Issuu on Google+

พรบ.การศึกษาแห่ งชาติ พ.ศ. ๔๒ และฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๔๕

โดยนายอดิเทพ เหล่าทองสาร ผูอ้ าำ นวยการโรงเรี ยนบ้านคลองนกกระทุง ..................................

พรบ. ประกาศ เมื่อ - พรบ. ๔๒ ประกาศ ๑๙ สิ งหาคม ๔๒ - พรบ. ๔๕ ประกาศ ๑๙ ธันวาคม ๔๕ ................................... ม. ๒ พรบ. นีบ้ งั คับเมื่อ (ถัดจากวันประกาศ) - พรบ. ๔๒ บังคับ ๒๐ สิ งหาคม ๔๒ - พรบ. ๔๕ บังคับ ๒๐ ธันวาคม ๔๕ ................................... ม. ๓ กฎหมาย ระเบียบที่บญั ญัติไว้ก่อนขัดแย้งกับ พรบ.นี้ ให้ใช้ พรบ.นี้ ................................... พรบ.นีม้ ีกหี่ มวดกีม่ าตรา - พรบ. ๔๒ ๙ หมวด ๗๘ มาตรา ๑ บทเฉพาะกาล - พรบ. ๔๕ มี ๙ มาตราที่แก้ไข ................................... ม. ๔ ใน พรบ.นี้ การศึกษาหมายถึง หมายความว่า กระบวนการเรี ยนรู ้เพื่อความเจริ ญงอกงามของบุคคล และสังคมฯ การศึกษาขั้นพืน้ ฐาน หมายความว่า การศึกษาก่อนระดับอุดมศึกษา การศึกษาตลอดชีวติ หมายความว่า การศึกษาผสมผสาน ในระบบ นอกระบบ และตาม อัธยาศัย สถานศึกษา หมายความว่า - สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย - โรงเรี ยน - ศูนย์การเรี ยน - วิทยาลัย - สถาบัน - มหาวิทยาลัย


- หน่วยงานทางการศึกษาหรื อหน่วยงานอื่นของรัฐหรื อเอกชนที่มีวตั ถุประสงค์ ในการจัดการศึกษา สถานศึกษาขั้นพืน้ ฐาน หมายความว่า สถานที่จดั การศึกษาขั้นพื้นฐาน มาตรฐานการศึกษา หมายความว่า ข้อกำาหนดคุณลักษณะและคุณภาพที่พึงประสงค์และ มาตรฐานที่ตอ้ งการ การประกันคุณภาพภายใน หมายความว่า การประเมินผลและติดตามฯ โดยบุคลากรหรือ หน่ วยงานต้นสังกัด การประกันคุณภาพภายนอก หมายความว่า ประเมินจากองค์กรภายนอก สมศ. ผู้สอน หมายความว่า ครู และคณาจารย์ ครู หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพ หน้าที่หลักการสอน ของรัฐและเอกชน คณาจารย์ หมายความว่า สอนและวิจยั ในอุดมของรัฐและเอกชน ผู้บริหารสถานศึกษา หมายความว่า บริ หารทั้งของรัฐและเอกชน ผู้บริหารการศึกษา หมายความว่า ระดับเขตพื้นที่ข้ ึนไป บุคลากรทางการศึกษา หมายความว่า ผูบ้ ริ หารสถานศึกษา ผูบ้ ริ หารการศึกษา รวมทั้งผู ้ สนับสนุน กระทรวง หมายถึง กระทรวงศึกษาธิ การ (เปลี่ยนโดย ปี ๔๕) รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรี ผรู ้ ักษาการตามระเบียบนี้ ................................... ม. ๕ ให้รัฐมนตรี วา่ การ ศธ. รักษาการ และมีอาำ นาจออกกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ เพื่อปฏิบตั ิ ................................. หมวด ๑ บททั่วไป ความมุ่งหมายและหลักการ ................... ม. ๖ เป็ นความมุ่งหมาย “การศึกษาต้องเป็ นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็ นมนุษย์ที่สมบูรณ์ฯ” ................................... ม. ๗ กล่าวถึงกระบวนการเรี ยนรู้ “ต้องปลูกฝังจิตสำ านึกที่ถูกต้ องเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริ ยเ์ ป็ นประมุข ” ................................... ม. ๘ กล่าวถึงหลักการจัดการศึกษาให้ยดึ หลัก ๓ ข้อ ๑ เป็ นการศึกษาตลอดชีวติ สำาหรับประชาชน หลักการจำาง่ายๆ ๒ ให้สงั คมมีส่วนร่ วมในการจัดการศึกษา ตลอดชีวิต/มีส่วนร่ วม/พัฒนา


