Page 1

สารมุสลิมะฮฺ

จดหมายข่าวจากมุสลิมะฮฺถึงพี่น้องร่วมประชาชาติ

ฉบับที่ 1 ศอฟัร 1430 (กุมภาพันธ์ 2552)

ฆ็อซซะฮฺในคืนวันหลังหยุดยิง : ความเจ็บปวดไม่มีวันหยุด การหยุดยิงในฆ็อซซะฮฺไม่ได้เป็นจุด ยุติของสงคราม หากแต่เป็นจุดเริ่มของอะไร หลาย ๆ อย่างโดยเฉพาะสงครามระหว่างกอง ทัพแห่งสัจธรรมกับกองทัพแห่งความเท็จซึ่ง จะต้องดำเนินไปในทุกที่ที่สัจธรรมดำรงอยู่ ตราบจนยามอวสาน มีมุสลิมะฮฺจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีโอ กาสและปัจจัยที่จะเข้าถึงข่าวสารความเป็น ไปของโลกมุสลิมด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน ทั้งที่ ความจริงแล้วมุสลิมะฮฺมีบทบาทสำคัญนักใน การต่อสู้นี้ เช่น การอบรมเลี้ยงดูนักสู้ของ กองทัพ การปลุกใจให้คนในครอบครัวเข้า ร่วมการต่อสู้ หรือแม้แต่การคอยกำกับดูแล ไม่ให้ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านมีส่วนข้อง เกี่ยวกับสินค้าศัตรู จดหมายข่าวในชื่อ สาร มุสลิมะฮฺ (ริซาละตุลมุสลิมะฮฺ) ฉบับนี้มีขึ้น เพื่ออุดช่องโหว่ในการรับรู้ข่าวสารดังกล่าว (จึงปรารถนาจะให้มีการเผยแพร่ออกไปในวง กว้าง) รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหมู่มุสลิ มะฮฺ ที่มีความสนใจในการติดตามข้อมูลข่าว สารนี้อยู่แล้ว และแม้ว่าจะเป็นจดหมายข่าว ที่มุ่งเน้นมุสลิมะฮฺเป็นหลัก แต่มุสลิมีนก็สา มารถอ่านได้ อีกทั้งเป็นการดีอย่างยิ่งหากนำ ไปบอกต่อมุสลิมะฮฺในครอบครัวของท่าน ตั ้ ง ใจว่ า จะให้ ส ารมุ ส ลิ ม ะฮฺ ฉ บั บ นี ้ เป็ น จดหมายข่ า วรายเดื อ น-อิ น ชาอั ล ลอฮฺ พี ่ น ้ อ งที ่ ส นใจจะให้ ม ี ส ารนี ้ ไ ปส่ ง ถึ ง บ้ า น อยากช่วยเราแพร่กระจาย หรือมีข้อแนะนำ ติชมใดสามารถติดต่อเราได้ตามรายละเอียด หน้าหลังสุด หวังอย่างยิ่งว่าทุกตัวอักษรในเอก สารฉบับนี้จะถูกนับเป็นหนึ่งในการทำงานเพื่อ ดีนอันเป็นที่รักของเรา

