Issuu on Google+

เรือง โทษของยาเสพติด จัดทําโดย นาย คณิ ต ศรี ยอแสง


รายงาน เรื อง โทษของยาเสพติด

เสนอ อาจารย์ กาญจนา วงศ์ม่าน

จัดทําโดย นาย คณิ ต ศรี ยอแสง ปริ ญญาตรี ปีที 1 เลขที 32

ภาคเรี ยนที 2 ปี การศึกษา 2554 ห้องเรี ยนเครื อข่ายวิทยาลัยนาฏศิลปจั นทบุรี สถาบั นบั ณฑิตพั ฒนศิลป์ กระทรวงวั ฒนธรรม


คํานํา รายงานเล่มนี เป็ นส่ วนหนึ งของรายวิชา สารนิเทศเพือการศึกษาค้ นคว้ า ( 300-10002 ) เพือให้เราได้ศึกษาเกียวกับโทษของยาเสพติด ว่าเป็ นอย่างไร และเรา ไม่ควรทีจะไปยุ่งเกียวกับยาเสพติดเพราะอะไร สุ ดท้ ายนี ถ้ามีข ้ อผิดพลาดประการใด ก็ขออภ ัยใน ณ โอกาสนี ด้วย

จัดทําโดย นาย คณิต ศรี ยอแสง


สารบัญ คํานํา 1.ความหมายของยาเสพติดทีให้ โทษ 2.สาเหตุทีทําให้ เกิดยาเสพติด 3.วิธีสังเกตผู้ติดยาหรือสารเสพติด 4.โทษและพิษภัยของสารเสพย์ ติด 5.โทษทางร่ างกาย และจิตใจ 6.โทษพิษภัยต่ อครอบครัว 7.โทษพิษภัยต่ อสั งคมและเศรษฐกิจ 8.ยาเสพติดทีแพร่ ระบาดในประเทศไทย 9.ลักษณะอาการของผู้ติดยาเสพติด 10.การแก้ ไขปัญหายาเสพติด บรรณานุกรม

หน้ า ก 1 2 3 4 4 5 5 6 10 10 ข


1

โทษของยาเสพติด

ความหมายของยาเสพติดทีให้ โทษ ยาเสพติด หมายถึง ยาหรื อสารเคมีหรื อวั ตถุชนิดใดๆ เมือเสพเข้าสู่ร่างกายแล้ วไม่ว่า จะโดยรับประทาน ดม สูบ ฉี ด หรื อวิธีใดก็ตาม ทํ าให้เกิดผลต่อร่ างกายและจิตใจ ดั งนี 1. ต้องการยาเสพติดตลอดเวลา แสดงออกทางร่ างกายและจิตใจ 2. ต้องเพิ มขนาดของยาเสพติดมากขึ น 3. มีอาการหยากหรื อหิ วยาเมือขาดยา (บางท่านจะมีอาการถอนยาเมือขาดยา) 4. สุขภาพทั วไปทรุ ดโทรม ถ้าพบเห็นบุคคลทีมีพฤติกรรม 4 ประการ ให้พึงสังเกตว่าอาจจะเป็ นคนทีใช้ยาเสพติด


2

ประเภทของยาเสพติด ปัจจุบ ั นสิ งเสพติดหรื อยาเสพติดให้โทษมีหลายประเภท อาจจําแนก ได้หลายเกณฑ์ นอกจากแบ่งตามแหล่งทีมาแล้ว ยั งแบ่งตามการออกฤทธิ และแบ่งตามกํา กฎหมายดั งนี

ก.จําแนกตามสิ งเสพติดทีมา 1. ประเภททีได้ จากธรรมชาติ เช่น ฝิ น มอร์ ฟีน กระท่อม กัญชา 2. ประเภททีได้ จากการสังเคราะห์ เช่น เฮโรอีน ยานอนหลั บ ยาม้า แอมเฟตามีน สารระเหย

ข.จําแนกสิ งเสพติดตามกฎหมาย 1. ประเภทถูกกฎหมาย เช่น ยาแก้ไอนํ าดํ า บุหรี เหล้า กาแฟฯลฯ 2. ประเภทผิดกฎหมาย เช่น มอร์ ฟีน ฝิ น เฮโรอีน กัญชา กระท่อม แอมเฟตามีน ฯลฯ

ค.การจําแนกสิ งเสพติดตามการออกฤทธิ ต่ อระบบประสาทส่ วนกลาง 1.ประเภทกดประสาท เช่น ฝิ น มอร์ ฟีน เฮโรอีน ยากล่อมประสาท ยาระงับประทสาท ยานอน หลั บ สารระเหย เครื องดืมมึนเมา เช่นเหล้า เบียร์ ฯ 2. ประเภทกระตุ้นประสาท เช่น แอมเฟตามีน ยาม้า ใบกระท่อม บุหรี กาแฟ โคคาอีน 3. ประเภทหลอนประสาท เช่น แอล เอส ดี,เอส ที พี,นํ ามั นระเหย 4. ประเภทออกฤทธิ ผสมผสาน อาจกด กระตุ้น หรื อหลอนประสาทผสมรวมกันได้แก่ กัญชา

