหารทราบกันดีอยู่แล้ว การประกันคุณภาพจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ และจะต้องไม่แปลกแยกจากการทํางานตามปกติของสถานศึกษา แต่จะเป็นระบบที่ผสมผสาน อยู่ในกระบวนการบริหารและการจัดการศึกษาของสถาน ศึกษาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวัน นั้นเอง ในการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ บริหารและการทํางานนั้น จะต้องคํานึงถึงเงื่อนไขสําคัญที่จะทําให้ประสบความสําเร็จในการ ดําเนินงาน ซึ่งเป็นผลที่ได้จากการวิจัยในสถานศึกษานําร่อง ได้แก่ ผู้บริหารจะต้องมีความ ตระหนัก เข้ามามีส่วนส่งเสริม สนับสนุน และร่วมคิดร่วมทํา รวมทั้งจะต้องมีการทํางานเป็น ทีม โดยบุคคลกรทุกคนในสถานศึกษาต้องได้รับการเตรียมความพร้อมให้มองเห็นคุณค่า และ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันคุณภาพภายในและดําเนินการอย่างต่อเนื่องร่วมกับ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา โดยมีการติดตามและกํากับดูแลการ ดําเนินการประกันคุณภาพภายในอย่างเป็นระบบ ในการดําเนินการประกันคุณภาพภายในโดยคํานึงถึงเงื่อนไขข้างต้น ควรมีการ เตรียมการเพื่อสร้างความพร้อมให้แก่บุคลากรและจัดให้มีกลไกในการดําเนินงานในเรื่องนี้หลัง จากนั้น บุคลากรทุกคนในสถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้องจึงร่วมกันวางแผน ร่วมกันปฏิบัติ ร่วมกันตรวจสอบ และร่วมกันปรับปรุง โดยมีขั้นตอนการดําเนินงานทั้งหมด ดังที่เสนอใน แผนภูมิที่ 1 และมีแนวทางการดําเนินงานในแต่ละขั้นตอน ดังต่อไปนี้ To be continuo continuo

25


/ ,7;< กลับมาพบกันอีกแล้วนะ คะกั บ สิ ง ห์ ล งพุ ง ฉบั บ นี้ เ รามี สิ่ ง ใหม่ๆ มานํา เสนอค่ะ วั นนี้ เราจะ พาเ พื่ อ น ๆทุ กคน ไปผั บ กั นค่ ะ นั่นแน่.. อย่าเพิ่งคิดไปถึงไหนต่อ ไหนนะ ผั บ นี้ เ ค้ า เรี ย กว่ า ผั บ ไร้ แอลกอฮอล์ ค่ ะ (บางคนอาจส่ า ย หน้ า ไม่ ไ ปแล้ว กั น) เพื่ อนๆบาง คนอาจจะสงสั ยไม่มี แ อลกอฮอล์ แล้วจะเป็นผับได้ไง? แล้วเค้าขาย อะไรกัน? จะบอกให้ค่ะทุกคน ร้านนี้เค้าชื่อร้าน “บ้านเพื่อน” เพิ่งเปิดกันสดๆใหม่ๆยังไม่ถึง เดื อ นเลยค่ ะ ร้ า นนี้ เ ค้ า ขายน้ํ า ปั่ น ทุ ก ชนิ ด ไม่ ว่ า จะเป็ น น้ํ า ผลไม้ โกโก้ ชาเย็ น นมสด นอกจากนั้นยังมีกับแกล้มเป็นขนมปังปิ้งหน้าต่างๆให้เลือกรับประทานกันอีกมากมาย แต่ที่ทํา ให้ร้านนี้ดูเหมือนผับก็คือร้านเค้าเปิดตอนกลางคืนตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 5 ทุ่ม การตกแต่ง ร้านก็เป็นแบบผับมีเบาะ โซฟาให้นั่ง เปิดไฟสลัวๆ เปิดเพลงชิวๆ (แว่วมาว่าตอนนี้เค้ากําลังจะ หาวงดนตรีมาเล่นประจําที่ร้าน) แต่จริงๆแล้วร้านนี้เค้าก็มีคอนเซปต์ตามชื่อร้านเค้านั่นแหละ เค้าอยากให้มานั่งร้านเค้าแล้วรู้สึกเหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อน ถึงจะไม่สั่งอะไรแต่ก็ขอให้มาเหอะ อยากให้รู้สึกสบายๆ มานั่งอ่านหนังสือเพลินๆ มาร้องคาราโอเกะก็ได้ หรือมานั่งเมาส์เรื่อง ส่วนตัวหรือเรื่องชาวบ้านอะไรก็ได้ สบายๆ คนขายร้านนี้ก็เป็นนักศึกษานี่แหละ(ส่วนมากอยู่ คณะเราทั้งนั้น) ทําให้ร้านนี้ดูเป็นกันเองมากขึ้น ราคาก็ถูก ทุกแก้ว 20 บาทราคาเดียว

26


เม็ดเลือดแดง

ถ้ า ถ า ม ถึ ง ค ว า ม อ ร่ อ ย นี่ บ อ ก ไ ม่ ไ ด้ จ ริ ง ๆ เพราะขึ้ น อยู่ กับ คนปั่ น สู ต ร ใครสู ต รมัน ปั่ น ไม่ เหมื อ นกั น ซั ก ค น แ ต่ ถ้ า ถ า ม เ รื่ อ ง บรรยากาศภายในร้านนี่เค้ า เก๋ ไ ก๋ น ะ หน้ า ร้ า นก็ มี โ ต๊ ะ ม้ า หินอ่อนตั้งอีกหลายโต๊ะ เค้า บอกว่าใครอยากจัดปาร์ตี้ที่นี่ เค้ามีบริการเตาปิ้งย่างด้วยนะ เอากับข้าวมาเองก็ได้หรือถ้าจะสั่งจากที่ร้านก็ได้แต่ต้องโทรมา บอกก่อนนะ อ้อ! ลืมบอกไปเลยร้านนี้เค้าอยู่เลย วจ.ไปนะเดินตรงไปทางศูนย์หนังสือน่ะ เข้า ไปลึกเหมือนกัน (ตรงสยามสเต๊กเก่า) อยากให้เพื่อนๆทุกคนได้ไปลองกิน ลองนั่ง ลองฟัง ลองสัมผัสกับร้านนี้ดูนะ เอาเป็นว่าลองแวะไปบ้านเพื่อนหลังนี้ดูแล้วกัน อาจจะกลายเป็นบ้าน เพื่อนสนิทที่อยากไปทุกวันก็ได้ เรื่องกินไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรือ่ งไม่ได้กนิ ต่างหากทีเ่ ป็นเรื่องใหญ่

aut_glom

27


28


เม็ดเลือดแดง

ไสติ่ง(เรือ่ งสั้น)

