Page 1

เอกสารคําสอนวิชา

การทบทวนวรรณกรรมและ การสร้างกรอบแนวคิด

กวินธร เสถียร


A

PUBLISHED BY

ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 99 หมู่ 9 ตาบลท่าโพธิ์ อาเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000 PHONE: (66) 55 96 1962 WEB: https://sites.google.com/a/nu.ac.th/soc-ant-nu/ WRITER

กวินธร เสถียร (PhD. Social Development) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจาภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา CONTACT: SOC034-6 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 99 หมู่ 9 ตาบลท่าโพธิ์ อาเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000 PHONE: (66) 55 96 1947 WEB: https://sites.google.com/a/nu.ac.th/gwyntorns/ EMAIL: gwyntorns@nu.ac.th PROOFREADER

จิราพร เพ็งลา บรรณารักษ์ประจาคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร COVER DESIGN

กวินธร เสถียร ข้อมูลบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ กวินธร เสถียร. เอกสารคาสอนวิชา: การทบทวนวรรณกรรม. – พิษณุโลก: ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2560. 174 หน้า.


B

คำนำ

เอกสารค าสอนเล่ ม นี้ ใช้ ส าหรั บ รายวิชา การทบทวนวรรณกรรมและการ สร้างกรอบแนวคิด รหัสวิชา 830380 ซึ่ง เป็นวิชาเลือกเสรีสาหรับนิสิตระดับปริญญา ตรี หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (ศศ.บ.) สาขาวิชาพัฒนาสังคม ภาควิชาสังคมวิทยา และมานุ ษ ยวิ ท ยา คณะสั ง คมศาสตร์ นอกจากนั้ น ยั ง เปิ ด โอกาสให้ นิ สิ ต ระดั บ ปริญญาตรีทุกสาขาวิชาของมหาวิทยาลัย นเรศวร ลงทะเบียนเป็นวิชาเลือกเสรีได้ ของข่ายของรายวิชาจะให้ค วามรู้ เกี่ ย วกั บ การทบทวนวรรณกรรมและการ สร้างกรอบแนวคิดเพื่อการวิจั ยในรายวิชา วิทยานิพนธ์ มีเนื้อหา 7 บท ได้แก่ 1) บท น า 2) ความหมายของการทบทวน วรรณกรรม 3) ปัญหาของวิธีการทบทวน วรรณกรรม 4) หลักการและเทคนิควิธีการ ทบทวนวรรณกรรม 5) การเขียนผลการ ทบทวนวรรณกรรม 6) เอกสารอ้างอิงและ บรรณานุกรม 7) จรรยาบรรณต่อการเขียน ในแต่ละบทจะมีกิจกรรมตอนท้ าย เพื่อให้นิสิตทบทวนเนื้อหา และศึกษาหา

ความรู้เพิ่มเติม ส่วนเอกสารที่แนะนาเพื่อ อ่านประกอบเพิ่มเติมจะปรากฎในรายการ ภาคผนวก ขอขอบพระคุณ รศ.ดร.พัชรินทร์ สิรสุนทร และ รศ.ดร.ชฎา ณรงค์ฤทธิ์ ผู้ เป็นแบบอย่างต่องานวิชาการของผู้เขียน, ดร.ศศิ ธ ร ติ ณ ะมาศ ต่ อ ไฟล์ ค่ า Impact Factor วารสารต่างประเทศ และคุณจิราพร เพ็งลา ที่ให้ความช่วยเหลือด้านบริการ ยืมคืนหนังสือ ตรวจทานต้นฉบับในทุกๆ ผลงานเสมอมา ทั้งยังเป็นกัลยาณมิตรทาง ความคิดต่อนิสิตระดับปริญญาตรี/โท/เอก ในที่ปรึกษาของผู้เขียนรุ่นแล้วรุ่นเล่า คุณประโยชน์อันใด จากเอกสารคา สอนนี้ ขอมอบแด่คุณูปการของคณาจารย์ นั ก วิ จั ย นั ก วิ ช าการ นิ สิ ต ซึ่ ง เป็ น ผู้ แ ต่ ง หนั ง สื อ ต ารา รายงานวิ จั ย บทความ วิชาการและวิทยานิพนธ์ที่ผู้เขียนใช้ค้นคว้า อ้างอิง และขอมอบเป็นกตัญญูกตเวทิตา แด่ครอบครัวเสถียร เรณุมาศ และ คานุช กวินธร เสถียร


C

สำรบัญ บทที่

หน้า

1 บทนา ............................................................................................................................... 1 1.1 ก่อนการทบทวนวรรณกรรม ....................................................................................... 1 1.2 นิยามศัพท์เฉพาะ ...................................................................................................... 3 1.3 ข้อตกลงเบื้องต้น ....................................................................................................... 3 2 ความหมายของการทบทวนวรรณกรรม .............................................................................. 7 2.1 วรรณกรรมและการทบทวนวรรณกรรม ....................................................................... 7 2.1.1 ความหมายของวรรณกรรม ............................................................................... 7 2.1.2 ประเภทของวรรณกรรม .................................................................................... 9 2.1.3 ความหมายของการทบทวนวรรณกรรม ........................................................... 12 2.2 การทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการ ....................................................................... 19 2.3 ความสาคัญของการทบทวนวรรณกรรม .................................................................... 20 2.4 การเขียนเชิงวิชาการ ............................................................................................... 22 2.4.1 ประเภทงานเขียนเชิงวิชาการ .......................................................................... 24 2.4.2 ลักษณะงานเขียนวิชาการที่ดี ........................................................................... 30 3 ปัญหาของวิธีการทบทวนวรรณกรรม ................................................................................ 35 3.1 ตาราด้านการทบทวนวรรณกรรม.............................................................................. 35 3.2 ปัญหาด้านการทบทวนวรรณกรรม ........................................................................... 39 3.3 ปัญหาที่พบในการเขียนบททบทวนวรรณกรรม .......................................................... 48 4 หลักการและเทคนิควิธีการทบทวนวรรณกรรม................................................................... 65 4.1 หลักการทบทวนวรรณกรรม ..................................................................................... 65 4.1.1 โครงสร้างการทบทวนวรรณกรรม .................................................................... 65 4.1.2 แผนที่วรรณกรรม ........................................................................................... 67 4.1.3 เค้าโครง/โครงเรื่องเบื้องต้น ............................................................................. 70 4.1.4 เนื้อหาสาระของการทบทวนวรรณกรรม ........................................................... 73 4.1.5 ขอบเขตการทบทวนวรรณกรรม ...................................................................... 76 4.1.6 ระยะเวลาที่ใช้ทบทวนวรรณกรรม .................................................................... 78 4.1.7 เกณฑ์การตรวจสอบคุณค่าวรรณกรรม ............................................................. 79 4.2 ขั้นตอนการทบทวนวรรณกรรม ................................................................................ 86


D

4.2.1 การรวบรวมข้อมูล .......................................................................................... 88 4.2.2 เทคนิคการสืบค้นข้อมูล........................................................................................ 94 4.2.3 เทคนิคการใช้คาสั่งทางตรรกศาสตร์ ...................................................................... 96 4.2.4 การบันทึก .................................................................................................... 100 4.2.5 เทคนิคการอ่าน ............................................................................................ 102 4.2.6 ความคิดสร้างสรรค์ ....................................................................................... 107 4.2.7 การวิเคราะห์และสังเคราะห์วรรณกรรม .......................................................... 109 5 การเขียนผลการทบทวนวรรณกรรม ............................................................................... 111 5.1 องค์ประกอบของเนื้อหาต่างๆ ................................................................................. 111 5.2 ลาดับการนาเสนอ ................................................................................................. 115 5.3 เทคนิคการเขียนบททบทวนวรรณกรรม .................................................................. 116 5.4 การพิจารณาความถูกต้องของการเขียนบททบทวน ................................................. 124 5.5 ข้อควรระวังในการเขียนบททบทวนวรรณกรรม........................................................ 125 6 เอกสารอ้างอิงและบรรณานุกรม ..................................................................................... 127 6.1 ความหมายและความสาคัญของการอ้างอิง ............................................................. 127 6.2 การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา ............................................................................... 128 6.3 การอ้างอิงแบบใช้ตัวเลข ........................................................................................ 133 6.4 บรรณานุกรม ........................................................................................................ 135 7 จรรยาบรรณสาหรับการวิจัย ........................................................................................... 141 7.1 ความหมายของจรรยาบรรณ .................................................................................. 141 7.2 การประพฤติผิดและระดับความผิด.......................................................................... 143 7.3 แนวทางปฏิบัติของจรรยาบรรณนักวิจัย .................................................................. 146 บรรณานุกรม .................................................................................................................... 151 ภาคผนวก ก มคอ.3 รายละเอียดรายวิชา .......................................................................... 161 ภาคผนวก ข แบบทดสอบก่อนเรียน .................................................................................. 169 ภาคผนวก ค หนังสือแนะนา ............................................................................................. 173


E

สำรบัญตำรำง

ตาราง 1 ระดับการทบทวนวรรณกรรม................................................................................. 16 ตาราง 2 ความแตกต่างของการทบทวนวรรณกรรมในงานวิจัยเชิงปริมาณ-เชิงคุณภาพ .......... 17 ตาราง 3 ตัวอย่างการทบทวนสถานภาพการวิจัยโดยการตอบคาถามหลัก 5 ด้าน ................... 21 ตาราง 4 ตัวอย่างตาราที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการทบทวนวรรณกรรม .................................... 36 ตาราง 5 ตัวอย่างการกาหนดเค้าโครงรูปแบบต่างๆ............................................................... 73 ตาราง 6 การทบทวนวรรณกรรมเฉพาะช่วงเริ่มต้น ............................................................... 78 ตาราง 7 การทบทวนวรรณกรรมตลอดการวิจัย .................................................................... 79 ตาราง 8 ตัวอย่างดัชนีการอ้างอิงวารสารของไทยด้านมนุษยศาสตร์ ....................................... 83 ตาราง 9 ตัวอย่างดัชนีการอ้างอิงวารสารต่างประเทศด้านมนุษยศาสตร์ .................................. 85 ตาราง 10 ตัวอย่างแหล่งรวบรวมวรรณกรรมจากฐานข้อมูลออนไลน์ต่างประเทศ .................... 92 ตาราง 11 ตัวอย่างแหล่งรวบรวมวรรณกรรมจากฐานข้อมูลออนไลน์ในประเทศ ...................... 94 ตาราง 12 ความแตกต่างระหว่างความคิดเชิงวิเคราะห์และความคิดเชิงสร้างสรรค์ ................ 108 ตาราง 13 คาที่ใช้เขียนเชื่อมความในประโยคต่างๆ ............................................................. 118 ตาราง 14 ตัวอย่างการเขียนเชื่อมความกรณีที่อ้างถึงงานวิจัยก่อนหน้าในภาษาอังกฤษ ......... 119 ตาราง 15 รูปแบบการเขียนบรรณานุกรมแบบ APA 6th edition ......................................... 137


F

สำรบัญภำพ

ภาพ 1 กรอบการจาแนกวรรณกรรมเชิงวิชาการ................................................................... 11 ภาพ 2 การทบทวนวรรณกรรมเบื้องต้น ............................................................................... 17 ภาพ 3 การทบทวนวรรณกรรมในระดับสูง............................................................................ 18 ภาพ 4 ตัวอย่างการก๊อบปี้บทคัดย่อจากวารสารออนไลน์ ....................................................... 44 ภาพ 5 ตัวอย่างการวางบทคัดย่อลงใน Microsoft Word 2010 ............................................. 44 ภาพ 6 จิ๊กซอร์ภาพ ............................................................................................................ 45 ภาพ 7 แผนภูมิวงกลมแสดงจานวนหน้าของตัวอย่างวิทยานิพนธ์ .......................................... 52 ภาพ 8 โครงสร้างการทบทวนวรรณกรรม............................................................................. 66 ภาพ 9 ตัวอย่างการใช้แผนที่วรรณกรรมแบบลาดับชั้น .......................................................... 68 ภาพ 10 ตัวอย่างการใช้แผนที่วรรณกรรมแบบวงกลม........................................................... 69 ภาพ 11 ตัวอย่างการใช้แผนที่วรรณกรรมแบบแผนทีค่ วามคิดด้วย Microsoft Visio ............... 69 ภาพ 12 การกาหนดขอบเขตการทบทวน............................................................................. 77 ภาพ 13 ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลต่างๆ ..................................................................... 81 ภาพ 14 ขั้นตอนการทบทวนวรรณกรรม .............................................................................. 87 ภาพ 15 ความเป็นปัจจุบันของวรรณกรรมแต่ละประเภท....................................................... 89 ภาพ 16 ตัวอย่างการสืบค้นโดยใช้คาว่า aging จากเว็บ Search.com และ Wiley .................. 91 ภาพ 17 ตัวอย่างการค้นหาจาก BING Web โดยใช้บูลลีน not ............................................. 98 ภาพ 18 ตัวอย่างการบันทึกข้อความสืบค้นลงในบัตรบันทึก ................................................. 101 ภาพ 19 ระบบปฏิสัมพันธ์ของการเขียนและการอ่าน........................................................... 102 ภาพ 20 โครงสร้างการเขียนเนื้อหาในบททบทวนวรรณกรรม .............................................. 113 ภาพ 21 เครือข่ายการทบทวนวรรณกรรมเรื่องการพัฒนาและพิสูจน์โครงสร้าง DNA ............ 123


1

บทที่ 1 บทนำ 1.1 ก่อนการทบทวนวรรณกรรม ปัญหาสาคัญประการหนึ่งของนิสิต และนักวิจัยที่จาเป็นต้องจัดทางานเขียนทางวิชาการ ทั้งที่อยู่ ในรูปของรายงาน สารนิพนธ์ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ปริญญานิพนธ์/วิทยานิพนธ์ หรือ แม้กระทั่งนักวิจัยที่จาเป็นต้องจัดทาข้อเสนอโครงการวิจัย รายงานวิจัย หรือบทความวิจัย คือ การเขียนบททบทวนวรรณกรรมหรือการสารวจเอกสารและรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง บ่อยครั้งมักจะมีข้อสงสัยอยู่เสมอว่า “การทบทวนวรรณกรรมควรเริ่มต้นและสิ้นสุดลงเมื่อใด” “การทบทวนวรรณกรรมควรครอบคลุมเนือ้ หาสาระใดบ้าง” “แหล่งที่อยู่ของวรรณกรรมทั้งที่เป็นแหล่งต้นกาเนิดและแหล่งรองมีความน่าเชื่อถือหรือ มีมาตรฐานซึง่ เป็นที่ยอมรับกันในทางวิชาการมากน้อยเพียงใด” และ “ลักษณะการเขียนบททบทวนวรรณกรรมที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร” ในขณะที่นักวิจัยบางส่วนไม่เห็นความสาคัญของการทบทวนวรรณกรรม จนในสมัยหนึ่ง มีการถกเถียงกันในวงวิชาการว่า การเขียนบทความปริทัศน์ ซึ่งเป็นงานเขียนที่เกิดจากการ ทบทวนเอกสาร งานวิจัย และการติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการของศาสตร์สาขาใดสาขาหนึ่ง โดยนักวิชาการชั้นครูนั้น ไม่ใช่ผลงานทางวิชาการเพราะได้มาจากการคัดลอกผลงานของนักวิ จัย อื่น ทาให้นักวิจัยจานวนมากเกิดความแคลงใจว่า ผู้ที่กล่าวเช่นนี้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ใน เรื่องการทบทวนวรรณกรรมหรือไม่ (สุธีระ ประเสริฐสรรพ์, 2544) นิสิตส่วนใหญ่ ตลอดจนนักวิจัยบางส่วนมักไม่เข้าใจการเขียนบททบทวนวรรณกรรมทา ให้โครงร่างงานวิจัยจานวนมากทาการทบทวนวรรณกรรมอย่างไม่มีเป้าหมาย หรือแม้กระทั่ง ปริญญานิพนธ์ที่ดาเนินการแล้วเสร็จ ปรากฏว่าบททบทวนวรรณกรรมจานวนมากไม่ได้แสดงถึง ความสามารถทางวิชาการของผู้เขียนอย่างแจ่มชัด และบ่อยครั้งที่พบว่าเป็นเพียงการเขียนบอก เล่าว่าได้อ่านอะไรมาบ้าง แต่ละย่อหน้าจะสรุปว่าเอกสารเหล่านั้นใครเป็นผู้ศึกษา ทาเมื่อปี พ.ศ. หรือ ค.ศ. ใดไล่เรียงกันไปเป็นลาดับ และได้ผลการศึกษาอย่างไร ซึ่งการเขียนในลักษณะดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ายังขาดการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของข้อมูลในอดีต และไม่สังเคราะห์ให้เห็น เป้าหมายของความรู้ในอนาคต ทั้งนี้ จานวนย่อหน้าที่ปรากฏในบททบทวนวรรณกรรมอาจ สะท้อนให้เห็นถึงจานวนเอกสารที่ผู้เขียนได้ค้นคว้ามา ซึ่งมักจะถูกเปรียบเปรยจากคณะกรรมการ สอบป้องกันวิทยานิพนธ์ว่ามีลักษณะการเขียนแบบ “ขนมชั้น”, “คอนโดงานวิจัย”, “ป้าย-ปะ, โปะแปะ”, “ก๊อบปี้วาง” (cut/copy & paste) (คมสันต์ สุริยะ, 2552; อรุณี อ่อนสวัสดิ์, 2551, หน้า 41; Wikipedia, 2011; ไพฑูรย์ สินลารัตน์, 2552, หน้า 68) หรือ “หัวข้อผี”, “ปรบมือข้างเดียว” (ดุจเดือน พันธุมนาวิน, 2549, หน้า 199-201) ทาให้ผลงานทางวิชาการนั้นมีมาตรฐานทาง


2

วิชาการลดลง และสาหรับนักวิจัยแล้วอาจส่งผลให้พลาดโอกาสที่จะได้รับทุนสนับสนุนจากแหล่ง วิจัย เพราะไม่สามารถแสดงความเชื่อมโยง (justification) ให้กรรมการผู้พิจารณาเห็นว่า นักวิจัย มีองค์ความรู้อย่างรอบด้านแล้วในทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนที่สอดคล้องและแตกต่างกัน หรือรู้ว่ามีผู้ใดศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องไว้บ้าง และงานวิจัยนั้นมีความคุ้มค่าต่อการสนับสนุน ทุนวิจัยมากน้อยเพียงใด ซึ่งการเสนอขอทุนวิจัย กรรมการผู้พิจารณาเค้าโครงวิจัยที่ชานาญจะ ประมวลเอกสารที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย เพราะเชื่อว่าถ้าบททบทวนวรรณกรรมเขียนได้อย่างมี มาตรฐาน จึงควรที่จะพิจารณาส่วนอื่นต่อไป การทบทวนวรรณกรรม ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งที่สาคัญในกระบวนการวิจัย และมีความ เชื่อมโยงกับขั้นตอนอื่นๆ ตั้งแต่การระบุที่มาและความสาคัญของปัญหา การกาหนดกรอบแนวคิด การกาหนดสมมติฐานหรือทดสอบสมมติฐาน การกาหนดตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวม ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล จนถึงส่วนสรุปและอภิปรายผล แม้ว่าขั้นตอนการกาหนดปัญหาวิจัยจะ เป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการวิจัยก็ตาม แต่การทบทวนวรรณกรรมก็ต้องดาเนินการควบคู่กัน ไปด้วย เนื่องจากปัญหาที่ต้องการทาวิจัยในระยะแรกมักมีลักษณะกว้างเกินไปจนไม่สามารถวาง แผนการวิจัยที่ชัดเจนได้ การทบทวนวรรณกรรมในขั้นต้นจะมีส่วนช่วยกาหนดปัญหาวิจัยได้อย่าง เหมาะสม มีคุณค่า และมีความชัดเจนมากขึ้น ช่วยให้ นิสิตเกิดความมั่นใจถึงความเป็นไปได้ต่อ การทาการวิจัย หรือแม้กระทั่งการเก็บข้อมูลได้ดาเนินการแล้วเสร็จ การทบทวนวรรณกรรมก็ยัง ต้องดาเนินต่อไป เพราะนิสิตไม่อาจทราบว่า องค์ความรู้ในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นวิจัยที่ ดาเนินการอยู่ในขณะนั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด หากไม่ติดตามความก้าวหน้า อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น นิสิตจึงต้องปรับปรุงการเขียนทบทวนวรรณกรรมให้มีความเป็นปัจจุบันที่สุด ประเด็ น ปั ญ หาส าคั ญ อี ก ประการหนึ่ ง คื อ ต ารา (textbook) ทั้ ง เล่ ม ที่ มี เ นื้ อ หาหลั ก เกี่ยวกับการทบทวนวรรณกรรมส่วนใหญ่เป็นตาราภาษาต่างประเทศ เช่น ตาราของ Ridley (2008) Fink (2005) และ Hart (2010) ซึ่งถูกวิพากษ์ว่า ใช้ภาษาค่อนข้างยาวในการอธิบายจึง อาจอ่านเข้าใจได้ยาก (สิทธิ์ ธีรสรณ์, 2552, หน้า 104) ส่วนตาราภาษาไทยที่มีเนื้อหาทั้งเล่ม กล่าวถึงการทบทวนวรรณกรรมพบเพียง 1 เล่ม ของ วันทิพย์ สินสูงสุด (2549) แต่ความ สมบูรณ์ด้านเนื้อหาหรือการอรรถาธิบายโดยยกตัวอย่างประกอบยังไม่เด่นชัดเท่างานเขียนของ สิทธิ์ ธีรสรณ์ (2552, หน้า 81-105) ซึ่งเนื้อหาการทบทวนวรรณกรรมเป็นเพียงบทๆ หนึ่งใน หนังสือเท่านั้น เช่นเดียวกันกับตาราหรือหนังสือของนักวิชาการท่านอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ยังพบ ได้ในคู่มือการจัดทาสารนิพนธ์ของสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งกาหนดแนวทางการเขียนไว้สั้นๆ ไม่ได้เน้นนาเสนอเนื้อหาอย่ างเป็นหลักการ ดังนั้น มาตรฐานของบททบทวนวรรณกรรมใน ปริญญานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษา จึงมีความแตกต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัย และเป็นไปตาม ข้อเสนอแนะของกรรมการที่ปรึกษาแต่ละท่าน อย่างไรก็ดี การอ่านและการเขียนบททบทวน วรรณกรรมย่อมต้องมีหลักสากลที่ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ ความสาคัญดังกล่าวมา เอกสารคาสอนนี้จึงได้พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอนใน รายวิ ช า การทบทวนวรรณกรรมและการสร้ า งกรอบแนวคิ ด (Literature Review and


3

Development of a Conceptual Framework) รหัสวิชา 830380 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษา หลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิตสาขาวิชาพัฒนาสังคม หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2555 สาหรับนิสิตชั้น ปีที่ 3 ภาคการศึกษาต้น รวมถึงรายวิชาวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาตรี 1-3 (830391, 830392, 830393) โดยมุ่งหมายที่จะนาเสนอสภาพปัญหา แนวคิด หลักการ และแนวทางการทบทวน วรรณกรรม เพื่อเป็นข้อเสนอแนะแก่นิสิต และรวมถึงนักวิจัยทั่วไปใช้เป็นแนวทางนาเสนองาน วิชาการด้านสังคมศาสตร์ได้อย่างมีมาตรฐานและอยู่บนพื้นฐานที่สร้างสรรค์ต่อสังคม 1.2 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. วรรณกรรม (literature): หมายถึง งานนิพนธ์ที่มีรูปแบบ มีเนื้อหาสาระที่ผู้จัดทาต้องการสื่อ ความคิดไปยังผู้อ่าน ผู้ฟัง ทั้งที่อยู่ในรูปของสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ ตารา บทความวิจัยใน วารสาร วิทยานิพนธ์ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เอกสารทางราชการ ฯลฯ และไม่ได้อยู่ใน รูปของสิ่งพิมพ์ เช่น บทความเผยแพร่ลงในอินเทอร์เน็ต ฐานข้อมูลออนไลน์ ฯลฯ หรือ วรรณกรรมมุขปาฐะ (oral tradition) เช่น ปาฐกถา บทพูดทางวิทยุ โทรทัศน์ บทสัมภาษณ์ ฯลฯ ซึ่งวรรณกรรมเหล่านี้นักวิจัยได้รวบรวมเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดทางานเขียนทาง วิชาการ เช่น 2. การทบทวนวรรณกรรม (literature review): หมายถึง ขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการวิจัยที่มี เป้าหมายเพื่อสารวจ คัดเลือก และประเมินค่าวรรณกรรมต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แล้ว นามาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนผลการศึกษาออกมาเป็นบททบทวนวรรณกรรมที่แสดง ให้เห็นถึงองค์ความรู้ หรือความเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาที่นักวิจัยจะดาเนินการศึกษา โดย ปรากฏในบทที่ 2 ของปริญญานิ พ นธ์ หรือที่ม าและความส าคั ญของปัญหาในบทความ วารสารทางวิชาการ การวิจัยนี้ผู้วิจัยเลือกใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงพรรณนาความ (narative literature review) 3. งานเขียนเชิงวิชาการ (academic writting): หมายถึง งานที่เขียนขึ้นจากการศึกษาค้นคว้า องค์ความรู้ในศาสตร์สาขาใดสาขาหนึ่งอย่างลุ่มลึก โดยใช้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ใช้ภาษา เขียนอย่างเป็นทางการ มีลักษณะการเขียนแบบบรรยายโวหาร แสดงให้เห็นถึงองค์ความรู้ และความก้าวหน้าของวิทยาการแขนงต่างๆ โดยผู้อ่านที่เป็นกลุ่มเป้าหมายคือ นิสิต นักวิจัย นักวิชาการ และกลุ่มวิชาชีพต่างๆ ลักษณะงานเขียนเชิงวิชาการในที่นี้หมายถึง บทความทาง วิชาการ บทความปริทัศน์ ตารา งานวิจัย และวิทยานิพนธ์ด้านสังคมศาสตร์ 1.3 ข้อตกลงเบื้องต้น ข้อตกลงเบื้องต้นเป็นการสร้างความเข้าใจกับผู้อ่านสาหรับรูปแบบการเขียนที่ปรากฏในเอกสารคา สอนนี้ จานวน 6 ข้อ ได้แก่ 1) ไม่ใช้การทับศัพท์ 2) การใช้เครื่ องหมายวรรคตอน 3) การใช้


4

ตัวพิมพ์ภาษาอังกฤษ 4) รูปแบบการอ้างอิง และ 5) การยกตัวอย่างในข้อความกรอบ 6) การใช้ บุรษุ สรรพนามแทนผู้อ่านและผู้เขียน โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ไม่ใช้การทับศัพท์: ชื่อผู้เขียนชาวต่างประเทศที่นามาอ้างอิงจะใช้ตัวพิมพ์ภาษาอังกฤษ โดย ระบุเพียงนามสกุล ตามหลักการอ้างอิงในระบบ APA โดยไม่ใช้การทับศัพท์ เพื่อหลีกเลี่ยง การเขียนคาทับศัพท์ การถอดรูปคา รูปเสียงผิดไปจากหลักภาษาไทย และจะมีเนื้อความมาก เกินไป ส่วนการอ้างอิงเอกสารภาษาไทยจะระบุทั้งชื่อและนามสกุล ซึ่งผู้อ่านสามารถสืบค้น ข้อมูลเอกสารอ้างอิงทั้งหมดได้นาไปแสดงในรายการบรรณานุกรม (ท้ายบทที่ 7) 2. กรณีที่มีเครื่องหมายวรรคตอน: ( / ) ในเนื้อหา หมายความว่า คาๆ นั้นมีความหมายได้ 2 ความหมาย จะเลือกใช้คาใดคาหนึ่งก็สามารถสื่อความได้เหมือนกัน ผู้เขียนจะไม่ตัดคาหรือ เลือกใช้คาใดคาหนึ่ง แต่จะใช้ทั้ง 2 คาเพื่อให้ผู้ อ่านได้ความรู้ในวงกว้าง ทั้งนี้ เครื่องหมาย วรรคตอนจะใช้สื่อความหมายเฉพาะคาสาคัญทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยกเว้นคาว่า n/a หมายถึง ไม่มีข้อมูล (not available) 3. การกากับคาสาคัญด้วยภาษาอังกฤษ: ใช้ตัวอักษรพิมพ์เล็กสาหรับคาศัพท์ทางวิชาการ และ ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ในชื่อสถานที่ บุคคล เฉพาะอักษรตัวแรกทุกคา และอักษรย่อ วิธีการนี้ ผู้เขียนอิงตามรูปแบบหนังสือแปลเรื่อง กาเนิดสปีชีส์ (The Origin of speices) (ดาร์วิน, 2558) 4. รู ป แบบการอ้ า งอิ ง : ใช้ ร ะบบ APA 6th edition อ้ า งอิ ง แทรกในเนื้ อ หาตามระบบนามปี (name-year system) ใน 2 แบบ คือการอ้างอิงโดยระบุเลขหน้า และการอ้างอิงวั สดุทั้งเล่ม โดยไม่เจาะจงเลขหน้า (กรณีข้อมูลที่มาจากฐานข้อมูลออนไลน์) หรืออ้างโดยกล่าวถึงเนื้อหา จากหนังสือนั้นในภาพรวม 5. ข้อความตัวอย่างในกรอบ: ในบทที่ 3 ปัญหาของวิธีการทบทวน จะปรากฎข้อความจาก วิทยานิพนธ์ที่นามาเป็นตัวอย่างในกรอบ โดยคงเนื้อหาเดิมตามต้นฉบับ ไว้ แต่จะขีดเส้นใต้ ข้อความที่มีส่วนผิดเพื่อให้ง่ายต่อการสังเกต 6. การใช้บุรุษสรรพนาม: ด้วยมีการใช้คาสรรพนามหลากหลายในบริบทการวิจัย แทนตัวผู้เขียน และผู้อ่าน และผู้เกี่ยวข้องในงานวิัจัย ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความสันสน จึงได้กาหนดนิยาม ศัพท์เฉพาะในเอกสารคาสอนไว้ดังนี้ ผู้เขียน: หมายถึง ผู้เขียนเอกสารคาสอนนี้ หรือผู้เขียนบทความวิชาการ หนังสือ ตารา งานวิจัย ทั้งนี้ ให้ผู้อ่านพิจารณาจากบริบทของข้อความในประโยค ผู้วิจัย: หมายถึ ง นิ สิ ต ระดั บ ปริ ญ ญาตรี หรื อ นิ สิ ต ระั ดั บ บั ณ ฑิ ต ศึ ก ษา หรื อ นักวิจัย ซึ่งจะใช้คานี้เมื่อนางานวิจัยที่ดาเนินการเสร็จสิ้นมาเป็นตัวอย่าง นิสิต: หมายถึง นิสิตระดับปริญญาตรี และนิสิตระัดับบัณฑิตศึกษาที่ต้องจัดทา สารนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เพื่อเป็นส่วน หนึ่งในการศึกษาในกลุ่มสาขาวิชาด้านสังคมศาสตร์


5

นักวิจัย:

หมายถึง ผู้ใช้ความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพในการดาเนินการศึกษา ค้นคว้าเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามระเบียบแบบแผนวิธีการวิจัย เพื่อให้ได้ คาตอบในประเด็นที่สงสัย โดยเป็นนักวิจัยในสถาบันการศึกษา หรือ เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ที่มีความชานาญในทักษะการ วิ จั ย หรื อ อาจยั ง ขาดความเชี่ ย วชาญก็ ไ ด้ ทั้ ง นี้ ผู้ เ ขี ย นจะคงค าว่ า “นักวิจัย” ไว้ กรณีที่ข้อความหรือประโยคที่กล่าวถึงนั้น นามาจากตารา หนังสือที่ใช้อ้างอิง

กรอบ 1 ตัวอย่างข้อตกลงเบื้องต้น ข้อตกลง 1,4 ไม่ใช้การทับศัพท์และใช้การอ้างอิงในระบบ APA  วิลฮอต์ (Wilhoit, 2010, pp. 128-132) กล่าวถึงขั้นตอนการเขียนบทความไว้ 7 ขั้นตอน  Wilhoit (2010, p. 128-132) กล่าวถึงขั้นตอนการเขียนบทความไว้ 7 ขั้นตอน ข้อตกลง 2 การใช้เครื่องหมายวรรคตอน  วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา  วิทยานิพนธ์/ปริญญานิพนธ์ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ข้อตกลง 3 การกากับคาสาคัญด้วยภาษาอังกฤษ  กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method)  การวิเคราะห์เมต้าในงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ (meta-analysis in social research) ข้อตกลง 5 การเน้นข้อความโดยคงตามต้นฉบับเดิม  หลังจากทบทวนวรรณกรรมต่างๆ สามารถกาหนดเป็นแกรมแนวคิดในการวิจัยได้ดังนี้....

1.4 คาถาม/กิจกรรมท้ายบท 1. ให้นิสิตศึกษาบทความจากงานวิจัยเรื่อง Men’s music ability and attractiveness to women in a real-life courtship context (https://goo.gl/u2uiTi) (Gueguan, Meineri & Lokou, 2013) และตอบคาถามว่าผู้ัวิจัยนาส่วนเนื้อหาการทบทวนวรรณกรรมไปใช้ประโยชน์ อย่างไร 2. ให้นิสิตศึกษาบทความเรื่อง America’s Fancy Pet Food Addiction Is a Big Problem for the Environment (https://goo.gl/aYhaao) (Panko, 2017) จากนั้นอ่านบทแปลจาก Research Gate: ทาสแมวมีหนาว เมื่อถูกกล่าวเป็นจาเลย (https://goo.gl/tiqDuJ) (กวินธร เสถียร, 2560) และตอบคาถามว่า ส่วนใดเป็นวรรณกรรมที่ผู้เขียนนามาใช้ประกอบใน บทความ


6

การอ่านดูเป็นเรื่องปกติในสังคมญี่ปุ่น...@บนรถไฟฟ้าไปตลาดนิชิกิ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ภาพ: กวินธร เสถียร, 9 พฤษภาคม 2557


7

บทที่ 2 ควำมหมำยของกำรทบทวนวรรณกรรม รายละเอียดของเนื้อหาในบทที่ 2 กล่าวถึงนิยามความหมายของวรรณกรรมและการทบทวน วรรณกรรม ซึ่งไม่ได้เจาะจงเฉพาะวรรณกรรมเชิงวิชาการเท่านั้น เพราะนิสิต/นักวิจัย แต่ละคน ต่างมีปัญหาหรือกาหนดขอบเขตการวิจัยแตกต่างกันไป ผู้เขียนจึงให้ความหมายในภาพกว้าง เนื้อหาส่ วนต่อมาจะกล่าวถึงความสาคัญของการทบทวนวรรณกรรม ประเภทงานเขียนเชิง วิชาการ และรายละเอียดของงานเขียนที่ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานและมีคุณค่าทางวิชาการ นั้นจะมีลักษณะเช่นไร เนื้อหาในแต่ละหัวข้อมีรายละเอียดดังนี้ 2.1 วรรณกรรมและการทบทวนวรรณกรรม 2.1.1 ความหมายของวรรณกรรม วรรณกรรม (literature works/general literature) ปรากฏเป็นครั้งแรกในพระราชบัญญัติคุ้มครอง วรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474 (21 มิถุนายน 2474, หน้า 129-130) โดยรวมคาว่า “วรรณกรรมและศิลปกรรม” ไว้ด้วยกันและให้หมายความถึง การทาขึ้นทุกชนิดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ และแผนกศิลป จะแสดงออกโดยวิธีหรือรูปร่างอย่างใดก็ตาม เช่น สมุด สมุด เล็ก และหนังสือ ปาฐกถาอื่น เทศนาหรือวรรณกรรมอื่นๆ อันมีลักษณะเช่นเดียวกัน หรือนาฏกี ยกรรม หรือนาฏกีย–ดนตรีกรรม...” อิงอร สุพันธุ์วณิช (2547, หน้า 1) และ ศิวกานท์ ปทุมสูติ (2553, หน้า 135) อธิบาย ว่า วรรณกรรม คือหนังสือหรือเอกสารที่ประกอบขึ้นโดยมีชั้นเชิงทางศิลป เรียบเรียงด้วยความ พยายามที่จะสื่อสารประการต่างๆ ยกเว้นตาราวิชาการไม่ถือว่าเป็นวรรณกรรม ลักษณะงานเขียน ในปัจจุบันถือว่าเป็นวรรณกรรม (contemporary literature) ทั้งสิ้น (กุหลาบ มัลลิกะมาส, 2517, หน้า 1 อ้างอิงใน สายทิพย์ นุกูลกิจ, 2543, หน้า 1) ซึ่งความเป็นปัจจุบันนี้พิจารณาได้จากความ แตกต่างกับวรรณกรรมในอดีตช่วงก่อนรัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2367-2394) เนื่องจากลักษณะงาน เขียนมีแนวโน้มที่เป็นสากลมากขึ้นไม่จากัดเฉพาะเอกลักษณ์แบบวรรณคดีไทยที่มีมาแต่เดิม แตกต่างจาก สิทธา พินิจภูวดล (2515, หน้า 35) ให้ความหมายวรรณกรรมว่า รูปแบบ กวีนิพนธ์ ร้อยกรอง และข้อเขียนทั้งหมดที่ใช้ภาษาร้อยแก้ว ได้แก่ บทความ สารคดี นวนิยาย เรื่องสั้น เรียงความ บทละคร บทภาพยนตร์ บทโทรทัศน์ และคอลัมน์ต่างๆ ในหนังสือพิมพ์ จาก ตัวอย่างดังกล่าวมา วรรณกรรมจึงมีความหมายกว้างครอบคลุมถึงงานเขียนทุกชนิดที่ใช้ภาษา เป็นสื่อในการถ่ายทอดความหมาย และความรู้สึกนึกคิด ซึ่ง ส. ศิวรักษ์ (2538, หน้า 80) กล่าว ว่า หากเป็นการสื่อสารที่พ้นจากการพูดด้วยปาก และปรากฏออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรก็ถือว่า เป็นวรรณกรรมทั้งสิ้น


8

เอกสารสาคัญที่ควรนามาอ้างอิงเพื่อระบุความหมายของวรรณกรรมคือ พจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน (2546, หน้า 1,054-1,055) ปี พ.ศ. 2542 ได้ขยายคาจากัดความของ วรรณกรรมเพิ่มเติมจากฉบับปี พ.ศ. 2525 ว่า งานหนังสือ งานประพันธ์ บทประพันธ์ทุกชนิดทั้ง ที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง เช่น วรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร์; (กฎ) งานนิพนธ์ที่ทาขึ้นทุกชนิด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ ปาฐกถา เทศนา คาปราศัย สุนทรพจน์ สิ่งบันทึกเสียง ภาพ1 และยังรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย ส่วนพจนานุกรมศัพท์วรรณกรรมอังกฤษ–ไทย ของ ราชบัณฑิตยสถาน (2545, หน้า 241-243) อธิบายว่า วรรณกรรมสร้า งขึ้น จากค าสั น สกฤตว่า “วรรณ” หมายถึง ตั วหนั งสื อ (letter) เสียง (sound) และถ้อยคา (word) ส่วน “กรรม” หมายถึง ผลงาน เมื่อแปลตามตัวจึง หมายความว่า งานหนังสือ และยังหมายถึง เอกสารข้อมูล ข้อเขียนที่มีลักษณะเป็ นคาอธิบาย คาแนะนา ซึ่งให้ข้อเท็จจริง หรืออธิบายวิธีการใช้เครื่องมือ หรือเอกสารที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้าวิจัย เป็นต้น วรรณกรรมถือว่ามีคุณค่า เพราะเป็นการสื่อสารความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในสังคม นัก คิดแนวสัจนิยม (realism) เสนอให้วรรณกรรมทาหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนสภาพความเป็นไปของ มนุษย์และสังคมอย่างเที่ยงตรงตามความเป็นจริงเพื่อเสริมสร้างจิตสานึกที่ดีแก่ผู้อ่าน โดยหวังว่า วรรณกรรมจะเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงหรือแก้ปัญหาสังคม ขณะที่ นพพร ประชาสกุล (2541) ให้แง่มุมเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า วรรณกรรมไม่อาจสะท้อน เปลี่ยนแปลง หรือแก้ปัญหาสังคมได้ หากผู้เขียนยังคงสร้างจาก “สัญนิยม”2 (convention) และความจริงที่สะท้อนออกมานั้นเป็นเพียง ข้อเท็จจริงเท่านั้น (referential fallacy) ขณะที่ ดวงมน จิตร์จานงค์ (2542, หน้า 44-45) เห็น ต่างออกไปและเสนอว่า วรรณกรรมควรสะท้อนทัศนะต่อสังคมของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ไม่ว่า นักเขียน ผู้พิมพ์ หรือแม้แต่ผู้อ่าน มากกว่าสะท้อนภาพทางสังคม เพราะหากคนทั่วไปเข้า ใจความจริงผ่านงานประเภทอื่น เช่น ข่าวสาร ตารา หรือบทความทางวิชาการ และเกิดจิตสานึก ที่เหมาะสมต่อการแก้ปัญหาสังคมแล้วก็ไม่จาเป็นต้องมีวรรณกรรม ในประเด็นนี้ รื่นฤทัย สัจจ พันธุ์ (2554) ได้เสนอบทวิเคราะห์ของนักวิชาการทั้ง 2 ท่าน และกล่าวว่า หน้าที่ของวรรณกรรม ในการสะท้อนปัญหาสังคมนั้นเป็นอีกมิติหนึ่ง และไม่จาเป็นต้องหาข้อสรุปว่าข้อเขียนใดถูกหรือ ผิด เพราะทัศนะจากบทวิจารณ์ทั้ง 2 ต่างเป็นมุมมองที่น่าสนใจเท่าๆ กัน ขณะที่ นพพร ประชา สกุล ปฏิเสธความเชื่อว่า วรรณกรรมจะแก้ปัญหาสังคมได้ (ทั้งๆ ที่น่าจะเชื่อว่าเป็นคนละเรื่องกัน)

เฉพาะคาว่า สิ่งบันทึกเสียง ภาพ ปรากฎในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หน้า 754 สัญนิยม หมายถึง กติกาข้อตกลงที่ผู้เขียนและผู้อ่านยอมรั บร่ วมกันโดยนัยในอันที่จะสื่อและรั บรู้ ความหมายในงาน วรรณกรรม เพื่อให้การสื่อสารทางวรรณกรรมดาเนินไปได้ เช่น ข้อตกลงข้อหนึ่งในนิยายจักรๆ วงศ์ๆ คือ ทุกคนยอมรับว่าตัว ละครเอกสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ หากผู้อ่านไม่ยอมรับสัญลักษณ์เหล่านี้ก็จะมีปัญหาในการอ่านวรรณกรรม สัญนิยม เป็นกรอบควบคุมการทางานของวรรณกรรมในทุกๆ ระดับของการสื่อความหมาย ตั้งแต่การกาหนดทัศนคติในการอ่านไป จนถึงการเข้าใจรายละเอียดในทุกซอกทุกมุม 1 2


9

ส่วน ดวงมน จิตร์จานงค์ เชื่อว่าคุณภาพของวรรณกรรมในการสร้างจิตสานึกขึ้นอยู่กับคุณภาพวิธี คิดของนักเขียน รวมทั้งปัญญาของผู้อ่าน ข้อความในย่อหน้าที่ผ่านมาพบว่า ความหมายของวรรณกรรมถูกตีกรอบให้แคบลงผ่าน มุมมองของนักวิชาการด้านภาษาและวรรณคดี โดยถูกนิยามให้มีฐานะเพียง “เรื่องอ่านเล่น” หรือ งานบันเทิงคดี (fiction) เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย และบทละคร เพราะเป็นเรื่องที่สมมติขึ้นจาก จินตนาการ ส่วนงานเขียนที่ เอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาสังคมจะถูกจัดเป็นงานเขียนเชิง วิชาการ ความหมายต่างๆ ที่กล่าวมาสรุปได้ว่า คาจากัดความของวรรณกรรมไม่ได้หมายเฉพาะ เพี ย งเอกสารในรู ป สิ่ ง พิ ม พ์ ที่ จั ด ท าเป็ น ลายลั ก ษณ์ อั ก ษรอย่ า งหนั ง สื อ เท่ า นั้ น แต่ “ข้ อ มู ล ” (information) หรือ “สาร” (message) ทั้งที่มีสาระแสดงข้อเท็จจริง (fact) หรือสารที่เป็นเพียง เรื่ อ งแต่ ง และถู ก บั น ทึ ก ในรู ป แบบอื่ น ๆ ที่ ไ ม่ ใ ช่ สิ่ ง พิ ม พ์ จั ด ว่ า เป็ น วรรณกรรมทั้ ง สิ้ น ส่ ว น วรรณกรรมประเภทใดจะถูกเลือกนามาใช้ศึกษาเพื่อการทบทวนย่อมขึ้นอยู่กับการกาหนดปัญหา วัตถุประสงค์ และขอบเขตการวิจัยแต่ละเรื่อง นอกจากนี้ผู้เขียนยังเชื่อว่า งานวิชาการหลายๆ ชิ้น ได้สะท้อนภาพทางสังคมและสามารถนาไปใช้แก้ปัญหาในเชิงปฏิบัติได้จริง 2.1.2 ประเภทของวรรณกรรม วรรณกรรมสามารถแบ่งตามเกณฑ์และลักษณะต่างๆ ได้หลากหลาย เช่น หากแบ่งตามลัก ษณะ การประพันธ์จะแบ่งได้ 2 ประเภทคือ 1) วรรณกรรมร้อยแก้ว (prose) เป็นวรรณกรรมที่ไม่ กาหนดบังคับคาหรือฉันทลักษณ์ มีลักษณะเป็นความเรียง แบ่งย่อยออกได้ 2 ประเภทคือ บันเทิง คดี เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น และ สารคดี เช่น บทความ บันทึกอนุทิน เป็นต้น และ 2) วรรณกรรม ร้อยกรอง (verse) เป็นวรรณกรรมที่บังคับรูปแบบด้วยฉันทลักษณ์ต่างๆ เช่น บังคับคา แบบ แผนการส่งสัมผัส อาจเรียกงานเขียนประเภทนี้ว่า “กวีนิพนธ์” หรือ “บทประพันธ์” เช่น กาพย์ กลอน เป็นต้น การแบ่งตามลักษณะเนื้อเรื่อง แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ 1) วรรณกรรมบริสุทธิ์ (pure literature) หมายถึง วรรณกรรมที่แต่งขึ้นตามความปรารถนาในอารมณ์ของผู้แต่งเป็น สาคัญ เช่น แต่งตามอารมณ์สะเทือนใจ โดยไม่มีจุดมุ่งหมายให้วรรณกรรมนั้นทรงคุณค่าในทาง ใดเป็นพิเศษ 2) วรรณกรรมประยุกต์ (applied literature) หมายถึง วรรณกรรมที่แต่งขึ้นโดยมี จุ ด มุ่ ง หมายในการเขี ย นอย่ า งชั ด เจน มิ ใ ช่ เ พื่ อ สนองอารมณ์ อ ย่ า งเดี ย ว เช่ น วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ พงศาวดาร เป็นต้น (สมพร มันตะสูตร, 2525) วรรณกรรมที่แบ่งตามคุณค่า แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ 1) วรรณกรรมเชิงวิชาการ หมายถึง วรรณกรรมที่มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ความคิด อันได้จ ากคาบอกเล่า ญาณทัศน์/การ หยั่งรู้ (intution) เหตุผล ตารา คัมภีร์ทางศาสนา และหลักฐานเชิงประจักษ์ วรรณกรรมประเภท นี้มุ่งเสนอเนื้อหาเป็นสาคัญ โดยอาจไม่ให้ความสาคัญกับวิธีประพันธ์มากนัก 2) วรรณกรรมเชิง


10

วรรณศิลป์3 หมายถึง วรรณกรรมที่แต่งขึ้นโดยเน้นวิธีประพันธ์ ควบคู่ไปกับเนื้อเรื่อง แต่การเสนอ ความรู้ ความคิด คงไม่สาคัญกว่าสุนทรียภาพและความบันเทิง (ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์, 2525, หน้า 28) สาหรับเอกสารคาสอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการเขียนงานวิชาการด้านสังคมศาสตร์ และ มนุษยศาสตร์ ดังนั้น ประเภทของวรรณกรรมที่นามาทบทวนจึงมุ่งไปที่วรรณกรรมที่จัดอยู่ใน ประเภทวรรณกรรมประยุกต์หรือวรรณกรรมวิชาการ ซึ่งมีลักษณะการเขียนแบบร้อยแก้ว ซึ่ง จาแนกวรรณกรรมเชิงวิชาการ4 ออกเป็น 2 ประเภทคือ 1) วรรณกรรมประเภทเอกสารสิ่งพิมพ์ และ 2) วรรณกรรมที่ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ (Smith, Todd, & Waldman, 2009; เทียนฉาย กีระนันทน์, 2544, หน้า 92-93; อรุณี อ่อนสวัสดิ์, 2551, หน้า 30-31) โดยมีรายละเอียดดังภาพ 1 เอกสารต่างๆ ที่จาแนกออกมาข้างต้น จัดเป็นเป็นแหล่งข้อมูลสาหรับการทบทวน วรรณกรรมเชิงวิชาการทั้งสิ้น ขณะที่นักวิชาการบางท่านไม่เห็นด้วยกั บเอกสารบางชิ้น เช่น สิทธิ์ ธีรสรณ์ (2554, หน้า 20-21) ให้ความเห็นในกรณีการทบทวนวรรณกรรมในบทความปริทัศน์ว่า โฆษณา บทความหนังสือพิมพ์ หรือคากล่าวของคนใดคนหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นวรรณกรรม เพราะ ไม่ ไ ด้ สื่ อ สารความรู้ ท างวิ ช าการอย่ า งเป็ น ระบบ ส่ ว นส านั ก พิ ม พ์ ป ระพั น ธ์ ส าส์ น (แผนงาน เสริมสร้างวัฒนธรรมการอ่าน, 2554) อธิบายว่า วรรณกรรมจะไม่ใช้กับข่าวในหนังสือพิมพ์ เพราะเป็นงานเขียนที่เร่งรีบไม่พิถีพิถันในการใช้ภาษา อย่างไรก็ดี ผู้เขียนทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อความข้างต้น กล่าวคือ นิสิต /นักวิจัย จะต้องพิจารณาความแตกต่างระหว่างเนื้อหาของข่าวทั่วไปและเนื้อหาของบทความ โดยเนื้อหา ข่าวทั่วไปจะนาเสนออย่างกระชับและทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงกล่าวได้ว่า เป็นงานเขียนที่เร่ง รีบ เช่น ตัวอย่างในกรอบ 2 ข่าว “ไฟไหม้!! โรงแรมฮิลตันในอังกฤษ อพยพ 1.5 พันคนออก” ผ่าน ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ซึ่งเป็นการนาเสนอเนื้อหาอย่างสั้นให้ทันกับเหตุการณ์ เนื้อหาจึง ยังไม่ครบถ้วน ขาดการรายงานเวลาที่เกิดเหตุ สาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ ในทัศนะนี้จึงไม่จัด ให้ข่าวเป็นวรรณกรรม ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อมาคือ เนื้อหาบทความในหนังสือพิมพ์ปัจจุบันยังต้องจาแนก ออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) บทความจากหนังสือพิมพ์รายวัน และบทความจากสิ่งพิมพ์ออนไลน์ ซึ่ง บทความจากสิ่งพิมพ์ออนไลน์มักเขียนโดยนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหัวข้อบทความนั้นๆ และไม่เร่งรีบที่จะนาเสนอเนื้อหา ผู้เขียนบทความจึงมีเวลาทบทวนเอกสารและข้อมูลประกอบ ต่างๆ ดังนั้น บทความหนังสือพิมพ์ออนไลน์จึงสามารถจัดเป็นวรรณกรรมเชิงวิชาการ และ นามาใช้ประกอบการทบทวนวรรณกรรมได้เช่น บทความเรื่อง “โนโหวต จะชี้ว่าใคร องค์ประกอบของวรรณศิลป์มี 6 ประการคือ 1) อารมณ์สะเทือนใจ (emotion) 2) ความคิดและจินตนาการ (though & imagination) 3) การสื่อสารกับผู้อ่าน (communication) 4) อัตลักษณ์ของผู้เขียน (identity) 5) กลวิธีการเขียน (technique) 6) การจัดวางองค์ประกอบของเรื่อง (composition, direction & wording) (ประภัสสร เสวิกุล, 2011) 4 รายละเอียดของวรรณกรรมที่สาคัญๆ ในแต่ละประเภทจะปรากฎในหัวข้อลักษณะงานเขียนเชิงวิชาการ 3


11

ภาพ 1 กรอบการจาแนกวรรณกรรมเชิงวิชาการ

(1) เอกสารสิ่งพิมพ์ (printed material)

เอกสารทุติยภูมิ = หนังสือ ตารา (textbook) = บันทึกชีวประวัติ, กึ่งอัตชีวประวัติ (biographies, auto-biographs) = บทความปริทัศน์ (review article)

เอกสารปฐมภูมิ = ปริญญานิพนธ์ (term paper, theses, dissertation) = รายงาน; รายงานสรุปผล (summary report), รายงานสาหรับผู้บริหาร (executives report), รายงานวิจัยเบื้องต้น (preliminary report) = เอกสารการประชุม (conference proceeding) =อัตชีวประวัติ (autobiographies) = วารสาร, นิตยสารรายปักษ์ (periodical, magazine) = วารสารวิชาการ (journal) = หนังสือพิมพ์ (newspapers) = จุลสาร (pamphlet) เอกสารอ้างอิง = หนังสือ ตารา=(textbook) สาราณุกรม (encyclopedias) = เกณฑ์มาตรฐาน (standards) = พจนานุ กรม (dictionary) ฉบับเต็ม (unabridged) ฉบับย่อ (abridged) = เอกสารการจดสิ ท ธิ บ ต ั ร = บรรณานุ(patents) กรม (bibliography) = นามานุกรม (directory) = หนังสือรายปี (year book) เช่น รายงานประจาปีของหน่วยงาน = รวมบทคัดย่อวิทยานิพนธ์ (dissertation abstract) = สิ่งพิมพ์รัฐบาล (official, government publications) สื่อออนไลน์/อิเลคทรอนิคส์ = รายการโทรทัศน์วิทยุที่ออกอากาศ (tv, radio, youtube, facebook live) = ฐานข้อมูลออนไลน์

ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ (2) (non-printed material)


12

จะชนะ” โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง5 และ สุวินัย ภรณวลัย6 (2554) ที่เผยแพร่ในผู้จัดการออนไลน์ ซึ่งนักเขียนทั้ง 2 ท่านต่างเป็นผู้ที่มีตาแหน่งทางวิชาการ มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับในวง วิชาการปัจจุบัน กรอบ 2 ตัวอย่างเนื้อหาของข่าวจากหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ไฟไหม้!! โรงแรมฮิลตันในอังกฤษ อพยพ 1.5 พันคนออก เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงแรมฮิลตัน ในกรุงลอนดอน ของอังกฤษ เป็นอาคารสูง 28 ชั้น ไฟเริ่มลุกไหม้จาก ห้องครัวชั้นล่าง ก่อนลุกลามไปยังชั้น 2 เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 40 นาย ต้องระดมกาลังดับไฟ และอพยพคน 1,500 คน ออกจากโรงแรม โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ส่วนสาเหตุเพลิงอยู่ระหว่างการสอบสวน (ผู้จัดการออนไลน์, 2554)

2.1.3 ความหมายของการทบทวนวรรณกรรม องค์ประกอบสาคัญอย่างหนึ่งสาหรับการสร้างสรรค์งานเขียนทางวิชาการคือ การเขียนบททบทวน วรรณกรรมซึ่งแสดงเนื้อหาสาระสาคัญของเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่นักวิจัย กาลังศึกษา ดังนั้น งานเขียนทางวิชาการด้านสังคมศาสตร์เกือบทุกสาขาวิชา (บุญธรรม กิจปรีดา บริสุทธิ์, 2553, หน้า 105) ในรูปแบบปริญญานิพนธ์ จึงกาหนดให้มีเนื้อหาเฉพาะส่วนนี้แยก ออกมาเป็น 1 บท แต่ในกรณีบทความวารสาร (journal article) จะจัดให้อยู่ในส่วนความนา (สิ ท ธิ์ ธี ร สรณ์ , 2554, หน้ า 64) ส าหรั บ สารนิ พ นธ์ ม หาวิ ท ยาลั ย นเรศวร (2550, หน้ า 9) กาหนดให้การทบทวนวรรณกรรมอยู่ในส่วนเนื้อหา (main text) โดยใช้ชื่อว่า “บทที่ 2 เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง” บางสถาบัน เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล ใช้ชื่อว่า “การทบทวนวรรณกรรม” (literature review/review of the related literature) (Leedy & Ormrod, 2005) นักวิชาการในสายการศึกษาและการวิจัยทั้งในและต่างประเทศให้ความหมายของการ ทบทวนวรรณกรรมสรุปได้ดังนี้ นักวิชาการในประเทศ ให้คาจากัดความของการทบทวนวรรณกรรมว่า หมายถึง การ สารวจเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการสืบค้นข้อมูลเดิมที่มีอยู่แล้วในส่วนเรื่องที่จะทาวิจัย เปรียบเสมือนเครื่องมือให้นักวิจัยเกิดความเข้าใจปัญหาที่จะวิจัย เกิดข้อคิด (idea) และมุมมอง ภายในตน (insight) เพื่อใช้สนับสนุนแนวความคิดและเป็นแนวทางทาวิจัยเรื่องนั้นๆ (ทวีศักดิ์ นพ เกษร, 2548, หน้า 62) นิสิต/นักวิจัยจะต้องทบทวนให้มากที่สุดโดยเฉพาะแนวคิด ทฤษฎี และ 5 6

Associated Professor, Ph.D. (Economics), คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ Associated Professor, Ph.D. (Political Economy), คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


13

ผลการวิ จั ย ใหม่ ๆ ในระยะเวลาไม่ เ กิ น 5 ปี (บุ ญ ธรรม กิ จ ปรี ด าบริ สุ ท ธิ์ , 2553, หน้ า 105) เกี่ยวกับองค์ความรู้ในปัจจุบันของเรื่องที่ ศึกษา เพื่อให้ทราบว่ามีผู้ใดเคยศึกษาไว้แล้วบ้าง มี ทฤษฎีใดบ้างที่เกี่ยวข้อง มีความสัมพันธ์กับงานวิจัยอื่นๆ อย่างไร และสิ่งที่วิจัยนั้นเป็นการขยาย ความรู้จากงานวิจัยในอดีตมากน้อยเพียงใด (สิทธิ์ ธีรสรณ์, 2554, หน้า 72) บททบทวนวรรณกรรมจะน าไปสู่ ก ารสั ง เคราะห์ ค าถามการวิ จั ย กรอบมโนทั ศ น์ ที่ เฉพาะเจาะจง และสมมติฐานเบื้องต้น ซึ่งถือเป็น ส่ วนสาคัญในการพั ฒนาข้อเสนอการวิจัย (proposal) การทบทวนวรรณกรรมอาจต้องดาเนินการ 2 ครั้ ง คือ ครั้งที่ 1 ภายหลัง กาหนด ประเด็นวิจัยได้แล้ว จะต้องดาเนินการสร้างความกระจ่างกับประเด็นวิจัยโดยการทาร่างกรอบ แนวคิด และในครั้งที่ 2 เป็นการทบทวนวรรณกรรมเพื่อพัฒนากรอบแนวคิดการวิจัย (ทวีศักดิ์ นพเกษร, 2548, หน้า 62; จิตราภา กุณฑลบุตร, 2550, หน้า 278) เมื่อดาเนินการทบทวนวรรณกรรมแล้วเสร็จ จะต้องสรุปย่อหรือเรียบเรียงเนื้อหาขึ้นใหม่ อย่างเป็นระบบโดยใช้แนวการเขียนของตนเอง อย่างไรก็ตาม แนวการเขียนนั้นคงไม่มีรูปแบบ ตายตั ว แต่ จ ะขึ้ น อยู่ กั บ บุ ค คล เวลา และเนื้ อ หาของเรื่ อ งที่ วิ จั ย เป็ น หลั ก ทั้ ง นี้ บททบทวน วรรณกรรมจะไม่ใ ช่ ข้ อ เขี ยนโดดๆ แต่ เ ป็ น เนื้ อความส่ วนหนึ่ ง ในบทความวิ จัย รายงานวิจัย ข้อเสนอโครงการวิจัย หรือปริญญานิพนธ์ ผู้ทบทวนมักเป็นนิสิต/นักศึกษา ซึ่งต้องทาเพราะถือ เป็นส่วนหนึ่งของงานวิชาการประเภทนี้ สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ (2552, หน้า 38-39) นักคิด นักเขียน และนักวิจัยคนสาคัญของ สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวถึง การทบทวนวรรณกรรมในความหมายที่ แตกต่างออกไปว่าหมายถึง “กิจกรรมสุมหัว” ผ่านการระดมความคิด ถกเถียง ต่อรอง อย่าง ละมุนละม่อม (compromise) และเหมาะสม (optimize) ระหว่างผู้ประกอบการและนักวิจัย ซึ่ง งานกลุ่มสุมหัวถือเป็นการทางานโดยใช้เป้าหมายเป็นที่ตั้ง (problem-based solution-targeted7) โดยมีหลักการปฏิบัติดังนี้ 1. ผู้ประกอบการ (entrepreneur) และนักวิจัยร่วมกันทบทวนปัญหาวิจัยให้กลายเป็นคาถาม หรือโจทย์วิจัย 2. นักวิจัยทบทวนวรรณกรรมจากแหล่งความรู้ต่างๆ และ “คว้า” เอางานวิจัยที่มีการศึกษาไว้ แล้ว โดยงานวิจัยนั้นมีความสอดคล้องกับบริบทของปัญหาที่ต้องการแก้ไข 3. หากไม่มีงานวิจัยที่สามารถให้คาตอบต่อโจทย์วิจัย ผู้ประกอบการและนักวิจัยต้องร่วมกัน ทบทวนบริบทเพื่อกาหนดเงื่อนไข (context-Constrained) หรือข้อตกลงการวิจัย 4. นักวิจัย/นิสิต รับเอาเงื่อนไขมากาหนดระเบียบวิธีวิจัย 5. ผู้ทรงคุณวุฒิกลั่นกรองข้อเสนอโครงการเพื่อให้มั่นใจว่าจะประสบผลสาเร็จภายใต้เงื่อนไข เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่มักได้เพียงการเข้าใจปัญหา ดังนั้น นักวิจัยจึงต้องใช้วิธีการคิด 2 จังหวะ คือ จังหวะที่ 1 สร้าง โจทย์วิจัยที่เอาปัญหาเป็นที่ตั้ง (problem-based) และจังหวะที่ 2 มีเป้าหมายเพื่อหาทางแก้ปัญหา (solution-targeted) 7


14

การทบทวนวรรณกรรมในที่ นี่ ต้ อ งการมุ่ ง เน้ น ให้ นิ สิ ต /นั ก วิ จั ย IRPUS8 และ MAG9 สามารถเขี ย นโครงการวิ จั ย ประเภททุ น แข่ ง ขั น เพื่ อ เพิ่ ม คุ ณ ค่ า ของการวิ จั ย ได้ การทบทวน วรรณกรรมจึงไม่ได้หมายเฉพาะเจาะจงแต่วารสารทางวิชาการเท่านั้น แต่ต้องอาศัยกิจกรรมการ สุมหัวเพื่อให้ได้ความรู้ที่จะใช้แก้ปัญหาของผู้ประกอบการ โดยรวบรวมข้อมูลในกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน เช่น พนักงานขาย รายงานประจาปีของคู่แข่ง คู่มือ เอกสารสิทธิบัตร เป็นต้น นอกจากนั้น สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ (2552, หน้า 38-39) ยังกล่าวถึงระดับความลึกของ การทบทวนวรรณกรรมใน 3 ระดับ ซึ่งนิสิต/นักวิจัย จะต้องกาหนดให้เหมาะสมกับขอบเขตการ วิจัยของตนได้แก่ 1. ระดับที่ 1 การทบทวนวรรณกรรมโดยมีเป้าหมายเพื่อทาซ้า มักเป็นการวิจัยแบบใช้เทคนิคนา (technique-oriented) จึงทบทวนเพื่อให้รู้ว่า “ควรทาอย่างไร” แต่ไม่ต้องการรู้ว่า “ควรทา อะไร” 2. ระดับที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมโดยมีเป้าหมายเพื่อเข้าใจปัญหา เป็นการเอาปัญหาเป็น ฐาน (problem–based) การทบทวนวรรณกรรมเพียงเพื่อให้รู้ว่า “ควรทาอะไร” จึงจะเข้าใจ ปัญหา แต่ไม่รู้ว่า “ควรทาอย่างไร” จึงจะแก้ปัญหาได้ 3. ระดับที่ 3 การทบทวนวรรณกรรมโดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาให้ งานวิจัยสามารถนาไปใช้ งานได้ในสถานการณ์จริง งานวิจัยลักษณะนี้จะเอาวัตถุประสงค์เป็นเป้าหมายและมีบริบทเป็น เงื่ อ นไขก ากั บ (objective-based & context-constrained) การทบทวนวรรณกรรมจะได้ ความรู้ว่า “ควรทาอะไร” และ “ควรทาอย่างไร” ปัญหาการทบทวนวรรณกรรมในส่ว นของข้อเสนอโครงการคือ ส่วนใหญ่ จะไม่ลงลึกถึง ระดับที่ 3 งานวิจัยจึงมีเพียงเป้าปลอมหรือไม่มีเ ป้าหมายปรากฏ ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมที่จะนาไป แก้ปัญหา การทบทวนวรรณกรรมให้ได้ถึงระดับที่ 3 จึงมีความจาเป็นที่ ผู้ขอรับทุนจากโครงการ IRPUS และ MAG ต้องเชื่อมโยงงานเข้ากับบริบทนอกมหาวิทยาลัย ซึ่งหมายถึงผู้ประกอบการที่ ต้องการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย สาหรับงานวิจัยในรูปแบบวิทยานิพนธ์ แนวทางการทบทวนวรรณกรรมอาจไม่ได้มุ่งเป้า ไปสู่การนาผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์หรือแก้ปัญหาได้จริง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแนวทางการศึกษา เงื่อนไขในแต่หลักสูตร หรือข้อเสนอแนะจากกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์แต่ละบุคคล อย่างไรก็ ตาม การทบทวนวรรณกรรมให้ได้ถึงในระดับ 3 เพื่อให้ได้คาตอบว่า “ควรทาอะไร” และ “ควรทา อย่างไร” ยังคงมีความสาคัญสาหรับงานวิจัยทุกประเภทที่จะต้องดาเนินการ เพื่อไม่ให้คุณค่าของ IRPUS: Industrial & Research Projects for Undergraduate Students เป็นโครงการที่ สกว. สนับสนุนให้นิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรี ปีสุดท้าย (final year project) นาปัญหาของผู้ประกอบการมาเป็นโครงงาน 9 MAG (TRF-Master Research Grants) โครงการปริญญาโทร่วมกับอุตสาหกรรม 8


15

งานวิจัยที่เสร็จสิ้นแล้ว มีค่าเพียงหนังสือที่ถูกวางไว้บนหิ้งเท่านั้น หรือเป็นเพียงแค่สนองตอบต่อ ความอยากรู้ของการวิจัยโดยไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ในเชิงปฏิบัติตามมา (Don't let our learning lead to knowledge, Let it lead to action) (อาจารย์ยักษ์ มหา’ ลัยคอกหมู, 2554) ยังมี ต าราบางเล่มเรียกการทบทวนวรรณกรรมว่า “การทบทวนวรรณคดี ” (review liturature) ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเพราะคาว่า “วรรณคดี” จะใช้ในความหมายเจาะจงว่า เป็นงานประพันธ์ในสมัยก่อน เป็นงานที่มีคุณค่าด้านเนื้อหา มีคุณค่าด้านวรรณศิลป์ ซึ่งพิจารณา จากศิลปะการประพันธ์ เช่น ลิลิตพระลอ ขุน ช้างขุนแผน เป็นต้น และได้รับการยอมรับว่าแต่งดี (ราชบัณฑิตยสถาน, 2546, หน้า 1,055) ส่วนวรรณกรรมจะใช้ในความหมายที่กว้างกว่า โดยถือ ว่าเป็นงานประพันธ์ทั่วไป และมีความหมายเจาะจงว่าเป็นงานประพันธ์ร่วมสมัย กล่าวได้ว่า งาน เขียนทั้งหมดเป็นวรรณกรรมแต่มีงานเขียนบางชิ้นเท่านั้นที่เป็นวรรณคดี (กุสุมา รักษมณี, 2534, หน้า 15-17; ชลธิรา กลัดอยู่, 2517, หน้า 83-84) ด้ า นนั ก วิ ช าการในต่ า งประเทศ เช่ น Hart (2010, p. 13) ให้ ค วามหมายของการ ทบทวนวรรณกรรรมไว้ว่า เป็นการคัดเลือกเอกสารที่เป็นประโยชน์ทั้งที่ตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว หรือ ยังไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ ซึ่งมีข้อมูลต่างๆ และหลักฐานที่เขียนขึ้นเพื่อสนับสนุนตามวัตถุประสงค์ หรือให้ความคิดเห็นในหัวข้อที่ตั้งไว้ วิธีการตรวจสอบและประเมินว่าเอกสารเหล่านั้นมีความ เชื่อมโยงกับงานวิจัยที่มีการนาเสนอไว้ก่อนหน้า Hart ได้จาแนกระดับการทบทวนวรรณกรรม ออกเป็น 3 ระดับโดยใช้เกณฑ์ระดับการศึกษาดังตาราง 1 ซึ่งพบว่า ปริญญานิพนธ์ ในระดับ ปริญญาตรีจะมีรูปแบบการทบทวนวรรณกรรมที่ซับซ้อนน้อยกว่าในระดับบัณฑิตศึกษา Ridley (2008, p. 2) อธิ บ ายว่ า การทบทวนวรรณกรรมเป็ น ส่ วนหนึ่ ง ของการทา วิทยานิพนธ์ของนิสิต/นักศึกษาในระดับต่างๆ ซึ่ งมีการอ้างอิงถึงงานวิจัยที่ผ่านมาและทฤษฎีที่ เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ศึกษาจานวนมาก เป็นการจาแนกให้เห็นว่าหัวข้อวิจัยและวิธีการวิจัยที่ เลือกมาปรับใช้นั้นมีความสาคัญอย่างไร ช่วยสนับสนุนการกาหนดความสาคัญของปัญหาวิจัย และแสดงให้เห็นว่ายังมีช่องว่างที่จาเป็นต้อ งได้รับการแก้ไข ทั้งนี้ ผู้วิจัยจะต้องแสดงให้เห็นถึง ความเชื่อมโยงระหว่างแหล่งที่มาของข้อมูลและความเป็นตัวตนทางวิชาการในงานศึกษาของ ตนเอง เชื่อมโยงเข้ากับงานเขียนของนักวิจัยอื่นๆ ขณะเดียวกันยังแสดงให้เห็นว่านิสิตมีความ เข้าใจในหลักการสาคัญๆ หรือองค์ความรู้ (body of knowledge) ที่สนับสนุนต่อการวิจัยนั้นๆ


16

ตาราง 1 ระดับการทบทวนวรรณกรรม ประเภทสารนิพนธ์ โครงสร้างและรูปแบบการทบทวนวรรณกรรม  โครงงานวิจัยระดับปริญญาตรี อธิบายหัวข้อวิจัยที่สาคัญ ส่วนใหญ่บ่งบอกถึงแหล่งข้อมูลในปัจจุบัน ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ วัตถุประสงค์การวิจัยเกี่ยวกับการวิเคราะห์มัก เป็นหัวข้อการวิจัย  วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท วิเคราะห์และสรุปผลการศึกษาให้ครอบคลุมถึงหัวข้อวิจัย ระเบียบวิธี วิจัย เทคนิคการวิจัย โดยอาจแบ่งการทบทวนวรรณกรรมใน 1 บท (MA, MSc, MPh เป็น 2 ส่วน คือ 1) ระเบียบวิธีวิจัยโดยแสดงให้เห็นถึงองค์ความรู้ที่ Dissertation/Thesis) เป็นข้อดีและข้อด้อย และ 2) ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับประเด็นวิจัย  ดุษฎีนิพนธ์ระดับปริญญาเอก วิ เ คราะห์ แ ละสั ง เคราะห์ ง านวิ จั ย ที่ เ กี่ ย วข้ อ งในประเด็ น ที่ ศึ ก ษา ครอบคลุม งานวรรณกรรมทุกประเภทที่เกี่ยวกับปัญหาวิ จัย การ (PhD, DPhil, DLitt Thesis) เชื่อมโยงกรอบแนวคิดเข้ากับทฤษฎีในระดับสูง สรุปและประมวลผล การศึกษาที่ผ่านมา และอภิปรายความเกี่ยวพันระหว่างปรัชญากับ ปัญหาการวิจัยได้อย่างลึกซึ้ง

ที่มา: Hart (2010, p. 15) ส่วน Creswell10 (2008, p. 79) Machi11 & McEvoy (2009) ให้ความหมายไว้ใกล้เคียง กันว่า การทบทวนวรรณกรรมเป็นการสรุปงานเขียนจากวารสารวิชาการ หนังสือ ตารา เอกสาร และงานวิจัยที่มีมาก่อนหน้า เช่น เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ สิ่งพิมพ์รัฐบาล โดยแสดง ให้เห็นถึงข้อโต้แย้งเชิงตรรกะบนหลักการที่ครอบคลุมไปถึงความเข้าใจสถานภาพองค์ความรู้ใน ประเด็นหัวข้อวิจัยนั้นๆ หรืออธิบายสถานภาพงานวิจัยในอดีตจนถึงปัจจุบัน งานวิจัยที่มีแบบ แผนการวิจัยอย่างเคร่งครัด นักวิจัยมักจะทบทวนวรรณกรรมโดยใช้แหล่งข้อมูลจากบทความใน วารสารวิชาการเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งให้รายละเอียดเกี่ยวกับคาถามการวิจัย กระบวนการเก็บรวบรวม ข้อมูล การหาคาตอบจากปัญหาวิจัย ซึ่งนักวิจัยจาเป็นต้องทบทวนวรรณกรรมเพราะถือเป็นส่วน หนึ่งในกระบวนการวิจัย และเพื่อหาข้อมูลสนับสนุนต่อคาตอบการวิจัย โดยนักวิจัยจะเรียบเรียง ผลการทบทวนวรรณกรรมออกมาเป็นหัวข้อ ตาราด้านระเบียบวิธีวิจัยทางการศึกษาของ Creswell (2008) แสดงให้ เห็นถึงความ แตกต่างของการทบทวนวรรณกรรมระหว่างงานวิจัยเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพ ดังตาราง 2 ซึ่ง สามารถนาไปใช้เป็นแนวทางทบทวนวรรณกรรมให้เหมาะสมกับประเภทงานวิจัยของตน ส่วน

10 11

Professor of Educational Psychology at the University of Nebraska-Lincoln, USA Professor in the Department of Organizational Leadership at the University of La Verne, USA


17

achi & McEvoy (2009) แสดงให้เห็นระดับขั้น ของการทบทวนวรรณกรรมเบื้องต้นและการ ทบทวนวรรณกรรมขั้นสูงดังภาพ 2 ตาราง 2 ความแตกต่างของการทบทวนวรรณกรรมในงานวิจัยเชิงปริมาณ-เชิงคุณภาพ ความแตกต่าง  จานวนวรรณกรรม ที่ใช้อ้างอิงในช่วง เริ่มต้นการศึกษา  วรรณกรรมที่ใช้ ประโยชน์ได้ในช่วง เริ่มต้นการศึกษา  วรรณกรรมที่ใช้

ประโยชน์ได้เมื่อ สิ้นสุดการศึกษา

การวิจัยเชิงปริมาณ มากที่สุด

การวิจัยเชิงคุณภาพ น้อยที่สุด

อธิบายเอกสารที่จาเป็นในการศึกษา โดยให้เหตุผลที่แสดงถึงการกาหนด กรอบการศึกษา (วัตถุประสงค์ คาถาม หรือสมมติฐานการวิจัย) ยืนยันหรือปฏิเสธงานวิจัยก่อนหน้า จากข้อค้นพบที่ได้ในการทบทวน วรรณกรรม

อธิบายเอกสารที่จาเป็นในการศึกษา

สนับสนุนหรือปรับเปลี่ยนข้อค้นพบที่ ได้ ในการทบทวนวรรณกรรม

ที่มา: Creswell (2008, p. 80) ภาพ 2 การทบทวนวรรณกรรมเบื้องต้น ประเด็นวิจัยที่สนใจ คาตอบการวิจัย