สาเหตุทีทําให้ เกิดยาเสพติด 1. ติดเพราะฤทธิ ของยา เมือร่ างกายมนุษย์ได้รับยาเสพติดเข้าไปฤทธิ ของยาเสพติดจะทํ าให้ ระบบต่างๆของร่ างกายเปลียนแปลงไป ซึ งถ้าการใช้ ยาไม่บ่อยหรื อนานครั ง ไม่ค่ยมีผลต่อ ร่ างกาย แต่ถ ้าใช้ติดต่อเพียงชั วระยะเวลาหนึ งจะทํ าให้มีผลต่อร่ างกายและจิตใจ มีล ั กษณะ4 ประการ คือ 1.1 มีความต้องการอย่างแรงกล้าทีจะเสพยาหรื อสารนั นอีกต่อไปเรื อๆ 1.2 มีความโน้มเอียงทีจะเพิ มปริ มาณของยาเสพติดขึ นทุดขณะ 1.3 ถ้าถึงเวลาทีเกิดความต้องการแล้ วไม่ได้เสพ จะเกิดอาการอยากยา หรื ออาการขาดยา


3

เช่น หาว อาจียน นํ าตานํ ามูกไหล ทุรนทุราย คลุ้มคลั ง โมโห ขาสติ 1.4 ยาทีเสพนั นจะไปทํ าลายสุขภาพของผู้ เสพทั งร่ างกาย ทํ าให้ซูบผอม มีโรคแทรกซ้อน และทางจิตใจ เกิดอาการทางประสาท จิตใจไม่ปกติ

2. ติดยาเสพติดเพราะสิ งแวดล้ อม 2.1 สภาพแวดล้อมภายนอกของบ้านทีอยู่อาศั ย เต้มไปด้วยแหล่งค้ายาเสพติด เช่น ใกล้บร เวณศูนย์การค้า หน้าโรงหนัง ซึ งเป็ นการซื อยาเสพติดทุกรู ปแบบ 2.2 สิ งแวดล้อมภายในบ้านขาดความอบอุ่น รวมไปถึงปัญหาชีวิตคนในครอบครัวและ ฐานะทางเศรษฐกิจ สิ งแวดล้อมจะทํ าให้เด้ กหันไปพึ งยาเสพติด การขาดความเอาใจใส่ดูแลจาก พ่อแม่ และขาดการยอมรับจากครอบครัว เด็กจะหันไปคบเพือนร่ อมกลุ่มเพือต้องการความ อบอุ่น สภาพของกลุ่มเพือน สภาพของเพือนบ้านใกล้เคียง 2.3 สิ งแวดล้อมทางโรงเรี ยน เด็กมีปัญหาทางการเรี ยน เนืองจากเรี ยนไม่ท ั นเพือน เบือครู เบือโรงเรี ยน ทํ าให้หนีโรงเรี ยนไปอยู่ในสิ งแวดล้ อมทีตนพอใจ เป็ นเหตุให้ตกเป็ นเหยือของการ ติดยาเซบติด 3. ติดเพราะความผิดปกติทางร่ างกายและจิตใจ ในสังคมทีวุ่นวายสับสน เปลียนแปลงรวดเร้วดั งเช่นปัจจุบ ั น ทํ าให้จิตใจผิดปกติง่าย หากเป็ น บุคคลทีมีบุคลิกภาพอ่อนแอในทุกด้าน ทั งอารมณ์และสติปัญญา รวมทั งร่ างกายไม่สมบูรณ์ แข็งแรงก็จะหาสิ งยึดเหนียว จะตกเป้ นทาสยาเสพติดได้ง่าย ผู้ ทีมีอารมณ์วู่วามไม่ค่อยยั งคิดจะ หันเข้าหายาเสพติดเพือระงับอารมณ์วู่วามของตน เนืองจากยาเสพติดมีคุณสมบั ติในการกด ประสาทและกระตุ้นประสาท ผู้ มีจิตใจมั นคง ขาดความมั นใจ มีแนวโน้มในการใช้ยาเพือ บรรเทาความวิตกกังวลของตนให้หมดไปและมีโอกาสติดยาได้ง่ายกว่าผู้ อืน

วิธีสังเกตผู้ติดยาหรือสารเสพติด 1. การเปลียนแปลงทางร่ างกาย สุขภาพทรุ ดโทรม ผอมซี ด ทํ างานหนักไม่ไหว ริ มฝี ปากเขียว คลํ าและแห้ง ร่ างกายสกปรกมีกลิ นเหม็น ชอบใส่เสื อแขนยาว กางเกงขายาว ใส่แว่นดํ าเพือ ปกปิ ด


