Issuu on Google+


สวัสดีทุกคนครับ เราจะขอนําคุณผู้อ่านไปจักกับคําว่ า “ทฤษฏีโน้ ตดนตรี สากล” โดยทฤษฏีโน้ ตดนตรีสากล โดยทําขึน้ เพือ่ ใช้ อาํ นวยความสะดวกต่ อใน การบันทึกตัวโน้ ต และให้ มีความถูกต้ องเป็ นสากลเหมือนกันมากขึน้ โดย การทํา หน้ าที่ และ ความสํ าคัญของแต่ ละตัวโน้ ตจะแตกต่ างกันไป เพียงแค่การบันทึก สั ญลักษณ์ กส็ ามารถทําให้ เกิดการบรรเลงเพลงที่ไพเราะขึน้ มาได้ ในการทําทฤษฏีโน้ ตสากลขึน้ มานั้นทางเราหวังว่ าคงจะมีประโยชน์ ไม่ มาก ก็น้อยแก่ตัวผู้อ่านและต่ อผู้ที่สนใจ เพือ่ ไปปรับใช้ ให้ เกิดประโยชน์ ต่อไป

จัดทําโดย นายเสฏฐวุฒิ

สุ ดเจริญ

นายอิทธิพล คงพิมลชัย


เรื่อง

หน้ า

รู้จัก...โน้ ตดนตรี

4

บรรทัด 5 เส้ น

5

ระดับเสี ยงต่ างๆ

6

การกําหนดค่าความสั้ นยาวของเสี ยง

7

การแบ่ งห้ องทางดนตรี

8

โน้ ตประจุด

11

เครื่องหมาย Shape & Flat

15

กุญแจประจําหลัก

17

ศึกษาอ้างอิง

19


โน้ ตดนตรี คือ เครื่องหมายที่แทนค่าเสี ยงดนตรีนั่นเองเพือ่ ให้ มีความเป็ น สากลในการบันทึก เช่ น การเขียนหนังสื อให้ คนอ่านหนังสื ออ่าน แต่ โน้ ตใช้ บันทึกดนตรีให้ นักดนตรีเล่น เราจะแบ่ งพิจารณาใน 2 ลักษณะ คือ

- ระดับเสี ยงสู งตํ่าของโน้ ตดังกล่าว โดยสามารถทราบจากระบบ "บรรทัด 5 เส้ น" (staff) - ระยะความสั้ นยาวของเสี ยงดังกล่าวหรือเรียกว่ าจังหวะ โดยจะทราบจาก ลักษณะของตัวโน๊ ต เช่ น โน้ ตตัวกลม ตัวดํา เป็ นต้ น


เกิดจากเส้ นตรง 5 เส้ น ขีดซ้ อนกันในแนวดิ่ง ซึ่งจะบอกให้ ทราบถึงระดับเสี ยง ของดนตรีหรือตัวโน๊ ตนั้นว่ าเป็ นเสี ยงอะไร โดยที่แต่ ละเส้ นและช่ องระหว่ างเส้ นทั้ง 5 นั้นจะมีค่าเสี ยงที่ต่างกันจากเสี ยงตํ่าไปหาสู งถ้ าไล่จากเส้ นล่างไปหาเส้ นบน และจะ กําหนดค่าของเสี ยงด้ วยกุญแจ (Key Signature) สํ าหรับกีตาร์ จะเป็ นกุญแจซอล (treble clef หรือ G-clef) ซึ่งกําหนดให้ เส้ นที่ 2 จากล่างมีค่าเป็ นเสี ยงซอล ดังนั้นจะได้ เสี ยง ประจําเส้ นและช่ องต่ าง ๆ ของ staff ดังนี้

โดยที่ระดับเสี ยงตํ่าจะอยู่ด้านล่างของ staff และเมื่อระดับเสี ยงนั้นสู ง หรือตํ่าเกิน กว่ าในบรรทัด 5 เส้ นปกติ ก็จะเขียนเส้ นขนานเล็ก ๆ ที่ด้านบนเพือ่ บันทึกโน้ ตเมื่อระดับ เสี ยงสู งกว่ าในบรรทัด 5 เส้ นปกติ และในทางตรงกันข้ ามถ้ าระดับเสี ยงตํ่ากว่ าปกติกจ็ ะ เขียนเส้ นดังกล่าวขนานกับบรรทัด 5 เส้ นด้ านล่าง ซึ่งเส้ นดังกล่าวนีเ้ รียกว่ า"เส้ นน้ อย" (Leger Line)


