Page 1

ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 v สิงหาคม - กันยายน 2555

สังคมผู้สูงอายุไทย ยังอยู่ระดับประถม หน้า 6-7

POPULATION AND DEVELOPMENT NEWSLETTER ISSN : 0125-5754

Website: www.ipsr.mahidol.ac.th/newsletter/

“การถ่ายทอดจิตวิญญาณภายในครอบครัว กับการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาวะของเยาวชน”

อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์

aphichat.cha@mahidol.ac.th

การวิ จั ย นี้ อ ยู่ ภ ายใต้ โครงการ Thai Family Matters ซึ่ ง เป็ น งานวิ จั ย ที่ ส นั บ สนุ น และเสริ ม สร้ า งความเข้ ม แข็ ง ให้ครอบครัว เน้นปัจจัยด้านการเฝ้าระวังดูแลบุตรวัยรุ่นที่มีอายุ ระหว่าง 13-14 ปี เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงทางด้านสาธารณสุข จิตวิญญาณ ความเชื่อและการถือปฏิบัติตามหลักศาสนา การ ส่ ง เสริ ม ทั ก ษะ การสื่ อ สารและการสร้ า งความสั ม พั น ธ์ เ ชิ ง ประชาธิปไตยในครอบครัว เพื่อ “ป้องกัน” พฤติกรรมเสี่ยงทาง ด้านสาธารณสุข รวมถึงการดื่มสุรา สูบบุหรี่ และใช้ยาเสพติด อื่นๆ การเริ่มคิดและเริม่ มีพฤติกรรมด้านเพศสัมพันธ์ และการมี พฤติกรรมที่ ไ ม่เหมาะสม งานวิ จั ย นี้ ได้ โ ครงการต้ น แบบจาก สหรัฐอเมริกา Family Matters Project, 1960 มหาวิทยาลัย นอร์ทแคโรไลนา และได้เริ่มมาประยุกต์ ใช้ ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2549 ผลงานวิจัยครั้งนี้ ได้นำถวายรายงานแด่สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 2 ก.พ. พ.ศ. 2555 ใน โอกาสการเข้ารับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาสังคมวิทยา ประจำปี พ.ศ. 2554 จากสภาวิจัยแห่งชาติ ของศาสตราจารย์ เกี ย รติ คุ ณ ดร.อภิ ช าติ จำรั ส ฤทธิ ร งค์ อาจารย์ ป ระจำ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

Family Matters Project เป็ น โครงการสนับสนุนและเสริมสร้างความ เข้ ม แข็ ง ให้ ค รอบครั ว โดยโครงการนี้ พัฒนาและผ่านการทดสอบในประเทศ สหรัฐอเมริกา มาตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1960 และได้เริ่มมาประยุกต์ ใช้ ในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2549 จุดเน้นของโครงการฯ คื อ การสนั บ สนุ น ให้ ค รอบครั ว มี ก าร ปรั บ ปรุ ง การสื่ อ สารภายในครอบครั ว และสร้ า งความคาดหวั ง ที่ ชั ด เจนเพื่ อ “ป้องกัน” พฤติกรรมเสี่ยงของเด็กและ เยาวชนในเรื่ อ งการใช้ ส ารเสพติ ด ประเภทต่างๆ อาทิ แอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาเสพติ ด อื่ น ๆ การประยุ ก ต์ ใ ช้ โปรแกรมที่ ป ระสบความสำเร็ จ กั บ

ผู้ปกครองของสหรัฐอเมริกามาปรับให้ เหมาะสมกับการใช้งานในประเทศไทย โดยหวังว่าจะได้รับผลดี เช่นเดียวกัน ในกลุ่มครอบครัวไทยที่เข้าร่วมในโครงการฯ เมื่อ นำมาปรับใช้ ในประเทศไทย โครงการ Thai Family Matters โดยแปลเป็ น ไทยให้ แ ก่ ค รอบครั ว ที่ เ ข้ า ร่ ว มโครงการว่ า “ครอบครัวนั้น สำคัญไฉน ลองปรับใช้สไตล์อเมริกัน” เมื่อปรับ ใช้ ในประเทศไทยได้เพิ่มหลักสูตร กิจกรรมเกี่ยวกับพฤติกรรม ทางเพศที่มีความเสี่ยง และคำแนะนำในการสร้างความสัมพันธ์ เชิ ง บวกที่ มี ผ ลดี ต่ อ สุ ข ภาพ โดยปรั บ ใช้ วิ ถี อ เมริ กั น เช่ น ประชาธิปไตยในครอบครัว การประชุมครอบครัว การฟังเสียง ซึ่ ง กั น และกั น และการตั้ ง กฎเกณฑ์ ร่ ว มกั น นอกจากนี้ จ าก ประสบการณ์ของไทยจึงมีการศึกษาโดยนำหลักศาสนาเข้ามา สร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวด้วย โดยการชี้ ให้เห็นว่าในวิถี ทางของความเป็นประชาธิปไตยและการไม่มีสองมาตรฐานนั้น ผู้ ป กครองจำเป็ น ต้ อ งเป็ น ตั ว อย่ า งที่ ดี ใ ห้ แ ก่ บุ ต รด้ ว ย โดย ประพฤติ ต ามหลั ก ศาสนา ทั้ ง การตั้ ง มั่ น ในความเชื่ อ และ การปฏิ บั ติ ต นในชี วิ ต ประจำวั น ซึ่ ง จะมี ผ ลต่ อ เยาวชนในการ ป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ของเยาวชนได้ ทั้งนี้เพราะข้อมูล การวิจัยชี้ ให้เห็นว่าการถ่ายทอดจิตวิญญาณภายในครอบครัว สามารถนำไปสู่การป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ


กิ จ กรรมการสนั บ สนุ น ครอบครั ว ของ Thai Family Matters ประกอบด้วยการจัดส่งคู่มือจำนวน 5 เล่ม ให้กับ

ผูป้ กครองทีละเล่ม เพื่อใช้สื่อสารกับลูกวัยรุ่นเกี่ยวกับความเสี่ยง ของการใช้แอลกอฮอล์ บุหรี่ และสารเสพติดชนิดอื่น รวมทั้ง พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ โดยคู่มือได้รับการออกแบบเพื่อช่วย อำนวยความสะดวกในการสื่อสารภายในครอบครัว ทำให้เกิด ความตระหนักเพิ่มขึ้นในเรื่องความเสี่ยงและพฤติกรรมของ วัยรุ่น สนับสนุนการพัฒนากฎระเบียบของครอบครัวเกี่ยวกับ การใช้สารเสพติดและกิจกรรมทางเพศของวัยรุ่น โดยให้การ สนับสนุนผู้ปกครองในการชี้แนะแนวทางให้กับลูกวัยรุ่น สำหรับเนื้อหาของคู่มือทั้ง 5 เล่ม ประกอบด้วย vคู่มือเล่ม ที่หนึ่ง ให้ผู้ปกครองเห็นภาพรวมของโครงการ เปิดโอกาสให้ ผู้ ป กครองสะท้ อ นประเด็ น ปั ญ หาต่ า งๆ ที่ มี ผ ลต่ อ วั ย รุ่ น ด้วยตนเอง vคู่มือเล่มที่สอง มุ่งเน้นไปที่ความเข้าใจวัยรุ่นและ การสื่อสารในครอบครัว เช่น การประชุมครอบครัว ความเป็น ประชาธิปไตยในครอบครัว การเอาใจเขามาใส่ ใจเราในสมาชิก ทุกคนในครอบครัว เพื่อเป็นพื้นฐานที่สำคัญในคู่มือเล่มต่อไป v คู่มือเล่มที่สาม ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถจัดการกับการใช้ แอลกอฮอล์ แ ละยาเสพติ ด อื่ น ๆ ของวั ย รุ่ น v คู่ มื อ เล่ ม ที่ สี่ มุ่ ง เน้ น ไปที่ พ ฤติ ก รรมทางเพศ v คู่ มื อ เล่ ม ที่ ห้ า ช่ ว ยให้ ผู้ปกครองสามารถจัดการเกี่ยวกับอิทธิพลของเพื่อนและสื่อที่มี ผลต่อพฤติกรรมวัยรุ่น รวมทั้งให้ผู้ปกครองแสดงความคิดเห็น ต่อโปรแกรมและกิจกรรมที่ผ่านมาในหลักสูตรทั้งห้าเล่ม หลังจากที่ผู้ปกครองผ่านหลักสูตรและทำกิจกรรมในคู่มือ แต่ละเล่ม พวกเขาจะได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ โครงการ เพื่อสอบถามถึงประสบการณ์ของการทำกิจกรรมในคู่มือแต่ละ เล่ ม โดยขอให้ ผู้ ป กครองประเมิ น ประสิ ท ธิ ผ ลหลั ง การทำ กิจกรรมของโปรแกรมจบแล้ว นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ โครงการ และผู้ปกครองจะร่วมกันกำหนดเป้าหมายของการทำกิจกรรม สำหรับคู่มือเล่มต่อๆ ไป รวมทั้งกำหนดเวลาสำหรับการโทร ติดตามและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ โครงการฯ เมือ่ จบทัง้ ห้าเล่มแล้ว ผู้ปกครองจะได้รับใบประกาศ และจะมีการสำรวจเพื่อประเมิน ผลในช่วงสุดท้ายของโครงการฯ โครงการฯ นี้ ได้มีการตีพิมพ์ ในวารสารต่างๆ ได้แก่ Social Science & Medicine, Journal of Population and Social Studies, Journal of Medical Association of Thailand, Journal of Drug Education, Journal of Health Communication, International Journal of Child and Adolescent Health, Journal of Early Adolescence, Health Promotion Practice และ Journal of Adolescence. หนึ่งในบทความเหล่านั้นคือ “Spirituality within Family and The Prevention of Health Risk Behavior among Adolescents in Bangkok, Thailand.” Chamratrithirong, Aphichat, Brenda A Miller, Hilary F Byrnes, Orratai Rhucharoenpornpanich, Pamela K Cupp, Michael J rosati, Warunee Fongkaew, Katharine A Atwood and Warunee Chookhare. 2010. Social Science & Medicine. Vol.71, Issue 10, November. ซึ่งมีเนื้อหาโดย ย่อดังนี้