3/  ก=  โลกทุกวันนี้มันเป็นอะไรไปหมดแล้วมองไปทางไหน ก็ไม่เห็นความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ไม่สิ จะว่าไม่เผื่อแผ่ก็ไม่ถูก หลายคนยังมีความคิดอยากช่วยอยู่ แต่หลังจากเกิดกรณีที่มิจฉาชีพ อาศัยความใจบุญของคนเรามาหากิน ใช้ความเอื้อเฟื้อเพื่อแผ่ของคนเรามาทําให้เกิดอันตราย แก่คนที่มีใจช่วยเหลือ เช่นกรณีที่ ผู้หญิงเข้าไปช่วยเด็กหลงทางแล้วพาไปส่งบ้านแต่กลับถูก มอมยา จนต้องสูญเสียทั้งตัวและทรัพย์สิน กรณีที่อันตรายที่สุดคงจะสูญเสียกระทั้งชีวิตไปก็ เป็นแน่ อย่างเช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับผม… ผมเคยเข้าไปช่วยเหลือลุงแก่ที่ทํากระเป๋าตังค์ตก ผมก็เข้าไปช่วยหยิบคืนให้ แต่กลับ โดนด่าแล้วหาว่าผมพยายามที่จะเข้าไปขโมยเงินของเขา ซึ่งหลังจากที่เขาตรวจเงิน ก็พบว่า เงินของเขาหายไปจริงๆ จากนั้นเขาป่าวประกาศไปทั่วว่าเงินของเขาหายไป แล้วผมคือคนที่ ขโมย ชาวบ้าน(หรือที่เรียกว่า ไทยมุง)เข้ามาด่าทอผมอย่างที่ว่าผมคงเคยไปฆ่าบุพการีของ พวกเขาเลยทีเดียว ไม่นานจากนั้นตํารวจก็มา ตอนแรกลุงแก่ที่ผมเข้าไปช่วยจะเอาเรื่องของผม ให้ถึงที่สุด ส่วนตัวผมนั้นคิดไปแล้วว่าคงจะติดคุกเป็นแน่ พวกชาวบ้านก็ด่าตลอดเวลาบอกให้ ผมยอมรั บผิ ด แต่ใ นเมื่ อผมไม่ย อมรับ ก็ก ลายเป็ นว่ าผมหน้า ด้า นหน้ าทนแถมยัง ทํา ผิด ไม่ ยอมรับผิด ตํารวจก็สอบถามเรื่องราวโดยถามลุงแก่คนนั้นว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ลุงแก่ก็เล่า ไปว่า เขาเดินมาแล้วเจอผมที่วิ่งเข้ามาจะขโมยกระเป๋าของเขา แต่เขารู้ตัวจึงร้องตะโกนให้คน ช่วย ภายหลังเขาเช็คกระเป๋าตังค์แล้วพบว่ามีเงินหายไปประมาณ 1,000 บาท ซึ่งเขายืนยัน ว่าไม่ได้ใช้ไปแน่นอน เพราะเขาจําได้ว่าตอนออกจากบ้านหยิบเงินมา 5,000 บาท แต่ตอนนี้ เหลือเพียงแค่ 4,000 บาท ดังนั้นต้องเป็นผมแน่ๆที่เป็นคนเอาเงินของเขาไป ตํารวจก็ถามผม ว่าทําไมไม่ยอมรับผิดเอาเงินคืนเขาไปจะได้จบ (ผมคิดในใจเขาคงตัดสินไปเรียบร้อยแล้วว่า ผม เป็นขโมย) ผมก็บอกไปตามตรงว่าผมไม่ได้เอาไป ผมเพียงแค่เดินผ่านมาแล้วเห็นลุงเขาทํา

29


กระเป๋าตังค์หล่น ผมก็เลยเข้าไปหยิบแล้วเอาไปคืนลุง แต่ลุงเขาก็เข้าใจผิดไปว่าผมเป็นคน ขโมยกระเป๋าเขา ส่วนเงินที่หายไปนั้นผมไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย แต่ทางตํารวจก็พยายามขู่ ผมตลอดเวลาว่าถ้าไม่ยอมรับ จะติดคุกเสียอนาคตยอมๆรับผิดไปจะดีกว่า ระหว่ า งที่ ตํ า รวจกํ า ลั ง กล่ อ มแกมข่ ม ขู่ ผ มให้ รั บ สารภาพ ชายแก่ ก็ ค วั ก จะเอา ผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อแต่ว่ามีเงินตกลงมา 1,000 บาท ซึ่งเขาก็รู้ตัวแล้วแต่ไม่สนใจเก็บ เงินใส่เข้ากระเป๋าไป แต่ผมร้องบอกก่อน แล้วบอกให้เขาตรวจเงินของเขาอีกรอบ ทั้งเงินใน กระเป๋าเดิมและที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของเขา ลุงแก่ก็เหมือนจะรู้ตัวว่าเขาเข้าใจผิด แต่ไม่ยอมที่จะให้ตรวจเงิน แต่ตํารวจบอกให้ ตรวจดูให้ดี ดังนั้นจึงได้รู้ความจริงที่ว่าเงินเขาไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เขาแยกเก็บแล้วจํา ไม่ ได้ แทนที่ลุ ง แก่ จ ะขอโทษกลั บ บอกว่า ผมแหละที่เ ป็ นฝ่ า ยผิ ด ตั้ง ใจที่ จ ะมาขโมย แต่เ ขา ระมัดระวังตัวดีจึงไม่เสียทีพวกชาวบ้านมีบางส่วนที่รู้เรื่องก็เงียบแต่อีกบางส่วนที่ยังรุมด่าผมนั้น ผมสุดที่จะทนได้แล้ว ผมจึงร้องตะโกนออกไป "พวกคุณเกี่ยวข้องอะไรในเรื่องนี้ด้วย ความจริงก็ออกมาแล้วว่าผมไม่ได้เป็นคนเอา เงินไป ลุงเขาเข้าใจผิดไปเอง ผมอุตส่าห์หวังดีเข้าไปช่วยเก็บ แทนที่จะมีคําชมกลับมีแต่คําด่า ชาตินี้คงไม่มีหวังที่จะเจอความหวังดีจากใครอีกแล้วผมเองก็ขอเป็นอีกคนหนึ่งที่จะเลิก เลิกแล้ว ที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่น พอกันที!!!" "ก็ทําไปเพื่อหวังผลนี่หว่า" "ลุงครับผมขอบอกตามตรงเลยนะ ผมไม่ได้อยากได้อะไรจากลุงเลย พ่อแม่ก็ให้ตังค์ ผมใช้จ่ายตลอด ไม่ต้องไปคิดอย่างที่ลุงคิดหรอก ผมอยากบอกอะไรไว้นะ ที่ลุงทําไปเมื่อตะกี้ ผมสามารถที่ จ ะฟ้ องกลั บ ลุ ง ได้ ห ลายข้ อ หา ไม่ ว่ า จะเป็ น ข้ อ หาแจ้ ง ความเท็ จ ข้ อ หาหมิ่ น ประมาท" "เออๆ แล้วจะเอาค่าตอบแทน เท่าไรล่ะ"

