Issuu on Google+

1

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบสารสนเทศ (Information system) หมายถึง ระบบที่ประกอบด้ วยส่วนต่างๆ ได้ แก่ ระบบคอมพิวเตอร์ ทงฮาร์ ั ้ ดแวร์ ซอฟท์แวร์ ระบบเครื อข่าย ฐานข้ อมูล ผู้พฒ ั นาระบบ ผู้ใช้ ระบบ พนักงานที่ เกี่ยวข้ อง และ ผู้เชี่ยวชาญในสาขา ทุกองค์ประกอบนี ้ทำางานร่วมกันเพื่อกำาหนด รวบรวม จัดเก็บข้ อมูล ประมวลผลข้ อมูลเพื่อสร้ างสารสนเทศ และส่งผลลัพธ์หรื อสารสนเทศที่ได้ ให้ ผ้ ใู ช้ เพื่อช่วยสนับสนุนการ ทำางาน การตัดสินใจ การวางแผน การบริหาร การควบคุม การวิเคราะห์และติดตามผลการดำาเนินงานของ องค์กร ระดับของผู้ใช้ ระบบสารสนเทศ ระดับของผู้ใช้ ระบบสารสนเทศแบ่งตามลักษณะการบริ หารจัดการได้ 3 ระดับดังนี ้ - ระดับสูง (Top Level Management) กลุม่ ของผู้ใช้ ระดับนี ้จะเกี่ยวข้ องกับ ผู้บริ หาร ระดับสูง มีหน้ าที่กำาหนดและวางแผนกลยุทธ์ขององค์กรเพื่อนำาไปสูเ่ ป้าหมาย โดยมีทงสารสนเทศภายใน ั้ และสารสนเทศภายนอก เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ มสถานการณ์โดยรวม ซึง่ ระบบสารสนเทศในระดับนี ้ต้ อง ออกแบบให้ ง่ายและสะดวกต่อการใช้ งาน ไม่มีความซับซ้ อนหรื อยุง่ ยาก แสดงผลทางด้ านกราฟฟิ คบ้ าง ต้ องตอบสนองที่รวดเร็วและทันท่วงทีด้วยเช่นกัน - ระดับกลาง (Middle Level Management) เกี่ยวข้ องกับกลุ่มผู้ใช้ งานระดับการ บริ หารและจัดการองค์กร ซึง่ มีหน้ าที่รับนโยบายมาจากผู้บริ หารระดับสูง นำามาสานต่อให้ บรรลุตามเป้า หมายที่กำาหนดไว้ ด้ วยการใช้ หลักบริหารและจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบสารสนเทศที่ใช้ มกั ได้ มา จากแหล่งข้ อมูลภายใน ระบบสารสนเทศจึงต้ องมีการจัดอันดับทางเลือกแบบต่างๆไว้ โดยเลือกใช้ คา่ ทาง สถิติช่วยพยากรณ์หรือทำานายทิศทางไว้ ด้วย หากระดับของการตัดสินใจนันมี ้ ความซับซ้ อนหรื อยุง่ ยากมาก เกินไป - ระดับปฏิบัตกิ าร (Operation Level Management) ผู้ใช้ กลุม่ นี ้จะเกี่ยวข้ องกับการผลิต หรื อการปฏิบตั ิงานหลักขององค์กร เช่น การผลิตหรื อประกอบสินค้ า งานทัว่ ไปที่ไม่จำาเป็ นต้ องใช้ การ วางแผนหรื อระดับการตัดสินใจมากนัก ข้ อมูลหรื อสารสนเทศในระดับนี ้ จะถูกนำาไปประมวลผลในระดับ กลางและระดับสูงต่อไป


ประเภทของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ปั จจุบนั จะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร กับระบบสารสนเทศ และเทคโนโลยีสารสนเทศชัดเจนมาก ขึ ้น และเนื่องจากการบริหารงานในองค์กรมีหลายระดับ กิจกรรมขององค์กรแต่ละประเภทอาจจะแตกต่าง กัน ดังนันระบบสารสนเทศของแต่ ้ ละองค์กรอาจแบ่งประเภทแตกต่างกันออกไป พิจารณาจำาแนกระบบสารสนเทศตามการสนับสนุนระดับการทำางานในองค์กร จะแบ่งระบบ สารสนเทศได้ เป็ น 6 ประเภท ดังนี ้ (Laudon & Laudon, 2001) 1. ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems - TPS) เป็ น ระบบที่ทำาหน้ าที่ในการปฏิบตั ิงานประจำา ทำาการบันทึกจัดเก็บ ประมวลผลรายการที่เกิดขึ ้นในแต่ละวัน โดยใช้ ระบบคอมพิวเตอร์ทำางานแทนการทำางานด้ วยมือ ทังนี ้ ้เพื่อที่จะทำาการสรุปข้ อมูลเพื่อสร้ างเป็ น สารสนเทศ ระบบประมวลผลรายการนี ้ ส่วนใหญ่จะเป็ นระบบที่เชื่อมโยงกิจการกับลูกค้ า ตัวอย่าง เช่น ระบบการจองบัตรโดยสารเครื่องบิน ระบบการฝากถอนเงินอัตโนมัติ เป็ นต้ น ในระบบต้ องสร้ างฐานข้ อมูลที่ จำาเป็ น ระบบนี ้มักจัดทำาเพื่อสนองความต้ องการของผู้บริ หารระดับต้ นเป็ นส่วนใหญ่เพื่อให้ สามารถปฏิบตั ิ งานประจำาได้ ผลลัพธ์ของระบบนี ้ มักจะอยูใ่ นรูปของ รายงานที่มีรายละเอียด รายงานผลเบื ้องต้ น 2. ระบบสำานักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems- OAS) เป็ นระบบที่ สนับสนุนงานในสำานักงาน หรืองานธุรการของหน่วยงาน ระบบจะประสานการทำางานของบุคลากรรวมทัง้ กับบุคคลภายนอก หรือหน่วยงานอื่น ระบบนี ้จะเกี่ยวข้ องกับการจัดการเอกสาร โดยการใช้ ซอฟท์แวร์ ด้าน การพิมพ์ การติดต่อผ่านระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็ นต้ นผลลัพธ์ของระบบนี ้ มักอยูใ่ นรูปของเอกสาร กำาหนดการ สิ่งพิมพ์ 3. ระบบงานสร้ างความรู้ (Knowledge Work Systems - KWS) เป็ นระบบที่ช่วย สนับสนุน บุคลากรที่ทำางานด้ านการสร้ างความรู้เพื่อพัฒนาการคิดค้ น สร้ างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ บริ การใหม่ ความรู้ใหม่เพื่อนำาไปใช้ ประโยชน์ในหน่วยงาน หน่วยงานต้ องนำาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ ามาสนับสนุน ให้ การพัฒนาเกิดขึ ้นได้ โดยสะดวก สามารถแข่งขันได้ ทงในด้ ั ้ านเวลา คุณภาพ และราคา ระบบต้ องอาศัย แบบจำาลองที่สร้ างขึ ้น ตลอดจนการทดลองการผลิตหรื อดำาเนินการ ก่อนที่จะนำาเข้ ามาดำาเนินการจริ งใน ธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี ้ มักอยูใ่ นรูปของ สิ่งประดิษฐ์ ตัวแบบ รูปแบบ เป็ นต้ น


3

4. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information SystemsMIS) เป็ นระบบสารสนเทศสำาหรับผู้ปฏิบตั ิงานระดับกลาง ใช้ ในการวางแผน การบริ หารจัดการ และการ ควบคุม ระบบจะเชื่อมโยงข้ อมูลที่มีอยูใ่ นระบบประมวลผลรายการเข้ าด้ วยกัน เพื่อประมวลและสร้ าง สารสนเทศที่เหมาะสมและจำาเป็ นต่อการบริ หารงาน ตัวอย่าง เช่น ระบบบริ หารงานบุคลากร ผลลัพธ์ของ ระบบนี ้ มักอยูใ่ นรูปของรายงานสรุป รายงานของสิ่งผิดปกติ 5. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems – DSS) เป็ นระบบที่ ช่วยผู้บริ หารในการตัดสินใจสำาหรับปั ญหา หรื อที่มีโครงสร้ างหรื อขันตอนในการหาคำ ้ าตอบที่แน่นอนเพียง บางส่วน ข้ อมูลที่ใช้ ต้องอาศัยทังข้ ้ อมูลภายในกิจการและภายนอกกิจการประกอบกัน ระบบยังต้ อง สามารถเสนอทางเลือกให้ ผ้ บู ริหารพิจารณา เพื่อเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สดุ สำาหรับสถานการณ์นนั ้ หลักการของระบบ สร้ างขึ ้นจากแนวคิดของการใช้ คอมพิวเตอร์ ช่วยการตัดสินใจ โดยให้ ผ้ ใู ช้ โต้ ตอบโดยตรง กับระบบ ทำาให้ สามารถวิเคราะห์ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและกระบวนการพิจารณาได้ โดยอาศัยประสบการณ์ และ ความสามารถของผู้บริหารเอง ผู้บริหารอาจกำาหนดเงื่อนไขและทำาการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ ไป จนกระทัง่ พบสถานการณ์ที่เหมาะสมที่สดุ แล้ วใช้ เป็ นสารสนเทศที่ช่วยตัดสินใจ รูปแบบของผลลัพธ์ อาจ จะอยูใ่ นรูปของ รายงานเฉพาะกิจ รายงานการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ การทำานาย หรื อ พยากรณ์เหตุการณ์ 6. ระบบสารสนเทศสำาหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information System EIS) เป็ นระบบที่สร้ างสารสนเทศเชิงกลยุทธ์สำาหรับผู้บริ หารระดับสูง ซึง่ ทำาหน้ าที่กำาหนดแผนระยะยาว และเป้าหมายของกิจการ สารสนเทศสำาหรับผู้บริ หารระดับสูงนี ้จำาเป็ นต้ องอาศัยข้ อมูลภายนอกกิจกรรม เป็ นอย่างมาก ยิ่งในยุคปั จจุบนั ที่เป็ นยุค Globalization ข้ อมูลระดับโลก แนวโน้ มระดับสากลเป็ น ข้ อมูลที่จำาเป็ นสำาหรับการแข่งขันของธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี ้ มักอยูใ่ นรูปของการพยากรณ์ /การคาด การณ์กระบวนการจัดระบบสารสนเทศ

