Issuu on Google+

ว า ร ส า ร โ ป ลี เ ท ค นิ ค ภ า ค ต ะ วั น อ อ ก เ ฉี ย ง เ ห นื อ การจ

ั ด ก า ร แ ล ะ เท ค โ

น โล

มหา

น เทิร

วิท

ีอ ีส

าล ัย

ว า ร ส า ร โ ป ลี เ ท ค นิ ค ภ า ค ต ะ วั น อ อ ก เ ฉี ย ง เ ห นื อ

nU

dT

echn

ology

ter The Eas nive

rsity

of Manageme

nt a

n

ม ห า วิ ท ย า ลั ย ก า ร จั ด ก า ร แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี อี ส เ ทิ ร์ น

ม ห า วิ ท ย า ลั ย ก า ร จั ด ก า ร แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี อี ส เ ทิ ร์ น

ปีที่ 6 มกราคม – มิถุนายน 2552 ISSN 1686 - 7440

ปีที่ 6 มกราคม – มิถุนายน 2552 ISSN 1686 - 7440

THE OPERATION ON EDUCATIONAL ASSURANCE IN SCHOOLS UNDER THE JURISDICTION OF UBON RATCHATHANI OFFICE OF EDUCATIONAL SERVICE, AREA 3.

Suporn Srisan, Chalermsak Supapon, Supen Jumpated ................................................. 1

BAKERY PRODUCTS CONSUMPTION AMONG STUDENTS AT FACULTY OF SCIENCE, SRINAKHARINWIROT UNIVERSITY.

FACTOR ANALYSIS OF ANTECEDENTS OF DIVORCES IN THAI FAMILIES.

THE VIRTUES IN ACCORDANCE WITH THE ECONOMY SUFFICIENCY PHILOSOPHY.

SERVICE QUALITY OF THE NORTH EASTERN POLYTECHNIC COLLEGE.

Nuanla-or supapon, Adisak Pongpullponsak, Phatcharin Charoenphak ................... 21 Suporn Srisan ............................................................................................................................... 33 Suneerat Srisopa ........................................................................................................................ 41

BUDDHISTIC RELIGIOSITY AND SELF-ESTEEM OF ELDERLY.

Sirimon chaikate Thiwaporn Puengthong............................................................................ 13

Wijitra Prampree, Wattana Srisatvacha ............................................................................. 51

INCIDENCES AND FACTOR OF INTERNET ANXIETY OF NORTHEAST RAJABHAT UNIVERSITY’S STUDENTS.

Monthita Chaimanee, Adisak Pongpullponsak .................................................................. 58

วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552 ราคา 90 บาท

Vol. 6 January - June 2009 www.polytechnic.co.th

Vol. 6 January - June 2009 www.polytechnic.co.th

การดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อุบลราชธานี เขต 3

ศุภร ศรีแสน, เฉลิมศักดิ์ สุภาผล, สุเพ็ญ จำปาเทศ ................................................................ 1

การบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของนิสิต คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

การวิเคราะห์องค์ประกอบปัจจัยที่ทำให้เกิดการหย่าร้างในครอบครัว

คุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐฏิจพอเพียงของข้าราชการครู และผู้บริหารโรงเรียน

สิริมนต์ ชายเกตุ, ทิวาพร พึ่งทอง .............................................................................................. 13 นวลละออ สุภาผล, อดิศักดิ์ พงษ์พูลผลศักดิ์, พัชรินทร์ เจริญภักดิ์ ...................................... 21

สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดอุบลราชธานี

คุณภาพการให้บริการของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ศุภร ศรีแสน ................................................................................................................................. 33 สุนีรัตน์ ศรีโสภา .......................................................................................................................... 41

ความศรัทธาในพุทธศาสนากับการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ

วิจิตรา เปรมปรี, วัฒนา ศรีสัตย์วาจา ...................................................................................... 51

ปรากฏการณ์และปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

THE EFFECT OF STRAY CAPACITANCE TO IMPULSE VOLTAGE GENERATOR BY USING

PSPICE PROGRAMMING.

ผลกระทบของคาปาซิแตนซ์แฝงที่มีต่อเครื่องกำเนิดแรงดันอิมพัลส์ โดยใช้โปรแกรม PSpice

ENGLISH FOR ALL : REFLECTIONS AND BEST PRACTICES.

English for All : Reflections and Best practices.

Ambigapathy Pandian ............................................................................................................................ 76

Chaiporn Addoddorn .............................................................................................................. 67

มณฑิตา ไชยมณี, อดิศักดิ์ พงษ์พูลผลศักดิ์ .............................................................................. 58 ชัยพร อัดโดดดร............................................................................................................................. 73 Ambigapathy Pandian ............................................................................................................. 76


นโยบายการจัดพิมพ์วารสารวิชาการ วารสารวิชาการโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดพิมพ์ขึ้น

เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรและนักวิชาการ ได้มีโอกาสเสนอ

ผลงานวิชาการเพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวิทยาการ ทุกสาขาต่อสาธารณะ

เรื่องที่เสนอเพื่อตีพิมพ์ ผลงานวิชาการที่รับตีพิมพ์ ประกอบด้วย บทความวิชาการ บทความวิจัย บทความปริทัศน์ และบทพินิจหนังสือ ต้นฉบับที่พิจารณาเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารนี้จะต้องไม่เคย ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน เรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการ

กลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิ และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ

การเตรียมต้นฉบับ ผลงานทางวิชาการที่รับพิจารณาตีพิมพ์ต้องพิมพ์เป็นภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ พิมพ์ต้นฉบับด้วยกระดาษขาว 80 แกรม ขนาดเอ 4

ผลงานวิชาการทุกประเภทต้องมีส่วนประกอบทั่วไปดังนี้ 1. ชื่อเรื่อง ชื่อผู้เขียน (ครบทุกคน) 2. วุฒิการศึกษาขั้นสูงสุด และตำแหน่งทางวิชาการ (ถ้ามี) ของผู้เขียนครบทุกคน 3. สถานที่ติดต่อหมายเลขโทรศัพท์พื้นฐานและมือถือ ของผู้เขียน ครบทุกคน 4. ชื่อเรื่องประจำหน้า (running title) หรือชื่อเรื่องย่อสำหรับ ผลงานทางวิชาการประเภทบทความวิชาการ หรือบทความวิจัยต้องมีส่วน ประกอบเพิ่มเติมคือ ต้องมีบทคัดย่อ ท้ายบทคัดย่อให้ผู้เขียนกำหนดคำสำคัญ สำหรับทำดรรชนี 3 คำ และให้จัดโครงสร้างของบทความโดยเฉพาะ

อย่างยิ่งบทความวิจัย ตามลำดับดังนี้ บทนำ วิธีการวิจัย ผลการวิจัย อภิปรายผล ข้อเสนอแนะ และเอกสารอ้างอิง

การอ้างอิงและการเขียนเอกสารอ้างอิง กรณีที่ผู้เขียนต้องการระบุแหล่งที่มาของข้อมูลในเนื้อเรื่องให้ใช้

วิธีการอ้างอิงในส่วนเนื้อเรื่องโดยระบุ ชื่อผู้แต่ง ปีพิมพ์และหน้าที่อ้างอิง

ของเอกสารไว้ในเนื้อหา เพื่อบอกแหล่งที่มาของข้อความนั้นผู้เขียนใช้รูปแบบ

ใดรูปแบบหนึ่ง ในการเขียนเอกสารอ้างอิง เช่น ตัวอย่างต่อไปนี้ 1. หนังสือ ชื่อผู้แต่ง. (ปีที่พิมพ์). ชื่อหนังสือ. สถานที่พิมพ์ : สำนักพิมพ์. บุญชม ศรีสะอาด. (2546). การวิจัยสำหรับครู. กรุงเทพฯ : สุวิริยา สาส์นการพิมพ์.

2. บทความในหนังสือรวมเรื่อง ชื่อผู้แต่ง. (ปีที่พิมพ์). ชื่อบทความ, ใน ชื่อบรรณาธิการ (บรรณาธิการ), ชื่อหนังสือ (หน้าของบทความ). สถานที่พิมพ์ : สำนัก พิมพ์. งามตา วนินทานนท์. (2546). ปลูกฝังเยาวชนไทยอย่างไร ให้เป็นคนดี, ในมนัส บุญประกอบ และวิลาสลักษณ์ ชัววัลลี (บรรณาธิการ), ร่วมสร้างสรรค์ เด็กและเยาวชน. (หน้า 9-14). กรุงเทพฯ : ธนธัชการพิมพ์. 3. บทความในวารสาร ชื่อผู้แต่ง. (ปีที่พิมพ์, วัน เดือน ). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร, ปีที่, (ลำดับที่ ในกรณีที่แต่ละฉบับในลำดับเริ่มต้นด้วยหน้า 1), หน้า. ศุภร ศรีแสน. (2547). บทบาทของสถาบันอุดมศึกษากับการ

ศึกษานอกระบบ. วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 1(1), 17-19. 4. บทความในวารสารอิเล็กทรอนิกส์ ชื่อผู้แต่ง.// (ปีที่พิมพ์, / วันเดือนของวารสารหรือปีที่สืบค้น). // ชื่อบทความ. // ชื่อวารสาร. // ปีที่ (ฉบับที่) : / หน้า (ถ้ามี) // สืบค้นเมื่อ วัน/เดือน/ปี (หรือ Retrieved / เดือน / วัน, / ปี), จาก (from) / ชื่อเว็บไซต์. ตัวอย่างเช่น.. Bearman, David. (2000, December). Intellectual Property Conservancies. D-Lib Magazine. 6(12). Retrieved June 30, 2002, from http : // www.dlib.org/dilv / december / bearman / 12 bearman.html สิ่งที่ผู้เขียนได้รับตอบแทน กองบรรณาธิการจะอภินันทนาการวารสารฉบับที่ ผลงานของ ผู้เขียนได้รับการตีพิมพ์ท่านละ 2 ฉบับ พร้อมกับสำเนาพิมพ์ เรื่องละ 15 ชุด ในกรณี ที่มีผู้เขียนร่วม จะมอบให้แก่ชื่อผู้เขียนแรก การบอกรับและติดต่อ ค่ า สมาชิ ก ปี ล ะ 150 ขายปลี ก ฉบั บ ละ 90 บาท ติดต่อบอกรับเป็นสมาชิก ได้ที่ อ.ศรายุทธ ตรีโรจน์พร สิ่งที่ผู้เขียนต้องส่งให้แก่บรรณาธิการ 1. ต้นฉบับ 3 ชุด 2. แผ่นบันทึกข้อมูล 1 แผ่น

แนะนำผู้เขียน เฉลิมศักดิ์ สุภาผล, รองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จ.อุบลราชธานี ชัยพร อัดโดดดร, อาจารย์ มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จ.อุบลราชธานี ทิวาพร พึ่งทอง, วิทยาศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพมหานคร นวลละออ สุภ���ผล, รองศาสตราจารย์ ดร. มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จ.อุบลราชธานี พัชรินทร์ เจริญภักดิ์, การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพมหานคร มณฑิตา ไชยมณี, ครุศาสตรอุตสาหกรรมมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กรุงเทพมหานคร วัฒนา ศรีสัตย์วาจา, รองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพมหานคร วิจิตรา เปรมปรี, ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพมหานคร ศุภร ศรีแสน, รองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จ.อุบลราชธานี สิริมนต์ ชายเกตุ, อาจารย์ ดร. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพมหานคร สุนีรัตน์ ศรีโสภา, อาจารย์ มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จ.อุบลราชธานี สุเพ็ญ จำปาเทศ, ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จ.อุบลราชธานี อดิศักดิ์ พงษ์พูลผลศักดิ์, รองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กรุงเทพมหานคร Ambigapathy Pandian, Professor Dr. Universiti Sains Malaysia , Malaysia.


วารสารโปลี เ ทคนิ ค ภาคตะวั น ออกเฉี ย งเหนื อ ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552 ISSN 1686 - 7440 ราคา 90 บาท

เจ้าของ

กองบรรณาธิการ

วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 749/1 ถ.ชยางกูร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โทร 0-4528-3770-2 โทรสาร 0-4528-3773

PROFESSOR DOCTER AMBIGAPATHY PADIAN ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงศ์ พรหมวงศ์ ศาสตราจารย์ ดร.ไพบูลย์ ช่างเรียน ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ศาสตราจารย์ ดร.สำเนาว์ ขจรศิลป์ รองศาสตราจารย์ ดร.รังสรรค์ ประเสริฐศรี รองศาสตราจารย์ อัษฎางค์ ปาณิกบุตร วัตถุประสงค์ ดร.วีระ ไชยศรีสุข 1. เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านวิชาการในศาสตร์สาขาต่างๆ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ดร. นวลละออ สุภาผล 2. เพื่อให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ในรูปแบบของ รองศาสตราจารย์ ดร.อุทัย ภิรมย์รื่น วารสารวิชาการ รองศาสตราจารย์ ดร.พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ 3. เพื่อส่งเสริมการแสดงความคิดเห็น เสนอผลการ รองศาสตราจารย์ ดร.ประวิต เอราวรรณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนสุวิทย์ ทับหิรัญรักษ์ ค้นคว้าและวิจัย ดร.สกุลรัตน์ กมุทมาศ 4. เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์ และนักวิชาการได้ ดร.ธรรมนิตย์ วราภรณ์ เผยแพร่ผลงาน ดร.เพ็ญศรี แซ่เตียว 5. เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณทางด้านวิชาการของวิทยาลัย ดร.สมานจิต ภิรมย์รื่น ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง ดร.ทัสนี วงศ์ยืน ดร.ขนิษฐ์ รอดอนันต์ คณะที่ปรึกษาบรรณาธิการ ดร.นพดล มูลสิน นายกสภาวิทยาลัย ดร.จตุรวัฒน์ ธนิษฐ์นันท์ ดร.ดิเรก พรสีมา อธิการบดี ดร.จักรพรรดิ วะทา รองอธิการบดี ดร.ปัณณธร ชัชวรัตน์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย คณบดีคณะการบัญชี พิสูจน์อักษร คณบดีคณะบริหารธุรกิจ อาจารย์ศรายุทธ ตรีโรจน์พร คณบดีคณะนิติศาสตร์ นางสาวหทัยกาญจน์ สุขคมขำ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ออกแบบรูปเล่ม-จัดหน้า คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ อาจารย์ภิรานี โชควิวัฒนวนิช คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ อาจารย์ศรายุทธ ตรีโรจน์พร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์

บรรณาธิการ รองศาสตราจารย์ศุภร ศรีแสน

รองบรรณาธิการ รองศาสตราจารย์เฉลิมศักดิ์ สุภาผล อัตราค่าสมัครสมาชิก 150 บาท/ปี สมัครสมาชิกวารสาร ติดต่อ อาจารย์ศรายุทธ ตรีโรจน์พร 749/1 ถ.ชยางกูร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โทร. 0-4528-3770-2 โทรสาร 0-4528-3773

กำหนดออก ปีละ 2 ฉบับ

พิมพ์ที่

บริษัท ยงสวัสดิ์อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด โทร. 0 4532 4777-9

