Page 1

บทเรียนสําเร็จรูป (Programmed Instruction)


บทเรียนสําเร็จรูปเปนสื่อสําหรับเรียนดวยตนเอง อาจใชสําหรับศึกษาเปนรายบุคคล รายกลุ$ม ซึ่ง อาจจะพบว$ามีชื่อเรียกแตกต$างกันไป ตามลักษณะของการนําไปใช เช$น บทเรียนสําเร็จรูป แบบเรียนสําเร็จรูป บทเรียนโปรแกรม โปรแกรมการสอน แบบเรียนดวยตนเอง เปนตน ถึงแมจะมีชื่อเรียกแตกต$างกัน แต$ลักษณะ โดยทั่วไปของบทเรียนสําเร็จรูปมีความคลายคลึงกัน คือเปนวิธีการจัดกระบวนการเรียนรูวิธีหนึ่ง ความหมาย บทเรียนสําเร็จรูป หมายถึง บทเรียนที่ผูสอนจัดทําขึ้นเพื่อใชเปนเครื่องมือในการจัดกิจกรรมการ เรียนรูใหผูเรียนเรียนรูดวยตนเอง ในแต$ละสาระการเรียนรูที่กําหนดไวในแต$ละบทเรียน โดยเริ่มจากเนื้อหา สาระที่ง$าย ๆ ไปสู$เนื้อหาที่ยากขึ้นไปตามลําดับ เปนบทเรียนที่สรางขึ้นโดยกําหนดวัตถุประสงค4 เนื้อหา วิธีการ และสื่อการเรียนการสอนไวล$วงหนา ผูเรียนสามารถศึกษา คนควา และประเมินผลการเรียนดวยตนเองตาม ขั้นตอนที่กําหนดไว จุดมุ'งหมายของบทเรียนสําเร็จรูป 1. เพื่อใหผูเรียนสามารถประกอบกิจกรรมการเรี ยนรูดวยตนเองอย$างเต็มความสามารถ โดยครูคอยให คําแนะนําช$วยเหลือเมื่อผูเรียนมีป7ญหา 2. เพื่อใหผูเรียนไดเรียนรูไปตามลําดับขั้น จากง$ายไปหายาก 3. เพื่อใหผูเรียนสามารถประเมินตนเอง และทราบถึงพัฒนาการในการเรียนรูของตนเอง 4. เพื่อใหผูเรียนเกิดความภาคภูมิใจ เมื่อประสบความสําเร็จในการเรียนรู หลักการเรียนรูดวยบทเรียนสําเร็จรูป 1. ผูเรียนไดปฏิบัติกิจกรรม หรือมีส$วนร$วมในการปฏิบัติกิจกรรม 2. ผูเรียนไดประเมินตนเอง และรูคําตอบไดทันที 3. มีการเสริมแรงใหผูเรียนเกิดความภาคภูมิใจเมื่อสามารถปฏิบัติไดถูกตอง และมีความพยายามที่จะแกไขส$วน ที่บกพร$อง 4. ผูเรียนไดเรียนรูไปที่ละลําดับ จากง$ายไปยากตามศักยภาพและความสามารถของ แต$ละคน ลักษณะของบทเรียนสําเร็จรูป


ลักษณะสําคัญของบทเรียนสําเร็จรูป คือ การออกแบบการบรรจุเนื้อหาและสาระการเรียนรูออกเปน กรอบ (Frame) ซึ่งเนื้อหาและสาระการเรียนรูดังกล$าวนั้นจะนํามาจัดทําเปนหน$วยการเรียนรูย$อย ๆ แลว บรรจุเนื้อหาสาระการเรียนรูหน$วยย$อย ๆ ดังกล$าวลงไปในกรอบแต$ละกรอบใหมีความสัมพันธ4และเรียงลําดับ เนื้อหาจากง$ายไปยาก กรอบสาระการเรียนรู (Frame) ในแต$ละกรอบของบทเรียนสําเร็จรูปประกอบดวย 1. การอธิบายเนื้อหา 2. แบบประเมินผลก$อนเรียน 3. เนื้อหาสาระและกิจกรรมการเรียนรู 4. คําถาม 5. เฉลยคําตอบ 6. แบบประเมินผลหลังเรียน ชนิดของกรอบในบทเรียนสําเร็จรูป กรอบสาระการเรียนรูในบทเรียนสําเร็จรูปกําหนดไว 4 ชนิด ดังนี้ 1. กรอบตั้งตน (Set Frame) เปนกรอบที่เปนเสมือนกรอบนําเขาสู$บทเรียน ในกรอบนี้จะเปนขอมูลการเรียนรู หลักการ ทฤษฎี และคําถามง$าย ๆ ที่กําหนดใหผูเรียนตอบคําถามไดถูกตอง ทั้งนี้เพื่อเปนการใหกําลังใจหรือ เสริมแรงใหมีความสุขกับการเรียนรู 2. กรอบฝNกหัด (Practice Frame) เปนกรอบที่ใหผูเรียนไดมีโอกาสฝNกหัดทํากิจกรรมที่มีเนื้อหาสาระเชื่อมโยง มาจากรอบตั้งตน ในกรอบฝNกหัดนี้เปนกรอบสําหรับการฝNกทักษะเช$น การอ$าน การคิด การวิเคราะห4 และการ เขียน ซึ่งเนื้อหาสาระการเรียนรูจะเพิ่มมากขึ้นกว$ากรอบตั้งตน 3. กรอบรองกรอบส$งทาย (Sub-Terminal Frame) เปนกรอบการเรียนรูก$อนที่จะถึงกรอบการเรียนรู สรุป ที่ ผูเรียนไดผ$านกิจกรรมการเรียนรูมาตามลําดับ โดยมีเนื้อหาสาระที่เขมขนขึ้นทั้งนี้เพื่อใหผูเรียนใกลจะสรุปองค4 ความรูที่สมบูรณ4ที่ผ$านกระบวนการเรียนรูจากบทเรียนสําเร็จรูปไดอย$างชัดเจนถูกตอง 4. กรอบส$งทาย (Terminal Frame) เปนกรอบสาระการเรียนรูสรุปสุดทาย หรือกรอบจบของบทเรียน สําเร็จรูป เปนกรอบที่มีเนื้อหาสาระเขมขน และยากกว$ากรอบสาระการเรียนรูอื่นที่ผ$านมา


