Page 1

ตรีมรู ติ(รูปทั้งสาม) ความหมายอันลึกซึ้งซ่อนนัยยะสาคัญ ที่ไม่ได้หมายถึงรูปลักษณ์แห่ง 3 เทพเพื่อไว้สักการะกราบไหว้ขอพร

ตรีมูรติ หมายถึง การกระทาอันสูงส่งสามประการของพระเจ้า พระเจ้าชีว่ากล่าวว่า รูปทั้งสามของท่านก็คือ หน้าที่สามประการ คือ การสร้าง การบํารุงรักษาและ การทําลาย(ยามที่โลกมาถึงจุดตกต่ําที่สุดของวงจร) พระเจ้าเป็นพ่อสูงสุดของมวลมนุษย์ทั้งหมด หน้าทีท่ ั้ง สามประการของท่านมีความสัมพันธ์ต่อโลกทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวข้องผูกพันกับมนุษย์ผใู้ ดผู้หนึ่งเป็นพิเศษ เฉพาะ หน้าทีใ่ นการสร้าง การบํารุงรักษาและการทําลายล้างของพระเจ้า ก็ไม่ได้หมายถึงการเกิด การ เติบโตและการตายอันเป็นสัจจะของชีวิตของบุคคลใดๆ เป็นพิเศษอีกเช่นกัน เพราะบทบาทในชีวิตของ มนุษย์แต่ละคนที่ได้รับต่างอยู่ภายใต้กฎแห่งการกระทํา(Law of Karma) ดังนั้นสิ่งที่แต่ละคนพานพบในชีวิต หนึ่งขึ้นอยู่กับการกระทําที่บุคคลนั้นกระทําไว้ในชาติก่อนหน้านี้และรวมทั้งการกระทําในชาติปัจจุบันด้วย พระเจ้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในผลที่เกิดขึ้นกับมนุษย์แต่ละคน ท่านไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ก้าวก่าย เสกสรร ปั้นแต่งหรือมีส่วนในการกระตุน้ ให้มนุษย์กระทําสิ่งต่างๆในชีวิต เป็นกฎที่ดวงวิญญาณแต่ละดวงจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทําของพวกเขาเอง ไม่วา่ จะเป็นการ กระทําทีด่ ีหรือกระทําชั่ว หากกระทําดี ดวงวิญญาณก็จะรับกับความสุขและความปีติ ถ้ากระทําสิ่งที่เลว ดวงวิญญาณก็จะได้รับทุกข์เวทนา เศร้าโศกไร้ซึ่งความสุข สิ่งนี้เป็นกฎที่เกิดขึ้นเป็นกระบวนการอัตโนมัติ และผลรวมในการกระทําของดวงวิญญาณทั้งหมดก็จะเป็นตัวกําหนดสภาวะของโลกนี้ด้วยเช่นกัน หรือ อาจกล่าวได้วา่ พลังของดวงวิญญาณทั้งหมดบนโลกนี้จะเป็นตัวกําหนดและส่งผลให้เกิดสภาวะแวดล้อม ต่างๆขึ้นบนโลกนี้ตามกระแสของพลังดวงวิญญาณมนุษย์ที่ขึ้นและลงตามห้วงของเวลาที่เคลื่อนหมุนไปใน วงจรโลก ซึ่งพระเจ้าไม่ได้มีส่วนทําให้สภาวะแวดล้อมของโลกเดินทางเข้าสู่กลียุคแต่อย่างใด!

แต่เป็นเพราะผลรวมในพลังดวงวิญญาณมนุษย์ทั้งหมดที่จะสูงส่งหรือตกต่ําเป็นตัวกําหนด...


สภาวะรวมของพลังดวงวิญญาณมนุษย์ที่สูงส่งและตกต่ํา สัมพันธ์กับการหมุนวนของวงจรโลก

ความหมายของสิ่งสร้างอันสูงส่ง 3 ประการ โดยพระเจ้า หน้าที่สามประการของพระเจ้าชีวา่ ที่ซ้อนกันอยู่หมายถึง การสร้าง(ความจริงแล้ว คือการทําให้ ของเก่านั้นกลับมาใหม่อีกครั้ง) ท่านมาจัดระเบียบให้โลกกลับมาใหม่สูงส่งอีกครั้ง การสร้างไม่ได้ หมายความว่าก่อสร้างบางอย่างขึ้นมาจากการที่ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย แต่หมายความถึงการปรับปรุงศีลธรรม นํามวลมนุษย์ให้กลับมามีความสุขอีกครั้ง โดยการที่ท่านมายกระดับสติปัญญาของมนุษย์ให้สูงส่ง ด้วยน้ํา ทิพย์แห่งความรู้ของพระเจ้า ซึ่งเป็นการสร้างสวรรค์บนโลกใบเก่านีอ้ ีกครั้งหนึ่ง การบํารุงรักษาโลก คือการหล่อเลี้ยงบํารุงรักษาโลกที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ โดยผ่านมนุษย์ผู้สูงส่ง(เทพ) การทําลายล้างโลก

