Page 1

ISSUE 139 JUNE 2017

www.healthchannel.co.th

“ตอกระจก”ÀÑÂÃŒÒÂ

¡Ñºà·¤â¹âÅÂÕ ãËÁ‹ 㹡ÒÃÃÑ¡ÉÒ

“ÇÔµÒÁÔ¹«Õ” ÃÑ¡ÉÒÁÐàÃç§ä´Œ¨ÃÔ§ËÃ×Í?

¡ÅÔè¹µÑÇàËÁç¹....á¡Œä¢ä´Œ

“¾ÃÔ¡” ¡Ñº¡ÒõŒÒ¹âäÍÑÅä«àÁÍÏ

¹Çѵ¡ÃÃÁÃÑ¡ÉÒ “ÁÐàÃç§àµŒÒ¹Á” â´Â¤¹ä·Â ã¹àÇ·ÕâÅ¡ “àÇÕ¹ÈÕÃÉÐ ºŒÒ¹ËÁع” à¡ÕèÂǡѺ “ËÙ” Í‹ҧäÃ


Health Channel

June 2017

3


Editor’s Talk

June 2017 vol.12 issue 139

ที่ปรึกษา

นพ.สุรพงศ์ อำาพันวงษ์ นพ.สมนึก ศิริพานทอง ศ.คลินิก แพทย์จีน นพ.ภาสกิจ วัณนาวิบูล นพ.ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต ประธานบริษัท

นพ.อิทธิกร โถสุวรรณโชต บรรณาธิการอำานวยการ

บุญสม อัครธรรมกุล

บรรณาธิการบริหาร

บุญสม อัครธรรมกุล

ประจำากองบรรณาธิการ

ธนิดา สุวรรณไตย์ อรนิชา บรรจงการ ไอยลดา วิจักษณ์ประเสริฐ ศิลปกรรม/ภาพ

จิตอาภา ถิ่นจันทร์ ฝ่ายขาย

มนัส จำาปาทิพย์ เลขา/ประสานงานฝ่ายขาย

เฌอฉัฐม์ บางพลับนนท์ ฝ่ายการตลาด

บุญราศี ปรีดาพรรณี สื่อออนไลน์

อารีรัตน์ ดิลกธรรมจักรา ที่ปรึกษากฎหมาย

นรา นรพิเชียรฉาย

เจ้าของ บริษัท เฮลท์ แชนแนล จำากัด

สำานักงานเลขที ่ 42/188 ซ.นวมินทร์ 143 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุม่ กรุงเทพฯ 10230 โทร. 02 - 069 - 5670 แฟ็กซ์ 02 - 069 - 5671 เพลท - พิมพ์

บริษัท ฐานการพิมพ์ จำากัด 9/11 ถ.เทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. 0 - 2954 - 2799 แฟกซ์ 0 - 2954 - 2800 บรรณาธิการผู้พิมพ์โฆษณา

อายุกร ขุนเนียม

หมายเหตุ : การนำาภาพหรือข้อเขียนในนิตยสาร ไปตีพิมพ์ซ้ำา ขอให้ติดต่อกองบรรณาธิการ เป็นลายลักษณ์อักษรและต้องได้รับอนุญาตก่อน จึงจะทำาการได้

วิกฤตวัยกลางคน (Midlife Crisis)

ผมได้อา่ นบทความหนึง่ เรือ่ ง “วิกฤตวัยกลางคน” (Midlife Crisis) ทเี่ ขียนโดยจิตแพทย์ชอื่ ธรรมนาถ เจริญบุญ ในเฟสบุ๊ ค โดยที่ ผ มไม่ รู้ จั ก กั บ ท่ า นเป็ น การส่ ว นตั ว แต่บทความนีน้ า่ สนใจ ผมจึงขอนำามาเล่าเชิงสรุปแบ่งปัน ให้ผู้อ่านนิตยสาร Health Channel วิกฤตวัยกลางคน (Midlife Crisis) คือ การที่ ผู้ใหญ่ในช่วงอายุ 35 - 50 ปี มีการคิดทบทวนหรือ ประเมินชีวิตของตัวเองอย่างจริงจัง การคิดทบทวนนี้ส่วนใหญ่ เกิดจากการตระหนักได้ว่า ชีวิตนี้เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว หรือเราควรจะประสบความสำาเร็จ (หรือมีความสุข) ได้แล้ว หรือคิดว่าหน้าที่การงานทำาไมจึงไม่ก้าวหน้าไปไหน ฯลฯ โดยวิกฤต วัยกลางคนนี้ ไม่ใช่โรค และไม่ใช่ความผิดปกติทางการแพทย์ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา ที่พบได้ในคนทั่วไป ในคนส่วนใหญ่จะไม่มีอาการรุนแรง มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจตัดสินใจ ทำาอะไรรุนแรงโดยไม่ไตร่ตรอง เช่น หย่า มีภรรยาน้อย ลาออกจากงาน เป็นต้น ในคนทีเ่ ป็นมาก อาจจะทำาให้เกิดโรคซึมเศร้าตามมาได้ นักวิชาการส่วนหนึง่ ใช้คาำ ว่า “ช่วงเปลีย่ นผ่านของวัยกลางคน” (Midlife Transition) แทนคำาว่า “วิกฤตวัยกลางคน” เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้มอี าการระดับทีค่ วรจะเรียกว่า “วิกฤต” แต่อย่างใด มีเพียงส่วนน้อยเท่านัน้ ทีอ่ าจทำาอะไรหุนหันพลันแล่นจนสร้างปัญหาให้กบั ชีวติ หรือ เกิดโรคซึมเศร้า เหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากพบว่าในช่วงอายุ 35 - 50 ปีนี้ เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง หลายอย่างเข้ามาในชีวิต ได้แก่ ความเสื่อมของร่างกาย ซึ่งเริ่มเสื่อมลงไม่แข็งแรงเท่ากับตอนวัยรุ่น และเริ่มมีการ เปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เริ่มอ้วนหรืออ้วนลงพุง หัวเริ่มล้าน เป็นต้น และยังเป็นช่วงอายุที่เริ่ม มีโรคประจำาตัวมากขึ้น ฮอร์โมนเปลี่ยน โดยในผู้หญิงจะเห็นได้ชัดเจนกว่าผู้ชาย ผู้หญิงจะเริ่มเข้าสู่ช่วง หมดประจำาเดือน ทำาให้มีอาการของคนที่กำาลังจะเข้าวัยทอง ต้องการความสำาเร็จ คนในวัยที่เกิน 35 ปี ซึ่งทำางานมาแล้วเป็นสิบปี คนส่วนใหญ่ จึงต้องการทีจ่ ะประสบความสำาเร็จในชีวติ ทีเ่ ป็นรูปธรรมจับต้องได้ ตระหนักว่าเวลาเหลืออีกไม่มาก ช่วงนีห้ ลายคนจะเริม่ รูส้ กึ ว่า “เฮ้ย เราเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วนะ” เราควรจะต้อง “ทำาอะไร” แล้ว การสูญเสียของคนใกล้ชิด ช่วงอายุนี้มักพบเหตุการณ์ที่คนใกล้ชิดเสียชีวิตได้บ่อย ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือเพื่อนฝูง จึงนำาพาให้อารมณ์หดหู่ได้ง่าย อาการเด่นของ ช่วงชีวิตนี้คือ ความคิดที่สับสนกับชีวิต รู้สึกไม่พอใจในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องชีวิตคู่ เรื่องที่อยู่อาศัย หรือเรื่องสุขภาพ และตามมาด้วยความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง ในด้านของอารมณ์ทพี่ บได้บอ่ ย ก็จะเป็นอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หรือซึมเศร้า โดยในคนที่เป็นมากมักจะแสดงออกให้เห็นชัด ผ่านการกระทำาที่รุนแรง และกะทันหัน เช่น มีความคิดว่างานทีท่ าำ อยูช่ า่ งไม่มคี วามสุขเอาซะเลย! ว่าแล้วก็ลาออกจากงานประจำามาเปิดร้านกาแฟ คิดว่าคู่ชีวิตของเราตอนนี้ “มันไม่ใช่อ่ะ!!” แล้วก็ขอหย่ากับภรรยา หรือคิดว่าบ้านที่อยู่ตอนนี้ “มันไม่เวิร์คเอาซะเลย!!” แล้วก็ทุ่มเงินซื้อบ้านใหม่ เป็นต้น นำาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง เพราะเห็นว่าเราก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุตอนต้นกันแล้ว เผื่อใคร ที่กำาลังอยู่ในวัย 35 - 50 ปีจะได้เข้าใจธรรมชาติมากขึ้นและเตรียมปรับตัวปรับใจ อย่าให้ชีวิต ตนเองหรือคนที่รักเคารพต้องวิกฤติ ติดต่อหรือแนะนำาติชมเราได้ 24 ชั่วโมงเหมือนเช่นเคยที่

healthchannel2005@yahoo.com

บุญสม อัครธรรมกุล บรรณาธิการอำานวยการ


Q& A

เรื่อง : กองบรรณาธิการ

C

“วิตามินซี” รักษามะเร็งได้จริงหรือ? คงไม่มีใครปฏิเสธหากเราจะบอกว่า ปัจจุบัน “วิตามินซี” กลายเป็นสิ่งที่หลายคน ต้องมีติดบ้านหรือมีติดกระเปาไว้ จนมี กระแสข่าวออกมาว่า “วิตามินซี” มีประโยชน์ มากกว่าแค่ป้องกันการเป็นหวัด คือสามารถ ช่วยป้องกันและรักษาโรคมะเร็งได้ เรื่องนี้ จะจริงเท็จแค่ไหน เราไปหาคำาตอบกันกับ นพ.จิรเจษฎ์ สุขสุเพิ่ม ผู้อำานวยการศูนย์มะเร็ง รพ.จุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ว่า

Q : มะเร็งสามารถรักษาหรือป้องกันได้ด้วย วิตามินซีจริงหรือไม่?

A : เรื่องความสามารถในการรักษา หรือ ป้องกันมะเร็งของวิตามินซีนั้น เรื่องนี้ยังไม่มี ข้อมูลชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีชนิด รับประทาน รวมไปถึงวิตามินซีชนิดฉีด คือ ถ้าเราจะยืนยันเรื่องนี้ได้จริง ในการศึกษาวิจัย และทดลองจะต้องมีกลุ่มผู้เข้าร่วมทำาการทดลอง

ที่เป็นมะเร็งในระดับที่ใกล้เคียงกัน เช่น หาก ต้องการศึกษาว่าคนที่เป็นมะเร็งลำาไส้ เมื่อได้รับวิตามินซีแล้วจะสามารถป้องกัน หรือรักษาได้จริงหรือไม่ ก็ต้องเอาผู้ป่วยที่เป็น มะเร็งลำาไส้ในระยะใกล้เคียงกันมาแบ่งเป็น สองกลุ่ม โดยให้กลุ่มหนึ่งกินวิตามินซีจริง ในปริมาณที่กำาหนด ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งให้กิน เม็ดแป้งที่ทำาขึ้นมาคล้ายวิตามินซี (ยาหลอก) หลังจากนั้นก็นำาผลที่ได้จากผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม มาเปรียบเทียบกัน สรุปคือปัจจุบันยังไม่มีการ ศึกษาวิจัยที่ได้ผลออกมาชัดเจนว่าวิตามินซี ช่วยเรื่องมะเร็งได้จริง มีเพียงงานวิจัยที่ยืนยัน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของวิตามินซี ในการช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันเท่านั้น เพราะฉะนั้นอย่าหลงเชื่อคำาโฆษณาหรือ คำาแนะนำาว่าให้รับประทานวิตามินซี ในปริมาณสูงต่อวันเพื่อป้องกันหรือรักษามะเร็ง

Q : แล้ววิธีการป้องกันมะเร็งที่ดีที่สุดคืออะไร?

A : การป้องกันตัวเองจากโรคมะเร็งที่ดีที่สุด ก็คือ การศึกษาหาความรู้ว่าสารที่ก่อเกิด โรคมะเร็งนั้นมีอะไรบ้าง เช่น ฝุ่นแร่ใยหิน, ถั่วหรือของแห้งที่อาจมีสารอะฟลาท็อกซิน ปนเปื้อน, ควันบุหรี่ รวมถึงไวรัสบางชนิดที่อาจ มีผลทำาให้เกิดมะเร็งในบางกลุ่ม และมะเร็ง ที่เกิดจากเซลล์ที่ผิดปกติ เพราะในร่างกายเรา มีสารพันธุกรรมที่ผิดปกติแฝงอยู่ ทำาให้เกิด การกลายไปเป็นเซลล์มะเร็ง และขยายใหญ่ กลายเป็นก้อน ซึ่งถ้าภูมิคุ้มกันทำางาน อย่างปกติโดยสามารถกำาจัดเซลล์เหล่านี้ ออกไปได้ก็ไม่ทำาให้เป็นมะเร็ง แต่ถ้าหาก กำาจัดไม่ได้เนื่องจากภูมิคุ้มกันเกิดการเสียสมดุล อันนี้ก็จะทำาให้เป็นมะเร็ง ดังนั้นจึงต้อง เสริมสร้างที่ภูมิต้านทาน เช่น การออกกำาลังกาย อย่างสม่ำาเสมอ, การลดน้ำาตาลที่สะสมในเลือด เกินปกติ หรือกระทั่งการรับสารอนุมูลอิสระต่างๆ เข้าสู่ร่างกายมากผิดปกติ และสุดท้ายคือ การตรวจคัดกรองมะเร็งเพื่อให้สามารถ ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมได้ เพราะฉะนั้น “วิตามินซี” จึงอาจไม่ใช่ ทางเลือกในการป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง ตามที่เคยได้ยินได้ฟังกันมา แต่การปรับเปลี่ยน พฤติกรรมที่ทำาให้เราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ต่างหาก ที่ทำาให้เราสามารถห่างไกลจาก โรคมะเร็งได้ Health Channel June

2017

5


CONTENTS

June 2017 vol.12 issue 139

5

28

“วิตามินซี” รักษามะเร็งได้จริงหรือ?

รู้ทันปัญหา “โรคตับ”

Q&A

7

คุยกับหมอตา

มองเห็นเงาดำาลอยไปมา สัญญาณบ่งบอกโรคทางตาอย่างไร?

8

Chiropractor ไคโรแพรคติก กับโรคยอดฮิต “เวียนหัว บ้านหมุน”

Happy Life

30

16

รู้จริงเรื่องยา

ตา (แห้ง) และน้ำาตา (เทียม)

22

Seniors Club

5 Tips ง่ายๆ เมื่อต้องพาผู้สูงอายุไปเที่ยว

12

24

ขยันขยับ (เพิ่ม) กิจกรรมทางกาย

กลิ่นตัวเหม็น....แก้ไขได้

รอบรู้สุขภาพ กับกรมอนามัย

พบแพทย์ผิวหนัง

28

14

26

31

by Absolute Health รับมือภยันตรายจากสารพิษรอบตัว

นวัตกรรมรักษา “มะเร็งเต้านม”

สู้มะเร็ง...เริ่มที่ รู้เขา รู้เรา

Wellness Talk

16

Cover Story “ต้อกระจก” ภัยร้าย

กับเทคโนโลยีใหม่ในการรักษา

Health Intrend โดยคนไทย ในเวทีโลก

สู้มะเร็ง

ย่อมมีทางชนะ

27

32

การส่งเสริมสุขภาพจิต ผู้สูงวัยใกล้ตัว

“พริก” กับการต้านโรคอัลไซเมอร์

สุขภาพจิตดี

Food Today

19

33

“เวียนศีรษะ บ้านหมุน” เกี่ยวกับ “หู” อย่างไร

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับขิง (姜) ตามศาสตร์แพทย์แผนจีน

หู - คอ - จมูก

20

Special Report

ตระหนักถึงการป้องกันโรค กับ “สัปดาห์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโลก”

Chinese Medicine

32

34

Health Variety by นพ.สุรพงศ์ รู้จักกับ “วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก”


เรื่อง : รศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ จักษุแพทย คณะแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร

คุยกับหมอตา

มองเห็นเงาดำาลอยไปมา สัญญาณบ่งบอกโรคทางตาอย่างไร?

หลายคนอาจมีอาการมองเห็นจุดดำา หรือลูกน้ำาลอยไปลอยมาในขอบเขตของ การมองเห็น อาการเช่นนี้มักจะเด่นชัดเวลาที่มองไปที่พื้นผิวเรียบๆ แล้วทราบไหมว่าเงาดำา ที่เห็นลอยไปมาคืออะไร ??? เงาดำาลอยไปมา (Floater) คือ การมองเห็นเงาดำาๆ ลอยไปมาตรงหน้า เคลื่อนไปมาตามการกลอกตา อาจเห็น ตลอดเวลาหรือเป็นบางครั้ง และมักจะเห็น ชัดขึ้นเวลามองไปบริเวณที่มีฉากหลัง เป็นพื้นเรียบ สีสว่างๆ เช่น กระดาษเปล่า สีขาว, ฝาผนังสีพื้น, ท้องฟ้า หรือเวลาขับรถ ตอนกลางวัน เงาดำาที่เห็นลอยไปมา แท้จริงแล้ว คือ ส่วนของน้ำาวุ้นตาที่ขุ่น โดยอาจมีรูปร่างเป็นจุด, ก้อน, เส้นเดี่ยวๆ หรือแตกเป็นกิ่งก้านสาขา หรือมีเซลล์อยู่ ภายใน น้ำาวุ้นตาเป็นส่วนที่บรรจุอยู่ภายใน ลูกตา โดยปกติจะเป็นวุ้นใส ช่วยให้ลูกตา คงรูป และภาพผ่านไปตกทีจ่ อประสาทตาได้ ชัดเจน เมื่อเวลาเรามองภาพ แสงจะเข้ามา ผ่านกระจกตา เลนส์แก้วตา น้ำาวุ้นตา และ ตกกระทบบนจอประสาทตา ไปประมวล เป็นภาพที่สมอง ซึ่งถ้าน้ำาวุ้นตามีความขุ่น เป็นจุด เป็นก้อน ก็จะทำาให้เกิดเงา

มาตกบนจอประสาทตา เห็นเป็นรูปต่างๆ ได้ เช่น เป็นจุดเล็กๆ เป็นวงกลม เป็นเส้น เป็นกลุ่มก้อนเงาคล้ายกับก้อนเมฆ หรือ หยากไย่ เป็นต้น ภาวะวุ้นลูกตาเสื่อมนี้ พบได้มากใน คนที่มีสายตาสั้น, ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก, เคยฉายแสงเลเซอร์ตา หรือมีการอักเสบ ภายในลูกตา การมี Floater เกิดขึ้นทันทีทันใด ถือเป็นอาการเตือนอย่างหนึ่งที่ควรไปรับการตรวจ จากจักษุแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่ มีอายุมากกว่า 45 ปี ดังนั้นควรที่จะสังเกตอาการของตัวเอง เพราะหากเริ่มมีอาการ ควรรีบไปพบแพทย์ ทันที - รู้สึกมีแสงแปล๊บคล้ายไฟแฟลช กล้องถ่ายรูป (Flashing) เกิดขึ้นในลูกตา - ตามัวลงคล้ายม่านบัง หรือการ มองเห็นทางด้านข้างเสียไป หรือลานสายตา แคบลง ควรรีบพบจักษุแพทย์ เพื่อรับการตรวจ ว่ามีจอประสาทตาฉีกขาด หรือหลุดลอกหรือไม่ โดยปกติ คนที่มี Floater จะมีการ มองเห็นชัดเจนปกติ โดยความรู้สึกที่มีเงาดำา ลอยไปมา จะค่อยๆ ลดลงไปเอง เมื่อเวลาผ่านไป และก่อให้เกิดความรำาคาญน้อยลง เนื่องจากร่างกายเรามีกลไกปรับตัวให้มองเห็น เงาดำาลดลงภายหลังได้ แม้ว่าในบางคนอาจ ยังรู้สึกได้เป็นปีหรือนานกว่านั้น แต่ถ้ามี Floater ใหม่เกิดขึ้น ก็ควรได้รับการตรวจ โดยจักษุแพทย์ทันที ส่วนวิธีการผ่าตัด