30


เม็ดเลือดแดง "เอาไว้กินข้าวเองเหอะลุง ผมไม่เอาหรอก สาแก่ใจ พวกคุณไหม ด่าๆๆๆๆ ไม่มีใคร คิดเลยหรอว่า ผมไม่ได้เอาไป บางคนมาทีหลังด่าผมไม่มีชิ้นดี คุณตํารวจ ผมไปได้ยัง ผมสาย มากแล้ว" จากนั้นผมก็จากออกมา ไม่คิดที่จะหันไปมองหน้าใครตรงนั้นอีก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็เลิกความคิดที่จะช่วยเหลือใครอีก ผมว่าผมเข้าใจแล้วว่าทําไมเดี๋ยวนี้ คนถึงได้ไม่ช่วยเหลือ กัน ไม่ใช่เพียงเพราะช่วยแล้วจะเจอแบบที่ผมเจอ เพราะไม่นานจากนั้นผมก็ได้เมล์ที่ส่งมาเตือน เรื่องการช่วยเหลือผู้อื่นอีกมากมาย ทําให้ผมกลัวที่จะเข้าไปช่วยเหลือใครต่อใครอีก ………………………………………………………………………………………………… จนไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมต้องไปทํารายงานเกี่ยวกับมูลนิธิอาสากู้ภัย จากประสบการณ์ ที่ผ่านมาของผม ผมก็ตั้งคําถามไว้ในใจเลยว่าพวกเขาทําไปเพื่ออะไร……..วันนั้นพวกพี่ๆอาสา กู้ภั ยพาพวกเราไปดู อุป กรณ์ ที่ใ ช้ กู้ภั ย แล้ ว ก็ข อบเขตหน้า ที่ ที่พ วกเขาทํ าได้ เมื่ อเวลาผ่ านไป พอควรก็มาถึงการบรรยายสรุป และเปิดโอกาสให้ถามคําถาม "พวกพี่ทํางานนี้ได้เงินเดือนกันคนล่ะเท่าไรคะ" "ชื่อพวกพี่ก็บอกแล้วนะว่าเป็นงานอาสา ก็มีบางคนที่เป็นลูกจ้างแล้วได้เงินเดือน แต่ ส่วนมากแล้ว พวกพี่ทําไปด้วยใจศรัทธาไม่ได้เงินหรอก" "แล้วพวกพี่ปกติทํางานอะไรเหรอครับ" "ก็มีงานประจํากันน่ะ หลายคนก็ยังเรียนหนังสือกันอยู่เลย" ผมก็ถามออกไปบ้าง "แล้วพวกพี่ทํางานนี้กันไปเพื่ออะไรหรอครับ เพราะผมเคยเข้า ไปช่วยคนแล้วโดนด่ากลับมา" "พี่ขอถามน้องกลับนะ ว่าน้องเคยหวังที่จะเห็นประเทศชาติดีขึ้นหรือไม่"

31


"ครับ" "แล้วน้องคิดแต่น้องเคยได้ทําไหม" "ผมว่ามันเป็นเรื่องใหญ่น่ะพี่ผมคงไม่ไหวหรอก" "ก็ไม่แปลกที่ว่าน้องจะคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆล่ะ เช่นช่วยเหลือ เพื่อน,คนรู้จัก,พ่อ,แม่หรือคนที่น้องสามารถทําได้น้องทําไหวไหม" "คงได้มั้งพี่แต่ผมก็ไม่กล้าอยู่ดี" "พี่ว่ามันเป็นความหวังน่ะ เราไม่ต้องคิดหวังที่จะให้สิ่งใหญ่ๆดีขึ้นหรอก พี่ว่าน้อง เพียงแค่ทําดีในสิ่งเล็กๆรอบๆตัวน้อง แต่เป็นการกระทําของทุกๆคนมารวมกัน มันก็เป็นพลังที่ ยิ่งใหญ่ไม่ใช่หรอ" "ก็จริงนะพี่" "พี่ก็ยอมรับนะว่าพี่ไม่มีพลังพอที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศชาตินี้ได้เพียงลําพัง" ( ก็ใช่ดิพี่ พี่เขาไม่ใช่เทพเจ้ามังกรโพรุนก้าสักหน่อย ) "แต่พี่ก็หวังว่าสิ่งที่พี่ทําจะช่วยให้เกิดคนที่มีความคิดและความหวังที่จะช่วยเหลือกัน และกัน อย่างที่น้องพูดมาพี่ก็เคยเจอนะที่เข้าไปช่วยเหลือแล้วโดนด่า ในวันนั้นพี่ก็น้อยใจแล้ว เคยคิดว่าทําไปเพื่ออะไร" "ใช่ไหมล่ะพี่" "พี่ก็ ท้ อ น่ ะ แต่ มี รุ่ น พี่ ของพี่ ม าบอกว่ า ถ้ าทุ ก คนท้ อ แล้ ว ใครล่ะ จะมาช่ วยเหลื อ กั น เหนื่อย ท้อ แต่ถ้าหยุดแล้วใครจะทํา พี่ถึงคิดได้แล้วทําต่อไป พี่ไม่ได้ทํางานไปเพื่อใคร ที่พี่ทํา ไปเพื่อสนองความต้องการของตัวเองที่อยากเห็นสังคมมีความสุข โดยเริ่มจากสิ่งใกล้ๆตัวเท่าที่ พี่ทําได้ แล้วน้องล่ะ"

32


เม็ดเลือดแดง จากวันนั้นมาผมก็คิด แต่ยังไม่เกิดความคิดอยากช่วยเหลืออะไรใครเพิ่ม ผมอาจจะ กลัวที่จะช่วยเหลือใครอีกก็เป็นได้ ผมก็ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ มีหลายครั้งที่ผมเอาคําพูดของพี่มาคิด แต่ไม่ว่าจะคิดไปกี่ทีผมก็ยังคงเห็นภาพซ้อนของวันนั้น วันที่ช่วยลุงแก่ๆคนนั้นทุกที แล้วก็เลิก คิดไป หันไปสนใจเรื่องรักๆเรียนๆงานๆเงินๆ จนผมชักที่จะลืมเรื่องความหวัง ไปเสียสนิท วันนี้ผมออกมาซื้อของขวัญวันเกิดให้เพื่อน หลังจากที่ซื้ออะไรต่อมิอะไรเสร็จ ผมก็ เตรียมตัวกลับแต่แ ล้วก็ได้ยินเสียงเอะอะจากด้านหลัง ผมจึงหันไปดูแ ล้วเห็นคนที่น่าจะเป็น ขโมยวิ่งหนีมา ( พี่ก็หวังว่า สิ่งที่พี่ทําจะช่วยให้เกิดคนที่มีความคิดและความหวังที่จะช่วยเหลือกัน และกัน ) ( แล้วน้องล่ะ ) ไม่รู้ว่าตอนนั้นผมคิดอะไรอยู่ แต่เมื่อขโมยวิ่งผ่านมาทางผม ผมก็ยื่นขาไปสกัดขโมย จนขโมยล้มลงแล้วคนอื่นๆก็เข้าไปรุมสกรัมโจร (สงสัยเขามีความแค้นมาแต่ชาติปางก่อน) ไม่นานจากนั้น ผมก็เห็นลุงแก่ที่ผมเคยเก็บกระเป๋าตังค์ได้วิ่งตามมา ผมจึงได้รู้ว่าเขา คือคนที่ถูกขโมยกระเป๋า หลังจากที่เขาเห็นผมก็ได้เข้ามาหา…….. "เธออีกแล้วหรอ เธอใช่ไหมที่เป็นพวกเดียวกับโจรที่เอากระเป๋าฉันไป เอากระเป๋าฉัน คืนมานะ" ผมไม่สนใจอะไรลุงแก่คนนั้น ผมเดินไปเก็บถุงของผม แล้วเดินจากไปผมไม่รู้ว่าที่ผม ทําไปทําเพื่ออะไรกัน ทําไปแล้วยังคงโดนด่า แต่ผมรู้ตัวผมเองดีว่าความหวังเล็กๆ ที่หวังว่าจะ เห็นสังคมดี มันได้เริ่มขึ้นอีกนิดแล้วรอบๆตัวผม แล้วคุณล่ะ