2/ ประชากรและการพัฒนา ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 v

จากการวิ เ คราะห์ โ ดยการสร้ า งแบบจำลองทางสถิ ติ ที่ เรียกว่า Structural Equation Models พบว่ามีการถ่ายทอด ทางจิตวิญญาณทางศาสนาพุทธภายในครอบครัว จากตัวบิดา มารดา สู่ บุ ต ร ทั้ ง ความเชื่ อ และการประพฤติ ป ฏิ บั ติ การถ่ายทอดทางจิตวิญญาณนี้ ได้มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อม ในการป้องกันวัยรุ่นจากพฤติกรรมที่ ไม่เหมาะสมและเสี่ยงต่อ ปั ญ หาสุ ข ภาวะอย่ า งมี นั ย สำคั ญ ทางสถิ ติ การถ่ า ยทอด จิตวิญญาณในครอบครัว มีผลป้องกันทั้งทางตรงต่อพฤติกรรม โดยการเป็นตัวอย่างที่ดีและการบ่มเพาะนิสัย และทางอ้อมโดย กระตุ ้นให้มีการกำกับดูแลบุตรทางกายภาพมากขึ้น ความสามารถของครอบครั ว ไทยในการถ่ า ยทอดหลั ก ศาสนา คุณธรรมและจริยธรรมแก่บุตร เพื่อเป็นวัคซีนป้องกัน พฤติกรรมวัยรุ่นที่ ไม่ถูกต้องและเป็นอันตราย พิสูจน์ ได้ว่ายังมี นัยสำคัญอยู่อย่างคงเส้นคงวา แต่ครอบครัวส่วนใหญ่ ในสมัยนี้ ไม่มี โอกาสนำศักยภาพทางจิตวิญญาณเหล่านั้นมาใช้ ในการ ถ่ายทอดให้แก่บุตรหลานเพื่อป้องกันพฤติกรรมที่ ไม่เหมาะสม และเป็นอันตรายแก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมดังกล่าวได้ ทั ้งหมด การศึ ก ษานี้ ชี้ ใ ห้ เ ห็ น ว่ า การรณรงค์ ใ ห้ ค วามสำคั ญ และ มุ่งเป้ากับผู้เป็นบิดามารดา และการเสริมพลังให้แก่บทบาท ของครอบครัวในสังคมโลกาภิวัตน์ ในปัจจุบันนี้ ควรได้มีการ ออกแบบในมุมมองที่รอบด้านและดำเนินการโดยสถาบันทาง สังคมต่างๆ ครบถ้วน โดยจำเป็นต้องบูรณาการทั้งทางศาสนา วัฒนธรรม ครอบครัว และการสาธารณสุขเข้าด้วยกัน

สิงหาคม-กันยายน 2555 www.ipsr.mahidol.ac.th/newsletter


ประชากรต่างแดน

อมรา สุนทรธาดา

ประชาชนและเสรีภาพ

amara.soo@mahidol.ac.th

ประชาชนและเสรี ภ าพ เป็ น ปรากฎการณ์ ท างสั ง คม สำหรับการต่อสู้อันยาวนาน ที่ผู้คนในหลายๆ ประเทศได้เผชิญ เหตุการณ์ดังกล่าวยาวนานต่างกัน ตามสถานการณ์ที่มีองค์ ประกอบหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นประเทศยากจนหรือร่ำรวย ต่ า งมี ค วามขั ด แย้ ง เพื่ อ เสรี ภ าพและเดิ ม พั น ด้ ว ยชี วิ ต และ ความสูญเสีย สาธารณรัฐแอฟริกาใต้เป็นที่รู้จักของชาวโลก เมื่ อ อดี ต ประธานาธิ บ ดี เ นลสั น แมนเดลลาได้ รั บ อิ ส รภาพ หลั ง จากติ ด คุ ก คดี นั ก โทษการเมื อ งเกื อ บ 30 ปี ประชาชน ในประเทศต้ อ งคำสาปแห่ ง นี้ ต่ อ สู้ อ ย่ า งทรนงกั บ การถู ก เอาเปรียบในยุคล่าเมืองขึ้นของชาวผิวขาว ในยุคตื่นทองที่มี ผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางเข้าไปแสวงโชคแบบลืมตาย ไม่ต้อง สงสั ย เลยว่ า มี ก ารต่ อ ต้ า นจากประชาชนเจ้ า ของประเทศ อย่างต่อเนื่อง ชาวแอฟริกาใต้มีคำกล่าวแบบปลอบใจว่า ความขัดแย้ง สร้างชาติ จริงเท็จอย่างไรโปรดพิจารณา

หนักจนตาย แท่นเปลวเพลิงเพื่อสันติภาพ และส่วนที่เป็นการ แสดงในพื้ น ที่ เ ปิ ด เช่ น กำแพงหิ น สลั ก ชื่ อ ผู้ เ สี ย ชี วิ ต เพื่ อ เสรีภาพ มีความสูงประมาณ 4 เมตร ความยาว 697 เมตร สามารถสลักชื่อได้ 136,000 รายชื่อ ปัจจุบันมีรายชื่อที่สลักไว้ แล้ว 75,000 รายชื่อ ทั้งหญิงและชายที่เสียชิวิตเนื่องจาก สงครามจากความขัดแย้งครั้งใหญ่ๆ รวม 8 ครั้ง แอบถาม มั ค คุ เ ทศก์ ว่ า ยั ง มี ที่ ว่ า งอี ก มากบนกำแพงหิ น แกรนิ ต เว้ น ไว้ ทำไม หนุ่มนำเที่ยวไม่ตอบ แต่ผู้ตั้งคำถามคิดเล่นๆ ว่า จะรอให้ มีการต่อสู้เพื่อเสรีภาพอีกหรืออย่างไร รายชื่อบนกำแพงหิน

มีทั้งผู้ที่อพยพมาจากเอเชีย (เท่าที่มีเวลาอ่านพบแต่รายชื่อจาก มาเลเชีย อินเดีย จีน และญี่ปุ่น ยังไม่มีจากประเทศไทยนะ ผู้ อ่ า น) ยุ โ รปและอเมริ ก า และนั ก ต่ อ สู้ ช าวพื้ น เมื อ งของ แอฟริกาใต้ตั้งแต่สงครามบัวร์ สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 และสงครามกลางเมื อ งการเหยี ย ดผิ ว มั ค คุ เ ทศก์ ใ ห้ ข้ อ มู ล เพิ่มเติมว่ามีการพิสูจน์หลักฐานบุคคลหลายขั้นตอนกว่าจะมี การจารึกชื่อไว้บนกำแพง

ส่วนหนึ่งของ สวนสันติภาพ ชานกรุงพริทอเรีย

Isivivane ปฏิมากรรมสัญญลักษณ์ชาวแอฟริกาใต้ทั้งมวล อดีตประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลลา กล่าวสุนทรพจน์ จับใจชาวแอฟริกาใต้ เมื่อ ปี 2542 ว่า “คงไม่ ไกลเกินฝันที่ ผองเราจะได้เห็น สุขาวดีและสวนสันติภาพ ทีเ่ ราจะรวมตัวกัน เพื่ อ มอบเกี ย รติ ย ศและศั ก ดิ์ ศ รี แ ด่ ผู้ เ สี ย สละเพื่ อ ชาติ ท ี่

วายชนม์ ผู้แบกรับแทนผองเราซึ่งความเจ็บปวดและทุกข์ ทรมานเพื่อให้เราได้สัมผัสปิติแห่งเสรีภาพ” สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ณ ปัจจุบัน ยังไม่สงบนิ่งอย่างที่ ผู้เสียสละในอดีตได้วาดหวังไว้ แต่ยังเต็มไปด้วยปัญหาสังคม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความยากจน วิ่งขนานไป กับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่หล่อเลี้ยงประชากรราว 50 ล้านคน มีภาษาราชการสื่อสาร 11 ภาษา มีเมืองใหญ่ถึง 3 แห่งที่ทำหน้าที่ต่างกัน คือ กรุงพริทอเรียเป็นเมืองหลวงเพื่อ การบริหารประเทศจากส่วนกลาง เมืองเคปทาวน์เป็นที่ประชุม สมาชิกรัฐสภา และ เมืองบลอมฟอนทิน เป็นเมืองสำหรับทำ หน้าที่ด้านตุลาการ เหนื่อยใจแทนชาวแอฟริกาใต้

กำแพงหินสลักชื่อผู้เสียชีวิตเพื่อเสรีภาพที่สวนสันติภาพ สวนสันติภาพ ชานกรุงพริทอเรีย เปิดเป็นทางการเมื่อ

ปี 2543 และเสร็จสมบูรณ์เมื่อ ปี 2550 มีพื้นที่กว้าง ประมาณ 52 เฮกตาร์ (ประมาณ 325 ไร่) เป็นสิ่งก่อสร้างเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อคติ การต่อสู้อันยาวนาน และ บทเรียนแห่งการแก่งแย่งของมนุษยชาติ บริเวณสวนสันติภาพ มีที่กว้างขวาง สามารถแบ่งพื้นที่เพื่อเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ อย่างน่าสนใจ เช่น แสดงประวัติผู้นำในอดีตที่เสียชีวิตแล้ว หลักฐานต่างๆ ที่แสดงถึงความโหดร้ายที่มนุษย์มีต่อกัน เช่น เศษเสื้อผ้าและของใช้ต่างๆ ของแรงงานเหมืองทองที่ทำงาน

aaaaaaaaa

3/ ประชากรและการพัฒนา ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 v

สิงหาคม-กันยายน 2555 www.ipsr.mahidol.ac.th/newsletter


ประเด็นทางประชากรและสังคม

มนสิการ กาญจนะจิตรา

manasigan.kan@mahidol.ac.th

อายุเกษียณ สำคัญไฉน?

การกำหนดอายุ เ กษี ย ณของประเทศไทยในปั จ จุ บั น นั้ น เหมาะสมหรือไม่ คำถามสำคัญ ทีต่ อ้ งการคำตอบ ทัง้ ทีห่ ลายคน กำลั ง ก้ า วย่ า งเข้ า สู่ เ งื่ อ นไขของการเกษี ย ณอายุ ก ารทำงาน ในวันนี้ เราหันหลังแลหน้า ขบคิดและทบทวนเรื่องนี้กันอย่าง ถี่ถ้วนจริงจังแล้วหรือยัง แน่นอนเมื่อเราพูดถึงอายุเกษียณ เราพูดถึงภาคที่อยู่ ใน ระบบเท่านั้น เพราะภาคที่อยู่นอกระบบไม่มีการกำหนดอายุ เกษียณ สามารถเลือกที่จะเลิกทำงานเมื่อไหร่ก็ ได้ แรงงานไทย ปัจจุบันที่ทำงานอยู่ ในระบบ มีอยู่ประมาณหนึ่งในสาม ซึ่งคน เหล่านี้เมื่ออายุถึงวัยที่ถูกกำหนดไว้ ก็ต้องเลิกทำงาน อย่างเช่น ข้าราชการที่มีพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ที่กำหนดอายุเกษียณราชการไว้ที่ 60 ปีบริบูรณ์ หรือ ในภาคเอกชนที่แม้ ไม่มีกำหนดไว้ ในกฎหมาย แต่มักมีกำหนดไว้ ในสัญญาว่าจ้าง การกำหนดอายุเกษียณเช่นนี้เหมาะสมแล้วหรือไม่ ซึ่งหาก พูดถึงความเหมาะสมก็คงต้องถามว่าเหมาะสมกับใคร วันนี้ จึงขออนุญาตพูดถึงความเหมาะในสองแง่ คือต่อโครงสร้าง ประชากรของประเทศในปัจจุบัน และต่อตัวผู้สูงอายุเอง เมื่ อ มาดู ข้ อ มู ล โครงสร้ า งประชากรของประเทศไทย เรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร ครั้งสำคัญ ปัจจุบันคนไทยมีอายุยาวนานขึ้นมาก เปรียบเทียบ กั บ เมื่ อ ปี พ .ศ.2494 ที่ เ ริ่ ม กำหนดอายุ เ กษี ย ณข้ า ราชการ อายุ ค าดเฉลี่ ย เมื่ อ แรกเกิ ด ของชายไทยอยู่ ที่ 40 ปี และ หญิ ง ไทยอยู่ ที่ 43 ปี แต่ ด้ ว ยวิ วั ฒ นาการด้ า นสาธารณสุ ข คนไทยมี สุ ข ภาพที่ ดี ขึ้ น มาก อายุ ค าดเฉลี่ ย ก็ เ พิ่ ม ขึ้ น ด้ ว ย ซึ่ ง ปั จ จุ บั น อายุ ค าดเฉลี่ ย เมื่ อ แรกเกิ ด ของชายไทยเพิ่ ม เป็ น 70 ปีแล้ว และหญิงไทยเป็น 76 ปี นอกจากคนไทยจะอยู่ กั น นานขึ้ น แล้ ว คนไทยเริ่ ม มี ลู ก กันน้อยลงด้วย และด้วยแนวโน้มทั้งสองนี้ประกอบกัน เราจะมี คนวัยแรงงานที่เป็นผู้ค้ำจุนหลักในการหารายได้และขับเคลื่อน เศรษฐกิ จ น้ อ ยลง แต่ จ ะมี ผู้ ที่ เ กษี ย ณอายุ ที่ ต้ อ งพึ่ ง พิ ง ดู แ ล มากขึ้ น เราจะเจอสภาวะพึ่ ง พากั น อย่ า งไม่ ส มดุ ล ซึ่ ง จะ มี ผ ลต่ อ ความมั่ น คงทางการคลั ง ของประเทศไทยอย่ า ง หลีกเลี่ยงไม่ ได้ และจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติในที่สุด สำหรั บ ตั ว ผู้ สู ง อายุ เ อง การกำหนดอายุ เ กษี ย ณเช่ น นี ้