ข้อความในบทความเป็นแนวคิดและลิขสิทธิ์ของผู้เขียน


บ ท บ ร ร ณ า ธิ ก า ร วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการเผยแพร่ ผลงานทางวิชาการ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของ นักวิชาการสถาบันต่างๆ ฉบั บ นี้ มี บ ทความวิ จั ย ที่ น่ า สนใจหลายเรื่ อ ง เช่ น คุ ณ ธรรมที่ สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของข้าราชการครูและผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดอุบลราชธานี เป็ น ต้ น วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือเล่มนี้ สำเร็จลุล่วงได้ เพราะได้รับการเสนอแนะจากอธิการบดี วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย คณบดีคณะต่างๆ ที่ได้มีส่วนร่วมใน การเสนอแนะ ให้วารสารเล่มนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ได้ติดตามวารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มาตลอด รองศาสตราจารย์ศุภร ศรีแสน บรรณาธิการ


วิทยาลัยของเรา

OUR COLLEGE

ความหมายของตราสถาบัน รัศมี :

แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองความก้าวหน้าในวิทยาการและเทคโนโลยี ทุกแขนง ชื่อเสียงและคุณภาพความดีแผ่ปก ไปทั่วทิศ

พระธาตุ : แสดงถึง สถานที่ตั้งที่เป็นที่เคารพสักการะที่ซึ่งยึดเหนี่ยว ประสิทธิประสาทวิชา

ดอกบัวบาน : แสดงถึง ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ภาษาไทย : วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อักษรย่อ : ว.ป.น. ภาษาอังกฤษ : The North Eastern Polytechnic College อักษรย่อ : N P C


PHILOSOPHY

ปรัชญาวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัญญา นะรานัง ระตะนัง ปัญญาเป็นรัตนะของนรชน

WISDOM IS PRECIOUS TO THE HUMAN BEING

• วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ได้อนุญาต ให้จัดตั้ง วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนางชุติมา จินารัตน์ เป็นผู้ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 จัด ตั้ง ณ เลขที่ 749/1 ถนนชยางกูร อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งนี้สำนักกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ทบวงมหาวิทยาลัยได้จัดพิธีมอบใบอนุญาตให้จัดตั้งวิทยาลัยในวันศุกร์ที่ 2 เมษายน 2542 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมศูนย์สารสนเทศ อาคารทบวงมหาวิทยาลัย ถนนศรีอยุธยา - กรุงเทพมหานคร โดยมี ฯพณฯ ประจวบ ไชยสาส์น รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย ให้เกียรติ เป็นประธานในพิธีมอบใบอนุญาตฯ มีนาง ชุติมา จินารัตน์ ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้รับมอบท่ามกลาง ข้าราชการระดับสูงของทบวงมหาวิทยาลัย แขกผู้มีเกียรติ อธิการบดี จากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆ พร้อมด้วย อธิการบดีวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เข้าร่วม เป็น

สักขีพยานในพิธีมอบใบอนุญาต ปัจจุบันวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับความเห็นชอบให้เปิดดำเนินการหลักสูตรต่างๆ ดังต่อไปนี้ • ระดับปริญญาเอก หลักสูตรบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต หลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต • ระดับปริญญาโท หลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต (M.M.) หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (M.Ed.) - สาขาวิชาการบริหารการศึกษา - สาขาวิชาการพัฒนาหลักสูตรและการสอน หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.B.A.) หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต (M.Pol. Sc.) • ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต (Grad.Dip.) - สาขาวิชาชีพครู - สาขาวิชาการบริหารการศึกษา • ระดับปริญญาตรี - การบัญชี - บริหารธุรกิจ - นิติศาสตร์ - รัฐศาสตร์ - เศรษฐศาสตร์ - นิเทศศาสตร์ - วิศวกรรมศาสตร์ ง


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

1

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

บทความวิจัย

การดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพ���้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3

รองศาสตราจารย์ศุภร ศรีแสน รองศาสตราจารย์เฉลิมศักดิ์ สุภาผล นางสุเพ็ญ จำปาเทศ

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อศึกษาการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา และเพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับมอบหมายงานประกันเกี่ยวกับการ ดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 จำแนกตามตำแหน่ง ที่ตั้งโรงเรียนและขนาดโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 147 คน และครูผู้รับมอบหมายงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 147 คน การเลือกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เกี่ยวกับการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา จำนวน 49 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .909 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ ค่าที และการทดสอบค่าเอฟ ผลการวิจัยพบว่า 1) การดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถาน ศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) กลุ่มตัวอย่างที่มีตำแหน่งต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานการ ดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) กลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนที่มีที่ตั้งแตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับกับการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) กลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานประกันคุณภาพการ ศึกษาภายในสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

คำสำคัญ : การประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

2

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

The Operation on Educational Assurance in Schools under the Jurisdiction of Ubon Ratchathani Office of Educational Service Area 3 Suporn Srisan, Chalermsak Supapon and Supen Jumpated

ABSTRACT The purposes of this research were to study the operation on Educational Assurance in schools and to compare the opinions of the school administrators and teachers in charged on the operation of educational assurance in schools, under the Jurisdiction of Ubonratchathani Office of Educational Service, Area 3, classified by positions, school sites, and school sizes. The samples consisted of 147 school administrators and 147 school teachers being responsible for educational assurance. The research tool was a 5 rating scale questionnaire about the operation on educational assurance in schools with 49 items. The statistics using in analyzing datas were percentage, mean, standard deviation , t - test, and F - test. The research findings were The samplers viewed the operation on educational assurance at high level as a whole. The samplers who were different in positions had different opinions about the operation on educational assurance in schools with statistical significance at .05 level. The samplers who worked in different school sites had different opinions about the operation on educational assurance in schools with statistical significance at .05 level. The samplers with different school sizes had different opinions about the operation on educational assurance in schools with statistical significance at .05 level. Keywords : Educational Assurance in Schools

ภูมิหลัง

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 หมวด 6 มาตรา 47 ระบุให้มีระบบประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วยระบบการประกันคุณภาพภายในและระบบการประกันคุณภาพภายนอก มาตรา 48 ให้ถือว่าการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการ-


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

3

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

จัดทำรายงานประจำปี เสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดเผยต่อสาธารณชนเพื่อนำไปสู่ การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และเพื่อรับรองการประกันคุณภาพภายนอก มาตรา 49 กำหนด ให้สถานศึกษาทุกแห่งต้องได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกอย่างน้อย 1 ครั้งในทุก 5 ปี และต้องเสนอผล การประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน(สำนักงานรับรอง มาตรฐานและการประเมินคุณภาพการศึกษา . 2548 : 97) ในส่วนของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถพัฒนา คุณภาพชีวิต ให้พร้อมที่จะทำประโยชน์ให้สังคมตามบทบาทหน้าที่ของตนในฐานะพลเมืองดีตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะพื้นฐานในการดำรงชีวิต ทันต่อการเปลี่ยนแปลง มีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ทำงานเป็นและดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ได้อย่างมีความสุข เพราะฉะนั้นในการจัดการศึกษา คุณภาพการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนปรารถนา โรงเรียนที่มีคุณภาพจึงต้องเป็นโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนสอดคล้องกับความต้องการและความคาดหวัง ของผู้เรียน ผู้ปกครอง ชุมชน ซึ่งก่อให้เกิดความพึงพอใจและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษา บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีต่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 1. หลักการ ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาให้เป็นส่วน หนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษา โดยอาศัยหลักการ 1) เป้าหมายสำคัญของการประกันคุณภาพคือ การ พัฒนาผู้เรียน 2) ถือว่าการประกันคุณภาพการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหาร 3) ถือว่าบุคลากร ทุกคนรวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่ร่วมกันรับผิดชอบในกระบวนการประกันคุณภาพ เช่น การวางแผน การติดตามประเมินผล การพัฒนาปรับปรุง การช่วยคิด ช่วยทำ และช่วยผลักดันเป็นต้น 2. กระบวนการประกันคุณภาพ โดยทั่วไปผู้บริหารสถานศึกษาใช้กระบวนการ 3 ขั้นตอนคือ 1) การควบคุมคุณภาพ เป็นการกำหนดมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้เข้า สู่มาตรฐาน 2) การตรวจสอบคุณภาพ เป็นการตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินงานของสถานศึกษาให้เป็น ไปตามมาตรฐานที่กำหนด 3) การประเมินคุณภาพ เป็นการประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาโดย สถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัด ระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับกระทรวง 3. การดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาต้องดำเนิน งานดังนี้ (1) การเตรียมการ ได้แก่ 1. ความพร้อมของบุคลากร ได้แก่ การสร้างความตระหนัก การเสริมสร้างความรู้ การกำหนดความรับผิดชอบ 2. การศึกษาข้อมูลสารสนเทศ ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องมีข้อมูลสารสนเทศในการตัดสินใจดำเนินงานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนการศึกษาและการกำหนด นโยบาย (2) การดำเนินการ ผู้บริหารจะต้องวางแผนการปฏิบัติงานโดยการจัดทำธรรมนูญโรงเรียน/แผน พัฒนาการศึกษา การปฏิบัติตามแผน การประเมินตนเองและการปรับปรุง (3) การปรับปรุง/การนำไปใช้ ผู้บริหารสถานศึกษานำข้อมูลสารสนเทศที่ได้จากการประเมินตนเองมาปรับปรุง และวางแผนการปฏิบัติงาน ของบุคลากรในระยะต่อไป (4) การรายงานผลการปฏิบัติงาน ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องจัดทำรายงานผล การดำเนินงานประจำปี เสนอหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ผู้เรียน ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา ครูและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นต้น (ธีระ รุญ เจริญ. 2550 : 58 -63 . ความเป็นมืออาชีพในการจัดการและบริหารการศึกษา ยุคปฏิรูปการศึกษา.) จากเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว การประกันคุณภาพการศึกษาจึงเป็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและเป็นระบบที่ทำให้เกิดค���ามเชื่อมั่นได้ว่า สถานศึกษาที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน สามารถจัดการ-


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

4

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

ศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้สำเร็จการศึกษามีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด การประกันคุณภาพการศึกษาจึงเป็นการพัฒนามาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนต่าง ๆ ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น โดยมุ่งเน้นการนำข้อมูล คุณภาพมาตรฐานของโรงเรียน รายงานต่อสาธารชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถ้ากระบวนการประกันคุณภาพมีการจัดระบบอย่างถูกต้อง คุณภาพการศึกษาที่ดีของสถนศึกษาก็จะตามมา ดังนั้น การประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาจะประสบความสำเร็จได้นั้น ทุกฝ่ายจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพเป็นไปตามเกณฑ์และมาตรฐานที่กำหนดไว้

ความมุ่งหมายของการวิจัย

1. เพื่อศึกษาการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้รับมอบหมายงานประกันเกี่ยวกับการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 จำแนกตาม ตำแหน่งของผู้ตอบแบบสอบถาม 3. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 จำแนกตามที่ตั้งของโรงเรียน ของผู้ตอบแบบสอบถาม 4. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับมอบหมายงานเกี่ยวกับการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 จำแนกตาม ขนาดโรงเรียนของผู้ตอบแบบสอบถาม

ความสำคัญของการวิจัย

ผลการวิจัยจะเป็นข้อมูลสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในการวางแผนการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา เพื่อปรับปรุงคุณภาพการศึกษาและรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกรอบที่ สองอย่างมีประสิทธิภาพ และยังจะเป็นข้อมูลสำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ช่วยเหลือสถานศึกษาในการพัฒนาการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาและเพื่อรองรับการประเมินคุณภาพจากภายนอกอย่างมีประสิทธิภาพ

ขอบเขตของการวิจัย

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตเนื้อหา การดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษา ภายในสถานศึกษา จำนวน 8 ด้าน คือ 1) ด้านการจัดระบบบริหารสารสนเทศ 2) ด้านการพัฒนามาตรฐานการศึกษา 3) ด้านการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา 4) ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา 5) ด้านการตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา 6) ด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา ประจำปี 7) ด้านการรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี 8) ด้านการผดุงระบบการประกันคุณภาพการศึกษา โดยใช้ประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับมอบหมายงานประกันคุณภาพการศึกษา ภายในสถานศึกษาในโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

5

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรต้น คือ 1) ตำแหน่ง จำแนกเป็น ผู้บริหารสถานศึกษา และ ครูผู้รับมอบหมายงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 2) ที่ตั้งโรงเรียน จำแนกเป็นโรงเรียนในเมืองและโรงเรียนนอกเมือง 3) ขนาดโรงเรียนจำแนกเป็นขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ตัวแปรตาม คือ การดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 จำนวน 8 ด้าน (สำนักงานทดสอบทางการศึกษา. 2545 : 24-25) คือ 1) ด้านการจัดระบบบริหารสารสนเทศ 2) ด้านการพัฒนามาตรฐานการศึกษา 3) ด้านการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา 4) ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา 5) ด้านการตรวจสอบ และทบทวนคุณภาพการศึกษา 6) ด้านการประเมินคุณภาพการศึกษาประจำปี 7) ด้านการรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี 8) ด้านการผดุงระบบการประกันคุณภาพการศึกษา

กรอบแนวคิดในการวิจัย

ผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวความคิดในการวิจัยจากระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาดังนี้

ตัวแปรต้น 1. ตำแหน่ง 1.1 ผู้บริหารสถานศึกษา 1.2 ครูผู้รับมอบหมายงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 2. ที่ตั้งโรงเรียน 2.1 โรงเรียนในเมือง 2.2 โรงเรียนนอกเมือง 3. ขนาดโรงเรียน 3.1 โรงเรียนขนาดเล็ก 3.2 โรงเรียนขนาดกลาง 3.3 โรงเรียนขนาดใหญ่

ตัวแปรตาม การดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา จำนวน 8 ด้าน 1. ด้านการจัดระบบบริหารสารสนเทศ 2. ด้านการพัฒนามาตรฐานการศึกษา 3. ด้านการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา 4. ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา 5. ด้านการตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา 6. ด้านการประเมินคุณภาพการศึกษาประจำปี 7. ด้านการรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี 8. ด้านการผดุงระบบการประกันคุณภาพการศึกษา


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

6

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

สมมติฐานของการวิจัย

1. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับมอบหมายงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา มี ความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา แตกต่างกัน 2. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับมอบหมายงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาที่ ปฏิบัติงานในโรงเรียนที่มีที่ตั้งต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายใน สถานศึกษาแตกต่างกัน 3. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับมอบหมายงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ที่ปฏิบัติงานภายในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษา ภายในสถานศึกษา แตกต่างกัน