กัปปะ

33


, )(>ก3 นเรายามหนาวก็ “อยู่บา้ นเรายา มหนาวก็หนาวแค่เพียงกาย ข้างกองไฟยังมีไออุน่ กลับจากนา ยังหอมละมุนกรุน่ ดอกราตรีลอยลมข้างทาง อยูเ่ มืองหลวงยามเหงาทนหนาวโดยเดียวดาย ตากแสงไฟนีออนก็ไม่สร่างง…” …” ในเวลาที่หัวใจของคนบ้านนอกจนๆอย่างฉันรู้สึกเปลี่ยวเหงา ว้าเหว่ ทั้งร่างกายก็ เหนื่อยหล้าจากการทํางานหนักมาตลอดทั้งวัน สิ่งที่พอจะเป็นความบันเทิงให้หัวใจดวงน้อย ได้พอกระชุ่มกระชวยและคลายเหงาได้บ้าง คงจะหนีไม่พ้นเสียงเพลงลูกทุ่งที่ดังมาจากวิทยุ ราคาถูกที่มีดีเจเสียงนุ่มคอยเปิดเพลงทั้งสุข สนุกสนาน เหงาเศร้า สลับสับเปลี่ยนกันไป โดยเฉพาะเนื้อหาของเพลงที่เกี่ยวกับหนุ่มสาวบ้านนอกที่เข้ามาต่อสู้ชีวิตในเมืองหลวงนั้น ช่าง เป็นสิ่งที่คอยสะกิดใจให้ฉันได้หวนรําลึกถึงบ้านเกิดเมืองนอนอยู่เสมอ

“โอ้บา้ นนาฝนฟ้าไม่อํานวย โชคไม่ชว่ ยบ้านนาถึงคราระทม แหงนมองเบิง่ ฟ้าเมฆ ฝนลาไหลตามคลืน่ ลม หมูเ่ ฮาถึงคราวซานซมเข้าเมืองหนีความแห้งแล้ง” ไกลออกไปจากที่ที่มีความเจริญอย่างกรุงเทพมหานคร อีกฟากหนึ่งของผืนแผ่นดิน เดียวกันอย่างภาคอีสาน ผู้คนส่วนใหญ่ยังยากจน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาชีพหลักที่ถูกเรียกขาน กันว่า “กระดูกสันหลังของชาติ” ล้วนยากจนแทบทั้งสิ้น จากทั้งโชคชะตาฟ้ากําหนดให้ผืน แผ่นดินแห่งนี้ช่างแห้งแล้ง เพราะถ้าหากปีไหนฟ้าฝนดีก็พอจะได้มีเงินจากการขายข้าว แต่ ถ้าโชคร้ายฟ้าฝนไม่เป็นใจ นั่นหมายถึงทุกข์หนักที่คอยซ้ําเติมความยากจนเข้าไปอีก คงไม่ใช่ เรื่องแปลกหากผู้คนจะเชื่อและยึดมั่นในเรื่องของโชคลางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งในยุคที่เงิน ทองเป็นปัจจัยสําคัญที่สุดในการดํารงชีวิตด้วยแล้ว ความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นคงหนีไม่พ้น ทางออกโดยการต้องหนีจากสภาพที่แห้งแล้งและยังขาดการพัฒนาไปสู่ที่ที่มีความเจริญ มากกว่านั่นเอง

34


เม็ดเลือดแดง

“สังคมเมืองใหญ่ขาดแคลนน้ําใจเจือจุน ใช้ความอดทนเติมทุนให้ยืนสูไ้ หหวทุ วทุกวัน… งาน”” อยูเ่ มืองสวรรค์แต่เป็นคนชัน้ ติดดิน เป็นผูร้ บั ใช้จนชิน หูได้ยนิ แต่คาํ สัง่ งาน ฉันตื่นตาตื่นใจไม่น้อยเมื่อเข้ามาในมหานครใหญ่ที่เรียกขานกันว่า “เมืองสวรรค์” มองไปทางไหนทุกอย่างล้วนแตกต่างจากที่ที่ฉันจากมาทั้งสิ้น ตึกสูงใหญ่ตระหง่านเรียงรายดู แล้วคงมากกว่าเห็ดโคนที่ขึ้นตามป่าหน้าฝนเสียอีก รถราที่วิ่งเวียนวนอยู่ก็คงมากกว่าฝูงวัว ควายตามท้องทุ่งหลายเท่า และอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ทําให้เมืองนี้ดูทันสมัย ฉันคิดว่าที่ แห่งนี้คงจะเป็นบ่อเงินบ่อทองให้ฉันกอบโกยได้ไม่ยาก แต่ด้วยวุฒิการศึกษาที่จบมาไม่สูงนัก อีกทั้งถิ่นฐานบ้านเกิดยังประทับรอยอยู่บน ใบหน้า งานที่วาดหวังไว้ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ทํา สิ่งที่ฉันจะพอทําได้ก็เพียงแค่ขายแรงกายแลก เงินรายวันมาเพื่อพอประทังชีวิต งานที่ได้เพียงแต่คอยฟังคําสั่งของผู้เป็นเจ้านายซึ่งดูแล้วก็ไม่ ต่างอะไรกับเครื่องยนต์เท่าไหร่ อาจจะต่างอยู่ตรงที่เครื่องคนนี้มันมีชีวิตจิตใจอยู่เท่านั้น และตอนนี้จิตใจมันก็เริ่มแห้งเหี่ยวอยากที่จะได้ความอาทรจากมิตรรอบข้างมารินรดให้ชุ่มชื่น บ้าง แต่ในสภาพที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันนี้ จะมีใครเล่าที่จะหยิบยื่นน้ําใจมาแบ่งปันให้ และ ถึงมีก็คงน้อยเหลือเกิน.....นี่ฉันหนีจากคว���มแห้งแล้ง แล้วยังมาเจอความแห้งแล้งยิ่งกว่าเสีย อีกหรือ?

“เมืองใหญ่เมืองนี้เป็นเวทีสู้ บ่ได้เป็นที่อยู่ของใจ บ้านเฮาร่มเงาป่าไพร ยังเป็น หา”” จุดหมายทีใ่ จร่าํ หา ชีวิตในเมืองใหญ่แม้จะมีทุกสิ่งให้ตะเกียกตะกายไขว่คว้า แต่ยิ่งเห็นความเจริญของ ที่นี่มากเท่าไหร่ สิ่งเติมเต็มหัวใจฉันกลับน้อยลงทุกที เวทีชีวิตที่มีไว้เพื่อเป็นสังเวียนแห่งการ ต่อสู้ ที่ถึงแม้จะเป็นบททดสอบให้ทั้งกายและใจได้เข้มแข็งแต่กลับทําให้กระด้างไปด้วย