สํ าหรับระดับเสี ยงของดนตรีสากลนั้นมี 7 เสี ยง แทนด้ วยตัวอักษร 7 ตัว แรกของภาษาอังกฤษคือ A, B, C, D, E, F และ G แต่ ในการอ่านจะเริ่มจาก C และอ่าน C = โด , D = เร, E = มี, F = ฟา, G = ซอล, A = ลา, B = ที จากนั้นก็ จะวนกลับไปที่ C (โด) แต่ จะมีระดับเสี ยงที่สูงกว่ า C ตัวแรก (เรียกว่ าเสี ยงสู ง กว่ า 1 อ๊อกเท็ป [Octave] ซึ่งจะกล่าวต่ อไป)


นอกจากระดับเสี ยงแล้วเราต้ องกําหนดความสั้ นยาวของเสี ยงโดยการใช้ สัญลักษณ์ ทางดนตรีอนั ได้ แก่

โน้ ตตัวกลม โน้ ตตัวขาว โน้ ตตัวดํา โน้ ตเขบ็ต 1 ชั้น

หรื อเมื่อมี 2 ตัวติดกันจะเขียน

โน้ ตเขบ็ต 2 ชั้น

หรื อเมื่อมี 2 ตัวติดกันจะเขียน

และอาจจะมีถึงโน้ ตเขบ็ต 3 หรือ 4 ชั้นก็ได้ และอาจจะเขียนตัวโน้ ตกลับหัวก็ได้ ทั้งนีแ้ ล้วแต่ ความเหมาะสมในการเขียน นอกจากสั ญลักษณ์ ที่บอกความสั้ นยาวของเสี ยง ที่เล่นออกมาแล้ว ยังมีสัญลักษณ์ ที่บอกถึงความสั้ นยาวของเสี ยงที่ไม่ ได้ เล่น หรือ กําหนดความสั้ นยาวของการหยุดเสี ยงซึ่งเรียกว่ า "ตัวหยุด" โดยจะแบ่ งเหมือนประเภท แรกแต่ ความหมายตรงกันข้ ามคือประเภทแรกบอกความสั้ นยาวในการเล่นเสี ยงออกมา แต่ ตัวหยุดจะบอกความสั้ นยาวของการหยุดเสี ยงโดยใช้ สัญลักษณ์ ดังนี้


ในการบันทึกโน้ ตดนตรีจะต้ องแบ่ ง Staff ออกเป็ นส่ วน ๆ เท่ า ๆ กันด้ วยเส้ นกั้น แต่ ละห้ องในแนวดิ่งที่เรียกว่ า bar line โดยที่ผลรวมของจังหวะทั้งหมดในแต่ ละห้ อง ต้ องมีความยาวหรือจังหวะเท่ ากัน และ 1 ห้ อง จะเรียกว่ า 1 bar


Time Signature ตอนนีเ้ ราทราบระดับเสี ยงของโน้ ตจาก Staff (C, D, E ฯลฯ) ทราบความสั้ นยาว ของโน้ ตจากลักษณะของตัวโน๊ ต (ตัวดํา,ตัวขาว ฯลฯ) คราวนีเ้ ราจะมารู้จักตัวที่กาํ หนด จังหวะให้ ตัวโน๊ ต โดยที่เมื่อกีเ้ รารู้เพียงอัตราส่ วนของตัวโน๊ ตเท่ านั้นเช่ น ตัวขาวมีความ ยาวเป็ น 1/2 ของตัวกลม แต่ เป็ น 2 เท่ าของตัวดํา แต่ เรายังไม่ รู้ว่าไอ้ความยาวเสี ยงนั้น มันยาวเท่ าไหนถึงเรียกว่ าครบ 1 จังหวะ ซึ่งสิ่ งที่จะกําหนดให้ เราทราบค่าดังกล่าวจาก Time Signature โดยจะเขียนเป็ นตัวเลขเศษส่ วนกัน เช่ น