นิยามศัพท์เฉพาะ

การดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา หมายถึง การปฏิบัติงาน ประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ของโรงเรียนอย่างมีขั้นตอนและเป็นระบบ โดยมีการวางแผนซึ่งก่อให้เกิดความมั่นใจในผลผลิตของโรงเรียนว่ามี คุณภาพตามมาตรฐานทางการศึกษาและตรงตามความต้องการของผู้รับบริการ ซึ่งมีตัวกำหนดการประกันคุณภาพการศึกษาให้ดำเนินไปอย่างเป็นระบบดังนี้ การจัดระบบบริหารสารสนเทศ หมายถึง การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ นำมาประมวลผลจนได้สิ่งที่มีความหมาย เรียกว่า สารสนเทศ รวมทั้งมีการเก็บรักษาอย่างเป็นระบบ สะดวกต่อการนำไปใช้ ประโยชน์ การพัฒนามาตรฐานการศึกษา หมายถึง กระบวนการสร้างและปรับปรุงคุณลักษณะและ คุณภาพที่พึงประสงค์ทางการศึกษา เป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องการให้เกิดขึ้นในสถานศึกษาทุกแห่ง และเพื่อ เป็นหลักในการเทียบเคียงสำหรับส่งเสริมและกำกับดูแล การตรวจสอบ การประเมินผลและการประกันคุณภาพการศึกษา การจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา หมายถึง การวางแผนเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา เป็นกระบวนการที่มีขั้นตอนเป็นระบบเพื่อที่จะสร้างหรือปรับแต่งวิสัยทัศน์ จัดลำ���ับความสำคัญของภารกิจ กำหนดรูปแบบและวิธีการจัดระบบองค์กรและการบริหารสถานศึกษา การดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา หมายถึง การจัดระบบการบริหารจัดการ ทรัพยากรและการปฏิบัติงานบนพื้นฐานของแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเน้นการมีส่วนร่วมตัดสินใจของ ทุกฝ่าย ทั้งครูผู้สอน ผู้บริหารและชุมชนโดยคณะกรรมการสถานศึกษา การตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา หมายถึง กระบวนการรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อสะท้อนภาพการจัดการศึกษาตามเป้าหมายและมาตรฐานที่กำหนดไว้ และรายงาน ผลการดำเนินงานให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ รวมทั้งส่งเสริมพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตลอดไป การประเมินคุณภาพการศึกษาประจำปี หมายถึง การประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในปี สุดท้ายของแต่ละช่วงชั้น ได้แก่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 6 การรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี หมายถึงการนำข้อมูลการประเมินมาตรฐานคุณภาพ-


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

7

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

การตรวจสอบ และทบทวนภายในและภายนอกมาประมวลรายงานผลการพัฒนาคุณภาพประจำปีการศึกษา ซึ่งจะนำผลไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับการวางแผนพัฒนาต่อไป

วิธีดำเนินการวิจัย

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับมอบหมายงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 จำนวน 446 คน จากโรงเรียนจำนวน 223 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 147 คน ครูผู้รับมอบหมายงานประกันคุณภาพภายใน จำนวน 147 คน รวมจำนวน 294 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 การเลือกกลุ่มตัวอย่างผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายและเกณฑ์ในการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง จากการเปิด ตารางสุ่ม Krejcie and Morgan (บุญชม ศรีสะอาด 2545 : 43) ดังตารางต่อไปนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างข้าราชการครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 จำแนกตามที่ตั้งและขนาดโรงเรียน ที่ตั้ง

โรงเรียนในเมือง โรงเรียนนอกเมือง รวม รวมทั้งสิ้น

ประชากร/ขนาดโรงเรียน เล็ก กลาง ใหญ่ 8 8 156 256 18 156 264 26 446

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

กลุ่มตัวอย่าง/ขนาดโรงเรียน เล็ก กลาง ใหญ่ 8 8 108 152 18 108 160 26 294

การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 294 ชุด ซึ่งทำการศึกษาจากผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนละ 1 คน จำนวน 147 คนและครูผู้รับมอบหมาย งานประกันคุณภาพการศึกษาภายใน โรงเรียนละ 1 คน จำนวน 147 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ซึ่งในแบบสอบถาม จะแบ่งออกเป็น 2 ตอน (บุญชม ศรีสะอาด. 2546 : 119121) กล่าวคือ ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบตรวจสอบรายการการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 แบบสอบถาม เป็นลักษณะคำถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 8 ด้าน จำนวน 49 ข้อ กำหนดให้คะแนนเป็น 5 ระดับ โดยมีคำตอบให้เลือก 5 คําตอบ คือ ระดับการปฏิบัติมากที่สุด มีค่าคะแนน 5 ระดับการปฏิบัติมากมีค่าคะแนน 4 ระดับการปฏิบัติปานกลาง มีค่าคะแนน 3 ระดับการปฏิบัติน้อย มีค่าคะแนน 2 ระดับ การปฏิบัติ น้อยที่สุด/ไม่มี มีค่าคะแนน 1


8

วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างเครื่องมือโดย ศึกษาเอกสาร วารสาร หนังสือและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ การประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา เพื่อนำมากำหนดกรอบแนวคิดในการสร้างแบบสอบถาม สร้างแบบสอบถามตามกรอบแนวคิดให้ครอบคลุมขอบเขตของการวิจัย นำแบบสอบถามเสนอต่อคณะกรรมที่ ปรึกษา เพื่อพิจารณาตรวจสอบความสมบูรณ์ถูกต้องตามโครงสร้างเนื้อหา การใช้ภาษาและสำนวนภาษา ตลอดจนความสัมพันธ์ของเนื้อหาให้สอดคล้องกับความมุ่งหมายของการที่วิจัยปรับปรุงแบบสอบถามและนำเสนอผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน พิจารณาตรวจสอบความครอบคลุมของเนื้อหา ความเที่ยงตรงของเนื้อหา และภาษาที่ใช้ปรับปรุงแบบสอบถามตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญและนำเสนอคณะกรรมการที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์ให้ความเห็นชอบอีกครั้ง และจัดทำแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ แล้วไปทดลองใช้แบบสอบถาม กับ กลุ่มประชากรที่ไม่ได้เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน แล้วนำไปวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .909 (บุญชม ศรีสะอาด.(2545 : 79).

การเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย โดยส่งแบบสอบถามให้กับกลุ่มตัวอย่างที่โรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 โรงเรียนละ 2 ชุด จำนวน 294 ชุด เพื่อตอบ แบบสอบถามในการวิจัยด้วยตนเอง ในวันประชุมผู้บริหารประจำเดือนและให้ส่งกลับที่ช่องรับหนังสือโรงเรียน บ้านสร้างแก้ว ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 เดินทางไปเก็บข้อมูลที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ด้วยตนเอง ติดตามแบบสอบถามที่ยังไม่ได้รับคืนจากโรงเรียนทางโทรศัพท์และ เดินทางไปติดตามด้วยตนเองส่วนหนึ่ง

การวิเคราะห์ข้อมูล

การวิ จัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้หน่วยวิเคราะห์ เ ป็ นโรงเรี ย นในสั ง กั ด สำนั ก งานเขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาอุบลราชธานี เขต 3 โดยดำเนินการตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถามเมื่อได้รับแบบสอบถามกลับคืน มา ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามทั้งหมดมาวิเคราะห์ โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1) นำมาแยกแบบสอบถาม ตามตำแหน่ง ที่ตั้งโรงเรียน และขนาดโรงเรียน 2) นำแบบสอบถามมาแจกแจงความถี่ของคำตอบแต่ละข้อ ด้วยการลงรหัส คำตอบในแต่ละข้อ ให้เป็นตัวเลขประจำแบบสอบถามทั้งหมด เพื่อเตรียมนำไปวิเคราะห์ข้อมูล 3) นำข้อมูลที่ลง รหัสแล้วกรอกลงในแบบการลงรหัสทั่วไป ซึ่งเป็นการเตรียมข้อมูล เพื่อส่งไปบันทึกลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูปจากคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ข้อมูลจากข้อคำถาม การดำเนินงานการประกั น คุ ณ ภาพการศึ ก ษาภายในสถานศึ ก ษาในโรงเรี ย นสั ง กั ด สำนั ก งานเขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาอุบลราชธานี เขต 3 มาวิเคราะห์โดยหาร้อยละที่ผู้ตอบในแต่ละระดับ หรือหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของแต่ละข้อรวม รายด้านและโดยรวมทั้งหมดแล้วแปลความหมายค่าเฉลี่ยโดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ การแปลความหมายโดย 1) การแปลความหมายโดยใช้ค่าร้อยละ วิธีนี้จะหาความถี่(จำนวน) ในแต่ละคำตอบ แล้วแปลความถี่เหล่านั้นให้เป็นร้อยละ 2) การแปลความหมายโดยใช้ค่าเฉลี่ย วิธีนี้จะกำหนดให้คะแนนประจำ แต่ละระดับของความเข้มข้นแล้วหาค่าเฉลี่ยและนำค่าเฉลี่ยไปเทียบเกณฑ์การแปลความหมาย การหาค่าเฉลี่ย มักใช้วิธีนำความถี่(จำนวน)ของแต่ละระดับคูณกับคะแนนประจำของระดับนั้น ได้ผลเท่าใดรวมกันแล้วหารด้วย จำนวนคนทั้งหมดก็จะได้ค่าเฉลี่ยตามต้องการ วิเคราะ���์ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบด้านต่างๆตาม


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

9

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

แนวทางการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อุบลราชธานี เขต 3 โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ ทำการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ

ผลการวิจัย

ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ผู้ตอบแบบสอบถามดำรงตำแหน่ง เป็นผู้บริหารสถานศึกษา 147 คน และ เป็นครูผู้รับมอบหมายงานประกันคุณภาพภายใน 147 คน รวม 294 คน ทำงานอยู่ในโรงเรียนที่ตั้งอยู่นอก เมืองมากที่สุด ส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในโรงเรียน ขนาดกลาง รองลงมาทำงานอยู่ในโรงเรียน ขนาดเล็ก และ ขนาดใหญ่ 2) ความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา จำแนก ตามตำแหน่ง พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีตำแหน่งต่างกันจะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาที่แตกต่างกัน 3) ความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา จำแนกตามที่ตั้งสถานศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ทำงานในโรงเรียนที่มีที่ตั้ง โรงเรียนต่างกัน จะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาที่แตกต่างกัน 4) ความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา จำแนกตามขนาด โรงเรียนพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ทำงานในโรงเรียนขนาดใหญ่ มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษามากกว่า กลุ่มตัวอย่างที่ทำงานในสถานศึกษาขนาดเล็ก และขนาดกลาง 5) การดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อแยกเป็นรายด้านพบว่า ด้านการจัดระบบบริหารสารสนเทศโดยรวม อยู่ในระดับมาก ด้านการพัฒนามาตรฐานการศึกษาโดยรวม อยู่ในระดับมาก ด้านการจัด ทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยรวม อยู่ในระดับมาก ด้านการตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา อยู่ในระดับมาก ด้านการประเมินคุณภาพการศึกษาโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง ด้านการรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปีโดย รวม อยู่ในระดับมาก ด้านการผดุงระบบการประกันคุณภาพการศึกษาโดยรวม อยู่ในระดับ มาก

อภิปรายผล

จากผลการวิจัย ครั้งนี้ สามารถอภิปรายผลได้ดังต่อไปนี้ 1. จากสมมติฐานข้อที่ 1 ผู้บริหารสถานศึกษาละครูผู้รับมอบหมายงานประกันคุณภาพการศึกษา ภายในสถานศึกษา มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา แตกต่างกัน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีตำแหน่งต่างกันจะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 โดยผู้บริหารสถานศึกษามีระดับความคิดเห็นต่อการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 สูงกว่าครูผู้รับมอบหมายงานประกันคุณภาพการศึกษา ภายในสถานศึกษาทุกด้าน อาจเป็นเพราะว่าผู้บริหารมองการบริหารงานที่ตัวเองบริหารได้มากกว่า แต่ครูผู้รับ มอบหมายงานประกันกลับมองเห็นว่าการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาเป็นหน้าที่ ของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งผลการศึกษาสอดคล้องกับการศึกษาของ บำรุง วงศ์นิ่ม. (2547) ที่ได้วิจัยเรื่อง การดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อรับการประเมินคุณภาพภายนอกของโรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษา


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

10

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

กลุ่มภาคใต้ ที่พบว่าด้านสภาพการดำเนินการผู้บริหารในโรงเรียนเอกชนมีความคิดเห็นต่อการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษา มีการดำเนินการสอดคล้องในระดับปานกลาง ถึงมาก และเมื่อได้นำตัวแปรอิสระ เข้ามาศึกษาร่วมกับดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา พบว่าผลการศึกษาสอดคล้องกับ ณัฐนิชา จงรักษ์ ที่ได้วิจัยเรื่อง การดำเนินการประกันภายในระดับคณะของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการวิจัยพบว่า อาจารย์ที่ปฏิบัติงานอยู่ในกลุ่มสาขาวิชาที่สังกัดแตกต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อาจารย์ที่มีตำแหน่งแตกต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการประกันคุณภาพภายในแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อาจารย์ที่มีตำแหน่งแตกต่างกันมี ความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการประกันคุณภาพภายในโดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้องกับการศึกษาของ อุดม พุ่มจันทร์.(2549) ที่ได้วิจัยเรื่อง การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกระบวนการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2. การเปรียบเทียบผลการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม กระบวนการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาโดยรวม จำแนกตามตำแหน่งพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัย สำคัญที่ระดับ .05 3. การเปรียบเทียบผลการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามความคิดเห็น ของผู้บริหารสถานศึกษาและครูเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกระบวนการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาโดยรวม จำแนกตามขนาดโรงเรียนพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับการศึกษาของ ไชยณรงค์ จันทร์คงหอม.(2549) ที่ได้วิจัยเรื่อง การดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 พบว่า การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และในส่วนของ มาตรฐานด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านผู้เรียน ครูผู้สอน ด้านการบริหาร กลุ่มตัวอย่างก็มีความคิดเห็นอยู่ใน ระดับมาก 2. จากสมมติฐานข้อที่ 2 ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับมอบหมายงานประกันคุณภาพการศึกษาภายใน สถานศึกษาปฏิบัติงานในโรงเรียนที่มีที่ตั้งต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาแตกต่างกัน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ทำงานในโรงเรียนที่มีที่ตั้งโรงเรียนต่างกัน มี ความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับนัย สำคัญทางสถิติที่ .05 สอดคล้องกับการศึกษาของ Froit. (วาณี ธรรมสุริยะ. 2545 : 111. อ้างอิงจาก Froit 2000) พบว่า การบริหารโรงเรียน ขนาดโรงเรียนจะมีความสัมพันธ์เชิงบวกคือ โรงเรียนขนาดใหญ่จะมีผลสัมฤทธิ์ในการบริหารดีกว่าโรงเรีย นขนาดเล็กเพราะผู้บ ริหารมีระดับ ความรู้ ความเข้าใจเรื่ องประก���นคุณภาพในระดับ ที่ดีและ สอดคล้องกับการศึกษาของ อุดม พุ่มจันทร์.(2549) ที่ได้วิจัยเรื่อง การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกระบวนการประกันคุณภาพภายใน สถานศึกษาโดยรวม จำแนกตามขนาดโรงเรียนพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. จากสมมติฐานข้อที่ 3 ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับมอบหมายงานประกันคุณภาพการศึกษา ภายในสถานศึกษาปฏิบัติงานภายในโรงเรียนที่มีมีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ย่อมปฏิบัติแตกต่างกัน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ทำงาน อยู่ในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานประกันประกันคุณภาพการศึกษา


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

11

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

ภายในสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่ทำงานในสถานศึกษา ขนาดใหญ่ จะมีค่าเฉลี่ยที่แตกต่างกับ กลุ่มตัวอย่างที่ทำงานในสถานศึกษาขนาดกลาง โดยกลุ่มตัวอย่างที่ ทำงานในสถานศึกษาขนาดใหญ่ มีค่าเฉลี่ยมากกว่า กลุ่มตัวอย่างที่ทำงานในสถานศึกษาขนาดกลาง อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่ทำงานในสถานศึกษาขนาดใหญ่ จะมีค่าเฉลี่ยที่แตกต่างกับ กลุ่มตัวอย่าง ที่ทำงานในสถานศึกษาขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยกลุ่มตัวอย่างที่ทำงานในสถานศึกษาขนาดใหญ่ มีค่า เฉลี่ยมากกว่า กลุ่มตัวอย่างที่ทำงานในสถานศึกษาขนาดเล็กและขนาดกลาง อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสอดคล้องกับ อุดม พุ่มจันทร์.(2549) ที่ได้วิจัยเรื่อง การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ผลการวิจัยพบว่า ผลการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา จำแนกตามขนาดโรงเรียนพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสอดคล้องกับ บำรุง วงค์นิ่ม. (2547) ที่ได้วิจัยเรื่อง การดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อรับการประเมินคุณภาพภายนอกของโรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษากลุ่มภาคใต้ จำแนกตามขนาดโรงเรียนในภาพรวม พบ ว่า มีความแตกต่าง โดยโรงเรียนขนาดเล็กมีการดำเนินการสอดคล้องในระดับปานกลาง โรงเรียนขนาดกลาง และขนาดใหญ่มีการดำเนินการสอดคล้องในระดับมาก

ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย

1. การดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ด้านการจัดทำแผนพัฒนา คุณภาพการศึกษา พบว่า สถานศึกษาปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลางมีค่าเฉลี่ยของคะแนนต่ำรองลงมา ข้อเสนอ แนะมีดังนี้ 1.1 การจัดงบประมาณ ทรัพยากรอื่น ๆ ของสถานศึกษาควรจัดให้เอื้อต่อการปฏิบัติงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา และแผนปฏิบัติการประจำปีอย่างเพียงพอ โดยอาจประชุมการจัดทำโครงการร่วมกับ องค์การปกครองท้องถิ่น ชุมชนและผู้ปกครองนักเรียน 1.2 การดำเนินการให้ผู้ปกครอง ชุมชน และองค์กรท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาและแผนปฏิบัติการประจำปี 1.3 แผนปฏิบัติการ ประจำปีควรมีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาการศึกษา 2. การดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา พบว่าสถานศึกษามีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลางและมีค่าเฉลี่ยของคะแนนต่ำที่สุด ข้อเสนอแนะมีดังนี้ 2.1 สถานศึกษาควรจัดทำคู่มือการวัดผลประเมินที่ ชัดเจน มีตัวชี้วัดทุกมาตรฐาน ครอบคลุมทุก ๆ ด้านและเที่ยงตรง 2.2 สถานศึกษาควรทำการประเมินคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนรายวิชาตามสภาพจริง 2.3 ควรประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน อย่างต่อเนื่อง 3. การดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ด้านการรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี สถานศึกษามีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก แต่ค่าเฉลี่ยของคะแนนออยู่ในลำดับที่ 6 ข้อเสนอแนะมีดังนี้ 3.1 ควรรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปีสะท้อนคุณภาพด้านผู้เรียนและศักยภาพของสถานศึกษาในการดำเนินงาน 3.2 ควรสรุปรายงานการดำเนินงานคุณภาพการศึกษาประจำปีที่ชัดเจน

ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป

1. ควรให้มีการวิจัยเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจของผู้บริหารและครูทุกคนในการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 2. ควรให้มีการวิจัยการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาแผนและการปฏิบัติตามแผน 3. ควรให้มีการวิจัยในหัวข้อเรื่อง เครื่องมือการวัดผลประเมินผลและเครื่องมือการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์รายวิชา


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

บรรณานุกรม

12

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

ไชยณรงค์ จันทร์คงหอม. (2549). การดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม.(การบริหารการศึกษา) อุบลราชธานี : วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. ถ่ายเอกสาร. ธีระ รุญเจริญ. (2550). ความเป็นมืออาชีพในการจัดการและบริหารการศึกษายุคปฏิรูปการศึกษา. กรุงเทพฯ : บริษัท ข้าวฟ่าง จำกัด. ณัฐนิชา จงรักษ์. (2549). การดำเนินการประกันคุณภาพภายในระดับคณะของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุบลราชธานี. การศึกษาค้นคว้าอิสระ ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา) อุบลราชธานี : วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. ถ่ายเอกสาร. บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้ง 7. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. บำรุง วงศ์นิ่ม. (2547). การดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อรับการประเมินคุณภาพ ภายนอกของโรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษากลุ่มภาคใต้. วิทยานิพนธ์. ศศ.ม.(การบริหาร การศึกษา) กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ถ่ายเอกสาร สำนักงานทดสอบทางการศึกษา.(2545). การประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน : ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา : กรอบและแนวการดำเนินงาน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. สำนักงานรับรองมาตรฐานและการประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน). (2548). ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาตามเจตนารมณ์ ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พิมพ์ดี . อุดม พุ่มจันทร์. (2549). การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3. การศึกษาค้นคว้าอิสระ ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา). อุบลราชธานี : วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. ถ่ายเอกสาร. Froit Daryl J. (2000). The Effect of the Quality Assurance External Review on Illinois School Reform. Dissertation, Ph.D. (Education Administration). Illinois : Graduate School Phocopied The Illinois State University.(online). 61 (11A). Available : http//thailis.uni, net/dao; Dissertation Abstracts International ; Pub Number. AA19995666.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

13

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

บทความวิจัย

การบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของนิสิต คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

อาจารย์ ดร.สิริมนต์ ชายเกตุ นางสาว ทิวาพร พึ่งทอง

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของนิสิต คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จำนวน 293 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา โดยใช้สถิติ ร้อยละ การหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรใช้สถิติไคสแควร์ ผลการศึกษาพบว่า นิสิตส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 77.8) มีอายุระหว่าง 20-26 ปี รายได้ที่ได้รับต่อเดือนมากกว่า 7,000 บาท (ร้อยละ 39.2) นิสิต ส่วนใหญ่ชอบบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ (ร้อยละ 60.1) ความถี่ในการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ พบว่านิสิต บริโภค 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ (ร้อยละ 39.9) ประเภทของผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ที่นิสิตรับประทานบ่อยที่สุด คือ อันดับที่ 1 ประเภทขนมปัง/โดนัท (ร้อยละ 31.4) อันดับที่2 ประเภทเค้ก/โรล (ร้อยละ 25.3) อันดับที่ 3 ประเภทเดนิชเพสตรี/ครัวซอง (ร้อยละ 14.0) ช่วงเวลาที่รับประทานผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ คือ ช่วงว่างบ่าย (ร้อย ละ 60.1) ปริมาณผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ที่รับประทานจำนวน 1 ชิ้น/วัน (ร้อยละ 47.4) ราคาของผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ที่ซื้อมารับประทาน ราคา 11-20 บาท (ร้อยละ 30.4) ผลการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการบริโภค ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของนิสิต พบว่า ฐานะทางเศรษฐกิจ และความชอบในการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่มีความสัมพันธ์กับการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของนิสิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) คำสำคัญ : การบริโภค ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

14

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

Bakery Products Consumption Among Students at Faculty of Science, Srinakharinwirot University Dr.Sirimon Chaikate Miss Thiwaporn Puengthong

Abstract

This study was designed to study bakery consumption behavior and factors associated with bakery consumption, among 293 students at Faculty of Science, Srinakharinwirot University. Data were obtained by employing questionnaires. Descriptive analysis was performed and expressed as percentages while the association between variables were analyzed by using chi-square test. The majority of participants was female (77.8%), aged 20-26 years, with average monthly income more than 7000 baht (60.8%). 60.1% of the enrolled participants preferred bakery products and consumed 1-2 times/week (39.9%). The type of bakery products that were consumed most frequently were bread / doughnut (31.4%), cake/roll (25.3%) and Danish pastry / croissant (14.0%), respectively, during the afternoon break (60.1%). The participants consumed bakery 1 piece/day (47.4%) and the bakery price of 11-20 baht/piece was the most preferable (30.4%). Factors that associated significantly with bakery consumption were socioeconomic status and products preference at p-value < 0.05. Keywords : Consumption, Bakery products

บทนำ

ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่หรือขนมอบ เป็นอาหารที่ทำมาจากแป้งสาลี ตัวอย่างเช่น ขนมปัง ขนมเค้ก คุกกี้ พาย โดนัท ฯลฯ (จุมพล, 2540) ซึ่งมีหลากหลายชนิด ปัจจุบันคนไทยนิยมซื้อผลิตภัณฑ์เบเกอรี่กันมากขึ้น บางคนซื้อไว้เพื่อรับประทานเป็นอาหารมื้อหลักหรืออาจรับประทานเป็นอาหารว่าง นอกจากนี้การประชุมใน สถานที่ราชการ บริษัทหรือโรงแรมต่างๆหลายแห่งมักจะมีผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ไว้บริการในช่วงอาหารว่างเช้าและ อาหารว่างบ่าย ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่มีคุณค่าทางโภชนาการที่แตกต่างกันขึ้นกับคุณภาพของส่วนประกอบ ภัทธิรา  (2546) ศึกษาปริมาณพลังงานในอาหารว่างและขนมขบเคี้ยว พบว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ให้พลังงาน  233 532 กิโลแคลอรี่/100 กรัม ผลิตภัณฑ์ที่ให้พลังงานสูงสุดคือคุกกี้รสเนย (532 กิโลแคลอรี่/100 กรัม ) (ภัทธิรา, 2546) นันทยา และคณะ (2551) ศึกษาปริมาณไขมันทรานส์ในอาหารอบและทอด พบว่า ผลิตภัณฑ์ขนม-

อบ 100 กรัม มีพลังงาน 227 - 566 กิโลแคลอรี ไขมันรวม 5.9 - 37.3 กรัม ไขมันทรานส์ 26-828 มิลลิกรัม ผลิตภัณฑ์ขนมอบที่มีไขมันทรานส์มากที่สุดคือ โดนัท บาวาเรียน รองลงมาคือ พายทูน่า ตามลำดับ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

15

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

(นันทยา และคณะ , 2551) จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์เบเกอรี่มีคุณค่าทางโภชนาการที่แตกต่างกันตามส่วน ประกอบที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นๆ ผู้บริโภคจึงควรเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ให้เหมาะสมกับภาวะโภชนาการ ของแต่ละคน มีการศึกษาเกี่ยวกับการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ดังนี้ คัคนางค์ (2549) ศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการบริโภคเบเกอรี่และเครื่องดื่มของร้าน Set@econ cafe พบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 18 - 22 ปี มีอาชีพเป็นนักศึกษา ส่วนมากมีค่าใช้จ่ายในการบริโภคต่อครั้งอยู่ในช่วง 16-30 บาท โดยมากมีความถี่ในการบริโภค 2-4 ครั้งต่ออาทิตย์ และพบว่าเบเกอรี่ ของทางร้านที่มีผู้บริโภคชื่นชอบมากที่สุดคือ เค้ก ส่วนเครื่องดื่มคือ กาแฟเย็น (คัคนางค์ , 2549) ภัทราภรณ์ (2547) ศึกษาเรื่องพฤติกรรมการบริโภคเบเกอรี่ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร พบ ว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 23-35 ปี จำนวนเงินที่ซื้อเบเกอรี่ต่อครั้งมีค่าระหว่าง 10 -100 บาท เพศชายรับประทานเบเกอรี่น้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ส่วนเพศหญิงรับประทานเบเกอรี่ 1 - 2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยนิยมรับประทานเบเกอรี่ในช่วงเช้ามากที่สุด (ภัทราภรณ์ , 2547) อย่างไรก็ตามพบว่าการศึกษาการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ในนิสิตในมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นตัวแทนของ คนรุ่นใหม่และจะเป็นวัยทำงานในอนาคตยังมีน้อย ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาเรื่องการบริโภค ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ในนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการ บริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของนิสิตและเป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เบเกอรี่เพื่อสุขภาพให้ผู้บริโภคได้ เลือกรับประทานให้เหมาะสมกับภาวะโภชนาการของตน

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1) เพื่อศึกษาการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของนิสิต คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

นิยามศัพท์เฉพาะ

- ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ หรือ ผลิตภัณฑ์ขนมอบ หมายถึง อาหารที่ทำจากแป้งสาลี จะเป็นรูปของ ขนมปัง, ขนมเค้ก, คุกกี้, พาย, โดนัท ฯลฯ โดยการใช้แป้งสาลีเป็นส่วนผสมหลัก และทำให้สุกโดยใช้ความร้อนจากวิธีการอบเป็น ส่วนใหญ่ แบ่งออกเป็น 7 ประเภท คือ (1) ประเภทขนมปัง/โดนัท (2) ประเภทเค้ก/ โรล (3) ประเภทพายชั้น/พัฟ (4) ประเภทเดนิชเพสตรี/ครัวซอง (5) ประเภทคุกกี้/ทาร์ต (6) ประเภทชู เพสต์/เอแคลร์ (7) ประเภทครีมคัสตาร์ด (จุมพล, 2540) - นิสิตคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หมายถึง นิสิตชั้นปีที่ 3 และ 4 ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปีการศึกษา 2551


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

16

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

กรอบแนวความคิดในการวิจัย

ตัวแปรต้น เพศ อายุ ฐานะทางเศรษฐกิจ ชั้นปีที่ศึกษา วิชาเอก ความชอบผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ สมมติฐานของการวิจัย

ตัวแปรตาม การบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่

1) ปัจจัยด้านเพศ คือ เพศมีความสัมพันธ์กับการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ 2) ปัจจัยด้านอายุ คือ อายุมีความสัมพันธ์กับการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ 3) ปัจจัยด้านฐานะทางเศรษฐกิจ คือ ฐานะทางเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กับการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ 4) ปัจจัยด้านชั้นปีที่ศึกษา คือ ชั้นปีที่ศึกษามีความสัมพันธ์กับการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ 5) ปัจจัยด้านวิชาเอก คือ วิชาเอกมีความสัมพันธ์กับการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ 6) ปัจจัยด้านความชอบผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ คือ ความชอบผลิตภัณฑ์เบเกอรี่มีความสัมพันธ์กับการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่

วิธีดำเนินการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้กำหนดกลุ่มประชากร คือ นิสิตชั้นปีที่ 3 และ 4 ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปีการศึกษา 2551 ทั้งหญิงและชายจำนวน 1,043 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตชั้นปีที่ 3 และ 4 ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปีการศึกษา 2551 จำนวน 302 คน คำนวณโดยใช้สูตรของยามาเน่ (Yamane) (บุญธรรม, 2540) แบ่งเป็น หญิง 143 คน และชาย 159 คน โดยแบ่งวิชาเอกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความรู้พื้นฐานทางโภชนาการ ได้แก่ คหกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์อาหารและโภชนาการ และกลุ่มที่ไม่มีความรู้พื้นฐานทางโภชนาการ ได้แก่ คณิตศาสตร์, วิทยาการคอมพิวเตอร์, สถิติ, ชีววิทยา, จุลชีววิทยา, ฟิสิกส์, เคมี, วัสดุศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ทั่วไป เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม ผู้วิจัยทำการสร้าง แบบสอบถามจากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง จากนั้นนำแบบสอบถามไปทดสอบกับผู้ที่ไม่ใช่ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน แล้วนำแบบสอบถามมาปรับปรุงเพื่อให้ได้แบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติเชิงพรรณนา ใช้สถิติร้อยละ สถิติที่ใช้หาความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปร ใช้สถิติไคสแควร์