๓ พัฒนาระบบสาระและกระบวนการเรี ยนรู ้ให้เป็ นอย่างต่อเนื่อง ................................... ม. ๙ การจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษา ยึดหลัก ๖ ข้ อ ๑ มีเอกภาพด้านนโยบาย หลากหลายการปฏิบตั ิ ม.9 กระจายไปที่ใด ๒ มีการกระจายอำานาจ (เขต สถานศึกษา อปท.) ๓ มีการกำาหนดมาตรฐานและจัดระบบประกันทุกระดับและประเภท ๔ มีหลักการส่งเสริ มมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์ และบุคลากรฯ ๕ ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆมาจัดการศึกษา ๖ การมีส่วนร่ วมของบุคคล ครอบฯ ......................................... หมวด ๒ สิทธิและหน้ าที่ทางการศึกษา ............................. ม.๑๐ การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิ และโอกาสเสมอกัน ไม่ น้อยกว่ า ๑๒ ปี อย่ างมี คุณภาพ ไม่ เก็บค่ าใช้ จ่าย - ผูบ้ กพร่ องทางกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ฯ จัดให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็ นพิเศษ - ผูม้ ีความสามารถพิเศษ จัดในรู ปแบบทีเ่ หมาะสม คำานึงถึงความสามารถ ................................... ม. ๑๑ หน้าที่ของบิดา มารดา ผูป้ กครองต้องจัดการศึกษาภาคบังคับให้บุตร ตาม ม.๑๗ และการ ศึกษาที่นอกเหนือจากภาคบังคับตามความพร้ อมของครอบครัว ................................... ม. ๑๒ กล่าวถึงนอกเหนือจากรัฐ เอกชนและอปท.แล้ว ยังให้บุคคล/ ครอบครัว/ องค์กรชุมชน/ องค์การวิชาชีพ / สถาบันศาสนา/ สถานประกอบการ/ และสถาบันสังคมอื่น ฯจัดการศึกษาขั้นพื้น ฐานได้ ใครจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานจัดได้บา้ ง ................................... ม. ๑๓ บิดามารดาหรือผู้ปกครองมีสิทธิได้ รับ ๑ ให้มีความรู้ ดา้ นอบรมเลี้ยงดู และการให้การศึกษา หลักการจำา ความรู้/เงิน/ลดหย่อน ๒ เงินอุดหนุนจากรัฐสำาหรับการจัดการศึกษา ๓ การลดหย่อนหรื อยกเว้นภาษี ม.๑๔ บุคคลที่จดั การศึกษาตามม. ๑๒ให้มีสิทธิ เหมือน ม.๑๓ ......................................