การประกาศหยุดยิงระหว่างฮามาสกับรัฐบาลยะฮูดในวันที่ 18 มกราคม 2552 กลายเป็นสัญญาณที่ทำให้ใครหลายคนเข้าใจว่าการสังหารหมู่อันโหดเหี้ยมที่ยะฮูดกระ ทำต่อมุสลิมได้จบลงแล้ว และมุสลิมในดินแดนแห่งความสุขสบายอย่างเรา ๆ จึงเริ่มผ่อน คลายท่าทีแข็งกร้าวที่เคยยึดถือไว้ในช่วงที่เหตุการณ์ดำเนินไปอย่างดุเดือดลง หากใน ความเป็นจริงพี่น้องในฆ็อซซะฮฺยังคงต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดและสูญเสียอันเป็น ผลลัพธ์จากสงคราม รวมทั้งความทรงจำอันเลวร้ายในช่วงเวลาแห่งความป่าเถื่อนที่อาจ ต้องฝังอยู่ในความนึกคิดไปตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่เพียงเศษซากบ้านเรือนหลังสงครามที่นักข่าวหลายคนให้นิยามว่า “เลวร้าย ยิ่งกว่าแผ่นดินไหว” หากหลาย ๆ บ้านของชาวฆ็อซซะฮฺยังคงเหลือร่องรอยการกระทำอัน หยาบช้าของทหารยิว ฟาติมะฮฺ(นามสมมติ)มุสลิมะฮฺในหมู่บ้านทางตะวันตกของเมืองญะ บาลียะฮฺบริเวณตอนเหนือของฆ็อซซะฮฺต้องตามเก็บอุจจาระของเหล่าทหารยิวที่ทิ้งไว้ทั่ว บ้าน ซึ่งเหลือห้องที่สามารถใช้การได้เพียงห้องเดียวของเธอ “พวกเขาใช้เสื้อผ้าของเรา เป็นโถส้วม” เธอบอก พร้อมทั้งเล่าด้วยว่าลูกชายคนเล็กของเธอยังคงมีอาการหวาดผวา อยู่จนทุกวันนี้ อันเนื่องจากเสียงเครื่องบินรบที่ลอยอยู่เหนือหัวเกือบตลอดเวลาในช่วงที่ เกิดเหตุการณ์ ในขณะที่พี่สาวของฟาติมะฮฺซึ่งไปหลบภัยที่โรงเรียนแห่งหนึ่งได้เล่าถึงช่วงเวลา อันเลวร้ายว่า “เราอยู่รวมกัน 35 คนในห้องเรียนเล็ก ๆ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีผ้า ปูที่นอน และไม่มีผ้าห่มทั้งที่อากาศหนาวเยือก พวกเราเกือบร้อยคนที่มาหลบภัยที่นี่ต้อง ใช้ห้องน้ำเล็ก ๆ ของโรงเรียนร่วมกันซึ่งมันสกปรกมาก เราไม่ได้ทานอะไร นอกจากขนม ปังที่ไม่พอแม้สำหรับครอบครัวเดียว และเนื้อกระป๋อง” ลุอฺญะ เด็กชายวัยแปดขวบที่ต้องสูญเสียดวงตาทั้งสองข้างไปจากการโจมตีทาง อากาศของยิว ยังคงพูดถึงพี่ชายอยู่เสมอ ญาติ ๆ ของเขายังไม่อาจทำใจบอกให้เด็กชาย ผู้นี้รู้ได้ว่า พี่ชายที่รักของเขาได้เสียชีวิตลงจากการโจมตีรอบเดียวกัน ในขณะที่คอลิดพ่อผู้สูญเสียลูกสามคนอายุ 7,3 และ 2 ขวบไปต่อหน้าต่อตาจาก การจ่อยิงของทหารยิว บอกด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ผมคิดว่าพวกมันเมา.. ยังจำแม่นถึง รอยยิ้มบนหน้าพวกมันขณะจ่อยิงลูกสาว พวกมันบางคนกำลังกินขนมอยู่ด้วยซ้ำ.. ผม ไม่รู้ว่าทำไมลูก ๆ ผมถึงถูกฆ่า พวกเธอไม่เคยก่อคดีอะไรเลย” สุดท้ายแล้วเขาก็สรุปว่า “นี่ไม่ใช่สงครามระหว่างสองกองทัพ หากเป็นสงครามระหว่างประชาชนผู้ไม่มีอาวุธกับ กองทัพที่มีศักยภาพทางการทหารอันดับต้น ๆ ของโลก” ระหว่างความเจ็บปวดนี้ที่ยังดำรงอยู่และดำเนินไปในฆ็อซซะฮฺและอีกหลาก หลายดินแดนของคนที่เราเรียกว่า ‘เรือนร่างเดียวกัน’ กับความเจ็บปวดเมื่อหันมามอง สภาพของตัวเราเอง ไม่รู้เลยว่าอย่างไหนจะทรมานมากกว่ากัน?