4

2. การเปลียนแปลงทางจิตใจ อารมณ์หงุดงิดง่าย พูดจาร้าวขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที มั ว สุมกับคนทีมีพฤติกรรมเกียวกั บยาเสพติด สุบบุหรี จั ด มีอุปกรณ์เกียวกับยาเสพติด หน้าตา ซึ มเศร้า ขาดความเชือมั น จิตใจอ่อนแอ ใช้เงินเปลือง สิ งของภายในบ้านสูญหายบ่อย 3. แสดงอาการอยากยาเสพติด ตั วสั น กระตุก ชั ก จาม นํ าหมูกไหล ท้องเดิน ถ่ายอุจจาระเป็ น เลือดทีเรี ยกว่า "ลงแดง" มีไข้ปวดเมือยตามร่ างกายอย่างรนแรงนอนไม่หลั บ ทุรนทุราย 4. อาสัยเทคนิคทางการแพทย์ โดยการเก็บปัสสาวะบุคคลทีสงสัยว่าจะติดยาเสพติดส่งตรวจ ใช้ยาบางชนิดทีสามารถล้างฤทธิ ของยาเสพติด

โทษและพิษภัยของสารเสพย์ ติด เนืองด้วยพิษภั ยหรื อโทษของสารเสพติดทีเกิดแก่ผู้ หลงผิดไปเสพสารเหล่านี เข้าซึ งเป็ นโทษ ทีมองไม่เห็นชั ด เปรี ยบเสมือนเป็นฆาตกรเงียบ ทีทํ าลายชีวิตบุคคลเหล่านั นลงไปทุกวั น ก่อ ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสุขภาพ ก่อความเสื อมโทรมให้แก่สังคมและบ้านเมืองอย่างร้ายแรง เพราะสารเสพย์ติดทุกประเภททีมีฤทธิ เป็ นอั นตรายต่อร่ างกายในระบบประสาท สมองซึ ง เปรี ยบเสมือนศูนย์บ ั ญชาการของร่ างกายและชีวิตมนุษย์ การติดสารเสพติดเหล่านั นจึงไม่มี ประโยชน์อะไรเกิดขึ นแก่ร่างกายเลย แต่กลั บจะเกิดโรคและพิษร้ายต่างๆ จนอาจทํ าให้เสี ยชีวิต หรื อ เกิดโทษและอั นตรายต่อครอบครัว เพือนบ้าน สังคม และชุมชนต่างๆต่อไปได้อีกมาก

โทษทางร่ างกาย และจิตใจ 1. สารเสพติดจะให้โทษโดยทํ าให้การปฏิบ ั ติหน้าทีของอวั ยวะส่วนต่างๆ ของร่ างกายเสือม โทรม พิษภั ยของสารเสพย์ติดจะทํ าลายประสาท สมองทํ าให้สมรรถภาพเสือมลง มีอารมณ์ จิตใจไม่ปกติ เกิดการเปลียนแปลงได้ ง่าย เช่น วิตกกั งวล เลือนลอยหรื อฟุ ้ งซ่าน ทํ างานไม่ได้ อยู่ ในภาวะมึนเมาตลอดเวลา อาจเป็ นโรคจิตได้ง่าย 2. ด้านบุคลิกภาพจะเสียหมด ขาดความสนใจในตนเองทั งความประพฤติความสะอาดและ สติสัมปชั ญญะ มีอากัปกิริยาแปลกๆเปลียนไปจากเดิม 3. สภาพร่ างกายของผู้ เสพจะอ่อนเพลีย ซูบซี ด หมดเรี ยวแรง ขาดความกระปรี กระเปร่ าและ เกียจคร้าน เฉื อยชา เพราะกินไม่ได้ นอนไม่หลั บ ปล่อยเนื อ ปล่อยตั วสกปรก ความเคลือนไหว ของร่ างกายและกล้ามเนื อต่างๆ ผิดปกติ


5

4. ทํ าลายสุขภาพของผู้ ติดสารเสพติดให้ทรุ ดโทรมทุกขณะเพราะระบบอวั ยวะต่าง ๆ ของ ร่ างกายถูกพิษยาทํ าให้เสื อมลง นํ าหนักตั วลด ผิวคลํ าซีเลืด อดจางผอมลงทุกวั น 5. เกิดโรคภั ยไข้เจ็บได้ง่ายเพราะความต้านทานโรคน้อยกว่าปกติ ทํ าให้เกิดโรคหรื อเจ็บไข้ได้ ง่าย และเมือเกิดแล้ วจะมีความรุ นแรงมาก รักษาหายได้ยาก 6. อาจประสบอุบ ั ติเหตุได้ง่าย สาเหตุเพราะระบบการควบคุมกล้ามเนื อและประสาทบกพร่ อง ใจลอย ทํ างานด้วยความประมาทและเสี ยงต่ออุบ ั ติเหตุตลอดเวลา 7. เกิดโทษทีรุ นแรงมาก คือ จะเกิดอาการคลุ้มคลั ง ถึงขั นอาละวาดเมือหิ วยาเสพติดและหายา ไม่ท ั น เริ มด้วยอาการนอนไม่หลั บ นํ าตาไหล เหงือออกท้องเดิน อาเจียน กล้ามเนื อกระตุก กระวนกระวาย และในทีสุดจะมีอาการเหมือนคนบ้า เป็ นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรม

โทษพิษภัยต่ อครอบครัว 1. ความรับผิดชอบต่อครอบครัว และญาติพีน้องจะหมดสิ นไป ไม่สนใจทีจะดูแลครอบครัว 2. ทํ าให้สูญเสี ยทรัพย์สิน เงินทองทีจะต้องหามาซื อสารเสพติด จนจะไม่มีใช้จ่ายอย่างอืน และ ต้องเสี ยเงินรักษาตั วเอง 3. ทํ างานไม่ได้ขาดหลั กประกันของครอบครัว และนายจ้างหมดความไว้วางใจ 4. สูญเสี ยสมรรถภาพในการหาเลี ยงครอบครัว นําความหายนะมาสู่ครอบครัวและญาติพีน้อง

โทษพิษภัยต่ อสั งคมและเศรษฐกิจ ผู้ ทีติดสารเสพติด นอกจากจะเป็ นผู้ ทีมีความรู้สึกว่าตนเองด้ อยโอกาสทางสังคมแล้วยั งอาจ มีพฤติกรรมนําไปสู่ปัญหาด้านต่างๆ แก่สังคมได้ เพราะ 1. ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม และอุบ ั ติเหตุอ ั นตรายต่างๆ ต่อตนเองและผู้ อืนได้ง่าย ตลอดจนเป็ นปัญหาของโรคบางอย่างเช่น โรคเอดส์ 2. ถ่วงความก้าวหน้าของชุมชน สังคม โดยเป็ นภาระต่อส่วนรวมทีประชาชนต้องเสี ยภาษี ส่วนหนึ งมาใช้ในการปราบปรามบํ าบั ดผู้ ทีติดสารเสพติด 3. สูญเสี ยแรงงานโดยไร้ประโยชน์บ ั นทอนประสิ ทธิภาพของผลผลิตทํ าให้รายได้ของชาติ ในส่วนรวมกระทบกระเทือนและเป็ นการสูญเสี ยทางเศรษฐกิจของชาติ


6

4. เนืองจากสภาพเป็ นคนอมโรคมีความประพฤติและบุคลิกลั กษณะเสื อมจนเป็ นทีรังเกียจ ของสังคม ทํ าให้เป็ นคนไร้สติในวงสังคมโอกาสทีจะประกอบกิจทีผิดศีลธรรมเพือแลกเปลียน กับสิ งเสพย์ติด เช่น พูดปด ขโมย หรื อกลายเป็ นอาชญากร เพือแสวงหาเงินซื อสารเสพติดสิ ง เหล่านี ล้วนทํ าลายอนาคตทํ าลายชือเสี ยงของตนเองและวงศ์ตระกูลโทษทีก่อให้เกิดกับส่วนรวม และประเทศชาติรัฐบาลต้องสูญเสี ยกําลั งคนและงบประมาณแผ่นดินจํานวนมหาศาล เพือใช้ใน การป้ องกันปราบปรามและบํ าบั ดรักษาผู้ ติดสารเสพติด ทํ าให้ต้องสูญเสี ยทรัพยากรบุคคลอั นมี ค่า เกิดความไม่สงบสุขของบ้านเมือง ความมั นคงของประเทศชาติถูกกระทบกระเทือน ประชาชนเดือนร้อนเพราะเหตุอาชญากรรม ประเทศชาติต้องสูญเสี ยกําลั งของชาติอย่างน่า เสี ยดาย โดยเฉพาะผู้ ติดสารเสพติดเป็ นเยาวชน

ยาเสพติดทีแพร่ ระบาดในประเทศไทย ยาเสพติดก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจและสังคมต่อทุกประเทศทั วโลกในลั กษณะเดียวกันเช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการลั กขโมย ปัญหาครอบครัว เป็ นต้น แต่ชนิดของยาเสพติดทีเป็ น ต้นเหตุของปัญหานั นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศสําหรับประเทศไทย ยาเสพติดทีแพร่ ระบาดอย่างรุ นแรงอยู่ในปัจจุบ ั นมี6 ชนิด ซึ งมีรายละเอียด รู ปลั กษณะ อาการของผู้ เสพและ อั นตรายของยาเสพติดแต่ละชนิดดั งต่อไปนี