ขั้น ตอนการจัด ระบบสารสนเทศ


นักวิชาการหลายท่านได้ เสนอแนวคิดตามรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการจัดระบบสารเทศ ที่ผ้ ู เขียนได้ รวบรวมอันความสำาคัญดังที่ อำารุง จันทวานิช และคณะ (2529 : 19) กล่าวว่า ในการผลิต สารสนเทศนันไม่ ้ วา่ จะใช้ เครื่องมือประกอบการผลิต กระบวนการผลิตสารสนเทศมี 9 ขันตอนในการผลิ ้ ต อาจใช้ ทกุ วิธีหรืออาจทำาง่ายๆ โดยวิธีใดวิธีหนึง่ ซึง่ เป็ นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบข้ อมูลที่มีอยูเ่ ดิมเท่านันตาม ้ ขันตอนดั ้ งนี ้ 1) การรวบรวม(Capturing) เป็ นการดำาเนินการเพื่อเก็บรวบรวมและบันทึกข้ อมูลให้ อยูใ่ นรูปแบบใดรูปแบบหนึง่ เพื่อการประมวลผลการรวบรวมข้ อมูลทำาได้ หลายวิธีการ คือ

(1) การรวบรวมข้ อมูลโดยวิธีสังเกต (2) การรวบรวมข้ อมูลจากการสัมภาษณ์ (3) การรวบรวมข้ อมูลโดยวิธีส่งแบบสอบถาม (4) การรวบรวมข้ อมูลโดยวิธีการใช้ แบบสำารวจ (5) การรวบรวมข้ อมูลโดยวิธีการทดสอบ

2) การตรวจสอบ(Verification)เป็ นการจัดหารายการข้ อมูลที่ยงั มีความผิดพลาด ลักษณะคล้ ายการทำาความสะอาดวัตถุดิบก่อนนำาเข้ าสูร่ ะบบการผลิตความผิดพลาดที่เกิดขึ ้นบ่อยๆเสมอ เช่น (1) ความผิดพลาดจากการเขียนเลขผิด (2) ความผิดพลาดที่เกิดขึ ้นจากการเขียนตัวเลขสลับตำาแหน่ง


5

3) การจำาแนก ( Classfication) เป็ นการกำาหนดหรื อแบ่งประเภทข้ อมูลเป็ นหมวด

หมู่ หรื อเป็ นกลุม่ ตามคุณสมบัติของข้ อมูลในลักษณะที่เหมาะสม จำาแนกข้ อมูลในลักษณะที่ยอ่ กว่าเดิม เข้ าใจง่าย ใช้ เวลาในการค้ นคว้ าน้ อย ควรนำารหัสข้ อมูลมาใช้

4) การจัดเรียงลำาดับ (Arranging/Sorting) เป็ นการวางโครงสร้ างของแฟ้มข้ อมูล

(Data) ซึง่ มักประกอบด้ วยทะเบียนข้ อมูล (Record) หรื อรายการข้ อมูลมีแบบฟอร์ มหรื อตารางที่ กำาหนดไว้ ตามโครงสร้ างของการจำาแนกข้ อมูลนัน้