โปรดอย่าลืมพี่น้องของท่านในดุอาอฺ สารมุสลิมะฮฺ

[อ่านเรื่องราวของพี่น้องฆ็อซซะฮฺเพิ่มเติมได้ที่ http://electronicintifada.net/v2/diaries.shtml]


ความสัมพันธ์ระหว่างปาเลสไตน์ – อิสราเอล

ย้อนรอยประวัติศาสตร์

ปาเลสไตน์ (หรือฟิลัสฏีนในภาษาอาหรับ) เป็นดินแดนที่มีคนหลายชนชาติเข้า มาตั้งหลักแหล่งนับตั้งแต่เมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ได้แก่ พวกฟินิเชียน, บิลัสไตน์ (ฟิลัสฏีน), กันอาน (คะนาอัน), ยะบูส, อารอเมียน และอื่น ๆ ซึ่งผสมผสานกันเป็นสาย เลือดอาหรับ และเรียกดินแดนนี้ว่า “ปาเลสไตน์” ส่วนวงศ์วานอิสรออีล(รวมยิวด้วย)อพ ยพเข้ามาเมื่อ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวอาหรับเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ใน ดินแดนนี้ก่อนชาวยิวถึง 2,000 ปี ปาเลสไตน์เคยถูกปกครองโดยกลุ่มชนหลายเผ่าพันธุ์ จนกระทั่งตกเป็นของชาว คริสต์ใน ค.ศ. 4 ซึ่งได้กลายเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์ แต่ใน ค.ศ. 636 สมัย เคาะลีฟะฮฺอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏ็อบ มุสลิมได้พิชิตปาเลสไตน์ จากนั้นมาดินแดนแห่งนี้ก็ ถูกปกครองด้วยอิสลามเรื่อยมา ยกเว้นช่วงเกิดสงครามครูเสดในปี ค.ศ.1095-1187 และ มีการสับเปลี่ยนอำนาจระหว่างมุสลิมกับคริสต์ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชาวยิวพยายาม เข้าไปตั้งหลักแหล่งในปาเลสไตน์เพราะมีความเชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งพันธะสัญญาที่พระ เจ้าได้มอบให้ แต่ก็อาศัยอยู่เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ปี ค.ศ.1897 ยิวได้ก่อตั้งองค์กรไซออนนิสต์สากลขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อรวบ รวมชาวยิวจากทั่วโลกให้มาตั้งถิ่นฐานและสร้างประเทศในดินแดนปาเลสไตน์ หลังจาก นั้นก็มีการทยอยอพยพชาวยิวเข้าไปในปาเลสไตน์เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งหลังสงครามโลก ครั้งที่ 1 อาณาจักรอุษมานียะฮฺ(ออตโตมาน)แพ้สงคราม ปาเลสไตน์ตกเป็นของอังกฤษ ลอร์ดบัลฟอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษได้เขียนคำประกาศรับรองให้ยิวตั้งรัฐอิสระ ในปาเลสไตน์เพราะเล็งเห็นผลประโยชน์จากดินแดนแถบนี้ และเพื่อเป็นการตอบแทน ยิวผู้หนึ่งที่ช่วยเหลือด้านอาวุธในการทำสงคราม แต่ขณะเดียวกันข้าหลวงใหญ่อังกฤษ ก็ไปตกลงกับชาวอาหรับว่าหากช่วยอังกฤษทำสงครามแล้วจะคืนดินแดนปาเลสไตน์ให้ แต่เมื่อสิ้นสงคราม อังกฤษก็ไม่ได้ยกให้แก่ฝ่ายใด หากจัดการให้ยิวอพยพเข้าสู่ปาเลส ไตน์อย่างเงียบ ๆ และให้เปรียบแก่ชาวยิวในด้านต่าง ๆ ทั้งกฎหมาย และการปกครอง ปี ค.ศ.1947 สมัชชาสหประชาชาติมีมติให้แบ่งดินแดนปาเลสไตน์ออก เป็น 2 ส่วน 56.47% เป็นของมุสลิม อีก 43.53% เป็นของยิว (แต่ปัจจุบัน 92% ของดินแดน ปาเลสไตน์ทั้งหมดถูกอิสราเอลยึดครอง) จากนั้นในปี ค.ศ.1948 อังกฤษประกาศปลด ปล่อยปาเลสไตน์ออกจากดินแดนในอาณัติ วันรุ่งขึ้นยิวไซออนิสต์ก็ประกาศตั้งรัฐอิสรา เอลทันที สร้างความไม่พอใจในหมู่ประเทศอาหรับอย่างมาก จึงมีการรวมตัวกันทำสง ครามกับอิสราเอล แต่ผลปรากฏว่าอาหรับแพ้ อิสราเอลได้ดินแดนเพิ่มขึ้น จากความพ่าย แพ้ในครั้งนี้ จึงเป็นชนวนแห่งสงครามในครั้งต่อ ๆ มา ได้แก่ วิกฤตการณ์คลองสุเอซในปี 1956 , สงครามวันยุม กิปูรในปี 1973 , สงคราม 6 วันในปี 1967 (ปาเลสไตน์เสียดิน แดนจนเหลือเพียงฆ็อซซะฮฺและเวสต์แบงค์) นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1948 ชาวยิวได้ใช้กำลังขับไล่ ปล้น ทำลายทรัพย์สินที่ดินทำ กินของชาวปาเลสไตน์และเข่นฆ่ามุสลิมอย่างโหดเหี้ยม นำมาซึ่งการต่อสู้ครั้งสำคัญของ ชาวปาเลสไตน์ที่สร้างความสะเทือนใจแก่คนทั่วโลก คือ การลุกฮือของชาวปาเลสไตน์ ในปี 1987 และปี 2000 ทั้งเด็ก สตรี และแม้แต่คนชราในฉนวนกาซ่าและเวสต์แบ็งค์ ออกมาเดินขบวนประท้วงอิสราเอลพร้อมกันทั่วประเทศ ภาพที่คนทั้งโลกได้เห็นก็คือ การต่อสู้ของคนมือเปล่าที่มีเพียงก้อนอิฐก้อนหินขว้างใส่รถถังของศัตรูผู้รุกราน