35


ท้ายที่สุดลึกๆที่เสียงในหัวใจของคนบ้านนอกอย่างฉันเพรียกหา และภาพที่ได้ฉายอยู่ในความ คํานึงตลอดเวลานั่นคือที่ที่ฉันจากมานั่นเอง บทเพลงที่คอยขับกล่อมเพลงแล้วเพลงเล่า ได้บอกเล่าเรื่องราวของหนุ่มสาวบ้านนา ที่ต้องต่อสู้ชีวิตในเมืองหลวงเหล่านี้ ถูกถ่ายทอดโดยนักร้องลูกทุ่งอีสานที่ต่างขับขานด้วย เสียงร้องที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งอารมณ์เพลงที่ถ่ายทอดมานั้นฟังแล้วราวกับว่าพวก เขาและเธอเคยประสบเรื่องราวเหล่านั้นมาด้วยตัวเอง ครูเพลงก็ช่างเลือกคําที่ฟังง่ายแต่ก็กิน ใจนัก จึงไม่แปลกที่เพลงเหล่านี้จะโด่งดังและส่งให้นักร้องจะเป็นขวัญใจของมหาชน เพราะ แต่ละบทเพลงนั้นได้สะท้อนชีวิต จิตใจ ความหวัง และความฝัน ดั่งเพลงที่ได้เริ่มต้น บรรเลงท่วงทํานองแห่งชีวิตที่จบลงด้วยประโยคสุดท้ายที่ว่า

“เฝ้าฝันถึงวันได้ดี มีงานทีต่ ามวาดหวังไว้ คือวันหนึ่งที่หวั ใจจะหอบรักไปซบอุน่ ไอ ดิน…คือวันหนึง่ ที่หวั ใจจะหอบรักไปซบอุ่นไอดิน” จิตริน

(ขอขอบคุณบทเพลง หนาวแสงนีออน จากบ้านนมมาด้วยรัก ช่วยให้คนไกลบ้านได้สุขใจและคลายเงา.....)

ดอกหญ้าในป่าปูนและมาจากดิ มาจากดิน ซึ่งเป็นเสมือนเพื่อนที่

36


เม็ดเลือดแดง

ไสติ่ง(กวี)

บทละเรือ่ ง: ง:พรหมลิขติ ขีดเขีย่ ให้เหีย้ มเดิน • พรหมลิขิตขีดเขี่ยให้ เหี้ยม เดิน

เหี้ยม บังเอิญเดินตามที่ขีดเขียน

เป็นเรื่องราวสัประยุทธ์สุดวนเวียน

ความผิดเพี้ยนจะขอกล่าวเป็นบทละคร

ตอน:ความศักดิ์สิทธิ์แห่งศาลไทย o มาจะกล่าวบทไป

ถึง พันธมิตร ผู้เป็นใหญ่อนาถา

หลังจากได้รวบรวมหมู่โยธา

เข้ายึด “ทําเนียบ” มานานปี

ครั้นเมื่ออยู่มาวันหนึ่ง

เกิดนึกทะลึ่งทําบัดสี

กรีฑาทัพหลวงเข้าต่อตี

เร่งบุกยึดที่ “ดอนเมือง”

เพียงเวลาผ่านไปไม่นานนัก

สนามบินก็คึกคัก ด้วยสีสีเหลือง

ทั้ง ผู้ใหญ่เด็กเล็ก มลังเมลือง

ต่างเห็นว่าเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ธรรมดา”

ครองดอนเมืองไว้แล้วไม่หนําใจ

หวังอยากได้ “สุวรรณภูมิ” อีกแล้วหนา

จึงจัดส่งพลพรรคเข้าบีฑา

ยึดอีกแห่งอีกคราซะงั้นไป

o เมื่อนั้น

ศาลแพ่ ศาล งผู้สถิตธรรมนําโลกหล้า

มีคําสั่งคุ้มครองแถลงมา

อย่าได้ช้า พันธมิตร จงถอยไกล

37


คําสั่งศาลหรือจะสู้พันธมิตร

โทษเขาคิด จะดื้อดึง ก็หาไม่

เพราะเขาบอกเขาเชื่อศาลแต่ แต่ไม่ไป

เพราะพวกเขานั้นใหญ่ คับแผ่นดิน

อารยะขัดขืน ตามคําที่กล่าวอ้าง

สนามบินเวิ้งว้างเปล่าเปลี่ยวสิ้น

ด้วยหูตาของชาวโลกต่างยลยิน

สนามบินมาถูกปิดเศรษฐกิจพัง

o เมื่อนั้น

ศาลรัฐธรรมนูญนั่งบัลลังก์สั่งตัดสิน

สองธันวา สามพรรค ต้องราคิณ

ต่างแถลงล้วนถวิลย์ให้ปราณี

เมื่อผลลัพธ์ถูกประกาศอย่างกึกก้อง

ยุบสามพรรค ตามครรลองนิติ์วิถี

ท่านบรรหารชีช้ํากล่ําปลี

เพราะชาติไทยต้องมีอันเป็นไป

พลังประชาชนมัชฌิมาหนักไม่แพ้

พรรคย่ําแย่ หัวถูกปลด หมดเชื้อไข

ทั้งทักษิณ อนงค์วรรณนั่งทําใจ

ใครเล่าใคร จะมาเล่นเป็นตัวแทน

• ศาลไทยเอ๋ยศาลไทยน่าสลด

ได้สั่งปลดนายกแล้วสองสมัย

ทั้งสั่งยุบเจ็ดพรรคการเมืองประชาธิปไตย

แต่ทําไม พันธมิตรผิผิดไม่เป็น

ตอน:งูเห่าสมสู่กับมนุษย์ o ช้าแต่มาจะกล่าวบทไป

ถึงประชาธิปัตย์พรรคดีสุดแสน

สร้างภาพสร้างชื่อไว้ทั่วแดน

หวังเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล

วิ่งจับสลับขั้วดูว้าวุ่น

เทพเทือกหนุ บรรหาร ก นอภิสทิ ธิ์สร้างมิตรบรรหาร

ล็อกสนั สนัน่ ลุ้นเสนาะแทบกราบกราน เสนาะ

เข้าสมานกับเจ๊เป้าอนงค์วรรณ

38


เม็ดเลือดแดง ด้านสุสุวิทย์เพือ่ แผ่นดินยังหยั่งยาก

หากกระชากมาอยู่ได้คงเฉิดฉันท์

กลุม่ บ้านริมน้ําต้องเอาใจไม่แพ้กัน

แต่ตัวแปรสําคัญคือ เพื่อนเนวิน

กลุ่มเนวินร่วมใจ “หล่อเล็ก” ได้

เพราะเมืองไทยมีเรื่องแปลกเป็นนิจสิน

เกิดงูเห่าสมสู่กบั คนเดินดิน

ไม่ได้ยินคงไม่เชื่อว่าเรื่องจริง

o บัดนั้น

อภิสิทธิ์ ขุนพลชัย ใจขยัน

รีบเร่งรุดออกสื่อเป็นพันละวัน

เร่งเสริมสร้างสมานฉันท์ไมตรี

สิบห้าธันวามหาฤกษ์

หล่อเล็กเบิกบานสราญสุขศรี

ชนะโหวตได้เป็นนายกรัฐมนตรี

สุเทพพลอยเปรมปรี ชื่นบาน ทพ

เมื่อถึงคราวจะจัดตั้ง ครม.