ความหมายของเลขต่ างๆ - ตัวเลขตัวบน หมายถึง จํานวนจังหวะใน 1 ห้ อง (1 bar) ว่ าใน 1 ห้ องดังกล่าว นั้นมีกจี่ ังหวะนับ เช่ น 2 หมายถึงในห้ องนั้นมี 2 จังหวะนับ ถ้ า 3 คือ มี 3 จังหวะนับใน 1 ห้ อง - ตัวเลขตัวล่าง หมายถึง การกําหนดว่ าจะให้ สัญลักษณ์ โน้ ตประเภทใดมีค่าเป็ น 1 จังหวะ เช่ นเลข 4 จะหมายถึงให้ โน้ ตตัวดํา (quarter note) มีค่าเป็ น 1 จังหวะ และมี ผลให้ โน้ ตตัวขาว (half note) มีค่าเป็ น 2 จังหวะนับ โน้ ตตัวกลม (whole note) มีค่า เป็ น 4 จังหวะนับ และโน้ ตเขบ็ต 1 ชั้น (eighth note) มีค่า 1/2 จังหวะนับ เป็ นต้ น


หรือถ้ าเป็ น 8 หมายถึงให้ โน้ ตเขบ็ต 1 ชั้น (eighth note) มีค่าเป็ น 1 จังหวะ โน้ ตตัวดํา (quarter note) มีค่าเป็ น 2 จังหวะ และมีผลให้ โน้ ตตัวขาว (half note)มีค่าเป็ น 4 จังหวะนับ โน้ ตตัวกลม whole note) มีค่าเป็ น 8 จังหวะนับ และโน้ ตเขบ็ต 2 ชั้น (sixteenth note) มีค่า 1/2 จังหวะนับ เป็ นต้ น


ในบางกรณีทีเราต้ องการให้ ค่าตัวโน้ ตนั้นมีจังหวะยาวขึน้ มาอีก ครึ่งหนึ่งของตัว มันเอง เราจะใช้ จุด (dot) แทนค่าให้ เพิม่ จังหวะอีกครึ่งหนึ่งของตัวเองโดยเขียนจุดไว้ ด้ านข้ างของตัวโน๊ ตที่ต้องการเพิม่ จังหวะ เช่ นเมื่อต้ องการสร้ างโน้ ต 3 จังหวะจากโน้ ต ตัวขาวที่มีค่า 2 จังหวะ(กรณีที่ time signature เป็ น 4/4 โน้ ตตัวขาวมีค่า 2 จังหวะ)เราก็ ประจุดโน้ ตตัวขาวซึ่งมีผลให้ มีจังหวะเพิม่ ขึน้ ครึ่งหนึ่งของ 2 คือ 1รวมเป็ น 3 จังหวะ หรือเท่ ากับโน้ ตตัวดํา 3 ตัว หรือเมื่อให้ โน้ ตตัวดํา(มีความยาว 1 จังหวะ)ประจุดก็จะ หมายถึงจังหวะจะเพิม่ ขึน้ อีกครึ่งหนึ่งของ 1 คือ 1/2 รวมเป็ น 1 1/2 หรือ 1จังหวะครึ่ง นั่นเองซึ่งมีค่าเท่ ากับโน้ ตเขบ็ต 1 ชั้น 3 ตัว ลองดูจากการเปรียบเทียบข่ างล่างนี้


Tied Note สํ าหรับโน้ ตประจุดนั้นจะใช้ เพิม่ จังหวะที่อยู่ในห้ องเดียวกัน แต่ เมื่อต้ องการให้ จังหวะของโน้ ตตัวนั้นยาวข้ ามไปยังอีกห้ องหรืออีก bar หนึ่งนั้นเราจะใช้ สัญลักษณ์ tie หรือเส้ นโยงโน้ ตข้ ามไปอีกห้ องโดยที่โน้ ตตัวที่อยู่ทางท้ ายเส้ นโยงนั้นไม่ ต้องเล่น แต่ เล่น ที่ตัวทางหัวเส้ นโยงแล้วนับจังหวะรวมไปถึงตัวที่อยู่ท้ายเส้ น (ดูจากรูปนะครับแล้วลอง ฝึ กนับในใจดู โดยอาจเคาะมือหรือเท้ าเป็ นจังหวะนับก็ได้ ) อย่ างไรก็ตาม tied note สามารถใช้ ร่วมในห้ องเดียวกันก็ได้ ความหมายก็เช่ นเดียวกันคือเล่นโน้ ตตัวแรกแล้วนับ

หมายเหตุ: ตัว C ที่เห็นอยู่ต่อจากกุญแจซอลนั้นหมายถึง time signature 4/4 ในการเขียน โน้ ตมัก แทนด้ วย C