หมวด ๓ ระบบการศึกษา ........................... ม. ๑๕ ระบบการศึกษา ๓ รู ปแบบ (๑) ในระบบ จุดมุ่งหมาย วิธีศึกษา หลักสูตร ระยะเวลา ประเมินผล เป็ นเงื่อนไขสำ าเร็จ การศึกษาที่แน่ นอน (๒) นอกระบบ ยืดหยุน่ เนื้อหาหลักสูตรเหมาะกับกับสภาพปัญหาและความต้ องการ (๓) ตามอัธยาศัย เรี ยนรู้ดว้ ยตนเอง ตามโอกาสและความสนใจ หมายเหตุ - สถานศึกษาจัดรู ปแบบใดรู ปแบบหนึ่งหรือทั้งสามรู ปแบบ - เทียบโอนได้ในรู ปแบบเดียวกันหรือต่ างรู ปแบบได้ ................................... ม. ๑๖ การศึกษามี ๒ ระดับ ๑. ขั้นพื้นฐาน (ไม่นอ้ ยกว่า ๑๒ ปี ก่อนอุดมศึกษา) ำ าปริ ญญา และระดับปริ ญญา) ๒. อุดมศึกษา (ต่ากว่ ................................... ม. ๑๗ ให้มีการศึกษาภาคบังคับ ๙ ปี - ย่างเข้าปี ที่เจ็ด ถึงย่างเข้าปี ที่สิบหก - เว้นแต่สอบได้ช้ นั ปี ที่เก้า ................................... ม. ๑๘ การจัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐานให้จดั ในสถานศึกษาดังต่อไปนี้ ๑ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย (ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์พฒั นาเด็กเล็ก ศูนย์พฒั นาเด็กก่อนเกณฑ์ ศูนย์บริ การช่วยเหลือระยะเริ่ มแรกเด็กพิการและต้องการพิเศษ ) ๒ โรงเรียน (โรงเรี ยนของรัฐ เอกชน และที่สงั กัดสถาบันพุทธศาสนาและศาสนาอื่น) ๓ ศูนย์การเรียนรู้ (กศน. บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน อปท. องค์กรเอกชน สถานประกอบการ รพ. สถานสงเคราะห์และสถาบันสังคมอื่นจัด) ................................... ม. ๑๙ การจัดการศึกษาระดับอุดมฯ ................................... ม. ๒๐ การจัดการอาชีว การฝึ กอบรม ให้จดั ใน สถานศึกษาของรัฐ เอกชน สถานประกอบการ ................................... ม.๒๑ กล่าวถึง หน่วยงานอื่นที่จะจัดการศึกษาเฉพาะทางตามความถนัดและความต้องการของ หน่วยงานนั้นได้ ให้คาำ นึงถึง มาตรฐานการศึกษาชาติ


หมวด ๔ แนวการจัดการศึกษา ................................... ผู้เรียนเป็ นสำ าคัญ ม. ๒๒ การจัดการศึกษาต้ องยึดหลัก ๑ ผูเ้ รี ยนทุกคนมีความสามารถเรี ยนรู ้และพัฒนาได้ ๒ ผูเ้ รี ยนสำาคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องพัฒนาผูเ้ รี ยนอย่างไร ๓ กระบวนการจัดต้องส่งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ ................................... ม. ๒๓ การจัดการศึกษาทั้ง ๓ ระบบต้ องเน้ น การจัดการศึกษาต้องเน้นในข้อต่อไปนี้ ข้อ ๑ ความสำาคัญทั้งความรู้ คุณธรรม ใดไม่ใช่ ๒ กระบวนการเรี ยนรู้ ๓ บูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ ................................... จาก ม. ๒๓ ข้างต้ น ข้อ ๓ บูรณาการเกีย่ วกับเรื่องอะไรบ้ าง 1 ตนเอง สังคม 2 ความรู้ทกั ษะวิทย์และเทคโนฯ 3 ศาสนา ศิลปะฯ 4 ความรู้/ทักษะคณิต ภาษา (เน้ นการใช้ ภาษาไทยถูกต้ อง) 5 ความรู้/ทักษะประกอบอาชีพ และดำารงชีวิตอย่างสุ ข ................................... ม. ๒๔ การจัดกระบวนการเรี ยนรู้ ดำาเนินการดังนี้ ๑ สอดคล้องความสนใจ ถนัด ๒ ฝึ กทักษะก���ะบวนการคิด จัดการเผชิญสถานการณ์ ๓ เรี ยนจากประสบการณ์จริ ง ๔ ผสมผสานสาระความรู้อย่างสมดุล ปลูกฝังค่านิยม ๕ ผูส้ อนจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่ อ ๖ เกิดได้ทุกที่ทุกเวลา ม. ๒๕ รัฐต้องส่ งเสริ มการดำาเนินการตั้งแหล่งเรี ยนรู ้ตลอดชีวิตทุกรู ปแบบ เช่นห้องสมุด ประชาชน พิพิธภัณฑ์ ...................................


