Page 1

อินเทอร์เน็ตเพ่ ือสภาวะแห่งความสุข แผนงาน ICT เพ่ ือการสร้างเสริมสุขภาวะกับการเบิกทาง การพัฒนาสภาพแวดล้อมออนไลน์เพ่ ือพัฒนาสังคม ชิตพงษ์ กิตตินราดร

1


สารบัญ บทนำา.....................................................................................................................................................3 พัฒนาอินเทอร์เน็ตในฐานะ "พ้ ืนที่จริง"................................................................................................3 แผนงาน ICT เพ่ ือการสร้างเสริมสุขภาวะ.............................................................................................4

ICT ในฐานะพ้ ืนที่ส่ือใหม่.........................................................................................................................8 ขจัดร้าย...........................................................................................................................................10 เว็บเสี่ยง: ปิ ดกัน ้ เว็บสีดำาและจัดระดับความเหมาะสมเว็บยอดนิยม..................................................11 แชทลวง: นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวของเด็กบนโลกออนไลน์...................................................13 อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ : ชุดกฎหมายเพ่ ือจัดระเบียบร้านอินเทอร์เน็ต.......................................................15 คณะกรรมการส่ ือปลอดภัยและสร้างสรรค์: กลไกการสร้างความร่วมมือระดับหน่วยงานเพ่ ืออินเทอร์เน็ต

สร้างสรรค์และปลอดภัย...............................................................................................................16

ขยายดี.............................................................................................................................................18 คลังความรูแ ้ ห่งชาติ......................................................................................................................19 คลังความรูม ้ าตรฐานระดับโรงเรียน...............................................................................................21 คลังส่ ือการเรียนการสอนของชุมชนครู...........................................................................................23 คลังเอกสารเสรีแห่งชาติ...............................................................................................................24 สุ จิ ปุ ลิ บนโลกออนไลน์.............................................................................................................26 ต่อยอดการแสดงออกเชิงศิลป์ .......................................................................................................28 ครีเอทีฟคอมมอนส์: แลกเปลีย ่ นแบ่งปั นเน้ ือหาอย่างเสรี.................................................................30 งานสัมนาแบบไม่สัมนา: กลไกการระดมความมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง.........................................32 สร้างภูมิคุ้มกัน..................................................................................................................................34

ICT เพ่ ือการสนับสนุนคนทำางานภาคสังคมและสุขภาวะ...........................................................................38 พัฒนาเว็บไซต์สสส. ใหม่...................................................................................................................39 ประชาสัมพันธ์ส่ือสร้างสุขภาวะทางเพศ..............................................................................................44 นำารายการเด็กใน ETV มาข้ ึนเว็บ......................................................................................................46 ช่วยองค์กรทำาเว็บเพ่ ือส่ ือสารภายใน...................................................................................................48 มองไปข้างหน้า......................................................................................................................................50

2


บทนำา คำาว่าอินเทอร์เน็ต มีความหมายอย่างไรต่อคุณ ถ้าคุณอายุ 60 อินเทอร์เน็ตอาจจะเป็ นความก้าวหน้า เป็ นเทคโนโลยีทค ี่ นรุ่นลูกรุน ่ หลานคุ้นชิน เป็ นของ

เล่นที่ซับซ้อนและยากที่จะเข้าใจ เป็ นโลกที่ไร้กฎเกณฑ์ สับสน แต่กม ็ ีข้อดีถา้ ลูกๆ หลานๆ เลือกรับเฉพาะสิ่ง ดีๆ ในโลกนัน ้

ถ้าคุณอายุ 40 อินเทอร์เน็ตอาจจะเป็ นเคร่ ืองมือที่ทรงพลัง ที่ช่วยให้ชีวิตคุณง่ายและราบร่ ืนข้ ึน คุณสามารถ

อ่านข่าวจากเว็บข่าวช่ ือดังโดยไม่ต้องซ้ ือหนังสือพิมพ์ให้เปลืองเงินเปลืองกระดาษ คุณสามารถใช้โปรแกรม

ออนไลน์ติดตามความเคล่ ือนไหวของราคาหุ้น และสัง่ซ้ ือขายหุ้นโดยไม่ต้องยกหูโทรศัพท์ หรือบางทีคุณอาจ อยากหาข้อมูลที่เที่ยวต่างจังหวัดเพ่ ือเตรียมพาครอบครัวไปในวันหยุดยาว

ถ้าคุณอายุ 25 คุณคงใช้อินเทอร์เน็ตเพ่ ือเช็คอีเมลและแชทกับเพ่ ือนเกือบทุกวัน คุณอาจมีเพ่ ือนหลายพัน

คนในเว็บเครือข่ายสังคม (Social Network) เช่น Hi5 บางคนสัง่ซ้ ือของจากอินเทอร์เน็ต ทัง้จากร้านค้า

ออนไลน์เช่น Amazon หรือจากการประมูลใน eBay บางคนหาโหลดหนังและเพลงจากเว็บและ Bittorrent และเกือบทุกคนคงใช้ Google หาข้อมูลแทบทุกอย่างที่อยากได้ ตัง้แต่สูตรอาหารจนถึงเอกสารวิชาการเพ่ ือทำา รายงาน

แต่ถา้ คุณอายุ 15 คุณจะเกิดมาพร้อมกับอินเทอร์เน็ต และจินตนาการไม่ออกว่าถ้าโลกนีไ้ ม่มีอินเทอร์เน็ต

คุณจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร หรือคุณจะเป็ นคุณในทุกวันนี้หรือไม่ คุณเจอแฟนคนแรกจากอินเทอร์เน็ต ส่ง

จดหมายรักฉบับแรกเป็ นอีเมล นัดเทีย ่ วครัง้แรกจากการแชท เป็ นสมาชิกเว็บบอร์ดและกลุ่มใน Hi5 เวลาที่

คุณใช้คอมพิวเตอร์ คุณจะกลายเป็ นอีกคนหน่ ึง คุณอาจเป็ นสาวหวานสดใส หรือชายหนุ่มลึกลับที่อยู่ในโลกสี ดำา หรือนักสู้ผู้นำาชนเผ่าในเกมออนไลน์ และเม่ ือคุณอยู่ต่อหน้าเพ่ ือน (ตัวจริงในโลกจริง) คุณจะใช้เวลาคร่ ึง

หน่ ึงพูดถึงตัวคุณในโลกออนไลน์ และเฝ้ารอเวลาทีจ ่ ะได้กลับบ้านหรือไปร้านเน็ตเพ่ ือแปลงร่างเป็ นคุณอีกคน หน่ ึง

พัฒนาอินเทอร์เน็ตในฐานะ "พืน ้ ทีจ ่ ริง" สำาหรับคนรุ่นใหม่และคนรุ่นต่อๆ ไป อินเทอร์เน็ตจะไม่ได้เป็ นเพียง “ระบบ” หน่ งึ ที่พวกเขาเลือกใช้งานเพ่ ือ วัตถุประสงค์ตา่ งๆ แต่เป็ น “สภาพแวดล้อม” หรือ “พ้ ืนที่” ทีไ่ ม่ต่างจากบ้าน โรงเรียน หรือทีท ่ ำางาน พวกเขา จะใช้เวลามากข้ ึนเร่ ือยๆ ในการ “อยู่ในอินเทอร์เน็ต” ซ่ ึงเป็ นที่ที่พวกเขาทำากิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำาวัน

ไม่วา่ จะเป็ นการส่ ือสาร ติดตามข่าวสาร พบปะกับเพ่ ือน หาเพ่ ือนใหม่ แลกเปลี่ยนข้อมูล ทำางานร่วมกับคนอ่ ืน เรียนหนังสือ เทีย ่ ว ชมงานศิลปะ ฟั งเพลง ดูหนัง อ่านหนังสือ เขียนบันทึกส่วนตัว อ่านบันทึกเพ่ ือน ซ้ อ ื ขาย ของ ทำาธุรกิจ เล่นการพนัน และอ่ ืนๆ

เม่ ืออินเทอร์เน็ตเป็ นได้แทบทุกอย่าง นัน ่ หมายถึงการที่อินเทอร์เน็ตมีสภาวะไม่ตา่ งจากพ้ ืนที่กายภาพอ่ ืนๆ

เช่น ครอบครัว ชุมชน โรงเรียน เมือง ประเทศ โลก หรือพ้ ืนที่ที่ไม่ใช่กายภาพ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ

3


กฎหมาย วัฒนธรรม พ้ ืนทีเ่ หล่านัน ้ มีความสำาคัญต่อการดำารงชีวิตของเรา เป็ นปั จจัยสำาคัญทีก ่ ำาหนดทัศนคติ

วิถช ี ีวิต ความปลอดภัย และความสุขในการดำารงชีวิต อินเทอร์เน็ตก็เช่นกันกับพ้ ืนทีเ่ หล่านัน ้ ที่ส่งผลยิง่ ยวด ต่อทุกๆ แง่มุมของชีวิต โดยเฉพาะของคนรุ่นใหม่ทเี่ ติบโตมาพร้อมกับสภาพแวดล้อมออนไลน์

และเช่นเดียวกับพ้ ืนที่อ่ืนที่ต้องการการพัฒนาและส่งเสริมเพ่ ือส่งผลกระทบด้านดีแก่สมาชิกของพ้ ืนที่นัน ้

การพัฒนาพ้ ืนที่อินเทอร์เน็ตมีความสำาคัญอย่างยิง่ ต่อการพัฒนาคนในสังคมให้มีคุณภาพทัง้ในระดับปั จเจก

และส่วนร่วม และยิ่งนับวัน ความสำาคัญในการพัฒนาพ้ ืนที่อินเทอร์เน็ตก็มไี ม่น้อยกว่าการพัฒนาพ้ ืนที่อ่ืนเช่น สถาบันครอบครัว ชุมชนท้องถิ่น ระบบโรงเรียน กฎหมาย เศรษฐกิจ นโยบายภาครัฐ จนถึงความร่วมมือ ระหว่างประเทศ เพราะคนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตอยู่ในพ้ ืนที่อินเทอร์เน็ตมากข้ ึนเร่ ือยๆ นัน ่ เอง

อย่างไรก็ตาม เน่ ืองจากอินเทอร์เน็ตเป็ นพ้ ืนที่ที่ยงั ใหม่และมีพฒ ั นาการอย่างต่อเน่ ืองรวดเร็วกว่าพ้ ืนที่อ่ืนๆ

การพัฒนาอินเทอร์เน็ตในฐานะพ้ ืนที่จึงยังไม่ถก ู ควบรวมอยู่ในนโยบายภาครัฐหรือของภาคประชาสังคมอย่าง จริงจัง หลายคนมองว่าการขาดการกำากับดูแลและสนับสนุนอย่างเหมาะสมทำาให้อินเทอร์เน็ตกลายเป็ นบ้านป่ า

เมืองเถ่ ือน เป็ นพ้ ืนที่อนาธิปไตยที่ใครจะทำาอะไรก็ได้ และเต็มไปด้วยสิ่งมัวเมายัว ่ ยุ เป็ นเคร่ ืองมือในการนำาพา ภัยสู่สังคม โดยเฉพาะเยาวชนที่ยังไม่มีวุฒภ ิ าวะและประสบการณ์เพียงพอที่จะพิจารณาและป้ องกันภัยให้กบ ั ตัวเอง

แต่ในขณะเดียวกันคุณประโยชน์ที่มาจากอินเทอร์เน็ตก็มีอยู่มหาศาล ไม่วา่ จะเป็ นการเข้าถึงข้อมูลความรู้

อย่างไม่มีข้อจำากัด การแลกเปลี่ยนเรียนรูร้ ะหว่างกัน การส่ ือสารและประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ การ

แสดงออกและพัฒนาตัวตนบนโลกออนไลน์เพ่ ือเสริมสร้างตัวตนในโลกจริง สิ่งเหล่านี้เป็ นโอกาสสำาคัญทีถ ่ า้

หากได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอย่างเหมาะสม จะสามารถเป็ นปั จจัยเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมไทยในอนาคต ให้ พัฒนาสู่สังคมความรู้และการแลกเปลีย ่ นที่ทุกคนฝั นถึงได้อย่างแท้จริง โดยมีคนรุ่นใหม่ที่คลุกคลีอยู่ในพ้ ืนที่ อินเทอร์เน็ตเป็ นแรงขับเคล่ ือนสำาคัญ

แผนงาน ICT เพ่ ือการสร้างเสริมสุขภาวะ 2 ปี กว่าที่ผ่านมา ผมได้มโี อกาสร่วมงานกับหน่วยงานหน่ ึงที่มีเป้ าหมายในการพัฒนาสภาพแวดล้อมออนไลน์ ในประเทศไทย แผนงาน ICT เพ่ ือการสร้างเสริมสุขภาวะ ภายใต้สำานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้าง

เสริมสุขภาพ (สสส.) เป็ นหน่วยงานเอกชนไม่แสวงหาผลกำาไร ประกอบด้วยกลุ่มคนและภาคีร่วมงานที่หลาก หลายตัง้แต่โปรแกรมเมอร์ บรรณาธิการนิตยสาร ข้าราชการ ราชบัณฑิต อาจารย์มหาวิทยาลัย นักพัฒนา สังคม ผู้แทนบริษท ั ข้ามชาติ และคนรุ่นใหม่เช่นผมและเพ่ ือนร่วมงานในสถาบัน ChangeFusion ภายใต้

มูลนิธิบรู ณะชนบทไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (ช่ ือเดิมคือสถาบันไทยรูรล ั เน็ต – TRN) ซ่ งึ เป็ นองค์กรบริหาร แผนงาน ICT เพ่ ือการสร้างเสริมสุขภาวะให้กบ ั สสส.

แผนงาน ICT เพ่ ือการสร้างเสริมสุขภาวะเกิดข้ ึนในบรรยากาศที่วงการอินเทอร์เน็ตในประเทศ ไทยกำาลัง

เริ่มคึกคัก จากข้อมูลของ truehits.net ผู้ให้บริการจัดอันดับเว็บไซต์ไทย พบว่าปี 2548 เว็บไซต์ขนาดใหญ่ใน ไทย 3 อันดับแรกซ่ ึงได้แก่ sanook.com, kapook.com และ manager.co.th มีผู้เข้าชมรวมกันในแต่ละวัน เฉลีย ่ 7.2 ล้านครัง้ ในขณะที่ปี 2547 มีเพียง 4.4 ล้านครัง้ การขยายตัวของการใช้งานอินเทอร์เน็ตในไทย

4


อย่างก้าวกระโดดเกิดจากการทีค ่ น จำานวนมากข้ ึนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้งา่ ย เทคโนโลยีบรอดแบนด์ หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบ ADSL เริ่มมีให้ใช้ในราคาถูกในเมืองใหญ่ๆ เด็กต่างจังหวัดเริ่มใช้

อินเทอร์เน็ตที่โรงเรียนที่มก ี ารติดตัง้ อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมและสายไฟเบอร์กว่า 30,000 โรงเรียน และ เวลาที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เด็กก็ไปใช้อินเทอร์เน็ตตามร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่

แต่การใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลายไม่ได้มาพร้อมๆ กับการใช้งานอย่างมีคุณภาพและเกิดประโยชน์

สร้างสรรค์ นอกจากการใช้งานเพ่ ือรับส่งอีเมลตามปกติ ผูใ้ ช้อินเทอร์เน็ตในยุคนัน ้ ซ่ งึ ส่วนมากเป็ นเยาวชนคน รุน ่ ใหม่ที่ กระตือรือร้นในการแสวงหาสิ่งใหม่ กลับใช้งานอินเทอร์เน็ตเพ่ ือความบันเทิงเป็ นส่วนมาก ปลายปี

2548 สัดส่วนการใช้งานเว็บในหมวดบันเทิงมีมากที่สุดคือ 38% ในขณะที่เว็บข่าวและการศึกษามีเพียง 7.8% และ 1.7% ตามลำาดับ บางคนมองว่าเป็ นเร่ ืองปกติเพราะธรรมชาติของส่ ือบันเทิงจะดึงดูดคนได้มากกว่า ส่ ือที่ มีสาระ

แต่อินเทอร์เน็ตเป็ นส่ ือที่มีธรรมชาติต่างจากส่ ือดัง้เดิมเช่นโทรทัศน์ตรง ที่ว่า ในส่ ืออินเทอร์เน็ต ผู้ใช้เป็ นผู้

"ร้องขอ" ข้อมูลโดยการเข้าเว็บไซต์ตา่ งๆ ตามที่ตนเลือก ในขณะที่ส่ือโทรทัศน์ผใู้ ช้ไม่มีสิทธิเ์ลือกรายการหรือ เน้ ือหาที่ต้องการ แต่ผู้ให้บริการเป็ นฝ่ าย "ป้ อน" เน้ ือหาสู่ผู้ชมเอง ดังนัน ้ ความเช่ ือที่วา่ คนดูส่ือไม่สร้างสรรค์

มากเพราะคนดูต้องการเอง อาจไม่เป็ นความจริง เพราะคนดูไม่ได้มีทางเลือกอย่างแท้จริง ต้องดูในสิ่งที่ผู้จัด รายการนำาเสนอมาให้แต่ฝ่ายเดียว

การก่อตัง้สำานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือสสส. ตามมติคณะรัฐมนตรีเม่ ือปี 2544

ทำาให้ประเทศไทยมีเจ้าภาพในการลงทุนและสนับสนุนคนทำางานภาคสังคมอย่างแท้จริง เป็ นครัง้แรก รายได้ ของสสส. ปี ละกว่า 2,000 ล้านบาทที่มาจากภาษี "บาป" เช่นเหล้าและบุหรีถ ่ ก ู นำาไปสนับสนุนกลุ่มคนและ

องค์กรที่ทำางานพัฒนาสังคมใน ด้านต่างๆ สสส. เรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็ น "ภาคี" โดยการสนับสนุนภาคีจะทำาได้

2 รูปแบบ คือมาจากสำานักงานสสส. โดยตรง และมาจากหน่วยจัดการภายนอกทีเ่ รียกว่า "แผนงาน" ซ่ งึ ก็คือ

ภาคีประเภทที่มค ี วามสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรและความ สัมพันธ์กับภาคีอ่ืนที่เป็ นผู้ปฏิบัติงาน การสนับสนุนของสสส. ทำาให้สังคมในวงกว้างเริม ่ มองคนทำางานภาคสังคมหรือ NGO ด้วยภาพลักษณ์ที่

ต่างออกไป ภาพของการเป็ นกลุ่มเดินประท้วงและรับเงินสนับสนุนจากเศรษฐีหรือองค์กร ระหว่างประเทศที่มี ผลประโยชน์แอบแฝงเริ่มได้รับการแก้ไขให้ตรงกับความเป็ น จริง ซ่ ึงก็คือการที่คนกลุ่มหน่ ึงมองเห็นปั ญหา

หรือโอกาสในการพัฒนาสังคมในด้านใด ด้านหน่ ึง และดำาเนินงานเพ่ ือทำาให้เป้ าหมายนัน ้ บรรลุผล สสส. เป็ น น้ำามันหล่อล่ ืนและเป็ นมือที่คอยเช่ ือมโยงคนเหล่านัน ้ ที่เดิมต่างคนต่าง ทำางานให้ทำางานร่วมกันอย่างมีพลัง

แผนงาน ICT เพ่ ือการสร้างเสริมสุขภาวะเป็ นแผนงานหน่ ึงของสสส. ที่ทำาหน้าที่แทนสสส. ในการหล่อล่ ืน

และเช่ ือมโยงภาคีทท ี่ ำางานด้าน ICT เพ่ ือสังคม โดยมีคุณสุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำานวยการสถาบันไทยรูรัลเน็ต ภายใต้มูลนิธิบรู ณะชนบทไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็ นผู้จด ั การแผนงาน

คุณสุนิตย์จบปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนเป็ น

นักศึกษาได้เสนอโครงการพัฒนาชนบทโดยใช้เทคโนโลยีจนได้รับรางวัลและ เงินสนับสนุนโครงการจาก

ธนาคารโลกหรือ World Bank คุณสุนิตย์ใช้ทุนที่ได้รบ ั ในขณะนัน ้ มาก่อตัง้สถาบันไทยรูรัลเน็ตซ่ ึงมี เป้ าหมาย ในการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ มาแก้ปัญหาและขับเคล่ ือนสังคม โครงการแรกๆ คือโครงการเครือข่ายนวัตกรรม

5


ชาวบ้าน เป็ นการจัดกระบวนการให้ชาวบ้านเกิดการเรียนรูร้ ่วมกันเพ่ ือพัฒนาแนวทางในการ ทำาการเกษตร

อย่างยัง่ยืนและมีประสิทธิภาพ โดยใช้เทคโนโลยีเป็ นเคร่ ืองมือ เช่นการทำาฐานข้อมูลความรูก ้ ารเกษตร การ ถ่ายภาพและวิดีโอแปลงเกษตรของสมาชิกและนำามาแลกเปลีย ่ นเพ่ ือเรียนรูก ้ าร เกษตรแนวทางต่างๆ

ความสนใจด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตเป็ นพ้ ืนฐานทำาให้คุณสุนิตย์ถก ู ชักชวนเข้ามาร่วมการหา

รือที่สสส. เม่ ือปลายปี 2548 ประเด็นในขณะนัน ้ คือสสส. และภาคีเช่นศูนย์เทคโนโลยีอเิ ลิกทรอนิกส์และ คอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย (INET Foundation) และเว็บ

kapook.com ได้เริ่มทำางานขับเคล่ ือนสังคมโดยใช้ IT มาบ้าง เช่นการทำาเว็บให้ความรูด ้ ้านสุขภาพ การทำา

โครงการสนับสนุนการใช้ ICT ในชนบท การทำาโปรแกรมปิ ดป้ องการเข้าถึงเว็บไม่เหมาะสมในโรงเรียน แต่ งานที่ทำายังไม่มเี ป้ าหมายที่ชัดเจน ซ่ งึ นำาไปสู่การทำางานทีก ่ ระจัดกระจายไม่รว ่ มมือกัน สสส. ขาดหน่วยบริหาร จัดการระดับแผนงาน ที่จะมาทำาหน้าทีข ่ ับเคล่ ือนงานด้าน IT กับสังคมโดยการเช่ ือมประสานภาคีและบริหาร จัดการทรัพยากร และคุณสุนิตย์กไ็ ด้รบ ั มอบหมายให้มาทำางานสำาคัญนี้

สิ่งแรกที่คุณสุนิตย์ทำาร่วมกับสสส. ก่อนจะจัดตัง้แผนงาน ICT คือการทำาโครงการวิจัยศึกษาความเป็ นไปได้

ในการจัดตัง้แผนงาน ICT ซ่ ึงมีเป้ าหมายคือการสำารวจสถานการณ์ในประเทศว่ามีประเด็นด้าน ICT เร่ ืองใด

บ้างทีค ่ วรผลักดันเพ่ ือแก้ปัญหาและพัฒนาสังคมในด้านต่างๆ ซ่ ึงระหว่างการสำารวจก็พบอุปสรรคสำาคัญคือการ ถูกคำาว่า "สุขภาวะ" ของสสส. ชี้นำาให้หลงทางและเข้าใจไปว่าขอบเขตการทำางานด้าน ICT ของสสส.

ครอบคลุมเพียงแค่สุขภาพในเชิงการแพทย์ เช่นการรักษาโรค กว่าจะเข้าใจว่าคำาว่าสุขภาวะหมายถึงสภาวะ ต่างๆ ที่ทำาให้คนมีชีวิตอยูไ่ ด้อย่างมีความสุข หรือ Well-being ซ่ ึงกินความรวมถึงสุขภาพทางกาย ใจ และ สังคม ก็ต้องใช้เวลานาน

การศึกษาประเด็นการทำางานดำาเนินไปจนได้ข้อสรุปเบ้ ืองต้นเม่ ือต้นปี 2549 นำาไปสู่การตัง้แผนงาน ICT

เพ่ ือการสร้างเสริมสุขภาวะเพ่ ือเป็ นหน่วยบริหารจัดการเพ่ ือขับเคล่ ือน ประเด็นเหล่านัน ้ ซ่ ึงแบ่งออกเป็ น 2 ส่วน ได้แก่

1. การสร้างเสริมสภาพแวดล้อม ICT ให้ปลอดภัยและสร้างสรรค์สำาหรับเด็กและเยาวชน 2. การสนับสนุนการใช้งาน ICT ให้ภาคีสสส. และกลุ่มคนทำางานด้านสังคม แผนงาน ICT เพ่ ือการสร้างเสริมสุขภาวะได้รบ ั คำาปรึกษาและความช่วยเหลือด้านแนวทางจาก บุคคลที่มี ความรูค ้ วามสามารถ ทพ.กฤษฎา เรืองอารีย์รต ั น์ รองผู้จัดการสสส. ซ่ ึงมีความสนใจและวิสัยทัศน์ด้านการใช้

ICT เพ่ ือพัฒนาสังคมเป็ นผู้มีส่วนสำาคัญในการพัฒนากรอบแนวคิดและแนวทางในการ ดำาเนินงานของแผน

งาน ICT และยังได้ดร.อมรวิทย์ นาครทรรพ ผู้อำานวยการสถาบันรามจิตติและอาจารย์ประจำาคณะคุรศ ุ าสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซ่ ึงในขณะนัน ้ เป็ นผูท ้ ำาโครงการวิจัยพฤติกรรมเด็ก หรือ Child Watch ให้กับสสส. เป็ นผู้เสนอแนวคิดให้แบ่งการทำางานด้านการพัฒนาสภาพแวดล้อม ICT ออกเป็ น 3 ส่วน คือขจัดร้าย ขยายดี และสร้างภูมิคุ้มกัน นอกจากนัน ้ ในส่วนแผนงานทีเ่ กีย ่ วข้องกับการสนับสนุนกระทรวงศึกษาก็ได้นพ.ยง ยุทธ

วงษ์ภิรมย์ศานต์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีวา่ การกระทรวงศึกษาในสมัยนัน ้ เป็ นผู้ให้แนวคิดการแบ่งนโยบาย IT เพ่ ือ การศึกษาออกเป็ น 5 ข้อ ได้แก่การสร้างเสริมส่ ือ IT เพ่ ือการศึกษา การป้ องกันภัยจากการเข้าถึงส่ ือร้าย การ

6


พัฒนาหลักสูตรคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนให้เท่าทันสถานการณ์ การอบรมพ่อแม่ ครู และนักเรียนเร่ ืองการใช้

อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย และการผลักดันมาตรฐานการใช้ ICT อย่างปลอดภัยในโรงเรียน การทำางานโดยทัว ่ ไปของแผนงานของสสส. คือการกำาหนดยุทธศาสตร์และหาภาคีรว ่ มทำางานทีเ่ ชี่ยวชาญ

และมีประสบการณ์ในด้าน ต่างๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์นัน ้ จากนัน ้ จึงเข้าไปสร้างความสัมพันธ์และสนับสนุนภาคี เหล่านัน ้ ให้ทำางานได้ อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผล อย่างไรก็ตาม การดำาเนินงานของแผนงาน ICT จะ

แตกต่างจากแผนงานทัว ่ ไปตรงทีภ ่ าคีร่วมงานด้าน ICT ในขณะนัน ้ ยังมีไม่มาก เน่ ืองจากเป็ นเร่ ืองใหม่ที่คน ส่วนมากยังไม่เห็นประเด็นความเช่ ือมโยงระหว่าง ICT กับปั ญหาและโอกาสในการพัฒนาสังคม ดังนัน ้

แนวทางการทำางานของแผนงาน ICT จึงเน้นการ "สร้างภาคี" มากกว่าการ "สนับสนุน ภาคีทท ี่ ำางานอยู่แล้ว" ซ่ งึ ในทางปฏิบัตก ิ ค ็ ือการเสาะหาบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีความสามารถทางเทคนิค ความรู้ดา้ น IT และสังคม

และมีใจหรือแนวคิดเบ้ ืองต้นที่อยากจะช่วยเหลือสังคมโดยใช้ความสามารถของตน และจัดกระบวนการและ ทรัพยากรเพ่ ือช่วยให้กลุ่มคนเหล่านัน ้ สามารถตัง้ตัวและ ทำางานเร่ ืองที่ตนเองและแผนงาน ICT มีความสนใจ ร่วมกันได้

หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเร่ ืองราวของแผนงาน ICT และภาคีรว ่ มงานเหล่านัน ้ ทีถ ่ งึ แม้จะมีแนวคิด พ้ ืนฐาน อาชีพ และสถานะทางสังคมทีห ่ ลากหลาย แต่ล้วนมีความสนใจและเป้ าหมายอย่างหน่ ึงร่วมกัน นัน ่ คือการทำาให้

อินเทอร์เน็ตเป็ นพ้ ืนที่แห่งความสุขของเยาวชนคนรุ่นใหม่ - ความสุขซ่ ึงเป็ นสภาวะทางกาย ใจ สังคม และ