เก่า คือภารกิจของพระเจ้าประการสุดท้าย เป็นการชําระดวงวิญญาณมนุษย์ให้บริสุทธิ์ เมื่อถึงเวลาที่โลก ได้จมลงสู่ก้นบึ้งของสภาวะที่ไร้ศีลธรรม พระเจ้าก็จะมาก่อสร้างโลกที่ถูกต้องชอบธรรมขึ้นและทําลายล้าง โลกที่ไร้ศีลธรรม เพราะเป็นด้วยความเมตตาของท่านที่ไม่อาจทนเห็นลูกๆดวงวิญญาณต้องทนทุกข์ทรมาน


อยู่ในโลกนรกยุคเหล็กได้อีกต่อไป บทบาทของพระเจ้าคือ การทําให้โลกนรกยุคเหล็กจบสิ้นลงและนํายุค ทองกลับมาสู่ลูกๆอีกครั้ง นี่คือ การกระทําที่สูงส่ง 3 ประการของพระเจ้าที่เรียกว่า “ตรีมรูติ”

ไม่มีสิ่งใดๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วจะคงทนถาวรได้ สิ่งใดที่ถูกสร้างขึ้นมาล้วนต้องถูกทําลาย! ดั่งเช่น เมล็ดพืชที่ถูกหว่านลงไปบนท้องทุ่ง เมล็ดนั้นก็ จะงอกงามเติบโตและในที่สุดก็ไปสู่จุดจบ...ถูกเก็บเกี่ยวกลายเป็นธัญญาหาร หรือแม้แต่ในสิ่งที่มนุษย์ได้ วางแผนและทําตามแผนที่ได้วางไว้ เมื่อทําเสร็จแล้ว สิ่งต่างๆเหล่านั้นก็ค่อยๆ ถูกทําลายไปตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็น ตึกรามบ้านช่อง อาคาร เขื่อน พิพิธภัณฑ์ อนุสรณ์สถาน ฯลฯ ต่างถูกออกแบบ สร้าง แล้วก็ถูก ทําลายตามกาลเวลา ดังนั้น การทํางานของพลังทั้งสามของ การสร้าง การบํารุงรักษาและการทําลาย ล้าง เป็นหนทางที่ดําเนินไปด้วยตัวของมันเองอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีความเจริญรุ่งเรืองใดๆที่จะคงอยู่ อย่างถาวรดังเดิมได้ตลอดไป ทุกสิ่งสร้างล้วนต้องผ่านสภาวะทั้งสามนี้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรและ ประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ ทั้งอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในอดีตของกรีกและโรมัน ตลอดจนอาณาจักรอัน ยิ่งใหญ่ในปัจจุบันของโลกตะวันตก คือ อังกฤษและอเมริกา ฯลฯ ต่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนนี้ทั้งสิ้น

เวลาแห่งการกระทาที่สูงส่งของพระเจ้า 3 ประการ


พระเจ้าชีว่าท่านเป็นเมล็ดของมนุษย์ชาติผู้ซึ่งมีหน้าที่ที่สูงส่ง 3 ประการ ในการสร้าง การ บํารุงรักษาและการทําลายล้างในตอนจบของละครโลกในทุกๆกัลป ซึ่งเป็นเวลาทีเ่ ต็มไปด้วยความไม่ชอบ ธรรม ไม่มีศาสนาและไม่มีความสงบถึงขีดสุดมาถึง ท่านแสดงการกระทําหน้าที่ที่สูงส่งสามประการโดย ผ่านเทพละเอียดที่สูงส่ง 3 องค์ คือ บราห์มา วิษณุ และ ชางก้า ด้วยเหตุนี้ท่านจึงถูกเรียกว่า ตรีมูรติชีว่า หรือ ผู้สร้างเทพละเอียดทั้งสาม พระเจ้าสร้างระเบียบของโลกใหม่โดยผ่านบราห์มา ทําลาย ล้างวิถีทางของโลกเก่าโดยผ่านชางก้า และบํารุงดูแลและรักษาโลกที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่โดยผ่านวิษณุ ซึ่ง เทพทั้งสามจะสามารถเห็นได้โดยผ่านนิมิตที่สูงส่งโดยการฝึกฝนเป็นราชโยคี