ม. ๒๖ การประเมินผลผูเ้ รี ยนดูจาก ๑ พัฒนาการของผูเ้ รี ยน การประเมินผลผูเ้ รี ยนต้องดู ๒ ความประพฤติ จากข้อต่อไปนี้ ข้อใดไม่ใช่ ๓ การสังเกตพฤติกรรมการเรี ยน ๔ การร่ วมกิจกรรม ๕ การทดสอบ ................................... ม. ๒๗ ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำาหนดหลักสูตรแกนกลางเพื่อ - ความเป็ นไทย - ความเป็ นพลเมืองดีของชาติ - การดำารงชีวิต - ประกอบอาชีพ - การศึกษาต่อ สถานศึกษาจัดทำาสาระของหลักสู ตร ตามวัตถุประสงค์ ................................... ม. ๒๘ หลักสูตรต้องมีความหลากหลาย เหมาะสมแต่ละระดับ - สาระของหลักสูตรที่เป็ นวิชาการและวิชาชีพ ต้ องมุ่งพัฒนาคนให้ มคี วามสมดุลทั้ง ความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงาม และความรับผิดชอบต่ อสั งคม - หลักสูตรอุดมศึกษา มุ่งหมายพัฒนาวิชาการ ค้ นคว้ า วิจัย ................................... ม. ๒๙ ให้สถานศึกษาร่ วมกับ บุคคลฯส่ งเสริ มความเข้มแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรี ยนรู ้ ภายในชุมชน ................................... ม. ๓๐ สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรี ยนการสอนที่มีประสิ ทธิ ภาพ ส่ งเสริ มให้ผสู ้ อนสามารถ วิจัยเพือ่ พัฒนาการเรียนรู้ ………………………………. หมวด ๕ การบริหารและการจัดการศึกษา ............................... ส่ วนที่ ๑ การบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐ ม. ๓๑ ให้กระทรวงมีอาำ นาจหน้ าที่กาำ กับดูแลการศึกษาทุกระดับทุกประเภท กำาหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา


หมายเหตุ มาตรานี้เปลี่ยนมาเป็ น ๔๕ ................................... ม. ๓๒ ให้กระทรวงมีองค์กรหลักในรู ปสภา ๔ องค์กร ได้แก่ ๑. สภาการศึกษา ๒. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของเก่ าไม่ มีอาชีว ๓. คณะกรรมการอาชีวศึกษา ๔. คณะกรรมการอุดมศึกษา เพื่อพิจารณาให้คาำ แนะนำา รัฐมนตรี หรื อ ครม. หมายเหตุ มาตรานี้เปลี่ยนมาเป็ น ๔๕ ................................... ม. ๓๓ สภาการศึกษามีหน้าที่ ๑ พิจารณาเสนอนแผนการศึกษาแห่ งชาติที่บูรณาการเกี่ยวกับ - ศาสนา - ศิลปะ - วัฒนธรรม - กีฬา หมายเหตุ ให้บูรณาการทุกระดับ ๒ พิจารณาเสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา ๓ พิจารณาเสนอนโยบายและแผนในการสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา ๔ การดำาเนินการประเมินผลการจัดการศึกษา ๕ ให้ความเห็นหรื อคำาแนะนำาเกี่ยวกับกฎหมายกฎกระทรวงที่ออกตามพรบ.นี้ หมายเหตุ มาตรานี้เปลี่ยนมาเป็ น ๔๕ ................................... ม. ๓๔ ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่ ๑ พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนามาตรฐานหลักสูตรแกนกลาง ที่สอดคล้ องกับแผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่ งชาติและแผนการศึกษาชาติ ๒ สนับสนุนทรัพยากร ๓ ติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการอาชีว (คล้ายกันแต่เปลี่ยนระดับ) คณะกรรมการอุดม (คล้ายกันแต่เปลี่ยนระดับ) หมายเหตุ มาตรานี้เปลี่ยนมาเป็ น ๔๕ ...................................