กาหนดหัวข้อ

งานวิจัย/ วิทยานิพนธ์

หัวข้อวิจัย

สร้างกรอบแนวคิด เฉพาะเรื่อง

ค้นหาข้อสนับสนุน

การทบทวน วรรณกรรม

ที่มา: Machi & McEvoy (2009, p. 2)


18

ภาพ 3 การทบทวนวรรณกรรมในระดับสูง คาตอบการวิจัย

ประเด็นวิจัยที่ สนใจ

ข้อค้นพบและ ข้อสรุปการวิจัย

กาหนดหัวข้อ

หัวข้อวิจัย

สร้างกรอบแนวคิด เฉพาะเรื่อง

เสร็จสิ้นโครงการ

การทบทวน วรรณกรรม

ชุดโครงการวิจัย

ข้อเสนอการวิจัยต่อไป

งานวิจัย/ วิทยานิพนธ์

ค้นหาข้อสนับสนุน

ที่มา: Machi & McEvoy (2009, p. 3) จากภาพ 2 พบว่า การทบทวนวรรณกรรมพื้นฐานเป็นการสรุปและประเมินความรู้ที่มีอยู่ ในหัวข้อเฉพาะ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดวางตาแหน่งกับสถานะของความรู้ที่ได้นี้เป็ นวิทยานิพนธ์ที่ การทบทวนวรรณกรรมจะเริ่มขึ้นเมื่อมีการกาหนดเลือกประเด็นที่สนใจ ซึ่งเป็นส่วนของการสร้าง คาถามการวิจัย ในขั้นตอนนี้นักวิจัยต้องจากัดขอบเขตคาถามการวิจัย หัวข้อการวิจัยจะเป็น ตัวกาหนดกรอบการทบทวนวรรณกรรม ผลลัพธ์จากการทบทวนวรรณกรรมจะช่วยสนับสนุนข้อ ค้นพบของการวิจัย สามารถตอบคาถามการวิจัย ตัวอย่างงานวิจัยที่ใช้การทบทวนวรรณกรรม เบื้องต้น เช่น รายงานในระดับต่ากว่าบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์ในระดับบัณฑิตศึกษา ส่วนภาพ 3 อธิบายขั้นตอนการทบทวนวรรณกรรมขั้นสูง ซึ่งเป็นพื้นฐานสาคัญเพื่อระบุ ปัญหาวิจัยของงานวิจัยในอดี ต และเป็นพื้นฐานสาหรับการศึกษาของปัญหาวิจัย โดยในขั้นตอน แรกของการทบทวนวรรณกรรมขั้นสูงจะเป็นการศึกษาสถานภาพองค์ความรู้ในปัจจุบันเกี่ยวกับ คาถามการวิจัย ข้อค้นพบที่ได้นาไปใช้จัดทาวิทยานิพนธ์ และกาหนดประเด็นสาหรับการศึกษาใน อนาคต วิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาเอกจะใช้แนวทางการทบทวนวรรณกรรมขั้นสูงเป็นเครื่องมือ เพื่อค้นหาว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ยังไม่ได้รับการศึกษาในหัวข้อวิจัยนั้นๆ นอกจากความหมายดังกล่ าวมาแล้ว ยังมีความหมายของการทบทวนวรรณกรรมใน บริบทอื่นๆ เช่น การทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการหรืออภิวิเคราะห์ ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจง มากขึ้น


19

2.2 การทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการ การทบทวนวรรณกรรมแบบอภิวิเคราะห์ (meta-analysis) เป็นการทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณา การ (integrative literature review) ที่นามาใช้ในงานวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ด้านการแพทย์ ฯลฯ เพื่อแก้ปัญหาของการทบทวนวรรณกรรมแบบพรรณนาความ (narrative literature review) ให้มีความเป็นวิทยาศาสตร์ มีความถูกต้อง และน่าเชื่อถือมาก ยิ่งขึ้น (กรรณิการ์ สุขเกษม และ สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธ์, 2544; สมเกียรติ โพธิสัตย์, รัตนา พันธ์ พานิช และ โยธี ทองเป็นใหญ่, 2547, หน้า 3) Glass (1976) เป็นผู้ที่บัญญัติศัพท์คาว่า “meta-analysis” และเป็นที่นิยมใช้กันมากใน ต่างประเทศ แต่อาจเรียกในชื่ออื่นๆ ที่มีความหมายเหมือนกันได้ เช่น The integrative research review: a systematic approach (Cooper, 1984), Summing up: the science of reviewing research (Light & Pillemer, 1984), Synthetic study, Secondary research (สมเกียรติ โพธิ สัตย์, รัตนา พันธ์พานิช และ โยธี ทองเป็นใหญ่, 2547, หน้า 2) เป็นต้น และแปลเป็นภาษาไทย ได้หลายชื่อ เช่น การวิเคราะห์เมต้า การอภิวิเคราะห์ การวิเคราะห์อภิมาน การทบทวนอย่างเป็น ระบบ (systematic reviews) แต่โดยรวมแล้วต่างก็หมายถึง การวิเคราะห์งานวิจัยที่ผ่านมา หรือ การวิจัยงานวิจัย (research of research) การวิเคราะห์เมต้า เป็นการค้นหาความจริงที่เป็นองค์รวม (the whole truth) มิใช่การ ค้นหาความจริงเฉพาะส่วน มีจุดมุ่งหมายเพื่อประมวลความรู้ที่ได้จากผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ (empirical research) ในอดีต เพื่อตอบคาถามเฉพาะเรื่อง เป็นการสืบค้นข้อมูลหลักฐานทาง วิทยาศาสตร์ วิเคราะห์สถิติจากงานวิจัยต่างๆ (analysis of analyses) ที่ศึกษาปัญหาเดียวกัน ประเมินคุณภาพ และสังเคราะห์เป็นข้อมูลใหม่โดยปราศจากอคติ นักวิจัยไม่ได้ลงไปสัมผัสกับ สถานการณ์จริง ข้อมูลที่ได้จากการสังเคราะห์ เป็นข้อมูลปฐมภูมิ (primary analysis) (ทิศนา แขมมณี และ นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2546, หน้า 27) และนาไปเป็นหน่วยตัวอย่างการวิเคราะห์ (unit of analysis) เพื่อให้ได้ข้อสรุปเชิงบูรณาการ (integrating finding) มากกว่าใช้วิธีบรรยาย เชิงเหตุ ผล ซึ่งอาจมีค วามคลาดเคลื่ อนที่จากอคติ (limit bias) และโอกาสการสุ่ม (random sampling error) เนื่องจากการวิเคราะห์เมต้าถือเป็นการวิจัยประเภทหนึ่ง (สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธ์, 2550, หน้า 49) เช่น งานวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์เชิงอภิมานโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (นิภาพรรณ เจนสันติกุล, 2553) รายงานการสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาไทย: การวิ เ คราะห์ อ ภิ ม าน (ส านั ก งานเลขาธิ ก ารสภาการศึ ก ษา, 2552) ผู้ เ ขี ย นจึ ง ไม่ น าเสนอ รายละเอียดของการวิเคราะห์เมต้าในเทคนิคการทบทวนวรรณกรรม (บทที่ 4) ทั้งนี้ นิสิตสามารถ อ่านได้จากตัวอย่างงานวิจัย อาทิ นานานวตกรรมวิธีวิทยาการวิจัย (กรรณิการ์ สุขเกษม และ สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธ์, 2544) รายงานการสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาไทย:


20

การวิเคราะห์อภิ มาน (นงลักษณ์ วิรัชชัย , 2552) Systematic Reviews (Torgerson, 2003) Meta-analysis in social research (Glass, McGaw, & Smith, 1981) เป็นต้น 2.3 ความสาคัญของการทบทวนวรรณกรรม 1. ทาให้ทราบว่างานวิจัยที่ใกล้เคียงกับเรื่องที่ ตนศึกษานั้น มีผู้ใดศึกษาไว้อย่างไรบ้างทั้งในเชิง คุณภาพ หมายถึง ความก้าวหน้าหรือเทคนิควิธีวิจัยใหม่ๆ หรือคาตอบของข้อคาถามวิจัยนั้น ได้ข้อยุติหรือยัง และในเชิงปริมาณ หมายถึง จานวนงานวิจัย ซึ่งนักวิจัยที่ดีพึงหลีกเลี่ยงที่จะ เลือกประเด็นวิจัยหรือสร้างแนวคิดที่ซ้าซ้อนกับงานวิจัยที่ผ่านมา ความสาคัญในประเด็นนี้ เสมือนการทบทวนสถานภาพการวิจัยในปัจจุบัน ซึ่งนักวิจัยจะต้องตอบคาถามหลักของ สถานภาพของการวิจัยโดยใช้หลัก 5W’s 1H คือ ใคร (who) อะไร (what) เมื่อไหร่ (when) ที่ไหน (where) กับใคร (whom) และอย่างไร (how) ดังตัวอย่างในตาราง 3 2. ได้ความรู้ มองเห็นปัญหาวิจัยที่ชัดเจน หรือปัญหาวิจั ยใหม่ๆ ในปัจจุบันที่สอดรับกับสภาพ สังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ ของกระบวนการวิจัยทั้งในส่วน ของการกาหนดพื้นที่วิจัย นิยามศัพท์ ตัวแปร ขอบเขตการวิจัย สมมติฐาน แนวคิด ทฤษฎีที่ เกี่ยวข้อง ระเบียบวิธีวิจัย วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล การเลือกใช้สถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล การ สังเคราะห์ การสรุปผลการศึกษา การอภิปรายผล ข้อเสนอแนะ ปัญหาและอุปสรรคการวิจัย ตลอดจนถึงรูปแบบและลีลาการเขียนรายงานวิจัย เพื่อนาไปสู่การกาหนดกรอบแนวคิดการ วิ จั ย (conceptual frameworks) และออกแบบการวิ จั ย (research design) ได้ อ ย่ า งเป็ น ขั้นตอนและมีวิธีดาเนินการที่เหมาะสมและเป็นไปได้ 3. ค้ น พบกระบวนการเรียนรู้ วิธีแก้ปัญหาในสภาพการณ์ต่ างๆ ในภาคสนาม ซึ่ง นิ สิ ต ต้ อง ประเมินศักยภาพตนเองโดยเปรียบเทียบกับ งานวิจัยที่ผ่านมา ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้จะนาเสนอ ไว้ในส่วนของระเบียบวิธีวิจัยในบทที่ 3 หรือการอภิปรายผลในบทที่ 5 ก็ได้ กระบวนการ เรียนรู้ในส่วนนี้นิสิตสามารถประเมินความสาเร็จหรือความเป็นไปได้ในงานวิจัยของตนเอง


21

ตาราง 3 ตัวอย่างการทบทวนสถานภาพการวิจัยโดยการตอบคาถามหลัก 5 ด้าน งานวิจัยเรื่อง : สถานการณ์วัณโรคดื้อยาหลายขนานในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย คาถาม คาตอบ Who - นิรมล พิมน้าเย็น และ ทวีศักดิ์ ศิริพรไพบูลย์ What - สถานการณ์ของโรค : จานวนผู้ป่วยใหม่สารวจใน 58 ประเทศ ระหว่างปี 2539-2542 คิด เป็น ร้อยละ 0-14.1 เปรียบเทียบผลการสารวจ 2 ครั้ง พบว่ า มี แนวโน้ม ผู้ ป่ว ยใหม่ เพิ่มขึ้น ในประเทศไทยมีการสารวจ 3 ครั้งในปี 2540, 2545 และ 2550 มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2, 0.93 และ 1.65 พื้นที่ภาคเหนือตอนล่างมีเพียงรายงานด้านชันสูตรผลการตรวจเสมหะและเพาะเชื้อวัณโรค ที่พบว่ามีสิ่งส่งตรวจที่พบเชื้อวัณโรคดื้อยาหลายขนานเพิ่มขึ้น (รัชณีพร คามินทร์, 2550) When - การสารวจในประเทศโดย ยุทธิชัย เกษตรเจริญ และคณะ (2551) ครั้งแรกปี 2540 และ ล่าสุดปี 2550 ภาคเหนือตอนล่างไม่มีรายงานการสารวจและรายงานสถานการณ์วัณโรคดื้อยาหลาย ขนาน Where - ระดับโลก : สารวจและรายงานโดย WHO ปี 2010 ระดับประเทศ : รายงานโดย สานักวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระดับพื้นที่ : ภาคเหนือตอนล่างเป็นความรับผิดชอบของ สานักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก Whom - กลุ่มตัวอย่างเป็นโรงพยาบาล โรงพยาบาลศูนย์ทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน สังกัดกระทรวง สาธารณสุข ซึ่งรับผิดชอบผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนานในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง How - ศึกษาประวัติการรักษาของผู้ป่วยที่มารับบริการในโรงพยาบาล โรงพยาบาลศูนย์ทั่วไป โรงพยาบาลชุม ชน จานวน 46 แห่ง ใน 5 จังหวั ด (พิษณุโลก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ สุโขทัย ตาก) ครอบคลุมช่วงเวลา 5 ปี (1 ตุลาคม 2547-30 กันยายน 2552) มีผลตรวจ ยืนยันจากการเพาะเชื้อและทดสอบความไวว่าดื้อต่อยา Isoniazid และ Rifampicin

ที่มา: นิรมล พิมน้าเย็น และ ทวีศักดิ์ ศิริพรไพบูลย์ (2553, หน้า 62–70) จากตาราง 3 หากนิสิตได้ทบทวนวรรณกรรมก่อนดาเนินการวิจัย โดยใช้คาถามหลัก 5 คาถาม นิสิตจะทราบถึงบริบททั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยของตนเอง 1. อะไร > ทราบว่ามีผู้ศึกษาในประเด็นใดไปแล้วบ้าง มีงานวิจัยมากน้อยเพียงใด 2. เมื่อไหร่ > ทราบว่ามีผู้ศึกษาไว้ตั้งแต่ช่วงปีใดบ้าง งานวิจัยใดเป็นงานที่ศึกษาไว้นานแล้ว และ งานวิจัยใดที่เป็นการศึกษาปัจจุบันที่สุด


22

3. ที่ไหน > ทราบว่าผู้ศึกษาเลือกพื้นที่วิจัยที่ใด เป็นกรณีศึกษาหรือกรณีเปรียบเทียบในหลาย พื้นที่ 4. กับใคร > ทราบว่าผู้ศึกษาเลือกประชากรและกลุ่มตัวอย่างใดและอย่างไร 5. อย่างไร > ทราบว่าผู้ศึกษาเลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยอย่างไร มีปัญหา อุปสรรคใดบ้างระหว่าง การวิจัย และได้ผลการวิจัยอย่างไร นอกจากหลัก 5W’s 1H แล้ว นิสิตสามารถตั้งคาถามเชิงเงื่อนไข (conditions) คาถาม เกี่ยวกับจานวน (numbers) หรือความถี่ (frequencies) ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คาถามเพื่อ จัดลาดับความสาคัญ (priority) และคาถามเชิงเปรียบเทียบ (comparative) เช่น คาถามเกี่ยวกับ ความสาคัญ อาจถามว่าอะไรสาคัญมากที่สุด อะไรสาคัญรองลงมา ประเด็นใดเป็นประเด็นหลัก ประเด็นใดเป็นประเด็นย่อย (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2553, หน้า 98) เช่น คาถามเชิงเงื่อนไข และคาถามเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับวัณโรคดื้อยาหลายขนานต่อเนื่องจากตาราง 3 ดังกรอบ 3 กรอบ 3 ตัวอย่างการสร้างข้อคาถามเชิงเงื่อนไข เงื่อนไข : ชายแดนไทย - พม่า บริเวณจังหวัดตากมีการเคลื่อนย้ายของประชากรต่างด้าวไปมาอย่างสะดวกโดยการเดิน ข้ามฝั่งด้วยเท้า และ 2) อัตราการเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนานของประเทศพม่าสูงติดอันดับโลก High burden country of MDR-TB จากการรายงานขององค์การอนามัยโลก ในปี 2010) คาถาม : พื้นที่ชายแดนไทย – พม่า ที่มีการเคลื่อนย้ายของประชากรต่างด้าว บริเวณ 5 อาเภอชายแดนของจังหวัด ตาก มีผลต่อการเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนานมากกว่าจังหวัดอื่นในภาคเหนือตอนล่างหรือไม่ คาถามเชิงเปรียบเทียบ : วัณโรคดื้อยาหลายขนานใช้งบประมาณและระยะเวลาในการรักษามากกว่าวัณโรคทั่วไป หรือไม่

2.4 การเขียนเชิงวิชาการ การเขียนเชิงวิชาการ (scholarly writing/academic writing) เป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารทาง วิชาการที่มีลักษณะการเขี ยนด้วยภาษาทางการ สาหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นชุมชนวิทยาการ 12 (scientific community) กลุ่มคนเหล่านี้จะแสดงข้อมูล ความรู้ แนวคิดเชิงตรรกะที่ได้รับการ พิสูจน์จากการฟัง พูด อ่าน สังเกต สารวจ ทดลอง แล้วนามาเรียบเรียงเพื่อสื่อสาร โดยใช้ศิลป์ ชุมชนวิทยาการ หมายถึง กลุ่มคนที่มีบรรทัดฐาน พฤติกรรม และเจตคติ ที่ผนึกคนในกลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน เป็นองค์กร วิชาชีพที่ประกอบด้วยผู้คนที่มีปฏิ สัมพันธ์กันและมีหลักจริยธรรมความเชื่อ ค่านิยม วิธีการ และการฝึกฝนให้เกิดความ ชานาญในวิชาชีพของตน ผู้ที่เป็นสมาชิกจะมาจากสถาบันการศึกษา เช่น นิสิตนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย หรือสมาชิกที่เป็น ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรั ฐ หรื อองค์กรเอกชน เช่น สมาคมวิจัยเชิงคุณภาพแห่ งประเทศไทย สมาคมวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม สมาคมวิจัยสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย เป็นต้น 12


23

แห่งการเขียนแต่ละประเภทผ่านงานเขียน โดยมีการอ้างอิงที่มาของข้อมูลอย่างถูกต้อง อันจะเป็น ประโยชน์ต่อผู้อื่น รวมถึงวิทยาการในสาขานั้นๆ องค์ความรู้ที่เผยแพร่ออกไปทาให้นักวิชาการได้ แลกเปลี่ยนความรู้ใหม่ๆ ซึ่งกันและกัน เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ในระดับสูง (สิทธิ์ ธีรสรณ์, 2554, หน้า 2; สนม ครุฑเมือง, 2549, หน้า 1) งานเขียนเชิงวิชาการจะอยู่บนพื้นฐานการศึกษาองค์ความรู้ในศาสตร์หนึ่งๆ อย่างลึกซึ้ง ต่างจากงานเขียนประเภทอื่นๆ เช่น งานเขียนเชิงสร้างสรรค์ (creative writing) ซึ่งยึดจินตนาการ เป็นหลักอย่างบทเพลง บทละคร เรื่องสั้น ดังนั้น นักวิชาการบางท่านจึงไม่จัดงานเขียนเชิง สร้า งสรรค์ อยู่ในประเภทงานเขียนเชิงวิชาการ หากพิ จารณาความหมายของงานเขียนเชิ ง สร้างสรรค์ ที่หมายถึง การเขียนที่ตรงข้ามกับการเขียนที่มุ่งประโยชน์ทางธุรกิจหรือวิชาการต่างๆ หรืองานเขียนทั้งประเภทบันเทิงคดีและสารคดี ที่มุ่งเน้นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการ (imagination) ใหม่ๆ ของนักเขียน/นักวิจัย และมีกลวิธีการนาเสนอด้วยวิธีการใหม่ๆ หรือพัฒนา จากของเดิม (ฐาปะนีย์ นาครทรรพ์, 2519, หน้า 2; ไพโรจน์ บุญประกอบ, 2539, หน้า 4 อ้างอิง ใน เกศินี จุฑาวิจิตร, 2552, หน้า 5-6) ความหมายดังกล่าวสนับสนุนต่อประเด็นที่ไม่อาจจัดงานเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นงาน เขียนเชิงวิชาการได้ ซึ่งผู้เขียนไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้ ตาราเรื่อง การเขียนสร้างสรรค์ทางสื่อ สิ่งพิมพ์ ของ เกศินี จุฑาวิจิตร (2552, หน้า 8, 26-27) กล่าวถึงลักษณะงานเขียนในสื่อสิ่งพิมพ์ ว่า มีทั้งประเภทบทความ (บทวิเคราะห์ บทวิจารณ์ บทความวิชาการ) สารคดี นวนิยาย เรื่องสั้น และคอลัมน์เบ็ดเตล็ด ล้วนต้องใช้การเขียนเชิงสร้างสรรค์มากน้อยแตกต่างกันไป การพิจารณาว่า งานเขียนใดๆ เป็นการเขียนเชิงสร้างสรรค์หรือไม่ มิได้อยู่ที่การสร้างสรรค์อันเกี่ยวกับภาษา แนวคิดหลัก รูปแบบ หรือแม้กระทั่งจินตนาการ ซึ่งพิจารณาจากแง่มุมของตัวนักเขียน/นักวิจัย เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่างานเขียนนั้นได้สร้างสรรค์คุณประโยชน์ทางปัญญาแก่ผู้อ่าน ประการใด สนม ครุ ฑ เมื อ ง (2550, หน้ า 231) กล่ า วว่ า หากจะเป็ น นั ก เขี ย นวิ ช าการอย่ า ง สร้างสรรค์ต้องไร้ความกลัว ลดความประหม่า และกล้าคิดนอกกรอบ หากยังยึดติดกับกฎเกณฑ์ 17 อย่า13 ก็จะไม่สามารถผลิตงานวิชาการที่สร้างสรรค์ได้ การใช้ความคิดสร้างสรรค์จะส่งผลให้ งานวิชาการนั้นแปลกใหม่ น่าสนใจ ผู้อ่านไม่เกิดความเบื่อหน่าย ซึ่งข้อมูลทางสถิติ จากการ สารวจการอ่านในปี 2558 บ่งชี้ว่า คนไทยอ่านสาระที่เกี่ยวข้องกับความรู้ัวิชาการเพียงร้อยละ 21.5 (สานักงานสถิติแห่งชาติ, 2559, หน้า 26) (กรอบ 4)

1. อย่าใช้คาที่เป็นนามธรรม 2. อย่าพูดกว้างเกินไป 3. อย่าใช้คาสแลง 4. อย่าใช้คาหรู 5. อย่าใช้ภาษาพูด 6. อย่าใช้ ภาษาต่างด้าว 7. อย่าใช้คาเฝือ 8. อย่าให้กลอนพาไป 9. อย่าสร้างคาใหม่ 10. อย่าใช้คาแรกที่คิดได้ 11. อย่าใช้คาว่าทา การ 12. ให้ระวังสันธานและคาเชื่อม 13. อย่าใช้คาว่าเรา 14. อย่าใช้คาซ้า 15. อย่าเขียนประโยคยาวเกินไป 16. อย่า กระจายความคิด 17. อย่าใช้ภาษายืดเยื้อ 13


24

กรอบ 4 คนไทยกับการอ่านในปี 2558 สรุปผลสาคัญจากการสารวจการอ่านประชากรไทย อายุ 6 ปีขึ้นไป ปี พ.ศ. 2558 พบว่า ในภาพรวมคนไทย อ่านข่าว และ สารคดี/ความรู้ทั่วไป เท่าๆ กัน (ร้อยละ 48.5) รองลงมาคือ บันเทิง (ร้อยละ 40.1) ความรู้วิชาการ (ร้อย ละ 21.5) และคาสอนทางศาสนา (ร้อยละ 13.7) แต่เมื่อพิจารณาจาแนกตามกลุ่มวัย เป็นที่น่าสนใจว่า วัยเด็กสนใจอ่าน เนื้อหาสาระที่เป็นวิชาการมากที่สุด (ร้อยละ 72.6) วัยเยาวชนสนใจอ่านเนื้อหาสาระที่ให้ความบันเทิง (ร้อยละ 59.2) วัย ทางานสนใจอ่านข่าว (ร้อยละ 64.2) และวัยสูงอายุสนใจอ่านคาสอนทางศาสนา/บทสวดมนต์ (ร้อยละ 53.0) ในภาพรวมแนวโน้มการอ่านของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสาคัญ โดยคนไทยอ่ านหนังสือมากขึ้นเป็น 77.7% หรือประมาณ 48 ล้านคน อ่านมากขึ้นเป็น 66 นาที/วัน คนไทยนิยมการอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ถึงกว่า 50% แต่ 96% ยังชอบจับหนังสือเป็นเล่ม และสุดท้ายไม่มีวิธีรณรงค์ส่งเสริมการอ่านดีที่สุดเท่ากับรณรงค์ผ่านครอบครัว อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ (2559) และ สานักงานสถิติแห่งชาติ (2559, หน้า 26)

กล่าวโดยสรุป หากไม่พิจารณาถึงจินตนาการในการปรุงแต่งเนื้อเรื่อง หรือการใช้ภาษา ที่แสดงออกถึงคุณค่าในเชิงวรรณศิลป์แล้ว การเขียนเชิงวิชาการย่อมสามารถจัดเป็นการเขียนเชิง สร้างสรรค์ได้เช่นกัน เพราะงานเขียนประเภทบทวิเคราะห์ บทวิจารณ์ บทความวิชาการ สารคดี ล้วนต้องใช้การเขียนเชิงสร้างสรรค์เข้ามาประกอบ ข้อเสนอแนะสาหรับการสร้างสรรค์ในงาน เขี ย นเชิ ง วิช าการไม่ ได้ มุ่ง หมายให้ ผู้ เ ขีย นต้ อ ง “แหก” หรื อ “แหวก” ออกไปจากกฎเกณฑ์ ตัวอย่างเช่น กฎเกณฑ์ 17 ข้ออย่านั้น นิสิตต้องถือปฏิบัติแต่ต้องไม่ตึงหรือย่อหย่อนจนเกินไป เพื่อไม่ให้งานเขียนหลุดพ้นเส้นแบ่งของความเป็นวิชาการ ยังคงอยู่ในกรอบหรือข้อกาหนดของ สถาบันการศึกษา หรือกองบรรณาธิการวารสาร กระนั้นก็ตาม นิสิตยังสามารถแสดงอัตลักษณ์ ในทางวิชาการของตนได้ เช่น การใช้ความคิดอย่างสร้างสรรค์ในการเลือกใช้คา ภาษา และ องค์ประกอบอื่นๆ ของเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้รับสาร และที่สาคัญต้องมีคุณค่า มีคุณประโยชน์ ในทางปฏิบัติต่อผู้อ่าน งานเขียนนั้นจึงจะเรียกได้ว่า “งานเขียนเชิงวิชาการอย่างสร้างสรรค์” 2.4.1 ประเภทงานเขียนเชิงวิชาการ งานเขียนเชิงวิชาการที่สามารถนามาใช้ทบทวนวรรณกรรม อาจได้รับการเผยแพร่ลงในสื่ อ สิ่งพิมพ์ หรือสื่อออนไลน์ มีเนื้อหาขนาดสั้นประมาณ 10-15 หน้ากระดาษ A4 กรณีเป็นบทความ วารสาร (สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2553, หน้า 147) หรือเนื้อหาขนาดยาวมากกว่า 300 หน้า กรณีเป็นวิทยานิพนธ์ก็ได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของนิสิต ลั ก ษณะงานเขี ย นเชิ ง วิ ช าการที่ ก าหนดโดยคณะกรรมการข้ า ราชการพลเรื อ นใน สถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ตามเอกสารแนบท้ายประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง “หลักเกณฑ์และวิธีการ พิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดารงตาแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550” (มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2559, หน้า 60-73) กล่าวถึงลักษณะงานเขียน เชิงวิชาการไว้ 8 ประเภท ได้แก่ 1) เอกสารประกอบการสอน 2) เอกสารคาสอน 3) บทความ


25

ทางวิชาการ 4) ตารา 5) หนังสือ 6) งานวิจัย 7) ผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น และ 8) งาน แปล นอกเหนื อ จากนี้ ยั ง มี ส ารนิ พ นธ์ ซึ่ ง เป็ น ผลงานของนิ สิ ต ระดั บ ปริ ญ ญาตรี แ ละระดั บ บัณฑิตศึกษาที่มีการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ สามารถจัดเป็นงานเขียนเชิงวิชาการได้เช่นกัน (สนม ครุฑเมือง, 2550, หน้า 7-9; นภาลัย สุวรรณธาดา, ธิดา โมสิกรัตน์, และ สุมาลี สังข์ศรี, 2553, หน้า 2-3) และเพื่อให้ง่ายต่อการทาความเข้าใจผู้เขียนจึงจัดประเภทงานเขียนเชิงวิชาการ ใหม่เป็น 7 ประเภท ได้แก่ 1) ตารา 2) หนังสือ 3) เอกสารวิชาการ 4) สารนิพนธ์ 5) รายงาน การวิจัย 6) บทความ และ 7) ผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่นๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ตารา (text book) หมายถึง เอกสารที่เรียบเรียงขึ้นอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเนื้อหาสาระ ของวิชาหรือเป็นส่วนหนึ่งของวิชา หรือหลักสูตรก็ได้ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการ เรียนการสอนในหลักสูตรระดับอุดมศึกษา ทั้งนี้ เนื้อหาสาระของตาราต้องมีความทันสมัยและ ครบถ้วนสมบูรณ์กว่าเอกสารคาสอน ซึ่งผู้อ่านอาจเป็นบุคคลอื่นที่มิใช่ผู้เรียนในวิชานั้น แต่ สามารถอ่านและทาความเข้าใจในสาระของตารานั้นด้วยตนเองได้ โดยไม่ต้องเข้าศึกษาใน รายวิชานั้น ตัวอย่างเช่น ตาราเรื่อง “สิ่งแวดล้อมเทคโนโลยีและชีวิต” ของ เกษม จันทร์แก้ว และคณะ (2553) เป็นตาราที่ใช้ประกอบการเรี ยนรายวิชาสิ่งแวดล้อมเทคโนโลยีและชีวิต ใน หมวดวิชาศึกษาทั่วไปสาหรับนิสิตปริญญาตรีทุกหลักสูตร ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 2. หนังสือ (book) หมายถึง เอกสารที่เขียนขึ้น จากองค์ค วามรู้ ด้วยการประมวลสาระจาก แหล่งข้อมูลต่างๆ อย่างเป็นระบบ แสดงทัศนะให้ข้อคิดเห็น เสริมสร้างปัญญา ความก้าวหน้า ทางวิชาการในศาสตร์นั้นๆ แก่นักวิชาการ หรือผู้อ่านทั่วไป สาระของหนังสือไม่จาเป็นต้อง เป็นไปตามข้อกาหนดของหลักสูตร หรือนามาประกอบการเรียนการสอนในวิชาใดวิชาหนึ่ง โดยเฉพาะ ตัวอย่างหนังสือเช่น สังคมวิทยาสึนามิ : การรับมือกับภัยพิบัติของ สุริชัย หวัน แก้ ว และคณะ (2550) ส าหรั บ การเรี ย นการสอนด้ า นสิ่ ง แวดล้ อ ม สั ง คมวิ ท ยาและ มานุษยวิทยา เป็นต้น 3. เอกสารวิชาการ 1) เอกการประกอบการสอน หมายถึง เอกสารที่ใช้ประกอบการสอนวิชาใดวิชาหนึ่งตาม หลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษา มีรายละเอียดของเนื้อหาวิชาและวิธีการสอนอย่างเป็น ระบบ มีรูปแบบเป็นเอกสารหรือสื่ออื่นๆ ประกอบด้วยแผนการสอน หัวข้อบรรยาย และอาจมีสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้เพิ่มเติม เช่น รายชื่อบทความหรือหนังสืออ่านประกอบ บท เรียบเรียงคัดย่อเอกสารที่เกี่ยวข้อง แผนภูมิ แถบเสียง หรือภาพเลื่อน เป็นต้น โดย เผยแพร่เป็นสิ่งพิมพ์หรือสื่ออิเล็คทรอนิคส์ เช่น cd, dvd หรือเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต เช่น weblog, website เช่น เอกสารประกอบการสอน เรื่อง พื้นฐานความรู้สิ่งแวดล้อม ของ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2552)


26

2) เอกสารค าสอน หมายถึ ง เอกสารที่ ใ ช้ ส อนวิ ช าใดวิ ช าหนึ่ ง ตามหลั ก สู ต รของ สถาบันอุดมศึกษาที่สะท้อนให้เห็นเนื้อหาวิชาและวิธีการสอนอย่างเป็นระบบ อาจ พัฒนามาจากเอกสารประกอบการสอนจนมีความสมบูรณ์มากกว่า ผู้เรียนสามารถ นาไปศึกษาด้วยตนเองได้ มีรูปแบบเป็นเอกสารรูปเล่มหรือสื่ออื่นๆ ประกอบด้วย แผนการสอน หัวข้อบรรยาย และมีสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้เพิ่มเติม เช่น รายชื่อบทความ หรือหนังสืออ่านประกอบ บทเรียบเรียงคัดย่อเอกสารที่เกี่ยวข้อง แผนภูมิ แถบเสียง ภาพเลื่อน ตัวอย่าง หรือกรณีศึกษาประกอบการอธิบายภาพ แบบฝึกปฏิบัติ รวมทั้ง การอ้างอิงเพื่อขยายความที่มาของสาระและข้อมูล และบรรณานุกรมที่ทันสมัย โดย เผยแพร่เป็นสิ่งพิมพ์ เช่น เอกสารคาสอนเรื่อง ภูมิปัญญาไทยกับการพัฒนาการศึกษา ของ พัชรินทร์ สิรสุนทร (2547) หรือเผยแพร่ลงสื่ออิเล็คทรอนิคส์ เช่น cd, dvd, weblog, website, social network เป็นต้น 4. สารนิพนธ์ (research paper) หมายถึง เอกสารวิชาการที่เรียบเรียงขึ้นจากการศึกษาค้นคว้า ของนิสิต ถือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในทุกสาขาวิชาและทุกระดับการศึกษา เพื่อฝึกทักษะ การทาวิจัยอย่างเป็นระบบ ฝึกทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง และปลูกฝังให้เป็นผู้ที่ใฝ่การเรียน รู้อยู่เสมอ สารนิพนธ์ของมหาวิทยาลัยนเรศวร (2550, หน้า 2) มีดังนี้ 1) รายงานการศึกษา (report) เป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวิชาเรียน อาจเป็นปัญหาที่ นิสิตสนใจ หรือได้รับมอบหมายจากอาจารย์ประจาวิชา ซึ่งผู้สอนมีจุดมุ่งหมายให้ ผู้เรียนกาหนดจุดมุ่งหมายของตนเองเป็นพื้นฐาน นาเสนอข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็น ของตนเองหรือผู้รู้ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างของการศึกษา แล้วจึงศึกษาค้นคว้าเรียบเรียง อย่างเป็นระบบ และเขียนผลการศึกษาออกมาเป็นรายงานโครงงาน รายงานการ ฝึ ก งาน เช่ น รายงานการศึ ก ษาเรื่ อ ง ทั ศ นคติ ข องชาวบ้ า นบนฐานแนวความคิ ด เศรษฐกิจพอเพียงสู่การพัฒนาท้องถิ่น กรณีศึกษา บ้านโคกกระดี่ อาเภอตาคลี จังหวัด นครสวรรค์ ของ สุภาพร โสภโณทัย (2554) 2) ภาคนิพนธ์ (term paper) เป็นการศึกษาค้นคว้าเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ใช้เป็น ส่วนประกอบการเรียนวิชาใดวิชาหนึ่งในแต่ละภาคเรียน ผู้เขียนต้องศึกษาค้นคว้าอย่าง ละเอียดลึกซึ้งมากกว่า รายงานการค้ น คว้า แต่ ก็มี ขอบเขตจากัด กว่า วิท ยานิ พ นธ์ รายงานประจาภาคอาจมีลักษณะเป็นรายงานการวิจัยก็ได้ รายงานประจาภาคหรือภาค นิ พ นธ์ ถื อ เป็ น ส่ ว นหนึ่ ง ของการศึ ก ษาในระดั บ ปริ ญ ญาตรี / ต่ ากว่ า บั ณ ฑิ ต ศึ ก ษา (undergraduate) เช่น การศึกษาพฤติกรรมการเดินทางเชิงพื้นที่และเวลาของนิสิต มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ของ กฤตเมธ เพ็งกระจ่าง, ชิงชัย หุ มห้อง และ โชติ วั ฒ น์ น่ ว มบาง (2552) เป็ น ภาคนิ พ นธ์ ที่ น าเสนอเพื่ อ เป็ น ส่ ว นหนึ่ ง ของ การศึกษาในระดับปริญญาตรี สาขาภูมิศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัย นเรศวร


27

3) การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (independent study: IS) เป็นการศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเองของนิสิตระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยบางแห่งเรียกว่า “การศึกษาค้นคว้า อิสระ” หรือ “โครงงานชั้นสูง” (senior project) ซึ่งนิสิตชั้นปีที่ 4 ต้องจัดทาเพื่อเป็น ส่วนหนึ่งของเงื่อนไขเพื่ อส าเร็จการศึ ก ษา หรือเป็น ส่ วนหนึ่ งของการศึ กษาระดั บ บัณฑิตศึกษา ตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัย เช่น การศึกษาค้นคว้า ด้วยตนเองเรื่อง พฤติกรรมการทิ้งขยะของนักท่องเที่ยวในงานแข่งเรือยาวประเพณี ประจาปี 2558 จังหวัดนครสวรรค์ ของ กวินนาถ สินทรัพย์ (2559) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งการศึกษาใน หลักสูตรปริญญาตรี สาขาวิชาพัฒนาสังคม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 4) วิทยานิพนธ์/ปริญญานิพ นธ์ (thesis/dissertation) เป็นการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่า ง ละเอียดลึกซึ้ง มีขั้นตอนการวิจัยตามข้อกาหนดของสถาบันการศึกษา มีประเด็นปัญหา สมมติฐานหรือคาถามการวิจัยเป็นแนวทางการศึกษา สามารถเผยแพร่เป็นความรู้ทาง วิ ช าการที่ มี คุ ณ ภาพ และแสดงถึ ง ความคิ ด ที่ มี เ หตุ ผ ล การใช้ ภ าษาอย่ า งถู ก ต้ อ ง วิทยานิพนธ์ถือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท ปริญญา เอก) (graduate) เช่น วิทยานิพนธ์ระดับดีประจาปี 2558 ของสานักงานคณะกรรมการ วิจัยแห่งชาติ (2558) เรื่อง เศรษฐีใหม่สวนยาง: การเปลี่ยนแปลงวิถีการดารงชีพของ ครัวเรือนชาวนาในลุ่มน้าห้วยคอง ของ ทรงชัย ทองปาน 5. รายงานการวิ จั ย (research paper) เป็ น การเสนอผลงานที่ ไ ด้ จ ากการค้ น คว้ า วิ จั ย เพื่ อ เผยแพร่ให้ผู้อื่นได้ทราบข้อเท็จจริง หรือความรู้ใหม่ๆ ที่ค้นพบ รายงานการวิจัยต้องเขียน ตามรูปแบบที่หน่วยงานที่เป็นเจ้าของแหล่งทุนหรือภายใต้ข้อกาหนดของสถาบันการศึกษา ซึ่งจะเขียนแบบสั้นหรือแบบยาวโดยลงเนื้อหาอย่างละเอียดก็ได้ เช่น ผลงานวิจัยระดับดีเด่น ประจาปี 2558 สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (2558) เรื่อง การกากับดูแลสื่อที่ เผยแพร่เนื้อหาสร้างความเกลียดชัง ของ พิรงรอง รามสูตร และคณะ 6. บทความวิชาการ 1) บทความวิชาการ (academic article) เป็นความเรียงที่เขียนขึ้นจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่ เรื่ อ งที่ ผู้ เ ขี ย นคิ ด แต่ ง ขึ้ น อย่ า งนิ ย าย เรื่ อ งสั้ น การ์ ตู น หรื อ ใช้ ค วามเห็ น ส่ ว นตั ว (opinion) บทความวิชาการจะมีเนื้อหาวิชาการเป็นสาคัญ ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการ ในสถาบั น อุ ด มศึ ก ษา วารสารวิ ช าการที่ จั ด ท าโดยหน่ ว ยงานรั ฐ วารสารวิ ช าการ นานาชาติ หรื อ ประมวลผลบทความจากการประชุ ม วิ ช าการ (procedding) ที่ มี บรรณาธิการประเมินและตรวจสอบคุณภาพบทความ มีเนื้อหาและความคิดเห็นที่ให้ ความรู้และข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ผ่านการ สังเกต การทดลอง การสัมภาษณ์ หรืออาศัยความชานาญของผู้เขียนในศาสตร์นั้นๆ


28

ซึ่งให้ความรู้และข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อวงวิชาการ 14 ตัวอย่างบทความ วิชาการ เช่น “จุดเปลี่ยนประชากรประเทศไทย” ของ ปราโมทย์ ประสาทกุล และ ปัทมา ว่าพัฒนวงศ์ (2554) ในการประชุมทางวิชาการระดับชาติประชากรและสังคม ครั้งที่ 7 เรื่อง “จุดเปลี่ยนประชากร จุดเปลี่ยนสังคมไทย”โดย สถาบันวิจัยประชากร และสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 2) บทความปริทัศน์ (review article) เป็นบทความวิชาการรูปแบบหนึ่งที่เขียนขึ้นจาก การทบทวนเอกสารหรืองานวิจัยที่เกี่ยวกับหัวข้อใดหัว ข้อหนึ่ง เพื่อแสดงสถานภาพ และความก้าวหน้าขององค์ความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งในปัจจุบัน อาจเรียกว่า “บทความ เชิ ง ส ารวจ” (survey article) อั น เกิ ด จากการทบทวนวรรณกรรม รวบรวม หรื อ เปรียบเทียบข้อมูลที่มีอยู่แล้วจากแหล่ งต่างๆ แล้วนามาเรียบเรียงในรูปบทความ ผู้เขียนไม่ได้หาข้อมูลด้วยการศึกษาเชิงประจักษ์หรือเก็บข้อมูลชั้นต้นเอง การกระทา ดังกล่าวจึงถูกเข้าใจไปในเชิงลบจากนักวิชาการบางกลุ่ม ซึ่งไม่ยอมรับว่าการเขียน บทความปริทัศน์เป็นผลงานทางวิชาการเพราะได้มาจากการคัดลอกผลงานของนักวิจัย อื่น (สุธีระ ประเสริฐสรรพ์, 2544) ผู้ ที่เขียนบทความปริทัศน์จึงถูกเปรียบเปรยว่า “นักวิชาการหอคอยงาช้าง” ซึ่งผู้กล่าวเช่นนี้อาจไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในการทบทวน วรรณกรรม เพราะโดยทั่วไปแล้ว กองบรรณาธิการของวารสารจะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ นั ก วิ ช าการอาวุ โ ส หรื อ “นั ก วิ ช าการชั้ น ครู ” (armchair scholar) ให้ เ ป็ น ผู้ เ ขี ย น บทความปริทัศน์ ดังนั้น งานเขียนบทความปริทัศน์จึงถือเป็น บทความทางวิชาการที่มี คุณค่า การันตีได้จากตาแหน่งวิชาการของผู้นิพนธ์ ประสบการณ์ คุณวุฒิ และความ เชื่อถือของวารสารนั้นๆ ตัวอย่างบทความปริทัศน์ เช่น การวิจัยการนับถือพุทธศาสนา ในประเทศไทยในช่วง 30 ปี ของ ดวงเดือน พันธุมนาวิน และ ดุจเดือน พันธุมนาวิน (2551) ในวารสารพั ฒ นาสั ง คม ซึ่ ง ผู้ เ ขี ย นบทความมี ต าแหน่ ง วิ ช าการระดั บ ศาสตราจารย์ และรองศาสตราจารย์ ตามลาดับ และวารสารพัฒนาสังคมมีค่าดัชนี วารสารอ้างอิงในปี 2559 เท่ากับ 0.310 ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (ศูนย์ ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย, 2560) ผู้ที่อ่านบทความปริทัศน์นั้นไม่ได้มีเฉพาะนักวิชาการกลุ่มเดียวเท่านั้น แต่ยังมีผู้ที่สนใจ อีกหลากหลายกลุ่ม เช่น นักวิจัยที่ต้องการค้นหาประเด็นวิจัยใหม่ๆ นิสิตนักศึกษาที่ ต้ อ งการเรี ย นรู้ พื้ น ที่ ห รื อ กรอบการวิ จั ย ใหม่ ๆ ครู อาจารย์ ที่ ค้ น หาเอกสารเพื่ อ เตรียมการสอน หรือนักนโยบายที่ต้องการศึกษาความรู้หรือข้อเสนอแนะจากนักวิจัย Cooper (2003, as cited in Silvia, 2007, p. 104) กล่าวว่า การเขียนบทความวิจัย บทความแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภท ได้แก่ 1) บทความวิชาการ 2) บทความเชิงวิเคราะห์ 3) บทความแสดงความคิดเห็น 4) บทความเชิงวิจารณ์ 5) บทความสารคดี และ 6) บทความสัมภาษณ์ รายละเอียดของแต่ละบทความ อ่านได้จาก นภาลัย สุวรรณธาดา, ธิดา โมสิกรัตน์ และ สุมาลี สังข์ศรี (2553) การเขียนผลงานทางวิชาการ 14


29

นั้นไม่ได้เป็นเรื่องยากเนื่องจากมีการกาหนดรูปแบบการเขียนที่ชัดเจน เช่น ระบบ APA style ขณะที่การเขียนบทความปริทัศน์มีความซับซ้อนมากกว่า 7. ผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่นๆ หมายถึง สิ่งประดิษฐ์หรืองานสร้า งสรรค์ อาทิ การ ประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรง การสร้างสิ่งมีชีวิตพันธุ์ใหม่ วัคซีน สิ่งก่อสร้าง ผลงานด้านศิลปะ สารานุ ก รม นวั ต กรรม งานแปล สิ ท ธิ บั ต ร ฯลฯ ผลงานดั ง กล่ า วมานี้ ป ระกอบด้ ว ยบท วิเคราะห์ที่อธิบายและชี้ให้เห็น ว่า งานดังกล่ า วทาให้เ กิด ความก้า วหน้า ทางวิชาการหรือ เสริ ม สร้ า งองค์ ค วามรู้ หรื อ ให้ วิ ธี ก ารที่ จ ะเป็ น ประโยชน์ ต่ อ สาขาวิ ช านั้ น และแสดงถึ ง ความสามารถในการบุกเบิกในสาขาวิชานั้น ตัวอย่างเช่น งานแปล สิทธิบัตร 1) งานแปล หมายถึง งานแปลจากตัวงานต้นฉบับที่เป็นวรรณกรรม หรืองานด้านปรัชญา ประวัติศาสตร์ หรือวิทยาการสาขาอื่นๆ ที่มีคุณค่า เมื่อนามาแปลแล้วจะเป็นการเสริม ความก้ า วหน้ า ทางวิ ช าการ โดยอาจแปลจากภาษาต่ า งประเทศเป็ น ภาษาไทย ภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศ หรือภาษาต่างประเทศหนึ่ งไปเป็นภาษาต่างประเทศ อีกภาษาหนึ่ง ตัวอย่างงานแปล (มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2559, หน้า 58) เช่น หนังสือ 4 ปี นรกในเขมร ซึ่งแปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย โดยอาจารย์ ผุสดี นาวาวิจิต และมี ก ารตี พิ ม พ์ เ ผยแพร่ ม าแล้ ว ถึ ง 11 ครั้ ง เป็ น งานวรรณกรรมที่ มี คุ ณ ค่ า ทาง ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงโศกนาฏกรรมของหญิงชาวญี่ปุ่นซึ่งมีสถานภาพเป็นถึงภริยา ทูต และครอบครัว ตลอดช่วงเวลา 4 ปี (2518-2522) เมื่อเขมรแดงยึดครองประเทศ กัมพูชา (กวินธร เสถียร, 2558, หน้า 127-134) 2) สิ ท ธิ บั ต ร (patent) หมายถึ ง หนั ง สื อ ส าคั ญที่ รั ฐ ออกให้ เ พื่ อ คุ้ ม ครองการประดิ ษฐ์ (invention) หรื อ การออกแบบผลิ ต ภั ณ ฑ์ (product design) ที่ มี ลั ก ษณะตามที่ กฎหมายกาหนด เป็นสิทธิพิเศษ ที่ให้ผู้ประดิษฐ์คิดค้นหรือผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ มี สิทธิที่จะผลิตสินค้า จาหน่ายสินค้าแต่เพียงผู้เดียว ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง การประดิษฐ์ (Invention) หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับ ลักษณะองค์ประกอบ โครงสร้าง หรือกลไกของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งกรรมวิธีในการผลิตการรักษา หรือปรับปรุงคุณภาพ ของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น หรือทาให้เกิดผลิตภัณฑ์ขึ้นใหม่ ที่แตกต่างไปจากเดิม (กรม ทรัพย์สินทางปัญญา, 2556) ตัวอย่างสิทธิบัตรเช่น เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้าหมุน ซ้าแบบทุ่นลอย (กังหันน้าชัยพัฒนา) เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ออกแบบโดย พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้รับการจดสิทธิบัตรเลขที่ 3127 จากกรมทรัพย์สิน ทางปัญญา (2535) เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536 และได้รับรางวัลเหรียญทองจาก องค์กรทางด้านนวัตกรรมของเบลเยียม (The Belgian Chamber of Inventor) ในงาน “Brussels Eureka 2000” ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม (ผู้จัดการออนไลน์ , 2549)


30

ประเภทวรรณกรรมเชิงวิชาการต่างๆ ดังกล่าวมาข้างต้น ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่ได้รับการ ยอมรับและความเชื่อถือจากชุมชนวิชาการว่ าเป็นผลผลิตจากการทางานวิชาการ (Gabbott, 2004, p. 412) หากใช้วรรณกรรมที่อยู่ในรูปของบทความวิจัย รายงานวิจัย ปริญญานิพนธ์ ฯลฯ การเขียนงานที่ใช้เอกสารเหล่านี้จะเรียกว่า “วรรณกรรมเชิงประจักษ์” (empirical literature) ส่วน การเขียนบทความปริทัศน์ หนังสือ ตาราต่างๆ เรียกว่า “วรรณกรรมเชิงทฤษฎี ” (theoretical literature) (สิทธิ์ ธีรสรณ์, 2554, หน้า 20-21) 2.4.2 ลักษณะงานเขียนวิชาการที่ดี การพิจารณาว่างานเขียนหนึ่งๆ เป็นงานเขียนเชิงวิชาการหรือไม่ต้องดูซึ่งวิธีการได้มาของความรู้ หากมีการรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษา แสดงขั้นตอนการศึกษาอย่าง ชัดเจน ได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญคนอื่นในสาขา (peer review) และอ้างอิงแหล่งที่มา ในการค้นคว้า รายละเอียดของงานเขียนเชิงวิชาการที่ดีมีดังนี้ 1. รูปแบบการเขียน การใช้ภาษา และการพิมพ์ ต้องใช้ภาษาที่เป็นทางการ (formal language) ถูกหลักไวยากรณ์ ตรงไปตรงมา (straightforward discourse) และสื่อสารให้เข้าใจได้ง่ายกับ กลุ่ ม เป้า หมายซึ่งเป็นผู้อ่า นที่อยู่ในศาสตร์ที่เ กี่ยวข้องกับผู้เ ขียน โดยทั่วไปงานเขียนเชิง วิชาการจะเป็นความเรียงแบบบรรยาย มีการแยกแยะประเด็นต่างๆ อย่างชัดเจน ถ้า มีหลาย ประเด็ น ควรแยกเป็ น ข้ อ ๆ หรื อ จั ด เป็ น กลุ่ ม ใช้ อ งค์ ป ระกอบอื่ น ๆ ช่ ว ยสื่ อ ความโดยใช้ ภาพประกอบ แผนภูมิ ตาราง พร้อมทั้งคาบรรยายประกอบอย่างเหมาะสม แม้ว่า การเขียนงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ จะเป็นงานเขียนเชิงวิชาการ แต่ นิสิตสามารถใช้การ เขียนเชิงสร้างสรรค์เข้ามาร่วมได้ สิ่งที่ควรระลึกไว้เสมอคืองานเขียนเชิงวิชาการจะไม่ มี ลักษณะบันเทิงอย่างบทกวีนิพนธ์หรือนวนิยาย ข้อมูลต่างๆ ที่นาเสนอต้องมาจากข้อเท็จจริง การทดลอง การค้นคว้าวิจัย ไม่ได้แต่งขึ้นจากจินตนาการ ดังนั้น ภาษาที่ใช้เขียนจึงต้องสื่อ ความอย่างตรงไปตรงมาแบบร้อยแก้ว ไม่ ควรใช้การเขียนเชิงพรรณนาโวหาร ใช้สานวนหรือ ภาษาเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องตีความแบบร้อยกรอง นิยมใช้ประโยคที่ประธานเป็นผู้แสดงการ กระทา (active voice) มากกว่าประโยคที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทา (passive voice) 2. เนื้อหาสาระถูกต้องและเหมาะสม ความถูกต้อง หมายถึง ข้อ มูลต่างๆ ที่นามาเสนอทั้งในรูป ตาราง รูปภาพ ตัวเลข ชื่อคน คาศัพท์เฉพาะ (technical term) สูตรคณิตศาสตร์ ฯลฯ จะต้อง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีคาหรือข้อความใดผิด ส่วนความเหมาะสม หมายถึง ผลงานวิชาการ นั้นไม่ง่ายหรือยากจนเกินความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ที่ นักวิจัยต้องการจะสื่อสาร ผ่านงานเขียน ตัวอย่างที่นามาประกอบเนื้อความต้องเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว ใช้ข้อมูลทางสถิติที่ เป็นปัจจุบัน หรือความเหมาะสมในเนื้อหาต้องไม่มากหรือน้อยจนเกินไป (สนม ครุฑเมือง,


31

2550, หน้า 15) มีสาระเพียงพอต่อการอธิบายประเด็นต่างๆ อาจระบุเชิงอรรถ (footnote) เพื่อประโยชน์ในการทาความเข้าใจหรือสืบค้นเพิ่มเติม ทั้งนี้ การพิจารณาว่าเนื้อหาสาระมี ความเป็นวิชาการหรือไม่ พิจารณาได้จากความเป็นเอกภาพ คือ เนื้อหามีความเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน และความเป็นสัมพันธภาพ คือ บทแต่ละบท หัวข้อแต่ละหัวข้อ มีความสัมพันธ์ ต่อเนื่องกันและนาไปสู่สาระสาคัญของบทหรือหัวข้อ 3. เรียบเรียงเนื้อหาเป็นระบบ โดยจัดลาดับการนาเสนอออกเป็นบท หัวข้อ ตอน เป็นระบบ เดียวกันทั้งเล่ม และปริมาณเนื้อหาของส่วนประกอบในแต่ละหัวข้อหรือแต่ละบทควรมีความ ใกล้เคียงกัน การเรียบเรียงเนื้อหาจะพิจารณาจากประเด็นต่อไปนี้ (นภาลัย สุวรรณธาดา, ธิดา โมสิกรัตน์, และ สุมาลี สังข์ศรี, 2553, หน้า 21-26) 3.1 ระบบตัวอักษร นักวิจัยควรจัดทาระบบตัวอักษรให้เป็นแบบเดียวกันทั้งเล่ม โดยเฉพาะ รูปแบบตัวอักษร (font type) ส่วนขนาดตัวอักษร (font size) จะกาหนดไว้แตกต่างกัน ตามลาดับหัวข้อที่สาคัญ เพื่อให้ผู้อ่านมองเห็นความแตกต่าง และการสื่อความหมายที่ ต่างกันของขนาดอักษร โดยทั่วไปการจัดทาวิทยานิพนธ์ สถาบันการศึกษาจะกาหนด รูปแบบการเรียบเรียงและจัดพิมพ์ไว้แล้ว เช่น วิทยานิพนธ์ฉบับที่พิมพ์เป็นภาษาไทย ของมหาวิทยาลัยนเรศวร กาหนดให้หัวข้อบท ใช้อักษรแบบ cordia New ตัวหนา (bold) ขนาด 18pt ส่วนข้อความทั่วไปใช้ cordia new ตัวธรรมดา ขนาด 16pt หรือ การเขียนงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ลงในวารสารทางวิชาการ เช่น วารสารพฤติกรรมศาสตร์ ก าหนดให้ ใ ช้ แ บบอั ก ษร TH SarabunPSK ขนาด 16pt เป็ น ต้ น (สถาบั น วิ จั ย พฤติกรรมศาสตร์, 2555) 3.2 ระบบการเขียน นักวิจัย อาจเลื อกการเขียนแบบนิ รนัย (deductive method) แบบ อุปนัย (inductive method) หรือแบบผสมผสานทั้งนิรนัยและอุปนัย 15 ก็ได้ (Adler & Doren, 1972 อ้างอิงใน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2551) แต่ต้องใช้ระบบการ เขียนให้เป็นแบบเดียวกันทั้งเล่ม เช่น ระบบการอ้างอิง การระบุปี พ.ศ., ค.ศ. การ กากับด้วยคาภาษาอังกฤษโดยใช้ตัวอักษรพิมพ์เล็กหรือพิมพ์ใหญ่ การใช้เครื่องหมาย คาพูด การใส่วงเล็บ คาย่อ ฯลฯ 4. อ้างอิงแหล่งที่มาชัดเจน การอ้างอิงเอกสาร (citatons) เป็นการระบุแหล่งที่มาของข้อมูล สารสนเทศให้ปรากฏในงานเขียน เพื่อให้ความเชื่ อมั่นแก่ผู้อ่านว่า นักวิจัยได้ศึกษาค้นคว้ามา การเขียนแบบนิรนัย จะเริ่มเสนอทฤษฎีหรือหลักการก่อนแล้วอธิบายประเด็นสาคัญแสดงเหตุผลสนับสนุนหรือโต้แย้ง โดย ยกตัวอย่างประกอบ และเสนอแนะการนาทฤษฎีไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ อุปนัย จะเริ่มจากสถานการณ์หลายๆ แบบ ชี้ ปัญหาที่สาคัญ แล้วแสวงหาแนวทางแก้ปัญหา โดยใช้แหล่งข้อมุลต่างๆ เสนอเหตุผลสนับสนุ นหรือขัดแย้ง เพื่อสรุปเป็น ทฤษฎีหรือหลักการ การเขียนแบบผสมผสาน เป็นการเขียนทั้งแบบนิรนัยและอุปนัยผสมกัน 15


32

เป็ น อย่ า งดี จ ากแหล่ ง ความรู้ ที่ เ ชื่ อ ถื อ ได้ ผู้ อ่ า นสามารถตรวจสอบที่ ม าหรื อ สื บ ค้ น ข้อมู ล เพิ่มเติมจากแหล่งเดิมได้ (มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2550, หน้า 29) และถือเป็นจรรยาบรรณ/ จริยธรรมของนักวิจัย (researcher ethics/code of conduct) ที่จะต้องแสดงความรับผิดชอบ ไม่กระทาการทุจริตทางวิชาการ (academic dishonesty) โดยล่วงละเมิดแอบอ้างเอาผลงาน ของผู้อื่นมาเป็นผลงานของตนเอง ที่เรียกว่า “โจรกรรมทางวิชาการ” (plagiarism) หรือ “โจรกรรมผลงานตนเอง” (self-plagiarism) มาสร้างเป็นงานใหม่ โดยนาเนื้ อหาบางส่วนมา ปรับปรุงใหม่และตีพิมพ์ซ้า (multiple publication) (อาทิวรรณ โชติพฤกษ์, 2553, หน้า 107108; Wilhoit, 2010, p. 225) การกระท าดั ง กล่ า วมี ค วามผิ ด ตามมาตรา 27 ของ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537 ยกเว้นการกระทาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิจัยตามมาตรา 33 โดยมีการอ้างอิงเพื่อให้รับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ (21 ธันวาคม 2537, หน้า 9, 11) ทั้งนี้ นักวิจัยจะเลือกใช้การอ้างอิง 16 แทรกในเนื้อหา (in-text citation) โดยใช้ระบบนามปี (name-year system/author-date system) หรืออ้างอิงแบบตัวเลข (number system) ก็ได้ แต่ควรให้คงรูปแบบเดียวกันทั้งเล่ม อนึ่ง รูปแบบการอ้างอิงจะถูกกาหนดโดยสถาบันการศึกษา หรือวารสารที่ส่งไปตีพิมพ์ นอกจากหลักการดังกล่าวมา สิทธิ์ ธีรสรณ์ (2554, หน้า 168) เสนอให้พิจารณาจาก ความเป็นของแท้ (authenticity) คือ นักวิจัยเขียนขึ้นเอง ไม่ได้ว่าจ้างผู้อื่นเขียนแทนให้ ใช้ข้อมูล จากงานตนเอง ไม่ได้สมมติขึ้น และความเริ่มแรก (originality) คือ ทาเป็นครั้งแรก ไม่ได้ทาซ้า ไม่ เ คยน าไปเผยแพร่ที่ ใ ด ในกรณี ที่ นั ก วิจั ย ต้ อ งการเผยแพร่ใ นวารสารวิช าการ ก็ ไ ม่ ค วรส่ ง บทความไปตีพิมพ์ยังวารสารมากกว่าหนึ่งฉบับ ด้วยหวังที่จะเพิ่มโอกาสของการตีพิมพ์ โดยทั่วไป กองบรรณาธิการวารสารจึงมีข้อกาหนดว่า “...บทความที่จะส่งไปพิจารณาจะต้องไม่เคยเผยแพร่ ในสิ่งพิมพ์อื่นใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น ...” (วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ , 2560) เพราะหากได้รับการตอบรับ มากกว่าหนึ่งฉบับ บทความนั้นก็ถือว่าขาดความเริ่มแรก ความเริ่มแรกนี้ยังรวมถึงการแบ่ง ผลงานวิจัยออกเป็นส่วนย่อยเพื่อเผยแพร่ลงในวารสารหลายๆ ฉบับ จนทาให้งานขาดบูรณาภาพ (integrity) หรือความสมบูรณ์ของเนื้อหา ทั้งนี้ หากนักวิจัยต้องการนาเสนอบทความมากกว่า หนึ่งเรื่องจากงานวิจัยเดียวกัน จะต้องสร้างความสมบูรณ์ของเนื้อหาแต่ละเรื่อง ไม่ให้เกิดความ ซ้าซ้อน ซึ่งสามารถทาได้โดยการนาเสนอจากวัตถุประสงค์หลักของการวิจัย

รูปแบบการอ้างอิงมีหลายลักษณะ เช่น APA Style (American Psychological Association) : สังคมศาสตร์ จิตวิทยา และการศึ ก ษา, MLA Style (Modern Language Association) : มนุ ษ ยศาสตร์ การศึ ก ษาภาษาอั ง กฤษ วรรณคดี การ วิจารณ์วรรณกรรม, Chicago Style : ทุกสาขาวิชา 16


33

ต่อกรณีด้านความเป็นของแท้ สามารถนาหลักการนี้มาเป็นเกณฑ์การพิจารณาถึงความ เป็นวิชาการสาหรับงานวิจัยระดั บปริญญาตรีได้ เพราะนิสิตต้องเป็นผู้ดาเนินการวิจัยด้วยตนเอง หรือดาเนินการร่วมกันในกลุ่มคณะผู้วิจัย แต่ในด้านความเริ่มแรกอาจได้รับการยกเัว้น เนื่องจาก งานวิจัยระดับปริญญาตรี มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อฝึกทักษะการวิจัยขั้นต้น เพื่อให้นิสิตได้เัรียนรู้ กระบวนการวิจัย ดังนั้น การทาซ้าในประเด็นวิจัยเดียวกัน แต่ต่างไปในเรื่องช่วงเวลา สถานที่ กลุ่มเป้าหมาย หรือวิธีการศึกษาัย่อมสามารถอนุโลมได้ ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2552, หน้า 31, 55-57) ได้แนะนา “หลัก 5Cs” สาหรับการเขียน ทั่วไปและ “หลัก 7Cs” สาหรับการเขียนทางวิชาการ ซึ่งสามารถนามารวมเป็นเกณฑ์พิจารณา ลักษณะงานเขียนวิชาการที่ดี ดังนี้ 1. เนื้อหา (content) หมายถึง ความน่าเชื่อถือของเนื้อหาที่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง จากผู้อ่านที่มีฐานะเป็นบรรณาธิการ (editorial) (กรณีเป็นวารสาร) ผ่านระบบการตรวจสอบ โดยผู้ เ ชี่ ย วชาญคนอื่ น ในสาขาเดี ย วกั น หรื อ ใกล้ เ คี ย งกั น หรื อ ผ่ า นความเห็ น ชอบจาก คณะกรรมการที่ปรึกษา (กรณีวิทยานิพนธ์) เป็นต้น 2. ความสมบูรณ์ (comprehensive) หมายถึง ความสมบูรณ์ของเนื้อหาสาระ ความถูกต้องของ รูปแบบการเขียน และการใช้ภาษา เป็นต้น 3. ความกระชับ (concise) หมายถึง ภาษาที่ใช้เขียนต้องสั้นกระชับ ได้ใจความ 4. ความชัดเจน (clarity) หมายถึง ความชัดเจนทางภาษาที่สื่อสารออกมาอย่างตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย ไม่คลุมเครือ 5. ความต่อเนื่อง (continuity) หมายถึง ความต่อเนื่องในแต่ละบทแต่ล ะตอนต้ องเรียงร้ อย สัมพันธ์กันไปจนจบ 6. ความคงเส้นคงวา (consistency) หมายถึง ภาษาเขียนต้องไม่ลักลั่นหรือขาดความสมดุล ของคาที่ใช้ 7. ความเชื่อมั่น (convincing) หมายถึง นักวิจัยต้องทุ่มเท มุ่งมั่น และมีแรงบันดาลใจที่จะเขียน งานออกมาด้วยความพิถีพิถัน แสดงออกถึงคุณภาพ ความก้าวหน้าทางวิชาการ และความ รับผิดชอบต่องานเขียนของตนเอง ลักษณะงานเขียนวิชาการที่ดีที่ผู้เขียนปรับจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (2551, หน้า 20) และ สิน พันธุ์พินิจ (2553, หน้า 375) และพัฒนาเป็นข้อความที่สอดคล้องกัน ให้ง่ายต่อการจดจาว่า “แม่นยา ซื่อสัตย์ ชัดเจน ไม่ลวดลาย ใช้การสร้างสรรค์ ” ดังคาอธิบายใน กรอบ 5 ซึง่ นิสิตสามารถนาไปปรับใช้ในการเขียนงานทางวิชาการได้ตามความเหมาะสมดังนี้


34

กรอบ 5 สรุปลักษณะสาคัญของงานเขียนวิชาการที่ดี – – – – –

แม่นยา (accuracy) คือ ข้อมูลถูกต้อง แม่นยา ยึดข้อเท็จจริงโดยปราศจากอคติ ซื่อสัตย์ (honesty) คือ มีจรรยาบรรณของนักวิจัยโดยการอ้างอิงตามหลักวิชาการ ชัดเจน (clarity) คือ ไม่คลุมเครือหรือเกิดการตีความไปได้หลายแง่มุม ไม่ลวดลาย (concise) คือ ข้อความที่ใช้ต้องกะทัดรัด สื่อความหมายตรงไปตรงมา ใช้การสร้างสรรค์ (creativity) คือ เขียนอย่างสร้างสรรค์ เลือกเฟ้นคา ข้อความ ประโยคที่หลากหลาย

2.5 คาถามท้ายบท 1. เหตุใดนักวิชาการบางท่านเรียกการทบทวนวรรณกรรมว่า “กิจกรรมสุมหัว” 2. เมื่อนิสิตจะดาเนินการทบทวนวรรณกรรมเพื่อทางานวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ นิสิต จาเป็นต้องทบทวนวรรณกรรมให้ลึกถึงในระดับ 3 (objective-based & contextconstrained) หรือไม่ 3. ให้นิสิตอธิบายความหมายของคาว่า “นักวิชาการหอคอยงาช้าง” ทั้งในความหมายเชิงบวก และเชิงลบ 4. นิสิตสามารถเรียกการทบทวนวรรณกรรมว่า “การทบทวนวรรณคดี” ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด 5. ให้นิสิตอธิบายความหมายของคาว่า “การโจรกรรมผลงานตนเอง”


35

บทที่ 3 ปัญหำของวิธก ี ำรทบทวนวรรณกรรม เนื้อหาในบทที่ 3 กล่าวถึงปัญหาสาคัญของการทบทวนวรรณกรรม ซึ่งด้านหนึ่งเกิดจากความ ขาดแคลนต าราด้ า นการทบทวนวรรณกรรมโดยเฉพาะ และอี ก ด้ า นหนึ่ ง เกิ ด จากผู้ ท บทวน วรรณกรรมเอง ซึ่งจาแนกออกได้เป็น 2 ประเด็นหลัก คือ 1) ปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนหรือระหว่าง การทบทวนวรรณกรรม และ 2) ปัญหาในช่วงการเขียน ส่งผลให้การเขียนบททบทวนวรรณกรรม ไม่มีมาตรฐานหรือไม่แสดงถึงความสามารถทางวิชาการของนิสิต แต่ก่อนเข้าสู่เนื้อหา จะได้เสนอ หนังสือ ตารา (บางส่วน) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการทบทวนวรรณกรรม ซึ่งนิสิตสามารถศึกษา เพิ่มเติมด้วยตนเองดังนี้ 3.1 ตาราด้านการทบทวนวรรณกรรม การสืบค้ นต าราที่มีเนื้อหาหลักอธิบายถึงแนวทางการทบทวนวรรณกรรม จาก WebOPAC สานักหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวร (http://library.nu.ac.th/) พบว่า มีเอกสาร หนังสือ และตารา ภาษาไทยที่มีเนื้อหาตรงกับการทบทวนวรรณกรรมเพียง 2 เล่ม (ตาราง 4) คือ 1. เรื่อง หลักการและวิธีการประมวลเอกสารเพื่อความเป็นเลิศในการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์ ของ ดุจเดือน พันธุมนาวิน (2549) ซึ่งมุ่งหมายให้เป็นตาราขั้นสูงทางระเบียบวิธีวิจัย โดย นาเสนอเนื้อหาไว้ถึง 9 บท ครอบคลุมกรอบคิดพื้นฐานในการประมวลเอกสาร (บทที่ 3) วิธี อ่านผลการวิจัยจากตาราง (บทที่ 6-8) วิธีการกาหนดตัวแปรและความสัมพันธ์ของตัวแปร และปัญหาการประมวลเอกสารในบทที่ 9 บังอร โสฬส (2552, หน้า 67-68) ให้ความเห็นว่า นี่เป็นหนังสือเล่มแรกสาหรับนักวิจัย โดยเฉพาะนักศึกษา นักพัฒนา อาจารย์ และนักวิจัย มือใหม่ที่สนใจทาวิจัยควรอ่าน หรือใช้เป็นคู่มือประกอบการประมวลเอกสาร และการเขียน เค้าโครงการวิจัยทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ 2. เรื่อง การทบทวนวรรณกรรมและกรอบแนวคิดการวิจัย ของ วันทิพย์ สินสูงสุด (2549) ซึ่ง มุ่งหมายให้การทบทวนวรรณกรรมเป็นเครื่องมือนาทางไปสู่การพัฒนากรอบแนวคิดการวิจัย หนังสือเรื่องนี้นาเสนอเนื้อหาไว้ 12 บท เนื้อหาส่วนใหญ่จะให้ภาพกว้างๆ เกี่ยวกับขั้นตอน การวิจัย ซึ่งพิจารณาได้จากภาคผนวก ซึ่งยังคงกล่าวถึงแนวทางการเขียนโครงร่างและ องค์ประกอบของกระบวนการวิจัย ส่วนเนื้อหาในบทต่างๆ มีรายละเอียดเกี่ยวกับ สาเหตุ ความหมาย ขั้นตอน การใช้งานผลการทบทวน โดยนาเสนอทั้งการทบทวนวรรณกรรมทั้ง เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณโดยวิธีวิเคราะห์เมต้า (meta-analysis) อย่างไรก็ดี ความสมบูรณ์ ด้านเนื้อหาหรือการอรรถาธิบายโดยยกตัวอย่างประกอบยังไม่เด่นชัดเท่างานเขียนของ สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ (2550) สิทธิ์ ธีรสรณ์ (2552) พิสณุ ฟองศรี (2552, 2553) บุญธรรม กิจ


36

ปรีดาบริสุทธิ์ (2553) ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ (2553) และ วิรัช วิรัชนิภาวรรณ (2553) เป็น ต้น ซึ่งแม้เนื้อหาการทบทวนวรรณกรรมเป็นเพียงบทๆ หนึ่งในหนังสือระเบียบวิธีวิจัยหรือ การเขียนวิทยานิพนธ์ แต่ได้แสดงตัวอย่างวิธีการเขียนผลการทบทวนวรรณกรรมอย่างชัดเจน ขณะที่ตาราบางเล่มมีเนื้อหาการทบทวนวรรณกรรมน้อยที่สุดเพียง 4 หน้ากระดาษ A4 ทั้ง ไม่ได้ยกตัวอย่างวิธีการเขียนผลการทบทวนวรรณกรรมประกอบ เนื้อหาของการทบทวน วรรณกรรมที่ผู้เขียนสอดแทรกเข้ามาเพียงเพื่อเติมเต็มให้ครบถ้วนตามระเบียบวิธีวิจัยเท่านั้น ส่วนตาราภาษาต่างประเทศ พบว่า มีจานวน 4 เรื่อง ได้แก่ 1) Conducting research literature reviews: from the Internet to paper (การทบทวนวรรณกรรมจากอินเทอร์เน็ตสู่งาน เขี ย น) ของ Fink (2005) 2) The literature review: 6 steps to success (6 ขั้ น ตอนสู่ ความส าเร็ จ ในการทบทวนวรรณกรรม) ของ Machi & McEvoy (2009) 3) The literature review: a step-by-step guide for students (ขั้นตอนการทบทวนวรรณกรรมสาหรับนักเรียน นั ก ศึ ก ษา) ของ Ridley (2008) และ 4) Doing a literature review: releasing the social science research imagination (การทบทวนวรรณกรรม : ปล่ อ ยจิ น ตนาการวิ จั ย ด้ า น สังคมศาสตร์) ของ Hart (2010) (ตาราง 4) นอกเหนือจากนั้น ยังมีหนังสือที่กล่าวถึงการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ เรื่อง คู่มือการทบทวนอย่างเป็นระบบ ของ สมเกียรติ โพธิสัตย์, รัตนา พันธ์พานิช และ โยธี ทองเป็น ใหญ่ (2547), เก้าก้าวสู่ความสาเร็จในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนและการสังเคราะห์งานวิจัย ของ ทิศนา แขมมณี และ นงลักษณ์ วิรัชชัย (2546) และหนังสือภาษาอังกฤษเรื่อง Systematic Reviews (การทบทวนอย่างเป็นระบบ) ของ Torgerson (2003) ตาราง 4 ตัวอย่างตาราที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการทบทวนวรรณกรรม ปี

ผู้แต่ง

2544 2545 2546

เทียนฉาย กีระนันทน์ ยุทธ ไกยวรรณ์ ทิศนา แขมมณี และ นงลักษณ์ วิรัชชัย บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ สมเกียรติ โพธิสัตย์ และคณะ กาญจนา แก้วเทพ ดุจเดือน พันธุมนาวิน

2547 2547 2549 2549

ชื่อเรื่อง

เนื้อหาที่ปรากฏ บท ทั้งเล่ม

สังคมศาสตร์วิจัย พื้นฐานการวิจัย เก้าก้าวสู่ความสาเร็จในการวิจัยปฏิบัติการใน ชั้นเรียนและการสังเคราะห์งานวิจัย* ระเบียบการวิธีวจิ ัยทางสังคมศาสตร์ คู่มือการทบทวนอย่างเป็นระบบ*

การวิจัย: จากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดสุดท้าย หลักและวิธีประมวลเอกสารเพื่อความเป็นเลิศ ในการวิจัยทางจิตพฤติกรรมศาสตร์

✓ ✓ ✓ ✓


37

ตาราง 4 (ต่อ) ปี

ผู้แต่ง

2549

วันทิพย์ สินสูงสุด

2549 2550 2550

สุธรี ะ ประเสริฐสรรพ์ จิตราภา กุณฑลบุตร สิริลักษณ์ ตีรณธนากุล, ไพโรจน์ ตีรณธนากุล สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ ทวีศกั ดิ์ นพเกษร พิชิต พิทักษ์เทพสมบัติ วัลลภ ลาพาย อรุณี อ่อนสวัสดิ์ เกียรติสุดา ศรีสุข พิสณุ ฟองศรี

2550 2551 2551 2551 2551 2552 2552 2552 2552 2553 2553 2553 2553 2553 2553 2554 2554 2554 1995 2003