ปั ญญา หรือที่เรียกว่า “สุขภาวะ” ซ่ งึ ก็คือการทีค ่ นรุ่นใหม่ได้อยูใ่ นพ้ ืนที่และสภาพแวดล้อมออนไลน์อย่างมี คุณภาพ สร้างสรรค์ และปลอดภัย พวกเขาอุทิศความคิดและการกระทำาเพ่ ือการพัฒนาพ้ ืนที่ออนไลน์ให้เป็ น

พ้ ืนที่แห่งสุขภาวะ โดยมีแผนงาน ICT เป็ นจุดเช่ ือมประสานเขาเหล่านัน ้ เข้าหากัน และเป็ นน้ำามันหล่อล่ ืนการ ทำางานให้เกิดข้ ึนได้อย่างราบร่ ืนและได้ผล

ผมเช่ ือว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อคุณไม่ว่าคุณจะเป็ นใครหรือมีความสนใจด้านไหน ถ้าคุณอ่าน

หนังสือเล่มนี้ในฐานะผู้ใช้อินเทอร์เน็ต คุณจะรู้วา่ อินเทอร์เน็ตสามารถใช้ทำาเร่ ืองสร้างสรรค์และเป็ นประโยชน์ ได้มากอย่างไม่น่าเช่ ือ ถ้าคุณเป็ นพ่อแม่ที่มีลก ู หลานเล่นอินเทอร์เน็ต คุณจะพบกับข้อมูลข้อเท็จจริงของภัย จากอินเทอร์เน็ตที่เข้าใกล้ตัวลูกหลานของคุณไม่ตา่ งจากภัยชนิดอ่ ืนๆ และตระหนักถึงความจำาเป็ นในการ

ป้องกันภัยเหล่านัน ้ รวมถึงการมองอินเทอร์เน็ตด้วยสายตาใหม่เพราะมันเป็ นมากกว่าของเล่น ส่วนถ้าคุณเป็ น คนทำางานภาคสังคม คุณจะพบกับกรอบแนวคิดและรูปแบบการทำางานแบบเครือข่ายทีเ่ หมาะกับงานภาคสังคม ที่มีความสลับซับซ้อน และถ้าคุณเป็ นคนธรรมดาๆ คนหน่ ึง คุณจะพบกับเร่ ืองราวและแรงบันดาลใจของผู้คนที่ เกีย ่ วข้องกับภารกิจนี้ และอย่างน้อยก็ตระหนักว่าความร่วมมือที่มาจากพ้ ืนฐานที่แตกต่างเป็ นหนทางสำาคัญที่ นำาไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนและสังคม

7


ICT ในฐานะพืน ้ ที่ส่ือใหม่ ถ้าจะมีสิ่งหน่ ึงที่อินเทอร์เน็ตในฐานะส่ ือแตกต่างจากส่ ือดัง้เดิมเช่นหนังสือ โทรทัศน์ วิทยุ สิ่งนัน ้ คือการที่ อินเทอร์เน็ตเป็ นส่ ือที่ลดช่องว่างระหว่าง “ผู้ผลิตส่ ือ” กับ “ผู้บริโภคส่ ือ” คุณสมบัติที่พิเศษอันนี้เป็ นสิ่งที่ได้ สร้างความเปลีย ่ นแปลงขนานใหญ่กบ ั ทุกๆ ส่วนของสังคม ทัง้ในด้านดีและไม่ดี

แนวคิดสำาคัญทีเ่ ป็ นจุดกำาเนิดอินเทอร์เน็ต ก็คอ ื ระบบทีท ่ ำาให้ข้อมูลข่าวสารสามารถถูกเผยแพร่และเข้าถึง

ได้จากทุกพ้ ืนที่ ในโลก เป็ นระบบที่แม้จุดเผยแพร่หรือคลังข้อมูลที่หน่ ึงถูกทำาลายหรือสูญหายไป ส่วนอ่ ืนๆ ก็ จะยังเช่ ือมโยงกันอยู่โดยไม่ได้รบ ั ผลกระทบหรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด อันที่จริง แนวคิดนี้เกิดข้ ึนจากแรง ผลักดันสำาคัญซ่ ึงได้แก่ความจำาเป็ นทางทหารทีร่ ัฐบาล สหรัฐในยุคสงครามเย็นต้องการระบบข้อมูลทางการ

ทหารที่เช่ ือมโยงทุกส่วนของ ประเทศเข้าด้วยกันและยังรักษาการเช่ ือมโยงไว้ได้แม้จะมีส่วนหน่ ึงส่วนใดของ ระบบ เช่นเม่ ือเมืองสำาคัญๆ ถูกโจมตีจากอาวุธนิวเคลียร์

จากระบบการเช่ ือมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเพ่ ือประโยชน์ทางการทหาร ถูกพัฒนามาเป็ นอินเทอร์เน็ต

ซ่ งึ ก็คือระบบข้อมูลข่าวสารที่เช่ ือมต่อกันทัว ่ โลกเพ่ ือประโยชน์หลากหลาย อินเทอร์เน็ตในยุคแรกคือระบบเผย แพร่ขา่ วสารที่ทำาให้คนทัว ่ โลกเข้าถึงข่าวสารได้อย่างไม่มีขด ี จำากัด เว็บข่าวของสำานักข่าวระดับโลกเช่น BBC,

CNN และ The New York Times เป็ นเว็บแรกๆ ที่เปิ ดบริการและมีผเู้ ข้าชมจำานวนมากจากทัว่โลก นอกจาก นัน ้ อินเทอร์เน็ตยังถูกใช้งานเป็ นระบบในการส่ ือสารระหว่างบุคคล เช่นอีเมลหรือโปรแกรมแชทเช่น

Windows Messenger หรือที่คนไทยรักเรียกติดปากกันว่า MSN อย่างไรก็ตาม จุดเปลีย ่ นที่ทำาให้

อินเทอร์เน็ตกลายเป็ นระบบที่ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวาง เกิดข้ ึนหลังจากอินเทอร์เน็ตยุคเริม ่ ต้นได้ รับการพัฒนากลายเป็ นอินเทอร์เน็ตยุคที่สอง หรือที่ทัว ่ ไปเรียกกันว่า “เว็บ 2.0”

เว็บ 2.0 ทำาให้อินเทอร์เน็ตเป็ นพ้ ืนที่ในการ “แลกเปลี่ยน” แทนที่จะเป็ นพ้ ืนทีใ่ นการ “เผยแพร่” แต่เพียง

อย่างเดียว คำาว่าแลกเปลีย ่ นในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการค้าหรือการแลกเปลี่ยนสินค้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่รวม ถึงการแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ โดยปราศจากเส้นกีดขวางเช่นพ้ ืนที่ ภูมิประเทศ การ เดินทาง ค่าใช้จ่าย รวมทัง้เส้นกีดขวางทีถ ่ ก ู ประดิษฐ์ข้ึน เช่น นโยบายชาตินิยม การปิ ดกัน ้ ข้อมูลข่าวสาร

โครงสร้างเศรษฐกิจแบบปิ ดประเทศ ข้อจำากัดด้านการเดินทางออกนอกประเทศและการเข้าเมือง เป็ นครัง้แรก ที่คนทัง้โลกสามารถแลกเปลีย ่ นเรียนรู้ระหว่างกัน ผสมผสาน ถ่ายทอด รับ และเรียนรูว ้ ัฒนธรรมและความ

แตกต่างร่วมกันอย่างไม่มีสิ่งใดขวางกัน ้ หรือแม้แต่คนในท้องถิน ่ หรือในประเทศเดียวกันเอง ก็ยงั สามารถใช้ เว็บ 2.0 เพ่ ือเรียนรู้และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันได้

Wikipedia เป็ นสารานุกรมเสรีบนอินเทอร์เน็ตทีเ่ ป็ นตัวอย่างสำาคัญของความสำาเร็จของเว็บ 2.0 เป็ น

สารานุกรมทีเ่ ปิ ดให้ใครก็ได้เข้ามาเขียนและแก้ไข และในปั จจุบันมีจำานวนบทความเฉพาะที่เป็ นภาษาอังกฤษ กว่า 2.4 ล้านบทความ และกลายเป็ นแหล่งข้อมูลอ้างอิงมาตรฐานสำาหรับคนทัว ่ โลก รวมทัง้ในวงการศึกษาที่ มักวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายเปิ ดกว้างของ Wikipedia ทำาให้บทความขาดความน่าเช่ ือถือ อันที่จริง มีการ

พิสูจน์หลายต่อหลายครัง้ว่าความถูกต้องและความครบถ้วนของบทความใน Wikipedia มีมากกว่าสารานุกรม

8


ดัง้เดิมที่ใช้ผเู้ ชี่ยวชาญในการเขียนอย่าง Britanica เสียอีก

เว็บ 2.0 ยังทำาให้คนธรรมดาๆ สามารถ “ตีพิมพ์” หรือนำาเสนอความคิด ความรูข ้ องตนเองได้โดยง่าย

เคร่ ืองมือสำาเร็จรูปเช่นชุมชนบล็อกอย่าง blogger.com, wordpress.com, gotoknow.org, learners.in.th,

exteen.com เปิ ดโอกาสให้คนทุกคนสามารถบอกเล่าและแลกเปลี่ยนเร่ ืองที่ตนเองรูแ ้ ต่คนอ่ ืนอาจไม่รู้ โดยไม่ ต้องพ่ ึงพาส่ ือมวลชนแบบดัง้เดิมที่มข ี ้อจำากัดมากมายเม่ ือจะเผยแพร่งานของใครสักคนหน่ ึง รวมทัง้เอ้ ือให้เกิด การต่อยอดความคิดจากการแสดงความเห็นในบล็อก ซีง่ ไม่เคยเกิดข้ ึนในส่ ือดัง้เดิม

ในประเทศไทย เว็บ 2.0 ทำาให้คนไทยมีที่ทางในการแสดงออก ซ่ งึ การแสดงออกนี้เองเป็ นสิ่งที่คนไทยโหย

หา เพราะการที่สังคมไทยเหมือนสังคมตะวันออกทัว ่ ไปที่ผู้คนคาดหวังให้สมาชิกในสังคมคิดและแสดงออกเห มือนๆ กัน (Homogeneous Society) ทำาให้แต่ละคนเกิดแรงกดดันและหาช่องทางในการระบายและ

แสดงออก รวมถึงการทำาให้ผู้อ่ืนยอมรับในตัวของตนเอง เว็บบอร์ดยอดนิยมอย่าง pantip.com เป็ นพ้ ืนที่ แรกๆ ทีไ่ ด้รับความนิยมอย่างล้นหลามในยุดก่อนเว็บ 2.0 ต่อมาก็มีผเู้ ปิ ดเว็บบอร์ดเฉพาะทางใช้กันเองในกลุ่ม ไม่วา่ จะเป็ นเว็บบอร์ดการ์ตูน แลกเปลีย ่ นซอฟท์แวร์ หนัง เพลง พูดคุยเร่ ืองรถยนต์ เลี้ยงสัตว์ และอ่ ืนๆ

จนมาถึงยุคของบล็อก ผูใ้ ห้บริการบล็อกอย่าง bloggang.com (เป็ นบริการของ pantip.com), exteen.com

และ gotoknow.org ได้รบ ั ความนิยมอย่างล้นหลาม ช่องทางในการแสดงออกถูกทำาให้มีความเป็ นปั จเจกสูง ข้ ึน เพราะการเขียนบล็อกให้ความรูส ้ ึกว่าเราเป็ นเจ้าของพ้ ืนที่ของเราเอง ต่างจากเว็บบอร์ดซ่ ึงเป็ นพ้ ืนที่ที่ ความคิดเห็นของเราจะไปรวมอยูก ่ ับคนอ่ ืน

เคร่ ืองมือออนไลน์ต่างๆ ถูกนำาไปใช้อย่างกว้างขวาง แต่ความท้าทายสำาคัญคือ “เน้ ือหา” ที่อยู่ในการใช้เคร่ ือง มือเหล่านัน ้ อินเทอร์เน็ตเป็ นเคร่ ืองมืออันน่าท่ งึ ที่อำานวยความสะดวกให้ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

ติดต่อ แลกเปลี่ยนกันอย่างไม่มีข้อจำากัด แตก็เหมือนกับถนนที่ทำาให้รถวิง่ ได้ แต่บางทีมันก็ถก ู ใช้เป็ นทางหลบ หนีของอาชญากร หรือที่รอให้โจรดักปล้นชิงทรัพย์คนที่ผ่านมาผ่านไป

ตลอดระยะเวลาที่อินเทอร์เน็ตเริ่มได้รับความนิยมในประเทศไทย สิ่งทีเ่ กิดข้ ึนควบคูก ่ ันและมีปริมาณมาก

ข้ ึนเร่ ือยๆ ตามปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ต คือข่าวที่มเี น้ ือหาเกีย ่ วกับภัยจากอินเทอร์เน็ต ข่าวยอดนิยม

ได้แก่ “แชทลวง” ซ่ งึ ก็คือการทีค ่ นสองคนสนทนากันผ่านโปรแกรมแชทโดยไม่เคยเห็นหน้ากัน และนัดออก

ไปพบกันจริงๆ แต่เหย่ ือซ่ ึงมักจะเป็ นผู้หญิงกลับถูกอีกฝ่ ายหลอกลวงไปทำาร้าย ปล้น ข่มขืน หรือฆ่า นอกจาก ผู้หญิง เด็กและเยาวชนยังเป็ นเหย่ ือรายใหญ่อีกกลุ่ม โดยหลายกรณีเกิดการลักพาตัวเพราะความรูเ้ ท่าไม่ถงึ

การของตัวเด็ก นอกจากนัน ้ ในระยะหลังๆ ทีเ่ ว็บเครือข่ายสังคม (Social Network) เช่น Hi5 ได้รับความนิยม เด็กและเยาวชนใช้เว็บประเภทนี้เป็ นช่องทางในการแสดงออกอย่างขาดการตระหนักถึงความเหมาะสมและ ความปลอดภัย เช่นการโพสต์รูปโป๊ ของตนเอง การเปิ ดเผยข้อมูลส่วนตัว เช่น ช่ ือจริง ที่อยู่ เบอร์ติดต่อ ซ่ งึ

ทำาให้มิจฉาชีพสามารถใช้ข้อมูลเหล่านัน ้ เข้าถึงตัวเด็กได้ นอกจากนัน ้ ยังมีปัญหาเด็กติดอินเทอร์เน็ต ติดเกม ออนไลน์ จนเกิดปั ญหาครอบครังและปั ญหาสังคม เช่นเด็กหนีออกจากบ้าน ขโมยเงินพ่อแม่ ประกอบ อาชญากรรม ทัง้หมดนี้เพียงเพ่ ือจะได้เงินไปเล่นเกมออนไลน์ในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่

การเผยแพร่แลกเปลีย ่ นส่ ือที่เป็ นภัยต่อเยาวชน เช่นภาพลามก การเต้นโชว์ผา่ นโปรแกรมแชทผ่านเว็บ

แคมอย่าง Camfrog โฆษณาผิดกฎหมายและหลอกลวง การใช้เว็บบอร์ดแลกเปลีย ่ นสิ่งผิดกฎหมายเช่นยา

9


เสพติด หรือปลุกระดมชักชวนคนไปประกอบอาชญากรรม ทัง้หมดนี้เป็ นภัยทีเ่ ดิมไม่มีกฎหมายและมาตรการ ที่ชัดเจนในการจัดการ อินเทอร์เน็ตกลายเป็ นบ้านป่ าเมืองเถ่ ือน เป็ นพ้ ืนที่และระบบที่ทรงพลัง แต่ถก ู นำามาใช้ ในทางที่ไม่ดีกน ั อย่างกว้างขวาง จนคนหลายกลุ่ม เช่น พ่อแม่ ครู นักพัฒนาสังคม และเจ้าหน้าที่ภาครัฐเริ่ม

เห็นความสำาคัญของปั ญหา แต่การแก้ไขปั ญหาก็ทำาได้ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะขาดความเข้าใจ การวางแผนที่ เหมาะสม ทรัพยากร และระบบที่เอ้ ือต่อการดำาเนินงาน หลายๆ กลุม ่ ที่มีแรงมีความพยายามในการแก้ปัญหา ก็มีข้อจำากัดตามธรรมชาติ เช่นกลุ่มผู้ปกครองและครูขาดความเข้าใจ ทรัพยากร และอำานาจในการแก้ปัญหา ระบบราชการดำาเนินงานได้ชา้ การออกหรือแก้ไขกฎหมายต้องใช้เวลานานนับปี จึงไม่สามารถตามทันความ ก้าวหน้าของโลกออนไลน์ที่พฒ ั นาอย่างก้าวกระโดดต่อเน่ ือง

ถ้าการป้องกันภัยจากอินเทอร์เน็ตเป็ นภารกิจที่สำาคัญ สิ่งทีส ่ ำาคัญยิ่งกว่านัน ้ คือการส่งเสริมพัฒนาใน

อินเทอร์เน็ตกลายเป็ นพ้ ืนที่สร้างสรรค์อย่างแท้จริง ไม่ต่างกับคนติดคุกที่เม่ ือออกจากคุกมาก็ยงั อยู่ในสภาพ แวดล้อมที่เพ่ ือนบ้านเป็ นโจรเหมือนเดิม เขาก็มีแนวโน้มที่จะกลับไปกระทำาผิด แต่ถา้ เขาได้มาอยูใ่ นสภาพ แวดล้อมที่สร้างสรรค์ สิ่งรอบตัวด้านบวกจะเอ้ ือให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองและกลับไปทำาดีได้ง่ายข้ ึน พ้ ืนที่

ออนไลน์ก็เช่นเดียวกัน เราจะไม่มีทางประสบความสำาเร็จในการกำาจัดด้านร้ายได้ถา้ ไม่สร้างด้านดีข้ึนมารองรับ อันที่จริง ถ้าพ้ ืนที่ดา้ นดีมข ี นาดใหญ่เพียงพอ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตก็จะมีแนวโน้มที่จะใช้งานอินเทอร์เน็ตในทาง สร้างสรรค์มากข้ ึนโดยธรรมชาติ

การพัฒนาพ้ ืนที่ดใี นอินเทอร์เน็ตยังมีเหตุผลโดยตัวของมันเอง ซ่ งึ ก็คอ ื การใช้เคร่ ืองมือหรือพ้ ืนที่ที่มีอยู่แล้ว

ในลักษณะที่เกิดประโยชน์คุ้มค่า อินเทอร์เน็ตเปิ ดโอกาสสร้างสรรค์และพัฒนาสังคมอย่างมากมาย ไม่ว่าจะ เป็ นการเรียนรู้ผา่ นสารานุกรมหรือคลังเน้ ือหาออนไลน์ (OpenCourseWare – OCW) การอ่านและแลก

เปลีย ่ นความรูใ้ นบล็อกและเว็บบอร์ด การแสดงออกทางศิลปะและความสนใจด้านต่างๆ อย่างสร้างสรรค์เป็ นก ลุ่ม การใช้อินเทอร์เน็ตเป็ นเคร่ ืองมือส่ ือสารและทำางานข้ามพ้ ืนที่ การเปิ ดโอกาสให้นักเรียนในพ้ ืนที่หา่ งไกลได้ เข้าถึงบทเรียนและความรู้ การรวมกลุ่มเพ่ ือแสดงออกและเคล่ ือนไหวทางสังคมและการเมือง การช่วยกัน ตอบปั ญหาและแก้ไขปั ญหา การเผยแพร่และแจ้งเตือนข้อมูลภัยพิบัติ การแลกเปลีย ่ นฐานข้อมูลและองค์

ความรู้ทางวิชาการและการวิจย ั นี่คือตัวอย่างเพียงส่วนหน่ ึงของศักยภาพของอินเทอร์เน็ตในฐานะพ้ ืนที่ และ การส่งเสริมพัฒนาให้อินเทอร์เน็ตสามารถเป็ นพ้ ืนที่ที่สร้างประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ย่อมมีส่วนเปลีย ่ นแปลง สังคมไปในทางที่ดข ี ้ ึน

ขจัดร้าย เม่ ือพ้ ืนที่ออนไลน์มีอิทธิพลต่อชีวิตจริงของสมาชิกในพ้ ืนที่นัน ้ สังคมจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ทจ ี่ ะต้องมีกลไกมา ป้องกัน แก้ไข และควบคุมภัยที่มากับพ้ ืนที่นัน ้ ไม่ต่างกับที่สังคมกายภาพมีกฎหมาย ตำารวจ การรณรงค์

สถาบันครอบครัว และการศึกษาเรียนรู้ เป็ นเคร่ ืองมือจัดการกับปั ญหาและพัฒนา สังคมออนไลน์กต ็ ้องการสิง่ เหล่านัน ้ ซ่ ึงที่ผา่ นมายังขาดแคลนเป็ นอย่างมากเพราะอินเทอร์เน็ตเป็ นพ้ ืนที่ใหม่ที่ ผูก ้ ำาหนดนโยบายยังไม่ เห็นความสำาคัญและไม่คุ้นชิน

ความซับซ้อนของปั ญหาในพ้ ืนที่ออนไลน์เป็ นปั ญหาสำาคัญในกระบวนการแก้ไขปั ญหา เพราะสิ่งที่เกิดข้ ึนบน

10


โลกออนไลน์มค ี วามเปลี่ยนแปลงรวดเร็วต่อเน่ ือง และเกีย ่ วข้องกับตัวแปรต่างๆ จำานวนมากทัง้ทางลึกและ กว้าง ยกตัวอย่างเช่นปั ญหาการหลอกลวงเด็กผ่านการแชททีเ่ ด็กก็มค ี วามต้องการที่จะ ใช้พ้ืนที่ออนไลน์ใน

การหาเพ่ ือนและแสดงออกสิ่งที่พวกเขาทำาไม่ได้ในพ้ ืนที่ จริงเพราะข้อจำากัดทางสังคมและวัฒนธรรม ความ โน้มเอียงทีเ่ ด็กจะออกไปหาเพ่ ือนใหม่และพูดจาอย่างเปิ ดเผยต่อคนแปลกหน้า บนอินเทอร์เน็ตจึงเป็ นเร่ ือง ธรรมดา ดังนัน ้ การแก้ไขปั ญหาที่ตัวเด็กตามความเป็ นจริงของสภาพสังคมจึงสำาคัญไม่น้อย ไปกว่าการใช้

มาตรการทางกฎหมายเล่นงานกับผูก ้ ระทำาผิดซ่ ึงก็คือผู้หลอกลวงเด็ก การคิดอย่างแยกส่วนโดยพิจารณาถึงแง่ มุมต่างๆ ของปั ญหาอย่างครบถ้วนรอบด้าน ต้องมาบรรจบกับการคิดแบบบูรณาการเพ่ ือเช่ ือมโยงทุกๆ แง่มุม เข้ามาเป็ นชิ้นเดียวเพ่ ือออกแบบนโยบายทีใ่ ช้แก้ปัญหาได้จริง

และด้วยการที่ปัญหาบนอินเทอร์เน็ตประกอบจากปั จจัยหลายประการ การแก้ไขจึงต้องใช้ความเชี่ยวชาญ

และสถานะของผู้เกีย ่ วข้องที่หลากหลาย ซ่ ึงก็คือการแบ่งงานกันทำาเพ่ ือให้ได้ประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด นอกจากนัน ้ ผู้ที่เกีย ่ วข้องกับการแก้ปัญหาจะต้องมีจำานวนมากพอเพ่ ือที่จด ั การ กับปั ญหาในระยะต่างๆ ได้

อย่างครบถ้วนรอบด้าน นี่คือแนวทางทีเ่ รียกว่า Massively Distributed Collaboration หรือความร่วมมือ อย่างกระจายตัวกว้างขวาง ซ่ งึ เป็ นแนวทางหลักในการผลักดันการดำาเนินการเพ่ ือ "ขจัดร้าย" บนโลกออนไลน์ ของแผนงาน ICT เพ่ ือสุขภาวะออนไลน์

เว็บเสี่ยง: ปิ ดกัน ้ เว็บสีดำาและจัดระดับความเหมาะสมเว็บยอดนิยม อินเทอร์เน็ต ถือกำาเนิดข้ ึนพร้อมกับความเช่ ือเร่ ืองโลกเสรีทก ี่ ารส่ ือสารไม่ควรถูกปิ ดกัน ้ คนทัว ่ โลกได้รบ ั บท เรียนว่าผูใ้ ช้อำานาจรัฐมักใช้อำานาจของตนเพ่ ือควบคุม ส่ ือสารมวลชนเช่นโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ จน

สามารถนำาไปสูก ่ ารควบคุมครอบงำาคนในสังคมให้คิดและเช่ ือไปในทางเดียวกัน ยอมสยบต่ออำานาจและการถูก กดขี่ และไม่มีแรงที่จะต่อสู้เรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของตนเพราะเข้าไม่ถงึ ข้อมูล ทีค ่ วรรู้ เช่นประเทศเพ่ ือน บ้านเป็ นอย่างไรบ้าง นักการเมืองคนไหนโกงบ้าง ระบอบการปกครองในโลกมีกี่แบบ คนทัว ่ ไปโดยเฉพาะชาว ตะวันตกเช่ ือว่าการไม่ปิดกัน ้ ส่ ือคือหนทางสำาคัญที่นำาไป สู่สังคมที่คนสามารถเข้าถึง "ข้อมูล" เพ่ ือนำามา ประกอบการตัดสินใจด้วยตนเองตามสิทธิและเสรีภาพที่มนุษย์พึงมี

แต่สิทธิและเสรีภาพในการกระทำาสิ่งใดย่อมต้องไม่ไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของ ผู้อ่ืน ความละเลยที่จะ

ควบคุมการใช้สิทธิเสรีภาพทีเ่ กินเลยสามารถนำาไปสู่สังคม อนาธิปไตยแทนที่จะเป็ นประชาธิปไตย แนวคิดนี้ ถูกนำามาใช้กบ ั การจัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตทีไ่ ปละเมิดสิทธิและ เสรีภาพของผู้อ่ืน ไม่วา่ จะเป็ นการเผยแพร่ ภาพอนาจารเด็กที่ละเมิดสิทธิของเด็กทีถ ่ ก ู ถ่ายภาพ หรือการใช้อินเทอร์เน็ตเพ่ ือหลอกลวงเด็ก การปิ ดกัน ้ เน้ ือหาเหล่านีเ้ ป็ นสิ่งที่สังคมโลกโดยรวมให้การยอมรับ

อย่างไรก็ตาม บางครัง้เส้นแบ่งของการละเมิดสิทธิและเสรีภาพก็คลุมเครือ และยังมีสิ่งที่สังคมแต่ละสังคม

ตัง้ข้อจำากัดข้ ึนมาโดยเฉพาะ เช่นกฎหมายและศีลธรรม การปิ ดกัน ้ เน้ ือหาด้วยเหตุผลเหล่านี้มักถูกเสนอโดยผู้ กำาหนดนโยบาย และบ่อยครัง้ก็ทำาให้เกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางว่าเน้ ือหาใดควรถูกปิ ดกัน ้ เช่นการปิ ดกัน ้ เพราะเน้ ือหานัน ้ ละเมิดกฎหมายทีใ่ ช้ในประเทศนัน ้ ๆ แต่ไม่ใช่สิ่งที่สากลยอมรับเช่นการหมิ่นพระบรม

เดชานุภาพ การเผยแพร่ส่ือลามกผู้ใหญ่ หรือการปิ ดกัน ้ เน้ ือหาที่อ่อนไหวต่อความรู้สก ึ ของคนในประเทศ หรือ

11


การปิ ดกัน ้ เพราะไม่ต้องการให้คนในประเทศรูข ้ ้อเท็จจริงที่ส่งผลต่อผล ประโยชน์ของผู้ถอ ื อำานาจรัฐ เช่นกรณี ที่จีนปิ ดกัน ้ การเข้าถึงข้อมูลการประท้วงของนักศึกษาที่จัตรุ ัส เทียนอันเมิน และการกดขีธ ่ ิเบต

ในประเทศไทย ผูก ้ ำาหนดนโยบายยึดมาตรฐานทางกฎหมายและศีลธรรมท้องถ่ ืนที่จด ั ว่าเข้มงวด บางครัง้

การปิ ดกัน ้ เน้ ือหาบนอินเทอร์เน็ตก็ทำาไปโดยขาดการใตร่ตรองถึงผลข้าง เคียงที่ตามมาเป็ นวงกว้าง รวมทัง้ โอกาสในการเข้าถึงข้อมูลด้านดีและภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาประชาคม โลก กรณีการปิ ดกัน ้ เว็บ

YouTube.com ซ่ ึงเป็ นเว็บฝากวิดีโอทีไ่ ด้รบ ั ความนิยมสูงสุดในโลก เพราะมีคนไปฝากคลิปที่มเี น้ ือหาหมิ่น เพราะบรมเดชานุภาพ เป็ นตัวอย่างที่ดข ี องการปิ ดกัน ้ ด้วยเหตุผลท้องถิน ่ โดยไม่คำานึงถึงผลกระทบรอบ ข้าง ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำานวนมากเข้า YouTube ทุกวันเพ่ ือดูวิดโี อศึกษาหาความรู้และข้อมูล สถาบันการศึกษา