เพื่อเอา Floater ออก เป็นสิ่งที่ยังไม่จำาเป็น และในปัจจุบันยังไม่มีวิตามินหรือ ยารับประทานที่ช่วยให้ Floater หายไปได้ เมื่อผู้ป่วยมีอาการ Floater หรือ Flashing มาตรวจ จะได้รับการหยอดยา ขยายม่านตา เพื่อให้สามารถตรวจน้ำาวุ้นตา และจอประสาทตาได้อย่างละเอียดด้วย กล้องตรวจ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่เจ็บปวด แต่อาจแสบตาจากแสงที่ผ่านรูม่านตา ระหว่างการตรวจ และเนื่องจากม่านตา ถูกขยาย จะทำาให้เกิดอาการตาพร่ามัวไป หลายชั่วโมงหลังการตรวจ คนไข้จึงควร มีบุคคลที่จะช่วยพากลับบ้านด้วย

ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจตา ตามนัดทุกครั้งโดยจักษุแพทย์ และ มาพบแพทย์ก่อนหากพบว่ามี Floater เกิดขึ้นใหม่ หรือจำานวนมากขึ้น หรือ มี Flashing เกิดขึ้นนั่นเอง

Health Channel June

2017

7


Chiropractor

เรื่อง : กองบรรณาธิการ

ไคโรแพรคติก

กับโรคยอดฮิต “เวียนหัว บ้านหมุน”

เวียนหัว บ้านหมุน ไม่ใช่อาการธรรมดาที่ควรจะมองข้าม เพราะหากใครที่เป็นแล้ว รับรองว่าอาการนี้จะกลับเยี่ยมเยือนคุณได้อีกอย่างแน่นอน หากไม่ได้รับการดูแลรักษา ที่ต้นเหตุของการเกิดโรค

สำาหรับท่านที่กำาลังเผชิญกับอาการ เวียนหัว บ้านหมุน แบบนี้อยู่ เคยสงสัยไหมว่า รักษามาหลายวิธีแล้วทำาไมไม่หายขาดเสียที คิดไหมว่าวิธีรักษาที่ทำาอยู่อาจเป็นการรักษา ที่ปลายเหตุ แล้วเคยได้ยินไหมว่าศาสตร์ ทางด้าน ไคโรแพรคติก ที่ใช้มือในการนวด จัดปรับกระดูก สามารถช่วยแก้ไขปัญหา ดังกล่าวได้ คุณหมอเสถียร สว่างโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านไคโรแพรคติก อธิบายว่า อาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน (Vertigo) คือ อาการที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติ ของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นกลางและชั้นใน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำาหน้าที่คอยรับการทรงตัว และ ความสมดุลของร่างกาย เมื่อมีความผิดปกติ ก็จะทำาให้รู้สึกเวียนศีรษะแบบรู้สึกหมุน คนที่มีอาการจะรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมที่อยู่ ใกล้ๆ ตัว หมุนได้ทุกอย่าง รู้สึกโคลงเคลง บางรายอาจมีอาเจียนร่วมด้วย ส่งผลทำาให้ เสียการทรงตัว ไม่ว่าจะนั่ง ยืน หรือแม้กระทั่ง การนอน

8

Health Channel June

2017

อาการเวียนหัว บ้านหมุน เกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาท ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมแบบผิดๆ ของตัวเราเอง เช่น นอนคว่ำา นอนตะแคง หรือ บางคน นอนเอามือไปหนุนแก้ม ทำาให้ขากรรไกร เกิดการบิดเบี้ยวออกมา, บางคนนั่งเท้าคาง โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ อย่างไรบ้าง จริงๆ แล้วส่วนประสาทที่ หล่อเลี้ยงหูชั้นกลางและหูชั้นใน คือ สัญญาณประสาทที่สั่งมาจากสมองส่วนล่าง ก้านสมองของกะโหลกด้านหลัง ตรงส่วนนั้น จะมีเส้นประสาทจากก้านสมองที่ส่งมาถึง หูชั้นกลางและหูชั้นใน ส่วนหน้า, ส่วนแก้ม, ผิวหน้า, กล้ามเนื้อ, กราม, คางทุกส่วน มีผลโดยตรงต่อประสาทบางส่วนที่ไป หล่อเลี้ยงตรงการทรงตัวของเรา ทำาให้รู้สึก เวียนหัว และเสียสมดุลในการทรงตัว วิธีการรักษาด้วย ไคโรแพรคติก สำาหรับการรักษาอาการเวียนหัว บ้านหมุน จะเริ่มจากการตรวจเช็คที่เส้นประสาท เน้นที่ ประสาทของข้อต่อ, กระดูก, ขากรรไกร, กราม ตรงที่อยู่หน้าหู ที่มีการบิดเบี้ยว แล้วไปรบกวนการทำางานของเส้นประสาท ที่ไปหล่อเลี้ยงหูชั้นกลาง หูชั้นใน ไม่ใช่จาก รากประสาทหรือจากก้านสมองโดยตรง เราก็จะดูว่าจากรากประสาทโยงมาถึง ส่วนปลายประสาท ตรงไหนสะเทือน ก็ทำาการนวด จัดปรับกระดูกให้ตรงจุด จัดปรับที่ต้นเหตุของการเกิดอาการ

ซึ่งวิธีนี้คือการรักษาที่ได้ผลอย่างชัดเจนและ รวดเร็ว คุณหมอเสถียร ให้คำาแนะนำา เพิ่มเติมว่า สาเหตุของปัญหาที่ทำาให้ร่างกาย ผิดปกติอยู่นั้น คือ มีประสาทบางส่วน ถูกรบกวน เป็นเหตุทำาให้มีอาการที่ผิดปกติ ออกมา ถ้าร่างกายเราทุกๆ ส่วนปกติ ก็จะ ไม่มีอาการแสดงออกมาเลย เช่น โครงสร้าง ปกติ กล้ามเนื้อทำางานได้ปกติ ส่วนประสาท อยู่ในที่ๆ มันควรจะอยู่ ทุกอย่างก็ทำางานได้ เต็มที่ ก็จะไม่มีอาการผิดปกติออกมา ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่มีไข้ หน้าที่ของ ไคโรแพรคติก คือ ทำาให้ทุกส่วนของร่างกายกลับเข้าไปอยู่ใน ตำาแหน่งที่ปกติ ร่างกายจะได้ทำางานได้เต็มที่ ซึ่งโดยธรรมชาติร่างกายมนุษย์

เราสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ เพราะฉะนั้น หากอยากมีสุขภาพดี ควรจะใส่ใจดูแล สุขภาพ แม้ว่าจะเป็นปัญหาเล็กน้อยก็ตาม ก็ไม่ควรละเลย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0 - 2168 - 7611 , 087- 082 - 8182 www.painfree4you.com www.facebook.com/PainFree4you

ขอขอบคุณ : ดร.เสถียร สวางโลก (หมอเปน) Doctor of Chiropractic


จบไปอีกครั้งสำาหรับงานสัมมนาเพื่อให้ข้อมูลความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพ Hotline สายสุขภาพสัญจร ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ เดอะคอนเน็คชั่น เซ็นเตอร์ MRT ลาดพร้าว

ครั้งนี้เราเอาใจคนรักสุขภาพ ที่มีปัญหาปวดข้อปวดกระดูก ในหัวข้อ

“บอกลาปัญหาข้อเสื่อม และกระดูกเสื่อม”

ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งจาก ผู้ชมรายการ Hotline สายสุขภาพ, Fanpage Facebook และสมาชิกนิตยสาร Health Channel Magazine ที่อยู่ร่วม กับเรามาอย่างเหนียวแน่น รวมไปถึง ผู้ที่เคยมาร่วมงานสัมมนาในครั้งที่แล้ว ที่ได้ชวนเพื่อนๆ มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย ในช่วงต้นของงานเราได้รับเกียรติจาก นพ.วิทูร วิโรจน์สกุลชัย แพทย์สูตินรีเวช และเวชศาสตร์ซ่อมแซมฟื้นสภาพ (Regenerative Medicine) และ นพ.เอกรัตน์ วิโรจน์สกุลชัย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ โรงพยาบาลสหวิทยาการมะลิ ที่มาร่วม พูดคุยและอธิบายถึงความสำาคัญของ กระดูกและข้อ และวิธีการประเมิน ความรุนแรงของอาการปวดข้อและกระดูก 10

Health Channel June

2017

ตามหลักของ Kellgren-Lawrence ว่า แพทย์จะต้องทำาการรักษาด้วยวิธีใดต่อไป รวมไปถึงอธิบายวิธีการรักษาที่เรียกว่า Platelet rich plasma (PRP) ซึ่งเป็นวิธีการ เร่งกระบวนการซ่อมแซมของร่างกาย ตามธรรมชาติ โดยการฉีดเกล็ดเลือดเข้าไป เพื่อให้ข้อเข่ามีการซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้อธิบายถึงการดูแลตนเอง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำากายบริหารเพื่อกระตุ้น การทำางานของร่างกาย ทำาให้ อาการปวดต่างๆ ไม่เกิดขึ้นจนกลายเป็น ปัญหาเรื้อรัง นอกจากนี้ยังมี แพทย์จีน กวงเมี๋ยว แซ่เฉิน มาให้ความรู้เกี่ยวกับ การรักษาแบบแพทย์แผนจีน ซึ่งทาง โรงพยาบาลสหวิทยาการมะลิได้นำามา ผสมผสานกันกับแพทย์แผนปัจจุบัน ช่วยให้ผู้ป่วยมีสมดุลร่างกายที่ดีขึ้น จนสามารถลดอาการปวดลง และทำาให้ ใช้เวลาในการรักษาน้อยลง โดยมีการสาธิต

การรักษาแบบแพทย์แผนจีนด้วยการฝังเข็ม คุณหมออธิบายให้ฟังว่าวิธีการรักษาแบบ การฝังเข็มนั้นเป็นวิชาพื้นฐานของแพทย์แผนจีน ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ และ ไม่มีผลข้างเคียงแม้คนไข้จะมีอายุมากก็ตาม เมื่อเทียบกับการรับประทานยาแผนปัจจุบัน ในปริมาณมาก ที่อาจทำาให้ระบบการทำางาน ของไตค่อยๆ เสื่อมลง รวมถึงการผ่าตัด ที่อาจทำาให้ร่างกายของผู้ป่วย (โดยเฉพาะผู้สูงอายุ) ฟื้นฟูได้ยากขึ้น การฝังเข็มจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่ช่วยได้ดี และช่วงสุดท้าย นพ.พร้อมพงศ์ โยธาราษฏร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ การใช้ Stem Cell หรือเซลล์บำาบัด ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้ในการรักษา โรคข้อเข่าเสื่อมในปัจจุบัน ที่แตกต่างไปจาก วิธีการรักษาแบบ PRP คือ ในผู้สูงอายุ เช่น อายุเกิน 60 ปี เซลล์ต่างๆ อาจจะ


มีประสิทธิภาพลดลงตามอายุ จึงอาจจะ เปลี่ยนมาใช้ Stem Cell แทน และไฮไลท์ของงานที่ได้รับความสนใจ เป็นอย่างมากในทุกๆครั้ง ก็คือ การตรวจเช็คสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากทีมแพทย์ และพยาบาล โรงพยาบาลสหวิทยาการมะลิ มาทำาการตรวจสุขภาพให้แก่ ผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน..ฟรี! ไม่ว่าจะเป็น การตรวจวัดความดัน, วัดระดับน้ำาตาล ในเลือด และการตรวจองค์ประกอบของ ร่างกาย หรือ Body Composition ซึ่งทำาให้สามารถรู้ค่า BMI ของร่างกาย ความหนาแน่นของมวลกระดูก รวมไปถึง ไขมันที่สะสมภายในร่างกายของเราได้อีกด้วย และแน่นอนว่า งานสัมมนาในครั้งนี้จะจบลง อย่างสวยงามไม่ได้ หากขาดผู้สนับสนุนอย่าง

นิตยสาร Health Channel, รายการ Hotline สายสุขภาพ, บริษัทซิมเมอร์ ไบโอเมด (ประเทศไทย) จำากัด และโรงพยาบาล สหวิทยาการมะลิ ที่ทำาให้ผู้เข้าร่วมงาน

ได้ตรวจเช็คสุขภาพและยังได้ความรู้ใหม่ๆ กัน แบบเต็มเปียม...

สนับสนุนโดย

ใครพลาดงานในครั้งนี้ บอกได้คำาเดียวว่า “เสียดายแทน” แล้วพบกัน อีกครั้งกับงาน Hotline สายสุขภาพสัญจร ครั้งที่ 4 เร็วๆ นี้

Health Channel June

2017

11


รอบรู้สุขภาพ กับกรมอนามัย

เรื่อง : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ขยันขยับ

(เพิ่ม) กิจกรรมทางกาย

สิ่งที่ (ใครๆ ก็) รู้...การขยับเคลื่อนไหวร่างกาย หรือการมีกิจกรรมทางกาย ในชีวิตประจำาวัน มีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ ทำาให้ร่างกายแข็งแรง กระฉับกระเฉง ช่วยควบคุมน้ำาหนัก สร้างเสริมบุคลิกภาพที่ดี จิตใจแจ่มใส และอื่นๆ อีกมากมาย จริงๆ แล้ว...อะไรหรือกิจกรรมแบบไหน คือกิจกรรมทางกายกันแน่?

ระดับปานกลาง เช่น ขัดพื้น, ทำาสวน, เดินเร็ว, เดินขึ้นบันได, วิ่งเหยาะๆ, กิจกรรมทางกาย คือ การขยับ ปันจักรยาน, เต้นแอโรบิค และการเคลื่อนไหวร่างกายทุกรูปแบบ ระดับหนัก เช่น กระโดดเชือก, วิ่งเร็ว, ที่มีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น โดยมีระดับ เล่นกีฬา เช่น ฟุตบอล, บาสเกตบอล, เทนนิส ที่แตกต่างกัน ได้แก่ หรือว่ายน้ำา ซึ่งการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ ระดับเบา เช่น การซักผ้า, รีดผ้า, และมีความเหมาะสม ก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพ กวาดพื้น, ปรุงอาหาร, ถูพื้น, รดน้ำาต้นไม้, ล้างรถ และยังทำาให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรงอีกด้วย

แต่ละวัยควรมีกิจกรรมทางกายเท่าไร?

ในแต่ละช่วงวัยควรมีกิจกรรม ทางกายที่เหมาะสมแตกต่างกันออกไป ดังนี้ • ในเด็กปฐมวัย อายุ 0 - 5 ปี ควรเน้นให้มีการเคลื่อนไหวแบบพื้นฐาน หรือการเล่นที่หลากหลาย ควรสะสม อย่างน้อย 180 นาทีต่อวัน

• เด็กและวัยรุ่น อายุ 6 - 17 ปี

ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง ไปจนถึงระดับถึงหนัก ควรสะสมอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน • ผู้ใหญ่ อายุ 18 - 59 ปี ควรมีกิจกรรมทางกายที่เน้นในด้าน ระบบการไหลเวียน ดังนี้ กิจกรรมพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต และระบบหายใจ ด้วยกิจกรรมทั้งระดับหนัก และปานกลาง ที่สามารถผสมผสานกันได้ แบ่งสะสมเป็นช่วงอย่างน้อยครั้งละ 10 นาที มีด้วยกัน 2 แบบ คือ 12

Health Channel June

2017


แบบที่ 1 กิจกรรมทางกายระดับ ปานกลาง อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ แบบที่ 2 กิจกรรมทางกาย ระดับหนัก อย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อ หรือ กิจกรรมพัฒนาความแข็งแรง ความอดทน ของกล้ามเนื้อ อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ควรเน้นที่กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น ขา, สะโพก, หลัง, ท้อง, หน้าอก, ไหล่, ต้นแขน เป็นต้น และควรที่จะทำาซ้ำา 8 - 12 ครั้ง ในแต่ละ กล้ามเนื้อ และที่สำาคัญควรเพิ่มน้ำาหนัก หากเริ่มรู้สึกว่าน้ำาหนักที่ยกเริ่มเบาไป กิจกรรมเพิ่มความอ่อนตัว ของข้อต่อ และกล้ามเนื้อ ควรทำา อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เช่น ยืดเหยียด และโยคะ • ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรมีกิจกรรมทางกายเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่เพิ่มกิจกรรมพัฒนาสมดุลการทรงตัว และป้องกันการหกล้ม อย่างน้อย 3 วัน ต่อสัปดาห์ รวมถึงกิจกรรมพัฒนาสมอง, ความจำา และอารมณ์ ที่สำาคัญควรทำา ร่วมกับเพื่อน หรือชมรมในพื้นที่ชุมชน แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คืออะไร?

1 ใน 3 ของประชาชนทั่วโลก รวมถึงคนไทย ยังมีกิจกรรมทางกาย ที่ไม่เพียงพอ จนเป็นสาเหตุทำาให้ เสียชีวิตเป็นอันดับ 4 จากการเจ็บป่วย ด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและ หลอดเลือด, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง เป็นต้น เนื่องด้วยหลายเหตุผล ในการไม่มีกิจกรรมทางกาย เช่น ไม่มีเวลา, ไม่มีสถานที่, ไม่มีแรงจูงใจ, ไม่มีความรู้ ที่เพียงพอ เป็นต้น

อันที่จริงแล้ว การเพิ่มกิจกรรมทางกายนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก

สามารถทำาได้ทุกที่ ทุกเวลา หากทุกคนลองปรับการใช้ชีวิตประจำาวัน ดังนี้ - หาโอกาสเพิ่มการเดิน ในชีวิตประจำาวัน, เลือกการเดินทางด้วยการ โดยสารรถไฟฟ้า, รถประจำาทาง หรือ ปันจักรยาน แทนการขับรถ - หางานอดิเรกที่ต้องใช้การ ขยับกาย เช่น ทำาสวน, รดน้ำาต้นไม้, หรือ ทำาความสะอาดบ้าน - ควรเลือกขึ้นลงบันได แทนการใช้ลิฟต์ - หาเวลาออกไปเดินเล่น นอกบ้านบ้าง เช่น สวนสาธารณะ, ห้างสรรพสินค้า หรือออกกำาลังกาย

- ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง หรือ การนั่งติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ไม่ให้เกิน 1 - 2 ชั่วโมงติดต่อกัน ด้วยการ ลุกขึ้นขยับกาย หรือเดินไปมา 2 - 3 นาที ก่อนจะกลับมานั่งต่อไป มีกิจกรรมทางกายให้ปลอดภัย

คือ การมีกิจกรรมทางกาย โดยทั่วไป มีความปลอดภัยสูง แต่หาก ต้องการมีกิจกรรมทางกายระดับหนัก ให้เริ่มต้นจากเบาไปหนัก เริ่มจากช้าไปเร็ว จนรู้สึกเหนื่อยมากตามลำาดับ สำาหรับผู้ที่ ไม่เคยมีกิจกรรมทางกาย ระดับปานกลาง ถึงหนักอย่างต่อเนื่องมาก่อน ควรเริ่มต้น จากการมีกิจกรรมทางกายในกิจวัตรประจำาวัน และมีการอบอุ่นร่างกาย เพื่อยืดเหยียด (warm up) และคลายอุ่น (cool down) ก่อนและหลังการมีกิจกรรมทางกายระดับ ปานกลางและระดับหนัก รวมถึงทำาการ ประเมินความพร้อมร่างกายของตนเองก่อน มีกิจกรรมทางกาย ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น โรคหัวใจ, หอบหืด, ความดันโลหิตสูง หรือ อาการที่อาจเกิดขึ้นขณะมีกิจกรรมทางกาย เช่น แน่นหน้าอก, หายใจไม่ออก, วิงเวียน, กล้ามเนื้ออักเสบ, ปวดตามกระดูกและข้อต่อ ด้วยการปรึกษาแพทย์ก่อน

เพียงเท่านี้ เราก็สามารถมี กิจกรรมทางกายในชีวิตประจำาวัน เพื่อ สุขภาพร่างกายและจิตใจที่สดใสแข็งแรง มาขยับกันเถอะ!