ชื่อเรื่อง การทบทวนวรรณกรรมและกรอบแนวคิด การวิจัย รู้จักวิจัย...ทาให้เป็น การวิจัยสาหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ การวิจัยและการรายงาน

ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์ วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เล่ม 1 จงทาและจงอย่าทาในการวิจยั สังคม เทคนิควิจัยทางสังคมศาสตร์ ระเบียบวิธีวิจัย ระเบียบวิธีวิจัย 108 ข้อบกพร่อง: แนวทางปรับปรุงการเขียน รายงานวิจยั และวิทยานิพนธ์ สิทธิ์ ธีรสรณ์ เทคนิคการเขียนรายงานวิจัย สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ ถอดรหัสการเขียนโครงการวิจัยประเภททุน แข่งขัน: เพื่อเพิม่ คุณค่าของการวิจัยไทย ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ หลักการวิจัยทางสังคม บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ คู่มือการวิจัยการเขียนรายงานการวิจัยและ วิทยานิพนธ์ พิสณุ ฟองศรี การเขียนรายงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ วิรัช วิรัชนิภาวรรณ หลักการและเทคนิคการเขียนงานวิจยั วิทยานิพนธ์ และรายงาน สิน พันธุ์พินิจ เทคนิคการวิจัยทางสังคมศาสตร์ อาทิวรรณ โชติพฤกษ์ ก้าวสู่ความเป็นนักวิจัยมืออาชีพ กรรณิการ์ สุขเกษม, นานานวตกรรมวิธีวิทยาการวิจยั สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ สมคิด พรมจุ้ย การเขียนโครงการวิจัย: หลักการและแนวปฏิบัติ สิทธิ์ ธีรสรณ์ จากงานวิจัยสู่บทความวิชาการ William Wiersma Research Methods in Education: An Introduction Carole Torgerson Systematic Reviews*

เนื้อหาที่ปรากฏ บท ทั้งเล่ม ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓

✓ ✓ ✓


38

ตาราง 4 (ต่อ) ปี 2005 2005 2005 2005 2005 2005 2005 2007 2008 2009 2009 2009 2010

เนื้อหาที่ปรากฏ บท ทั้งเล่ม Allan A. Glatthorn Writing the Winning Thesis or Dissertation ✓ R&y L. Joyner A Step-by-Step Guide Arlene Fink Conducting Research Literature Reviews: ✓ From the Internet to Paper John W. Creswell Educational Research: Planning, ✓ Conducting, & Evaluating Quantitative & Qualitative Research Allan A. Glatthorn Writing the Winning Thesis or Dissertation ✓ R&y L. Joyner A Step-by-Step Guide Arlene Fink Conducting Research Literature Reviews: ✓ From the Internet to Paper John W. Creswell Educational Research: Planning, ✓ Conducting, & Evaluating Quantitative & Qualitative Research Paul D. Leedy, Jeanne Practical Research: Planning & Design ✓ Ellis Ormrod Paul J. Silvia How to Write a Lot: A Practical ✓ Guide to Productive Academic Writing Diana Ridley Doing a literature review: releasing the ✓ social science research imagination Judith Burnett Doing Your Social Science Dissertation ✓ Karen Smith, Malcolm Doing Your Undergraduate Social Science ✓ Todd, & Julia Waldman Dissertation Lawrence A. Machi & The Literature Review: Six Steps to ✓ Brenda T. McEvoy Success Chris Hart Doing a Literature Review: Releasing the ✓ Social Science Research Imagination ผู้แต่ง

ชื่อเรื่อง

หมายเหตุ: * มีเนื้อหาเกี่ยวกับการวิเคราะห์เมต้า ซึ่งจัดเป็นการวิจัยรูปแบบหนึ่ง


39

จากตาราง 4 พบว่า หากไม่นับรวมหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทบทวนเชิงระบบ จะมี หนังสือด้านการทบทวนวรรณกรรม ซึ่งปรากฏเป็นเพียงบทๆ หนึ่งในหนังสือระเบียบวิธีวิจัย จานวนทั้งหมด 37 เล่ม เป็นหนังสือภาษาไทยจานวน 27 เล่ม และหนังสือภาษาอังกฤษ 10 เล่ม แต่ในจานวนนี้ เฉพาะหนังสือภาษาไทยที่มีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับการทบทวนวรรณกรรมมีเพียง 2 เล่ม และภาษาอังกฤษจานวน 4 เล่ม แม้ว่าหนังสือหรือตาราภาษาไทยที่มีเนื้อหาโดยตรงกับการทบทวนวรรณกรรมจะมีอยู่ เป็ น จ านวนน้ อ ยก็ ต าม แต่ เ นื้ อ หาในส่ ว นนี้ พ บได้ ใ นหนั ง สื อ หรื อ ต าราวิ จั ย ด้ า นสั ง คมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ฯลฯ ตาราที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเขียนรายงาน โครงการวิจัย วิทยานิพนธ์ การ เขียนทางวิชาการ รวมทั้งหนังสือหรือตาราภาษาต่างประเทศก็สามารถพบได้ในขอบเขตเนื้อหา ดังกล่าวมาเช่นกัน นอกจากนั้น ยังพบได้ในคู่มือการจัดทาสารนิพนธ์ของสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งกาหนดแนวทางการเขียนไว้สั้นๆ ไม่ได้เน้นนาเสนอเนื้อหาอย่ างเป็นหลักการ ดังนั้น แนวทาง ทบทวนวรรณกรรมในวิ ท ยานิ พ นธ์ ร ะดั บ บั ณ ฑิ ต ศึ ก ษา จึ ง มี ค วามแตกต่ า งกั น ไปในแต่ ล ะ มหาวิทยาลัย และเป็นไปตามข้อเสนอแนะของกรรมการที่ปรึกษา 3.2 ปัญหาด้านการทบทวนวรรณกรรม ปัญหาสาคัญของการทบทวนวรรณกรรมในวงการศึกษาไทยในทุกระดับการศึก ษา และนักวิจัย บางส่วนเกิดขึ้นเพราะไม่เข้าใจการเขียนบททบทวนวรรณกรรม ส่งผลให้ นิสิตดาเนินการทบทวน วรรณกรรมไม่เป็นหรือไม่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล โครงร่างงานวิจัยจานวนมากจึง ทาการ ทบทวนวรรณกรรมอย่างไม่มีเป้าหมาย หรือแม้กระทั่งวิทยานิพนธ์ที่ดาเนินการแล้วเสร็จก็ปรากฏ ว่าบททบทวนวรรณกรรมจานวนมากไม่ได้แสดงถึงความสามารถทางวิชาการของผู้ศึกษา และ บ่อยครั้งเป็นแต่เพียงการเขียนบอกเล่าว่าผู้วิจัยได้อ่านอะไรมาบ้าง แต่ละย่อหน้าจะสรุปว่าเอกสาร เหล่านั้นใครเป็นเจ้าของงานวิจัย ทาเมื่อปี พ.ศ. หรือ ค.ศ. ใดไล่เรียงกันไปเป็นลาดับ และได้ผล การศึกษาอย่างไร จานวนย่อหน้าและการอ้างอิงที่ปรากฏในบททบทวนวรรณกรรมอาจสะท้อนให้เห็นถึง จานวนเอกสารที่นิสิต/นักวิจัย ได้ค้นคว้ามา แต่ในบางกรณีกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ บาง ท่าน หรือผู้พิจารณาให้ทุนไม่อาจยอมรับได้ถ้าพบว่า วรรณกรรมที่นามามีความแตกต่างกันเพียง ชื่อเจ้าของแนวคิด เจ้าของตารา เจ้าของผลการวิจัยเท่านั้น แต่รายการอ้างอิงในท้ายย่อหน้ากลับ ถูกอ้างซ้าไปซ้ามาเพียงงานเดียว กาญจนา แก้วเทพ 17 (2548, หน้า 48) กล่าวว่า ปัญหาที่พบบ่อยครั้งในขั้นตอนนี้คือ นั ก ศึ ก ษาอ่ า นงานวิ จั ย ที่ เ กี่ ย วข้ อ งน้ อ ยมาก บางกรณี คื อ ไม่ มี เ ลย (unseen literature) หรื อ Associate Professor, Ph.D. (Sociology) เมธีวิจัยอาวุโสของสานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โครงการ “กระบวนทัศน์ใหม่ของการสื่อสารศึกษาไทย” (สิงหาคม 2552 -กรกฎาคม 2555) 17


40

อาราธนาเอาทฤษฎี จ านวนมากมาประดั บ ไว้ แ ต่ ก ลั บ ไม่ ไ ด้ ใ ช้ ง าน หรื อ ที่ เ รี ย กว่ า “งานวิ จั ย ประหลาด” (amazing research) หากจะเขียนอย่างสร้างสรรค์นาคาโบราณกลับมาใช้ การกระทา ดังกล่าวก็ถือได้ว่าเป็นการ “ทุรยศ” ต่อความหมายของการวิจัย และลบหลู่ต่อทฤษฎีและงานวิจัย ในอดีต ประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เสนอมาแสดงให้เห็นว่า นิสิต/นักวิจัยไม่มีความพยายามในการ สืบค้นวรรณกรรมให้มากพอ นาไปสู่การก๊อบปี้ผลงานโดยวิธีป้าย-ปะ, โปะ-แปะ หรือก๊อบปี้วาง ซึ่งปรากฏในการเขียนบททบทวนวรรณกรรม กรอบ 6 ตัวอย่างการเขียนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแบบขนมชั้น สมพร ตั้งสะสม (2536) ได้ศึกษาความพึงพอใจของผู้ประกันตนในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อบริการ ทางการแพทย์ ภายใต้พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 : กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่ เนื่องจากการทางาน พบว่า ระดับการศึกษา การได้รับข้อมูลข่าวสารด้านบริการทางการแพทย์ และประเภท สถานประกอบการ มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจทางการแพทย์ ส่วนเพศ อายุ รายได้ ประสบการณ์ที่เคยใช้ บริการจากสถานพยาบาลอื่นๆ และประเภทของสถานพยาบาล ไม่มีความสัมพันธ์กับระดับความพึงพอใจต่อ บริการทางการแพทย์ สุพจน์ เด่นดวง และคณะ (2537) ได้ศึกษาการพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการประกันสุขภาพโดย ความสมัครใจตามแนวคิดการประกันสังคม อาเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ พบว่า ความพึงพอใจในการบริการ ของโรงพยาบาลตาคลีอยู่ในระดับที่เป็นปัญหา โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับความสะดวก ความสามารถรักษาโรค ได้ทุกโรค ทวีเกียรติ บุญยไพศาลเจริญ และคณะ (2538) ได้ศึกษารูปแบบที่เหมาะสมในการประกันสุขภาพของ ประชาชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า ผู้รับบริการส่วนใหญ่ร้อยละ 88.7 มีความพึงพอใจในการใช้บริการที่ สถานีอนามัย นุชนารถ บุญชู (2539) ได้ศึกษาการประกันสุขภาพในทัศนะของผู้ใช้บริการจังหวัดกระบี่ พบว่า สาเหตุที่ไปรับบริการในโครงการบัตรสุขภาพ เนื่องจากใกล้บ้าน สะดวก ร้อยละ 90 วิรัตน์ พรหมดี และทองประเสริฐ ใจโต (2539) ได้ศึกษาปัจจัยทานายโอกาสในการซื้อบัตรประกัน สุขภาพในปีต่อไปของประชาชนที่ซื้อบัตรประกันสุขภาพโดยความสมัครใจจังหวัดมุกดาหาร พบว่าประชาชนมี ความพึงพอใจต่อเจ้าหน้าที่ของสถานีอนามัยมากกว่าของโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลจังหวัด วิรัตน์ สายทอง (2539) ได้ศึกษาการประกันสุขภาพในทัศนะของผู้ใช้บริการในจังหวัดกาแพงเพชร พบว่า ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในการรับบริการที่สถานีอนามัยร้อยละ 82 และพบว่าปัญหาในการใช้ บริการคือ ไม่สามารถใช้บริการได้ทั่วไป เพราะมีการกาหนดสถานบริการ สุรเชษฐ์ นาคะประเสริฐกุล (2539) ได้ศึกษาปัญหาและอุปสรรคของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต่อการ ดาเนินงานโครงการบัตรประกันสุขภาพโดยความสมัครใจ จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่า ความพึงพอใจในท่าทีการ ให้บริการของเจ้าหน้าที่มีผลต่อการดาเนินงานร้อยละ 90 บพิธ บังมูล และศุภรา สุวรรณ (2540) ศึกษาการประเมินผลโครงการบัตรประกันสุขภาพจังหวัด ปราจีนบุรี พ.ศ. 2540 โดยสัมภาษณ์กลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ 117 ราย ประชาชน 400 ครัวเรือน และ สัมภาษณ์แบบเจาะลึกเจ้าหน้าที่ประชาชน 80 ราย พบว่า ประชาชนได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาล ร้อยละ 84.1 ประชาชนส่วนใหญ่ไปรักษาที่สถานีอนามัย ร้อยละ 75.2 ที่โรงพยาบาลร้อยละ 14.6

(1)

(2)

(3) (4) (5) (6) (7) (8)


41

กรอบ 6 (ต่อ) สุ วิ ม ล ปานะชา (2540) ได้ ศึ ก ษาผลการด าเนิ น งานโครงการบั ต รสุ ข ภาพในจั ง หวั ด สุ พ รรณบุ รี (9) ปีงบประมาณ 2539 พบว่า ความพึงพอใจในการรับบริการสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 68 ส่วนใหญ่พึง พอใจมากเกี่ยวกับราคาบัตร จานวนสมาชิกที่มีสิทธิในบัตร สานักงานประกันสุขภาพ (2544) ได้รายงานผลการดาเนินงานสร้างหลักประกันสุขภาพแก่ประชาชน (10) ไทย ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540–2544) พบว่า ประชาชนไทยมี หลักประกันสุขภาพ ร้อยละ 70 โดยเป็นบัตรทอง 30 บาท ไปใช้บริการ ร้อยละ 62 ............ (11) หลังจากทบทวนวรรณกรรมต่างๆ ในประเด็นที่จะทาการศึกษาแล้ว สามารถกาหนดเป็นแกรมแนวคิด ในการวิจัยได้ดังนี้.....

กรอบ 7 ตัวอย่างการเขียนบททบทวนวรรณกรรมที่มีการอ้างอิงจากแหล่งเดียว 1.8 นิยาม “การจัดการความรู้” Newman Brian (BO) กล่ า วว่ า การจั ด การความรู้ เ ป็ น กลุ่ ม ของกระบวนการต่ า งๆ ที่ ด าเนิ น การ เกี่ยวกับการสร้าง การแพร่กระจาย และการใช้ประโยชน์ความรู้ (พรธิดา วิเชียรปัญญา, 2547. หน้า 28) Bertels, Thomas กล่าวว่า การจัดการความรู้ หมายถึง การบริหารจัดการองค์การเพื่อมุ่งไปสู่การ สร้างฐานความรู้แห่งองค์การใหม่ อย่างต่อเนื่องซึ่งได้แก่ การสร้างโครงสร้างองค์การที่ให้การสนับสนุนการ จัดการความรู้ การอานวยความสะดวกให้กับสมาชิกที่อยู่ในองค์การ หรือแม้กระทั่งการสร้างเครื่องมือทางด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งนี้โดยให้ความสาคัญกับการทางานเป็นทีมและเผยแพร่ความรู้ (พรธิดา วิเชียรปัญญา, 2547. หน้า 28) Business College of the University of Texas ได้ ใ ห้ ค วามหมายของการจั ด การความรู้ ว่ า เป็ น กระบวนการที่เป็นระบบของการค้นหา การเลือกการจัดระบบ การสังเคราะห์ และการนาเสนอสารสนเทศ เพื่อ ทาให้ความรู้ความเข้าใจของพนักงานในเรื่องที่สนใจเป็นพิเศษให้ดีขึ้น การจัดการความรู้จะทาให้องค์กรได้รับ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งด้วยประสบการณ์ของตนเอง กิจกรรมของการจัดการความรู้ที่เกี่ยวกับการจัดหา จัดเก็บ และใช้ความรู้ เป็นไปเพื่อการแก้ปัญหาการเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด (dynamic learning) นอกจากนั้นยังใช้เพื่อ การวางแผนกลยุทธ์และการตัดสินในอีกด้วย (พรธิดา วิเชียรปัญญา, 2547. หน้า 28-29) Trapp (1999) การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการที่ประกอบไปด้วยงานต่างๆ จานวนมากซึ่งมีการ บริการในลักษณะบูรณาการ เพื่อก่อให้เกิดคุณประโยชน์ที่คาดหวังไว้ การจัดการความรู้เป็นแนวคิดองค์รวมที่จ ะ บริหารจัดการทรัพยากรที่เป็นความรู้ในองค์กร (พรธิดา วิเชียรปัญญา, 2547. หน้า 28-29) Kucza (1999) การจัดการความรู้ เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดกระบวนการของการสร้างความรู้ การจัดเก็บ และการแบ่งปันความรู้ กล่าวโดยทั่วไปจะรวมถึง การระบุสภาพปัจจุบัน การกาหนดความต้องการ และการแก้ไขปรับปรุงกระบวนการที่จะส่งผลกระทบต่อการจัดการความรู้ให้ดีขึ้น เพื่อบรรลุถึงความต้องการ (พร ธิดา วิเชียรปัญญา, 2547. หน้า 29) Henrie & Hedgepeth แห่ ง University of Alaska Anchorage (2003) กล่ า วว่ า การจั ด การความรู้ โดยนัยและความรู้ที่เห็นได้อย่างชัดแจ้ง ระบบการจัดการความรู้เป็นกระบวนการที่เกี่ยวพันกับการจาแนกความรู้ การตรวจสอบความรู้ การจัดเก็บความรู้ที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว การเตรียมการกรองความรู้ และการเตรียมการ เข้าถึงความรู้ให้กับผู้ใช้ ทั้งนี้โดยมีหลักการที่สาคัญคือ ทาให้ความรู้ถูกใช้ ถูกปรับเปลี่ยนและถูกยกระดับให้สูงขึ้น (พรธิดา วิเชียรปัญญา, 2547. หน้า 29)

(1) (2)

(3)

(4) (5)

(6)


42

กรอบ 7 (ต่อ) Sveiby ได้ให้ความหมายของการจัดการความรู้ว่า เป็นศิลปะของการสร้างคุณค่าจากทรัพย์สินที่แตะ ต้องไม่ได้ (intangible assets) ขององค์การ (พรธิดา วิเชียรปัญญา, 2547. หน้า 30) Tannembaum ได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการความรู้ไว้ว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ (พร ธิดา วิเชียรปัญญา, 2547. หน้า 30) 1. การรวบรวม การจัดระเบียบ การจัดเก็บ และการเข้าถึงข้อมูล เพื่อสร้างเป็นความรู้ และทาให้ เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม สารสนเทศและเทคโนโลยีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จะสามารถ สนับสนุนให้การจัดการความรู้มีพลังและมีอานาจได้ 2. การแบ่งปันความรู้ หากปราศจากการแบ่งปัน ความพยายามในการจัดการความรู้จะล้มเหลว ใน การแบ่งปันความนี้ ต้องอาศัยวัฒนธรรม องค์การเป็นสาคัญ เพราะมีอิทธิพลอย่างสูงต่อ ความสาเร็จของการจัดการความรู้ การอาศัยบุคคลที่มีความรู้หรือความเฉลียวฉลาด.....

(7) (8)

จากตัวอย่างในกรอบ 6 พบว่า ผู้วิจัยนาวรรณกรรมมากกว่า 10 เรื่อง มาเรียงต่อกัน โดยไม่ได้วิเคราะห์และสังเคราะห์เนื้อหาว่านาไปใช้ประโยชน์อย่างไร เป็นเพียงการเขียนสรุปว่า ใครเป็นเจ้าของผลงาน ได้ผลการศึกษาอย่างไร เรียงไล่ไปตามลาดับปี พ.ศ. ส่วนกรอบ 7 ผู้วิจัย ทบทวนแนวคิดการจัดการความรู้จากนักวิชาการ 8 ท่าน แม้จะเห็นว่านาเสนออย่างหลากหลาย แต่ข้อมูลที่นามาใช้กลับอ้างอิงจากหนังสือเรื่อง การจัดการความรู้: พื้นฐานและการประยุกต์ใช้ ของ พรธิดา วิเชียรปัญญา (2547) เพียงแหล่งเดียว โดยไม่อ้างให้ถึงแหล่งปฐมภูมิของสาระด้าน การจัดการความรู้ ซึ่งข้อมูลจาก WebOPAC (มหาวิทยาลัยนเรศวร) พบว่า หนังสือต่างประเทศ ด้านการจัดการความรู้มีเป็นจานวนมาก อาทิ Jennex (2007) Lytras et.al. (2008) เป็นต้น การเขียนลักษณะดังกล่าวบ่งชี้ว่า ผู้วิจัยขาดการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ข้อมูลในอดีต และไม่สังเคราะห์ให้เห็นเป้าหมายความรู้ในอนาคต ซึ่งมักจะถูกเปรียบเปรยจากนักวิชาการว่า เป็นงานเขียนแบบ “ขนมชั้น”, “คอนโดงานวิจัย” หรือ “ป้าย–ปะ, โปะ–แปะ”, “ก๊อบปี้วาง” (คม สันต์ สุริยะ, 2552; อรุณี อ่อนสวัสดิ์, 2551, หน้า 41; Wikipedia, 2554; ไพฑูรย์ สินลารัตน์, 2552, หน้า 68) แล้วนามาเรียบเรียงภายใต้หัวข้อเดียวกัน ที่แย่กว่านั้นคือ ไม่อ้างอิงหรืออ้างอิง ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ส่งผลให้งานเขียนนั้นมีมาตรฐานทางวิชาการลดลง และในกรณีโครง ร่างงานวิจัยที่ส่งไปเพื่อขอทุนอาจส่งผลให้พลาดโอกาสที่จะได้รับทุนสนับสนุนจากแหล่งวิจัย เพราะไม่สามารถแสดงความเชื่อมโยง/ให้เหตุผล (justification) ให้กรรมการผู้พิจารณาทุนเห็นว่า ผู้ขอทุนมีองค์ความรู้อย่างรอบด้านในทฤษฎีที่เกี่ ยวข้อง ทั้งในส่วนที่สอดคล้องและแตกต่างกัน หรือรู้ว่ามีผู้ใดศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องไว้บ้าง และงานวิจัยนั้นคุ้มค่าต่อการสนับสนุนทุนวิจัย มากน้อยเพียงใด ซึ่งการเสนอขอทุนวิจัย กรรมการผู้พิจารณาเค้าโครงวิจัยที่ชานาญจะประมวล เอกสารที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย เพราะเชื่อว่าถ้าบททบทวนวรรณกรรมเขียนได้อย่างมีมาตรฐาน จึงควรที่จะพิจารณาส่วนอื่นต่อไป


43

ขนมชั้ น หรื อ คอนโดงานวิ จั ย หมายถึ ง ค าเปรี ย บเที ย บการเขี ย นบททบทวน วรรณกรรมโดยนาสาระสาคัญหรือเนื้อหาของแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาเรียบเรียงต่อ กันโดยไม่มีการเรียงลาดับ หรืออาจเรียงลาดับตามปีการศึกษา หรือตามอักษรชื่อแรกของเจ้าของ ผลงาน ไม่มีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ให้เห็นเนื้อความที่ควรจะเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน หรือแง่มุม ความไม่สอดคล้องกันในประเด็นใดๆ บ้าง การเขียนแบบนี้ไม่ใช่การเขียนเชิงวิชาการ และไม่เป็น การเขียนเชิงสร้างสรรค์ นิสิตไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเกิดข้อค้นพบ หรือมีประเด็นโต้แย้งใหม่ๆ ใน เชิงวิชาการ ไม่สะท้อนว่าการทบทวนวรรณกรรมนั้นนาไปใช้ประโยชน์ในขั้นตอนใดของการวิจัย ซ้ายังส่งผลเสียต่อคุณภาพหรือความน่าเชื่อถือของงานวิจัย และมาตรฐานทางวิชาการของนิสิต ส่ ว น ป้ า ยปะ, โปะแปะ หรื อ ก๊ อ บปี้ ว าง (cut/copy & paste) (ภาพ 4-5) เป็ น ศัพท์เทคนิคทางคอมพิวเตอร์ หมายถึง การเลือกคัดลอกข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบไฟล์คอมพิวเตอร์ โดยใช้เมนูหรือเครื่องมือในโปรแกรมคอมพิวเตอร์สาหรับจัดการเอกสารหรืองานพิมพ์ เช่น Microsoft Word, Microsoft Excel, Notepad หรือเอกสารที่บันทึกในรูปแบบไฟล์ .PDF, .XPS โดยไม่ต้องเข้ารหัส (encryption) ผู้อ่านเอกสารสามารถเปิดได้ด้วยโปรแกรมอ่านเอกสาร เช่น Acrobat Reader, Foxit Reader หรือโปรแกรมอื่นๆ และยังใช้จัดกระทากับข้อมูลที่เผยแพร่ใน ระบบอินเทอร์เน็ตผ่านเว็บเบราเซอร์ (web browser) ต่างๆ เช่น Window Internet Explorer, Google Chrome, Mozilla Firefox เป็ น ต้ น ผู้ ที่ ใ ช้ วิ ธี ก ารนี้ จ ะเปิ ด เอกสาร หรื อ ค้ น หาข้ อมู ลที่ เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับงานวิจัย จากนั้นจึงดาเนินการใน 2 ขั้นตอนคือ ขั้ น ตอนที่ ห นึ่ ง “ป้ า ย–ปะ” โดยลากเมาส์ เ ลื อ กไฮไลท์ ข้ อ ความที่ ต้ อ งการ (clik-&-drag to highlight) แล้วคลิกขวาที่เมาส์เพื่อใช้คาสั่งก๊อบปี้ (copy) หรือใช้ปุ่มควบคุมลัดบนคีย์บอร์ด 18 (comm & keyboard shortcuts) โดยกด ctrl+c ขั้นตอนต่อมาคือ “โปะ-แปะ” โดยคลิกขวาที่ เมาส์แล้วกด paste หรือ ctrl+v เพื่อวางข้อความลงในตาแหน่งที่ต้องการ

18

ใช้ในระบบปฏิบัติการตระกูล Window


44

ภาพ 4 ตัวอย่างการก๊อบปี้บทคัดย่อจากวารสารออนไลน์

ภาพ 5 ตัวอย่างการวางบทคัดย่อลงใน Microsoft Word 2010

ที่มา: อภิรดี ซ้วนตั้น, เสาวลักษณ์ รุ่งตะวันเรืองศรี และ ชนิษฎา ชูสุข (2554) วิธีการก๊อบปี้วางเปรียบเหมือนกับการต่อจิ๊กซอร์ภาพ (jigsaw puzzel) ซึ่งผู้เล่นต้อง เลือกชิ้นจิ๊กซอร์ที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถวางลงในตาแหน่งที่ลงตัวได้ (ภาพ 6) แต่ผู้วิจัยบางราย อาจต่อจิ๊กซอร์ชิ้นต่างๆ โดยวางลงผิดตาแหน่ง หรือรู้ว่าผิดตาแหน่งแต่ก็ยั งฝืนวางลงไป ไม่ พิจารณาว่าชิ้นจิ๊กซอร์เข้ากับตาแหน่งนั้นหรือไม่ จิ๊กซอร์แต่ละชิ้นเสมือนข้อมูลจานวนมาก ซึ่งถูก เผยแพร่ลงสู่อินเทอร์เน็ต หรือฐานข้อมูลออนไลน์ และผู้วิจัยสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่ายใน กรณีที่เป็นสมาชิกของฐานข้อมู ลออนไลน์ หรือมีสถานภาพเป็นนิสิต ในสถาบันอุดมศึกษา จึง


45

สามารถกักตุนข้อมูลไว้ล่วงหน้าเพื่อสร้าง “คลังข้อมูล” (data warehouse) ของตนเอง และเลือก นาไปใช้พัฒนางานวิจัยในขั้นตอนต่อไปได้ ผู้เขียนเห็นด้วยกับวิธีการก๊อบปี้วาง เพราะจะช่วยให้ งานวิจัยดาเนินการวิจัยไปได้อย่างสะดวกรวดเร็วในช่วงจัดเตรียมวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง แต่ ผู้เขียนไม่เห็นด้วยหากการก๊อบปี้วางวรรณกรรมต่างๆ ทาไปโดยไม่ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ผลการเขียนบททบทวนวรรณกรรมจึงเกิดขอบรอยที่ทาบต่อกันไม่แนบสนิท ประเด็ นสาคั ญที่ นิสิต พึงตระหนั กคื อ สิ่ งที่เ ก็บรวบรวมไว้ค งมี ส ภาพเพี ยง “ข้อมูล ” (data) เท่า นั้น ยังไม่ผ่า นการสังเคราะห์จนได้ เ ป็น “สารสนเทศ” (information)19 ดั งนั้ น ใน ขั้นตอนการเขียนบททบทวนวรรณกรรม การเลือกก๊อบปี้และจัดวางจิ๊กซอร์ข้อมูลต่างๆ จะต้อง วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลก่อนนาไปใช้ เพื่อให้ สามารถวางตัวจิ๊กซอร์ต่อกันได้ สนิท (matching) ภาพจิ๊กซอร์หรือข้อเขียนบททบทวนวรรณกรรมจึงจะมีสารัตถะภาพ มีสถานภาพเป็น “ความรู้” (knowledge) ที่เกิดจากกระบวนการคิดสังเคราะห์ของตนเอง ภาพ 6 จิ๊กซอร์ภาพ

ที่มา: Bigactivities (n.d.) ข้อผิดพลาดที่พบประการต่อมาคือ การแบ่งแยกการทบทวนวรรณกรรมออกเป็นหัวข้อ ย่อยๆ ในส่วนของ แนวคิด ทฤษฎี และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยการสรุปย่อแนวคิด ทฤษฎี และผลงานวิจัยของนักวิจัยเพียงท่านเดียวเข้าไปในแต่ละหัวข้อย่อยจึงเกิดความซ้าซ้อนในการ อ้างอิง ลักษณะดังกล่าวเป็นแต่เพียงการคัดลอกต่อๆ กันมาโดยขาดการสังเคราะห์และบูรณาการ ผลงานเหล่านั้นให้มีเนื้อหาที่มีความเป็นสัมพันธภาพกันโดยใช้ “กึ๋น” หรือความรู้ความสามารถ ของนิสิตเอง กรรณิการ์ สุขเกษม และ สุชาติ ประสิทธิร์ ัฐสินธุ.์ (2544, หน้า 111-112) กล่าวว่า ใน เชิงระเบียบวิธีวิจัยข้อบกพร่องของการทบทวนวรรณกรรมเชิงพรรณนา มี 5 ประการคือ สารสนเทศคือ ข้อมูลชนิดหนึ่งที่ผ่านกรรมวิธีการจัดการ (ปรับเปลี่ยน จัดรูปแบบใหม่ กลั่นกรอง สรุป) ข้อมูลจนมีเนื้อหา และรูปแบบที่ตรงกับความต้องการ และเหมาะสมต่อการนาไปใช้ (สทอภ., 2552) 19


46

1. ความลาเอียงในการคัดเลือกผลงาน (selective inclusion of studies) ที่จะนามาทบทวนโดย อาศัยความชอบส่วนตัว (impressionistic) ความลาเอียง (bias) เกี่ยวกับคุณภาพของงานนั้น 2. การให้น้าหนักเชิงจิตวิสัย (sbjective weighting) แก่ผลงานวิชาการในการตีความข้อค้นพบที่ ได้ ซึ่งอาจขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกันระหว่างนักวิชาการด้วยกันเอง และการตีความที่ เหมือนกันอาจเกิดขึ้นจากอคติที่เหมือนๆ กัน ระหว่างนักวิชาการที่ตีความจากวรรณกรรม วิชาการเดียวกัน การตีความผิดๆ เกี่ยวกับข้อค้นพบของผลงานวิชาการที่นามาทบทวน วรรณกรรม Duley (1996) กล่าวว่า การทบทวนวรรณกรรมแบบเดิมนั้นค่อนข้างจะเป็นไป ตามความคิดของผู้ทบทวน ซึ่งข้อมูลชุดเดียวกันแต่ผู้ทบทวนแตกต่างกันอาจมีข้อสรุปไม่ เหมือนกัน 3. ความผิดพลาดในการไม่ศึกษาลักษณะผลงานวิชาการที่สามารถอธิบายความแตกต่างๆ ในข้อ ค้นพบที่แตกต่างกันระหว่างผลงานวิชาการที่นามาทบทวน 4. ความผิดพลาดในการตรวจสอบตัวแปรกลาง (mediating variables) ที่เกี่ยวข้องกับ ความสัมพันธ์ที่ศึกษา (Wolf, 1986) สภาพดังกล่าวมาเป็นการสูญเสียผลงานทางวิชาการที่ได้ทากันมาแล้วมากมาย เพราะ ข้อสรุปที่มีความขัดแย้งกันย่อมไม่นาไปสู่การยอมรับในข้อค้นพบที่อาจนาไปใช้กาหนดนโยบาย แผนงานหรือการปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงานได้ ทาให้มีการมองไปว่าการวิจัยทางสังคมศาสตร์ และพฤติกรรมศาสตร์นั้นยุ่งเหยิง ไม่มีประโยชน์ และขาดความเป็นศาสตร์ (unscientific) แนวคิดใหม่ที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวคือ การปรับปรุงการประมวลองค์ความรู้ที่ชัดเจนได้ จาเป็นต้องมีแนวทางที่จะนามาใช้ในการทบทวนวรรณกรรมที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ การศึกษาใน เรื่องเดียวกันสามารถที่จะบูรณาการและสังเคราะห์เข้าด้วยกันเป็นผลงานวิจัยที่ให้ความรู้ใหม่หรือ ความรู้ที่สมบูรณ์กว่าหรือชัดเจนกว่างานวิจัยแต่ละชิ้นได้ เนื่องจากงานวิจัยแต่ละชิ้นไม่สามารถให้ ค าตอบสุ ด ท้ า ยที่ ถู ก ต้ อ ง (definitive answers) ได้ (Wolf, 1986; Hedges & Olkin, 1985) แนวทางที่ว่ามานั้นคือ การวิเคราะห์เมต้าซึ่งกลายมาเป็นระเบียบวิธีวิจัยแบบหนึ่งนั่นเอง ผูเ้ ขียนได้นาเสนอตัวอย่างการให้ข้อเสนอแนะโครงการวิจัยที่ขอรับทุนสนับสนุนจาก สกว. จากหนังสือเรื่อง “ถอดรหัสการเขียนโครงการวิจัยประเภททุนแข่งขัน: เพื่อเพิ่มคุณค่าของการ วิจัยไทย” ของ สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ (2552, หน้า 50-51) โดยมีรายละเอียดดังนี้


47

กรอบ 8 ตัวอย่างข้อเสนอโครงการและข้อเสนอแนะ โครงการ : “สัดส่วนที่เหมาะสมของการเสริมกากเนื้อเมล็ดปาล์มน้ามันในอาหารสาหรับการเลี้ยงปลากะรังดอก แดง” (การเลี้ยงปลามีต้นทุนอาหารสูงถึง 57.1% ของต้นทุนทั้งหมด การวิจัยนี้จะใช้กากเนื้อเมล็ดปาล์ม 12%) ข้อเสนอแนะ : ผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการนี้คือ อาหารปลากะรังที่ผสมกากเนื้อเมล็ดปาล์มในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อ ทดแทนโปรตีนและไขมันที่เคยได้จากปลาป่น กากถั่วเหลือง และน้ามันพืช ดังนั้น โครงการนี้จึงต้องทบทวนวรรณกรรม โดยการประเมินทางเศรษฐศาสตร์คร่าวๆ ก่อน เนื่องจากราคาที่จะขายต้องสามารถแข่งขันกับปลาสดสับ (ปลาเป็ด) และ อาหารสาเร็จรูปในท้องตลาดได้ นักวิจัยต้องหาข้อมูลราคาวัตถุดิบ (ราคาบาท/ปริมาณโปรตีนหรือไขมันที่เป็นประโยชน์ ทางโภชนาการ) เปรียบเทียบกับคู่แข่ง เช่น กากถั่ว ปลาป่น น้ามันพืช เพื่อประเมินราคาเบื้องต้น และทบทวนอัตราการ เติบโตหรือการแลกเนื้อของปลากะรังตามที่เคยมีรายงานไว้ เช่น จากกรมประมง เพื่อประกอบการประเมิน ความเห็นข้างต้นมีนัยว่า นักวิจัยไม่มีข้อมูลที่แสดงความเป็นไปได้ที่งานนี้จะถูกนาไปใช้ได้จริง ปัญหาที่เป็นมาของการ วิจัยคือ ราคาอาหารปลา เช่น ปลาสดหรืออาหารเม็ดสาเร็จรูปมีราคาแพง การที่งานวิจัยนี้จะถู กนาไปใช้จึงต้องใช้การ แข่งขันด้านราคามาอธิบายด้วย งานวิจัยต้องตั้งเป้าให้ได้สูตรอาหารที่มีราคาต่ากว่าอาหารที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และหากตั้ง เป้าให้ชาวบ้านทาเองได้ถือว่าดียิ่ง (เป็นการนาบริบทจริงมาเป็นเงื่อนไข) การทบทวนวรรณกรรมเรื่ อ งนี้ มี ทั้ ง งานวิ ช าการ และบริ บ ทสิ น ค้ า แทรกเข้ า สู่ ต ลาด เช่ น การวิ เ คราะห์ องค์ประกอบของของเนื้อเมล็ดปาล์ม (ต้องมีข้อมูลนี้แล้วเพราะมีการจาหน่ายเป็นส่วนผสมอาหารสัตว์อยู่ ซึ่งปกติราคา ขายวัตถุดิบอาหารสัตว์จะขึ้นกับปริมาณไขมันและโปรตีน) โปรตีนและไขมันชนิดนี้อาจมีรายงานวิจัยที่ผ่านมารายงานค่า อัตราส่วนการแลกเนื้อไว้แล้ว ส่วนที่เป็นบริบทคือ ปัจจุบันใครเป็นคู่แข่งแย่งซื้อกากเนื้อเมล็ดปาล์ม ? ขายในราคา เท่าไหร่? คิดเป็นต้นทุนแล้วมีปริมาณคุณค่าโภชนาการที่ปลาจะได้รับเท่าไหร่ ? นักวิจัยควรมีข้อมูลเบื้องต้นในข้อเสนอ โครงการก่อนว่า การผสมกากเนื้อเมล็ดปาล์ม จะมีผลอย่างมีนัยสาคัญต่อต้นทุนหรือไม่ หรืออย่างน้อย “คาดว่า” จะได้ อาหารปลาที่มีราคาถูกกว่าอาหารเม็ดสาเร็จรูปที่ขายในท้องตลาดกี่เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากจานวน 12% นั้นเป็นสัดส่วนที่ ไม่มากนัก และอาจเป็นปริมาณผสมไม่ใช่ราคาต้นทุน ซึ่งต้นทุนอาจเพียง 5% เพราะของจะไปแพงที่ยาและวิตามินก็ เป็นได้ การขาดข้อมูลโครงสร้างต้นทุน (cost structure) ทาให้ขาดข้อมูลสนับสนุนว่าการใช้กากเนื้อเมล็ดปาล์มจะ แก้ปัญหาอาหารแพงได้ นักวิจัยจานวนมากมักเริ่มงานด้วยการวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารของวัตถุดิบ ตามด้วยสูตรการวิเคราะห์ ทาง เศรษฐศาสตร์ และข้อเสนอแนะงานวิจัยที่กล่าวว่า เนื่องจากราคาอาหารปลายังสูงเกินไป จึงควรวิจัยหาทางลดต้นทุนลง เช่น การการใช้วัตถุดิบจากแหล่งอื่น และกลายเป็นว่างานวิจัยนั้น ได้เพียงความรู้ว่า อาหารนั้นปลากินได้ แต่ผู้เลี้ยงอาจ ไม่สามารถลงทุนซื้อมาเลี้ยงได้เพราะราคาต้นทุนยังแพงอยู่ สุดท้ายกลายเป็นงานวิจัยขึ้นหิ้ง ซึ่งโครงการวิจัยของ IRPUS และ MAG ต้องระมัดระวังเพราะผู้ประกอบการมีส่วนร่วมลงทุนด้วย

จากกรอบ 8 พบว่า กรรมการพิจารณาโครงร่างงานวิจัยเรื่อง “สัดส่วนที่เหมาะสมของ การเสริมกากเนื้อเมล็ดปาล์มน้ามันในอาหารสาหรับการเลี้ยงปลากะรังดอกแดง” ให้ข้อเสนอแนะ ว่า งานวิจัยเรื่องดังกล่าวจาเป็นต้องทบทวนวรรณกรรมเพิ่มเติม โดยเฉพาะการประเมินทาง เศรษฐศาสตร์ในเรื่องความเป็นไปได้ที่อาหารสาหรับเลี้ยงปลากะรังดอกแดงสามารถแข่งขันกับ อาหารปลาสาเร็จรูปและปลาสดสับได้ รวมถึงอัตราการเติบโตหรือการแลกเนื้อของปลากะรัง ตามที่ เ คยมี ร ายงาน เพื่ อ ให้ ง านวิ จั ย สามารถน าไปใช้ ไ ด้ จ ริ ง เพราะโครงการวิ จั ย ที่ ข อรั บ ทุน สนับสนุนการวิจัยประเภท IRPUS และ MAG ต่างได้รับการสนับสนุนทุนส่วนหนึ่งจากภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม หากดาเนินการไปแล้วไม่เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติย่อมไม่คุ้ มค่าที่จะจัดสรรทุน สนับสนุนไปดาเนินการ ข้อเสนอแนะสาหรับโครงการวิจัยนี้ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่านักวิจัยใน


48

สาขาวิทยาศาสตร์ต่างก็ประสบปัญหาด้านการทบทวนวรรณกรรมเช่นกัน โดยเฉพาะความไม่ ครบถ้วน ครอบคลุม หรือยังไม่สามารถประมวลองค์ความรู้จากวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่ อใช้เป็น ข้อมูลพื้นฐานสนับสนุนแก่งานวิจัยตนเอง สภาพดังกล่าวนามาสู่การสูญเสียผลงานทางวิชาการที่ได้ทากันมาแล้วมากมาย และ สะท้อนถึงปัญหาในแวดวงวิชาการซึ่งทั้งผู้สอนและผู้ถูกสอนขาดพื้นฐานความรู้ความเข้าใจใน ความหมายขั้นพื้นฐานและอรรถประโยชน์ของการทบทวนวรรณกรรม ผลที่ตามมาคือ การ ทบทวนวรรณกรรมไม่นาไปสู่การสร้างกรอบแนวคิดการวิจัย ซึ่งบ่อยครั้งผู้เขียนพบว่า กรอบ แนวคิดการวิจัยเป็นเพียงภาพประกอบที่เนื้อหาของภาพไม่แสดงความสัมพันธ์กับผลการทบทวน วรรณกรรมที่ผา่ นมาเลย นิสิตมุ่งเป้าเพียงเพื่อให้ได้จานวนหน้าของบททบทวนวรรณกรรมเท่านั้น หรือมีนัยว่ายิ่งมากยิ่งดี 3.3 ปัญหาที่พบในการเขียนบททบทวนวรรณกรรม ปัญหาที่พบจากการทบทวนวรรณกรรมจะกฎให้เห็นเมื่อนิสิตลงมือเขียน/พิมพ์ ดังที่ได้กล่าว มาแล้วในบทที่ 2 ว่า กรณีวิทยานิพนธ์ บททบทวนวรรณกรรมจะปรากฏในบทที่ 2 ส่วนบทความ วารสารนักวิจัยอาจจัดให้อยู่ในส่วนความนา/ความสาคัญ/ปัญหาการวิจัย ผู้ เขียนได้จาแนกปัญหา การเขียนบททบทวนวรรณกรรมออกเป็น 4 ด้านคือ 1) การจัดวางรูปแบบ 2) เนื้อหา 3) การใช้ ภาษาและการพิมพ์ และ 4) การอ้างอิง โดยแต่ละด้านมีรายละเอียดดังนี้ 1. ปัญหาด้านการจัดวางรูปแบบ เกิดขึ้นเนื่องจากผู้วิจัยไม่จัดรูปแบบ (format) เค้าโครงเอกสาร ให้เป็นไปตามคู่มือวิทยานิพนธ์หรือเกณฑ์ที่วารสารกาหนดไว้ ประเด็นปัญหาที่พบ ได้แก่ 1.1 การกาหนดขนาดและรูปแบบตัวอักษร และ 1.2 การจัดวางตาแหน่งหัวข้อและการย่อหน้า โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.1 การกาหนดขนาดตัวอักษรไม่เหมาะสม ใช้ตัว อักษรเล็กบ้างใหญ่บ้าง หรือกาหนด รูปแบบตัวอักษรโดยใช้ ตัวหนา (bold) ตัวเอน (italic) ขีดเส้นใต้ (underline) รวมกัน ไปในเนื้อหา ปัญหาดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากการก๊อบปี้วางโดยไม่นารูปแบบ (clear styles) เดิมออกไป แล้วกาหนดรูปแบบใหม่ให้ถูกต้อง


49

กรอบ 9 ตัวอย่างปัญหาด้านตัวอักษรไม่เหมาะสม การศึกษาพุทธวิธีบริหารในครั้งนี้ของนักบริหารเป็นกรอบในการพิจารณาหน้าที่ (Function) ของนัก บริหารมีอยู่ 5 ประการ ตามอักษรย่อในภาษาอังกฤษ POSDC P คือ Planning หมายถึง การวางแผน เป็นการกาหนดแนวทางดาเนินงานในปัจจุบัน เพื่อ ความสาเร็จที่จะตามมาในอนาคต ผู้บริหารที่ดีต้องมีวิสัยทัศน์เพื่อกาหนดทิศทางขององค์กร O คือ Organizationing หมายถึง การจัดการ เป็นการกาหนดโครงสร้างความสัมพันธ์ของสมาชิก และสายบังคับบัญชาภายในองค์กรมีการแบ่งงานกระจายอานาจ...” 1.2.1 ความเป็นมาของพุทธวิธีบริหาร วิธีการที่พระพุทธเจ้าใช้ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ซึ่งดารงสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า ๒,๕๐๐ ปี เป็นข้อมูลให้เราได้ศึกษาเรื่องพุทธวิธีการบริหาร..... กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นประชาชนผู้ใช้บริการสนามกีฬาจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคล ที่มาใช้บริการสนามกีฬาในการเล่นกีฬาและออกกาลังกาย จานวน 286 คน ซึ่งได้มาจากสถิติของตารางการสุ่ม ของ ทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane)

(A)

(B) (C)

จากกรอบ 9A ผูว้ ิจัยศึกษาเรื่อง “สภาพการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกบาลี คณะสงฆ์ ภาค 5” ซึ่งในย่อหน้ามีการใช้ตัวหนังสือหนาและตัวหนังสือปกติแทรกอยู่ใน ข้ อ ความที่ ก ล่ า วถึ ง หลั ก การบริ ห ารแบบ POSDC ซึ่ ง สามารถท าได้ ห ากผู้ วิ จั ย ต้ อ งการเน้ น ความสาคัญของข้อความเพื่อให้ผู้อ่านมองเห็นข้อความได้ชัดเจนขึ้ น แต่เมื่อพลิกดูในหน้าอื่นๆ ภายในเล่ม กลับไม่ปรากฏว่า ผู้วิจัยเน้นคาหรือข้อความสาคัญอื่นๆ โดยใช้ตัวหนาอีกเลย ส่วน กรอบ 9B ผู้วิจัยใช้ตัวเลขไทยคือ ๒,๕๐๐ เมื่อกล่าวถึงปีพุทธศักราช (พ.ศ.) ซึ่งการใช้ตัวเลขไทย สามารถทาได้ในกรณีที่เขียนเอกสารหรือหนังสือเผยแพร่ทั่ว ไป แต่สาหรับรูปแบบที่กาหนดใน วิทยานิพนธ์ จะต้องนาเสนอด้วยตัวเลขอารบิก จากตัวอย่างผู้วิจัยใช้ตัวเลขไทยในบทที่ 2 แต่ใน บทที่ 4 ผลการวิจัยจาเป็นต้องใช้ตัวเลขอารบิก ดังนั้น การใช้ตัวเลขไทยปะปนกับเลขอารบิกใน ส่วนอื่นๆ ของงานจะทาให้รูปแบบตัวเลขแตกต่างกัน ผู้วิจัยจึงควรเลือกใช้ตัวเลขอารบิกทั้งหมด ในวิ ท ยานิ พ นธ์ และกรอบ 9C ผู้ วิ จั ย ใช้ อั ก ษรแบบ Angsana New ในค าว่ า Taro Yamane ในขณะที่เนื้อหาอื่นๆ ใช้อักษรแบบ Cordia New ปัญหาของกรอบ 9C จะพบได้ใน 2 กรณีคือ 1) ผู้วิจัยก๊อบปี้ข้อความจากเว็บไซต์มาวาง บนเอกสาร ซึ่งสังเกตได้ ว่า ข้ อความที่ก๊อบปี้ม าวางจะมี อั กษรแบบ tahoma หรือ time new roman และ 2) กรณีที่ผู้วิจัยวิจัยใช้แม่แบบเอกสาร (template) แบบ normal ในการพิมพ์ด้วย โปรแกรม Microsoft Word ข้อความในภาษาไทยจะมีอักษรแบบ cordia New และเมื่อกดปุ่ม เปลี่ยนภาษาอังกฤษ20 จะมีอักษรแบบ calibri ดังนั้น ผู้วิจัยต้องปรับแก้แบบอักษรทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษให้เป็นแบบเดียวกันทั้งเอกสาร

20

โดยทั่วไปจะตั้งค่าการเปลี่ยน/สลับ ระหว่างภาษาไทยและภาษาอังกฤษโดยกดที่แป้นพิมพ์ [ ` ] (grave accent)


50

1.2 การจั ด วางต าแหน่ ง หั ว ข้ อ ปั ญ หาที่ พ บคื อ การจั ด วางต าแหน่ ง หั ว ข้ อ ไม่ เ ป็ น ไป ตามลาดับความสาคัญของหัวข้อใหญ่ หัวข้อรอง และหัวข้อย่อย หรือไม่ได้ย่อหน้าเข้า มาให้เท่ากับข้อความก่อนหน้า และในอีกกรณีคือ ผู้วิจัยกาหนดหัวข้อใหญ่ เช่น ที่มา และความสาคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ ประโยชน์ที่จะได้รับ ฯลฯ ด้วยการกาหนด ตัวเลข ทาให้ข้อความในบรรทัดถัดมาต้องถูกระบุตัวเลขตามด้วยจุดทศนิยมทันที และ หากมีเนื้อหาที่ต้องแบ่งหัวข้อย่อยต่อไป จะส่งผลให้จานวนหัวข้อมากเกินความจาเป็น กรอบ 10 ปัญหาด้านการกาหนดตาแหน่งหัวข้อไม่เป็นระบบ พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 (แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546) ได้กาหนดแหล่งรายได้ของ เทศบาล ดังนี้ 1) ภาษีอากรตามแต่จะมีกฎหมายกาหนดไว้ 2) ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต 3) รายได้จากทรัพย์สิน 4) รายได้จากสาธารณูปโภคและเทศพาณิชย์ 5) พันธบัตรหรือเงินกู้ตามที่กฎหมายกาหยดไว้ 6) เงินกู้จากกระทรวง ทบวง กรม องค์การ หรือนิติบุคคลต่างๆ 7) เงินอุดหนุนจากรัฐบาลหรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด..... การกู้เงินตาม (6) เทศบาลจะกระทาได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากสภาเทศบาล และได้รับอนุมัติ จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้ว...

จากกรอบ 10 ผู้ วิ จั ย ศึ ก ษาเรื่ อ ง “การศึ ก ษาคุ ณ ลั ก ษณะที่ พึ ง ประสงค์ ข องผู้ บ ริ ห าร สถานศึกษาตามทรรศะของพนักงานครู ในโรงเรีย นสังกัดเทศบาลเมืองแห่งหนึ่ง ในจังหวัด สุโขทัย” ซึ่งตาแหน่งในการเรียงหัวข้อด้วยตัวเลขลาดับ ลาดับที่ 3)-5) ไม่ถูกย่อหน้าเข้ามาให้ เท่ากับข้อ 1)-2), 6)-7) และข้อความในบรรทัดถัดมาไม่จัดกั้นหน้าให้ตรงกัน


51

กรอบ 11 ปัญหาด้านการกาหนดตัวเลขในหัวข้อใหญ่ 1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย 1.2.1 เพื่อศึกษาการรับรู้ภัยจากดินถล่มของประชาชนในเขตพื้นที่เสี่ยงภัย จังหวัด ก. 1.2.2 เพื่อศึกษาการเตรียมความพร้อมของประชาชนเพื่อรับภัยจากดินถล่มในเขตพื้นที่เสี่ยงภัย จังหวัด ก. 1.2.3 เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการรับรู้ภัย และการเตรียมความพร้อมรับภัยจากดินถล่มของประชาชน 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.6.1 ประชาชน หมายถึง ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่เสี่ยงภัยจากดินถล่มในเขตจังหวัด ก ...... 1.6.5 อายุ หมายถึง จานวนปีเต็มของหัวหน้าครัวเรือนหรือตัวแทนครัวเรือนในพื้นที่เสี่ยงภัย จังหวัด ก. โดย แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.6.5.1 20-30 ปี 1.6.5.2 31-40 ปี.....

ส่วนกรอบ 11 ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “การรับรู้ภัยจากดินถล่มและการเตรียมความพร้อมรับ ภัยจากดินถล่มของประชาชนในเขตพื้นที่เสี่ยงภัย จังหวัด ก.” โดยกาหนดตัวเลขในหัวข้อใหญ่ ของวัตถุประสงค์การวิจัย ไว้เป็นหัวข้อที่ 1.2 ทาให้ ผู้วิจัยต้องใส่ตัวเลขกากับ 1.2.1-1.2.3 ใน วัตถุประสงค์ที่ทาแต่ละข้อ และหัวข้อที่ 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ มีการแบ่งช่วงกลุ่มอายุออกมาทา ให้ต้องเพิ่มชุดตัวเลขกากับถึง 4 ชุดคือ 1.6.5.1 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้วิจัยสามารถหลีกเลี่ยงได้โดย ไม่ใส่ชุดตัวเลขในหัวข้อใหญ่ 2. ปัญหาด้านเนื้อหา เป็นปัญหาที่เกิดจากความไม่สมดุลกันของเนื้อหาที่เป็นข้อความบรรยาย พรรณนาความของหัวข้อต่างๆ ในงานเขียน ประเด็นปั ญหาที่พบ ได้แก่ 2.1 สัดส่วนของ เนื้อหาไม่เหมาะสม 2.2 หัวข้อหลักและหัวข้อรองไม่สัมพันธ์กัน 2.3 เนื้อหาเก่าล้าสมัย 2.4 ขาดส่วนนา และ 2.5 ขาดส่วนสรุปความ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 2.1 สั ด ส่ ว นของเนื้ อ หาไม่ เ หมาะสม ปั ญ หาที่ พ บคื อ เนื้ อ หาในแต่ ล ะหั ว ข้ อ มี ป ริ ม าณ แตกต่างกันมากเกินไป เช่น วิทยานิพนธ์เรื่อง “การจัดการแหล่งน้าขนาดเล็กของ ชุมชน กรณีศึกษา โครงการฝายน้าล้นหมู่บ้านแห่งหนึ่ง” ผูว้ ิจัยกาหนดแนวคิดทฤษฎีที่ ใช้ศึกษา 2 แนวคิดคือ 1) แนวคิดทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ อธิบายเนื้อหาถึง 12 หน้า และ 2) แนวคิดเกี่ยวกับองค์กรผู้ใช้น้า อธิบายเนื้อหาไว้เพียง 4 หน้า ผูว้ ิจัยจึงควรปรับ เนื้อหา รวมทั้งการแบ่งหัวข้อย่อยในแต่ละแนวคิดทฤษฎีให้มีจานวนเท่าๆ กัน หรือไม่ แตกต่างกันเกินไป เช่น ทั้ง 2 แนวคิดทฤษฎีจะต้องมีหัวข้อย่อยเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญ การนาไปใช้ประโยชน์ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่ างประเทศ เป็นต้น และเพื่ อ ให้ เ ห็ น ภาพความไม่ ส มดุ ล ของเนื้ อ หาที่ ชั ด เจนขึ้ น ผู้ เ ขี ย นได้ ย กตั ว อย่ า ง วิทยานิพนธ์เล่มหนึ่งดังภาพ 7


52

ภาพ 7 แผนภูมิวงกลมแสดงจานวนหน้าของตัวอย่างวิทยานิพนธ์ 1 2% 2 22% 6 49%

3 3%

5 4%

4 20%

จากภาพ 7 พบว่า เนื้อหาวิทยานิพนธ์เล่มนี้มี 552 หน้า แบ่งออกเป็น 6 บท บทที่ 1 ที่มาและความสาคัญของปัญหา มีเนื้อหา 10 หน้า (2%) บทที่ 2 บททบทวนวรรณกรรม มี เนื้อหา 121 หน้า (22%) บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย มีเนื้อหา 19 หน้า (3%) บทที่ 4 ผลการศึกษา มีเนื้อหา 108 หน้า (20%) บทที่ 5 บทสรุปและอภิปรายผลมีเนื้อหา 22 หน้า (4%) และบทที่ 6 เป็นภาคผนวกมีเนื้อหาถึง 272 หน้า (49%) หากไม่พิจารณาที่ประเด็นความสาคัญของเนื้อหา อาจกล่าวได้ว่าวิทยานิพนธ์เล่มนี้มีสัดส่วนเนื้อหาที่แตกต่างกันมากระหว่างบท 4 และส่วนของ ภาคผนวก แต่มุมมองอีกด้านของผู้ทรงคุณวุฒิอาจให้ความเห็นว่า เนื้อหาของภาคผนวก เช่น ข้ อ มู ล พื้ น ฐานของสถาบั น การศึ ก ษา ข้ อ มู ล พื้ น ฐานระดั บ หมู่ บ้ า น หลั ก สู ต รการสอน คู่ มื อ ฐานข้อมูล นวัตกรรมด้านการเรียนการสอน ตารางค่าสถิติต่างๆ หนังสือราชการเกี่ยวกับการ ดาเนินวิจัย ฯลฯ เป็นส่วนสาคัญที่ต้องระบุในวิทยานิพนธ์ ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะตัดส่วนหนึ่งส่วน ใดออกไปเพราะจะทาให้องค์ประกอบต่างๆ ไม่สมบูรณ์ก็เป็นได้ 2.2 หัวข้อหลักหรือหัวข้อรองไม่สัมพันธ์กันกับเนื้อหา เป็นปัญหาที่เกิดจากผู้วิจัยกาหนด หัวข้อหรืออธิบายเนื้อหาหัวข้อไม่สอดคล้องกัน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า ผู้วิจัยเลือกใช้ชื่อ หัวข้อของแนวคิดทฤษฎีที่ผู้อ่านโดยทั่วไปเข้าใจหรือใช้กันในวงวิชาการอยู่แล้ว โดยไม่ ปรับเปลี่ยนให้สัมพันธ์กันกับเนื้อหา


53

กรอบ 12 ปัญหาด้านความไม่สัมพันธ์ของหัวข้อหลักและหัวข้อรอง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ที่ผู้ศึกษาได้นามาใช้เป็นแนวคิดในการศึกษาครั้งนี้ มีความสอดคล้องกับ แนว ยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติฯ (พ.ศ.2551-2553) ที่จัดทาขึ้นโดยสานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงาน ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยนาไปใช้เป็นแนวทางในการดาเนินการวิจัย/โครงการวิจัย ที่สอดคล้องกับทิศทางนโยบายและ ยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติฯ รวมทั้งใช้เป็นกรอบทิศทางในการวิเคราะห์ และตรวจข้อเสนอการวิจัยของหน่วยงาน ภาครั ฐที่เสนอของบประมาณประจาปีตามมติคณะรัฐมนตรี ระหว่างปีงบประมาณ 2551-2553 โดยได้ร ะบุถึงหลัก ยุทธศาสตร์ 5 ประการอันได้แก่ 1. ยุทธศาสตร์การวิจัยเพื่อสร้างความเข้มแข็งทุนทางเศรษฐกิจ 2. ยุทธศาสตร์การวิจัยเพื่อสร้างความเข้มแข็งทุนทางสังคม 3. ยุทธศาสตร์การวิจัยเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางวิทยาการและทรัพยากรบุคคล 4. ยุทธศาสตร์การวิจัยเพื่อสร้างความเข้มแข็งทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5. ยุทธศาสตร์บริการจัดการที่มีเอกภาพและมีประสิทธิภาพและจาก 5 ยุทธศาสตร์…..

จากกรอบ 12 พบว่า ผูว้ ิจัยศึกษาเรื่อง “การศึกษาความพอเพียงของจานวนเงินสนับสนุน ค่าครองชีพกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ผ่านพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของนิสิต คณะ ข.” โดยหั ว ข้ อ หลั ก กล่ า วถึ ง ปรั ช ญาเศรษฐกิ จ พอเพี ย ง ซึ่ ง อนุ ม านได้ ว่ า ผู้ วิ จั ย จะอธิ บ ายที่ ม า ความหมายของแนวคิด และองค์ประกอบอื่นๆ ที่สนับสนุนต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่เมื่อ พิจารณาเนื้อหาในเนื้อความที่ปรากฏกลับเป็นการอธิบายถึงโครงการวิจัยที่ประยุกต์ใช้ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงที่สอดคล้องกับทิศทางนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติฯ ดังนั้น เนื้อหา ในย่อหน้าดังกล่าวจึงขัดแย้งกับหัวข้อที่ตั้งไว้ 2.3 เนื้อหาเก่าล้าสมัย เป็นปัญหาที่เกิดจากผู้วิจัยเลือกทบทวนเอกสารและงานวิจัยทั้งใน และต่างประเทศที่ตีพิมพ์เกินกว่า 10 ปีขึ้นไป ซึ่งโดยปกติแล้วกรณีของงานวิจัยไม่ควร เกินกว่านั้นยกเว้นแนวคิดทฤษฎีที่ยังคงได้รับการยอมรับจนถึงปัจจุบัน กรอบ 13 ปัญหาด้านเนื้อหาเก่าล้าสมัย สุจินต์ ดาววีระกุล (2527) ได้ทาการวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการหมู่บ้าน : ศึกษาเฉพาะกรณีหมู่บ้านชนะเลิศการประกวดหมู่บ้านดีเด่นระดับจังหวัด ประจาปี 2527 พบว่า การมีตาแหน่งทาง สังคมในหมู่บ้าน การรู้สึกว่าตนเองมีความสาคัญต่อหมู่บ้าน การมีความกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนา หมู่บ้าน ความต้องการมีเกียรติและได้รับการชักชวนจากกรรมการหมู่บ้านและเพื่อนบ้านรวมทั้งเจ้าหน้าที่มีผลต่อการมี ส่วนร่วมของประชาชนในโครงการ.....


54

จากกรอบ 13 พบว่า ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา สภาพแวดล้อมชุมชนแห่งหนึ่ง ในเขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ ” โดยได้รับการอนุมัติการศึกษา ค้นคว้าด้วยตนเอง เมื่อปี 2550 เนื้อหาในส่วนนี้กล่าวถึงความหมายของการมีส่วนร่วม ซึ่ง ผู้วิจัย เลือกทบทวนงานวิจัยที่มีเนื้อหาในปี 2527 ซึ่งมีช่วงเวลาที่ห่างจากงานของนักวิจัยมากกว่า 20 ปี ลักษณะดังกล่าวจึงไม่เหมาะสมที่จะนามาใช้ในช่วงเวลาปัจจุบัน เนื่องจากประเด็นเรื่องการมีส่วน ร่วมยังมีงานวิจัยเผยแพร่ออกมาอยู่เสมอๆ 2.4 ขาดส่ ว นนา เป็ น ปั ญ หาที่ เกิ ด จากผู้ วิ จัย ขึ้ น ต้ น ส่ วนของเนื้ อหาเลยโดยไม่ เ กริ่น น า โดยเฉพาะส่วนของหัวข้อบท หรือไม่สร้างความเชื่อมโยงระหว่างหัวข้อย่อยต่างๆ กับ หัวหลักก่อนเข้าสู่เนื้อหา ทาให้ผู้อ่านไม่เห็นสาระโดยรวมทั้งหมด กรอบ 14 ปัญหาด้านเนื้อหาอันเกิดจากขาดส่วนนา บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวความคิดในการบริหารภาษีอากร สนิท วิไลจิตต์ (2515, หน้า 1) ได้กล่าวถึงแนวปฏิบัติในการจัดเก็บภาษีบารุงท้องที่ให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ ดังนี้ 1. การอานวยความสะดวกแก่ผู้เสียภาษีบารุงท้องที่ ให้ถือเป็นหน้าที่จะต้องกระทาเพราะ เป็นปัจจัยสาคัญยิ่ง ประการหนึ่งที่จะเป็นเหตุให้ราษฎรผู้เสียภาษียินดีและเต็มใจที่จะมาชาระภาษีตามหน้าที่ของตนภายในกาหนดเวลา อัน จะต้องตัดภาระแก่เจ้าหน้าที่ในการติดตามทวงถาม หรือเตือนให้ผู้ค้างชาระเงินภาษีมาชาระในภายหลัง.....

จากกรอบ 14 พบว่า ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “ปัญหาการจัดเก็บรายได้ขององค์การบริหารส่วน ตาบล ศึกษากรณีองค์การบริหารส่วนตาบลแห่งหนึ่ง ในเขตอาเภอเมือง จังหวัดพิจิตร” โดย แนวคิดทฤษฎีที่นามาใช้คือ แนวคิดการบริหารภาษีอากร ซึ่งไม่มีการกล่าวนาถึงองค์ประกอบของ เนื้อหาโดยรวมทั้งหมดก่อน การนาเข้าสู่เนื้อหาโดยทันทีอย่างรวบรัดตัดความ แสดงให้เห็นว่า ผูว้ ิจัยไม่พิถีพิถันในการเรียบเรียงบททบทวนวรรณกรรม 2.5 ขาดส่วนสรุปความ เกิดจากผูว้ ิจัยจบหรือสิ้นสุดการอธิบายเนื้อหาส่วนใดส่วน หนึ่งของบททบทวนวรรณกรรมโดยขาดการกล่าวสรุปความสาคัญ หรือไม่ได้ให้ แง่มุมใดๆ ในการวิเคราะห์ สังเคราะห์จากมุมมองของผูว้ ิจัยเอง


55

กรอบ 15 ปัญหาด้านเนื้อหาอันเกิดจากขาดส่วนสรุป นโยบายสาธารณะ แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ เป็นกระบวนการของภาครัฐ ให้ได้มาซึ่งการตัดสินใจดาเนิน กิจกรรม เพื่อการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน กิจกรรมที่รัฐบาลเลือกที่จะกระทาหรือไม่กระทา นั้น เป็นการใช้อานาจ.... Ira Shaskansky (1970 : 1, อ้างใน สมบัติ ธารงธัญวงศ์, 2546 : 5) นโยบายสาธารณะคือกิจกรรมที่กระทา โดยรัฐบาลซึ่งครอบคลุมกิจกรรมทั้งหมดของรัฐบาล อาทิเช่น การศึกษา การจัดสวัสดิการ การก่อสร้างทางหลวงของรัฐ .... Thomas R. Dye (1984 : 1, อ้างใน สมบัติ ธารงธัญวงศ์, 2546 : 6) นโยบายสาธารณะคือสิ่งที่รัฐบาลเลือก ที่จะกระทาหรือไม่กระทา ในส่วนที่รัฐบาลเลือกกระทานั้นจะเป็นกิจกรรมที่เป็นกิจวัตรมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บริการสังคม... Jame E. &erson (1994 :5-6 , อ้างใน สมบัติ ธารงธัญวงศ์, 2546 : 8) ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับนโยบาย สาธารณะไว้ว่า คือแนวทางการปฎิบัติหรือการกระทาซึ่งมีองค์ประกอบหลายประการ ได้แก่ ผู้ปฎิบัติ หรือ ชุดของ ผู้กระทา ที่จะต้องรับผิดชอบ...

จากกรอบ 15 พบว่า ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “กระบวนการจัดทาแผนพัฒนาตาบลกรณี ศึกษา องค์ ก ารบริ ห ารส่ ว นต าบลแห่ ง หนึ่ ง อ าเภอเมื อ ง จั ง หวั ด พิ ษ ณุ โ ลก” ซึ่ ง มี เ นื้ อ หาเกี่ ย วกั บ ความหมายของนโยบายสาธารณะ และเมื่อสิ้นสุดย่อหน้า กลับไม่มีการอธิบายความเหมือน ความต่ า งในแนวคิ ด จากนั ก วิ ช าการแต่ ล ะท่ า น และไม่ มี ส่ ว นสรุ ป ความหมายของนโยบาย สาธารณะในทัศนะของผู้วิจัยว่าหมายถึงอะไร และผู้วิจัยนาแนวคิดของนักวิชาการท่านใดไปใช้ใน งานวิจัย 3. ปัญหาด้านการใช้ภาษา และการพิมพ์ เป็นปัญหาที่พบได้อยู่เสมอในขั้นตอนการเรียบเรียงบท ทบทวนวรรณกรรมให้ออกมาเป็นภาษาวิชาการ (สุวิมล ว่องวาณิช และ นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2550, หน้า 143) จาแนกออกเป็น 2 ประเด็นคือ ปัญหาด้านการใช้ภาษา ได้แก่ 3.1 การใช้ คาศัพท์วิชาการไม่ถูกต้อง 3.2 การใช้ภาษาไม่เหมาะสม 3.3 ไม่แปลคาเป็นภาษาไทย 3.4 การกากับคาสาคัญด้วยภาษาอังกฤษ 3.5 การใช้คาย่อโดยไม่อธิบายคาเต็ม และปัญหาที่เกิด จากการพิมพ์ ได้แก่ 3.6 พิมพ์ผิดหรือพิมพ์ตกหล่น 3.7 การใช้อักษรตัวพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ ไม่สม่าเสมอกัน 3.8 ภาพประกอบไม่ชัดเจน โดยมีรายละเอียดดังนี้ 3.1 ใช้ศัพท์วิชาการไม่ถูกต้อง ผู้วิจัยใช้ความเข้าใจส่วนตัวโดยไม่ได้ยึดพจนานุกรมเป็น หลัก หรืออาจเขียนคาศัพท์จากภาษาต่างประเทศผิดไป ทาให้เสียเวลาในการพิสูจน์ อักษร และแสดงถึงความไม่แม่นยาด้านการใช้ภาษา


56

กรอบ 16 ปัญหาด้านการใช้ศัพท์วิชาการไม่ถูกต้อง การบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participation Management) กาลังเป็นที่นิยม และใช้เป็นข้อได้เปรียบของ เส้นทางการแข่งขันทางธุรกิจ โดยเน้นเป้าหมายของการมีพันธสัญญา (Commitment) ร่วมกับการมีส่วนร่วม (Involvement) ของผู้บริหาร และผู้ใต้บังคับบัญชาในการทางานร่วมกัน.....

จากกรอบ 16 พบว่า ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “การมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารและ จัดการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดหนึ่ง” ซึ่ ง มี เ นื้ อ หาเกี่ ย วกั บ การบริ ห ารแบบมี ส่ ว นร่ ว ม โดยแปลค าว่ า การมี ส่ ว นร่ ว มจากค าศั พ ท์ ภาษาอังกฤษว่า “Involvement” ผู้วิจัยควรเลือกใช้คาเดิมจากข้อความที่กล่าวมาก่อนหน้านั้นคือ “Participation” ซึ่งมีความหมายตรงตัวมากกว่าหรืออาจไม่จาเป็นต้องระบุศัพท์วิชาการซ้าลงไป อีกเพราะได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น กรอบ 17 ปัญหาด้านการเขียนคาจากต่างประเทศผิด .....เนื่องจากกระแสความคิดเกี่ยวกับ Good Governace จะเป็นธรรมรัฐหรือธรรมาภิบาล ต่างมาจากร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ได้สร้างกระแสความคิด Good Governance ให้เกิดขึ้น และสุดท้ายได้บรรจุ Good Governance ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในหลายมาตรา.....

จากกรอบ 17 พบว่า ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “ความรู้ความเข้าใจการบริหารงบ ประมาณของ องค์การบริหารส่วนตาบลแห่งหนึ่งใน จังหวัดพิจิตร” ซึ่งกล่าวถึงเนื้อหาเกี่ยวกับการบริหารงาน โดยยึ ด หลั ก ธรรมาภิ บ าล แต่ ผู้ วิ จั ย ใช้ ค าว่ า “Good Governace” ซึ่ ง เป็ น การเขี ย นค าจาก ภาษาต่างประเทศผิด ซึ่งคาที่ถูกคือ “Good Governance” 3.2 การใช้ภาษาไม่เหมาะสม อาจแบ่งแยกย่อยออกได้ 2 ประเด็นได้แก่ 1) ผู้วิจัยใช้ภาษา ที่เป็นประโยคซับซ้อน มีคาเชื่อมได้แก่ “ที่ ซึ่ง และ แต่” ในหลายประโยค จนกลายเป็น ส่วนขยายของประเด็นหลักหลายประเด็น ผู้อ่านไม่เห็นการเชื่อมโยงความคิด และไม่ ทราบว่านักวิจัยจะเน้นใจความสาคัญในส่วนใด การขาดวรรคตอน การใช้ภาษาที่ยาว หรือสั้นจนเกินไป ไม่จบประโยค มีข้อความแสดงสาเหตุที่ขาดข้อความแสดงเหตุผล อ่านแล้วไม่ได้ใจความ เข้าใจยาก 2) การใช้ ภาษาไม่คงที่ โดยเฉพาะคาสาคัญที่มี ความหมายเดียวกัน แต่ผวู้ ิจัยเลือกใช้คาใกล้เคียง (synonym) หลายคาในประโยคอืน่ ๆ ทาให้ผู้อ่านสับสน


57

กรอบ 18 ปัญหาด้านการใช้ภาษาไม่เหมาะสม …..เทศบาลแห่ ง หนึ่ ง จึ ง ได้ น าหลั ก การบริ ห ารจั ด การตามหลั ก ธรรมาภิ บ าลไปสู่ ยุ ท ธศาสตร์ ก าร ปฏิบัติงานเพื่ อปรับปรุงประสิทธิ ผลตามพั นธกิจพั ฒนาประสิทธิ ภาพการปฏิบัติราชการพั ฒนาคุณภาพการ ให้บริการท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งแนวคิดการบริหารจัดการที่ดีได้รับความสนใจอย่าง มาก ผู้บริหารในฐานะนายกเทศมนตรีจะต้องให้ ประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร มีบทบาทหน้าที่ในการบริหารงาน ให้ บรรลุผลสาเร็จและมีประสิทธิภาพและการบริหารงานของผู้บริหารจะประสบความสาเร็จ และมีประสิทธิภาพ ย่อมขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถ และจะต้องมีทักษะการบริหารงานเป็นองค์ประกอบสาคัญซึ่งผู้บริหารจะต้อง คานึงถึงวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายที่ต้องการ..... .....การนาวงจรคุณภาพไปใช้ ในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบในเรื่องการนาวงจรคุณภาพไปใช้ สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2542, หน้า 189) ได้เสนอแนวคิดได้ดังนี้....