5) การสรุ ป (Summarizing) เป็ นการดำาเนินการสรุปเพื่อให้ ข้อมูลมีความหมายขัน้

พื ้นฐาน โดยการรวบรวมยอดของข้ อมูลแต่ละรายการในระดับต่างๆ เป็ นแฟ้มสรุประดับอำาเภอกลุ่มโรงเรี ยน ระดับจังหวัด เพื่อเตรียมการคำานวณหาค่าดัชนีหรื อสารสนเทศขันต่ ้ อไป

6) การคำานวณ (Calculation) เป็ นขันตอนสำ ้ าคัญที่จะจัดกระทำาข้ อมูลให้ เป็ นสารสนเทศโดยอาศัย กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระทำากับข้ อมูลในรูปสัมพันธ์ เช่นอัตราส่วน(Ratio) สัดส่วน (Proportion) และเลขดัชนี (Index number) เป็ นต้ น


7) การจัดเก็บ (Storing) เป็ นการจัดเก็บทังที ้ ่เป็ นข้ อมูลพื ้นฐาน และสารสนเทศไว้ ในสื่อต่างๆ ทังเป็ ้ น ระบบการจัดกระทำาด้ วยมือ ซึง่ จัดเก็บโดยใช้ ระบบแฟ้มหรื อเอกสาร

และระบบจัดกระทำาด้ วยเครื่ อง

คอมพิวเตอร์ ซึง่ จัดเก็บโดยใช้ สื่อการจัดเก็บหลายชนิด เช่น บัตรเจาะรู แผ่นแม่เหล็ก เทปแม่เหล็ก เทป กระดาษ จานแม่เหล็กเพื่อให้ งา่ ยต่อการจัดเก็บ และการให้ การบริ การอย่างมีประสิทธิภาพทันต่อความ ต้ องการของผู้ใช้ จงึ แบ่งข้ อมูลออกเป็ น 7 ประเภท ดังนี ้

(1) แฟ้มข้ อมูลหลัก (Master files) เป็ นแฟ้มชนิดที่บรรจุข้อมูลหลักข้ อมูลพื ้นฐานทางการ ศึกษา ซึง่ อาจจะแบ่งเป็ นหลายแฟ้มตามการจำาแนกประเภทข้ อมูล เช่น แฟ้มข้ อมูลนักเรี ยน แฟ้มข้ อมูลครู แฟ้มข้ อมูลบุคลากร แฟ้มข้ อมูลงบประมาณ แฟ้มข้ อมูลสิ่งอำานวยความสะดวก แฟ้มข้ อมูลแผนการเรี ยน

(2) แฟ้มข้ อมูลย่อย (Transaction files) เป็ นแฟ้มที่รวบรวมข้ อมูลใหม่ลา่ สุด

สำาหรับการปรับปรุงข้ อมูลในแฟ้มข้ อมูลหลักให้ เป็ นปั จจุบนั ข้ อมูลประเภทนี ้รวบรวมได้ จากเอกสาร การลง ทะเบียน การโยกย้ ายบุคลากร ซึง่ เป็ นข้ อมูลที่เปลี่ยนแปลงได้

(3) แฟ้มดัชนี (Index files) เป็ นแฟ้มเก็บดัชนีซงึ่ ใช้ สำาหรับชี ้ที่อยูข่ องทะเบียน

ข้ อมูลว่าอยูใ่ นส่วนไหนของแฟ้มข้ อมูลหลัก

(4) แฟ้มตารางอ้ างอิง (Table files) เป็ นแฟ้มข้ อมูลที่ใช้ อ้างอิงได้ แน่นอนตัวอย่างเช่น ตารางบัญชีเงินเดือน คาบการเรียนการสอน โปรแกรมการศึกษาหลักสูตรของ แต่ละระดับแฟ้มประเภทนี ้ มีหน้ าที่ในการตรวจสอบความถูกต้ องของข้ อมูล


7

(5) แฟ้มข้ อมูลสรุป (Summarized of report files) เป็ นแฟ้มข้ อมูลรวบรวมข้ อสรุป ต่างๆ ที่รวบรวมจากแฟ้มข้ อมูลหลักซึง่ ทำาให้ มีความหมายมากขึ ้น รวมทังสารสนเทศ ้ ที่คำานวณได้ ในรูป ดัชนีทางการศึกษาต่างๆ แฟ้มข้ อมูลประเภทนี ้มีประโยชน์สำาหรับการเตรี ยมเสนอรายงาน ต่อไป