เหมาะสมหรือไม่ หากเราเทียบกับเมือ่ 60 ปีทแี่ ล้ว คนอายุ 60 ปี ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงแข็งแรง กระฉับกระเฉง ปฏิภาณ ไหวพริบยังดีเยี่ยม ดังนั้นวยาคติ (อคติแห่งวัย) ที่ว่าคนสูงอายุ มี สุ ข ภาพที่ ไ ม่ เ อื้ อ ต่ อ การทำงานต่ อ ไป อาจเป็ น ความคิ ด ที ่

ล้าสมัยไปแล้วก็เป็นได้

4/ ประชากรและการพัฒนา ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 v

แต่ทา้ ยทีส่ ดุ แล้ว เหมาะสมหรือไม่นนั้ ควรให้ผสู้ งู อายุตดั สินเอง ว่าเขายังสามารถทำงานต่อได้หรือไม่ และยังอยากทำงานอยู่ หรือเปล่า การที่สังคมกำหนดอายุบังคับเกษียณ คือการที่สังคม ตัดสินเส้นทางเดินให้คนเหล่านี้ ไว้แล้ว ซึ่งเป็นการปิดกั้นโอกาส การทำงาน พูดอีกนัยหนึ่งคือปิดกั้นสิทธิ์ที่จะเลือกชะตากรรม ของตัวเองในการทำงานต่อ ทั้งที่อาจจะยังมีความสามารถและ ความต้องการทำงานอยู่ ทั้งหมดที่กล่าวมา อาจมีประเด็นอื่นๆ อีกมากมายที่สำคัญ และไม่ ได้กล่าวถึง แต่คำถามสำคัญเรื่องนี้ อาจทำให้สังคมได้มี สติและร่วมกันหาทางออกได้อย่างรู้เท่าทัน โดยอยากให้ผู้มี ส่วนเกี่ยวข้องศึกษาถึงผลกระทบต่างๆ อย่างถ่องแท้ เพื่อนำมา กำหนดแนวนโยบายที่สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทสังคม ไทย เพื่อให้สังคมผู้สูงอายุที่เราจะเจอในอนาคต ทุกคนสามารถ อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ค้ำจุนและพึ่งพิงกันและกันอย่าง ลงตัว โดยภาระไม่ ไปตกที่ภาคส่วนหนึ่งหรือสถาบันใดในสังคม จนเกินไป รวมถึงการอยู่ ในสังคมร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี และมี สิทธิ์ที่จะเลือกเส้นทางการทำงานได้ด้วยตนเอง

สิงหาคม-กันยายน 2555 www.ipsr.mahidol.ac.th/newsletter


โครงการวิจัย

เกรียงศักดิ์ โรจน์คุรีเสถียร

kriengsak.roj@mahidol.ac.th

มารู้จัก “โยนิโสมนสิการ” กันเถอะ

“โยนิโสมนสิการ” เป็นวิธีการคิดที่มีประโยชน์สามารถ นำไปใช้ ในการคิดวางแผนในการทำวิจัย ทำงาน แก้ ไขปัญหา ช่วยในการตัดสินใจ วิเคราะห์ ติดตามผลการทำงาน จึงได้สรุป เรียบเรียงนำเสนอในที่นี้ คำว่า “โยนิโสมนสิการ” ประกอบ ด้วยคำสองคำ คำแรกคือ โยนิโส มาจาก โยนิ แปลว่า เหตุ

ต้นเค้าแหล่งเกิดปัญญา อุบาย วิถีทาง และ คำที่สองคือ มนสิการ แปลว่าการนำในใจ การคิดคำนึง นึกถึง ใส่ ใจ พิ จ ารณาเมื่ อ รวมกั น มี ค วามหมายว่ า การนึ ก ในใจโดย แยบคายหรือการคิดแบบแยบคาย ซึ่งหมายถึงแนวการคิด 4 ประการคือ การคิดโดยใช้วธิ กี ารต่างๆ (อุบายมนสิการ) ทีถ่ กู ต้อง เพื่ อ ให้ ได้ ค วามจริ ง ความหมายที่ ส องคื อ การคิ ด อย่ า งมี ระเบี ย บเป็นขั้นตอน ตามลำดับเหตุและผล ไม่ทำให้ยุ่งสับสน (ปถมนสิการ) ความหมายที่สามหมายถึง การคิดโดยการค้นหา สาเหตุและผล หาความสัมพันธ์ของเหตุและผลที่เป็นผลต่อ เนื่องแบบลูกโซ่ (การณมนสิการ) ความหมายที่สี่เป็นการคิด แบบกำหนดเป้าหมาย กำหนดผลล่วงหน้าเพื่อเป็นกำลังใจให้ ตนเองทำงานสำเร็ จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ (อุปปาทกมนสิการ) โยนิโสมนสิการหรือการคิดแบบแยบคายนี้มีวิธีคิดแยก ย่อยออกเป็น 10 วิธีคือ 1. วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย (หรือคิดแบบสืบสวน) วิธีคิดแบบนี้คือ การคิดแบบหาสาเหตุที่ทำให้เกิดผลหรือเกิด เหตุการณ์ ว่ามีอะไรเป็นปัจจัยทำให้เกิดและมีความสัมพันธ์กัน อย่างไร เหมือนกับตำรวจหาสาเหตุที่เกิดเหตุร้าย หรือนักวิจัย หาสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดน้ำท่วม 2. วิ ธี คิ ด แบบแยกแยะส่ ว นประกอบ (หรื อ การคิ ด

เชิงวิเคราะห์) วิธีนี้เป็นการคิดแยกสิ่งต่างๆ ออกเป็นส่วนๆ เช่น การวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กร ก็แยกออกเป็นฝ่าย บุคคล ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายการเงิน เป็นต้น แล้ว วิเคราะห์ทีละฝ่าย โดยใช้วิธีคิดแบบอื่นมาร่วมใช้ด้วย เช่น วิธีที่ หนึ่งและวิธีที่สี่ เป็นต้น 3. วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ (หรือแบบรู้เท่าทันธรรมดา) ผู้ที่สามารถใช้วิธีคิดแบบนี้ ได้ต้องเป็นผู้รู้หรือมีประสบการณ์ ใน เรื่องนั้นๆ มาก่อน รู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ รู้ว่าเป็นธรรมดา รู้ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ที่ปรากฏการณ์นั้นๆ เกิดขึ้น มีสาเหตุ จากอะไร ทำให้เกิดผลอย่างไร จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่รู้แล้ว ผู้ที่ ใช้วธิ คี ดิ แบบนีอ้ าจเรียกได้วา่ เป็นผูช้ ำนาญการหรือเชีย่ วชาญได้ สามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้อื่นๆ ได้ 4. วิธีคิดแบบอริยสัจ (หรือกระบวนการแก้ปัญหา) โดย วิเคราะห์ ปัญหา (ทุกข์) หาสาเหตุของปัญหา (สมุทัย) กำหนด วั ต ถุ ป ระสงค์ ห รื อ เป้ า หมายในการแก้ ปั ญ หา (นิ โ รธ) และ กำหนดวิ ธี ก ารแก้ ปั ญ หา (มรรค) โดยคิ ด แบบเป็ น คู่ คื อ วิ เ คราะห์ ห าปั ญ หาและสาเหตุ พ ร้ อ มกั น เมื่ อ ได้ ปั ญ หาและ สาเหตุแล้วนำปัญหาที่ ได้มากำหนดเป้าหมายและนำสาเหตุมา กำหนดเป็นแผนงาน โครงการ และกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหา จนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5. วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ (หรือคิดตามหลักการ และความมุ่งหมาย) ธรรม แปลว่า หลักการ หลักความดีงาม หลั ก ปฏิ บั ติ ที่ ดี ส่ ว น อรรถ นั้ น แปลว่ า ความมุ่ ง หมาย

วัตถุประสงค์ ประโยชน์ที่ต้องการ วิธีคิดแบบนี้เป็นการคิดให้ สอดคล้องสัมพันธ์กันระหว่างหลักการที่ดีและวัตถุประสงค์ที่ ถูกต้องทำให้เกิดประโยชน์ที่ต้องการ 6. วิธคี ดิ แบบเห็นคุณโทษและทางออก (หรือ ข้อดี ข้อเสีย และทางเลือก) วิธีนี้ ใช้ร่วมกับวิธีอื่นด้วย เป็นการแยกแยะสิ่งที่ มีอยูต่ ามปกติมองให้เห็นข้อดีขอ้ เสีย สิง่ ทีด่ ี สิง่ ที่ไม่ดี สิง่ ทีเ่ ป็นคุณ สิง่ ทีเ่ ป็นโทษ และเลือกทำ เลือกปฏิบตั แิ ต่สงิ่ ดี สิง่ ทีเ่ ป็นคุณ และ หลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดี สิ่งที่เป็นโทษ จากสิ่งที่มีอยู่ เห็นอยู่ 7. วิ ธี คิ ด แบบคุ ณ ค่ า แท้ แ ละคุ ณ ค่ า เที ย ม เป็ น วิ ธี คิ ด จำแนกแยกออกระหว่างสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงและ จำเป็ น ต้ อ งมี ต้ อ งใช้ ห รื อ ต้ อ งทำงานตามบทบาทหน้ า ที่ ซึ่งถือว่ามีคุณค่าแท้ ซึ่งแตกต่างจากคุณค่าเทียม เช่น แสวงหา สิ่งที่ ไม่มีประโยชน์ โดยตรงหรือมีแล้วก็ ไม่ ได้แก้ปัญหาให้อย่าง ยั่งยืน หรือการไม่ทำงานตามหน้าที่แต่ ไปทำงานนอกหน้าที่ที่ ไม่ จำเป็นเพื่อให้คนยอมรับ 8. วิธีคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม คือการคิดถึงวิธีที่จะนำ เอาประสบการณ์ ความรู้ มาดัดแปลงปรับปรุงให้ดีขึ้นเพื่อเป็น ตัวอย่างหรือแบบอย่างที่ดี เป็นประโยชน์ต่อบุคคล สิ่งแวดล้อม 9. วิธีคิดแบบเป็นอยู่ปัจจุบัน คือวิธีคิดโดยการมีสติอยู่กับ ปัจจุบัน โดยการเอาผลจากอดีตมาแก้ ไขหรือปรับปรุงโดยไม่ ไป คำนึงแต่เรื่องในอดีต และมีสติในการคิดแก้ ไขหรือปรับปรุงใน เวลาปัจจุบัน โดยรู้ว่าการกระทำในปัจจุบันจะทำให้เกิดผลใน อนาคตอย่างไร แต่ ไม่ ใช่เพ้อเหม่อลอยถึงอนาคตตลอดเวลา 10. วิธีคิดแบบวิภัชชวาท เป็นวิธีคิดประกอบกับการใช้คำ พูดหรือการพูด โดยสรุปแล้วคล้ายกับนำวิธีคิดที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้นมานำเสนอให้ ได้รู้ตามที่ ได้คิดจำแนก แยกแยะ คิดเป็น เหตุ และผล คิดตามลำดับขั้นตอน คิดเป็นประเด็น วิธีคิดทั้งสิบวิธีนี้สามารถใช้ร่วมกันได้และจะช่วยให้มีความ ถู กต้องในการคิดมากขึน้ เรียบเรียงจากหนังสือพุทธธรรม โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ผู้อ่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามที่ อยู่นี้ http://www.buddha-dharm.com/ หรือดาวน์ โหลด หนั ง สื อ ทั้ ง เล่ ม ในรู ป แบบไฟล์ PDF จากที่ อ ยู่ นี้ http:// www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/ buddhadhamma_revised_and_expanded_edition.pdf