(A)

(B)

จากกรอบ 18 A และ B พบว่า ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “การบริหารจัดการตามหลักธรรมมาภิ บาลของเทศบาลนครแห่งหนึ่ง” ผู้เขียนคาดว่า ผู้วิจัยจะกล่าวถึงการที่เทศบาลแห่งหนึ่งให้ความ สนใจและจะนาหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารงาน แต่ข้อความในย่อหน้า A ผู้วิจัยไม่ใช้การ วรรคตอนเลยจนกระทั่งถึงคาว่า “ซึ่ง” ข้อความที่เชื่อมยาวต่อกันทาให้ยากต่อการเข้าใจ และ ประโยคถัดไปหลังจากคาว่า “ซึง่ ” มีการใช้คาว่า “ประสิทธิภาพ” ซ้าอีกครั้ง และประโยคดังกล่าวก็ หาใจความสาคัญไม่ได้ว่าจะสื่อสารในประเด็นใดระหว่าง 1) ผู้บริหารในฐานะนายกเทศมนตรี จะต้องให้ประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร 2) ผู้บริหารในฐานะนายกเทศมนตรีมีบทบาทหน้าที่ในการ บริหารงานให้บรรลุผลสาเร็จและมีประสิทธิภาพ หรือ 3) ผู้บริหารในฐานะนายกเทศมนตรีจะต้อง มีทักษะการบริหารงานเป็นองค์ประกอบสาคัญ ส่วนข้อความในย่อหน้า B ประโยคแรก และประโยคที่สองมีความซ้าซ้อนกันคือ “ใน เรื่องการนาวงจรคุณภาพไปใช้” ซึ่งสามารถปรับแก้เป็น สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2542, หน้า 189) ได้เสนอแนวคิดการนาวงจรคุณภาพไปใช้ในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ดังนี้...” 3.3 ไม่ แ ปลค าเป็ น ภาษาไทย เป็ น ปั ญ หาที่ เ กิ ด จากผู้ วิ จั ย เรี ย บเรี ย งข้ อ ความเกี่ ย วกั บ คาศัพท์ทางวิชาการ หรือคาสาคัญที่เป็นภาษาต่างประเทศที่นักวิชาการใช้กันโดยทั่วไป ลงในเนื้ อ หา โดยไม่ แ ปลค าเหล่ า นั้ น เป็ น ภาษาไทยก่ อ นที่ จ ะก ากั บ ด้ ว ยค าศั พ ท์ ภาษาอังกฤษ (ในกรณีนี้ยกเว้นชื่อเฉพาะสาหรับคนหรือสิ่งของ เช่น ชื่อหนังสือ ชื่อ ทางวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ไม่ต้องแปลเป็นภาษาไทย)


58

กรอบ 19 ปัญหาด้านการไม่แปลคาเป็นภาษาไทย Ikujiro Nonaka ได้นาเสนอวงจร “SECI” ซึ่งได้รับการยอมรับจากองค์กรต่างๆ และผู้เชี่ยวชาญจานวนมาก วงจร “SECI” กล่าวถึง การเปลี่ยนแปลงความรู้ (Knowledge Conversion) Tacit Knowledge และ Explicit Knowledge ทาให้เกิดความรู้ใหม่ขึ้น ซึ่งจะหมุนเป็นเกลียวไปเรื่อยๆ อย่างมีสิ้นสุด เพราะการเรียนรู้ เพราะการเรียนรู้เกิดตลอดเวลา การสร้างความรู้เกิดขึ้นใน 4 ลักษณะ คือ Socialization Externalization Combination Internalization (Ikujiro Nonaka, 1991. P. 70-73)…..

จากกรอบ 19 พบว่า ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “การจัดการความรู้กับการนวดแผนไทย ในเขต เทศบาลแห่งหนึ่ง” ซึง่ ผูว้ ิจัยเลือกแปลความหมายของคาว่า การเปลี่ยนแปลงความรู้ (Knowledge Conversion) แต่ไม่ได้แปลความหมายของคาว่า Tacit Knowledge, Explicit Knowledge และ การสร้างความรู้ที่เกิดขึ้นใน 4 ลักษณะ คือ Socialization, Externalization, Combination และ Internalization ให้เป็นภาษาไทย 3.4 การกากับคาสาคัญด้วยภาษาอังกฤษ เป็นปัญหาที่เกิดจากผู้วิจัยเรียบเรียงคาสาคัญโดย กากับด้วยคาภาษาอังกฤษทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงคานั้นๆ ซึ่งโดยปกติแล้วไม่นิยมกล่าว ซ้าอีกให้ฟุ่มเฟือยข้อความในย่อหน้า กรอบ 20 ปัญหาด้านการกากับคาด้วยภาษาอังกฤษทุกครั้ง แนวคิดการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม (Participative Management) เป็นแนวคิดที่ให้ความสาคัญกับ พนักงาน ในฐานะที่เป็นทรัพยากรที่สาคัญ และควรค่าแก่การดูแลรักษาดูแลรักษาขององค์การเป็นอย่างยิ่ง และเปิด โอกาสให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร และจัดการองค์การ ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และสภาวการณ์ปัจจุบัน และองค์การต่างให้การยอมรับ และนามาประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ แนวคิดการ จัดการแบบมีส่วนร่วม (Participative Management)...

จากกรอบ 20 พบว่า ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “การมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารและ จัดการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดแห่ง หนึ่ ง ” ซึ่ ง ผู้ วิ จั ย กล่ า วถึ ง เนื้ อ หาเกี่ ย วกั บ การบริ ห ารจั ด การแบบมี ส่ ว นร่ ว ม (Participative Management) ซ้ากันถึง 2 ครั้งในบรรทัดแรกของข้อความและบรรทัดสุดท้าย 3.5 การใช้คาย่อโดยไม่อธิบายคาเต็ม เป็นปัญหาที่เกิดจากผู้วิจัยเรียบเรียงเนื้อหาโดยใช้คา ย่อ หรือตัวอักษรย่อในข้อความสาคัญเกี่ยวกับชื่อสถานที่ สิ่งของ หรือบุคคล โดยไม่ได้ อธิบายความหมายหรือชื่อเต็มของคาสาคัญนั้นมาก่อนหน้า


59

กรอบ 21 ปัญหาด้านการใช้คาย่อโดยไม่อธิบายคาเต็ม .....ยารักษาโรคเอดส์และยาต้านเชื้อเอดส์ เป็นยาที่ชะลอการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสในร่างกายไม่ให้เพิ่มมากขึ้น แต่ไม่สามารถรักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้แต่ช่วยยืดอายุผู้ป่วยออกไปได้ ยาที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ AZT สาหรับยาอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการทดลองประสิทธิผลการรักษาคน ได้แก่ Suramin, Ribavirin, Farcarment และ HPA-23 สาหรับยา สมุนไพรต่างๆ ที่มีผู้ใช้ในการรักษาขณะนี้ ยังไม่สามารถตรวจสอบยืนยันได้ว่าทาลายเชื้อเอชไอวีได้.....

จากกรอบ 21 พบว่า ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “กลยุทธ์การสื่อสารเพื่อป้องกันโรคเอดส์ในสาว ประเภทสองของศูนย์ A เมืองพัทยา” ซึ่งผู้วิจัยกล่าวว่า ยาที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ AZT โดยไม่ อธิ บ ายชื่ อ สามั ญ ทางยา (generic name) คื อ azidothymidine ก่ อ นที่ จ ะใช้ ชื่ อ ย่ อ ของยา เช่นเดียวกับคาว่า HPA-23 หรือ antimoniotungstate ส่วนคาอื่นๆ ผู้วิจัยเลือกใช้ชื่อสามัญทาง ยาโดยไม่ใช้คาย่อ แสดงให้เห็นถึงความไม่สม่าเสมอของเนื้อหา 3.6 พิมพ์ผิด หรือพิมพ์ต กหล่ น เป็น ปัญหาที่พ บได้ บ่อยครั้งที่สุ ด เนื่ องจากผู้วิจัย พิ มพ์ ข้อความผิดพลาดด้านอักขระ พิมพ์คาหรือข้อความไม่ครบถ้วนทาให้รูปประโยคไม่ สมบูรณ์ ข้อผิด พลาดนี้มั กเกิด ขึ้นในกรณีที่พิ มพ์ เอกสารเป็นภาษาไทย เนื่ องจาก ความสามารถในการพิสูจน์อักษรในโปรแกรม Microsoft Office ทาได้ไม่ดีเท่า การ พิสูจน์อักษรในภาษาอังกฤษ ซึง่ ตรวจได้ทั้งตัวสะกดและไวยากรณ์ กรอบ 22 ปัญหาด้านการพิมพ์ผิดหรือพิมพ์ตกหล่น .....และอีกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ งค์การบริหารส่วนตาบลกระโพ ได้เข้ามาจัดการดูแลในเรื่องของ การท่องเที่ยวในหมู่บ้านโดยให้นักท่องเที่ยวมาพักอาศัยอยู่กับครอบครัวที่เลี้ยงช้าง แต่การจัดการยังไม่เป็นรูปธรรม เท่าที่ควร เนื่องจากยังขดางบประมาณในการสนับสนุนจากภาครัฐและองค์กรต่างๆ..... .....ผลพวงจาก ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาคอรัปชั่น ปัญหา โสเภณี ปัญหาโรคติดต่อ และที่สาคัญสิ่งหนึ่งที่หายไปพร้อมกับความเจริญตามกระแสโลกาภิวัฒน์คือ คุณธรรมจริยธรรม

จากกรอบ 22 พบว่า ผูว้ ิจัยศึกษาเรื่อง “วิถีชีวิตคนเลี้ยงช้าง: กรณีศึกษาหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ใน ตาบลกระโพ อาเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ” ซึ่งมีคาที่พิมพ์ผิดคือคาว่า “งค์การบริหารส่วน ตาบลกระโพ” เปลี่ยนเป็น องค์การบริหารส่วนตาบลกระโพ และคาว่า “ขดา” เปลี่ยนเป็น “ขาด” ส่วนในย่อหน้าถัดไปคาว่า “โลกาภิวัฒน์” ควรแก้เป็น “โลกาภิวัตน์”


60

3.7 การใช้อักษรพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ เป็นปัญหาที่เกิดจากผู้วิจัยพิมพ์คาสาคัญที่กากับไว้ ด้วยคาภาษาอังกฤษปะปนกันไประหว่างตัวอักษรพิมพ์ใหญ่และตัวอักษรพิมพ์เล็ก ซึ่ง ควรเลือกใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งให้เกิดความสม่าเสมอตลอดทั้งเล่ม กรอบ 23 ปัญหาด้านการใช้อักษรพิมพ์เล็กสลับกับพิมพ์ใหญ่ .....ความหมายของการจัดการ (Management) คือ ขบวนการที่ทาให้งานกิจกรรมต่างๆ สาเร็จลงได้อย่างมี ประสิ ท ธิ ภ าพและมี ป ระสิ ท ธิ พ ลด้ ว ยคนและทรั พ ยากรขององค์ ก าร (Robbins & DeCenzo, 2004, p. 6) ซึ่ ง ตาม ความหมายนี้องค์ประกอบที่ เ กี่ยวข้ องกับ การจั ดการ ได้แ ก่ ขบวนการ (process) ประสิทธิ ภาพ (efficiency) และ ประสิทธิผล (Effectiveness) ขบวนการ (process) เป็นเรื่องเกี่ยวกับลักษณะของ การจัดการ โดยประสิทธิภาพ หมายถึง การทางานอย่างถูกวิธี เป็นการเปรียบเทียบระหว่างปัจจัยนาเข้า (input) กับผลผลิต (output)...

จากกรอบ 23 พบว่า ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “ความพึงพอใจของครูและผู้ปกครองต่อการจัด การศึกษาพิเศษ ของศูนย์ศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก” ซึ่งผู้วิจัยกล่าวถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง กั บ ความหมายของการจั ด การ โดยใช้ ตั ว พิ ม พ์ ใ หญ่ คื อ Management แต่ ข้ อ ความอื่ น ๆ ใช้ ตัวอักษรพิมพ์เล็กสลับกับตัวอักษรพิมพ์ใหญ่คือ process, Effectiveness 3.8 ภาพประกอบไม่ชัดเจน เป็นปัญหาที่พบได้ 2 รูปแบบคือ 1) นาภาพมาจากแหล่งอื่น หรือเป็นภาพที่ผู้วิจัยทาขึ้นเอง เช่น กราฟ แต่ในกระบวนการพิมพ์หรือการเข้ารูปเล่ม ส่วนของภาพไม่ได้พิมพ์ด้วยสี ทาให้ผู้อ่านมองไม่เห็นองค์ประกอบของภาพที่ชัดเจน ได้ หรือ 2) ผู้วิจัยสร้างภาพขึ้นเอง เช่น กรอบแนวคิด หรือแผนภาพ (diagram) แต่ องค์ประกอบของภาพหรือเส้นเชื่อมโยง หรือลูกศรบอกทิศทาง ไม่ชัดเจน ไม่เชื่อมต่อ กัน เป็นต้น


61

กรอบ 24 ปัญหาด้านภาพประกอบไม่ชัดเจน ...ในแต่ละปีชาวม้งจะต้องเซ่นสังเวยสิ่งศักดิ์สิทธ์ต่างๆ ดังกล่าวปีละครั้ง ชาวม้งจึงต้องมีหมอผีเป็นผู้ติดต่อกับผี ต่างๆ โดยการเข้าทรงติดต่อกับผี นอกจากหมอผีที่เป็น “คนทรง” แล้วในหมู่บ้านยังมีหมอคาถาและหมอสมุนไพร เพื่อ รักษาไข้ได้ด้วยการสวดคาถาหรือยาสมุนไพร สอดคล้องกับ ช้าง กวินวานิช เล่าให้ฟังสรุปได้ว่า เมื่อไม่สบายชาวเขาเผ่าม้งจะทาการรักษาด้วยวิธีทางไสย ศาสตร์ โดยมีหมอผีเป็นร่างทรง มีการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในบริเวณบ้านเช่น ประตูหน้าบ้าน เตาไฟใหญ่ เสา กลางบ้าน เป็นต้น ซึ่งชาวเขาเผ่าม้งมีความเชื่อในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

ภาพ 9 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบ้าน

จากกรอบ 24 พบว่า ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของ ชาวเขาเผ่าม้ง บ้านเจดีย์โคะใหม่ ตาบลมหาวัน อาเภอแม่สอด จังหวัดตาก” ซึ่งผู้วิจัยกล่าวถึง ความเชื่อของชาวเขาเผ่าม้งในการนับถือผี โดยมีภาพประกอบแสดงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบ้าน สิ่ งที่ เป็นปัญหาคือตัวเล่มงานวิจัยสาหรับหน้าที่มีภาพประกอบไม่ได้ปริ้นด้วยสี ทาให้ผู้อ่านไม่เข้าใจว่า “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบ้าน” อยู่ในตาแหน่งใด จากภาพผู้อ่านจะเห็นบุคคล 3 ท่าน ซึ่งผู้ชายคนแรก (ซ้าย) เป็นผู้ที่บอกเล่าความเชื่อแก่ผู้ชาย (กลาง) และผู้หญิง (ขวา) ดังนั้น ชื่อภาพนี้น่าจะ กล่าวถึงการเก็บข้อมูลด้านความเชื่อมากกว่าเป็นภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบ้าน 4. ปัญหาด้านการอ้างอิง เป็นปัญหาที่เกิดจากผู้วิจัยไม่ใส่การอ้างอิง ใส่ระบบการอ้างอิงไม่ ถูกต้อง หรืออ้างอิงโดยไม่จาเป็น เนื้อความบางส่วนหากเป็นข้อเท็จจริงทั่วไปที่นักวิจัยเขียน ได้ก็ไม่จาเป็นต้องอ้างอิง ประเด็นปัญหาที่พบ ได้แก่ 4.1 การอ้างอิงผิด 4.2 วรรณกรรมที่ ทบทวนไม่ปรากฏในรายการบรรณานุกรม และ 4.3 ไม่ระบุแหล่งที่มาของภาพประกอบหรือ ตาราง โดยมีรายละเอียดดังนี้


62

4.1 การลงรายการอ้างอิงผิด เป็นปัญหาที่เกิดจากผู้วิจัยลงรายการอ้างอิงไม่ถูกต้องตาม ข้อกาหนดที่สถาบันการศึกษาหรือวารสารกาหนดไว้ การอ้างอิงที่ผิดซึ่งพบบ่อยๆ คือ การลงรายการอ้างอิงที่มีที่มาจากเว็บไซต์ การใส่ชื่อแต่ไม่ใส่นามสกุลของผู้ที่ถูกอ้างอิง เป็นต้น กรอบ 25 ปัญหาด้านการลงรายการอ้างอิงผิด …การเปลี่ยนแปลงคลองที่ชุมชนอาศัยน้าจาเป็นต้องเพิ่มต้นทุนในการนาน้าไปใช้ กรณี คลองหนอง (A) หวาย กิ่งอาเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร รวมถึงโครงการเขื่อนที่สร้างแล้ว ได้สะท้อนถึงความล้มเหลวของเขื่อน ในเชิงเทคโนโลยี เชิงการบริหารจัดการส่งน้าของระบบชลประทาน และผลกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้น้าเดิม เช่น ชาวนาพิจิตรในพื้นที่โครงการชลประทานดงเศรษฐี อาเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เกิดการประท้วงชลประทาน เนื่องจากชลประทานปิดน้าเพื่อสร้างสะพานข้ามลาน้า ทาให้นาปรังกว่า 300,000 ไร่ เสียหาย (http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9668.html. สืบค้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2548.) …Ikujiro Nonaka ได้นาเสนอวงจร “SECI” ซึ่งได้รับการยอมรับจากองค์กรต่างๆ และผู้เชี่ยวชาญ (B) จานวนมาก วงจร “SECI” กล่าวถึง การเปลี่ยนแปลงความรู้ (Knowledge Conversion) Tacit Knowledge และ Explicit Knowledge ทาให้เกิดความรู้ใหม่ขึ้น ซึ่งจะหมุนเป็นเกลียวไปเรื่อยๆ อย่างมีสิ้นสุด เพราะการเรียนรู้ เพราะการเรี ย นรู้ เ กิ ดตลอดเวลา การสร้ างความรู้ เ กิดขึ้ น ใน 4 ลักษณะ คือ Socialization Externalization Combination Internalization (Ikujiro Nonaka, 1991. P. 70-73)... …ในส่วนของวงจรคุณภาพจะนาเสนอ แนวคิด ความหมาย และการนาวงจรคุณภาพไปใช้ ที่มาของ (C) วงจรคุณภาพ หรือ วัฎจักร PDCA สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2542 : หน้า 187-190 อ้างอิงในถาวร เงาศรี, 2550, หน้า 17).....

จากกรอบ 25 A พบว่า ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “คลองซอย : รูปแบบการปรับตัวในการจัดการ ทรัพ ยากรน้ าของชุมชนต าบลยางซ้า ย อาเภอเมื อง จังหวัด สุ โขทัย ” ซึ่ง กล่ า วถึงปัญหาการ ประท้วงของกลุ่มผู้ใช้น้าในเขตชลประทาน โดยไม่อ้างแหล่งผู้เผยแพร่ แต่ระบุแหล่งที่อยู่เว็บไซต์ ซึ่งโดยทั่วไปนิยมอ้างเพียงชื่อหน่วยงานและตามด้วยคาว่ าเว็บไซต์เท่านั้น เป็น “(มหาวิทยาลัย เที่ยงคืน, 2548)” ส่วนที่อยู่ของเว็บไซต์จะนาไปไว้ในบรรณานุกรม ส่วนกรอบ 25 B พบว่า ผูว้ ิจัยศึกษาเรื่อง “การจัดการความรู้กับการนวดแผนไทย ในเขต เทศบาลแห่งหนึ่ง” โดยมีการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับ วงจร SECI ของ Ikujiro Nonaka ซึ่ง สามารถลงรายการอ้างอิงท้ายชื่อได้ทันทีเป็น Ikujiro Nonaka (1991. P. 70-73) เพื่อหลีกเลี่ยง การอ้างอิงซ้า และกรอบ 25 C ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “การบริหารจัดการตามหลักธรรมมาภิบาลของ เทศบาลนครแห่งหนึ่ง” ทบทวนแนวคิดการบริหารงานโดยใช้วงจรคุณภาพ PDCA ใช้เครื่องหมาย ทวิ ภ าค (:) ท้ า ยปี ใ นรายการอ้ า งอิง ของ สมศั ก ดิ์ สิ น ธุ ร ะเวชญ์ แต่ ก ารอ้ า งอิง ถั ด ไปกลั บใช้ เครื่องหมายจุลภาค (,) ในรายการอ้างอิงของ ถาวร เงาศรี


63

4.2 วรรณกรรมที่ทบทวนไม่ปรากฏในรายการบรรณานุกรม เป็นปัญหาที่เกิดจากผู้วิจัยลง รายการอ้างอิงในบททบทวนวรรณกรรม แต่เมื่อผู้อ่านจะสืบค้นรายละเอียดเพิ่มเติม จากรายการบรรณานุกรม เช่น ชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่งอื่นๆ แหล่งเว็บไซต์ ฯลฯ กลับไม่ ปรากฏว่ามีรายการบรรณาณุกรมท้ายเล่ม กรอบ 26 ปัญหาด้านวรรณกรรมที่ทบทวนไม่ปรากฏในรายการบรรณานุกรม ...พิมพ์ชนก ศันสนีย์ (2540) ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยกาหนดคุณภาพของการบริการตามการรับรู้ของผู้บริโภคใน จังหวัดเชียงใหม่ โดยการใช้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจานวน 400 ราย ทาการวิจัยผู้ใช้บริการ 4 ประเภท ได้แก่ โรงพยาบาลเอกชน บริการซักอบรีด โรงภาพยนตร์ และธนาคารพาณิชย์... บรรณานุกรม ...................... ปรัชญา เวสารัชช์. (2526). องค์กรกับลูกจ้าง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ประยูร กาญจนดุล. (2491). คาอธิบายกฎหมายปกครอง. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ...................... ภักดี ตนัยพงศกร. (2539). พฤติกรรมการใช้บริการและความพึงพอใจของลูกค้าต่อการบริการธนาคารไทย พาณิชย์ จากัด (มหาชน) สาขาย่อยหนองจิก จังหวัดปัตตานี. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม., มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, สงขลา.

จากกรอบ 26 พบว่า ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “ความพึงพอใจของประชาชนผู้มาใช้บริการสนาม กีฬาจังหวัดแห่งหนึ่ง” ซึ่งการทบทวนวรรณกรรม กล่าวถึง งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ ของประชาชน โดยนาเสนองานของ พิมพ์ชนก ศันสนีย์ ในปี 2540 แต่ในรายการบรรณานุกรม ท้ายเล่มไม่ปรากฏบรรณานุกรมของ พิมพ์ชนก ศันสนีย์ ซึ่งควรจะเรียงต่ อจาก ประยูร กาญจน ดุล ตามลาดับพยัญชนะไทย 4.3 ไม่ระบุแหล่งที่มาของภาพประกอบ ตาราง หรือแผนภูมิต่างๆ เป็นปัญหาที่เกิดจาก ผูว้ ิจัยเขียนบททบทวนวรรณกรรม โดยนาเนื้อหาเกี่ยวกับภาพประกอบ ตาราง หรือนา ข้อมูลจากงานวิจัยต่างๆ มาสร้างเป็นแผนภูมิ โดยไม่ระบุแหล่งที่มาใต้ภาพ


64

กรอบ 27 ปัญหาจากนักวิจัยไม่ระบุแหล่งที่มาของภาพประกอบ Hideo Yamazaki ได้ให้คาจากัดความของ “ความรู้” ในรูปปิรามิด แสดงลาดับชั้นของความรู้ แบ่งเป็น 4 ระดับ ดังนี้ ปัญญา ความรู้ (นาไปใช้ประโยชน์แล้ว) สารสนเทศ (ข้อมูล วิเคราะห์ สังเคราะห์ ถอดรหัส) ข้อมูลดิบ (Data) Nice to know / For your information My belief

ภาพที่ 1 แสดงปิรามิดของความรู้ในระดับต่าง

จากกรอบ 27 พบว่า ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “การจัดการความรู้กับการนวดแผนไทย ในเขต เทศบาลแห่งหนึ่ง” ซึ่งการทบทวนวรรณกรรม กล่าวถึง แนวคิดเรื่องการจัดการความรู้โดยแสดง ให้เห็นภาพลาดับชั้นปิรามิดของความรู้ที่แบ่งเป็น 4 ระดับ ตามแนวคิดของ Hideo Yamazaki แต่ผู้วิจัยไม่ได้อ้างอิงแหล่งที่มาของภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยอาจเลือกที่จะอ้างอิงไว้หลังชื่อของ Hideo Yamazaki ก็ได้แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการอ้างอิงในตาแหน่งดังกล่าวเช่นกัน 3.4 คาถาม/กิจกรรมท้ายบท 1. ให้นิ สิ ต แบ่งกลุ่ม (กลุ่มละ 4-5 คน) สื บค้ น ข้อมูล วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท/เอก จาก สานักหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวร คนละ 2 เล่ม โดยกาหนดคาสืบค้นจากหัวเรื่องวิจัย เดียวกัน เช่น ประเด็นด้าน การดูและผู้สูงอายุในชุมชน, การท่องเที่ยวชุมชน เป็นต้น เมื่อได้ ตัวเล่มแล้วให้นิสิตศึกษาว่า งานดังกล่าวพบประเด็นปัญหาอย่างไรบ้างให้ 2. ให้นิสิตอธิบายความหมายของคาว่า unseen literature


65

บทที่ 4 หลักกำรและเทคนิควิธก ี ำรทบทวนวรรณกรรม เนื้ อ หาในบทที่ 4 มี เ นื้ อ หาหลั ก 2 หั ว ข้ อ ได้ แ ก่ 1) หลั ก การทบทวนวรรณกรรม โดยมี องค์ประกอบของโครงสร้างการทบทวนวรรณกรรม เค้าโครง เนื้อหาสาระ ขอบเขตการทบทวน ระยะเวลาที่ใช้ การตรวจสอบคุณค่ าเอกสาร และ 2) ขั้นตอนและเทคนิคการทบทวนวรรณกรรม ได้แก่ การสารวจแหล่งของเอกสาร การอ่านเอกสาร การบันทึกโดยใช้บัตรคา การอ้างอิง และ การเขียนบททบทวนวรรณกรรม เนื้อหาในแต่ละหัวข้อมีรายละเอียดดังนี้ 4.1 หลักการทบทวนวรรณกรรม หลักการทบทวนวรรณกรรมเป็นแนวทางปฎิบัติสาหรับนิสิต/นักวิจัย เพื่อให้ขั้นตอนอื่นๆ ของการ วิจัยดาเนินไปได้อย่างรวดเร็ว และผลการทบทวนวรรณกรรม นาไปสู่งานเขียนที่มีคุณค่า และ แสดงออกถึงความสามารถของนักวิจัยในการสร้างสรรค์งานเขียนเชิงวิชาการ อาจมีบ่อยครั้งที่นิสิตพบว่า เนื้อหาของการทบทวนวรรณกรรมซึ่งปรากฏอยู่ในบทที่ 2 ของโครงร่างวิทยานิพนธ์ หรือวิทยานิพนธ์ มีจานวนหน้ามากเกินไป เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว อาจมีเนื้อหามากกว่าผลการศึกษาในบทที่ 4 เนื่องจากมีการนาวรรณกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาใส่ ไว้จนเกินความจาเป็น ไม่ตรงประเด็น และไม่ถูกนาไปใช้ประโยชน์ในการกาหนดกรอบแนวคิด หรือสร้างตัวแปร ส่งผลให้ระเบียบวิธีวิจัยในบทที่ 3 ไม่สอดคล้องกัน บททบทวนวรรณกรรมที่ดีไม่จาเป็นต้องมีขนาดยาว บททบทวนวรรณกรรมขนาดสั้นๆ ก็สามารถแสดงความรู้และทักษะทางภาษาของนิสิตได้เช่นกัน บททบทวนที่ยาวเกินไปแสดงว่า นิสิตกล่าวครอบคลุมวรรณกรรมไปเสียทุกเรื่อง ขาดการวิเคราะห์ สังเคราะห์วรรณกรรม และอีก หลายๆ ประเด็นปัญหาที่ได้กล่าวไปแล้ว ในบทที่ 3 แสดงให้เห็นว่า นิสิตขาดหลักการที่จะเป็น แนวทางนาไปสู่การเขียนบททบทวนวรรณกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักการและเทคนิคการทบทวนวรรณกรรมต่างๆ ที่รวบรวมในเอกสารคาสอนนี้คงเป็น เพียงข้อเสนอแนะเท่านั้น สถาบันการศึกษาต่างๆ ที่เป็นผู้ประสาทปริญญา หรือกรรมการที่ ปรึกษาวิทยานิพนธ์อาจมีข้อเสนอแนะที่แตกต่างออกไปตามแต่ละสาขาวิชาก็ได้ 4.1.1 โครงสร้างการทบทวนวรรณกรรม การทบทวนวรรณกรรมโดยทั่วไป จะเริ่มจากการที่ นิสิตค้นหาเอกสารต่างๆ การอ่ าน การจด บันทึก การสรุป และการเขียนเป็นร่างไว้ในตอนต้น โดยดาเนินการไปทีละขั้นตอนอย่างค่อยเป็น ค่อยไป หลังจากนั้นจึงประมวลผลข้อมูลต่างๆ ให้เป็นระบบหัวข้อหลักและหัวข้อรอง เพื่อใช้เป็น กรอบแนวทางการทบทวนวรรณกรรม การจัดกลุ่มเอกสารที่จะอ่านเป็นสิ่งจาเป็นสาหรับขั้น ตอน


66

การเขียนบททบทวนวรรณกรรมต่อไป นิสิตสามารถพัฒนากรอบหรือเค้าโครงเบื้องต้นในระหว่าง ทบทวนวรรณกรรม หรืออาจใช้เวลาไปกับการค้นหาวรรณกรรมในภาพกว้างๆ โดยยังไม่จัดทา กรอบแนวทางการทบทวน อย่างไรก็ตาม กรอบแนวทางต่างๆ ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ใน ขั้นตอนพัฒนาโครงร่างงานวิจัย ภาพ 8 โครงสร้างการทบทวนวรรณกรรม ทบทวนอย่างกว้างๆ ทบทวนอย่างเจาะจง ทบทวนระดับกลาง (1) แบบเจาะจง/ขยาย

(3) แบบรอยทาบ

(2) แบบซ้อนทับ

(4) แบบกรวย

ที่มา: Wellington. et al. (2005, p. 82) Wellington et al. (2005, p. 82) นาเสนอแผนภาพโครงสร้างการทบทวนวรรณกรรม (organizational patterns) ใน 4 รู ป แบบ ซึ่ ง นิ สิ ต สามารถใช้ เ ป็ น กรอบน าทาง ได้ แ ก่ 1) โครงสร้างแบบเจาะจง/แบบขยาย (zooming) 2) โครงสร้างแบบซ้อนทับ (finding intersection) 3) โครงสร้างแบบรอยปะ (patch working) และ 4) โครงสร้างแบบกรวย (funelling) ทั้งนี้ นิสิต สามารถพิจารณาได้ว่า ลักษณะการทบทวนวรรณกรรมที่ใช้ในงานของตนนั้น มีโครงสร้างแบบใด หรือควรใช้โครงสร้างแบบใดในการทบทวน เช่น ในกรณีที่ นิสิตมีประเด็นที่สนใจเฉพาะเรื่องอยู่ แล้ว อาจปรับเปลี่ยนจากการทบทวนวรรณกรรมทั่วไปมาสู่การทบทวนวรรณกรรมที่ เจาะจงมาก ขึ้น ในกรณีนี้ควรเลือกใช้โครงสร้างแบบกรวยหรือแบบซูมจึงจะเหมาะสม นอกจากโครงสร้างการทบทวบวรรณกรรมของ Wellington แล้ว Weissburg & Buker (1990, pp. 45-46 cited in Ridley, 2008, p. 83) เสนอโครงสร้างการทบทวนวรรณกรรม ซึ่ง พิจารณาได้ใน 3 ประเด็นต่อไปนี้ 1) ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน (distance to close) 2) ช่วง ระยะเวลาหรือปีที่ใกล้เคียงกัน (chronological) และ 3) การเปรียบเทียบความเหมือนความต่าง ของแนวคิดที่เลือกใช้ในงานวิจัยที่ใกล้เคียงกัน


67

4.1.2 แผนที่วรรณกรรม เมื่อนิสิตเริ่มทบทวนวรรณกรรม จาเป็นต้องจัดระเบียบวรรณกรรมในหัวข้อหนึ่งๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วย ให้เข้าใจว่างานวิจัยที่นามานั้นเป็นส่วนเพิ่มเติมหรือส่วนต่อเนื่องจากงานวิจัยก่อนหน้า หรือเป็น การศึกษาที่มีความซ้าซ้อนหรือไม่ นิสิตสามารถกาหนดโครงสร้างหรือหัวข้องานวิจัยต่างๆ โดยใช้ แผนที่วรรณกรรม (literature map) ซึ่งเป็นแผนผังจาลองที่สรุปงานวิจัยต่างๆ ภายใต้หัวข้อ หนึ่งๆ และแสดงให้เห็นว่างานวิจัยที่ทามีความสัมพันธ์กับงานอื่ นๆ อย่างไร หลักการสาคัญคือ ต้องสร้างภาพที่ชัดเจนในหัวข้อวิจัย แล้วกาหนดคาหรือกลุ่มคาจากแนวคิดสาคัญ (key idea) ของงานวิจัยนั้น เช่น ถ้าเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ แนวคิดสาคัญอาจเป็นตัวแปรหลัก ส่วนงานวิจัย เชิงคุณภาพแนวคิดสาคัญอาจเป็นปรากฏการณ์หรือเป็นประเด็นที่อยู่ ในความสนใจ (central focus) การเขียนแผนที่วรรณกรรมอาจเริ่มต้นจากภาพที่กว้างลงมาสู่ภาพที่เจาะจง (จิตราภา กุณฑลบุต ร, 2550, หน้า 271; สิ ทธิ์ ธีรสรณ์, 2552, หน้ า 84; Creswell, 2008) ทั้งนี้ อาจ เลือกใช้แผนที่วรรณกรรมแบบลาดับชั้น แบบผังงาน แบบวงกลม หรือแบบแผนที่ ความคิดก็ได้ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. แบบลาดับชั้น (hierarchical) เป็นการนาเสนอวรรณกรรมจากบนลงล่าง โดยชั้นสูงสุดเป็น งานต่างๆ และชั้นล่างสุดเป็นงานวิจัยที่กาลังจะทา 2. แบบผังงาน (flowchart) เป็นการนาเสนอวรรณกรรมจากซ้ายไปขวา โดยงานวิจัยที่อยู่ขวาสุด เป็นงานวิจัยทีจ่ ะทา 3. แบบวงกลม (circular map) เป็นการนาเสนอวรรณกรรมโดยใช้วงกลมรวมกลุ่มวรรณกรรม จานวนหนึ่งเข้าด้วยกัน ซึ่งจะมีอยู่หลายวง หากวงกลม 2 วงคาบเกี่ยวกันก็หมายถึงขอบเขต งานที่จะต้องดาเนินการวิจัย 4. แบบแผนที่ความคิด (mind Map) เป็นการนาเสนอวรรณกรรมโดยไม่ต้องจัดระเบีย บหรือทิศ ทางการนาเสนอแบบลาดับชั้นหรือแผนงาน เพื่อให้เกิดภาพร่างทางความคิดอย่างรวดเร็ว โดยการรวบรวมหัวข้อหลักๆ และประเด็นย่อยๆ แตกแขนงออกไป ทั้งนี้ ข้อความหรือวลีที่ นามาใช้กับก้านสาขาต้องสัมพันธ์กันกับเส้นแขนงหลัก


68

ภาพ 9 ตัวอย่างการใช้แผนที่วรรณกรรมแบบลาดับชั้น The need for teaching programs to be culturally Responsive Bennet, 1995; Eastman, Smit h, 1991; Grant, 1994; Noel, 1995 โปรแกรมการศึกษา ต่างประเทศ

ทัศนคติในการศึกษาต่อ ต่างประเทศ King, Young, 1994

วัฒนธรรมการพูดภาษา อังกฤษเป็น ภาษาหลัก Mahan, Stachowski, 1990; Quinn, Barr, Mckay, Jarchow, Powell, 1995; Vall, Tennison, 1992

ความเป็นไปได้ ในการปรับปรุง Martin, Rohrlich, 1991 Stachowski, 1991 ความเข้าใจส่วนบุคคลของครูผู้ฝึกสอน Friesen, Kang, McDougall, 1995; Mahan, Stachowski, 1991

การศึกษาต่อไป: การเรีย นที่ไ ม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก คาถามวิจัย : การศึกษาต่างประเทศระยะสั้น ในหลักสูตร ที่ไ ม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ช่วยตอบสนองต่อการเป็นครูผู้ฝึกสอนได้

โปรแกรมการศึกษา ของประเทศอเมริกา

ความเข้าใจส่วนบุคคล ต่อครูผู้ฝึกสอน Cockrell , Placier, Cockrell , Middle ton, 1999; Goodwin , 1997; Kea, Bacon, 1999

การศึกษาแบบดั้งเดิม Colville-Hall, Macdonald, Smolen, 1995; Rodrig uez, Sjostrom, 1995; Varus, 1994

โปรแกรมแลกเปลี่ย น ทางวัฒนธรรม Cooper, Beare, Thorman, 1990; Larke, Wiserman, Bradley, 1990

ที่มา: ดัดแปลงจาก Hovater (2000, cited in Creswell, 2008, p. 105) จากภาพ 9 เป็นการจัดระเบียบวรรณกรรมในประเด็นวิจัยเรื่อง “การฝึกงานสาหรับครูผู้ ฝึ ก สอนส าหรั บ พหุ วั ฒ นธรรม” (Preservice training for teachers on multicultural) ของ Hovater (2000, cited in Creswell, 2008: 105) โดยใช้แผนที่วรรณกรรมแบบลาดับชั้น ด้าน บนสุ ด ของไดอะแกรมคื อ ประเด็ นหลั ก ของงานวิ จั ย คื อ สิ่ ง ที่ จ าเป็ น ส าหรั บ การสอนแบบพหุ วัฒนธรรม ซึ่งสามารถกาหนดหัวข้อรองได้ 2 หัวข้อ ได้แก่ 1) การศึกษาในต่างประเทศ และ 2) การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา และจัดลาดับงานวิจัยเป็นหัวข้อใหญ่ไว้ด้านบนมาสู่ประเด็น วิจัยที่ต้องการศึกษาด้านล่าง โดยงานวิจัยที่ต้องการศึกษาจะอยู่ระดับล่างสุดสัมพันธ์กับประเด็นที่ อยู่ทางด้านบน และในภาพ 10 Creswell (2008) ได้ปรับเปลี่ยนการจัดระเบียบวรรณกรรมจาก แบบลาดับชั้นมาเป็นแบบวงกลม


69

ภาพ 10 ตัวอย่างการใช้แผนที่วรรณกรรมแบบวงกลม การศึก ษาต่อไป: การเรียนที่ไม่ได้ใช้ภาษาอัง กฤษเป็นหลัก คาถามวิจัย: การศึก ษาต่างประเทศระยะสั้นในหลักสูต รที่ไม่ได้ใ ช้ ภาษาอังกฤษ ช่วยตอบสนองต่อการเป็นครูผู้ฝึกสอนได้ โปรแกรมการศึกษา ต่า งประเทศ

ทัศนคติในการศึกษาต่อ ต่า งประเทศ King, Young, 1994

โปรแกรมการศึกษาของ ประเทศอเมริก า ความเข้า ใจส่วนบุคคล ต่อ ครูผู้ฝึกสอน Cockrell, Placier, Cockrell, Middleton, 1999;

ความเข้า ใจส่วนบุคคล ของครูผู้ฝึก สอน Friesen, Kang, McDougall, 1995

วัฒนธรรมการพูด ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาหลัก Mahan, Stachowski, 1990;

การศึก ษาแบบดั้งเดิม Colville-Hall, Macdonald, Smolen, 1995

โปรแกรมแลกเปลี่ยน ทางวัฒนธรรม Cooper, Beare, Thorman, 1990

ที่มา: Creswell, 2008: 105 ภาพ 11 ตัวอย่างการใช้แผนที่วรรณกรรมแบบแผนที่ความคิดด้วย Microsoft Visio เครือข่ายการจัด การน้า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ, 2545

การคาดการณ์พ ื้นที่เสี่ยงแล้ง C. Bhuiyan et al, 2006

การประเมินผลการจัดการ ภัยแล้ง ในพื้นที่ช ลประทาน Eva Iglesias et al, 2002

แบบจาลองการจัด สรรน้า Satti, 2003 ความเสี่ยงทางสุขภาพ Roger Few, 2006

แบบจาลอง

การจัดการภัยแล้ง

ร่า งนโยบายเพื่อการจัดการความแห้งแล้ง WWF, 2006

ผลกระทบทางสุขภาพ

ภัยแล้ง

น้ากับการย้ายถิ่น Thanut Wongsaichue, 2000

การปรับตัวจากภัยธรรมชาติ Prabhakar & Rajib , 2006

การจัดการน้า C.N. Charalambous, 2001

การวางแผนการใช้น้าของท้องถิ่น Rebecca et al, 2004 ผลกระทบทางสัง คม

นโยบายและแผนงาน เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ กระทรวงการคลัง, 2546


70

จากภาพ 11 เป็นการจัดระเบียบวรรณกรรมในประเด็นวิจัย (topic) เกี่ยวกับภัยแล้งของ กวินธร เสถียร (2551) โดยใช้แผนที่ความคิด ซึ่งมีหัวข้อรอง 5 หัวข้อ ได้แก่ 1) แบบจาลอง พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง 2) การจัดการภัยแล้ง 3) ผลกระทบทางสุขภาพจากภัยธรรมชาติ 4) ผลกระทบ ทางสังคม และ 5) นโยบายและแผนงาน โดยหั วข้อรองในแต่ละหัวข้อจะมีหัวข้อย่อยๆ แยก ออกไปและเขียนอ้างอิงกากับไว้ ทั้งนี้ จานวนหัวข้อรองและหัวข้อย่อยอาจมีไม่เท่ากันในแต่ละ เรื่อง ขึ้นอยู่กับการกาหนดขอบเขตการวิจัย เมื่อมองเห็นภาพรวมของงานวิจัยแล้ว จึงกาหนด ประเด็นที่สนใจศึกษาไว้ในตอนท้ายหรือกากับด้วยเส้น สี หรือกรอบข้อความในรูปแบบที่แตกต่าง ไปก็ได้ โดยสรุปแล้ว นิสิตสามารถเลือกจัดทาแผนที่วรรณกรรมแบบใดก็ได้เพื่อให้มองเห็น ภาพรวมของงานวิจัยทั้งหมดได้อย่างชัดเจน หลักการสาคัญคือแผนที่วรรณกรรมจะต้องมีหัวข้อ หลักที่กาหนดขอบเขตการวิจัย (scope of research) ไว้ในวงจากัดเพียงหัวข้อเดียว ส่วนหัวข้อ รอง หัวข้อย่อยจากหัวข้อรอง อาจมีไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับจานวนวรรณกรรมที่สืบค้นและนามาใช้ ประโยชน์ ทั้งนี้ สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างแผนที่วรรณกรรมได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เช่น Microsoft Visio, Mind Manager หรือฟรีแวร์ อาทิ Free Mind, XMIND เป็นต้น อย่างไรก็ดี นิสิตสามารถเลือกที่จะแสดงหรือไม่แสดงแผนที่วรรณกรรมไว้ในส่วนของงานวิจัย เพราะเป็นเพียงการประมวลความคิดเบื้องต้นให้เห็นที่มาของงานวิจัยเท่านั้น ส่วนสาคัญที่จะต้อง ปรากฏในงานวิจัยมากกว่าคือ การจัดลาดับหัวข้อซึ่งจะกล่าวในเนื้อหาส่วนต่อไป 4.1.3 เค้าโครง/โครงเรื่องเบื้องต้น การวางโครงเรื่องหรือเค้าโครงงานวิจัย (outline) คือการกาหนดหัวข้อ (headings) ตัวแปรหรือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย เช่น กระบวนการหรือวิธีการต่างๆ เพื่อจัดลาดับความคิดสาคัญๆ ไว้ เป็นแนวทางการเขียน โดยเฉพาะการเขียนรายงานวิจัย วิทยานิพนธ์ นิสิตต้องจัดลาดับหัวข้อใน บททบทวนวรรณกรรมด้วยตนเองเนื่องจากความแตกต่างในประเด็นวิจัยหรือตัวแปร ในขณะที่บท อื่นๆ สถาบันการศึกษาจะกาหนดรูปแบบการวางโครงเรื่องไว้แล้ว เช่น บทที่ 1 ของปริญญา นิ พ นธ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (2554) ประกอบด้ ว ย 1) ที่ม าและความส าคัญของปัญหา 2) วัตถุประสงค์ 3) ประโยชน์ที่ได้รับ เป็นต้น สาหรับประโยชน์ในการกาหนดโครงร่าง จะช่วยให้นิสิตจาแนกข้อมูลออกเป็นหมวดหมู่ ตามหัวข้อต่างๆ ที่วางไว้ในโครงเรื่อง ช่วยปรับโครงเรื่องได้เมื่อมีหัวข้อใหม่ๆ หรือสาคัญที่ยังไม่ สามารถรวมเข้ากับหัวข้ออื่นได้ ทาให้การเขียนบททบทวนวรรณกรรมเป็นไปอย่างมีระบบ มี ลาดับไม่สับสน อย่างไรก็ตาม สาหรับนักวิจัยมือใหม่ ไม่จาเป็นต้องเขียนบททบทวนวรรณกรรม ไปตามลาดับในโครงร่างที่วางไว้ แต่ควรเขียนส่วนที่ตนมีความรู้ความเข้าใจ มีข้อมูลมากที่สุด หรือส่วนที่สาคัญที่สุดของงานก่อน เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสาหรับใช้ประโยชน์หรือเชื่อมโยงกับ ส่วนอื่นต่อไป ส่วนประโยชน์อื่นๆ ดูได้จากกรอบ 28


71

กรอบ 28 ประโยชน์ของการวางโครงเรื่อง        

แบ่งหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อยให้ชัดเจนไม่เหลื่อมล้ากัน มองเห็นน้าหนักเนื้อหาของแต่ละหัวข้อ ประเมินว่านักวิจัยมีข้อมูลหรือมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เพียงใด จาแนกข้อมูลออกเป็นหมวดหมู่ เขียนงานวิจัยได้โดยไม่ต้องเรียงลาดับหัวข้อ กันลืมและไม่ต้องกังวลกับหัวข้ออื่นๆ จากัดหรือขยายขอบเขตของเรื่องได้โดยง่าย กาหนดความสมดุลในแต่ละหัวข้อไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป

วิธีกาหนดเค้าโครง/หัวข้อ การกาหนดหัวข้อในโครงร่างอาจใช้เป็นกลุ่มคา วลี หรือประโยคที่สมบูรณ์ก็ได้ การวาง หัวข้อจะละเอียดเพียงใดขึ้นอยู่กับเนื้อหา ความซับซ้อนของประเด็นวิจัย และการตั้งวัตถุประสงค์ เช่น ถ้าเรื่องยาวหรือซับซ้อน การวางหัวข้อให้ละเอี ยดย่อมเป็นสิ่งจาเป็น ถ้าเรื่องสั้น ไม่ซับซ้อน อาจเขียนไว้เป็นคาสาคัญก็พอ ทั้งนี้ ระหว่างการทบทวนหรือเขียนบททบทวน เค้าโครงอาจ เปลี่ยนแปลงไปบ้างจากการเพิ่มหรือลดจานวนหัวข้อเพื่อให้มีความสัมพันธ์และมีความกระชับกับ เนื้อหาโดยรวม (พิสณุ ฟองศรี, 2553; สิทธิ์ ธีรสรณ์, 2552; อาทิวรรณ โชติพฤกษ์, 2553) ปรีชา ช้างขวัญยืน (2552, หน้า 62-64) ได้แบ่งหัวข้อออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. การวางหัวข้อด้วยคาอย่างคร่าวๆ: เป็นการกาหนดหัวข้อตามที่นึกได้ โดยไม่ต้องกาหนด ลาดับว่าหัวข้อใดมาก่อนหัวข้อใดมาหลัง และไม่กาหนดความสาคัญว่าหัวข้อใดเป็นหัวข้อ ใหญ่ หัวข้อใดเป็นหัวข้อรองหรือหัวข้อย่อย การวางหัวข้อแบบนี้ นักวิจัยจะใช้กลุ่มคาหรือวลี เพื่อแสดงว่าจะอธิบายเรื่องอะไรบ้างเท่านั้น โดยไม่สนใจว่าจะอธิบายละเอียดเพียงใด เป็น เพียงการจดสิง่ ที่คิดว่าจะนามาเขียนไว้กนั ลืมเท่านั้น ดังนั้น ถ้าเป็นเรื่องสั้นนักวิจัยอาจนาสิ่ง ที่จดไว้มาเรียงลาดับใหม่แล้วพิจารณาในแต่ละหัวข้อว่าจะหมายความอย่างไร แล้วเขียนได้ ทันที แต่ถ้าเป็นเรื่องยาวเมื่อเรียงลาดับแล้ว ต้องขยายหัวข้อต่อไปว่าในแต่ละหัวข้อจะ กล่าวถึงข้อย่อยอะไรบ้าง แล้วเขียนหัวข้อเหล่านั้นเป็นประโยคสมบูรณ์ 2. การวางหั วข้อด้วยคา/วลี: เป็นขั้นต่อมาของการวางหัวข้อแบบที่ 1 โดยนาหัวข้อที่จดไว้ คร่าวๆ มาเรียงลาดับใหม่ แล้วจัดเข้าเป็นหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย 3. การวางหัวข้อด้วยประโยค: การวางหัวข้อด้วยประโยคเป็นการวางหัวข้ออย่างมีระเบียบ ใน รูปแบบประโยคความเดียว ประโยคเหล่านี้จะเป็นใจความสาคัญในแต่ละย่อหน้า ดังนั้น นักวิจัยจะต้องพิจารณาว่าหัวข้อนั้นมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องตามมาอย่างไร ถ้ากาหนดหัวข้อแล้ว ไม่สามารถตอบปัญหานี้ได้ แสดงว่าหัวข้อนั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการเขียน เมื่อวางหัวข้อ


72

เสร็จแล้ว จะเขียนเรื่องได้โดยไม่ต้องพะวงว่าจะลืมเรื่องสาคัญบางเรื่อง หรือเรื่องจะไม่เป็น เอกภาพ เพราะได้มองเห็นโครงเรื่องทั้งหมด 4. การวางหัวข้อด้วยย่อหน้า: ประกอบด้วยกลุ่มประโยคซึง่ บอกความคิดหลักของเรื่องแต่ละย่อ หน้าแล้วนาประโยคเหล่านัน้ มาเรียบเรียงไว้ด้วยกันเป็นย่อหน้า โดยย่อเรื่องแต่ละตอน แต่ละ บท เป็นตัวย่อหน้า แต่การวางหัวข้อแบบนี้ไม่นิยมเท่าแบบที่ใช้ประโยคสมบูรณ์แต่ก็เหมาะ กับเรื่องยาว และช่วยบอกความสัมพันธ์ระหว่างความคิดหลักแต่ละความคิดอย่างชัดเจน เช่น การวางหัวข้อแบบที่ 1 สื่อความถึง “การใช้ภาษาไทย” ส่วนการวางหัวข้อแบบประโยค จะ ระบุลงไปว่าเขียนความคิดดังกล่าวอย่างไร เช่น “การใช้ภาษาไทยเป็นของไม่ยากแต่ต้อง อาศัยการฝึกฝน” หรือ “การใช้ภาษาไทยเป็นวิชาที่เรียนกันทั้งในระดับมัธยมศึกษาและ อุดมศึกษา” เมื่อเขียนเป็นประโยคแล้วจะเห็นว่าระบุชัดเจนว่าความคิดเรื่อง “การใช้ ภาษาไทย” ที่กล่าวแล้วนั้น เมื่อลงมือเขียนจริงๆ จะเขียนไปในแง่ใด วิรัช วิรัชนิภาวรรณ (2553 หน้า 16-17) กล่าวถึงการกาหนดหัวข้อการทบทวน วรรณกรรมไว้ 3 แนวทางคือ 1. การกาหนดตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยหรือขอบเขตการวิจัย เช่น ถ้าวัตถุประสงค์การวิจัย หรื อ ของเขตการวิ จั ย ก าหนดไว้ ว่ า 1) ศึ ก ษาขี ด ความสามารถในการบริ ห ารจั ด การของ องค์การบริหารส่วนตาบล 2) ศึกษาปัญหา และ 3) ศึกษาข้อเสนอแนะ ซึ่งประกอบด้วย การศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหา และแนวทางการพัฒนาองค์การบริหารส่วนตาบล เช่นนี้ การ ทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องควรครอบคลุมเรื่องขีดความสามารถ การบริหาร จัดการ ปัญหา และข้อเสนอแนะขององค์การบริหารส่วนตาบล เป็นต้น 2. การก าหนดตามหั ว ข้ อ หรื อ เรื่ อ งวิ จั ย ตั ว อย่ า งเช่ น หากหั ว ข้ อ วิ ท ยานิ พ นธ์ คื อ “ขี ด ความสามารถในการบริหารจัดการขององค์การบริหารส่วนตาบล (ระบุชื่อ…..) อาเภอ….. จัง หวัด.....” ฉะนั้น การทบทวนวรรณกรรมควรครอบคลุมเรื่อง ขีดความสามารถ การบริหาร จัดการ และองค์การบริหารส่วนตาบล เป็นต้น 3. การกาหนดตามกรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย เช่น ในเรื่องเดียวกันนั้น นักวิจัยได้กาหนด กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัยไว้ โดยกาหนดให้ “การบริหารจัดการตามแนวทางการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดี” เป็นตัวแปรอิสระ พร้อมกับกาหนดให้“ขีดความสามารถในการบริหาร จัดการขององค์การบริหารส่วนตาบล” เป็นตัวแปรตาม ในกรณีนี้วรรณกรรมและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องควรครอบคลุมตัวแปรอิสระ และตัวแปรตามดังกล่าว อาทิวรรณ โชติพฤกษ์ (2553, หน้า 77-79) เสนอว่า โดยทั่วไปนักวิจัยจะเริ่มจากการ เขียนเค้าโครงซึ่งทาได้ 2 ลักษณะคือ เขียนเค้าโครงตามหัวข้อ (topic-based outline) และเขียน เค้าโครงตามประเด็นหลัก (point-based outline)


73

การเขียนเค้าโครงจะเป็นประโยชน์ในช่วงต้นของการวิจัยและช่วงเขียนรายงานการวิจัย แต่จะไม่ช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างหัวข้อกับประเด็นคาถามวิจัย อัน จะนาไปสู่ขั้นตอนการ วิจัยในขั้นต่อๆ ไปมากนัก ดังนั้น เมื่อนิสิตมีความพร้อมมากขึ้นจะต้องปรับเค้าโครงของตนเองให้ อยู่ในรูปของเค้าโครงที่เขียนตามประเด็นหลักประกอบไปด้วยรายการต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบ ของข้อกล่าวอ้างของประเด็นโต้แย้ง (arguments) ที่จะนาเสนอการเขียนเค้าโครง ในกรณีที่อิง ตามประเด็นหลักจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อนักวิจัยมากกว่าการเขียนเค้าโครงตามหัวข้อ เพราะ นอกจากจะมีรายละเอียดมากกว่าแล้วยังทาให้ นิสิตมองเห็นความสัมพันธ์ในภาพรวมระหว่างข้อ กล่าวอ้างต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และในกรณีที่ข้อกล่าวอ้างไม่สอดคล้องกันจะทาให้ นิสิตเห็นปัญหาได้ ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ การที่เค้าโครงประกอบไปด้วยรายการข้อกล่าวอ้างต่างๆ จะเชื่อมโยงให้ นิสิตพิจารณาถึงหลักฐานต่างๆ ที่ควรนามาแสดงในแต่ละส่วนของงานวิจัยให้ชัดเจนขึ้น ตาราง 5 ตัวอย่างการกาหนดเค้าโครงรูปแบบต่างๆ ใช้ทั้งตัวเลขและ อักษรโรมัน 1... A... B... 1... 2... a... b... (1)... (2)... (a)... (b)... II... A... B... C... D...

ใช้เฉพาะตัวเลข/ ตัวเลขสลับตัวอักษร 1... 1.1... 1.2... 1.2.1... 1.2.2... 2... 2.1... 2.2... 1... 1.1... 1)... 2)... (ก)... (ข)... 2... 2.1...

การเขียนเค้าโครงตามหัวข้อ

การเขียนเค้าโครงตามประเด็นหลัก

บทนา การอพยพย้ายถิ่น เอกสารและงานวิจัย สภาพการดารงชีพในชนบท การย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย ปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก วิธิวิจัย ระเบียบวิธีวิจัย เครื่องมือวิจัย ระยะเวลาวิจัย ผลการศึกษา สภาพการดารงชีวิต ผลการย้ายถิ่น ผลจากปัจจัยภายใน ผลจากปัจจัยภายนอก บทสรุป

บทนา การอพยพย้ายถิ่นช่วงหน้าแล้ง เอกสารและงานวิจัย ผู้อยู่ในเขตเกษตรน้าฝน การย้ายถิ่นไปเป็นแรงงานในเมือง เงินออม, การชักจูงจากเพื่อนบ้าน ภัยธรรมชาติ การส่งเสริมการเกษตร วิธิวิจัย เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ แบบสอบถามปลายปิดและปลายเปิด เก็บข้อมูลก่อนหมดฤดูทาการเกษตร ผลการศึกษา การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกษตร การกระจายของแรงงานภาคเกษตร ปัจจัยภายในไม่มีผลต่อการย้ายถิ่น ภาวะขาดแคลนน้าเป็นปัจจัยสาคัญ บทสรุป

4.1.4 เนื้อหาสาระของการทบทวนวรรณกรรม เนื้อหาสาระที่ควรสารวจทบทวนวรรณกรรมจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การวิจัยซึ่งโดยทั่วไปมีดังนี้ (ทวีศักดิ์ นพเกษร, 2548, หน้า 66; Belcher, 2009, pp. 142-144)


74

1. สถานการณ์ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นวิจัย หรือการทบทวนบริบท (context & historical review) เป็นการศึกษาความเป็นมา พัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์และ เวลาของเรื่องที่จะศึกษา เพื่อนาไปประกอบการเขียนพรรณนาปัญหาที่จะวิจัยในข้อเสนอ โครงการ/รายงานวิจัย ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจปัญหาวิจัยและเห็นความสาคัญกับความเกี่ยวข้อง ของโครงการวิจัย 2. แนวคิ ด และทฤษฎี ที่ ส นั บ สนุ น ต่ อ งานวิ จั ย หรื อ การทบทวนทฤษฎี (theoretical review) ทฤษฎีได้จากการcดให้มโนทัศน์ (concepts) ต่างๆ ที่เกี่ยวกับพฤติ กรรมหรือปรากฏการณ์ หนึ่ง มารวมกันเป็นข้อตกลงเบื้องต้น (assumptions) และกล่าวสรุปอ้างอิงเป็นวงกว้า ง (generalizations) การทบทวนทฤษฎีมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นโครงสร้างให้แก่การทบทวน วรรณกรรมเชิงประจักษ์ นาทฤษฎีมาใช้อ้างอิงปัญหาการวิจัยที่ต้องการหาคาตอบ นักวิจัย อาจต้องการทราบว่าทฤษฎีใดสามารถอธิบายสิ่งที่นักวิจัยสังเกตได้ หน้าที่ของทฤษฎีอาจ เปรียบได้กับไฟฉายที่ส่องให้เห็นขนาด รูปร่างของภาพ ถ้าไฟฉายมีขนาดแตกต่างกัน แม้จะ ส่องฉายดูความจริงหรือข้อมูลชุดเดียวกัน ภาพที่ปรากฏออกมาก็ย่อมที่จะแตกต่างกัน ดังนั้น การเขียนบททบทวนวรรณกรรมที่ว่าด้วยแนวคิด ทฤษฎี จึงเปรียบเสมือนการนาทางแก่ นักวิจัยและผู้อ่านไปพร้อมกันว่า ข้อมูล หรือความจริง ที่นักวิจัยได้มานั้นจะถูกส่องด้วยไฟ ฉายขนาดใด ยี่ห้อใด (กาญจนา แก้วเทพ, 2548, หน้า 50-51) การน าเสนอทฤษฎี ที่ เ กี่ ย วข้ อ ง นิ สิ ต อาจวาดเป็ น แผนภาพกรอบทฤษฎี (theoretical framework) ซึ่งเป็นแบบจาลองความสัมพันธ์ของตัวแปรที่เกี่ยวข้องจากทฤษฎีต่างๆ เพื่อให้ ผู้อ่านมองเห็นทฤษฎีและตัวแปรต่างๆ ที่ทบทวนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งนิสิตใช้เป็นพื้นฐานในการ พัฒนากรอบความคิดสาหรับงานวิจัยของตนเอง 3. งานวิ จั ย ที่ เ กี่ ย วข้ อ ง หรื อ การทบทวนบู ร ณาการ (integrative review) เป็ น การทบทวน งานวิจัยในอดีตและปัจจุบัน ทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ งานวิจัยในอดีตหรือ วรรณกรรมเชิ ง ประจั ก ษ์ (empirical literature) เป็ น งานที่ มี ผู้ วิ จั ย ไว้ แ ล้ ว การทบทวน วรรณกรรมในอดีตถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่นักวิจัยต้องดาเนินการเพื่อเชื่อมโยงงานของ ตนเองเข้ากับงานที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของตัวแปรต้นที่มีผลต่อตัวแปรตามหรือปัญหาการวิจัย ต้องแสดงผลลัพธ์ (outcome) ที่เฉพาะเจาะจง มีประโยชน์ต่อการนาไปใช้ ไม่ควรสนใจผลลัพธ์เล็กๆ น้อยๆ 4. กรอบแนวคิดการวิจัย (conceptual framework) เป็นแบบจาลองที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงให้เห็น มโนทัศน์หรือแนวคิดของนักวิจัยในเรื่องที่กาลังศึกษา ได้มาจากการทบทวนวรรณกรรมอย่าง เข้มข้นแล้วสังเคราะห์เอาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และตัว แปรทั้งในเชิงแนวคิดและตัวแปร


75

เชิงปฏิบัติการที่ปรากฏในงานวิจัยต่างๆ เชื่อมโยงแนวคิดที่เป็นนามธรรมให้เข้ากับเหตุการณ์ หรือสิ่งที่ต้องการศึกษาที่สามารถสังเกตได้ กรอบความคิดการวิจัยจะลดรูปจากกรอบความคิดเชิงทฤษฎี โดยกรอบความคิดเชิงทฤษฎีจะ รวมตัวแปรทุกตัวที่นักวิจัยต้องการศึกษา แต่นักวิจัยอาจควบคุมความแปรปรวนของตัวแปร บางตัว ทาให้อิทธิพลจากตัวแปรนั้นคงที่ หรือจากัดขอบเขตการวิจัยไม่ศึกษาตัวแปรทั้งหมด ในกรอบความคิดเชิงทฤษฎี ตัวแปรที่เหลืออยู่ในกรอบความคิดการวิจัยจึงมีจานวนน้อยกว่า กรอบความคิดเชิงทฤษฎี (นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2538, หน้า 22-23 อ้างอิงใน จิตราภา กุณฑล บุตร, 2550, หน้า 96) การสร้ า งกรอบความคิ ด ส าหรั บ งานวิ จั ย นิ สิ ต อาจถามผู้ เ ชี่ ย วชาญว่ า มี ท ฤษฎี ใ ดบ้ า งที่ เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่ต้องทบทวน นิสิตต้องอธิบายที่มาของตัวแปรที่ปรากฏอยู่ในกรอบ ความคิดทุกตัวได้ จะนึกคิดเอาเองไม่ได้ เพราะการวิจัยเป็นการสร้างหรือแสวงหาความรู้บน พื้นฐานความรู้ในอดีตจึงต้องมีทฤษฎีเป็นฐานราก ระหว่างดาเนินการวิจัยกรอบความคิดอาจ เปลี่ยนแปลงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวิจัยเชิงคุณภาพ เนื่องจากกรอบแนวคิดเป็นเพียง แนวทางสาหรับหาคาตอบในการวิจัยที่ยืดหยุ่นได้ถ้ามีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ เพราะ นักวิจัยเชิงคุณภาพเชื่อว่า ถ้ายึดกรอบทฤษฎีเกินไปจะเกิดสภาวะ “เจ้าทางความคิด” ไปกีด กันแนวคิดอื่นที่แตกต่างกัน (ชาย โพธิสิตา, 2547, หน้า 121) การทบทวนวรรณกรรมที่ถูกต้องจะต้องมุ่งเน้นไปที่ประเด็นวัตถุประสงค์การวิจัย โดยเฉพาะ หากเป็ น การวิ จั ย เชิ ง อธิ บ าย (explanatory research) และการวิ จั ย เชิ ง ปริ ม าณ ที่ มุ่ ง หา ค าอธิ บ ายปรากฎการณ์ท างสั ง คม เช่ น การติ ด ยาเสพติ ด พฤติ ก รรมการคอรั ปชั่ น ของ ข้าราชการและนักการเมือง การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ของวัยรุ่น พฤติกรรมการใช้สารเคมี ของเกษตรกร เป็นต้น การทบทวนวรรณกรรมจะมุ่งไปที่การค้นหาผลงานวิจัยที่แสดงให้เห็น ว่ามีตัวแปรอะไรบ้างที่มีอิทธิพลต่อปรากฎการณ์ที่เป็นเป้าหมายของการศึกษา ตัวแปรที่จะนาเข้ามาในกรอบแนวความคิดพิจารณาได้จาก 1) ผลการวิจัยพิสูจน์แล้วว่าตัว แปรนั้นมีอิทธิพลหรือมีความสัมพันธ์กับตัวแปรตาม 2) ตัวแปรใดบ้างที่ มีอิทธิพลหรือมี ความสัมพันธ์กับปรากฏการณ์ทางสังคม โดยนักวิจัยเป็นผู้สังเกตด้วยตนเอง และหากพิสูจน์ ได้ว่าตัวแปรที่เลือกมามีความสัมพันธ์กับตัวแปรตามจริง ก็จะเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ทางวิชาการ (กรรณิการ์ สุขเกษม และ สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์, 2544, หน้า 106) การนาเสนอกรอบแนวคิดการวิจัยโดยทั่วไปจะนาเสนอผ่านแผนภูมิหรือแผนภาพจากบนลง ล่างหรือจากซ้ายไปขวาก็ได้ นักวิจัยควรอธิบายความหมายของกรอบความคิดที่แสดงโดย การบรรยายเป็นความเรียงประกอบด้วยแผนภาพเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความสัมพันธ์ในกรอบ ความคิดชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม บางครั้งกรอบความคิดอาจเขียนเป็นความเรียงโดยไม่มี แผนภาพประกอบก็ได้ โดยทั่วไปงานเขียนในรูปแบบวิทยานิพนธ์ส่วนใหญ่ จะนาเสนอกรอบ แนวคิดไว้ในส่วนท้ายสุดของบทที่ 2 (บททบทวนวรรณกรรม) หรืออาจปรากฏในส่วนท้าย ของบทที่ 1 (บทนา) ก็ได้


76

5. ทบทวนระเบียบวิธีวิจัย (methodological review) เป็นการเปรียบเทียบความเหมือน ความ ต่าง จุดอ่อน จุดแข็ง ของงานวิจัยที่ทามาแล้ว ทั้งด้านการออกแบบการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง การเก็บข้อมูลสนาม และวิธีการวิเคราะห์ว่ามีผลกับข้อค้นพบที่ได้ต่างกันหรือไม่อย่างไร การ ทบทวนระเบียบวิธีวิจัยจะช่วยในการกาหนดกลุ่มเป้าหมายและแผนการทางาน การทบทวนวรรณกรรมดังกล่าวมาเพื่อให้ นิสิตรู้จักตนเอง (self-study review) เรียนรู้ จากนักวิจัยคนอื่น ก่อให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ และสร้างความคุ้นเคยกับประเด็นต่างๆ จนเกิดความ มั่นใจในตนเอง และสร้างความน่าเชื่อถือต่อคุณภาพงานวิจัย 4.1.5 ขอบเขตการทบทวนวรรณกรรม ขอบเขตการทบทวนวรรณกรรม (scope of literature review) เป็นการกาหนดเงื่อนไขต่างๆ เพื่อใช้เป็นกรอบการพิจารณาเลือกเฟ้นวรรณกรรมมาใช้ในการทบทวน หากนิสิตดาเนินการ ทบทวนวรรณกรรมโดยปราศจากการกาหนดขอบเขต อาจส่งผลให้มีวรรณกรรมจานวนมากที่ จะต้องทบทวน ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยครั้งในการพัฒนาโครงร่างงานวิจัยของนิสิต โดยมักจะ นาวรรณกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาใส่ไว้จานวนมาก ไม่ตรงประเด็น และไม่ได้นาไปใช้ประโยชน์ใน การกาหนดกรอบแนวคิดหรือสร้างตัวแปร ดังนั้น นิสิตจึงควรนาวรรณกรรมที่ตรงกับเรื่องที่ศึกษา มาใช้ทบทวนตั้งแต่ขั้นต้น ระบุลักษณะประเด็นปัญหา ทฤษฎี สมมติฐาน ที่จะเชื่อมโยงสิ่งที่ เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน (specific research question) ตั้งแต่โจทย์วิจัยไปจนถึงขั้นสุดท้าย คือการ อภิปรายผล ข้อมูลใดที่ไม่นาไปใช้ก็ ควรตัดออกไป ซึ่งจะทาให้ วิทยานิพนธ์มีความกระชับใน เนื้อหา เพราะได้นาเสนออย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีความสัมพันธ์กันระหว่างบททบทวนวรรณกรรม บทสรุป และอภิปรายผล โดยทั่วไปการจากัดขอบเขตการทบทวนวรรณกรรมอาจใช้เกณฑ์ดังนี้ 1. เกณฑ์เกี่ยวกับตัวแปร อาจเป็นตัวแปรอิสระหรือตัวแปรตามก็ได้ 2. เกณฑ์เกี่ยวกับประเภทหรือลักษณะของการออกแบบการวิจัย เช่น งานวิจัยเชิงคุณภาพ งานวิจัยเชิงปริมาณ หรืองานวิจัยที่มีการควบคุมตัวแปรในเชิงพฤติกรรม 3. เกณฑ์เกี่ยวกับบุคคลหรือตัวบุคคล เช่น อายุ เชื้อชาติ เพศ อาชีพของกลุ่มตัวอย่างหรือ ลักษณะอื่นที่สัมพันธ์กับงานวิจัยที่ดาเนินการ เช่น กลุ่มอาชีพ ช่วงอายุ กลุ่ มชาติพันธุ์ กลุ่ม นักท่องเที่ยว เป็นต้น 4. เกณฑ์เกี่ยวกับสถานที่หรือลักษณะทางภูมิศาสตร์ เช่น เกณฑ์เกี่ยวกับขอบเขตการปกครอง ในระดับหมู่บ้าน ตาบล อาเภอ จังหวัด ภูมิภาค หรือเกณฑ์ทางภูมิศาสตร์ เช่น พื้นที่ราบ พื้นที่ชายฝั่งทะเล พื้นที่เกษตรกรรมในเขตชลประทาน พื้นที่สูงหรือพื้นที่ภูเขา เป็นต้น 5. เกณฑ์ เ กี่ ย วกั บ เวลา เช่ น การศึ ก ษาในช่ ว งเวลาใดเวลาหนึ่ ง ในประวั ติ ศ าสตร์ หรื อ ระบุ คาบเวลาที่แน่ชัด เช่น เอกสารที่ตีพิพม์ย้อนหลังไม่เกิน 10 ปี 15 ปี เป็นต้น


77

6. เกณฑ์เกี่ยวกับแหล่งที่มาของเอกสาร เช่น คัดเลือกเฉพาะเอกสารที่มีที่มาจากแหล่ง เอกสาร ที่เชื่อถือได้ เช่น สิ่งพิมพ์รัฐบาล วารสารวิชาการ วิทยานิพนธ์ เป็นต้น อนึ่ง นิสิต ควรระบุเกณฑ์ ที่ใช้อย่า งเจาะจงล่ วงหน้ า ก่อนเริ่ม ทบทวนวรรณกรรมเพื่ อ หลีกเลี่ยงอคติส่วนตัว ตัวอย่างเช่น นาย ก. พัฒนาโครงร่างงานวิจัยในหัวข้อ “ผลกระทบทาง สังคมของผู้ประสบภัยน้าท่วมขังในพื้นที่นาข้าวจังหวัดน่าน” โดยไม่กาหนดขอบเขตการทบทวน ไว้ล่วงหน้า ซึ่งงานวิจัยนี้มี นาย ข. และ นาง ค. ศึกษาไว้แล้วในพื้นที่อื่นๆ ในช่วงเวลาไม่เกิน 10 ปี แต่เนื่องจาก นาย ก. มีอคติส่วนตัวกับ นาย ข. เขาจึงเลือกทบทวนเฉพาะงานวิจัยของ นาง ค. เท่านั้น ซึ่ งในกรณีนี้ หากนาย ก. กาหนดขอบเขตการทบทวนไว้ตั้งแต่ต้น ว่าจะทบทวน งานวิจัยในพื้นที่อื่นๆ ที่มีช่วงเวลาไม่เกิน 10 ปี งานวิจัยของ นาย ข. ก็อยู่ในข่ายที่ต้องเลือกมา ใช้ในการวิจัยเช่นกัน ภาพ 12 การกาหนดขอบเขตการทบทวน เกณฑ์ด้านแหล่งเอกสาร

เกณฑ์ด้านระเบียบวิธีวิจัย

ทบทวนอย่างกว้าง

ทบทวนอย่างเจาะจง

ทบทวนระดับกลาง

เกณฑ์ด้านภูมิศาสตร์

เกณฑ์ด้านเวลา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

งานวิจัยที่ผ่า นเกณฑ์


78

จากภาพ 13 เป็นตัวอย่างการทบทวนวรรณกรรมโดยใช้โครงสร้างแบบซูม พบว่า มี งานวิจัยที่เกี่ยวข้องจานวน 35 เรื่อง มีงานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ประเภท จานวน 12 เรื่อง หาก นิสิตระบุขอบเขตให้คมชัดในสิ่งที่ต้องการทบทวน ย่อมส่งผลให้ค้นหาและคัดเลือกวรรณกรรมทา ได้อย่างเฉพาะเจาะจง ช่วยให้วรรณกรรมที่ต้องอ่านไม่มีมากเกินความจาเป็นและอยู่ในช่วงเวลาที่ เหมาะสม 4.1.6 ระยะเวลาที่ใช้ทบทวนวรรณกรรม เกณฑ์เกี่ยวกับสัดส่วนเวลาที่จะใช้กับการทบทวนวรรณกรรมที่แน่นอนนั้นไม่มี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ วัตถุประสงค์การวิจัยว่าเน้นไปในด้านใด และขั้นตอนใดของการวิจัย โครงการวิจัยที่มีระยะเวลา 2 ปี นิ สิ ต บางคนอาจใช้ เ วลาทบทวนเพีย ง 2 เดื อ น บางคนอาจใช้ เ วลาน้ อ ยหรื อ มากกว่า นั้ น ระยะเวลาที่ ใ ช้ ย่ อ มขึ้ น อยู่ กั บ ปั จ จั ย หลายด้ า น ถ้ า มี ก ารใช้ ดั ช นี บ รรณานุ ก รม และบทคั ด ย่ อ กระบวนการดังกล่าวจะลุล่วงไปได้อย่างรวดเร็วหากมี กลุ่มนิสิตที่ทางานวิจัยใกล้เคียงกัน หรือใช้ บริการจากบรรณารักษ์ประจาห้องสมุดในการค้นหาวรรณกรรมและการสรุปคัดย่อ ทั้งนี้ นิสิต จะต้องกาหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขต และระยะเวลาการทบทวน โดยไม่ปล่อยให้เกินเลยออกไป จากขอบเขต ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าวัตถุประสงค์สาคัญของการทบทวนวรรณกรรมคือ ข้อค้นพบของ งานวิจัยในอดีต และเพื่อค้นหาวิธีการศึกษาที่ใช้ประโยชน์ได้จริง การทบทวนนอกเหนือไปจากนี้ อาจทาได้ถ้าไม่เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าและความสาเร็จของงานวิจัยในขั้นต่อๆ ไป ด้วยข้อจากัดของเวลา นิสิตควรเริ่มต้นทบทวนผลงานวิจัยที่เป็นปัจจุบันก่อน แล้วจึง ย้อนหลั งไปศึกษางานวิจัยในอดีตตามลาดับเวลาที่เ อื้ออานวย เพราะนอกจากจะได้ทบทวน ผลงานวิจัยที่ทันสมัยแล้ว ยังจะได้แหล่งอ้างอิงของงานวิจัยนั้นๆ ซึ่ง นิสิตสามารถติดตามศึกษา เพิ่มเติมย้อนหลังกลับไปได้อีก (สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์, 2550, หน้า 57) ตาราง 6 การทบทวนวรรณกรรมเฉพาะช่วงเริ่มต้น ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. พัฒนาโครงร่าง และ นาเสนอ เก็บข้อมูล สรุปผลการศึกษา ทบทวนวรรณกรรม ผลงาน  ตารา หนังสือ วารสาร วิทยานิพนธ์ และข้อมูลทางวิชาการอื่นๆ ทีม่ ีการเผยแพร่อย่างต่อเนื่องในรอบ 1 ปี


79

ตาราง 7 การทบทวนวรรณกรรมตลอดการวิจัย ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. พัฒนาโครงร่าง และ นาเสนอ เก็บข้อมูล สรุปผลการศึกษา ทบทวนวรรณกรรม ผลงาน     ตารา หนังสือ วารสาร วิทยานิพนธ์ และข้อมูลทางวิชาการอื่นๆ ทีม่ ีการเผยแพร่อย่างต่อเนือ่ งในรอบ 1 ปี

จากตาราง 6 เป็นตัวอย่างโครงการวิจัยที่มีระยะเวลา 1 ปี โดยเริ่มดาเนินการในช่วง เดือนตุลาคม ซึ่งนิสิตอาจกาหนดขอบเขตระยะเวลาการทบทวนวรรณกรรมไปพร้อมๆ กับการ พัฒนาโครงร่างฯ ในช่ วง 3 เดือนเท่านั้น งานวิจัยในรูปแบบวิทยานิพนธ์บางส่วนก็ดาเนินการ ทบทวนวรรณกรรมในช่วงนี้เช่นกัน เมื่อนิสิตค้นพบแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง หรือได้ตัวแปรแน่ ชัดที่จะนาไปพัฒนากรอบแนวคิดการวิจัยแล้ว กรรมการที่ปรึกษาบางท่าน (กรณีของวิทยานิพนธ์ ระดับปริญญาโท) อาจแนะนาให้ยุติการทบทวนวรรณกรรม เพื่อให้นิสิตจดจ่อกับการดาเนินการใน ขั้นต่อไป และควบคุมเนื้อหาให้อยู่ในขอบเขตที่กาหนดไว้ อย่ า งไรก็ ดี ยั ง มี อี ก แนวทางหนึ่ ง ดั ง ปรากฏในตาราง 7 ซึ่ ง จะเห็ น ว่ า การทบทวน วรรณกรรมเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาของการวิจัย ตั้งแต่การพัฒนาโครงร่างไปจนถึงการนาเสนอ ผลงาน แต่ความเข้มข้นอาจเน้นเฉพาะในช่วงเริ่มต้น ส่วนขั้นตอนอื่นๆ อาจลดความเข้มข้นลง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากในระหว่างการวิจัย นิสิตยังจาเป็นต้องติดตามความก้าวหน้าขององค์ ความรู้ที่เกี่ยวข้องโดยตลอด เพราะอาจมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่เผยแพร่ออกมาในช่ วงหลัง ซึ่งหากว่าค้นพบวรรณกรรมที่มีข้อมูลสาคัญ นิสิตจะต้องนามาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพิ่มเติม ร่วมกันโดยเฉพาะบทนาและบทอภิปรายผลเพื่อให้ได้ความรู้ที่ทันสมัยที่สุด 4.1.7 เกณฑ์การตรวจสอบคุณค่าวรรณกรรม วรรณกรรมแต่ละเรื่องถือเป็น 1 หน่วยของการวิเคราะห์ สิ่งที่ นิสิตต้องทาคือ กาหนดประชากรที่ เป็นเป้าหมายการวิเคราะห์และสังเคราะห์ ผลการทบทวนวรรณกรรมจะขึ้นอยู่กับประชากรของ งานวิจัยปฐมภูมิที่ต้องการทบทวนและวิธีการคัดเลือกวรรณกรรมเหล่านั้นมาศึกษา ในทางปฏิบัติ หมายความว่า นิสิตจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าแหล่งข้อมูลทางประชากรนั้ นได้มาอย่างไร และแหล่ง ต่างๆ เหล่านั้นครอบคลุมงานวิจัยปฐมภูมิที่ต้องการจะทบทวนได้ครบถ้วนสมบูรณ์มากน้อย เพียงใด นอกจากนั้น ยังช่วยให้ นิสิตคนอื่นที่ต้องการจะศึกษาเรื่องเดียวกันในครั้งต่อไปทราบว่า ควรจะศึกษาอะไรเพิ่มเติมจึงจะไม่เกิดความซ้าซ้อน การประเมินว่าวรรณกรรมที่ได้รวบรวมมานั้นเป็นตัวแทนที่ดีของงานวิจัยปฐมภูมิใน เรื่องที่จะศึกษาหรือไม่ Jackson, G. (1980) ได้นาเสนอเกณฑ์ที่ใช้ประเมินความเป็นตัวแทน 3


80

เกณฑ์ คือ 1) ระบบการอ้างอิง (citations) หมายถึง แหล่งผลงานที่นักวิจัยสามารถสืบค้นได้ว่า มีผู้ใดได้ทามาแล้วบ้างในแต่ละประเด็น 2) ความครบถ้วนสมบูรณ์ของวรรณกรรมทั้งในด้าน ระเบียบวิธี และ 3) ความเป็นตัวแทนที่ได้จากการสุ่มหรือการคัดเลือก (sampling) ในการประเมินผลงานวิจัยปฐมภูมิจะต้องพิจารณา 1) จุดอ่อน จุดแข็งของระเบียบวิธีที่ ใช้ในงานวิจัยปฐมภูมิแต่ละชิ้น 2) ความแตกต่างในด้านคุณสมบัติของหน่วยวิเคราะห์ในด้าน เนื้อหา และการปฏิบัติต่อตัวแปรสาเหตุ 3) ความถูกต้องหรือข้อผิดพลาดของข้อค้นพบที่ขึ้นอยู่ กับปัจจัยต่างๆ เช่น 1) ข้อผิดพลาดจากการสุ่มตัวอย่าง หรือระดับนัยสาคัญของข้อค้นพบ 2) ความแตกต่างในระเบียบวิธีวิจัย 3) ความแตกต่างของตัวแปรตามที่ต้องการศึกษา และตัวแปร อื่นๆ ซึ่งไม่ถูกนามาศึกษา งานวิ จั ย ปฐมภู มิ ที่ นิ สิ ต ส่ ว นใหญ่ เ ลื อ กน ามาใช้ คื อ วิ ท ยานิ พ นธ์ เนื่ อ งจากจะเป็ น แหล่งข้อมูลต้นแบบและมองเห็นทุกขั้นตอนของการวิจัยได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่พึงระวังคือ คุณภาพของวิทยานิพนธ์ เนื่องจากกรรมการที่ปรึกษาในแต่ละคณะ แต่ละสถาบันการศึกษามี นโยบายเกี่ยวกับการทาวิทยานิพนธ์ของนิสิตแตกต่างกัน คุณภาพของวิทยานิพนธ์จึงแตกต่างกัน ไปด้วย หากนิสิตนาวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพต่ามาใช้ ย่อมส่งผลให้งานเขียนมีคุณค่าทางวิชาการ ลดลง และไม่เฉพาะวิทยานิพนธ์เท่านั้น รายงานวิจั ยหรือบทความทางวิชาการที่ได้ตีพิมพ์ลงใน วารสารทางวิชาการก็เช่นเดียวกัน เพราะวารสารแต่ละฉบับต่างมีนโยบายด้านวิชาการและกลุ่ม ผู้อ่านไม่เหมือนกัน บางฉบับได้รับการยอมรับทางวิชาการสูงโดยพิจารณาจากค่าดัชนีการอ้างอิง บางฉบับอาจเพียงเสนอแนวความคิดเห็นของนักวิชาการเท่ านั้น แต่ไม่มีข้อมูลหรือข้อเท็จจริง สนับสนุนก็เป็นได้ (สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์, 2550, หน้า 56) เมื่ อ พิ จ ารณาตามหลั ก เกณฑ์ ดั ง กล่ า วข้ า งต้ น แล้ ว สิ่ ง ที่ นิ สิ ต ควรด าเนิ น การคื อ 1) ประเมินวรรณกรรมที่มีน่าเชื่อถือโดยดูจากภาพรวมของวิทยานิพนธ์ (ตรวจสอบว่าพบสภาพ ปัญหาของการทบทวนวรรณมากน้อยเพียงใด หรือยอมรับความผิดพลาดเล็กน้อยได้หรือไม่) และ 2) ละทิ้งงานวิจัยที่มีข้อบกพร่องมากออกจากการทบทวนวรรณกรรม เกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกเอกสารที่นามาใช้ทบทวนวรรณกรรมเป็นสิ่งสาคัญประการ หนึ่ง เพราะในปัจจุบันมีเอกสารที่สามารถหาได้หลากหลายแหล่ ง จิตราภา กุณฑลบุตร (2550: 84-85) ได้ ส รุปเกณฑ์การพิจารณาตรวจสอบคุณค่า ของวรรณกรรมที่มีคุณค่าและน่ าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ความรู้ ข้อเท็จจริง ที่ถูกต้อง โดยสรุปเป็นแนวทางกว้างๆ ไว้ดังนี้ 1. สาระของเอกสารที่อ่านควรมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องที่กาลังจะทาวิจัยโดยตรง 2. ผูเ้ รียบเรียงหรือผู้จัดทาควรเป็นผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่เรียบเรียง หรือมีคุณวุฒิและ ความเชี่ยวชาญ (authority) ในสาระนั้นๆ (พิชิต พิทักษ์เทพสัมบัติ, 2549, หน้า 254) 3. เนื้อหาในเอกสารมีความทันสมัย โดยเฉพาะงานวิจัยควรเป็นงานวิจัยใหม่ๆ ที่ดาเนินการแล้ว เสร็จไม่ เกินระยะเวลา 5–10 ปี หรือเอกสารต าราที่มี เนื้ อหา ทฤษฎี และหลั กเกณฑ์ที่ เหมาะสมในปัจจุบัน อาจพิจารณาจากปีที่ตีพิมพ์ การปรับปรุงเนื้อหาในหนังสือ เป็นต้น นอกจากจะไม่มีงานวิจัยลักษณะเดียวกันในช่วงปัจจุบัน ก็อาจต้องพยายามอ้างอิงผลงานวิจัย


81

4.