(6) แฟ้มข้ อมูลเก่า (Archival of history files) เป็ นแฟ้มข้ อมูลย่อยหลังจาก

ปั จจุบนั ไป 5-10 ปี แต่ความจำาเป็ นแฟ้มข้ อมูลประเภทนี ้ใช้ ประโยชน์เป็ นพื ้นฐานในการทำารายงานการ ศึกษาเปรี ยบเทียบการเขียนกราฟดูแนวโน้ มรวมทังการคำ ้ านวณการคาดประมาณ

(7) แฟ้มสำารอง (Back up files) เป็ นแฟ้มข้ อมูลในระบบการจัด เพื่อพิจารณา

ในด้ านการบำารุงรักษาแฟ้มข้ อมูล (Maintenance) และความปลอดภัย (Security) จำาเป็ นต้ องมี ระบบสำารองข้ อมูล เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ ้นจากการชำารุดหรื อสูญหายของข้ อมูลในแฟ้มข้ อมูลที่ สำาคัญ

8) การเรียกใช้ (Retrieving) เป็ นกระบวนการค้ นหาและดึงข้ อมูลที่ต้องการจากสื่อ

ที่ใช้ เพื่อปรับปรุงข้ อมูลให้ เป็ นปั จจุบนั หรือเพื่อให้ บริ การและตอบคำาถามแก่ผ้ ใู ช้ 9) การเผยแพร่ (Disseminating) เป็ นการเผยแพร่สารสนเทศให้ กบั ผู้ใช้ ในรูป แบบต่างๆ ทังในแบบเอกสาร ้ หรือการแสดงบนจอภาพ โดยใช้ เครื่ องคอมพิวเตอร์


การจัดสารสนเทศในด้ านการดำาเนินงานตามหน้ าที่ของระบบสารสนเทศ 4 ขัน้ ตอน ดังนี ้

1) การเก็บรวบรวมข้ อมูล (Data collection) หมายถึงการดำาเนินการตามภารกิจดัง ต่อไปนี ้

(1) การสำารวจวัตถุประสงค์และความต้ องการสารสนเทศจากผู้ใช้

(2) การปรับปรุงแบบที่ใช้ ในการรวบรวมข้ อมูล

(3) การคัดเลือกข้ อมูลจากแบบรายงาน

(4) การพิจารณาเพิ่มเติมแหล่งในการจัดเก็บข้ อมูล

(5) จำาแนกหมวดหมูข่ ้ อมูลที่รวบรวมได้

(6) กำาหนดเวลาในการเก็บข้ อมูลแต่ละชนิด

(7) ดำาเนินการจัดเก็บข้ อมูล

(8) การมอบหมายบุคคลให้ มีหน้ าที่ในการดำาเนินการ


9

2) การประมวลผลข้ อมูล (Data Processing) หมายถึง การจัดประมวลผลหรื อวิเคราะห์ ผลที่เก็บข้ อมูลรักษาไว้ ให้ ผ้ บู ริหารประกอบการตัดสินใจ รวมทังการประมวลผลตามความต้ ้ องการของผู้ใช้ เป็ นการเฉพาะเรื่ อง วิธีการประมวลผลอาจกระทำาด้ วยมือ หรื อเครื่ องกลเป็ นกระบวนการในการ เปลี่ยนแปลงข้ อมูลให้ เป็ นสารสนเทศที่กำาหนดไว้

3) การเก็บรักษาข้ อมูล (Data storing) หมายถึง การดำาเนินการดังนี ้

(1) การคัดเลือกข้ อมูลไว้ ในสื่อต่างๆ

(2) การจำาแนกตามหมวดหมูข่ องข้ อมูลเรียงลำาดับ

(3) การแก้ ไข และจัดกระทำาข้ อมูลให้ เป็ นปั จจุบนั

(4) การจัดระบบข้ อมูล

3) การเก็บรักษาข้ อมูล (Data storing) หมายถึง การกำาหนดชนิดและรูปแบบของสารสนเทศ เพื่อนำาเสนอตามความเหมาะสมในการนำาไปใช้ ซึง่ ประกอบสื่อการนำาเสนอวิธีการนำาเสนอ และระยะเวลา ในการนำาเสนอโดยสรุปกระบวนการจัดระบบสารสนเทศ ประกอบด้ วยส่วนที่มีความสำาคัญ คือการรวบรวม ข้ อมูลการบันทึกข้ อมูลการตรวจสอบข้ อมูลหรื อการการประมวลผลข้ อมูลซึง่ อาจกระทำาได้ โดยใช้ มือหรื อใช้ เครื่ องคอมพิวเตอร์ เพื่อเป็ นการคัดเลือกจำาแนกแก้ ไขข้ อมูลให้ เป็ นปั จจุบนั ตลอดจนการจัดระบบข้ อมูล และ สามารถนำาเสนอข้ อมูลเมื่อมีการใช้ ทงในด้ ั ้ านการบริ การการพัฒนาระบบสารสนเทศ