บทบาทของบราห์มา (พรหมมา-พระพรหม ตามคาเรียกทางไทย) คือการถ่ายทอดความรู้ของพระเจ้าและสอนราชโยคะให้กับมนุษย์ พระเจ้าชีว่าจึงลงมายังโลก มนุษย์จากที่อยู่สูงสุด(โลกวิญญาณ หรือ พารามธรรม) ท่านเป็นจุดแสงที่ปราศจากร่างและท่านเองไม่มีร่าง เป็นของตน ท่านจึงอวตารลงมาใช้ร่างของมนุษย์เพื่อใช้อวัยวะพูดสื่อสารถ่ายทอดความรู้ที่สูงส่งของท่าน การเกิดหรืออวตารของท่านนั้นไม่ได้เกิดดั่งเช่นเด็กทารกในครรภ์เหมือนกับมนุษย์ทั่วไป ท่านไม่ต้องตกอยู่ ภายใต้กฎแห่งกรรมที่มีวงจรของการเกิดและตาย ท่านอยู่เหนือขบวนการเกิดและการตาย ท่านอวตารลง มาในร่างของชายผู้อาวุโสมีประสบการณ์ และเป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดความรู้ ของพระเจ้า

พระเจ้าชีวา่ ได้ให้ชื่อที่สูงส่งกับผู้ที่ท่านลงมาใช้ร่างว่า “ประชาปิตา บราห์มา” ร่างของประชา ปิตา บราห์มา จึงมีสองดวงวิญญาณสถิตอยูใ่ นร่าง ดวงวิญญาณหนึ่งเป็นของบราห์มาเองและอีกดวง วิญญาณหนึ่งเป็นของดวงวิญญาณสูงสุดที่เข้าๆออกๆร่างนี้ นี่เป็นวิธีการที่พระเจ้าพ่อชีวา่ ได้ลงมาจากโลก


วิญญาณที่ปราศจากร่างและมาสู่โลกที่มีตัวตน การลงมาที่แสนจะพิเศษสู่ร่างมนุษย์โดยพระเจ้าชีวา่ นี้ เรียกว่า การอวตาร (การเกิดที่สูงส่ง) ซึ่งแตกต่างจากการเกิดของดวงวิญญาณมนุษย์ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง และจากเหตุการณ์นี้เองจึงได้มีการเฉลิมฉลองในประเทศอินเดียทุกปี นั่นคือเทศกาล “ชีพราตรี” เพื่อเป็น การระลึกถึงการลงมาของพระเจ้าชีว่า ที่ท่านมาจบสิ้นกลางคืนของความไม่รู้ และลงมาทําลายกิเลสทั้งห้า

บราห์มา เป็นผู้สร้างให้เกิด บราห์มิน

บราห์มา (ท่านประชาปิตา บราห์มา) เป็นสิ่งสร้างอันสูงส่งประการแรกของพระเจ้า เพื่อใช้ท่าน เป็นเครื่องมือในการสอนและถ่ายทอดความรู้สู่มวลมนุษยชาติในยุคบรรจบพบกันนี้ การสอนตลอดจนการ ดาเนินการต่างๆ ตลอดจนการสร้างสถาบันความรู้(มหาวิทยาลัยทางจิตของโลก)เพื่อให้มวลมนุษย์กลับมา มีสานึกรู้ว่าตนเป็นดวงวิญญาณเพื่อทาให้ดวงตาที่สามถูกเปิดขึ้นและได้กลับมารู้จักพ่อสูงสุดดวงวิญญาณ สูงสุด รวมทั้งมาให้ความรู้ราชโยคะ นั้นถือว่าเป็นการสร้างโดยผ่านปากของ บราห์มา และมนุษย์ผู้ใดที่ เข้ามารับความรู้ทาให้ดวงตาที่สามถูกเปิดออก ได้กลับมาพบกับพระเจ้าอีกครั้ง และหันมาปฏิบัติตนให้ บริสุทธิ์ดั่งเช่น ท่านบราห์มา ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่า “บราห์มิน”