จากตัวอย่ างข้ างบนจะเห็นมี 2 จุดที่มี tied โน้ ต จุดที่ 1ในห้ องแรก โน้ ตตัว D เป็ นโน้ ตตัวดํามีเส้ นโยงไปยังโน้ ต D ที่เป็ นโน้ ตตัวตําอีกตัว ในเชิงปฏิบัติคุณจะดีดโน้ ต ตัวขาวตัวแรกเสี ยง B นับ 2 จังหวะ จากนั้นดีดโน้ ตตัวที่สอง คือ ตัวดําตัวแรกแต่ เรา จะนับจังหวะรวมกับตัวดําตัวที่สอง(เนื่องมาจากเส้ นโยง)แล้วนับรวมเป็ น 2 จังหวะ ดังนั้นในห้ องแรกคุณจะเล่นโน้ ตแค่ 2 ตัวคือโน้ ต B ตัวขาว และโน้ ต D ตัวดํานับ 2 จังหวะเช่ นกัน และที่จุดที่สองเป็ นการโยงข้ ามห้ องจากห้ องที่สองโน้ ต C ตัวดําไปยังห้ องที่สาม โน้ ต C ตัวขาว หลักการปฏิบัติเช่ นเดียวกับแบบแรกคือเล่นโน้ ต C ตัวดําแต่ นับจังหวะ รวมโน้ ตตัวขาวไปด้ วยดังนั้นรวมจังหวะในการเล่นโน้ ต C ตัวนีเ้ ป็ น 3 จังหวะ (ตัวดํา 1 จังหวะ + ตัวขาว 2 จังหวะ = 3 จังหวะ)


และที่จุดที่สองเป็ นการโยงข้ ามห้ องจากห้ องที่สองโน้ ต C ตัวดําไปยังห้ องที่สาม โน้ ต C ตัวขาว หลักการปฏิบัติเช่ นเดียวกับแบบแรกคือเล่นโน้ ต C ตัวดําแต่ นับ จังหวะรวมโน้ ตตัวขาวไปด้ วยดังนั้นรวมจังหวะในการเล่นโน้ ต C ตัวนีเ้ ป็ น 3 จังหวะ (ตัวดํา 1 จังหวะ + ตัวขาว 2 จังหวะ = 3 จังหวะ) ข้ อสั งเกตอย่ างหนึ่งคือการใช้ tied note มักจะเป็ นโน้ ตตัวเดียวกัน ถ้ าเกิดเป็ น โน้ ตคนละตัวจะไม่ ใช่ tied note แต่ อาจจะเป็ นโน้ ตแฮมเมอร์ ออนถ้ าตัวท้ ายเส้ นโยง มีระดับเสี ยงสู งกว่ าตัวหน้ า และอาจจะเป็ นพูล ออฟ ถ้ าโน๊ ตตัวท้ ายเส้ นโยงเสี ยงตํ่า กว่ าตัวหน้ า เป็ นต้ น ลองมาดูตัวอย่ างการบันทึกโน้ ตดนตรีดูนะครับ อาจจะยากไปนิดนึงแต่ ลอง ศึกษาดูครับ ศึกษาไว้ เล็กน้ อยพอเข้ าใจหน่ อยก็ยังดีครับเผื่อไว้ ต่อไปอาจจะได้ ศึกษา ในขั้นที่สูง ๆ ต่ อไปได้ ผมได้ เลือกเพลงโฟล์ค เก่า ๆ ที่หลายคนคงรู้จักคือเพลง 500 ไมล์ส่วนหนึ่งมาให้ ลองดู พร้ อมทั้งคําอธิบายการอ่านโน้ ต


เครื่องหมาย ชาร์ ฟ และ แฟล็ท (Sharp & Flat) จากที่ได้ รู้จักเสี ยงดนตรีท้งั 7 เสี ยงนั้นถือเป็ นระดับเสี ยงตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่ง ระดับเสี ยงจะห่ างกัน 1 เสี ยงเต็ม (หมายถึงระดับความสู งตํ่าของเสี ยงนะครับ) แต่ จะ มี 2 คู่ที่ต่างกันครึ่งเสี ยง คือ ระหว่ าง E, F และ B, C ไม่ ใช่ ครึ่งจังหวะนะครับอย่ าเพิง่ งงล่ะครับ ตอนนีเ้ ราพูดถึงเรื่องระดับของเสี ยงอยู่ไม่ ใช่ จังหวะ ในการแต่ งเพลงหรือดนตรีสากลมักจะมีเสี ยงที่เป็ นครึ่ง ๆ คือไม่ ใช่ เสี ยงเต็ม แบบธรรมชาติซึ่งไม่ มีกาํ หนดในสั ญลักษณ์ ดนตรีสากล จึงต้ องมีการสร้ างสั ญลักษณ์ เพือ่ ทําให้ โน้ ตนั้นมีระดับเสี ยงสู งขึน้ หรือตํ่าลงครึ่งเสี ยงและสั ญลักษณ์ ดังกล่าวก็คอื เครื่องหมายชาร์ ฟ (#) และแฟล็ท (b) นั่นเอง