องค์ ประกอบของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ คือส่วนต่าง ๆ ที่ทำาให้ ระบบสารสนเทศทำางานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ มี 5 ส่วนคือ

1.บุคคลากร 2.ซอฟต์แวร์ 3. ฮาร์ ดแวร์ 5.ระเบียบปฏิบตั ิการ 6.ข้ อมูล

ซอฟต์ แวร์ ระบบ ซอฟต์แวร์ ระบบ หรือ system software คือซอฟต์แวร์ คอมพิวเตอร์ ใด ๆ ก็ตามที่ทำาหน้ าที่จดั การ และควบคุมฮาร์ ดแวร์ ซึง่ ทำาให้ ซอฟต์แวร์ ประยุกต์สามารถทำางานได้ . ระบบปฏิบตั ิการ เช่น Microsoft Windows, Mac OS X, Linux ฯลฯ นับเป็ นซอฟต์แวร์ ระบบที่ร้ ูจกั กันดี. คำาว่าซอฟต์แวร์ ระบบนี ้ แตกต่างจาก ซอฟต์แวร์ ประยุกต์ (application software) ซึง่ เป็ นโปรแกรมที่ผ้ ใู ช้ ทวั่ ไป (end user) ใช้ ในการทำางานเฉพาะอย่างเพื่อเพิ่มผลิตภาพ เช่น โปรแกรมประมวลผลคำา, โปรแกรมตกแต่งรูป

ระบบปฏิบตั กิ าร SkyOS เป็ นระบบปฏิบตั ิการสมัยใหม่ที่เขียนขึ ้นสำาหรับสถาปั ตยกรรม x86 โดยนาย Robert Szeleney และพวก SkyOS (อ่าน สกายโอเอส)


11

ซอฟต์ แวร์ ประยุกต์ ซอฟต์แวร์ ประยุกต์ (application software) เป็ นซอฟต์แวร์ ประเภทหนึง่ ที่ใช้ ความสามารถของ คอมพิวเตอร์ โดยตรงเพื่อทำาในสิ่งที่ผ้ ใู ช้ ต้องการ แตกต่างจาก ซอฟต์แวร์ ระบบตรงที่ของซอฟต์แวร์ ระบบจะ รวมหน่วยความสามารถของคอมพิวเตอร์ เข้ าด้ วยกันให้ พร้ อมทำางานได้ แต่ยงั ไม่ได้ ประยุกต์เข้ ากับการแก้ ปั ญหาตามความต้ องการของผู้ใช้ โดยตรง ตัวอย่าง ซอฟต์แวร์ ประยุกต์ ได้ แก่

โปรแกรมประมวลผลคำา (word processing) เช่น Micosoft Word, OpenOffice Writer เป็ นต้ น โปรแกรมตารางงาน (spreadsheet) เช่น Microsoft Excel, OpenOffice Calc เป็ นต้ น โปรแกรมนำาเสนอ (presentation) เช่น Microsoft Powerpoint, Openoffice Impress เป็ นต้ น

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนันอาจกล่ ้ าวได้ วา่ ประกอบขึ ้นจากเทคโนโลยีสองสาขาหลักคือ เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม สำาหรับรายละเอียดพอสังเขปของแต่ละเทคโนโลยีมีดงั ต่อ ไปนี ้คือ 1. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ เป็ นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถจดจำาข้ อมูลต่าง ๆ และปฏิบตั ิตามคำาสัง่ ที่บอก เพื่อ ให้ คอมพิวเตอร์ ทำางานอย่างใดอย่างหนึง่ ให้ คอมพิวเตอร์ นนประกอบด้ ั้ วยอุปกรณ์ตา่ ง ๆ ต่อเชื่อมกันเรี ยก ว่า ฮาร์ ดแวร์ (Hardware) และอุปกรณ์ฮาร์ ดแวร์ นี ้จะต้ องทำางานร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรื อที่ เรี ยกกันว่า ซอฟต์แวร์ (Software) (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี 2546: 4)