Health Channel June

2017

13


Wellness Talk by Absoluth Health รับมือภยันตรายจาก

เรื่อง : นพ.ศิต เธียรฐิติ

สารพิษรอบตัว?

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราทุกวันนี้เต็มไปด้วยสารพิษและสารเคมีต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีตมหาศาล ซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม ทำาให้ มีโรงงานอุตสาหกรรมผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด พร้อมๆ กับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่าง มากมาย จึงเกิดการสูญเสียความสมดุลทางธรรมชาติ

ด้วยเหตุต่างๆ เหล่านี้ ทำาให้ แหล่งอาหารของมนุษย์เราในปัจจุบัน จึงไม่ได้มีแต่สารอาหารอย่างเดียว แต่มีการ ปนเปื้อนของสารพิษต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สารโลหะหนัก ปรอท สารหนู ที่ตกค้างสะสมอยู่ในเนื้อปลาและอาหารทะเล รวมถึงผักผลไม้ที่เคลือบด้วยยาฆ่าแมลง นอกจากนี้ในชีวิตประจำาวันยังมีโอกาสเสี่ยง เจอกับสารพิษอีกมาก เช่น ควันพิษจาก ท่อไอเสียรถยนต์ คุณผู้หญิงที่แต่งหน้า ย้อมสีผม ทาสีเล็บกันเป็นประจำา ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ใช้หม้อที่มีส่วนผสมของ สารตะกั่ว รวมทั้งที่อุดฟันสีเงินอะมอลกัม (Amalgam) ในช่องปากที่เริ่มสึกหรอ จนมีไอระเหยจากสารปรอทที่เป็น ส่วนประกอบ นอกจากนี้บรรดาของเล่นเด็ก และเสื้อผ้าเด็กที่มีสีสัน โดยเฉพาะที่มาจาก ประเทศจีน ก็เคยตรวจพบสารพิษกลุ่มเอมีน หรือพบการปนเปื้อนของสารตะกั่ว ที่มีผลต่อ พัฒนาการของเด็ก และก่อให้เกิดความเสี่ยง ของโรคมะเร็งได้ แม้กระทั่งกล่องโฟม ถุงแกงพลาสติกที่เกิดปฏิกิริยากับอาหาร ที่ร้อนๆ ฟังดูน่ากลัว แต่ถามว่าทำาไมเรายัง ไม่เป็นอะไรกัน นั่นเพราะว่า ร่างกายของเรา มีกลไกต้านอนุมูลอิสระ กำาจัดสารพิษเหล่านี้ ได้เองอยู่แล้ว เช่น ในตับและไต แต่ถ้า สารพิษเริ่มเพิ่มขึ้นและเรายังรับอยู่ทุกวัน ประกอบกับร่างกายของเราเสื่อมลงแก่ลง ทุกวัน จนกลไกขับสารพิษไม่ดีเหมือนหนุ่มๆ สาวๆ จึงไม่แปลกเลยที่ตอนนี้สถิติของ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง จึงเพิ่มขึ้นทุกปีและไม่เคยลดลงเลย 14

Health Channel June

2017

จริงๆ แล้วไม่ใช่ร่างกายไม่เป็นไรนะครับ เพียงแต่การทำาลายเซลล์เป็นไปทีละน้อย และ แน่นอนเราคงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่กว่าจะเริ่มรู้สึกตัวว่าไม่แข็งแรง เหนื่อยง่ายขึ้น หรือมีอาการอื่นๆ นั่นแปลว่าร่างกายหรือ เซลล์ของเราคงได้รับผลกระทบอย่างมาก เรียกว่ามากเกินจะทนไหวแล้วครับ วิธีแก้ปัญหาคือ การระมัดระวัง ช่องทางที่สารพิษจะเข้าสู่ร่างกายให้มากที่สุด ปรับสมดุลชีวิต ตามนาิกาชีวิต เพื่อให้กลไก ของร่างกายอยู่ในภาวะสมบูรณ์ที่สุดในแต่ละวัน เช่น หลีกเลี่ยงการนอนดึก เพื่อให้ตับสามารถ ทำางานได้อย่างเต็มที่ ตื่นแต่เช้าเพื่อออกกำาลังกาย ปรับสมดุลฮอร์โมน และเป็นการขับสารพิษ ที่ออกมาพร้อมกับเหงื่อด้วย หมั่นรับประทาน อาหารที่มีกากใยไฟเบอร์สูงๆ ดื่มน้ำาให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้เกิดอาการท้องผูก และทำาให้ร่างกาย ไม่สามารถดูดสารพิษจากอุจจาระเข้าสู่ ร่างกายได้ ทั้งผักและผลไม้ก็ควรล้าง ให้สะอาดก่อนนำาไปรับประทาน สำาหรับคนที่ไม่เคยใส่ใจดูแลสุขภาพ ตัวเองเลย หรือคนที่เคยได้รับสารพิษมาอย่าง มากมายแล้ว จำาเป็นต้องช่วยกระตุ้นให้ร่างกาย มีการขับพิษได้ดีขึ้น โดยเริ่มจากการตรวจคัดกรอง สารพิษในร่างกาย และวางแผนการรักษา ดังนี้ 1. การให้สารน้ำาและวิตามิน เพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการขับพิษของตับ เป็นเทคนิคที่ใช้วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ เกลือแร่ และกรดอะมิโน เข้าไปช่วยกลไกของ

การขับพิษในตับให้ทำางานได้ดี และ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 2. การทำาคีเลชั่นบำาบัด ในรายที่ตรวจพบสารพิษ สารโลหะหนัก สะสมในร่างกาย เทคนิคการรักษานี้ จะมีประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะ กรดอะมิโนที่อยู่ในคีเลชั่นจะมีคุณสมบัติ พิเศษ ไวต่อการดักจับโลหะหนัก ในร่างกาย แล้วขับพาสารพิษและ โลหะหนัก ออกทางปัสสาวะได้ 3. การสวนล้างลำาไส้ หรือ Colonic Hydrotherapy ช่วยล้าง เมือกเหนียวที่ตกค้างในลำาไส้ได้ ช่วย ทำาความสะอาดลำาไส้ใหญ่ กำาจัดคราบ ตะกรันของเศษอาหารและของเสีย ที่หมักหมมในลำาไส้ใหญ่ รวมถึงชำาระล้าง แบคทีเรียที่เป็นโทษต่อร่างกายและ สารพิษต่างๆ ช่วยกำาจัดพิษออกจาก ร่างกาย ส่งเสริมการรักษาโรคเรื้อรังต่างๆ อาทิ โรคภูมิแพ้ โรคภูมิคุ้มกัน ทำาลายตนเอง โรคมะเร็ง โรคเกาต์ โรครูมาตอยด์ ฯลฯ 4. การรับประทานวิตามิน และอาหารเสริม เพราะอาหารที่เรา รับประทานในแต่ละมื้ออาจเป็นต้นตอ ของสารพิษ ดังนั้นการใช้อาหารเสริม ก็เป็นตัวช่วยหนึ่ง ควรเน้นเป็นกลุ่ม สารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อจะได้ปกป้อง เซลล์จากสารพิษได้ด้วย เช่น Astaxantine, Co enzyme Q10, Vitamin c, Chlorophyll เป็นต้น เพราะสารพิษมีอยู่รอบตัว รีบตรวจหา รีบรักษา อย่ารอจนสายเกินแก้..

รับปรึกษาปัญหาสุขภาพ ฟรี ศูนย์การแพทย์บูรณาการ แอ็บโซลูท เฮลธ์ สอบถามข้อมูล โทร.

0-2651-5988, 09-2646-4464 ตัดคูปองเพื่อรับคำาปรึกษาฟรี


Health Channel 20172017 Health ChannelAprilJune

11 15


Cover Story

เรื่อง : กองบรรณาธิการ

“ต้อกระจก” ภัยร้าย

กับเทคโนโลยีใหม่ในการรักษา

หลายคนคงจินตนาการไม่ออกว่า หากวันหนึ่งโลกที่คุณกำ�ลังมองเห็นอยู ่ อย่างชัดเจนนี้จะค่อยๆ เลือนรางและ ดับมืดลงไป ด้วยโรคที่มักเกิดพร้อมๆ กับ ความเสื่อมของร่างกายที่เพิ่มขึ้นไปตามวัย อย่าง “โรคต้อกระจก”

ขณะเดียวกันคงมีคนจำ�นวนไม่น้อย ที่มองว่านวัตกรรมในการรักษาโรคต่างๆ รวมถึงโรคต้อกระจก ของเมืองไทยเรา ยังไม่ก้าวไกลเทียบเท่าต่างชาติ จึงทำ�ให้ เกิดกังวลเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ กลัวว่า เป็นแล้วจะไม่มีทางรักษาหรือรักษาไม่หาย นั่นเอง...แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะ ตอนนี้คงพูดได้อย่างเต็มปากแล้วว่า เราเป็นหนึ่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีการนำ�เทคโนโลยีล่าสุดในการรักษา ต้อกระจกอย่างแม่นยำ�และปลอดภัย มาใช้แล้ว 16

Health Channel

June 2017

รู้จักกับ “โรคต้อกระจก”

ต้อกระจกเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับเลนส์ แก้วตา ซึ่งจะทำ�ให้เลนส์แก้วตาเกิดความขุ่น จนแสงไม่สามารถทะลุผ่านไปยังจอประสาทตา ได้อย่างเต็มที่ โดยในระยะแรกผู้ป่วยจะ ไม่มีอาการที่ส่งสัญญาณบอกอย่างเด่นชัด คือ อาจจะมีการมองเห็นที่ไม่ชัดเจนไปบ้าง แต่ไม่มีอาการเจ็บปวด ซึ่งเมื่อเป็นมากขึ้น ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการตามัวมากขึ้น จนคล้ายกับมีหมอกมาบัง โดยเฉพาะ เมื่อเจอแสงสว่างหรือแสงแดดก็จะรู้สึกมัว มากยิ่งขึ้น บางรายอาจพบว่าค่าสายตา มีการเปลี่ยนแปลง และหากอาการตามัว


เป็นมากขึ้นก็จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำ�วัน และการทำ�งาน ซึ่งอาจนำ�ไปสู่ภาวะการ สูญเสียการมองเห็นได้ ซึ่งกรณีนี้หากเกิดขึ้น กับผู้สูงอายุ จะยิ่งบั่นทอนคุณภาพชีวิต และสร้างความลำ�บากให้กับการ ใช้ชีวิตประจำ�วันเป็นอย่างมาก รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ จักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านต้อหิน ต้อกระจก และ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรม เพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า “โรคต้อกระจก” เป็นโรคที่พบได้บ่อย ในผู้สูงอายุโดยอาจเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ประมาณ 95% มีสาเหตุมาจาก ความเสื่อมตามอายุ ส่วนสาเหตุอื่นๆ เช่น การเกิดอุบัติเหตุของดวงตา, การได้รับ สารเคมี, การหยอดตาหรือทานยาบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งพบได้ ประมาณ 3 – 4% และสุดท้ายคือ ต้อกระจกแต่กำ�เนิดซึ่งพบได้ในเด็กแรกเกิด ประมาณ 1 – 2% การรักษาต้อกระจกในปัจจุบัน

การรักษาต้อกระจกในปัจจุบัน สามารถแบ่งได้เป็น 2 วิธีหลักๆ คือ การรักษาโดยไม่ใช้การผ่าตัด และการรักษา แบบใช้การผ่าตัด 1. รักษาต้อกระจกแบบไม่ใช้การผ่าตัด

วิธีนี้ใช้ในกรณีที่ต้อกระจกยังเป็น ไม่มาก โดยอาจใช้การสวมแว่นตา ใช้ยา หยอดตาเพื่อช่วยชะลอหรือลดความขุ่น ของต้อกระจก ซึ่งอาจได้ผลไม่แน่นอน

ส่วนการรักษาโรคต้อกระจกแต่กำ�เนิด อาจใช้การขยายม่านตาเพื่อให้รับแสง เข้าดวงตามากยิ่งขึ้นได้ 2. รักษาต้อกระจกแบบใช้การผ่าตัด

หลักการของการรักษาต้อกระจก ด้วยวิธีผ่าตัดก็คือ การผ่าตัดเอาต้อกระจกออก แล้วใส่เลนส์เทียมเข้าไปในดวงตา เพื่อให้ ผู้ป่วยสามารถกลับมามองเห็นได้อย่าง เป็นปกติอีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันมีหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เลเซอร์ช่วยในการผ่าตัด แทนการใช้ใบมีด หรือการใช้คลื่นเสียง ความถี่สูงในการสลายต้อกระจก เป็นต้น รศ.นพ.ปริญญ์ โรจนพงศ์พันธุ์ หัวหน้าฝ่ายจักษุวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลเรื่องเทคโนโลยี การรักษาต้อกระจกว่า ปัจจุบันโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์มีเครื่องมือและอุปกรณ์ ทางการแพทย์ ที่มีเทคโนโลยีในการตรวจ วินิจฉัยและการรักษาต้อกระจกครบวงจร มากถึง 6 ชุด ซึ่งเป็นระบบ CATARACT SUITE & LASER ABERROMETER ซึ่งเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ระบบดิจิตอลและ เครื่องมือวัดเลนส์แก้วตาเทียม ที่ใช้ในขณะ สลายต้อกระจกที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ โดยการทำ�งาน จะประกอบด้วย 1. ชุดเครื่องมือวิเคราะห์วางแผน

ความผิดปกติทางจุดศูนย์กลางของจอรับภาพ และถ่ายภาพเส้นเลือดรอบกระจกตา เพื่อใช้ประกอบระบบดิจิตอล - เครื่องวิเคราะห์ความเอียง ของกระจกตา ใช้ในการวางแผนการเลือก ชนิดของเลนส์แก้วตาเทียมเพื่อแก้ปัญหา สายตาเอียง และวัดกำ�ลังของกระจกตา ในการคำ�นวณค่าเลนส์ - Reference Unit สำ�หรับ ถ่ายภาพดวงตาผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด พร้อมทำ�การวัดข้อมูลทีจ่ �ำ เป็นสำ�หรับการผ่าตัด เช่น ค่าความโค้งกระจกตา รูม่านตา แกนการมองเห็นของดวงตา แล้วนำ�ค่าที่ได้ มาวิเคราะห์พร้อมวางแผนการผ่าตัด ที่เฉพาะเจาะจงสำ�หรับผู้ป่วยแต่ละราย - Digital Marker เครื่องกำ�หนด ตำ�แหน่งการใส่เลนส์เทียมระบบดิจิตอล ข้อมูลผู้ป่วยแต่ละรายจาก Reference Unit จะถูกส่งผ่านมายังเครื่อง Digital Marker ซึ่งอยู่ในห้องผ่าตัด ขณะผ่าตัด เครื่องจะสร้างภาพด้วยระบบดิจิตอล เพื่อให้แพทย์ทราบตำ�แหน่งที่จะผ่าตัด กำ�หนดขนาดถุงหุ้มเลนส์ที่ต้องการเปิด กำ�หนดตำ�แหน่งและแกนของเลนส์เทียม ที่ใส่ทดแทนได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ� 2. เครื่องเลเซอร์ต้อกระจก (Femtosecond Laser) เป็นการช่วยเสริม ในบางขั้นตอนของการผ่าตัดต้อกระจกตาม วิธีมาตรฐานที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง ในการสลายเลนส์ตาที่ขุ่นมัวและดูดออก ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับข้อมูลที่ได้จาก Reference Unit 3. เครื่องสลายต้อกระจกด้วย คลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification machine) หลังจากทำ�การเปิดแผลขนาดเล็ก

ที่กระจกตา ขนาดประมาณ 2 - 3 มิลลิเมตร เปิดถุงหุ้มเลนส์และแบ่งเลนส์แล้ว แพทย์จะใช้ เครื่องสลายต้อกระจกด้วยคลื่นความถี่สูง โดยสอดหัวสลายและดูดต้อกระจกผ่านแผล ที่กระจกตา เพื่อส่งผ่านคลื่นเสียงความถี่สูง ที่ทำ�ให้เลนส์สลายตัวออกจากกันแล้ว ทำ�การดูดออกจากถุงหุ้มเลนส์จนหมด หลังจากนั้นจึงใส่เลนส์เทียมเข้าทดแทน

ก่อนผ่าตัด และกำ�หนดตำ�แหน่งการใส่ เลนส์เทียมระบบดิจิตอล ประกอบด้วย

- เครื่องวัดเลนส์แก้วตาเทียม ที่เป็นรุ่นที่มีเลเซอร์ประกอบ สามารถ วัดสัดส่วนดวงตาได้แม่นยำ� และตรวจเช็ค Health Channel

June 2017

17


ซึ่งปัจจัยสำ�คัญในขั้นตอนนี้คือการควบคุม สภาวะต่างๆ ภายในลูกตาให้คงที่ ทั้งความดัน ในลูกตา พลังงานที่ใช้ อุณหภูมิในลูกตา เพื่อให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่นและ ปลอดภัย 4. เครื่องตรวจวัดค่าสายตา ระหว่างผ่าตัดแบบ Real-time (laser Aberrometer) เป็นเครื่องที่ใช้ในการตรวจวัด ค่าสายตาระหว่างผ่าตัด สามารถวัดได้ ทั้งก่อนใส่เลนส์เทียม ระหว่างการใส่เลนส์เทียม ให้ตรงกับตำ�แหน่งที่ต้องการ และเมื่อใส่ เลนส์เทียมในตำ�แหน่งที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว เครื่องนี้จะแนะนำ�และยืนยันตำ�แหน่งของ การใส่เลนส์เทียม องศาของเลนส์ และ กำ�ลังของเลนส์เทียมที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ ค่าสายตาตามที่วางแผนไว้ ซึ่งการใช้เครื่อง ในการตรวจวัดค่าสายตาระหว่างผ่าตัดแบบ Real-time ร่วมกับชุดเครื่องมือวิเคราะห์ วางแผนก่อนผ่าตัดและกำ�หนดตำ�แหน่ง การใส่เลนส์เทียมระบบดิจิตอล ถือเป็นการ ตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำ�ของการ เลือกใช้เลนส์เทียมและการวางตำ�แหน่ง เลนส์เทียม เพื่อให้ผลของการผ่าตัดออกมา ได้ตามที่ต้องการอย่างดีที่สุด ด้าน รศ.(พิเศษ) นพ.ภาคภูมิ คัมภีร์พันธุ์ อาจารย์ประจำ�ภาควิชาจักษุวิทยา และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหาร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึง การทำ�งานของเครื่องสลายต้อกระจกด้วย เลเซอร์ (Femtosecond Laser Cataract Surgery Machine) ที่โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ นำ�มาใช้ว่า “เครื่องสลาย ต้อกระจกด้วยเลเซอร์ เป็นเครื่องมือที่ช่วย ในการรักษาต้อกระจก โดยใช้ร่วมกับ การผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียง ความถี่สูงแบบมาตรฐาน (Phacoemulsifi- cation) มีคุณสมบัติที่สำ�คัญคือสามารถ ฉายแสงเลเซอร์ลงไปบนกระจกตา ตามตำ�แหน่งที่กำ�หนดไว้ล่วงหน้า