ชนิดของบทเรียนสําเร็จรูป ในป7จจุบันบทเรียนสําเร็จรูปที่ใชในการจัดกิจกรรมการเรียนรูมี 3 ชนิด ไดแก$ 1. บทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง (Linear Programme) 2. บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขา (Branchine Programme) 3. บทเรียนสําเร็จรูปแบบไม$แยกกรอบ บทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง (Linear Programme) บทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรงจะจัดทําเปนกรอบเนื้อหาสาระเรียงลําดับไวตั้งแต$กรอบที่ 1-2-3… จนถึงกรอบจบ ตามที่ผูสอนไดออกแบบไว ลักษณะกรอบเนื้อหาสาระสําหรับการเรียนรูจะมีลักษณะดังนี้

กิจกรรมการเรียนรู.ของบทเรียนสําเร็จรูปแบบเส.นตรง การเรียนรูตามบทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง ผูเรียนจะเริ่มตนกิจกรรมการเรียนรูในกรอบเนื้อหา สาระการเรียนรูที่ 1-2-3-4 หรือมากกว$านี้ตามลําดับต$อเนื่องกันไปจนถึงกรอบเนื้อหาสาระสุดทายซึ่งเปนกรอบ จบ มีคําถามเสมอว$าการเรียนรูตามบทเรียนสําเร็จรูปจะเรียนรูขามกรอบไดหรือไม$ คําตอบก็คือไม$ได เพราะ ผูสอนไดออกแบบเนื้อหาสาระการเรียนรูจากง$ายไปหายาก ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดจะสานสัมพันธ4ต$อเนื่องกันไป ถา ขามกรอบการเรี ย นรู ใดกรอบการเรี ย นรู หนึ่ ง เนื้ อ หาสาระจะขาดหายไป การเรี ย นรู ก็ จ ะไม$ เ ปนไปตาม วัตถุประสงค4ที่กําหนดไว ลักษณะเด$นของบทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรงก็คือผูเรียนเก$งจะเรียนรูไดเร็วและจบ เร็ว การทําบทเรียนก็ง$าย เพราะแต$ละกรอบสาระการเรียนรูจะบรรจุเนื้อหาสาระไม$มากนัก บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขา (Branchine Programme) บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขาเปนบทเรียนที่มีการจัดเนื้อหาสาระการเรียนรู เปนกรอบการเรียนรูหลัก (กรอบยืน) เหมือนบทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง แต$มีความแตกต$างเพิ่มเติมตรงที่นอกจากจะมีกรอบสาระ การเรียนรูหลักแลว จะมีกรอบสาระการเรียนรูสาขาเพิ่มเติมหรือกรอบสาระการเรียนรูสาขาเขามา


กรอบสาระการเรียนรู.สาขา กรอบสาระการเรียนรูสาขาเปนกรอบที่มีเนื้อหาสาระการเรียนรูพื้นฐานเพิ่มเติมแก$ผูเรียนที่ยังขาด ความพรอมยังไม$เขาใจเนื้อหาสาระหรือยังไม$พรอมที่จะเรียนรูในกรอบต$อไปในแต$ละกรอบสาระการเรียนรู หลัก จะมีกรอบสาขาการเรียนรู 1 หรือ 2 กรอบเสมอ ทั้งนี้เพื่อใหผูเรียนที่ตอบคําถามผิดพลาดไดมีโอกาส ศึกษาเรียนรูเพิ่มเติมในกรอบสาระการเรียนรูสาขา

บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขายังมีอีกหลายรูปแบบ ดังนี้


กรอบสาขาดังกล$าวนี้เรียกว$า Remedial Loops ถาผูเรียนไม$สามารถตอบคําถามในกรอบสาระ การเรียนรูหลักไดแลวจะตองเขาไปศึกษาเรียนรูเพิ่มเติมในกรอบสาระการเรียนรูสาขาที่แตกแขนงออกมาตั้งแต$ สองสาขาขึ้นไป ศึกษาสาระการเรียนรูสาขาแรกแลวก็สามารถกลับไปศึกษาในกรอบสาระการเรียนรูหลักได ในทันที แต$ถายังไม$ผ$านก็ศึกษาในสาระการเรียนรูสาขาอื่น ๆ จนพรอมแลวจึงกลับไปศึกษาและทดสอบใน กรอบสาระการเรียนรูหลักอีกครั้ง เมื่อผ$านแลวก็ศึกษาในกรอบฯ ถัดไป


กรอบสาขาลักษณะนี้เรียกว$า Secondary Tracks เมื่อผูเรียนศึกษาเรียนรูในกรอบสาระการเรียนรูที่ 1 และสามารถตอบคําถามไดก็ผ$านไปเรียนรูในกรอบฯ ที่ 2 ถาไม$ผ$านตองกลับไปศึกษาในกรอบฯ สาขา 1 ถา ตอบไดถูกตองก็ไปเรียนในกรอบฯ ที่ 2 แต$ถาตอบผิดก็ตองไปเรียนในกรอบสาขาฯ 2 จนกว$าจะผ$าน

กรอบ สาขาประเภทนี้เรียกว$า Gate Frame เมื่อศึกษาในกรอบสาระการเรียนรู 1 แลว สามารถที่จะขามกรอบฯ ไป ขางหนาไดหลายกรอบ แต$เมื่อขามกรอบฯ ไปแลวไม$สามารถตอบคําถามในกรอบฯ ที่ขามไดตองถอยกลับคืน ไปกรอบฯ ที่ 1 เพื่อศึกษาเพิ่มเติมอีกครั้ง เปนตน


บทเรียนสําเร็จรูปแบบไม'แยกกรอบ บทเรียนสําเร็จรูปแบบไม$แยกกรอบ เปนบทเรียนสําเร็จรูปที่มีการนําเสนอเนื้อหาสาระเพิ่มขึ้นทีละ นอยตามลําดับขั้น ในบทเรียนจะมีแบบทดสอบและแบบเฉลยใหตรวจสอบไดในทันทีเหมือนบทเรียนสําเร็จรูป แบบที่ 1-2 หากแต$การนําเสนอเนื้อหาสาระไม$นําเสนอในรูปของกรอบ เนื้อหาที่นําเสนอตองต$อเนื่องกัน เหมือนกับการเขียนตําราหรือบทความ

ส'วนประกอบของบทเรียนสําเร็จรูป ส$วนประกอบของบทเรียนสําเร็จรูป ประกอบดวย 1. คําชี้แจง/คําแนะนําในการศึกษาดวยบทเรียนฉบับนั้น 2. แนวคิด 3. วัตถุประสงค4ที่ตองการใหเกิดจากการศึกษาบทเรียนสําเร็จรูป 4. เนื้อหาเรียงลําดับจากง$ายไปยาก 5. แบบฝNกหัด/คําถาม เพื่อทบทวนความเขาใจในเนื้อหาที่ไดศึกษา พรอมเฉลย 6. แบบทดสอบก$อนเรียนและหลังเรียน 7. เฉลยแบบทดสอบ กระบวนการผลิตและพัฒนาบทเรียนสําเร็จรูป ขั้นตอนการผลิตและพัฒนาบทเรียนสําเร็จรูปมี 4 ขั้นตอน 1. ขั้นวางแผน (Planning) 2. ขั้นการผลิต (Production) 3. ขั้นการทดลองตนฉบับ (Prototype testing) 4. ขั้นทดลองใชจริง