5. 6. 7. 8. 9.

ล่าสุด และหากงานวิจัยที่นามาเรื่องหนึ่งได้ผลการศึกษาขัดแย้งกันกับอีกเรื่องหนึ่ง นักวิจัย จาเป็นต้องอ้างทุกแหล่งเพื่อนามาวิเคราะห์เปรียบเทียบ และผลงานวิจัยที่ได้มาเมื่อนามา วิเคราะห์แล้วได้ข้อค้นพบที่สามารถนาไปใช้ได้ทั่วไปหรือไม่ (Cooper, 1984) ความน่าเชื่อถือของประเภทเอกสาร เช่น เอกสารการแสดงออก และเอกสารทางสื่อมวลชน เช่น นิต ยสาร วารสาร เอกสารทั่วไปที่ไ ม่ มี รอบการเผยแพร่ อย่า งต่ อเนื่ องเช่น จุล สาร เอกสารอัดสาเนา เอกสารที่ไม่ระบุชื่อผู้เรียบเรียง หรือวันเดือนปีที่ตีพิมพ์ การคัดเลือก นามาใช้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ (ภาพ 13) ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ ได้แก่ ความทันสมัยของวันเดือนปีที่เผยแพร่ หรือปรับปรุงเว็บไซต์ วัตถุประสงค์การเผยแพร่ หน่วยงานที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์ ความน่าเชื่อถือของสถานที่ตีพิมพ์ โรงพิมพ์ การระบุแหล่งอ้างอิงข้อมูลและวิธีเขียนอ้างอิงที่เป็นมาตรฐาน แหล่งตั้งต้นของข้อมูลเป็นแหล่งข้อมูลปฐมภูมิหรือแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ การอธิบายโดยใช้ภาพประกอบ ตาราง กราฟ แผนที่

ภาพ 13 ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลต่างๆ

เอกสาร ทางการ รายงานทางสื่อมวลชน

เอกสารการแสดงออก

ที่มา: ดัดแปลงจาก Forcese & Richer (1973, p. 180 อ้างอิงใน พิชิต พิทกั ษ์เทพสมบัต,ิ 2551, หน้า 18) จากภาพ 13 หากเปรียบเทียบข้อมูลทั้ง 3 แหล่ง ได้แก่ 1) เอกสารทางการแสดงออก เช่น ประวัติ ส่วนบุคคล บันทึก จดหมาย ฯลฯ 2) เอกสารหรือรายงานทางสื่ อมวลชน เช่น หนั งสือพิมพ์ นิต ยสาร ฯลฯ และ 3) เอกสารหรือรายงานอย่างเป็นทางการ เช่น สั ม มะโน รายงานประจาปีของหน่วยงาน ฯลฯ โดยพิจารณาจากความน่าเชื่อถือได้ (reliability) หมายถึง ความถูกต้องแม่นยาและสามารถศึกษาซ้าได้อีก (accurate & replicable) และความเป็นตัวเลข


82

(prequantifiable) ซึ่งจะพบว่า ข้อมูลที่เป็นเอกสารทางการจะมีความน่าเชื่อถือและความเป็น ตัวเลขมากกว่าข้อมูลประเภทอื่น อย่างไรก็ตาม นักวิชาการไม่ได้เปรียบเทียบในแง่ความใช้ได้ (validity) หรือความเป็นตัวแทน (representations) อนุมานได้ว่าเป็นไปตามภาพดังกล่าวเช่นกัน (Forcese & Richer, 1973 อ้างอิงใน พิชิต พิทักษ์เทพสมบัติ, 2551, หน้า 18) เกณฑ์สาคัญอีกประการหนึ่งที่แสดงถึงความน่าเชื่อถือของวรรณกรรมประเภทงานวิจัย ที่ตีพิมพ์ลงในวารสารทางวิชาการ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการในปัจจุบัน พิจารณาได้จาก 1) บรรณาธิการและกองบรรณาธิการ ซึ่งประกอบด้วยนักวิจัยและนักวิชาการชั้นแนวหน้าระดับนานา ประเทศในแต่ละสาขาวิชา 2) ฐานะของผู้ แต่งบทความว่าเป็นชื่อแรก ชื่อรอง หรือผู้รับผิดชอบ บทความ (first, second/co or corresponding author) และ 2) ค่ า ดั ช นี ก ารอ้ า งอิ ง วารสาร (citation index) ซึ่งหมายถึง ดัชนีชี้วัดการถูกอ้างอิงของเรื่องที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร จัดทาโดย บริษัท Thomson Reuters หรือเดิมคือ Institute for Scientific Information: ISI ซึ่งเป็นผู้จัดทา ฐานข้ อ มู ล การอ้ า งอิ ง วารสาร (Journal Citation Report: JCR) เพื่ อ ประเมิ น และจั ด อั น ดั บ คุณภาพของวารสารวิชาการระดับนานาชาติทุกสาขาวิชา ทางด้านสังคมศาสตร์จะใช้ฐานข้อมูล Social Sciences Citation Index: SSCI โดย JCR จะรายงานค่าผลกระทบการอ้างอิง (impact factor) และค่ า ดั ช นี อื่ นๆ 21 เช่ น total cites, immediacy index, cited half-life เป็ น ต้ น (ฉั ต ร สุมน พฤฒิภิญโญ, 2553, หน้า 237; Thomson Reuters, 2011) ตัวอย่างวารสารที่มีค่าผลกระทบการอ้างอิงสูงทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ แสดง ในตาราง 8 และ 9 นักวิจัยบางกลุ่มโต้แย้งถึงการนาค่า impact factor มาใช้ตัดสินคุณภาพของผลงานวิจัย นักวิจัยพึงตระหนักว่าทุกเกณฑ์ล้วนมีข้อจากัดด้วยกันทั้งสิ้น เช่น การตีพิมพ์ในวารสารที่มีค่า impact factor สูง ไม่ได้หมายความว่าบทความนั้นๆ จะได้รับการอ้างอิงมากไปด้วย ในทางตรง ข้ามบทความอาจได้รับการอ้างอิงสูงแม้ว่าจะตีพิมพ์ในวารสารที่มีค่า impact factor ต่ากว่าก็ เป็นได้ (รุจเลขา อัศวิษณุ, 2547) กล่ า วโดยสรุ ป แล้ ว นิ สิ ต ควรประเมิ น คุ ณ ค่ า วรรณกรรมด้ ว ยความพิ นิ จ พิ เ คราะห์ ตระหนักถึงทัศนคติของตนเองที่มีต่อการนาเสนอประเด็นเนื้อหา ระเบียบวิธีวิจัย แหล่งตีพิมพ์ จากวารสารทางวิชาการ วารสารวิชาการที่มีค่าดัชนีการอ้างอิงในแต่ละแหล่ง งานวิจัยทุกงานล้วน มีข้อเด่น ข้อด้อยแตกต่างกันไป จึงไม่ควรนาความรู้สึกส่วนตัวมาอภิปรายงานของผู้อื่น (ad hominem criticism) โดยเฉพาะการวิจารณ์ตัวบุคคลมากกว่าพิจารณาผลงาน ซึ่งจะมีผลต่อการ อ่านและการตีความสิ่งที่อ่าน การประเมินเนื้อหางานวรรณกรรมจึงควรใช้ความรู้จากภายนอก (external knowledge) เป็นหลักสาคัญ (สิทธิ์ ธีรสรณ์, 2552, หน้า 98; ทวีศักดิ์ นพเกษร, 2551, หน้า 68)

21

ความหมายของค่าผลกระทบการอ้างอิงและค่าดัชนีอื่นๆ แสดงไว้ในหมายเหตุใต้ตาราง


83

ตาราง 8 ตัวอย่างดัชนีการอ้างอิงวารสารของไทยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปี 2559 ชื่อวารสาร* วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต วารสารวิทยาการจัดการ ราชภัฏเพชรบูรณ์สาร วารสารสถาบันพระปกเกล้า วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี วารสารบริหารธุรกิจ วารสารนักบริหาร วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี วารสารวิจัย มสด สาขาสังคมศาสตร์และ มนุษยศาสตร์ วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วารสารวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์บูรพาปริทัศน์ วารสารพัฒนาสังคม Veridian E-Journal, Silpakorn University วารสารเทคโนโลยีภาคใต้ วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วารสารพฤติกรรมศาสตร์ วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ วารสารสมาคมนักวิจัย วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม วารสารเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ วารสารการเมืองการปกครอง วารสารปัญญาภิวัฒน์ วารสารพฤติกรรมศาสตร์เพื่อการพัฒนา วารสารมหาวิทยาลัยนครพนม วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร วารสารการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

Total Cites 90 58 40 35 45

Impact Immediacy Factor Index 1.944 0.242 0.611 0.056 0.567 0.077 0.538 0.000 0.419 0.05

Cited Half-life 1.5 2.3 3.3 n/a4 6.5

15

0.395

0.000

n/a4

95 145 17

0.361 0.358 0.346

0.125 0.000 0.071

5.5 5.0 2.5

16

0.346

0.000

2.9

67

0.338

0.000

3.7

127 22 26 357 32

0.336 0.325 0.310 0.309 0.296

0.018 0.000 0.045 0.081 0.000

4.7 2.8 4.6 2.1 3.0

11

0.281

0.125

1.5

68 36 47 71 19 23 69 19 37 115 11

0.275 0.267 0.260 0.252 0.250 0.228 0.224 0.209 0.200 0.189 0.184

0.05 0.037 0.16 0.016 0.000 0.047 0.03 0.032 0.000 0.01 0.000

5.9 3.2 2.6 2.9 7.3 2.3 2.9 2.9 3.1 3.7 2.8


84

ตาราง 8 (ต่อ) ชื่อวารสาร* วารสารวิทยาการจัดการสมัยใหม่ จุฬาลงกรณ์ธุรกิจปริทัศน์ วารสารศึกษาศาสตร์ มสธ. วารสารกระบวนการยุติธรรม วารสารวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ วารสารคหเศรษฐศาสตร์ วารสารญี่ปนุ่ ศึกษา วารสารไทยคดีศึกษา วารสารสังคมลุม่ น้าโขง วารสารวิชาการและวิจัยสังคมศาสตร์ วารสารการจัดการสิ่งแวดล้อม วารสารสุทธิปริทัศน์ วารสารเกษมบัณฑิต วิทยาการวิจัยและวิทยาการปัญญา กระแสวัฒนธรรม * Total: Impact Factor: Immediacy Index: Cited Half-Life: N/A4

Total Cites 17 31 24 10 37 20 15 9 35 24 21 48 11 25 9

Impact Immediacy Factor Index 0.182 0.042 0.171 0.000 0.169 0.125 0.167 0.000 0.164 0.148 0.162 0.000 0.160 0.000 0.160 0.000 0.151 0.077 0.143 0.021 0.138 0.071 0.136 0.021 0.135 0.03 0.135 0.000 0.120 0.000

วารสารที่รวบรวมมาเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น รายชื่อวารสารทั้งหมดตรวจดูได้จากเว็บไซต์ จานวนครั้งที่วารสารนั้นถูกอ้างอิงภายในปี 2559 โดยวารสารทั้งหมดที่อยู่ในฐานข้อมูล จานวนครั้งโดยเฉลี่ยที่บทความของวารสารนั้น ซึ่งตีพิมพ์ภายในระยะเวลา 2 ปีย้อนหลัง (ปี 2557+2558) ได้รับการอ้างอิงภายในปีปัจจุบัน (ปี 2559) จานวนครั้งโดยเฉลี่ยที่บทความของวารสารนั้น ซึ่งตีพิมพ์ภายในปี 2558 ได้รับการอ้างอิงใน ระหว่างปีที่ตีพิมพ์ปีเดียวกัน จานวนปีที่วารสารนั้นตีพิมพ์ นับถอยหลังลงไปจากปีปัจจุบันจนกระทั่งได้ค่าการอ้างอิงคิด เป็น 50% ของจานวนการถูกอ้างอิงทั้งหมดที่วารสารนั้นได้รับในปีปัจจุบัน หมายถึง ไม่สามารถคานวณค่า Cited Half-life ได้

ที่มา: ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (2560) รุจเลขา อัศวิษณุ (2006)

Cited Half-life 2.7 4.9 2.8 2.7 3.9 3.5 3.5 8.5 4.5 2.8 4.4 3.1 2.8 4.9 3.4


85

ตาราง 9 ตัวอย่างดัชนีการอ้างอิงวารสารต่างประเทศด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปี 2016 ชื่อวารสาร* Social Issues and Policy Review SOCIAL DEVELOPMENT SOCIAL WORK RESEARCH International Journal of Cultural Policy Tourist Studies Journal of Refugee Studies JOURNAL OF POPULAR CULTURE City & Community Journal of Environment & Development LANGUAGE & COMMUNICATION INTERNATIONAL SOCIOLOGY Annual Review of Sociology JOURNAL OF HUMAN RESOURCES CULTURAL ANTHROPOLOGY AMERICAN JOURNAL OF PHYSICAL ANTHROPOLOGY Annual Review of Anthropology COMMUNITY DEVELOPMENT JOURNAL Contemporary Southeast Asia CRITICAL ASIAN STUDIES SOCIAL PROBLEMS * Total: Impact Factor: Immediacy Index: Cited Half-Life:

Total Cites 272 7,052 697 480 458 809 347 499 492 848 811 8,892 4,078 1,762 11,951 3,616 595 242 289 3,450

Impact Immediacy Factor Index 5.714 2.305 1.211 1.162 1.147 1.143 0.103 0.541 0.939 0.793 0.741 5.404 4.047 2.603 2.552 2.413 0.685 0.688 0.661 1.684

วารสารที่รวบรวมมาเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น รายชื่อวารสารทั้งหมดตรวจดูได้จากเว็บไซต์ จานวนครั้งที่วารสารนั้นถูกอ้างอิงภายในปี 2016 โดยวารสารทั้งหมดที่อยู่ในฐานข้อมูล จานวนครั้งโดยเฉลี่ยที่บทความของวารสารนั้น ซึ่งตีพิมพ์ภายในระยะเวลา 2 ปีย้อนหลัง (ปี 2014+2015) ได้รับการอ้างอิงภายในปีปัจจุบัน (ปี 2016) จานวนครั้งโดยเฉลี่ยที่บทความของวารสารนั้น ซึ่งตีพิมพ์ภายในปี 2016 ได้รับการอ้างอิงใน ระหว่างปีที่ตีพิมพ์ปีเดียวกัน จานวนปีทวี่ ารสารนั้นตีพิมพ์ นับถอยหลังลงไปจากปีปัจจุบันจนกระทั่งได้ค่าการอ้างอิงคิด เป็น 50% ของจานวนการถูกอ้างอิงทั้งหมดที่วารสารนั้นได้รับในปีปัจจุบัน

ที่มา: Researchgate.net, 2017

-

Cited Half-life -


86

4.2 ขั้นตอนการทบทวนวรรณกรรม ขั้นตอนการทบทวนวรรณกรรมเป็นขั้นตอนที่สาคัญมาก ซึ่ง นักวิจัยต้องเริ่มดาเนินการตั้งแต่ เริ่มต้นกระบวนการวิจัย โดยศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและสื่อที่มีการเผยแพร่ทุกประเภท นักวิจัย ที่เชี่ยวชาญอาจนาบททบทวนวรรณกรรมที่ผ่านการสังเคราะห์อย่างเป็นระบบและมีคุณภาพมา นาเสนอเป็นเอกสารวิจัยหรือตาราแยกออกมาอีกหนึ่งเล่มรายงานก็ได้ การทบทวนวรรณกรรมไม่ได้มีขั้นตอนที่ซับซ้อนเหมือนการเก็บข้อมูลภาคสนาม การ วิเคราะห์ หรือเขียนบทอภิปรายผลการวิจัย แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่ควรมองข้ามขณะ ดาเนินการวิจัย ดังนั้น นักวิจัยควรทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ และดาเนินการให้สมบูรณ์ ทุกขั้นตอน เช่น ระหว่างการคัดเลือกเอกสารที่อ่าน นักวิจัยอาจหลงลืมการบันทึกเลขหน้า ชื่อ เจ้าของผลงาน หรือแหล่งที่มาของเอกสาร จนเมื่อกลับมาเพิ่มเติมเนื้อหาหรือเขียนอ้างอิงอาจ ต้องกลับมาค้นหาอีกครั้งทาให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ Fink (2005, p. 4) สรุปขั้นตอนหลักของการทบทวนวรรณกรรมไว้ 8 ขั้นตอน (ภาพ 14) คือ 1) เลือกคาถามหรือประเด็นวิจัย 2) เลือกแหล่งข้อมูลอ้างอิงจากฐานข้อมูลหรือเว็บไซต์ 3) กาหนดคาสาคัญ โดยอาจถามจากผู้เชี่ยวชาญ 4) คัดเลือกเนื้อหาหรือประเด็นสาคัญที่จะใช้ ทบทวนวรรณกรรมโดยแยกพิจารณาในสองประเด็นคือ องค์ประกอบของเนื้ อหา และระเบียบวิธี วิจัย 5) การฝึกผู้ช่วยวิจัยในกรณีที่มีผู้ช่วยวิจัยมากกว่า 1 คน 6) ทดลองสืบค้นและทบทวน วรรณกรรมเบื้องต้น 7) ลงมือทบทวนวรรณกรรมอย่างเข้มข้นและเขียนบททบทวน พร้อมทั้งระบุ การอ้างอิง ในขั้นตอนนี้จะดาเนินการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา และระบบการ เขียนที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และ 8) การสังเคราะห์ผลการทบทวนวรรณกรรม ซึ่งจะต้อง แสดงให้เห็นถึงสถานภาพปัจจุบันขององค์ความรู้ ความจาเป็นที่จะต้องศึกษาวิจัยอธิบายผลที่ได้ จากการทบทวนวรรณกรรม และแสดงให้เห็นว่างานวิจัยที่จะดาเนินการนั้นมีคุณภาพเพียงใด


87

ภาพ 14 ขั้นตอนการทบทวนวรรณกรรม กาหนดคาถามการวิจัย เลือกแหล่งข้อมูลบรรณานุกรมจากแหล่งข้อมูลต่างๆ กาหนดคาสาคัญเพื่อการสืบค้น

กาหนดเนื้อหาที่จะทบทวน : ปี, ภาษาต่างประเทศ, ปัญหาวิจ ัย, กลุ่ม ตัวอย่าง, ตัวแปรแทรกซ้อน ผลการศึกษา, กรอบแนวคิดการวิจ ัย

สอบถามผู้เชี่ย วชาญ

ทบทวนระเบียบวิธีวิจัย ขั้นตอนวิจัย, การสุ่มตัวอย่าง, การเก็บ-การวิเคราะห์ ข้อมูล , ผลการศึกษา, อภิปรายผล

ฝึกผู้ช่วย (ถ้ามีมากกว่า 1 คน)

ทดลองสืบค้นจากคาสาคัญที่กาหนด

ทบทวนวรรณกรรม จัดท าข้อมูลอ้างอิง

ตรวจสอบความเชื่อมั่น, ความถูกต้อง

สังเคราะห์ผลการทบทวน สถานภาพองค์ความรู้ปัจ จุบัน , ความจาเป็น ที่ต้องดาเนิน การวิจัย, ข้อค้น พบ ที่จ ะนาไปใช้ประโยชน์ต่อไป

เขียนผลการทบทวนเชิงคุณ ภาพ สังเคราะห์ผลการศึกษาเบื้องต้น

ที่มา: ดัดแปลงจาก Fink (2005, p. 4)

วิเคราะห์ผลการศึกษา โดยใช้การวิเคราะห์เ มต้า


88

ขั้นตอนการทบทวนวรรณกรรมทั้ง 8 ขั้นตอนของ Fink (2005, p. 4) จะเป็นประโยชน์ สาหรับโครงการวิจัยขนาดใหญ่ ซึ่งมีวรรณกรรมที่ต้องทบทวนจานวนมาก ดังนั้นจึงอาจจัดให้มี ผู้ช่วยนักวิจัย ช่วยในการรวบรวมข้อมูล หรือทบทวนวรรณกรรมในเบื้องต้นได้ ก่อนส่งต่อให้ นักวิจัยหลักหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้เขียนบททบทวนวรรณกรรม ส่วนงานวิจัยโดยทั่วไปและงาน วิ ท ยานิ พ นธ์ ซึ่ ง นิ สิ ต นั ก ศึ ก ษา และนั ก วิ จั ย จ าเป็ น ต้ อ งด าเนิ น การด้ ว ยตนเอง การทบทวน วรรณกรรมจะมีเพียง 4 ขั้นตอนที่สาคัญ ได้แก่ 1) การรวบรวมข้อมูล 2) การอ่าน 3) การบันทึก และ 4) การเขียน โดยมีรายละเอียดดังนี้ 4.2.1 การรวบรวมข้อมูล การรวบรวมข้อมูล (data collection) มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาข้อมูลที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อตอบคาถามในประเด็นที่กาหนดไว้ ข้อมูลจะมีที่มาจากแหล่งต่างๆ และการรวบรวมข้อมูล ไม่ ใ ช่ เ รื่ อ งง่ า ย แม้ ข้ อ มู ล ในปั จ จุ บั น จะขยายตั ว ขึ้ น อย่ า งมากดั ง ปรากฏได้ ใ นฐานข้ อ มู ล อิเล็คทรอนิคส์ต่างๆ แต่หากนักวิจัยไม่ได้เป็นสมาชิกก็ไม่สามารถสืบค้นได้เต็มรูปแบบเอกสาร (full text/full paper) บางกรณีอาจติดต่อเข้าสู่ฐานข้อมูลไม่ได้ หรือที่สืบค้นได้แต่ไม่ปรากฏว่ามี เอกสารเนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดทาฐานข้อมูล เป็นต้น การค้นหาและได้มาซึ่งงานวิจัยปฐมภูมิที่เป็นเป้าหมายเพื่อการทบทวนวรรณกรรมมี 5 วิธีด้วยกันคือ 1) จากบุคคล นักวิชาการ นักวิจัยที่อยู่ในวงวิชาการ (invisible college) ซึ่งถือเป็น แหล่งข้อมูลที่ดีแหล่งหนึ่ง แต่นักวิจัยพึงระวังกับข้อเสียในเชิงระเบียบวิธี เพราะนักวิชาการมักมี แนวโน้มที่จะสนับสนุนผู้ที่อยู่ในแวดวงเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทยที่กระแสนิยม รุนแรงความคล้ายคลึงกันของข้อค้นพบและระเบียบวิธีที่ ใช้ในงานวิจัยอาจเกิดจากการใช้ระบบ อ้า งอิงเดี ยวกัน 2) จากบุพวรรณกรรม (ancestry) หมายถึง การติ ด ตามการอ้า งอิงที่ใ ช้ ใ น ผลงานวิจัยแต่ละเรื่อง 3) การไล่ลดวรรณกรรมหรืองานวิจัยปฐมภูมิในระบบการอ้างอิง เพื่อเลือก หาผลงานวิจัยที่ตรงตามหัวข้อที่ต้องการวิเคราะห์ (descendency) 4) การสรุปย่อ (abstracting services) โดยใช้คาหลักแล้วเทียบหาจากตัวบ่งชี้ที่ใช้ในการศึกษาดรรชนี (index studies) และ 5) การค้นหาด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยตรงโดยการค้นหาจากบทคัดย่อ และดัชนีการอ้างอิง (reference index) ซึ่งทาได้อย่างรวดเร็ว แหล่งข้อมูลหรือสารสนเทศที่นิสิตสามารถเข้าถึงได้เพื่อใช้รวบรวมข้อมูลมีดังนี้ 1. สื่อสิ่งพิมพ์ สามารถค้นคว้าได้จากห้องสมุด หอจดหมายเหตุ ศูนย์สารนิเทศของสถาบันต่างๆ สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น ตารา วารสาร หนังสืออ้างอิง วิทยานิพนธ์ พจนานุกรม สาราณุกรม เอกสาร รายงานการงานวิจยั ฯลฯ 2. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ โสตหรือทัศนวัสดุ หรือข้อมูลที่เผยแพร่ในรายการวิทยุ โทรทัศน์ เคเบิลทีวี วีดที ัศน์ ซีดีรอม ภาพยนตร์ ฐานข้อมูลออนไลน์ วารสารอิเล็กทรอนิกส์ (Ejournal) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ฯลฯ


89

3. สื่อวัสดุ ได้แก่ ภาพวาด ภาพถ่าย ผลงานศิลปะประเภทต่างๆ โครงกระดูกมนุษย์ สัตว์ หรือ วัสดุอื่นๆ ที่สร้างเลียนแบบของจริง เช่น หุ่นจาลอง เป็นต้น หรือตัวอย่างงาน (demo) เช่น ตัวอย่างหิน ดิน แร่ 4. สื่อสถานที่และบุคคล เช่น การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ หรือกลุ่มตัวอย่างภาคสนาม ซึ่งนิสิต ต้องนาข้อมูลจากสื่อสถานที่และบุคคลกลับมาวิเคราะห์จึงจะได้เป็นข้อมูลออกมา ภาพ 15 ความเป็นปัจจุบันของวรรณกรรมแต่ละประเภท ช่วงเวลา

ปี

เดือน

สัปดาห์

วัน

ปัจจุบัน

ประเภท

Books, monographs & reference works

Journals & jeridicals

Popular & trade magazines

Newspaper

Websites & blog

เนื้อหา

Theoretical foundations, definitions, research, key concept & constructs

Recent research, theoretical discussion & debate

Current issues, debates applications, practices, & field problems

Current issues, debates, & field problems

Up to date issues, debates practices, & applications

ที่มา: Machi & McEvoy (2009: 40) จากภาพ 15 แสดงถึ ง ประเภท (resource type) และเนื้ อ หา (content type) ของ วรรณกรรมต่างๆ โดยเรียงลาดับจากมุมบนด้านซ้ายคือ ปี พ.ศ. (Years) ไปจนถึงมุมบนด้านขวา คือ ช่วงเวลาในปัจจุ บัน (current) เช่น วารสารจะมีรอบเผยแพร่รายเดือน เช่นเดียวกับการ อภิปราย การถกเถียงกันทางวิชาการในเรื่องแนวคิดทฤษฏีต่างๆ หรือตัวอย่างประเภทของ วรรณกรรมที่มีความเป็นปัจจุบันที่สุดคือ เว็บไซต์ บล็อก เช่นเดียวกับประเด็นเนื้อหาของการนา แนวคิดทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ ในสถานการณ์ปัจจุบัน การคัดเลือกวรรณกรรมประเภทใดไปใช้ ย่อมขึ้นอยู่กับขอบเขตของการทบทวนวรรณกรรมที่ นิสิตกาหนดไว้ และความน่าเชื่อถือจาก แหล่งที่มาของวรรณกรรมนั้นๆ ด้วย Booth, Colomb & Williams (2008, p. 86) แนะนาว่าข้อมูลจากสื่อสิ่งพิมพ์ประเภท หนังสือทั้งที่ตีพิมพ์ผ่ านสานักพิมพ์หรือไม่ผ่านสานักพิมพ์ (published or unpublished book)


90

วารสาร วิทยานิพนธ์ รวมบทความการประชุมทางวิชาการ และสิ่งพิมพ์ออนไลน์ ที่ ควรรวบรวม ไว้ ได้แก่ – ผู้แต่ง (author) – ชื่อเรื่องหลักหรือชื่อเรื่องรอง (title/subtitle) – บรรณาธิการ (editor) ผู้แปล (translator) – ครั้งที่ตีพิมพ์ (edition) – ฉบับที่ (volume) – เมืองที่ตีพิมพ์ (place published) – โรงพิมพ์ (publisher) – วัน เดือน ปีที่พิมพ์ (date publisher) – หน้า/บท ที่ปรากฏเนื้อหา (page number of article or chapter consulted) – ที่อยู่ของเว็บไซต์ (url) – วัน เดือน ปี ที่สืบค้นข้อมูล (date of access) – ผู้ดูแลเว็บไซต์ (webmaster) – ชื่อฐานข้อมูล (name of database) – – – – – – – – – – –

สาหรับแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สืบค้นได้จาก web search engine เช่น Ask, Ask Jeeves: http://www.ask.com/ Alta Vista: http://www.altavista.com/ Bing: http://www.bing.com/ DirectHit: http://www.directhit.com Dogpile: http://www.dogpile.com/ Google: http://www.google.com Reference: http://www.reference.com Search (CBS): http://www.search.com/ Wikipedia: http://www.wikipedia.org/ Wiley Online Library: http://onlinelibrary.wiley.com/ Yahoo: http://www.yahoo.com/


91

– – – – –

ส่วนฐานข้อมูลออนไลน์ เช่น Thesis Canada: http://www.collectionscanada.gc.ca JSTOR: http://www.jstor.org/action/showBasicSearch ThaiLis: http://dcms.thailis.or.th/tdc/basic.php SAGE Journals online: http://online.sagepub.com/ Ohio Library & Information Network: http://etd.ohiolink.edu/

เนื่องจากมีเว็บไซต์ (WWW/URL) จานวนมากในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งการจัดการ ความรู้ (knowledge management: KM) การจัดทาเหมืองข้อมูล (data mining) แต่ละเว็บไซต์ ก็มีเอกลักษณ์ มีวิธีการเข้าถึงข้อมูล และวิธีการค้นหาแตกต่างกัน การใช้คาสาคัญคาเดียวกัน แตกต่างกันไปในแต่ละเว็บไซต์ ย่อมได้ข้อมูลไม่เหมือนกัน (วิโรจน์ ถิรคุณ, 2550, หน้า 45) นิสิต ในฐานะที่กลายมาเป็นนักสืบค้นข้อมูล (search engineer/keyworder) ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง จึง ควรสืบค้นจากเว็บไซต์หลายๆ แหล่ง และสร้างคาสืบค้นที่เหมาะสมสาหรับการค้นหาบนเว็บไซต์ ภาพ 16 ตัวอย่างการสืบค้นโดยใช้คาว่า aging จากเว็บ Search.com และ Wiley


92

ตาราง 10 ตัวอย่างแหล่งรวบรวมวรรณกรรมจากฐานข้อมูลออนไลน์ต่างประเทศ ฐานข้อมูลต่างประเทศ Academic Search Premier ASSIA BEI: British Education Index Books in Print Business Source Premier COPAC Dissertation Abstracts International DSpace@MIT EconLit Emerald ERIC

ขอบข่ายสาขาวิชา การศึกษา, สังคมศาสตร์, มนุษยศาสตร์, พหุวัฒนธรรม, วิทยาศาสตร์ บทคัดย่อด้านสังคมศาสตร์ประยุกต์ วารสารด้านการศึกษาที่ตีพิมพ์ในประเทศอังกฤษ ทุกสาขาวิชา (หนังสือ) บริหารธุรกิจ, เศรษฐศาสตร์ Copac National, Academic, & Specialist Library Catalogue วิทยานิพนธ์ทุกสาขาวิชา สถาบันเอ็มไอที (MIT) (เฉพาะบทคัดย่อ) เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ, สังคม, นโยบายสาธารณะ และการศึกษา การศึกษา และสาขาใกล้เคียง


93

ตาราง 10 (ต่อ) ฐานข้อมูลต่างประเทศ H–Net Ingenta JSTOR MEDLINE OhioLink ETD PAIS ProQuest PsycINFO SAGE SciELO (University of Pittsburgh) Sociofile SSCI Sociological Abstracts Theses.com Theses Canada UNESCO Virginia Tech Web of Science WorldCat

ขอบข่ายสาขาวิชา มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ บทความวิชาการทุกสาขาวิชา บริหารธุรกิจ, ศิลปศาสตร์, มนุษยศาสตร์, สังคมศาสตร์, วิทยาศาสตร์ ทันตแพทย์, การดูแลสุขภาพ, แพทย์ศาสตร์, สัตว์แพทย์ศาสตร์ วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก/โท นโยบายสังคม, นโยบายสาธารณะ, สังคมศาสตร์ วิทยาันิพนธ์ด้านสังคมศาสตร์ จิตวิทยาและจิตวิทยาประยุกต์ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, แพทย์ศาสตร์, วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์, วรรณกรรมจากประเทศกาลังพัฒนา มุ่งเน้นในกลุ่ม ประเทศละตินอเมริกา และแคริบเบียน วารสารด้านสังคมวิทยา, มานุษยวิทยา, สังคมสงเคราะห์, การศึกษา, สุขภาพ และจิตวิทยา สังคมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ และประเด็นที่เกี่ยวข้องด้านพฤติกรรมศาสตร์ และสังคมศาสตร์ วิทยานิพนธ์ และบทคัดย่อ เฉพาะระดับบัณฑิตศึกษา ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์กลางของแคนาดา ฐานข้อมูลด้านการศึกษา วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก/โท สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ทุกสาขาวิชา


94

ตาราง 11 ตัวอย่างแหล่งรวบรวมวรรณกรรมจากฐานข้อมูลออนไลน์ในประเทศ ฐานข้อมูลในประเทศ ThaiLis: Thai Digital Collection Thail& Union Catalog Journal Link Matichon e–library Matichon Weekly Myfirstinfo.com Bangkokbiznews Thai-Journal Citation Index

ขอบข่ายสาขาวิชา วิทยานิพนธ์/บทความทางวิชาการทุกสาขาวิชา รายการบรรณานุกรมทุกมหาลัย ฐานข้อมูลชี้แหล่งวารสาร หนังสือพิมพ์ คลิปข่าว (Clippings) เหตุการณ์ สาคัญๆ วารสารมติชนรายสัปดาห์ สืบค้นข่าวย้อนหลัง ในเครือผู้จัดการออนไลน์ สืบค้นข่าวย้อนหลัง ในเครือกรุงเทพธุรกิจ สืบค้นบทความวารสารทุกสาขา

4.2.2 เทคนิคการสืบค้นข้อมูล การสืบค้นข้อมูล (information retrieval) เป็นคาที่ใช้กันทั่วไป โดยเฉพาะในแวดวงห้องสมุดและ สารสนเทศ หมายถึง การสืบเสาะค้นหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งทีส่ นใจ ซึ่งอาจจะได้รับคาตอบในรูปของ บรรณานุ ก รม ต้ น ฉบั บ เอกสาร ค าตอบที่ เ ฉพาะเจาะจง ตั ว เลข หรื อ ข้ อ ความของเรื่ อ งนั้ น หลักการสืบค้นข้อมูลให้ครบถ้วนทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยปราศจากอคติมีหลักการที่สาคัญคือ 1. ฉับไวใช้ความรู้สึก (sensitivity) เน้นสืบค้นให้ได้สิ่งที่ต้องการครบถ้วน 2. แม่นยา (precision) เน้นสืบค้นเฉพาะงานที่ต้องการ แยกสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป ข้อมูลใดไม่ ตรงประเด็นไม่เลือกเข้ามา ตัวอย่างเช่นหากนิสิตต้องการสืบค้นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ การใช้ประโยชน์ทรัพยากร พันธุ์พืช (พรรณพืช) โดยกาหนดขอบเขตเบื้องต้นคือ สภาพพื้นที่ป่าเบญจพรรณของจังหวัด พิษณุโลก ทั้งนี้ จะสืบค้นจากฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย หากใช้หลักการสืบค้น แบบฉับไว นิสิตอาจระบุ เฉพาะคาสาคัญคือ “การใช้ประโยชน์” และ “พรรณพืช” ก็จะได้งานที่ เกี่ยวข้องกับคาสาคัญทั้งหมดดังตัวอย่าง [1] การใช้ประโยชน์ อนุรักษ์ และฟื้นฟู ทรัพยากรน้าอย่างมีสมดุล [2] พลวัตการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าพรุควนเคร็ง [3] มูลค่าทางเศรษฐกิจการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพโดย ชาวชาติพันธุ์ม้งในพื้นที่บ้านร่องกล้าในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก [4] พันธกรณีของประเทศไทยในการเข้าร่วมเป็นภาคีพิธีสารนาโงยาว่าด้วยการเข้าถึง ทรั พ ยากรพั น ธุ ก รรมและการแบ่ ง ปั น ผลประโยชน์ ที่ เ กิ ด ขึ้ น จากการใช้ ป ระโยชน์ ท รั พ ยากร พันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ค.ศ. 2010


95

[5] การใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า อาเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ แต่หากใช้หลักการสืบค้นแบบแม่นยา เจาะจงมากขึ้นงานวิจัยที่สืบค้นได้ใน ข้อ [1], [2] และ [5] จะไม่เลือกนามาศึกษา เนื่องจากถึงแม้จะเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ แต่มีความ แตกต่างกันด้านขอบเขตการศึกษาคือ ข้อ [1] เป็นการศึกษาทรัพยากรน้า [2] เป็นการศึกษาใน พื้นที่ป่าพรุ ซึ่งพบเฉพาะภาคใต้เท่านั้น และ [5] เป็นการศึกษาในพื้นที่ป่าโกงกาง การสร้างกลยุทธ์ในการสืบค้นข้อมูลนั้นเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความรู้ ทักษะ การลองผิดลองถูก จนเกิดความชานาญ ทั้งนี้ อาจขอความช่วยเหลือจากบรรณารักษ์ของห้องสมุดที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกับนักวิจัยในการกาหนดคาสืบค้น ซึ่งมีหลักการดังนี้ (สมเกียรติ โพธิสัตย์, รัตนา พันธ์พานิช และ โยธี ทองเป็นใหญ่, 2547, หน้า 23-25) 1. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อกาหนดคาหรือวลี (keyword) ที่ใช้สืบค้น 2. การตั ด ค าหรื อ ละค า (truncation) โดยใช้ เ ครื่ อ งหมาย *, ? หรื อ เครื่ อ งหมายค าพู ด (quotation) “”, แทนตัวอักษร ตัวเลข หรือช่องว่างที่อยู่ตั้งแต่เ ครื่องหมาย * เป็นต้นไป เช่น librar* จะได้คาที่ขึ้นต้นด้วย library, libraries, librarian, librarians หรือคาอื่นๆ 3. ใช้ ค าศั พ ท์ ที่ มี ค วามหมายใกล้ เ คี ย งกั น (synonyms) เป็ น ค าส าคั ญ ในการสื บ ค้ น เช่ น screening กับ early detection, colorectal กับ bowel, cancer กับ neoplasm เป็นต้น 4. ใช้ศัพท์สัมพันธ์ (thesaurus) เป็นคลังของคาศัพท์22 ที่รวบรวมคาที่มีความหมายคล้ายคลึง กันหรือใกล้เคียงกันมารวมไว้เป็นกลุ่ม ส่วนใหญ่จะเป็นการจัดทากลุ่มคาเฉพาะของสาขาวิชา ซึ่งรูปแบบในการจัดทามี 2 ประเภท คือ รับคาศัพท์มาจากผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชานั้นๆ หรื อ รวบรวมคาศัพท์เองแล้วนามาจัดกลุ่ม จากนั้นจึงนาคาศัพท์มาสร้างความสัมพันธ์กัน สาหรับ จุดเด่นของศัพท์สัมพันธ์ คือ คาศัพท์ทุกคาจะมีความสัมพันธ์กัน (ศตพล ยศกรกุล, 2554) เช่ น ค าที่ ก ว้ า งกว่ า (broader term: BT), ค าที่ แ คบกว่ า (narrower term: NT) และค าที่ สัมพันธ์กัน (related term: RT) เช่น o คอมพิวเตอร์ คาที่กว้างกว่าคือ เครื่องจักรประมวลผล o คอมพิวเตอร์ คาที่แคบกว่าคือ การประมวลผลข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ o คอมพิวเตอร์ คาที่สัมพันธ์กันคือ ซอฟต์แวร์ 5. วิธีการสุ่มแบบบอลหิมะ (snowballing) เป็น การสื บค้ น จากบทความที่มี เ นื้ อ หาตรงกั บ ที่ ต้องการแล้ว อาจพบคาสาคัญที่นักวิจัยไม่ได้นึกถึง แล้วย้อนไปใช้คานั้นๆ เพิ่มเติมในการ สืบค้นอีกครั้ง หรืออาจใช้เอกสารอ้างอิงของบทความนั้นเป็นเครื่องนาทางไปสู่บทความที่ คาอื่นๆ ที่มีความหมายเกี่ยวข้องกัน เช่น โครงสร้างลาดับชั้น (Ontology) กลุ่มคาศัพท์ที่ค้นข้ามสาขาวิชาได้ เน้นการ ค้นหาเชิงความหมายมากกว่าคาว่าศัพท์สัมพันธ์ (Thesaurus), อนุกรมวิธาน (Taxonomy) เป็นระบบคาศัพท์เครือข่ายเชิง ความหมาย ถูกจัดมาอย่างมีมาตรฐานและมีลาดับขั้น, ปัจเจกวิธาน (Folksonomy) การกาหนดคาค้นโดยผู้ใช้เป็นผู้กาหนด คาค้นเอง (User Taging) โดยการติดป้ายคา (Tag) 22


96

สืบค้นใหม่หรืออาจสืบค้นจากฐานข้อมูลวารสารทางสังคมศาสตร์ (Social Science Citation Index: SSCI) 6. การใช้คาสั่งทางตรรกศาสตร์ (Boolean operators) เป็นการใช้คาสั่งเชื่อม เช่น &, or, not, near, with เพื่อรวมผลลัพธ์ของการสืบค้นแต่ละแบบเข้าด้วยกัน หรือกาหนดขอบเขตของคา ให้ มี ค วามเฉพาะเจาะจงมากขึ้ น เนื่ อ งจากเทคนิ ค การใช้ ค าสั่ ง ทางตรรกศาสตร์ จ ะเป็ น ประโยชน์อย่างมากในการสืบค้นผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ผู้วิจัยจึงได้ขยายรายละเอียดเพิ่มเติม ในหัวข้อถัดไปดังนี้ 4.2.3 เทคนิคการใช้คาสั่งทางตรรกศาสตร์ ค าสั่ ง ทางตรรกศาสตร์ ห รื อ บู ล ลี น โอเปอร์ เ รเตอร์ (boolean operator) ตั้ ง ขึ้ น เป็ น เกี ย รติ แ ก่ George Boole (1815-1864) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ หลักการบูลลีน คือ การใช้เครื่องหมาย ทางตรรกศาสตร์ ได้แก่ & (and), or, not, near, with โดยพิมพ์ด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่เสมอ หรือเครื่องหมาย23 บวก (+), ลบ (-) ลงในช่องค้นหา (query) ของเว็บสืบค้น (search engine) โดยแต่ละคาทาหน้าที่เหมือนคาสันธานใช้เชื่อ มคาหลักหรือคาสาคัญกับบูลลีนเพื่อค้นหาเรื่องที่ ต้องการจากเว็บไซต์ ตัวอย่างการใช้บูลลีนสาหรับการสืบค้นมีดังนี้ 1. and: และ (หรือเครื่องหมาย [+] แทนได้ในบางเว็บ) ใช้เมื่อต้องการให้เสิร์ชเอนจิ้นแสดงผล คาสาคัญ 2 คาด้วยกันถึงจะแสดงผลการค้นหา เช่น +quality +quantity หมายความว่า ผลลั พ ธ์จากการค้นหาต้องมีทั้ง quality และ quantity, Thail& & Indonesia & Malaysia หมายความว่า ผลลัพธ์จากการค้นหาต้องแสดงผลทั้ง 3 ประเภทนี้เท่านั้น 2. or: หรือ ใช้เมื่อต้องการให้เสิร์ชเอนจิ้นแสดงผลคาสาคัญอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ หรือถ้ามีทั้ง 2 คาก็ให้แสดงผลด้วย เช่น aging or elder หรือถ้าผู้สืบค้นไม่แน่ใจว่าคาสาคัญทั้ง 2 คา สามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น geographic or geographical 3. not: ไม่ใช่ (หรือเครื่องหมาย [-] แทนได้ในบางเว็บ) ใช้เมื่อต้องการให้เสิร์ชเอนจิ้น แสดงผล คาสาคัญคาแรก ส่วนคาสาคัญอีกคาไม่ต้องการ การสืบค้นจากเสิร์ชเอนจิ้นจะได้ข้อมูลเป็น จานวนมากซึ่งคาสาคัญหนึ่งๆ จะแสดงความสัมพันธ์ร่วมกับคาอื่นๆ ที่ถูกสืบค้นบ่อยครั้ง (Hit) ดังนั้น การกาหนดคาสาคัญที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นโดยใช้ not จะได้ผลลัพธ์ที่ แคบลง เช่น Apple not pie, +star -wars 4. near: ติดกับ/ใกล้กับ ใช้เมื่อต้องการให้เสิร์ชเอนจิ้นแสดงผลคาสาคัญที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน หรืออยู่ใกล้กันในตาแหน่งทางภูมิศาสตร์ ถ้าคาทั้ง 2 คานั้นไม่ได้มีบริบทหรือความสัมพันธ์ กันก็ไม่ต้องแสดงผล เช่น temple near Bangkok,

23

การใช้เครื่องหมาย + แทน & และ - แทน NOT ให้วางไว้หน้าคาสาคัญและไม่ต้องเคาะ Space Bar เพื่อเว้นช่องไฟ


97

5. “-”: เครื่องหมายอัญประกาศ/เครื่องหมายคาพูด (quotation) ใช้เมื่อต้องการให้เสิร์ชเอนจิ้น แสดงผลคาสาคัญที่เป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อไม่ให้เสิร์ชเอนจิ้นสืบค้นแบบแยกทีละคา เช่น ต้องการสืบค้นคาว่า “เมืองน่าอยู่สาหรับผู้สูงอายุ” ก็ใช้คาสืบค้นว่า “healthy aging city” จะ ได้ผลลัพธ์จานวน 1,170 เว็บ แต่หากพิมพ์ healthy aging city โดยไม่ใส่เครื่องหมายคาพูด จะได้ผลลัพธ์จานวน 4,410,000 เว็บ 6. * : เครื่องหมายละท้ายคา (truncation) ใช้เมื่อต้องการให้เสิร์ชเอนจิ้นแสดงผลคาสาคัญต่างๆ ที่มีที่มาจากรากศัพท์คาเดียวกัน หรือมีหน้าที่ของคาแตกต่างกัน เช่น คานาม คากริยา คา วิเศษ คาคุณศัพท์ เช่น ผลลัพท์ที่ได้จากการสืบค้นคาว่า educat* เสิร์ชเอนจิ้นจะแสดงคาที่ เกี่ยวข้องได้แก่ educator, education, educational, educated เป็นต้น 7. title: หัวเรื่อง ใช้เมื่อต้องการให้เสิร์ชเอนจิ้นแสดงผลเว็บไซต์ที่มีคาสาคัญหรือวลีที่เป็นหัว เรื่องหลักของเว็บไซต์ เช่น ต้องการสืบค้นเว็บไซต์ที่มีหัวเรื่องหลักกล่าวถึง ความหลากหลาย ทางวัฒนธรรม ก็ให้พิมพ์ว่า title: “cultural diversity” เป็นต้น 8. +file format / .file format / :file format :นามสกุล/ประเภทไฟล์ ใช้เมื่อต้องการให้เสิร์ชเอน จิ้นแสดงเว็บไซต์ที่คาสาคัญถูกกาหนดด้วยไฟล์น ามสกุล/ประเภทของไฟล์ที่กาหนดเท่านั้น เช่น ต้องการสืบค้น “การฆ่าตัวตายของวัยรุ่น” ก็ให้พิมพ์ว่า youth or young suicide +pdf หรือ .pdf หรือ :pdf ซึ่งเสิร์ชเอนจิ้นจะแสดงผลลัพธ์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ที่มีนามสกุล .pdf อนึ่ง เว็บไซต์ Google สามารถกาหนดประเภทของไฟล์ได้ 11 ประเภท (ไม่รวมนามสกุล ของไฟล์ภาพ) ได้แก่ Adobe Acrobat PDF (.pdf), Adobe Postscript (.ps), Autodesk DWF (.dwf), Google Earth KML (.kml), Google Earth KMZ (.kmz), Microsoft Excel (.xls), Microsoft Power Point (.ppt), Microsoft Word (.doc), Rich Text Format (.rtf), Shockwave Flash (.swf), HTML (.htm, .html) ส่วน Yahoo สามารถแสดงประเภทของไฟล์ได้ 6 ประเภท ได้แก่ .htm, .html, .pdf, .xls, .ppt, .doc, .rtf จากภาพ 17 แสดงตัวอย่างการสืบค้นโดยใช้คาสาคัญ green จากเสิร์ชเอนจิ้นที่ชื่อ Bing Web พบว่า มีเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับคาว่า green จานวน 516,000,000 เว็บ และเมื่อผู้ค้นหา ต้องการค้นเฉพาะคาว่า “green” ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคาว่า “ชา” (tea) ก็ใช้คาสั่ง green not tea ผลลัพธ์ที่ได้จากการสืบค้นจะลดลงเหลือเพียง 310,000,000 เว็บ ตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การใช้ คาสั่งบูลลีนกับเสิร์ชเอนจิ้นมีประโยชน์ในการจากัดคาสาคัญให้มีความเจาะจงมากขึ้น เสมือนการใช้ฟิลเตอร์กรองน้า หรือแหตาห่างที่กรองหรือสกัดคาที่ไม่เกี่ยวข้องให้ลดจานวน น้อยลง ทั้งนี้ การสืบค้นจากเสิร์ชเอนจิ้นที่ได้รับความนิยมโดยทั่วไปอย่าง Google และ Yahoo สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก Google และ Yahoo24

24

www.google.co.th/support/websearch/, www.help.yahoo.com//l/us/yahoo/search/


98

ภาพ 17 ตัวอย่างการค้นหาจาก BING Web โดยใช้บูลลีน not


99

วิ ธี ก ารต่ า งๆ ในการค้ น หางานวิ จั ย ปฐมภู มิ ย่ อ มส่ ง ผลต่ อ ผลลั พ ธ์ ข องการทบทวน วรรณกรรม โดยหลักการแล้วงานวิจัยทุกเรื่องที่มีประเด็นวิจัยใกล้เคี ยง หรือกระทั่งเหมือนกัน เพียงแต่ต่างกันไปในด้านพื้นที่ ควรมีโอกาสได้รับการรวบรวมมาใช้อย่างเท่าเทียมกัน แต่ในทาง ปฏิบัติกลับไม่เป็นเช่นนั้น ตัวอย่างเช่น ผู้วิจัยสนใจศึกษาเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ ที่ดิน” โดยสืบค้นวรรณกรรมได้จานวน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. การใช้ประโยชน์ที่ดินและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ น้าตกสามหลั่น จังหวัดสระบุรี, ปี 2553 สถานภาพวารสารวิชาการ 2. การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ภูเมี่ยง-ภูทอง จังหวัด พิษณุโลก, ปี 2545 สถานภาพงานวิจัย แต่ผู้วิจัยจะเลือกงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารทางวิชาการที่มีชื่อเสียงมากกว่า นอกจากนั้นแล้วยังพบว่า งานวิจัยที่ปฏิเสธสมมติฐานของการวิจัยมักไม่ส่งเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ แต่อาจอยู่ในรูปรายงานวิจัย (ดังตัวอย่างข้างต้น) หากนักวิจัยเพิกเฉย ไม่ รวบรวมผลงานวิจัย ดังกล่าว อาจส่งผลให้นักวิจัยขาดความเชื่อมั่นต่อความรู้หรือข้อค้นพบที่ได้ว่า ครบถ้วนถูกต้อง หรือผิดไปจากความรู้ที่ควรจะเป็นหรือไม่ ข้อบกพร่องหรือความมีอคติจากแต่ละแหล่งวิธี ชี้ให้เห็นว่าวิธีการที่เหมาะสมคือ การ ใช้หลายๆ วิธีในการค้นหาวรรณกรรมให้ได้มากที่สุด และนักวิจัยจะต้องบอกแหล่งที่มาของ วรรณกรรมให้ชัดเจน ถูกต้อง ใช้คาหลักคาใดในการค้นหา และผลการทบทวนวรรณกรรมจานวน มากหรือน้อยเกินไปนั้นส่งผลต่อข้อค้นพบอย่างไร กรอบ 29 ความช่วยเหลือจากบรรณารักษ์ บรรณารักษ์ห้องสมุดสามารถช่วยสืบค้นได้ - ให้บริการยืมคืนสารสนเทศในห้องสมุดและระหว่างห้องสมุดของสถาบันการศึกษาที่เป็นเครือข่ายความร่วมมือ ระดับภูมิภาค (Provincial University Library Network: PULINET) - บริการนาส่งทรัพยากรสารสนเทศระหว่างห้องสมุดภายในมหาวิทยาลัย (Document Delivery Service: DDS)* - อธิบายเทคนิค สาธิตวิธีการ และช่วยสืบค้นผ่านระบบ OPAC และ ThaiLis - การแนะนาหมวดหมู่ของหนังสือตามระบบที่มหาวิทยาลัยใช้ - การเลือกหาคาสาคัญ คาที่มีความหมายใกล้เคียงเพื่อใช้สืบค้น - แนะนาแหล่งสืบค้นฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์, วารสาร, ฐานข้อมูลออนไลน์ และแหล่งข้อมูลสหบรรณานุกรม - วิธีการจัดเก็บข้อมูลที่ได้จากการสืบค้น - การใช้โปรแกรมสาเร็จรูปเพื่อจัดทาอ้างอิงและบรรณานุกรม


100

4.2.4 การบันทึก การบันทึกข้อมูล เป็นการจัดระบบการทบทวนวรรณกรรม โดยสกัดสารสนเทศเพื่อนาไปใช้ ประโยชน์ในขั้นตอนการเขียนบททบทวนวรรณกรรม นักวิจัยสามารถเขียนเป็นข้อความสั้นๆ ตาม ประเด็นที่วางไว้ หรือใจความสาคัญลงในบัตรบันทึกขนาดประมาณ 3X5, 4X6 หรือ 5X8 นิ้ว โดยจัดเตรียมบัตรบันทึกไว้ 3 ประเภท ได้แก่ 1) บัตรบรรณานุกรม เพื่อบัน ทึกแหล่งอ้างอิง 2) บัตรข้อมูลสาหรับการคัดลอก สรุปย่อ หรือถอดความ เพื่อนามาเรียบเรียงเขียนผลการศึกษาใน ภายหลัง 3) บัตรความคิดเห็น เพื่อบันทึกความ ความคิดเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการทบทวน วรรณกรรม หรือข้อมูลกันลืม (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2553: 117-121) นักวิจัยมือใหม่ อาจไม่เห็นความสาคัญของการใช้บัตรคา เนื่องจากเห็นว่า การทาบัตร คาจะทาให้มีกระดาษจานวนมาก เสี่ยงต่อการสูญหายและเสื่อมสภาพได้ง่าย จึงเลือกใช้การบันทึก ลงในสมุด โน๊ตบุ๊ค (notebook) แท็บเล็ต (tablet) หรือบันทึกภาพโดยใช้โทรศัพท์มือถือ แทน อย่างไรก็ตาม การใช้บัตรคามีประโยชน์ที่สาคัญคือ การเพิ่มหรือลดบัตรคาทาได้สะดวก บัตรคาที่ รวบรวมไว้สามารถนามาปะติดปะต่อกันเป็นจิ๊กซอร์ข้อมูล ใช้ประโยชน์ในการทาโครงร่าง จัดเรียง ข้อมูลก่อนและหลัง จัดกลุ่มประเภทข้อมูล การอ้างอิง การทาบรรณานุกรม ข้อคิ ดเห็น ข้อความ กันลืม ฯลฯ สามารถบันทึกข้อมูลลงในบัตรคาได้ทั้ง 2 หน้ากระดาษ และจัดเก็บลงในกล่องเล็กๆ ที่พกพาได้ เทคนิคการบันทึกโดยใช้บัตรคา Wiersma (1995) ได้เสนอแนะไว้ดังนี้ 1. บัตร 1 ใบให้ใช้กระดาษทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าให้จดรายการบรรณานุกรม และด้านหลังให้จดรายละเอียดข้อมูล โดยแยกหัวข้อละ 1 บัตร 2. มุมขวาสุดของกระดาษให้ทารหัสเพื่อสะดวกต่อการสืบค้น โดยนักวิจัยกาหนดรหัสขึ้นเองโดย ใช้เครื่องหมาย / แยกระหว่างรหัสกับตัวเลขที่บอกเลขหน้า เช่น กาหนดให้งานวิจัยใช้รหัส 1 หนังสือหรือตาราใช้รหัส 2 เมื่อสืบค้นงานวิจัยเล่มที่ 1 ก็ระบุ 1/1, ค้นจากหนังสือหรือตารา เล่มที่ 2 ก็ระบุ 2/2 เป็นต้น 3. บันทึกความคิดเห็น ข้อสงสัยที่เกิดจากการอ่าน หรือข้อความแจ้งเตือนอื่นใด ข้อควรระวังในการทาบัตรบันทึก (สิริลักษณ์ ตีรณธนากุล และ ไพโรจน์ ตีรณธนากุล, 2550, หน้า 202-203) 1. บ่งบอกแหล่งอ้างอิงถูกต้องชัดเจนจากต้นฉบับทั้งที่เป็นเอกสารและไม่เป็นเอกสาร 2. เรื่องที่ย่อต้องกระชับ ไม่คลุมเครือให้ตีความจนสร้างความเข้าใจผิดในเนื้อเรื่อง 3. หัวเรื่องจะต้องกาหนดให้สอดคล้องกับเรื่องอย่างถูกต้องและเด่นชัด 4. เรื่องที่ย่อไม่ใช่การรวมหัวเรื่อง หรือกาหนดเค้าโครง ต้องมีรายละเอียดมากพอที่จะนาไปใช้ ประโยชน์ต่อไป 5. สอดแทรกความคิดหรือประเมินค่าวรรณกรรมลงไปในบัตรคาด้วย 6. ระมัดระวังการสูญหาย หรือข้อมูลที่บันทึกเลือนราง


101

ภาพ 18 ตัวอย่างการบันทึกข้อความสืบค้นลงในบัตรบันทึก Card Front  บัตรคาหนังสือ/ตารา 1/1 ด้านหน้า Text: Author: Keith Smith Title: Environmental hazards: assessing risk & reducing disaster Year: 2009 รายละเอียดทางบรรณานุกรม Publisher: Routledge ISBN: 9780415428651 Dewey decimal system number: Catalog call number: GB5014 S653e 2009 Keywords: Disaster, Environmental Hazards, Hurricane Card Front  บัตรคาวารสาร/นิตยสาร 2/1 ด้านหน้า Periodical: Magazine Author: คริส แคร์รอลล์, ศรรวริศา เมฆไพบูลย์ Journal: National Geographic ฉบับภาษาไทย Title: แดนมหาวาตภัย: แคทรีน่า พายุทาลายล้างแห่งทศวรรษ รายละเอียดทางบรรณานุกรม Volume: 5 Issue: 51 Pages: 60-73, 74-77 Catalog call number: Keywords: ภัยธรรมชาติ, พายุเฮอริเคน, ผลกระทบ Card Back  บัตรคาวารสาร/นิตยสาร Author: จิราพร เพ็งลา (ชื่อผู้บนั ทึก) ด้านหลัง Date: 18 มกราคม 2554 (วันเดือนปีที่บันทึก) Note: แคทรีน่า (Hurricane Katrina) สร้างความเสียหายใน 12 มลรัฐ ทั่ว USA มียอดผู้เสียชีวิต 1,000 และผู้สูญหายกว่า 2,000 คน (ยังไม่เป็น ทางการ) นับเป็นเฮอริเคนที่ร้ายแรงที่สุดใน USA รองจากเฮอริเคน บันทึกข้อความสาคัญ กัลเวสตันเมื่อปี 1900 ที่คร่าชีวิตประชาชนราว 8,000 คน (หรืออาจสูง ถึง 12,000 คน) และมีแนวโน้มว่าจะทาลายสถิติเฮอริเคนที่สร้างความ เสียหายสูงสุดใน USA ที่เฮอริเคนแอนดรูว์ทาไว้ (กว่า 40,000 ล้าน$) เมื่อปี 1992

ที่มา:

ดัดแปลงจาก Burnett (2009, p. 21) และ Machi & McEvoy (2009, p. 47)


102

4.2.5 เทคนิคการอ่าน ทักษะการอ่าน เป็นส่วนหนึ่งหัวใจนักปราชญ์ (สุตะ จิตตะ ปุจฉา ลิขิต) เป็นหลักปฏิบัติเพื่อให้ เป็นผู้รอบรู้และเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นิสิตและนักวิจัยบางรายเป็นผู้อ่านได้แต่ไม่ใช่ผู้อ่าน เป็น อ่านเป็นในที่นี้หมายถึง การอ่านเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เข้าถึงองค์ความรู้ได้ ซึ่งผู้อ่านต้องใช้ การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจนสามารถแปลงข้อมูลที่ได้นาไปใช้ประโยชน์ต่อตนเอง หรือ ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง กระบวนการอ่าน การเขียน ประกอบด้วยส่วนย่อย 4 ส่วนคือ ผู้เขียนหรือผู้สร้างรหัส (encoder) เรื่องที่เขียนขึ้น (text) ผู้อ่าน/ผู้แปลรหัส (decoder) บริบท/สิ่งแวดล้อม (context) ดัง ภาพ 19 ผู้เขียนหนังสือกับผู้อ่านจะมีความสัมพันธ์กัน โดยผู้เขียนเป็นแหล่งข้อมูล มีความคิดที่ ต้องการจะสื่อออกไป และในการแสดงความคิด (encoding or expressing) ข้อมูลก็จะแปรรูป ออกมาเป็นคาและอักษรต่างๆ เช่น ความรู้ และประสบการณ์เดิม ความรู้ทั่วๆ ไปและความรู้ทาง ภาษา ทัศนคติ ค่านิยม สิ่งที่เกี่ยวข้อง จุดประสงค์ รวมทั้งสมมติฐานเกี่ยวกับภาษา เนื้อเรื่อง มา ผสมผสานและแสดงออกมา ซึ่งผู้อ่านจะต้ องแปลรหัสหรือความคิดของผู้เขียน จะต้องนาความรู้ ประสบการณ์ ภาษา ศัพท์ ไวยากรณ์ สมมติฐานเกี่ยวกับเนื้อเรื่อง ทัศนคติ ค่านิยม ฯลฯ และ จุดประสงค์การอ่านมาใช้ในการอ่านด้วย (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2551, หน้า 20) ภาพ 19 ระบบปฏิสัมพันธ์ของการเขียนและการอ่าน การเขียน ผู้เขียน/ผู้สร้างรหัส (encoder)

การอ่าน เรื่อง ความหมาย และ ความคิด (text)

ผู้อ่าน/ผู้แปลรหัส (decoder)

บริบท (context or communicative environment)

ที่มา: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2551, หน้า 20) เทคนิคการอ่านมีหลายประเภท ในที่นี้จะกล่าวถึงเทคนิคบางประการที่สามารถนาไปใช้ ทบทวนวรรณกรรม ได้แก่ การอ่านแบบสารวจ การอ่านแบบคร่าวๆ การอ่านแบบจับใจความ สาคัญ และการอ่านแบบตีความ นักวิจัยควรเลือกใช้เทคนิคที่ตนเองถนัดและตรงตามวัตถุประสงค์ ที่จะนาไปใช้ (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2551; บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2553; ยุรฉัตร บุญสนิท, 2538) 1. การอ่านสารวจ (scanning) การอ่านแบบค้นหาหรือการอ่านแบบกวาดสายตา เป็นการอ่าน อย่างรวดเร็ว โดยมีคาสาคัญนาทางเพื่อให้รู้ข้อมูลบางอย่าง เช่น โครงสร้างและเนื้อหาโดย


103

สรุปของหนังสือ/เอกสาร ซึ่งอ่านได้จากสารบัญเนื้อหา ดรรชนี คานา บทสรุป บทคัดย่อ ตาราง แผนภาพ ฯลฯ โดยกวาดสายตาไปยังเป้าหมายอย่างรวดเร็ว การอ่านแบบสารวจใช้ สาหรับคัดเลือกวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับปั ญหาวิจัย เช่น พิจารณาจากชื่อเรื่อง บทคัดย่อ โดยมีวิธีการอ่านดังนี้ 1) กาหนดวัตถุประสงค์ที่ต้องการ จากนั้นสารวจข้อความที่อ่านทั้งหมด โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น เรียงตามตัวอักษร ตามลาดับเวลา หรือหน่วยความคิด 2) จับใจความสาคัญที่เป็นหลักใหญ่ หรือคาพูดที่จะนาไปสู่ข้อมูลที่ต้องการ 3) ขณะที่อ่านจะใช้สายตากวาดไปอย่างรวดเร็วเพื่อหาข้อมูลที่ต้องการเท่านั้น ไม่เสียเวลา ไปกับการอ่านข้อความที่ไม่จาเป็น กาหนดคาสาคัญนาทางโดยอาจใช้ชื่อเรื่อง ย่อหน้า และประโยคที่สาคัญ เพื่อให้รู้ว่าข้อมูลที่ต้องการอยู่ในตาแหน่งใด 2. การอ่านแบบผ่านๆ (skimming/skipping) การอ่านแบบข้าม หรืออ่านแบบตักหน้าเค้ก เป็น วิธีการอ่านเร็วเช่นเดียวกับการอ่านแบบสารวจ เพื่อให้ได้ความคิดทั่วไป ภาพรวมของเรื่อง หรือกระตุ้นความสนใจในเนื้อเรื่อง การอ่านแบบนี้ทาให้ทราบรูปแบบการเขียน จัดหมวดหมู่ เนื้อหาให้ได้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับเนื้อเรื่องที่จะอ่านต่อไป และกาหนดกลวิธีในการอ่านได้ การอ่านแบบผ่านๆ แตกต่างจากการอ่านแบบสารวจเพราะผู้อ่านจะใช้เวลาอ่านมากขึ้น ไม่ อ่านทุกตัวอักษร แต่จะอ่านข้ามๆ และไม่ พะวงกับศัพท์ที่ยังไม่เข้าใจความหมาย แต่อาจทา เครื่องหมายข้อความสาคั ญไว้ แล้ วกลั บมาทวนอี กครั้ง เพราะโดยทั่วไปผู้อ่า นอาจข้าม ประเด็นปลีกย่อยประมาณ 70-80% ของเนื้อความทั้งหมด ดังนั้น ผู้ที่อ่านด้วยวิธีนี้มักเข้าใจ เนื้อหาเพียง 50% (อนงค์ รุ่งแจ้ง, ม.ป.ป) วิธีการอ่านแบบผ่านๆ คือ ดูที่หัวข้อใหญ่ แล้วกวาดสายตาไปตามหน้าหนังสืออย่างรวดเร็ว ดู ที่หัวข้อย่อยของย่อหน้า ข้ามรายละเอียดและหาใจความสาคัญที่อาจจะอยู่ในประโยคแรก และประโยคสุดท้ายของย่อหน้า หรือใช้วิธีการอ่านแบบกลุ่มบรรทัด 25 (area reading) ทั้งนี้ ผู้อ่านต้องจับใจความสาคัญของเรื่องที่อ่านได้จึงจะถือว่าสัมฤทธิ์ผล การอ่านแบบนี้เหมาะกับ ผูท้ ี่ต้องอ่านหนังสือหลายเล่มอย่างละเอียดถี่ถ้วนในเวลาอันจากัด 3. การอ่านจับใจความสาคัญ (main idea) เป็นการอ่านที่มุ่งค้นหาสาระสาคัญของเรื่องหรือ หนังสือแต่ละเล่มที่เป็นส่วนใจความสาคัญ/แก่นของเรื่อง และส่วนขยายใจความ ซึ่งอาจ ปรากฏอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของย่อหน้าก็ได้ จุดที่พบใจความสาคัญของเรื่องในแต่ละย่อหน้า การอ่านแบบกลุ่มบรรทัดหรือการอ่านระหว่างบรรทัด (Read between the lines) ผู้อ่านจะมองตัวอักษรเป็นกลุ่มบรรทัด โดยดูที่ส่วนกลางของเนื้อหาให้ครอบคลุมตัวอักษรข้างเคียง สายตาจะมองภาพกว้างในตาแหน่งบน ล่าง ซ้าย ขวา และจับ ใจความสาคัญออกมาโดยไม่ได้อ่านทุกตัวอักษร ผู้อ่านอาจใช้การอนุมานช่วยโดยสังเกตจากจากคาที่ผู้เขียนใช้ เช่น คา วิเศษณ์ที่แสดงความเชื่อมั่น ได้แก่ อย่างแน่นอน เห็นได้ชัดเจน คาที่แสดงความไม่มั่นใจ ได้แก่ ส่วนใหญ่ นานๆ ครั้ง เกือบจะไม่ อาจจะ ฯลฯ 25