1. ยาบ้ า ยาบ้า เป็ นยาทีมีฤทธิ กระตุ้นประสาท เป็ นสารเคมีสังเคราะห์ทีมีชือว่า เมทแอมเฟตามีนยาบ้าที ลั กลอบจําหน่ายกันอยู่ในปัจจุบ ั นมีล ั กษณะเป็ นยาเม็ดสี ส้ม สี นํ าตาลหรื อสี เขียว ด้านหนึ งของ เม็ดยาจะมีสัญลั กษณ์เป็ นตั วอั กษรภาษาอั งกฤษ“wy” ส่วนอีกด้านจะเป็ นรอยขีดแบ่งครึ งเม็ด ใน ยาบ้า 1 เม็ด จะมีสารเมทแอมเฟตามีนประมาณ 25 – 30 มิลลิกรัม อาจเสพโดยการกิน เผาไฟแล้ว สูบควั น หรื อฉี ดเข้าหลอดโลหิ ตดํ า ยาบ้าจะออกฤทธิ ไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง อั นได้แก่สมองและไขสันหลั ง ส่งผลให้ หัวใจเต้นเร็วขึ น อั ตราการหายใจถีขึ นความดั นโลหิ ตสูงขึ น ม่านตาขยายกว้างขึ นและไม่รู้สึกหิ ว นอกจากนั นผู้ ใช้ยาจะมีเหงือออกมาก ปวดศีรษะ ตาพร่ ามั ว และนอนไม่หลั บถ้าเสพยาเข้าไป ในปริ มาณมาก จะมีอาการหัวใจเต้นรัวผิดปกติ เนื อตั วสั นเทาทรงตั วไม่ได้ และสิ นสติ ถ้าเสพ เข้าไปในปริ มาณทีมากเกินกว่าร่ างกายจะทนรับไหว จะทํ าให้เกิดอาการหัวใจวายตาย


7

นอกจากนี ยาบ้ายั งทํ าให้เกิดอาการผิดปกติทางจิตและประสาทด้ วยโดยผู้ เสพยาบ้าจะมีอาการ รู้สึกสับสน หงุดหงิด วิตกกั งวลใจ และนอนไม่หลั บอาการดั งกล่าวจะรุ นแรงมากยิ งขึ นเมือเสพ ยามากขึ น การเสพยาบ้าในปริ มาณมากๆหรื อเสพติดต่อกันเป็ นระยะเวลานานๆจะทํ าให้ผู้ เสพ กลายเป็ นคนวิกลจริ ต โดยจะมีอาการเพ้อคลั ง มองเห็นภาพหลอน หูแว่ว และหวาดระแวงหลง ผิดว่าคนอืนจะมาทํ าร้าย ซึ งเป็ นเหตุให้ผู้ เสพยาบ้าหันไปทํ าร้ายผู้ อืนเสมอ

2. เฮโรอีนและอนุพันธ์ ของฝิ นชนิดอืนๆ เฮโรอีนเป็ นยาเสพติดทีได้ จากการสังเคราะห์ทางเคมีทีทํ ามาจากมอร์ ฟีนซึ งได้มาจากฝิ นเฮโรอีน มีล ั กษณะเป็ นผงสี ขาว มีรสขมจัด ไม่มีกลิ น ละลายนํ าได้ง่ายเฮโรอีนสามารถเสพโดยการนําไป ละลายนํ าแล้วฉี ดเข้าหลอดโลหิ ตดํ าหรื อนําไปยั ดใส่ในมวนบุหรี แล้วสูบหรื อนําไปลนไฟแล้ว สูดไอระเหยเข้าปอด เฮโรอีนเป็ นยาเสพติดทีร้ายแรงและติดง่ายทีสุด เมือเสพเฮโรอีนหรื อยาเสพติดทีเป็ นอนุพ ั นธ์ของฝิ น เช่น มอร์ ฟีนเข้าไปแล้ว ผู้ เสพจะมีอาการ เคลิบเคลิ มมึนเมา ลืมความทุกข์ในจิตใจไปชั วขณะเนืองจากเฮโรอีนและอนุพ ั นธ์ของฝิ นชนิด อืนๆมีฤทธิ กดระบบประสาทส่วนกลางผู้ เสพยาพวกนี จึงมีอาการง่วงซึ ม ม่านตาหรี ลงเล็กน้อย ตาแฉะ ในผู้ ทีเสพยาพวกนี ครั งแรก อาจมีอาการคลืนไส้อาเจียนเกิดขึ นได้ เฮโรอีนหรื อยาทีเป็ นอนุพ ั นธ์ของฝิ น เป็ นยาเสพติดทีมีฤทธิ รุ นแรง หากเสพมากเกินไปจน ร่ างกายทนไม่ไหว การทํ างานของระบบการหายใจจะถูกกด ทํ าให้หายใจแผ่วและตื น ผิวกายเย็น ชื น ชั ก สลบและเสี ยชีวิตเนืองจากระบบการหายใจล้มเหลว คนทีติดเฮโรอีนหรื อยาชนิดอืนทีเป็ นอนุพ ั นธ์ของฝิ นจะมีร่างกายซูบซี ดผอมเหลือง มีอาการ อ่อนเปลี ยเพลียแรง อารมณ์เปลียนแปลงได้ง่ายเมือขาดยาจะมีอาการหงุดหงิด ทุรนทุราย หาว เหงือออกมาก เบืออาหาร ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื อ ปวดท้ อง ท้องเดิน อาเจียน ชั กจนหมดสติ และถ้าร่ างกายอ่อนแอก็อาจจะถึงขั นทํ าให้เสี ยชีวิตได้