ม. ๓๕ คณะกรรมการตาม ม. ๓๔ ประกอบด้วย ๑ กรรมการโดยตำาแหน่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒ ผูแ้ ทนองค์กรเอกชน จำาที่มาให้ ได้ ๓ ผูแ้ ทน อปท. ๔ ผูแ้ ทนองค์กรวิชาชีพ ๕ ผูท้ รงฯซึ่งมีไม่นอ้ ยกว่าจำานวนกรรมการอื่นรวมกัน หมายเหตุ การได้มากรรมการให้เป็ นไปตามกฎหมายกำาหนด ................................... ม. ๓๖ ให้สถานศึกษาของรัฐระดับปริ ญญาเป็ นนิติบุคคล (ยกเว้นการศึกษาเฉพาะทาง) - ดำาเนินการได้อย่างอิสระ พัฒนาระบบบริ หารและจัดการที่เป็ นของตนเอง ................................... ม.๓๗ การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ยดึ เขตพื้นที่การศึกษาโดยคำานึงถึง ข้อนี้มาปี 45 ๑ ปริ มาณสถานศึกษา ปี ๔๒ มี ๓ ๒ จำานวนประชากร ข้อ ๓ วัฒนธรรม ๔ ความเหมาะสมด้านอื่น - กรณีที่เขตฯไม่อาจจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่อาจบริ หารจัดการได้ กระทรวงอาจจัดให้ มีการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อเสริ มเขตได้ดงั นี้ ๑. สำาหรับผูม้ ีความบกพร่ องทุกทาง ปี ๔๒ ไม่มี ๒. การศึกษานอกระบบหรื อตามอัธยาศัย ๓. บุคคลมีความสามารถพิเศษ ๔. การจัดการศึกษาทางไกล และการศึกษาที่ให้บริ การหลายเขตฯ ให้ รมต.โดยคำาแนะนำาของสภาการศึกษา มีอาำ นาจประกาศในราชกิจจาฯกำาหนดเขตพื้นที่ หมายเหตุ มาตรานี้เปลี่ยนมาเป็ น ๔๕ ................................... ม. ๓๘ แต่ละเขตให้มี คณะกรรมการเขตและสำานักงานเขต มีอาำ นาจหน้าที่การกำากับดูแล จัดตั้ง ยุบรวม หรื อเลิกสถานศึกษา ส่งเสริ มสนับสนุนการศึกษาเอกชน ประสาน อปท. ให้สามารถจัดการ ศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา คณะกรรมการเขตประกอบด้วย - ผูแ้ ทนองค์กรชุมชน - ผูแ้ ทนองค์กรเอกชน - ผูแ้ ทน อปท. - ผูแ้ ทนสมาคมประกอบวิชาชีพครู