104

มากที่สุดคือ ประโยคที่อยู่ตอนต้นย่อหน้าเพราะผู้เขียนมักบอกประเด็นสาคัญไว้ก่อน แล้วจึ ง ขยายรายละเอี ย ดให้ ชั ด เจน รองลงมาคื อ ประโยคตอนท้ า ยย่ อ หน้ า โดยผู้ เ ขี ย นจะบอก รายละเอียดหรือประเด็นย่อยก่อน แล้วจึงสรุปด้วยประโยคที่เป็นประเด็น ไว้ภายหลัง จุดที่พบ ใจความสาคัญยากขึ้นก็คือ ประโยคตอนกลางย่อหน้า ซึ่งผู้อ่านจะต้องใช้การสังเกตมากขึ้น ส่วนจุดที่หาใจความสาคัญยากที่สุดคือย่อหน้าที่ไม่มีประโยคใจความสาคัญปรากฏชัดเจน อาจมีประโยคหรืออาจอยู่รวมๆ กันในย่อหน้าก็ได้ซึ่งผู้อ่านต้องสรุปใจความสาคัญเอง อย่างไร ก็ตาม การอ่านงานเขียนเชิงวิชาการมักสื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมา มีโครงสร้างกระชับ ผู้อ่านสามารถจับใจความได้ง่าย การอ่านจับใจความสาคัญต้องอ่านอย่างคร่าวๆ ให้พอเข้าใจ ตั้งคาถามกว้างๆ ตามหลัก 5W’s 1H และตอบคาถามสั้นๆ ในประเด็นที่ต้องการ แต่ให้ได้ ใจความครอบคลุม เมื่อผู้อ่านเก็บใจความเรื่องที่อ่านโดยรวมได้ และไม่ต้องการรายละเอียด อื่นๆ อีก ก็ไม่จาเป็นต้องอ่านซ้า เว้นแต่จะเป็นการพิจารณาว่า เรื่องที่อ่านนั้นมีคุณค่าเพียง พอที่จะอ่านใหม่อย่างละเอียดหรือไม่ 4. การอ่านตีความ (interpret reading) เป็นการทาความเข้าใจในระดับสูงกว่าการอ่านแบบจับ ใจความ เพื่อสรุปความหมายโดยนัย (connotation) ทั้งตามตัวอักษรและไม่ใช่ความหมาย ตามตัวอักษร ผู้อ่านต้องอาศัยความสัมพันธ์ของใจความหลัก ใจความรอง องค์ประกอบหรือ สิ่งอ้างอิงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จับประเด็นสาคัญๆ และหาเหตุผลเชื่อมโยงเข้ากั บเนื้อหา ขยาย ความเพิ่มเติมในส่วนของใจความสาคัญเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น โดยการยกตัวอย่าง หรือเปรียบเทียบ ทั้งนี้ การอ่านแบบตีความจะใช้ความรอบรู้และประสบการณ์ของผู้อ่านแต่ ละบุคคล คาว่า “รอบรู้” มีความหมายถึงการสนใจเอาใจใส่ติดตามความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันก็จะต้องรู้บริบทและภูมิหลังของเหตุการณ์เหล่านั้น เนื่องจาก ผู้เขียนสามารถสื่อสารด้วยภาษาที่ต่างออกไปหรือใช้ภาษาไม่ตรงไปตรงมา หากผู้อ่านตีความ ตามตัวอักษร ก็อาจไม่เข้าใจความหมายหรือเข้าใจความหมายผิดไปก็เป็นได้ ดังนั้น ผู้อ่านจึง จาเป็นต้องคิด และตีความต่อไปว่า เรื่องที่อ่านนั้นมีความหมายเช่นไร (ยุรฉัตร บุญสนิท, 2538, หน้า 95) ทั้งนี้ การพิจารณาว่าผู้อ่านตีความได้ตรงประเด็นหรือไม่ พิจารณาได้จาก การให้เหตุผล 5. การอ่านอย่างละเอียด (intensive reading/close reading) ในบางครั้งเรื่องที่นักวิจัยต้องอ่าน อาจมี ค วามสาคัญเท่าๆ กันไปตลอดทั้งเรื่อง ผู้อ่า นสามารถเก็บรายละเอียดได้มากกว่า ประเด็ น ส าคั ญ เสี ย อี ก ผู้ เ ขี ย นบางคนมี ค วามสามารถที่ จ ะใช้ ภ าษาให้ ก ระชั บ ชั ด เจน ตรงไปตรงมา และมีประเด็นสาคัญแทบทั้งเรื่อง จึงต้องใช้วิธีอ่านอย่างละเอียด สิ่งสาคัญของ การอ่า นอย่า งละเอียดไม่ใช่เพียงจับใจความส าคั ญของเรื่องที่อ่า น แต่ ผู้อ่า นจะต้ องรู้จัก วิเคราะห์น้าเสียง (tone) ของผู้เขียนที่แฝงอยู่ในเรื่องนั้นว่าเป็นไปในทานองใด มีจุดมุ่งหมาย


105

อย่างไร โดยวิเคราะห์จากลีลาการใช้ภาษา เช่น เขียนอย่างตรงไปตรงมา ประชดประชัน แข็ง กร้าว ถ่อมตน ยั่วล้อ หรือเหน็บแนม ผู้อ่านไม่จาเป็นต้องเห็นด้วยกับเรื่องที่อ่าน แต่ต้องคิด วิเคราะห์ความรู้ ความเห็น วิสัยทัศน์ ของผู้เขียนว่ามีมุมมองกว้างแคบ น่าเชื่อถือมากน้อย เพียงใด การอ่านอย่างละเอียดเทียบได้กับการอ่านเอาเรื่อง (ศิวกานท์ ปทุมสูติ, 2553, หน้า 142) หรือการอ่านอย่างวิพากษ์วิจารณ์ (critical reading) ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าทักษะขั้นพื้นฐาน ที่กล่าวมาทั้งหมด เพื่อเลือกและประเมินค่าวรรณกรรม ผู้อ่านต้องวิเคราะห์ทรรศนะของ ผู้เขียนว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อความที่เสนอไว้ โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ ส่วนตัว และเนื่องจากวรรณกรรมต่างๆ อาจมีข้อผิดพลาดมากน้อยแตกต่างกันไป ผู้อ่านจึง ต้ อ งอ่ า นอย่ า งวิ พ ากษ์ วิ จ ารณ์ ไ ด้ (พจน์ สะเพี ย รชั ย , 2516, หน้ า 47 อ้ า งอิ ง ใน ยุ ท ธ ไกยวรรณ์, 2545,หน้า 67) การประเมินว่านักวิจัยประสบผลสาเร็จในการอ่านแบบนี้หรือไม่ พิจารณาได้จาก 1) จาแนกความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และการอ้างอิงได้ 2) เข้าใจความคิด และอคติของผู้เขียน 3) ตีความหมายเกี่ยวกับภาพและภาษาที่มิใช่ตัวอักษร ได้ 4) สรุปความตามข้อมูลที่ได้อย่างมีเหตุมีผล และ 5) เปรียบเทียบความคิดเห็นที่คล้ายกัน หรือแตกต่างกันได้ อนึ่ง ก่อนเริ่มอ่านอย่างละเอียด นิสิตควรอ่านแบบเก็บใจความสาคัญคร่าวๆ เพื่อให้ได้ภาพ กว้างๆ ก่อนว่าผู้เขียนต้องการนาเสนอประเด็น แนวคิด อะไร นาเสนออย่างไร ใจความมีสาะ สาคัญอะไรบ้าง โดยทั่วไปแล้วควรอ่านเพื่อเก็บใจความไปตามลาดับตั้งแต่หัวเรื่อง บทคัดย่อ บทสรุป เมื่อเห็นว่าน่าสนใจและสอดคล้องกับโครงร่างที่วางไว้จึงค่อยอ่านแบบละเอียดต่อไป เมื่อนิสิตทราบแนวทางการอ่านแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ กาหนดรูปแบบการอ่านในประเด็น ต่างๆ ว่าควรเป็นแบบใด เช่น อ่านเพื่อค้นหาเฉพาะคา อาจใช้การอ่านแบบค้นหา และหาก ต้องการรายละเอียดเพิ่มขึ้น อาจใช้การอ่านคร่าวๆ เพื่อเก็บใจความสาคัญ ได้ภาพกว้างๆ ของ สาระการวิจัยนั้น การวางรูปแบบการอ่านที่เหมาะสม นักวิจัยต้องมีวัตถุประสงค์ในใจอย่างชัดเจน วัตถุประสงค์เหล่านี้ควรตอบคาถามดังต่อไปนี้ได้ 1. ต้องการอ่านอะไรและอย่างไรเพื่อความรู้พื้นฐาน หรือเพื่อนาไปใช้กับคาถามเฉพาะที่ต้องการ คาตอบ 2. ต้องการอ่านอะไรและอย่างไรเพื่อเก็บชุดข้อมูลหรือสาระที่จะทาให้เห็นความสัมพันธ์หรือเห็น ความสาคัญของงานที่จะวิจัย อย่างไรก็ตาม นิสิตไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องอ่านในสิ่งที่ตนไม่เห็นด้วย เช่น ความคิดเห็น ของนักคิดนักทฤษฎีที่เป็นฝ่ายตรงข้าม ดังนั้น จึงควรระลึกอยู่เสมอว่าการอ่านก็คือการอ่านต้อง ไม่นาอคติส่วนตัวเข้ามาปะปน


106

ในขณะที่อ่าน นิสิตต้องทาความเข้าใจกับความคิดสาคัญของผู้เขียน โดยค้นหาประโยค ที่สาคัญที่สุดในแต่ละประเด็น ประโยคสาคัญในแง่ของผู้อ่านได้แก่ ประโยคที่ต้องใช้ความพยายาม อย่างมากจึงจะเข้าใจได้ดี ผู้เขียนอาจใช้ประโยคดังกล่าวเพียงประโยคเดียว หรือสองสามประโยค ในการสรุปความเป็นมาของปัญหา ข้อโต้แย้ง เหตุผลข้อเท็จจริงต่างๆ ประโยคดังกล่าวจึงเป็น ประโยคที่ผู้เขียนเลือกสรรเขียนคาที่ตรงตามความหมายกินความมาก ประโยคที่เป็นหัวใจของ ปัญหาเช่นนี้จึงต้องตีความทุกคาให้แจ่มแจ้ง (ยุรฉัตร บุญสนิท, 2538, หน้า 83) นิสิตบางรายอาจอ่านด้วยความเร็วที่แตกต่างกันช้าบ้างเร็วบ้าง แต่ต้องพึงระวังไม่อ่าน ช้าในประโยคที่ตนถูกใจ และอ่านเร็ว (หรือที่แย่กว่านั้นคืออ่านข้าม) ในประโยคที่ต้นไม่เข้าใจ การ อ่านเช่นนี้ย่อมส่งผลให้ไม่เข้าใจในเรื่องที่อ่าน การหาประโยคที่สาคัญนั้น นักวิจัยต้องสามารถแปลงประโยคดังกล่าวเป็นประโยคของ ตนเองได้ การท่องประโยคได้ไม่สาคัญเท่ากับรู้ว่าประโยคนั้นหมายความว่าอย่างไร ผู้ที่จาคาทุก คาในประโยคได้ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจเรื่องนั้นๆ เปรียบเสมือนการท่ องจาแบบ “นกแก้ว นกขุนทอง” หรือ “ครูพักลักจา” ที่รับเอามาแต่คาพูดไม่ได้รับความคิดหรือความรู้ติดตามมาด้วย ถ้ารับเอาความคิดมาด้วยก็สามารถพูดได้ด้วยความเข้าใจตนเอง บางกรณีที่ผู้เขียนพูดถึงสิ่ง เดียวกันแต่ใช้ประโยคต่างกัน นักวิจัยต้องแปลงประโยคนั้นเป็นประโยคของตนเพียงประโยคเดียว ได้ ไม่เข้าใจผิดว่าผู้เขียนมีความหมายไม่คงที่ ต้องเข้าใจว่าประโยคเหล่านั้นต่างกันที่การใช้คา ไม่ใช่ที่ความหมาย (ปรีชา ช้างขวัญยืน, 2522, หน้า 89-90 อ้างอิงใน ยุรฉัตร บุญสนิท, 2538, หน้า 84) การสั ง เคราะห์ และวิเคราะห์ว รรณกรรมควรปู ท างไปสู่ งานของนิ สิ ต เมื่ อ นิ สิ ต อ่า น วรรณกรรมเสร็จสิ้น ควรให้เหตุผลสาหรับสิ่งที่นาเสนอ (คาถามการวิจัย) และเหตุผลที่เลือกวิธี วิจัยนั้นๆ ดังนั้น การสังเคราะห์ควรชี้ให้เห็นคาถามการวิจัยที่ยังไม่ได้รับคาตอบที่ชัดเจน เช่น คาถามที่เสนอว่าจะศึกษา การวิพากษ์ควรเน้นด้านระเบี ยบวิธีวิจัยที่ปรากฏในงานวิจัยในอดีตซึ่ง นิสิตวางแผนจะแก้ไขโดยใช้งานวิจัยของตนที่จะดาเนินการต่อไป กรอบ 30 มีสมาธิจดจ่อกับเรื่องที่อ่าน “...การอ่านวรรณกรรมต้องเริ่มต้นด้วยสมาธิ คือ เตรียมใจให้ปลอดจากเรื่องอื่นๆ สนใจเฉพาะเรื่องที่อ่าน ตรงหน้า ติดตามเนื้อหาที่อ่านไปตลอดเวลาว่าความสาคัญของเรื่องที่อ่านอยู่ที่ใด เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร สมาธิที่จดจ่ออยู่ กับเรื่องที่อ่านจะทาให้เข้าใจได้รวดเร็วขึ้น หากสมาธิไม่มั่นคง นึกพะว้าพะวงเรื่องอื่นแทรกอยู่เรื่อยๆ จนลืมไปว่ากาลัง อ่านอะไร หรืออ่านไปถึงไหนแล้ว ทาให้เสียเวลากลับมาตั้งต้นใหม่...”


107

4.2.6 ความคิดสร้างสรรค์ ในขั้นตอนก่อนเริ่มเขียนผลการทบทวนวรรณกรรมจะมีกระบวนการหนึ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องคือ การใช้ความคิดเชิงสร้างสรรค์ ความคิ ด สร้ า งสรรค์ เ ป็ น องค์ ป ระกอบหนึ่ ง ที่ มี ค วามส าคั ญ ต่ อ การเขี ย นงานวิ จั ย แต่ ความคิดสร้างสรรค์ที่ดีย่อมเป็นผลจากการที่ นิสิตมีความสามารถแบบอื่นๆ ด้วย ความคิดที่เป็น องค์ประกอบสาคัญ ได้แก่ ความคิดเชิงมโนทัศน์ ความคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดเชิงวิเคราะห์/ ตีความ ความคิดเชิงสังเคราะห์ ความคิดเชิงประยุกต์ และความคิดเชิงบูรณาการ 1. ความคิดเชิงมโนทัศน์ (conceptual thinking) ภาพในความคิด เปรียบเสมือนภาพตัวแทน วัตถุ การให้นิยาม หรือปรากฏการณ์ โดยมีลักษณะร่วมกันมากพอเพื่อที่บุคคลหรือกลุ่มคน เข้าใจตรงกันว่า มโนทัศน์ที่กล่าวถึงอยู่นั้นหมายถึงสิ่งใด เช่น เมื่อกล่าวถึง “ผู้สูงอายุ” คน ทั่วไปก็จะให้นิยามถึ ง ความชราภาพ สุขภาพไม่แข็งแรง โดยไม่จาเป็นต้องเห็นว่ามี มี ผู้สูงอายุอยู่ตรงหน้า โดยนัยนี้ การมีความคิดเชิงสร้างสรรค์ มองผู้สูงอายุในมุมมองที่ยังคงมี ศั ก ยภาพในการพั ฒ นาสั ง คมได้ ซึ่ ง จะเพิ่ ม แนวทางในการมองโลก เพิ่ ม ความรู้ ใ หม่ ๆ เชื่อมโยงเหตุผลในเชิงนามธรรม และสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่หรือคาดการณ์ได้อย่างรวดเร็ว 2. ความคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) หมายถึง การมีความสามารถในการชี้ประเด็นหรือ การตัดสินให้ค่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือแสดงให้เห็นจุดอ่อนจุดแข็งของสิ่งที่วิพากษ์และ หาข้อ โต้แย้งได้อย่างมีเหตุผล ทั้งยังเสนอทางเลือกหรือให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ได้ โดยทั่วไป มักใช้คาว่า “วิพากษ์” ร่วมกับคาว่า “วิจารณ์” ซึ่งสามารถใช้ร่วมกันได้ แต่ 2 คานี้ยังมีความ แตกต่างกันคือ การวิพากษ์ เป็นการนาเสนอข้อโต้แย้ง การตั้งคาถาม การตัดสินในสิ่งที่เป็น ข้อสงสัยโดยใช้เหตุผลมาสนับสนุน ส่วนคาว่า วิจารณ์ เป็นเรื่องของการติชมและเสนอแนะ โดยใช้ความรู้ ความรู้สึกของผู้วิจารณ์เป็นสาคัญ การวิเคราะห์และการวิจารณ์เป็นกิจกรรมทางความคิ ดที่มี ความคาบเกี่ยวกัน การ วิเคราะห์จะเป็นการทาความเข้าใจ “วัตถุของการวิเคราะห์” ด้วยการแยกแยะออกเป็นส่วนย่อย เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกัน ส่วนการวิจารณ์ เป็นการประเมินคุณค่า ตัดสิน ตีความ ซึ่งมี ทั้งมุมมองเชิงบวกและเชิงลบต่อผลงาน ส่วนในเชิงศิลปะการวิจารณ์เป็นการทาความเข้าใจอย่าง ลึกซึ้งกับความงดงามของผลงาน หรือ “วัตถุของการวิจารณ์” จากความหมายดังกล่าวมาแสดงนัยว่า การคิดเชิงวิเคราะห์วิจารณ์มีความสัมพันธ์ ร่วมกัน ข้อเขียนที่แสดงบทวิเคราะห์ย่อมมีการวิจารณ์ และข้อเขียนบทวิจารณ์ก็ย่อมต้องใช้การ วิเคราะห์ร่วมด้วย (เกศินี จุฑาวิจิตร, 2552, หน้า 143-144)


108

ตาราง 12 ความแตกต่างระหว่างความคิดเชิงวิเคราะห์และความคิดเชิงสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) Analytic: คิดวิเคราะห์แยกแยะเป็นองค์ประกอบ ย่อยๆ Convergent: คิดทางเดียวโดยใช้หลักตรรกวิทยา Vertical: คิดแนวดิ่ง Probability: คิดโดยคานึงถึงความน่าจะเป็น Judgment: คิดโดยมุ่งเป้าเพื่อการตัดสิน Focused: คิดมุ่งประเด็นสาคัญ Objective: คิดมองเห็นภาพเป็นรูปธรรม Answer: ได้คาตอบที่เฉพาะเจาะจง Left brain: คิดโดยใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลัก Verbal: คิดโดยนึกเป็นถ้อยคา/ภาษา Linear: คิดเป็นเส้นตรง Reasoning: คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล Yes but: การยอมรับอย่างมีเงื่อนไข

การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking) Generative: คิดสร้างสรรค์ ผลิตหรือประมวลสิ่ง ใหม่ๆ Divergent: คิดกว้างไกล หลายทิศทาง Lateral: คิดด้วยวิธีการที่แตกต่าง Possibility: คิดโดยคานึงถึงความเป็นไปได้ Suspended judgment: คิดโดยตั้งข้อสังเกต ข้อ สงสัย Diffuse: คิดแบบฟุ้งกระจาย Subjective: คิดมองเห็นภาพเป็นนามธรรม An answer: คาตอบทั่วไปแบบเปิดกว้าง Right brain: คิดโดยใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลัก Visual: คิดโดยนึกสร้างภาพอาศัยจินตนาการ Associative: คิดเชิงสัมพันธ์ Richness, Novelty: คิดแบบกวี Yes &: การยอมรับและมีข้อเสนอแนะอืน่ ๆ ประกอบ

ที่มา: Haris (1998) 3. ความคิ ดเชิงวิเคราะห์/ตีความ (analytical thinking) หมายถึง การคิ ด วิเ คราะห์แ ยกแยะ (classify) ข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ โดยอาจจัดแยกเป็นหมวดหมู่หรือ ตามลาดับความสาคัญ และหาความสั มพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น จนเกิด ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (comprehensive) ในประเด็นหรือข้อมูลที่นาเสนอ ส่วนการตีความ (interpretive) เป็นการทาความเข้าใจกับข้อมูลตามพื้นฐานการรับรู้ ประสบการณ์ บรรทัด ฐานทางสังคมหรือบรรทัดฐานส่วนตัวของนักวิจัย แต่จะต้องตีความโดยยึดหลักเหตุผลเป็น สาคัญ 4. ความคิ ด เชิ ง สั ง เคราะห์ (synthesis-type thinking) หมายถึ ง การผสมผสานข้ อ มู ล ข้อเท็จจริง เหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไว้ด้วยกันเพื่อให้ได้ข้อมูลใหม่ที่ สอดคล้องเป็นเหตุเป็นผลกัน เพื่อใช้สนับสนุนแนวคิดในประเด็นที่ต้องการนาเสนอหรือตอบ วัตถุประสงค์ที่ต้องการ 5. ความคิดเชิงประยุกต์ (applicative thinking) ความสามารถในการประยุกต์แนวคิดที่เป็น นามธรรมมาสู่รูปธรรม หรือนาแนวคิดเดิมมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ต่างๆ ในทางปฏิบัติ


109

6. ความคิดเชิงบูรณาการ (integrative thinking) เป็นส่วนสาคัญสาหรับนักวิจัยที่จะทาให้เกิด องค์ความรู้ใหม่ๆ เกิดทักษะการคิดแก้ปัญหา และเป็นที่มาของความคิดเชิงสร้างสรรค์ สิ่งที่ ช่วยสร้างความคิดเชิงบูรณาการ ได้แก่ 1) การพิจารณาสรรพสิ่งแบบองค์รวม โดยเข้าใจว่า สิ่งต่างๆ ล้วนเป็นเหตุปัจจัยของกันและกัน ไม่มีสิ่ง ใดเป็นเพียงสาเหตุหรือผลลัพธ์โดยไม่ เกี่ยวข้องสัมพันธ์ หรืออีกนัยหนึ่งคือ การพิจารณาตามหลักอิทัปปัจจยตา และ 2) การคิด แบบทวิลักษณ์ (dualistic thinking) โดยมองว่าทุกสิ่งเปรียบเสมือนเหรียญ 2 ด้านที่มีทั้งคุณ และโทษหรือเป็นบวกเป็นลบ ซึ่งธรรมชาติของบุคคลโดยทั่วไปมั กมีอคติในการมองโลกอย่าง ลาเอียงตามอารมณ์และความรู้สึกส่วนตัว ทั ก ษะการคิ ด ต่ า งๆ ดั ง กล่ า วมา นิ สิ ต สามารถน าไปประยุ ก ต์ ใ ช้ ใ นการวิ เ คราะห์แ ละ สังเคราะห์ข้อมูลจากวรรณกรรมต่างๆ เพื่อนาไปใช้ในขั้นตอนของการเขียนต่อไป 4.2.7 การวิเคราะห์และสังเคราะห์วรรณกรรม วิธีการวิเคราะห์ ทาได้อย่างน้อย 8 วิธี โดยอาจใช้เพียงวิธีเดียวหรือใช้ร่วมกันหลายก็ได้ตามความ เหมาะสม ดังนี้ (วิรัช วิรัชนิภาวรรณ, 2553, หน้า 18-22) 1. วิเคราะห์ที่มาของแนวคิด เช่น แนวคิดของนักวิชาการคนแรกพัฒนาขึ้นในประเทศ ส่วน แนวคิ ด ของนั ก วิ ช าการอี ก คนหนึ่ ง มาจากต่ า งประเทศ อาจวิ เ คราะห์ ว่ า แนวคิ ด ของ นักวิชาการท่านใดได้รับการยอมรับและนาไปใช้มากกว่ากัน 2. วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของแนวคิด เช่น แนวคิดที่สนับสนุนหลักประชาธิปไตย การกระจาย อานาจหรือการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่วนจุดอ่อน เช่น แนวคิดที่สนับสนุนหลักการอา มาตยาธิปไตย การรวมอานาจ หรือการควบคุมกากับดูแลอย่างเข้มงวดเกินไป 3. วิเคราะห์แนวคิดในโครงสร้างใหญ่และโครงสร้างย่อย เช่น โครงสร้างใหญ่ เช่น แนวคิด เกี่ยวกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และยุทธศาสตร์หน่วยงาน โครงสร้างย่อย เช่น แนวคิดเกี่ยวกับ ทัศนคติ พฤติกรรมของบุคลากร กระบวนการดาเนินงาน เป็นต้น 4. วิเคราะห์สาระสาคัญหรือขั้นตอนของแนวคิด เช่น นักวิชาการคนแรกเห็นว่ากระบวนการ บริหารประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ส่วนอีกคนหนึ่งเห็นว่าประกอบด้วย 5 ขั้นตอน โดยแต่ละ ขั้นตอนมีสาระสาคัญอย่างไร เป็นต้น 5. วิเคราะห์ลักษณะร่วม หรือปัจจัยร่ วม (common factors) ของแต่ ล ะแนวคิ ด เช่น แต่ ละ แนวคิดมีกระบวนการปฏิบัติงานที่ล้วนประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การคิดหรือการ วางแผน 2) การลงมือปฏิบัติ และ 3) การประเมินผล ที่เหมือนกัน แม้แต่ละแนวคิดจะเขียน ด้วยถ้อยคาที่แตกต่างกันก็ตาม เป็นต้น 6. บูรณาการ (integration) หรือผสมผสานแนวคิดต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น นักวิชาการคนที่หนึ่ง สนับสนุนการให้บริการประชาชนที่เน้นกระบวนการหรือขั้นตอนการปฏิบัติงานตามระเบียบ


110

กฎหมาย นักวิชาการคนที่สองให้ความสาคัญกับผลงานที่ปรากฏอออกมา ส่วนนักวิชาการ คนที่ ส ามสนั บ สนุ น ให้ ป ระชาชนเป็ น ศู น ย์ ก ลางของการให้ บ ริ ก าร เมื่ อ น าแนวคิ ด ของ นักวิชาการทั้ง 3 คนมาผสมผสานกัน การให้บริการประชาชนของหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ รัฐ ก็จะให้ความสาคัญกับการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยคานึงถึงผลงานว่าจะต้อง สอดคล้องกับความต้องการและผลประโยชน์ของประชาชนด้วย 7. วิเคราะห์เปรียบเทียบแนวคิดว่าเหมือนกันหรือแตกต่างกัน เช่น นักวิชาการคนแรกมีแนวคิด ที่เน้นการบริหารจัดการให้หน่วยงานมีประสิทธิภาพ ประหยัด และกาไร ในขณะที่นักวิชาการ อีกคนหนึ่ง ให้ความสาคัญกับบุคลากร การพัฒนา และการฝึกอบรมบุคลากร 8. วิเคราะห์เปรียบเทียบกับกรอบแนวคิดที่สมบูรณ์กว่า โดยนากรอบแนวคิดหรือตัวชี้วัดมาเป็น ตัวเปรียบเทียบ เช่น การศึกษาแนวคิดการบริหารจัดการเชิงสมดุล (balanced score card: BSC) พบว่า มีเนื้อหา 4 ด้าน คือ 1) ด้านภายนอกองค์กร หรือประชาชนผู้รับบริการ (เทียบ ได้กับ market) 2) ด้านภายในองค์กร (เทียบได้กับการบริหารงานภายในทั่วไป (เทียบได้กับ management) 3) ด้ า นการเรียนรู้และการเจริญเติ บโต (เทียบได้ กับ man) และ 4) ด้ า น การเงิ น (เที ย บได้ กั บ money) ต่ อ จากนั้ น ผู้ วิ จั ย น าหลั ก การบริ ห ารงาน (PAMSPOSDCoRB) มาเปรียบเทียบ ได้แก่ 1) man 2) money 3) management 4) material 5) morality 6) market 7) message 8) method 9) minute 10) mediation 11) measurement และสุดท้าย ผู้วิจัยอธิบายถึงเหตุผลหรือข้อสังเกตที่แนวคิด BSC ไม่กล่าวถึงประเด็นที่เหลือ (material, morality, message, method, minute, mediation, measurement) เทคนิคการ วิเคราะห์ด้วยวิธีหลังนี้ ผู้วิจัยต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกรอบแนวคิด หรือตัวชี้วัด อย่าง ลึกซึ้ง วิธีการวิเคราะห์ ทั้ง 8 วิธี นิสิตอาจนาเสนอไว้ในตารางปรียบเทียบหรือภาพเพื่อให้เห็น ชัดเจนขึ้นก็ได้ และเพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจและนาไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริงมากขึ้น 4.3 คาถาม/กิจกรรมท้ายบท 1. ให้นสิ ิตฝึกปฏิบัติโดยสืบค้นจาก web search engine ต่างๆ ด้วยคาสาคัญในงานวิจัยของ ตนเองและเปรียบเทียบจานวนวรรณกรรมและแหล่งข้อมูลที่ได้จากการสืบค้น 2. การใช้แผนที่วรรณกรรมเพื่อรวบรวมผลงานวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตอย่างไร 3. อะไรคือเนื้อหาสาระของวรรณกรรมที่นิสิตจะต้องทบทวนหรือประมวลผลออกมา


111

บทที่ 5 กำรเขียนผลกำรทบทวนวรรณกรรม การเขียนบททบทวนวรรณกรรมคงเป็นเรื่องยากที่สุดในขั้นตอนการทบทวนวรรณกรรม “ทุกคน ย่อมเขียนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเขียนเป็น ” คากล่าวนี้หมายความว่า ทักษะ การเขียน ผลงานทบทวนวรรณกรรมให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ าย ถ่ายทอดเนื้อหาอย่างเป็นเหตุเป็นผล และมี หลักการทางวิชาการ สาหรับนิสิต /นักวิจัยมือใหม่ นั้นคงเป็นเรื่องยาก ต้องอาศัยประสบการณ์ และการฝึ ก ทัก ษะการเขี ย นอย่า งสม่ าเสมอ ทั้ ง นั ก วิ จั ย ยั ง ต้ อ งมี ส มาธิ จ ดจ่ ออยู่ กับ สิ่ ง ที่เ ขียน ประมวลเนื้อหาจากวรรณกรรมจานวนมาก เรียบเรียงผ่านการวิเคราะห์สังเคราะจนออกมาเป็นย่อ หน้าที่ได้ใจความในที่สุด การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องจะสะท้อนความเป็นวิชาการ (scholarship) และ แสดงให้เห็นว่านักวิจัยมีความรู้ในเรื่องที่จะทาวิจัยมากน้อยเพียงใด ถ้านักวิจัยมีความรู้มากก็ ย่อมจะวิจัยได้อย่างมีคุณภาพและให้ผลที่น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ผู้พิจารณาโครงการวิจัยที่ชานาญจะ ดูที่การประมวลเอกสารที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย เพราะเชื่อว่าหากส่วนนี้เขียนได้ดี จึงจะพิจารณา ส่วนอื่นๆ ต่อไป 5.1 องค์ประกอบของเนื้อหาต่างๆ เมื่อพิจารณาในแง่โครงสร้างของการนาเสนอความรู้จะเห็นได้ว่า เริ่มมาจากประโยคมาสัมพันธ์กัน อย่างมีเอกภาพเป็นย่อหน้า ย่อหน้าหลายๆ ย่อหน้า สัมพันธ์กันเป็นหัวข้อ หัวข้อย่อยหลายๆ หัวข้อสัมพันธ์กันเป็นหัวข้อหลัก หัวข้อหลักหลายๆ หัวข้อสัมพันธ์กันเป็นบท บทหลายๆ บท สัมพันธ์กันเป็นเรื่องใหญ่ในที่สุด ดังนั้น ย่อหน้าจึงเป็นหน่ วยเบื้องต้นที่จะพัฒนาเป็นเนื้อหาส่วน อื่นๆ ต่อไป ย่อหน้าหรืออนุเฉท (paragraph) หมายถึง กลุ่มคาของประโยคหลายประโยคที่เขียนเรียง ต่อเนื่องกันไปอย่างสมเหตุผล โดยมีความมุ่งหมายที่จะอธิบาย ขยาย สาระหรือความคิดหลักใน ประเดียว โดยอาจวางไว้ตอนต้น ตอนกลาง หรือตอนท้ายก็ได้ แต่โดยทั่วไปนิยมวางไว้ตอนต้น เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน (ปรีชา ช้างขวัญยืน, 2552, หน้า 84; สนม ครุฑเมือง, 2550, หน้า 18) ย่อหน้าจะสังเกตได้ชัดเจนเพราะข้อความนั้นจะอยู่ห่างจากขอบกระดาษหรือเส้นกั้นหน้า (identation) ด้านซ้าย ส่วนจะเยื้องเข้ามาเท่าใดนั้ นก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นย่อหน้าที่อยู่ในหัวข้อหลัก หรือหัวข้อรอง ย่อหน้าที่ดีพิจารณาได้จากหลักการต่อไปนี้ (เปลื้อง ณ นคร, 2541; เกศินี จุฑา วิจิตร, 2552, หน้า 119-121)


112

1. เอกภาพ (unity) คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในประโยคหนึ่งๆ ควรมีใจความสาคัญ เพียงเรื่องเดียว ประโยคอื่นๆ ที่เป็นส่วนขยายทุกอย่างจะต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่กาลัง กล่าวถึงอยู่เท่านั้น 2. สัมพันธภาพ (coherence) คือ ความสอดคล้องกัน วลีหรือประโยคที่นามาเรียงต่อกันต้องไม่ มีส่วนใดที่ขัดแย้งกันเอง ผู้เขียนสามารถใช้คาสันธาน (ที่ ซึ่ง อัน หรือ แต่ และ ถ้า จึง ตลอดจน ฯลฯ) เชื่อมประโยคให้มีความเกี่ยวเนื่องกันเป็นลาดับไม่สับสน 3. สารัตถภาพ (emphasis) คือ แสดงใจความสาคัญของเรื่อง ในย่อหน้าหนึ่งๆ จะประกอบด้วย ใจความหลักและใจความรองหรือพลความ นักวิจัยต้องเน้นอธิบายใจความหลัก ส่วนใจความ รองควรเน้นเท่าที่จาเป็น ชนิดของย่อหน้าแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) ย่อหน้านาความคิด 2) ย่อหน้าโยง ความคิด 3) ย่อหน้าแสดงความคิด และ 4) ย่อหน้าสรุปความคิด โดยมีรายละเอียดดังนี้ (สนม ครุฑเมือง, 2550, หน้า 21-22; ปรีชา ช้างขวัญยืน, 2552, หน้า 80-81) 1. ย่อหน้านาความคิด เป็นย่อหน้าที่ เขียนนาก่อนเข้าสู่ความคิดสาคัญ ใช้บอกวัตถุประสงค์ ความสัมพันธ์ระหว่างหัวข้อ หรือขอบเขตของเรื่องทั้งหมด เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน โดยอาจใช้เหตุการณ์ ข้อความ หรือข้อมูลทางสถิติที่มีนัยสาคัญๆ มาเป็นส่วนนา 2. ย่อหน้าโยงความคิด เป็นย่อหน้าสั้นๆ เพียงสองถึงสามประโยค ที่เชื่อมโยงความคิดระหว่าง ย่อหน้าเข้าด้วยกัน เช่น หากมีข้อความ 2 ข้อความที่มีเนื้อหาแตกต่างกัน ถ้าไม่มีการใช้ย่อ หน้าโยงความคิด เนื้อหาทั้ง 2 ส่วนอาจจะไม่สัมพันธ์กันได้ 3. ย่อหน้าแสดงความคิด เป็นย่อหน้าที่สาคัญที่สุด ทาหน้าที่แสดงความคิดเห็นให้เกิดความ เข้าใจอย่างชัดเจน แต่ละย่อหน้ามีเพียง 1 ใจความสาคัญ โดยจะวางไว้ในตอนต้น ตอนกลาง ตอนท้าย หรือเป็นความคิดแฝงในประโยคอื่นๆ ก็ได้ 4. ย่อหน้าสรุปความคิด เป็นย่อหน้าที่ใช้สรุปความคิดสาคัญๆ เพื่อตรึงใจผู้อ่าน แต่พึงระวังไม่ให้ กลายเป็นการย่อความ ผู้เขียนอาจแสดงให้เ ห็นความสาคัญของเรื่องนั้นๆ ที่ต้องได้รับการ แก้ไข ควรนาไปปฏิบัติ หรือสัมพันธ์กันกับปัญหาอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ย่อหน้าประเภทนี้อาจ ไม่จาเป็นต้องมีก็ได้หากผู้เขียนสื่อสารได้ชัดเจนดีอยู่แล้วในย่อหน้าแสดงความคิด โดยทั่วไปแล้ว เนื้อหาของการทบทวนวรรณกรรมจะมีองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ ส่วนกล่าว นา ส่วนเนื้อความ และส่วนจบ (ภาพ 20)


113

ภาพ 20 โครงสร้างการเขียนเนื้อหาในบททบทวนวรรณกรรม จุดเริ่มต้นเนื้อหา ส่วนนา เนื้อหา สรุป จุดสิ้นสุดเนื้อหา

1. ส่ ว นกล่ า วน า (lead/introduction) คื อ ส่ ว นเริ่ ม ต้ น ของการเขี ย น เป็ น ข้ อ ความเปิ ด เรื่ อ ง (opening statement) เสมือนการอารัมภบทในการพูด ควรแสดงให้เห็นความหมายของคา ข้อความ หรือนิยามศัพท์ ที่เป็นประเด็นสาคัญที่จะทาการวิจัย ผู้วิจัยควรเริ่มบททบทวน วรรณกรรมด้วยเนื้อความที่เป็นการเกริ่น ซึ่งเป็นการให้ภาพรวมของเนื้อหาในบท ส่วนกล่าว นานี้ไม่ต้องมีหัวเรื่องนา เนื้อหาจะครอบคลุมแนวคิด ทฤษฎีสาคัญๆ ขอบเขตวรรณกรรมที่ ทบทวน และโครงสร้างเนื้อหาในบท ไม่ควรเริ่มต้นเนื้อหาถัดจากหัวข้อหลักในทันที แต่ควรนาผู้อ่านเข้าสู่ประเด็นเนื้อหาแบบค่อย เป็นค่อยไป โดยใช้การอรรถาธิบายถึงเนื้อหานั้นในส่วนกล่าวนาพอสังเขป ประกอบด้วย ข้อความหลายๆ ประโยครวมกัน ผู้อ่านจะทราบถึงโครงสร้างของงานวิจัยว่ามีประเด็นใดบ้าง ที่ผู้อ่านจะพบต่อจากส่วนนี้ เพื่อให้ผู้อ่านติดตามงานเขียนที่นาเสนอไปตามลาดับที่วางไว้ โดยในย่อหน้าแรกควรเขียนส่วนเกริ่นนาไว้ประมาณ 1-3 บรรทัด ส่วนย่อหน้าสุดท้ายของแต่ ละหัวข้อ ควรเขียนส่วนสรุปหรื อการวิเคราะห์ไว้ด้วย เนื่องจากวรรณกรรมที่นามาทบทวน ล้วนเป็นแนวคิดหรือข้อความของผู้อื่น ดังนั้น จึงควรนาข้อความนั้นมาสรุปและวิเคราะห์เป็น ความคิดเห็นของนิสิตเอง เพื่อไม่เป็นการคัดลอกหรือมีลักษณะของการปะติดปะต่องาน 2. ส่วนเนื้อความ (body of content) หลังจากส่วนกล่าวนาแล้ว ควรเรียบเรียงข้อมูลจากการ วิเคราะห์และสังเคราะห์วรรณกรรมต่างๆ ไว้ในส่วนเนื้อความ องค์ประกอบของเนื้อความ ได้แก่ ข้อมูล ข้อเท็จจริง คาพูด การบรรยายพรรณนา ความคิดเห็นของนิสิต การวิเคราะห์ สังเคราะห์ รวมถึงภาพ ตาราง แผนภูมิ เป็นต้น โดยสามารถใช้ย่อหน้า เชื่อมความคิดทา หน้าที่เชื่อม (bridge) คา ข้อความ วลี และประโยค เข้าเป็นย่อหน้า จนได้เนื้อหาที่สมบูรณ์ และเป็นไปตามหัวข้อที่กาหนดไว้


114

3. ส่วนความจบ (ending) เป็นส่วนท้ายของข้อเขียน เป็นการสรุปความเพื่อให้เนื้อหาในหัวข้อ นั้นๆ สมบูรณ์ เป็นการขมวดความคิดของผู้อ่ านและของนิสิตเองว่า เนื้อหาสาระที่นามานั้น ได้นาไปใช้หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างไร เพราะเหตุใด การเขียนส่วนจบมีความสาคัญเท่าๆ กับความนา ขณะที่ส่วนนาทาหน้าที่เร้าความสนใจ ส่วนความจบจะทาหน้าที่สร้างความ กระจ่างทางความคิด สรุปข้อมูลทั้งหมด ตอบคาถามตามวัตถุประสงค์ ตั้งคาถามเพื่อให้เกิด การค้นหา หรือเชื่อมโยงไปสู่เนื้อหาในหัวข้อต่อไป ตัวอย่างวิธีการเขียนสรุปและวิเคราะห์ ซึ่งอาจอยู่ภายใต้หัวข้อสรุปและวิเคราะห์โดย แบ่งเป็น 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1. เกริ่นนา: การเกริ่นนา เป็นการแสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องระหว่างข้อความที่นักวิ จัยได้ ศึกษาหรือนาเสนอไว้แล้วข้างหน้ากับข้อความที่นักวิจัยจะวิเคราะห์ต่อไป เช่น การวิจัยเรื่อง .... “การบริหารจัดการ” ของนักวิชาการทั้งหลายมาสรุปและวิเคราะห์ ) โดยอาจเขียนว่า หลังจากทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการของนักวิชาการต่างๆ เพื่อใช้ในการกาหนด ความหมายของคาว่า การบริหารจัดการ นิสิตจึงนามาสรุปและวิเคราะห์ ดังต่อไปนี้… (ตาม ด้วยข้อความอธิบาย) 2. บูรณาการแนวคิด: เป็นการสรุปและวิเคราะห์แนวคิด ความหมายของคาของนักวิชาการแต่ ละคน เป็นการสรุปด้วยการยกตัวอย่างความหมายของคาว่า การบริหารจัดการโดยย่อของ นักวิชาการที่นักวิจัยได้นาเสนอไว้แล้วข้างต้นอย่างน้อย 3 คนกล่าวคือ 1) ควรเขียนสรุปว่า ความหมายของการบริหารจัดการของนักวิชาการแต่ละคนเป็นอย่างไร เรียงตามลาดับกันทั้ง 3 คน และ 2) ควรวิเคราะห์ความหมายของการบริหารจัดการของนักวิชาการแต่ละคนด้วยว่า มีที่มา ข้อดีข้อเสีย สาระสาคัญ หรือลักษณะร่วมอย่างไร (อาจวิเคราะห์โดยใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือหลายวิธีจาก “วิธีการหรือเทคนิคการวิเคราะห์ 8 วิธี”ข้างต้น) โดยอาจวิเคราะห์เรียง ตามลาดับแต่ละคน หรือเลือกวิเคราะห์บางคน หรือวิเคราะห์รวมๆ กันไปก็ได้ แล้วแต่ความ เหมาะสม 3. คัดเลือกแนวคิดมาใช้: เป็นการเลือกแนวคิดมาใช้ การเลือกนักวิชาการและความหมายมาใช้ อาจเขียนว่าหลังจากการวิเคราะห์ความหมายของนักวิชาการทั้ง 3 คนดังกล่าว จึงได้เลือกนา ความหมายค าว่ า การบริ ห ารจั ด การ ของ........ (ใส่ ชื่ อ นั ก วิ ช าการที่ ผู้ ศึ ก ษาได้ เ ลื อ กน า ความหมายมาใช้เพียงคนเดียว หรือถ้านาความหมายของนักวิชาการหลายคนมาผสมผสาน กัน ก็จะต้องใส่ชื่อนักวิชาการให้ครบทุกคน) มาใช้เป็นพื้นฐานหรือแนวทางหลักในการกาหนด ความหมายของคาว่า การบริหารจัดการ ที่ใช้ในการวิจัย 4. กาหนดความหมายและแสดงเหตุผลของแนวคิด : การกาหนดความหมายของคาว่า การ บริหารจัดการ ที่ใช้ในการวิจัยซึ่งจะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัยด้วย โดยหมายถึง ................... (ระบุความหมายให้ครบถ้วนซึ่งควรจะต้อง “สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการ วิ จั ย ” มี ข้ อ สั ง เกตว่ า ไม่ ค วรเขี ย นความหมายข้ า งหน้ า นี้ อ ย่ า งไรก็ ไ ด้ เช่ น ไม่ ค วรน า


115

ความหมายของนั ก วิ ช าการคนใดคนหนึ่ ง มาใช้ ทั้ ง หมด หรื อ ไม่ ค วรน าความหมายของ นักวิชาการหลายคนมาเขียนติดต่อกันเท่านั้น แต่ควรเขียนเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ กับหัวข้ออื่นด้วย กล่าวได้ว่าความหมายที่เขียนไว้ข้างหน้านี้ถือว่า เป็นความหมายของการ บริหารจัดการของนักวิจัยเอง โดยได้แนวทางในการกาหนดความหมายมาจากความหมายคา ว่าการบริหารจัดการของนักวิชาการดังกล่าว) แสดงเหตุผลที่เลือก นักวิจัยควรให้เหตุผลไว้ใน ตอนท้ายด้วยว่าเพราะเหตุใดจึงเลือกนาความหมายคาว่า การบริหารจัดการ ของนักวิชาการ คนเดียวหรือหลายคนนั้น มาใช้ในการศึกษาครั้งนี้ โดยอาจเขียนว่า สาหรับเหตุผลที่ผู้ศึกษา เลือกนาความหมายของ .............. (ใส่ชื่อนักวิชาการ) มาใช้เป็นแนวทางหรือพื้นฐานในการ กาหนดความหมายของคาว่า การบริหารจัดการ” ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เนื่องจากเป็น ความหมายที่มีเนื้อหาสาระครอบคลุ ม ขั้น ตอนหรื อสาระส าคั ญ ของการปฏิบัติ งานอย่ า ง ครบถ้วน ชัดเจน และนาไปประยุกต์ใช้ได้ และยังสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย สาหรับ เทคนิคการเขียนขั้นตอนนี้ คือ นักวิจัยควรเขียนบรรยายเฉพาะในด้านดีหรือด้านบวกว่า ความหมายนั้นมีความสาคัญและจาเป็นอย่างไร จึงทาให้เลือกนามาใช้เป็นแนวทางหลักใน การกาหนดความหมายที่ใช้ในที่นี้ 5. แสดงความสอดคล้อง: เป็นการนาความหมายของการบริหารจัดการไปใส่ไว้ในส่วนอื่นที่ เกี่ยวข้องเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์หรือสอดคล้องกัน เช่น ในบทที่ 1 หัวข้อหลัก คา จากัดความหรือนิยามศัพท์เฉพาะ หัวข้อย่อย การบริหารจัดการ เป็นต้น การทาเช่นนี้แสดง ให้เห็นว่า การกาหนดคาจากัดความหรือนิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย นิสิตนามาจากการ ทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการบริหารจัดการจากนักวิชาการหลายท่าน 5.2 ลาดับการนาเสนอ Glatthorn & Joyner (2005, pp. 118-119) ได้เสนอกลยุทธ์ในการจัดระเบียบเนื้อหางานวิจัยใน อดีตที่ต้องทบทวนดังนี้ 1. นาเสนอตามลาดับเวลา (chronological) ในกรณีที่ความรู้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามแนวโน้ม และพัฒนาการก็จะใช้วิธีนี้ 2. นาเสนอตามสานักคิด (opposing camps) ในกรณีที่ประเด็นที่สนใจศึกษามีนักวิชาการให้ ความเห็นแตกต่ า งกันในแนวคิ ด ทฤษฎี หรือผลงานวิจัยได้ ข้อค้ น พบหรือผลการศึ ก ษา แตกต่างกัน 3. นาเสนอตามแนวคิด (conceptual) วิธีนี้เป็นวิธีการที่นิยมแพร่หลายที่สุด เป็นวิธีที่นักวิจัย ชี้ให้เห็นแนวคิดเด่นๆ หรือปัจจัยที่มีอยู่ในวรรณกรรม Wiersma (1995) เสนอแนะน าให้ น าเสนอวรรณกรรมไปตามล าดั บ เหตุ ก ารณ์ เวลา (time series) โดยคานึงถึงความต่อเนื่องของการสั่งสมองค์ความรู้ในเรื่องนั้นๆ ตั้งแต่แรกเริ่มเป็น


116

ลาดับถึงปัจจุบันว่าความรู้เรื่องนั้นมีวิวัฒนาการอย่างไร ขณะที่ สุชาติ ประสิทธ์รัฐสินธุ์ (2550, หน้า 58) เห็นว่า นักวิจัยไม่ควรเสนอผลเป็นรายบุคคลตามลาดับตัวอักษร หรือตามรายปี เพราะ การเสนอเป็นรายชิ้น นอกจากนั้ นแล้ว ไม่ควรเสนอแยกเป็นกลุ่ม เช่น แนวคิด ทฤษฎี และ ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องหรือผลงานวิจัยในอดีต ในการเสนอลักษณะงานวิจัยปฐมภูมิ นิสิตควรที่จะมีกรอบที่จะนาเสนอ โดยเฉพาะอย่าง ยิ่ ง ลั ก ษณะงานวิ จั ย ปฐมภู มิ ที่ เ ป็ น ตั ว เลขเชิ ง ปริ ม าณ เช่ น ขนาดของความแตกต่ า ง อั ต รา ความสัมพันธ์ในเชิงบวกหรือเชิงลบ และระดับนัยสาคัญในเชิงลบหรือเชิงบวก หรือไม่มีนัยสาคัญ (nonsignificant) ยกเว้นแต่ว่างานวิจัยปฐมภูมิทั้งหมดมุ่งการทดสอบไปในทิศทางเดียวกัน ลักษณะงานวิจัยปฐมภูมิ ซึ่งเป็นหน่วยวิเคราะห์ที่ควรเสนอคือ 1) ข้อค้นพบของงานวิจัย ปฐมภูมินั้นคืออะไร 2) ทิศทางของความสัมพันธ์หรือความแตกต่างของข้อค้นพบ 3) นัยสาคัญ ทางสถิติของความสัมพันธ์หรือความแตกต่าง (Jackson, 1980) การเสนอในลักษณะดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นว่า นิสิตเองยังไม่ได้ทาการย่อยหรือ สังเคราะห์วรรณกรรมเหล่านั้นให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่สาคั ญไม่ควรกล่าวว่า คนแรกที่ ทาการศึกษาเรื่องนี้คือใคร หรืองานวิจัยชิ้นแรกในเรื่องนี้ทาขึ้นในปีใด ยกเว้นแต่ว่านิสิตได้ทบทวน วรรณกรรมมาทุกแหล่งข้อมูลแล้ว หรือเข้าไปสืบค้นในห้องสมุดทั่วโลกซึง่ ย่อมเป็นไปไม่ได้ อาทิ ว รรณ โชติ พ ฤกษ์ (2553) การเขี ย นงานวิจั ย ฉบั บ ร่า ง (draft) ไม่ ค วรเขี ยนใน ลักษณะพรรณนาไปเรื่อยๆ ตามลาดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในการดาเนินการวิจัย เนื่องจาก ผู้อ่านโดยมากจะไม่สนใจเหตุการณ์ระหว่างการทาวิจัยโดยละเอียด ดังนั้น นิสิตควรจัดลาดับการ นาเสนอให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกว่างานวิจัยนั้นมีความน่าสนใจ และน่าติดตามหาคาตอบงานวิจัย ตั้งแต่ต้นจนจบ การเสนอผลการทบทวนวรรณกรรมโดยแยกเป็นหมวดหมู่ เช่น แนวคิด ทฤษฎี และ ผลงานวิจัยในอดีตเป็นการนาเสนอไม่ถูกต้อง เพราะงานวิจัยส่วนใหญ่จะมีการนาแนวคิดและ ทฤษฎีต่างๆ มาใช้ หากทบทวนแยกเป็นหมวดหมู่แล้วจะทาให้การอ้างอิงซ้าซ้อนอ้างแล้วอ้างอี ก การเสนอผลการทบทวนวรรณกรรมในด้านเนื้อหาสาระ ควรมุ่งไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร อิสระที่มีต่อตัวแปรตามที่ปรากฏอยู่ในทฤษฎีและผลงานวิจัยในอดีตตามประเด็นของวัตถุประสงค์ การวิจัย 5.3 เทคนิคการเขียนบททบทวนวรรณกรรม เมื่อนิสิตเริ่มลงมือเขียนบททบทวนวรรณกรรม หรือร่างบททบทวนวรรณกรรม นิสิตสามารถวาง แนวทางการเขียนได้ 2 รูปแบบ ขึ้นอยู่กับความถนัดและอุปนิสัยของนิสิต ดังนี้ 1. เร็วแต่ลวก (quick & dirty) เป็นการเขียนบททบทวนวรรณกรรมไว้เป็นหัวข้อๆ ซึ่ง นิสิตมี ข้อมูลมากที่สุด/สาคัญที่สุดก่อน โดยไม่เรียงลาดับตามหัวข้อหรือโครงร่างที่วางไว้ หรือเขียน ในประเด็นใดก็ได้ที่มีข้อมูลอยู่ในขณะนั้น เป็นการจัดเรียง/วิเคราะห์/สังเคราะห์ ข้อมูลหรือ


117

2.

3. 4. 5. 6.

ค่อยๆ เติมเต็มข้อมูลต่างๆ ให้อยู่เป็นหมวดหมู่ตามโครงเรื่อง เมื่อได้ข้อมูล ครบถ้วนตาม วัตถุประสงค์แล้ว จึงดาเนินการวิเคราะห์และสังเคราะห์ในแต่ละหัวข้ออี กครั้งเพื่อให้งานเขียน ในแต่ละย่อหน้ามีสัมพันธภาพ และมีความสมบูรณ์ในตัวเอง การเขียนแบบนี้จะทาให้งานวิจัย ฉบับร่างดาเนินไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือ นิสิตอาจหลงลืมที่จะเพิ่มเติมในประเด็น สาคัญๆ บางประเด็นไป เนื่องจากขณะที่เขียนอาจไม่มีสมาธิหรือจดจ่อกับเนื้อ หาส่วนใดส่วน หนึ่งอย่างลึกซึ้ง ช้าแต่คมชัด (slow & clean) เป็นการเขียนบททบทวนวรรณกรรมไปตามโครงร่างที่วางไว้ เพื่อให้เนื้อหาแต่ละส่วนมีความต่อเนื่อง ทั้งนิสิตยังเกิดความลุ่มลึกในแต่ละประเด็น เนื่องจาก ขณะที่เขียนจะวิเคราะห์ สังเคราะห์เนื้อหา แล้วกลั่นกรองข้อ เขียนแบบคาต่อคา ประโยคต่อ ประโยค (Word by perfect word, Sentence by polished sentence) เพื่อให้ข้อความแต่ ละส่วนมีใจความสมบูรณ์ที่สุด ลักษณะการเขียนแบบนี้จึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เลียนแบบ (adapting) เป็นการเขียนโดยดูตัวอย่างงานของผู้อื่น แล้วเขียนเลียนแบบด้ว ย แนวคิด สานวนภาษา และลีลาของตนเอง ขยาย (maximizing) เป็นการเขียนโดยนางานเขียนของผู้อื่นมาขยายเพิ่มเติม ยกตัวอย่าง ประกอบให้มีรายละเอียดชัดเจนขึ้น ย่อ (minimizing) เป็นการเขียนสรุปย่องานเขียนของผู้อื่นด้วยแนวคิด สานวนภาษา และลีลา ของนักวิจัยเอง แม้โดยหลักการแล้วการทบทวนวรรณกรรมควรจะเขียนให้สั้น กระชับ แต่ไม่ ควรให้สั้นจนกลายเป็นการสรุปความโดยมีเพียงผู้อ่านเฉพาะในสาขาของตนเท่านั้นที่จะเข้าใจ ปรับ (modifying) เป็นการเขียนโดยปรับเปลี่ยนเนื้อหาสาระต่างๆ ให้ตรงหรือสอดคล้องกับ ประเด็นที่วิจัย เช่น สลับที่คา ข้อความ (reversing) เรียบเรียงเนื้อหาโดยจัดโครงสร้างใหม่ (re-organizing) หาคาอื่นๆ มาแทนที่ (substituting) แต่เนื้อความเปลี่ยนไปแต่ยังสือความ หมายได้ไม่ต่างจากเดิม

นิสิตสามารถใช้รูปแบบการเขียนแบบใดก็ได้ขึ้นอยู่กับความถนัด ลักษณะการเขียนแต่ละ แบบต่างมีข้อดีแตกต่างกันไป นิสิตควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง ก่อนเริ่มการเขียน สิ่ง สาคัญที่ต้องปฏิบัติคือ การจัดสรรเวลาและสภาพแวดล้อมในการเขียนที่เหมาะสม และต้องไม่ลืม ที่จะกลับมาตรวจสอบทบทวนข้อเขียนอีกครั้งทั้งในเรื่องเนื้อหา การสะกดคา การอ้างอิง และ ส่วนประกอบอื่นๆ เพื่อป้องกันให้มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด


118

ตาราง 13 คาที่ใช้เขียนเชื่อมความในประโยคต่างๆ ลักษณะการใช้ เริ่มนาเสนอประเด็น เชื่อมประโยคต่างๆ – เสริมย้า – เปรียบเทียบเหมือน – ยอมรับ – สรุป

– เปรียบเทียบต่าง – ขยายความ – ทวนความคิด – บอกช่วงเวลา

ตัวอย่างกลุม่ คา กล่าวว่า, สรุปว่า, เสนอว่า, กล่าวถึง, เสนอแนะว่า, เห็นว่า, ให้ความหมายว่า, ให้นิยามว่า, เชื่อว่า, อธิบายว่า, ให้เหตุผลว่า, ให้ทศั นะว่า, พบว่า นอกจากนั้น, แล้วก็, ยิ่งกว่านั้น, ประการต่อไป อีก ด้วย, ในกรณีนี้, สิ่งสาคัญ ในทานองเดียวกัน, เหมือนกับ, ราวกับ, ดูประหนึ่ง, เสมือนว่า, ในความเป็นจริง ถือได้ว่ า, เท่ากับยอมรับว่ า, เชื่อได้ว่ า, เมื่ อเป็น เช่นนี้, แสดงว่า, แน่ใจได้ว่า, เป็นไปได้ว่า ด้วยเหตุดังกล่าว, เมื่อเป็นดังนั้น, เมื่อเป็นเช่นนี้, ในที่ สุ ด , ถึ ง กระนั้ น , กล่ า วโดยย่ อ , อี ก นั ย หนึ่ ง , สรุปได้ว่า, สิ่งที่กล่าวมา, กล่าวโดยสรุป, ผลลั พธ์ที่ เกิดขึ้น ในทางตรงกันข้าม, ในทางกลับกัน, แทนที่จะ, เว้น แต่ว่า, แม้ว่า, ทั้งๆ ที่, ถึงแม้ว่า, อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี, ในความเป็นจริง ดังจะได้กล่าวต่อไป, เห็นได้ว่า, ตัวอย่างเช่น, อาทิ เช่น, ได้แก่, ประกอบด้ว ย, มี อ งค์ประกอบดัง นี้ , และรวมถึง ดังได้กล่าวมาแล้ว, สิ่งที่กล่าวมาข้างต้น, ผลลัพธ์ที่ เกิดขึ้น หลังจากนั้น, ต่อมา, ก่อนหน้านั้น, ต่อไป, ทันใดนั้น , ในขณะนั้น, ในตอนท้าย, ในอดีต

ที่มา: พัฒนามา ปราณี สุรสิทธิ์ (2549, หน้า 95-96); ปรีชา ช้างขวัญยืน (2552,หน้า 79)


119

ตาราง 14 ตัวอย่างการเขียนเชื่อมความกรณีที่อ้างถึงงานวิจัยก่อนหน้าในภาษาอังกฤษ Smith (1999) found that as levels of literacy & education of the population rise ............. showed that reducing X to 190oC decreased ...... (see figure 2) . demonstrated that when the maximum temperature is exceeded ....... Jones et al. investigated the differential impact of formal & non-formal education on ...... (2001) analysed the data from 72 countries & concluded that ....... reviewed the literature from the period & found little evidence for this claim. interviewed 250 undergraduate students using semi-structured questionnaires. studied the effects of Cytochrome P450 on unprotected nerve cells. performed a similar series of experiments in the 1960s to show that ...... carried out a number of investigations into the ...... conducted a series of trials in which he mixed X with different quantities of .... measured both components of the ...... labelled these subsets as ....... examined the flow of international students ...... Reference to single investigations in the past: researcher(s) as sentence subject identified parents of disabled children as ..... used a survey to assess the various ....... Reference to what other writers do in their text (author as subject) Smith (2003) identifies poor food, bad housing, inadequate hygiene &… lists three reasons why the English language has become so dominant. traces the development of Japanese history & philosophy during the 19th century. provides in-depth analysis of the work of Aristotle showing its relevance to… draws our attention to distinctive categories of motivational beliefs often observed in… defines evidence based medicine as the conscious, explicit & judicious use of highlights the need to break the link between economic growth &… discusses the challenges & strategies for facilitating & promoting ...... mentions the special situation of Singapore as an example of ..... questions whether mainstream schools are the best environment for ...... considers whether countries work well on cross-border issues such as ...... uses examples of these various techniques as evidence that ......

ที่มา: The University of Manchester (2010)


120

กรอบ 31 ตัวอย่างการเขียนบททบทวนวรรณกรรมแบบขยายเนื้อความ “การปลูกสร้างสวนป่า เป็นหนึ่งในศาสตร์แห่งการจัดการป่าแบบวิทยาศาสตร์ของตะวันตก มีเป้าหมาย (A) เพื่อเพิ่มผลผลิตของเนื้อไม้ ลดทอนความซับซ้อนหลากหลาย และการไร้ระเบียบตามสภาพธรรมชาติให้ง่ายต่อ การจัดการ อย่างไรก็ตาม การจัดการดังกล่าวเป็นเพียงอุดมคติที่ยากต่อการปฏิบัติจริง เนื่องเพราะมนุษย์ไม่ สามารถที่จะควบคุม สภาพภูมิประเทศ พายุ แมลง โรคระบาด และไฟป่า ฯลฯ อีกทั้งยังไม่สามารถควบคุม ชาวบ้านในเขตป่าที่จาเป็นต้องใช้ประโยชน์จากป่า ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงสัตว์ หาอาหาร เก็บฟืน และจุดไฟเผา ถ่าน เป็นต้น...” (อัจฉรา รักยุติธรรม, 2543: 13) “เทอด สุปรีชากร (อ้างใน มณฑี โพธิ์ทัย, 2536) ให้ความหมายของการปลูกสร้างสวนป่าว่า หมายถึง (B) การสร้างป่าขึ้นในพื้นที่ที่ในปัจจุบันมีไม้ขึ้นอยู่น้อย หรือไม่มีต้นไม้เลย โดยวิธีธรรมชาติหรือโดยวิธีปลูกขึ้น” “ส่วน มณฑี โพธิ์ทัย (2536) ได้ให้ความหมายของการปลูกสร้างสวนป่าไว้ว่า หมายถึง การนาไม้ป่า มาปลูกในพื้นที่ที่กาหนด อย่างมีระบบ ระเบียบ แบบแผน โดยมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน การปลูกสร้างสวนป่านั้น ทาได้ทั้งในบริเวณที่เคยเป็นป่ามาก่อน แต่ป่านั้นถูกแผ้วถาง ทาลาย จนกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม หรือทาใน บริเวณที่ไม่เคยเป็นป่ามาก่อนเลยก็ได้” “นั ก วิ ช าการด้ า นป่ า ไม้ เช่ น มณฑี โพธิ์ ทั ย (2536) กล่ า วถึ ง แนวคิ ด การปลู ก สร้ า งสวนป่ า (C) (Reforestation) ว่าเป็น การสร้างป่าขึ้นในพื้นที่ที่มีไม้ขึ้นอยู่น้อยเนื่องจากเคยเป็นป่ามาก่อน แต่ถูกแผ้วถาง ทาลายจนกลายสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม หรือบริเวณที่ไม่เคยเป็นป่ามาก่อนเลยก็ได้ โดยวิธีปลูกสวนป่าตาม ธรรมชาติ หรือวิธีปลูกขึ้นอย่างมีแบบแผน มีวัตถุประสงค์ที่แ น่นอน การปลูกสร้างสวนป่าทาให้เกิดองค์ความรู้ ด้าน “วนวัฒนวิทยา” (Silviculture) ซึ่งมาจากคาว่า “Silvi” (ป่าและต้นไม้) ร่วมกับ “Culture” (ปลูก) ซึ่งเป็น สาขาหนึ่งของวนศาสตร์ (Agroforestry) (วรพรรณ หิมพานต์, 2553) ขณะที่ อัจฉรา รักยุติธรรม (2543: 13) กล่าวถึงการปลูกสวนป่า ในมุมมองที่ตรงกันข้ามว่า การปลูกสวนป่ามีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลผลิตเนื้อไม้ ลดทอน ความซับซ้อนหลากหลาย และการไร้ระเบียบตามสภาพธรรมชาติ เพื่อให้ง่ายต่อมนุษย์ที่จะเข้าไปจัดการ แต่การ จัดการดังกล่าวเป็นเพียงอุดมคติที่ยากต่อการปฏิบัติ เพราะมนุษย์ไม่สามารถที่จะควบคุมปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ฯลฯ รวมถึงชาวบ้านที่จาเป็นต้องใช้ประโยชน์จากป่าเพื่อการยังชีพ”

จากกรอบ 31 เป็นตัวอย่างการเขียนบททบทวนวรรณกรรมแบบขยายเนื้อความ โดย ผู้วิจัยตั้งใจจะขยายความจากย่อหน้า A ของ อัจฉรา รักยุติธรรม ซึ่งกล่าวถึงการปลูกสร้างสวน ป่าของภาครัฐในมุมมองเชิงลบจากข้อความที่กล่าวว่า “...การจัดการดังกล่าวเป็นเพียงอุดมคติที่ ยากต่อการปฏิบัติจริง เนื่องจากไม่สามารถควบคุมปัจจัยทางธรรมชาติและประชาชนที่ต้องพึ่งพิง ทรัพยากรจากจากป่าได้” และเมื่อทบทวนวรรณกรรมอื่นๆ จากฝ่ายนักวิชาการป่าไม้ในย่อหน้า B พบว่า มีมุมมองที่ต่างออกไป โดยนาเสนอในเชิงบวกต่อการฟื้นฟูสภาพป่าไม้เพื่อให้เกิดการใช้ ประโยชน์ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงขยายความหมายของการปลูกสร้างสวนป่าออกไปโดยนาเสนอให้เห็น ทัศนะทั้ง 2 แง่มุมดังย่อหน้า C


121

กรอบ 32 ตัวอย่างการเขียนบททบทวนวรรณกรรมแบบสรุปย่อเนื้อหา “ในปี พ.ศ. 2399 นายปันเล (Pan Hle) ชาวกะเหรี่ยงหรือภาษาพื้นเมืองเรียกว่า “กะฉิ่น” ซึ่งทางาน (A) ปลูกสร้างสวนสักที่ป่าเมืองตนเซ (Tonze) แห่งเขตทวารวดี (Tharqaravady) ของประเทศพม่า ได้เสนอวิธีปลูก สร้างสวนสักโดยวิธีซึ่งเขาเรียกว่า ตองยา (Taungya) (ตองยา เป็นภาษาพม่า แปลว่า การเพาะปลูกบนภูเขา ตอง แปลว่าภูเขา ยา แปลว่า การเพาะปลูก) เสนอต่อ เซอร์ดี. แบรนดิส (Sir D. Br&is) นักวิชาการป่าไม้ชาว อังกฤษ ซึ่งได้รับมอบหมายให้มาทาหน้าที่ควบคุมดูแลวางแผนจัดการป่าไม้ในประเทศพม่าในระหว่างปี พ.ศ. 2399 ถึงปี พ.ศ. 2436 เซอร์แบรนดิส เห็นว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการปลูกต้นสัก จึงได้อนุมัติให้ ดาเนินการและเกิดความคิดที่จะขยายการปลูกสร้างสวนสักขนาดใหญ่โดยวิธีตองยา ดังนั้น ในปีเดียวกันนี้ จึงได้ สร้างสวนป่าสักเป็นแห่งแรกที่เมืองพยี (Pyi) ริมฝั่งแม่น้าอิรวดี ตั้งแต่นั้นมา วิธีปลูกสร้างสวนสักแบบตองยา ก็ ใช้กันทั่วไปในภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศพม่า วิธีตองยานี้แพร่ไปถึงทวีปแอฟริกาในราวต้นปี พ.ศ. 2430 แพร่ไป ถึงเมืองจิตตะกอง ประเทศอินเดีย เรียกว่า คูมรีหรือจัมมิ่ง (Kumri or Jhooming) ในปี พ.ศ. 2433 แพร่ไปรัฐ เบงกอล ปี พ.ศ. 2439 และเข้ามาใช้ในประเทศไทย เรียกว่า ตองยา ในปี พ.ศ. 2469 แพร่ไปในประเทศ มาเลเซีย ซึ่งเรียกว่า ลาดัง (Ladang) ในปี พ.ศ. 2493” (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2553: 13) ในปี พ.ศ. 2399 นายปั น เล (Pan Hle) ชาวกะเหรี่ ย ง ท างานปลู ก สร้ า งสวนสั ก ที่ ป่ า เมื อ งตนเซ (B) (Tonze) เขตทวารวดี (Tharqaravady) ประเทศพม่า ได้เสนอวิธีปลูกสร้างสวนสักบนภูเขาโดยวิธี “ตองยา” (Taungya) (ตอง แปลว่า ภูเขา ยา แปลว่า การเพาะปลูก) เซอร์ดี. แบรนดิส (Sir D. Br&is) นักวิชาการป่าไม้ ชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้วางแผนจัดการป่าไม้ในประเทศพม่าระหว่างปี พ.ศ. 2399–2436 แบรนดิส เห็นว่าวิธีนี้เป็น วิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการปลูกต้นสัก จึงได้สร้างสวนป่าสักเป็นแห่งแรกที่เมืองพยี (Pyi) ริมฝั่งแม่น้าอิรวดี ต่อมาได้แพร่หลายไปทั่ว โดยต้นปี พ.ศ. 2430 วิธีตองยาแพร่ไปถึงทวีปแอฟริกา, ปี 2433 แพร่ไปถึงเมืองจิตตะ กอง ประเทศอินเดีย เรียกว่า คูมรีหรือจัมมิ่ง (Kumri or Jhooming), ปี พ.ศ. 2439 แพร่ไปรัฐเบงกอล, และปี 2469 นาตองยาเข้ามาใช้ในประเทศไทย, ปี 2493 แพร่ไปในประเทศมาเลเซีย เรียกว่า ลาดัง (Ladang)”

จากกรอบ 32 เป็นตัวอย่างการเขียนบททบทวนวรรณกรรมแบบสรุปย่อเนื้อหา โดยย่อ หน้า A มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิวัฒนาการการปลูกสร้างสวนป่าซึ่งเริ่มในประเทศพม่า ผู้วิจัยได้สรุปย่อ เนื้อหาให้มีความกระชับก่อนที่จะนาไปขยายความเพิ่มเติ มจากวรรณกรรมอื่นๆ เช่นกรณีที่ ต้องการอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการปลูกสร้างสวนป่าในประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2469 เพิ่มเติม หรือคงเนื้อหาไว้เพียงเท่าที่ย่อความ หากว่ามีเนื้อหาเพียงพอที่จะอธิบายถึงวิวัฒนาการ การปลูกสร้างสวนป่า


122

กรอบ 33 ตัวอย่างการเขียนบททบทวนวรรณกรรมแบบปรับปรุงเนื้อหา “...ในการหาประโยคที่สาคัญนั้น ผู้อ่านต้องสามารถแปลงประโยคดังกล่าวเป็นประโยคของตัวเอง การ (A) ท่องประโยคได้ไม่สาคัญเท่ากับรู้ว่าประโยคนั้นหมายความว่าอย่างไร พวกที่จาคาทุกคนในประโยคได้อาจอธิบาย ความหมายของคาเหล่านั้นไม่ถูก ทั้งนี้ เพราะเขารับมาแต่คาพูด ไม่ได้รับความคิดหรือความรู้มาด้วย ถ้ารับ ความคิดมาด้วยก็สามารถพูดประโยคของตนเองได้ โดยไม่ต้องใช้คาเหมือนผู้เขียนทุกคา ในบางกรณีที่ผู้เขียนใช้ ประโยคต่างกันเพื่อพูดถึงสิ่งเดียวกัน ผู้อ่านจะต้องสามารถแปลงประโยคเหล่านั้น เป็นประโยคของตนเพียง ประโยคเดียวได้ จะต้องไม่เข้าใจผิดว่าผู้เขียนมีความหมายไม่คงที่ ต้องเข้าใจประโยคเหล่านั้นต่างกันที่การใช้คา ไม่ใช่ที่ความหมาย...” (ปรีชา ช้างขวัญยืน, 2522: 89-90 อ้างอิงใน ยุรฉัตร บุญสนิท, 2538: 83–84) “…การหาประโยคที่สาคัญนั้น ผู้อ่านต้องสามารถแปลงประโยคดังกล่าวเป็นประโยคของตนเองได้ การ (B) ท่ อ งประโยคได้ ไ ม่ ส าคั ญ เท่ า กั บ รู้ ว่ า ประโยคนั้ น หมายความว่ า อย่ า งไร ผู้ ที่ จ าค าทุ ก ค าในประโยคได้ ไ ม่ ไ ด้ หมายความว่าจะเข้าใจเรื่องนั้นๆ เปรียบเสมือนการท่องจาแบบ “นกแก้วนกขุนทอง” หรือ “ครูพักลักจา” ที่รับเอา มาแต่คาพูดไม่ได้รับความคิ ดหรือความรู้ติดตามมาด้วย ถ้ารับเอาความคิดมาด้วยก็สามารถพูดได้ด้วยความ เข้าใจตนเอง บางกรณีที่ผู้เขียนพูดถึงสิ่งเดียวกันแต่ใช้ประโยคต่างกัน ผู้อ่านต้องแปลงประโยคนั้นเป็นประโยค ของตนเพียงประโยคเดียวได้ ไม่เข้าใจผิดว่าผู้เขียนมีความหมายไม่คงที่ ต้องเข้าใจว่าประโยคเหล่านั้นต่างกันที่ การใช้คา ไม่ใช่ที่ความหมาย…”

จากกรอบ 33 เป็นตัวอย่างการเขียนบททบทวนวรรณกรรมแบบปรับปรุงเนื้อหาโดยในย่อ หน้า A มีเนื้อหาเกี่ยวกับการอ่าน ผู้วิจัยได้นามาปรับปรุงเนื้อหาโดยเน้นไว้ด้วยแบบอักษรตัวหนา ได้แก่ 1. เปลี่ยนแปลงคาจาก “พวก” เป็น “ผู”้ 2. จัดโครงสร้างใหม่จาก “พวกที่จาคาทุกคนในประโยคได้อาจอธิบายความหมายของคาเหล่านั้น ไม่ถูก” เป็น “ผู้ที่จาคาทุกคาในประโยคได้ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจเรื่องนั้นๆ” 3. ยกตัวอย่างเพื่อเสริมความเข้าใจ จากข้อความเดิมคือ “...พวกที่จาคาทุกคนในประโยคได้อาจ อธิบายความหมายของคาเหล่านั้นไม่ถูก...” ได้เสริมความเข้าใจโดยยกตัวอย่างจากสานวนโว หาเข้ามาเสริมเนื้อความเป็น “เปรียบเสมือนการท่องจาแบบนกแก้วนกขุนทอง หรือ ครูพัก ลักจา” 4. สลับที่คาจาก “ในบางกรณีที่ผู้เขียนใช้ประโยคต่างกันเพื่อพูดถึงสิ่งเดียวกัน ” เป็น “บางกรณีที่ ผู้เขียนพูดถึงสิ่งเดียวกันแต่ใช้ประโยคต่างกัน”