บราห์มา จึงเป็นผู้ให้กาเนิด “บราห์มิน” ท่านสร้างบราห์มินโดยการใช้ปากเปล่งวาจาอันเป็น ความรู้สูงส่งของพระเจ้า ความรู้ที่เป็นน้าทิพย์มาชโลมล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ใสสะอาดอีกครั้ง จะมีผู้ใดที่ สามารถจะให้กาเนิดบุตรของพระเจ้าด้วยปากที่เปล่งวาจาได้บ้าง ดังนั้น “บราห์มิน” จึงเป็นสิ่งสร้างของ พระเจ้าผู้ปราศจากร่างโดยผ่านเครื่องมือของท่านคือ “บราห์มา” ผู้ที่มีร่างกายหยาบในการปฏิบัติหน้าที่ แทนพระเจ้าในภารกิจสร้างโลกใหม่อันสูงส่งอีกครั้ง ผู้ที่เป็นบราห์มินถูกเรียกขานว่า เป็น ผู้ที่เกิดสองครั้ง (Dwija) เพราะเป็นผู้ที่ตายไปแล้ว (สละละทิ้งชีวิตเก่าที่ตกต่าไปสู่ชีวิตใหม่ที่สะอาดบริสุทธิ์) ขณะที่ยังมีชีวิต อยู่บนโลกนี้ ดังนั้น บราห์มินที่แท้จริง จึงมีพ่อสามคน คือ พ่อคนแรกผู้ให้กาเนิดทางร่างกาย พ่อที่สอง คือ ท่านประชาปิตาบราห์มา ผู้ให้ความรู้ของพระเจ้าจนทาให้เกิดปัญญาตื่นรู้ขึ้นอีกครั้ง และพ่อที่สามก็คือ พระเจ้าชีวา่ พ่อสูงสุดผู้ปราศจากร่าง พ่อผู้ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งท่านเป็นทั้งผู้สร้าง เป็นผู้กากับและเป็นผู้เล่นละคร โลกที่สูงที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้ละครโลกดาเนินไปสู่ภารกิจเปลี่ยนโลกนรกไปสู่โลกสวรรค์อีกครั้งโดยผ่าน เครื่องมือต่างๆ ของท่าน


บทบาทของวิษณุ

ความรู้ทางโลกทั่วไป แสดงภาพของเทพวิษณุว่าเป็นเทพผู้มี 4 แขน มีอิทธิฤทธิ์มากมายเพื่อเอาไว้ บูชากราบไหว้ขอพรและร้องขอสิ่งที่ตนเองปรารถนาต่างๆ จากเทพวิษณุ แต่ความหมายที่แท้จริงของวิษณุ นั้น คือรูปรวมของเทพศรีลักษมีและศรีนารายัญ เทพชายและหญิงผู้ที่เป็นจักรพรรดิณีและจักรพรรดิ์คู่แรกที่ ได้ปกครองร่วมกันในยุคทอง เป็นสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันด้วยความรักและกฎระเบียบที่สูงส่ง ทั้งคู่ ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง ไร้ซึ่งความรุนแรงโดยสิ้นเชิง เปี่ยมด้วยคุณธรรมและเป็นตัวแทนของเทพที่มี ร่างกายอันสูงส่ง ศรีลักษมีและศรีนารายัญเป็นผู้ปกครองสวรรค์คู่แรก ผู้ทมี่ ีมงกุฎสองชั้น นั่นคือ มงกุฎของ แสงหรือรัศมีซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์มีใจเมตตากรุณา และมงกุฎทองคําซึ่งประดับด้วยเพชร พลอยซึ่งสัญลักษณ์ของอํานาจ คือเป็นผู้มีอํานาจสูงสุดในการปกครองตนเอง นี่คือภาพลักษณ์อันสูงสุด ของความเป็นมนุษย์ที่จะปรากฏให้เห็นได้บนโลกใบนี้


ดังนั้น ภาพวิษณุผู้มี 4 แขน จึงหมายถึง สภาวะแห่งความเป็นเทพที่สะอาดบริสุทธิ์สูงส่งของทั้ง ชายและหญิง เป็นสภาวะที่ละเอียดอ่อนของผู้ปฏิบัติราชโยคะจะต้องก้าวไปให้ถึง เป็นสัญลักษณ์ที่แสดง นัยยะสําคัญถึงการดํารงตนของบราห์มินผู้ที่อยู่บนหนทางของครอบครัว ที่ไม่จําเป็นต้องละทิ้งครอบครัว หนีหายไป แต่สามารถดํารงตนอยู่ในหนทางแห่งปัญญาบนความรู้อันสูงส่งของพระเจ้า ก็สามารถจะอยู่ได้ อย่างบริสุทธิ์สูงส่งในโลกนรกที่ตกต่ํานี้ได้ เพราะคําว่า “วิษณุ” มีความหมายถึง ผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์