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ผลการวิจัย

17

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของนิสิตพบว่า ส่วนใหญ่เป็นนิสิตหญิงร้อยละ 77.8 และนิสิตชายร้อยละ 22.2 มีอายุระหว่าง 20-26 ปี ชั้นปีของนิสิตที่ศึกษามี 2 ชั้นปีคือ ชั้นปีที่ 3 คิดเป็นร้อยละ 48.8 และชั้นปีที่ 4 คิดเป็นร้อยละ 51.2 เงินค่าใช้จ่ายที่นิสิตได้รับต่อเดือนส่วนใหญ่มากกว่า 7,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 39.2 รองลงมาคือ น้อยกว่า 5,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 33.4 นิสิตส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ไม่มีความรู้พื้นฐานทาง โภชนาการ คิดเป็นร้อยละ 84.6 ส่วนนิสิตกลุ่มที่มีความรู้พื้นฐานทางโภชนาการ คิดเป็นร้อยละ 15.4 ผลการศึกษาดัชนีมวลกาย (Body Mass Index; BMI) นิสิตส่วนใหญ่มีดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ (BMI 18.5-22.9 กิโลกรัม/เมตร2) คิดเป็นร้อยละ 51.9 รองลงมาอยู่ในเกณฑ์ผอม (BMI < 18.5 กิโลกรัม/เมตร2) คิดเป็นร้อยละ 35.5 ผลการศึกษาภาวะสุขภาพ พบว่านิสิตส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจำตัวคิด เป็นร้อยละ 83.3 มีโรคประจำตัว คิดเป็นร้อยละ 16.7 เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด เป็นต้น ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ พบว่านิสิตมีเหตุผลในการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ คือ ความชอบคิดเป็นร้อยละ 37.5 รองลงมา คือ ความอร่อยคิดเป็นร้อยละ 24.9 ประเภทของผลิตภัณฑ์

เบเกอรี่ที่นิสิตรับประทานบ่อยที่สุด คือ ประเภทขนมปัง/โดนัทคิดเป็นร้อยละ 31.4 รองลงมา คือ ประเภทเค้ก/โรล คิดเป็นร้อยละ 25.3 และประเภทเดนิชเพสตรี/ครัวซอง คิดเป็นร้อยละ 14.0 ผลการศึกษาความถี่ใน การบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ พบว่านิสิตบริโภค 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ คิดเป็นร้อยละ 39.9 ปริมาณในการรับประทานผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของนิสิตพบว่ารับประทาน จำนวน 1 ชิ้นต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 47.4 รองลงมา คือ จำนวน 2 ชิ้นต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 42.3 ช่วงเวลาที่นิสิตรับประทานผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ส่วนใหญ่ คือ ช่วงว่าง บ่าย คิดเป็นร้อยละ 60.1 รองลงมา คือรับประทานแทนอาหารเช้า คิดเป็นร้อยละ 11.9 ราคาของผลิตภัณฑ์-

เบเกอรี่ที่นิสิตซื้อรับประทานแต่ละครั้ง(โดยเฉลี่ย) คือ 11-20 บาท คิดเป็นร้อยละ 30.4 รองลงมา คือ 21-30 บาท คิดเป็นร้อยละ 30.0 ชนิดของเครื่องดื่มที่นิสิตดื่มพร้อมกับการรับประทานผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ คือ น้ำเปล่า คิดเป็นร้อยละ 35.5 รองลงมา คือ นมและผลิตภัณฑ์นม คิดเป็นร้อยละ 30.4 ในภาพรวมนิสิตชอบผลิตภัณฑ์เบเกอรี่อยู่ในระดับชอบ คิดเป็นร้อยละ 60.1 รองลงมา คือระดับเฉยๆ คิดเป็นร้อยละ 23.2 ผลการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ พบว่าปัจจัยด้านเพศ อายุ ชั้นปี ที่ศึกษา และวิชาเอก ไม่มีความสัมพันธ์กับการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ส่วนปัจจัยด้านฐานะทางเศรษฐกิจกับความถี่ในการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ พบว่าปัจจัยทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น .05 (ตารางที่ 1)


18

วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

ตารางที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่างฐานะทางเศรษฐกิจกับความถี่ในการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ รายได้ที่ได้รับ/เดือน (บาท) ต่ำกว่า 5,000 5,001-7,000 มากกว่า 7,000 รวม

ความถี่ในการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ เป็นประจำ บางครั้ง นานๆครั้ง (3-4 ครั้ง/ (1-2 ครั้ง/ (1-2ครั้ง/เดือน) สัปดาห์ถึงทุกวัน) สัปดาห์) n(%) n(%) n(%) 29 46 23 (9.9) (15.7) (7.8) 36 25 19 (12.3) (8.5) (6.5) 56 46 13 (19.1) (15.7) (4.4) 121 117 55 (41.3) (39.9) (18.8)

รวม n(%) 98 (33.4) 80 (27.3) 115 (39.2) 293 (100)

x

2

13.381

p

.010

ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านความชอบผลิตภัณฑ์เบเกอรี่กับความถี่ในการบริโภค ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ พบว่าปัจจัยทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น .05 (ตารางที่ 2) ตารางที่ 2 ความสัมพันธ์ระหว่างความชอบผลิตภัณฑ์เบเกอรี่กับความถี่ในการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ความถี่ในการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ความชอบ ชอบมาก ชอบ เฉยๆ รวม

เป็นประจำ (3-4 ครั้ง/ สัปดาห์ถึงทุกวัน) n(%)

บางครั้ง (1-2 ครั้ง/ สัปดาห์) n(%)

นานๆครั้ง (1-2ครั้ง/เดือน) n(%)

รวม n(%)

34 (11.6) 66 (22.5) 21 (7.1) 121 (41.3)

9 (3.1) 82 (28.0) 26 (8.9) 117 (39.9)

6 (2.0) 28 (9.6) 21 (7.2) 55 (18.8)

49 (16.7) 176 (60.1) 68 (23.2) 293 (100)

x

2

26.666

p

.0001


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

19

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

อภิปรายผล

ผลการศึกษาความถี่ในการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ พบว่านิสิตบริโภค 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ คิดเป็น ร้อยละ 39.9 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของภัทราภรณ์ (2547) ที่พบว่ากลุ่มตัวอย่างรับประทานเบเกอรี่เฉลี่ย 1 - 2 ครั้งต่อสัปดาห์ (ภัทราภรณ์ ,2547) ผลการศึกษาการรับประทานผลิตภัณฑ์เบเกอรี่พบว่ากลุ่มตัวอย่าง รับประทานผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ประเภทขนมปัง/โดนัท คิดเป็นร้อยละ 31.4 รองลงมา คือ ประเภทเค้ก/โรล คิดเป็นร้อยละ 25.3 ซึ่งต่างจากการศึกษาของขนิษฐา (2546) ที่พบว่าพายบลูเบอรี่เป็นขนมที่ผู้บริโภคชอบมาก ที่สุด (ขนิษฐา ,2546) ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากความชอบส่วนบุคคลที่มีความแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาครั้งนี้ที่พบว่ากลุ่มตัวอย่างรับประทานขนมปัง/โดนัทมากกว่าผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากการศึกษา ของนันทยาและคณะ พบว่าผลิตภัณฑ์ขนมอบที่มีไขมันทรานส์มากที่สุดคือโดนัทบาวาเรียน (นันทยาและคณะ, 2551) จากข้อมูลข้างต้นอาจนำข้อมูลการสำรวจดังกล่าวมาให้คำแนะนำด้านโภชนศึกษากับนิสิตเกี่ยวกับ ปริมาณไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ต่างๆและผลของไขมันทรานส์ต่อสุขภาพเพื่อให้นิสิตได้ตระหนักถึง ความสำคัญของอาหารที่รับประทานกับสุขภาพของแต่ละคน ผลการศึกษาด้านราคาของผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ที่ นิสิตส่วนใหญ่ซื้อรับประทานแต่ละครั้งพบว่าอยู่ในช่วง 11-20 บาท คิดเป็นร้อยละ 30.4 ซึ่งต่างจากการศึกษา ของคัคนางค์ ที่พบว่ามีค่าใช้จ่ายในการซื้อแต่ละครั้งอยู่ในช่วง 16-30 บาท (คัคนางค์, 2549) ทั้งนี้อาจเนื่อง มาจากรายได้ของนิสิตจากการศึกษาของคัคนางค์มีจำนวนมากกว่า จึงมีกำลังซื้อผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ที่มีราคา แพงกว่ามารับประทาน ผลการศึกษาชนิดของเครื่องดื่มส่วนใหญ่ที่นิสิตดื่มพร้อมกับการรับประทานผลิตภัณฑ์-

เบเกอรี่ คือ น้ำเปล่า คิดเป็นร้อยละ 35.5 ซึ่งต่างจากการศึกษาของคัคนางค์ที่พบว่า เครื่องดื่มส่วนใหญ่ที่ดื่มคือ กาแฟเย็น (คัคนางค์, 2549) ซึ่งการดื่มกาแฟเย็นจะทำให้ร่างกายได้รับพลั���งานเพิ่มมากขึ้นแตกต่างจากการ ดื่มน้ำเปล่าซึ่งไม่ให้พลังงาน ผลการศึกษาช่วงเวลาที่นิสิตรับประทานผลิตภัณฑ์เบเกอรี่พบว่าเป็นช่วงว่างบ่าย คิดเป็นร้อยละ 60.1 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของคัคนางค์ที่พบว่า ผู้บริโภคจะมาใช้บริการในช่วงเวลา 12.0114.30 น. มากที่สุด (คัคนางค์, 2549) ผลการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ พบว่าปัจจัยด้านฐานะทาง เศรษฐกิจกับความถี่ในการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น .05 กล่าวคือนิสิตที่มีรายได้มากกว่าจะมีความถี่ในการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่เป็นประจำมากกว่า นิสิตที่มีรายได้น้อย ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความชอบผลิตภัณฑ์เบเกอรี่กับความถี่ในการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ พบว่าปัจจัยทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น .05 กล่าวคือนิสิตที่ ชอบรับประทานผลิตภัณฑ์เบเกอรี่จะมีความถี่ในการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่มากกว่านิสิตที่รู้สึกเฉยๆ ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจาก ความชอบส่วนบุคคล และนิสิตที่ชอบผลิตภัณฑ์เบเกอรี่จะซื้อผลิตภัณฑ์เบเกอรี่รับประทาน มากกว่านิสิตที่รู้สึกเฉยๆ

ข้อเสนอแนะ

- ควรมีการวิเคราะห์ปริมาณพลังงานและสารอาหารในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ที่ขายในมหาวิทยาลัยและ บริเวณรอบๆมหาวิทยาลัย เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำฉลากโภชนาการลงบนบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ เพื่อ ให้ทราบว่าควรบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่อย่างไรให้เหมาะสมกับภาวะโภชนาการของแต่ละคน - ควรมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เบเกอรี่เพื่อสุขภาพให้มากขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคมากขึ้น


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

20

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

- ควรส่งเสริมให้มีการใช้ธัญพืช ผลไม้ไทย มาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ โดยเน้นใน เรื่องของกากใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

กิตติกรรมประกาศ

ผู้วิจัยขอขอบคุณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่ได้ให้ทุนอุดหนุนวิจัยเงินรายได้ มหาวิทยาลัย ประจำปีงบประมาณ 2550 ภายใต้ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและสิ่งทอ

บรรณานุกรม

ขนิษฐา เลิศจรรยารักษ์. (2546). ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกบริโภคเบเกอรี่ร้านหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ของผู้บริโภค : รายงานการวิจัยวิชา 751409 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. คัคนางค์ จามะริก. (2549). ปัจจัยที่มีผลต่อการบริโภคเบเกอรี่และเครื่องดื่มของร้าน Set@econ cafe : รายงานการวิจัยวิชา 751409 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. จุมพล กาญจนปัญญาคม. (2540). วัตถุดิบที่ใช้ในการทำผลิตภัณฑ์เบเกอรี่. วารสารการบริหารธุรกิจเบเกอรี่. หน้า 11-19. นันทยา จงใจเทศ และคณะ. (2551). ปริมาณไขมันทรานส์ในอาหารอบและทอด. 2 กรกฎาคม 2551. http://www.nutrition.anamai.moph.go0th/temp/files/trans.doc บุญธรรม จิตปรีดาบริสุทธิ์. (2540). การวิจัยทางสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : บริษัท เท็กส์ แอนด์ เจอร์นัลพับลิเคชั่น จำกัด. 2540. ภัทธิรา  ยิ่งเลิศรัตนะกุล. (2546). ปริมาณพลังงานในอาหารว่างและขนมขบเคี้ยว. 21 กรกฎาคม 2551. http://nutrition.anamai.moph.go.th/temp/main/view.php?group=2&id=123 ภัทราภรณ์ โสวรัตนพงศ์. (2547). พฤติกรรมการบริโภคเบเกอรี่ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร. สารนิพนธ์ บธ.ม. (บริหารธุรกิจ). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย.

สาธุ ปาเปนะ ทุกกะรัง ความดีอันคนชั่วทำยาก วิ. จุล. ๗/๑๙๕. ขุ.อุ ๒๕/๑๖๗


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

21

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

บทความวิจัย

การวิเคราะห์องค์ประกอบปัจจัยที่ทำให้เกิดการหย่าร้าง ในครอบครัวไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.นวลละออ สุภาผล รองศาสตราจารย์อดิศักดิ์ พงษ์พูลผลศักดิ ์ นางสาวพัชรินทร์ เจริญภักดิ์

บทคัดย่อ

การวิจยั เรือ่ งนีม้ จี ดุ มุง่ หมาย เพือ่ ศึกษาองค์ประกอบทีท่ ำให้เกิดการหย่าร้างในครอบครัวไทย กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้ที่อยู่ในสถานภาพหย่าร้างในปัจจุบันทั้งสามีและภรรยา จำนวน 300 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มตัวอย่างที่เป็นคู่ คือทั้งสามีและภรรยาแต่หย่าร้างแล้ว จำนวน 62 คู่ (124 คน) และเฉพาะผู้ที่ เคยเป็นสามี 88 คน และเฉพาะผู้ที่เคยเป็นภรรยา 88 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงและตามสะดวก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์องค์ประกอบ ผลการวิจัยปรากฏว่ามีองค์ประกอบที่มีผลให้เกิดการหย่าร้างในครอบครัวไทย 12 องค์ประกอบ ได้แก่ การปฏิบัติตัวต่อคู่สมรส การสื่อสารและการปรับตัว สภาวะการสมรส อบายมุขและความเบี่ยงเบนทางเพศ ครอบครัวคู่สมรส ความบกพร่องทางกายและทางจิต เพศสัมพันธ์ อารมณ์ ความสัมพันธ์ก่อนการสมรส ลักษณะนิสัย ลักษณะงาน ความพร้อมด้านบุตรและธุรกิจ คำสำคัญ : การหย่าร้างในครอบครัวไทย การวิเคราะห์องค์ประกอบ

Factor analysis of antecedents of divorces in Thai families Associate Professor Dr.Nuanla-or Supapon Associate Professor Adisak Pongpullponsak Miss Phatcharin Charoenphak

Abstract The research was aimed to study the factors relating the divorces in Thai families. The sample used in this study was three hundreds divorced husbands and wives at the time of


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

22

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

studying. The sample was divided into three groups : sixty-two divorced couples (one hundred and twenty-four persons), eighty - eight divorced husbands and eighty – eight divorced wives. Purposive sampling and convenient sampling methods were used to obtain the samples. The data were analyzed by using factor analysis. The results of this study are as follows : It was found that there were twelve factors which related the divorces in Thai families : behaviors toward the spouse, communication and adjustment, marriage condition, negative temptation and sexual deviation, influences from couple’s families, deficiency of mental and physical, sexual relationship, emotion, pre-marriage relationship, habit, work nature, and readiness of having children and starting businesses. Keywords : Divorces in Thai families, Factor Analysis