18

Health Channel

June 2017

ได้อย่างแม่นยำ� โดยเลเซอร์จะตัดถุงเยื่อหุ้ม เลนส์ตาด้านหน้า และตัดเนื้อเลนส์ตา เป็นชิ้นที่เล็กไว้ล่วงหน้าเพื่อลดพลังงาน ที่จะใช้จากเครื่องผ่าตัดสลายต้อกระจก ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงแบบมาตรฐาน และยังสามารถใช้เลเซอร์ตัดกระจกตา แทนการใช้ใบมีด เพื่อช่วยเปิดแผล ทั้งในบริเวณที่จะใช้เครื่องมือสลาย ต้อกระจกด้วยคลื่นความถี่สูงใส่เข้าไป หรือยิงเลเซอร์ลงบนผิวกระจกตา ในกรณีท ี่ ต้องการให้เลเซอร์ปรับลดค่าสายตาเอียง ที่อาจเหลืออยู่บนผิวกระจกตาปรับโดย ตำ�แหน่งตามที่คำ�นวณไว้ ซึ่งจะช่วยให้ การรักษามีความแม่นยำ� มีประสิทธิภาพ และครบวงจรมากยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยลด อาการแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด เช่น ลดพลังงานที่ใช้ในการสลายต้อกระจก แผลผ่าตัดฟื้นตัวได้เร็ว ทำ�ให้ผู้ป่วยสามารถ กลับมามองเห็นได้เร็วขึ้น” นอกจากเทคโนโลยีการรักษา ต้อกระจกที่มีประสิทธิภาพแล้ว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ยังได้พัฒนา ศูนย์เลเซอร์สายตาจุฬาฯ ให้เป็นศูนย์รวม การดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาสายตาผิดปกติ โดยให้บริการเพื่อแก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติ ชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สายตาสั้น, สายตายาว, สายตาเอียง, สายตายาวตามอายุ, โรคกระจกตาโก่ง รวมทั้งเป็นศูนย์วิเคราะห์ และให้การรักษาปัญหาตาแห้งทุกชนิด โดย ศูนย์เลเซอร์สายตาจุฬาฯ ใช้อุปกรณ์ในการ ตรวจวิเคราะห์ และใช้เลเซอร์ในการรักษา ที่มีคุณสมบัติเฉพาะและมีความแม่นยำ�สูง ในการผ่าตัดแก้ไขปัญหาโรคความผิดปกติ

ทางสายตาทั่วไปและโรคที่ซับซ้อน และในกรณีผู้ป่วยที่มีสายตาผิดปกติแต่ ยังไม่เหมาะสมจะทำ�การสลายต้อกระจก หรือกรณีที่ได้ทำ�ผ่าตัดต้อกระจกไปแล้ว แต่ยังมีปัญหาสายตาสั้น ยาว เอียง หรือ สายตายาวตามอายุหลงเหลืออยู่ ทางศูนย์เลเซอร์สายตาจุฬาฯ ก็สามารถ ช่วยแก้ไขให้ดีขึ้นได้

แม้จะมีเทคโนโลยีที่ช่วยทำ�ให้ ผู้ป่วยโรคต้อกระจกมีความปลอดภัย ในการรักษามากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากเรา ตรวจพบได้เร็ว จะสามารถรักษา ให้หายได้อย่างทันท่วงที และไม่เสี่ยง ต่อการสูญเสียการมองเห็น ส่งผลให้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้น การดูแลเอาใจใส่สุขภาพดวงตา โดยเฉพาะ ในผู้สูงอายุจึงถือเป็นสิ่งสำ�คัญที่เรา ควรตระหนัก เริ่มต้นง่ายๆ คือ การพาท่าน ไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพดวงตา อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่ มีโรคประจำ�ตัว เช่น เบาหวาน หรือคนทั่วไป ที่อายุ 45 ปีขึ้นไป ก็ควรพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพดวงตาอย่างน้อย ปีละหนึ่งครั้งเช่นเดียวกัน


ห ู- คอ - จมูก

เรื่อง : ผศ.พญ.จรินรัตน์ สิริรัฐวรรณ หัวหน้าภาควิชา โสต ศอ นาสิกวิทยา ศูนยการแพทยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

“เวียนศีรษะ บ้านหมุน” เกี่ยวกับ “หู” อย่างไร

ในตอนเช้าที่ลุกจากที่นอน คุณเคยมีอาการเวียนศีรษะจนต้องล้มตัวลงนอน อีกครั้งไหม? สำาหรับใครที่กำาลังมีอาการเช่นนี้อยู่ ต้องระวัง “โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนหลุด หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โรคเวียนศีรษะเมื่อเปลี่ยนท่าทาง”

โรคหินปูนในหูชั้นในหลุด จะเกิดขึ้น ที่บริเวณหูชั้นใน ซึ่งหูชั้นในแต่ละข้าง จะมีกระดูกรูปก้นหอย (Cochlea) ทำาหน้าที่ รับเสียง และกระดูกหูรูปห่วงครึ่งวงกลมอยู่ ข้างละ 3 ชิ้น (Semicircular canal) ทำาหน้าที่ควบคุมการทรงตัว ภายในกระดูกหู ชั้นใน และมีชิ้นตะกอนหินปูนเล็กๆ เกาะอยู่ (Otoconia) ใต้ตะกอนจะมีเซลล์ขนเล็กๆ ทำาหน้าที่รับกระแสสัญญาณ หากหินปูน เคลื่อนหลุดจากที่เกาะ มักจะลอยอยู่ในท่อ ทำาให้การรับรู้ การเคลื่อนที่ของศีรษะผิดไป ดวงตาของคนไข้จะกระตุก ภาพสิ่งของ รอบๆ ตัวจะหมุนทันที โรคหินปูนในหูชั้นในหลุด เป็นโรค ที่เกิดขึ้นได้บ่อยที่สุดในคนไข้ที่มีอาการ เวียนศีรษะ ซึ่งจะพบในเพศหญิงมากกว่า เพศชาย และมักพบในผู้ใหญ่ที่มีอายุประมาณ 30 - 70 ปี โดยอาการเวียนศีรษะจะเกิด ในทันทีที่เปลี่ยนท่าทาง มักจะเกิดตอน ล้มตัวลงนอน หรือผงกศีรษะตอนลุกจาก ที่นอน บางรายพลิกตัวเปลี่ยนท่าจะมีอาการ

เวียนศีรษะทุกครั้ง มีอาการบ้านหมุน สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราหมุน หากหลับตานิ่งๆ สักครู่ จะหายหมุน แต่อาจมีอาการมึนงงอยู่ต่อ สักประมาณ 10 - 30 นาที ซึ่งสาเหตุของการ เกิดโรคนี้อาจเกิดขึ้นจากการได้รับการ กระทบกระเทือน หรือบาดเจ็บที่บริเวณศีรษะ, หูชั้นในอักเสบ ติดเชื้อ, โรคน้ำาในหูไม่เท่ากัน หรือเกิดขึ้นเองตามวัย เป็นต้น วิธีการวินิจฉัยอาการมี 2 ขั้นตอนคือ 1. แพทย์หูคอจมูก จะทำาการ ซักประวัติ อาการแสดง ระยะเวลาที่เกิดอาการ ลักษณะท่าทางที่ทำาให้เกิดโรค 2. การตรวจร่างกายทางหูคอจมูก อย่างละเอียด ตรวจระบบการทรงตัว การ ทำางานของระบบประสาท ตรวจอาการ เวียนศีรษะที่เกิดจากการเปลี่ยนท่าทาง รวมทั้ง การตรวจพิเศษอื่นๆ หากสงสัยว่ามีโรคร่วมอื่นๆ เช่น การตรวจการได้ยิน การตรวจเอ็กซเรย์ คอมพิวเตอร์ (CT Scan), การตรวจ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นต้น หลังจากทำาการตรวจวินิจฉัย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการรักษา ซึ่งการรักษาโรคหินปูนในหูชั้นในหลุดนั้นมี 3 วิธี คือ 1. รับประทานยา ระงับอาการ เวียนศีรษะ แก้อาเจียน ให้น้ำาเกลือแร่ เฉพาะในรายที่จำาเป็นเท่านั้น 2. แพทย์อาจจะทำาการหมุนเพื่อให้ หินปูนกลับเข้าที่ หรืออาจใส่ปลอกหุ้มคอ ชนิดอ่อนเพื่อป้องกันการก้มเงยศีรษะ

หรือให้ผู้ป่วยกลับไปทำากายภาพเองที่บ้าน (physical therapy) 3. การผ่าตัด โดยปกติโรคนี้ จะเกิดขึ้นซ้ำาๆ แต่เป็นโรคที่สามารถควบคุม อาการได้ แพทย์จะให้การรักษา โดยการทำา กายภาพบำาบัดเป็นหลัก บางรายมีการให้ รับประทานยาร่วมด้วย แต่หากไม่ตอบสนอง ต่อการรักษาหรือมีอาการรุนแรงมาก แพทย์ อาจพิจารณาทำาการผ่าตัดเพื่อทำาให้อาการ เวียนศีรษะหายไป หรือลดน้อยลง

อย่างไรก็ตามแพทย์มักจะแนะนำา การดูแลตนเองด้วยวิธีง่ายๆ คือ การทำา กายภาพบำาบัดซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายและสามารถ ทำาได้ทุกวัน รวมถึงแนะนำาให้ปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการนอน - การลุกจากที่นอน ว่าให้ระวังการขยับศีรษะ ค่อยๆ ลุก และนั่งพัก สัก 1 - 2 นาที แล้วค่อยลุกขึ้นเดิน แต่ถ้า พบว่าตัวเองมีอาการบ่อยๆ หรือ มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น แขนขาชา อ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อป้องกันการเกิดโรคที่รุนแรงตามมาได้ Health Channel June

2017

19


Special Report

เรื่อง : ไอยลดา วิจักษณ์ประเสริฐ

ตระหนักถึงการป้องกันโรค

กับ “สัปดาห์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโลก”

ปัจจุบันผู้คนเริ่มตระหนักถึงการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรคกันมากขึ้น เห็นได้จากการที่มีกิจกรรมรณรงค์ป้องกันโรคต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย พร้อมทั้งมีการกำาหนด ให้เป็นวันสำาคัญทางสุขภาพวันหนึ่งเลยทีเดียว เช่น วันมะเร็งสากล, วันโรคหัวใจสากล, วันเบาหวานโลก เป็นต้น

แต่ขณะเดียวกัน การรณรงค์และ ป้องกันโรคต่างๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น ดูเหมือนจะเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงวิธีพื้นฐานที่เรา อาจจะหลงลืมกันไปแล้วว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สำาหรับการป้องกันโรคก็คือ ภูมิคุ้มกันของ ร่างกายเราเอง จึงได้มีการกำาหนดวันสำาคัญ ทางสุขภาพขึ้นมาอีกวันหนึ่งคือ “สัปดาห์ สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโลก” ในสัปดาห์สุดท้าย ของเดือนเมษายนของทุกปี ด้วยแนวคิดที่ว่า “เราไม่จำาเป็นต้อง

รักษาโรคเลย หากเรามีภูมิคุ้มกันร่างกาย ที่ดีพอที่จะสามารถจัดการกับสิ่งแปลกปลอม อย่างเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกายของเราได้”

แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถทำาได้

เช่นนั้น จึงได้มีการคิดค้นวัคซีนขึ้นเพื่อใช้ ในการป้องกันโรคต่างๆ ที่อาจคุกคาม ร่างกายเราได้ และถือว่าในปัจจุบัน เราสามารถผลิตวัคซีนป้องกันโรคขึ้นได้ หลายชนิดแล้ว แต่จากสถิติกลับพบว่า ถึงแม้การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีน จะสามารถลดจำานวนผู้เสียชีวิตจากโรคต่างๆ ได้มากถึง 2 - 3 ล้านคน/ปี แต่ก็ยังคงพบว่า เด็กทั่วโลกจำานวนถึง 19.4 ล้านคน ไม่สามารถ เข้าถึงวัคซีนพื้นฐานได้ตามที่ควรได้รับ ซึ่งมีการ คาดการณ์กันว่าหากสามารถสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ด้วยการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นได้ อาจช่วยลดจำานวน ผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นอีกถึง 1.5 ล้านคนเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงได้กำาหนดให้ สัปดาห์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโลก (World Immunization Week) ในปี 2560 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Vaccine Work” เพื่อ เป็นการรณรงค์และส่งเสริมให้หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ตระหนักถึงความสำาคัญ ของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน รวมถึงเป็นเกราะ ในการป้องกันโรค และยังสามารถสร้างการรับรู้ ให้กับประชากรภายในประเทศนั้นๆ ได้ สำาหรับประเทศไทยเอง นำาโดย นายแพทย์มานิต ธีรตันติกานนท์

20

Health Channel June

2017

ประธานมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน และอดีตอธิบดีกรมควบคุมโรค ได้กล่าวถึง สัปดาห์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโลก ในประเทศไทยว่า “สำาหรับประเทศไทยในปีนี้ ทางมูลนิธิได้จับมือกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็ก แห่งประเทศไทย เพื่อสานต่อโครงการจัดหา วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส หรือ โรค IPD เพื่อเด็กกลุ่มเสี่ยง ต่อเนื่อง เป็นปีที่ 2 แล้ว เพื่อเป็นการเน้นโอกาส ในการเข้าถึงให้กับเด็กในกลุ่มเสี่ยง ให้ได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงมากขึ้น” โรค IPD (Invasive Pneumococcal Disease) ถือเป็นโรคติดเชื้อชนิดรุนแรง ที่สาเหตุจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า นิวโมคอคคัส ซึ่งสามารถทำาให้เกิดการ ติดเชื้อในกระแสเลือด, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, ปอดอักเสบรุนแรง จนอาจทำาให้เด็กพิการ หรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก


อายุต่ำ�กว่า 2 ปี ซึ่งในประเทศไทย ยังไม่มีการระบุให้เป็นวัคซีนพื้นฐาน ที่จำ�เป็นต้องฉีดตามตารางวัคซีน ของเด็กเล็ก จึงทำ�ให้เด็กที่อยู่ห่างไกล และยากจนไม่สามารถได้รับวัคซีน ดังกล่าว นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) นายแพทย์ทวี โชติพิทยสุนันท์

นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็ก แห่งประเทศไทยได้กล่าวเสริมอีกว่า “ในฐานะที่สมาคมฯ ถือเป็น หน่วยงานกลางที่ให้ความรู ้ ทางวิชาการ รวมถึงมุ่งเน้นพัฒนา การดูแลรักษา และป้องกันโรคติดเชื้อ ในเด็กมองว่า ตอนนี้ตารางวัคซีน จำ�เป็นของคนไทยนั้นล้าหลังไปมาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

รวมถึงความรู้ที่เราเคยมีมาตั้งแต่ สมัยก่อนมักทำ�ให้เราเข้าใจว่าวัคซีน ต้องใช้ฉีดเฉพาะในเด็กเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะในวัยรุ่น หรือคนสูงอายุเองก็จำ�เป็นต้องได้รับ วัคซีนที่เหมาะสมของแต่ละช่วงวัย เช่นกัน และหากพูดถึงวัคซีนที่เรามี การจัดหาและกระจายไปให้ เด็กๆ ทั่วประเทศที่ทำ�ต่อเนื่อง เป็นปีที่ 2 และสามารถกระจายได้ มากกว่า 17 จังหวัดที่มีกุมารแพทย์ และอยู่ตามหัวเมืองที่ห่างไกล ก็เป็นเหมือนการนำ�ร่องเพื่อให้ ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและ

ตัวประชาชนตระหนักถึงความสำ�คัญ ในการฉีดวัคซีนมากขึ้น” ท้ายที่สุดแล้วประเทศไทยควรไปต่อ อย่างไร? นายแพทย์มานิต ธีรตันติกานนท์ เสนอมุมมองว่า

ประเทศไทยเราอาจต้องหยุดเพื่อ คิดทบทวนว่า สิ่งที่สำ�คัญสำ�หรับ การรักษาโรคที่เราเร่งพัฒนา ในปัจจุบันนั้นจริงๆ แล้วสำ�คัญกว่า การเริ่มป้องกันโรคด้วยการ ได้รับวัคซีนที่เหมาะสมมากกว่า หรือไม่ เพราะส่วนหนึ่งที ่ ตารางวัคซีนของคนในประเทศ กำ�ลังล้าหลังกว่าประเทศอื่นๆ นั้น อาจมาจากการที่ภาครัฐ อาจขาด ความเข้าใจว่า การพัฒนาวัคซีน รวมถึงการแจกจ่ายวัคซีนพื้นฐาน ที่จำ�เป็นให้กับประชาชนนั้น เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเทียบเท่า หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ� กับการ เร่งพัฒนานวัตกรรมในการรักษาโรค ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิต ที่ดีได้ด้วยภูมิคุ้มกันตนเอง โดยไม่จำ�เป็นต้องเสียเงินในการรักษา และเป็นภาระของสังคมต่อไป

อยากให้ทุกคนตระหนักว่า สิ่งที่สำ�คัญที่ทำ�ให้สุขภาพร่างกาย ของคุณแข็งแรงก็คือการมีภูมิคุ้มกัน ร่างกายที่ดี ซึ่งอาจหมายถึงการ ได้รับวัคซีนที่ครบถ้วน และการ หมั่นดูแลสุขภาพของตัวคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำ�ลังกาย การนอนหลับพักผ่อน และ รับประทานอาหารที่ดีร่วมด้วย นั่นเอง Health Channel

June 2017

21


Seniors Club

เรื่อง : กองบรรณาธิการ

5 Tips ง่ายๆ

เมื่อต้องพาผู้สูงอายุไปเที่ยว

แม้ว่าผู้สูงอายุจะเป็นวัยที่มีความคล่องตัวของร่างกายลดลง แต่นั่น ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านจะต้องอยู่เพียงแค่ในบ้าน หรือเข้าวัดเพื่อปฏิบัติธรรมเท่านั้น การพาท่านออกไปผจญภัยตามสถานที่แปลกใหม่ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำาให้สุขภาพ ทางใจของผู้สูงอายุแข็งแรงด้วยเช่นกัน Senior Club ฉบับนี้ขอแนะนำา 5 Tips ง่ายๆ ในการพาผู้สูงอายุเที่ยว 1. วางแผนการท่องเที่ยว ให้แน่นอน และเหมาะสมกับผู้สูงอายุแต่ละท่าน

สิ่งแรกที่เราจำาเป็นต้องคำานึงถึงในการ พาผู้สูงอายุไปเที่ยว นั่นคือการกำาหนดตาราง ในการเดินทางท่องเที่ยวแบบคร่าวๆ ว่าใน แต่ละช่วงเวลาของวันคุณจะพาท่าน ไปเที่ยวที่ไหน หรือแวะพักรับประทานอาหาร ที่ไหนบ้าง เพราะถึงแม้ว่าผู้สูงอายุบางท่าน

22

Health Channel June

2017

จะยังมีหัวใจวัยรุ่นอยู่ แต่ด้วยสภาพร่างกาย ของท่านแล้ว ย่อมไม่สามารถบุกป่าฝ่าดง เดินทางท่องเที่ยวแบบไร้แบบแผนได้แน่ๆ ดังนั้นการวางแผนเดินทางที่แน่นอน นอกจาก จะช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างสะดวกสบายแล้ว ยังทำาให้ผู้ร่วมทริปของคุณไม่หงุดหงิดไปกับ สถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้อีกด้วย นอกจากนี้คุณควรคำานึงถึงปัญหาสุขภาพของ

ผู้สูงอายุแต่ละท่านที่แตกต่างกันออกไป จึงควรวางแผนการเดินทางแบบหลวมๆ เพื่อให้ท่านได้พักผ่อนบ้างในระหว่างการเดินทาง หรือหากผู้สูงอายุบางรายที่ไม่สามารถ กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระนานๆ ได้ ก็ควรเลือกเดินทางด้วยรถส่วนตัว เพื่อให้คุณ สามารถแวะเข้าปั้มน้ำามันได้ทันท่วงที เป็นต้น 2. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรลืมนั่นก็คือ ยาประจำาตัว และยาสามัญประจำาบ้าน ซึ่งควรเตรียมไป ให้เพียงพอหรือเผื่อไว้ โดยแยกเก็บไว้กับตัว ชุดหนึ่ง ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น กระเปา เดินทางล่าช้า จะได้มียาสำารองไว้ทาน ที่สำาคัญอย่าลืมขอใบรับรองแพทย์ที่เป็น ภาษาอังกฤษไปด้วย และไม่ควรแกะฉลาก ออกจากซองยาเพื่อกรณีฉุกเฉินจะได้สามารถ ระบุได้ว่าเป็นยาชนิดใด นอกจากยาแล้ว อุปกรณ์เครื่องมือที่อำานวยความสะดวกให้กับ ผู้สูงอายุก็เป็นสิ่งที่สำาคัญ ไม่ว่าจะเป็น ไม้เท้า, รถเข็น, เก้าอี้พับ, พัดลมมือถือ, ร่ม,