5/ ประชากรและการพัฒนา ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 v

สิงหาคม-กันยายน 2555 www.ipsr.mahidol.ac.th/newsletter


นานาสาระประชากร

ปราโมทย์ ประสาทกุล

pramote.pra@mahidol.ac.th

สังคมผู้สูงอายุไทยยังอยู่ระดับประถม

พุธที่ 4 กรกฎาคม 2555 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม เพิ่งจัดประชุมวิชาการ ประจำปี “ประชากรและสังคม” ไปเมื่อวันจันทร์ 2 กรกฎาคม เราอยากจั ด ประชุ ม ในวั น ที่ 1 กรกฎาคม เพราะถื อ ว่ า เป็ น “วันกลางปีประชากร” แต่ปีนี้วันกลางปีตรงกับวันอาทิตย์ จึงเลื่อนมาเป็นวันจันทร์ การประชุมใช้หัวข้อว่า “คนชายขอบ และความเป็นธรรมในสังคม”

“คนชายขอบ” ในที่นี้หมายถึงผู้คนที่ด้อยสิทธิ ด้อยโอกาส คนที่เข้าไม่ถึงหรือไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะ รวมทั้ง กลุ่มคนที่ถูกเลือกปฏิบัติ หรือจะเรียกว่าเป็นกลุ่มคนที่ ไม่ ได้รับ ความเป็นธรรมในสังคมก็ ได้ สถาบันฯ ทำเสื้อยืดคอกลมแจกให้พวกเราเพื่อเป็นที่ระลึก ถึงการประชุมครั้งนี้ ตรงหน้าอกด้านซ้ายมีตรา “คนชายขอบ ประชากรและสังคม 2555” ด้านหลังพิมพ์รายการกลุ่มคน ที่ นั บ เป็ น คนชายขอบที่ น ำมาพู ด กั น ในที่ ป ระชุ ม “แม่ ค้ า

คนพิการ คนเก็บขยะ คนไร้บา้ น เด็กเร่รอ่ น คนคุก ผูป้ ว่ ยเอดส์ แรงงานเด็ก ผูห้ ญิง คนยากจน แม่เลีย้ งเดีย่ ว คนไร้สญ ั ชาติ คนรักเพศเดียวกัน แรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย ชนกลุ่มน้อย ไทยมุสลิม ผู้สูงอายุ ผู้ ใช้สารเสพติด คนไร้รัฐ” ช่างมีคน ชายขอบอยู่ ในประเทศของเรามากมายหลายพวกหลายกลุ่ม จริงๆ แต่บางกลุ่ม ตัวผมเองก็ยังงงๆ อยู่ว่าจัดเป็นคนชายขอบ ได้ อ ย่ า งไร เช่ น แม่ ค้ า ผู้ ห ญิ ง ผู้ สู ง อายุ ไทยมุ ส ลิ ม แต่บทความที่นำเสนอในที่ประชุมมีคำอธิบาย ผมเองเสนอบทความเรื่องผู้สูงอายุ กลุ่มที่ผมยังงงๆ อยู่ว่า จัดเป็นคนชายขอบได้อย่างไรนั่นแหละ จึงขอถือโอกาสใช้พื้นที่ ใน “ประชากรและการพัฒนา” สรุปความเล็กน้อยว่าผู้สูงอายุ กลายเป็นคนชายขอบได้อย่างไร ปรกติ ผู้สูงอายุไทยเป็นประชากรที่อยู่วงในเหมือนคนไทย วัยอื่นๆ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ให้หลักประกันว่าผู้สูงอายุจะมี สิทธิเสมอภาคเช่นเดียวกับคนไทยวัยอื่นๆ ผู้สูงอายุจะไม่ถูก

6/ ประชากรและการพัฒนา ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 v

เลือกปฏิบัติ แถมยังมีสิทธิพิเศษบางอย่างเหนือประชากรกลุ่ม อื่ น ๆ เช่ น เข้ า ชมพิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ ฟ รี (ผมยั ง ไม่ เ คยใช้ สิ ท ธิ ) เข้ า วนอุ ท ยานแห่ ง ชาติ ฟ รี (เคยใช้ สิ ท ธิ แ ล้ ว ) ค่ า โดยสาร รถประจำทางใน กทม. ครึง่ ราคา (เคยใช้สทิ ธิแล้ว) รถไฟฟ้าใต้ดนิ ครึ่งราคา (ยังไม่เคยใช้) รถ บขส. ไปต่างจังหวัดครึ่งราคา (ยังไม่เคยใช้) ผู้ สู ง อายุ ไ ทยอยู่ ว งในด้ ว ยหลั ก ประกั น ทางกฎหมาย นอกจากนั้น เรามีวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามที่จะยึดเหนี่ยว คนวัยนี้ ให้อยู่วงในอีกด้วย อย่ า งไรก็ ต าม ในอนาคตที่ สั ง คมไทยจะกลายเป็ น สั ง คม ผู้สูงอายุ มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก เราจึงต้องระวัง ไม่ ให้มีปัจจัยที่จะผลักให้ผู้สูงอายุต้องหลุดออกจากวงในไปอยู่ ชายขอบ ปัจจัยผลักเหล่านั้นที่สำคัญคือ ความยากจน การที่ ผู้สูงอายุต้องอยู่ตามลำพัง และความเจ็บไข้ ได้ป่วย นอกจากนั้น ยังมีบริการสาธารณะต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค กีดกันมิให้ผู้สูงอายุได้เข้าไปใช้สิทธิรับบริการได้ เช่น อาคาร สถานที่ ทางเท้า ถนนหนทาง และยานพาหนะสาธารณะต่างๆ ที่ออกแบบไว้ ไม่เอื้อให้ผู้สูงอายุได้ ใช้บริการโดยสะดวก ทำให้ ผู้สูงอายุเสียสิทธิไปโดยปริยาย ในบทความ ผมเสนอให้สงั คมไทยลด “วยาคติ” ต่อผูส้ งู อายุ เพื่ อ เป็ น วิ ธี ห นึ่ ง ที่ จ ะลดแรงผลั ก ให้ ผู้ สู ง อายุ อ อกไปเป็ น

คนชายขอบ “วยาคติ” อ่านว่า “วะ–ยา-คะ-ติ” แปลมาจากคำภาษา อังกฤษว่า “ageism” ได้มาจากการสนธิคำว่า “วย” (วัยหรือ อายุ) กับคำว่า “อคติ” วยาคติ จึงมีความหมายว่า อคติ หรือ ทัศนคติ เชิงลบ หรือความรู้สึกเชิงลบที่มีต่อคนวัยใดวัยหนึ่ง เช่น ทัศนคติว่า คนอายุน้อยกว่าที่นั่งประชุมอยู่ด้วยกันไม่ควร ออกความเห็นในบางเรื่อง เพราะมีประสบการณ์น้อย แต่ โดย ทั่ ว ไป วยาคติ จะใช้ กั บ ผู้ สู ง อายุ หรื อ คนแก่ เช่ น เห็ น ว่ า ประชากรสูงอายุไม่เป็นผู้ผลิตอีกแล้ว ผู้สูงอายุแก่เกินที่จะเรียน รูอ้ ะไรใหม่ๆ ผูส้ งู อายุเป็นภาระทีต่ อ้ งพึง่ พาคนวัยทำงาน ผูส้ งู อายุ ต้องพึ่งสวัสดิการของรัฐในการดำรงชีวิต ผู้สูงอายุเป็นวัยที่ เชื่องช้า งุ่มง่าม ขี้หลงขี้ลืม ฯลฯ วยาคติ เ ช่ น นี้ หากเกิ ด ขึ้ น แพร่ ห ลายในสั ง คมก็ จ ะทำให้ คุณค่าของผู้สูงอายุลดน้อยลง จะทำให้การอยู่ร่วมกันในสังคม ระหว่ า งคนต่ า งวั ย ไม่ ร าบรื่ น และเป็ น สุ ข คนไทยยั ง มี วัฒนธรรมดีๆ อยู่มาก เช่น ความกตัญญูรู้คุณ การเคารพ นับถือผู้อาวุโส เราคงต้องหาวิธีสกัดเอาสิ่งดีงามเหล่านี้มาใช้ เป็นพลังฉุดรั้งไว้ ไม่ ให้ผู้สูงอายุต้องถูกผลักออกไปอยู่บริเวณ ชายขอบของสังคม