ขั้นวางแผน (Planning) - ศึกษาหลักสูตร เพื่อใหทราบถึงเนื้อหาสาระที่จะนํามาจัดทําเปนบทเรียนสําเร็จรูป - กําหนดเนื้อหาสาระที่จะนํามาจัดทําบทเรียน - กําหนดมาตรฐานการเรียนรูและองค4ประกอบอื่น ๆ เช$น - จุดประสงค4นําทาง จุดประสงค4ปลายทาง - ผลการเรียนรูที่คาดหวังว$า เมื่อผูเรียนปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรูจบแลว ผูเรียนไดเรียนรู อะไรบาง - วิเคราะห4ความยาก-ง$ายของเนื้อหา - เตรียมสรางแบบทดสอบทั้งก$อนและหลังเรียนในแต$ละกรอบสาระการเรียนรูใหครอบคลุม - ความรู (Knowledge) - ทักษะ/กระบวนการ (Skills Practice/Process) - เจตคติ (Attitude) ขั้นการผลิต (Production) 1) เขียนบทเรียนสําเร็จรูปประกอบดวย - จุดประสงค4ของบทเรียนสําเร็จรูป - ขอทดสอบก$อนและหลังเรียน - กิจกรรมการเรียนรูในแต$ละกรอบสาระการเรียนรูหลักและกรอบสาระการเรียนรูสาขา - นําไปจัดกิจกรรมการเรียนรูตามที่วางแผนไว - การวัดผลประเมินผล 2) สรางแผนการเรียนรู - ศึกษาวิธีการสรางแผนการเรียนรู


- ศึกษาบทเรียนสําเร็จรูป - เขียนแผนการเรียนรูตามเนื้อหา โดยพิจารณาความสอดคลองกับจุดประสงค4 เนื้อหาและเวลาที่ ใชในการจัดกระบวนการเรียนรู - นําแผนการเรียนรูใหผูเชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพ - ปรับปรุงแกไข ตามขอเสนอแนะของผูเชี่ยวชาญ ขั้นการทดลองต.นฉบับ (Prototype testing) นําบทเรียนสําเร็จรูปตนฉบับไปทดลองกับกลุ$มทดลองที่ไม$ใช$กลุ$มตัวอย$าง ตามขั้นตอนดังต$อไปนี้ ขั้นหนึ่งต$อหนึ่ง นําบทเรียนสําเร็จรูปไปทดลองกับกลุ$มทดลองที่ยังไม$เคยศึกษาเรื่องนั้นมาก$อน เพื่อดู ความถูกตองของเนื้อหา ขั้นตอนต$าง ๆ ในการเรียนรู ความเหมาะสมของเวลาที่ใช จากนั้นจึงนําผลและขอบท พร$องที่พบ มาปรับปรุงแกไข เพื่อใชในการทดลองขั้นกลุ$มเล็กต$อไป ขั้นกลุ$มเล็ก นําบทเรียนสําเร็จรูปที่ผ$านการปรับปรุงแกไขในขั้นหนึ่งต$อหนึ่งไปทดลองกับกลุ$มทดลองที่ กําลังเรียนเนื้อหาวิชานั้น เพื่อตรวจสอบความบกพร$องของบทเรียน และเพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียน สําเร็จรูปว$าสามารถพัฒนาผูเรียนใหมีความรูตามเกณฑ4ที่ตั้งไวหรือไม$ เมื่อทดลองแลวพบว$าประสิทธิภาพยังต่ํา กว$าเกณฑ4ที่ตั้งไว จะตองปรับปรุงแกไขเนื้อหาของบทเรียนสําเร็จรูป และปรับปรุงกิจกรรมต$าง ๆ รวมทั้ง แบบทดสอบใหมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ขั้นกลุ$มใหญ$ นําบทเรียนสําเร็จรูปไปทดลองกับกลุ$มทดลองที่กําลังเรียนเนื้อหาวิชานั้น และเปนกลุ$ม ทดลองที่มีลักษณะและคุณสมบัติใกลเคียงกับกลุ$มตัวอย$างจริง ๆ ว$าสามารถพัฒนาผูเรียนใหมีความรูตาม เกณฑ4ที่ตั้งไวหรือไม$ เมื่อทดลองแลวพบว$ามีประสิทธิภาพตามเกณฑ4ที่ตั้งไว ก็ดําเนินการจัดทําตนฉบับเพื่อ นําไปใชกับกลุ$มตัวอย$างต$อไป ขั้นทดลองใช.จริง การทดลองใชจริง เพื่อหาประสิทธิภาพบทเรียนสําเร็จรูป มีขั้นตอนในการ ดําเนินการดังนี้ 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรูดวยบทเรียนสําเร็จรูป 1.1 ใหผูเรียน ศึกษา และทําความเขาใจเกี่ยวกับขั้นตอนในการเรียนอย$างละเอียด โดยอ$าน จากคําชี้แจง/คําแนะนําในการศึกษาดวยบทเรียนสําเร็จรูป