หลายแห่งใช้บริการของ YouTube ในการเผยแพร่เน้ ือหาส่ ือการเรียนการสอน ผู้ให้บริการเว็บไซต์จำานวนมาก

ใช้บริการ YouTube เพ่ ือเผยแพร่วิดโี อของตนเอง จนรัฐบาลไทยในขณะนัน ้ (ปี 2550) ถูกส่ ือต่างประเทศมอง ว่าล้าหลังและเป็ นเผด็จการ สิ่งเหล่านี้คือผลที่ผก ู้ ำาหนดนโยบายอาจไม่ได้คาดคิด แต่มันเกิดข้ ึนจริงและสร้าง ความเสียหายไปแล้ว

จุดยืนของแผนงาน ICT ต่อการปิ ดกัน ้ เว็บ คือการสนับสนุนการปิ ดกัน ้ เว็บที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพอย่าง

ชัดเจน โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของเด็กทีย ่ ังไม่มีวิจารณญาณอย่างเต็มที่ ในการเลือกชมเน้ ือหา ดังนัน ้ ประเด็นที่แผนงาน ICT พิจารณาเม่ ือทำางานสนับสนุนการปิ ดกัน ้ เว็บ คือการยึดกลุ่มเป้ าหมายของเว็บ ซ่ งึ ก็คือเด็กเป็ นสำาคัญก่อนจะพิจารณาว่าเน้ ือหานัน ้ ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของ เด็กหรือไม่

ความพยายามแรกในการสนับสนุนการปิ ดกัน ้ เว็บไซต์ "สีดำา" ก็คือการรวบรวมรายช่ ือเว็บที่มีความรุนแรง

ต่อเด็ก เช่น มีภาพลามกเด็ก มีการแนะนำาการฆ่าตัวตายและชักชวนให้ฆา่ ตัวตาย และส่งให้กับหน่วยงานที่

เกีย ่ วข้องกับการปิ ดกัน ้ เว็บไซต์ ซ่ ึงมีตัง้แต่กรมสอบสวนคดีพเิ ศษของตำารวจ (DSI) และกองบังคับการปราบ

ปรามการกระทำาผิดต่อเด็ก เยาวชน และสตรี (ปดส.) ซ่ ึงมีบทบาทในการตรวจจับและส่งฟ้ องผู้กระทำาผิดโดย มีกฎหมายรองรับ สำานักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ซ่ ึงเป็ นผู้ออกใบอนุญาตผู้

ประกอบการอินเทอร์เน็ต และมีสิทธิเ์พิกถอนใบอนุญาตหากผู้ประกอบการทำาผิดเง่ ือนไข เช่น ยอมให้มีการนำา เสนอข้อมูลที่ผิดกฎหมาย และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ ือสาร (กระทรวง ICT) ซ่ ึงมีอำานาจใน การสัง่ปิ ดกัน ้ เว็บไซต์ทัง้เว็บไซต์ในประเทศและการเข้าถึงเว็บ ไซต์ตา่ งประเทศ อย่างไรก็ตาม การสนับสนุน โดยการรวบรวมรายช่ ือไม่ค่อยเกิดผล คือไม่มก ี ารปิ ดกัน ้ จริง มีการวิเคราะห์กันว่าปั ญหาน่าจะเกิดข้ ึนเพราะ

การไม่มเี จ้าภาพในการดำาเนินงาน เฉพาะเร่ ือง จึงไม่มก ี ารติดตามความคืบหน้าของการดำาเนินงานของหน่วย งานต่างๆ ทีเ่ กีย ่ วข้อง รวมถึงการแบ่งงานกันทำาตามความเหมาะสม แนวคิดนี้นำาไปสูก ่ ารที่แผนงาน ICT ได้ ไปสนับสนุนการจัดตัง้คณะกรรมการส่ ือปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซ่ ึงจะกล่าวในบทสุดท้ายของส่วนนี้

แต่การปิ ดกัน ้ เว็บไซต์สีดำาจะเป็ นคำาตอบทัง้หมดของการควบคุมเน้ ือหาที่ไม่ เหมาะสมกับเด็ก เพราะเว็บที่

เหลือจำานวนมากมีเน้ ือหาที่ก้ำาก่ ึง เช่นภาพหลุดของดารา คีย์เวิรด ์ หรือคำาสำาคัญทีย ่ ัว ่ ยุด้านเพศ โฆษณาขาย

สินค้าและหางานแบบรวยทางลัด จนถึงการใช้ภาษาในเน้ ือหาที่ไม่เหมาะสม เว็บยอดนิยมของไทยล้วนมีองค์

ประกอบดังกล่าวไม่ทางใดก็ทางหน่ ึง และผู้เกีย ่ วข้องเช่นพ่อแม่ ครู และนักพัฒนาสังคมด้านเด็กและเยาวชน ก็ต่างเห็นตรงกันว่าเน้ ือหาเหล่านี้ส่งผล ต่อพฤติกรรมและการเติบโตของเด็กอย่างมีนัยสำาคัญ

12


การจัดการกับเน้ ือหาบนเว็บทีห ่ มิ่นแหม่ใช้หลักคิดเดียวกับการจัดการกับ เน้ ือหาในรายการโทรทัศน์ ซ่ งึ ก็

คือการใช้ระบบการจัดระดับความเหมาะสม หรือเรตติง้ (Rating) โดยในรายการโทรทัศน์ส่วนมากจะแบ่ง

ระดับความเหมาะสมตามอายุผู้ชม เช่น PG, 15+ หรือ 18+ เพ่ ือเป็ นแนวทางให้พ่อแม่หรือบุคคลแวดล้อมเด็ก

ให้แนะนำารายการทีเ่ หมาะกับ ลูกหลานได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม การจัดระดับความเหมาะสมบนเว็บยัง ไม่เคยมีการใช้งานอย่างกว้างขวางเหมือนการ จัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์ ดังนัน ้ ในปี 2550 แผนงาน ICT จึงได้สนับสนุนการทดลองจัดระดับความเหมาะสมของเว็บข้ ึน

แนวคิดหลักๆ ของการจัดระดับความเหมาะสมถูกเสนอโดยอาจารย์อิทธิพล ปรีติประสงค์ แห่งสถาบันแห่ง

ชาติเพ่ ือการพัฒนาเด็ก ซ่ ึงเป็ นภาคีรว ่ มงานของสสส. ด้านเด็กและเยาวชน โดยการแบ่งการพิจารณาความ

เหมาะสมของเน้ ือหาเป็ น 3 ส่วน ได้แก่เพศ ภาษา และความรุนแรง จากนัน ้ จึงร่วมมือกับศูนย์อินเทอร์เน็ต สร้างสรรค์และปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ และอาจารย์พูนศักดิ ์ สักกทัตติยกุล ครูโรงเรียนสตรีศรีสุริ

โยทัย ซ่ ึงเป็ นผู้ก่อตัง้เว็บไซต์ ThaiGoodView.com เว็บการศึกษาอันดับต้นของประเทศ เพ่ ือจัดกระบวนการ นำานักเรียนและครู 300 คนมาร่วมจัดระดับความเหมาะสมของเว็บไซต์ โดยเลือกเว็บไซต์ 50 อันดับแรกตาม การจัดลำาดับโดย TrueHits.net ฉายหน้าจอของเว็บ อธิบายข้อมูลเบ้ ืองต้นของเว็บไซต์ และชี้จด ุ น่าสังเกตที่

อาจมีความไม่เหมาะสมด้านเพศ ภาษา หรือความรุนแรงในแต่ละเว็บ จากนัน ้ จึงให้นก ั เรียนและครูที่เข้าร่วม ให้คะแนน 1-10 สำาหรับความเหมาะสมในแต่ละด้าน เม่ ือดำาเนินการครบ 50 เว็บจึงนำาผลลัพธ์มาหาค่าเฉลีย ่

และแปลงคะแนนของทัง้ 3 ส่วนออกเป็ นสัญลักษณ์ขาว เทา และดำา โดยขาวหมายถึงปลอดภัยไม่มีอันตราย ส่วนเทาหมายถึงมีอันตรายบ้าง และดำาคือมีอันตรายมาก

ผลลัพธ์ที่ได้มีความน่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะการทีเ่ ว็บยอดนิยมอันดับ 1-3 ต่างได้รบ ั คะแนนสีเทา

หรือดำาในด้านเพศ และเว็บข่าวอันดับ 1 ได้รบ ั คะแนนสีดำาด้านภาษา ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เยาวชน จะเข้าถึงเน้ ือหาที่เป็ นอันตราย ถึงแม้อาจไม่ใช่อันตรายต่อร่างกายโดยตรง แต่เป็ นภัยที่บัน ่ ทอนการเติบโต

อย่างมีคุณภาพของเยาวชนเพราะการถูกเน้ ือหา ปลูกฝั ง อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการทดลองจัดระดับความ เหมาะสมของเว็บในครัง้นัน ้ ก็ไม่ได้ถก ู ใช้ เพ่ ือแปรเปลีย ่ นให้เป็ นนโยบายทีเ่ กีย ่ วข้องด้วยข้อจำากัดหลาย

ประการ เช่นธรรมชาติของการทดลองที่มีผเู้ ข้าร่วมน้อยและไม่ครอบคลุม ระเบียบวิธีที่ยงั ไม่ชด ั เจนและยังไม่ ได้รบ ั การยอมรับโดยกว้าง และการขาดกำาลังในการผลักดันให้เกิดนโยบายสาธารณะทีถ ่ ูกนำาไปใช้จริง

แชทลวง: นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวของเด็กบนโลกออนไลน์ การหลอกลวงเด็กจากการแชทผ่านห้องแชทและโปรแกรมแชทเช่น MSN เป็ นปั ญหาที่ปรากฏตามข่าวบ่อย ครัง้ข้ ึนเร่ ือยๆ จนมีผู้สนใจและให้ความสำาคัญอย่างกว้างขวาง กรณีที่สะเทือนใจสังคมก็อย่างเช่นสามเณรที่

ล่อลวงหญิงสาวไปข่มขืน โดยการแชทและนำาเสนอว่าตนเองเป็ นชายหนุ่มหน้าตาดีทไี่ ม่ใช่นักบวช และกรณีที่ เด็กถูกหลอกให้ออกมาพบกับคนที่เด็กเข้าใจว่าเป็ นเพ่ ือนอายุเท่า กัน แต่เม่ ือไปตามนัดหมายกลับพบชายหญิง วัยกลางคนที่อ้างว่าเป็ นญาติของเด็กและ ลักพาตัวเหย่ ือไปข่มขืนเป็ นเวลาหลายเดือนก่อนได้รบ ั การช่วยเหลือ ความนิยมของเว็บหาเพ่ ือนและเว็บเครือข่ายสังคม (Social Network) อย่าง Hi5.com เพิม ่ ระดับความ

เสี่ยงของเด็กต่อการถูกหลอกลวง เพราะในการใช้งานเว็บเหล่านัน ้ เด็กมักจะต้องใส่ข้อมูลส่วนตัวของตนเอง

13


เช่น ช่ ือ ภาพถ่าย ที่อยู่ ช่ ือโรงเรียน เบอร์และอีเมลติดต่อ เพ่ ือให้ผใู้ ช้คนอ่ ืนๆ ค้นเจอจึงจะ "หาเพ่ ือน" ได้ การ เปิ ดเผยข้อมูลส่วนตัวดังกล่าวทำาให้มิจฉาชีพสามารถค้นหารายช่ ือเด็กตาม เกณฑ์ที่ตนเองต้องการ เช่น เด็ก

หญิง อายุต่าำ กว่า 18 ปี ผ่านระบบค้นหาของเว็บไซต์เหล่านัน ้ และใช้ข้อมูลส่วนตัวที่เด็กกรอกไว้ติดต่อเข้าถึง ตัวเด็ก และหลอกลวงเด็กออกไปเพ่ ือชิงทรัพย์ ข่มขืน ลักพาตัว เรียกค่าไถ่ หรือฆาตกรรมได้

ทพ.กฤษฎา เรืองอารียร์ ัตน์ รองผูจ ้ ัดการสสส. มีความสนใจปั ญหาการหลอกลวงเด็กผ่านอินเทอร์เน็ตเป็ น

พิเศษ และเม่ ือปี 2549 ได้เสนอให้แผนงาน ICT ลองหาช่องทางสนับสนุนให้เกิดกฎหมายข้ ึนมารองรับปั ญหา นี้ แนวทางที่ทพ.กฤษฎาเสนอ คือการควบคุมผู้ให้บริการเว็บไซต์ ไม่ให้เปิ ดเผยข้อมูลส่วนตัวของเด็กอายุต่ำา กว่า 18 ปี เพ่ ือลดความเสี่ยงที่เด็กจะเปิ ดเผยข้อมูลส่วนตัวโดยสมัครใจแต่รเู้ ท่าไม่ถงึ การ อันนำาไปสู่การถูก หลอกลวงได้

สิ่งแรกที่แผนงาน ICT ทำา คือการศึกษากฎหมายที่เกีย ่ วข้องและมีอยู่แล้ว ซ่ งึ ได้แก่พรบ.คุ้มครองเด็กแห่ง

ชาติ ที่มเี น้ ือความกำาหนดไม่ให้ผู้ใดเปิ ดเผยข้อมูลส่วนตัวของเด็กอันจะทำาให้เด็ก เส่ ือมเสียทางกายและใจ

และมีบทบัญญัตก ิ ำาหนดโทษเอาไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม พรบ.คุม ้ ครองเด็กกินความกว้างและไม่เฉพาะเจาะจง ทำาให้ผู้ใช้กฎหมายต้องตีความเพิ่มเติม ซ่ งึ ในทางปฏิบัติหากไม่มก ี ารแก้ไขเพิ่มเติมก็ยากทีจ ่ ะทำาให้ผู้ใช้ กฎหมาย ดำาเนินการได้ด้วยตนเอง

ช่วงเวลานัน ้ ตรงกับช่วงเวลาที่พรบ.การกระทำาผิดเกีย ่ วกับคอมพิวเตอร์กำาลังถูกร่างและ ผลักดันเข้าสภา

นิติบัญญัติแห่งชาติ แผนงาน ICT และที่ปรึกษาจึงเห็นว่าน่าจะผลักดันให้มก ี ารเพิ่มบทบัญญัติทเี่ กีย ่ วกับการ คุ้มครองข้อมูลส่วนตัวของเด็กในพรบ.คอมพิวเตอร์ด้วยเสียเลย แทนที่จะแก้ไขพรบ.คุม ้ ครองเด็กเพราะจะ เสียเวลาและอาจมีความเกีย ่ วข้องน้อย กว่าพรบ.คอมพิวเตอร์ คุณปรเมศวร์ มินศิริ ผู้ประกอบการ

อินเทอร์เน็ตซ่ ึงเป็ นภาคีสสส. ได้อาสาที่จะผลักดันเร่ ืองนีเ้ ข้าสู่การยกร่างกฎหมายพรบ.คอมพิวเตอร์เพราะ เขา เป็ นหน่ ึงในกรรมการยกร่างด้วย

อย่างไรก็ตาม การผลักดันดังกล่าวไม่เป็ นผล พรบ.คอมพิวเตอร์ปี 2550 ที่ออกมาบังคับใช้ไม่มเี น้ ือหา

เกีย ่ วข้องกับการคุม ้ ครองข้อมูลเด็ก ดังนัน ้ แผนงาน ICT จึงต้องใช้ทางเลือกที่ 2 คือการผลักดันโดยใช้พรบ. คุ้มครองเด็ก ผ่านคณะกรรมการคุม ้ ครองเด็กแห่งชาติ โดยการติดต่อคุณชาญยุทธ โฆศิรินนท์ รองปลัด

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมัน ่ คงของมนุษย์ ซ่ งึ เป็ นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการคุม ้ ครอง เด็กแห่งชาติ เพ่ ือจัดตัง้อนุกรรมการคุม ้ ครองข้อมูลส่วนตัวของเด็กบนระบบเทคโนโลยี สารสนเทศ ให้เป็ น คณะทำางานพิเศษสำาหรับพัฒนานโยบายนีโ้ ดยเฉพาะ กรรมการประกอบด้วยผู้ที่เกีย ่ วข้องกับวงการ

อินเทอร์เน็ต เช่นจากกระทรวง ICT, NECTEC, ผูใ้ ห้บริการอินเทอร์เน็ต, และตำารวจ DSI โดยคุณสุนิตย์และ ผมได้เป็ นกรรมการในอนุกรรมการชุดนี้ และเข้าไปนำาเสนอแนวทาง โดยมีเน้ ือหาให้คณะกรรมการคุม ้ ครอง เด็กแห่งชาติออกประกาศเพ่ ือขยายความการ ใช้พรบ.คุ้มครองเด็กในมาตราทีเ่ กีย ่ วข้อง (มาตรา 27) ให้

ครอบคลุมการเปิ ดเผยข้อมูลเด็กของเว็บไซต์ โดยกำาหนดรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ประเภทของข้อมูลที่หา้ ม เปิ ดเผย

แต่ด้วยเหตุผลทางกฎหมายและความเหมาะสม ทำาให้แนวคิดการออกประกาศนัน ้ ตกไปในที่ประชุม

อนุกรรมการ กลายเป็ นการออก "นโยบาย" ซ่ งึ มีเน้ ือความส่งไปถึงผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามแนวทาง โดย

14


ยึดมาตรา 27 ของพรบ.คุ้มครองเด็กเป็ นกรอบกฎหมาย นอกจากนัน ้ ยังมีการจัดเสวนาระดมความเห็นผู้ เกีย ่ วข้องเพ่ ือพัฒนานโยบายนี้ ให้ได้ผลมากยิง่ ข้ ึน รวมทัง้การส่ ือสารรณรงค์ตามข่าว

แรงกระเพ่ ือมของนโยบายดังกล่าวทำาให้ผู้ประกอบการบางส่วนต่ ืนตัวและปรับปรุง นโยบายและการนำา

เสนอข้อมูลของเว็บไซต์ อย่างไรก็ตาม จุดโหว่สำาคัญในการขับเคล่ ือนครัง้นัน ้ คือการขาดการจัดตัง้ระบบตรวจ สอบและบังคับใช้นโยบายที่ชัดเจน ทำาให้ไม่มีเจ้าภาพในการตรวจสอบการกระทำาผิดและดำาเนินการทาง

กฎหมายอย่าง จริงจัง ซ่ งึ ประเด็นสำาคัญนี้ได้กลายเป็ นภารกิจตกค้างที่แผนงาน ICT ได้พยายามขับเคล่ ือนต่อ ในเวลาต่อมา

อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ : ชุดกฎหมายเพ่ ือจัดระเบียบร้านอินเทอร์เน็ต ความนิยมการใช้งานอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ของเด็กเกิดจากหลายปั จจัยร่วมกัน ไม่วา่ จะเป็ นแรงดึงดูดของร้าน

อินเทอร์เน็ตที่เป็ นร้านเกมในตัว แรงดึงดูดของเพ่ ือนที่ใช้ร้านอินเทอร์เน็ตเป็ นที่พบปะสังสรรรูปแบบหน่ ึง ไป จนถึงภาวะเศรษฐกิจและค่านิยมทางเศรษฐกิจของครอบครัวไทยส่วนมากที่มีความ ยากลำาบากในการหาซ้ ือ คอมพิวเตอร์และติดตัง้อินเทอร์เน็ตในบ้าน ลูกจึงต้อง "เช่า" บริการคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตจากร้าน อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ แทน

จะเห็นว่าความพิเศษของร้านอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย คือการที่ผใู้ ช้ส่วนมากเป็ นเด็กและเยาวชน และ

ร้านมักเปิ ดเป็ นร้านเกมไปในตัว ไม่เหมือนอีกหลายๆ ประเทศทีร่ า้ นอินเทอร์เน็ตมีไว้เพ่ ือรองรับนักเดินทาง

หรือผู้อาศัยชัว ่ คราว ที่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเพ่ ือหาข้อมูลหรือติดต่อส่ ือสาร ถ้าจะกล่าวว่าร้านอินเทอร์เน็ตใน ประเทศไทยเป็ นสถานที่ชุมนุมเพ่ ือประกอบ กิจกรรมของวัยรุ่นก็คงไม่ผด ิ นัก

ปั ญหาทีเ่ กิดตามมาย่อมไม่ยากทีจ ่ ะคาดเดา เริ่มต้นที่เด็กใช้รา้ นอินเทอร์เน็ตเพ่ ือเข้าถึงส่ ือที่เป็ นปั ญหา ไม่

ว่าจะเป็ นภาพลามก เกมรุนแรง ไปจนถึงปั ญหาเชิงสังคมเช่นการติดเกม ขโมยเงินพ่อแม่ไปเล่นเกม หนีออก

จากบ้าน และที่เพิ่งเป็ นข่าวครึกโครมคือปั ญหาทางกายภาพเช่นการถูกข่มขืนและทำาร้าย ภายในร้าน กรณีเด็ก ผู้ชายผูกข่มขืนภายในห้องน้ำาของร้าน และรับเงิน 20 บาทจากคนร้ายและกลับมาเล่นเกมต่อโดยใช้เงิน 20

บาทนัน ้ สร้างความสะเทือนใจและแสดงให้เห็นความรุนแรงซับซ้อนของปั ญหาที่ต้องมีการ เยียวยาโดยด่วน ปั ญหาเหล่านีถ ้ ก ู อภิปรายอย่างกว้างขวางในวงความร่วมมือด้านส่ ือและเด็ก คุณลัดดาแห่งกระทรวง

วัฒนธรรม และอาจารย์อิทธิพลแห่งสถาบันแห่งชาติเพ่ ือการพัฒนาเด็ก เสนอให้มีการผลักดันมาตรการทาง กฎหมายเพ่ ือกำาหนดมาตรฐานของร้านอินเทอร์เน็ต และเน้ ือหาของเกมทัง้ออฟไลน์และออนไลน์ที่เด็กมักจะ

เล่นในอินเทอร์เน็ต โดยปรับปรุงเพิ่มเติมจากกฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่นพรบ.ภาพยนต์และวิดีทัศน์ พรบ.การก ระทำาผิดเกีย ่ วกับคอมพิวเตอร์ นอกจากนัน ้ ยังมีการเสนอให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือของผู้ประกอบการร้าน อินเทอร์เน็ตประมาณ 500 แห่งที่ยินดีปฏิบัตต ิ ามมาตรฐานร่วมกันอย่างสมัครใจ (Self-regulation) เช่น

มาตรฐานสภาพแวดล้อมภายในร้าน การกำาหนดเวลาและข้อบังคับการใช้งานสำาหรับเด็ก มาตรฐานการติดตัง้ ์ ี่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ โปรแกรมเพ่ ือปิ ดป้ องการเข้าถึงเว็บไม่เหมาะสม และการใช้ซอฟท์แวร์ถก ู ลิขสิทธิท ผลิตเช่น Microsoft เป็ นกรณีพิเศษ การดำาเนินงานเหล่านี้ได้พัฒนากลายเป็ นโครงการเครือข่ายร้าน

อินเทอร์เน็ต ปลอดภัยและสร้างสรรค์ (oknet.in.th) ทีไ่ ด้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากหน่วยงาน

15


ราชการเช่นกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงมหาดไทย

คณะกรรมการส่ ือปลอดภัยและสร้างสรรค์: กลไกการสร้างความร่วมมือระดับหน่วยงานเพ่ อ ื อินเทอร์เน็ตสร้างสรรค์และปลอดภัย

การพัฒนาสนับสนุนสภาพแวดล้อมอินเทอร์เน็ตปลอดภัยและสร้างสรรค์มีธรรมชาติไม่ ต่างกับการแก้ปัญหา

และพัฒนาสังคมด้านอ่ ืนเช่นส่ ือ สิ่งแวดล้อม หรือการเมือง ที่ต้องใช้ความร่วมมืออย่างกว้างขวางทัง้ทางกว้าง และลึก และต้องมีเจ้าภาพทีเ่ ป็ นจุดศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือและตัดสินใจใน ประเด็นยุทธศาสตร์ ที่สำาคัญเพ่ ือให้การดำาเนินงานมีเอกภาพและบรรลุ วัตถุประสงค์รว ่ มกันอย่างได้ผล

การรัฐประหารเม่ ือปี 2549 ส่งผลสำาคัญบางอย่างต่อการดำาเนินงานของแผนงาน ICT นัน ่ คือการทีค ่ ุณ

ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ได้ดำารงตำาแหน่งเป็ นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมัน ่ คงของมนุษย์ คุณไพบูลย์เป็ นหน่ ึงในบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับสสส. และได้รบ ั ความยอมรับ

นับถือจากภาคีสสส. อย่างกว้างขวาง การดำารงตำาแหน่งทางการเมืองของคุณไพบูลย์จึงเป็ นโอกาสที่สสส. จะมี ช่องทางพิเศษในการผลักดันนโยบายสาธารณะ

ช่องทางดังกล่าวคือคณะกรรมการส่ ือปลอดภัยและสร้างสรรค์ที่ แผนงาน ICT มีส่วนในการผลักดันให้เกิด

การก่อตัง้เพ่ ือเป็ นเจ้าภาพและจุดเช่ ือมโยงภาคี ทีด ่ ำาเนินนโยบายสาธารณะด้านส่ ือสร้างสรรค์และปลอดภัย

โดยได้คุณไพบูลย์เป็ น ประธาน คณะกรรมการส่ ือปลอดภัยและสร้างสรรค์คือคำาตอบต่อปั ญหาของการดำาเนิน

16


งาน 1 ปี แรกของแผนงาน ICT ที่ประสบปั ญหาการขาดเจ้าภาพที่มค ี วามน่าเช่ ือถือและมีสถานะที่จะเป็ นขุด ศูนย์กลางในการสัง่การและติดตามความคืบหน้าของการดำาเนินงาน โดยโครงสร้างของคณะกรรมการฯ

ประกอบด้วยผู้แทนและบุคคลที่เกีย ่ วข้องและมีประสบการณ์ในการทำางาน เช่นกระทรวงวัฒนธรรมโดยคุณ ลัดดา ตัง้สุภาชัย ทีด ่ ำารงตำาแหน่งเป็ นเลขานุการร่วมกับคุณสุนิตย์จากแผนงาน ICT, กระทรวงศึกษาธิการ,

กระทรวง ICT, สำานักงานคณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.), NECTEC, สำานักงานตำารวจแห่งชาติ, คณะกรรมการคุม ้ ครองเด็กแห่งชาติ, ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และตัวแทนเจ้าของกิจการเว็บไซต์ คณะ

กรรมการเหล่านี้จะประชุมหารือกันเป็ นระยะเพ่ ือกำาหนดยุทธศาสตร์การ ส่งเสริมพัฒนาส่ ือปลอดภัยและ สร้างสรรค์ และแบ่งการดำาเนินงานออกเป็ น 5 ด้าน ได้แก่ส่ือปลอดภัย ส่ ือสร้างสรรค์ การสร้างภูมค ิ ุ้มกัน กฎหมาย และการจัดตัง้สำานักงานคณะกรรมการส่ ือปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้เป็ นกลไกถาวร

ในทางปฏิบัติ งานหลายอย่างที่ทำาในนามของคณะกรรมการส่ ือปลอดภัยและสร้างสรรค์นัน ้ เป็ นงาน ที่แผน

งาน ICT พยายามผลักดันอยู่แล้ว แต่ติดปั ญหาต่างๆ เช่นความยากลำาบากในการสร้างความร่วมมือระดับ นโยบายข้ามหน่วยงาน ยกตัวอย่างเช่นการปิ ดป้ องเว็บไซต์ไม่เหมาะสมที่แผนงานเคยพยายามสนับสนุน

ข้อมูลให้ตำารวจและกระทรวง ICT แต่ไม่ได้ผล จึงใช้พ้ืนที่ของคณะกรรมการส่ ือปลอดภัยและสร้างสรรค์ใน

การผลักดันเร่ ืองนี้ อีกครัง้ และได้รับความร่วมมือดีข้ึนเพราะการดำาเนินงานนัน ้ มีเจ้าภาพที่เป็ นกรรมการ และ โครงสร้างระดับหน่วยงานที่มีความน่าเช่ ือถือรองรับชัดเจน

ตัวอย่างงานที่ผลักดันผ่านคณะกรรมการส่ ือปลอดภัยและสร้างสรรค์มีตัง้แต่การ กวาดล้างส่ ือลามกรูปแบบ

ต่างๆ ทัง้หนังสือ นิตยสาร วีซีดี และเว็บไซต์โดยสำานักงานตำารวจแห่งชาติ การผลักดันการจัดระดับความ

เหมาะสมของรายการโทรทัศน์ที่ปรากฏในรูปแบบทีเ่ ห็น ในปั จจุบัน การจัดระเบียบร้านเกมและอินเทอร์เน็ต คาเฟ่ การพัฒนานโยบายคุม ้ ครองข้อมูลส่วนตัวของเด็กบนโลกออนไลน์ เป็ นต้น