วิษณุผู้มีสัญลักษณ์ของเครื่องประดับสี่อย่าง มือทั้งสี่วิษณุ ถือเครื่องประดับสี่อย่างไว้เป็นอาวุธประจํากาย คือ สังข์ จักร คทา และดอกบัว สังข์ เป็นสัญลักษณ์ของการถ่ายทอดความรู้ของพระเจ้า ผ่านออกมาทางคําพูดโดยใช้ปาก และเสียงของตนในการขจรขจายความรู้ให้กับมวลมนุษยชาติ จักร หรือ จักรา เป็นสัญลักษณ์แห่งการไตร่ตรองความรู้ของพระเจ้าอยู่เสมอ เรื่องความรู้ ทางดวงวิญญาณ ความรู้เรื่องวงจรของโลก กฎแห่งการกระทํา ฯลฯ เพือ่ เปลี่ยนแปลงตนเองอยู่เสมอ คทา เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ คทาเปรียบดั่งอาวุธที่เอาไว้ต่อสู้กับกิเลสมายาภายในตน อย่างไม่ยอมย่อท้อ วิษณุจึงเป็นนักรบที่จะต้องรบเพื่อให้มีชัยชนะเหนือกิเลสทั้งห้า ทั้งในความคิด,คําพูด และการกระทําของตนอยู่ตลอดเวลา ดอกบัว เป็นสัญลักษณ์ของการดํารงอยู่ในวิถีชีวิตครอบครัว แม้จะอยู่ในครอบครัวทางโลกที่ เต็มไปด้วยกิเลส แต่ก็สามารถอยู่ได้อย่างบริสุทธิ์(พรหมจรรย์)และอยู่ได้อย่างละวาง เหมือนดั่งเช่น ดอกบัว ที่แม้จะเกิดและอยู่ท่ามกลางโคลนตม แต่ดอกบัวก็ยังสวยงามสะอาดและบริสุทธิ์ จนแม้อณูของ น้ําสกปรกที่อยู่โดยรอบก็มิอาจจะซึมแทรกเข้าไปในดอกบัวหรือใบบัวได้


วิษณุ คือเป้าหมายของราชโยคะ วิษณุผู้มี 4 แขน จึงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์สูงสุด และเป็น จุดประสงค์และเป้าหมายของการฝึกฝนราชโยคะด้วย วิษณุเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นผู้ปกครองตนเอง และปกครองอาณาประชาราษฎร์ ผู้ที่ปกครองตนเองได้เสียก่อนจึงจะไปปกครองอาณาจักรได้ วิษณุคือผู้ ซึ่งได้รับการชําระให้บริสุทธิ์และเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อมที่จะก้าวไปสู่ยุคทอง วิษณุคือผู้ซึ่งจะบํารุงรักษา โลกสัตยุคที่บริสุทธิ์และใหม่(ยุคทอง) พระเจ้าชีว่ากล่าวว่า สถานภาพสูงที่สุดที่มนุษย์จะได้รับจากท่าน ด้วยการศึกษาราชโยคะ นั่นคือการได้เป็นเทพเช่นศรีลักษมีและศรีนารายัญ(วิษณุ)ซึ่งมีมงกุฎสองชั้น ท่าน กระตุ้นมวลมนุษย์ให้เอาแบบอย่างเช่นวิษณุ คือเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติแห่งเครื่องประดับทั้งสี่และนํามาใช้ใน ชีวิตจริงให้ได้ ผู้ใดที่สามารถทําตามได้ก็จะได้รับสถานภาพเทพ นั่นคือ สภาวะที่สูงส่งสมบูรณ์พร้อมและ มั่นคงเต็มไปด้วยความสุขในโลกใหม่(สวรรค์)