1.2 ใหผูเรียนทําแบบทดสอบก$อนเรียน (Pre-test) ครูตรวจแบบทดสอบก$อนเรียนและให คะแนน 1.3 ผูเรียนทํากิจกรรมการเรียนที่ระบุไวในบทเรียนสําเร็จรูปครบถวนแลว ใหทําแบบฝNกหัด และตรวจตําตอบจากคําเฉลยที่ใหไว ทําเช$นนี้ทุกหน$วยการเรียนรูจนครบ 1.4 ครูตรวจสอบการตอบคําถามในแต$ละกรอบและการทําแบบฝNกหัดของผูเรียนทุกหน$วยการ เรียนรู 1.5 หลังจากผูเรียนทํากิจกรรมการเรียนรู ในบทเรียนสําเร็จรูปจบแลวใหผูเรียนทํา แบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) 2. เครื่องมือที่ใชในการหาประสิทธิภาพของบทเรียนสําเร็จรูป 2.1 แบบฝNกหัด 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. การหาคุณภาพของเครื่องมือวัดผลการเรียนรู เครื่องมือที่ใชวัดผลการเรียนรู เช$น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะตองใหไดขอมูลตรงกับ วัตถุประสงค4ที่ตองการทราบ ครอบคลุมเนื้อหา สอดคลองกับจุดประสงค4เชิงพฤติกรรมและไม$ง$ายหรือยาก จนเกินไป อาจจะตรวจสอบโดยผูเชี่ยวชาญหรือโดยการวิเคราะห4 ดังนี้ 3.1 หาความตรงเนื้อหา เปนการหาว$าแบบวัดจะวัดไดครอบคลุมสิ่งที่ตองการวัดหรือไม$โดย อาศัยการพิจารณาของผูเชี่ยวชาญหลาย ๆ คน ซึ่งเหมาะกับเครื่องมือแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ4และ แบบทดสอบ 3.2 หาความสอดคลองระหว$างขอสอบกับจุดประสงค4เชิงพฤติกรรม โดยใหผูเชี่ยวชาญ พิจารณา กําหนดคะแนนของผูเชี่ยวชาญอาจจะเปน +1 หรือ 0 หรือ -1 ดังนี้ +1 = แน$ใจว$าขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงค4เชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง 0 = ไม$แน$ใจว$าขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงค4เชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง


-1 = แน$ใจว$าขอสอบขอนั้นไม$ไดวัดจุดประสงค4เชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง ค$าดัชนีความสอดคลองที่ยอมรับไดตองมีค$าตั้งแต$ 0.50 ขึ้นไป ในกรณีที่กําหนดการใหคะแนนของผูเชี่ยวชาญ เปน 5 หรือ 4 หรือ 3 หรือ 2 หรือ 1 ดังนี้ 5 = ขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงค4เชิงพฤติกรรมไดมากที่สุด 4 = ขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงค4เชิงพฤติกรรมไดมาก 3 = ขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงค4เชิงพฤติกรรมไดบาง 2 = ขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงค4เชิงพฤติกรรมไดนอย 1 = ขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงค4เชิงพฤติกรรมไดนอยที่สุด ค$าดัชนีความสอดคลองที่ยอมรับไดตองมีค$าตั้งแต$ 3.50 ขึ้นไป

ตัวอย'างการหาค'า IOC แบบทดสอบ นําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร4จํานวน 20 ขอ ใหผูเชี่ยวชาญ 3 คน เพื่อตรวจสอบความสอดคลองกับจุดประสงค4 โดยกําหนดคะแนนเปน +1 หรือ 0 หรือ -1 ไดผล ดังนี้

ผูเชี่ยวชาญ (R) ขอที่

ผลรวมของคะแนน IOC

หมายเหตุ

คนที่ 1

คนที่ 2

คนที่ 3

12

+10

+1+1

0-1

20

0.670.00

ใชได

3

+1

+1

+1

3

1.00

ปรับปรุง

4

-1

+1

+1

1

0.33

ใชได

5

+1

+1

0

2

0.67

ปรับปรุง


20

+1

0

+1

2

0.67

ใชได

จากตารางจะเห็นว$า ขอที่ 2 และขอที่ 4 มีค$า IOC ต่ํากว$า 0.50 ดังนั้นจะตองปรับปรุง