ยาดมยาหม่อง ก็สามารถเป็นอีกหนึ่งตัวช่วย ให้คุณอุ่นใจได้ในระหว่างการเดินทาง 3. ตรวจเช็คสุขภาพให้พร้อม โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำ�ตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด ฯลฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวได้ การไปตรวจเช็คสุขภาพจึงเป็นการให้แพทย์ได้ แนะนำ�วิธีปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากโรคบางชนิด เมื่อขึ้นเครื่องบิน อาจไม่ปลอดภัยนัก จึงจำ�เป็นต้องใช้ออกซิเจน เพื่อช่วยหายใจ นอกจากการตรวจเช็คสุขภาพ แล้ว สิ่งที่จำ�เป็นอีกอย่างคือการฉีดวัคซีนเพื่อ ป้องกันโรคติดต่อบางชนิด เนื่องจาก แต่ละประเทศมีสภาพแวดล้อมและโรคภัย ที่แตกต่างจากบ้านเรา เช่น หากต้องการเดินทาง ไปประเทศแอฟริกา ที่จะต้องฉีดวัคซีน ป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือพื้นที่ที่กำ�ลัง มีการระบาดของเชื้อโรคบางชนิดอยู่ อาจจำ�เป็นต้องไปปรึกษาแพทย์ เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันไว้ก่อน

4. ใส่ใจกับเรื่องความปลอดภัยต่างๆ นอกจากเรื่องสุขภาพที่เราต้องคำ�นึงถึงแล้ว เรื่องความปลอดภัยในการเดินทางก็เป็น อีกหนึ่งสิ่งที่เราควรใส่ใจ โดยเฉพาะการ พลัดหลงระหว่างทาง ไม่ว่าจะในประเทศ หรือต่างแดน ดังนั้นเราควรจดชื่อที่อยู ่ และเบอร์โทรศัพท์เป็นภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษรวมถึงสำ�เนาพาสปอร์ต ให้ผู้สูงอายุพกติดตัวไว้ตลอดเวลาด้วย ในกรณีที่จะพาผู้สูงอายุไปท่องเที่ยว ในต่างแดน การทำ�ประกันการเดินทาง ก็เป็นเรื่องสำ�คัญที่ควรทำ�ทุกครั้ง เพื่อให้ สามารถคุ้มครองในกรณีที่ต้องส่งตัว ผู้ป่วยกลับประเทศ เพราะหากไม่มีประกันภัย การเดินทาง ค่ารักษาพยาบาลในต่างแดน 5. อย่ารีบร้อน และลุยให้เต็มที่ เหล่านี้ อาจสูงจนทำ�ให้เป็นภาระที่หนักอึ้ง นอกจากความกังวลต่างๆ ในช่วงแรกของทริป เลยทีเดียว จะถาโถมเข้ามาบ้างไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ, ความสะดวกในการเดินทาง รวมถึงอาจ มีเหตุการณ์ที่ไม่เข้าใจกันเกิดขึ้นบ้างระหว่างคุณ กับผู้ร่วมทริป แนะนำ�ว่าคุณควรใจเย็น และทำ�ความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ด้วยเหตุผล และขอให้คุณยังคงสนุกกับการทำ�กิจกรรม ทุกกิจกรรมร่วมกันอย่างเต็มที่ เพราะทริปแบบนี ้ และช่วงเวลาเหล่านี้คงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

สุดท้ายแล้วไม่ว่าสิ่งที่เกิดในทริป จะมีทั้งสิ่งที่เป็นไปตามแผนและสิ่งที่ไม่คาดหวัง เกิดขึ้นปะปนกันไปบ้าง ก็ขอทุกท่านสนุก กับการได้พักผ่อนร่วมกันกับครอบครัว และเก็บความประทับใจกลับมาเป็นแรงผลักดัน ในการทำ�งานต่อไป...........

ขอบคุณข้อมูลจาก : - www.daily.rabbit.co.th - http://travel.sanook.com/1400341/ - http://sandm.co.th/7-things-to-know- before-you-travel/

Health Channel

June 2017

23


พบแพทย์ผิวหนัง

เรื่อง : รศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา สมาคมแพทยผิวหนังแหงประเทศไทย

กลิ่นตัวเหม็น....แก้ไขได้

นอกจากเรื่องรูปร่างหน้าตาแล้ว ปัญหา “กลิ่นตัวเหม็น” ก็สามารถบั่นทอน ความมั่นใจ และบุคลิกภาพในการเข้าสังคมของคนเราได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาอากาศร้อน อบอ้าว อาจทำาให้คนเราเกิดปัญหา “กลิ่นตัวเหม็น” ได้มากขึ้น แล้วเราจะมีวิธีการรับมือกับ ปัญหา “กลิ่นตัวเหม็น” อย่างไร?

ปัญหากลิ่นตัวเหม็นเกิดขึ้นได้จาก หลายปัจจัย โดยแรกสุดมาจากการที่ ร่างกายเราสามารถผลิตกลิ่นขึ้นเอง โดย ต่อมเหงื่อบริเวณผิวหนังของเรา ซึ่งปกติ จะทำาหน้าที่ระบายความร้อน เมื่อร่างกาย มีอุณหภูมิสูงขึ้น เช่น จากการออกกำาลังกาย ร่างกายเราก็จะคลายความร้อนออกมาเป็นเหงื่อ เพื่อให้เส้นเลือดขยายขึ้น ความร้อนในร่างกาย

ก็จะลดลง โดยต่อมเหงื่อที่ว่านี้มี 2 ชนิด ชนิดแรก คือ ต่อมเหงื่อที่อยู่ทั่วไปตามร่างกาย จะสังเกตได้ว่าเมื่อเราออกกำาลังกายก็จะทำาให้ มีเหงื่อออกมาทั้งตัว แต่ตรงนี้เป็นเหงื่อปกติที่ ไม่มีกลิ่น ส่วนอีกชนิดจะอยู่บริเวณรักแร้ หรือ ตามบริเวณอวัยวะเพศ หนังศีรษะ ซอกนิ้ว ง่ามนิ้ว โดยต่อมเหงื่อเหล่านี้จะมีความพิเศษ คือมีการขับไขมันออกมา

ซึ่งจะเป็นกลิ่นเฉพาะตัว และเป็นต้นตอ ของการเกิดกลิ่น ทำาไมบางคนมีกลิ่น...บางคนไม่มีกลิ่น

เราต้องดูด้วยว่า มีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำาให้กลิ่นแรงขึ้นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น การรับประทานอาหารรสจัด อย่าง กระเทียม เครื่องเทศเยอะๆ เหมือน คนอินเดีย การรับประทานกิมจิทุกวัน เหมือนคนเกาหลี ซึ่งอาหารจำาพวกนี้ ทำาให้ต่อมเหงื่อที่ผลิตกลิ่น มีกลิ่นอาหาร เหล่านี้ปนมาด้วย หรือปัจจัยจากโรคบางอย่าง เช่น โรคตับ ไต เบาหวาน ไทรอยด์ ซึ่งคนที่เป็นโรคเหล่านี้ร่างกายจะผลิต 24

Health Channel June

2017


สารเคมีบางชนิดออกมา หรืออาจมาจาก การติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา ทำ�ให้เกิด การหมักหมม จนทำ�ให้มีกลิ่นที่เฉพาะตัว ออกมาได้เช่นกัน ทั้งนี้การขับเหงื่อนั้น ขึ้นอยู่กับระบบประสาทตัวหนึ่ง ทำ�ให้บางคน เวลาที่ตื่นเต้น เครียด ก็มักจะมีเหงื่อออกมา เป็นจำ�นวนมากด้วย ปัญหากลิ่นตัวเหม็น...แก้ไขได้

หากกลิ่นตัวดังกล่าวเกิดจากการที ่ ผู้ป่วยเป็นโรคบางอย่างที่ต้องรักษา ก็ต้อง รีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำ�การวินิจฉัยและ รักษาโรคเสียก่อน และหากไม่ได้เป็น โรคเหล่านี้แต่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา พวกนี้ก็สามารถรักษาหายได้เช่นกัน เช่น คนที่มีกลิ่นเท้า โดยอาจเกิดจากการ ติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์ก็จะให้ยาทาและ ยารับประทานเพื่อให้อาการของโรคค่อยๆ ทุเลาลง จนกลิ่นไม่พึงประสงค์หมดไป เพราะฉะนั้นหากคุณเป็นโรคเหล่านี้ต้อง ไม่อาย และไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย หากตรวจแล้วไม่พบทั้งโรคภายใน และ โรคผิวหนัง ค่อยมาคิดถึงวิธีการที่จะลดเหงื่อ ว่าควรลดอย่างไรหรือลดสารที่ก่อให้มีกลิ่น ออกมาด้วยวิธีใด ทั้งนี้วิธีในการลดกลิ่นตัวที ่ ไม่ได้เกิดจากโรคต่างๆ อาจเป็นการลอง ลดอาหารที่มีกลิ่นฉุนลงก่อน หรือหาก มั่นใจว่าปัญหากลิ่นเกิดจากเหงื่อ ในส่วนนี ้ มีวิธีลดเหงื่อหลายอย่างด้วยกัน เช่น ทายา ที่มีสารอะลูมิเนียมคลอไรด์เป็นส่วนประกอบ ประมาณ 20 - 25 เปอร์เซ็นต์ ก็จะสามารถ ทำ�ให้เหงื่อลดลงได้ ซึ่งมีผลข้างเคียง ค่อนข้างน้อย แต่จะต้องทาอย่างต่อเนื่อง เพราะหากหยุดทาเมื่อไหร่เหงื่อก็จะออก เหมือนเดิม ทั้งนี้หากไม่ได้ผลอาจจะต้องมี

เครื่องมืออื่นมาช่วย เช่น เครื่องประเภท ไอออนโตโฟเรซิส เหมาะกับคนที่เหงื่อออก บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้าเยอะๆ เพราะเป็นเครื่อง ที่ต้องแช่ลงในอ่างโดยแช่ครั้งละประมาณ 30 นาที (สัปดาห์ละครั้ง) และทำ�เป็น ระยะเวลา 10 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นต่อมเหงื่อ ทำ�ให้ต่อมเหงื่อทำ�งานลดลง แต่เครื่องมือ เหล่านี้มีข้อจำ�กัด คือ บริเวณรักแร้ไม่สามารถ แช่ได้ อีกหนึ่งวิธีคือการฉีดยาลดเหงื่อชื่อ “โบทูลินุมท๊อกซิน” หรือที่หลายคนนำ�มาฉีด เพื่อลดรอยย่น ซึ่งยาตัวนี้จะฉีด 6 เดือนครั้ง และฉีดประมาณ 1 จุดต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งการฉีดบริเวณรักแร้ ประมาณ 20 - 30 จุด ซึ่งข้อดีของการฉีด คือ ฉีดครั้งเดียวสามารถ อยู่ได้นานถึง 6 เดือน เท่ากับว่าในหนึ่งปี

เราก็จะฉีดเพียง 2 ครั้งเท่านั้น แต่ค่าใช้จ่าย ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ก็จะมีทางเลือกอื่นๆ อีก เช่น เครื่องอัลตร้าซาวด์ ตรงนี้ใช้การยิงจี ้ ต่อมเหงื่อ ซึ่งมีราคาสูงและเจ็บ แต่ได้ผลดีกว่า ฉีดโบท็อกซ์ และวิธีสุดท้าย คือ การผ่าตัด เป็นการเอาระบบประสาท เส้นประสาท ที่มาเลี้ยงบริเวณนั้นออก ดังที่กล่าวไปว่า เหงื่อจะออกเพราะมีเส้นประสาท แต่มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก และดูเหมือน เป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน เราจะยอมโดน กรีดแขน ขาเพียงเพราะลดเหงื่อหรือ ฉะนั้นเรายังมีทางให้เลือก อีกหลากหลายวิธี อย่าคิดว่า การที่มีกลิ่นตัว แล้วเราต้องอยู่กับมันตลอดไป เพราะเรา สามารถแก้ไข...กลิ่นตัวให้หายได้

Health Channel

June 2017

25


Health Intrend

เรื่อง : กองบรรณาธิการ

นวัตกรรมรักษา

“มะเร็งเต้านม” โดยคนไทยในเวทีโลก

เพิง ่ ผ่านพ้นไปไม่นานกับงานประกวดสิง ่ ประดิษฐ์ระดับนานาชาติทส ี่ �ำ คัญทีส ่ ด ุ ในโลก th “45 International Exhibition of Inventions Geneva” ซึ่ ง จั ด ขึ้ น ณ นครเจนี ว า สมาพันธรัฐสวิส โดยในครัง้ นีค ้ ณะนักวิจย ั และนักประดิษฐ์ของไทยเรา คว้ารางวัลกลับมามากมาย หนึ่ ง ในนั้ น ก็ คื อ ผลงาน “การใช้ เ ทคนิ ค คลื่ น อั ล ตร้ า ซาวด์ สำ � หรั บ รั ก ษาก้ อ นมะเร็ ง เต้ า นม ในผู้หญิง : การจำ�ลองด้วยคอมพิวเตอร์” ซึ่งคว้ารางวัลเหรียญทองจากเวทีการประกวด ในครั้งนี้

เทคนิคการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ ในการรักษามะเร็ง หรือที่เรียกอีกอย่างได้ว่า

HIFU (High Intensity Focused Ultrasound Treatment) ซึ่งหลายคนอาจเคยได้ยินอยู่แล้ว

และเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่งานวิจัยนี้ ศ.ดร.พดุงศักดิ์ รัตนเดโช ผู้อำ�นวยการ Center of excellence in Electromagnetic Energy Utilization in Engineering (CEEE) และเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของงานวิจัยนี้ กล่าวว่า “งานวิจัยนี้เป็นการต่อยอดและ พัฒนาประสิทธิภาพของเครื่อง HIFU ซึ่งปกติแล้วการทำ�งานของเครื่องจะเป็นการผลิต คลื่นอัลตร้าซาวด์ขึ้นมาแล้วยิงไปยังบริเวณ ที่มีก้อนมะเร็งหรือมีก้อนเนื้ออยู่เกิดความร้อนขึ้น จึงทำ�ให้เซลล์ของก้อนเนื้อบริเวณนั้นถูกทำ�ลาย

26

Health Channel

June 2017

แต่จะไม่มีผลต่อเซลล์ปกติอื่นๆ ที่อยู่ บริเวณข้างเคียง ซึ่งการทำ�งานในลักษณะเดิม จะเป็นการยิงคลื่นออกไปแบบลองผิดลองถูก จึงทำ�ให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้มาก งานวิจัยนี้จึงเป็นการพัฒนาซอฟแวร์ คอมพิวเตอร์ เพื่อให้แพทย์สามารถเห็น การจำ�ลองลักษณะก้อนมะเร็งที่มีอยู่ใน ตัวผู้ป่วย และระบุตำ�แหน่งในการยิงคลื่น อัลตร้าซาวด์เข้าไปเพื่อทำ�ลายก้อนเนื้อร้าย ดังกล่าวได้อย่างแม่นยำ�มากขึ้น โดยแสดงผล เป็นภาพ 3 มิติ ซึ่งแพทย์สามารถใส่ตัวแปร ต่างๆ ของผู้ป่วยแต่ละรายลงไปในโปรแกรม เช่น ผลจากการทำ�แมมโมแกรมเบื้องต้น เพื่อให้การคำ�นวณมีความแม่นยำ� มากยิ่งขึ้น” ศ.ดร.พดุงศักดิ์ ยังบอกอีกว่า โปรแกรมต้นแบบที่ทีมวิจัยได้พัฒนาขึ้นมานั้น เมื่อเปรียบเทียบกับงานวิจัยอื่นพบว่ามีค่า ความคลาดเคลื่อนในการค้นหาตำ�แหน่ง ของก้อนเนื้อน้อยมาก จึงทำ�ให้แพทย์มั่นใจ ได้ว่าจะสามารถทำ�ลายก้อนมะเร็งได้ทุกจุด และแม่นยำ�มากยิ่งขึ้น เพราะคุณสมบัติเดิม ของคลื่นอัลตร้าซาวด์เมื่อเทียบกับคลื่น ไมโครเวฟ และเลเซอร์ ก็คือการที่คลื่น

อัลตร้าซาวด์สามารถทำ�ลายก้อนมะเร็ง ที่มีขนาดเล็กมากได้ดีกว่า จึงเหมาะกับการ ทำ�ลายก้อนมะเร็งที่อยู่ในระยะเริ่มต้น ที่มีขนาดเล็กมากและเข้าถึงได้ยากนั่นเอง ด้านความพร้อมในการใช้งาน ศ.ดร.พดุงศักดิ์ ให้ข้อมูลว่า เพียงแค่ โรงพยาบาลหรือศูนย์บริการทางการแพทย์ นำ�ซอฟแวร์ดังกล่าวไปก็สามารถใช้งานได้เลย เนื่องจากโรงพยาบาลส่วนใหญ่มีความพร้อม ของเครื่องมือดังกล่าวอยู่แล้ว นอกจากผลงานที่กล่าวไปแล้ว ศ.ดร.พดุงศักดิ์ แอบกระซิบว่ายังมีงานวิจัย อีกหลายชิ้นที่ใกล้จะสำ�เร็จแล้ว เช่น การใช้ เลเซอร์เพื่อฆ่ามะเร็งตับ และยังสามารถ คำ�นวณเรื่องการหดตัวของเนื้อเยื่อโดยรอบ เพื่อลดอาการเจ็บปวดได้อีกด้วย...

ต้องยอมรับเลยว่าคนไทยเก่ง ไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ


สุขภาพจิตดี

เรื่อง : พรทิพย์ โพธิ์มูล พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมนารมย

การส่งเสริมสุขภาพจิต

ผู้สูงวัยใกล้ตัว

ภาวะสุขภาพจิตในผู้สูงอายุ ถือเป็นสิ่งสำาคัญที่จะส่งผลต่อการดำาเนินชีวิตรวมถึง การทำางานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม เนื่องจากสุขภาพจิตมีความเกี่ยวข้องกับ คุณภาพและศักยภาพของชีวิตมนุษย์ทุกคน

1. ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเอง ยังมีคุณค่า มีความสำาคัญ เช่น การขอคำาแนะนำา ปรึกษาในเรื่องต่างๆ การให้มีส่วนร่วมในการ ที่บุคคลมีความเข้าใจในศักยภาพต่างๆ ของ ตนเองสามารถรับมือกับความเครียดในชีวิต ดูแลครอบครัวโดยให้เหมาะสมกับสุขภาพ 2. ชักชวนพูดคุยและรับฟังถึงส่วนดี และทำางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง หรือเหตุการณ์ประทับใจในอดีตของผู้สูงอายุ สามารถช่วยเหลือสังคมได้” อย่างเต็มใจ ทำาให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่ายังมีคน จากการเปลี่ยนแปลงของวัยทำาให้ ชื่นชมในชีวิตของตนอยู่ ผู้สูงอายุมีความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้าน 3. ให้ความเคารพยกย่องและนับถือ ร่างกายและจิตใจ ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถ อย่างสม่ำาเสมอตามขนบธรรมเนียมประเพณี ปรับตัวได้หรือปรับตัวได้ไม่ดี อาจจะนำาไปสู่ เดิมของไทย เช่น ประเพณีรดน้ำาดำาหัวขอพร ปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อย ได้แก่ ผู้สูงอายุ เนื่องในวันสงกรานต์ เป็นต้น ความวิตกกังวล ซึมเศร้า ปัญหาการนอน 4. ส่งเสริมและอำานวยความสะดวก ปัญหาความจำา รวมถึงปัญหาเรื่องเพศ ให้ผู้สูงอายุทำากิจกรรมที่สนใจต่างๆ ตาม ดังนั้นเพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุมี สุขภาพจิตดี บุคคลในครอบครัวควรมีส่วนร่วม ความเหมาะสม เช่น ไปวัดทำาบุญฟังเทศน์ โดยลูกหลานควรเตรียมข้าวของต่างๆ ให้ ในการปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ ดังนี้ ด้วยความเต็มใจ ดังที่องค์การอนามัยโลกได้ให้ ความหมายของสุขภาพจิตว่า “ภาวะปกติสุข

พรทิพย์ โพธิ์มูล

5. ช่วยให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสพบปะ สังสรรค์กับญาติใกล้ชิด และเพื่อนร่วมวัย เดียวกันบ้าง ด้วยการพาไปเยี่ยมเยียนญาติ หรือชวนญาติๆ มาที่บ้าน รวมถึงพาเข้าสังคม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้สูงอายุอื่นๆ เช่น พาไปชมรมผู้สูงอายุต่างๆ 6. ให้อภัยในความหลงลืม และความ ผิดพลาดที่ผู้สูงอายุกระทำาและควรแสดงความ เห็นอกเห็นใจที่เหมาะสมตามสถานการณ์ 7. สั่งสอนอบรมให้ลูกหลานยังคง เคารพนับถือ ไม่แสดงให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่า เป็นภาระ หมดคุณค่า เป็นที่ไม่ต้องการ แต่ยังเป็นบุคคลที่เคารพนับถือของคน ในครอบครัวที่อาวุโสน้อยกว่า

สมาชิกในครอบครัวทุกคนควรร่วมกัน ส่งเสริมและใส่ใจสุขภาพจิตผู้สูงอายุ และ หมั่นสังเกตความผิดปกติต่างๆ ทั้งด้านจิตใจ อารมณ์ รวมถึงพฤติกรรม เมื่อพบความ ผิดปกติ ควรปรึกษาหรือขอคำาแนะนำา จากแพทย์ Health Channel June

2017

27


Happy Life

เรื่อง : ผศ.นพ.ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ แพทยผู้เชี่ยวชาญโรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ สภากาชาดไทย

รู้ทันปัญหา

“โรคตับ”

“โรคตับ” เป็นอีกโรคหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทั้งชายและหญิง และเกิดขึ้นได้ กับทุกช่วงอายุ แต่เราจะไม่สามารถรู้ได้ด้วยตนเองว่าเราเป็นโรคตับหรือไม่? นอกจากคุณ จะไปตรวจ !!!