นายกหล่อ “แบ่งเค้ก” สนุกสนาน ใครเล่าคือผู้จัดการที่แท้จริง

ด้วยเพราะเป็นนายก “เทพประทาน” ท้ายที่สุดผลออกมาไม่ผิดคาด

ทรัพยากรณ์ธรรมชาติสุสวุ ทิ ย์สิง

โสภณเหนี โสภณ ยว คมนาคมที่พักพิง

หมอวิวิทยาได้ ยา แอบอิงบ้านสาธาฯ

ทดแทนคุณพันธมิตรกษิ กษิตบัวแก้ว

กรณ์ไม่แคล้วนั่งขุนคลังแก้ปัญหา

ครูจุจลุ นิ ทร์รัฐมนตรีว่าการเสมา

พรทิวาดู า พาณิชย์ เศรษฐกิจก้าวไกล!!!?

พีระพันธุ์ว่าการยุติธรรม

อุตสาหกรรม ชาญชัยแบกรับไหว?

ตบรางวัลให้ชวรั ชวรัตน์มหาดไทย

ธีระได้ ะ กระทรวงเกษตรฯเกรดบี

39


ชุมพลนั พล ่งท่องเที่ยวฯไม่ใหญ่โต

ว่าการเทคโนฯ ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี

คุณหญิงกัลยาวิ ยา ทยาศาสตร์ดูเข้าที วีระชั ะชัยรวมทั้งนายสาธิตย์ รัฐมนตรีประจําสํานักฯรักการงาน ในตําแหน่งรองนายกรัฐมนตรี พลตรีสนัน่ กอร์ปศักดิ์ ล้วนนั่งรองฯ พลเอกประวิตร เกาะติดคชสีห์ ด้านแรงงานได้ ไพฑูรย์ ดูแลคน o มาจะกล่าวบทไป รวบรวมขุนพลองค์ “รามา “รามา” รามา” พวก สส. พรรคร่วมเสียนิสัย ขาดประชุมสภาล่มปมซ้ําเติม นโยบายรัฐมนตรีแรกที แรก ่ออก แรก สถาบันต้องเทิดทูนไว้ไทยรุ่งเรือง ประชานิยมที่เคยด่าว่าพาแย่ แจกแจกแจก เงินแท้แท้ แค่แบ่งปัน

พลังงานมีวรรณรั วรรณรัตน์นั่งสั่งการ ช่วยกันคิดช่วยกันทําสมัครสมาน คอยประสานงานต่างๆทุกกรมกอง นอกจากมี เทพเทือกแล้ ก ว ยังอีกสอง ต่างจับจองดูแลฝ่ายตามใจตน วิฑรู ย์ปรี่รวบ พ.ม. ส่ออกุศล(ปลากระป๋อง) วัฒนธรรมหนีไม่พ้น ธีระ ถึง ครม. ชุดใหญ่แปลกแท้หนา ถึงเปลี่ยนขั้วแต่หน้าก็เดิมเดิม มันเข้าที ชอบใจ ด็อกเฉลิ เฉลิม ช่วยสร้างเสริมวิกฤติบ้านประจารเมือง ทุกกระทรวงนั้นบอก ปกป้อง “เหลื เหลือง” ง” ประชาเฟื่องเรื่องปากท้องค่อยว่ากัน ข้าขอแค่ยืนแจกเงินและวาดฝัน สัญญามั่นจะแจกเงินให้ได้ทุกคน

40


เม็ดเลือดแดง ครม. ที่แท้คือผู้วิเศษ

ปลุกผีเปรต สปก. สปก. มาอีกหน

คนที่เคยอภิปราย นิ่งทุกคน

แล้วแต่ก่อนมึงเสือกบ่นกันทําไม

ปลากระป๋องวิวิฑรู ย์ก็เหม็นคลุ้ง

เป็นเรื่องยุ่งที่ชาวบ้านต่างสงสัย

ไม่ได้โกงแล้วมันเน่าได้ยังไง

แต่ได้ใจเพราะสุดท้ายไขก๊อกเอง

โอ้ละหนอรัฐบาลชุดนี้

รุกเร็วรี่เร่งทํากินกระฉับกระเฉง

จากเรื่องราวที่กลอนกานท์กล่าวบรรเลง

ตัวท่านเองคงเข้าใจในชื่อกลอน

• จึงขอหยุดหยุดชะลอชะลอหยุด

เรื่องมนุษย์ ทุกสิ่งสัตว์ สรรพสาร

สิ้นลิขิตสิ้นละครสิ้นวันวาน

ขอผู้อ่านโปรดถอดความตามวิทยา

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทน เอ๊ะ!หรือว่าทนอ่าน บทประพันธ์ที่ท่านได้อ่านจบไปนี้คือบท ประพันธ์รูปแบบใหม่ๆที่ผมเองก็เพิ่งเคยทดลองแต่งเป็นครั้งแรก ซึ่งเรียกว่าบทละคร และเนื่องจากว่า เป็นครั้งแรกของผู้เขียนที่ทดลองเขียนบทความนี้ผนวกกับสติปัญญาและเวลาที่จํากัดของผู้เขียน จึงทํา ให้ผลงานนี้อาจไม่เป็นที่น่าพึงพอใจสําหรับผู้อ่านนัก ผู้เขียนจึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย อีกประการที่ต้องบอกเล่ากันไว้ด้วยก็คือ บทละครนี้พยายามแต่งขึ้นโดยใช้แนวคิดแบบบท ละครเรื่อง ระเด่นลันได ซึ่งเป็นการใช้คําศัพท์ที่ดูสวยงาม เรียบง่าย สามัญ และหยาบโลนปะปน กันไป(ตามความคิดผู้เขียน) เพื่อความเข้าใจจึงได้ขออธิบายเพิ่มเติมให้ท่านทราบไว้ ณ ที่นี้ สุดท้าย นี้ผู้เขียนอยากบอกว่าผู้เขียนทิ้ง สัญญะ ไว้มากมายในบทละครนี้ หากท่านตีความสัญญะได้ก็ขอแสดงความดีใจด้วย เพราะท่านเริ่มบ้าเหมือนผู้เขียนแล้ว555 สุดท้ายของสุดท้าย ขอบคุณที่กล้ํากลืนฝืนทนอ่านจนจบครบแล้วเจอกันในโลกของอักขระลีลาใน เม็ด เลือดแดงฉบับต่อไปครับ