บทบาทของชางก้า (ผู้จุดไฟทาลายล้างโลกเก่า) เมื่อโลกใหม่ยุคทองกําลังถูกก่อตั้งขึ้น ดังนั้นโลกเก่ายุคเหล็กก็จะต้องถูกทําลาย การทําลายล้าง โลกเก่ายุคเหล็กซึ่งเป็นโลกนรกของกิเลสนั้นเป็นสิ่งจําเป็น มิฉะนั้นแล้วความสงบและความสุขที่สมบูรณ์ก็ ไม่สามารถจะกลับมาสู่โลกนี้ได้ ความดีและความชั่วร้ายไม่สามารถจะอยู่รว่ มกันอย่างสงบสุขได้ ชางก้า เป็นสัญลักษณ์ของการทําลายล้างสิ่งเก่าที่สกปรกทั้งหมด เป็นผู้มาทําลายความเลวและความชัว่ ร้ายให้จบ สิ้นเมื่อกิเลสทั้งห้าเพิ่มทวีขึ้นจนเกินจะเยียวยา ทุกๆชาติในโลกต่างขัดแย้งแย่งชิง ทะเลาะวิวาทเพราะ ผลประโยชน์ กลุ่มมหาอํานาจของโลกต่างซ่องสุมสะสมอาวุธร้ายแรงจํานวนมากมายในคลังแสง ด้วย


ความเหิมเกริมจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ อาวุธจึงถูกคิดค้นขึ้นมาอย่างมีประสิทธิภาพทําลาย ล้างอย่างเบ็ดเสร็จและกว้างไกล นั่นคือระเบิดนิวเคลียร์ติดหัวรบที่ทรงอานุภาพที่สามารถยิงข้ามทวีป มัน จะถูกนํามาใช้ในสงครามทําลายล้างครั้งสุดท้าย โลกที่ตกต่ํานี้กําลังมาถึงจุดจบ!

มีภาพเขียนและคากล่าวว่า “เมื่อเทพชางก้าเปิดตาขึ้นเมื่อใดการทาลายล้างก็จะเกิดขึน้ ” ภาพนั้น แสดงให้เห็นว่าเทพชางก้าเป็นผู้ที่ปราศจากร่างเป็นผู้บาเพ็ญตบะเข้มข้น นั่งสงบนิ่งท่ามกลางกิเลสทั้ง ห้าซึ่งก็คืองูพิษทีม่ ้วนตัวอยู่รอบคอ พร้อมด้วยมีดวงตาที่สามคือดวงตาของความสมบูรณ์พร้อม พระเจ้า ชีว่า กล่าวว่า “เมื่อใดที่ลูกๆผูม้ ีโยคะที่เข้มข้นของพลังความคิดในการเปลี่ยนแปลงโลก สมบูรณ์พร้อมใน สภาวะแห่งความคิด เมือ่ นั้นวัตถุธาตุจะเริ่มเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง เป็นการร่ายราของความหายนะทาง ธรรมชาติ เมื่อนั้นลูกจะต้องหนักแน่นมั่นคง ชาวโลกจะอยู่ในความตืน่ ตระหนกเพราะดวงวิญญาณ มนุษย์ไม่สามารถทาให้โลกสะอาดได้ สายลม แผ่นดิน มหาสมุทรและเปลวไฟจะทาให้โลกสะอาดด้วยการ เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เมือ่ ลูกสร้างสภาวะสมบูรณ์พร้อมผ่านการมีโยคะที่เข้มข้นได้ เมื่อนั้นก็จะมีการ เปิดเผย”

การทาลายล้างโลกกิเลส มีความเกีย่ วข้องอย่างลึกซึ้งระหว่างดวงวิญญาณของบราห์มาและห้วงเวลา บราห์มาและยุค แห่งการบรรจบพบกันนั้นเกิดขึน้ พร้อมกัน ถ้าไม่มีบทบาทของบราห์มาก็จะไม่มียคุ แห่งการบรรจบพบ กันได้ บราห์มาเป็นเครือ่ งมือของพระเจ้าในการสร้างบราห์มนิ ขึ้น โดยมาให้ความรู้ของพระเจ้าและเป็นผู้ ชี้บอกเวลาที่กาลังจะเกิดขึ้น เมือ่ บทบาทของบราห์มาทีม่ าใช้ร่างจบสิ้นลง บทบาทของบราห์มินทั่วโลก ที่ถูกสร้างขึน้ ก็จะเริม่ ต้นนาเวลาแห่งการทาลายล้างเข้ามาใกล้ ด้วยการฝึกฝนพากเพียรตนเองไปสู่ สภาวะที่บริสุทธิส์ มบูรณ์พร้อม