สิงหาคม-กันยายน 2555 www.ipsr.mahidol.ac.th/newsletter


เดือนกรกฎาคม มีวันประชากรโลก วันที่ 11 กรกฎาคม นี้เป็น “วันประชากรโลก” ในฐานะที่ผมทำงานด้านประชากร จึงขอให้ความสำคัญกับ “วันประชากรโลก” ให้เหมาะสมกับวิชาชีพของตนเอง ผู้อ่าน “ประชากรและการพัฒนา” บางท่านอาจถามว่าวัน ประชากรโลกสำคัญอย่างไร และทำไมต้องเป็นวันที่ 11 กรกฎาคม เมื่อ 25 ปีก่อน กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ หรือ UNFPA (United Nations Population Fund หรือชื่อเดิมว่า United Nations Fund for Population Activities) ได้คาด ประมาณว่าประชากรโลก จะมีจำนวนครบ 5,000 ล้านคน ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2530 หลังจากปีนั้น เขาเลยให้ถือเอา วันที่ประชากรโลกครบห้าพันล้านคน คือ วันที่ 11 กรกฎาคม เป็น “วันประชากรโลก” (World Population Day) ทั้งนี้ เพื่อเป็นโอกาสที่จะเตือนให้คนทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญ ของการเปลี่ยนแปลงประชากรที่มีผลต่อสภาพการอยู่อาศัย ความยากจน สุขภาพอนามัย รวมทั้งประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง กับคุณภาพชีวิตของพลโลก ผมจำติดใจว่า ประชากรของประเทศไทยมีจำนวนคิดเป็น ประมาณ 1% ของประชากรโลก ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ในปี 2527 ประเทศไทยมีประชากรครบ 50 ล้านคน อีก 3 ปี ต่อมาในปี 2530 โลกก็มีประชากรครบ 5,000 ล้านคน ถึงปี 2539 ประเทศไทยมีประชากรครบ 60 ล้านคน อีก 3 ปีต่อมา โลกก็มีประชากรครบ 6,000 ล้านคนเมื่อปี 2542 เมื่ อ ปี ก ลายนี้ พ.ศ.2554 สหประชาชาติ ป ระมาณว่ า ประชากรโลกมี จ ำนวนครบ 7,000 ล้ า นคน แต่ ค ราวนี้ ประชากรไทยขอแยกทางเดิน ไม่ยอมเป็น 1% ของประชากร โลกเสียแล้ว ในปี 2554 ประเทศไทยมีประชากร 64 ล้านคน คิดเป็นเพียง 0.9% ของประชากรโลกเท่านั้น ดูเหมือนในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ประชากรไทยจะเพิ่ม ด้วยอัตราที่ช้ามาก เฉลี่ยแล้วเพิ่มปีละประมาณ 0.4% ต่อปี เท่านั้น ประชากรไทยเพิ่มช้ามากในระยะหลังๆ นี้ เพราะเด็กเกิด ใหม่ ในแต่ละปีลดลง ถ้าใช้ศพั ท์วชิ าการก็พดู ว่า “ภาวะเจริญพันธุ์ ของประชากรไทยลดต่ำลง” เมื่อปีกลาย (2554) ประเทศไทยมี เด็กเกิดราว 8 แสนคนเท่านั้น ต่างกับเมื่อ 30–40 ปีก่อนอย่าง มาก ระหว่างปี 2506–2526 มีเด็กเกิดในประเทศไทยมากกว่า หนึ่ ง ล้ า นคนต่ อ ปี ผมเรี ย กคนที่ เ กิ ด ช่ ว งเวลานั้ น ว่ า “คนรุ่ น

เกิดล้าน” เดี๋ยวนี้ คนรุ่นนั้นมีอายุ 29-49 ปี คนรุน่ เกิดล้าน เกิดในช่วงทีป่ ระชากรไทยมีภาวะเจริญพันธุส์ งู แต่พอรุน่ ตัวเองเข้าสูว่ ยั มีลกู กลับมีผลผลิตหรือภาวะเจริญพันธุ์ต่ำ คนรุ่นเกิดล้านแต่งงานกันช้าลง แต่งงานแล้วก็มีลูกกันน้อย เพียงแค่คนสองคน จะหาคนรุ่นนี้มีลูก 4-5 คนอย่างคนรุ่นก่อน ได้ยากเต็มที ยิ่งไปกว่านั้น คนรุ่นเกิดล้านที่สมัครใจอยู่เป็นโสด ไม่ยอมแต่งงานก็มีมากกว่าคนรุ่นก่อน

เอาเถอะครับ ... อย่าไปโทษคนรุน่ เกิดล้านว่ามีภาวะเจริญพันธุ์ ต่ำเลย ปรากฏการณ์คนมีลูกน้อยลงอย่างนี้ ได้เกิดขึ้นทั่วโลก ภาวะเจริ ญ พั น ธุ์ ข องทุ ก ประเทศในโลกนี้ ก ำลั ง ลดต่ ำ ลง จะแตกต่างกันก็เพียงแต่จะลดลงมากหรือน้อย หรือลดลงช้า หรือเร็วกว่ากันเท่านั้น การเกิดที่ลดลง และชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ทำให้ประชากรของ ประเทศต่างๆ ในโลกมีอายุสูงขึ้น พูดง่ายๆ ว่า ประชากรของ ประเทศต่างๆ แก่ชราขึ้นก็ ได้ จะแก่มาก แก่น้อย แก่ช้า แก่เร็ว ก็แตกต่างกันไปบ้าง เมื่อประชากรของประเทศต่างๆ กำลังมีอายุมากขึ้นกันหมด แล้ ว เราควรจั ด ลำดั บ ความแก่ ข องประชากรเพื่ อ ให้ เ ห็ น ว่ า ประชากรประเทศใดมีคนสูงอายุมากน้อยขนาดไหน ผมเคยเห็น การทำตั ว ชี้ วั ด ความสู ง วั ย ของประเทศเกาหลี ใ ต้ เขาใช้ อั ตราส่ว นร้ อ ยของประชากรอายุ 65 ปี ขึ้น ไปต่ อ ประชากร ทั้ ง หมดเป็ น เกณฑ์ ถ้ า ประชากรกลุ่ ม นี้ มี ถึ ง 7% ก็ เ รี ย กว่ า “กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ” ผมขอใช้คำว่า “สังคมผู้สูงอายุ ระดับประถม” เมื่อประชากรกลุ่มนี้มีถึง 14% ก็เป็น “สังคม ผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” ผมขอเรียกว่า “สังคมผู้สูงอายุระดับ มั ธ ยม” และเมื่ อ ประชากรอายุ 65 ปี ขึ้ น ไป เพิ่ ม ถึ ง 20% ก็ เ รี ย กว่ า เป็ น “สั ง คมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ที่สุด” ซึ่งผมขอ เรียกว่าเป็น “สังคมผูส้ งู อายุระดับอุดม” ปัจจุบัน ในทวีปเอเชีย มีญี่ปุ่นประเทศเดียวที่เป็นสังคม ผู้สูงอายุระดับอุดม คือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากถึง 23% เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ กำลังตามมาติดๆ แต่ยังอยู่ ใน ขั้นสังคมผู้สูงอายุระดับประถมตอนปลาย (ประมาณ 10-12%) ส่วนประเทศไทยของเรายังเป็นสังคมผู้สูงอายุที่ยัง “เด็กๆ” คือ ระดับประถม ประเทศไทยมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเพียง 8% แต่อีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า เราก็จะเลื่อนชั้นเป็นสังคม ผู้สูงอายุระดับมัธยม และอีกประมาณ 15 ปีต่อไป เราก็จะเป็น สังคมผู้สูงอายุระดับอุดม ที่หนึ่งในห้าของประชากรจะมีอายุ 65 ปีขึ้นไป การจัดสวัสดิการที่ยั่งยืนในสังคมผู้สูงอายุ กำลังกลาย เป็ น ประเด็ น ประชากรที่ ท้ า ทายเรื่ อ งหนึ่ ง ของหลายๆ ประเทศทั่วโลก ในวันประชากรโลกปีน ี้

ไม้เท้า-ไม้ พยุง

ไปขอนแก่นครานี้โชคดีนัก ได้สิ่งรักสมปองเป็นของขวัญ จากอาจารย์สำเริง จันทร์สุวรรณ เป็นไม้เท้า ค้ำยันกันหกล้ม ไม้พยุง งามเหลือที่เนื้อไม้ กลึงเกลาได้เนียนสลวยดูสวยสม โค้งเว้าดัดส่วนด้ามงามน่าชม ตรงปลายปม อ่ อนไหวถูกใจนัก 4 เมษายน 2555 (ไป ม.ขอนแก่น 3 เมษายน 2555)

7/ ประชากรและการพัฒนา ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 v

สิงหาคม-กันยายน 2555

www.ipsr.mahidol.ac.th/newsletter


รางวัลอีกโนเบล

วรชัย ทองไทย

varachai.tho@mahidol.ac.th

เครื่องเทศและสมุนไพร

เครื่องเทศ (spice) หมายถึงชิ้นส่วนของพืชที่ทำให้แห้ง ได้แก่ เมล็ด ผล ราก เปลือก และใบ ตัวอย่างของเครื่องเทศที่ รู้จักกันดี คือ กระวาน กานพลู ขมิ้น ขิง งา จันทน์เทศ โป้ยกั๊ก พริกไทย มะกรูด ยี่หร่า อบเชย เป็นต้น เครื่องเทศมีผลต่อ สัมผัสของมนุษย์ 3 ทาง ได้แก่ ทางตาด้วยสีที่สดใส ทางจมูก ด้วยกลิ่นที่หอมหวน และทางลิ้นด้วยรสที่แปลกใหม่

สมุ น ไพรมากกว่ า ส่ ว นอาหารที่ ป รุ ง ด้ ว ยเครื่ อ งเทศจะใช้ เครื่องเทศในปริมาณที่น้อยกว่า ทั้งนี้เพราะสมุนไพรให้รสชาติ ที่ ไม่เข้มข้นเท่ากับเครื่องเทศ ที่น่าสนใจคือ การค้าเครื่องเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มี การพั ฒ นาการเดิ น เรื อ และพบทวี ป ใหม่ ก่ อ ให้ เ กิ ด การล่ า อาณานิคมและสร้างอาณาจักรต่างๆ ขึ้น ได้แก่ ชาวโรมันเดินเรือจากอียิปต์สู่อินเดีย เพื่อค้าขายเครื่องเทศ โดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางชาวอาหรับ Vasco De Gama นักเดินเรือชาวโปรตุเกส ได้ค้นพบเส้น ทางเดินเรือสู่กัลกาตา ประเทศอินเดีย โดยอ้อมผ่านแหลม กู๊ดโฮบ ทวีปแอฟริกาเพื่อค้าเครื่องเทศโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้า ชาวเวนิส สเปนได้ ให้ Christopher Columbus ค้นหาเส้นทางเดิน เรือโดยตรงทางตะวันตก สู่หมู่เกาะเครื่องเทศ ซึ่งอยู่ระหว่าง อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ แต่ โคลัมบัสไปไม่ถึง และได้พบทวีป อเมริกาแทน สเปนได้ส่ง Ferdinand Magellan ออกสำรวจอีก ทำให้ พบเส้นทางเดินเรือทางมหาสมุทรแปซิฟิก สู่ฟิลิปปินส์และหมู่ เกาะเครื่องเทศ ต่อมาฟิลิปปินส์ก็ตกเป็นอาณานิคมของสเปน ชาวดัตช์ซึ่งเป็นผู้ต่อเรือและเป็นลูกเรือให้กับโปรตุเกส ได้มี อิทธิพลเพิ่มขึ้น และได้ครอบครองเส้นการค้าเครื่องเทศของ โปรตุ เ กส พร้ อ มทั้ ง ขยายเส้ น การค้ า เครื่ อ งเทศสู่ ศ รี ลั ง กา แหลมมลายู และอิ น โดนี เ ซี ย ต่ อ มาอิ น โดนี เ ซี ย ก็ ต กเป็ น อาณานิคมของชาวดัตช์ หรือเนเธอร์แลนด์ สำหรั บ อิ น เดี ย และศรี ลั ง กาก็ ไ ด้ ต กเป็ น อาณานิ ค มของ อังกฤษ หลังจากที่อังกฤษรบชนะเนเธอร์แลนด์ และได้ควบคุม การค้าเครื่องเทศในอินเดีย ตั้ ง แต่ ป ลายคริ ส ต์ ศ ตวรรษที่ 18 เป็ น ต้ น มา รสนิ ย มใน อาหารเปลี่ยนไป จากเครื่องเทศเป็นน้ำตาล ประกอบกับมีการ ปลูกเครือ่ งเทศอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ ทำให้เครือ่ งเทศ หมดความสำคัญในทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การค้นคว้าวิจยั เกีย่ วกับเครือ่ งเทศและสมุนไพร ก็ ยั ง คงดำเนิ น อยู่ จ นถึ ง ปั จ จุ บั น ทำให้ มี ผ ลงานวิ จั ย ที่ ไ ด้ รั บ รางวัลอีกโนเบล ได้แก่ สาขาเคมี ในปี พ.ศ. 2554 มอบให้กับนักวิจัยญี่ปุ่น 7 คน (Makoto Imai, Naoki Urushihata, Hideki Tanemura, Yukinobu Tajima, Hideaki Goto, Koichiro Mizoguchi และ Junichi Murakami) ที่ร่วมมือกันวิจัยค้นหาจุดเข้มข้น ของกลิ่นวาซาบิ ที่ทำให้คนนอนหลับต้องสะดุ้งตื่นทันทีเมื่อได้ กลิ่น และได้นำผลวิจัยไปสร้างเครื่องเตือนภัยวาซาบิ (Wasabi Alarm) เพื่อใช้เตือนภัยในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ สาขาชีววิทยา ในปี พ.ศ. 2542 มอบให้กับ Dr. Paul Bosland ผู้ อ ำนวยการสถาบั น พริ ก มหาวิ ท ยาลั ย แห่ ง รั ฐ