123

ภาพ 21 เครือข่ายการทบทวนวรรณกรรมเรื่องการพัฒนาและพิสูจน์โครงสร้าง DNA 37

40

34 28

30

39

38

36

35

Early 1960s

33

31

32 27

25 23

24

29 26

22 17 19

18 13 16

11

14

10

8 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14

Early 1950s

21

20

Mid-1930s

15 12 9 5

7 Protein Chemistry Strong connection

Broconnot, 1820 Mendel, 1865 Miescher, 1871 Flemming, 1879 Kossel, 1886 Fischer & Piloty, 1891 DeVries, 1900 Fischer, 1907 Levene & Jacobs, 1909 Muller, 1926 Griffith, 1920 Levene with Mori & London, 1929 Alloway, 1932 Stanley, 1935

15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28

1900

6 1820 4 2 3 Nucleic acid chemistry Genetic Implied connection Levene & Tipson, 1935 Bawden & Pirie, 1936-1937 Caspersson & Schullz, 1938-1939 Beadle & Tatum, 1941 Martin & Synge, 1943-1944 Avery, MacLeod & McCarty, 1944 Chargaff, 1947 Chargaff, 1950 Pauling & Corey, 1950-1951 Sanger, 1951-1953 Hershey & Chase, 1952 Wilkins, 1953 Watson & Crick, 1953 DuVigneaud, 1953

29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40

ที่มา: Hart (2010, p. 169 adapted from Garfield, 1979, p. 84)

Todd, 1955 Palade, 1954-1956 Fraenkel-Conrat, 1955-1957 Kornberg, 1956-1958 Ochoa, 1955-1956 Hoagl&, 1957-1958 Jacob & Monod, 1960-1961 Hurwitz, 1960 Dintzis, 1961 Novelli, 1961-1962 Allfrey & Mirsky, 1962 Nirenberg & Matthaei, 19611962


124

การเขี ย นบททบทวนวรรณกรรมที่ ดี ค วรจั ด กลุ่ ม การน าเสนออย่ า งเป็ น ระบบ (wellorganized) เพื่ อ ให้ ผู้ อ่ า นเข้ า ใจได้ ง่ า ย เกิ ด โครงสร้ า งความคิ ด ที่ ชั ด เจน ไม่ สั บ สน สามารถ เชื่อมโยงกับประเด็นที่ทาวิจัยต่อไปได้ นิสิตจะต้องรวบรวมผลงานวิจัยต่างๆ มาสังเคราะห์รวมกัน และแสดงให้ผู้อ่านเห็นว่ามีสิ่งใดที่ผลการวิจัยเหล่านั้นเห็นตรงกันหรือขัดแย้งกัน คาถามข้อใดที่ยัง ไม่มีคาตอบ ยังไม่มีผู้ศึกษา หรือมีคาตอบแล้วแต่ผลการวิจัยนั้นล้าสมัยเกินไป ไม่สอดรับกับ สถานการณ์ในปัจจุบัน หรือมีเงื่อนไข ตัวแปรใหม่ๆ เกิดขึ้น จากนั้นจึงเสนอสมมติฐานเพื่อนามา ทดสอบซ้า รวมทั้งกลวิธี เทคนิค และรูปแบบการวิจัยที่เหมาะสม เพื่อให้ การสร้างสมมติฐานทา ได้เฉพาะเจาะจงลงมากขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยต่อไป ซึ่งในกรณีนี้ผู้เขียนได้ นาเสนอตัวอย่างจากการทบทวนวรรณกรรมของ Garfield (1979, p. 84 cited in Hart, 2010, p. 169) เรื่อง “การพัฒนาและพิสูจน์โครงสร้าง DNA” (ภาพ 21) ซึ่งแสดงถึงจานวนวรรณกรรม ทั้งหมดที่ Garfield ได้ทบทวนว่าแต่ละเรื่องมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร หากนิสิตดาเนินการ ทบทวนวรรณกรรมได้อย่างเป็นระบบจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ในท้ายที่สุดแล้วจะพบว่า วรรณกรรมต่างๆ ที่ทบทวนมาล้วนมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน 5.4 การพิจารณาความถูกต้องของการเขียนบททบทวน ลักษณะเนื้อหาที่เหมาะสมในการเขียนหัวข้อบททบทวนวรรณกรรมของรายงานวิจัยที่ดีมี 5 ประการดังนี้ (นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2543, หน้า 406) 1. เนื้อหาสะท้อนให้ผู้อ่านเห็นว่าทฤษฎี เอกสาร รายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องนาไปสู่แนวทางการ ได้มาซึ่งการตอบคาถามการวิจัย หรือกาหนดสมมติฐานการวิจัยอย่างชัดเจน 2. เนื้อหาสะท้อนให้เห็นภาพรวมของเรื่องที่ทาวิจัย โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับงานวิจัยในอดีต และลักษณะเด่นของงานวิจยั ที่ดาเนินการอยู่ 3. เนื้อหาสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการนาเสนอ โดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์จนเป็นทีม่ าของ กรอบแนวคิดการวิจัย 4. เนื้อหาสะท้อนถึงแนวคิดการตัดสินใจเลือกวิธีการดาเนินการวิจัยที่ประกอบด้วยความคิด ใหม่ๆ ของวิธีดาเนินการ มีความเหมาะสมระหว่างองค์ประกอบต่างๆ เช่น การนิยามตัวแปร ตลอดจนการดาเนินการตามขั้นตอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง การทบทวนวรรณกรรมมี ส่วนให้เกิดการแก้ไขข้อบกพร่องและข้อจากัดจากการทางานวิจัยในอดีตได้เป็นอย่างดี 5. เนื้อหาสะท้อนให้เห็นความสามารถ และศักยภาพด้านวิชาการของนักวิจัยในการคัดเลือก เอกสารงานวิจัย และแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่มีความเชื่อถือได้สูง มีความตรงและเกีย่ วข้องกับ งานวิจัยมาใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังสะท้อนทัศนะของนักวิจัยเกี่ยวกับการประมวลและ สังเคราะห์ความรู้ ความคิดที่หลากหลายมานาเสนอในรายงานอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และการอ้างอิง


125

6. ความสอดคล้องต่อเนื่องระหว่างตัวแปรที่ปรากฏในกรอบแนวคิดและเนื้อหาการทบทวน วรรณกรรม 5.5 ข้อควรระวังในการเขียนบททบทวนวรรณกรรม 1. ขาดระบบการจัดลาดับหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อย 2. หัวข้อกับเนื้อหาไม่สอดคล้องกัน หรือไม่ใช่เรื่องเดียวกัน หัวข้อสื่อความหมายอย่างหนึ่ง แต่ เนื้อหาที่เขียนมีใจความอีกอย่างหนึ่ง 3. ขาดการผสมกลมกลืนและไม่ต่อเนื่องกัน เพียงแต่นาเนื้อหามาเรียงๆ กันเท่านั้น 4. เนื้อหาขาดการปรับปรุง ตกแต่งให้ตรงกับเรื่องที่ต้องการศึกษาวิจัย เช่น ศึกษาพฤติกรรม ของผู้สูงอายุ แต่เนื้อหาใช้พฤติกรรมของบุคคลทั่วไป 5. การอ้างอิงไม่ถูกต้องตามระบบการอ้างอิงที่กาหนดไว้โดยสถาบันการศึกษา 6. ความผิดพลาดจากการคัดลอกและวางข้อมูล ตัวเลข ตาแหน่งทศนิยม ศัพท์ทางเทคนิค ชื่อ เฉพาะ ความแตกต่างของอักษร ขนาด รูปแบบ และสีอักษร 7. การทบทวนวรรณกรรมมีลักษณะเฉพาะเจาะจงในการเลือก (Selective) วรรณกรรมสาหรับ อ่านทบทวน ทาให้การทบทวนอาจไม่ทวั่ ถึงหรือสาระที่ได้เป็นที่น่าสงสัยในความน่าเชื่อถือ 8. ผู้อ่านทบทวนวรรณกรรมอาจมีอคติในบางเรื่อง เช่น อคติในเนื้อหาของงาน หรือผู้ที่เป็น เจ้าของงาน เป็นต้น การทบทวนวรรณกรรมอาจทาให้นักวิจัยติดกรอบความคิด ทาให้ การศึกษาในสนามไม่ครบถ้วน หรือนักวิจัยมองไม่เห็นประเด็น สมมติฐาน ข้อมูลใหม่ๆ ที่ ปรากฏในสนามวิจัย ดังนั้น งานวิจัยบางเรื่องจะเริ่มทบทวนวรรณกรรมหลังเก็บข้อมูลไปแล้ว หรือทาการทบทวนเอกสารไปพร้อมๆ กับงานในสนาม เพื่อเปรียบเทียบสิ่งที่ค้นพบในสนาม วิจัยกับผลการศึกษาในวรรณกรรม หรืออาจทบทวนวรรณกรรมตลอดระยะเวลาตั้งแต่ก่อน ปฏิบัติงานในสนาม ระหว่างทางานในสนาม และหลังจากเก็บข้อมูลในสนามแล้ว 5.6 คาถาม/กิจกรรมท้ายบท 1. ให้นิสิตอธิบายว่า การเขียนบททบทวนวรรณกรรมที่ดีนั้น พิจารณาได้จากหลักการใด 2. ให้นิสิตทดลองเขียนบททบทวนวรรณกรรม เนื้อหาไม่เกิน 5 หน้ากระดาษ โดยเลือกจาก หนังสือ 1 เล่ม (ควรเป็นเรื่องที่ชอบ หรือสนใจมากที่สุด) จากนั้นฝึกการเขียนวิเคราะห์ และ สังเคราะห์เชื่อมโยงเข้ากับวรรณกรรมอื่นๆ (หนังสืออื่นๆ ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน หรือข้อมูล อื่นๆ) ทั้งนี้สามารถดูตัวอย่างประกอบได้จาก Book Review: 4 ปี นรกในเขมร (กวินธร เสถียร, 2558) (https://goo.gl/gX38wg)


126

การอ่าน…ทาได้ไม่จากัดสถานที่ @Cesky Krumlov, Czech Republic

ภาพ: กวินธร เสถียร, 31 พฤษภาคม 2557


127

บทที่ 6 เอกสำรอ้ำงอิงและบรรณำนุกรม 6.1 ความหมายและความสาคัญของการอ้างอิง การอ้างอิง หมายถึง การระบุแหล่งที่มาของข้อมูลที่นักวิจัยนามาอ้ างถึง หรือเรียกว่า “อัญพจน์” ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1) อัญพจน์ตรง (direct quotation) 2) อัญพจน์รอง (indirect quotation) อัญพจน์ที่นามาอ้างในลักษณะการจับใจความ ถอดความ สรุปความ หรือแปลมาจาก ข้อความเดิม ซึ่งต้องเรียบเรียงขึ้นใหม่ด้วยลีลาการเขียนของนักวิ จัยเอง (มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2550, หน้า 23) ความส าคั ญ ของหลั ก การอ้ า งมี 2 ประเด็ น คื อ สิ่ ง ที่ จ าเป็ น ต้ อ งอ้ า ง และสิ่ ง ที่ ไ ม่ จาเป็นต้องอ้าง ซึ่งจะพิจารณาได้จากจุดมุ่งหมายของนักวิจัยเอง 1. สิ่งที่จาเป็นต้องอ้างอิง หมายความถึง จรรยาบรรณทางวิชาชีพที่นักวิจัยจะต้องลงรายการ อ้างอิงทุกครั้งเมื่อมีการคัดลอกข้อความมาจากงานของผู้อื่น เป็นความคิดสาคัญจากแหล่ง ความรู้ต่างๆ ที่นักวิจัยนามาวิเคราะห์วิจารณ์ หรือแม้ไม่ได้คัดลอกมา แต่ข้อความที่นักวิจัย เขี ย นขึ้ น ใหม่ นั้ น ได้ แ นวคิ ด มาจากงานเขี ย นของผู้ อื่ น ก็ อ าจใส่ ก ารอ้ า งอิ ง ไว้ ใ นรายการ บรรณานุกรมท้ายเล่มได้ รายการอ้างอิงทุกเรื่องที่ปรากฏในบททบทวนวรรณกรรมหรือส่วน อื่นๆ ของงานวิจัยนั้นจะต้องปรากฏในรายการบรรณานุกรมเช่นเดียวกัน ข้อเสนอแนะต่อ ประเด็นนี้คือ ทุกครั้งที่นักวิจัยลงมือเขียนหรือพิมพ์เอกสารและมีการระบุการอ้างอิง ข้อมูล จากการอ้างอิงจะต้องนาไปใส่ไว้ในรายการบรรณานุกรมทันที เพื่อป้องกันการหลงลืม หรือ กรณีที่เอกสารสูญหาย 2. สิ่งที่ไม่จาเป็นต้องอ้างอิง หมายความถึง ความรู้พื้นฐาน หรือสิ่งที่ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย เข้าใจ ได้โดยทั่วไปตามหลักตรรกะ และไม่ต้องสืบค้นอะไรอีก ก็ไม่จาเป็นต้องอ้างอิง หากอ้างอิง มากเกินไป ข้อเขียนก็จะเต็มไปด้วยชื่อเจ้าของผลงานภายในเครื่องหมายวงเล็บจนรกตา และ ยังสะท้อนถึงความไม่รู้ของนักวิจัยมากกว่า ในขั้นตอนของการเขียนบททบทวน นิสิตไม่จาเป็นต้องอ้างอิงทุกสิ่งที่อ่าน และไม่ต้อง กล่าวถึงทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหัวเรื่องนั้นๆ เช่น ประวัติความเป็นมาของแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัย ย้อนหลังเกินกว่า 10 ปีขึ้นไป หรือรายละเอียดอื่นๆ สิ่งที่จาเป็นคือ นิสิตต้องรู้ข้อมูลทุกอย่างรอบ ด้าน สามารถตอบคาถามในเรื่องนั้นๆ ได้ อย่างชัดเจน เมื่อเข้าสู่กระบวนการสอบโครงร่างและ สอบป้องกันวิทยานิพนธ์ (thesis defense) สอบประมวลความรู้ (comprehensive examination) หรือการนาเสนองานวิจัยในเวทีต่างๆ แต่ในขั้นตอนของการเขียน คงไม่จาเป็นต้องแสดงความรู้ ทุกอย่างให้ผู้อ่านทราบ แค่เพียงกล่าวให้เห็นถึงสภาพความเป็นไปในปัจจุบันของวิทยาการใน ศาสตร์แขนงนั้นๆ หรือเหตุผลที่ควรเลือกหรือละเว้นที่จะไม่เขียนถึงงานวิจัยบางเรื่อง


128

โดยสรุป การอ้างอิงเป็นสิ่งสาคัญที่นิสิตต้องกระทา เพื่อให้เกียรติเจ้าของผลงานวิจัยที่ ดาเนินการมาก่อนหน้า และเป็นมูลเหตุพื้นฐานให้ นิสิตตั้งต้นผลิตผลงานของตนต่อไปได้ ตาม หลั กการของสิ่งที่จาเป็นต้ องอ้า งอิง เพื่อไม่ เ ป็น การทรยศต่ อความหมายของการวิจัย ดั งที่ กาญจนา แก้วเทพ (2548) เตือนสติไว้ และยังเป็นบรรทัดฐานของจรรยาบรรณแก่ นิสิตในรุ่นหลัง ได้ ป ฏิ บั ติ ต าม ความส าคั ญ อี ก ประการคื อ การละสิ่ ง ที่ ไ ม่ จ าเป็ น ต้ อ งอ้ า งอิ ง ไว้ เพื่ อ ให้ นิ สิ ต สร้างสรรค์งานเขียนด้วยปัญญาของตนเอง และผลลัพธ์ที่ได้ ก็จะมีผู้อื่นนาไปใช้ตั้งต้นเป็นพื้นฐาน การอ้างอิงต่อๆ ไป กรอบ 34 เหตุที่งานเขียนวิชาการบางเรือ่ งไม่จาเป็นต้องอ้างอิง …หนังสือหรือตาราที่กลั่นกรองโดยนักวิชาการชั้นครู ซึ่งอาจเขียนเฉพาะผู้เชี่ยวชาญอ่าน หรือ บางเรื่องคนทั่วไปก็สามารถอ่านได้ เป็นงานเขียนที่เกิดจากการวิเคราะห์ การวิจัย หรือกลั่นกรองมาจาก ความรู้ และประสบการณ์ในด้านใดด้านหนึ่งมาอย่างยาวนานจนกระทั่งตกผลึกชัดเจน อาจไม่จาเป็นต้องมี การอ้างอิงเลย หรืออ้างอิงบ้างเล็กน้อย แต่งานชิ้นนี้จะกลายเป็นงานที่ถูกอ้างอิงต่อๆ ไป… (ไพฑูรย์ สินลารัตน์, 2552, หน้า 26)

กรณีสารนิพนธ์มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้กาหนดการอ้างอิงไว้ 2 รูปแบบ ซึ่ง นิสิตจะต้อง ใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเป็นแบบแผนเดียวไปจนตลอดเรื่อง หรือตามคาแนะนาของกรรมการที่ ปรึกษาวิทยานิพนธ์ โดยเอกสารคาสอนนี้จะนาเสนอรูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้ อหา และ การอ้างอิงแบบใช้ตัวเลข โดยมีรายละเอียดดังนี้ 6.2 การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา การอ้างอิงแทรกในเนื้อหาเป็นการวงเล็บระบุแหล่งที่มาของอัญพจน์อย่างกว้างๆ แทรกในเนื้อหา งานวิ จั ย ส่ ว นรายละเอี ย ดที่ ส มบูร ณ์ จ ะแสดงในรายการบรรณานุ ก รมส่ ว นท้ า ยของงานวิจัย ข้อกาหนดของการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา ประกอบด้วย ชื่อผู้แต่ง/ผู้ผลิต ปีที่พิมพ์ และหน้าที่ อ้าง ในเครื่องหมายวงเล็บ โดยใช้เครื่องหมายจุลภาค (,) คั่นระหว่างรายการ 1. ชื่ อ ผู้ แ ต่ ง หรื อ ผู้ ผ ลิ ต แหล่ ง ข้ อ มู ล ภาษาไทยให้ ร ะบุ ทั้ ง ชื่ อ และนามสกุ ล ของผู้ แ ต่ ง ส่ ว น แหล่งข้อมูลภาษาต่างประเทศให้ใช้เฉพาะนามสกุลของผู้แต่งเท่านั้น กรณีผู้แต่งเป็นคนไทย ในเอกสารภาษาต่างประเทศ ก็ให้ใช้เฉพาะนามสกุลของผู้แต่งเช่นเดียวกัน 1) ผู้แต่ง 2 คนให้ใช้คาเชื่อม “และ” หรือ “and” ระหว่างชื่อผู้แต่ง 2) ผู้แต่ง 3 คน ให้ใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นระหว่างชื่อผู้แต่งสองคนแรก และใช้คาว่า “และ” หรือ “and” แล้วแต่กรณี คั่นระหว่างชื่อผู้แต่งคนที่สองกับคนที่สาม


129

3) ผู้แต่งมากกว่า 3 คน ให้ใส่ชื่อผู้แต่งคนแรก ตามด้วยคาว่า “และคณะ” หรือ “et al.” (ย่อมาจาก et alli, and others) เพื่อไม่ให้อ้างยืดยาวเกินไป 2. ปีที่พิมพ์ แหล่งข้อมูลภาษาไทยให้ระบุปี พ.ศ. และ ภาษาต่างประเทศระบุ ค.ศ. เฉพาะตัว เลขปีเท่านั้น และใช้ปีที่พิมพ์ครั้งล่าสุด 3. หน้าที่อ้าง แหล่งข้อมูลภาษาไทยให้ใช้คาว่า “หน้า” ตามด้วยเลขหน้าของข้อมูลที่อ้างถึง ส่วนแหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษให้ใช้คาว่า “p.” กรณีอ้างเพียงหน้าเดียว และ “pp.” กรณีอ้าง มากกว่าหนึ่งหน้า รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาสรุปได้ 22 รูปแบบ โดยตัวอย่างที่ยกมาจะใช้ เครื่องหมาย ( / ) แทนการเคาะแป้นพิมพ์ 1 ครั้ง ทั้งนี้ ลักษณะการอ้างอิงแบบที่ 1-5 ใช้ร่วมกัน ทั้งวัสดุที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ (หนังสือ บทความหรือคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ บทความในวารสาร) และ ไม่ใช่สื่อสิ่งพิมพ์ (เว็บไซต์ บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์) แบบ 1 ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง:

ผู้แต่ง 1 คน (ผู้แต่ง, / ปีที่พิมพ์, / หน้า / เลขหน้า) (วรากรณ์ สามโกเศศ, 2556, หน้า 39) (Turner, 2007, p. 18

แบบ 2: ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง:

ผู้แต่ง 2 คน (ผู้แต่งคนแรก / และผู้แต่งคนที่ 2, / ปีที่พิมพ์, / หน้า / เลขหน้า) (เอกลักษณ์ โรจนาภรณ์ และ สุรกิจ จิรทรัพย์สกุล, 2550, หน้า 18) (Kimmel and Aronson, 2009, p. 23)

แบบ 3: ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง:

ผู้แต่ง 3 คน (ผู้แต่งคนแรก, / ผู้แต่งคนที่ 2 / และผู้แต่งคนที่ 3, / ปีที่พิมพ์, / หน้า / เลขหน้า) (กวินธร เสถียร, นิสาพร วัฒนศัพท์ และ เสวียน เปรมประสิทธิ์, 2555, หน้า 7) (Bradburn, Sudman and Wansink, 2004, pp. 99-105)

แบบ 4: ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง:

ผู้แต่งมากกว่า 3 คน (ผู้แต่งคนแรก, / และคณะ, / ปีที่พิมพ์, / หน้า / เลขหน้า) (ชฎา ณรงค์ฤทธิ,์ และคณะ, 2557, หน้า 9) (Leppo, et al., 2013, p. 17)


130

แบบ 5: ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง: แบบ 6: ตัวแบบ:

ตัวอย่าง : ตัวอย่าง: แบบ 7:

ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง: แบบ 8: ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง:

ผู้แต่งที่มีคานาหน้าชื่อเป็นฐานันดรศักดิ์ บรรดาศักดิ์ ยศ และสมณศักดิ์ ให้ระบุ ไว้ตามปกติ เช่นเดียวกับคาลงท้ายชื่อชาวต่างชาัติ เช่น Sr. และ Jr. (คานาหน้าชื่อ, / ปีที่พิมพ์, / หน้า ) (พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธฺมโม), 2547, หน้า 8) (Sir. Walter, n.d., p. 29) เอกสารที่พิมพ์ในชื่อหน่วยงาน ให้ใช้ชื่อหน่วยงานอย่างต่าในระดับกรม หรือ เทียบเท่ากรมเป็นรายการผู้แต่ง หากไม่ปรากฏชื่อหน่วยงานระดับกรม หรือ ไม่ใช่หน่วยงานส่วนราชการให้ระบุชื่อหน่วยงานตามที่ปรากฏ (หน่วยงาน, / ปีที่พิมพ์, / หน้า / เลขหน้า) (หน่วยงานแรก และหน่วยงานที่ 2, / ปีที่พิมพ์, / หน้า / เลขหน้า) (หน่วยงานแรก, / หน่วยงานที่ 2 และหน่วยงานที่ 3, / ปีที่พิมพ์, / หน้า / เลข หน้า) (กรมควบคุมมลพิษ, 2536, หน้ัา 11) (Department of Special Investigation, 2013, p. 15) รายการที่ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง ให้ใช้ชื่อเอกสารแทน ส่วนเอกสาร ภาษาต่างประเทศให้ใช้อักษรพิมพ์เล็กทั้งหมด ยกเว้นอักษรตัวแรกของชื่อ เอกสาร อักษรตัวแรกของชื่อรองหลังเครื่องหมายทวิภาค (ถ้ามี) และอักษรตัว แรกของคาที่เป็นชื่อเฉพาะให้ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ (ชื่อเอกสาร, / ปีที่พิม์, หน้า / เลขหน้า) (คู่มือ Bitcoin, 2560, หน้า 19) (The rorschach test, 2017) หนังสือแปล ให้ใส่ชื่อสกุลผู้แต่งเป็นภาษาแปลของเอกสารนั้นๆ หากไม่ทราบชื่อ ผู้แต่งให้ใช้ชื่อเรื่องในภาษาที่แปล (ชื่อสกุลผู้แต่ง, / ปีที่พิมพ์, / หน้า / เลขหน้าที่อ้าง) (ชื่อเรื่องในภาษาที่แปล, / ปีที่พิมพ์, / หน้า / เลขหน้าที่อ้าง) (ยาสึโกะ นะอิโต, 2549, หน้า 29) (Feifer, 2011, p. 67)


131

แบบ 9: ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง:

ผู้แต่งใช้นามแฝง ให้ใช้นามแฝงเป็นชื่อผู้แต่ง (นามแฝง, / ปีที่พิมพ์, / หน้า / เลขหน้าที่อ้าง) (ยาขอบ, 2543, หน้า 11) (E. L. James, 2012, p. 69)

แบบ 10:

วัสดุที่ไม่ปรากฎปีที่พิมพ์ให้ใช้อักษรย่อ ม.ป.ป. หมายถึง ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ส่วน วัสดุอ้างอิงภาษาอังกฤษให้ใช้ n.d. หมายถึง no date (ชื่อผู้แต่ง, / ม.ป.ป., / หน้า / เลขหน้าที่อ้าง) (เกรียงศักดิ์ อุดมสินโรจน์, ม.ป.ป., หน้า 16) (Roger, n.d., p. 88)

ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง: แบบ 11: ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง: แบบ 12: ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง: แบบ 13: ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง:

การอ้างวัสดุทงั้ เล่มโดยไม่เจาะจงเลขหน้า ซึ่งมักเป็นการสรุปจากรายงานการ ศึกษาวิจัย หรือวิทยานิพนธ์ให้ระบุเฉพาะผู้แต่งกับปีที่พิมพ์ (ผู้แต่ง, / ปีที่พิมพ์) (สนิท อักษรแก้ว, 2534) (Vannucci, 2004) การอ้างวัสดุมากกว่าหนึ่งรายการในเนื้อหาเดียวกัน ให้ใส่ัรายการอ้างอิงทั้งหมด โดยใช้เครื่องหมายอัฒภาคคัน่ ระหว่างวัสดุอ้างอิง ทั้งนี้ ให้เรียงปีที่พิมพ์ก่อนหลัง ตามลาดับ ถ้าเป็นวัสดุที่พิมพ์ปีเดียวกันให้เรียงตามลาัดับอักษรชื่อผู้แต่ง (ผู้แต่ง, / ปีที่พิมพ์, หน้า / เลขหน้าที่อ้ัาง; / ผู้แต่ง, / ปีที่พิมพ์, หน้า / เลข หน้าที่อ้ัาง; / ผู้แต่ง, / ปีที่พิมพ์, หน้า / เลขหน้าที่อ้าง) (เกสร สุนทรเสรี, 2544, หน้า 55; ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล, 2554, หน้า 62) (Greenaway, 1992, p. 16; Ward, 1992, p. 72; Last, 2001, p. 27) วัสดุหลายเรื่องของผู้แต่งคนเดียวกัน พิมพ์ปีเดียวกันให้ใช้อักษร ก ข ค...หรือ a b c…ในภาษาอังกฤษ กากับหลังปีที่พิมพ์ โดยเรียงตามลาดับการอ้างอิง (ผู้แต่ง, / ปีที่พิมพ์และลาดับอ้างอิง, / หน้า / เลขหน้าที่อ้าง) (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, 2544ก, หน้า 59) (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, 2544ข, หน้า 95) (Kearsley, 2002a, p. 64) (Kearsley, 2002b, p. 88)


132

แบบ 14: ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง: แบบ 15: ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง: แบบ 16: ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง:

กรณีต้องอ้างวัสดุในเอกสารอื่น เพราะไม่สามารถค้นจากแหล่งเดิมได้ เรียกว่า การอ้างจากแหล่งรอง ให้ใช้คาว่า “อ้างอิงใน” หรือ “as cited in” (ผู้แต่งเดิม, / ปีที่พิมพ์เดิม, / หน้า / เลขหน้าที่อ้าง / อ้างอิงใน ผู้แต่ง, / ปีที่ พิมพ์, / หน้า / เลขหน้าที่อ้ัาง) (อภิชัย พันธเสน, 2535, หน้า 7 อ้างอิงใน อุดม อินทร์จันทร์, 2537 หน้า 11) (Freud, 1974, p. 17 as cited in Skinner, 1923 p. 29) การอ้างอิง จดหมายเหตุ คาส่ัง ประกาศ แผ่นปลิว ให้ใช้ชื่อหน่วยงาน ตามด้วย วันเดือนปีที่ประกาศ ส่วนภาษาอังกฤษให้ลาดับเดือนก่อนวันที่ (หน่วยงาน, / วันที่ / เดือน / ปีที่ประกาศหรือบันทึก) (คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 22 กุมภาพันธ์ 2560) (United Nations Children’s Fund, March 8, 2015) การอ้างอิงกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ชื่อกฎหมาย, / วันที่ / เดือน / ปีที่ประกาศ, / หน้า / เลขหน้าที่อ้ัาง) (พระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518, 19 กุมภาพันธ์ 2518) กรณีภาษาอังกฤษ (ชื่อกฎหมาย, / ปีที่ประกาศ) (The Electronic Communications Privacy Act of 1986, October 21, 1986)

แบบ 17: ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง:

การอ้างจากรายการวิทยุ โทรทัศน์ (ผู้จัดทา, / วันที่ / เดือน / ปีที่จัดทา) (พิศาล แสงจันทร์ และ ทายาท เดชเสถียร, 6 มีนาคม 2559) (Quest, May 17, 2017)

แบบ 18:

การอ้างจากสื่ออื่นๆ (ภาพ โมเดล แผนที่ ภาพถ่าย ภาพวาด ลูกโลกจาลอง ภาพยนตร์ ภาพนิ่ง CD/DVD CD-ROM เทปบันทึกเสียง) งานศิลปะ (จิตรกรรม ประติมากรรม หัตถกรรม) (ผู้จัดทา, / ปีที่จัดทา, ประเภทสื่อ) (พาณิชย์ สดศรี, 2549, ภาพยนตร์) (Meyers, 2016, DVD)

ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง:


133

แบบ 19:

ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง:

การอ้างจากการปาฐกภา บรรยาย อภิปราย การประชุมเชิงปฏิบัติการ สัมมนา ทางวิชาการ ประชาพิจารณ์ การแสดง ให้ลงรายการหลักคือ ผู้บรรยายหรือผู้ แสดงและเวลาเผยแพร่ หากมีการแสดงเป็นหมู่คณะให้ลงชื่อการแสดง แทน รายการผู้แสดง (ผู้บรรยายหรือผู้แสดง, / วันที่ / เดือน / ปีที่บรรยายหรือแสดง) (สุจิตต์ วงษ์เทศ, 10 สิงหาคม 2556) (Obama, June 29, 2016)

แบบ 17: ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง:

การอ้างอิงจากการสัมภาษณ์ที่เผยแพร่ในสิ่งพิมพ์หรือวัสดุสารสนเทศ (ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์, / ปีที่สัมภาษณ์) (จิรชา อ่าขา, 2554) (Jack Ma, Mar 17, 2016)

แบบ 18:

การอ้างอิงจากการสัมภาษณ์โดยตรง และไม่มีการเผยแพร่ ให้ระบุการอ้างอิงใน เนื้อหาเท่านั้น ไม่ต้องลงในรายการบรรณานุกรมเนื่องจากไม่สามารถสืบค้นได้ (ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์, ผู้ให้สัมภาษณ์, / วันที่ / เดือน / ปีที่สัมภาษณ์) (ศุภกฤต ผากุล, 27 เมษายน 2560) (Phenglum, April 27, 2017)

ตัวแบบ: ตัวอย่าง : ตัวอย่าง:

6.3 การอ้างอิงแบบใช้ตัวเลข การอ้างอิงแบบใช้ตัวเลขตามหลักเกณฑ์แบบแวนคูเวอร์ (Vancouver style) จะไม่แสดงรายการ แหล่ ง ที่ ม าของข้ อ มู ล อ้ า งอิ ง ในเนื้ อ หาแบบการอ้ า งอิ ง แทรกในเนื้ อ หา แต่ ใ ช้ ตั ว เลขอารบิ ค กากับอัญพจน์ไว้ในเครื่องหมายวงเล็บเหลี่ยม [ ] หรือวงเล็บ ( ) (round brackets) หรือตัวเลข ยกขึ้น (superscript) เพื่อบ่งชี้ไปที่รายการบรรณานุกรมที่ส่วนท้ายเล่ม ซึ่งจะกากับตัวเลขไว้ ตรงกัน การเขียนรายการอ้างอิงรูปแบบแวนคูเวอร์เหมาะสาหรับงานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้งยังพบว่างานด้านอื่นๆ26 ก็นามาใช้เช่นกัน (Matsumoto et. al., 2017) พัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1978 โดยกลุ่มบรรณาธิการวารสารทางการแพทย์ได้จัดประชุมเพื่อกาหนดรูปแบบมาตรฐานใน การจัดเตรียมต้นฉบับบทความที่จะส่งพิมพ์เผยแพร่ให้เป็นรูปแบบเดียวกันที่เมืองแวนคูเวอร์ 26

หนังสือเรื่อง Sustainability Through Innovation in Product Life Cycle Design เป็นบทความวิจัยและบทความ วิชาการด้านเทคโนโลยีและการจัดการขยะ ซึ่งใช้การอ้างอิงแบบแวนคูเวอร์


134

ประเทศแคนาดา รูปแบบนี้ มีชื่อว่า “ข้อกาหนดการจัดเตรียมต้นฉบับเพื่อตีพิมพ์ในวารสารชีว การแพทย์” (Uniform requirement for manuscripts submitted to Biomedical Journal) โดย ใช้มาตรฐานจากสถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกัน (American National standard Institute: ANSI standard style) ส าหรั บ รู ป แบบการอ้ า งอิ ง ที่ ใ ช้ ป รั บ ปรุ ง จากหอสมุ ด แพทย์ แ ห่ ง ชาติ อเมริ กั น (National Library of Medicine: NLM) ต่ อ มาบรรณาธิ ก ารชุ ด นี้ ไ ด้ เ ปลี่ ย นเป็ น คณะกรรมการบรรณาธิ ก ารวารสารทางการแพทย์ น านาชาติ (International Committee of Medical Journal Editor: ICMJE) ซึ่งมีการปรับปรุงแก้ไ ขวิธีการอ้างอิงให้ทันสมัย โดยเฉพาะ การอ้างอิงจากเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งใช้แพร่หลายมากขึ้น สาหรับตัวอย่างบทความที่ใช้การ อ้างอิงแบบแวนคูเวอร์ศึกษาตัวอย่างได้จาก วารสารพยาบาลทหารบก วารสารสาธารณสุขศาสตร์ วารสารควบคุมโรค เป็นต้น ข้อกาหนดในการอ้างอิงแบบแวนคูเวอร์มีดังนี้ (มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2550, หน้า 41; จิ ราภรณ์ จันทร์จร, 2554, หน้า 1; คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ม.ป.ป.; บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศิลปากร, ม.ป.ป.) 1. ตัวเลขกากับอัญพจน์อยู่ในวงเล็บเหลี่ยม [ ] ข้างท้ายหรือหน้าอัญพจน์ หรือที่ชื่อผู้แต่ง แล้วแต่ความเหมาะสม โดยตัวเลขอยู่ในระดับเดียวกับเนื้อหา และตัวเลขกากับจะเรียงลาดับ ตรงกับรายการบรรณานุกรม (references) ท้ายเล่ม และหมายเลขอยู่ในเครื่องหมาย [ ] 2. ตัวเลขกากับอัญพจน์ให้ลาดับตามการอ้าง และหากมีการอ้างซ้าก็ให้คงเลขกากับเดิมไว้ 3. กรณีอ้างเอกสารหลายรายการในครั้งเดียวกัน ให้ใส่หมายเลขเอกสารที่อ้างเรียงลาดับ โดยใส่ เครื่องหมายจุลภาค ( , ) คัน่ แต่ละรายการ 4. หากมีการใช้เชิงอรรถขยายความ หรือเชิงอรรถโยงความ กรณีต้องการเสริมความเพื่อขยาย ความคิดหรือข้อมูลที่ทาได้ไม่เต็มที่ในส่วนเนื้อหา เพราะอาจทาให้ผู้อ่านสับสนหรือเนื้อหา ขาดความต่อเนื่อง สามารถเขียนขยายความแยกออกมาต่างหาก (content footnoot) ทาได้ โดยใช้วงเล็บบางชี้ให้ดูที่ัรายการ “เชิงอรรถ” เช่นเดียวกับการอ้างอิงแทรกในเนื้อหา ตัวอย่าง วราภรณ์ สามโกเศศ [1] เสนอแนะว่า... Turner [8] described that… นฤนารท พระปัญญา [6] นวพล ธารงรัตนฤทธิ์ [7] และ นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ [8] ต่างกล่าวถึง... ป้าเัช็งเป็นบุคคลหนึ่งที่เรานั้นเป็นห่วงเป็นใยตลอดมา [11]…


135

6.4 บรรณานุกรม บรรณานุกรม (references/bibliography) คือ บัญชีรายการวัสดุสารสนเทศที่ผู้จัดทาสารนิพนธ์ใช้ ประกอบการศึกษา บางสถาับันอาจเรียกเป็น เอกสารอ้างอิง รายการอ้างอิง หรือ อ้างอิง เป็นต้น ปรากฏในส่วนท้ายของสารนิพนธ์ รายการบรรณานุกรมจะจัดเรียงตามอักษรตัวแรกของชื่อผู้แต่ง หรือชื่อสกุล กรณีเป็นรายการภาษาต่างประเทศ รายการบรรณาันุกรมจะเป็นส่วนที่แสดงความเชื่อมั่นแก่ผู้อ่านว่า สารนิพนธ์นั้นๆ ได้มี การศึกษาค้นคว้า โดยผู้อ่านสามารถติดตามข้อมูลต้นฉบับ (original sources) เพิ่มเติมจากที่ นิสิตอ้างแทรกไว้ในเนื้อหาได้ (จุมพจน์ วนิชกุล, 2545; มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2550, หน้า 43) เป็นการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของงานโดยพิจารณาว่ารายการอ้างอิ งต่างๆ นั้น ปรากฎอยู่ใน รายการบรรณานุกรม สามารถเข้าถึงได้ และแสดงออกถึงจรรยาบรรณของนักวิจัยและจริยธรรม ทางวิชาการต่อการให้เกียรติเจ้าของผลงานที่ใช้เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิง สาหรับมหาัวิทยาลัยนเรศวร ได้กาหนดหลักทั่วไปของการจัดทาบรรณาันุกรมโดยใช้ รู ป แบบของสมาคมจิ ต วิ ท ยาอเมริ กั น (American Psychological Association: APA) หรื อ รูปแบบ APA ในทุกสาขาวิชาเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยรูปแบบ APA มีการจัดทาครั้ง แรกในปี ค.ศ. 1929 ผู้ร่วมจัดทาประกอบด้วย นักจิตวิทยา นักมานุษยวิทยา และนักบริหาร จัดการ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ (National Research Council) กาหนด รู ป แบบที่ เ รี ย บง่ า ยส าหรั บ รายการอ้ า งอิ ง ท้ า ยเล่ ม โดยระบุ ข้ อ มู ล ส าคั ญ เกี่ ย วกั บ แหล่ ง ที่ ม า (เจ้าของผลงาน วันเดือนปีที่จัดทา ชื่อ ประเภทวัสดุ สถานที่จัดทา เป็นต้น) เพื่อสะดวกในการ สืบค้นข้อมูลต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีการปรับปรุงเป็นครั้งที่ 6 (APA 6th edition) ในปี ค.ศ. 2010 โดย มีข้อกาหนดดังนี้ (ตาราง 15) (APA, 2010, p. 3; Butera, 2017; มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2550, หน้า 43-75; คณะทางานฝ่ายวิชาการ การสัมมนา PULINET วิชาการครั้งที่ 3, 2556, หน้า 14) 1. สารนิพนธ์ที่ใช้ระบบการอ้างอิงแบบตัวเลข ให้จัดทารายการบรรณานุกรมตามลาดับตัวเลขการ อ้างก่อนหลัง 2. สารนิพนธ์ที่อ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา ให้จัดทารายการบรรณานุกรมตามอักษรตัวแรกของ ชื่อผู้แต่งเรียงไปตามพยัญชนะ27 และสระ28 ของพจนานุกรม โดยพิจารณาดังนี้ 1) หากผู้แต่งเป็นคนคนเดียวกัน แต่ชื่อเรื่องวัสดุแตกต่างกันให้ลงชื่อผู้แต่งซ้าทุกรายการ

ลาดับพยัญชนะ ก ข ค ฆ ง จ ฉ ช ซ ฌ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ด ต ถ ท ธ น บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม ย ร ฤ ฤา ล ฦ ฦา ว ศ ษ สห ฬ อ ฮ 28 อะ อัว อัวะ อา อา อิ อี อื อุ อู เอะ เอ เอาะ เอา เอิน เอีย เอียะ เอือ เอือะ แอ แอะ โอ โอะ ใอ ไอ 27


136

3. 4. 5.

6.

2) หากผู้แต่งเป็นคนคนเดียวกัน และพิมพ์ปีเดียวกันมากกว่า 1 รายการ ให้เรียงลาดับ ตามอักษรกากับหลังปีที่พิมพ์ (เช่น 2560ก, 2560ข, 2560ค...หรือ 2017a, 2017b, 2017c...) ตามลาดับการอ้างอิงแทรกในเนื้อหา ผู้แต่งคนไทยให้ใส่ชื่อและนามสกุลโดยไม่ต้องใส่คานาหน้าชื่อ ยกเว้นราชทินนาม ฐานันดร ศักดิ์ ให้นาไปใส่ท้ายชื่อโดยใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นระหว่างชื่อกับราชทินนามและฐานันดร ศักดิ์ ส่วนสมณศักดิ์ให้คงรูปตามเดิม กรณีผู้แต่ง 2 คน ให้ใส่ชื่อทั้งสองคนตามลาดับ เชื่อมด้วยคาว่า “และ” สาหรับเอกสาร ภาษาไทย และใช้เครื่องหมาย “&” สาหรับเอกสารภาษาอังกฤษระหว่างคนที่ 1 และคนที่ 2 โดยเัว้น 1 เคาะ (แป้นพิมพ์) ก่อนและหลัง ผู้แต่งชาวต่างชาติให้ขึ้นต้นด้วยชื่อสกุล ตามด้วยอักษรย่อชื่อต้นโดยเว้น 1 เคาะ และอักษร ย่อชื่อกลาง (ถ้ามี) ทั้งนี้ การกลับชื่อสกุลให้ใช้ต ามความนิยมของคนในชาตินั้น โดยใช้ เครื่องหมายจุลภาค (,) คั่นระหว่างชื่อสกุลและอักษรย่อชื่อต้น อักษรย่อชื่อกลาง หากกรณีที่ ผู้แต่งมีคาต่อท้าย เช่น Jr. หรือคาอื่นๆ ให้ใส่คาต่อท้ายอักษรย่อชื่อต้นหรืออักษรย่อชื่อต้น (ถ้ามี) โดยคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค ผู้แต่งในนามสถาบัน ให้ลงรายการเรียงลาดับจากหน่วยงานใหญ่ไปหาหน่วยงานย่อย โดยเว้น 1 เคาะ

ตัวอย่างการจัดทารายการอ้างอิงผู้เขียนได้ยกตัวอย่างรายการบรรณาณุกรมที่นิสิตใช้เป็น ประจาในการจัดทาวิทยานิพนธ์ หรือที่นักวิจัยใช้จัดทาบทความเผยแพร่ในวารสารวิชาการ แสดง ได้ดังตาราง 15 ส่วนรายละเอียดทั้งหมดในการจัดทาบรรณานุกรมระบบ APA ศึกษาเพิ่มเติมได้ จากหนังสือคู่มือการตีพิมพ์ในระบบ APA (2010) ครั้งที่ 6 จากห้องสมุดสาขาวิทยาศาสตร์ สุขภาพ มหาวิทยาลัยนเรศวร


137

ตาราง 15 รูปแบบการเขียนบรรณานุกรมแบบ APA 6th edition ประเภทวัสดุ หนังสือทั่วไป รูปแบบ

ตัวอย่าง

ชื่อผู้แต่ง./(ปีที่พิมพ์)./ชื่อเรื่อง/ครั้งที่พิมพ์ (ระบุเฉพาะที่พิมพ์ครั้งที่ 2 เป็น ต้นไป)./สถานที่พิมพ์:/สานักพิมพ์. ผู้แต่ง 1 คน วรากรณ์ สามโกเศศ. (2556). BRAVO. กรุงเทพฯ: โอเพ่นบุ๊กส์. ผู้แต่ง 2 คน เอกลักษณ์ โรจนาภรณ์ และ สุรกิจ จิรทรัพย์สกุล. (2550). เปลี่ยนใจใช้แม็ค ตอน iLife ใช้ง่าย. กรุงเทพฯ: คณะบุัคคลพีดีเอแม็กซ์. ผู้แต่ง 3-7 คน Johnson, N. G., Roberts, M. C., & Worell, J. (Eds.). (1999). Beyond appearance: A new look at adolescent girls. Washington, DC: American Psychological Association. ผู้แต่งเป็นสถาบัน มหาวิทยาลัยนเรศวร. (2550). คู่มือการจัดทาสารนิพนธ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ฉบับ พ.ศ. 2550 (พิมพ์ครั้งที่ 2). พิษณุโลก: รัตนสุวรรณ 3. หนังสือแปล อีลิเนอร์, เคอร์. (2529). ซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว. แปลจาก Sadako and the thousand paper cranes. แปลโดย ถิรนันท์ อนวัช. กรุงเทพฯ: วิคตอรี่ เพาเวอร์พอยท์. Laplace, P. S. (1951). A philosophical essay on probabilities (F. W. Truscott & F. L. Emory, Trans.). New York, NY: Dover. (Original work published 1814). หนังสือที่มี Roloff, A. (Ed.). (2016). Urban Tree Management for the Sustainable บรรณาธิการ Development of Green Cities. Hoboken, N.J: John Wiley & Sons. ไม่ปรากฏผู้แต่ง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 พ.ศ.2535-2539. (2535). กรุงเทพฯ: สานักนายกรัฐมนตรี. ไม่ปรากฎปีที่พิมพ์ กวินธร เสถียร. (ม.ป.ป.). เอกสารการสอนสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ท.): (ม.ป.ท.). ไม่ปรากฏเมืองที่พิมพ์ Satean G. (n.d.). Environment and Development. (n.p.): (n.p.). ไม่ปรากฏสานักพิมพ์ บทความในหนังสือ รูปแบบ ชื่อผู้เขียนบทความ./(ปีที่พมิ พ์)./ชื่อบทความ./ใน/ชื่อผู้แต่ง (บรรณาธิการ),/ชื่อ หนังสือ (ครั้งที่พิมพ์),/เลขหน้าที่เลขหน้า)./สถานที่พมิ พ์:/สานักพิมพ์. กฤตยา อาชวนิจกุล. (2554). เพศวิถีที่กาลังเปลี่ยนแปลงไปในสังคมไทย. ใน สุรีย์พร พันพึ่ง และ มาลี สันภูวรรณ์ (บรรณาธิการ), ประชากรและ สังคม 2554, 43-66. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.


138

ตาราง 15 (ต่อ) ประเภทวัสดุ วารสาร/นิตยสาร รูปแบบ ผู้แต่ง 1 คน ผู้แต่งมากกว่า 7 คน

หนังสือพิมพ์ รูปแบบ

วิทยานิพนธ์ รูปแบบ

สื่ออื่นๆ รูปแบบ

ตัวอย่าง ชื่อผู้เขียนบทความ./(ปีที่พมิ พ์)./ชื่อบทความ./ชื่อวารสาร,/ปีที่ (ฉบับที่),/เลข หน้าที่ปรากฎ. กวินธร เสถียร. (2556). บทแนะนาหนังสือ 4 ปีนรกในเขมร. วารสาร มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร. 12(3), 127-134. Yonkers, K. A., Ramin, S. M., Rush, A. J., Navarrete, C. A., Carmody, T., March, D., . . . Leveno, K. J. (2001). Onset and persistence of postpartum depression in an inner-city maternal health clinic system. American Journal of Psychiatry, 158(11), 1856-1863. doi:10.1176/appi.ajp.158.11.1856 ชื่อผู้เขียนบทความ./(ปี,/เดือนที่พิมพ์)./ชื่อบทความ./ชื่อหนังสือพิมพ์,/ปีท(ี่ ฉบับ ที่),/เลขหน้าที่ปรากฎ. ตุลย์ ณ ราชดาเนิน. (2560, พฤษภาคม 8). การศึกษาเมียนมา. ข่าวสด, 27(9658), 19. ชื่อผู้เขียนวิทยานิพนธ์./(ปีที่พิมพ์)./ชื่อวิทยานิพนธ์./(วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต หรือ วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต,/ ชือ่ สถาบัน). ศักดิ์ดา หอมหวล. (2547). การสร้างแบบจาลองนาในดินเพื่อสนับสนุนการ ตัดสินใจด้านการปลูกพืชโดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยนเรศวร). Mongkoldhumrongkul, K. (2016). Community based biomass power plant: a sustainable establishment model. (Ph.D. thesis, Naresuan University). ชื่อผู้จัดทา (หน้าที่)./(ปีที่ผลิต)./ชื่อเรื่อง./[ลักษณะของสื่อ]./สถานที่ผลิต: หน่วยงานที่เผยแพร่. มาซาโตะ ฮาราดะ (ผู้กากับ). (2557). กราบหัวใจแม่แด่หวั ใจรัก. [ดีวีด]ี . กรุงเทพฯ: บริษัท ออดิโอ แอนด์ วิดีโอ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จากัด.


139

ตาราง 15 (ต่อ) ประเภทวัสดุ ตัวอย่าง สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารที่เผยแพร่ทั้งฉบับพิมพ์และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ รูปแบบ ชื่อผู้เขียนบทความ./(ปีที่พมิ พ์)./ชื่อบทความ [ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์]./ชื่อวารสาร,/ ปีท่ี(ฉบับที่),/เลขหน้าที่ปรากฏ. (ใช้คาว่า [ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์] สาหรับเอกสารภาษาไทย และคาว่า [electronic version] สาหรับเอกสารภาษาต่างประเทศ) สิริพรรณ แซ่ติ่ม. (2559). แนวโน้มธนาคารเสมือนในประเทศไทย [ข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์]. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 36(3), 236-256. บทความในวารสารอิเล็กทรอนิกส์แต่ไม่มีการจัดพิมพ์รูปเล่ม รูปแบบ ชื่อผู้แต่ง./(ปีที่พิมพ์)./ชื่อบทความ./ชื่อวารสาร,/ปีท่ี/(ฉบับที่),/เลขหน้า-เลขหน้า. doi:xxxx Okin GS. (2017). Environmental impacts of food consumption by dogs and cats. PLoS ONE,12(8), doi: 10.1371/journal.pone.0181301 บทความที่สืบค้นได้จากวารสารอิเล็กทรอนิกส์ รูปแบบ ชื่อผู้แัต่ง./(ปีที่พิมพ์)./ชื่อบทความ./ชื่อวารสาร,/ปีท่ี(ฉบับที่), เลขหน้า-เลขหน้า./ URL ของวารสาร สุนันทา เสียงไทย. (2558). การบริหารทรัพยากรมนุษย์แบบญี่ปุ่นในเมืองไทย. วารสารญี่ปุ่นศึกษา, 32(2), 1-17. สืบค้นจาก https://goo.gl/jmNNFR สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่นๆ สารานุกรม พจนานุกรม หนังสือคู่มือ รูปแบบ ชื่อผู้เขียนบทความ./(ปีที่พมิ พ์)./ชื่อบทความ./ใน/ชื่อผู้แต่ง (บรรณาธิการ),/ชื่อ หนังสือ (ครั้งที่พิมพ์), เลขหน้า-เลขหน้า)./สถานที่พมิ พ์:/ สานักพิมพ์. Petruzzello, M. (n.d.). Are green potatoes dangerous to eat? Encyclopedia Britannica. Retrieved from https://goo.gl/e4cZ7W ข่าว (press release) รายงานประจาปี ไฟล์ประเภท Power Point, blog post, online video, audio podcast, Facebook post, Twitter post เป็นต้น รูปแบบ ชื่อผู้เขียน./(ปี,เดือน วันที่)./ชื่อเนือหา./[รูปแบบสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์]./ Retrieved from URL กวินธร เสถียร. (2560, สิงหาัคม 19). Research Gate: ทาสแมวมีหนาว เมื่อ ถูกกล่าวเป็นจาเลย. [Website]. สืบค้นจาก https://goo.gl/DJChGN


140

6.5 คาถามท้ายบท ให้นิสิตฝึกปฏิบัติโดยจัดทารายการบรรณานุกรมจากเอกสารต่อไปนี้ในระบบ APA 6th ที่ ชื่อเอกสาร 1 แนวทางซามูไร หัวใจการบริหารแบบญี่ปนุ่ 2 ส้มโอขาวแตงกวา ชัยนาทผลของการสืบหน่อต่อแนวคนรุ่น หลังได้ประโยชน์ 3 Environmental anthropology: from pigs to policies 4 Environmental change and agricultural sustainability in the Mekong Delta 5 รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่องการบริหาร จัดการความหลากหลายทางชีวภาพโดยชุมชนเพื่อการพัฒนา อย่างยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มน้าเข็ก จังหวัดพิษณุโลกและเพชรบูรณ์ 6 การออกแบบแนวนโยบายแก้ปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตร กรณีศึกษา ตาบลเขาทราย อาเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร 7 ความหิวกระหายของเอเชีย คือการสูญเสียของนิ่ม 8 The Need to Go Beyond “Green University” Ideas to Involve the Community at Naresuan University, Thailand 9 กลโกง กันโกง ทางวิชาการ 10 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 11 เจ้าชายน้อย 12 การถอดบทเรียนการพัฒนาแกนนาชุมชนเพื่อการจัดการขยะ ตาบลแคมป์สน อาเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

คลิกลิงค์ดูรายละเอียด https://goo.gl/R6xYjx https://goo.gl/BHDfa1 https://goo.gl/a84PQt https://goo.gl/2K5uir https://goo.gl/E95X7k https://goo.gl/t7ZwDz https://goo.gl/2zZcmA https://goo.gl/srBxUy https://goo.gl/6CUzTW https://goo.gl/e7sT4v https://goo.gl/47FMPS https://goo.gl/HxdPtv https://goo.gl/qYUptt


141

บทที่ 7 จรรยำบรรณสำหรับกำรวิจัย ...เวลานี้ สังคมไทยเกลื่อนไปด้วยการแสดงความคิดเห็นโดยไม่มีฐานของความรู้ จะต้องช่วยกัน กาชับให้การให้ความรู้มาคู่กับการหาความรู้ และเป็นความรู้ที่ค้นคว้าตรวจสอบให้ถูกต้องแม่นยา ที่สุด ถ้ามัวเพลินอยู่กับความเห็นโดยไม่ก้าวไปในความรู้ สังคมจะมีความเข้มแข็งทางปัญญา ไม่ได้ ถ้าจะทางานวิชาการกันอย่างมีความรับผิดชอบ นอกจากจะต้องซื่อตรงโดยทั่วไปแล้ว จะ ถ่ายทอดความคิดของใครจะต้องพยายามสื่อให้แม่นให้ชัด จะวิเคราะห์วิจารณ์เรื่องใดก็ต้องศึกษา หาความรู้ความเข้าใจให้ถ่องแท้ชัดเจน จะแสดงความเห็นอะไรก็แสดงไป แต่ต้องพยายามให้ ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน ถ้าจะตั้งใจทางานเพื่อสังคมประเทศชาติกันจริงๆ จะต้อง ถือเป็น เรื่องสาคัญยิ่งที่จะไม่ให้ประชาชน ชาวบ้านได้รับข้อมูลความรู้ที่ปล่อยออกมาหละหลวมผิดๆ... (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุต.โต.), 2545 อ้างอิงใน อรวรรณ ศิริรัตน์พริ ิยะ, 2546) คากล่าวข้างต้น ของพระธรรมปิฎก สะท้อนถึงความสาคัญของการเผยแพร่ความรู้สู่ สาธารณะ ซึ่งหากเทียบเคียงกับการทบทวนวรรณกรรม นักวิจัยก็จาเป็นต้องมีความรับผิดชอบ ซื่อตรง ทาความเข้าใจในความรู้นั้นๆ อย่างถ่องแท้ และค้นคว้าตรวจสอบให้ถูกต้องแม่น ยา เช่นเดียวกัน สาหรับการทบทวนวรรณกรรมซึ่ งเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการวิจัย จึงต้องมีการ กากับด้วยการมี “จรรยาบรรณ” 7.1 ความหมายของจรรยาบรรณ ในกระบวนการทาวิจัย นักวิจัยจะคุ้นเคยกับคาว่า “จริยธรรม” (ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ) “คุณธรรม” (ลักษณะแห่ง คุณงามความดี) “ธรรมะ” (คุณความดี) หรือ “จรรยาบรรณ” ซึ่งคา เหล่านี้มีความหมายคล้ายคลึงกัน หรือมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ความถูกต้องเชิงวิัชาการ เพราะการวิจัยอาจเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบอาชีพ หรืองาน (task) อย่ า งใดอย่ า งหนึ่ ง ที่ ไ ม่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ อาชี พ ก็ ไ ด้ ดั ง นั้ น จึ ง มี ทั้ ง นั ก วิ จั ย มื อ อาชี พ ที่ สั ง กั ด สถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ หรือนักวิจัยชั่วคราว/นักวิจัยจาเป็น /นักวิจัยสมัครเล่น (นิสิตนักศึกษา) และบ่อยครั้งที่นักวิจัยอาจดาเนินการอย่างไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม เช่น คัดลอก ข้อมูล (กราฟ ภาพ ข้อความ ฯลฯ) โดยจงใจไม่อ้างถึงแหล่งข้อมูล เดิมเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเป็น ผลงานตนเอง ดัดแปลงข้อมูลให้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง หรือ ลืมลงรายการอ้างอิงไว้โดย อาจไม่ตั้งใจก็ตาม ดังนั้น นักวิจัยจึงต้องทาความเข้าใจต่อจรรยาบรรณเพื่อเป็นแนวทางสาหรับ การดาเนินการวิจัย (จรัญ จันทลักขณา และ กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ, 2551, หน้า 202) คาว่า จริยธรรม สามารถแยกออกเป็นคาว่า “จริย” คือ ดีงาม และ “ธรรม” คือ ความ ถูกต้อง จริยธรรม หมายถึง ความถูกต้องที่ดีงาม อันเป็นความเชื่อและความศรัทธาที่คนในสังคม


142

กาหนดเป็นกฎเกณฑ์ กติกา และบรรทัดฐานไว้ มีการรับ รู้และถือปฏิบัติร่วมกันผ่านการขัดเกลา โดยทางตรงหรือทางอ้อมจากสถาบันครอบครัว โรงเรียน เป็นต้น (สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์, 2542) จรรยาบรรณ (codes of conduct) หมายถึง ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพ การงานแต่ละอย่างกาหนดไว้ เพื่ อรักษาและส่งเสริมชื่อเสียง เกียรติคุณ และฐานะของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ (ไชยยศ เหมะรัชตะ, 2557, หน้า 1-15) จริยธรรมการวิจัย (research ethics) หมายถึง ประมวลหลักประพฤติปฏิบัติที่ดีในการ วิจัยที่นักวิจัยควรยึดถือปฏิบัติ เพื่อให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีคุณธรรมคือคุณงามความดี และ มีจริยธรรมคือความถูกต้องด้วยศีลธรรม (สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2555, หน้า 4) กุสุมา รักษมณี (กรรณิการ์ วิมลเกษม และคณะ, 2547, หน้า 160) กล่าวว่า โดยทั่วไป จรรยาไม่ใช่กฎเกณฑ์หรือข้อบังคับ และไม่ใช่ข้อห้ามที่ใครจะฝ่าฝืน ไม่ได้ จรรยาเป็นสิ่งที่คนใน สังคมเห็นว่า “ควร” จะทา ใครทาได้ก็ดี ใครทาไม่ได้ก็ไม่มีใครว่าอะไร บางคนจึงแกล้งทาเป็นไม่รู้ ไม่ชี้ และละเลยเสียจนก้าวล่วงไปถึงขั้นผิด บางสถาบันหรือองค์ครวิชาชีพบางแห่งจึงทาจัดทา ประมวลความประพฤติในการประกอบอาชีพการงานเพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง และฐานะของสมาชิก ข้อกาหนดดังกล่าวเรียกว่า “จรรยาบรรณวิชาชีพ” จรรยาบรรณวิชาชีพ (professional ethics) หมายถึง ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบ วิ ช าชี พ ใช้ เ ป็ น แนวทางปฏิ บั ติ ต นอย่ า งถู ก ต้ อ งส าหรั บ ผู้ ป ระกอบวิ ช าชี พ ต่ า งๆ เช่ น แพทย์ พยาบาล ครู อาจารย์ วิศวกร สถาปนิก สื่อมวลชน เป็นต้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อประสิ ท ธิผล ประสิทธิภาพ และดารงไว้ซึ่งเกียรติ ศักด์ศรีของผู้ประกอบวิชาชี พนั้นๆ ซึ่งมีมโนธรรมหรือ จิตสานึก (conscience) กากับอยู่ สามารถใช้บังคับได้ในระดับ “พึง” อาจบันทึกไว้เป็นเหมือน กฎระเบียบทั่วไป หรือเป็นที่รับรู้ร่วมกันและยึดถือต่อๆ กันมาก็ได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักกาหนดไว้ เป็ น ลายลั ก ษณ์ อั ก ษรเพื่ อ ให้ มี ผ ลต่ อ มาตรการบั ง คั บ ในการประกอบวิ ช าชี พ (professional sanction) โดยกาหนดบทลงโทษ เช่น การยึดใบอนุญาตประกอบอาัชีพ หรือ เป็นมาตรการแก้ไข (correction) เช่น ว่ากล่าว ตักเตือน หรือพิจารณาเลื่อนตาแหน่ง/เงินเดือน เป็นต้น ก่อให้เกิด ความเป็นธรรมในการให้บริการ และช่วยให้ผู้ประกอบวิชาชีพตระหนักในความสาคัญของวิชาชีพ ตน ให้ผู้รับบริการรับรู้และเข้าใจ ข้อบัญญัตินั้นอาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หรือบอกกล่าวด้วย วาจาก็ได้ (ดรุณี หิรัญรักษ์, 2558) สาหรับนักวิจัย ทั้งที่เป็นนักวิจัยโดยอาชีพและนักวิจัยชั่วคราว/สมัครเัล่น จะต้องปฏิบัติ ตาม “จรรยาวิ ช าชี พ วิ จั ย ” 29 (research code of conduct) ซึ่ ง หมายถึ ง ประมวลหลั ก ความ ประพฤติปฏิบัติที่แสดงถึงมาตรฐานการปฏิบัติงาน (standard of work performance) และความ มีจริยธรรมการวิจัย เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง และฐานะของความเป็นนักวิจัยใน สาขาวิชาชีพของตน (สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2555, หน้า 3) 29

สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (2555, หน้า 3) จัดทาขึ้น โดยมี ศาสตราจารย์ อังศุมาลย์ จันทราปัตย์ และคณะ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาโครงการ


143

7.2 การประพฤติผิดและระดับความผิด การประพฤติ ผิ ด จรรยาวิ ช าชี พ วิ จั ย (misconduct) หมายถึ ง การกระท าที่ ขั ด ต่ อ หลั ก ความ ประพฤติอันเหมาะสมที่ผู้ประกอบวิชาชีพวิจัยพึงถือปฏิบัติให้เป็นที่ยอมรับของประชาคมวิจัย การ กระทาที่ถือว่า ขาดความรับผิดชอบ ขาดจิตสานึกในความประพฤติที่ดี ผิดต่อจรรยาวิชาชีพ นักวิจัยไม่ควรกระทา ได้แก่ (สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2555, หน้า 67-68) 1. การคั ด ลอกงานหรื อ ผลงานผู้ อื่ น มาเป็ น ของตน หรื อ การลอกเลี ย นวรรณกรรมกรรม (plagiarism) ผลงานดั ง กล่ า ว เช่ น แนวคิ ด ภาษา ถ้ อ ยค า ข้ อ ความ คติ พ จน์ สุ ภ าษิ ต ภาพเขียน ภาพถ่าย รูปปั้น รูปจาลอง ทานองเพลง และผลงานใดๆ ของผู้อื่น เป็นต้น ไม่ว่า จะน ามาเพี ย งทั้ ง หมดหรื อ บางส่ ว น น ามาท าใหม่ ด้ ว ยตนเองด้ ว ยวิ ธี ก ารถอดความ (paraphrase) ซึ่งเป็นการนามากล่าวอีกครั้งด้วยถ้อยคาที่ต่างจากเดิมโดยสรุปความหรือลาดับ ประโยคใหม่ (สิทธิ์ ธีรสรณ์, 2554, หน้า 169) หรือว่าจ้างให้ผู้อื่นทาให้โดยแก้ไข ดัดแปลง หรือปรับปรุงใหม่ แล้วเสนอผลงานนั้น ว่าเป็นของตน โดยไม่แจ้งแหล่งที่มา หรือทาให้ผู้อื่น เข้าใจผิดว่าเป็นของตน เป็นการทุจริตหรือหลอกลวงทางวิชาการ 2. การคั ด ลอกผลงานของตนเอง (self-plagiarism) โดยนั กวิจัยคั ด ลอกผลงานของตนเองที่ เหมือนเดิม เกือบเหมือนเดิม นาบางส่วนกลับมาใช้โดยไม่อ้างถึงผลงานเดิมของตน รวมทั้ง นาผลงานมารายงาน เพิ่มเติม หรือปรับแต่งให้ต่างไปจากเดิม เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจคลาดเคลื่อน ไปจากความจริง หรือเข้าใจว่าเป็นผลงานค้นพบใหม่ 3. การปลอมแปลงข้อมูล (falsification) การปกปิด บิดเบือน แก้ไขข้อมูล สร้างข้อมูลที่เป็นเท็จ (fabrication) หรือกระทาการใดๆ ในกระบวนการวิจัยและการรายงานผลการวิจัยที่ผิดไปจาก ความเป็นจริง โดยตัดทอน เััพิ่มเติม ดัดแปลง ผลงานวิจัยเพื่อให้เป็นไปตามข้อสรุปที่ตน ต้องการ ซึ่งเป็นการเสนอเรื่องหรือสิ่งอันเป็นเท็จ และอาจผิดกฎหมาย 4. การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือความลับของผู้รับการวิจัยที่นักวิ จัยได้กระทาไปโดยไม่ได้รับคา ยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้รับการวิจัย ทาให้เกิดผลกระทบต่อผู้รับการวิจัยเป็นการ ส่วนตัว ไม่ว่าในทางใดก็ตาม รวมทั้งความมีชื่อเสียง นอกจากนี้ การที่นักวิจัย ไม่ระมัดระวังใน การนาเสนอข้อมูลหรือรายงานผลการวิจัยทาให้สามารถคาดเดาตัวบุคคลที่กล่าวถึงได้ การจาแนกระดับความผิดทางจริยธรรมวิชาการแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือ 1) ระดับไม่ รุนแรง และ 2) ระดับรุนแรง (สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์, 2542, หน้า 9-18) 1. ความผิดจริยธรรมขั้นไม่รุนแรง คือ การผิดจริยธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการนาเอาผลงานของ ผู้อื่นมาเป็นผลงานของตน อาจเป็นความไม่ ตั้งใจ หรือไม่เข้าใจวิธีการอ้างอิง เพราะไม่ได้ ศึกษาแนวทางการทาวิจัย/การอ้างอิง อย่างถ่องแท้ ได้แก่ 1) การอ้างอิงไม่ถูกต้อง เช่น เอาประโยคข้อความของผู้อื่นมาใช้โดยตรงโดยไม่แสดงให้ เห็นอย่างชัดเจน เช่น ไม่ใส่เครื่องหมายคาพูด ไม่ระบุชื่อผู้เป็นเจ้าของบทความ การ


144

ป้องกันข้อผิดพลาดดังกล่าวทาได้โดยระบุชื่อเจ้าของผลงาน เลขหน้า ปี พ.ศ. ก่อน การเขียนผลการทบทวน และใช้เครื่องหมายคาพูด (“...”) หน้า-หลัง ข้อความ/ประโยค ที่นามาอ้าง แต่กรณีที่เห็นว่าจะทาให้เนื้อความยืดยาวเกินไป ก็อาจทาได้โดยการเรียบ เรียงเป็นประโยคขึ้นใหม่ด้วยภาษาของนักวิจัยเอง และระบุการอ้างอิงแทรกในเนื้อหา 2) การลอกเลียน เป็นการนาผลงานหรือแนวคิดของผู้อื่นมาเป็นผลงานตนเอง เช่น การ ดัดแปลงตารา หนังสือ บทความวิชาการ/บทความวิจัย รายงานวิจัย ทั้งนี้ นั กวิจัย สามารถศึกษาผลงานของคนอื่น และใช้เป็นต้นแบบหรือการแตกหน่อต่อยอดทาง ความคิดได้ แต่วิธีการที่เหมาะสมคือจะต้องประมวลความรู้ต่างๆ แล้วนาเสนอเป็น ความคิดใหม่ๆ ด้วยตนเอง และอ้างอิงอย่างถูกต้อง การลอกเลียนทางวิชาการย่อมไม่ ต่างจากการทาของปลอม ซึ่งจะด้อยทั้งคุณภาพและขาดความน่าเชื่อถือ อาจจะลวง ผู้อ่านบางกลุ่มที่ยังไม่มีความเข้าใจลึกซึ้งได้ แต่สาหรับผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แขนง นั้นๆ อย่างถ่องแท้ ย่อมทราบดีว่าแนวความคิดและผลงานนั้นๆ ผู้ใดเป็นต้นฉบับ ซึ่ง งานที่ผ่านการลอกเลียนมาย่อมเปิดเผยจุดบกพร่องให้เห็นได้ 3) การไม่อ้างผู้ร่วมวิจัย กรณีที่นักวิจัยทางานร่วมกันและปรากฏชื่อในโครงการ/แผน งานวิจัย เมื่อมีรายงานวิจัยก็จาเป็นที่นักวิจัยจะต้องระบุชื่อผู้ร่วมงานไว้เสมอ หรือเมื่อ เรียบเรียงออกมาใหม่ ในลั กษณะบทความ ก็ค วรระบุที่ม าของบทความว่า มาจาก งานวิจัย หรือเป็นส่วนหนึ่งจากงานวิจัย และระบุชื่อนักวิจัยที่ร่วมโครงการไว้ในลักษณะ ที่เปิดเผยให้ชัดเจน ว่าตนเองเพียงเรียบเรียงออกมาเป็นบทความเท่านั้น ไม่ใช่ระบุ เฉพาะชื่อของตน อย่างไรก็ตาม บางโครงการวิจัยอาจมีนักวิจัยถอนตัว หรือนักวิจัย ไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างต่อการเขียนรายงาน/บทความ ก็ขึ้นอยู่กับข้ อตกลงหรือการแบ่ง สัดส่วนผลงานในโครงการนั้นๆ 2. ความผิดจริยธรรมขั้นรุนแรง คือ การนาผลงานผู้อื่นทั้งหมด หรือเพียงบางส่วนมาเป็นผลงาน ตนเองโดยเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เขียน มีเจตนาทาให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผลงานนั้นเป็นของตนเอง ซึง่ เกิดขึ้นได้ในหลายกรณี เช่น งานที่ไ ม่ได้ระบุลิขสิทธิ์ งานที่มีลิขสิทธิ์ บทความวิชาการก่อน การตีพิมพ์เผยแพร่ ข้อเสนอโครงการวิจัย เป็นต้น ผู้ที่ทาเช่นนี้มักนาผลงานของผู้อื่นไปใช้ใน ลักษณะของวงวิชาการที่ใกล้เคียงกัน หรือต่างสถาบันกัน โดยผู้ที่เป็นเจ้าของผลงานไม่ทราบ เช่น เอารายงานนิสิตมาเป็นผลงานของตนเอง เอาข้อเสนอโครงการวิจัยของผู้อื่นมาเป็น ผลงานของตนเอง ดังกรณีศึกษาต่อไปนี้ (อรวรรณ ศิริรัตน์พิริยะ, 2546, หน้า 49-51)


145

กรอบ 35 กรณีศึกษานักวิัจัยหัวใจเดียวกัน อาจารย์บุญถวายเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ของมหาวิทยาลัยชั้นนาของประเทศ ด้วยวัยวุฒิและนิสัยโอบอ้อมอารี มี เมตตาต่อลูกศิษย์และผู้ร่วมงานทาให้อาจารย์เป็นที่รักของทุกคนในคณะ และผู้ที่ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยสนทนากับ อาจารย์ อาจารย์บุญถวายเป็นอาจารย์ที่ใจดี เอาใจใส่ในการเรียนการสอนทั้งในห้องและนอกห้องเรียน อาจารย์ไม่เคย ปฏิเสธที่จะตอบคาถามนิสิตที่มารุมล้อมอาจารย์ ความสนุกในการสอนทาให้อาจารย์เพลิดเพลินจนไม่เหลือเวลาที่จะมาใส่ ใจในการทาวิจัย ในที่สุดสภาพการทางานที่มีความสุขของอาจารย์บุญถวายมาถึงจุดหักเห ด้วยนโยบายของผู้บริหารชุด ใหม่ของมหาวิทยาลัย ได้นามาซึ่งความเครียดแก่อาจารย์ บรรยากาศรอบๆ มหาัวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงไปเสียแล้ว สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวช่างปกคลุมไปด้วย “วิจัย” ทุกลมหายใจเข้าออกเป็นวิจัย วิจัย ขานรับนโยบายของมหาวิทยาลัยวิจัย แล้วผมจะไปหาวิจัยมาจากไหน เป็นคาเปรยอย่างสิ้นหวังของอาจารย์บุญถวาย ใครรู้บ้างโปรดช่วยอาจารย์บุญถวายของ เราด้วย ผลจากนโยบายใหม่ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยชุดใหม่ ทางผู้บริหารคณะฯ ของอาจารย์บุญถวายจึงดาเนินการ เปลี่ยนแปลงหลักสูตร และกาหนดไว้ว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไัป หลักสูตรของคณะฯ ต้องมีวิจัย นักศึกษาทุกระดับต้องทาวิจัย อาจารย์ผู้ใหญ่ใจดีอย่างอาจารย์บุญถวายก็ต้องลุกขึ้นเป็นคนทันสมัย กระโจนเข้ามาจับงานวิจัยกับเขาด้วย และด้วยพื้น นิสัยที่กอปรด้วยความเมตตาเปี่ยมล้นหัวใจ จึงมีนิสิตสนใจสมัครมาทางานวิจัยกับอาจารย์มากมาย วิญญาณของผู้ที่ เปี่ยมด้วยความเมตตาอย่างอาจารย์จึงมีลูกศิษย์ในสังกัดมาก อาจารย์ผู้ใหญ่ใจดีเริ่มวิตกว่า แล้วเราจะวิจัยอะไรกันดี อย่างไรก็ตาม ความเป็นผู้กว้างขวางและเป็นที่รู้จักของผู้ร่วมวิชาชีพต่างสถาบัน ทาให้อาจารย์ได้รับเกียรติเป็น อาจารย์พิเศษในสถาบันอื่นที่เกี่ยวข้อง ปัญหาเฉพาะหน้าที่รุมล้อมทาให้อาจารย์ตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ เมื่อสายตา อันแหลมคมของอาจารย์ไปสัมผัสเข้ากับรายงานวิจัยของบุคคลต่างสถาบันเข้า รายการขอร่วมเอาความคิดมาใช้ด้วยคน จึงบังเกิดขึ้น ด้วยความน่ารักของอาจารย์ก็ส่งผลให้รายงานวิจัยฉบับนั้นอยู่ในมือของอาจารย์ อาจารย์บุญถวายกลับมาพบลูกศิษย์ด้วยความคิดส่วนหนึ่งที่ได้มาจากรายงานวิจัยนั้น ทาให้เกิดผลงานวิจัย ปรากฏในวารสารเผยแพร่แก่สาธารณชน มีข้อความที่เหมือนและเกือบเหมือนกันทุกประการกับรายงานวิจัยฉบับต้นเรื่อง อีกทั้งเค้าโครงการวิจัยก็ลอกเลียนแบบกันออกมาเกือบจะเป็นฝาแฝดกัน อาจารย์เจ้าของงานวิจัยเมื่อได้อ่านวารสารฉบับดังกล่าว จึงได้พบความจริงว่า บัดนี้บางสิ่งบางอย่างไม่ชอบมา พากลได้เกิดขึ้น อาจารย์บุญถวายซึ่งเป็นอาจารย์ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมหัวใจเต็มร้อย คงจะให้ความกระจ่างได้ แต่อาจารย์ บุญถวายปฏิเสธที่จะให้คาอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น และด้วยความมากด้วยน้าใจของอาจารย์บุญถวาย จึงยากจะมีใครรู้ส่าความ จริงเป็นอย่างไร เป็นการยากที่จะดาเนินการพิสูจน์ว่า นักวิจัยมีหัวใจเดียวกัน ช่างรู้ใจกัน ต่างก็มีความคิดเดียวกัน โครง เรื่องเดียวกัน คาต่อคา แม่แต่การแปลความจากเอกสารอ้างอิงก็แปลได้เหมือนกัน หรือว่าอาจารย์บุญถวายมีภาวะจิต ระดับนี้แล้วหรือ ความจริงหรือปาฏิหาริย์ ใครมีคาตอบช่วยบอกด้วย

จากกรณีศึกษาดังกล่าวนามาสู่คาถามว่า 1) มีความเป็นไปได้เพียงใดที่บุคคลทั้งสองจะมี ความคิดตรงกัน 2) ผู้ใดมีสิทธิอันชอบธรรมต่อผลงานนั้น หรือความเป็นผู้นิพนธ์ (authorship) คือใคร ระหว่างผู้เป็นเจ้าของบทความตีพิมพ์ในภายหลัง และผู้เป็นเจ้าของโครงการที่ส่งรายงาน ก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ 3) ในลักษณะวัฒนธรรมแบบสังคมไทย การมีปัญหากับผู้ อาวุโสในวิชาัชีพ อาจนามาซึ่งภาพลักษณ์ที่ไม่ดีงามต่อผู้น้อย การยินยอมเป็นการเสียสละเพื่อ รักษาไว้ซึ่งศีลธรรมอันดีงามหรือไม่ 4) หากท่านเป็นเจ้าของผลงาน จะแก้ปัญหาอย่างไร 5) หาก ท่านเป็นผู้รับทราบเหตุการณ์จะทาอย่างไร และ 6) คุณงามความดีในอดีตสามารถลบล้างความ สุจริต หรือทุจริตได้หรือไม่


146

ผู้เข้าร่วมประชุมในงานสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “กลโกง กันโกง ทางวิ ชาการ” ซึ่งสภา คณาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดขึ้นเมื่อ 17 มกราคม 2545 ได้เสนอแนะกรณีดังกล่าวนี้ว่า (อรวรรณ ศิริรัตน์พิริยะ, 2546, หน้า 61-62) 1) กรณีที่บุคคลสองคน จะมีความคิดในงานวิจัยเหมือนกัน จนมีผลงานวิจัยออกมาเกือบ เป็นฝาแฝดกันนั้นเป็นเรื่องทีเ่ ป็นไปไม่ได้ 2) ผู้มีสิทธิอันชอบธรรมในผลงาน คือ ผู้เป็นเจ้าของโครงการวิจัยที่ส่งรายงานก่อน โดย ตรวจสอบเอกสารที่แสดง วัน เวลา ในการส่งโครงการฉบับสมบูรณ์ 3) วัฒนธรรมไทยที่ผู้น้อยต้องเสียสละแก่ผู้อาวุโส มิได้หมายถึงการสมยอมให้มีการใส่ชื่อ ผู้วิจัยอันเป็นเท็จ ทั้งยังถือเป็นการรายงานเท็จต่อสาธารณะ 4) เจ้าของผลงานอาจแก้ปัญหาโดย 1) ทาจดหมายแจ้งไปยังผู้คัดลอกให้ยอมรับผิดและ แสดงการขอโทษด้วยวาจา หรือเป็นจดหมาย 2) ถ้าผู้คัดลอกไม่ดาเนินการให้ทา บันทึกถึงหัวหน้าหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อให้มีการตรวจสอบ 3) ถ้ าทั้งสองกรณียังไม่ เกิดผล ให้ทาการฟ้องร้องตามกฎหมาย 5) ผู้ทราบเหตุการณ์ ควรให้คาแนะนาเจ้าของโครงการวิจัยว่า ควรดาเนินการฟ้องเพื่อ เรียกร้องสิทธิ์ หรือเสนอแนะให้สถาบันอุดมศึกษามีหน่วยงานรับผิดชอบ ตรวจสอบ สิทธิ์ ซึ่งต้องเป็นองค์กรกลางที่มีอิสระในการทางาน 6) คุ ณ ความดี ที่ ท าไว้ ใ นอดี ต ไม่ ส ามารถน ามาพิ จ ารณาลดหย่ อ นในความผิ ด ต่ อ จรรยาบรรณทางวิชาการได้ 7.3 แนวทางปฏิบัติของจรรยาบรรณนักวิจัย งานวิจัยบางประเภทอาจยังไม่ถึงขั้นตอนนาผลการวิจัยไปใช้โดยตรง เพราะเป็นการวิจัยเพื่อ เพิ่มพูนความรู้และฝึกความคิดเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ เช่นการวิจัยที่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ระดั บ ต่ า งๆ หรื อ การวิ จั ย เพื่ อ สร้ า งความก้ า วหน้ า ทางวิ ช าการ เช่ น การวิ จั ย ของอาจารย์ มหาวิทยาลัยเพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการสอน เอกสารคาสอน หรือตารา ซึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการ วิจัยในลักษณะใด สิ่งที่สาคัญที่สุดประการหนึ่งคือข้อมูล อาจเป็นข้ อมูลเอกสาร คาบอกเล่า คา สัมภาษณ์ ข้อมูลจากการสังเกต การทดลอง หากเมื่อใดที่ข้องเกี่ยวกับมนุษย์แล้ว ผู้วิจัยจะต้อง ระมัดระวังเป็นพิเศษ การใช้ข้อมูลจากมนุษย์จะต้องไม่ เกิดผลกระทบไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจ (กรรณิการ์ วิมลเกษม และคณะ, 2547, หน้า 158) ศาสตราจารย์ สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ (2542, หน้า 14, 38-39) กล่าวว่า ในการทาวิจัย รายงานทางวิชาการ วิทยานิพนธ์ จะต้องทบทวนวรรณกรรมที่มีผู้ทามาแล้วในอดีต ผู้ัวิจัยไม่ควร นาผลงานทบทวนวรรณกรรมของผู้อื่นไปใช้ทั้งดุ้นและนาเสนอราวกับว่าตนได้ทบทวนวรรณกรรม เหล่านั้นด้วยตนเอง การนาข้อค้นพบ ความคิด แนวคิดและทฤษฎีของผู้อื่นมาใช้หรืออ้างอิง จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าส่วนใดถูกนามาใช้ และเป็นผลงานหรือการทบทวนวรรณกรรมของใคร


147

หากนักวิจัยอ้างว่า หัวข้อวิจัยที่ศึกษานั้นแตกต่างจากนักวิจัยท่านอื่นๆ เนื่องจากมีความ แตกต่างกันด้านเวลา สถานที่ หรือกลุ่มประชากร ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยมีผู้ใด ศึกษามาก่อน ในกรณีงานวิัจัยเชิงปริมาณ หากพิจารณาจากตัวแปร (ตัวแปรอิสระ-ตัวแปรตาม) ตัวใดตัวหนึ่งหรือหลายตัว ก็ถือได้ว่ามีผู้ศึกษามาก่อน นักวิจัยจะต้องศึกษาผลงานก่อนหน้าอย่าง ถ่องแท้หรืออย่างเป็นสากล (การสืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่างๆ โดยเฉพาะฐานข้อมูลออนไลน์) จนถึ ง ขั้ น ที่ ส ามารถกล่ า วได้ ว่ า ไม่ เ คยมี ผู้ ใ ดศึ ก ษามาก่ อ นได้ นั ก วิ จั ย ที่ ด าเนิ น การทบทวน วรรณกรรมจากงานต้นฉบับจริงย่อมสามารถอ้างอิงได้ถูกต้องครบถ้วน แต่หากทบทวนเพียงบท วิจารณ์จากที่ผู้อื่นทาไว้และนามาใช้ พฤติกรรมนี้ถือว่าเป็นการขโมยผลงานวิจัยของคนอื่นมาเป็น ของตน คากล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ในขั้นตอนของการทบทวนวรรณกรรม ซึ่งโดยทั่วไปจะ เป็นการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารทุติยภูมิ แต่เอกสารเหล่านั้นก็ถูกประมวลขึ้นจาก “มนุษย์” ผู้ ศึกษา/นักวิจัยก่อนหน้า และเมื่อใช้ข้อมูลจากมนุษย์จึงต้องไม่ดาเนินการใดๆ ที่ส่งผลกระทบทาง ร่างกายหรือจิตใจ ดังนั้น นักวิจัยย่อมต้องศึกษาจรรยาวิชาชีพนักวิจัยและแนวทางปฏิบัติ ซึ่ง กล่าวถึงไว้ในภาพรวมในทุกขั้นตอนการวิจัย โดยสรุปดังนี้ (สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2555, หน้า 17-20; วิชา มหาคุณ, 2557, หน้า 13-22) 1. นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ: มีความซื่อสัตย์ตอ่ ตนเอง ไม่ นาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่น ต้องให้เกียรติและอ้างถึงบุคคล หรือแหล่งที่มาของข้อมูลทีน่ ามาใช้ในงานวิจัย ซื่อตรงต่อการแสวงหาทุนวิจัยและมีความเป็น ธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย แนวทางปฏิบตั ิ 1) มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น โดยในทุกขั้นตอนของการวิจัยตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังดาเนินการวิจัย ไม่สร้างผลงานอันเป็นเท็จ ให้เกียรติผู้อื่นโดยอ้างถึงบุคคล หรือแหล่งที่มาของข้อมูลและความคิดเห็นที่นามาใช้ในงานวิจัยอย่างถูกต้อง ชัดเจน และครบถ้วน 2) ซื่อตรงต่อการแสวงหาทุนวิจัย ต้องเสนอข้อมูลและแนวคิดอย่างเปิดเผยและ ตรงไปตรงมาในการเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอรับทุน เสนอโครงการวิจัยด้วยความ ซื่อสัตย์ไม่ขอทุนซ้าซ้อน ไม่จ้างวานให้ผอู้ ื่นทาวิจัยให้ แล้วระบุชื่อตนเองเป็นผู้ทา 3) มีความเป็นธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย จัดสรรสัดส่วนของผลงานวิจัย แก่ผู้ร่วมวิจัยอย่างยุติธรรม 2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทาวิจยั : ปฏิบัติตามพันธกรณีและข้อตกลงการวิจัยที่ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน อุทิศเวลาทางานวิจัยให้ได้ผลดีที่สุดและเป็นไปตาม กาหนดเวลา มีความรับผิดชอบ ไม่ละทิ้งงาน แนวทางปฏิบตั ิ


148

3.