เมื่อพูดถึง “ตับ” หลายคนอาจยัง ไม่ทราบว่าตับนั้นเป็นอวัยวะภายในทีม่ ี ขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกายคนเรา คือ มีน้ำาหนัก มากกว่า 1 กิโลกรัม อยู่ในท้องส่วนบน ทางด้านขวา โดยมีหน้าที่สำาคัญ 2 อย่าง คือ 1. เป็นแบตเตอรี่ของร่างกาย เพื่อสะสมพลังงาน แล้วส่งพลังงานเหล่านั้น ไปเลี้ยงอวัยวะทั่วทั้งร่างกาย

28

Health Channel June

2017

2. เป็นโรงงานกำาจัดขยะ โดยจะคอยกำาจัดสารพิษและของเสียออกจาก ร่างกาย เพราะฉะนั้นถ้าตับพัง ร่างกาย ก็จะไม่มีพลังงาน จะส่งผลให้เกิดอาการเพลีย หมดแรง หมดสติ และยังจะทำาให้ร่างกาย ไม่สามารถกำาจัดขยะของเสียออกไปได้ หากของเสียคั่งก็จะส่งผลทำาให้มีอาการซึม สับสน คันตามร่างกาย บวม และอาเจียน เป็นเลือด เป็นต้น สาเหตุหลักของการเกิดปัญหา โรคตับ คือ เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบซึ่งมี หลายชนิด ไวรัสตับอักเสบเอและอี ติดต่อ ผ่านทางอาหารและน้ำาที่ไม่สะอาด ส่วน เชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี ติดต่อได้ทาง การสัมผัสกับเลือดของผู้ที่เป็นพาหะ เช่น การถ่ายเลือด การใช้ของมีคมร่วมกัน การติด จากมารดาสู่เด็กทารกขณะคลอด ซึ่งในบ้านเรา ถือว่ามีจำานวนผู้ป่วยโรคตับเพิ่มขึ้นสูงอยู่เรื่อยๆ คือในคนไทยทุกๆ12 - 15 คน ต้องมี 1 คน

ผศ.นพ.ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์

ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีหรือซีแอบซ่อนอยู่ ขึ้นกับอยู่พื้นที่ไหนของประเทศ ซึ่งมีความชุก ของโรคแตกต่างกัน โรคตับเป็นโรคที่พบได้บ่อย ตัวอย่างโรคที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ คือ มะเร็งตับ, ตับแข็ง, ตับอักเสบเรื้อรัง, ตับอักเสบเฉียบพลัน, ก้อนเนื้องอกในตับ และถุงน้ำาในตับ ซึ่งโรคตับที่พบได้บ่อย ในคนไทยก็คือโรคตับอักเสบเรื้อรัง โดยที่ เจ้าตัวมักไม่รู้ว่าเป็นโรคนี้อยู่ เนื่องจาก ไม่มีอาการที่แสดงออกมา เว้นแต่มีภาวะ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเหลืองเข้ม Health Channel May

2017

28


ผิดปกติ หรืออาจจะมีอาการเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน แต่โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ขึ้นไป จะไม่มีอาการอะไรที่แสดงเลย ถ้าไม่ไปตรวจ ก็จะไม่รู้ตัวว่าเป็น สำ�หรับอาการที่ถือว่าเป็น สัญญาณเตือนว่าคุณกำ�ลังมีความเสี่ยง ที่จะเป็นโรคตับ มีดังนี้ - ปวดแน่นทีบ่ ริเวณใต้ชายโครงขวา หรือปวดแน่นท้องคล้ายโรค กระเพาะอาหาร - นอนไม่หลับ หรือง่วงหลับ เวลากลางวัน - รู้สึกเพลีย ไม่มีแรง - รู้สึกเบื่ออาหาร ท้องอืดท้องเฟ้อ - ตาเหลือง ผิวตัว – ผิวหน้า เหลือง - ปัสสาวะเหลืองเข้มผิดปกติ - เท้าบวม ขาบวม ท้องโต (มีน้ำ�ในท้อง) - อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระดำ� - อารมณ์เปลี่ยนแปลง หลงลืม ดังนั้นใครก็ตามเริ่มรู้สึกว่าตัวเอง มีอาการตามที่กล่าวมา ต้องบอกเลยว่า อย่ามองข้ามและอย่าชะล่าใจเพราะอาการ เหล่านี้หากคุณปล่อยทิ้งไว้ ไม่รีบตรวจ หรือ ทำ�การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ อาจจะส่งผลให้ ตัวคุณมีคุณภาพชีวิตที่ลดน้อยถอยลงได้ สำ�หรับการตรวจวินิจฉัยโรคตับ สามารถทำ�ได้หลายวิธี เช่น การตรวจเลือด, ตรวจค่าการทำ�งานของตับ, ซักประวัติ, ตรวจร่างกายเพื่อดูในเบื้องต้นว่ามีปัญหา เรื่องตับหรือไม่ ยิ่งใครที่ตอนเด็กๆ มีโรคดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือใครที่มีญาติพี่น้อง เป็นมะเร็งตับ ตับแข็ง หรือมีพาหะไวรัส ตับอักเสบบี คนกลุ่มนี้ควรที่จะได้รับการ ตรวจอย่างละเอียดว่ามีโรคตับซ่อนอยู ่ หรือไม่ แต่วิธีการตรวจอีกหนึ่งวิธีท ี่ โรงพยาบาลบางแห่งใช้กัน รวมถึง

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คือ เครื่องมือที่สามารถตรวจวัดพังผืดและ วัดปริมาณไขมันได้ ซึ่งวิธีการตรวจก็ทำ�ได้ ง่ายๆ ไม่เจ็บตัวเพียงแค่นำ�เครื่องตรวจ ไปวางไว้เหนือบริเวณตับ ประมาณ 5 นาที ก็จะสามารถบอกได้แล้วว่าตับมีพังผืดหรือไม่ มีไขมันแทรกอยู่ในตับมากน้อยอย่างไรและ ถ้าหากตรวจพบว่าเป็นโรคตับ แน่นอนว่า ปัจจุบันก็มีตัวยาที่ดี และสามารถรักษา ให้หายขาดได้ด้วยเช่นกัน สำ�หรับใครที่กำ�ลังคิดว่าโรคตับ เป็นโรคที่น่ากลัว เป็นโรคที่ยากต่อการรักษา ลองมาฟังกันชัดๆ ที่งานเสวนารู้ทันโรคตับ ตอน “ก้าวทันการรักษาโรคตับ” จัดโดย ศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านโรคตับ โรงพยาบาล จุฬาฯ ในวันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 2560 ตั้งแต่เวลา 07.00 - 16.30 น. ณ หอประชุม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ค่าใช้จ่ายในการ

เข้าร่วมงานเพียงท่านละ 300 บาทเท่านั้น โดยรายได้ทั้งหมดบริจาคเข้าสมทบทุนผู้ป่วย โรคตับ มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย สนใจเข้าร่วมและสำ�รองที่นั่ง โทร. 02-256-4691 และ 062-362-4347 หรือ ทาง Line ID : liverunit งานนี ้ รับจำ�นวนจำ�กัดเพียง 1,000 ที่นั่งเท่านั้น “ใครก็ตามที่สนใจเรื่องโรคตับ หรือ กำ�ลังมีปัญหาเกี่ยวกับโรคตับ ไม่ว่าจะเป็น ไวรัสตับอักเสบบี, ซี, เป็นโรคอ้วน, เบาหวาน, น้ำ�หนักเกิน, ไขมันในตับ ไปตรวจร่างกายแล้ว แพทย์บอกว่าเป็นไขมันแทรกตับอยากเชิญ ให้เข้ามาฟังที่งานนี้ จะได้ก้าวทันการรักษา ในปัจจุบัน ว่าปัญหาเหล่านี้สามารถรักษา ให้หายขาดได้ ความก้าวหน้าในอนาคต จะไปถึงไหน มางานนี้รับรองว่าคุณจะได้ทั้ง สุขภาพที่ดี ได้รู้เท่าทันปัญหาโรคตับ แถมยัง ได้ทำ�บุญอีกด้วย” Health Channel

June 2017

29


รู้จริงเรื่องยา

เรื่อง : ภก.ดร.นิติ สันแสนดี เภสัชกรและนักวิจัยอิสระ

ตา (แห้ง) และ น้ำ�ตา (เทียม) ดวงตา เป็นอวัยวะสำ�คัญในการทำ�กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำ�วันของทุกคน ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน นอกจากนี้การใช้ชีวิตของบางคนยังเพิ่มภาระให้กับ ดวงตาอีก เช่น นั่งทำ�งานหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพ่งสายตาขับรถเป็นเวลานาน ทำ�งาน ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน หรือใส่คอนแทคเลนส์ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จึงอาจทำ�ให้เกิด อาการตาแห้ง เคืองตาหรือแสบตาได้

เก็บไว้ใช้ได้หลายครั้ง มักจะแนะนำ�ให้ใช้งาน ไม่เกิน 30 วัน หลังเปิดใช้ โดยน้ำ�ตาเทียม ประเภทนี้ จะมีส่วนผสมของสารกันเสีย สิ่งที่ต้องคำ�นึงถึงสำ�หรับสารกันเสียที่นิยมใช้ ในสูตรตำ�รับน้ำ�ตาเทียมชนิด Multiple Dose Unit คือ สารประเภท Benzalkonium Chloride แม้ว่า Benzalkonium Chloride จะมี ประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ได้ดีกว่า สารกันเสียอื่นๆ แต่มีข้อเสีย คือ ทำ�ลาย เซลล์ผิวกระจกตา (Corneal Epithelium) และทำ�ให้ฟิล์มน้ำ�ตาแตกตัวทันทีที่ใช้ จึงไม่สามารถตอบโจทย์การรักษาตาแห้ง ได้ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ น้ำ�ตาเทียม ที่ผสมสารกันเสียชนิดใหม่ๆ ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น 2. แบ่งตามรูปแบบ เช่น รูปแบบ สารละลาย เจล ขี้ผึ้ง เป็นต้น น้ำ�ตาเทียม สามารถแบ่งได้หลายประเภท คือ 3. แบ่งตามสารสำ�คัญในสูตรตำ�รับ 1. แบ่งตามการใช้งาน 3.1 สารให้ความชุ่มชื้น (Demulcents) 1.1 Single Dose Unit เป็นรูปแบบ ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ปราศจากสารกันเสียซึ่งรูปแบบนี ้ เป็นสารจำ�พวกพอลิเมอร์ที่ละลายน้ำ�ได้ ทำ�หน้าที ่ ปกป้องและหล่อลื่นผิวหน้าของเยื่อเมือก มักจะมีอายุหลังเปิดใช้งาน ไม่เกิน 1 วัน ช่วยลดอาการตาแห้งและระคายเคืองตา 1.2 Multiple Dose Unit เป็น 3.2 สารหล่อลื่น (Emollients) กลุ่ม รูปแบบที่หลังจากเปิดใช้งานแล้วสามารถ Lanolin ได้แก่ Anhydrous lanolin และ lanolin 3.3 สารกลุ่มน้ำ�มัน ได้แก่ Light mineral oil, Mineral oil, Paraffin petrolatum, White ointment, White petrolatum, White wax และ Yellow wax โดยสารสำ�คัญที่อยู่ในสูตรตำ�รับ จะส่งผลต่อคุณสมบัติของน้ำ�ตาเทียม ได้แก่ ความหนืด การยึดเกาะและการกระจายตัว เคลือบผิวหน้าของดวงตาอย่างสม่ำ�เสมอ พบว่าน้ำ�ตาเทียมที่มีความหนืดสูงมักถูกเลือกใช้ ตาแห้ง เป็นโรคที่เกิดจากความ ผิดปกติของน้ำ�ตาและบริเวณผิวส่วนหน้า ของดวงตา ทำ�ให้ไม่สบายตา รบกวนการ มองเห็น ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อดวงตาได้ ดังนั้นเมื่อสงสัยว่าตนเองอาจเป็นโรคตาแห้ง ควรเข้ารับการตรวจรักษาจากจักษุแพทย์ เพื่อวินิจฉัยอาการและหาสาเหตุที่แท้จริง ของโรค โดยเป้าหมายสำ�คัญของการรักษา โรคตาแห้ง คือ บรรเทาอาการตาแห้ง ของผู้ป่วย ดังนั้นน้ำ�ตาเทียมจึงเป็นตัวเลือกหลัก สำ�หรับการรักษาโรคตาแห้งทุกชนิด นอกจากนี ้ อาจมีการใช้ยาหรือการรักษาอื่นๆ ตาม ประเภทโรคของผู้ป่วยร่วมด้วย เช่น ยาต้าน การอักเสบ ยากระตุ้นการสร้างเมือก หรือ การผ่าตัด เป็นต้น

30

Health Channel

June 2017

ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อน้ำ�ตาเทียม ที่มีความหนืดต่ำ� แต่อย่างไรก็ตามน้ำ�ตาเทียม กลุ่มที่มีความหนืดมาก มีข้อเสีย คือ มีผลต่อ การมองเห็น โดยทำ�ให้ผู้ป่วยเห็นภาพเบลอ จึงเป็นข้อจำ�กัด ในการใช้น้ำ�ตาเทียมกลุ่มนี้ จะใช้เฉพาะช่วงกลางคืนหรือก่อนนอน การเลือกใช้น้ำ�ตาเทียมให้เหมาะกับ ผู้ป่วย การศึกษาของ Majid Moshirfar ในปี 2014 ได้แนะนำ�การเลือกใช้น้ำ�ตาเทียม โดยพิจารณาจากความรุนแรงของโรคและ ความต้องการของผู้ป่วยเป็นรายบุคคล แบ่งเป็นขั้นการรักษาดังนี้ การรักษาขั้นที่ 1 เริ่มต้นการรักษา โดยพิจารณาเลือกใช้น้ำ�ตาเทียมที่ ประกอบด้วย Carboxymethyl Cellulose (CMC) หรือ Hydroxypropyl Methylcellulose (HPMC) หรือ Hyaluronic acid เนื่องจากสารสำ�คัญ ข้างต้นให้ประโยชน์ในการเพิ่มความสบายตา ให้แก่คนไข้ได้สูงสุด การรักษาขั้นที่ 2 หากการรักษา ขั้นแรกที่เลือกใช้ไม่สามารถควบคุมอาการ ตาแห้งได้ อาจพิจารณาใช้สูตรตำ�รับที่มี Polyethylene Glycol 400 (PEG 400) หรือ Propylene Glycol (PG) หรือ glycerin การรักษาขั้นที่ 3 และ 4 หากการ รักษาในขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ยังไม่สามารถ ลดอาการตาแห้งได้ หรือในกรณีที่มีอาการ ตาแห้งแบบรุนแรง อาจพิจารณาให้การ รักษารูปแบบอื่นเพิ่มเติม เช่น รูปแบบเจล รูปแบบที่ผสมน้ำ�มัน หรือรูปแบบขี้ผึ้ง ทั้งนี้ความถี่และระยะเวลาในการ รักษาแต่ละขั้น คือ ใช้น้ำ�ตาเทียมประมาณ 3 - 4 ครั้งต่อวันเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 เดือน หากไม่สามารถลดอาการตาแห้งได้ อาจเปลี่ยนการรักษาไปในขั้นต่อไป นอกจากนี้หากผู้ป่วยจำ�เป็นต้องใช้น้ำ�ตาเทียม มากกว่า 4 - 6 ครั้งต่อวัน ควรแนะนำ�ให้ผู้ป่วย ใช้น้ำ�ตาเทียมชนิดปราศจากสารกันเสีย (Single Dose Unit)


สู้มะเร็ง

เรื่อง : นพ. จิรเจษฎ์ สุขสุเพิ่ม ผู้อํานวยการศูนยมะเร็งและ HIFU รพ.จุฬารัตน 9 แอรพอรต

รู้เขา รู้เรา ย่อมมีทางชนะ...

สู้มะเร็ง...เริ่มที่

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน เดือนที่แล้วเราก็ได้รู้จักมะเร็งกันดีขึ้นบ้างแล้วนะครับ ว่าการจะจัดการสยบมะเร็งร้ายนั้น เราต้องรู้ที่มาของมันว่าคือการเปลี่ยนแปลงของยีน แล้วจึงจัดการให้ตรงจุด คราวนี้เราจะมาว่ากันต่อถึง “พฤติกรรมร้าย” ของเจ้ามะเร็งกัน 2 เรื่อง คือ

1. มะเร็ง สามารถสังเคราะห์ พลังงานมาใช้แบบไม่พึ่งพาออกซิเจนได้

ซึ่งไม่เหมือนกับเซลล์ปกติ จึงทำาให้แม้ เซลล์มะเร็งจะขาดสารอาหารหรือออกซิเจน ก็ไม่ได้ทำาให้การขยายตัวอย่างเร็วของ เซลล์มะเร็งลดลง โตช้า หรืออดตายได้ ซึ่งความสามารถนี้เองที่อธิบายได้ว่า ทำาไม?