พระยาลับแล ประพันธ์

41


สิงหหนังสือ

ก ,0(< +,2 ก     การเปลี่ยนแปลงในคอลัมน์นี้จากคําถามมาเป็น หนังสือ จัดเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งของผู้เขียนซึ่ง ต้องปรับตัวให้อยู่รอดในนิตยสารฉบับนี้ ก่อนผู้เขียนจะ โดนเด้งเหมือนอดีตรัฐบาลเมื่อปีที่แล้ว (ฮา) แต่ก็ทําให้ ผู้เขียนอยากทําในสิ่งที่อยากทําจริง ๆ เสียที คือทํา คอลัมน์แนะนําหนังสือเล็ก ๆ ที่มีผู้อ่านเพียงน้อยนิด นัย หนึ่งเพื่อเป็นการช่วยสํานักพิมพ์หรือนักเขียนไส้แห้งร่วม อาชีพของ “เม็ดเลือดแดง” เล่มนี้ ในสภาพเศรษฐกิจที่ ตกต่ําลงทุกวัน จนหนังสืออาจไม่ใช่สิ่งจําเป็นในยุคที่ผู้คน ต้องแสวงหาปัญญาพ่วงปัญหาในสังคมสมัยใหม่ สภาพสังคมสมัยใหม่ที่ผู้คนไขว่คว้าหาสิ่งที่ เรียกว่า “สังคมอุดมคติ” (Utopia) ให้กับชุมชนหรือรัฐชาติ ความพยายามที่จะกระทําให้เป็น จริง จากทฤษฎี แนวคิด หรือความฝันมาสู่การปฏิบัติทําให้เป็นกิจวัตร นําไปสู่การบีบรีดเค้น ความจริงอันหลากหลายของสังคมการเมืองทําให้เป็นสังคมเชิงเดี่ยวที่มีแนวคิดหรืออุดมการณ์ สูงสุดเพียงหนึ่งเดียวที่ดีที่สุด สิ่งที่ดีกว่านี้นั้นไม่มี การกระทําดังต่อไปนี้..1..2..3..4..จะนําไปสู่ สิ่งที่ดีกว่า ใครไม่ทําคือผู้หลงผิดที่ควรนําไปบําบัด ณ ที่ห่างไกล เหมือนชาวกรุงพนมเปญที่ รีดนาทาเร้นชาวชนบท การสํานึกผิดโดยไปทําสังคมยูโทเปีย ณ ท้องนาที่ห่างไกล โดยมี อุดมการณ์ของอังกอร์ที่ยึดถือสิ่งที่(ผู้เขียนขอ)เรียกว่า “คอมมิวนิสต์ในอุดมคติของชาวเขมร แดง” อันสูงสุด ผู้ต่อต้านหรือเป็นอันตรายต่ออุดมการณ์ก็ถูกกําจัดอย่างโหดเหี้ยมเพื่อนําไปสู่ สังคมอุดมคติที่ต้องการ สภาพ “กระบวนการทําให้เป็นสังคมอุดมคติ” ของเขมรแดงในช่วง

42


เม็ดเลือดแดง ค.ศ.1975-1979 ที่ใครหลายคนเคยเห็นผ่านสารคดีแต่ก็ใช่ว่าเราจะรู้ถึงกิจวัตรในช่วงสี่ปีนั้น และคงยากที่จะหาคนที่เป็นกลางที่ไม่ใช่ชาวเขมรที่ต้องตกระกําลําบากที่จะมา บอกเล่าความโหดร้าย แต่ ยาสึโกะ นะอิโต ภรรยาชาวญี่ปุ่นที่แต่งงานกับอดีตอุปทูตกัมพูชา ได้เล่าประสบการณ์สี่ปี่โดยผ่านบันทึกที่เธอแอบเขียนในหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร ที่แปลโดย คุณผุสดี นาวาวิจติ ความเป็นอยู่ อาหารการกิน และการขู่บังคับในบันทึกนี้ทําให้เรานึกถึง บทบาท Haing S. Ngor นักข่าวชาวกัมพูชาที่ถูกทารุณในภาพยนตร์ The Killing Fields(1984) แต่การเล่าเรื่องโดยละเอียดของเธอ อาจทําให้เราจินตนาการภาพของความ โหดร้ายในนามของสังคมสมัยใหม่ในอีกมุมหนึ่งมากกว่าดูผ่านแผ่นฟิลม์ที่ถูกควบคุมในนาม วัฒนธรรมสมัยใหม่สไตล์ฮอลลีวูดแบบเสรีนิยมอเมริกัน คุณ ขรรค์ชัย บุนปาน ได้เขียนแนะนํา 4 ปี ในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อวันที่ 3 นรกในเขมร พฤศจิกายน พ.ศ.2528 ว่า “ผมอยากให้คนไทยได้อ่าน ไม่ต่ํากว่าสิบล้านเล่ม” ความนองเลือดจากเขมรฆ่าเขมร เพราะต่างแนวคิด ผู้ชนะกวาดล้างผู้แพ้ และสังคมอุดม คติที่เป็นเป้าหมายของรัฐที่เกิดในยุคสมัยใหม่อย่าดุเดือด เลือดพล่าน พลันให้นึกถึงเหตุการณ์ในสามสี่ปีที่ผ่านมาที่ ปัญหาจินตนาการของรัฐไทยถูกสั่นคลอน ความ สั่นคลอนนําไปสู่การตอกย้ําอุดมการณ์รัฐเดิมให้เข้มแข็ง โดยรัฐและภาคประชาชนที่เชื่อในอุดมการณ์ของรัฐ กับผู้ ท้าทายที่เชื่อสิ่งที่แตกต่างที่ให้ประโยชน์หรือความศรัทธา มากกว่าของเก่า ทําให้เราย้อนไปดูถึงข้อบกพร่องของรัฐในการจัดการสังคมการเมืองให้อยู่ และสยบภายใต้แนวคิดของชาติ และการก่อกําเนิดของรัฐชาติที่ต้องอาศัยชาตินิยมเป็นสายโซ่ที่ ร้อยรัดคนในพื้นที่และอาณาเขตภายใต้อธิปไตยที่อันล่วงละเมิดมิได้ของรัฐ โดยสร้างสังคมอุดม คติที่อัดแน่นด้วยแนวคิดชาตินิยมที่สร้างความเป็นหนึ่งเดียวในพื้นที่ที่ถูกตีเส้นแบ่งโดย ชาวตะวันตกในยุคอาณานิคม จนกลายเป็นชุมชนจินตกรรมหรือชุมชนที่จินตนาการที่ถูก ครอบงําโดยแนวคิดชาตินิยมของสังคมการเมืองกระแสหลักในรัฐแต่ละรัฐอันเป็นเป้าหมาย

43


สูงสุดที่เป็นทิศทางที่รัฐต้องการ โดยผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และการเชื่อมโยงทางคมนาคมเผยแพร่ แนวคิดดังกล่าว หนังสือ ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกําเนิดและการแพร่ขยายของ ชาตินิยม (Imagined Communities Reflections on Origin and Spread of Nationalism) ที่แต่งโดย เบเนดิค แอนเดอสัน (Benedict Anderson) นักรัฐศาสตร์นามอุโฆษแห่ง มหาวิทยาลัยคอร์แนล ที่เป็นหนังสือเล่มสําคัญในวงการสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ ได้อธิบาย การก่อกําเนิดของชาตินิยมที่เป็นองค์ประกอบสําคัญของรัฐ และเป็นสิ่งที่เรา “ปฏิเสธ” มันได้ ลําบาก ความล้มเหลวของชุมชนจินตกรรมในรัฐไทยที่นํามาสู่ความวุ่นวายนี้ที่เกิดจาก ข้อบกพร่องของชาตินิยมกระแสหลัก ทําให้เกิดการแตกแยกทางความคิดที่ถูกแพร่กระจายโดย อาศัยเครื่องมือแบบเดียวกับการแพร่ขยายของแนวคิดชาตินิยม คือ สื่อสิ่งพิมพ์และการ คมนาคม+สื่อสารมวลชน ความเปลี่ยนแปลงที่ดูเป็นคุณสมบัติของสังคมสมัยใหม่กลับขัดกับ แนวคิดชาตินิยมที่ถูกรัฐแช่แข็งหรือ “ขยับนิด ๆ” ข้ามกาลเวลา ปัญหาของรัฐไทยในยุค ปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้อาจช่วยให้คําตอบได้บ้างก็เป็นได้ ถ้าในยุคสมัยใหม่ที่ชาตินิยมแพร่ขยายโดยผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อสิ่งพิมพ์อย่างหนังสือที่ดี หลายเล่มกลับมิได้แพร่หลายหรือได้รับความนิยมมากนัก (แม้แต่นิยายประโลมโลกหรือคอลัมน์ ซุบซิบดารา) ความรู้ต่าง ๆ ย่อมอยู่ในวงจํากัดก็สู้กับการพูดทุกวันทางวิทยุกับละครทาง โทรทัศน์มิได้ซึ่งก็เพียงพอแล้วสําหรับการแสวงหาปัญญาของคนในสังคมไทย การละเลยการ อ่านที่จะนําไปสู่การคิดคํานึงถึงปัญหาในสังคมการเมืองซึ่งนําไปสู่ความเชื่องมงายในสิ่งสูงสุด เพียงสิ่งเดียวที่ถูกกรอกหูสั่งสอนทุกวันจนนําไปสู่ความวุ่นวายและการกําจัดคนที่เห็นต่างกับตน .....ถ้าให้ผู้เขียนตอบว่าทําไมสังคมไทยถึงแตกแยกวุ่นวายก็คงเป็นเพราะผลพวงของสังคม สมัยใหม่และ “อ่านไม่พอ”