3.3 การหาค$าความยากง$าย การวิเคราะห4ความยากง$าย เปนการวิเคราะห4รายขอ เกณฑ4ความยากง$ายที่ยอมรับไดมีค$าอยู$ระหว$าง 0.20 – 0.80 ถาค$า P มีค$านอกเกณฑ4ที่ กําหนด จะตองปรับปรุงขอสอบขอนั้น หรือตัดทิ้งไป 3.4 การหาค$าอํานาจจําแนก การวิเคราะห4ค$าอํานาจจําแนก เปนการดูความเหมาะสมของรายขอว$าขอคําถามสามารถ จําแนกกลุ$มเก$งและกลุ$มอ$อนไดจริงหรือจําแนกผูที่มีคุณลักษณะสูงจากผูมีคุณลักษณะต่ําได เกณฑ4อํานาจจําแนกที่ยอมรับไดมีค$าอยู$ระหว$าง 0.20 ขึ้นไป ถาค$าอํานาจจําแนกต่ํากว$า 0.20 จะตองปรับปรุงแบบทดสอบขอนั้นหรือตัดทิ้งไป 3.5 การหาค$าความเชื่อมั่นของเครื่องมือวัด 1) การหาความเชื่อมั่นแบบคูเดอร4-ริชาร4ดสัน เปนการหาค$าความเชื่อมั่น ซึ่งใชไดดีกับเครื่องมือที่ วัดหรือขอสอบที่ใหคะแนนแต$ละขอคําถามตรวจใหคะแนน 1 หรือ 0 (ถูกได 1 ผิดได 0) ใชสูตรการคํานวณ ของ Kuder – Richardson – 21 (KR-21) เกณฑ4ความเชื่อมั่นที่ยอมรับไดจะมีค$าตั้งแต$ 0.75 ขึ้นไป 2) การหาความเชื่อมั่นแบบครอนบัด (Cronbach) เปนการหาค$าความเชื่อมั่นของเครื่องมือวัดจาก การคํานวณหาค$าสัมประสิทธิ์แอลฟา (a – Coefficient) ซึ่งใชไดดีกับเครื่องมือวัดที่แต$ละขอคําถามไม$ไดตรวจ ใหคะแนน 1 หรือ 0 แต$เปนการตรวจใหคะแนนในลักษณะอื่น ๆ เช$น การทําขอสอบอัตนัยที่ตอบแลวได คะแนนแต$ละขอไม$เท$ากัน การทําแบบสอบถามที่ตอบแลวไดคะแนนแต$ละขอเปน 5, 4, 3, 2, 1 เปนตน สูตรที่ ใชคือ


4. การหาประสิทธิภาพของบทเรียนสําเร็จรูป 4.1 หาเกณฑ4ประสิทธิภาพของบทเรียนสําเร็จรูปโดยการวิเคราะห4คะแนนใชสูตรคํานวณ ดังนี้ การกําหนดเกณฑ4ที่ยอมรับว$าสื่อหรือนวัตกรรมการเรียนรูมีประสิทธิภาพคือดานความรู ความจํา E1/E2 มีค$า 80/80 ขึ้นไป ดานทักษะปฏิบัติ E1/E2 มีค$า 70/70 ขึ้นไป โดยที่ค$า E1/E2 ตองไม$แตกต$าง กันเกินกว$ารอยละ 5 4.2 หาค$าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสําเร็จรูป โดยการวิเคราะห4คะแนนใชสูตรคํานวณ ดังนี้ สําหรับเกณฑ4ที่ยอมรับไดว$าสื่อหรือนวัตกรรมมีประสิทธิผลช$วยใหผูเรียนเกิดประสบการณ4การเรียนรู ไดจริง คือ มีค$าตั้งแต$ .50 ขึ้นไป 5. ทดสอบความแตกต$างของผลการสอบก$อนและหลังเรียน โดยการหาค$าที่ (T – dependant)


ตัวอย'างขั้นตอนการทําบทเรียนสําเร็จรูปการวาดเส.น รูปร'าง รูปทรง ขั้นตอนการสรางบทเรียนสําเร็จรูป เรื่อง เสน รูปทรง รูปร$าง เพื่อพื้นฐานของการวาดภาพ 1. กระบวนการจัดทํา บทเรียนสําเร็จรูป เรื่อง เสน รูปทรง รูปร$าง เพื่อพื้นฐานของการวาดภาพ กลุ$มสาระศิลปะ มีขั้นตอน การสราง ดังนี้ 1. ขั้นวางแผน ประกอบดวยขั้นตอนย$อยดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตร ขั้นแรกสุดตองศึกษาใหละเอียดเพื่อใหทราบว$าจะตองสอนอะไรมีเนื้อหา อะไร ศึกษาจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เอกสารคู$มือครู ตําราเรียนสมุดแบบฝNกหัด คู$มือการจัดการเรียนรูกลุ$มสาระการเรียนรูศิลปะ เปนตน เมื่อเลือกเนื้อหาที่จะนํามาสรางบทเรียนสําเร็จรูปได แลว นํามาวางแผนในการเขียนบทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง 1.2 กําหนดจุดมุ$งหมายในการสราง โดยอาศัยขอมูลจากหลักสูตรกวาง ๆ และจุดมุ$งหมายเชิง พฤติกรรม ที่สามารถสังเกตและวัดผลไดใหสอดคลองกับเนื้อหาในบทเรียน 1.3 วิเคราะห4เนื้อหา เปนการนําเอาเนื้อหาทั้งหมดที่จะสรางมาแตกเปนหัวขอย$อย ๆ อย$าง ละเอียด และเรียงลําดับจากง$ายไปหายาก ซึ่งเปนสิ่งที่สําคัญที่จะช$วยใหผูเรียนไดเขาใจบทเรียนไดดีตลอด บทเรียน ผูจัดทําไดกําหนดเนื้อหา (สาระทัศนศิลปz) เรื่อง เสน รูปทรง รูปร$าง เพื่อพื้นฐานของการ วาดภาพ ใหสอดคลองเหมาะสมกับเนื้อหาของผูเรียน โดยจัดเรียงลําดับเนื้อหาจากง$ายไปยากตามลําดับ แบ$ง เนื้อหาออกเปน -การใหความหมาย บอกลักษณะความหมายของเสน ชนิดของเสน ความสําคัญในการ นําไปประกอบการวาดภาพ ของ เสน รูปทรง รูปร$าง - สังเกตธรรมชาติเพื่อศึกษาลักษณะภายนอกและเปรียบเทียบกับคุณลักษณะของ เสน รูปทรง รูปร$าง