คนของประวัติศาสตร์ เชค อะฮฺหมัด ยาซีน

เชค อะฮฺหมัด อิสมาอีล ยาซีน ถือ เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่ต่อสู้และผลัก ดันให้มีการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิ ของปาเลสไตน์โดยยึดศาสนาเป็นหลักใน การทำงาน ท่านไม่ได้เพียงเรียกร้องเอก ราชให้ปาเลสไตน์เท่านั้น แต่ยังต้องการนำ อิสลามมาใช้ปกครองประเทศ แม้ว่าตน เองจะพิการทั้งร่างกายอันเนื่องมาจาก อุบัติเหตุในวัยเด็ก แต่ท่านก็ได้เผยแพร่ ความรู้ด้านศาสนาทั้งในโรงเรียนและใน มัสญิด เป็นที่นับถือของชาวปาเลสไตน์ อย่างมาก ในปี 1983-1985 ท่านถูกอิสราเอล จำคุกด้วยข้อหาก่อตั้งขบวนการที่เป็นภัย ต่ออิสราเอล และครอบครองอาวุธ และ อีกครั้งในปี 1991-1997 ท่านเคยเป็นผู้นำกลุ่มภราดรภาพ มุสลิม และเป็นผู้ก่อตั้งมุญามาอฺ อิสลามียฺ ในฆ็อซซะฮฺ ผลงานสุดท้ายของท่านคือ การเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งและผู้นำกลุ่มฮามาสในการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการยึด ครองของอิสราเอลซึ่งมีผลต่อชาวปาเลส ไตน์อย่างมาก วันที่ 22 มีนาคม 2004 อิสราเอลได้ ทิ้งระเบิดขณะที่ท่านออกจากมัสญิดหลัง จากละหมาดซุบฮฺ ส่งผลให้เชคอะฮฺหมัด ยาซีนเสียชีวิตทันที ขออัลลอฮฺทรงตอบรับท่าน ในฐานะชะฮีดด้วยเถิด


เบื้องลึก-เบื้องหลังการบอยคอต

บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกา มีบริษัทในเครือมากกว่า 250 บริษัท ใน 57 ประเทศทั่วโลก สินค้าที่รู้จักกันดีได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลเด็ก เช่น แป้ง แชมพู ครีม โลชั่น, โมเดส, แคร์ฟรี, นิวโทรจีน่า, คลีนแอนด์เคลียร์, แป้งชาวเวอร์ทูชาวเวอร์, ลิสเตอรีน, แอคคิววิว, ไทลีนอล, ไหมขัดฟันรีช, แบนด์เอด ฯลฯ โดยผลิตภัณฑ์หลายรายการได้ครองส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ในอันดับที่ 1 นอก จากนี้บริษัทยังเป็นผู้เข้าซื้อกิจการเวชภัณฑ์ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์มากที่สุดแห่ง หนึ่ง ส่งผลให้บริษัทฯ เป็นเจ้าของยารักษาโรคหลายรายการ และยังสามารถเข้าถึงเทค โนโลยีชั้นสูงทางด้านการแพทย์ได้อีกด้วย