การงดอาหาร ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่กินน้ำาตาล กินแต่น้ำาผัก ผลไม้ ก็ไม่ทำาให้มะเร็ง ขาดอาหารตาย...แต่ที่จะตายก่อนคือ

เซลล์ปกติของร่างกายเรานี่ล่ะครับ 2. มะเร็ง เป็นอมตะ ในส่วนนี้หมอ หมายถึงเซลล์มะเร็งนั้นจะไม่ยอมตายตาม อายุขัยที่ธรรมชาติมีการกำาหนดว่าสิ่งมีชีวิต ทุกชนิดล้วนต้องมีกำาหนดเวลาที่จะอยู่ได้นาน ถึงแค่ค่าหนึ่งเท่านั้น แล้วก็จากไปโดยธรรมชาติ

(ไม่เช่นนั้นแล้วสิ่งมีชีวิตก็คงจะล้นโลก) จึงต้องมีระบบพันธุกรรมของคนเรามีการ กำาหนดอายุขัยของเซลล์ในแต่ละอวัยวะ เรียกว่า Programmed Cell Death เช่น เม็ดเลือดแดงมีอายุ 3 เดือน เมื่อครบ ตามกำาหนดเซลล์จะตายตามโปรแกรม เรียกว่า Apoptosis ทำาให้ร่างกายมีแต่ เซลล์ใหม่ที่แข็งแรงทำางานได้ปกติ ดังนั้น เมื่อมะเร็งไม่ตายตามธรรมชาติก็จะสะสมกัน จนเกิดการเบียดเบียนการทำางานของ อวัยวะส่วนนั้น จึงทำาให้เราป่วย ความรู้ตรงนี้ทำาให้เราพบระบบ สื่อสารระหว่างเซลล์ด้วยสารเคมี และ สารที่ยับยั้งไม่ให้มะเร็งตายตามโปรแกรม ธรรมชาติ คือ สารชื่อ mTOR ได้มี คณะวิจัยในยุโรป BOLERO ได้ทำาการศึกษา

ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีตัวรับฮอร์โมน (ER และ PR) บนผิวเซลล์ ซึ่งรักษาได้ด้วย ยาต้านฮอร์โมนชื่อ Exemestane แต่เมื่อ รักษาไปซักระยะ ก็จะเกิดการดื้อยาและ ลุกลามจนต้องฉีดยาเคมี จากความรู้ข้างต้น จึงได้มีการใช้ยาต้าน mTOR (ยา Everolimus) กินร่วมกับยาต้านฮอร์โมนเดิมพบว่า สามารถยับยั้งการลุกลามของมะเร็งได้ โดยไม่ต้องใช้ยาเคมี

การที่เรารู้กลไกของมะเร็งและ เลือกใช้ยาได้ตรงเป้าหมายนั้นเรียกว่า การรักษาแบบมุ่งเป้า หรือ Targeted Therapy การรักษาแบบนี้มีใช้ในประเทศไทยแล้ว และ กำาลังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ทดแทน ยาเคมีบำาบัดที่ทำาลายเซลล์ร่างกายไปด้วย ซึ่งผมจะทยอยนำาความรู้ที่ประยุกต์ไปสู่ การรักษามะเร็งในแบบอื่นๆ มาถ่ายทอด ในคอลัมน์สู้มะเร็ง ในตอนต่อไปครับ

อานเพิ่มเติมแนวทางรักษามะเร็งใหมๆ ได้ที่ : - https://www.nccn.org/patients/ guidelines/cancers.aspx (USA) - http://www.chulacancer.net/faq-listpage.php?id=336 (รพ.จุฬาลงกรณ ) Health Channel June

2017

31


Food Today

เรื่อง : ดร. อุทัยวรรณ สุทธิศันสนีย์

สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

“พริก”

กับการต้านโรคอัลไซเมอร์

“อัลไซเมอร์” หนึ่งในโรค สำ�คัญที่มักพบในผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบัน อัตราส่วนของประชากรโลกที่มีสัดส่วน ของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น จึงส่งผลต่อการ เกิดโรคอัลไซเมอร์ที่มากขึ้นด้วย

32

Health Channel

June 2017

แม้ว่าวิวัฒนาการทางการแพทย์ ยังไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ แต่ได้มีการ ค้นพบใหม่ว่า “พริก” ที่เราใช้ประกอบอาหารนั้น มีแนวโน้มสามารถต้านโรคอัลไซเมอร์ได้ จากการศึกษาพบว่า พริกสายพันธุ์ C. annuum L. Varacuminatum ในระยะที ่ ยังไม่สุก (พริกอ่อนสีเขียว) มีสารออกฤทธิ์ใน การต่อต้านอนุมูลอิสระรวมถึงมีปริมาณ สารประกอบฟินอลิครวมสูงที่สุด นอกจากนี้ ยังพบว่าพริกชนิดนี้ในระยะที่ยังไม่สุกนั้น มีความสามารถในการยับยั้งการทำ�งานของ เอนไซม์อะซีติลโคลีนเอสเทอเรสได้สูงที่สุด ซึ่งมีข้อสันนิษฐานกันว่าเอนไซม์ชนิดนี้ มีส่วน เกี่ยวข้องกับการย่อยสลายสารอะซีติลโคลีน ในสมอง ที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำ�ให้เกิดโรค อัลไซเมอร์นั่นเอง โดยคุณสมบัติในการยับยั้ง เอนไซม์ดังกล่าว รวมถึงฤทธิ์ในการต่อต้าน อนุมูลอิสระ จะค่อยๆ ลดลงเมื่อพริกเริ่มสุก ดังนั้นจึงพอจะสรุปได้ว่า พริกอ่อนสีเขียว สายพันธุ์ C. annuum L. Varacuminatum มีคุณสมบัติในการต้านโรคอัลไซเมอร์สูงกว่า พริกแก่สีเขียว และพริกแก่สีแดง ตามลำ�ดับ นอกจากนี้ เมื่อทำ�การศึกษาเปรียบเทียบ กับผักและผลไม้ชนิดอื่น เช่น แปะก๊วย, ทับทิม,

ใบหม่อน, น้ำ�มะนาว, โช๊คเบอรี่ดำ�, ขมิ้น, กระเทียม, พริกไทยดำ�, ขิง และอบเชย พบว่า

“พริกเป็นแหล่งอาหารที่ดีและมีประสิทธิภาพ ในการป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์”

อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับ ยาอีเซอรีน (Eserine) ซึ่งเป็นยาต้าน เอนไซม์อะซีติลโคลีนเอสเทอเรส พบว่า สารสำ�คัญจากพริกอาจทำ�หน้าที่ ได้มีประสิทธิภาพต่ำ�กว่าในการรักษาโรค อัลไซเมอร์ แต่หากพิจารณาปริมาณ สารเหล่านี้ พริกอาจมีประโยชน์ในการป้องกัน และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ได้มากกว่าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรชนิดอื่นๆ


Chinese Medicine

เรื่อง : ศ.คลินิก แพทย์จีน นพ.ภาสกิจ วัณนาวิบูล

สามหลวงสหคลินิก (www.samluangclinic.com)

เกร็ดความรู้ เกี่ยวกับขิง (姜)

ตามศาสตร์แพทย์แผนจีน

ขิง (姜) จัดเป็นทัง ้ อาหารและสมุนไพร ซึง ่ มีการใช้กน ั อย่างกว้างขวาง ด้วยคุณลักษณะ ของขิง คือ มีฤทธิอ ์ น ุ่ รสเผ็ด วิง ่ เส้นลมปราณ – ปอด, กระเพาะอาหาร, ม้าม มีสรรพคุณกระจาย ความเย็น ขับเหงื่อ ใช้รักษาลมเย็นกระทบ อุ่นกระเพาะอาหาร แก้อาเจียน อุ่นปอด แก้ไอ

ช่วงฤดูร้อน พลังหยางของร่างกาย (ภาวะหลอดเลือดสมอง) จะใช้ขิงสดคั้นเอาน้ำา ก็เช่นเดียวกับพลังดวงอาทิตย์ พลังจะลอยอยู่ และปัสสาวะเด็กผสมกัน นำามาให้ผู้ป่วยดื่ม ด้านนอก ทำาให้อวัยวะภายในอ่อนแอขาดพลัง วิ่งเส้นลมปราณปอด ใช้ขับเหงื่อที่ผิวหนัง ขิงมีฤทธิ์กระตุ้นกระจายเสมหะ เปิดทวาร การรับประทานขิง หรืออาหารฤทธิ์อุ่นร้อน รักษาไข้หวัดที่เกิดจากการกระทบลมและ ทั้ง 5 (2 ตา 2 หู 1 จมูก) ปัสสาวะเด็ก จะช่วยทำาให้เกิดพลังอบอุ่นแก่อวัยวะภายใน ความเย็น มีสรรพคุณขับไฟ และความร้อนออกจาก ฤดูหนาวพลังหยางจะถูกสะสมภายใน กินขิง ขิงแห้ง ผ่านกรรมวิธีเผาไฟ ทำาให้ ร่างกาย (ไม่มีพิษหรือผลข้างเคียง) เพื่อให้ความอบอุ่นอวัยวะภายใน แต่จะทำาให้ ขจัดสารบางอย่างออกไปและเพิ่มสรรพคุณ 2. เปลือกขิง ใช้เสริมม้ามขับน้ำา มีโอกาสเกิดความร้อนสะสมมากเกินไปได้ง่าย การอุ่นภายในของระบบย่อยอาหาร (จงเจียว) ลดบวม การรับประทานหัวผักกาดขาวจะช่วย คือ กระเพาะอาหารและม้าม รักษาอาการ 3. แก้พิษอาหารสัตว์ป่า อาหาร กระจายพลังที่ปิดกั้นภายใน กระเพาะเย็น อาเจียน บวมน้ำา เนื่องจาก ทะเล ปู ปลา ใช้แก้พิษสมุนไพรบางตัวก่อน 6. ก่อนนอนหัวผักกาดขาว อาหารตกค้างไม่ย่อย หรือมีเสมหะจาก นำาไปใช้เป็นยา เช่น ปั้นเซี่ย (半夏) ตื่นนอนขิง ไม่ต้องไปให้หมอจ่ายยา (上床萝下 ระบบย่อยอ่อนแอ 4. ไม่ควรรับประทานขิงร่วมกับการ 床姜,不用医生开药方) ความเชื่อเรื่องรับประทานขิง ดื่มเหล้า จะทำาให้ความร้อนสะสม ตาจะแห้ง ก่อนนอนเป็นความเชื่อที่ผิด โบราณกล่าวว่า 1. ขิงสดหรือน้ำาคั้นขิงสด กับ ริดสีดวงจะกำาเริบหนักขึ้น กลางคืนไม่กินขิง ฤดูใบไม้ร่วงไม่กินขิง (夜不食 ปัสสาวะเด็กใช้เปิดทวาร ฟื้นภาวะหมดสติ 5. ฤดูหนาวรับประทานหัวผักกาดขาว 姜,秋不食姜) เหตุผลเนื่องจากช่วงกลางคืน สมัยโบราณ เวลาคนหมดสติจาก ฤดูร้อนรับประทานขิง ไม่ต้องไปให้หมอจ่ายยา ทุกอย่างเข้าสู่ความสงบ ร่างกายเข้าสู่การพักผ่อน ภาวะจ้งเฟิง ชนิดที่เกิดจากเสมหะปิดกั้น (冬吃萝卜夏吃姜,不用医生开药方) ควรรับประทานสิ่งที่มีลักษณะสุขุม ไม่กระตุ้น เพื่อช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น เช่น ผลไม้ ตามด้วย หัวผักกาด 4 - 5 แผ่น ฤดูใบไม้ร่วงก็เป็นช่วง ธรรมชาติของการเก็บพลังเข้าสู่ความสงบ ขิง จำาแนกเป็น 2 ชนิด คือ ขิงสด มีสรรพคุณกระจายความเย็น

ในทางกลับกันหลังตื่นนอนตอนเช้า ควรรับประทานขิง เพราะพลังของดวงอาทิตย์ และร่างกายอยู่ในช่วงขาขึ้น อยู่ในภาวะกระตุ้น การรับประทานขิง จึงช่วยให้การกระตุ้น การทำางานของร่างกายได้ดีขึ้น Health Channel June

2017

33


Health Variety by นพ.สุรพงศ์

เรื่อง : นพ.สุรพงศ์ อำ�พันวงษ์

รู้จักกับ

“วัคซีนป้องกัน ไข้เลือดออก” อย่างที่ทราบกันดีว่าโรคไข้เลือดออกนอกจากจะเป็นปัญหาสาธารณสุขของไทย แล้ว ก็ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขของหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศในเขตร้อนชื้น สิ่งที่ เราต้องตระหนักสำ�หรับโรคไข้เลือดออกก็คือ ไม่มียาที่ใช้รักษา การป้องกันโรคนั่นคือ การไม่ให้ยุงลายกัด และการกำ�จัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

แต่ในปัจจุบันนั้น เรามีวิธีป้องกัน ไข้เลือดออกวิธีใหม่ นั่นก็คือ “วัคซีนป้องกัน ไข้เลือดออก” ซึ่งได้ถูกนำ�มาใช้ใน หลายๆ ประเทศแล้ว ดังนั้น เรามาทำ�ความรู้จัก กับวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกกันครับ ความน่าสนใจของวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็น (Live attenuated chimeric vaccine) ซึ่งเป็นวัคซีนเพียง ชนิดเดียวที่ได้รับการอนุมัติขึ้นทะเบียนให้ใช้ ในปัจจุบัน ซึ่งจากการวิจัยร่วมกันของ 5 ประเทศ นำ�ไปสู่การพัฒนาต่อจนได้เป็น 34

Health Channel

June 2017

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีชื่อเป็นทางการว่า “เด็งวาเซีย” (Dengvaxia) โดยบริษัทผู้ผลิตนั้น เป็นบริษัทของฝรั่งเศส วัคซีนนี้ผลิตขึ้นมาจาก ไวรัสที่มีชีวิตและถูกทำ�ให้อ่อนฤทธิ์ลง เมื่อฉีด เข้าไปในร่างกายแล้วจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติต่อโรคไข้เลือดออก ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการทดสอบกับอาสาสมัคร กว่า 3 หมื่นราย ใน 2 ทวีปมาแล้ว และผลลัพธ์ ที่ออกมาก็น่าพอใจ เรียกว่าเป็นวัคซีนที่ สามารถป้องกันไข้เลือดออกได้ถึง 4 สายพันธุ์ แต่แน่นอนว่าไม่มีอะไรที่ 100% เสมอไป จากผลการศึกษาพบว่าวัคซีน ป้องกันไข้เลือดออกเด็งวาเซียนี้มีประสิทธิภาพ คือ สามารถลดความรุนแรงของโรคได้ 92.9% ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล 80.8% และ ความสามารถในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ทั้ง 4 สายพันธุ์อยู่ที่ 65.6 % คือ ประสิทธิภาพ ในการป้องกันโรคไข้เลือดออกในแต่ละ สายพันธุ์นั้นจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งเราพบว่าสายพันธุ์ที่ 4 จะตอบสนอง กับวัคซีนตัวนี้ได้ดีที่สุด ส่วนสายพันธุ์ที่ 2 จะตอบสนองกับวัคซีนนี้ได้น้อยที่สุด ซึ่งปัจจัย ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนนี้ก็มีอยู ่

นพ.สุรพงศ์ อำ�พันวงษ์

หลายอย่างด้วยกัน ทั้งเรื่องของอายุ วัคซีนนี ้ จะได้ผลดีในกลุ่มเด็กอายุตั้งแต่ 9 ขวบ ไปถึง ผู้ใหญ่อายุ 45 ปี ประวัติของการได้รับเชื้อ ของคนไข้ จากการศึกษาเราพบว่าผู้ที่เคย มีประวัติเป็นไข้เลือดออกมาก่อนจะตอบสนอง กับวัคซีนตัวนี้ได้ดีกว่าผู้ที่ไม่เคยเป็น หรือ ไม่เคยได้รับเชื้อไข้เลือดออก และอีกปัจจัยก็คือ ชนิดของสายพันธุ์ไข้เลือดออกที่เป็นนั่นเอง


วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกฉีดได้ทุกคน หรือไม่?

จากคำาแนะนำาขององค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้แจงว่าผู้ที่เหมาะสมเข้ารับวัคซีน ป้องกันไข้เลือดออก คือ ผู้มีอายุระหว่าง 9 - 45 ปี ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีการ แพร่ระบาดของโรค (ยังไม่มีคำาแนะนำาว่า ทุกคนควรฉีดวัคซีนนี้) เท่ากับว่าคนไทยเรา ในช่วงอายุดังกล่าวเป็นกลุ่มที่เหมาะสมที่จะ เข้ารับวัคซีนชนิดนี้ เพราะไทยเราเป็นแหล่งที่ มีโรคไข้เลือดออกระบาด ซึ่งวัคซีนชนิดนี้ จะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ห่างกันเข็มละ 6 เดือน หลังฉีดครบ 3 เข็ม ตามหลักวิชาการภูมิคุ้มกัน จะยังคงอยู่ได้ แต่ต้องมีการติดตามกันไปเรื่อยๆ ว่าจะสามารถคุ้มกันได้ตลอดชีวิตหรือไม่ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพและภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคล ส่วนกลุ่มคนไข้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง, รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน, ผู้ที่ได้รับ ยาเคมีบำาบัด, ผู้ติดเชื้อ HIV, หญิงตั้งครรภ์, หญิงที่กำาลังให้นมบุตร ไม่ควรรับวัคซีนตัวนี้ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกมีผลข้างเคียง หรือไม่?

จากการศึกษาพบว่า วัคซีนชนิดนี้ มีผลข้างเคียงอยู่บ้างแต่ก็ไม่รุนแรงและ มีโอกาสเกิดได้น้อยมาก เมื่อได้รับวัคซีนไปแล้ว บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะและมีไข้ได้ กลุ่มนี้อาจพบได้ 1 ใน 10 บางคนอาจมีอาการ มีเวียนศีรษะ ไอ เจ็บคอ มีผื่นคัน กลุ่มนี้ ก็พบได้น้อยลงไปอีก อยู่ที่ 1 ใน 100 ส่วน ถ้ารุนแรงกว่านั้น คือ มีผลต่อระบบประสาทที่ เรียกว่าน้อยมากๆ อาจเป็น 1 ใน 10,000 หรือมากกว่านั้น แต่จากรายงานจนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงดังกล่าวเลย จากข้อมูลตรงนี้เราจึงสรุปได้ว่าวัคซีนป้องกัน ไข้เลือดออกปลอดภัย สามารถฉีดได้ ในช่วงอายุ 9 - 45 ปี วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก กับคำาถาม ที่พบบ่อย? ถาม เคยมีประวัติเปน

ไข้เลือดออกแล้ว สามารถฉีดวัคซีนตัวนี้ได้หรือไม

ตอบ สามารถฉีดได้ เนื่องจาก โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเด็งกี่ 4 ซีโรไทป เมื่อติดเชื้อตัวหนึ่งยังมีโอกาสเป็นชนิดอื่นได้ ซึ่งวัคซีนไข้เลือดออกประกอบด้วยเชื้อไวรัสเด็งกี่ ครบทั้ง 4 ซีโรไทป ดังนั้นคนที่เคยเป็น ไข้เลือดออกมาแล้ว แนะนำาให้ฉีดวัคซีน ไข้เลือดออกเพื่อป้องกันให้ครบทั้ง 4 ซีโรไทป ถาม ถ้าฉีดวัคซีนปองกัน ไข้เลือดออกแล้ว มีโอกาสเปนไข้เลือดออก หรือไม เพราะอะไร ตอบ หลังฉีดวัคซีนไข้เลือดออก แล้วยังมีโอกาสเป็นโรคไข้เลือดออก นั่นก็เพราะ ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไข้เลือดออก อยู่ที่ 65.6% แต่ความคุ้มค่าของวัคซีนตัวนี้ คือ สามารถลดการเกิดเป็นโรคไข้เลือดออก ชนิดรุนแรงได้สูงถึง 92.9% และสามารถ ลดการเข้าโรงพยาบาลได้ถึง 80.8% ถาม ทําไมอายุต่ํากวา 9 ป และสูงกวา 45 ปจึงไมสามารถฉีดได้ ตอบ สำาหรับคำาแนะนำา ณ ขณะนี้วัคซีนไข้เลือดออกมีข้อบ่งใช้ที่อายุ 9 - 45 ปี ตามการขึ้นทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ว่า 70% ของผู้ติดเชื้อ ไข้เลือดออกอยู่ในกลุ่มเด็กโตและวัยทำางาน สำาหรับในอายุต่ำากว่า 9 ปี และสูงกว่า 45 ปี ยังต้องรอข้อมูลการศึกษาเพิ่มเติม ถาม ฉีดแล้ว ต้องฉีดกระตุ้น หรือไม ตอบ ขณะนี้จากข้อมูลการศึกษา และคำาแนะนำาขององค์การอนามัยโลก คือ