แนวทางการทำางานของคณะกรรมการส่ ือปลอดภัยและสร้างสรรค์มีหลายระดับ ระดับแรงคือระดับการ

ประเมินสถานการณ์และออกแบบนโยบาย ซ่ งึ ได้มาจากการประชุมของอนุกรรมการแต่ละฝ่ าย จากนัน ้ คือ

ระดับปฏิบัตก ิ าร คือการแจกจ่ายงานไปยังภาคีทเี่ กีย ่ วข้องเพ่ ือให้ภาคีนัน ้ รับผิดชอบดำาเนิน นโยบายนัน ้ และ ในขณะเดียวกันก็มก ี ารดำาเนินงานระดับสนับสนุน ทัง้การสนับสนุนทางการเงินและทรัพยากรที่มาจากทัง้สสส. และงบประมาณที่หน่วยงานต่างๆ มีอยู่แล้ว และการสนับสนุนด้านกฎหมาย ซ่ งึ ก็คือการผลักดันกฎหมายที่ เกีย ่ วข้องกับการดำาเนินงานให้ครอบคลุมประเด็น ที่ต้องการ เช่นพรบ. วัตถุยัว ่ ยุพฤติกรรมอันตรายที่มีการ กำาหนดเน้ ือหาของส่ ือที่ห้ามครอบครอง เช่น ภาพลามกเด็ก การฆ่าตัวตาย ร่างพรบ. ฉบับนี้ถก ู นำาเข้าคณะ

กรรมการกฤษฎีกาแต่ไม่ผา่ นออกมาเป็ นกฎหมาย คณะกรรมการส่ ือปลอดภัยและสร้างสรรค์จึงผลักดันพรบ. ฉบับนีก ้ ลับเข้าคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครัง้ นอกจากนัน ้ ยังมีพรบ. ภาพยนต์และวิดีทัศน์ทก ี่ ำาหนดเง่ ือนไข ในการฉายภาพยนต์และผลิตและนำาเข้าเกม เพ่ ือออกเผยแพร่ คณะกรรมการส่ ือปลอดภัยและสร้างสรรค์มี บทบาทในการผลักดันให้มก ี ารกำาหนด รายละเอียดเพิ่มเติมในพรบ. ฉบับนี้ ในรูปแบบกฎกระทรวง เพ่ ือ

กำาหนดหลักเกณฑ์การฉายภาพยนต์และเน้ ือหาของเกมเพ่ ือเป็ นมาตรฐานในการ บังคับใช้ตามพรบ. การ สนับสนุนและผลักดันด้านกฎหมายเหล่านีก ้ ลายเป็ นบทบาทหลักของคณะกรรมการ ส่ ือปลอดภัยและ สร้างสรรค์

17


ความท้าทายสำาคัญของพ้ ืนที่ทางนโยบายและการเช่ ือมประสานการดำาเนินงานพัฒนา สังคมแบบข้ามหน่วย

งานอย่างคณะกรรมการส่ ือปลอดภัยและสร้างสรรค์ คือการทำาให้พ้ืนที่นี้สามารถดำาเนินงานอยู่ได้อย่างยัง่ยืน

ความยัง่ยืนนี้หมายรวมทัง้ความยัง่ยืนทางสถานะ เช่น การมีกฎหมายหรือระเบียบทางราชการบังคับให้ต้องมี โครงสร้างนี้ในสังคม และความยัง่ยืนทางทรัพยากรซ่ ึงก็คือการสนับสนุนทางการเงินและความร่วมมือจาก

บุคลากรในเครือข่าย นอกจากนัน ้ การดำารงอยูข ่ องคณะกรรมการลักษณะนี้จะต้องมีความเป็ นกลางและเป็ น อิสระจากภาค การเมืองและอิทธิพลอ่ ืนๆ การจัดตัง้สสส. เม่ ือปี 2544 เป็ นความสำาเร็จในการสร้างพ้ ืนที่ดงั

กล่าวที่มีคุณสมบัติเข้าใกล้สิ่งที่ กล่าวมา เพราะสสส. มีพระราชบัญญัตก ิ ารจัดตัง้สำานักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพรองรับ และมีรายได้จากส่วนแบ่งภาษีบาปเป็ นประจำาตามทีก ่ ำาหนดในพรบ. อีกทัง้ยัง สามารถเติบโตเป็ นศูนย์กลางการเช่ ือมประสานองค์กรพัฒนาสังคมที่น่า เช่ ือถือ

คณะกรรมการส่ ือปลอดภัยและสร้างสรรค์กเ็ ช่นกันที่ จะต้องพัฒนาไปสูก ่ ารเป็ นพ้ ืนทีก ่ ลางเพ่ ือการเช่ ือมโยง

ยุทธศาสตร์และการ ดำาเนินงานของภาคีดา้ นส่ ือ ซ่ งึ ในทางกฎหมาย คณะกรรมการฯ ได้พยายามผลักดันให้

รัฐบาลออกระเบียบสำานักรัฐมนตรีเพ่ ือจัดตัง้คณะกรรมการ ส่ ือปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้เป็ นกลไกถาวร โดย กำาหนดบุคลากรทีจ ่ ะดำารงตำาแหน่งตามช่ ือตำาแหน่งเพ่ ือให้การดำาเนินงานมีความ ยัง่ยืนและต่อเน่ ือง อย่างไร

ก็ตาม ความยัง่ยืนทางทรัพยากรยังเป็ นโจทย์ที่คณะกรรมการส่ ือปลอดภัยและสร้างสรรค์ ต้องหาทางออกต่อ ไป เพราะการพ่ ึงพาเงินสนับสนุนจากสสส. เป็ นหลักในระยะยาวนัน ้ ขัดกับแนวทางการดำาเนินงานของสสส. ที่

เน้นการให้การสนับสนุนเพ่ ือเป็ นทุนประเดิมระยะสัน ้ ถึงระยะกลางในการ ก่อตัง้องค์กรหรือเครือข่ายที่มก ี ำาลัง ในการระดมทุนด้วยตนเองได้

ขยายดี เว็บยุคใหม่มาพร้อมกับโอกาสที่ผใู้ ช้สามารถใช้งานเพ่ ือประโยชน์นานัปการอย่าง สร้างสรรค์ อินเทอร์เน็ตไม่ได้ เป็ นเพียงแค่แหล่งสืบค้นข้อมูลหรือรับส่งอีเมลอีกต่อไป แต่ยังเป็ นเหมือนสนามหรือพ้ ืนที่ในการเช่ ือมโยงคนที่ มีความสนใจใคร่รใู้ น เร่ ืองเร่ ืองเดียวกัน มีปัญหาร่วมกัน หรือมีเป้ าหมายใดๆ ร่วมกัน เว็บไม่ได้เป็ นสิ่งมี

ประโยชน์ในตัวมันเองแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังเป็ นเคร่ ืองมืออำานวยความสะดวกให้ผู้คนทำากิจกรรม ร่วมกันเพ่ ือตอบสนอง ความต้องการต่างๆ

แนวคิดเว็บในฐานะพ้ ืนที่เป็ นแนวคิดทีค ่ ่อนข้างใหม่เพราะถือกำาเนิดข้ ึนพร้อมๆ กับการเริ่มต้นของเว็บยุค

ใหม่ทเี่ รียกว่าเว็บ 2.0 เม่ ือปี 2004 เป็ นต้นมา จึงเป็ นเร่ ืองธรรมดาทีค ่ นส่วนมากรวมทัง้ผูก ้ ำาหนดนโยบาย

ระดับชาติทัง้ด้าน เทคโนโลยีและสังคมจะยังนึกถึงเว็บในฐานะแหล่งข้อมูล ภาพลักษณ์ของโลกออนไลน์ถก ู แบ่งออกเป็ น 2 ด้าน คือด้านมืด ซ่ ึงได้แก่ภาพลามก การหลอกลวง และด้านสว่าง ซ่ ึงได้แก่การเป็ นแหล่ง ค้นหาข้อมูล ทำาธุรกิจ และติดต่อส่ ือสาร

ความท้าทายของสังคมซ่ ึงแผนงาน ICT ต้องการมีส่วนเริ่มต้นจัดการ ก็คอ ื การเริ่มมองเว็บว่าเป็ นพ้ ืนที่ที่คน

จำานวนมากข้ ึนเร่ ือยๆ มีส่วนร่วมในชีวิตประจำาวัน และสามารถใช้งานพ้ ืนที่เหล่านัน ้ ได้อย่างสร้างสรรค์ เคร่ ือง มือต่างๆ ในโลกออนไลน์ในปั จจุบันมีความก้าวหน้าและหลากหลายเพียงพอต่อการประยุกต์ ใช้งานเพ่ ือ

ประโยชน์ต่างๆ แต่ยังมีคนเพียงจำานวนน้อยเท่านัน ้ ที่ใช้งานเคร่ ืองมือเหล่านัน ้ อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ ยก

18


ตัวอย่างเช่นระบบจัดการเน้ ือหา หรือ Content Management System (CMS) ซ่ ึงเป็ นซอฟท์แวร์ที่ผใู้ ช้

สามารถดาวน์โหลด ติดตัง้ และปรับแต่งเพ่ ือทำาเว็บหรือระบบคลังข้อมูลตัง้แต่ระดับส่วนตัวไปจนถึงองค์กร ได้ โดยไม่ต้องใช้ความรูด ้ ้านการเขียนโปรแกรมโดยใช้ระยะเวลาอันสัน ้ หรือการใช้เคร่ ืองมือส่ ือสารเช่นบริการ เครือข่ายสังคมอย่าง Facebook หรือบริการบนเว็บสำาเร็จรูปอย่าง Ning เพ่ ือสร้างพ้ ืนที่ในการแลกเปลีย ่ น

ส่ ือสารกันในกลุ่ม สิ่งเหล่านี้เดิมทีต้องใช้เงินและความเชี่ยวชาญพิเศษในการพัฒนาและนำามาใช้ แต่ปัจจุบัน สามารถทำาได้โดยแทบไม่มค ี ่าใช้จา่ ยและอาศัยการเรียนรูเ้ พียงน้อย นิด เคร่ ืองมือเหล่านี้สามารถนำามา

ประยุกต์ใช้เพ่ ือประโยชน์ของสังคมกลุ่มต่างๆ เพ่ ือให้คนแต่ละกลุ่มสามารถแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ร่วมกันตัดสิน ใจ แก้ปัญหา และต่อยอดความคิดความรูไ้ ด้โดยใช้เว็บเป็ นเคร่ ืองมือ

จะเห็นว่าท้ายที่สุด เป้ าหมายทีส ่ ำาคัญคือการใช้เว็บเป็ นเคร่ ืองมือในการสร้างเครือข่ายสังคมที่ เข้มแข็ง พลัง

ของการรวมกลุ่มโดยมีช่องทางในการส่ ือสารและประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสมเป็ น หนทางนำาไปสูก ่ ารปฏิบัติที่ส่ง

ผลต่อสังคมในวงกว้าง ตัง้แต่การรวมกลุ่มทางการเมืองเพ่ ือร่วมลงช่ ือเรียกร้องผ่านเว็บ ไปจนถึงการรวมกลุ่ม

ศิลปิ นเพ่ ือแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน ทีน ่ ำาไปสู่ความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่ สิ่งเหล่านี้ คือแนวโน้มที่สังคมโลกกำาลังก้าวเข้าไปหา และสังคมไทยก็สามารถร่วมขบวนโดยมีการสนับสนุนอย่างเหมาะ สม

คลังความรู้แห่งชาติ ช่วงวัยรุน ่ ผมใช้เวลามากมายไปกับการอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ของ Isaac Asimov ในหนังสือชุด Foundation หรือ "สถาบันสถาปนา" ของเขา เริม ่ ต้นเร่ ืองในเวลาอีก 20,000 ปี ในอนาคต มนุษย์กระจายตัวไปครอบครอง ์ ำาลังล่มสลาย Hari Seldon นัก ดวงดาวในกาแลกซี่ทางช้างเผือก แต่ระบอบการปกครองแบบจักรวรรดิก คณิตศาสตร์ไร้ช่ือเสียง คิดค้นวิชา Psychohistory ที่เป็ นการใช้คณิตศาสตร์มาทำานายอนาคตอย่างเป็ น

วิทยาศาสตร์ เขาต้องการใช้ Psychohistory ช่วยมนุษยชาติให้พ้นหุบเหวของอนารยธรรมและความวุ่นวาย สิ่งแรกที่เขาทำา คือการไปก่อตัง้สำานักงานผลิตสารานุกรม Encyclopedia Galactica ที่ดวงดาวสุดขอบกาแลก ซี่ เพ่ ือรักษาความรูท ้ ัง้มวลของมนุษยชาติเอาไว้ รอให้มนุษย์ในยุคหน้าได้มาศึกษาเพ่ ือฟ้ ืนฟูอารยรรมและ ความรู้ที่สูญหายไปใน ช่วงแห่งความวุ่นวาย

การทำาคลังความรูแ ้ ห่งชาติหรือสารานุกรมเป็ นความจำาเป็ นที่สังคมทีพ ่ ัฒนาแล้ว ล้วนให้ความสนใจและ

พยายามทำา คลังความรู้มีประโยชน์โดยพ้ ืนฐานคือเป็ นแหล่งข้อมูลเบ้ ืองต้นของเร่ ืองทีค ่ น จำานวนมากควรรู้ หรือก็คือสารบัญประเด็นที่ควรรู้ และมีเน้ ือหาทีค ่ รอบคลุมแง่มุมต่างๆ ของเร่ ืองนัน ้ ๆ คร่าวๆ ถ้าผู้อ่านสนใจ ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถหาข้อมูลต่อด้วยตนเองอย่างมี ทิศทางเพราะเน้ ือหาในเร่ ืองนัน ้ ๆ จะ

ครอบคลุมประเด็นสำาคัญไว้หมดแล้ว นักคิดบางคนอย่าง Isaac Asimov ยังคิดถึงคลังความรู้วา่ เป็ นหนทางใน การรักษาภูมิปัญญาของมนุษย์เอาไว้ในยาม ที่สังคมเกิดภัยหรือสงครามจนอารยธรรมเส่ ือมถอย คนรุน ่ หลัง อย่างน้อยก็จะมีสารานุกรมเอาไว้อ้างอิงและกอบกูอ ้ งค์ความรูเ้ หล่า นัน ้ ข้ ึนมาใหม่

คลังความรูบ ้ นอินเทอร์เน็ตทีไ่ ด้รับความนิยมและเป็ นที่รจ ู้ ก ั กันมากที่สุด แห่งหน่ ึงคือ Wikipedia ซ่ ึงเป็ น

สารานุกรมฟรีทเี่ ปิ ดให้คนทัว ่ ไปสามารถแก้ไขและเขียนบทความได้ Wikipedia มีเน้ ือหาหลายภาษา รวมทัง้

19


ภาษาไทยด้วย แต่ด้วยอุปสรรคหลากหลายและซับซ้อนทำาให้เน้ ือหาใน Wikipedia ภาษาไทยยังมีไม่มาก จนถึงจุดที่จะเป็ นแหล่งอ้างอิงระดับคลังความรูแ ้ ห่งชาติ ได้

ความจำาเป็ นในการสร้างคลังความรูเ้ พ่ ือเป็ นแหล่งเรียนรู้และอ้างอิงทำาให้เกิดโครงการปั ญญาไทย

(PanyaThai.or.th) ที่มุ่งรวบรวมเน้ ือหาจากแหล่งต่างๆ ให้กลายเป็ นสารบัญความรูพ ้ ร้อมเน้ ือหาขนาดใหญ่ โครงการนี้ได้รบ ั เกียรติจากนพ.เกษม วัฒนชัย องค์มนตรีที่มีความสนใจด้านการเรียนรู้ของเด็กเป็ นประธานที่ ปรึกษา และดร.ครรชิต มาลัยวงศ์ ราชบัณฑิตสาขาคอมพิวเตอร์เป็ นผู้รับผิดชอบโครงการ ส่วนผู้ปฏิบัตก ิ าร

ได้แก่สมาคมผูด ้ ูแลเว็บไทยโดยคุณปรเมศวร์ มินศิริ เป้ าหมายของโครงการคือได้เน้ ือหา 80,000 เร่ ืองภายใน

1 ปี และจะนำาถวายเน้ ือหาทัง้หมดแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห ่ ัวเม่ ือได้เน้ ือหา ครบถ้วนทัง้ปริมาณและ คุณภาพตามเป้าหมาย

การดำาเนินงานเริ่มต้นด้วยการหารือโดยเชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้าน การพัฒนาคลังความรู้ หน่ ึง

ในนัน ้ คือคุณอิสริยะ ไพรีพา่ ยฤทธิ ์ อดีตผู้ดูแลระบบ Wikipedia ภาษาไทย คุณอิสริยะภายหลังได้เข้าทำางานที่

บริษัทอินเทอร์เน็ตประเทศไทย (INET) ร่วมผลักดันโครงการระบบเตือนภัยพิบัติ OpenCARE และเป็ นภาคี สำาคัญของแผนงาน ICT ทีน ่ ำาไปสูก ่ ารรวมกลุ่มนักเทคโนโลยีทใี่ ส่ใจสังคมหรือกลุ่ม YouFest ในเวลาต่อมา นอกจากประเด็นด้านเทคนิคและรูปแบบการนำาเสนอที่ไม่เป็ นอุปสรรคมากนัก คำาถามที่สำาคัญเม่ ือเริ่ม

โครงการคือหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกและจำาแนกเน้ ือหา นพ.เกษมได้นำาเสนอแนวคิดจากพระราชดำารัสของ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห ่ ัวที่ว่า "เด็กควรได้เรียนความรู้ ควรได้เรียนความดี และควรได้เรียนวิธท ี ำางานได้" ให้เป็ นแนวทางการคัดเลือกเน้ ือหา ดังนัน ้ เน้ ือหาที่จะนำาเข้าสูร่ ะบบจึงมี 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือความรูท ้ ี่เป็ นด้านดี และแนวทางการประกอบอาชีพ

การดำาเนินโครงการมีปัญหาความล่าช้าด้วยเหตุผลหลายประการ สาเหตุหลักคือปั ญหาภายในของสมาคมผู้

20


ดูแลเว็บไทยซ่ ึงเป็ นผู้ดำาเนินการ และคุณภาพเน้ ือหาที่ได้กย ็ งั มีข้อบกพร่อง ซ่ งึ อาจเป็ นเพราะแนวทางการ สร้างเน้ ือหาของทีมทำางานที่คุ้นเคยกับเน้ ือหาเชิง บันเทิงมากกว่าเน้ ือหาวิชาการ

หลังจากการปรับโครงการและการหารือ แนวทางทีเ่ ป็ นทางออกคือการพัฒนาคลังความรู้ที่แยกเป็ นประเด็น

เช่น การศึกษา หรือแยกเป็ นประเภท เช่นฐานข้อมูล และใช้กลุ่มผูด ้ ำาเนินงานที่มีความถนัดและมี

ประสบการณ์ในด้านนัน ้ ๆ อย่างแท้จริง แนวคิดใหม่นี้เป็ นต้นกำาเนิดของโครงการคลังส่ ือการเรียนรู้ระดับ

โรงเรียน Sema.go.th การสนับสนุนเว็บไซต์ส่ือการเรียนรู้ ThaiGoodView.com และการพัฒนาฐานข้อมูล เปิ ด OpenBase.in.th

คลังความรู้มาตรฐานระดับโรงเรียน Sema.go.th เป็ นเว็บคลังส่ ือการเรียนรูร้ ะดับโรงเรียนทีเ่ ป็ นส่วนหน่ ึงของโครงการ อินเทอร์เน็ตสร้างสรรค์และ ปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ โครงการนี้มีจด ุ เริ่มต้นที่แนวคิดว่าการสนับสนุนการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่าง

สร้างสรรค์สำาหรับนักเรียน น่าจะต้องทำาแบบบนลงล่าง ซ่ ึงก็คือการสนับสนุนที่กระทรวงศึกษาธิการที่มีอำานาจ สัง่การไปยังโรงเรียน และนักเรียนทัว ่ ประเทศ ซ่ งึ หากทำาสำาเร็จจะใช้เวลาและทรัพยากรน้อยกว่าการทำางาน แบบล่างข้ ึนบนเช่นการ อบรมพ่อแม่และครูแบบมูลนิธิ ที่ต้องอบรมคนจำานวนมากและมีระบบติดตาม สนับสนุนอย่างต่อเน่ ืองถึงจะเห็นผล

การผลักดันโครงการอินเทอร์เน็ตสร้างสรรค์และปลอดภัยเริ่มต้นตัง้แต่กลางปี 2549 แต่การรัฐประหารก็

ทำาให้ทก ุ อย่างหยุดชะงักลง จนเม่ ือเหตุการณ์สงบและกระทรวงศึกษามีความพร้อมในการทำางานอีกครัง้ คุณสุ นิตย์ผู้จด ั การแผนงาน ICT จึงเข้าไปปรึกษาดร.จรวยพร ธรนินทร์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซ่ ึงดร.จรวยพร

ได้เสนอโครงสร้างการทำางานให้เป็ นหน่วยงานอิสระภายในกระทรวง และเสนอตัวผู้รับผิดชอบโครงการคือคุณ ณรงค์ ลมลอย ซ่ งึ เป็ นข้าราชการในกระทรวง และมีดร.กมล คล้าย ที่ปรึกษากระทรวงด้านเทคโนโลยี สารสนเทศเป็ นที่ปรึกษาโครงการ

คุณณรงค์ได้ตัง้ทีมทำางานอย่างรวดเร็ว ซ่ งึ ประกอบด้วยทัง้ข้าราชการประจำาและเจ้าหน้าที่จากภายนอก

และได้ขอสถานทีภ ่ ายในกระทรวงศึกษาธิการมาเป็ นที่ตัง้หน่วยงานใหม่ที่ช่ือว่า ศูนย์อินเทอร์เน็ตสร้างสรรค์ และปลอดภัยเพ่ ือเป็ นหน่วยงานรับผิดชอบโครงการ นี้

โครงการอินเทอร์เน็ตสร้างสรรค์และปลอดภัยมีเป้ าหมายเป็ นมาตรการ 5 ประการ คือการสนับสนุนการใช้

งานอินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์สำาหรับนักเรียน การมีมาตรการป้ องกันการเข้าถึงเน้ ือหาไม่เหมาะสมจากใน โรงเรียน การให้ความรูแ ้ ละอบรมครูผู้ปกครองถึงภัยจากอินเทอร์เน็ต การพัฒนาหลักสูตรเสริมทักษะ

คอมพิวเตอร์ให้ครอบคลุมเน้ ือหาการใช้ อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ และการผลักดันให้

มาตรการเหล่านี้เป็ นส่วนหน่ ึงของมาตรฐานการประกันคุณภาพ สถานศึกษาเพ่ ือให้มาตรการถูกนำาไปใช้อย่าง ยัง่ยืนเป็ นส่วนหน่ ึงของระบบการศึกษา

มาตรการหลายข้อจะถูกกล่าวถึงในส่วนต่างๆ ของหนังสือเล่มนี้ ส่วนในที่นี้จะกล่าวถึงมาตรการแรก ซ่ ึงก็

คือการสนับสนุนการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์โดยการพัฒนาและ เผยแพร่เว็บรวมส่ ือการเรียนการสอน

Sema.go.th นัน ่ เอง

21


แนวคิดของเว็บ Sema.go.th เริ่มจาก OpenCourseWare ของมหาวิทยาลัย MIT (ocw.mit.edu) ที่เป็ น

คลังส่ ือการเรียนการสอนวิชาต่างๆ ทีเ่ ปิ ดสอนใน MIT ทีไ่ ด้เผยแพร่บนเว็บอย่างเสรี นัน ่ หมายถึงใครก็ได้ใน โลกสามารถเข้าถึงเน้ ือหาที่มีการเรียนการสอนใน MIT ได้โดยไม่ต้องเข้าไปเรียนจริงๆ OpenCourseWare

เป็ นแนวคิดที่ MIT พยายามเผยแพร่ โดยถึงกับผลิตซอฟท์แวร์ระบบ OpenCourseWare และให้คำาปรึกษา แก่สถาบันการศึกษาทัว ่ โลกในการติดตัง้และจัดกระบวนการผลิตและ เผยแพร่เน้ ือหาในระบบ

OpenCourseWare ซ่ งึ ในไทยก็มีจฬ ุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ใช้ระบบ OpenCourseWare ของ MIT ในการ เผยแพร่ส่ือการเรียนการสอนของตน

จากแนวคิดได้นำาไปสู่การพัฒนาเว็บ ซ่ ึงแผนงาน ICT เป็ นผู้พฒ ั นาให้ และศูนย์อินเทอร์เน็ตสร้างสรรค์และ

ปลอดภัยมีหน้าที่รวบรวมเน้ ือหามาลงเว็บ และประชาสัมพันธ์เว็บในส่ ือและโอกาสต่างๆ เช่นในระหว่างการ

ทัวร์โรงเรียน 4 ภาคเพ่ ือทำาประชาพิจารณ์หลักสูตรเสริมทักษะอินเทอร์เน็ตสร้างสรรค์และปลอดภัย และการ จัดโครงการประกวดการสร้างเน้ ือหาทีร่ วมมือกับหน่วยงานอ่ ืนๆ

22


การดำาเนินงานของโครงการและเว็บ Sema.go.th พบปั ญหาเช่นเดียวกับโครงการปั ญญาไทย คือการขาด

ความถนัดและความเข้าใจต่อลักษณะเน้ ือหาที่เป็ นเป้ าหมายในการรวบรวม ของโครงการ จึงทำาให้เน้ ือหายัง ไม่มค ี ุณภาพและความครบถ้วนพอให้สามารถใช้ประโยชน์ได้เท่า ทีค ่ วร นอกจากนัน ้ ยังมีปัญหาด้านการส่ ือสาร ทำาความเข้าใจและประสานงาน ทำาให้ทิศทางของโครงการเริ่มแตกออกไปในทางที่แผนงาน ICT และสสส. เห็นว่าไม่เหมาะสม เช่นการทำารายการทีวีออนไลน์แบบ Streaming ที่มค ี ่าใช้จ่ายและปั ญหาทางเทคนิคสูง

แนวทางแก้ไขปั ญหาก็เช่นเดียวกับโครงการปั ญญาไทย คือการแตกงานออกไปให้อยูใ่ นมือของผู้สนใจและ

เชีย ่ วชาญในแต่ละด้าน โดยมีจด ุ ประสานงานในรูปแบบคณะกรรมการเป็ นผูก ้ ำาหนดทิศทาง แจกงาน และ ติดตามควบคุมการดำาเนินงาน โครงสร้างใหม่นี้ยงั อยูใ่ นระหว่างการพัฒนา

คลังส่ ือการเรียนการสอนของชุมชนครู ThaiGoodView.com เป็ นเว็บการศึกษาที่ผลัดกันกับ Vcharkarn.com ข้ ึนอันดับ 1 เว็บการศึกษาในการจัด

ลำาดับของ TrueHits.net ก่อตัง้และดำาเนินการโดยคนเพียงคนเดียวมาตลอด 8 ปี คนคนนัน ้ คือครูพูนศักดิ ์ สัก กทัตติยกุล แห่งโรงเรียนสตรีศรีสุรโิ ยทัย

ตัวผมเองได้มโี อกาสรูจ ้ ก ั กับครูพูนศักดิเ์ป็ นการส่วนตัวเม่ ือครัง้ที่ไปร่วม สังเกตการณ์กิจกรรมการจัดระดับ

ความเหมาะสมเว็บไทยที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโย ทัยกับศูนย์อินเทอร์เน็ตสร้างสรรค์และปลอดภัย และเกิด

์ เี่ ป็ นคนที่มุ่งมัน ความประทับใจต่อครูพูนศักดิท ่ ในการทำาตามความฝั น ของตนอย่างเข้มข้นอย่างต่อเน่ ืองโดย ไม่คำานึงถึงอุปสรรค ตลอด 8 ปี ที่ผ่านมาครูพูนศักดิใ์ช้เวลาส่วนมากไปกับการอบรมพัฒนาครูทัว ่ ประเทศให้ ร่วมกันสร้างส่ ือการเรียนการสอนที่นำาข้ ึนเว็บได้เพ่ ือเผยแพร่อย่างเสรีใน เว็บ ThaiGoodView.com จนมี

เน้ ือหากว่า 1 ล้านหน้า และมีครูในเครือข่ายไม่ต่ำากว่าคร่ งึ หน่ ึงของจำานวนครูทัง้หมดในประเทศไทย เรียกได้ ์ าแล้ว ทัง้นัน ว่าครูส่วนมากล้วนรูจ ้ ักหรือเคยฝึ กอบรมกับครูพูนศักดิม ้

ThaiGoodView.com ประสบปั ญหาทางเทคนิคตลอดมา โดยเฉพาะปั ญหาเคร่ ืองแม่ขา่ ยไม่สามารถรองรับ