4.

5.

6.

1) ตระหนักถึงพันธกรณีในการทาวิจัย ศึกษาเงื่อนไข และกฎเกณฑ์ของเจ้าของทุนอย่าง ละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันความขัดแย้งในภายหลัง 2) อุทิศเวลา ความรู้ ความสามารถเพื่อให้ได้งานวิจัยที่มคี ุณภาพ เป็นประโยชน์ 3) รับผิดชอบในการวิจัย ไม่ละทิ้งงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร และส่งงานตามกาหนดเวลา ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย รับผิดชอบในการจัดทารายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เพื่อให้ผล อันเกิดจากการวิจัยได้นาไปใช้ประโยชน์ นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทาวิจัย: มีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาที่ทาวิจัย อย่างเพียงพอและมีความรู้ความชานาญหรือมีประสบการณ์เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่วิจัย เพื่อให้ งานวิจัยมีคุณภาพ และป้องกันปัญหาการวิเคราะห์หรือการสรุปที่ผิดพลาด แนวทางปฏิบตั ิ 1) มีพื้นฐานความรู้ ความชานาญหรือประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่ทาวิจัยอย่างเพียงพอ 2) รักษามาตรฐานและคุณภาพของงานวิจัยในสาขาวิชานัน้ ๆ นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัยไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวติ หรือไม่มีชีวติ : ดาเนินการด้วยความรอบคอบและเที่ยงตรงในการทาวิจยั ที่เกี่ยวข้องกับคน สัตว์ พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม มีจิตสานึกและมีปณิธานที่จะอนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม แนวทางปฏิบตั ิ 1) การใช้คนหรือสัตว์เป็นตัวอย่างทดลอง ต้องทาในกรณีที่ไม่มีทางเลือกอืน่ เท่านั้น 2) ไม่ก่อความเสียหายต่อคน สัตว์ พืช ศิลปวัฒนธรรมทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม 3) รับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดแก่ตนเอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาและสังคม นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรี และสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย: ไม่คานึงถึง ผลประโยชน์ทางวิชาการจนละเลย และขาดความเคารพศักดิศ์ รีของเพื่อนมนุษย์ ต้องถือเป็น ภาระหน้าที่ทจี่ ะอธิบาย จุดมุ่งหมายของการวิจัยแก่บุคคลที่เป็นกลุม่ ตัวอย่าง ไม่หลอกลวง บีบบังคับและไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แนวทางปฏิบตั ิ 1) เคารพในสิทธิของมนุษย์ที่ใช้ในการทดลองโดยต้องได้รับความยินยอมก่อนการวิจัย 2) ปฏิบัติต่อมนุษย์และสัตว์ที่ใช้ในการทดลองด้วยความเมตตา ไม่คานึงถึงแต่ ผลประโยชน์ทางวิชาการจนเกิดความเสียหาย 3) ดูแลปกป้องสิทธิประโยชน์และรักษาความลับของกลุ่มตัวอย่าง นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด ปราศจากอคติ: ตระหนักว่าอคติส่วนตนหรือความลาเอียงอาจ ส่งผลให้มีการบิดเบือนข้อมูลและข้อค้นพบทางวิชาการ อันเป็นเหตุให้เกิดผลเสียหาย แนวทางปฏิบตั ิ 1) มีอิสระทางความคิด ไม่ทาวิจัยด้วยความเกรงใจ 2) ปฏิบัติงานวิจัยโดยใช้หลักวิชาการเป็นเกณฑ์ปราศจากอคติ


149

3) เสนอผลงานวิจัยตามความเป็นจริง ไม่เบีย่ งเบนผลการวิจัย โดยหวังประโยชน์ส่วนตน หรือต้องการสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น 7. นักวิจัยพึงนาผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ: เผยแพร่ผลงานวิจัยเพื่อประโยชน์ทาง วิชาการและสังคมไม่ขยายผลข้อค้นพบจนเกินความเป็นจริงและไม่ใช้ผลงานวิจัยในทางมิชอบ แนวทางปฏิบตั ิ 1) รับผิดชอบและรอบคอบในการเผยแพร่ผลงานวิจัย 2) เผยแพร่ผลงานวิจัยโดยคานึงถึงประโยชน์ทางวิชาการและสังคม 3) เสนอผลงานวิจัยตามความเป็นจริงไม่ขยายผลข้อค้นพบโดยปราศจากการตรวจสอบ ยืนยัน 8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น: มีใจกว้าง พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลและ ขั้นตอนการวิจัย รับฟังเหตุผลทางวิชาการของผู้อื่น และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขงานวิจัยให้ ถูกต้อง แนวทางปฏิบตั ิ 1) มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างความเข้าใจในงานวิจัยกับ นักวิชาการอื่นๆ 2) รับฟัง แก้ไขการทาวิจัยและการเสนอผลงานวิจัยตามข้อแนะที่ดี เพื่อสร้างความรู้ที่ ถูกต้องและสามารถนาผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้ 9. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ: มีจติ สานึกที่จะอุทิศกาลังสติปัญญาในการทา วิจัย เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ และประโยชน์สุขของสังคม แนวทางปฏิบตั ิ 1) ไตร่ตรองหาหัวข้อการวิจัยด้วยความรอบคอบและทาวิจัยด้วยจิตสานึกที่จะอุทิศกาลัง ปัญญาเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ 2) รับผิดชอบในการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการเพื่อความเจริญของสังคม ไม่ทาวิจัยทีข่ ัด กับกฎหมาย ศีลธรรมของประชาชน 3) เป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักวิจัยอื่นๆ ให้รักษาไว้ซึ่งจรรยาวิชาชีพวิจัย พัฒนาบทบาทของ ตนให้เกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น และอุทิศเวลา น้าใจ ส่งเสริมพัฒนาความรู้ จิตใจ พฤติกรรมของนักวิจัยทั้งรุ่นเก่าและรุน่ ใหม่ ให้มีส่วนสร้างสรรค์ความรู้แก่สังคม แนวทางปฏิ บั ติ ข องจรรยาบรรณนั ก วิ จั ย ดั ง กล่ า วมา มี ข้ อ สั ง เกตว่ า การก าหนด จรรยาบรรณนักวิจัย มีผลเพียงทาให้นักวิจัยเกิดจิตสานึกในการปฏิบัติงานวิจัยว่าควรประพฤติ ปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะเป็นนั กวิจัยที่ดี แต่หาได้มีผลบังคับที่เป็นรูปธรรมไม่ เพราะมิได้ออกโดย อาศั ย บทบั ญ ญั ติ แ ห่ ง กฎหมายใด หรื อ มี ร ากฐานมาจากอ านาจของคณะกรรมการสภาวิจัย แห่งชาติที่มีอยู่ตามพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2502 จึงขาดประสิทธิภาพ และ


150

ประสิทธิผลในการบังคับใช้หรืออีกนัยหนึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย (law enforcement) สิ่งที่ควรกระทาอย่างยิ่งคือแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2502 กาหนดให้นักวิจัยเป็นวิชาชีพหนึ่ง ซึ่งผู้ทาวิจัยจะต้องขออนุญาตต่อคณะกรรมการสภาวิจัย แห่งชาติ เพื่อให้งานวิจัยมีมาตรฐานตามที่คณะกรรมการกาหนด รวมทั้งให้คณะกรรมการมี อานาจออกจรรยาบรรณวิชาชีพนักวิจัย เพื่อควบคุม ดูแล คุ้มครอง และส่งเสริมให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ไม่เลื่อนลอยดังที่เป็นมาในอดีต (วิชา มหาคุณ (2557, หน้า 1322) ศาสตราจารย์ กุสุมา รักษมณี (กรรณิการ์ วิมลเกษม และคณะ, 2547, หน้า 161) กล่าว ว่า ประมวลข้อควรปฏิบัติที่รวบรวมไว้เป็นจรรยาบรรณต่างๆ จะไม่มีความหมายอะไร ถ้าสมาชิก ในกลุ่ม (ประชาคมวิจัย) ไม่ได้มีความสานึกในหน้าที่และความรับผิดชอบต่อผลงานของตนอย่าง จริงใจ จรรยาบรรณถือเป็น จ.ป.ฐ. คือ ความจาเป็นพื้นฐานสาหรับการทางานทุกอย่างรวมทั้ง การวิจัย เช่นเดียวกับที่ศาสตราจารย์ จรัญ จันทลักขณา และ กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ (2551, หน้า 210) กล่าวว่า นักวิจัยที่มีคุณธรรม มีเกียรติมีศักดิ์ศรี มีความซื่อสัตย์สุจริตนั้น แม้จะมี ข้อเขียนจรรยาบรรณหรือไม่มีก็คงไม่เป็นปัญหา เพราะันักวิจัยดังกล่าวนั้นมีคุณธรรมอยู่ในใจ รู้จักผิดชอบชั่วดี ซึ่งมีความสาคัญยิ่งกว่าการบอกให้เขามีจรรยาบรรณอย่างนั้นอย่างนี้ ประชาคม วิจัยจาเป็นต้องให้ความสาคัญในการสร้างมาตรฐานแห่งธรรมจริยาในการวิจัยขึ้น กระทั่งคุ้นเคย กับวัฒนธรรมวิจัยเฉกเช่นระบบสากลในประเทศตะวันตก ศาสตราจารย์ สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ (สุชาตา ชินิจิตร, 2545, หน้า 9-10) เสนอว่า นักวิจัยเป็นผู้สร้างงานวิจัย จึงอุปมาเหมือนพระพรหมทางวิชาการ จาเป็นต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นธรรมประจาใจ กากับความประพฤติ เพื่อให้ได้ งานวิจัยที่สุจริต หากนักวิจัยถึงพร้อมด้วยปัญญาธรรมและวิริยธรรม (ความเพียรพยายาม) แต่ ขาดจริยธรรมย่อมถือเป็นนักวิจัยคุณภาพต่า คุณธรรมที่นักวิจัยควรปฏิบัติย่อมขึ้นอยู่กับจิตสานึก และความรับผิดชอบของนักวิจัยเป็นสาคัญ การรักษาไว้ ซึ่งจริยธรรมจึงเป็นการดารงศรัทธาของ สาธารณชน 7.4 คาถามท้ายบท 1. ให้นิสิตอธิบายการกระทาทีข่ าดความรับผิดชอบผิดต่อจรรยาวิชาชีพ ซึ่งนิสิตไม่ควรกระทา 2. หากนิสิตได้รบั การตอบรับให้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยลงในวารสาร ก. และต่อมานิสิตได้ปรับปรุง เนื้อหาเล็กน้อย เปลี่ยนชื่องานวิจัย และปรับวัตถุประสงค์ แต่ยังคงใช้ข้อมูลและวิธีการ วิเคราะห์แบบเดิมของงานวิจัยก่อนหน้า จากนั้นส่งตีพมิ พ์ในวารสาร ข. วิธีการดังกล่าวผิดต่อ หลักจริยธรรมการวิจัยหรือไม่ จงอธิบายและให้เหตุผลประกอบ


151

บรรณำนุกรม กรมทรัพย์สินทางปัญญา. (2535, สิงหาคม 1). เลขที่ประกาศ 11665. ประกาศโฆษณาคาขอรับ สิทธิบัตรการประดิษฐ์. กรมทรัพย์สินทางปัญญา. (2556, กันยายน 17). สิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร. สืบค้นเมื่อ มิถุนายน 19, 2557, จาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา: http://goo.gl/m7hlm6 กรรณิการ์ วิมลเกษม และคณะ. (2547). กุสุมา รักษมณี 60. กรุงเทพฯ: คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. กรรณิการ์ สุขเกษม และ สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธ์. (2544). นานานวตกรรมวิธีวิทยาการวิจัย. กรุงเทพฯ: สามลดา. กฤตเมธ เพ็งกระจ่าง, ชิงชัย หุมห้อง และ โชติวัฒน์ น่วมบาง. (2552). การศึกษาพฤติกรรมการ เดินทางเชิงพืนที่และเวลาของนิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวรจังหวัดพิษณุโลก. ภาคนิพนธ์ วท.บ. พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร. กวินธร เสถียร. (2551). การออกแบบแนวนโยบายแก้ปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตรกรณีศึกษา ตาบลเขาทราย อาเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร. วิทยานิพนธ์ ศศ.ด. พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร. กวินธร เสถียร. (2558). บทแนะนา/วิจารณ์หนังสือ 4 ปี นรกในเขมร. วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 3(12), 127-134. กวินธร เสถียร. (2017, สิงหาคม 19). Research Gate: ทาสแมวมีหนาว เมื่อถูกกล่าวเป็น จาเลย... สืบค้นเมื่อ August 20, 2017, จาก Gwyntorn: https://goo.gl/tiqDuJ กวินนาถ สินทรัพย์. (2559). พฤติกรรมการทิงขยะของนักท่องเที่ยวในงานแข่งเรือยาวประเพณี ประจาปี 2558 จังหวัดนครสวรรค์. การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ศศ.บ. พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร. กาญจนา แก้วเทพ. (2549). การวิจัย: จากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดสุดท้าย (พิมพ์ครังที่ 3). กรุงเทพฯ: สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. กุสุมา รักษมณี. (2534). สีสันวรรณคดี. กรุงเทพฯ: ศยาม. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (2553). การคิดเชิงวิเคราะห์ (พิมพ์ครังที่ 6). กรุงเทพฯ: ซัคเซสมี เดีย. เกศินี จุฑาวิจิตร. (2552). การเขียนสร้างสรรค์ทางสื่อสิ่งพิมพ์: idea ดีๆ ไม่มีวันหมด. นครปฐม: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม. เกษม จันทร์แก้ว, สนิท อักษรแก้ว, สุวรรณา ประณีตกุล และคณะ. (2553). สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีและชีวิต. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.


152

เกียรติสุดา ศรีสุข. (2552). ระเบียบวิธีวิจัย (พิมพ์ครังที่ 2). เชียงใหม่: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. คณะทางานฝ่ายวิชาการ การสัมมนา PULINET วิชาการครั้งที่ 3. (2556, มกราคม 23). สืบค้น เมื่อ กันยายน 9, 2557, จาก รูปแบบการเขียนบรรณานุกรม APA 6th edition : https://goo.gl/aMFRL1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (ม.ป.ป.). การอ้างอิงแบบตัวเลข. สืบค้นเมื่อ กันยายน 9, 2559, จาก https://goo.gl/VP6otU คมสันต์ สุริยะ. (2552). เกร็ดการทาวิจัย ตอนที่ 2: การเขียน Literature Review. สืบค้นเมื่อ มิถุนายน 1, 2554, จาก http://www.tourismlogistics.com จรัญ จันทลักขณา และ กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ. (2551). คัมภีร์การวิจัยและการเผยแพร่สู่ นานาชาติ. นนทบุรี: นิติธรรมการพิมพ์. จิตราภา กุณฑลบุตร. (2550). การวิจัยสาหรับนักวิจัยรุ่นใหม่. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก. จิราภรณ์ จันทร์จร. (2554). การอ้างอิงแบบตัวเลข. สืบค้นเมื่อ กันยายน 9, 2556, จาก https://goo.gl/ahi4pL จุมพจน์ วนิชกุล. (2545, มิถุนายน 10). 1631303 บริการอ้างอิงและสารสนเทศ . สืบค้นเมื่อ กันยายน 9, 2559, จาก http://www.wachum.com/eBook/1631303/biblio1.html ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์. (2525). ห้องสมุดกับวัฒนธรรม. นครศรีธรรมราช: วิทยาลัยครู นครศรีธรรมราช. ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ. (2553). หลักการวิจัยทางสังคม. กรุงเทพฯ: เจริญดีมั่นคงการพิมพ์. ชลธิรา กลัดอยู่. (2517). วรรณคดีของปวงชน. . กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย. (2554, มิถุนายน 29). โนโหวต จะชีว่าใครจะชนะ. สืบค้นเมื่อ มิถุนายน 30, 2554, จาก MGR Online: http://goo.gl/BM0Kub ชาย โพธิสิตา. (2547). ศาสตร์และศิลป์แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จากัด. ไชยยศ เหมะรัชตะ. (2557). คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ สาหรับอาจารย์ใน สถาบันการศึกษา. วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 7(2), 1-15. ดรุณี หิรัญรักษ์. (2558). จริยธรรมสื่อ. กรุงเทพฯ: จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์. ดวงมน จิตร์จานงค์. (2542). สืบเนื่องจากคาถาม ทาไมวรรณกรรมสะท้อนสังคม จึงแก้ปัญหา สังคมไม่ได้. เนชั่นสุดสัปดาห์, 8(366), 44-45. ดาร์วิน, ชาร์ลส์ โรเบิร์ต. (2558). กาเนิดสปีชีส์ (พิมพ์ครังที่ 2). (นาชัย ชีววิวรรธน์ และคณะ, ผู้ แปล) กรุงเทพฯ: สารคดี.


153

ดารงศักดิ์ แก้วทองคา, ร่มฉัตร บุญภัคดี และ วนมาลิน ดอนเขียวไพร. (2551). การพัฒนาสี่ แยกอินโดจีน: มาตรการจัดระบบแรงงานต่างด้าวในจังหวัดพิษณุโลก. การศึกษาค้นคว้า ด้วยตนเอง, รป.ม. พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร. ดุจเดือน พันธุมนาวิน และ ดวงเดือน พันธุมนาวิน. (2551). บทความปริทรรศน์ การวิจัยการนับ ถือพุทธศาสนาในประเทศไทยในช่วง 30 ปี. วารสารพัฒนาสังคม, 10(2), 78-101. ดุจเดือน พันธุมนาวิน. (2549). หลักและวิธีการประมวลเอกสารเพื่อความเป็นเลิศในการวิจัยทาง จิตพฤติกรรมศาสตร์. กรุงเทพฯ: เอ.ที.พริ้นติ้ง. ทวีศักดิ์ นพเกษร. (2551). วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เล่ม 1 คู่มือปฏิบัติการวิจัยประยุกต์เพื่อ พัฒนาคนองค์กร ชุมชน สังคม (พิมพ์ครังที่ 2). นครราชสีมา: ชมรมพยาบาลชุมชน แห่งประเทศไทย. ทิศนา แขมมณี และ นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2546). เก้า ก้าว สู่ความสาเร็จในการวิจัยปฏิบัติการใน ชันเรียนและการสังเคราะห์งานวิจัย. กรุงเทพฯ: พัฒนาคุณภาพวิชาการ. เทียนฉาย กีระนันทน์. (2544). สังคมศาสตร์วิจัย (พิมพ์ครังที่ 5). กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2552). รายงานการสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาไทย : การ วิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis). กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. นพพร ประชากุล. (2554, มิถุนายน 24). ทาไมวรรณกรรมสะท้อนสังคม จึงแก้ปญั หาสังคม ไม่ได้. สืบค้นเมื่อ มีนาคม 17, 2556, จาก TRF Criticism Project: http://www.thaicritic.com/?p=201 นภาลัย สุวรรณธาดา, ธิดา โมสิกรัตน์ และ สุมาลี สังข์ศรี. (2553). การเขียนผลงานวิชาการ และบทความ (พิมพ์ครังที่ 2). นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. นิภาพรรณ เจนสันติกุล. (2553). การวิเคราะห์เชิงอภิมานโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชน เมือง. วารสารเกษมบัณฑิต, 11(2), 33-46. นิรมล พิมน้าเย็น และ ทวีศักดิ์ ศิริพรไพบูลย์. (2553). สถานการณ์วัณโรคดื้อยาหลายขนานใน พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง. วารสารวัณโรค โรคทรวงอกและเวชบาบัดวิกฤต, 31(2), 6270. บังอร โสฬส. (2552). บทวิจารณ์หนังสือ หลักและวิธีการประมวลเอกสารเพื่อความเป็นเลิศใน การวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์. วารสารพัฒนาสังคม, 11(1), 61-68. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2551). คู่มือการเขียนวิทยานิพนธ์และการค้นคว้าแบบ อิสระ. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. (ม.ป.ป.). สืบค้นเมื่อ กันยายน 9, 2559, จาก http://www.graduate.su.ac.th/images/manual/m3.pdf


154

บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. (2547). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (พิมพ์ครังที่ 8). กรุงเทพฯ: จามจุรีโปรดักท์. บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. (2553). คู่มือการวิจัยการเขียนรายงานการวิจัยและวิทยานิพนธ์ (พิมพ์ครังที่ 10). กรุงเทพฯ: ภาควิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. ประภัสสร เสวิกุล. (2554, กุมภาพันธ์ 26). ความหมายของวรรณศิลป์. สืบค้นเมือ่ มีนาคม 5, 2556, จาก สานักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย: https://goo.gl/1yyAEB ปราณี สุรสิทธิ์. (2549). การเขียนสร้างสรรค์เชิงวารสารศาสตร์. กรุงเทพฯ: แสงดาว. ปราโมทย์ ประสาทกุล และ ปัทมา ว่าพัฒนวงศ์. (2554). จุดเปลี่ยนประชากรประเทศไทย. ใน สุรีย์ พรพันพึ่ง และ มาลี สันภูวรรณ์ (บรรณาธิการ), ประชากรและสังคม 2554 (หน้า 13-22). นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหดิล. ปรีชา ช้างขวัญยืน. (2552). เทคนิคการเขียนและผลิตตารา (พิมพ์ครังที่ 6). กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เปลื้อง ณ นคร. (2541). ศิลปะแห่งการประพันธ์: หลักในการถ่ายทอดประสบการณ์ความคิดและ จินตนาการจากจิตสานึก (พิมพ์ครังที่ 3). กรุงเทพฯ: ข้าวฟ่าง. ผู้จัดการออนไลน์. (2549, มิถุนายน 5). “กังหันชัยพัฒนา” วิดนาเสียเติมออกซิเจน “สิทธิบัตรใน พระปรมาภิไธย”. สืบค้นเมื่อ กรกฎาคม 2, 2554, จาก http://goo.gl/92v3yJ ผู้จัดการออนไลน์. (2554, กรกฎาคม 2). ไฟไหม้!! โรงแรมฮิลตันในอังกฤษ อพยพ 1.5 พันคน ออก. สืบค้นเมื่อ มิถุนายน 2, 2555, จาก http://goo.gl/taM3Si พรธิดา วิเชียรปัญญา. (2547). การจัดการความรู้: พืนฐานและการประยุกต์ใช้. กรุงเทพฯ: เอ็กซ เปอร์เน็ต. พัชรินทร์ สิรสุนทร. (2547). เอกสารคาสอนภูมิปัญญาไทยกับการพัฒนาการศึกษา. ม.ป.ท: ม.ป.พ. พิชิต พิทักษ์เทพสมบัติ. (2551). จงทาและจงอย่าทาในการวิจัยสังคม. กรุงเทพฯ: เสมาธรรม. พิชิต พิทักษ์เทพสัมบัติ. (2549). ทฤษฎี วิธีวิจัย สถิติ และเทคนิคในการวิเคราะห์. กรุงเทพฯ: คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. พิสณุ ฟองศรี. (2552). 108 ข้อบกพร่อง: แนวทางปรับปรุงการเขียนรายงานวิจัยและ วิทยานิพนธ์. กรุงเทพฯ: เพชรรุ่งการพิมพ์. พิสณุ ฟองศรี. (2553). การเขียนรายงานวิจัยและวิทยานิพนธ์. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธา. ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2543). ตาราและเอกสารทางวิชาการ แนวทางการเขียนและการบริหาร โครงการ. กรุงเทพฯ: คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2552). ตาราและบทความทางวิชาการ แนวและแนวทางการเขียนเพื่อ คุณภาพ. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยนเรศวร. (2550). คู่มือการจัดทาสารนิพนธ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ฉบับ พ.ศ. 2550 (พิมพ์ครังที่ 2). พิษณุโลก: รัตนสุวรรณ 3.


155

มหาวิทยาลัยนเรศวร. (2559). ระเบียบและหลักเกณฑ์การขอกาหนดตาแหน่งทางวิชาการฉบับปี 2559. ม.ป.ท: กองการบริหารงานบุคคล มหาวิทยาลัยนเรศวร. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2551). เอกสารการสอนชุดวิชาการอ่านภาษาไทย (พิมพ์ครัง ที่ 5). นนทบุรี: สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2552). เอกการสอนชุดวิชาพืนฐานความรู้สิ่งแวดล้อม 91357 (พิมพ์ครังที่ 2). นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2553). เอกการสอนชุดวิชาวนศาสตร์เกษตร หน่วยที่ 1-7 (พิมพ์ครังที่ 9). นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ยุทธ ไกยวรรณ์. (2545). พืนฐานการวิจัย (พิมพ์ครังที่ 4). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. ยุรฉัตร บุญสนิท. (2538). วรรณพินิจ. สงขลา: คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒภาคใต้. ราชกิจจานุเบกษา. (2474, มิถุนายน 21). พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474, 58, 129-130. ราชกิจจานุเบกษา. (2537, ธันวาคม 21). พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537, 111(59ก), 9-11. ราชบัณฑิตยสถาน. (2545). พจนานุกรมศัพท์วรรณกรรม อังกฤษไทย. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. ราชบัณฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: นาน มีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์. รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ . (2554, มิถุนายน 24). ทาไมวรรณกรรมสะท้อนสังคมจึงแก้ปัญหาสังคม ไม่ได้ / สืบเนื่องจากคาถาม “ทาไมวรรณกรรมสะท้อนสังคม จึงแก้ปญั หาสังคมไม่ได้”. สืบค้นเมื่อ มิถุนายน 26, 2556, จาก TRF Criticism Project: http://goo.gl/lgvCc7 รุจเลขา อัศวิษณุ. (2547). ค่า Impact Factor ความสาคัญที่มีต่อบทความวิจัยระดับนานาชาติ. สืบค้นเมื่อ มิถุนายน 27, 2554, จาก http://stang.sc.mahidol.ac.th/text/IF.htm วันทิพย์ สินสูงสุด. (2549). การทบทวนวรรณกรรมและกรอบแนวคิดการวิจัย. กรุงเทพฯ: ช้าง ศึกษาวิจัย. วัลลภ ลาพาย. (2551). เทคนิควิจัยทางสังคมศาสตร์ (พิมพ์ครังที่ 3). กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. วิกิพีเดีย. (2560, สิงหาคม 18). กังหันนาชัยพัฒนา. สืบค้นเมื่อ สิงหาคม 20, 2560, จาก วิกิพี เดีย: https://th.wikipedia.org/wiki/กังหันน้าชัยพัฒนา วิชา มหาคุณ. (2557). กฎหมายกับจริยธรรมการวิจัย. วารสารสมาคมนักวิจัย, 19(3), 13-22. วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. (2553). หลักการและเทคนิคการเขียนงานวิจัย วิทยานิพนธ์ และรายงาน. กรุงเทพฯ: โฟร์เพซ. วิโรจน์ ถิรคุณ. (2550). คู่มือสืบค้นข้อมูลผ่านเว็บอย่างง่าย. กรุงเทพฯ: อนิเมท พริ้น แอนด์ ดีไซน์.


156

ศตพล ยศกรกุล. (2554, มีนาคม 30). การจัดทาศัพท์สัมพันธ์. สืบค้นเมื่อ เมษายน 29, 2555, จาก https://goo.gl/29woc7 ศิวกานท์ ปทุมสูต.ิ (2553). คู่มือการอ่านคิดวิเคราะห์. สุพรรณบุรี: ศูนย์เรียนรู้ทุ่งสักอาศรม. ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย. (2552). ค่า Thai-Journal Impact Factors (T-JIF). สืบค้น เมื่อ มิถุนายน 1, 2554, จาก http://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/T-JIF.html ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย. (2560, สิงหาคม 31). ค่า Thai-Journal Impact Factors ของ วารสารสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปี พ.ศ. 2559. สืบค้นเมื่อ สิงหาคม 31, 2560, จาก TCI: http://www.kmutt.ac.th/jif/ ส. ศิวรักษ์ [นามแฝง]. (2538). ศิลปะแห่งการเขียน. กรุงเทพฯ: พิราบ. สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์. (2555). หลักเกณฑ์การเขียนต้นฉบับลงพิมพ์ในวารสารพฤติกรรม ศาสตร์. วารสารพฤติกรรมศาสตร์. วารสารพฤติกรรมศาสตร์, 18(1), 129. สนม ครุฑเมือง. (2550). การเขียนเชิงวิชาการ (พิมพ์ครังที่ 2). นครสวรรค์: นิวเสรีนคร. สมเกียรติ โพธิสัตย์, รัตนา พันธ์พานิช และ โยธี ทองเป็นใหญ่. (2547). คู่มือการทบทวนอย่าง เป็นระบบ (พิมพ์ครังที่ 3). นนทบุรี: สานักพัฒนาวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์. สมคิด พรมจุย้ . (2554). การเขียนโครงการวิจัย: หลักการและแนวปฏิบัติ (พิมพ์ครังที่ 4). กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สมพร มันตะสูตร. (2525). วรรณกรรมไทยปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. สายทิพย์ นุกลู กิจ. (2543). วรรณกรรมไทยปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: เอส. อาร์ พริ้นติ้ง. สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2554, สิงหาคม 25). วรรณกรรมคืออะไร? สืบค้นเมื่อ มิถุนายน 19, 2556, จาก แผนงานเสริมสร้างวัฒนธรรมการอ่าน: http://goo.gl/d8ppMe สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. (2553). ระเบียบการเขียนบทความวิจัย. วารสาร สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 42(1), 147. สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. (2555). จรรยาวิชาชีพวิจัยและแนวปฏิบัติ (พิมพ์ครังที่ 2). กรุงเทพฯ: สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. (2558, ธันวาคม 17). ประกาศสานักงานคณะกรรมการ วิจัยแห่งชาติ เรื่อง รางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ : รางวัลวิทยานิพนธ์ ประจาปี 2558. สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. (2558, ธันวาคม 17). ประกาศสานักงานคณะกรรมการ วิจัยแห่งชาติ เรื่อง รางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานวิจัย ประจาปี 2558. สานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ. (2552). ตาราเทคโนโลยีอวกาศและภูมิ สารสนเทศ. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จากัด. สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). รายงานการสังเคราะห์งานวิจัย เกีย่ วกับคุณภาพการศึกษาไทย:การวิเคราะห์อภิมาน. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


157

สานักงานสถิติแห่งชาติ. (2559). สรุปผลที่สาคัญการสารวจการอ่านของประชากร พ.ศ. 2558. กรุงเทพฯ: บางกอกบล๊อก. สิทธา พินิจภูวดล และ คณะ. (2515). ความรู้ทั่วไปทางวรรณกรรมไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ ส่วนท้องถิ่น. สิทธิ์ ธีรสรณ์. (2552). เทคนิคการเขียนรายงานวิจัย (พิมพ์ครังที่ 3). กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สิทธิ์ ธีรสรณ์. (2554). จากงานวิจัยสู่บทความวิชาการ. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. สิน พันธุ์พินิจ. (2553). เทคนิคการวิจัยทางสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน์. สิริลักษณ์ ตีรณธนากุล และ ไพโรจน์ ตีรณธนากุล. (2550). การวิจัยและการรายงาน. กรุงเทพฯ: ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ. สุชาตา ชินิจิตร (บรรณาธิการ). (2545). ธรรมะในการวิจัย. กรุงเทพฯ: สานักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัย. สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธ์. (2550). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (พิมพ์ครังที่ 14). กรุงเทพฯ: สามลดา. สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. (2542). จริยธรรมทางวิชาการ (พิมพ์ครังที่ 2). กรุงเทพฯ: เฟื่องฟ้า. สุธีระ ประเสริฐสรรพ์. (2544). สนุกกับงานวิจัย. กรุงเทพฯ: สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สุธีระ ประเสริฐสรรพ์. (2549). รู้จักวิจัย...ทาให้เป็น. กรุงเทพฯ: สานักงานกองทุนสนับสนุนการ วิจัย. สุธีระ ประเสริฐสรรพ์. (2552). ถอดรหัสการเขียนโครงการวิจัยประเภททุนแข่งขัน : เพื่อเพิ่ม คุณค่าของการวิจัยไทย. กรุงเทพฯ: สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สุภาพร โสภโณทัย. (2554). ทัศนคติของชาวบ้านบนฐานแนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียงสู่การ พัฒนาท้องถิน่ กรณีศึกษาบ้านโคกกระดี่ อาเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์. การศึกษา ค้นคว้าด้วยตนเอง ศศ.บ./กศ.บ. พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร. สุริชัย หวันแก้ว และ คณะ. (2550). สังคมวิทยาสึนามิ: การรับมือกับภัยพิบัติ. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุวิมล ว่องวาณิช และ นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2550). แนวทางการให้คาปรึกษาวิทยานิพนธ์ . กรุงเทพฯ: คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อภิรดี ซ้วนตั้น, เสาวลักษณ์ รุ่งตะวันเรืองศรี และ ชนิษฎา ชูสุข. (2554). การประเมินศักยภาพ ในการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชน: กรณีศึกษาถ้าภูผาเพชร และถ้าเจ็ดคต ตาบลปาล์มพัฒนา อาเภอมะนัง จังหวัดสตูล. วารสารสงขลานครินทร์ ฉบับสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์, 17(1), 48. อรวรรณ ศิริรัตน์พิริยะ (บรรณาธิการ). (2546). กลโกง กันโกงทางวิชาการ. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


158

อรุณี อ่อนสวัสดิ.์ (2551). ระเบียบวิธีวิจัย. พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร. อัจฉรา รักยุติธรรม (บรรณาธิการ). (2543). การจัดการไฟป่าโดยองค์กรชุมชน. โครงการพัฒนา ลุ่มนาภาคเหนือโดยองค์กรชุมชน มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ. เชียงใหม่: หจก. เชียงใหม่ บี เอสการพิมพ์. อาจารย์ยักษ์ มหา’ ลัยคอกหมู. (2554, พฤษภาคม 28). พอแล้วรวย-วิจัยแบบไหนไม่ขึนหิง(2). สืบค้นเมื่อ มิถุนายน 1, 2555, จาก http://goo.gl/coiBt5 อาทิวรรณ โชติพฤกษ์. (2553). ก้าวสู่ความเป็นนักวิจัยมืออาชีพ. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์. (2559, เมษายน 19). สารวจการอ่าน คนไทยยุคดิจิทัล. สืบค้น เมื่อ มิถุนายน 19, 2559, จาก สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ: https://goo.gl/6mSd6t อิงอร สุพันธุ์วณิช. (2547). วรรณกรรมวิจารณ์. กรุงเทพฯ: แอคทีฟ พริ้นท์. Allan, G., & Randy, J. (2005). Writing the winning thesis or dissertation: a step-bystep guide. Calif: Corwin Press. American Psychological Association. (2010). Publication manual of the American Psychological Association (6 ed.). Washington, DC: American Psychological Association. Ben Panko. (2017, August 10). America’s Fancy Pet Food Addiction Is a Big Problem for the Environment. Retrieved August 11, 2017, from SMITHSONIAN.COM: https://goo.gl/aYhaao Bigactivities. (n.d.). Jigsaw Puzzle-Coloring Pages. Retrieved June 2, 2010, from https://goo.gl/WFdptm Booth, W., Colomb, G., & Williams, J. (2008). The Craft of Research. Chicago: University of Chicago. Burnett, J. (2009). Doing Your Social Science Dissertation. Los Angeles: Sage. Butera, G. (2017, September 1). APA Citation Style, 6th edition:. Retrieved September 3, 2017, from https://goo.gl/EUZ33q Cooper, H. M. (1984). The integrative research review: a systematic approach. Calif: Sage Publications. Creswell, J. W. (2005). Educational research: planning, conducting, & evaluating quantitative & qualitative research (2 ed.). New Jersey: Pearson Merrill Prentice Hall. Fink, A. (2005). Conducting research literature reviews: from the Internet to paper. Calif: Sage Publications.


159

Fredric, W. (1985). Meta-analysis: quantitative methods for research synthesis. Beverly Hills: Sage. Gene V. Glass. (1976). Primary, secondary, & meta-analysis of research. Educational Researcher, 5(10), 3-8. Glass, V., Barry, M., & Smith, M. L. (1981). Meta-Analysis in social research. Beverly Hills: Sage Publication. Gueguen, N., Meineri, S., & Lokoe, J. F. (2013). Men's music ability and attractiveness to women in a real-life courtship context. Psychology of Music, 0(0), 1-5. Hart, C. (2010). Doing a literature review: releasing the social science research imagination. London: SAGE. Hedges, L., & Olkin, I. (1985). Statistical Methods for Meta-Analysis. Calif: Academic. Jennex, M. E. (2007). Knowledge management in modern organizations. PA: Idea Group Pub. Jerry Wellington et al. (2005). Succeeding with Your Doctorate. London: Sage. Lawrence, M., & Brenda, M. (2009). The literature review: six steps to success. Calif: Corwin Press. Lytras et. al. (2008). Knowledge management strategies : a handbook of applied technologies . Hershey: IGI Publishing. Mark, G. (2004). Undertaking a literature review in marketing. Marketing Review, 4(4), 411-429. Matsumoto, M., Masui, K., Fukushige, S., & Kondoh, S. (Eds.). (2017). Sustainability Through Innovation in Product Life Cycle Design. Singapore: Springer Singapore. Munoz, F. (2014, July 7). How can I find the list of Impact Factor 2015? Retrieved June 9, 2015, from Research Gate: http://goo.gl/sou5d0 Paul, L., & Jeanne, O. (2005). Practical research: planning & design (8 ed.). New Jersey: Pearson/Merrill Prentice Hall. Paul, S. (2007). How to write a lot: A Practical Guide to Productive Academic Writing. DC: American Psychological Association. Richard, L., & David, P. (1984). Summing Up: The Science of Reviewing Research. Cambridge: Harvard University. Ridley, D. (2008). The literature review: a step-by-step guide for students. Los Angeles: SAGE.


160

Roloff, A. (2016). Urban Tree Management for the Sustainable Development of Green Cities. (A. Roloff, Ed.) Hoboken, N.J: John Wiley & Sons. Smith, K., Todd, M., & Waldman, J. (2009). Doing your undergraduate social science dissertation. Londo: Routledge. Stephen, W. (2010). A Brief Guide to Writing from Readings (5 ed.). New York: Longman. The University of Manchester. (n.d). Referring to Literature. Retrieved July 19, 2010, from https://goo.gl/yR4aqW Thomson Reuters. (2011). Social Sciences Citation Index. Retrieved from http://www.thomsonscientific.com Torgerson, C. (n.d.). Systematic reviews. London:: Continuum. Wiersma, W. (1995). Research Methods in Education: An Introduction (6 ed.). Boston: Allyn & Bacon. Wikipedia. (2011). Cut, Copy & Paste. Retrieved on June 2, 2010, from. Retrieved June 2, 2013, from Wikipedia: http://en.wikipedia.org/wiki/Cut,_copy,_&_paste


161

ภำคผนวก ก มคอ.3 รำยละเอียดรำยวิชำ ชื่อสถาบันอุดมศึกษา วิทยาเขต / คณะ / ภาควิชา

มหาวิทยาลัยนเรศวร ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์

หมวดที่ 1 ข้อมูลทั่วไป 1. รหัสและชื่อวิชา 2. จานวนหน่วยกิต 830380 (กลุ่ม 2) 3 หน่วยกิต (3-0-6) การทบทวนวรรณกรรมและการสร้างกรอบแนวคิด Literature Review & Development of a Conceptual Framework 3. หลักสูตรและประเภทของรายวิชา ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนาสังคม

4. อาจารย์ผู้รบั ผิดชอบรายวิชา ผศ.ดร.กวินธร เสถียร

5. ภาคการศึกษา / ชั้นปีที่เรียน ปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1

6. รายวิชาที่ต้องเรียนมาก่อน

7. รายวิชาที่เรียนพร้อมกัน (Co–requisite) -

8. สถานที่เรียน อาคารปราบไตรจักร ห้อง 24

9. วันที่ปรับปรุงรายละเอียดรายวิชาล่าสุด มิถุนายน 2559 หมวดที่ 2 จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ 1. จุดมุ่งหมายของรายวิชา เพื่อให้นิสิตมีความรู้ ความเข้าใจแนวคิดพื้นฐานด้านการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับ สภาพปัญหาในการทบทวนวรรณกรรม หลักการ/แนวทางการทบทวนวรรณกรรม การเข้าถึงและ การเลือกแหล่งข้อมูลเพื่อการทบทวนวรรณกรรม การวิเคราะห์งานวิจัย/เอกสารวิชาการด้านการ พัฒนาสังคม ด้านสังคมศาสตร์ การอ่านเชิงวิเคราะห์ การสรุปและจับใจความสาคัญ การวิพากษ์ งานวิจัย เอกสารและตาราทางวิชาการ การเรียบเรียงและนาเสนอเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


162

2. วัตถุประสงค์ในการพัฒนา / ปรับปรุงรายวิชา 1. สอดแทรกเนื้อหาสาระของงานวิจัยที่ทันสมัย และอยู่ในฐานข้อมูลของ TCI 2. ปรับการเรียนการสอนโดยเน้นฝึกทักษะทางด้านการปฏิบัติผ่านการสืบค้นจาก ฐานข้อมูลออนไลน์ การอ่าน และการเขียนผลการทบทวนวรรณกรรม หมวดที่ 3 ลักษณะและการดาเนินการ 1. คาอธิบายรายวิชา ศึ ก ษาแนวคิ ด พื้ น ฐานและหลั ก การวิ เ คราะห์ เ อกสารทางวิ ช าการ และงานวิ จั ย ทาง สังคมศาสตร์ แบบแผน และวิธีการวิเคราะห์ หลักการอ่านเชิงวิเคราะห์ การสรุปและจับใจความ สาคัญ หลักการวิพากษ์งานวิจัย เอกสารและตาราทางวิชาการ การเรียบเรียงและนาเสนอเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง Fundamental concepts & principles of analyzing academic document & social sciences research. Conventions & methods of analysis; principles of critical reading; summarizing, & reading for main ideas; principles of criticizing research, document, & academic textbooks; organization & presentation of related research 2. จานวนชั่วโมงที่ใช้ต่อภาคการศึกษา บรรยาย บรรยาย 35 ชั่วโมง ต่อภาคการศึกษา

สอนเสริม ตามความต้องการ ของนิสิต

ฝึกปฏิบัติภาคสนาม/ การศึกษาด้วยตนเอง การฝึกงาน การศึกษาด้วยตนเอง 10 ชั่วโมง/ภาค การศึกษา

3. จานวนชั่วโมง/สัปดาห์ที่ให้คาปรึกษาและแนะนาทางวิชาการแก่นิสิตเป็นรายบุคคล ประกาศเวลาให้คาปรึกษาหน้าห้องพักอาจารย์ นิสิตสามารถปรึกษาเป็นรายบุคคล/ราย กลุ่ ม ได้ โดยนั ด หมายกั บ อาจารย์ ล่ ว งหน้ า ในวั น และเวลาที่ ก าหนดผ่ า นทางอี เ มลล์ gwyntorn@gmail.com หรือโทรศัพท์ 055-96-1947 / 088-278-2702 (เวลาให้คาปรึกษา 3 ชั่วโมง/สัปดาห์) เอกสารคาสอนสามารถเข้าถึงได้จากเว็บไซต์ของผู้สอน https://goo.gl/emDRZv นิ สิ ต เข้ า ร่ ว มกลุ่ ม เรี ย นรู้ และสร้ า งปฏิ สั ม พั น ธ์ ข ณะเรี ย น (Real Time) ผ่ า นการ ลงทะเบียนด้วยอีเมลล์ของนิสิต @email.nu.ac.th ผ่านแอพพลิเคชั่น Google Classroom รหัส ชั้นเัรียนสาหรับภาค 1/2560 คือ h4haf2


163

หมวดที่ 4 การพัฒนาผลการเรียนรู้ของนิสิต คุณธรรม ความสัมพันธ์ ความรู้ ปัญญา จริยธรรม ระหว่างบุคคล 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 1 2 3 4 X O O O X X X X X X X O O O O หมายเหตุ: X หลัก, O รอง ผลการเรียนรู้ด้าน คุณธรรม จริยธรรม  มีความรู้และความเข้าใจ ในคุณค่าแห่งวิชาชีพ จรรยาบรรณวิชาชีพ มี ทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ1.1.1

ความรู้  มีความรู้และความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักการและ ทฤษฎีที่สาคัญใน เนื้อหาวิชา2.1.1  วิเคราะห์ปัญหา เข้าใจ และอธิบายความต้องการ ทางการพัฒนาองค์ ความรู้2.1.2  ติดตามความก้าวหน้า ทางวิชาการ/พัฒนาการ องค์ความรู้2.1.3  บูรณาการความรู้กับ ศาสตร์อื่นๆ2.1.4

วิธีสอน  

 

การวิเคราะห์เชิง ตัวเลข/เทคโนโลยี 1 2 3 4 X O X X

วิธีประเมินผล

ผู้สอนปฏิบัตติ ัวเป็น แบบอย่างแก่นิสิต ศึกษาด้วยตนเองจาก กรณีตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง นามาวิเคราะห์ตาม ทฤษฎีที่เรียนและ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

บรรยายประกอบการ ยกตัวอย่าง การทางานกลุม่ และ นาเสนอรายงานจากการ ค้นคว้า การวิเคราะห์กรณีศึกษา เพื่อเปรียบเทียบกับ ทฤษฎีต่างๆ ที่เรียน

 

 

 

พิจารณาพฤติกรรมการ เข้าเรียน งานที่ได้รับ มอบหมายทาได้ถูกต้อง ตรงเวลา ประเมินผลการนาเสนอ กรณีศึกษาที่มอบหมาย นิสิตประเมินตนเอง การทดสอบย่อย ทดสอบกลางภาคที่เน้น หลักการ ทฤษฎีที่ เกี่ยวข้องกับความเข้าใจ รายงานผลการศึกษา ด้วยตนเอง ประเมินผลจากการ นาเสนอผลการศึกษา ค้นคว้า


164

ผลการเรียนรู้ด้าน วิธีสอน วิธีประเมินผล ทักษะทางปัญญา  สืบค้นข้อมูล หลักฐาน  ฝึกตอบโจทย์ในชั้นเรียน  ประเมินจากการตอบ แนวคิดต่างๆ อันนาไปสู่ และแสดงความคิดเห็น โจทย์ การแสดงความ 3.1.1 การเข้าใจปัญหา ต่อโจทย์หรือประเด็น คิดเห็นรายบุคคลและ  นาเอาทักษะทางวิชาการ ปัญหาอื่นๆ ในงานวิจัย รายกลุ่ม มาประยุกต์ใช้ในการ  อภิปรายกลุ่ม  รายงานผลการศึกษา แก้ปัญหาในสถานการณ์ ด้วยตนเอง ต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ และคานึงถึงผลกระทบที่ เกิดจากการตัดสินใจ3.1.2  ติดตามประเมินผล และ รายงานผลได้อย่าง ถูกต้อง ครบถ้วน3.1.3 ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  มีทักษะการใช้  มอบหมายงานให้ศึกษา  ประเมินจากการมีส่วน คอมพิวเตอร์/การสืบค้น ค้นคว้าด้วยตนเองทาง ร่วมในการอภิปรายทั้ง ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ4.1.1 เว็บไซต์ หรือสื่ออื่นๆ รายบุคคลและรายกลุ่ม  สื่อสารได้อย่างมี ตามความสนใจ  ประเมินจากรายงานการ ประสิทธิภาพทั้งการพูด/  วิเคราะห์พร้อมกับ เขียน และการนาเสนอ การเขียน มีการเลือก นาเสนอทั้งแบบบรรยาย ผลงานในรูปของ นาเสนอที่เหมาะสม4.1.2 และตารางตัวเลขโดย เทคโนโลยี  เลือกใช้เทคโนโลยี ระบุแหล่งอ้างอิง สารสนเทศและเทคนิค  นาเสนอผลการศึกษา การสื่อสารที่เหมาะสมใน ข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยีที่ การเก็บรวบรวมข้อมูล เหมาะสม การแปลความหมาย และการสื่อสาร สารสนเทศ4.1.3


165

หมวดที่ 5 แผนการสอนและการประเมินผล 1. แผนการสอน (สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง) ครั้ง

เนื้อหา

1 - แนะนาเนื้อหารายวิชา/แนวทางการเรียน การสอน ค้นคว้าตารา หนังสือประกอบ 2 - การทบทวนวรรณกรรมคืออะไร - ความหมาย/แนวคิด/ตัวอย่าง 3 - สภาพปัญหาการทบทวนวรรณกรรม1 4 - แหล่งข้อมูลเพื่อทบทวนวรรณกรรม 1 เทคนิคการสืบค้นข้อมูลในสานักหอสมุด 5 - แหล่งข้อมูลเพื่อทบทวนวรรณกรรม 2 เทคนิคการสืบค้นข้อมูลออนไลน์2 6 - การอ่านเพือ่ สังเคราะห์วรรณกรรม - สอบกลางภาค 8 - แนวทางทบทวนวรรณกรรม และสร้างกรอบแนวคิด (Mind Map) 9 - การเขียนผลการทบทวนวรรณกรรม 10 - การเขียนรายการอ้างอิงในเนื้อหา - การจัดทาบรรณานุกรม3 11 - การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการ อ้างอิงและบรรณานุกรม3 12 - การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการ จัดทารูปแบบสารนิพนธ์ 13 - การผลิตสื่อการเรียนรู้เพื่อนาเสนอ4 14 - การทบทวนวรรณกรรมจากสนาม 15 - นาเสนอผลการทบทวนวรรณกรรม5 16 - นาเสนอผลการทบทวนวรรณกรรม5 รวมชั่วโมงเรียน/และศึกษาด้วยตนเอง

ชั่วโมง กิจกรรม เรียน ตนเอง 2 1 บรรยาย/กิจกรรมรู้ เขารู้เรา 2 1 บรรยาย/อภิปราย/ ซักถาม 1.5 1.5 บรรยาย/อภิปราย 2 1 บรรยาย/วิทยากร/ ฝึกปฏิบัติ 2 1 บรรยาย/ฝึกปฏิบัติ 3

บรรยาย/วิทยากร

2

1

บรรยาย/อภิปราย

1.5 3

1.5

บรรยาย/ฝึกปฏิบัติ บรรยาย/ฝึกปฏิบัติ

3

บรรยาย/ฝึกปฏิบัติ

3

บรรยาย/ฝึกปฏิบัติ

2 2 3 3 35

1 1

บรรยาย/ฝึกปฏิบัติ บรรยาย/วิทยากร นิสิตนาเสนองาน นิสิตนาเสนองาน

10

หมายเหตุ: แผนการสอนในสัปดาห์ที่ 4, 6, 13 และ 14 อาจปรับเปลี่ยนได้หากวิทยากรพิเศษไม่สามารถ บรรยายได้ในสัปดาห์ดังกล่าว


166

2. แผนการประเมินผลการเรียนรู้ กิจกรรม 1 2 3 4 5

ผลการเรียนรู้ 1.1.1 1.1.1, 2.1.1-2.1.4 1.1.1, 2.1.1-2.1.4 4.1.1-4.1.3 2.1.1-2.1.4 3.1.1-3.1.3,

วิธีประเมิน เข้าชั้นเรียน/บันทึกมาเรียน ส่งงานตามที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตามที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตามที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตามที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตามที่ได้รับมอบหมาย

สัปดาห์ ที่ประเมิน ทุกสัปดาห์ 3 5 10-11 13 15-16

คาชี้แจงการประเมิน การประเมินผล ได้กาหนดเกณฑ์ดังต่อไปนี้ o การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ร้อยละ 20 o การฝึกปฏิบัติ ร้อยละ 60 o รายงานการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ร้อยละ 20 คะแนนจากเกณฑ์การวัดผลทั้ง 4 ส่วน นามาคานวณโดยระบบอิงเกณฑ์ดังนี้ คะแนนรวม ระดับคะแน o >/= ร้อยละ 81 A (4.00) o ร้อยละ 76-80 B+ (3.50) o ร้อยละ 71-75 B (3.00) o ร้อยละ 66-70 C+ (2.50) o ร้อยละ 61-65 C (2.00) o ร้อยละ 56-60 D+ (1.50) o ร้อยละ 51-55 D (1.00) o </= 50 E (0.00)

สัดส่วน (%) 20 10 10 20 20 20


167

หมวดที่ 6 ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน 1. เอกสารและตาราหลัก o กวินธร เสถียร. (2554). เอกสารคาสอนวิชา การทบทวนวรรณกรรมและการสร้างกรอบ แนวคิด. พิษณุโลก: ม.ป.ท. o กวินธร เสถียร. (2555). แนวทางการทบทวนวรรณกรรมสาหรับการเขียนวิทยานิพนธ์ ด้านสังคมศาสตร์: สภาพปัญหาและหลักการทบทวนวรรณกรรม. วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 9(2), 45-66. o เกศินี จุฑาวิจิตร. (2552). การเขียนสร้างสรรค์ทางสื่อสิ่งพิมพ์: idea ดีๆไม่มีวันหมด. นครปฐม: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม. o นภาลัย สุวรรณธาดา, ธิดา โมสิกรัตน์ และ สุมาลีสังข์ศรี. (2553). การเขียนผลงาน วิชาการและบทความ (พิมพ์ครั้งที่ 2). นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. o สิทธิ์ ธีรสรณ์. (2552). เทคนิคการเขียนรายงานวิจัย (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. o สิทธิ์ ธีรสรณ์. (2554). จากงานวิจัยสู่บทความวิชาการ. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย o สิริลักษณ์ ตีรณธนากุล และไพโรจน์ ตีรณธนากุล. (2550). การวิจัยและการรายงาน. กรุงเทพฯ: ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ. o Arlene Fink. (2005). Conducting research literature reviews: from the Internet to paper. Thous& Oaks, Calif.: Sage Publications. o Chris Hart. (2010). Doing a literature review: releasing the social science research imagination. London: SAGE. o Diana Ridley. (2008). The literature review: a step-by-step guide for students. Los Angeles: SAGE 2. เอกสารข้อมูลสาคัญ o สานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. (ม.ป.ป.). พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและ ศิลปกรรม พ.ศ. 2474. ราชกิจจานุเบกษา. สืบค้นเมื่อ 10 มกราคม 2554, จาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th 3. เอกสารและข้อมูลแนะนา o http://tdc.thailis.or.th/tdc/ o http://library.nu.ac.th/ o http://www.scopus.com/ o http://www.kmutt.ac.th/jif/Impact/impact_h.php o http://utcc2.utcc.ac.th/utccjournal/journal.php


168

o o o o o o o

http://kaekae.oas.psu.ac.th/ojs/psuhsej/ http://ssde.nida.ac.th/ojs/index.php/jsd http://scholarlyoa.com/about/ http://online.sagepub.com/ http://www.jstor.org/action/showBasicSearch http://www.sciencedirect.com/ https://sites.google.com/a/nu.ac.th/gwyntorns/

หมวดที่ 7 การประเมินและปรับปรุงการดาเนินการของรายวิชา 1. กลยุทธ์การประเมินประสิทธิผลของรายวิชาโดยนิสิต o การสนทนากลุ่มระหว่างผู้สอนและผู้เรียน o แบบประเมินผู้สอนและแบบประเมินรายวิชา o ข้อเสนอแนะผ่านเว็บบอร์ดที่อาจารย์ผู้สอนได้จัดทาเป็นช่องการสื่อสารกับนิสิต o ข้อเสนอแนะระหว่างเรียน การสอบถามโดยตรงผ่านตัวแทนผู้เรียน และข้อเสนอแนะที่ นิสิตส่งถึงอาจารย์ผู้สอนผ่านทางอีเมลล์ที่ระบุไว้ 2. กลยุทธ์การประเมินการสอน o การสังเกตการณ์สอนของผู้ร่วมทีมการสอน o ผลการเรียนของนิสิต o การทวนสอบผลประเมินการเรียนรู้ 3. การปรับปรุงการสอน o สัมมนาการจัดการเรียนการสอน o การวิจัยในและนอกชั้นเรียน 4. การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนิสิตในรายวิชา o การทวนสอบการให้คะแนนจาการสุ่มตรวจผลงานของนิสิตโดยอาจารย์อื่น หรือ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่อาจารย์ประจาหลักสูตร o มีการตั้งคณะกรรมการในภาควิชา ตรวจสอบผลประเมินการเรียนรู้ของนิสิตโดย ตรวจสอบข้อสอบ รายงาน วิธีการให้คะแนนสอบ และการให้คะแนนพฤติกรรม 5. การดาเนินการทบทวนและการวางแผนปรับปรุงประสิทธิผลของรายวิชา o ปรับปรุงวิชาทุก 3 ปี หรือตามข้อเสนอและผลทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิต์ ามข้อ 4 o เปลี่ยนหรือสลับอาจารย์ผู้สอน หรือเชิญผู้เชี่ยวชาญมาเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่นิสิต


169

ภำคผนวก ข แบบทดสอบก่อนเรียน คาแนะนา: แบบทดสอบฉบับนี้มีจานวน 16 ข้อ โปรดทาเครื่องหมาย กากบาท (X) ลงหน้าข้อที่ ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว ใช้เวลาทาแบบทดสอบ 20 นาที วัตถุประสงค์ของแบบทดสอบ: เพื่อสร้างความสัมพันธ์ และทาความรู้จักผู้เรียนเท่านั้น ไม่ได้มุ่ง ประเมินความรู้พื้นฐานในการทบทวนวรรณกรรม ข้อสอบบางข้อไม่แปลเป็นภาษาไทย เพื่อให้ นิสิตซักถาม และเกิดการสื่อสารกับผู้สอนก่อนตอบ เช่น ข้อ 2, 9 เป็นต้น 1. ท่านไม่สามารถศึกษาแนวคิดการทบทวนวรรณกรรมได้จากหนังสือเล่มใด ก. ก้าวสู่ความเป็นนักวิจัยมืออาชีพ (อาทิวรรณ โชติพฤกษ์) ข. จากงานวิจัยสู่บทความวิชาการ (สิทธิ์ ธีรสรณ์) ค. รู้จักวิจัยทาให้เป็น (สุธีระ ประเสริฐสรรพ์) ง. วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เล่ม 1 (ทวีศักดิ์ นพเกษร) จ. ทบทวนวรรณกรรมทาได้ไม่ยาก (กวินธร เสถียร) 2. ท่านไม่สามารถศึกษาแนวคิดการทบทวนวรรณกรรมได้จากหนังสือเล่มใด ก. Doing Your Social Sciences Dissertation (Burnett) ข. Education in Asia & the Pacific (UNESCO) ค. Systematic Reviews (Torgerson) ง. The Literature Review: 6Steps to Success (Machi & McEvoy) จ. Conducting Research Literature Review: From the Internet to Paper (Fink) 3. ใครไม่ต้องดาเนินการทบทวนวรรณกรรม ก. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับกรณีเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ข. ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ ตอบข้อซักถามกรณีทาไม 'คัดค้าน' เขื่อนแม่วงก์? ค. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เตรียมสูค้ ดีอาญาโครงการทุจริตรับจานาข้าว ง. ดร.โสภณ พรโชคชัย" แถผ่านเฟซบุ๊ก ไม่ได้ขึ้นรถไฟฟรีที่ญี่ปุ่น จ. ไม่มีข้อใดถูก 4. ใครดาเนินการทบทวนวรรณกรรมได้อย่างเหมาะสม ก. น้าเดชทบทวนวรรณกรรมเพียงเพื่อพัฒนาโครงร่างวิทยานิพนธ์ ข. บอย ปกรณ์ให้แฟนคลับช่วยอ่านและเขียนผลการทบทวนวรรณกรรม ค. ดวงกมลเขียนบทอภิปรายผลแต่ยังทบทวนวรรณกรรมไม่เลิก ง. ยาหญ้าทบทวนวรรณกรรมเพื่อเขียนบทที่ 2 จ. ไม่มีข้อใดถูก


170

5. โดยทั่วไปผลการทบทวนวรรณกรรมจะปรากฏในวิทยานิพนธ์บทใด ก. บทที่ 1 บทนา ข. บทที่ 2 บททบทวนวรรณกรรม ค. บทที่ 4 ผลการศึกษา ง. บทที่ 5 บทอภิปรายผล จ. ถูกทุกข้อ 6. ขั้นตอนสุดท้ายของการทบทวนวรรณกรรมคือ ก. ประเมินรายงานการทบทวนวรรณกรรม ข. วิเคราะห์/สังเคราะห์ผลการทบทวนวรรณกรรม ค. สร้างกรอบแนวคิด/คาถาม/ปัญหาการวิจัย ง. เขียนผลการทบทวนวรรณกรรม จ. จัดทาบรรณานุกรม 7. ข้อใดกล่าวถึงการทบทวนวรรณกรรมไม่ถูกต้อง ก. การประเมินผลสารสนเทศที่พบจากงานเขียน ข. การทบทวนวรรณกรรมสะท้อนถึงความเข้าใจของนิสิต ค. การทบทวนวรรณกรรมเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางวิชาการ ง. การทบทวนวรรณกรรมเป็นการอ่านเพื่อรวบรวมแนวคิด จ. การทบทวนวรรณกรรมอาจทาให้นิสิต “ติดกรอบ” แนวคิดเก่าๆ 8. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์จากการทบทวนวรรณกรรม ก. ค้นพบตัวแปรที่สาคัญ ข. สร้างกรอบแนวคิดการวิจัย ค. ช่องว่างของงานวิจัย ง. นาเครื่องมือวิจัยไปใช้ได้ทันที จ. เพิ่มพูนคาศัพท์ในประเด็นวิจัยที่สนใจ 9. การทบทวนวรรณกรรมสามารถประมวลผลการศึกษาและนามาซึ่งเอกสารวิชาการใด ก. Case Study ข. Review Article ค. Book Review ง. Editorial จ. Letter to the Editor


171

10. คุณหญิงไก่ ทาวิจัยเรื่องสุขภาวะผู้ปลูกทุเรียนหลงลับแล ข้อใดเป็นวรรณกรรมทีไ่ ม่ต้องเลือก มาทบทวน ก. วารสารหมอนทอง ข. จุลสารเพื่อนทุเรียน ค. อัตชีวประวัตนิ ายหลง อุประ ง. เครื่องคัดแยกความสุขดิบของเนื้อทุเรียนอัตโนมัติ จ. ข่าวชาวสวนทุเรียนถูกหวยรางวัลที่ 1 จากไทยรัฐออนไลน์ 11. จากโจทย์ข้อ 9 คุณหญิงไก่ ควรทบทวนวรรณกรรมร่วมกับใคร ก. ทาด้วยตนเอง ข. ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องทุเรียนกันหนามแทง ค. ผู้อานวยการโรงพยาบาลลับแล ง. ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงและบารุงพันธ์ัทุเรียนหลงลับแล จ. ถูกทุกข้อ 12. ข้อใดไม่ใช่ฐานข้อมูล ก. Emerald ข. Matichon e-Library ค. ProQuest ง. PLOS ONE จ. Wrangler Reviews 13. ข้อใดหมายถึงค่าผลกระทบการอ้างอิงวารสาร ก. Total Cites ข. Journal Impact Factors ค. Journal Immediacy Index ง. Journal Cited Half-Life จ. Normalized Eigenfactor 14. การสืบค้นค่า JIF จะสืบค้นได้จากเว็บใด ก. http://elibrary.trf.or.th/ ข. http://dric.nrct.go.th/index.php ค. http://tdc.thailis.or.th/tdc/ ง. http://www.kmutt.ac.th/ จ. http://resource.thaihealth.or.th/


172

15. เทคนิคการอ่านแบบใดที่ผู้อ่านทุกชาติสามารถนาไปปรับใช้ในการอ่านได้ ก. การอ่านโดยใช้หลัก SQ3R ข. การอ่านแบบคร่าวๆ (skimming) ค. การอ่านแบบหาข้อมูล (scanning) ง. การอ่านแบบพลวัต (dynamics) จ. ถูกเฉพาะ ก. ข และ ค. 16. พิจารณาภาพด้านล่างว่าภาพใดไม่สอื่ ถึงการทบทวนวรรณกรรม ก. ภาพ 1 สามเหลี่ยม ข. ภาพ 2 สามเหลี่ยมกลับหัว ค. ภาพ 3 วงกลมซ้อน ง. ภาพ 4 จิ้กซอร์ จ. ถูกเฉพาะ ก. และ ง.

ภาพ 1 สามเหลี่ยม

ภาพ 2 สามเหลี่ยมกลับหัว

ภาพ 3 วงกลมซ้อน

ภาพ 4 จิ้กซอร์


173

ภำคผนวก ค หนังสือแนะนำ

[1]

[2]

[3]

[4]

[5]

[6]

[7]

[8]

[9]

สืบค้นได้จากเว็บไซต์ http://library.nu.ac.th ยกเว้นเล่มที่ [8]


174

[10]

[11]

[12]

[13]

[14]

[15]

[16]

[17]

[18]

สืบค้นได้จากเว็บไซต์ http://library.nu.ac.th

Profile for gwyntorn

การทบทวนวรรณกรรมและการสร้างกรอบแนวคิด  

เอกสารการสอน, สำหรับนิสิตปริญญาตรี สาขาวิชาพัฒนาสังคม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

การทบทวนวรรณกรรมและการสร้างกรอบแนวคิด  

เอกสารการสอน, สำหรับนิสิตปริญญาตรี สาขาวิชาพัฒนาสังคม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

Profile for gwyntorn
Advertisement