ฮาร์ ดแวร์ ประกอบด้ วย 5 ส่วน คือ Ÿ อุปกรณ์รับข้ อมูล (Input) เช่น แผงแป้นอักขระ (Keyboard), เมาส์, เครื่ องตรวจ กวาดภาพ (Scanner), จอภาพสัมผัส (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เครื่ อง อ่านบัตรแถบแม่เหล็ก (Magnetic Strip Reader), และเครื่ องอ่านรหัสแท่ง (Bar Code Reader) Ÿ อุปกรณ์สง่ ข้ อมูล (Output) เช่น จอภาพ (Monitor), เครื่ องพิมพ์ (Printer), และเทอร์ มินลั Ÿ หน่วยประมวลผลกลาง จะทำางานร่วมกับหน่วยความจำาหลักในขณะคำานวณหรื อประมวลผล โดยปฏิบตั ิหน้ าที่ตามคำาสัง่ ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการดึงข้ อมูลและคำาสัง่ ที่เก็บไว้ ไว้ ในหน่วยความ จำาหลักมาประมวลผล Ÿ หน่วยความจำาหลัก มีหน้ าที่เก็บข้ อมูลที่มาจากอุปกรณ์รับข้ อมูลเพื่อใช้ ในการคำานวณ และ ผลลัพธ์ของการคำานวณก่อนที่จะส่งไปยังอุปกรณ์สง่ ข้ อมูล รวมทังการเก็ ้ บคำาสัง่ ขณะกำาลังประมวลผล Ÿ หน่วยความจำาสำารอง ทำาหน้ าที่จดั เก็บข้ อมูลและโปรแกรมขณะยังไม่ได้ ใช้ งาน เพื่อการใช้ ใน อนาคต ซอฟต์แวร์ เป็ นองค์ประกอบที่สำาคัญและจำาเป็ นมากในการควบคุมการทำางานของเครื่ อง คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกได้ เป็ น 2 ประเภท คือ Ÿ ซอฟต์แวร์ ระบบ มีหน้ าที่ควบคุมอุปกรณ์ตา่ ง ๆ ภายในระบบคอมพิวเตอร์ และเป็ นตัวกลาง ระหว่างผู้ใช้ กบั คอมพิวเตอร์ หรือฮาร์ ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ระบบสามารถแบ่งเป็ น 3 ชนิดใหญ่ คือ 1. โปรแกรมระบบปฏิบัตกิ าร ใช้ ควบคุมการทำางานของคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์พว่ งต่อกับ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้ กนั ในปั จจุบนั เช่น UNIX, DOS, Microsoft Windows


13

2. โปรแกรมอรรถประโยชน์ ใช้ ช่วยอำานวยความสะดวกแก่ผ้ ใู ช้ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ใน ระหว่างการประมวลผลข้ อมูลหรือในระหว่างที่ใช้ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้ กนั ใน ปั จจุบนั เช่น โปรแกรมเอดิเตอร์ (Editor) 3. โปรแกรมแปลภาษา ใช้ ในการแปลความหมายของคำาสัง่ ที่เป็ นภาษาคอมพิวเตอร์ ให้ อยู่ ในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์ เข้ าใจและทำางานตามที่ผ้ ใู ช้ ต้องการ Ÿ ซอฟต์ แวร์ ประยุกต์ เป็ นโปรแกรมที่เขียนขึ ้นเพื่อทำางานเฉพาะด้ านตามความต้ องการ ซึง่ ซอฟต์แวร์ ประยุกต์นี ้สามารถแบ่งเป็ น 3 ชนิด คือ 1. ซอฟต์ แวร์ ประยุกต์ เพื่องานทั่วไป เป็ นซอฟต์แวร์ ที่สร้ างขึ ้นเพื่อใช้ งานทัว่ ไปไม่เจาะจง ประเภทของธุรกิจ ตัวอย่าง เช่น Word Processing, Spreadsheet, Database Management เป็ นต้ น 2. ซอฟต์ แวร์ ประยุกต์ เฉพาะงาน เป็ นซอฟต์แวร์ ที่สร้ างขึ ้นเพื่อใช้ ในธุรกิจเฉพาะ ตามแต่ วัตถุประสงค์ของการนำาไปใช้ 3. ซอฟต์ แวร์ ประยุกต์ อ่ นื ๆ เป็ นซอฟต์แวร์ ที่เขียนขึ ้นเพื่อความบันเทิง และอื่น ๆ นอกเหนือ จากซอฟต์แวร์ ประยุกต์สองชนิดข้ างต้ น ตัวอย่าง เช่น Hypertext, Personal Information Management และซอฟต์แวร์ เกมต่าง ๆ เป็ นต้ น