นิวแม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่สร้างสายพันธุ์ ใหม่ของ พริกที่ ไม่เผ็ด (spiceless jalapeno chile pepper)

เครื่องเทศจึงใช้ ในการประกอบอาหาร เพื่อเพิ่มรส เพิ่มสี ถนอมอาหาร หรื อ กลบรสอาหารที่ ไ ม่ ต้ อ งการ นอกจากนี้ เครื่องเทศยังใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตยา ทำน้ำหอม และเครื่องสำอาง รวมทั้งใช้ ในพิธีกรรมทางศาสนา ส่วนสมุนไพร (herb) หมายถึง พืชทั้งต้นหรือส่วนของพืช ได้แก่ ใบ เมล็ด ดอก ผล ราก หรือลำต้น ตัวอย่างของสมุนไพร คื อ กระเที ย ม กะเพรา มะระ แมงลั ก หอม โหระพา สะระแหน่ เป็นต้น โดยสมุนไพรจะสดหรือแห้งก็ ได้ สมุนไพร ก็ใช้ ในการปรุงอาหาร ใช้เป็นยา และใช้ทำน้ำหอม เช่นกัน ด้วยความที่คล้ายคลึงกันของเครื่องเทศกับสมุนไพรนี้เอง จึงเป็นเรื่องไม่ง่ายนักที่จะจำแนกว่าอะไรเป็นเครื่องเทศ และ อะไรเป็นสมุนไพร ยิ่งกว่านั้น พืชบางชนิดก็เป็นได้ทั้งสมุนไพร และเครื่องเทศ เช่น ผักชีที่ต้นและใบเป็นสมุนไพร แต่เมล็ด ผักชีเป็นเครื่องเทศ เป็นต้น ข้อแตกต่างระหว่างเครื่องเทศกับสมุนไพรที่สำคัญจึงอยู่ที่ ต้นกำเนิด โดยเครื่องเทศมีต้นกำเนิดจากเอเชียใต้และเอเชีย ตะวั น ออกเฉี ย งใต้ ซึ่ ง อยู่ ใ นเขตร้ อ น ส่ ว นสมุ น ไพรเป็ น พื ช ท้องถิ่น ที่มีต้นกำเนิดทั้งในเขตอบอุ่น และในเขตร้อน ถึงแม้ว่าปัจจุบัน เครื่องเทศมีการเพาะปลูกทั่วไป ไม่เฉพาะ แต่ ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้นก็ตาม แต่ เครื่องเทศก็ยังคงมีราคาแพงและหาได้ยากกว่าสมุนไพรนั่นเอง ทั้ ง นี้ เ พราะเครื่ อ งเทศต้ อ งการดิ น สภาพแวดล้ อ ม และภู มิ อากาศที่เหมาะสม จึงจะเจริญเติบโตได้ดี ส่วนสมุนไพรนั้น สามารถปลูกได้ทั่วไปในสวนครัว ข้อแตกต่างอีกอย่างหนึ่งคือ ในการปรุงอาหาร เมื่อเปรียบ เทียบระหว่างอาหารที่ปรุงด้วยสมุนไพร กับอาหารที่ปรุงด้วย รางวัลอีกโนเบล: รางวัลสำหรับงานวิจัยที่ทำให้ เครื่องเทศแล้ว อาหารที่ปรุงด้วยสมุนไพรจะต้องใช้ปริมาณของ “หัวเราะ” ก่อน “คิด”

8/ ประชากรและการพัฒนา ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 v

สิงหาคม-กันยายน 2555 www.ipsr.mahidol.ac.th/newsletter


เวทีวิจัยประชากรและสังคม

กมลชนก ขำสุวรรณ

kamolchanok.khu@mahidol.ac.th

ผู้ด้อยโอกาส: โจทย์ใหญ่เมื่อประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

ผู้ด้อยโอกาส 5 ประเภท ได้แก่ คนยากจน คนเร่ร่อน คนไร้ สั ญ ชาติ ผู้ ติ ด เชื้ อ เอชไอวี แ ละครอบครั ว รวมถึ ง ผู้ พ้ น โทษ ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน และได้รับผลกระทบทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การสาธารณสุข การเมือง กฎหมาย และวั ฒ นธรรม ไม่ ส ามารถดำรงชี วิ ต ได้ เ ท่ า เที ย มกั บ คนอื่ น ๆ ในสังคม และกลุ่มคนเหล่านี้ต้องได้รับการปกป้อง คุ้มครอง และ พิ ทั ก ษ์ สิ ท ธิ ในการเข้ า ถึ ง หลั ก ประกั น ความมั่ น คงในชี วิ ต และพัฒนาศักยภาพ รวมทัง้ ส่งเสริมคุณภาพชีวติ ให้ดขี นึ้ นี่จึงเป็นภารกิจสำคัญสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการ ดำเนิ น การปกป้ อ ง คุ้ ม ครอง และพิ ทั ก ษ์ สิ ท ธิ ยิ่ ง ไปกว่ า นั้ น ยั ง เป็ น โจทย์ ใ หญ่ ส ำหรั บ การเตรี ย มการเกี่ ย วกั บ นโยบายและ มาตรการการดำเนินการดังกล่าวที่เหมาะสมเมื่อประเทศไทย จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 หรือ อีกกว่า 2 ปี ข้างหน้า ผู้ด้อยโอกาสในเกือบทุกพื้นที่ ในประเทศไทย มีหลายกลุ่มที่ พร้ อ มจะพั ฒ นาศั ก ยภาพ โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง กลุ่ ม ผู้ ติ ด เชื้ อ

เอชไอวี ที่มีส่วนร่วมในสังคมมากขึ้น เปิดเผยตัวมากขึ้น มีการตั้ง เครือข่ายช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีกลุ่มที ่

ไม่พร้อมจะพัฒนาศักยภาพของตัวเอง เนื่องจากตกอยู่ท่ามกลาง บริบทที่ยังไม่สามารถจะก้าวพ้นได้ เช่น กลุ่มผู้พ้นโทษ ที่มีการทำ ผิดซ้ำ เข้าๆ ออกๆ ในเรือนจำ กลุ่มคนยากจนที่ ได้รับการช่วย เหลือจนดีขึ้นแล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบฟุ่มเฟือย จึงกลับไปสู่ความ ยากจนอี ก จึ ง ทำให้ ไม่ ส ามารถดำเนิ น การแก้ ไขปั ญ หาผู้ ด้ อ ย โอกาสให้หลุดพ้นจากการเป็นผู้ด้อยโอกาสได้ แม้จะได้รับการ แก้ ไขจากหลายภาคส่วน กำลั ง หลั ก ในการแก้ ปั ญ หาดั ง กล่ า ว คื อ ภาครั ฐ ร่ ว มด้ ว ย องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) องค์กรเอกชนต่างๆ ทว่าแต่ละ ภาคส่วนต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่ทำให้ดำเนินการไม่ราบรื่นเท่า ที่ควร โดยภาครัฐแม้จะมีงบประมาณสนับสนุน มีกลไก ภาคี และ เครือข่ายการทำงานอย่างกว้างขวาง แต่ขาดความคล่องตัวในการ ดำเนินงาน มีความคลุมเครือของส่วนราชการ กฎระเบียบไม่เอื้อ ต่อการทำงาน ขณะที่ NGOs ทำงานใกล้ชดิ กับประชาชน มีเป้าหมาย คื อ การพั ฒ นาคุ ณ ภาพชี วิ ต และมี ค วามคล่ อ งตั ว แต่ NGOs แต่ละ NGOs มีภารกิจต่างกัน ที่สำคัญต้องรอการสนับสนุนด้าน เงินทุนจากแหล่งภายนอก ซึ่งมักไม่ต่อเนื่อง พันธกิจที่รับผิดชอบ จึงสะดุด และภาคเอกชน (ผู้ประกอบการ) ที่มีความพร้อมทั้ง

เงิ น ทุ น และความคล่ อ งตั ว แต่ ด ำเนิ น การโดยมี เ ป้ า หมายทาง ธุรกิจเป็นแรงผลักดัน ทำให้การแก้ปัญหาผู้ด้อยโอกาสไม่เกิด ความยั ่งยืนและมองเห็นเป็นรูปธรรม รูปแบบการดำเนินงานแก้ ไขปัญหาผู้ด้อยโอกาสในประเทศ ที่พัฒนาแล้วอย่างเช่น ประเทศอังกฤษ น่าจะเป็นบทเรียนที่ดี ให้ กับประเทศไทยได้ โดยใช้รูปแบบการทำธุรกิจที่รับผิดชอบต่อ สั งคม (Social Enterprise) เจมี่ โอลิเวอร์พ่อครัวคนดังระดับโลกได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่นำความ สามารถและความถนัดมาสร้างประโยชน์ ให้แก่คนอื่นๆ โดยการ ก่อตั้ง Fifteen foundations และเปิดร้านอาหารชื่อ Fifteen ขึ้น