ความสัมพันธ์กับอิสราเอล - บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้ทำการซื้อบริษัทสัญชาติอิสราเอลชื่อ “Biosene” จำนวนถึง 400 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์ทางการ แพทย์ เพื่อปูทางให้อิสราเอลสามารถเจาะตลาดด้านผลิตภัณฑ์ด้านการแพทย์ได้อย่าง สบาย ทั้งนี้บริษิทได้เปิดที่ทำการในอิสราเอลใกล้กับ “Shfayim” – ในปี 1998 ผู้แทนบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน นายโรเจอร์ เอส ไฟเนียน รับรางวัล “Jubilee Award” จากนายกรัฐมนตรี อิสราเอล นายเนทานยาฮู ซึ่งนับเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่มอบให้กับบุคคลและองค์กรที่ให้การสนับสนุนทางการเงินและมีความสัมพันธ์อัน ดีทางการค้ากับอิสราเอล ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจอิสราเอล - จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้ร่วมลงทุนกับบริษัทสัญชาติอิสราเอลชื่อ “Israel’s Life Sciences Industry” ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในอิสราเอล ก่อตั้งประมาณปี 2004 โดยได้รับเงินสนับสนุนจากทั้งรัฐบาลยิวและจากภายนอก ซึ่งบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้เข้าร่วมทุนก่อตั้งบริษัทแห่งนี้ในนามของบริษัท “Johnson & Johnson Development Corporation” โดยให้เงินสนับสนุนประมาณ 28 % ขององค์รวม เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมด้านสุขภาพใหม่ ๆ ออกสู่ท้องตลาด โปรดสังเกตุบริษัทผู้ผลิต ก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง Sources : http://inminds.co.uk/boycott-johnson-and-johnson.html : http://www.ilsi.org.il/industry_financing_history.asp : รายงานประจำปีบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ปี 2007

ข่าวสั้น ทันอุมมะฮฺ

• โรฮิงญาผู้ไร้แผ่นดิน

โรฮิงญาเป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐอาระกันของพม่าที่ นับถือศาสนาอิสลาม ถูกรัฐบาลพม่ากดขี่ข่มเหงและไม่ยอม รับการมีอยู่ของพวกเขา ทำให้ต้องหาแหล่งที่อยู่ใหม่ สื่อต่าง ประเทศรายงานว่า เมื่อมาขึ้นฝั่งที่แถบอันดามันของไทย ทางการไทยได้ทำทารุณพวกเขาและขับไล่ลงทะเลไปอย่างไร้ มนุษยธรรม แต่ไทยปฏิเสธเสียงแข็ง สิ่งที่เราต้องคิดก็คือ พวกเขาซึ่งเป็นพี่น้องร่วมศาสนา ของเรายังคงมีอนาคตที่มืดมนในการดำรงชีวิต แล้วเราซึ่ง อยู่ไม่ไกลจากพวกเขาจะช่วยเหลืออะไรพวกเขาได้บ้าง ?

• โซมาเลีย : ดินแดนญิฮาดแห่งแอฟริกา ‘อัช-ชะบ๊าบ’ คือกลุ่มมุญาฮิดีนที่กำ ลังทำการต่อสู้อยู่ในโซมาเลียเพื่อประกาศ ใช้ชะรีอะฮฺบนแผ่นดินที่ไม่มีรัฐบาลกลางที่ มีอำนาจเด็ดขาดอย่างแท้จริงแห่งนี้ โดยสา มารถควบคุมพื้นที่และจัดตั้งศาลชะรีอะฮฺ ขึ้นได้ในหลายเมือง แม้โซมาเลียจะเพิ่งได้ประธานาธิบดีคนใหม่ในต้นปีนี้ แต่ก็เป็นผู้นำที่ไม่ได้จริงใจต่อการประกาศใช้ชะรีอะฮฺจึงไม่ได้รับการยอมรับ จากกลุ่มมุญาฮิดีน สถานการณ์ในโซมาเลียจึงน่าจับตามองและติดตามอย่าง ใกล้ชิดในฐานะดินแดนที่ธงแห่งญิฮาดกำลังถูกโบกชูอยู่อย่างเด่นชัด