การเข้าชมจำานวนวันละนับแสนครัง้ และการขาดระบบการจัดการเน้ ือหาที่มีประสิทธิภาพในการรองรับจำานวน และความ หลากหลายของเน้ ือหากว่า 1 ล้านหน้าได้ และจากคำาบอกเล่าของครูพูนศักดิ ์ หน่วยงานที่เข้ามา ช่วยเหลือก็มักมีเจตนาแอบแฝงและช่วยไม่ตลอดรอดฝั ่ ง

เม่ ือได้ฟังปั ญหา ผมจึงได้อาสาทำาระบบเว็บให้ใหม่เป็ นการส่วนตัวในเบ้ ืองต้น และจากนัน ้ จึงนำาไปปรึกษาใน

แผนงาน ICT จนแผนงานให้การสนับสนุนเว็บ ThaiGoodView.com อย่างเป็ นทางการ ทัง้ด้านการพัฒนา เว็บไซต์ใหม่ และการให้คำาปรึกษาด้านเคร่ ืองแม่ขา่ ยโดยบริษัท OpenDream ซ่ ึงเป็ นภาคีดา้ นเทคนิคและ โครงสร้างพ้ ืนฐานของแผนงาน ICT

23


การสนับสนุน ThaiGoodView.com นำามาสู่ความร่วมมือด้านเน้ ือหาและการฝึ กอบรมทีไ่ ด้ผลด้วยความมี

ประสบการณ์ เช่นการรวบรวมเน้ ือหา 1,000 เร่ ืองให้รา้ นอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ที่รว ่ มโครงการร้านเกมปลอดภัย สร้างสรรค์ได้ นำาไปติดตัง้ในเคร่ ืองที่ให้บริการและจัดโครงการประกวดเพ่ ือให้เด็กได้ใช้ ข้อมูลเหล่านัน ้ เพ่ ือ

แข่งกันเรียนรู้ตอบคำาถาม จนถึงการเป็ นศูนย์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์การประกวดการจัดทำาส่ ือการเรียนรู้ ร่วม กับหน่วยงานอ่ ืนๆ เช่นเครือข่ายส่ ือใหม่สร้างสรรค์ที่นำาโดยนิตยสาร Bioscope และศูนย์อินเทอร์เน็ต สร้างสรรค์และปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ

์ ีทีมงานที่เข้ม แนวทางในอนาคตของการสนับสนุน ThaiGoodView.com คือการพยายามทำาให้ครูพูนศักดิม

แข็งจนสามารถนำา ThaiGoodView.com ไปสูก ่ ารเป็ นเว็บและชุมชนของครูและนักเรียนที่เป็ นมาตรฐาน " โดยปริยาย" ในระบบการศึกษาไทย

คลังเอกสารเสรีแห่งชาติ ลองจินตนาการว่าถ้าอีก 20 ปี ความรูใ้ นการทอผ้าพ้ ืนเมืองอาจทยอยหายไปพร้อมป่ ูยา่ ตายาย ลองจินตนาการ

ว่างานเขียนของผู้ทรงภูมิจะไม่มใี ครได้อ่านอีกเพราะมันหายไป พร้อมกระดาษต้นฉบับที่ย่อยสลายที่หนังสือที่ ไม่เคยมีการพิมพ์ซ้ำา ลองจินตนาการว่าเพลงไทยเดิมจะหายไปพร้อมแผ่นเสียงที่ไม่มใี ครเล่นได้

Openbase.in.th เป็ นอีกหน่ ึงความพยายามเพ่ ือทำาให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ทก ุ คนควรรู้ โครงการ

Openbase มุ่งสร้างคลังเอกสารและส่ ือดิจต ิ อลประเภทหนังสือ บทความ งานวิจัย วิดโี อ เสียง ที่มีคุณค่า มี ประโยชน์ และเกีย ่ วข้องกับสังคมไทย

ในขณะที่โครงการปั ญญาไทยมุง่ รวบรวมเน้ ือหาเชิงสารานุกรมทีเ่ ป็ นความรู้ "สำาเร็จรูป" โครงการ

24


Openbase มีหน้าทีค ่ ข ู่ นานในการรวบรวมเอกสารต้นฉบับที่มีผู้เขียนไว้แล้ว และจัดหมวดหมู่เอกสารเหล่านัน ้ เพ่ ือให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย คุณค่าของการจัดทำาคลังเอกสารต้นฉบับที่เปิ ดให้คนเข้าถึงอย่างเสรี คือ การเก็บรักษาเน้ ือหาของเอกสารหรือส่ ือที่มีคุณค่าต่อสังคม และอาจเส่ ือมสลายไปตามกาลเวลา เพ่ ือให้คนใน อนาคตได้ศก ึ ษาและอ้างอิง

Openbase เป็ นโครงการภายในของแผนงาน ICT ที่ดำาเนินการกันเองโดยมีทัง้ทีมงานภายในและภาคีใกล้

ชิดอย่างเครือข่ายจิต อาสาเป็ นผู้ดำาเนินงาน เริ่มต้นทีก ่ ารสร้างแผนผังเน้ ือหาที่ต้องการและที่ควรจะมี จัดแบ่ง

หมวดหมู่โดยผสมหลักการจัดหมวดหมู่แบบต่างๆ เข้าด้วยกันให้เหมาะสม พัฒนาระบบและโครงสร้างพ้ ืนฐาน

ด้านเคร่ ืองแม่ขา่ ยที่ต้องมีพ้ืนที่เก็บข้อมูล ขนาดใหญ่เป็ นพิเศษ จากนัน ้ จึงเริม ่ การดำาเนินงานระยะยาวโดยการ แบ่งกันรวบรวมเน้ ือหา และนำาเข้าระบบอย่างต่อเน่ ืองเป็ นงานประจำา

ความท้าทายสำาคัญของโครงการ Openbase ไม่ใช่การสรรหาตัวข้อมูล แต่อยู่ทก ี่ ารขออนุญาตเจ้าของข้อมูล

เพ่ ือนำาข้อมูลมาเผยแพร่ให้ผู้คนได้ เข้าถึงและนำาไปใช้อย่างเสรี โดยใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์

์ ี่เจ้าของงานอนุญาตให้ผู้อ่ืนนำางานตนเองไป ใช้ ทำา (Creative Commons) ซ่ งึ เป็ นรูปแบบการสงวนลิขสิทธิท ซ้าำ เผยแพร่ต่อ หรือดัดแปลงได้ โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มา สัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์ยงั เป็ นเร่ ือง

ใหม่ ทีมงานจึงต้องใช้คำาพูดง่ายๆ ในการเจรจาให้ได้เน้ ือหามา รวมทัง้การแลกเปลีย ่ นบางประการ เช่นเม่ ือขอ ข้อมูลจากหน่วยงานราชการอย่างสำานักงานวัฒนธรรมจังหวัด ก็ต้องใช้คำาพูดว่าขอนำาเน้ ือหาไปเผยแพร่โดย

เราจะอ้างแหล่งที่มาให้ ซ่ งึ ก็ไม่ผิดจากความเป็ นจริง แต่โครงการ Openbase จะเก็บตัวข้อมูลเอาไว้ทเี่ คร่ ืองแม่ ข่ายของโครงการเองเพ่ ือจุดประสงค์ของการ ทำาคลังข้อมูลเพ่ ือเก็บรักษาและเผยแพร่ระยะยาว แทนที่จะทำา เพียงลิงค์เช่ ือมไปยังต้นฉบับบนเว็บ

ปั จจุบัน Openbase มีเน้ ือหาแล้วกว่า 6,000 เร่ ือง และยังมีอก ี หลายหม่ ืนเร่ ืองทีไ่ ด้รับอนุญาตจากเจ้าของ

25


ข้อมูลแล้วรอการนำาเข้า ระบบ รวมทัง้เน้ ือหาสำาคัญบางส่วนทีก ่ ำาลังอยู่ในระหว่างการเจรจาเพ่ ือให้ได้ข้อมูล มา เช่นเน้ ือหาจากกระทรวงวัฒนธรรมและสำานักงานวัฒนธรรมจังหวัดทัว ่ ประเทศ งานนีเ้ ป็ นงานใหญ่ที่ทำากันใน ระยะยาว แต่กเ็ หมือนเมล็ดพันธุ์ที่ต้องใช้เวลาหลังหว่านเพ่ ือรอให้เติบโตและ เก็บเกีย ่ ว

สุ จิ ปุ ลิ บนโลกออนไลน์ ผศ.ดร.ธวัชชัย ปิ ยะวัฒน์ และดร.จันทวรรณ ปิ ยะวัฒน์ เป็ นคู่หนุ่มสาววัย 30 ต้นๆ ที่มีวิถช ี ีวิตแปลกแตกต่าง จากมาตรฐานคนต่างจังหวัดทัว ่ ไป ทัง้สองเป็ นคนใต้ เติบโตในครอบครัวคนชัน ้ กลาง เรียนปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้ทุนไปเรียนปริญญาโทและเอกด้านคอมพิวเตอร์ที่

สหรัฐอเมริกา และกลับมาเป็ นอาจารย์ที่มอ.หาดใหญ่ ความน่าสนใจเริม ่ ข้ ึนเม่ ือทัง้สองเริ่มหมดหวังกับอนาคต ของการเป็ นข้าราชการ มหาวิทยาลัย และวางแผนจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่สหรัฐ แต่ยงั ไม่ทันได้ไป ก็ได้ "งาน" ที่ เม่ ือทำาไป 2 ปี เริม ่ ส่งผลกระเทือนต่อคนหลายกลุ่มในสังคมไทย งานที่เป็ นนวัตกรรมทางสังคม และท้าทาย ความเช่ ือและคำาสบประมาทเดิมๆ ที่คนทัว ่ ไปมีต่อชุมชนบนอินเทอร์เน็ต

ถ้ามีคนบางกลุ่มหายใจเข้าออกเป็ นงาน "งาน" ของอาจารย์ธวัชชัยและอาจารย์จันทวรรณไม่ใช่การสอน

หนังสือ แต่เป็ นการดูแลชุมชนและเว็บไซต์ GotoKnow.org

จากหน้า "เกีย ่ วกับ GotoKnow.org" เขียนว่า:

GotoKnow.org ย่อมาจาก The Gateway of Thailand's Online Knowledge Management GotoKnow.org เปิดให้บริการตัง้แต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2548 โดยเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการระบบ 26


บล็อกเพ่ ือการจัดการความรู้สำาหรับกลุ่มคน ทำางานและชุมชนนักปฏิบัติ (community of practice) ของประเทศไทย และมีบทบาทในการเป็นขุมความรู้รวมของไทย อีกทัง้ยังเป็นพ้ ืนที่เสมือนให้ สมาชิกสาขาอาชีพต่างๆ มารวมตัวกันเพ่ ือถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ลงในระบบบล็อก พูดสัน ้ ๆ ก็คือ GotoKnow.org เป็ นเคร่ ืองมือช่วยจัดการความรู้ การจัดการความรู้ หรือ Knowledge

Management เป็ นแนวคิดและหลักปฏิบัติทเี่ ริม ่ แพร่กระจายและได้รับความนิยมในประเทศไทย โดยหน่วย งานที่ช่ือ "สถาบันส่งเสริมการจัดการความรูเ้ พ่ ือสังคม" หรือสคส. ซ่ งึ เป็ นหน่วยงานที่ให้ทุนและมอบหมาย

"งาน" พัฒนาเคร่ ืองมือจัดการความรู้ GotoKnow.org ให้อาจารย์ทัง้สอง

เคร่ ืองมือที่ทัง้สองเลือกใช้คือเคร่ ืองมือที่ทัง้สองคุ้นเคยในฐานะ โปรแกรมเมอร์และเริ่มได้รับความนิยมทัว ่

โลก นัน ่ ก็คือบล็อก ซ่ งึ เป็ นระบบออนไลน์ทใี่ ห้ผใู้ ช้สามารถสมัครสมาชิกเพ่ ือเขียนบันทึก เผยแพร่ให้คนอ่ ืน

อ่าน และแลกเปลี่ยนแสดงความเห็นต่อบันทึกของคนอ่ ืนได้ ระบบบล็อกถ้ามีผใู้ ช้จำานวนมากถึงระดับหน่ งึ ก็ จะกลายเป็ น "ชุมชน" ซ่ ึงมีผใู้ ช้ขาประจำาเขียนและแลกเปลี่ยนบันทึกกันเป็ นประจำา รวมทัง้ผู้ใช้ขาจรที่ผา่ นมา เห็นบันทึกต่างๆ หรือค้นหาเข้ามาเจอ

การเขียนบล็อกก็เหมือนการเขียนบันทึกส่วนตัว หรือไดอารี่ ที่ตัง้ใจจะเผยแพร่ให้ผู้อ่ืนได้อ่านด้วย เร่ ืองราว

ที่เขียนเป็ นได้ทัง้การเล่าประสบการณ์ของตัวเอง ระบายความในใจ แสดงทัศนะต่อเร่ ืองต่างๆ ให้ขอ ้ มูล เผย แพร่ผลงานของตนเอง จนถึงการตัง้คำาถามเพ่ ือหวังให้ผู้อ่ืนเข้ามาร่วมอภิปราย

GotoKnow.org เป็ นระบบบล็อกที่แตกต่างจากบล็อกทัว่ไป ตรงที่ผู้พัฒนาและผู้สนับสนุน ต้องการให้

GotoKnow.org เป็ นบล็อกที่มก ี ารแลกเปลีย ่ นกันอย่างสร้างสรรค์และเต็มไปด้วยความรู้ สิ่งที่ถา่ ยทอดใน

GotoKnow.org คือประสบการณ์ที่สัง่สมอยู่ในตัวผู้ใช้แต่ละคน สิ่งที่ GotoKnow.org พิเศษสุดก็คือผู้ใช้ส่วน มาก ล้วนอยู่ในวัยกลางคนจนถึงวัยชรา ผู้ใช้ที่อายุต่ำากว่า 35 ปี หาได้ยากยิง่ ในชุมชนนี้ ถ้าจะวิเคราะห์ การที่

GotoKnow.org สามารถดึงดูดผู้ใช้อายุมากทีไ่ ม่ค่อยสันทัดทางเทคโนโลยี ก็น่าจะเป็ นเพราะมันเป็ นช่องทาง แรกที่ผู้ใช้เหล่านัน ้ จะมีที่ทางในการ "ระบาย" ประสบการณ์ความรู้ที่สัง่สมในตัวอย่างกว้างขวางและเข้มข้น

คนกลุ่มนี้คือคนทำางานระดับมันสมองที่กระจายอยู่ทัว ่ ประเทศและไม่เคยมีที่ ทางในการแลกเปลี่ยนกับคนที่ สนใจเร่ ืองใกล้เคียงกันแต่อยู่หา่ งไกลออกไป ซ่ ึงนี่คือจุดขายของ GotoKnow.org ที่ทำาให้คนทีก ่ ระจายตามที่ ต่างๆ มีพ้ืนที่พบปะแลกเปลี่ยนกันจนกลายเป็ นชุมชนที่คนยินดีช่วยเหลือ ตอบคำาถาม ให้ความเห็นกันอย่าง สามัคคีและสร้างสรรค์

ปั จจุบัน GotoKnow.org เป็ นเว็บไซต์หมวดการศึกษาอันดับ 3 ของประเทศ และอันดับ 60 เม่ ือนับรวมทุก

หมวดตามการจัดลำาดับของ Truehits.net และความนิยมที่พงุ่ ทะยานไม่ยอมหยุดก็น่าจะทำาให้

GotoKnow.org กลายเป็ นเว็บอันดับตัน ้ ๆ ของประเทศในเวลาอีกไม่นาน ล่าสุด นอกจากการเขียนบล็อก GotoKnow.org ยังเพิ่มตัวเลือกให้ผู้ใช้เขียนบล็อกขนาดย่อม หรือ Micro-blog ที่เป็ นลักษณะบันทึกขนาด

สัน ้ 1-2 บรรทัด สำาหรับบันทึกหรือเผยแพร่ความคิดได้อย่างทันใจโดยไม่ต้องนัง่เรียบเรียง บันทึกให้เป็ นบล้อ กเต็มรูปแบบ นี่น่าจะเป็ นส่วนเพิ่มความนิยมใน GotoKnow.org ให้มากข้ ึนอย่างก้าวกระโดด คุณ สุนิตย์พบกับอาจารย์ธวัชชัยโดยบังเอิญตอนไปธุระทีห ่ าดใหญ่ และแผนงาน ICT กับ UsableLabs ซ่ งึ

27


เป็ นหน่วยงานที่อาจารย์ธวัชชัยและอาจารย์จันทวรรณตัง้ข้ ึนมาภายใน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เพ่ ือดูแล

GotoKnow.org ก็ได้เริม ่ ต้นข้ ึน ช่วงนัน ้ อาจารย์ธวัชชัยเริม ่ เปิ ดเว็บชุมชนบล็อกอีกแห่ง ช่ ือ Learners.in.th ซ่ ึง โดยระบบนัน ้ เหมือนกับ GotoKnow.org แทบทุกประการ แต่มงุ่ เน้นกลุ่มเป้ าหมายไปยังนักเรียน นักศึกษา ที่

นอกจากจะใช้ Learners.in.th เป็ นบล็อกส่วนตัว ยังมีอาจารย์ใช้ Learners.in.th เป็ นพ้ ืนที่ออนไลน์สำาหรับการ เรียนการสอน โดยการสร้างกลุ่มบล็อกของชัน ้ เรียนที่ประกอบด้วยบล็อกของอาจารย์และนักเรียน ทุกคนใน ชัน ้ กลุม ่ บล็อกนี้จะรวบรวมบันทึกของสมาชิกทุกคนในกลุ่ม ซ่ ึงก็เหมือนห้องเรียนที่ทก ุ คนจะได้ยินหรือได้ อ่านสิ่งที่คนอ่ ืนๆ ในห้องต้องการแลกเปลีย ่ น

//screenshot แผนงาน ICT เริ่มงานกับ UsableLabs โดยการสนับสนุนงบประมาณให้การดำาเนินงานของ

Learners.in.th เพ่ ือตอบโจทย์การสร้างพ้ ืนที่การเรียนรู้ออนไลน์สำาหรับเยาวชนของแผนงาน อย่างไรก็ตาม

ความร่วมมือก็ไม่ได้ราบร่ ืนเสียทีเดียว ด้วยความแตกต่างพ้ ืนฐานทางแนวคิดที่แผนงาน ICT เน้นการพัฒนา พ้ ืนที่เพ่ ือเป็ นต้นแบบชี้นำาสังคมและขยายในอนาคต แต่ UsableLabs มองการพัฒนาจากล่างข้ ึนบน ซ่ งึ ก็คือ

การพัฒนาพ้ ืนที่จากความต้องการของผู้ใช้เป็ นหลัก นอกจากนัน ้ ยังมีปัญหามาตรฐาน นัน ่ ก็คือการติดต่อส่ ือสาร ที่ไม่ต่อเน่ ือง และความไม่ "โปร" ของการบริหารจัดการจากทัง้สองฝ่ ายทีต ่ ่างล้วนเป็ นกลุ่มคนรุ่นใหม่ไฟแรง แต่ขาดประสบการณ์และความสุขุมรอบคอบในการทำางานใหญ่

อย่างไรก็ตาม Learners.in.th ยังถือเป็ นความสำาเร็จขนานใหญ่เม่ ือเปรียบเทียบกับสภาวะทัว ่ ไปของ

เยาวชนบนโลก ออนไลน์ที่ส่วนมากล้วนใช้เว็บเพ่ ือการบันเทิง Learners.in.th เป็ นที่แรกทีเ่ ยาวชนเข้ามารวม กลุม ่ เพ่ ือแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์และมีความ รู้ เช่นเดียวกับที่ GotoKnow.org ได้ทำาเช่นเดียวกันนี้สำาหรับ กลุม ่ คนมีอายุ

ต่อยอดการแสดงออกเชิงศิลป์ การชักชวนเด็กวัยรุน ่ ให้แลกเปลีย ่ นกันอย่างมีสาระอาจฝื นธรรมชาติและต้องใช้ความ พยายามมาก แต่การ ชักชวนเด็กวัยรุน ่ กลุ่มเดียวกันให้แสดงออกซ่ ึงตัวตนโดยการ "ปล่อยของ" ทีเ่ ป็ นผลงานของตนบน อินเทอร์เน็ต น่าจะทำาได้ง่ายกว่ามาก

เม่ ือสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ตัวผมเองเคยแต่งเพลงประกอบละครเวทีของคณะ ความภาคภูมิใจเม่ ืองาน

สำาเร็จเสร็จสิ้นเป็ นอัลบัม ้ เป็ นความรู้สก ึ สุดพิเศษที่ ไม่เคยลืม แต่ผมก็เช่นเดียวกันกับเด็กวัยรุ่นจำานวนมากที่ ไม่พอใจเพียงแค่นัน ้ ผมอยากเผยแพร่เพลงของผมให้คนได้ฟังมากๆ

ช่องทางการเผยแพร่เพลงสมัยก่อนบริการ Media Streaming บนอินเทอร์เน็ตเฟ่ ืองฟูนัน ้ มีอยูไ่ ม่กี่อย่าง จุด

สุดยอดก็คือการ "ออกเทป" ซ่ ึงก็คือการนำาเพลงไปเสนอกับค่ายเพลงเพ่ ือให้ค่ายช่วยสนับสนุนการผลิตและจัด จำาหน่ายเพลงอย่างเป็ นเร่ ืองเป็ นราว รองลงมาอาจจะเป็ นการไปเจรจาตามร้านขายเพลงเพ่ ือให้ช่วยนำาแผ่น

CD เพลงของเราวางขายแทรกกับ CD จากค่ายอ่ ืนๆ ที่ทางเลือกนีถ ้ ือเป็ นทางเลือกรองไม่ใช่เพราะการไปขอ ์ รีน้อยกว่าการออกเทปกับค่ายเพลง แต่เป็ นเพราะศิลปิ นต้องจ่ายค่าผลิต ให้รา้ นช่วยวางจำาหน่าย จะมีศักดิศ

28


เพลงและแผ่นเอง ซ่ ึงเป็ นเร่ ืองยากมากสำาหรับวัยเรียนอย่างผมในขณะนัน ้ ศิลปิ นวัยเรียนส่วนมากจึงจำาใจ

ถอยไปเลือกทางเลือกสุดท้าย นัน ่ ก็คือการเขียนแผ่น CD แจกให้เฉพาะเพ่ ือนที่สนใจ ซ่ ึงก็สร้างความภูมใิ จได้ บ้าง แต่กจ ็ ำากัดอยูใ่ นวงเพ่ ือนใกล้ชิด

การขาดที่ทางของการแสดงออกทางศิลป์ ที่คก ุ รุ่นในวัยรุน ่ ไม่เพียงบัน ่ ทอน กำาลังใจและความใฝ่ ฝั นของเขา

เหล่านัน ้ แต่ยังทำาให้บางส่วนหันไปแสดงออกในด้านมืด การไปเล่นดนตรีเพ่ ือความสนุกและบรรเทิงอารมณ์

กลายเป็ นการไปเล่นเพ่ ือหาโอกาส เสพเหล้าและยา นักเขียนวัยใสหมดแรงทีจ ่ ะเขียนต่อไป และเม่ ือเรียนจบ เริ่มทำางานการ ก็หลงลืมพรสวรรค์ในวัยเยาว์ไปเสียสิ้น

Fuse.in.th เป็ นเว็บเพ่ ือการแลกเปลีย ่ นเผยแพร่ผลงานสร้างสรรค์ การทำาเว็บแบบนี้เพิ่งเป็ นไปได้เม่ ือไม่กป ี่ ี

ที่ผ่านมานี้ด้วยความก้าวหน้า ของเทคโนโลยีการเล่นส่ ือมัลติมีเดียบนหน้าเว็บแบบ On-demand และราคาค่า พ้ ืนที่เก็บข้อมูลที่ลดลงอย่างรวดเร็ว รวมทัง้ความแพร่หลายของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ทำาให้การดูหนังฟั ง เพลงบน อินเทอร์เน็ตสามารถทำาได้โดยไม่สะดุดเหมือนเม่ ือก่อน

ที่มาของ Fuse.in.th คือเว็บอีกเว็บ ช่ ือว่า OpenFest.net ที่เป็ นโครงการภายในของแผนงาน ICT ที่ ต้องการทดลองการระดมผลงานสร้างสรรค์ออนไลน์เพ่ ือการแลกเปลี่ยนโดยมีแรง จูงใจเป็ นการประกวดผล

งาน สมัยทำา OpenFest.net เม่ ือปี 2549 เทคโนโลยีการเล่นไฟล์แบบ On-demand ยังไม่กา้ วหน้าเหมือนทุก วันนี้ ผู้ใช้ยังต้องไปฝากไฟล์กบ ั บริการรับฝากไฟล์อ่ืนๆ เช่น YouTube.com หรือ YouSendIt.com แล้วทำาที่ อยู่ของไฟล์นัน ้ มาแปะใน OpenFest.com แต่ถงึ แม้จะมีความยากลำาบากทางเทคนิค จำานวนผู้เข้าร่วมส่งผล งานกลับมีมากอย่างไม่น่าเช่ ือ ผลงานหลายพันชิ้นถูกส่งเข้ามาและเผยแพร่ให้ทุกคนได้ช่ืนชมภายในเวลา 1

เดือนหลังเปิ ดเว็บไซต์ นี่น่าจะแสดงถึงความต้องการที่ซอ ่ นเร้นและยังไม่เคยได้รบ ั การตอบสนองของ วัยรุน ่ คนรุน ่ ใหม่ที่มีไฟคุกรุ่นอยากจะแสดงออก

29


OpenFest.net จบลงทีก ่ ารแสดงผลงานที่ได้รบ ั รางวัลที่สยามสแควร์ ความสำาเร็จของ OpenFest.net นำามา

สู่การพัฒนา Fuse.in.th ร่วมกับเครือข่ายส่ ือใหม่สร้างสรรค์ที่นำาโดยนิตยสาร Bioscope ซ่ ึงเป็ นนิตยสาร ภาพยนต์ที่มีช่ือเสียง Fuse.in.th ถูกพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีรหัสเปิ ด (Open-source) ล่าสุดทีท ่ ำาให้ผใู้ ช้

สามารถอัปโหลดไฟล์ภาพและเสียงเข้าระบบโดยตรง และสามารถเล่นไฟล์เหล่านัน ้ ได้โดยตรงจากหน้าเว็บ แบบ On-demand การพัฒนาเว็บได้รบ ั ความช่วยเหลือจากคุณกล้า ตัง้สุวรรณ จาก Duocore.tv ซ่ ึงภายหลัง จัดตัง้เป็ นบริษัทช่ ือ Thoth Media และคุณพัชราภรณ์ ปั นสุวรรณ และปฏิพัทธ์ สุสำาเภา แห่งบริษัท

Opendream Fuse.in.th ไม่เพียงแต่มีจุดเด่นทีเ่ ป็ นพ้ ืนที่ปล่อยของของคนหนุ่มสาว แต่ผลงานทีถ ่ ก ู เผยแพร่ใน

Fuse.in.th จะมีสัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์ นัน ่ แปลว่าผู้ชมสามารถดาวน์โหลดผลงานไป และนำา ไปใช้ ส่งต่อ หรือแม้กระทัง่ดัดแปลงเพ่ ือต่อยอดผลงานได้ ตัวอย่างการต่อยอดผลงานก็เช่นในวงการหนังสัน ้ ที่ผก ู้ ำากับมักไม่มงี บประมาณเพียงพอที่จะถ่ายทุกฉากด้วยตนเอง จึงยืมฉากสัน ้ ๆ ที่เรียกว่า Footage ที่เผย แพร่อย่างเสรีไปใช้ประกอบหนังของตนเอง และเขียนคำาขอบคุณไว้ตอนจบเร่ ืองว่าฉากนัน ้ มีที่มาจากไหน

นอกจากการหยิบยืมงานไปใช้เพ่ ือต่อยอดอย่างถูกต้องแล้ว Fuse.in.th ยังเปิ ดโอกาสใหม่ในการแลกเปลีย ่ น ความคิดข้ามสายงาน มีกรณีที่เกิดข้ ึนจริง ที่คนทำางานเพลงที่เป็ นสมาชิก Fuse.in.th ได้ไปอ่านเร่ ืองสัน ้ ที่เผย แพร่ในเว็บเดียวกัน แล้วเกิดความคิดว่าน่าจะร่วมมือกับผู้เขียนเร่ ืองสัน ้ คนนัน ้ ทำาหนังที่ตนช่วย แต่งเพลง

ประกอบ Fuse.in.th ทำาให้พ้ืนที่ของการแลกเปลี่ยนความคิดและความชำานาญไม่จำากัดอยูเ่ ฉพาะวงการมือ อาชีพ แต่กลายเป็ นทุกๆ คน

Bioscope มีบทบาทสำาคัญในการขยายพ้ ืนทีใ่ น Fuse.in.th ให้ออกสู่วงกว้างกว่าเดิม เริ่มตัง้แต่การพิมพ์