พระเจ้าชีว่า กล่าวว่า “ ผู้ที่จะบันดาลให้เกิดการทาลายล้างโลกยุคเหล็กก็คือ ลูกๆดวงวิญญาณผู้ ก่อตั้ง ดังนั้นลูกจะต้องทาความเพียรเพื่อที่จะกลับไปยังโลกที่ปราศจากร่างและนาทุกคนไปกับลูก ด้วย สานึกนี้ลูกจะต้องเป็นผู้ที่อยูเ่ หนือความสัมพันธ์ทั้งหมด และอยู่เหนือการดึงดูดของวัตถุธาตุทงั้ มวล ลูก ต้องทาลายความชั่วร้ายภายในตน ความคิดทีไ่ ร้ประโยชน์ของตน การกระทาและความประพฤติที่เป็น ลบของลูก จงอย่าได้ให้ที่พกั พิงแก่พวกมัน จงเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ละวาง ถ้าในที่ชุมนุมทางดวง วิญญาณนี้แต่ละคนสามารถพัฒนาไปถึงระดับที่ไร้ร่างได้ เปลวไฟแห่งการทาลายล้างก็จะกระพือไปทุก สารทิศ เพราะด้วยไฟแห่งโยคะจะทาให้เปลวไฟแห่งการทาลายล้างถูกจุดขึ้นมา มันคือไฟแห่งการ ทาลายล้างและคือไฟแห่งโยคะ นัยยะสาคัญก็คือ ไฟหนึ่งถูกจุดขึ้นมาจากอีกไฟหนึ่ง ”

พ่อชีว่าเป็นผู้ซงึ่ สร้างไฟบูชายัญโดยผ่านลูกๆบราห์มิน! เมื่อไฟโยคะได้ถกู จุดขึ้นเพื่องานของ การก่อตัง้ ในเวลาเดียวกันเปลวไฟแห่งการทาลายล้างก็จะถูกจุดขึ้นเช่นกัน ความจริงแล้วพระเจ้าได้ สร้างบราห์มนิ ขึ้นมาพร้อมกับจุดเปลวไฟแห่งการทาลายล้างขึ้น นีค่ ือเหตุผลว่าทาไมบราห์มนิ ผูเ้ ป็นไฟที่


ถูกจุดจะต้องกลับมาสมบูรณ์พร้อม ก็เพือ่ ที่จะกลายมาเป็นรูปของไฟเหมือนกับชางก้า นั่นคือการอยู่ใน สมาธิโยคะที่เข้มข้น ไฟแห่งการทาลายล้างจะเป็นไฟที่ยงิ่ ใหญ่ทสี่ ุด เพือ่ ให้ไฟนี้รนุ แรงอย่างที่สุด จึง จาเป็นที่จะต้องกระตุ้นเหล่าดวงวิญญาณผู้เป็นเครื่องมือนี้ ด้วยพลังแห่งความคิด! ให้ตระหนักรู้เสมอว่า การให้ประโยชน์กับโลกนัน้ เกีย่ วเนื่องกับทุกๆความคิดของเหล่าบราห์มิน บัดนี้...จงกลายมาเป็นรูปแห่ง ไฟและสร้างความคิดซึ่งจะทาให้ไฟแห่งการทาลายล้างรุนแรงขึน้ แล้วโลกแห่งความทุกข์โศกนี้จะ เปลี่ยนแปลงโดยผ่านการเปลี่ยนแปลงตนเองของบราห์มนิ เท่านัน้ ฉะนัน้ คากล่าวว่า “เมื่อใดที่ชางก้าเปิดตาขึ้นเมื่อนัน้ ก็จะมีการทาลายล้างอย่างฉับพลัน” นี่เป็น คากล่าวทีม่ ีนัยยะสาคัญซ่อนอยู่ “ชางก้า” จึงไม่ได้เป็นสัญลักษณ์แห่งเทพผู้มไี ว้เพื่อทาการสักการบูชา ขอพรแต่อย่างใด แต่เป็นสภาวะของเทพที่ละเอียดอ่อนแต่ทรงพลังสูงสุด ด้วยผ่านการฝึกฝนการปฏิบัติ ราชโยคะอย่างบริสุทธิ์เข้มข้น และด้วยพลังโยคะที่บริสุทธิ์เข้มข้นนี้ได้แผ่กระจายออกไปสู่บรรยากาศและ เป็นหนึ่งเดียวกับพลังโยคะของบราห์มนิ ทั่วทั้งโลก เมือ่ นั้นการทาลายล้างโลกเก่าในช่วงยุคแห่งการ บรรจบพบกันนี้กจ็ ะใกล้เข้ามาทุกขณะ พระเจ้าชีวา่ ได้เปิดเผยว่า เมื่อลูกเปลี่ยนแปลงตนเองไปสู่พลัง ก็จะมีผลให้ละครโลกเคลื่อนไปด้วย เช่นกัน ความหายนะอันใหญ่หลวงจะเกิดขึ้นกับมวลมนุษยชาติ ชาติที่มีการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์จะ เป็นคนเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สาม ซึ่งนํามาซึ่งการทําลายล้างอย่างสิ้นเชิง เวลานี้มนุษย์ต่างเห็นถึง สงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นทั่วทั้งโลก รวมทั้งความหายนะทางธรรมชาติ เช่น พายุถล่ม น้ําท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด โรคภัยไข้เจ็บและความอดอยากยากแค้น ฯลฯ สิ่งทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นจาก น้ํามือของมนุษย์ที่ผ่านมาทั้งสิ้น จะมีความโกลาหลและตื่นตระหนกไปทั่วโลก ผู้คนจะล้มเจ็บ โรงพยาบาล จะขาดแคลน เครื่องอํานวยความสะดวกและสิ่งทั้งหลายที่มาปรนเปรอความสุขจะถูกทําลาย ธาตุของ ธรรมชาติกําลังบ้าคลั่งและต่อต้านมนุษย์อย่างรุนแรง ดังนั้น สิ่งสําคัญที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ยากของ มนุษย์ได้ก็คือ การมีโยคะกับพระเจ้าชีว่าด้วยความรักอย่างเป็นธรรมชาติและด้วยวิธีง่ายๆ เพียงเท่านั้นที่จะ ทําให้คลายทุกข์ ผู้ซึ่งฝึกฝนราชโยคะกับพ่อสูงสุดจะสามารถเผชิญกับสถานการณ์อย่างปราศจากความ กลัวและด้วยความแข็งแกร่ง ผู้คนทั่วไปจะเห็นฉากแห่งความหายนะแต่สําหรับผู้ที่ฝึกราชโยคะจะเห็นโลก ยุคใหม่ซึ่งเป็นสวรรค์กําลังมา