2. เทคโนโลยีส่ ือสารโทรคมนาคม เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ใช้ ในการติดต่อสื่อสารรับ/ส่งข้ อมูลจากที่ไกล ๆ เป็ นการส่งของข้ อมูล ระหว่างคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องมือที่อยูห่ ่างไกลกัน ซึง่ จะช่วยให้ การเผยแพร่ข้อมูลหรื อสารสนเทศไปยังผู้ใช้ ในแหล่งต่าง ๆ เป็ นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้ อง ครบถ้ วน และทันการณ์ ซึง่ รูปแบบของข้ อมูลที่รับ /ส่ง อาจเป็ นตัวเลข (Numeric Data) ตัวอักษร (Text) ภาพ (Image) และเสียง (Voice)


เทคโนโลยีที่ใช้ ในการสื่อสารหรือเผยแพร่สารสนเทศ ได้ แก่ เทคโนโลยีที่ใช้ ในระบบโทรคมนาคมทังชนิ ้ ดมี สายและไร้ สาย เช่น ระบบโทรศัพท์, โมเด็ม, แฟกซ์, โทรเลข, วิทยุกระจายเสียง, วิทยุโทรทัศน์ เคเบิ ้ลใย แก้ วนำาแสง คลื่นไมโครเวฟ และดาวเทียม เป็ นต้ น สำาหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบพื ้นฐาน 3 ส่วน ได้ แก่ ต้ นแหล่งของ ข้ อความ (Source/Sender), สื่อกลางสำาหรับการรับ/ส่งข้ อความ (Medium), และส่วนรับ ข้ อความ (Sink/Decoder) ดังแผนภาพต่อไปนี ้ คือ ต้ นแหล่งของข้ อความ จุดรับข้ อความ สื่อกลาง แผนภาพแสดงกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคม

นอกจากนี ้ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจำาแนกตามลักษณะการใช้ งานได้ เป็ น 6 รูปแบบ ดังนี ้ต่อ ไปนี ้ คือ 1.

เทคโนโลยีท่ใี ช้ ในการเก็บข้ อมูล เช่น ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศ, กล้ องดิจทิ ลั , กล้ องถ่าย

วีดีทศั น์, เครื่ องเอกซเรย์ ฯลฯ 2.

เทคโนโลยีท่ใี ช้ ในการบันทึกข้ อมูล จะเป็ นสื่อบันทึกข้ อมูลต่าง ๆ เช่น เทปแม่เหล็ก, จานแม่

เหล็ก, จานแสงหรือจานเลเซอร์ , บัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ 3.

เทคโนโลยีท่ใี ช้ ในการประมวลผลข้ อมูล ได้ แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ทงฮาร์ ั ้ ดแวร์ และ

ซอฟต์แวร์ 4.

เทคโนโลยีท่ใี ช้ ในการแสดงผลข้ อมูล เช่น เครื่ องพิมพ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ

5.

เทคโนโลยีท่ใี ช้ ในการจัดทำาสำาเนาเอกสาร เช่น เครื่ องถ่ายเอกสาร, เครื่ องถ่ายไมโครฟิ ล์ม


15

6.

เทคโนโลยีสาำ หรับถ่ ายทอดหรือสื่อสารข้ อมูล ได้ แก่ ระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ ,

วิทยุกระจายเสียง, โทรเลข, เทเล็กซ์ และระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ทงระยะใกล้ ั้ และไกล

ลักษณะของข้ อมูลหรื อสารสนเทศที่ส่งผ่ านระบบคอมพิวเตอร์ และ การสื่อสาร ดังนี ้ ข้ อมูลหรือสารสนเทศที่ใช้ กนั อยูท่ วั่ ไปในระบบสื่อสาร เช่น ระบบโทรศัพท์ จะมีลกั ษณะของ สัญญาณเป็ นคลื่นแบบต่อเนื่องที่เราเรียกว่า "สัญญาณอนาลอก" แต่ในระบบคอมพิวเตอร์ จะแตกต่างไป เพราะระบบคอมพิวเตอร์ ใช้ ระบบสัญญาณไฟฟ้าสูงต่าำ สลับกัน เป็ นสัญญาณที่ไม่ตอ่ เนื่อง เรี ยกว่า "สัญญาณดิจิตอล" ซึง่ ข้ อมูลเหล่านันจะส่ ้ งผ่านสายโทรศัพท์ เมื่อเราต้ องการส่งข้ อมูลจากคอมพิวเตอร์ เครื่ องหนึง่ ไปยังเครื่องอื่น ๆ ผ่านระบบโทรศัพท์ ก็ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยแปลงสัญญาณเสมอ ซึง่ มีชื่อเรี ยก ว่า "โมเด็ม" (Modem)


ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