นิตยสาร Fuse ที่มเี น้ ือหารวบรวมผลงานเด่นและแนะนำาเทคนิคต่างๆ ในการสร้างสรรค์ผลงาน แจกจ่าย

พร้อมกับนิตยสาร Bioscope ทุกเดือน จนถึงการจัด Fuse Camp ซ่ ึงก็คือตลาดนัดของชุมชน Fuse ที่สมาชิก เอาผลงานของตนมานำาเสนอให้เพ่ ือนๆ ได้เห็นและพูดคุยกันแบบเห็นหน้า การขยายและต่อยอดกิจกรรมได้ ช่วยสร้างความเข้มแข็งของชุมชน Fuse ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

ครีเอทีฟคอมมอนส์: แลกเปลี่ยนแบ่งปั นเนือ ้ หาอย่างเสรี คุณพิชัย พึชมงคล เป็ นผู้บริหารสำานักกฎหมาย เขาเป็ นผู้บริหารทีไ่ ม่เหมือนผู้บริหารคนอ่ ืนๆ เพราะคุณพิชัยรู้ เร่ ือง IT และวงการซอฟท์แวร์ โดยเฉพาะซอฟท์แวร์รหัสเปิ ดหรือ Open-source มากกว่านักศึกษาด้าน

คอมพิวเตอร์ส่วนมากเสียอีก สำานักงานกฎหมายธรรมนิติที่คุณพิชัยเป็ นกรรมการบริหารก่อตัง้มากว่า 60 ปี แต่คอมพิวเตอร์ทัง้หมดในสำานักงานใช้ระบบปฏิบัตก ิ ารณ์ Linux และใช้โปรแกรมประมวลผลคำา (Word

processor) แบบรหัสเปิ ดอย่าง Star Office และ OpenOffice.org

วันหน่ ึงในปี 2550 คุณสุนิตย์กบ ั ผมได้นัดพบกับคุณพิชัยเพ่ ือหารือเร่ ืองการแปลงสัญญาอนุญาตครี เอทีฟ

คอมมอนส์ (Creative Commons) เป็ นภาษาไทย สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์คือรูปแบบการสงวน

ลิขสิทธิเ์น้ ือหารูปแบบหน่ ึง ที่แตกต่างจาก Copyright ทัว ่ ไป ตรงที่ครีเอทีฟคอมมอนส์ให้อนุญาตให้เจ้าของ งานกำาหนดสิทธิและเง่ ือนไขที่ผู้ อ่ ืนจะนำางานของตนเองไปใช้ได้ เช่น อนุญาตให้นำาไปใช้ แต่ต้องไม่ใช่เพ่ ือการ

30


ค้า เผยแพร่ต่อได้ ดัดแปลงได้ หรือครีเอทีฟคอมมอนส์บางรูปแบบอาจอนุญาตให้ใช้และเผยแพร่ต่อได้ แต่

ห้ามดัดแปลงงานต้นฉบับ เป็ นต้น อย่างไรก็ตาม มีเง่ ือนไขหน่ ึงที่ต้องมีอยูใ่ นสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอน ส์ทุกรูปแบบ นัน ่ คือการที่ผใู้ ช้ต้องอ้างอิงที่มาของงานต้นฉบับ

ครีเอทีฟคอมมอนส์ถก ู คิดค้นโดย ลอว์เรนซ์ เลสซิก (Lawrence Lessig) ศาสตราจารย์กฎหมายแห่งมหาวิ

์ ้วยสัญญาอนุญาตทัว ทยาลัยสแตนฟอร์ด เลสซิกเห็นปั ญหาว่าการสงวนลิขสิทธิด ่ ไปเป็ นการจำากัดโอกาส ที่ผล งานโดยเฉพาะงานสร้างสรรค์อย่างภาพถ่าย งานเขียน ดนตรี จะถูกนำาไปใช้และเผยแพร่ เพราะเง่ ือนไขของ

Copyright มักจะระบุวา่ ห้ามไม่ให้ผู้อ่ืนนำาผลงานไปเผยแพร่หรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับ อนุญาต การคิดค้น ครีเอทีฟคอมมอนส์และก่อตัง้องค์กร Creative Commons International เป็ นจุดเริ่มต้นทีก ่ ำาลังเปลี่ยน

์ ละทรัพย์สินทาง ปั ญญา ให้มค โฉมหน้าของรับบลิขสิทธิแ ี วามยืดหยุ่นและทำาให้ความคิดใหม่ๆ กระจาย ถูกนำา ไปใช้ และถูกต่อยอดได้มากข้ ึน ปั จจุบันมีผลงานสร้างสรรค์ที่ลงทะเบียนกับเว็บครีเอทีฟคอมมอนส์กว่า 1

ล้านชิ้น และทิศทางล่าสุดหลังจากทีโ่ จอิชิ อิโตะ (Joichi Ito) ผู้ประกอบการบนอินเทอร์เน็ตชาวญี่ปุ่น ได้เข้า มาดำารงต่าำ แหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหารของครีเอทีฟคอมมอนส์ คือการรณรงค์ให้สาธารณชนทัว ่ โลกเห็นว่า

ครีเอทีฟคอมมอนส์ไปด้วยกันได้กับการ ทำาธุรกิจเพ่ ือแสวงหาผลกำาไร ความพยายามนี้สืบเน่ ืองมาจากข้อ

วิพากษ์วิจารณ์ครีเอทีฟคอมมอนส์วา่ ทำาให้ เจ้าของผลงานเสียโอกาสในการทำากำาไรจากงานของตนเพราะเปิ ด ให้ผู้อ่ืนใช้อย่าง เสรี แต่ความเป็ นจริงแล้ว ผลงานเดียวกันสามารถนำาออกขายในรูปแบบอ่ ืนๆ เช่น ภาพถ่าย

ดิจิตอลที่เผยแพร่อย่างเสรีบนอินเทอร์เน็ตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์ แต่มก ี ารรวมเล่มขายเพ่ ือความสะดวกและ การสะสม

การนำาครีเอทีฟคอมมอนส์จริงๆ ทำาได้งา่ ยมาก เพียงเจ้าของผลงานใส่ข้อความระบุไว้ที่ตัวผลงานว่าผลงาน

นี้ใช้สัญญาอนุญาตค รีเอทีฟคอมมอนส์ หากมีผู้ละเมิดข้อตกลงในสัญญาอนุญาต เช่นสัญญาอนุญาตห้ามการ ใช้งานเชิงการค้า แต่มค ี นนำาผลงานไปประกอบโฆษณาเชิงพานิชย์ เจ้าของผลงานสามารถฟ้ องร้องว่าผู้ใช้

ละเมิดข้อตกลงตามกฎหมายลิขสิทธิไ์ด้ เน่ ืองจากเจ้าของผลงานยังเป็ น "เจ้าของลิขสิทธิ ์" ผลงานของตนอยู่

อย่างไรก็ตาม ครีเอทีฟคอมมอนส์เป็ นเร่ ืองใหม่ทย ี่ ังมีกรณีตัวอย่างในศาลน้อย และไม่มีตัวบทกฎหมายทีเ่ ป็ น ภาษาไทยรองรับโดยตรง ดังนัน ้ เพ่ ือเป็ นการวางรากฐานทางกฎหมายในการสนับสนุนการแลกเปลีย ่ นเผยแพร่ ใน อินเทอร์เน็ตอย่างเสรี แผนงาน ICT จึงร่วมมือกับสำานักกฎหมายธรรมนิติเพ่ ือทำาเร่ ืองไปยังสำานักงานใหญ่

Creative Commons ที่เยอรมันนีเพ่ ือแปลง (Port) สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ให้เป็ นภาษาไทยอย่าง ถูกต้องเพ่ ือให้ครีเอทีฟคอม มอนส์มีมาตรฐานทางกฎหมายที่ศาลไทยรับรองและนำาไปใช้ได้โดยตรง

นอกจากกระบวนการแปลงสัญญาอนุญาตเป็ นภาษาไทยซ่ ึงใช้เวลาและมีขัน ้ ตอนทาง กฎหมายที่ละเอียด

ซับซ้อนตามมาตรฐานทีเ่ คร่งครัดของสำานักงานใหญ่ ยังมีนก ั เทคนิคและผู้สนใจหลายคนหลายกลุ่มได้ช่วย

เหลือด้านการประชาสัมพันธ์ ครีเอทีฟคอมมอนส์ให้เป็ นทีร่ ู้จก ั แพร่หลายในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็ นการแปล

บทความ ข่าว และเอกสารประกอบต่างๆ ที่เป็ นความรูเ้ กีย ่ วกับครีเอทีฟคอมมอนส์ในภาษาทีค ่ นทัว ่ ไปอ่านได้ โดยคุณ สฤณี อาชวานันทกุลและผม คุณอาทิตย์ สุรย ิ ะวงศ์กุล หรือที่รจ ู้ ักในนาม bact' ช่วยทำาเว็บไซต์

cc.in.th และแปลหน้าเว็บ และอีกหลายๆ คนที่วนเวียนช่วยเหลือกันอย่างสมัครใจ

31


ปั จจุบัน กระบวนการแปลงสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์เป็ นภาษาไทยกำาลังจะแล้วเสร็จหลัง ดำาเนิน

งานมาร่วมปี อาสาสมัครได้เริม ่ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ครีเอทีฟคอมมอนส์ทัง้ในไทยและเวทีโลก คุณพิชย ั ได้ เข้าร่วมงาน iSummit ที่ประเทศญี่ปุ่นซ่ ึงเป็ นการชุมนุมของตัวแทนประเทศทีใ่ ช้ครีเอทีฟคอมมอนส์ และเล่า เร่ ืองราวของการพัฒนาเผยแพร่ครีเอทีฟคอมมอนส์ในไทย นอกจากนัน ้ ยังมีการออกบูธและนำาเสนอครีเอทีฟ คอมมอนส์ในงานต่างๆ ที่เกีย ่ วกับคอมพิวเตอร์ ตัง้แต่งานคอมเวิร์ลด์จนถึง Thailand Next Web

Applications 2008 อนาคตของครีเอทีฟคอมมอนส์และแนวโน้มที่คนจะหันมาแลกเปลี่ยนแทนที่จะเก็บงำา ความคิดดีๆ ไว้อยู่คนเดียว กำาลังสดใสและรุดหน้า

งานสัมนาแบบไม่สัมนา: กลไกการระดมความมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ถ้าพูดถึงคนทำางานด้านเทคโนโลยี สิ่งแรกทีค ่ นส่วนมากจะนึกถึงคือชายหนุ่มบุคลิกเก็บตัว นัง่หลังงออยูห ่ น้า คอมพิวเตอร์ไม่พด ู ไม่จา พูดกับใครไม่รเู้ ร่ ือง และไม่สนใจโลกภายนอก

แต่คนทำางานสายเทคโนโลยี เช่นโปรแกรมเมอร์ นักออกแบบกราฟฟิ ก ผู้ประกอบการบนอินเทอร์เน็ต ก็

เป็ นคนที่มีหัวจิตหัวใจ พวกเขามีสติปัญญาและสามัญสำานึกเพียงพอที่จะเข้าใจสิง่ รอบตัว โดยเฉพาะประเด็น ปั ญหาด้านสังคม หลายคนเริ่มใช้ความรูค ้ วามสามารถทีพ ่ วกเขามีไปประยุกต์ใช้กับการแก้ปัญหาและ พัฒนา

32


สังคม ภาพลักษณ์ของคนเก็บตัว จริงๆ แล้วเป็ นเพราะเขาคิดมากและนัง่ทำางานจริงๆ มากกว่าจะพูดแต่ไม่ทำา เหมือนคนอีกจำานวนหน่ ึง

แต่การไม่พด ู ก็เป็ นปั ญหาไม่น้อยไปกว่าการพูดมากเกินไป โลก IT เป็ นโลกทีถ ่ า้ คนจะพูด เขาก็จะพูด

กันเอง คุยกันเอง หลายครัง้ที่คนภายนอกต้องการความช่วยเหลือหรือคำาแนะนำา แต่ไม่รจ ู้ ะเข้าถึงชาว IT อย่างไร (ยกเว้นการจ้างทำางานเช่นจ้างเขียนโปรแกรม) และในทางกลับกัน ชาว IT ที่มค ี วามรูค ้ วามสามารถ เต็มตัว กลับไม่รว ู้ ่าจะเอาความรู้พวกนัน ้ ไปใช้ทำาอะไรให้เกิดประโยชน์จริงๆ

ถ้าคนเช่นนักพัฒนาสังคมมีความคิด และชาว IT มีเคร่ ืองมือ ทำาอย่างไรให้คนทัง้สองได้มาเจอกัน นี่คือ

คำาถามสำาคัญที่แผนงาน ICT รูส ้ ึกว่าตนเองกำาลังอยูใ่ นวงจรนี้ด้วยการที่เป็ นชาว IT ทีเ่ ช่ ือมกับภาคสังคมผ่าน สสส. ทำาอย่างไรให้การเช่ ือมต่อระหว่างสองโลกเกิดข้ ึนในบริบทและวงกว้างกว่านี้

เครือข่าย YouFest เกิดข้ ึนจากการผลักดันของแผนงาน ICT เพ่ ือเช่ ือมนักเทคนิคและนักพัฒนาสังคมเข้า

ด้วยกัน การเช่ ือมโยงนี้ต้องทำาในรูปแบบทีเ่ หมาะสม เพราะต้องคำานึงถึงบุคลิกของกลุ่มคน โดยเฉพาะคนสาย เทคนิคทีไ่ ม่ชอบให้มีใครมาบังคับ แต่กพ ็ ร้อมที่จะทำางานอย่างอาสาสมัครถ้าพวกเขา "อิน" ไปกับงานนัน ้ ๆ

ด้วย ซ่ งึ ก็ไม่ตา่ งกับนักพัฒนาสังคมที่มค ี ุณภาพ นัน ่ จะเห็นว่า สิ่งที่จะยึดโยงคนทัง้สองกลุ่มเข้าด้วยกัน และ แปรเปลีย ่ นความเช่ ือมต่อให้เป็ นการดำาเนินงานได้ คือการเห็นประเด็น (Topic) ร่วมกัน เพ่ ือให้คนที่สนใจ ประเด็นเดียวกันได้ขับเคล่ ือนงานร่วมกัน

กลไกการเช่ ือมต่อที่แผนงาน ICT และเพ่ ือนเลือกใช้สำาหรับกลุ่ม YouFest คือการ "สัมนาแบบไม่สัมนา"

หรือ Unconference ซ่ ึงเป็ นแนวคิดการจัดสัมนาแบบไม่เป็ นทางการมากๆ ไม่มีหมายกำาหนดการล่วงหน้า

ไม่มีผู้พด ู รับเชิญ ไม่มีผู้ฟังที่ฟังอย่างเดียว แต่ทก ุ คนที่มาร่วมสัมนาจะต้องเป็ นผู้พูด โดยเตรียมส่ ือประกอบ เช่นสไลด์มาล่วงหน้า และมาเขียนช่ ือพร้อมหัวข้อที่ตนจะพูดบนกระดาษหน้าห้องและเข้าไปนัง่ฟั งคน อ่ ืน พอ ถึงคิวของตนเองก็ลก ุ ข้ ึนไปพูด การสัมนาประเภทนี้จะทำาให้เกิดหัวข้อทีห ่ ลากหลาย และผู้ที่สนใจหัวข้อนัน ้ ๆ

จะมีโอกาสไปพูดคุยแยกกลุ่มกันเองทัง้ในงานและหลังเลิกงาน กลไกนี้นำาไปสูค ่ วามร่วมมือข้ามสายงานที่คน หลากหลายมีจุดร่วมกันที่ประเด็น ที่ทก ุ คนสนใจร่วมกัน

YouFest ครัง้แรกจัดข้ ึนที่สำานักงานของบริษัทอินเทอร์เน็ตประเทศไทย (INET) ในตึก Thai Summit

หัวข้อคือส่ ือใหม่และส่ ือภาคพลเมือง จากผูเ้ ข้าร่วมประมาณ 50 คน หัวข้อที่พูดมีตัง้แต่เสรีภาพในส่ ือพลเมือง การทำา Podcast เว็บข่าวแบบ Social news จนถึงการประมูลบน eBay การจัดงาน YouFest ครัง้นัน ้ ทำาให้คน สาย IT ส่วนหน่ ึง "มีงานทำา" เช่นการที่แผนงาน ICT ได้รก ู จักคุณกล้า แห่ง Duocore.tv ในไปสู่ความร่วมมือ

การทำารายการทีวีออนไลน์เพ่ ือสังคม หลายคนรูจ ้ ันกันผ่านช่ ือออนไลน์แต่ไม่เคยเห็นหน้ากัน หลังงานก็ได้รว ่ ม งานกันอย่างต่อเน่ ืองยาวนานจนถึงทุกวันนี้ ส่วนงาน YouFest ครัง้ที่สองมีช่ือเรียกเล่นๆ ว่า YouSex หัวข้อ คือเร่ ืองเพศกับสังคมไทย หน่ ึงในผู้พูดคือคุณณัฐยา บุญภักดี ผู้จัดการแผนงานส่ ือสร้างสุขภาวะทางเพศของ สสส. และมูลนิธิสร้างความเข้าใจเร่ ืองสุขภาพผู้หญิง (สคส.) ซ่ งึ ผลจากงานทำาให้เกิดความร่วมมือทำาคลิป

รณรงค์การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ในวันวาเลนไทน์ โดยทำางานร่วมกับแผนงาน ICT และ Duocore.tv ซ่ งึ รูจ ้ ก ั กันจากงาน YouFest ครัง้แรก

กลุม ่ ที่รว ่ มงาน YouFest ในภายหลังได้เริ่มจัดงานลักษณะ Unconference ของตัวเองอย่าง Barcamp ซ่ งึ

33


แรกเริ่มก็เน้นเฉพาะคนสายเทคนิคและพูดคุยกันเร่ ืองเทคนิค แต่กไ็ ด้ขยายเป็ นวงกว้างมากข้ ึนเร่ ือยๆ

Barcamp ครัง้ที่สองทีจ่ ัดที่จฬ ุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คนและกินเวลา 2 วัน

Unconference ทำาให้ความร่วมมือขยายออกเป็ นวงกว้างและกระจายตัวตามหัวข้อและกลุ่มคนที่แตก ต่าง

หลากหลาย เป็ นเครือข่ายใยแมงมุมของคนทีท ่ ำางานเพ่ ือประโยชน์ของสังคม เขาเหล่านัน ้ ส่วนมากเป็ นคนรุ่น

ใหม่ทย ี่ ังมีเรีย ่ วแรง คนทีท ่ ำามากกว่าพูด และคนที่ให้มากกว่ารับ เพราะสิ่งตอบแทนจากการให้ คือความสุขใจ ที่ได้ทำาในสิ่งที่ตนหลงใหล

สร้างภูมิคุ้มกัน การปิ ดป้องและใช้กฎหมายเป็ นทางเลือกหน่ ึงในการควบคุมปั ญหาที่เกิดจากการใช้ อินเทอร์เน็ต แต่กเ็ ช่น เดียวกับปั ญหาสังคมโดยทัว ่ ไป การที่สังคมมีความเคล่ ือนไหวเปลี่ยนแปลง และมีปัจจัยแวดล้อมอยู่เสมอ

ทำาให้ความพยายามในการปิ ดป้ องอย่างถาวรทำาได้ยากและใช้ทรัพยากรสูง นอกจากนัน ้ การใชนโยบายปิ ดป้อง เป็ นหลักมักจะส่งผลข้างเคียงต่อการเข้าถึง เน้ ือหาด้านดีและโอกาสในการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์ เช่นกรณีการปิ ดกัน ้ YouTube.com เป็ นต้น

แนวคิดการแก้ปัญหาและพัฒนาที่เกีย ่ วกับเด็กโดยทัว ่ ไป จึงมีการ "สร้างภูมค ิ ุ้มกัน" เข้ามาเป็ นองค์

ประกอบสำาคัญนอกเหนือจากการปิ ดป้ องและสร้างช่องทางในการ เข้าถึงสิ่งดี การสร้างภูมค ิ ุ้มกันต่างจากการ ปิ ดป้องตรงทีก ่ ารปิ ดป้ องเน้นการทำาลายส่ ือไม่ เหมาะสม (หรือที่ผก ู้ ำาหนดนโยบายเห็นว่าไม่เหมาะสม) หรือ

การตัดช่องทางการเข้าถึงส่ ือเหล่านัน ้ ในกรณีที่ไม่สามารถจัดการที่ต้นตอ ได้ โดยใช้มาตรการต่างๆ โดยเฉพาะ กฎหมายและข้อบังคับ แต่การสร้างภูมค ิ ุ้มกันมีรากฐานมาจากการยอมรับว่าส่ ือในสังคมมีหลายแง่มุม ทัง้ดีทัง้ ร้าย และไม่ต่างอะไรกับการเลี้ยงดูลก ู ทีก ่ ารประคบประหงมไม่ปล่อยให้ลก ู ได้เผชิญ กับความโหดร้ายของโลก ภายนอก ลูกจะไม่มีวันโตและไม่มีความแข็งแกร่งพอที่จะต้านทานแรงเสียดทานจากภายนอก ได้ การสร้าง

ภูมิตา้ นทานคือการเตรียมความพร้อมให้เด็กได้เผชิญหน้ากับส่ ือที่ อยูใ่ นโลกที่เป็ นจริง ส่ ือที่เช่ ือมโยงกันอย่าง

เป็ นสากลด้วยอินเทอร์เน็ตและไม่มีทางถูกปิ ดกัน ้ ได้ อย่างถาวร และสามารถคิดและปฏิบัติตัวได้ตอบสนองกับ แรงเสียดทานเหล่านัน ้ ได้ด้วยตนเอง

ตัวอย่างของการทีเ่ ด็กมีภูมค ิ ุ้มกันอย่างเช่น: ●

เด็กแชทกับคนแปลกหน้า และไม่บอกข้อมูลส่วนตัวเม่ ือคนคนนัน ้ เรียกร้อง รวมทัง้ไม่ยอมออกไป นัดพบปะกันภายนอก

● ●

เด็กไม่เปิ ดไฟล์ที่มาจากอีเมลคนแปลกหน้า เพราะรูว ้ ่าไฟล์นัน ้ อาจเป็ นไวรัส

เด็กเข้าไปเจอภาพลามก และบอกพ่อแม่เพ่ ือพ่อแม่จะได้อธิบายว่าภาพเหล่านัน ้ คืออะไร

การสร้างภูมิคุ้มกันเป็ นกระบวนการที่แยกไม่ออกจากสถาบันครอบครัวและการศึกษา ทัง้ในระบบและนอก

ระบบ ในมุมมองด้านนโยบาย การเริม ่ ต้นสนับสนุนที่จด ุ จัดการทีเ่ ป็ นสถาบันและมีอิทธิพลอย่างกว้างขวาง ต่อ เด็กจำานวนมากน่าจะเป็ นการปูทางสูก ่ ารสนับสนุนการสร้างภูมิคุ้มกันทัง้ ระบบอย่างยัง่ยืน จุดจัดการที่ว่านัน ้

34


คือ "สถาบันการศึกษา" ซ่ ึงถูกกำากับดูแลโดยกระทรวงศึกษาธิการนัน ่ เอง

เม่ ือตอนที่แผนงาน ICT เริม ่ ต้นติดต่อประสานกับกระทรวงศึกษาธิการ เกิดคำาถามจากภาคีทเี่ ป็ นห่วง

ว่าการสนับสนุนการดำาเนินงานของกระทรวง ศึกษาธิการอาจทำาได้ยาก เพราะกระทรวงมีโครงสร้างที่ใหญ่ จึง มีแรงเฉ่ ือยในการนำาสิ่งใหม่ๆ ไปบังคับใช้ค่อนข้างสูง เช่นการเขียนหลักสูตรที่โดยทัว ่ ไปใช้เวลาหลายปี ซ่ งึ ถ้า เป็ นเร่ ืองที่มีเน้ ือหาเปลีย ่ นแปลงรวดเร็วเช่นเทคโนโลยี หลักสูตรทีเ่ ขียนใหม่กอ ็ าจล้าสมัยใช้ไม่ได้ไปเสียแล้ว นอกจากความห่วงใยด้านความเป็ นไปได้ในการผลักดันสนับสนุน ยังมีผู้เสนอว่าควรเน้นการจัดการไปที่

สถาบันครอบครัว ซ่ ึงเป็ นการคิดจากล่างข้ ึนบน ไม่ใช่การคิดจากบนลงล่างเหมือนการใช้ระบบการศึกษาใน

โรงเรียนภาพบังคับมาคลุม ซ่ ึงแนวทางล่างข้ ึนบนอันที่จริงเป็ นแนวทางที่คนทำางานภาคสังคมและแผนงาน

ICT เห็นด้วยและพยายามใช้มาโดยตลอด แต่กต ็ ้องยอมรับว่าครอบครัวเป็ นจุดจัดการทีก ่ ว้าง ไม่มีสถาบันที่ ชัดเจนมารองรับ เช่น ไม่มีสมาคมด้านครอบครัวที่มีสมาชิกมากพอทีก ่ ารสนับสนุนสมาคมเหล่านัน ้ จะส่ง ผล ขนานใหญ่โดยใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมได้ นอกจากนัน ้ สสส. ยังมีแผนงานและโครงการที่มภ ี ารกิจในการ

อบรม ให้ความรูพ ้ ่อแม่และครอบครัวอยู่แล้ว โดยเฉพาะมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย นำาโดยคุณศรีดา ตันทะอธิพานิช ที่มีความสนใจและความเชี่ยวชาญในการให้ความรูพ ้ ่อแม่ผู้ปกครองเพ่ ือให้พ่อ แม่รเู้ ท่าทันภัย อินเทอร์เน็ตและใส่ใจในการดูแลลูกๆ เม่ ือใช้งานอินเทอร์เน็ตและเกม

แนวคิดการจัดการที่สถาบันการศึกษาได้ถก ู ออกแบบให้เป็ นส่วนหน่ ึงของภารกิจของ ศูนย์อินเทอร์เน็ต

สร้างสรรค์และปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้รบ ั การสนับสนุนจากสสส. ผ่านแผนงาน ICT โดยเป้ า

หมายคือการพัฒนาหลักสูตรเสริมทักษะคอมพิวเตอร์ที่มีเน้ ือหาแนะนำาการ ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและ สร้างสรรค์ และบังคับใช้กบ ั สถานศึกษาที่อยูใ่ นสังกัดสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน ้ พ้ ืนฐาน (สพฐ.)

เพราะหลักสูตรคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ในปั จจุบันมีเน้ ือหาสอนการใช้งาน คอมพิวเตอร์ในด้านเทคนิคเท่านัน ้ เช่น การหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต การทำาเว็บไซต์ แต่ไม่ได้สอนว่าจะใช้เว็บอย่างไรให้ปลอดภัย แชทอย่างไรให้ไม่ ถูกหลอก หรือเล่นเกมอย่างไรให้ไม่ติดเกม

กระบวนการพัฒนาหลักสูตรเริม ่ ต้นที่การเชิญครูที่มีประสบการณ์ด้านการพัฒนา หลักสูตรและมีความรูด ้ า้ น

เทคโนโลยีสารสนเทศจากหน่วยงานต่างๆ 50 คน เช่น สำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน ้ พ้ ืนฐาน (สพฐ.) สำานักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน สำานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

(กศน.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) มา "เข้าค่าย" 3 วันเพ่ ือเขียนร่าง

หลักสูตรทีเ่ น้นกิจกรรมในห้องเรียน โดยการเชิญครูนัน ้ ทำาผ่านศูนย์อินเทอร์เน็ตสร้างสรรค์และปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ เพ่ ือให้ครูสามารถมาร่วมกิจกรรมได้โดยไม่ถือเป็ นวันลา

วิธีการพัฒนาหลักสูตรในช่วงเวลา 3 วันนัน ้ คือการแบ่งครูออกเป็ นกลุ่ม แต่ละกลุ่มรับผิดชอบเขียน

กิจกรรมตามประเด็นต่างๆ เช่น ภัยออนไลน์ เกมและโลกเสมือน การใช้เว็บอย่างสร้างสรรค์ โดยระหว่างวัน จะมีการกำาหนดเป้ าหมายและแบ่งเวลาให้แต่ละกลุ่มมานำาเสนอกิจกรรม ทีร่ า่ งข้ ึนมา ซ่ ึงเป็ นกลไกการบังคับ ให้ผู้พฒ ั นาหลักสูตรต้องสร้างต้นแบบกิจกรรมข้ ึนมา อย่างรวดเร็ว จบ 3 วันได้กจ ิ กรรมทัง้สิ้นประมาณ 50 กิจกรรม

35


จากนัน ้ แผนงาน ICT ร่วมกับมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และศูนย์อินเทอร์เน็ตสร้างสรรค์และ

ปลอดภัยจึงเชิญผูเ้ ชี่ยวชาญและทีมงานมา ตรวจแก้และเพิ่มเติมชุดกิจกรรม โดยส่วนที่ต้องเพิ่มเติมมากที่สุด คือใบความรู้ทเี่ ป็ นเอกสารให้ความรู้ ประกอบกิจกรรม และเรียบเรียงเน้ ือหากิจกรรมให้อยู่ในรูปแบบที่เป็ น มาตรฐานเดียวกัน จากนัน ้ จึงเข้าเล่มและตีพิมพ์ รวมทัง้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ sema.go.th ของศูนย์

อินเทอร์เน็ตสร้างสรรค์และปลอดภัย และเว็บไซต์ในเครือข่ายของมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย

ขัน ้ ตอนต่อไปคือการทดลองใช้และประชาพิจารณ์ชุดกิจกรรมตามโรงเรียนต่างๆ โดยมีโรงเรียนในกทม.