- เครื่องหมาย ชาร์ ฟ (Sharp ; #) เมื่อปรากฎที่โน๊ ตตัวใดจะทําให้ โน๊ ตนั้นมีระดับเสี ยง สู งขึน้ ครึ่งเสี ยงเช่ น C# อ่านว่ า ซี-ชาร์ ฟ จะมีระดับเสี ยงสู งกว่ า C อยู่ครึ่งเสี ยง

- เครื่องหมาย ชาร์ ฟ (Sharp ; #) เมื่อปรากฎที่โน๊ ตตัวใดจะทําให้ โน๊ ตนั้นมีระดับเสี ยง สู งขึน้ ครึ่งเสี ยงเช่ น C# อ่านว่ า ซี-ชาร์ ฟ จะมีระดับเสี ยงสู งกว่ า C อยู่ครึ่งเสี ยง


กุญแจประจําหลัก (Clef) กุญแจประจําหลัก (Clef) ถือว่ าเป็ นเครื่องหมายทางดนตรีที่สําคัญ เพือ่ ใช้ ในการ กําหนดหรือบงชี้ว่าตัวโน้ ตแต่ ละตัวมีชื่อเรียกว่ าอย่ างไร ในหนังสื อเล่มนีจ้ ะขอกล่าวถึง กุญแจประจําหลักที่สําคัญเพียง 2 กุญแจเท่ านั้น คือ กุญแจประจําหลัก G (G Clef) และ กุญแจประจําหลัก F (F Clef) ซึ่งทั้ง 2 กุญแจ มีวิวัฒนาการมาอย่ างต่ อเนื่องจนกระทั่ง ปรากฎให้ เห็นและใช้ กนั จนถึงปัจจุบัน ทั้ง 2 กุญแจนีม้ ักเรียกกันสั้ น ๆ จนติดปากว่ า กุญแจซอล และกุญแจฟา

1) กุญแจซอล เป็ นเครื่องหมายประจําหลักที่ใช้ กนั มากสํ าหรับบันทึกระดับเสี ยงของเครื่อง ดนตรีหรือเสี ยงร้ องที่มีระดับกลางถึงสู ง ภาษาอังกฤษเรียก “จี เคลฟ”(G Clef) หรือ “เทร็บเบิล้ เครฟ” (Treble Clef) โดยทั่วไปเรียกว่ า “กุญแจซอล” ในการเขียนกุญแจ ซอลบันทึกโดยหัวกุญแจให้ คาบเส้ นที่ 2 ของบรรทัด 5 เส้ น โน้ ตทุกตัวที่คาบอยู่บนเส้ นที่ 2 ของบรรทัด 5 เส้ น จะมีเสี ยงเดียวกับชื่อกุญแจคือ “ซอล”


2) กุญแจฟา เป็ นเครื่องหมายประจําหลักที่ใช้ กนั มากสํ าหรับบันทึกระดับเสี ยงของเครื่องดนตรี หรือเสี ยงร้ องที่มีระดับตํ่า ภาษาอังกฤษเรียก “เอฟ เคลฟ”(F Clef) หรือ “เบส เครฟ” (Bass Clef) โดยทั่ว ๆ ไปมักเรียกว่ า “กุญแจฟา” ในการเขียนกุญแจฟาเขียนโดยหัว กุญแจให้ คาบเส้ นที่ 4 ของบรรทัด 5เส้ น โน้ ตทุกตัวที่คาบอยู่บนเส้ นที่ 4 ของบรรทัด 5 เส้ น จะมีเสี ยงเดียวกับชื่อกุญแจคือ “ฟา”


ศึกษาอ้างอิงจาก ; http://easyguitar.kwanruean.com/basicnote.html http://www.lks.ac.th/band/page6_4.htm http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%89%E0 %B8%95%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8 %B5



vbvbvbvbvbvbvbvb