1. บทนำ

ปัญหาหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวไทยได้เกิดการสั่นคลอนอย่างรุนแรงก็คือมีปัญหาระหว่างสามีภรรยามาก ขึ้นจนไม่สามารถจะอยู่ด้วยกันได้ ผลที่ตามมาก็คือการหย่าร้าง (บัญญัติ สุขศรีงาม. 2542) จากบันทึกของศูนย์ทะเบียนราษฎร์ กระทรวงมหาดไทย พบว่าในรอบ 10 ปี ทีผ่ า่ นมาสังคมไทยมีการหย่าร้างเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว จาก ปี 2539 มีการหย่าร้างร้อยละ 13 โดยมีผู้จดทะเบียนสมรส 436,831 คู่ หย่า 56,718 คู่ ข้อมูลล่าสุดในปี 2549 มีผจู้ ดทะเบียนสมรส 347,913 คู่ หย่า 91,155 คู่ คิดเป็นร้อยละ 26 หรือกล่าวได้ว่าคนไทยมีการหย่าร้าง 1 คู่ ทุกๆ การจดทะเบียน 5 คู่ โดยเฉลี่ยหย่าร้างกันชั่วโมงละ 10 คู่ สถิติดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยใน ปัจจุบันมีอัตราการหย่าร้างเพิ่มขึ้นสูง ในระยะเวลาเพียง 10 ปี มีสถิติการหย่าร้างเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 50 นั่น ย่อมแสดงให้เห็นถึงการสั่นคลอนของสถาบันครอบครัวที่มีความเปราะบางมากขึ้น และน่าจะก่อให้เกิดปัญหา ครอบครัวตามมาในที่สุด (เดอะ เนชั่น. 2551 : ออนไลน์) จากสถิติข้างต้นพบว่ามีอัตราการหย่าร้างเพิ่มขึ้น อย่างน่าใจหาย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกอย่างไม่หยุดยั้ง สำหรับสถิติดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลตัวเลขที่สำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทยได้รายงานไว้เป็นทางการเท่านั้น ซึง่ เป็นกรณีทสี่ ามีภรรยาไปจดทะเบียน หย่ากับทางราชการ แต่ในตามความเป็นจริงแล้วต้องยอมรับว่า ยังมีครอบครัวอีกจำนวนไม่น้อยที่สามีภรรยาไม่ สามารถอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขได้ต้องแยกกันอยู่โดยไม่ได้จดทะเบียนหย่า เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาครอบครัวที่ อาจส่งผลกระทบถึงพฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัวทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับลูก เด็กจะรู้สึกสูญเสีย กลัวถูกทอดทิ้ง ต้องก���รความรัก ขาดความเชื่อมั่นในตัวเองและสูญเสียความสัมพันธ์ทางสังคม ส่งผลให้เป็นปัญหาทาง ด้านอารมณ์และพฤติกรรม ของเด็กวัยเรียน เนื่องจากปรารถนาให้บิดามารดาคืนดีกัน มีผลกระทบต่อการเรียนของเด็ก สำหรับเด็กวัยก่อนวัยรุ่น เด็กจะมีความโกรธและจิตใจหวั่นไหวในความเป็นตัวของตัวเอง ส่วน เด็กวัยรุ่นจะมีความวิตกกังวล ตกใจ เศร้าเสียใจ และรู้สึกเป็นปมด้อยอย่างรุนแรงในชีวิต (ศูนย์สุขวิทยาจิต. 2547 ออนไลน์) ดังนั้นการหย่าร้างจึงนับว่าเป็นวิกฤตการณ์ของชีวิตสมรสที่คู่สมรสทุกคู่พยายามจะหลีกเลี่ยง แต่ใช่ว่า คู่สมรสทุกคู่จะสามารถหลีกเลี่ยงได้ คู่สมรสบางคู่อาจโชคดีที่ชีวิตคู่ราบรื่นมีความสุข สามารถอยู่ด้วยกันจน กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต แต่คู่สมรสอีกหลายๆ คู่อยู่ด้วยกันได้ไม่ตลอดรอดฝั่งเกิดการหย่าร้างกันขึ้น (สุภรณ์ ลิ้มอารีย์. 2536)


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

23

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

จากปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการหย่าร้างดังกล่าวข้างต้น ทำให้ผู้วิจัยเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการหย่าร้างของครอบครัวไทย เพื่อนำมาวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor Analysis) เนื่องจากการวิเคราะห์องค์ประกอบเป็นวิธีการที่จะทำให้ทราบว่า องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้มีกี่ด้านที่เป็น อิสระจากกันจริง มีด้านใดบ้างที่ซ้ำซ้อนกับด้านอื่น และมีการจับกลุ่มขององค์ประกอบด้านต่างๆ กันอย่างไร การวิเคราะห์ดูองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการหย่าร้างในครอบครัวไทย จะได้เป็นข้อคิดและแนวทางในการเลือกคู่ครองของผู้ที่คิดจะแต่งงานในอนาคตของแต่ละคน เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ป้องกันไม่เกิดการหย่าร้างขึ้นในภายหลัง เป็นการช่วยให้ชีวิตสมรสของคู่แต่งงานแต่ละคู่บรรลุเป้าหมายและประสบความสำเร็จ และ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาทั้งตัวคู่สมรสเอง บุตรและสังคมไทย

2. ความมุ่งหมายของการวิจัย

เพื่อค้นหาองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการหย่าร้างของคู่สมรสที่หย่าร้าง โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบ

3. ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการหย่าร้าง

3.1 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการหย่าร้าง ทฤษฎีที่มีการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายมี 3 ทฤษฎี คือ 3.1.1 ทฤษฎีรูปแบบการสลายตัวของชีวิตสมรส (Model of Mental Dissolution) โดย เอ็ดเวอร์ด และซาอันเดอร์ส (สมเกียรติ เบญจศาสตร์. 2541 : 17 - 20 ; อ้างอิงจาก Edwards ; and Saunders. 1981 ; citing by cox, 1990 : 557) กล่าวว่าชีวิตสมรสของแต่ละคนอยู่ภายใต้บริบททางสังคม และบริบททางสังคมเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสิ้นสุดชีวิตสมรส 3.1.2 ทฤษฎีการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงสถานภาพสมรส (Theory of Decision Making to Change Marital Status) โดยแมคโดนัลด์ (วันทนา กลิ่นงาม. 2523 : 17 อ้างอิงจาก Mcdonald. 1978 : 2 - 3) กล่าวว่าการตัดสินใจเปลีย่ นแปลงสถานภาพสมรสของบุคคล ย่อมเป็นไปตามบรรทัดฐานและ วัฒนธรรมในสังคม ซึ่งได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณี ศีลธรรม ข้อบังคับทางศาสนาและกฎหมาย เป็นต้น 3.1.3 ทฤษฎีคุณภาพชีวิตสมรสและความมั่นคงในชีวิตสมรส (Theory of Marital Quality and Marital Stability) โดยเลวิส และราชเนียร์ (อรุณรุ่ง บุญธนันตพงค์. 2536 : 9 - 12) กล่าวว่า คู่สมรสมีคุณภาพชีวิตสมรสดีมากเท่าใด ยิ่งทำให้ชีวิตสมรสมีความมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น โดย คุณภาพชีวิตสมรสนั้นมีปัจจัยต่างๆ มากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ปัจจัยก่อนการสมรส ปัจจัยการสมรส และ แรงผลักดันจากภายนอกและแรงดึงดูดจากทางเลือก แนวคิดทั้ง 3 ทฤษฎีนี้ได้แยกแยะเป็นตัวแปรย่อยๆ และมีการนำมาศึกษาสาเหตุของการหย่าร้างร่วมกับตัวแปรอื่นๆ ซึ่งปรากฏผลที่เชื่อถือได้ว่าเกี่ยวข้องกับการหย่าร้างหลายตัวแปร 3.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการหย่าร้าง จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยปรากฏว่ามีสาเหตุ หลายประการที่เกี่ยวข้องกับการหย่าร้าง และที่สำคัญๆ ได้แก่ สาเหตุทางชีวสังคม เศรษฐกิจ พฤติกรรม สังคมและความประพฤติ สุขภาพอนามัย อารมณ์และจิตใจ ทัศนคติ และความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่ละ สาเหตุสรุปย่อๆ ได้ดังนี้ 3.2.1 สาเหตุทางชีวสังคม กู๊ด (สุดา ภิรมย์แก้ว. 2529 : 5 ; อ้างอิงจาก Goode. W. J. 1962 : 314) กล่าวว่าความแตกต่างระหว่างคู่สมรสในเรื่องภูมิหลังต่าง ๆ เช่น บุคลิกภาพ การ-


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

24

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

ดำเนินชีวิต ทัศนคติ ค่านิยม การอบรมสั่งสอน การศึกษา การนับถือศาสนา ฯลฯ ทำให้เกิดการขัดแย้งกัน จนไม่สามารถจะปรับตัวเข้าหากันได้และต้องหย่าร้างกันในที่สุด สตินเนต (นิตยา พิริยะธรรมวงศ์. 2533 : 14 ; อ้างอิงจาก Stinnet. 1984) กล่าวสรุป จากการศึกษาเกี่ยวกับภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่ผ่านมาว่า การที่คู่สมรสมีภูมิหลังทางวัฒนธรรมเหมือนกันหรือ คล้ายคลึงกัน เช่น ในด้านการศึกษา สถานภาพทางเศรษฐกิจ เชื้อชาติ และสัญชาติ จะเป็นผลดีต่อความสำเร็จในชีวิตสมรส การมีความแตกต่างกันอย่างมากในเรื่องดังกล่าวมักจะทำให้ชีวิตคู่พบกับความล้มเหลวและ หย่าร้างได้ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ เช่น ความแตกต่างของอายุ จำนวนปีในการสมรส การมีหรือ ไม่มีบุตร อาชีพ ฝ่ายหนึ่งผ่านการหย่าร้างมาก่อน มาจากครอบครัวที่หย่าร้าง การสนับสนุนทางสังคม เป็นต้น 3.2.2 สาเหตุด้านเศรษฐกิจ ทฤษฎีคุณภาพชีวิตสมรสและความมั่นคงในชีวิตสมรส กล่าวว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนมีความสัมพันธ์กับระดับความมั่นคงของชีวิตสมรส กล่าวคือ คู่สมรสที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากกว่าระดับความมั่นคงในชีวิตสมรสและคุณภาพชีวิตสมรสก็จะสูงกว่าคู่สมรสที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจต่ำ (อรุณรุ่ง บุญธนันตพงศ์. 2535 : 9 - 12 ; อ้างอิงจาก Lewis ; & Spanier. 1979 : 268 : 289) จากการศึกษาของ มอทท์ และมัวร์ (สมเกียรติ เบญจศาสตร์. 2541 : 109 ; อ้างอิงจาก Mott ; & Moore. 1979 : 355) พบว่า ความมั่นคงทางการเงินของครอบครัวมีความสัมพันธ์กับความมั่นคง ในชีวิตสมรส กล่าวคือ หากสถานภาพของการเงินมีความมั่นคง ชีวิตสมรสก็มั่นคงด้วย คองเกอร์ และ คณะ (สมเกียรติ เบญจศาสตร์. 2541 : 109 ; อ้างอิงจาก Conger; et al. 1990 : 643 - 646) กล่าวว่าการขาดแคลนทางเศรษฐกิจมีผลต่อคุณภาพชีวิตสมรส อันส่งผลกระทบต่อ การลดลงของระดับแห่งพฤติกรรมในเชิงบวกที่คู่สมรสจะพึงมีต่อกัน การขาดแคลนทางเศรษฐกิจมีตัวชี้วัดดังนี้ คือ รายได้สัมพัทธ์ การเปลี่ยนแปลงของรายได้ตลอดเวลาและความไม่มั่นคงในการทำงาน ความขาดแคลน ทางเศรษฐกิจมีผลต่อความตึงเครียดและความอบอุ่นของ คูส่ มรส ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างคูส่ มรส ซึ่งส่งผลต่อความพึงพอใจในชีวิตสมรสและความสุขในชีวิตสมรสอันเป็นมิติหนึ่งของคุณภาพชีวิต คุณภาพชีวิต สมรสจะส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงหรือไม่มั่นคงของชีวิตสมรส และยั ง มี ส าเหตุ อื่ น ๆ อี ก เช่ น ความมั่ น คงในการทำงาน การว่ า งงาน รายได้ ข อง ครอบครัว การที่สามีหรือภรรยามีรายได้เป็นของตนเองหรือไม่พึ่งพากันและกัน รายได้ไม่พอกับรายจ่าย การใช้ จ่ายฟุ่มเฟือย การชอบทำลายผลาญทรัพย์สิน การหลีกเลี่ยงเกี่ยวกับหนี้สิน การไม่ทำมาหากินของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นต้น 3.2.3 สาเหตุด้านพฤติกรรมสังคมและความประพฤติ ได้มีการวิจัยเกี่ยวกับความประพฤติของคู่สมรส เช่น ชัชนันท์ สุวินทรากร (2536) พบว่า จากข้อมูลสัมภาษณ์ทางลึกสาเหตุของความขัดแย้งเบื้องต้นที่นำไปสู่การหย่าร้างมักเป็น���ัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งสาเหตุที่มาเป็นอันดับที่ 1 คือ ความประพฤติของคู่สมรส เป็นความขัดแย้งที่พบมาก เช่น ฝ่ายชายยังคงเที่ยวสนุก ไม่รับผิดชอบครอบครัว มี ผู้หญิงอื่นๆ ดื่มสุราจัด เล่นการพนัน ทำร้ายร่างกาย หึงหวงมากเกินไป เหล่านี้จะเป็นสิ่งที่สตรีมักจะทนไม่ได้ และนำไปสู่การหย่าร้าง ส่วนสาเหตุด้านพฤติกรรมสังคม เช่น การติดเพื่อน การเที่ยวกลางคืน การศึกษาของ อรุณรุ่ง บุญธนันตพงค์ (2535 : 66) พบว่าการที่คู่สมรสอยู่ไม่ติดบ้าน เป็นสาเหตุการเสนอขอหย่าสูงถึงร้อยละ 27 นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ เช่น การอยู่กับครอบครัวเดิม คนรอบข้างยุให้เลิกกัน การมีญาติผู้ใหญ่หรือ เพื่อนเข้ามายุ่งเกี่ยวในชีวิตสมรส เป็นต้น