3. โคเคน โคเคนเป็ นสารเคมีทีสกัดมาจากใบของต้นโคคา ซึ งเป็ นไม้ยืนต้นทีเจริ ญงอกงามอยู่บนภูเขาสูง ในทวีปอเมริ กาใต้ โคเคนเป็ นยาเสพติดทีมีฤทธิ กระตุ้นประสาทอย่างรุ นแรง มีล ั กษณะเป็ นผง ผลึกสี ขาว นิยมเสพโดยการสูดผงยาเข้าโพรงจมูก มีอยู่ส่วนน้อยทีเสพโดยนําโคเคนไปละลาย นํ าแล้วฉี ดเข้าหลอดโลหิ ตดํ า


8

โคเคนทํ าให้เกิดความ���ิดปกติขึ นกับร่ างกายได้ภายในเวลา10 วินาที อาการผิดปกติ ได้แก่ ม่าน ตาขยายกว้างขึ นกว่าปกติ ความดั นโลหิ ตสูงขึ นอย่างรวดเร็ วหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หายใจถี และ อุณหภูมิร่างกายเพิ มขึ นสูงกว่าปกติหากเสพโคเคนมากเกินไปจนร่ างกายทนไม่ไหว ผู้ เสพมั กจะ เสี ยชีวิตจากอาการหัวใจวาย หรื อระบบการหายใจล้ มเหลว นอกจากนี โคเคนยั งทํ าให้เกิดอาการผิดปกติทางจิตและประสาทด้วยโดยโคเคนมีฤทธิ ทํ าให้เกิด อาการเคลิบเคลิ มมึนเมาเป็ นระยะเวลาสั นๆประมาณ20 – 90 นาที ต่อจากนั น จะตามด้วยอาการ กระสับกระส่าย กังวลใจอย่างรุ นแรง ร่ างกายอ่อนล้าและจิตใจหดหู่ หากเสพโคเคนเข้าไปมากๆ หรื อติดต่อกันเป็ นเวลานาน ผู้ เสพจะมีอาการเพ้อคลั ง หวาดระแวงกลั วคนอืนจะมาทํ าร้าย มี อาการประสาทหลอนทางกลิ น รสและสัมผั สอาการดั งกล่าวจะค่อยๆลดระดั บความรุ นแรงลง เมือหยุดเสพโคเคน

4. ยาอี ยาอีเป็ นสารสังเคราะห์ทีออกฤทธิ ทั งกระตุ้นประสาทและหลอนประสาทซึ งเด็กวั ยรุ่ นนิยมใช้ ในปัจจุบ ั น โดยเฉพาะอย่างยิ งพวกเด็กวั ยรุ่ นทีชอบมั วสุมกันตามดิสโก้เธคหรื อสถานทีฟังเพลง และเต้นรําทีๆมีการเปิ ดเพลงเสี ยงดั งทั งนี เพราะผู้ ทีเสพยาอีจะชอบเสี ยงดั ง ยาอีทีแพร่ ระบาดในประเทศไทย จะมีล ั กษณะเป็ นเม็ดกลมแบน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.7 – 0.8 เซนติเมตร ความหนาของเม็ดยาประมาณ 0.4 – 0.5 เซนติเมตร สี ของเม็ดยาจะเป็ นสี อ่อนๆ เช่น เขียวอ่อน เหลืองอ่อน ฟ้ าอ่อน เทาอ่อนหรื อชมพูอ่อน ไม่ค่อยพบเม็ดยาทีมีสีเข้มๆ สัญลั กษณ์ทีปรากฏบนเม็ดยาจะมีหลากหลายรู ปแบบ เช่น รู ปนก ผีเสื อ ตั วการ์ ตูน หัวใจ ดวงดาว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ หรื อตั วอั กษรภาษาอั งกฤษ เป็ นต้นซึ งเป็ นสัญลั กษณ์ทีไม่เคย นํามาใช้เป็ นสัญลั กษณ์บนเม็ดของยารักษาโรค ยาอีเสพด้วยการกิน เมือกินแล้วจะเกิดอาการผิดปกติทางร่ างกาย ได้แก่ หัวใจจะเต้นแรงและเร็ว ขึ น ความดั นโลหิ ตสูงขึ น อั ตราการหายใจถีขึ น อุณหภูมิของร่ างกายสูงขึ นเหมือนคนเป็ นไข้ เหงือออกมาก ปวดศีรษะ ตาพร่ ามั ว และอาจถึงกับเป็ นลมหมดสติ นอกจากนี ยาอีย ั งทํ าให้เกิดอาการประสาทหลอนขึ นมาด้วยผู้ เสพจะมีความผิดปกติเกียวกับการ มองเห็น การได้ยิน และการสัมผั สชอบฟังเพลงเสี ยงดั ง ชอบดูแสงสี ทีวูบวาบบาดตา และชอบ ให้คนมาสัมผั สเล้าโลมแต่เมือยาหมดฤทธิ ลง ผู้ เสพจะมีอาการวิตกกั งวลผสมกับอาการซึ มเศร้า


9

ยาอีมีฤทธิ ทํ าลายเซลล์ประสาทสมองแม้จะกินเข้าไปเพียงเล็กน้อยผู้ ทีเสพยาอีจึงมั กมีระดั บ สติปัญญาและผลการเรี ยนรู้ต ํ ากว่าคนปกติท ั วไป