ในลอนดอน โดยมีแนวคิดสำคัญคือรับคนหนุ่มสาว ซึ่งมีปัญหา ครอบครัว มีประวัติการใช้ยาเสพติด และเคยเป็นเด็กในสถาน พินิจที่อาศัยอยู่ ในพื้นที่เข้ามาเป็นพนักงานของร้าน โดยการฝึก อบรมทั้งการทำอาหาร และวิธีดำเนินกิจการร้านอาหาร นอก เหนือจากผลประกอบการซึ่งเติบโตได้ดีแล้ว Fifteen ยังสร้าง โอกาสที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กเหล่านั้นให้เป็นคน ใหม่ ที่สามารถสร้างอนาคตที่ดีได้ด้วยตัวเอง อีกตัวอย่างหนึ่งคือบริษัทผลิตหนังสือชื่อ The Big Issue ที่เปิดให้คนเร่ร่อนที่มาลงทะเบียนในลอนดอน นำไปจำหน่าย ทำให้เปลี่ยนชีวิตพวกเขา จากเดิมเคยอดมื้อ กินมื้อ ไม่มีเงินใช้ แต่ วั น นี้ พ วกเขามี ธุ ร กิ จ เล็ ก ๆ ของตั ว เองโดยการรั บ หนั ง สื อ The Big Issue ในราคา 1.99 ปอนด์ นำมาจำหน่ายในราคา 2.99 ปอนด์ ซึ่ ง หนั ง สื อ The Big Issue ไม่ มี ว างขายบน ชั้ น หนั ง สื อ ซื้ อ ได้ จ ากคนเร่ ร่ อ นที่ เ ป็ น สมาชิ ก เท่ า นั้ น ปั จ จุ บั น หนั ง สื อ นี้ มี ย อดขาย 120,000 เล่ ม ต่ อ อาทิ ต ย์ และยอดขาย 8,000,000 ปอนด์ต่อปีนับว่าเป็นธุรกิจที่คืนกำไรสู่สังคม ส่งผลให้ ธุ รกิจอยู่ ได้ ผู้ด้อยโอกาสอยู่ ได้ เกิดความยั่งยืน ประเด็ น เหล่ า นี้ ส ะท้ อ นออกมาเป็ น สิ่ ง ที่ ห น่ ว ยงานหรื อ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องคำนึงถึงและนำไปใช้ ในการพิจารณาเพื่อ หารู ป แบบ กลไก หรื อ นโยบายที่ เ หมาะสมที่ จ ะรั บ มื อ ในการ คุ ้มครอง ปกป้อง พิทักษ์สิทธิผู้ด้อยโอกาสในอีก 2 ปีข้างหน้า จากประสบการณ์ ในพื้นที่ และสิ่งที่พบเห็นเชิงประจักษ์จาก ประสบการณ์ ในการวิจัยของผู้เขียน กลุ่มผู้ด้อยโอกาสถือได้ว่า เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ แต่ยังมี “ช่องว่าง” ในบางส่วนที่ต้องได้รับ การเติมเต็ม และเสริมศักยภาพ (empowerment) จากหน่วยงาน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการทำให้ผู้ด้อยโอกาสรู้สึกมีคุณค่า การนำเสนอกลุ่ ม ผู้ ด้ อ ยโอกาสที่ ป ระสบความสำเร็ จ ในการ ดำเนิ น ชี วิ ต ในสั ง คมออกสู่ ส าธารณะ เช่ น กลุ่ ม ผู้ พ้ น โทษ กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อให้สังคมมีความคาดหวังในตัวผู้ด้อย โอกาสเพิ ่มขึ้น ลดการตีตรา ล้วนเป็นผลพลอยได้ที่จะเกิดตามมา หากการดำเนินการปกป้อง คุ้มครองสิทธิผู้ด้อยโอกาสดำเนิน ไปดังที่ ได้กล่าวถึง เชื่อแน่ว่า โจทย์ ใหญ่ที่จะเกิดขึ้นเมื่อประเทศ ไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ก็น่าจะบริหารจัดการได้ อย่างมี ทิศทาง

ที่มาของภาพประกอบ: www.JamieOliver.com

9/ ประชากรและการพัฒนา ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 v

สิงหาคม-กันยายน 2555 www.ipsr.mahidol.ac.th/newsletter


“หลัก 3 ประการในการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน”

เพ็ญพิมล คงมนต์

lipkg@mahidol.ac.th

ประจำวัน เราก็สามารถหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านได้ ถ้าเราสามารถ อ่ านได้สม่ำเสมอ เราก็จะเป็นผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านได้ 3. อ่านให้เจอขุมทรัพย์ ขุมทรัพย์ ที่ว่านี้ ไม่ ใช่ทรัพย์สิน เงินทอง แต่เป็น “ขุมทรัพย์ แห่งปัญญา” ซึ่งมีค่ามหาศาล เป็นขุมทรัพย์แห่งความรู้ที่ ใครก็มา แย่งชิงไปไม่ ได้ ผู้อ่านจะได้รับความรู้ ความเพลิดเพลิน ข้อคิด คุณธรรมที่แฝงอยู่จากเรื่องที่อ่าน รวมถึงได้พัฒนาอารมณ์ของ ตนเอง ก่อให้เกิดการพัฒนาผู้อ่านในทางที่ดี ฉะนั้นหนังสือที่ดีก็ เปรียบเสมือนว่าเราได้พบขุมทรัพย์นั่นเอง ดังนั้น เราจึงควรหันมาปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วันนี้ เพื่อประโยชน์มากมายในวันข้างหน้า “นิสัยรักการอ่าน ไม่ ใช่ พันธุกรรม ไม่ ใช่พรสวรรค์ แต่เกิดจากการปลูกฝัง“ โลกของ การอ่านกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งในรูปลักษณ์ของสิ่งที่ อ่าน รสนิยมของคนอ่าน เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ รวมไปถึง ขนาดของสิง่ พิมพ์ แต่ ไม่วา่ จะมีการเปลีย่ นแปลงอย่างไร การอ่าน ก็ ยังมีความสำคัญอย่างไม่มีวันลดเลือนหายไปอย่างแน่นอน

การฝึ ก นิ สั ย ตนเอง ให้ รั ก การอ่ า นไม่ ใ ช่ เ รื่ อ งยาก เพราะ หนังสือมีเรื่องที่น่าสนใจมากมายและยังเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายตาม ความชอบและความสนใจของแต่ละคน โลกของหนังสือเป็นโลก แห่งอิสระเสรีทางความคิด เราสามารถอ่านความคิดของผู้อื่น แล้วนำมาพัฒนาความคิดของตนเอง การปลูกฝังตนเองให้รัก การอ่ าน ทำได้ด้วยหลักง่ายๆ 3 ประการ ดังนี้ 1. อ่านตามความสนใจ การเริ่ ม อ่ า นจากเรื่ อ งที่ ตั ว เองชอบและสนใจจำทำให้ อ่ า น หนังสือได้ โดยไม่เบื่อ เราอาจเริ่มต้นอ่านจากเรื่องสั้นๆ ไม่ยาว มาก มีภาพประกอบ โดยอาจเริ่มจากการอ่านนิทาน เรื่องสั้น หรือ เรื่องที่จบภายในตอนเดียว ถ้าเรามีทัศนคติที่ดีต่อการอ่านก็ จะอ่ (ที่มา : http://www.sopon.ac.th/sopon/thai/dand4/Index/P5.htm) านได้ต่อเนื่อง 2. อ่านให้สม่ำเสมอ aaaaaaaaa การอ่านอย่างสม่ำเสมอเป็นบันไดขั้นแรกของผู้ที่รักการอ่าน เพราะจะต้องอ่านจนเป็นนิสัย ทันทีที่ว่างจากหน้าที่ที่ทำในชีวิต เสวนาใต้ชายคาประชากร

ตอบดีๆ มีรางวัล

คำถาม “ประชากรและการพัฒนา” ปีที่ 32 ฉบับที่ 5 “ประเทศใดในอาเซียนที่มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากอิ นโดนีเซีย” เฉลย: ประเทศฟิลิปปินส์ รายชื่อผู้ที่ตอบถูกและได้รับรางวัล กรุงเทพฯ: กานติมา

วัฒนวาณิชย์; พิศวาส พงษ์พรรฦก; สุภานันท์ รัดแก้ว นครพนม:

ยี ส่ นุ่ เทศ จตุรพักตร์พิสิฏ พะเยา: ถวิล ใจนันตา รายชื่ อ ผู้ ที่ ต อบถู ก กรุ ง เทพฯ: เพี ย งใจ แสงสวั ส ดิ กุ ล ;

วิ ไ ล กุ ศ ลวิ ศิ ษ ฎ์ กุ ล ; สนั่ น รั ด แก้ ว ; สุ ค นธา มหาอาชา; สุ นี ย์

ทองสิริประภา; สุภาพ รัดแก้ว เชียงราย: พนิดา ใจวงค์ นนทบุรี: ชดา โชติกเสถียร; ปรียอร กลิ่นเกษร เพชรบุรี: สุกฤต ขาวสว่าง สงขลา: ชูศรี รัดแก้ว; มนพร พรมสร สมุทรสาคร: ดวงวิไล ไทยแท้ ท่านที่ ได้รบั รางวัล โปรดรอรับของรางวัลจากกองบรรณาธิการ คำถาม “ประชากรและการพัฒนา” ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 “ประชากรไทยในปัจจุบันคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์ของประชากร โลก” ส่งคำตอบมายัง “ประชากรและการพัฒนา” ตามที่อยู่หน้า 12 หรื อ อี เ มล์ nampong.chi@mahidol.ac.th ภายในวันจันทร์ที่ 10 กันยายน 2555 กองบรรณาธิการจะจัดส่งของรางวัลไปให้ ผู ้ที่ตอบถูกและได้รับรางวัล ประกาศรายชื่ อ ผู้ ต อบถู ก และได้ ร างวั ล ในฉบั บ หน้ า “ประชากรและการพัฒนา” ปีที่ 33 ฉบับที่ 1 (ตุลาคม-พฤศจิกายน 2555)

10/ ประชากรและการพัฒนา

จั ด กิ จ กรรมเป็ น ประจำทุ ก วั น พุ ธ เวลา 12.30-13.30 น. ที่ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม สนใจกำหนดการเสวนาแต่ละเดือน ดูที่ www.ipsr.mahidol.ac.th

“ประเด็ น น่ า ศึ ก ษาเกี่ ย วครั ว เรื อ นในประเทศไทย” โดย รศ.ดร.ชาย โพธิสิตา และ ดร.มาลี สันภูวรรณ์ 13 มิ.ย. 55 “Lethal ovitraps and dengue prevention: report from Iquitos, Peru” โดย Dr.Dawn M. Wesson, Department of Tropical Medicine, Tulane University, New Orleans, LA, USA 19 มิ.ย. 55 “บทเรียนน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 พบผู้สูงอายุไทยหัวใจแข็งแกร่ง และมองโลกในแง่ด”ี โดย อักษราภัค หลักทอง, อิศรา ศิรมณีรตั น์, สวรรยา สิริภคมงคล, สุชิตา มานะจิตต์ 20 มิ.ย. 55 “Assortative Mating in Genotype in Human Marriages” โดย Dr. George and Alice Wells Distinguished Professor, Department of Sociology, UNC-CH 27 มิ.ย. 55 “Seven Years Preparing for Daw Aung San Suu Kyi’s Historic Visit to Mahachai” โดย Andy Hall – Foreign Expert, IPSR 4 ก.ค. 55

ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 v สิงหาคม-กันยายน 2555 www.ipsr.mahidol.ac.th/newsletter

aaaaaaaaa


กุลภา วจนสาระ ชวนอ่าน kulapa.vaj@mahidol.ac.th ประชากรชายขอบและความเป็นธรรมในสังคมไทย