และปริมณฑลเป็ นโรงเรียนทดลองใช้หลักสูตรนำาร่อง 5 โรงเรียนเป็ นเวลา 1 ภาคเรียน และศูนย์อินเทอร์เน็ต สร้างสรรค์และปลอดภัยออกเดินสายไปประชาสัมพันธ์และขอ ความเห็นครูและนักเรียนตามโรงเรียนขนาด ใหญ่ ภาคละ 1 โรงเรียน

ถึงแม้กระบวนการพัฒนาหลักสูตรจะจัดเป็ นนวัตกรรม ทีย ่ ่นระยะเวลาพัฒนาหลักสูตรจากหลายปี เหลือ

เพียงไม่กเี่ ดือน แต่กระบวนการทดลองใช้และประชาสัมพันธ์กลับไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรทำาให้ไม่ สามารถ

36


ประกาศใช้ชด ุ กิจกรรมเสริมหลักสูตรในโรงเรียนทัว ่ ประเทศได้ภายในเวลา ทีก ่ ำาหนด อุปสรรคสำาคัญน่าจะอยู่ ที่โครงสร้างการบริหารจัดการโครงการทีย ่ ึดโยงกับ โครงสร้างที่ไม่ยืดหยุ่นและขาดการประสานงานระหว่าง หน่วยงานภายในกระทรวง ศึกษาธิการ และการขาดระบบแรงจูงใจให้โรงเรียนมีส่วนร่วมในการทดลองใช้

หลักสูตรอย่าง จริงจังและต่อเน่ ือง เช่นการผลักดันให้มีการเพิ่มเติมแก้ไขมาตรฐานการประกันคุณภาพภายใน สถานศึกษา ให้ครอบคลุมการทีโ่ รงเรียนจะต้องมีการเรียนการสอนเน้ ือหาเสริมทักษะการใช้ อินเทอร์เน็ตให้ ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่มค ี วามล่าช้าในการผลักดันภายในกระทรวงศึกษาธิการ

ปั ญหาและข้อจำากัดของการพัฒนาภูมิคุ้มกันผ่านโครงสร้างราชการเช่นกระทรวง ศึกษาทำาให้แผนงาน ICT

ต้องคิดวิธก ี ารดำาเนินงานเร่ ืองนีใ้ หม่ แนวทางที่เป็ นคำาตอบในปั จจุบันคือการประณีประนอมระหว่างการดำาเนิน งานจากบนลง ล่างและจากล่างข้ ึนบน โดยการสนับสนุนให้หน่วยงานเอกชนที่มค ี วามสนใจและเชี่ยวชาญด้าน การศึกษาอยู่ แล้ว เช่นเว็บ ThaiGoodView.com และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย เป็ นผู้พฒ ั นาและ

ดำาเนินโครงการทีเ่ กีย ่ วข้องกับการศึกษาและหลักสูตรโดยตรง โดยมีคณะกรรมการอิสระที่มาจากหน่วยงาน

ทัง้รัฐและเอกชนเป็ นผูก ้ ำากับทิศทางแทน ที่จะให้หน่วยงานราชการเป็ นศูนย์กลางในการดำาเนินงานเหมือนเคย ในโครงสร้างใหม่ เม่ ือหน่วยงานเอกชนได้พฒ ั นาโครงการและทดลองดำาเนินงานจนเริ่มเห็นผล คณะกรรมการ จะหาช่องทางนำาโครงการเหล่านัน ้ ไปใช้ในวงกว้างผ่านกลไกต่างๆ เช่นแรงจูงใจจากการประกวดมอบรางวัล

พระราชทาน การผลักดันให้เกิดการใช้งานหลักสูตรผ่านเครือข่ายครูและนักเรียนที่มีความ ใกล้ชิดกับหน่วย

งานเหล่านัน ้ โดยเฉพาะอย่างยิง่ ThaiGoodView.com ที่มี "ทุน" ทางเครือข่ายเป็ นครูกว่าคร่ งึ ประเทศทีร่ ู้จก ั และใช้งานเว็บ ThaiGoodView.com

37


ICT เพ่ ือการสนับสนุนคนทำางานภาคสังคมและสุขภาวะ เทคโนโลยีสารสนเทศไม่เพียงมีประโยชน์ในฐานะพ้ ืนที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนทัว ่ ๆ ไป แต่ยงั เป็ นเคร่ ืองมือ ในการทำางานขององค์กร โดยเฉพาะการส่ ือสารและประชาสัมพันธ์ ทัง้ระดับองค์กรกับประชาชน (Business-

to-Consumer: B2C) และระดับองค์กรกับองค์กร (Business-to-Business: B2B)

ความสนใจของแผนงาน ICT ในประเด็นนี้ คือการใช้ ICT ในการสนับสนุนการทำางานขององค์กรภาค

สังคมเพ่ ือให้องค์กรเหล่านัน ้ บรรลุจุด มุ่งหมาย แต่ละปี องค์กรภาคสังคมโดยทัว ่ ไปใช้งบประมาณด้าน IT ไม่ น้อยกว่าร้อยละ 10 ของงบประมาณดำาเนินงานทัง้หมด แต่การขาดความเชีย ่ วชาญและความรูว ้ ่า IT สามารถ ใช้ทำาอะไรได้บา้ ง ทำาให้งบประมาณเหล่านัน ้ ถูกนำาไปใช้อย่างไม่เกิดประโยชน์สูงสุดและไม่เกิด ประสิทธิภาพ แผนงานจำานวนมากของสสส. ที่มเี จ้าหน้าที่ไม่ถงึ 10 คน กลับใช้เงินหลายพันบาทในแต่ละเดือนหมดไปกับ

การบำารุงรักษาคอมพิวเตอร์ สำานักงานและการเช่าพ้ ืนที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ (Hosting) ที่มีความสามารถและ ประสิทธิภาพต่าำ กว่าจำานวนเงินที่เสียไป ยังไม่ต้องพูดถึงการใช้ ICT เพ่ ืองานทีเ่ ป็ นเป้ าหมายจริงๆ ของแผน

งานอย่างการประชาสัมพันธ์โครงการหรือการพัฒนาระบบข้อมูลกลางสำาหรับ เครือข่ายงานด้านนัน ้ ๆ สิ่งเหล่านี้ เกิดข้ ึนน้อยมาก หรือถ้าเกิดข้ ึนก็ด้วยงบประมาณหลักแสนถึงล้านที่บริษท ั ที่ปรึกษาภายนอก เรียกร้อง และ องค์กรก็ไม่มีทางเลือกอ่ ืนนอกจากจะยอมจ่าย

อย่างไรก็ตามในระยะ 3-4 ปี ที่ผา่ นมา ความก้าวหน้าของเว็บ 2.0 ทำาให้การพัฒนาระบบหรือการส่ ือสาร

ประชาสัมพันธ์โดยใช้ ICT มีต้นทุนต่ำาลงอย่างมหาศาล เว็บไซต์ฐานข้อมูลที่เดิมต้องใช้เงินหลักแสนในการ พัฒนา ปั จจุบันสามารถพัฒนาได้โดยใช้ระบบจัดการเน้ ือหาสำาเร็จรูป (Content Management System: CMS) ที่ใช้งบประมาณในการปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการเพียงไม่กห ี่ ม่ ืนบาท รวมทัง้ยังใช้เวลาในการพัฒนา

น้อยกว่าระบบแบบดัง้เดิมที่ต้องเขียนโปรแกรม ข้ ึนมาใหม่เองทัง้หมด หรือเทคนิคการประชาสัมพันธ์ผ่าน

อินเทอร์เน็ตแบบลูกโซ่ (Viral Marketing) ที่เน้นที่การพัฒนาเน้ ือหาการประชาสัมพันธ์ให้นา่ สนใจมากๆ และ ใช้ช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่มีผใู้ ช้กลุ่มเป้ าหมายรวมตัวกันอยู่เป็ น เครือข่าย เช่นบล็อก เว็บฝากวิดโี อ

บริการ Microblog เช่น Twitter เว็บฝากข่าวอย่าง DuoCore.tv โดยเน้นให้ผรู้ ับข่าวส่งต่อข่าวสารนัน ้ ด้วย ตนเอง

ดังนัน ้ การสนับสนุนองค์กรทำางานภาคสังคมโดยใช้ ICT จึงเป็ นภารกิจสำาคัญของแผนงาน ICT เรามอง

การสนับสนุนด้านนี้ว่าเป็ นสิ่งจำาเป็ นเพราะเหตุผลทัง้ด้านต้นทุนและ ประสิทธิผล โดยในด้านต้นทุนเรารู้สก ึ

"เสียดาย" การใช้จา่ ยงบประมาณด้าน IT อย่างไม่คุ้มค่าขององค์กรด้านสังคมทีไ่ ม่มีความรูค ้ วามเชี่ยวชาญ ด้าน IT ส่วนในด้านประสิทธิผล เราอยากให้การลงทุนด้าน IT นัน ้ ส่งผลอย่างแท้จริงต่อเป้ าหมายขององค์กร ไม่ใช่เป็ นเพียงการลงทุนเพ่ ือทำาให้เจ้าหน้าที่มค ี อมพิวเตอร์ใช้หรือแผนงานมี เว็บไซต์เป็ นหน้าเป็ นตาเท่านัน ้

ในทางปฏิบัติ สิ่งที่แผนงาน ICT สนับสนุนองค์กรเหล่านัน ้ คือการให้คำาปรึกษาและช่วยพัฒนาต้นแบบการ

ใช้งาน IT เพ่ ือเป้ าหมายต่างๆ ในองค์กร รวมทัง้การฝึ กอบรมเพ่ ือให้บุคลากรในองค์กรนัน ้ ๆ สามารถใช้งาน ระบบหรือดำาเนินการต่อเน่ ืองได้โดยไม่ต้องพ่ ึงพาแผนงาน ICT หรือใครคนใดคนหน่ ึงตลอดไป ซ่ งึ การใช้

38


ซอฟท์แวร์รหัสเปิ ด (Open-source) ที่เป็ นซอฟท์แวร์ที่เปิ ดให้นก ั พัฒนาทัว ่ ไปสามารถเข้ามาพัฒนาต่อได้ ก็

เป็ นหน่ ึงในมาตรฐานการดำาเนินงานของแผนงาน ICT รวมทัง้การสนับสนุนมาตรฐานเปิ ด (Open-standard) เช่นการออกแบบเว็บตามมาตรฐาน W3C, การใช้ระบบส่งข้อมูลแบบ Feed ตามมาตรฐาน RSS/Atom และ การเข้ารหัสภาษาแบบมาตรฐาน Unicode ทัง้หมดเป็ นความพยายามเพ่ ือทำาให้การลงทุนด้าน ICT ของ

องค์กรที่แผนงาน ICT มีส่วนช่วยเหลือนัน ้ มีความยัง่ยืน ไม่ต้องปรับปรุงหรือร้ ือระบบใหม่ๆ เพราะระบบได้ ออกแบบตามมาตรฐานทีโ่ ลกยอมรับอยู่แล้ว ซ่ งึ เป็ นที่น่าเสียใจว่าบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีทัว ่ ไปใน

ประเทศไทยยัง ไม่ให้ความสำาคัญต่อมาตรฐานเหล่านี้ เพราะเหตุผลทางธุรกิจว่าการใช้มาตรฐานส่วนตัวกับ

ผลิตภัณฑ์ของตนเองจะทำาให้ ลูกค้าต้องพ่ ึงพาบริษัทเร่ ือยๆ โดยไม่สามารถย้ายค่ายได้ ปั ญหานี้เรียกว่าการ ผูกขาดกับผู้ผลิต (Vendor lock-in) ต่างกับการใช้ซอฟท์แวร์รหัสเปิ ดและมาตรฐานเปิ ดที่ถก ู ออกแบบมาให้นก ั พัฒนา ทัว ่ ไปเข้าถึงรหัสต้นฉบับ (Source code) ทัง้หมดของซอฟท์แวร์และนำาไปพัฒนาต่อไป ถ้าบริษท ั ผู้ผลิต เกิดเลิกกิจการ เลิกสนับสนุนซอฟท์แวร์ชิ้นนัน ้ หรือผู้ใช้งานไม่ต้องการจ้างบริษัทนัน ้ ให้ดูแลซอฟท์แวร์ ก็ สามารถทำาได้เลยโดยสามารถหาผู้พัฒนารายอ่ ืนเข้ามาดูแลแทนได้โดยง่าย

พัฒนาเว็บไซต์สสส. ใหม่ สำานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็ นองค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณจากภาษีเหล้า และบุหรีป ่ ี ละกว่า 2,000 ล้านบาทมาสนับสนุนการทำางานพัฒนา "สุขภาวะ" ของคนไทย ซ่ งึ ตีความรวมทุกๆ แง่มุมของสังคมทีท ่ ำาให้สมาชิกมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ตัง้แต่สุขภาพกาย ใจ สังคม รวมถึงจิตวิญญาณ ตัง้แต่เริม ่ ก่อตัง้เม่ ือปี พ.ศ.2544 สสส. เปลี่ยนหน้าตาและโครงสร้างเว็บไซต์หลักของสสส.

www.thaihealth.or.th อย่างต่อเน่ ือง และแผนงาน ICT ได้มโี อกาสเข้าไปรับผิดชอบดูแลการออกแบบเว็บ ไซต์สสส. ใหม่อีกครัง้เม่ ือกลางปี 2550

ในครัง้นัน ้ ตัวผมเองได้มโี อกาสเป็ นผู้รบ ั ผิดชอบโครงการพัฒนาเว็บไซต์สสส. ดังกล่าว กระบวนการพัฒนา

เริ่มต้นทีก ่ ารหารือกับฝั ่ งสำานักงานสสส. ซ่ งึ ประกอบด้วยทพ.กฤษดา เรืองอารียร์ ต ั น์ รองผู้จัดการสสส. คุณ

เบญจมาภรณ์ จันทรพัฒน์ ผู้อำานวยการสำานักวิชาการและทุนทางสังคม (ซ่ ึงเป็ นต้นสังกัดของแผนงาน ICT)

คุณฤทัยรัตน์ ไกรรอด หัวหน้าทีมดูแลเน้ ือหาเว็บไซต์สสส. และคุณกาญจนา บงกชรัตน์ เจ้าหน้าที่ประสานส่ ือ ส่วนประชาสัมพันธ์ ซ่ งึ เป็ นผู้ประสานงานโครงการพัฒนาเว็บไซต์สสส. รวมทัง้นักวิชาการ ที่ปรึกษาอีกหลาย ท่านทีเ่ ข้ามาช่วยกันระดมความเห็น

เป้าหมายหลักของเว็บไซต์สสส. คือการเป็ นพ้ ืนที่ให้หน่วยงานที่ทำางานร่วมกับสสส. หรือที่เรียกว่าภาคีสสส.

ได้มีพ้ืนที่ในการนำาเสนองานของตนเอง และเข้าถึงข้อมูลของภาคีอ่ืนเพ่ ือร่วมกันทำางานในประเด็นใกล้เคียง

กัน โดยที่ผ่านมา ข้อจำากัดทางเทคโนโลยีและการออกแบบทำาให้ผใู้ ช้ที่เป็ นภาคีจริงๆ ยังไม่สามารถใช้เว็บไซต์ ในการเผยแพร่แลกเปลี่ยนข้อมูลด้วยตนเอง แต่ต้องผ่านคนกลางซ่ ึงก็คือทีมงานเน้ ือหาของเว็บไซต์ ดังนัน ้

หน่ ึงในเป้าหมายสำาคัญของการพัฒนาเว็บไซต์กค ็ ือการออกแบบระบบให้ผู้ใช้สามารถ ใช้งานได้เองเพ่ ือเข้าถึง

เผยแพร่ และแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำางานระหว่างกัน อย่างไรก็ตามการออกแบบระบบดังกล่าวและการทำาให้ ผู้ใช้เข้ามาใช้งานจริงๆ อย่างถ้วนหน้าเป็ นเร่ ืองใหญ่ที่ต้องใช้เวลานานและต้องดำาเนินการอย่างค่อย เป็ นค่อย

39


ไป สิ่งที่ทำาได้ในปั จจุบันก็คอ ื การตอบโจทย์ ทีไ่ ด้รับจากการหารือครัง้แรกๆ ก็คอ ื เว็บไซต์เดิมมีปัญหาว่าผูใ้ ช้หา ข้อมูลไม่ค่อยพบ ซ่ ึงแผนงาน ICT ได้ศก ึ ษาเว็บไซต์เดิมและพยายามวิเคราะห์ว่าผูใ้ ช้หาข้อมูลไม่พบเพราะ เหตุใด และได้ผลคือ:

1. เพราะไม่สามารถโหลดเว็บไซต์ได้เสร็จสมบูรณ์ เน่ ืองจากเว็บไซต์เดิมมีขนาดใหญ่ และมีองค์ประกอบ ในหน้าเว็บจำานวนมาก ทำาให้ผใู้ ช้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วต่าำ มีปัญหาในการโหลดหน้าเว็บ

2. เพราะไม่รวู้ ่าต้องเข้าไปทีไ่ หนเพ่ ือเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการ ซ่ งึ เป็ นปั ญหาเชิงการแสดงผลโครงสร้าง ข้อมูล (Information Architecture) และการออกแบบส่วนติดต่อกับผูใ้ ช้ (User interface) ทีย ่ ังมีข้อ บกพร่อง

3. เพราะไม่มีข้อมูลนัน ้ อยู่ในเว็บ ซ่ ึงเป็ นปั ญหาด้านเน้ ือหา ไม่ได้เป็ นปั ญหาทีร่ ะบบของเว็บไซต์ นอกจากนัน ้ ทีมเน้ ือหายังสะท้อนปั ญหาแง่การดูแลจัดการเน้ ือหา ว่าระบบจัดการเน้ ือหายังมีความซับซ้อน และการนำาเน้ ือหาข้ ึนไม่สามารถทำาได้เองทัง้หมด แต่ต้องส่งเน้ ือหาบางส่วนไปยังทีมงานของบริษัทผู้พฒ ั นา

เว็บเพ่ ือนำาข้ ึน ซ่ ึงมักจะใช้เวลานาน โดยเฉพาะถ้าเน้ ือหานัน ้ เป็ นข่าวก็อาจจะล้าสมัยไม่มีประโยชน์ไปเลยเม่ ือ นำา ข้ ึนหลังเวลาที่เหมาะสมไปแล้ว

ดังนัน ้ แผนงาน ICT จึงนำาเสนอแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์สสส. โดยมีหลักสำาคัญคือ:

1. ตัดองค์ประกอบทีไ่ ม่จำาเป็ น ทำาให้เว็บมีขนาดเล็ก โหลดเร็ว

2. จัดโครงสร้างเน้ ือหาใหม่ให้ชัดเจน และนำาเสนอส่วนติดต่อกับผูใ้ ช้ให้เข้าใจง่ายและสอดคล้องกับ โครงสร้างข้อมูล

3. ใช้ระบบจัดการเน้ ือหา (CMS) สมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพและเป็ นซอฟท์แวร์รหัสเปิ ด เพ่ ือทำาให้ทีม เน้ ือหาสะดวกในการใช้งานและลดการพ่ ึงพาผู้ให้บริการรายใดราย หน่ ึง (รวมทัง้แผนงาน ICT เอง ด้วย)

โดยระบบจัดการเน้ ือหาทีเ่ ลือกใช้กค ็ ือ Drupal ซ่ งึ ในขณะนัน ้ ถือว่าได้รบ ั ความนิยมอย่างสูง และมี

ประสิทธิภาพในการจัดการเน้ ือหาที่ซบ ั ซ้อนอย่างเว็บสสส. และรองรับการใช้งานหนักๆ ได้ดี

โครงสร้างเน้ ือหาของเว็บสสส. ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ เกีย ่ วกับสสส. ภาคีสสส. และสาระสุขภาพ โดย

ส่วนเกีย ่ วกับสสส. จะให้ขอ ้ มูลทัว ่ ไปขององค์กร เช่น ประวัติ ความเป็ นมา ภารกิจ สถานที่ตด ิ ต่อ บุคลากร

ส่วนภาคีสสส. เน้นกลุ่มเป้ าหมายไปทีภ ่ าคีของสสส. ที่ต้องการรู้วา่ สสส. มีภาคีหรือองค์กรร่วมงานอะไรบ้างใน

แต่ละประเด็นเช่นเหล้า บุหรี่ การออกกำาลังกาย สุขภาวะองค์กร เพ่ ือจะได้เช่ ือมงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนสาระสุขภาพเน้นกลุ่มเป้ าหมายไปยังประชาชนทัว ่ ไปทีต ่ ้องการข้อมูลเพ่ ือ การ

ดูแลสุขภาพตนเอง ซ่ งึ ในส่วนนี้เป็ นส่วนที่ได้รับความนิยมสูงสุด อย่างไรก็ตามสสส. ต้องการเน้นการใช้งาน จากส่วนที่สอง ซ่ ึงก็คือภาคีสสส. มากกว่า นี่คือการวิเคราะห์กลุ่มเป้ าหมายซ่ ึงเป็ นผลจากการหารือร่วมกัน

ขัน ้ ตอนต่อไปคือการนำาเสนอโครงเว็บ (Wireframe) ซ่ ึงก็คือหน้าเว็บต้นแบบที่มีเส้นและกรอบเป็ นตัวบ่ง

บอกว่าส่วนใดจะอยูต ่ รง ไหนของเว็บ และมีเมนูอะไรบ้าง หลังจากปรับปรุงอยู่หลายครัง้ โครงเว็บทีไ่ ด้เป็ น

40


ดังนี:้

จะเห็นว่ามีการแบ่งเน้ ือหาออกเป็ น 3 ส่วนอย่างชัดเจน ส่วนภาพขนาดใหญ่ตรงกลางคือพ้ ืนที่วางเน้ ือหาที่

ต้องการรณรงค์ในแต่ละช่วงเวลา

41


หลังจากนัน ้ จึงพัฒนาตัวระบบพร้อมๆ กับการออกแบบหน้าตาเว็บจริง ซ่ งึ หน้าตาเว็บจริงถูกออกแบบมาดังนี้

42


ระบบจริงทีพ ่ ัฒนาได้เตรียมพร้อมให้ผใู้ ช้ที่เป็ นภาคีสามารถเข้ามาใส่ รายละเอียดพ้ ืนฐานได้ด้วยตนเอง เช่น

รายละเอียดโครงการที่ตนเองดำาเนินงาน แต่ทางสสส. ยังไม่พร้อมที่จะให้ผู้ใช้เข้ามาใส่ข้อมูลด้วยตนเองจริงๆ เพราะต้องอาศัยการฝึ กฝนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ระบบใหม่กอ ่ น หน้าเว็บไซต์ที่เปิ ดดำาเนินการจริงในปั จจุบันเป็ นดังนี้:

43


การพัฒนาเว็บไซต์สสส. เป็ นโครงการที่มีอุปสรรคมากตลอดระยะเวลาดำาเนินการ เช่นความต้องการ

(Requirement) ที่มีการเปลีย ่ นแปลงสม่ำาเสมอทำาให้การพัฒนาระบบเป็ นไปอย่างล่าช้า โดยสสส. มีหน่วยงาน ภายในทีด ่ ำาเนินงานซ้อนทับกันแต่ไม่มีการแลกเปลีย ่ นข้อมูลกันอย่าง มีประสิทธิภาพ เช่นฝ่ ายข้อมูลโครงการ ที่เดิมมีระบบฐานข้อมูลภายในที่ต้องการนำาเสนอผ่านหน้า เว็บไซต์ให้เป็ นระบบเดียวกัน แต่ข้อมูลประเภท

เดียวกันนีก ้ ็มีอยูใ่ นมือทีมเน้ ือหาเว็บ แต่เป็ นคนละฉบับกัน ปั ญหาจึงเกิดข้ ึนเม่ ือต้องออกแบบระบบในส่วนฐาน ข้อมูลโครงการ ที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะสามารถทำาความเข้าใจได้วา่ ความต้องการของระบบควรจะ เป็ น อย่างไร และหน่วยงานภายในควรมีระบบดังกล่าวอย่างไร

ปั ญหาสำาคัญต่อมา คือการได้ข้อตกลงเร่ ืองหน้าตาเว็บ ซ่ งึ มีความเห็นแบ่งออกเป็ น 2 ค่าย ได้แก่ทีมงาน

สสส. ส่วนกลางซ่ ึงต้องการหน้าตาเว็บที่มีสีสันสะดุดตา มีลูกเล่นมากเหมือนเว็บเดิม และทีมงานแผนงาน ICT ผู้พัฒนาเว็บซ่ ึงยืนยันว่าแนวทางการออกแบบหน้าตาควรลดการใช้สีลงให้เหลือ เท่าทีจ ่ ำาเป็ น ลดองค์ประกอบ

ลูกเล่นลงให้มาก ทำาให้มีพ้ืนที่ขาวเหลือมากๆ ดูโปร่งสะอาดตา ความไม่เข้าใจอันนี้เป็ นเร่ ืองธรรมดาที่เกิดข้ ึน

ในการพัฒนาเว็บในประเทศไทย เพราะเว็บดังๆ อันดับต้นๆ ต่างออกแบบแบบมีสีสันสะดุดตาและองค์ประกอบ จำานวนมาก เช่น sanook.com, kapook.com, mthai.com แต่แนวทางการออกแบบเว็บสมัยใหม่โดยเฉพาะใน ค่ายตะวันตกเน้นการแบ่งเน้ ือหาออก เป็ นสัดส่วนและใช้พ้ืนที่ว่างเป็ นเส้นแบ่งพ้ ืนที่ตามธรรมชาติโดยไม่ต้อง

พ่ ึงพาลูกเล่นหรือสีสันฉูดฉาด ปั ญหานี้มาลงเอยที่การประนีประนอมโดยการแบ่งเน้ ือหาออกเป็ นสัดส่วน แต่ใช้ สีสันสะดุดตาตามที่เห็นในหน้าเว็บปั จจุบัน

อุปสรรคสุดท้ายคือศักยภาพภายในของแผนงาน ICT ที่ขาดประสบการณ์ในการพัฒนาเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่

มีความซับซ้อนทัง้ในเชิงการ ประสานความต้องการและทางเทคนิคอย่างเว็บไซต์สสส. อย่างไรก็ตามการเลือก ใช้ซอฟท์แวร์ทเี่ หมาะสมอย่าง Drupal ช่วยลดปั ญหาทางเทคนิคได้มาก แต่สิ่งที่ยงั ต้องพัฒนาคือระบบในการ พัฒนาและประสานความต้องการ รวมทัง้การควบคุมดูแลโครงการที่ต้องจัดการกับตัวแปรจำานวนมาก

(Project management) ซ่ งึ แผนงาน ICT ก็ได้เริ่มนำามาตรฐานในการบริหารจัดการโครงการอย่างมืออาชีพมา ใช้เม่ ือต้นปี 2551

ล่าสุด เว็บไซต์สสส. กำาลังจะถูกปรับปรุงใหม่อก ี ครัง้ โดยเน้นการนำาเสนอเน้ ือหาตามประเด็นที่สสส. กำาลัง

รณรงค์ เช่นช่วงเข้าพรรษาก็จะข้ ึนโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา และมีการเช่ ือมโยงเน้ ือหาประเภทต่างๆ ที่ เกีย ่ วข้องกับประเด็นนัน ้ ๆ เช่นบทความ ข่าว ข้อมูล สถิติ งานวิจย ั

ประชาสัมพันธ์ส่อ ื สร้างสุขภาวะทางเพศ สุขภาวะทางเพศฟั งดูเป็ นคำาแปลกใหม่ ถ้าแปลตรงๆ น่าจะหมายความว่า การทำาเร่ ืองเพศให้เป็ นเร่ ืองมีความ สุข

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ปี 2550 ก่อนวันวาเลนไทน์ 3-4 วัน ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมฟั งเสวนางาน YouFest ครัง้

ที่สองทีจ ่ ัดข้ ึนที่อุทยานการเรียนรู้ TK Park ซ่ ึงในขณะนัน ้ กำาลังจัดงานมหกรรมอินเทอร์เน็ตปลอดภัยและ

สร้างสรรค์ ผู้พูดหลักในงานคือคุณณัฐยา บุญภักดี ผูจ ้ ัดการ แผนงานส่ ือสร้างสุขภาวะทางเพศของสสส. เธอนำา เสนอแนวคิดว่าสังคมจะต้องเปิ ดเผยเร่ ืองเพศที่เป็ นความรูก ้ ันมากข้ ึน โดยเฉพาะเร่ ืองการให้ข้อมูลและการ

44


ศึกษาอย่างตรงไปตรงมา เพราะที่ผา่ นมา การทีส ่ ังคมไทยเป็ นสังคมปิ ดด้านเพศทำาให้เกิดทัศนคติและค่านิยม ที่ผิดๆ เช่นเร่ ืองขนาดอวัยวะของผู้ชาย การไม่ป้องกันโรคจากการมีเพศสัมพันธ์ทัง้ฝ่ ายชายและหญิง จนถึง การไม่รู้จก ั เล้าโลมจนทำาให้ฝ่ายหญิงเกิดความเจ็บปวดจนไม่เกิด "สุขภาวะทางเพศ"

เป้าหมายของคุณณัฐยา คือการรณรงค์และเผยแพร่ความรูเ้ ร่ ืองเหล่านี้ จนนำาไปสูก ่ ารพลิกทัศนคติด้านของ

สังคมให้หลุดพ้นจากการครอบงำาของแนวคิดแบบวิค ทอเรียนทีก ่ ดเร่ ืองเพศจนกลายเป็ นเร่ ืองต้องห้ามที่พูด กันไม่ได้และส่งเสริม ให้ผู้ชายเป็ นใหญ่แต่ฝ่ายเดียว ที่ผา่ นมาคุณณัฐยาทำางานเร่ ืองนี้ผา่ นแผนงานสุขภาวะ ทางเพศซ่ ึงมีมูลนิธิสร้างความเข้าใจเร่ ืองสุขภาพผู้หญิง (สคส.)