เรื่องที่ท่านจะได้รับรู้ต่อไปนี้ เป็นเรื่องของพี่น้องมุสลิมะฮฺ ร่วมยุคสมัยของเราคนหนึ่งในต่างแดน ที่เต็มไปด้วยบทเรียน และ แบบอย่างในการสนับสนุนมุสลิมีนข้างกายให้มุ่งหน้าสู่เส้นทาง การญิฮาดอย่างแข็งขัน เรื่องราวอันน่าประทับใจของเธอเริ่มต้นขึ้น เมื่อเธอได้แต่ง งานกับอิมามท่านหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ให้มุสลิม เข้าร่วมการญิฮาดเพื่อต่อต้านโซเวียตในอัฟกัน (1978-1992) เธอ แต่งงานในบ้านที่แทบจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ สามีของ เธอเป็นผู้รู้ที่ไม่ยอมก้มหัวให้แก่ผู้ปกครองทรราชย์ เขาปฏิเสธที่จะ ยกย่องผู้ปกครองในการกล่าวคุตบะฮฺ เขาผินหลังให้สิ่งล่อใจที่คน ของรัฐบาลนำมา และเคยได้เข้าไปอยู่ในคุกของทางการมาแล้ว มุสลิมะฮฺท่านนี้ได้เดินทางตามสามีของเธอไปยังอัฟกานิส ถาน แต่เนื่องจากในขณะนั้นไม่มีสถานที่เหมาะสมสำหรับการพัก แรมของมุสลิมะฮฺ เธอจึงต้องอาศัยในปากีสถานด้วยสภาพที่อด ทนต่อความรู้สึกของตัวเองอย่างมาก ยามที่สามีหายหน้าไปเป็น เวลานาน ครั้นเมื่อได้พบกัน หน้าที่ของเธอคือให้กำลังใจเขาเพื่อ ที่จะดำเนินภารกิจแห่งการญิฮาดต่อไป และคอยปลอบโยนจาก ความเจ็บปวดเมื่อต้องสูญเสียมิตรสหายไปในการสู้รบ เธออดทน และยืนหยัด จนกระทั่งอัลลอฮฺประสงค์ให้เธอและสามีได้เดินทาง กลับมายังบ้านเกิด แต่บททดสอบระลอกใหม่ก็ถาโถมเข้ามา เมื่อ ทางการได้จับกุมสามีของเธอ ด้วยข้อหาที่ว่ามีส่วนเกี่ยวพันกับมุ ญาฮิดบางคนที่ถูกจับกุมไป เขาถูกจำคุกเป็นเวลานานถึง 6 ปี! ในความเจ็บปวดจากบททดสอบอันหนักหนานี้ เธอผู้เป็น ภรรยาตัดสินใจรับตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อเลี้ยงดูลูกเล็ก ๆ ของเธอ เธอ พยายามเลี้ยงดูพวกเขาให้เติบโตขึ้นมาด้วยอัล-กุรอาน และความ