- ผูแ้ ทนผูป้ ระกอบวิชาชีพบริ หารการศึกษา - ผูแ้ ทนสมาคมผูป้ กครองและครู - ผูท้ รงคุณวุฒิดา้ น การศึกษา ศาสนาศิลปวัฒนธรรม ให้ ผอ. เขตเป็ นกรรมการและเลขา น่ าสั งเกตว่ า ไม่มีผแู้ ทนจากผูบ้ ริ หารสถานศึกษา หมายเหตุ มาตรานี้เปลี่ยนมาเป็ น ๔๕ ................................... ม.๓๙ ให้กระทรวงกระจายอำานาจบริหารจัดการศึกษา ด้านวิชาการ งบประมาณ การบริ หารงาน บุคคล และการบริ หารทัว่ ไป ไปยัง ๑ คณะกรรมการและสำานักงานเขตฯ ๒ สถานศึกษาในเขต หมายเหตุ มาตรานี้เปลี่ยนมาเป็ น ๔๕ ................................... ำ าปริ ญญา และ ม. ๔๐ ให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาระดับอุดมที่ต่ากว่ สถานศึกษาอาชีวประกอบด้วย - ผูแ้ ทนผูป้ กครอง - ผูแ้ ทนครู - ผูแ้ ทนองค์กรชุมชน - ผูแ้ ทน อปท. - ผูแ้ ทนศิษย์เก่า - ผูแ้ ทนพระภิกษุหรื อศาสนาอื่น - ผูท้ รงคุณวุฒิ มาตรานี้ไม่ใช้กบั มาตรา ๑๘ (๑) และ (๓) (๑) คือสถานพัฒนาปฐมวัย สองข้อนี้ไม่มีคณะกรรมการ (๓) คือศูนย์การเรี ยน ให้ผบู ้ ริ หารสถานศึกษาเป็ นกรรมการและเลขานุการ หมายเหตุ มาตรานี้เปลี่ยนมาเป็ น ๔๕ ................................. ส่ วนที่ ๒ การบริหารและการจัดการการศึกษาขององค์ กรปกครองส่ วนท้ องถิน่ ............................. ม. ๔๑ อปท.จัดการศึกษาระดับใดระดับหนึ่งหรื อทุกระดับตามความพร้อม ความเหมาะสม และ ความต้องการของท้องถิ่น


................................... ม. ๔๒ ให้กระทรวงกำาหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินความพร้อมของ อปท. ..................................... ส่ วนที่ ๓ การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน .................................. ม. ๔๓ ให้มีอิสระ โดยมีการติดตามการประเมินคุณภาพมาตรฐานการศึกษาจากรัฐ ................................... ม. ๔๔ ให้สถานศึกษาเอกชน เป็ นนิติบุคคลและมีคณะกรรมการบริ หารประกอบด้วย ๑ ผูบ้ ริ หาร ๒ ผูร้ ับใบอนุญาต ๓ ผูแ้ ทนผูป้ กครอง ๔ ผูแ้ ทนองค์กรชุมชน ๕ ผูแ้ ทนครู ๖ ผูแ้ ทนศิษย์เก่า ๗ ผูท้ รงคุณวุฒิ ................................... ม. ๔๕ ให้สถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษาได้ทุกระดับและทุกประเภท - การกำาหนดนโยบายและแผนจัดการศึกษาของรัฐของเขต ให้คาำ นึงถึงผลกระทบต่อการ จัดการศึกษาของเอกชนด้วย - เอกชนที่จดั การศึกษาระดับปริ ญญาดำาเนินการได้โดยอิสระ พัฒนาระบบบริ หารและการ จัดการที่เป็ นของตัวเอง มีความคล่องตัว หมายเหตุ มาตรานี้เปลี่ยนมาเป็ น ๔๕ ................................... ม ๔๖ รัฐต้องให้การสนับสนุน ๑ เงินอุดหนุน ๒ การลด/ยกเว้นภาษี ๓ อื่น ๆ ที่เป็ นประโยชน์ แก่สถานศึกษาเอกชนตามความเหมาะสม รวมทั้งสนับสนุนด้านวิชาการ ...................................