5. ยาแก้ ไอผสมโคเดอีน โคเดอีนเป็ นสารประกอบจําพวกอั ลคาลอยด์ทีมีอยู่ในฝิ นประมาณร้อยละ0.7 – 2.5 โดยนํ าหนัก ซึ งเป็ นปริ มาณทีน้อยมากจนไม่สามารถผลิตเพือใช้ในเชิงพาณิ ชย์ได้ปัจจุบ ั นโคเดอีนทีใช้ ในทางการแพทย์ได้จากการสังเคราะห์จากฝิ น โคเดอีน ออกฤทธิ กดระบบประสาทส่วนกลางมีฤทธิ ระงับปวดและระงับอาการไอ โดยออก ฤทธิ ทีก้านสมองซึ งทํ าหน้าทีควบคุมอาการไอจึงนิยมใช้ผลิตเป็ นยาแก้ไอ แต่ยาแก้ไอผสมโค เดอีนทีมีการนําไปใช้ในทางทีผิด และแพร่ ระบาดอยู่ในปัจจุบ ั น ได้แก่ ยาแก้ไอผสมโคเดอีน ชนิดนํ าวั ยรุ่ นนิยมเสพยานํ าแก้ไอผสมโคเดอีนด้วยการดืโดยไม่ ม ต้องเจือจาง หรื อดืมโดยผสม กับเครื องดืมทีมีแอลกอฮอล์ ซึ งทํ าให้เกิดผลต่อร่ างกาย ได้แก่ง่วงซึ ม คลืนไส้ อาเจียน ท้องผูก ใจสั น มีอาการมึนงง หายใจและถ่ายปัสสาวะลํ าบากหากเป็ นพิษโดยเฉี ยบพลั น อาจทํ าให้เกิด การชั ก เพ้อคลั ง ชีพจรเต้นช้า หัวใจเต้นเร็วไม่รู้สึกตั ว กล้ามเนื ออ่อนแรง ระบบการหมุนเวียน ในร่ างกายล้มเหลว ระบบการหายใจเป็ นอั มพาต เกิดภาวะหยุดการหายใจและตายได้ การใช้โคเดอีนในระยะยาว อาจทํ าให้เกิดอาการซึ มเศร้า ขาดสมาธิ ง่วงนอนและหลั บได้ ท้ องผูก อย่างรุ นแรง และทํ าให้มีปัญหาเกียวกับสมรรถภาพทางเพศด้วยและหากใช้ในปริ มาณทีสูงจะ ทํ าให้เกิดอาการสั นและชั กได้

6. กัญชา กัญชาเป็ นพืชล้มลุก ส่วนทีนํามาใช้เสพคือ ช่อดอกตั วเมียและใบทีติดมากับช่อดอก โดยนํามา ตากหรื ออบให้แห้ง แล้วนําไปบดหรื อหั นเป็ นฝอยหยาบๆแล้วจึงนําไปมวนสูบโดยผสมกับบุหรี หรื ออาจจะสูบจากกล้ องยาสูบ หรื อบ้องกัญชาก็ได้ กัญชาทํ าให้เกิดผลเสี ยต่อร่ างกายและจิตใจผลเสี ยทีเกิดขึ นต่อร่ างกายทั นทีได้แก่ หัวใจเต้นเร็ว ผิดปกติ ตาแดงกํ าเนืองจากเส้นเลือดฝอยขยายตั วหรื อแตก ปากแห้ง คอแห้งและอยากอาหาร การสูบกัญชาจะส่งผลต่อระบบความจํา ทํ าให้เกิดภาวะความจําเสื อมความเฉลียวฉลาดลดลง การรับรู้เรื องระยะทางและเวลาผิดปกติ ความสามารถในการทํ างานทีเกียวข้องกับการใช้สมาธิ เช่น การขั บขียวดยานจะมีประสิ ทธิภาพลดลง แรงจูงใจและการใฝ่ เรี ยนรู้ลดลง นอกจากนั นการ


10

สูบกัญชามากๆอาจส่งผลให้เกิดอาการประสาทหลอนและวิกลจริ ต ในการสูบกัญชา ผู้ สูบมั กจะเอาควันทีเกิดจากการเผาไหม้ของกัญชาเข้าไปในปอดแล้วพยายาม กักเอาควั นไว้ในปอดให้นานทีสุด ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาและเนืองจากในควั นของกัญชา มีสารเคมีทีเป็ นพิษมากกว่าควั นบุหรี ฉะนั นผู้ ทีสูบกัญชาจึงมีความเสี ยงต่อการเป็ นโรคถุงลม โป่ งพองและมะเร็ งสูงกว่าผู้ ทีสูบบุหรี และการสูบกั ญชาเป็ นประจําจะทํ าให้เกิดการเสพติดทาง จิตใจ ต้องเพิ มปริ มาณกัญชาทีสูบและความถีในการสูบขึ นเรื อยๆ