ขาวประชาสั มพันธ์ ่

เธอผู้อดทน

เธอคือความหวัง

รักในการญิฮาด ตลอดจนคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามของอัลลอฮฺ ครั้งหนึ่งลูกชายตัวน้อยเคยถามเธอว่า “ทำไมพวกเขาต้องจับพ่อ ขังคุก” เธอตอบว่า “เพราะพ่อของลูกกล่าวว่าลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ” ลูกชายถามต่อว่า “ถ้าผมกล่าวว่าลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ พวกเขาจะ จับผมขังคุกด้วยหรือเปล่า” ผู้เป็นแม่ตอบว่า “ใครก็ตามที่กล่าวคำ นี้และยืนหยัดในมันอย่างแท้จริง พวกทรราชย์ย่อมเกลียดชังเขา” ดังนั้นลูกชายของเธอจึงบอกว่า “ผมจะกล่าวคำนั้น แม้ว่าพวกเขา จะจับผมขังคุกก็เถอะ”! ในที่สุดสามีของเธอก็ได้รับการปล่อยตัว และถูกเนรเทศ ออกนอกประเทศ ส่วนผู้เป็นภรรยาก็ได้ตามไปด้วยในเวลาต่อมา ..คุณคิดว่าเธอจะขอร้องอะไรจากสามีหลังจากที่ไม่ได้อยู่พร้อม หน้ากันถึง 6 ปี คิดว่าเธอจะขอร้องให้เขาตั้งหลักแหล่งให้มั่นคง เสียที และนั่งอยู่ร่วมกับเธอและลูก ๆ เพื่อที่จะดูแลปกป้องพวก เขาโดยละทิ้งการญิฮาดไปเสีย.. อย่างนั้นหรือเปล่า? คำตอบคือไม่! สิ่งที่เธอขอร้องเขาก็คือให้เธอได้ติดตามเขาไปเพื่อที่จะมีโอกาสได้ ตายชะฮีด ซึ่งเขาก็ได้ตอบรับคำขอร้องของเธอ! นี่คือเรื่องราวของพี่น้องในดินแดนและยุคสมัยที่ไม่ได้ห่าง ไกลจากเราสักเท่าไหร่ หากดูเหมือนวิถีชีวิตของเราจะห่างไกลกัน เหลือเกิน ขออัลลอฮฺทรงปรับปรุงสภาพของเรา ขอทรงช่วยเหลือ พี่น้องมุสลิมะฮฺผู้อดทนคนนี้และครอบครัวของเธอในเส้นทางที่ เธอได้เลือกเดินด้วยความเชื่อมั่น และขอทรงประทานการมีชีวิต อยู่และการตายที่มีเกียรติให้แก่พวกเราทุกคนด้วยเถิด [Source : ‘From the Grand Daughters of Safiyah’ By Dar Al-Murabiteen]

สารมุสลิมะฮฺ

‘สารมุสลิมะฮฺ’ ฉบับที่อยู่ในมือท่านนี้ เป็นเอกสารแจกฟรีเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์โลกมุสลิมให้เหล่า มุสลิมะฮฺรวมถึงมุสลิมีนในครอบครัวของเธอได้รับรู้ อยากให้พี่น้องช่วยกันเผยแพร่เอกสารฉบับนี้และฉบับอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข่าว คราวของพี่น้องมุสลิมทั่วโลก โดยเฉพาะแก่เหล่าคนที่ไม่สามารถจะเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ เพื่อจะได้ช่วยกันปลุกจิตสำนึกแห่งความ เป็นพี่น้องขึ้นในหัวใจของประชาชาติมุสลิม พี่น้องสามารถดาวน์โหลดเอกสารแล้วนำไปเผยแพร่ให้คนใกล้ตัวได้ที่ http://sites.google.com/site/risalahmuslimah/ หากต้องการให้เราจัดส่งเอกสารฉบับนี้ในรูปไฟล์พีดีเอฟไปยังอี-เมล์ของท่านหรือในรูปเอกสารไปยังบ้านของท่าน ก็สามารถ เขียนอี-เมล์เอดเดรสหรือที่อยู่ของท่านมาได้ที่ risalah.muslimah@gmail.com หรือที่ ‘ฝ่ายสมาชิกสารมุสลิมะฮฺ’ 32/12 หมู่ บ้านเปี่ยมสุข หมู่ 3 ซ.พิบูลสงคราม 2 ถ.พิบูลสงคราม ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้หากมีข้อแนะนำ-ติชม-เสนอแนะประการใด สามารถแจ้งมายังเราได้ทางอี-เมล์ข้างต้นด้วยความยินดีและรอคอย


RisalatulmuslimahVol1  

เกี่ยวกับสินค้าศัตรู จดหมายข่าวในชื่อ สาร มุสลิมะฮฺ (ริซาละตุลมุสลิมะฮฺ) ฉบับนี้มีขึ้น ฆ็ อ ซซะฮฺ ใ นคื น วั น หลั ง หยุ ด ยิ ง : ความเจ็ บ...

Advertisement
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you