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

25

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

3.2.4 สาเหตุด้านสุขภาพอนามัย การที่ฝ่ายหนึ่งสุขภาพไม่สมบูรณ์ทำให้ไม่สามารถมี บุตรได้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการหย่าร้าง เป็นที่เชื่อกันว่า บุตรเป็นสายใยที่ยึดโยงความสัมพันธ์ระหว่างบิดา มารดา คู่สมรสที่จะอยู่กันยาวนานต้องมีบุตรร่วมกันไว้เป็นที่พึ่งแก่พ่อแม่ยามแก่เฒ่า คู่สมรสที่ปราศจากบุตรจึง เปรียบเหมือนไม่มีสายใยยึดชีวิตสมรส (วันทนา กลิ่นงาม. 2525 : 16 ; อ้างอิงจาก สุพัตรา สุภาพ. 2519 : 59) จากสถิติขององค์การสหประชาชาติ ปี 2499 - 2500 แสดงอัตราส่วนร้อยของการหย่าร้างที่เกิดขึ้นพบ ว่าคู่สมรสที่ไม่มีบุตรมีอัตราส่วนร้อยของการหย่าร้างที่เกิดขึ้นสูงสุด และยิ่งมีบุตรมากขึ้นอัตราส่วนร้อยของการหย่าร้างก็ยงิ่ ลดลงตามลำดับ (วันทนา กลิน่ งาม. 2525 : 16 อ้างอิงจากอุทยั หิรญ ั โต. 2519 : 277) นักวิจัยที่พบผลดังกล่าวข้างต้นมีหลายคน เช่น สุภรณ์ ลิ้มอารีย์ (2536) ได้ศึกษาเกี่ยวกับ สตรีและการหย่าร้างปรากฏว่าการหย่าร้างเกิดจากการไม่มีบุตร คิดเป็นร้อยละ 27.41 และสุภรณ์ ลิม้ อารีย์ ได้ อ้างถึงงานวิจยั ของ จาคอบสันและรัสเชลล์ ทีพ่ บว่าสาเหตุสำคัญของการหย่าร้างคือไม่มบี ตุ ร (สุภรณ์ ลิม้ อารีย์ 2536 : 17 และ 19 ; อ้างอิงจาก Jacobson. 1952 และ Russell. 1974) สาเหตุด้านสุขภาพอนามัยอีกประการหนึ่ง คือ การมีโรคประจำตัวและเจ็บป่วยเป็นประจำ หรือฝ่ายหนึ่งนำโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาแพร่เชื้อให้กับอีกฝ่าย 3.2.5 สาเหตุด้านอารมณ์และจิตใจ เป็นคนเจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจตนเอง จากการศึกษางานวิจัยในประเทศไทยของ สุภรณ์ ลิ้มอารี (2536) พบว่า การหย่าร้างที่เกิดขึ้นจากการที่อดีตคู่สมรสมี ลักษณะนิสัยเจ้าอารมณ์ และเอาแต่ใจตนเอง มีจำนวนถึงร้อยละ 94.62 ซึ่งถือได้ว่าเป็นสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อ การหย่าร้างมากที่สุด ส่วนด้านนิสัยพบว่าการที่ฝ่ายหนึ่งมีนิสิตใจคอโหดร้ายทารุณ มีอิทธิพลต่อการหย่าร้างถึง ร้อยละ 13.98 3.2.6 สาเหตุด้านทัศนคติ คือมีความเห็นขัดแย้งกันอยู่เสมอ วิสส์ (สุภรณ์ ลิ้มอารี. 2536 : 19 ; อ้างอิงจาก Weiss. 1975) ศึกษาพบว่า ความขัดแย้งในชีวิตสมรสเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ (interaction) ของคู่สมรสมีความขัดแย้งกันในบทบาท และนำไปสู่การจบความสัมพันธ์กันหรือการหย่าร้าง ถ้าคู่สมรสไม่มีความเข้าใจกัน จาคอบสัน (สุภรณ์ ลิ้มอารี. 2536 : 17 ; อ้างอิงจาก Jacobson. 1952) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการหย่าร้างพบว่าคู่สมรสที่หย่าร้างกันจะแสดงความไม่ลงรอยกันในเรื่องเจตคติที่มีต่อบทบาทของสามีและ ภรรยาในชีวิตสมรสมากกว่าคู่สมรสที่ยังคงอยู่ด้วยกัน การวิจัยของวันทนา กลิ่นงาม (2523) พบว่าสาเหตุของการหย่าร้างมาจากความคิดหรือ ทัศนคติไม่ตรงกันร้อยละ 27.40 ยังมีปัญหาความขัดแย้งอื่นๆ การอบรมเลี้ยงดูบุตร การพยายามเปลี่ยนนิสัยของอีกฝ่าย ก็ เกี่ยวข้องกับการหย่าร้างแม้จะไม่มีอิทธิพลมากนักก็ตาม 3.2.7 สาเหตุด้านสัมพันธ์ในครอบครัว ได้แก่ การสื่อสาร อุมาพร ตรังคสมบัติ (2544) ได้ศึกษาคู่สมรสที่มีการหย่าร้างพบว่า ตัวชี้ปัญหาที่สำคัญสุดคือ การสื่อสารและการแก้ไขความขัดแย้ง อย่างไม่มีประสิทธิภาพ การสื่อสารเป็นทักษะที่สำคัญของชีวิตคู่ เป็นปัจจัยที่ทำให้คู่สมรสเกิดความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แก้ไขความขัดแย้งระหว่างกันได้ และปรับตัวกับความตึงเครียดในชีวิตคู่ได้ การสื่อสารที่ดีจะ ช่วยทำให้ชีวิตสมรสเป็นประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจและมีความสุข การสื่อสารเป็นภารกิจพัฒนาการที่สำคัญยิ่งของคู่สมรส การสื่อสารที่ไม่ดีเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ความสัมพันธ์ของคู่สมรสไม่ดีและแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกันไม่ได้ เมื่อแก้ไขความขัดแย้งไม่ได้ความ-


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

26

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

สัมพันธ์ก็จะยิ่งมีปัญหามากขึ้นและนำไปสู่การหย่าร้างในที่สุด การวิจัยพบว่าคู่สมรสที่หย่าร้างมักมีการสื่อสาร แบบไม่สร้างสรรค์ เช่น พูดกำกวมเนื้อหาไม่ชัดเจน เปลี่ยนเรื่องพูดโดยไม่ตอบสนองอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเหมาะสม พูดเยาะเย้ยถากถาง แปลความหมายของคำพูดไม่เชิงลบ เป็นต้น ปัญหาอื่นๆ ที่เกิดจากความสัมพันธ์ในครอบครัว คือ ความสัมพันธ์ทางเพศ เดวิส (สุดา ภิรมย์แก้ว. 2529 : 7 อ้างอิงจาก Davis. K. 1929 : 38) กล่าวว่าในชีวิตแต่งงานนั้น ปัญหาเรื่องเพศมี บทบาทสำคัญในชีวิตของคู่สมรสทั้งทางด้านอารมณ์และจิตใจ และเป็นสาเหตุให้ชีวิตแต่งงานตึงเครียดและเกิด การหย่าร้างได้ นอกจากนี้ยังมีปัญหาการไม่รักไม่ผูกพันกันเหมือนเดิม มีการทะเลาะเบาะแว้ง รวมทั้งปัญหา ครอบครัวญาติพี่น้องของคู่สมรส และการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน สรุป จากทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการหย่าร้างทั้ง 3 ทฤษฎี และงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสรุปสาเหตุสำคัญ 7 ด้าน แต่ละด้านมีตัวแปรมากมาย จึงได้นำตัวแปรต่างๆ นั้นมาศึกษาสาเหตุของการหย่าร้างในครอบครัวไทยโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบ เพื่อลดจำนวนตัวแปรและจัดกลุ่มตัวแปรที่เกี่ยวข้องกัน ให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เพื่อให้เห็นสาเหตุของการหย่าร้างอย่างชัดเจน และได้นำสาเหตุทั้ง 7 ด้านมาสร้างนิยามปฏิบัติการของตัวแปรและสมมุติฐานในการวิจัย ดังนี้ 3.3 นิยามปฏิบัติการของตัวแปร 3.3.1. ปั จ จั ย ที่ ท ำให้ เ กิ ด การหย่ า ร้ า ง หมายถึง ปัจจัยด้านชีวสังคม เศรษฐกิจ พฤติกรรมสังคมและความประพฤติ สุขภาพอนามัย อารมณ์และจิตใจ ทัศนคติ และความสัม พันธ์ใ น ครอบครัว 3.3.1.1 ชีวสังคม หมายถึง อายุ ระดับการศึกษา ศาสนา การได้รับการอบรมเลี้ยงดู หลักที่ใช้ในการเลือกคู่ครอง สาเหตุที่ตัดสินใจแต่งงาน การยอมรับในการสมรส ตำแหน่งหน้าที่การงาน และความสัมพันธ์ก่อนการสมรสของคู่สมรส 3.3.1.2 เศรษฐกิจ หมายถึง การมีหนี้สิน การใช้จ่าย การทำลายทรัพย์สิน

รายได้ การพึ่งพาและไม่พึ่งพารายได้ของคู่สมรส 3.3.1.3 พฤติกรรมสังคมและความประพฤติ หมายถึง การไม่รับฟังความคิดเห็น การวางอำนาจ แยกออกมาอาศัยอยู่เองหรืออาศัยอยู่ร่วมกับญาติ การไม่ให้เกียรติ การทอดทิ้ง การไม่ดูแล เอาใจใส่ตามสมควร การทำร้ายร่างกาย ขาดความเป็นส่วนตัว คนรอบข้างยุให้เลิกกัน จับผิดคู่สมรส การมีความเบี่ยงเบนทางเพศ การพูดจาก้าวร้าว การดูหมิ่นเหยียดหยาม ก้าวร้าวหยาบคาย การไม่พูดคุยกันเมื่อมี ปัญหา การหลงตัวเอง จู้จี้ขี้บ่น การเพิกเฉยต่อการอุปการะบุตร ไม่ช่วยเหลืองานบ้าน ติดอบ���ยมุข ชอบเที่ยว กลางคืน การติดสิ่งเสพติด ปรับตัวเข้ากับเพื่อนหรือญาติของคู่สมรสไม่ได้ และให้ความสำคัญกับญาติหรือ เพื่อนมากกว่าคู่สมรส 3.3.1.4 สุขภาพอนามัย หมายถึง การไม่สามารถมีบุตร มีโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ การไม่ดูแลตัวเอง และความไม่สะอาดของร่างกาย 3.3.1.5 อารมณ์และจิตใจ หมายถึง การเอาแต่ใจตนเอง เจ้าอารมณ์ นิสัยใจคอ โหดร้าย และการไม่อดทน 3.3.1.6 ทัศนคติ หมายถึง การเกิดความเครียดเมื่ออยู่ด้วยกัน มีความขัดแย้งกัน เสมอ ทัศนคติในการอบรมเลี้ยงดูบุตรไม่ตรงกัน การพยายามเปลี่ยนนิสัยของอีกฝ่าย ความต้องการเสมอภาค ของภรรยา และความไม่ต้องการมีบุตร เชื่อคำทำนายของหมอดู คู่สมรสไม่เป็นดังที่คาดหวังไว้


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

27

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

3.3.1.7 ความสัมพันธ์ในครอบครัว หมายถึง การปรับตัวเข้าหากันไม่ได้ การสื่อสารพูดคุยไม่รู้เรื่อง ปัญหาเพศสัมพันธ์ การได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยามจากญาติและบิดามารดาของคู่ สมรส การไม่สนใจในคู่สมรส ต่างคนต่างไม่พูดเมื่อมีปัญหา การไม่รักผูกพันกันเหมือนเดิม มีบุตรขณะยังไม่ พร้อมด้านเศรษฐกิจหรือสังคม มีความสัมพันธ์ไม่ดีกับลูกเลี้ยง ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ และมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านเดียวกัน (ญาติพี่น้อง) ปัจจัยที่ทำให้เกิดการหย่าร้างวัดได้ด้วยแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีจำนวน 126 ข้อ แต่ละข้อประกอบด้วยมาตราส่วนประมาณค่า 5 หน่วย จาก “จริงมากที่สุด” ถึง “ไม่จริง” คะแนน ของแบบวัดแต่ละข้ออยู่ระหว่าง 1 ถึง 5 คะแนน และ พิสัยอยู่ระหว่าง 126 ถึง 630 คะแนน ซึ่งแบบสอบถาม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นนี้ผู้วิจัยได้ไปหาค่าอำนาจจำแนกรายข้อ และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ ก่อนการวิเคราะห์ข้อมูล 3.3.2. การหย่าร้าง หมายถึง การสิ้นสุดการใช้ชีวิตคู่ระหว่างชายและหญิงที่เคยตัดสินใจอยู่กินกันฉันท์สามีภรรยา โดยการหย่าร้างสามารถทำได้ทั้งทางพฤตินัย คือ การแยกกันอยู่โดยไม่ได้จดทะเบียนหย่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศต่อกันอย่างสิ้นเชิง ส่วนทางนิตินัย คือ การจดทะเบียนหย่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศต่อกันอย่างสิ้นเชิง การวิจัยครั้งนี้ การหย่าเป็นตัวแปรเชิงกลุ่ม ได้จากการสอบถามคู่หย่าร้างเพื่อนำมาจัดการหย่าร้างเป็น 2 ค่า (dichotomous variable) ได้แก่ การหย่าร้างโดยพฤตินัย คือไม่ได้จดทะเบียนหย่า มี ค่าเป็น 0 และการหย่าร้างโดยนิตินัย คือ จดทะเบียนหย่า มีค่าเป็น 1 3.4 สมมุติฐานในการวิจัย จากการศึกษาทฤษฎีและเอกสารงานวิจัยเกี่ยวกับการหย่าร้างได้นำมาตั้งสมมุติฐานในการวิจัยดังนี้ “องค์ประกอบการหย่าร้างของคู่สมรสมีมากกว่า 1 องค์ประกอบ”

4. วิธีดำเนินการวิจัย 4.1 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้

เป็นผู้ที่อยู่ในสถานภาพหย่าร้าง ในปัจจุบัน ทั้งสามีและภรรยา จำนวน 300 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคู่สามีภรรยาแต่หย่าร้างแล้ว จำนวน 62 คู่ (124 คน) และเฉพาะผูท้ เี่ ป็นสามี 88 คน และเฉพาะผูท้ เี่ ป็นภรรยา 88 คน (รวม 176 คน) โดยมีขั้นตอนการเลือกดังนี้ ขั้นที่ 1 ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) คือ ภาคเหนือเจาะจง จังหวัดเชียงใหม่ ภาคใต้เจาะจง จังหวัดสงขลา ภาคตะวันออกเจาะจง จังหวัดจันทบุรี และ ภาคกลางเจาะจง กรุงเทพมหานคร ขั้นที่ 2 เลือกแบบตามสะดวก (Convenience Sampling) โดยสืบหาบุคคลที่หย่าร้างและเลือก จำนวนกลุ่มตัวอย่างดังนี้ จังหวัดเชียงใหม่ สงขลา และจันทบุรี จังหวัดละ 74 คน รวม 3 จังหวัด จำนวน 222 คน ได้กลุ่มที่เป็นคู่สามีภรรยาแต่หย่าร้างแล้ว จังหวัดละ 15 คู่ (สามี 15 คน ภรรยา 15 คน รวม 30 คน) รวม 3 จังหวัด มีจำนวน 45 คู่ (สามี 45 คน ภรรยา 45 คน รวม 90 คน) และได้เฉพาะผู้ที่เป็นสามี หรือภรรยา จังหวัดละ 44 คน (สามี 22 คน ภรรยา 22 คน) รวม 3 จังหวัด มีจำนวน 132 คน (สามี 66 คน ภรรยา 66 คน) สำหรับกรุงเทพมหานคร เลือกมา 78 คน ได้กลุ่มที่เป็นคู่สามีภรรยาแต่หย่าร้างแล้ว 17 คู่ (สามี 17 คน ภรรยา 17 คน รวม 34 คน) และได้เฉพาะผู้ที่เคยเป็นสามีหรือภรรยา จำนวน 44 คน (สามี 22 คน ภรรยา 22 คน)