หมวด ๖ มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา .............................. ม. ๔๗ ให้มีระบบประกันทุกระดับ ประกอบด้วย ๑ ภายใน ๒ ภายนอก ................................... ม. ๔๘ ให้หน่ วยงานต้ นสังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีระบบประกันภายในของสถานศึกษาโดย ๑ เป็ นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริ หาร เสนอนต่ อ ๒ ดำาเนินการอย่างต่อเนื่อง ๓ จัดทำารายงานเสนอต่อ หน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเปิ ดเผยต่อ สาธารณชน เปิ ดเผยต่ อ ................................... ม. ๔๙ ให้มี สมศ. เป็ นองค์การมหาชนมีหน้าที่ ๑. พัฒนาเกณฑ์ วิธีการประเมิน ๒. ทำาการประเมินผลโดยคำานึง - ความมุ่งหมายและหลักการ - และแนวการจัดการศึกษาแต่ละระดับ ................................... ม.๕๐ สถานศึกษาต้องให้ความร่ วมมือ สมศ. - จัดเตรี ยมเอกสาร - ให้บุคลากร คณะกรรมการสถานฯ ผูป้ กครอง หรื อผูเ้ กี่ยวข้อง มาให้ขอ้ มูลตามคำาขอ ...................................... ม. ๕๑ การประเมินภายนอกไม่ได้มาตรฐาน ๑ สมศ.จัดทำาข้อเสนอแนะปรับปรุ งแก้ไขต่อหน่วยงานต้นสังกัด ๒ หาก ร.ร.มิได้ดาำ เนินการปรับปรุ ง ให้รายงาน กพฐ. หมายเหตุ มาตรานี้เปลี่ยนมาเป็ น ๔๕ ........................................


หมวด ๗ ครู คณาจารย์ และบุลากรทางการศึกษา ........................... ม. ๕๒ ให้ ศธ.ส่งเสริ มการผลิตครู มาตรานี้เกิด พรบ.สภาครู และบุคลากรทางการศึกษา ................................... ม. ๕๓ ให้มีองค์กรวิชาชีพ ฯ มีฐานะเป็ นองค์กรอิสระภายใต้การบริ หารของสภาวิชาชีพ ในกำากับ ของกระทรวง ................................... ม. ๕๔ ให้มีองค์กรกลางบริ หารบุคคลของข้าราชการครู ฯ โดยยึดหลักกระจายการบริ หารสู่ ๑ เขตพื้นที่ มาตรานี้เกิด ก.ค.ศ. ๒ สถานศึกษา ................................... ม. ๕๕ ให้มีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือน ค่าตอบแทนฯ มาตรานี้เกิด พรบ.เงินเดือนฯ ................................... ม. ๕๖ การผลิตและพัฒนาคณาจารย์และฯ ................................... ม. ๕๗ ให้หน่วยงานทางการศึกษาระดมทรัพยากรบุคคลให้มีส่วนร่ วมในการจัดการศึกษาโดยนำา ๑ ประสบการณ์ ๒ ความรู้ ๓ ความชำานาญ ๔ ภูมิปัญญาท้องถิ่น .................................................