44


เม็ดเลือดแดง ข้อมูลสําหรับผู้อา่ น 4 ปีนรกในเขมร KAMBOJIA WAGAWAGA-AI (Sei To Shi No 1,500 Hi) เขียนโดย : ยาสึโกะ นะอิโต แปลโดย : ผุสดี นาวาวิจิต พิมพ์ครั้งที่ : 9 (กันยายน 2543) โดยสํานักพิมพ์ผีเสื้อ ISBN : 974-14-0139-6 ย ม ( Imagined ชุ ม ชนจิ น ตกรรม บทสะท้ อ นว่ า ด้ ว ยกํ า เนิ ด และการแพร่ ข ยายของชาติ นิ ยม Communities Reflections on Origin and Spread of Nationalism) Nationalism) เขียนโดย : เบเนดิค แอนเดอสัน (Benedict (Benedict Anderson) Anderson) บรรณาธิการแปล : ชาญวิทย์ เกษตรศิริ พิมพ์ครั้งที่ : 1 (มกราคม 2552) โดยมูลนิธิโครงการตําราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ISBN : 978-974-499-379-3

Eak

45


คอลัมนพเิ ศษ

6 ก 4)  ?

ฝ่ายวางแผนพัฒนาและเทคโนโลยี ได้สํารวจภาวการณ์มีงานทําของบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นปีการศึกษา 2550 ในวันซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร (วันที่ 10 สิงหาคม 2551 หลังจากบัณฑิตสําเร็จการศึกษาไปแล้วประมาณ 5 เดือน) ผล การสํารวจฯ พบว่า จากบัณฑิตระดับปริญญาตรี จํานวนทั้งหมด 4,329 คน (ไม่รวมบัณฑิต นิติศาสตร์ ภาคบัณฑิต จํานวน 258 คน) มีผู้ตอบแบบสํารวจ 4,088 คน (ร้อยละ 94.4) โดยเป็นบัณฑิตที่มีงานทําแล้ว 2,398 คน (ร้อยละ 58.7) เป็นบัณฑิตที่กําลังศึกษา ต่อ 849 คน (ร้อยละ 20.8) และเป็นบัณฑิตที่ยังไม่ทํางาน 841 คน (ร้อยละ 20.6) ผลการสํารวจ แยกเป็นรายคณะได้ผลดังแผนภูมิ

46


เม็ดเลือดแดง เมื่อคํานวณภาวการณ์มีงานทําตามข้อกําหนดของ สมศ. ที่ไม่นับรวมบัณฑิตที่กําลัง ศึกษาต่อ พบว่าจากบัณฑิตจํานวน 3,239 คน พบว่า ทํางานแล้ว 2,398 คน (ร้อยละ 74.0) ยังไม่ทํางาน 841 คน (ร้อยละ 26.0) ในกลุ่มที่มีงานทําแล้ว เมื่อพิจารณาใน 2 ประเด็น คือ การทํางานตรงสาขา กับการได้รับเงินเดือนมากกว่าเกณฑ์ที่กําหนด (อัตรา ก.พ. คือ 7,630 บาท) พบว่า ในจํานวนบัณฑิตที่ทํางานแล้ว 2,398 คน ทํางานตรงสาขา 2,378 คน (ร้อยละ 99.2) และในจํานวน 2,398 คน มีบัณฑิตจํานวน 2,311 คน ที่ให้ ข้อมูลเกี่ยวกับเงินเดือน และพบว่า ได้รับเงินเดือนมากกว่าเกณฑ์ฯ 2,297 คน (ร้อยละ 99.39) เมื่อเปรียบเทียบบัณฑิตรุ่นปีการศึกษา 2550 กับปีการศึกษา 2549 พบว่า ปีการศึกษา

มีงานทําแล้ว

ทํางานตรงสาขา

ได้เงินเดือนสูงกว่าเกณฑ์ฯ

2550

2,398 (74.0%)

2,378 (99.2%)

2,297 (99.4%)

2549

2,660 (82.1%)

2,501 (94.0%)

2,512 (99.4%)

ร้อยละเพิ่มขึ้น/ ลดลงจากปี 2549

-9.8

-4.9

-8.6

อนึ่งหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อที่ งานพัฒนาระบบ ข้อมูลเพื่อการบริหาร กองแผนงาน อาคารสํานักงานอธิการบดี ชั้น 3 มธ.ศูนย์รังสิต โทรศัพท์ 0-2564-4440-59 ต่อ 1852-3 และ 0-2564-2915

Dk_toM

47


☺ ขอขอบคุณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา ที่อนุมัติงบประมาณให้ได้ส่งพิมพ์ที่โรงพิมพ์ และมีเม็ดเลือดแดงที่หน้าตาสวยงามขึ้น ☺ ขอขอบคุณ พี่พร พี่เหมียว และพี่ๆเจ้าหน้าที่คณะรัฐศาสตร์ทุกคน ที่คอยอํานวยความ สะดวกและให้คําแนะนําแก่พวกเราเสมอมา ☺ ขอขอบคุณ ทีมงานกองบรรณาธิการเม็ดเลือดแดง ที่ช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานนี้ขึ้นมา

☺ ขอขอบคุ ณ พี่ ๆ เพื่ อ นๆ น้ อ งๆ ชาวสิ ง ห์ แ ดงทุ ก คน สํ า หรั บ การคํ า ตอบอั น มาจาก ความหวังที่น่ารักของคุณ ☺ ขอขอบคุณ ผู้อ่านทุกท่านที่ยังรอคอยและติดตามผลงานของเม็ดเลือดแดงมาโดยตลอด ☺ สุดท้ายขอบคุณ “ความหวัง” ที่เป็นแรงผลัดดันให้ชีวิตได้เดินก้าวไป… …………………………………………………………………………………………………………

48


สามัคคี ประเพณี เปนพี่นอง สามัคคี ประเพณี เปนพี่นอง สามัคคี ประเพณี เปนพี่นอง



เม็ดเลือดแดง ฉบับที่ 13 "หวังว่าจะ"