เป็นหนังสือที่รวมเอาบทความนำเสนอในการประชุมวิชาการ ‘ประชากรและสังคม 2555’ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ว่าด้วยสถานการณ์ความไม่เป็นธรรมลักษณะต่างๆ ที่คนชายขอบแต่ละกลุ่มเผชิญอยู่ ในชีวิต เนื้อหาในหนังสือแบ่งออกเป็น 3 ส่วน เริ่มต้นจากการพูดถึงความคิดเรื่องความยุติธรรมในสังคมไทย ที่ยอมรับความไม่เสมอภาคทางสังคมและความเป็นธรรมตามกฎแห่งกรรมของพุทธศาสนา ทั้งยังมอง คนชายขอบด้วยสายตาที่แตกต่างและเป็นอื่น นอกจากนี้ยังให้ภาพของประชากรชายขอบในเชิงจำนวน และเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค ประเด็นสำคัญอื่นๆ ได้แก่เรื่องของกระบวนการเป็นชายขอบ การเข้าถึง บริการด้านสุขภาพ และบริการด้านสังคมของประชากรกลุ่มต่างๆ ทั้งมุสลิม ผู้สูงอายุ แรงงานเด็ก และ ผู้มีเพศวิถีนอกขนบ สตรีพิการ ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ผู้ ใช้ยาเสพติด แรงงานข้ามชาติ แรงงาน นอกระบบ เด็กข้ามชาติ แม่เดี่ยว และผู้สูงอายุ ความน่าอ่านของหนังสือเล่มนี้ ไม่ ได้อยู่ที่เพียงเนื้อหาเข้มข้นของการเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติ อย่างไม่เป็นธรรมของคนกลุ่มชายขอบต่างๆ ข้างต้นเท่านั้น แต่ยังเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่บรรณาธิการระบุไว้ ใน ‘โหมโรง’ ว่า การที่เราไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจกับชะตากรรมของคนชายขอบ การรับมือและการ ‘ทน’ ต่อความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของพวกเขาเหล่านั้นเอง ที่สะท้อนถึงวุฒิภาวะใน เรื่องความเป็นธรรมของสังคมไทย อย่างที่เราไม่ควรจะผลักไสให้ ไกลตัวอย่างที่เคยเป็นมา สนใจหนั ง สื อ สามารถติ ด ต่ อ ได้ ที่ โครงการเผยแพร่ ข่ า วสารและการศึ ก ษาด้ า นประชากร สถาบันวิจัยประชากรและสังคม โทรศัพท์ 02-441-0201-4 ต่อ 100

สถิติน่ารู้

ปัทมา ว่าพัฒนวงศ์

patama.vap@mahidol.ac.th

สถิติเกี่ยวกับน้องหมาใน กทม.

สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เป็นหน่วยงานที่ทำการสำรวจจำนวนสุนัขและแมวให้กับ กทม.เป็นระยะๆ ล่าสุดเมื่อปี 2549 สสช. ก็ ได้ทำการสำรวจสุนัขที่มีเจ้าของในเขตกทม.อีกครั้ง โดยสำรวจจากครัวเรือนตัวอย่างประมาณ 36,000 ครัวเรือน ครอบคลุมทั้ง 50 เขตทั ่ว กทม. การสำรวจพบว่า มีครัวเรือนตัวอย่างอยู่ร้อยละ 20 เท่านั้นที่เลี้ยงน้องหมาไว้ ในบ้านของตน ประมาณครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 51.2) ของครัวเรือนเหล่านี้เลี้ยงน้องหมาไว้ครัวเรือนละ 1 ตัว นอกนั้นก็เลี้ยงมากน้อยลดลั่นกันดังนี้ ร้อยละ 24.6 เลี้ยง 2 ตัว ร้อยละ 10.9 เลีย้ ง 3 ตัวร้อยละ 8.5 เลีย้ ง 4-5 ตัว ร้อยละ 4.3 เลีย้ ง 6-10 ตัว และร้อยละ 0.6 เลีย้ งน้องหมามากกว่า 10 ตัว นอกจากนัน้ ยังพบว่า น้ องหมาที่เลี้ยงไว้ เป็นเพศผู้มากกว่าเพศเมียเล็กน้อย (ร้อยละ 56.9 เปรียบเทียบกับร้อยละ 43.1) อย่าลืมว่า นี่เป็นเพียงสถิติเกี่ยวกับน้องหมาที่มีเจ้าของเท่านั้น ยังมีน้องหมาไร้เจ้าของอีกมากมายตามท้องถนน ตรอก ซอก ซอย จะมี ใครที่ต้องการสำรวจน้องหมาประเภทนี้บ้าง!!!!!

หมายเหตุ: เฉพาะครัวเรือนที่เลี้ยงสุนัขเท่านั้น แหล่งข้อมูล: สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2549). “การสำรวจสุนัขที่มีเจ้าของใน แหล่งข้อมูล: สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2549). “การสำรวจสุนัขที่มีเจ้าของใน เขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2549” เขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2549” 11/ ประชากรและการพัฒนา ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 v สิงหาคม-กันยายน 2555 www.ipsr.mahidol.ac.th/newsletter


วิส ัยทัศน์: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม เป็นสถาบันชั้นนำในระดับนานาชาติ ที่สรรสร้างวิทยาการด้านประชากรและสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ข่าวสถาบันฯ

c 14-18 พ.ค. 55 Mr.Andy hall ผูเ้ ชีย่ วชาญต่างประเทศ เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบตั กิ าร

“Naypyidaw Migration Training” โดย The Ministry of Immigration and Populationที่ ประเทศเมียนมาร์ รูป 1 c 15 พ.ค.–25 มิ.ย. 55 รศ.อรทัย อาจอ่ำ

จั ด อบรม “ระบบรั บ มื อ ภั ย พิ บั ติ ” ให้ กั บ หน่ ว ยงานต่ า งๆ ในจั ง หวั ด พิ ษ ณุ โ ลก นครราชสีมา นครศรีธรรมราช และนครปฐม โดยได้รับทุนสนับสนุนจากปลัดกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รูป 2 c 19-23 พ.ค. 55 Dr.Rebecca Janine เข้าประชุม “AusAID Appraisal Peer Review Meeting” ทีป่ ระเทศออสเตรเลีย c 26-28 พ.ค. 55 รศ.ดร.สุ รี ย์ พ ร พั น พึ่ ง นำเสนอผลงานวิ จั ย เรื่ อ ง “Asia’s Population and Development for 2011-2020: New Challenge, New Strategy” ในการประชุม Shanghai Forum 2012 “Economic Globalization and the Choice of Asia: Strategies for 2011-2020” สาธารณรัฐประชาชนจีน c 28-31 พ.ค. 55 รศ.ดร.กุศล สุนทรธาดา และ รศ.ดร.วาทินี บุญชะลักษี เข้าร่วม ประชุมและนำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง Mental Health “Status of the Thai elderly” และ “Promoting Proper Exercise for the Elderly through a Health Promotion Programme in Rural Thailand” ตามลำดับ ในการประชุม IFA 11th Global conference on Aging 2012 ที่สาธารณรัฐเชค c 7 มิ.ย. 55 อ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ให้การต้อนรับผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา จากคณะสังคมวิทยาและ มานุษยวิทยา มหาวิท ยาลั ยธรรมศาสตร์ ศึก ษาดู งานเรื่อง ฐานข้อมูลและการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ c 19 มิ.ย. 55 รศ.ดร.อมรา สุนทรธาดา ต้อนรับ Dr.Dawn Wesson จาก Department of Tropical Medicine,Tulane University, USA เพื่อร่วมวางแผนงานโครงการ Lethalovitraps and dengue prevention ระยะที่ 2 c 25 มิ.ย. 55 อาจารย์และบุคลากรของสถาบันฯ เข้าร่วมฝึกอบรมการดับเพลิงขัน้ ต้น โดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทปิ่นทองกรุ๊ป แมนเนจเม้นท์ แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็น วิทยากร c 27 มิ.ย.–30 ก.ย. 55 ศ.เกียรติคณ ุ ดร.อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์ ต้อนรับ Professor Ching-lung Tsay จาก Institute of Asian Studies, Tamkang University, TAIWAN มาเป็น Visiting Professor และทำโครงการวิจัยร่วมกัน c 28 มิ . ย. 55 รศ.ดร.อมรา สุ น ทรธาดา และ อ.ดร.กนกวรรณ ธราวรรณ

เป็ น ตั ว แทนหลั ก สู ต ร Population and Social Gerontology ให้ ก ารต้ อ นรั บ Professor Janardan Subedi จาก Miami University, Ohio, USA c 29 มิ.ย. 55 รศ.ดร.โยธิน แสวงดี ให้การต้อนรับ Professor Dr.Guang Guo จาก University of North Carolina at Chapel Hill บรรยายพิเศษเรื่อง “Assortative Mating in Genotype in Human Marriages” c 1 ก.ค. – 15 ก.ย. 55 Ms.Esselien de Leeuw นักศึกษาปริญญาโท จาก Netherlands School of Public Administration, Hague, Netherlands มาทำงานวิจัยในความดูแลของ อ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ c 2 ก.ค. 55 สถาบันฯ ได้จัดการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 8 “ประชากรและ สังคม 2555” เรือ่ งประชากรชายขอบและความเป็นธรรมในสังคม ณ ห้องกรุงธนบอลรูม โรงแรมรอยั ล ริ เ วอร์ ก รุ ง เทพมหานคร มี ผู้ เ ข้ า ร่ ว มงานมากกว่ า 500 คน รู ป 3

c 3 ก.ค. 55 สถาบันฯ จัดแสดงความยินดีกบั ดุษฎีบณ ั ฑิตและมหาบัณฑิตของสถาบันฯ จำนวน 25 คน ทีเ่ ข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2554 รูป 4 ช่วยกันประหยั ดน้ำ “สำนักงานสมัยใหม่ รถ กระดาษ น้ำ โทร ไฟ ใช้ประหยัด”

รูป 1

รูป 2

รูป 3

รูป 4 ชำระค่าฝากส่งเป็นรายเดือน ใบอนุญาตเลขที่ 17/2536 ปณจ.พุทธมณฑล

อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์

อาคารประชาสังคมอุดมพัฒน์ ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม

สถาบันวิจยั ประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170 โทรศัพท์ 0-2441-0201 0-2441-9666 โทรสาร 0-2441-9333 E-mail : directpr@mahidol.ac.th, Website: www.ipsr.mahidol.ac.th ทีป่ รึกษา รศ.ดร.สุรยี พ์ ร พันพึง่ ผูอ้ ำนวยการสถาบันฯ บรรณาธิการ เกรียงศักดิ์ โรจน์ครุ เี สถียร จรัมพร โห้ลำยอง มนสิการ กาญจนะจิตรา กองบรรณาธิการ กุศล สุนทรธาดา เฉลิมพล แจ่มจันทร์ นำพงศ์ ฉิมสุข ปราโมทย์ ประสาทกุล ปัทมา ว่าพัฒนวงศ์ ภาณี วงษ์เอก โยธิน แสวงดี พอตา บุนยตีรณะ เพ็ญพิมล คงมนต์ วรชัย ทองไทย ศิรนิ นั ท์ กิตติสขุ สถิต

สักกรินทร์ นิยมศิลป์ สุชาดา ทวีสทิ ธิ์ อมรา สุนทรธาดา อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์ อรพินทร์ พิทกั ษ์มหาเกตุ อารี จำปากลาย ฝ่ายศิลป์ สมชาย ทรัพย์ยอดแก้ว จุฑารัตน์ ทรัพย์ยอดแก้ว ฝ่ายสมาชิก

เยาวลักษณ์ เจียรนัย ติดต่อสอบถาม โครงการเผยแพร่ข่าวสารและการศึกษาด้านประชากร โทรศัพท์ 0-2441-0201 ต่อ 100 หรือ 0-2441-9666

12/ ประชากรและการพัฒนา ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 v

สิงหาคม-กันยายน 2555 www.ipsr.mahidol.ac.th/newsletter

จดหมายข่าวประชากรและการพัฒนา ปีที่ 32 ฉบับที่ 6  

จดหมายข่าวประชากรและการพัฒนา, สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you