ลักษณะอาการของผู้ติดยาเสพติด ผู้ ติดยาเสพติดให้โทษจะมีสภาพทางกายและทางจิตใจเปลียนแปลงไปจากเดิม ซึ งสามารถ สังเกตได้ อย่างง่ายๆ 1. การเปลียนแปลงทางร่ างกาย สุขภาพทรุ ดโทรม ซูบผอม อ่อนเพลียง่าย ริ มฝี ปากเขียวคลํ า ตาแดงกลํ า รู ม่านตาขยาย นํ ามูกไหล ผิวหนังหยาบกร้านเป็ นแผลพุพองชอบใส่เสื อแขนยาว และสวมแว่นตาดํ า หากขาดยาหรื ออดยา จะหาวนอนบ่อย จามคล้ายคนเป็ นหวั ดนํ ามูกนํ าตา ไหล กระวนกระวาย ปวดท้อง คลืนไส้อาเจียน ปวดเมือยตามร่ างกาย ตาพร่ าไม่สู้แดด มีอาการ สั น เกร็ ง เพ้อ คุ้มคลั ง 2. การเปลียนแปลงทางจิตใจ นิสัยและบุคลิกภาพ เป็ นคนเจ้าอารมณ์ หงุดหงิดง่าย ขาดเหตุผล ไม่มีความรับผิดชอบต่อการเรี ยนหรื อการงาน ไม่มีความเชือมั นในตนเองพูดไม่อยู่กับร่ องกับ รอย มั กเก็บตั ว ชอบทํ าตั วลึกลั บ ไม่สนใจความเป็ นอยู่ของตนเองเกียจคร้าน นอนตืนสาย ผิดปกติ มีอาการวิตกกังวล ซึ มเศร้า

การแก้ ไขปัญหายาเสพติด ดั งทีกล่าวแล้วว่าปัญหายาเสพติดเป็ นปัญหาใหญ่ทีเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกันการแก้ไขปัญหา จึงควรต้องดํ าเนินการพร้อมๆกันหลายวิธี ดั งนี 1. ป้องกัน การป้ องกันอาจทํ าได้หลายวิธี ได้แก่ - การสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญา คือการให้ความรู้เกียวกับยาเสพติดให้โทษ เช่น โทษและ อั นตรายของยาเสพติด รู ปลั กษณะของยาเสพติด การป้ องกันตนเองให้พ้นจากยาเสพติด เป็ นต้น


11

- การส่งเสริ มสถาบั นครอบครัว คือการส่งเสริ มและสนับสนุนให้ทุกคนเห็นความสําคั ญ ของสถาบั นครอบครัว ความรัก ความอบอุ่นและความเอาใจใส่ของคนในครอบครัวจะมีส่วน ช่วยป้ องกันไม่ให้เกิดการเสพยาเสพติดได้ เป็ นอย่างมากและควรสนับสนุนให้สมาชิกใน ครอบครัวหันไปสนใจในเรื องกีฬาและออกกําลั งกายในยามว่างจะได้มีสุขภาพดี อารมณ์แจ่มใส และไ���่ไปสนใจกับยาเสพติด - การป้ องกันมิให้มีการลั กลอบผลิตและจําหน่ายยาเสพติดคือการควบคุมสารสําคั ญและ สารประกอบทีใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษอย่างเข้มงวดมีการกําหนดบทลงโทษแก่ผู้ กระทํ า ผิดอย่างรุ นแรง 2. ปราบปราม การปราบปรามผู้ ทีลั กลอบผลิต นําเข้าและจําหน่ายยาเสพติดอย่างจริ งจัง และต่อเนือง การตั งสิ นบนรางวั ลนําจับแก่ผู้ ให้เบาะแสและผู้ จ ับกุมผู้ กระทํ าผิและมี ด การลงโทษ แก่ผู้ กระทํ าผิดอย่างรุ นแรง 3. บําบัดรักษา ผู้ ทีเสพยาเสพติดทีต้ องการจะเลิกเสพยา ทางการแพทย์และทางราชการให้ ถือว่าบุคคลเหล่านั นเป็ นผู้ ป่วยสามารถเข้ารับการบํ าบั ดรักษาในสถานพยาบาลรักษาผู้ ติดยาเสพ ติดทั งภาครัฐและเอกชนทีมีอยู่ท ั วประเทศซึ งเมือบํ าบั ดรักษาและฟื นฟูสมรรถภาพจนหายแล้วก็ จะสามารถกลั บไปดํ าเนินชีวิตได้ตามปกติ และเป็ นคนดีของสังคมต่อไป


บรรณานุกรม พระราชบั ญญั ติยาเสพติดให้โทษ(ฉบั บที 5) พ.ศ. 2545 .

http://www.dekgeng.com/thai/conp/7536.htm http://www.nmt.ac.th/product/web/1/d5.html http://www.chetupon.ac.th/Yasebtid/Pages/KindDrug1.html http://xcold.kucomsci18.in.th/health/drugnacoticd/total_off.html


โทษของยาเสพติด