หลังฉีดครบ 3 เข็ม คือ เดือนที่ 6 และ 12 ยังไม่จำาเป็นต้องฉีดกระตุ้น ถาม วัคซีนมีอายุกี่ป หลังจาก ฉีดแล้ว ตอบ จากข้อมูลที่ทำาการศึกษา ติดตามภูมิคุ้มกันในระยะยาวพบว่า หลังฉีด ครบ 3 เข็ม ภูมิคุ้มกันขณะนี้อยู่ได้ 5 ปี ซึ่งกำาลังติดตามต่อเนื่องต่อไปในระยะยาว ถาม ข้อห้ามใช้ และข้อควร ระวังของวัคซีนมีอะไรบ้าง ตอบ ห้ามใช้ในกรณีที่ 1. แพ้ต่อสารออกฤทธิ์หรือ ส่วนประกอบอื่นๆ ในวัคซีน 2. เกิดอาการแพ้หลังได้รับ วัคซีนเข็มแรก 3. ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ความผิดปกติ ทางพันธุกรรม, ติดเชื้อ HIV หรือได้รับการรักษาด้วยยา กดภูมิคุ้มกัน (เช่น ยาสเตียรอยด์ ในขนาดสูง หรือ เคมีบำาบัด) 4. สตรีมีครรภ์ และอยู่ระหว่าง ช่วงให้นมบุตร ถาม มีไข้ฉีดได้ไหม ตอบ สำาหรับการฉีดวัคซีน ทุกชนิด ถ้ามีไข้แนะนำาว่ารอให้หายจาก อาการไข้หรือไม่สบายก่อนประมาณ 2 อาทิตย์ จึงค่อยมารับวัคซีน ถาม ทําไมต้องฉีด 3 เข็ม ฉีดแคเข็มเดียวได้ไหม ตอบ ไม่แนะนำา จากการศึกษา แนะนำาให้ฉีดครบสามเข็มจึงจะได้รับภูมิคุ้มกัน ตามที่ทำาการศึกษา ถาม ถ้าฉีดไมครบ 3 เข็ม จะมีผลอยางไร จะยังชวยปองกันได้ไหม ตอบ ถ้าฉีดไม่ครบอาจจะส่งผล ให้ภูมิคุ้มกันขึ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่อาจจะ รับประกันถึงระดับภูมิคุ้มกันในระยะยาวได้ ขอขอบคุณ : แพทยหญิงอุรารมย พันธุมะผล กุมารแพทย ทารกแรกเกิดและปริกําเนิด โรงพยาบาลพญาไท 1 Health Channel June

2017

35


Health Society สมาคมโรคเบาหวานฯ จัดอบรมการรักษาเบาหวาน ด้วยอินซูลิน

จิตอาสามูลนิธิพีซีเอส ร่วมสร้างความสุขแก่ผู้ป่วยเด็ก

แฮตเตอร์ สุขเกษม ประธานมูลนิธิพีซีเอส และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอซีเอส ภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง นำ�ทัพผู้บริหาร และพนักงาน บริษัท รักษาความปลอดภัย พีซีเอส และ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิสเซส จำ�กัด ร่วมเป็นจิตอาสา สนุกสุขสันวันพบปะ ครั้งที่ 6 (Happy Family Day 2017) เพื่อผู้ป่วยเด็กที่พิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ พร้อมมอบอาหารเครื่องดื่ม และของที่ระลึก ให้ผู้ป่วยและครอบครัว

คมส. เร่งกรมอนามัยออกมาตรฐาน “น้ำ�ดื่มปลอดภัย”

ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ประธาน คมส. เผยการรับทราบผลการขับเคลื่อนมติสมัชชา สุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 9 เรื่อง “น้ำ�ดื่มที่ปลอดภัยสำ�หรับประชาชน” โดยมอบหมาย กรมอนามัยจัดทำ�มาตรฐานน้ำ�ดื่มสะอาดทั่วประเทศภายใน 1 ปี หนุนอาสาสมัคร ประชาชนเฝ้าระวังความปลอดภัยตู้น้ำ�ดื่มหยอดเหรียญ ก่อนขยายผลครอบคลุม 6 กลุ่มพื้นที่ทั่ว กทม. กิจกรรมรณรงค์ “ต้านภัย ไข้เลือดออก”

สำ�นักอนามัย จัดกิจกรรม “ต้านภัย ไข้เลือดออก” เพื่อมุ่งให้ประชาชนตื่นตัว ในการป้องกันและปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากโรคไข้เลือดออก กับ “นิทรรศการ ศิลป์แห่งสุขภาพ” หรือ “Art For Health” ประกอบด้วย การบรรยายความรู้ เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก การจัดนิทรรศการที่รวบรวมผลงานภาพของกลุ่มศิลปิน ร่วมสมัย เพื่อถ่ายทอดแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นในการป้องกันตนเอง จากโรคไข้เลือดออก ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

36

Health Channel

June 2017

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับ บริษัทโนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำ�กัด จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การรักษาเบาหวานด้วยอินซูลิน เพื่อเน้นให้เห็นถึง ความสำ�คัญของการคัดกรองโรคเบาหวาน และการบริหารยาฉีดอินซูลินรักษาเบาหวาน โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณแพทย์หญิงวรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมฯ เป็นประธานในการจัดกิจกรรม

รพ.จุฬาฯ มุ่งหวังให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตในวัยชรา อย่างมีคุณภาพ

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดแถลงข่าว “งานชราชนม์ คนคุณภาพ กับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย” เพื่อ ให้ความรู้ความเข้าใจ รวมถึงการเตรียมความพร้อม ในการดูแลรักษาโรค มุ่งหวังให้ผู้สูงวัยได้ใช้ชีวิต ในวัยชราอย่างมีคุณภาพและมีความสุขที่สุด โดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ จัดสร้าง “อาคาร ส.ธ.” เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการดูแลรักษาโรคในผู้สูงอายุ แบบบูรณาการและครบวงจร พร้อมรองรับการดูแลรักษา โรคเฉพาะทางสำ�หรับผู้สูงอายุที่มีจำ�นวนมากขึ้นอีกด้วย


Health Society สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ จัดกิจกรรม

นพ.สุมนัส บุณยะรัตเวช กรรมการกลางและ ประธานฝ่ายอบรมระยะสั้น สมาคมแพทย์ผิวหนัง แห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนสมาคมฯ ดำ�เนินการ

ปิดการอบรมหลักสูตรระยะสั้น วิชาตจวิทยา ครั้งที่ 37

“เมิร์ซเอสเธติกส์” เปิดตัว 3 สุดยอดนวัตกรรมความงาม

นายโอเว่น ซุงก้า ผู้อำ�นวยการด้านการแพทย์ประจำ�ภูมิภาคของเมิร์ซเอเชีย แปซิฟิก พร้อมด้วย ภก.ญ. กิตติวรรณรัตนจันทร์ ผู้จัดการใหญ่ประจำ� บริษัท เมิร์ซเอสเธติกส์ ประเทศไทย จำ�กัด ร่วมเป็นประธานในการแถลงข่าว เปิดตัว 3 สุดยอดนวัตกรรมความงาม จากเยอรมัน และเครื่องมือยกกระชับผิวหน้า และลำ�คอต้นแบบจากอเมริกา พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนแรกของไทย “คุณจุ๋ย – วรัทยา นิลคูหา”

ธรรมศาสตร์ จับมือออมสิน เปิดโครงการ “Workable คนพิการ...ทำ�งานได้”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและ ความยั่งยืนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายนำ�พร ยมนา รองผู้อำ�นวยการ ธนาคารออมสิน กลุ่มทรัพยากรบุคคล ร่วมแถลงข่าวเปิดโครงการ “Workable คนพิการ...ทำ�งานได้” มุ่งฝึกอบรมและฝึกงาน เพื่อส่งเสริมการเข้าทำ�งาน และอาชีพของคนพิการ บูธทิพยประกันภัย Money Expo 2017

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงาน และ นายวิชัย ลิขิตชัยวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย ร่วมเปิดบูธ ทิพยประกันภัย “TIP 4.0” ในงานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 17 (Money Expo 2017) อิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Financial Innovation 4.0 นวัตกรรมการเงิน 4.0” พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ใหม่ล่าสุดของทิพยประกันภัย ประกันภัยรถยนต์สำ�หรับผู้หญิง TIP Lady และ แอพพลิเคชั่น TIP Insure M

พร้อมมอบประกาศนียบัตรการอบรมครบตาม หลักสูตรด้านการดูแลและรักษาโรคผิวหนังประจำ�ปี 2560 เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความชำ�นาญทางวิชาการ โรคผิวหนังในด้านเวชปฏิบัติแก่แพทย์ทั่วไป แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และแพทย์ในสาขาอื่น

เคทีซีรวบรวมน้ำ�ใจ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ในวันกาชาดโลก

หม่อมราชวงศ์ปรียางค์ศรี วัฒนคุณ ผู้ช่วยเลขาธิการ สภากาชาดไทย ฝ่ายการจัดหารายได้ รับมอบ เงินบริจาค จากนางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช ผู้จัดการอาวุโส - ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” ซึ่งสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีร่วมกันบริจาคผ่าน โครงการเคทีซีออนไลน์ เพื่อช่วยเหลือประชาชน

ที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เนื่องในวันกาชาดโลก วันที่ 8 พฤษภาคม ของทุกปี

Health Channel

June 2017

37


¹ÔµÂÊÒÃ

¢ÍàªÔÞªÁÃÒ¡ÒÃ

·Ò§à¹ªÑè¹

ª‹Í§ 22

10 »‚·ÕèàµçÁໂ›ÂÁ´ŒÇ ÊÒÃÐÊØ¢ÀÒ¾ ·Ø¡ÇѹàÊÒÏ

15.00 - 16.00 ¹.

¾ÃŒÍÁà¨ÒÐÅÖ¡¢ŒÍÁÙÅ¢‹ÒÇÊÒôŒÒ¹ÊØ¢ÀÒ¾ ¤§¤ÇÒÁÃÙŒáÅТŒÍÁÙÅ´Õæ à¾×èÍÊØ¢ÀÒ¾ ¨Ò¡ÈÒʵÏ¡ÒÃᾷËÅÒ¡ËÅÒÂ

¶ÒÁÊ´...µÍºÊ´ àËÁ×͹à´ÔÁ µÔÔ´µ‹Íâ¦É³Òä´Œ·Õè â·Ã.

0-2069-5670, 08-1617-6028

ªÁÃÒ¡ÒÃŒ͹ËÅѧ ä´Œ·Õè www.healthchannel.co.th

áÅÐ

www.healthchannel.co.th www.facebook.com/healthchannelmagazine

Íա˹Ö觪‹Í§·Ò§¢Í§âÅ¡¢ŒÍÁÙÅ¢‹ÒÇÊÒà à¾×èÍÊØ¢ÀÒ¾áÅФسÀÒ¾ªÕÇÔµ·Õè´Õ·Ñ駡ÒÂáÅÐ㨠©ÑºäÇ¢Öé¹ àÃçÇ¢Öé¹ ËÅÒ¡ËÅÒ¢Öé¹ à»´ãËŒºÃÔ¡Òþ×é¹·Õèâ¦É³Ò»ÃЪÒÊÑÁ¾Ñ¹¸ã¹ÍѵÃÒÃÒ¤Ò·Õèáʹ»ÃÐËÂÑ´ ʹ㨵ÔÔ´µ‹Í â·Ã. 0-2069-5670, 08-1617-6028


เบต้ากลูแคน จากยีสต์ขนมปัง เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านมะเร็ง เบต้ากลูแคน ไม่ได้เป็นเพียงสารอาหารทีช่ ว่ ยเพิม่ ภูมคิ มุ้ กัน ให้แก่ร่างกายเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้ง การเจริญเติบโตของเชลล์มะเร็งหลายชนิด นอกจากนีย้ งั ช่ายลดอาการ ภูมิแพ้ ลมพิษ และไขข้ออักเสบได้อีกด้วย เบต้ า กลู แ คน คือ สารประกอบของน้ำาตาลกลูโคส ที่พบได้ทั้งในยีสต์ขนมปัง สาหร่าย เห็ด และพืชบางชนิด แต่ไม่พบในสัตว์หรือคน มีสรรพคุณช่วยเพิม่ ภูมคิ มุ้ กันแก่รา่ งกาย และต้านอนุมลู อิสระ ซึง่ โครงสร้างของเบต้ากลูแคนเมือ่ ได้จาก แหล่งทีต่ า่ งกัน ประสิทธิภาพก็จะต่างกันไปด้วย ทัง้ นีข้ นึ้ อยูก่ บั สายพันธุ์พืชที่ใช้ ช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยว และความบริสุทธิ์ของ เบต้ากลูแคนที่สกัดได้ และจากการศึกษา พบว่า เบต้ากลูแคนบริสทุ ธิจ์ ากยีสต์ ขนมปัง มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างภูมคิ มุ้ กันให้รา่ งกายได้ ดีที่สุด ประโยชน์ ข องเบต้ า กลู แ คนจากยี ส ต์ ข นมปั ง คื อ ช่วยเสริมให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ลดการอักเสบ ช่วยเสริมหรือ ใช้แทนยาปฏิชวี นะ ทำาให้บาดแผลหายเร็วขึน้ ในกรณีผา่ ตัดหรือ ผู้ป่วยเบาหวาน ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชลล์มะเร็ง ลดอาการภูมิแพ้ ลมพิษ ลดผลข้างเคียงจากเคมีบำาบัด การ ฉายรังสี ลดอาการไขข้ออักเสบ โรคทางเดินอาหารอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น ผลจากการใช้เบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปังในผู้ป่วย ที่เข้ารับการผ่าตัด พบว่าเบต้ากลูแคนจะช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจนให้กบั เชลล์ผวิ หนัง กระตุน้ เม็ดเลือดขาวทีท่ าำ หน้าที่ ซ่อมแซมบาดแผล ลดการติดเชื้อ และช่วยให้แผลหายเร็ว

สอบถามเรื่อง เบต้ากลูแคน โทร.

ส่วนในผู้ป่วยภูมิแพ้ จะช่วยปรับเปลี่ยนให้ร่างกาย มีความสมดุลทีเ่ หมาะสม ลดอาการแพ้โดยทีไ่ ม่ตอ้ งทานยาแก้แพ้ บ่อยๆ ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ในผู้ป่วยโรคมะเร็ง เบต้ากลูแคนยังช่วย ต่อต้านการเจริญเติบโตของเชลล์มะเร็งหลายชนิด ช่วยยืดอายุ ผูป้ ว่ ยมะเร็งระยะสุดท้าย รวมถึงผูป้ ว่ ยมะเร็งทีต่ อ้ งเข้าการรักษา แบบเคมีบาำ บัด อาจทำาให้เซลล์เม็ดเลือดชนิดต่างๆ หรือเชลล์เยือ่ บุ ได้รับผลกระทบจากการทำาเคมีบำาบัดได้ ดังนั้นเบต้ากลูแคน จะเข้ามาช่วยในการฟื้นฟูตัวของไขกระดูก ทำาให้การสร้าง เม็ดเลือดชนิดต่างๆเป็นไปอย่างปกติ อีกทั้งยังช่วยให้เชลล์ ฟื้นตัวเร็ว ต้านอนุมูลอิสระได้ดี ไม่ เ พี ย งเท่ า นี้ ผู้ ที่ มี ภ าวะเป็ น โรคหื ด สะเก็ ด เงิ น โรคม่านตาอักเสบ โรคพุม่ พวง โรคเหงือกอักเสบเรือ้ รัง ข้อเสือ่ ม เมื่อรับประทานเบต้ากลูแคนอย่างต่อเนื่องจะสามารถช่วยให้ อาการเหล่านี้ทุเลาหรือสามารถกลับมาเป็นปกติได้ดังเดิม หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าเบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปัง จะมีประโยชน์กับคนปกติที่ร่างกายแข็งแรง เหมาะหรือไม่ คำาตอบคือ ได้ เพราะเบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปัง จะช่วยสร้างภูมคิ มุ้ กัน ต่อต้านสิง่ แปลกปลอมทีจ่ ะเข้าสูร่ า่ งกาย ลดความเสี่ยงจากการถูกคุกคามของโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจาก ปัจจัยภายนอก อย่างในนมผงเด็กบางยี่ห้อ หากเราสังเกต จะพบว่า มีเบต้ากลูแคนผสมอยูด่ ว้ ย นัน่ แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ ในเด็กทารกยังสามารถใช้ได้โดยไม่เกิดโทษแต่อย่างใด คงจะดีกว่านี้ถ้าทุกคนรู้จักสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย โรคร้ายก็ไม่สามารถมาเบียดเบียนได้

08-1621-2499

หรือ idHealth Channel health.mkt

June 2017

39


ประชาชื่น MRI

รู้ก่อนปลอดภัย รักษาได้ไม่ลุกลาม MRI Check up ราคาพิเศษ

เมื่อจองตรวจทาง Online @mrithailand MRI »ÃЪҪ×è¹

เรามีศูนย์ MRI ที่มีสาขามากที่สุด ครอบคลุมกว่า 13 สาขา ทั่วประเทศ เรามีแพทย์และทีมงานที่มีประสบการณ์ด้าน MRI มายาวนานกว่า 20 ปี เรามีเครื่องมือที่ทันสมัย มีคุณภาพสูง จึงให้ภาพที่ถูกต้อง ชัดเจน แม่นยำา

ÁÕÊÒ¢Ò¤Ãͺ¤ÅØÁ·ÑèÇ»ÃÐà·È

• • • •

»ÃЪҪ×è¹ ÍÔÁàÁ¨¨Ôé§ à«ç¹àµÍÏ ¢Í¹á¡‹¹ ¾Õ.«Õ.ÍÔÁàÁ¨¨Ôé§ à«ç¹àµÍÏ ËÒ´ãËÞ‹ ¾Õ.«Õ.ÍÔÁàÁ¨¨Ôé§ à«ç¹àµÍÏ Èٹ MRI âç¾ÂÒºÒÅ·ËÒü‹Ò¹ÈÖ¡

• • • •

ºÒ§¹Ò ¾Õ.«Õ.ÍÔÁàÁ¨¨Ôé§ à«ç¹àµÍÏ • ¸¹ºØÃÕ ¾Õ.«Õ.ÍÔÁàÁ¨¨Ôé§ à«ç¹àµÍÏ ¾ÔɳØâÅ¡ ¾Õ.«Õ.ÍÔÁàÁ¨¨Ôé§ à«ç¹àµÍÏ • ÍØ´Ã ¾Õ.«Õ.ÍÔÁàÁ¨¨Ôé§ à«ç¹àµÍÏ ÊØÃÒɮÏ ¾Õ.«Õ.ÍÔÁàÁ¨¨Ôé§ à«ç¹àµÍÏ • Èٹ MRI àªÕ§ÃÒ àªÕ§ãËÁ‹ ¾Õ.«Õ.ÍÔÁàÁ¨¨Ôé§ à«ç¹àµÍÏ • ÈٹàÍç¡«àϤÍÁ¾ÔÇàµÍÏ þ.ÊÁà´ç¨¾ÃÐÂؾÃÒª à´ªÍØ´Á • ÈٹàÍç¡«àϤÍÁ¾ÔÇàµÍÏ âç¾ÂÒºÒŹҧÃͧ

ÊÒÁÒöࢌҵÃǨ MRI ·Ø¡ÍÇÑÂÇÐä´Œ´ŒÇµÑÇàͧ â´ÂäÁ‹µŒÍ§ÃÍãºÊÑè§á¾·Â â·Ã.Êͺ¶ÒÁ MRI Call Center : 0-899-898-777 www.mrithailand.com

Issue 139 June  

“ต้อกระจก” ภัยร้ายกับเทคโนโลยีใหม่ในการรักษา - “วิตามินซี” รักษามะเร็งได้จริงหรือ? - กลิ่นตัวเหม็น...แก้ไขได้ - “พริก” กับการต้านโรคอัลไซเมอ...

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you