1.4 การสรางแบบทดสอบ เปนการสรางแบบทดสอบเพื่อวัดผลการเรียนรูในบทเรียนเรื่องนั้น ซึ่งสราง โดยยึดผลการเรียนรูที่คาดหวังและจุดประสงค4เชิงพฤติกรรมเปนหลัก แบบทดสอบจะช$วยใหทราบผลการเรียน หลังจากเรียนบทเรียนแลว ยังช$วยใหทราบถึงความงอกงามในการเรียนจากจุดเริ่มตนถึงจุดทายสุดโดยการ พิจารณาคะแนนทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับคะแนนก$อนเรียน(Pre-test) ถาผลการสอบหลังเรียนสูงกว$า ก$อนเรียนมากแสดงว$าผูเรียนเกิดความงอกงามและชี้ใหเห็นว$าบทเรียนมีประสิทธิภาพ แบบทดสอบนี้เปน แบบทดสอบถามตอบที่มีความเชื่อมั่น (Reliability) ซึ่งแบบทดสอบก$อนเรียนและหลังเรียนเปนแบบทดสอบ ฉบับเดียวกันแต$มีการสลับคําตอบ

2. ขั้นดําเนินการเขียน ประกอบดวยขั้นตอนย$อยดังนี้


2.1 เขียนบทเรียน ในการเขียนบทเรียนสําเร็จรูปประกอบดวย กรอบย$อย (Frame) ตั้งแต$กรอบนํา จนถึงกรอบสุดทาย 2.2 ทบทวนและแกไข หลังจากเขียนบทเรียนสําเร็จรูปแลว ผูเขียนไดทบทวนหาจุดบกพร$องและ ดําเนินการแกไขใหถูกตองทั้งทางดานเนื้อหา ภาษา และวิธีการเขียน เช$น ความต$อเนื่องของบทเรียน และ ความเหมาะสมของการแบ$งกรอบ เปนตน 2.3 จากนั้นใหผูชํานาญทางดานการสรางนวัตกรรมและทางดานเนื้อหาตรวจสอบหาค$าดัชนีความ สอดคลอง (IOC) ของนวัตกรรม ระหว$างจุดประสงค4การเรียนรู, เนื้อหา, กิจกรรมแต$ละนวัตกรรม,สื่อประกอบ บทเรียน, การวัดและประเมินผล พรอมขอเสนอแนะเพิ่มเติมในการปรับปรุงแกไข จํานวน 3 ท$าน 2.4 นํานวัตกรรมที่ปรับปรุงแลวในขอ 2.3 และมีค$า (IOC) 0.5 ขึ้นไป ไปหาประสิทธิภาพ


3. ขั้นทดลองและปรับปรุง ดังนี้ ขั้นการทดลองเปนรายบุคคล หรือแบบหนึ่งต$อหนึ่ง (one to one) เมื่อเขียนบทเรียนเสร็จ ผูเขียน บทเรียนไดนําไปทดลองใชกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาป{ที่ 4 ทีละคนโดยเลือกแบบเจาะจง จํานวน 3 คน ก$อนทําการทดลองไดสรางความเขาใจแก$นักเรียนเพื่อใหนักเรียนเขาใจและใหความร$วมมือช$วยเหลือในการ ปรับปรุงแกไขบทเรียนใหดีขึ้น จากนั้นไดซักถามถึงป7ญหาต$าง ๆ ที่นักเรียนพบขณะเรียนจากบทเรียนสําเร็จรูป และนําขอบกพร$องไปพิจารณาปรับปรุงแกไขต$อไป 4. ขั้นนําไปใช


ขั้นนําไปใชเปนขั้นที่นําบทเรียนสําเร็จรูปที่ผ$านการทดลองขั้นตอนมาแลวไปใชกับนักเรียนโรงเรียน บานเหล$าป|าฝาง ผูจัดทําบทเรียนสําเร็จรูปยังตองติดตามผลการใชบทเรียนสําเร็จรูปนี้ เพื่อเปนแนวทางในการ ปรับปรุงแกไขใหดียิ่งขึ้นต$อไป