การทําลายล้างนี้มิใช่ความโหดร้ายแต่เป็นประโยชน์ในรูปแบบที่ซ่อนเร้น ก็เพื่อปลดปล่อยดวง วิญญาณจากทุกขเวทนาและความทุกข์ทรมานของโลกเก่ายุคเหล็ก การทําลายล้างนี้เป็นการชําระล้าง เป็นการทําความสะอาดด้วยฉากละครของสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกครั้งสุดท้าย นั่นจะเป็นการปลดปล่อย ดวงวิญญาณมนุษย์ทั้งหมดบนโลกอย่างสมบูรณ์แบบ ทุกดวงวิญญาณจะได้กลับบ้านไปยังดินแดนดั้งเดิม แห่งความสงบ พารามธรรมของพวกเราเพื่อพักผ่อน! แต่ก่อนที่พวกเขาจะกลับไปได้ก็จะต้องถูกชําระบาป ให้บริสุทธิ์เสียก่อนผ่านการลงโทษโดยธรรมราช หากโลกยุคเหล็กยังคงดําเนินต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง ก็ไม่ อาจจะจินตนาการได้เลยว่ามวลมนุษย์จะได้รับความทุกข์เวทนาอีกมากมายสักเพียงใด? แต่การทําลาย

ล้างนี้ไม่ใช่เป็นการกระทําโดยตรงของพระเจ้า

การกระทําโดยตรงของพระเจ้านั้นคือการมาสร้าง

ขบวนการการทําลายล้างให้เกิดขึ้นอย่างเป็นอัตโนมัติ ผ่านการกระทําอันสูงส่งทั้ง 3 (ตรีมูรติ) ท่านจะมา ปลดปล่อยให้ดวงวิญญาณทั้งหมดหลุดจากความทุกข์ทรมาน ภายหลังที่ความรุนแรงบนโลกได้เพิ่มทวีขนึ้ จากน้ํามือของมนุษย์แล้วเท่านั้น เมื่อโลกเก่าถูกทําลายลงแล้ว และละครโลกกัลปใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น ดวง วิญญาณเพียงน้อยนิดซึ่งเป็นเครื่องมือของพระเจ้าที่พากเพียรพยายามฝึกฝนราชโยคะในเวลานี้ ก็จะลงมา จากพารามธรรมมารับผลรางวัลด้วยการกลายเป็นเทพที่สูงส่งในยุคทอง แล้วกัลปใหม่ก็เริ่มต้นอีกครั้ง

ความหมายของ ตรีมูรติ2  

ความหมายของ ตรีมูรติ2

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you