ในที่วงสนทนาเกิดแนวคิดแปลกใหม่หลากหลายในแง่การรณรงค์ คุณสุนิตย์ ผูจ ้ ัดการแผนงาน ICT ได้

เสนอว่าแผนงาน ICT และแผนงานส่ ือสร้างสุขภาวะทางเพศน่าจะร่วมมือกัน โดยใช้ ICT เข้ามาช่วยงาน

รณรงค์ประชาสัมพันธ์งานของคุณณัฐยาไปยังกลุ่มเป้ าหมาย และเน่ ืองจากวันวาเลนไทน์กำาลังจะมาถึง ทำาไม ไม่ลองทำาอะไรสักอย่างดูเสียเลย

ปั ญหาของวัยรุน ่ ในวันวาเลนไทน์คือคูร่ ก ั มักจะใช้โอกาสวันนัน ้ เป็ นวันที่มี เพศสัมพันธ์กันครัง้แรก แต่มค ี ู่

เพียงไม่ถงึ คร่ งึ ที่มีการป้ องกันเช่นการใช้ถงุ ยางอนามัย เพราะเหตุผลว่าอายไม่กล้าไปซ้ ือ หรือถ้าเป็ นผู้หญิงก็ ไม่กล้าพกถุงยาง เพราะกลัวถูกมองว่าเป็ นผู้หญิงไม่ดี นอกจากนัน ้ เม่ ือเกิดปั ญหาเช่นถุงยางแตก วัยรุ่นส่วน

มากยังไม่รจ ู้ ักวิธีใช้ยาคุมกำาเนิดฉุกเฉิน บางคนกินเพียงเม็ดเดียวจากสองเม็ดทำาให้การคุมกำาเนิดไม่ได้ผล เรา เลยช่วยกันคิดว่าน่าจะทำาคลิปวิดโี อรณรงค์และเผยแพร่แบบการตลาดลูกโซ่บน อินเทอร์เน็ต

คุณกล้าแห่ง DuoCore.tv เสนอตัวเป็ นผู้ถา่ ยทำาและผลิตคลิปนีใ้ ห้ รวมทัง้ใช้เทคนิคการเผยแพร่ทเี่ ขามี

ความถนัดและประสบการณ์ คลิปที่ใช้เวลาผลิตทัง้กระบวนการเพียง 3 วันประกอบด้วยคลิป "ซ้ ือถุงยางจะ อายทำาไม" "ผู้หญิงพกถุงยางจะเป็ นอะไร" และ "การใช้ยาคุมกำาเนิดฉุกเฉิน"

คลิป YouSex ทัง้ 3 ถูกเผยแพร่ผา่ นช่องทางต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต ทัง้บนเว็บไซต์ YouSex.com ซ่ ึงเปิ ด

45


ข้ ึนมาเฉพาะกิจ ในเว็บฝากวิดโี อยอดนิยมอย่าง YouTube.com และเผยแพร่แบบ Embed Code เพ่ ือให้

เจ้าของบล็อกหรือเว็บนำาคลิปไปแปะในเว็บของตนเอง ซ่ งึ มีเจ้าของบล็อกยอดนิยมร่วมกันแปะคลิปนี้จำานวน มาก รวมทัง้เว็บมาสเตอร์ของ exteen.com ซ่ งึ เป็ นบริการบล็อกยอดนิยมในหมู่วัยรุ่น และหน้าแรกของ

kapook.com เว็บวัยรุ่นอันดับหน่ ึงของประเทศ นอกจากนัน ้ ยังมีเทคนิคการทำาให้คลิปเข้าถึงกลุ่มเป้ าหมาย (หรืออีกทางหน่ ึงก็คือการทำาให้กลุ่มเป้ าหมายเข้ามาเจอคลิปนัน ่ เอง) เช่นการใช้คำาป้ ายคำา (Tag) การส่งอีเมล ลูกโซ่ การเขียนข้อความโฆษณา (Copywriting) ทีท ่ ำาให้กลุ่มเป้ าหมายเกิดความสนใจและคลิกดู

ภายในเวลา 3 วันระหว่างช่วงวาเลนไทน์ มีการเข้าชมคลิปกว่า 50,000 ครัง้ และจนถึงบัดนี้เป็ นเวลากว่า 1

ปี มีผเู้ ข้าชมกว่า 200,000 ครัง้ ช่องทางการเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตและการผลิตคลิปที่มีเน้ ือหาตรงใจวัยรุน ่

ซ่ งึ เป็ นกลุ่มเป้าหมาย เป็ นปั จจัยสำาคัญทีท ่ ำาให้การรณรงค์เกิดผล จนกลายเป็ นประเด็นถกเถียงกันในแวดวงที่ เกีย ่ วข้องกับสสส. ว่าการทำาคลิปที่มเี น้ ือหา "เชิงรุก" ขนาดนี้จะส่งผลดีหรือร้ายมากกว่ากัน มีเร่ ืองน่าสนใจก็

คือ หลังจากคลิปนีถ ้ ูกเผยแพร่ไม่กเี่ ดือน คุณสุนิตย์และผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณลัดดา ตัง้สุภาชัย ผูอ ้ ำานวย การสำานักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม การเข้าพบครัง้นัน ้ เพ่ ือนำาเสนอแนวคิดว่ากระทรวง

วัฒนธรรมควรเริม ่ แปลงข้อมูล ด้านวัฒนธรรมจำานวนมากที่มีอยู่ในมือให้อยู่ในรูปแบบไฟล์ดจ ิ ิตอลเพ่ ือการ

เผยแพร่และเก็บรักษา แต่เร่ ืองแรกทีค ่ ุณลัดดายกข้ ึนมาพูดกลับเป็ นเร่ ืองคลิป YouSex ทีค ่ ุณลัดดาแสดงความ ไม่เห็นด้วยอย่างมากกับเน้ ือหา เพราะเห็นว่าจะเป็ นการยัว ่ ยุให้วย ั รุน ่ มีเพศสัมพันธ์กันมากข้ ึน ในขณะนัน ้ คุณ ลัดดายังไม่รว ู้ ่าเรานีเ่ องทีเ่ ป็ นส่วนหน่ ึงในการผลักดันให้ เกิดคลิปนัน ้ ออกมา โดยตัง้อยู่บนพ้ ืนฐานความคิดที่ ว่าการห้ามวัยรุ่นคงเป็ นไปไม่ได้ ดังนัน ้ จึงควรให้ความรูเ้ พ่ ือการป้ องกันมากกว่า

นำารายการเด็กใน ETV มาขึน ้ เว็บ สถานีวิทยุเพ่ ือการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ หรือ ETV เกิดข้ ึนเม่ ือปี 2537 มีเป้ าหมายคือการใช้ศักยภาพ ของดาวเทียมไทยคมที่ถก ู ปล่อยเม่ ือปี 2536 ในการถ่ายทอดรายการเพ่ ือการศึกษาให้แก่เด็กในพ้ ืนที่ที่อยูห ่ ่าง ไกล

รายการเพ่ ือการศึกษาในประเทศไทยยังถือว่ามีเป็ นสัดส่วนน้อยและเข้าถึงกลุ่ม เป้ าหมายได้ไม่มี

ประสิทธิภาพเม่ ือเทียบกับประเทศทีพ ่ ัฒนาแล้ว เด็กส่วนมากไม่มีทางเลือกอ่ ืนนอกเสียจากการดูรายการ โทรทัศน์ตามช่องฟรีทีวี มาตรฐาน ที่ส่วนมาล้วนมีแต่รายการบันเทิงโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เด็กมีโอกาสดูทีวี ดังนัน ้ ETV จึงเป็ นความพยายามที่สำาคัญที่จะช่วยลดช่องว่างนี้

อย่างไรก็ตาม เน่ ืองจาก ETV ถ่ายทอดผ่านดาวเทียม ผูร้ ับจะต้องมีจานดาวเทียมและจูนช่องสัญญาณ และ

การทีเ่ ป็ นรายการทีวก ี ท ็ ำาให้รายการที่ถา่ ยทอดไปแล้วไม่ค่อยมีโอกาสที่จะ ได้ถก ู เปิ ดซ้าำ ซ่ งึ เป็ นเร่ ืองน่า เสียดายเพราะการลงทุนทำารายการแต่ละตอนใช้เงินและทรัพยากร ไม่น้อย

แผนงาน ICT ได้มีโอกาสพูดคุยกับกลุ่มคนที่ทำางานส่งเสริมส่ ือสร้างสรรค์สำาหรับเด็ก แผนงานส่ ือสร้างสุข

ภาวะเยาวชน (สสย.) นำาโดยคุณเข็มพร วิรุณราพันธ์ อยากจะหาช่องทางถ่ายทอดรายการจาก ETV ทีไ่ ม่ใช่

การถ่ายทอดผ่านดาวเทียมตามปกติ เพ่ ือเพิ่มโอกาสให้เด็กที่เป็ นกลุ่มเป้ าหมายได้เข้าถึงรายการดีๆ เหล่านัน ้ สิ่งที่แผนงาน ICT นำาเสนอคือการถ่ายทอดรายการแบบ On-demand ผ่านเว็บไซต์ที่จะพัฒนาข้ ึนใหม่และ

46


ทำาการตลาดเล็งไปยังกลุ่มเป้ าหมายทีเ่ ป็ น เด็กและพ่อแม่ เทคนิคการถ่ายทอดสัญญาณแบบ On-demand คือ การเก็บไฟล์วด ิ ีโอไว้บนเคร่ ืองแม่ข่าย และทำารายการให้ผใู้ ช้เลือกเปิ ดดูรายการมด เม่ ือไหร่กไ็ ด้ ผูใ้ ช้สามารถ หยุดเล่นชัว ่ คราว ข้ามไปส่วนต่างๆ ของรายการ ส่งรายการนี้ต่อให้เพ่ ือนดู หรือนำา Embedded Code ของ

รายการไปแปะที่เว็บของตนเองเพ่ ือให้คนที่เข้าชมเว็บของตนสามารถชมรายการ ดังกล่าวได้ ซ่ งึ นอกจากจะ ทำาให้ผู้ชมสามารถเลือกชมรายการได้โดยไม่ต้องรอ ยังเป็ นการลดต้นทุนการถ่ายทอดสัญญาณ เพราะเทคนิค

การถ่ายทอดแบบ On-demand ใช้ขนาดช่องสัญญาณ (Bandwidth) ของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตต่าำ กว่าเทคนิค การถ่ายทอดแบบถ่ายทอดสด (Streaming) เน่ ืองจากสัญญาณจะถูกปล่อยเม่ ือมีการเรียกชมเท่านัน ้

รูปแบบการดำาเนินโครงการเป็ นการให้ทุนโดยแผนงานส่ ือสร้างสุขภาวะเยาวชนมายัง แผนงาน ICT โดยให้

แผนงาน ICT จัดการให้เกิดการพัฒนาระบบเว็บไซต์ นำาเน้ ือหาซ่ ึงเป็ นแผ่น DVD จากสำานักงาน ETV มา แปลงไฟล์และนำาข้ ึนเว็บ รวมทัง้การประชาสัมพันธ์เบ้ ืองต้น แผนงาน ICT ได้ส่งมอบงานให้ DuoCore.tv

เป็ นผูด ้ ำาเนินการเพราะเป็ นภาคีที่มค ี วามเชีย ่ วชาญด้านการผลิตและถ่ายทอด รายการทีวีออนไลน์ โดยแผน งาน ICT เป็ นผู้ดูแลและประสานงาน

ตัวเว็บที่ออกมามีการออกแบบที่มีสีสันและตัวการ์ตูนเหมาะกับเด็ก และมีการแบ่งหมวดหมู่รายการออก

ตามช่วงอายุของกลุ่มเป้ าหมาย ช่ ือเว็บเดิมตัง้ว่า DekCast ซ่ งึ แปลตรงๆ ว่าการถ่ายทอดรายการเพ่ ือเด็ก แต่ ทีมงานเห็นว่าคนส่วนมากอาจสับสนไม่เข้าใจ จึงเปลี่ยนช่ ือมาเป็ น ThaiTeenTV.com

47


การใช้เว็บอาจเป็ นช่องทางหน่ ึงในการนำาเสนอเน้ ือหาสูก ่ ลุ่มเป้ าหมาย อย่างไรก็ตามเว็บไม่ใช่คำาตอบสุดท้าย

ของทุกเร่ ือง ความเป็ นจริงทีต ่ ้องยอมรับก็คือเด็กและพ่อแม่ที่เป็ นกลุ่มเป้ าหมายส่วนใหญ่ ไม่ได้มีพฤติกรรม

การใช้อินเทอร์เน็ตเพ่ ือดูรายการทีวห ี รือหาส่ ือการศึกษาให้ ลูก อาจจะมีกลุ่มน้อยทีใ่ ช้อินเทอร์เน็ตเป็ นประจำา

ซ่ งึ กลุ่มนี้กม ็ ักมีความรูแ ้ ละกำาลังทรัพย์เพียงพอที่จะแสวงหาส่ ือการศึกษา ให้บุตรหลานได้ อย่างไรก็ตาม เม่ ือ พิจารณาถึงต้นทุนที่ต่ำามากในการนำารายการทีวีมานำาเสนอบนเว็บแบบ On-demand และการแปลงไฟล์มาเก็บ ไว้อก ี ทีเ่ พ่ ือรักษารายการเหล่านัน ้ ไว้ใช้งานในอนาคต (ถึงแม้โครงการ ETV อาจปิ ดตัวไป) ก็ถือว่าคุ้มค่าในการ ลงทุนทำาโครงการนี้

โครงการ ThaiTeenTV ก็เช่นเดียวกับอีกหลายโครงการที่มีอุปสรรค ซ่ งึ ในกรณีนี้ปัญหาอยู่ทก ี่ ารมี

มาตรฐานทางเอกสารและการดำาเนินงานต่างกัน ระหว่างสองแผนงาน (แผนงานส่ ือสร้างสุขภาวะเยาวชนกับ แผนงาน ICT) ทีย ่ ืนอยู่คนละขัว ้ โดยแผนงานส่ ือสร้างสุขภาวะเยาวชนผู้เป็ นเจ้าของทุนมีระบบระเบียบการ ดำาเนิน โครงการที่เรียกว่า "ตามตัวหนังสือ" หรือ By the Book โดยมีขัน ้ ตอนกระบวนการที่รด ั กุมในการ

พัฒนาโครงการ ทำาเอกสาร ตรวจสอบความก้าวหน้า และข้อปฏิบัติทางการเงิน ส่วนแผนงาน ICT ในขณะนัน ้ ยึดแนวทางยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์และความเหมาะสม โดยดูที่ตว ั ผลงานเป็ นหลักโดยไม่ได้

ให้ความสำาคัญนักกับเอกสารหรือระบบระเบียบ มาตรฐานการดำาเนินงาน ความไม่เข้ากันนี้ทำาให้เกิดปั ญหาใน การประสานงานระหว่างสองแผนงานอยู่เร่ ือยๆ ซ่ ึงทางหน่ ึงที่สามารถทำาได้เพ่ ือแก้ไขปั ญหาคือการส่ ือสารกัน มากข้ ึนทัง้ ระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน เพ่ ือให้เกิดความคาดหวังที่ตรงกันในรายละเอียดต่างๆ

ช่วยองค์กรทำาเว็บเพ่ ือส่ ือสารภายใน นอกจาก การใช้ ICT สนับสนุนการส่ ือสารรณรงค์ดา้ นสังคม แผนงาน ICT ยังมีเป้ าหมายทีจ ่ ะสนับสนุนการ

พัฒนาเว็บเพ่ ือให้องค์กรใช้เป็ นการภายในใน ลักษณะต่างๆ ไม่วา่ จะเป็ นการส่ ือสารระหว่างสมาชิก การทำาฐาน ข้อมูลทัง้ฐานข้อมูลภายในและฐานข้อมูลสาธารณะที่เปิ ดให้คนภายนอก เข้าถึงได้

กลุม ่ องค์กรที่แผนงาน ICT ได้เข้าไปสนับสนุนมีตัง้แต่เครือข่ายพยาบาลชุมชน ที่ติดต่อผ่านคุณสุนิตย์ และ

นัดกันเดินทางไกลจากต่างจังหวัดเพ่ ือมาหารือกับเรา เป้ าหมายหลักของเว็บเครือข่ายพยาบาลชุมชนก็คือการ

เป็ นเคร่ ืองมือส่ ือสารให้ ข้อมูลกันระหว่างสมาชิกทีก ่ ระจายอยู่ทัว ่ ประเทศ เช่นข้อมูลการอบรม สัมนา กิจกรรม ของโครงการ

อีกกลุ่มคือมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ที่อยากได้ระบบฐานข้อมูลบุคลากรทีเ่ กีย ่ วข้องกับมูลนิธิ โดยจำาแนก

ออกตามหน่วยงาน บุคลากรแต่ละคนจะมีข้อมูลจำาเพาะเช่นช่ ือ ที่อยู่ ประวัตย ิ ่อ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ เพ่ ือให้ภาคีรว ่ มงานสามารถเข้าไปค้นหาบุคลากรที่เหมาะสมและติดต่อเพ่ ือ ร่วมมือกันทำางานได้

แผนงาน ICT ยังได้มีโอกาสรูจ ้ ักกับเครือข่ายอินแปงที่ จังหวัดสกลนคร กลุ่มนี้เป็ นชาวบ้านที่ต้องการ

รณรงค์เผยแพร่แนวทางการเกษตรแบบผสมผสานพ่ งึ ตนเอง ให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงได้นำาไปใช้เพ่ ือ เลีย ้ งตัวเองได้ โดยรูปแบบการดำาเนินการคือการสำารวจทรัพยากรที่สมาชิกแต่ละคนมีอยู่ที่ที่ดิน ของตนเอง

แล้วนำามาทำาเป็ นฐานข้อมูลเพ่ ือให้ชาวบ้านสามารถแลกเปลีย ่ นทรัพยากรดังกล่าว ระหว่างกันได้ ดังนัน ้ ความ ต้องการหลักของกลุ่มก็คือระบบฐานข้อมูลทรัพยากรที่สามารถบอกได้ว่าใครมี ทรัพยากรอะไรบ้าง นอกจาก

48


นัน ้ เครือข่ายอินแปงยังมีการเก้บสะสมองค์ความรูด ้ า้ นต่างๆ ทีเ่ กีย ่ วข้องกับวิถีชีวิตเกษตร จึงต้องการระบบ

เก็บความรูเ้ หล่านัน ้ ให้เป็ นระบบในลักษณะสารานุกรม ผมได้มโี อกาสดูแลโครงการนี้ โดยมอบงานพัฒนาฐาน ข้อมูลให้นก ั พัฒนาภายนอกเพราะเราในขณะนัน ้ ไม่ได้มค ี วาม เชี่ยวชาญเป็ นพิเศษด้านการทำาระบบฐานข้อมูล

ส่วนระบบสารานุกรมได้พฒ ั นาเองโดยใช้ระบบจัดการเน้ ือหา Drupal เม่ ืองานพัฒนาเสร็จสิ้น ผมจึงเดินทางไป แนะนำาวิธีการติดตัง้และใช้งานที่ศูนย์อินแปง จังหวัดสกลนคร และได้รับการต้อนรับจนประทับใจในน้ำาใจของ ชาวชนบทมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม การใช้งานระบบที่แผนงาน ICT ช่วยพัฒนานัน ้ มีปัญหาอย่างต่อ

เน่ ืองเพราะอุปสรรคด้านการส่ ือสารและการฝึ ก อบรมทีไ่ ม่เพียงพอ ซ่ งึ ทำาให้เราได้เรียนรู้ว่างานลักษณะที่ลงไป ทำาต่างจังหวัดต้องใช้ระบบคิดอีก แบบ โดยเฉพาะการไปคลุกคลีทำาความเข้าใจกับพ้ ืนฐานทักษะและบุคลากร เป็ นรายบุคคล อย่างต่อเน่ ือง ซ่ ึงอาจทำาได้ไม่งา่ ยนักในทางปฏิบัติ

งานใหญ่ทก ี่ ำาลังดำาเนินการอยูใ่ นปั จจุบัน คือการพัฒนาฐานข้อมูลส่ ือสุขภาวะ (Info Center) ให้กบ ั สสส.

ฐานข้อมูลสุขภาวะนี้เดิมสสส. มีใช้อยู่แล้ว แต่เป็ นระบบภายในทีเ่ ข้าถึงได้จากคอมพิวเตอร์ภายในสสส.

เท่านัน ้ ข้างในประกอบด้วยส่ ือด้านสุขภาวะจากภาคีตา่ งๆ ของสสส. ตัง้แต่หนังสือทีถ ่ ูกแปลงเป็ นไฟล์ PDF เอกสาร งานวิจย ั สถิติ วิดีโอ และไฟล์เสียง หน้าทีข ่ องแผนงาน ICT คือออกแบบระบบใหม่ที่เปิ ดให้ทก ุ คน สามารถเข้ามาใช้งานได้ และใช้งานง่ายในลักษณะห้องสมุดออนไลน์ที่ผใู้ ช้สามารถเลือกดูเน้ ือหาตามหมวด

ต่างๆ ได้โดยง่าย และมีการนำาเสนอส่ ือเด่นในแต่ละช่วงเวลา รวมทัง้ส่ ือที่ได้รับความนิยมมาก และรายการส่ ือ ที่เข้ามาใหม่ การพัฒนา Info Center จะนำาไปสูร่ ะบบข้อมูลส่ ือด้านสุขภาวะทีเ่ ราตัง้เป้ าหมายร่วมกับสสส. ว่า จะกลายเป็ นแหล่งความรูแ ้ ละข้อมูลอ้างอิงมาตรฐานสำาหรับหน่วยงานที่มี เป้ าหมายพัฒนาสังคมใน

ประเทศไทย และเช่ ือมโยงเน้ ือหาเข้ากับระบบอ่ ืนๆ ที่สสส. สนับสนุนเช่นโครงการระบบออนไลน์เพ่ ือการ จัดการความรูส ้ ุขภาวะ หรือ Digital KM ที่มีเป้ าหมายรวบรวมและนำาเสนอเน้ ือหาด้านสุขภาวะที่ กระจัดกระจายแก่สาธารณะ ชนในวงกว้างภายใน 3 ปี

49


มองไปข้างหน้า ถึงทุกวันนี้ผมจะไม่ได้ทำางานในแผนงาน ICT เพ่ ือการสร้างเสริมสุขภาวะอีกแล้ว แต่ความทรงจำาและเร่ ืองราว ยังอบอวลและชัดเจน

ผมกล่าวไว้ครัง้หน่ ึงในหนังสือเล่มนี้ ว่าหนังสือที่ผมชอบอ่านช่วงวัยรุน ่ คือนิยายวิทยาศาสตร์ของ Isaac

Asimov แต่ผมยังไม่ได้พด ู ว่าหนังสือของ Asimov มีเน้ ือหาทีก ่ ำาหนดการดำารงชีวิตและทัศนคติของผมจนถึง ทุกวันนี้ นัน ่ คือความเป็ นมนุษย์นิยมของ Asimov

มนุษย์นิยมในหนังสือชุดหุ่นยนต์ และสถาบันสถาปนาของ Asimov คือการทีค ่ นกลุ่มหน่ ึงอุทิศแรงงานแรง

กาย เพ่ ือใช้วิชาความรูใ้ นการกอบกูเ้ ผ่าพันธุ์มนุษย์จากความวุ่นวายโกลาหลที่ เกิดจากการล่มสลายของระบบ เป้าหมายสูงสุดของการเกิดมาในทัศนมนุษย์นิยม คือการแก้ปัญหาและพัฒนาเผ่าพันธุ์มนุษย์ คือการทำาให้

มนุษย์ มีความเป็ นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดข ี ้ ึน คือการทำาให้มนุษย์มค ี วามรูแ ้ ละปั ญญามากข้ ึน ทัง้หมดนี้นำาไปสู่ ความสุข ความสุขที่ Asimov กล่าวว่าในท้ายที่สุดก็คือการที่มนุษย์เข้าใจสิง่ ต่างๆ รอบตัวอย่างถ่องแท้และอยู่ ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างเป็ นหน่ ึงเดียว

ความรูค ้ วามเข้าใจคือปั จจัยสำาคัญอันจะนำาไปสู่การพัฒนา ความรูค ้ วามเข้าใจ ส่วนสำาคัญต้องเกิดข้ ึนจากการ

เข้าถึงส่ ือความรู้ ซ่ ึงเป็ นได้ทัง้ส่ ือไม่มีชีวิต เช่น ข้อความ บทความ วิดีโอ เสียง และส่ ือมีชีวิตเช่นคนหรือกลุ่ม

คนที่มีความรูใ้ นแต่ละเร่ ือง ผมมีความสุขและภูมิใจทีไ่ ด้มีส่วนร่วมไปกับกระบวนการสร้างความรูแ ้ ละการ เข้า ถึงความรูร้ ่วมกับแผนงาน ICT โดยคุณสุนิตย์และทีมงานทุกคน ผมรู้จก ั กับคุณสุนิตย์เพราะเราอ่านหนังสือ

เล่มเดียวกัน และปรัชญาทีเ่ ป็ นแกนกลางของ ChangeFusion และแผนงาน ICT ก็มาจากแนวคิดในหนังสือ

เหล่านี้ ที่นอกจากจะกำาหนดเส้นทางให้เราทำางานเพ่ ือทำาให้คนรู้มากข้ ึน ยังกำาหนดยุทธศาสตร์การดำาเนินการ ที่เราต้องเป็ นมืออยูเ่ บ้ ืองหลัง เพ่ ือสนับสนุนคนอ่ ืนๆ ทีเ่ ขามีแรงและใจอยู่แล้ว เราไม่ได้เป็ นผู้ "สร้าง" แต่เรา เป็ นผู้ "เสริมสร้าง"

แผนงาน ICT ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เรากำาลังขยายปริมณฑลของความรูใ้ ห้ครอบคลุมประเด็นที่สำาคัญ

ของสังคม เราเริ่มสนับสนุนขบวนการขับเคล่ ือนเพ่ ือรักษาสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงาน (Green.in.th) การ มีส่วนร่วมทางนโยบายเพ่ ือผลักดันข้อเสนอในการเปลี่ยนแปลงเมืองให้ นักการเมือง (IdeaBangkok.com)

การใช้เว็บเพ่ ือการจัดการความรูช ้ ุมชน การสนับสนุนการจัดทำาคลังความรูด ้ า้ นการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ไป จนถึงการสนับสนุนระบบเพ่ ือสร้างเครือข่ายเยาวชนที่สนใจงานด้านสังคม คนรุ่นใหม่นี้เองทีจ ่ ะเป็ นเรีย ่ วแรงใน การขับเคล่ ือนการพัฒนาของสังคม ในขณะที่จนที่มีอายุมากข้ ึนใช้ประสบการณ์ของตนเองและมุมมองที่เฉียบ แหลมคอย ให้คำาปรึกษาและอำานวยการ

50

ict-plan-book  

การพั ฒนาสภาพแวดล้ อมออนไลน์ เพ่ ื อพั ฒนาสั งคม แผนงาน ICT เพ่ ื อการสร้ างเสริ มสุ ขภาวะกั บการเบิ กทาง 1 ชิ ตพงษ์ กิ ตติ นราดร สร้ างภู ม...

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you