2. ป7ญหาที่เกิดขึ้นในระหว$างการผลิตและการแกไข

ป7ญหาที่มีคือ เวลา ค$อนขางจะมีนอยในการจัดทําโครงการซึ่งไดพยายามจัดทําและผลิตอย$างเต็มที่ อาจจะมีขอบกพร$องเกิดขึ้นไดบาง แต$ก็สามารถแกป7ญหาและผ$านไปดวยดี

3. การตรวจสอบโดยผูเชี่ยวชาญ 3 คน ไดรับคําแนะนําที่ดีจากผูเชี่ยวชาญทั้ง 3 ท$าน และไดนํามาปรับปรุงแกไข จนถึงกระบวนการสุดทาย ของบทเรียนสําเร็จรูป


คุณค'าและข.อจํากัดของProgrammed Instruction คุณค'าของ Programmed Instruction 1. การสราง Programmed Instruction มีกระบวนการที่น$าเชื่อถือ ทําใหผูเรียนไดเรียนรู อย$างอิสระและสามารถดําเนินการตามความสามารถและจังหวะเวลา 2. ทําใหผูเรียนไดเรียนรูดวยตนเองและมีส$วนร$วมในการเรียน โดยการแสดงปฏิกิริยาในการตอบสนองต$อสิ่ง เราหรือคําถาม และไดทราบคําตอบว$าถูกหรือผิดอย$างทันที เปนการใหรางวัลที่ดี กระตุนใหผูเรียนตองการที่ จะเรียนรู ข.อจํากัดของ Programmed Instruction 1. Programmed Instruction มักจะเนนหนักในเรื่องเนื้อหา ทําใหขาดในดานความรูสึก หรือ อารมณ4 และความคิดเห็นส$วนตัว 2. Programmed Instruction แบบเสนตรงไม$เหมาะสมกับผูเรียนที่เรียนเก$ง เพราะผูที่เรียน เก$งเมื่อทํากิจกรรมไดเสร็จก$อนและไม$มีอะไรทําอีก อาจจะทําใหเบื่อหน$ายจะตองมีงานเพิ่มเติมใหบ$อยๆ 3. ไม$อาจใชแทนผูสอนไดทุกอย$าง เพราะบางบทเรียนตองใหคําแนะนําอยู$บาง 4. ในการจัดทําตองการผูมีความรูความสามารถ และตองการเวลาในการเขียนโปรแกรมและการทดลอง ภาคสนาม และไม$อาจใชไดบางภูมิภาคหรือบางทองถิ่นเพราะขาดบุคลากรในการอํานวยความสะดวก


สรุป บทเรียนสําเร็จรูปนั้นถือเปนนวัตกรรมการศึกษาที่ทําใหเด็กนักเรียนไดทบทวนความรูหรือเรียนรูดวย ตนเอง ในเวลาใดก็ได ไม$จําเปนตองในเวลาเรียน และอาจทําใหเด็กกลาที่จะตอบ และกลาที่จะคิด มากกว$า เรียนในหองเรียน เนื่องจากไม$ตองอายเวลาตอบผิดหรือกลัวที่จะตอบผิด และ บทเรียนสําเร็จรูปนั้นมีหลาย วิชา เด็กนักเรียนสามารถเลือกทําไดหลายวิชา ในเวลาไม$นานนักและทุกวิชานั้นส$วนมากจะครอบคลุมเนื้อหา ในเรื่องนั้นๆ เปนการประยุกต4ใชกับการศึกษาไดเปนอย$างดี แต$ก็มีจุดบกพร$องคือ เด็กอาจขาดการปฏิสัมพันธ4กับคนอื่นเช$นเพื่อนหรือครู อาจจะทําใหเด็กมีความ เบื่อหน$ายหรือขี้เกียจทําเพราะไม$มีคนคอยคุม หรือบางทีอาจไม$ทําตามขั้นตอนก็จะทําใหไม$สัมฤทธิ์ผลตามที่ตั้ง ไว อย$างไรก็ตามการศึกษาเปนสิ่งที่ดีต$อเด็กนักเรียนหากใชใหถูกวิธีมักมีประโยชน4เสมอ ทุกอย$างลวน ขึ้นอยู$กับการเอาใจใส$ของเด็กดวย ไม$ว$านวัตกรรจะดีแค$ไหนถาเด็กไม$ใส$ใจก็ไรประโยชน4อยู$ดี


นางสาวจรรยา รังสร.อย 53030128 นายเจนวิทยI วิโรจนIสกุลชัย 53030134 นางสาวดวงกมล ทับทิม 53030144 นางสาวศิริรัตนI ฤทธิจีน 53030160 นายนัทธพงศI หล'อเลิศรัตนI 53030293 คณะ ครุศาสตรIอุตสาหกรรม สาขา ครุศาสตรIสถาปRตยกรรมและการออกแบบ หลักสูตร ครุศาสตรIสภาพแวดล.อมภายใน สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล.าเจ.าคุณทหารลาดกระบัง

บทเรียนสำเร็จรูป  

Programed Instruction

Advertisement