หมวด ๘ ทรัพยากรและการลงทุนเพือ่ การศึกษา ........................... ม. ๕๘ ให้มีการระดมทรัพยากรและการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สินมาใช้จดั การ ศึกษา ๑. ให้รัฐและ อปท. ระดมโดยอาจจัดเก็บภาษีเพื่อการศึกษาตามความเหมาะสม ๒. บุคคล ครอบครัว องค์กรต่างๆ สถาบันอื่น ระดมโดยเป็ นผูจ้ ดั และมีส่วนร่ วมในการจัด บริ จาคทรัพย์สิน และมีส่วนรับภาระค่าใช้จ่าย ................................... ม. ๕๙ ให้สถานศึกษาของรัฐที่เป็ นนิติบุคคล มีอาำ นาจในการปกครอง ดูแล บำารุ งรักษาและจัดหา ผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสถานศึกษาทั้งที่เป็ นที่ราชพัสดุและทรัพย์สินอื่น - มีผอู้ ุทิศทรัพย์ให้หรื อซื้ อหรื อแลกเปลี่ยน ไม่ถือเป็ นที่ราชพัสดุให้เป็ นกรรมสิ ทธิ์ ของ ร.ร. - ผลประโยชน์ของสถานศึกษา ผลประโยชน์จากที่ราชพัสดุ เบี้ยปรับจากผิดสัญญาลา ศึกษา เบี้ยปรับที่ผิดสัญญาซื้ อทรัพย์สิน หรื อจ้างดำาเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ ให้สถานศึกษา จัดสรรเป็ นค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาของสถานศึกษานั้นๆ ................................... ม. ๖๐ ให้รัฐจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กบั การศึกษาดังนี้ ๑ จัดสรรเงินอุดหนุนทัว่ ไปรัฐและเอกชนอย่างเท่าเทียมกัน ๒ จัดสรรทุนการศึกษาในรู ปกองทุนกูย้ มื ๓ จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรทางกศ.อื่น เป็ นพิเศษให้เหมาะสม ๔ จัดสรรค่าใช้จ่ายงบดำาเนินการและงบลงทุน ๕ จัดอุดหนุนทัว่ ไปให้อุดม ำ สถานศึกษาเอกชน ๖ จัดสรรกองทุนกูย้ มื ดอกเบี้ยต่าให้ ๗ จัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการศึกษาของรัฐและเอกชน ................................... ม. ๖๑ ให้รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนให้บุคคล ครอบครัว องค์กรต่างๆ และอื่นๆ ตามเหมาะสมและ จำาเป็ น ................................... ม. ๖๒ ให้มีการตรวจสอบติดตามประเมินผลประสิ ทธิ ภาพประสิ ทธิ ผล การใช้จ่ายงบประมาณการ จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับหลักการจัดการศึกษาแนวการจัดการศึกษาและคุณภาพมาตรฐาน


หมวด ๙ เทคโนโลยีเพือ่ การศึกษา ................................... ม. ๖๓ รัฐต้องจัดสรรเคลื่อนความถี่ สื่ อตัวนำาและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อใช้ประโยชน์ในการ จัดการศึกษาทุกระบบ ................................... ม. ๖๔ รัฐต้องส่งเสริ มและสนับสนุนการผลิตและพัฒนาแบบเรี ยน ตำารา หนังสื อวิชาการ สื่ อ ทั้งนี้ ต้องเปิ ดให้การแข่งขันโดยเสรี อย่างเป็ นธรรม ................................... ม. ๖๕ ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผูผ้ ลิตและผูใ้ ช้สื่อเทคโนฯ ................................... ม.๖๖ ผูเ้ รี ยนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนฯเพื่อการศึกษาในโอกาสแรก ทีท่ ำาได้ ................................... ม. ๖๗ รัฐต้องส่ งเสริ มให้มีการวิจยั และพัฒนา การผลิตและพัฒนาเทคโนฯเพื่อการศึกษา ................................... ม. ๖๘ ให้มีการระดมทุนเพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนฯ จากเงินอุหนุนของรัฐ ค่าสัมปทาน และ ผลกำาไรที่เกิดจากการดำาเนินการสื่ อสารมวลชน ................................... ม. ๖๙ รัฐต้องจัดให้มีหน่วยงานกลางด้านเทคโนฯ (เกิดแล้ วคือ สนง.เทคโนโลยีเพือ่ การศึกษา) ................................... บทเฉพาะกาล ม. ๗๐ – ม. ๗๘ ปี ๔๒ ประกาศในราชกิจฯ เล่ม ๑๑๖ ตอนที่ ๗๔ ก วันที่ ๑๙ สิ งหาคม ๒๕๔๒ หน้า ๑ – ๒๓ ปี ๔๕ ประกาศในราชกิจฯ ฉบับฎีกา เล่มที่ ๑๑๙ ตอนที่ ๑๒๓ ก. ลงวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๕ หน้า ๑๖ – ๒๑


พรบกศ๔๒