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

28

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

4.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่ ทำให้เกิดการหย่าร้างของครอบครัวไทย แบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว เป็นลักษณะให้เลือกตอบเกี่ยวกับเพศ อายุ การศึกษา อาชีพ เป็นต้น แบบสอบถามส่วนนี้ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับภูมิหลังของกลุ่มตัวอย่าง ตอนที่ 2 แบบสอบถาม ด้านชีวสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านพฤติกรรมสังคมและความประพฤติ ด้ า นสุ ข ภาพอนามั ย ด้ า นอารมณ์ แ ละจิ ตใจ ด้ า นทั ศ นคติ และด้ า นความสั ม พั น ธ์ ใ นครอบครั ว โดย แบบสอบถามมีลักษะเป็นข้อความประกอบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ชนิด 5 ระดับ จากจริง มากที่สุด จริงมาก จริง ค่อนข้างจริง และไม่จริง ตามลำดับ จำนวน 126 ข้อ โดยแบ่งออกเป็นปัจจัยแต่ละ ด้านดังนี้ ปัจจัยชีวสังคม ตั้งแต่ข้อ 1 - 47 ปัจจัยเศรษฐกิจ ตั้งแต่ ข้อ 48 - 59 ปัจจัยด้านพฤติกรรมสังคม และความประพฤติ ตั้งแต่ข้อ 60 - 91 ปัจจัยด้านสุขภาพอนามัย ตั้งแต่ข้อ 92 99 ปัจจัยด้านอารมณ์และ จิตใจ ตั้งแต่ข้อ 100 - 104 ปัจจัยด้านทัศนคติ ตั้งแต่ข้อ 105 - 113 และปัจจัยด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว ตังแต่ข้อ 114 - 126 4.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยแต่ละคนได้รับผิดชอบในการเก็บข้อมูลแต่ละ จังหวัด โดยในระยะแรกได้สืบหาข้อมูลจากบุคคลที่คุ้นเคยกับผู้วิจัยหรือผู้ร่วมวิจัย โดยให้บอกรายชื่อ และ สถานที่ทำงานหรือบ้านพัก ของผู้ที่หย่าร้าง จากนั้นผู้วิจัยหรือผู้ร่วมวิจัยได้เดินทางไปเก็บข้อมูลกับบุคคลนั้น ด้วยตนเอง ผู้วิจัยได้หาค่าอำนาจจำแนกรายข้อของแบบสอบถามทั้งฉบับ ซึ่งมี 126 ข้อ ด้วยวิธี Item - Total Correlation จากกลุม่ ตัวอย่างจริงทัง้ หมด 300 คน และเลือกข้อทีม่ คี า่ Item Total Correlation ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป ปรากฏว่ามีจำนวน 77 ข้อ ซึ่งครอบคลุมปัจจัยที่ทำให้เกิดการหย่าร้างทั้ง 7 ด้าน ผู้วิจัยจึงนำรายข้อทั้ง 77 ข้อ มาหาความเชื่อมั่น ของแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างเดิมด้วยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) ได้ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) เท่ากับ .98 4.4 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิจัย 4.4.1 สถิติที่ใช้หาคุณภาพของแบบสอบถาม 4.4.1.1 ค่ า อำนาจจำแนกรายข้ อ ของแบบสอบถาม โดยใช้ Item Total Correlation 4.4.1.2 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม โดยใช้ Alpha Coefficient ของ

ครอนบาค 4.4.2 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบ ใช้โปรแกรม สำเร็จรูปคำนวณตามลำดับดังนี้ 4.4.2.1 หาความสั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า งตั ว แปรทุ ก ตั ว โดยใช้ สู ต รของเพี ย ร์ สั น (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) โดยนำตัวแปรที่มีสหสัมพันธ์กับตัวแปรอื่นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ไปวิเคราะห์องค์ประกอบ 4.4.2.2 สกัดองค์ประกอบ (Factor Extraction) ด้วยวิธีเน้นองค์ประกอบหลัก (Principal Component Method) 4.4.2.3 การหมุนแกนองค์ประกอบแบบ Orthogonal Rotation หลักด้วยวิธี Varimax Orthogonal Rotation


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

29

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

4.5 เกณฑ์การพิจารณาองค์ประกอบ มี 3 ข้อดังนี้ 4.5.1 องค์ประกอบนั้นต้องมีค่าไอเกน (Eigen value) ตั้งแต่ 1.00 ขึ้นไป 4.5.2 ตัวแปรแต่ละตัวในองค์ประกอบนั้นๆ ต้องมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ (Factor loading) คิดตามค่าสัมบูรณ์ (Absolute value) ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป 4.5.3 มีตัวแปรแต่ละองค์ประกอบตั้งแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป

5. สรุปผลการวิจัย

จากการวิเคราะห์ข้อมูลตามสมมติฐานที่กล่าวว่า “องค์ประกอบของการหย่าร้างของคู่สมรสมีองค์ ประกอบมากกว่า 1 องค์ประกอบ” ผลการวิเคราะห์ปรากฏว่า มีองค์ประกอบที่ทำให้เกิดการหย่าร้าง จำนวน 12 องค์ประกอบ ผลนี้จึงเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ องค์ประกอบที่ทำให้เกิดการหย่าร้างในครอบครัวไทย จำนวน 12 องค์ประกอบ อธิบายความแปรปรวน ทั้งหมดของสาเหตุกาหย่าร้างได้ร้อยละ 69.173 มีรายละเอียดดังนี้คือ 5.1 องค์ประกอบการปฏิบัติตัวต่อคู่สมรส สำหรับองค์ประกอบนี้บรรยายด้วยสาเหตุจำนวนทั้งหมด 11 สาเหตุ โดยมีค่าน้ำหนักสาเหตุในองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .713 ถึง .508 มีค่าไอเกนเท่ากับ 31.692 องค์ประกอบนี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของสาเหตุการหย่าร้างได้ร้อยละ 10.084 ประกอบไปด้วย การไม่ ดูแลเอาใจใส่คู่สมรสตามสมควร การทอดทิ้งคู่สมรส พูดจาดูหมิ่นเหยียดหยาม ชอบทำร้ายร่างกายคู่สมรส พูดก้าวร้าวผู้ใหญ่ฝ่ายคู่สมรส ก้าวร้าวหยาบคาย ไม่ซื่อสัตย์ต่อ คู่สมรส (นอกใจ) หลงตัวเอง ชอบวางอำนาจ กับคู่สมรส ไม่ให้เกียรติคู่สมรส ไม่รับฟังความคิดเห็นของคู่สมรสซึ่งมีน้ำหนักองค์ประกอบเป็น .713 .700 .691 .600 .593 .578 .578 .570 .567 .531 .508 ตามลำดับ 5.2 องค์ประกอบการสื่อสารและปรับตัว สำหรับองค์ประกอบนี้บรรยายด้วยสาเหตุ จำนวนทั้งหมด 8 สาเหตุ โดยมีค่าน้ำหนักสาเหตุในองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .737 ถึง .508 มีค่าไอเกนเท่ากับ 4.238 องค์ประกอบนี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของสาเหตุการหย่าร้างได้ร้อยละ 8.159 ประกอบด้วย ปรับตัวเข้าหา กันไม่ได้ สื่อสารพูดคุยไม่รู้เรื่อง ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ ไม่รักผูกพันกันเหมือนเดิม เกิดความเครียด เมื่ออยู่ด้วยกัน มีความเห็นขัดแย้งกันอยู่เสมอ ต่างคนต่าง ไม่พูดเมื่อมีปัญหา ไม่สนใจในคู่สมรส ซึ่งมีน้ำหนัก องค์ประกอบเป็น .737 .676 .663 .653 .633 .599 .518 .508 ตามลำดับ 5.3 องค์ประกอบสภาวะการสมรส สำหรับองค์ประกอบนี้บรรยายด้วยสาเหตุจำนวนทั้งหมด 7 สาเหตุ โดยมีค่าน้ำหนักสาเหตุในองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .733 ถึง .566 มีค่าไอเกนเท่ากับ 2.983 องค์ประกอบนี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของสาเหตุการหย่าร้างได้ร้อยละ 7.881 ประกอบด้วย สมรสเพื่อหนี จากครอบครัวเดิม สมรสเพื่อสนองความต้องการจำเป็นทางเพศ สมรสเพื่อตอบสนองความคาดหวังของสังคม สมรสเพราะความเหงา สมรสเพื่อหวังผลทางนิติกรรม เลือกคู่ครองโดยคำนึงถึงฐานะทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เลือกคู่ครองโดยคำนึงถึงฐานะทางสังคมเป็นหลัก หรือต้องการเลื่อนฐานะทางสังคมของตนให้สูงขึ้น ซึ่งมีน้ำหนักองค์ประกอบเป็น .733 .715 .682 .674 .668 .609 .566 ตามลำดับ 5.4 องค์ประกอบอบายมุขและความเบี่ยงเบนทางเพศ สำหรับองค์ประกอบนี้บรรยายด้วยสาเหตุ จำนวนทั้งหมด 6 สาเหตุ โดยมีค่าน้ำหนักสาเหตุในองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .789 ถึง .530 มีค่าไอเกนเท่ากับ 2.580 องค์ประกอบนี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของสาเหตุการหย่าร้าง ได้ร้อยละ 7.699 ประกอบด้วย ติดสิ่งเสพติด ติดสุรา หรือสิ่งมึนเมา เล่นการพนัน ชอบเที่ยวกลางคืน มีความเบี่ยงเบนทางเพศ เช่น มีเพศ สัมพันธ์กับเพศเดียวกัน มีนิสัยใจคอโหดร้าย ซึ่งมีน้ำหนักองค์ประกอบเป็น .789 .754 .750 .646 .553 .530 ตามลำดับ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

30

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

5.5 องค์ประกอบครอบครัวของคู่สมรส สำหรับองค์ประกอบนี้บรรยายด้วยสาเหตุจำนวนทั้งหมด 6 สาเหตุ โดยมีค่าน้ำหนักสาเหตุในองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .789 ถึง .538 มีค่าไอเกนเท่ากับ 2.130 องค์ประกอบนี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของสาเหตุการหย่าร้างได้ร้อยละ 6.572 ประกอบด้วยปรับตัวเข้ากับ ญาติของคู่สมรสไม่ได้ ปรับตัวเข้ากับบิดามารดาของคู่สมรสไม่ได้ ได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยามจากญาติของคู่ สมรส คนรอบข้าง เช่น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนยุให้เลิกกัน ได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยามจากบิดามารดา ของคู่สมรส ให้ความสำคัญกับบิดามารดา หรือญาติมากกว่าคู่สมรส ซึ่งมีน้ำหนักองค์ประกอบเป็น .789 .758 .627 .616 .578 .538 ตามลำดับ 5.6 องค์ประกอบความบกพร่องของร่างกายและจิตใจ สำหรับองค์ประกอบนี้บรรยายด้วยสาเหตุ จำนวนทั้งหมด 6 สาเหตุ โดยมีค่าน้ำหนักสาเหตุในองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .663 ถึง .513 มีค่าไอเกนเท่ากับ 1.870 องค์ประกอบนี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของสาเหตุการหย่าร้างได้ร้อยละ 5.349 ประกอบด้วย ไม่ สามารถมีบุตร มีโรคประจำตัว เจ็บป่วยเป็นประจำ ไม่สะอาด มีอาการโรคประสาท ไม่ดูแลตัวเองปล่อยตัว ไม่อยากมีบุตร ซึ่งมีน้ำหนักองค์ประกอบเป็น .663 .653 .639 .613 .584 .513 ตามลำดับ 5.7 องค์ประกอบเพศสัมพันธ์ สำหรับองค์ประกอบนี้บรรยายด้วยสาเหตุจำนวนทั้งหมด 4 สาเหตุ โดยมีค่าน้ำหนักสาเหตุในองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .719 ถึง .553 มีค่าไอเกนเท่ากับ 1.582 องค์ประกอบนี้ สามารถอธิบายความแปรปรวนของสาเหตุการหย่าร้างได้ร้อยละ 5.195 ประกอบด้วย ไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์ ไม่มีสมรรถภาพทางเพศ มีความผิดปกติด้านเพศสัมพันธ์ ไม่มีความสุขในการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีน้ำหนักองค์ประกอบเป็น .719 .709 .611 .553 ตามลำดับ 5.8 องค์ประกอบอารมณ์ สำหรับองค์ประกอบนี้บรรยายด้วยสาเหตุจำนวนทั้งหมด 3 สาเหตุ โดยมี ค่าน้ำหนักสาเหตุในองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .703 ถึง .548 มีค่าไอเกนเท่ากับ 1.425 องค์ประกอบนี้สามารถ อธิบายความแปรปรวนของสาเหตุการหย่าร่างได้ร้อยละ 3.968 ประกอบด้วยเจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ อดทน ซึ่งมีน้ำหนักองค์ประกอบเป็น .703 .655 .548 ตามลำดับ 5.9 องค์ประกอบความสัมพันธ์ก่อนสมรส สำหรับองค์ประกอบนี้บรรยายด้วยสาเหตุจำนวนทั้งหมด 3 สาเหตุ โดยมีค่าน้ำหนักสาเหตุในองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .603 ถึง .559 มีค่าไอเกนเท่ากับ 1.395 องค์ประกอบนี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของสาเหตุการหย่าร้างได้ร้อยละ 3.934 ประกอบด้วย ไม่สมัครใจใน การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันตั้งแต่สมรส ไม่รู้จักกันดีก่อนการสมรส ไม่ได้รักกันมาก่อน ซึ่งมีน้ำหนักองค์ประกอบเป็น .603 .600 .559 5.10 องค์ประกอบลักษณะนิสัย สำหรับองค์ประกอบนี้บรรยายด้วยสาเหตุ จำนวนทั้งหมด 5 สาเหตุ โดยมีค่าน้ำหนักสาเหตุในองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .567 ถึง .525 มีค่าไอเกนเท่ากับ 1.347 องค์ประกอบนี้ สามารถอธิบายความแปรปรวนของสาเหตุการหย่าร้างได้ร้อยละ 3.885 ประกอบด้วยจู้จี้ขี้บ่น มีปัญหาไม่พูด คุยกัน ชอบจับผิดคู่สมรส หึงหวงมากเกินไป ขาดความเป็นส่วนตัว ซึ่งมีน้ำหนักองค์ประกอบเป็น .567 .563 .556 .550 .525 ตามลำดับ 5.11 องค์ประกอบลักษณะงาน สำหรับองค์ประกอบนี้บรรยายด้วยสาเหตุจำนวนทั้งหมด 3 สาเหตุ โดยมีค่าน้ำหนักสาเหตุในองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .732 ถึง .532 มีค่าไอเกนเท่ากับ 1.284 องค์ประกอบนี้ สามารถอธิบายความแปรปรวนของสาเหตุการหย่าร้างได้ร้อยละ 3.500 ประกอบด้วยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องเดิน ทางครั้งละนานๆ อยู่เสมอ สถานที่ทำงานไกลกันทำให้ต้องแยกกันอยู่ ก้าวก่ายการทำงานของคู่สมรส ซึ่งมีน้ำหนักองค์ประกอบเป็น .732 .722 .532 ตามลำดับ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

31

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

5.12 องค์ประกอบความพร้อมด้านบุตรและธุรกิจ สำหรับองค์ประกอบนี้บรร���ายด้วยสาเหตุจำนวน ทั้งหมด 3 สาเหตุ โดยมีค่าน้ำหนักสาเหตุในองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .585 ถึง .504 มีค่าไอเกนเท่ากับ 1.096 องค์ประกอบนี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของสาเหตุการหย่าร้างได้ร้อยละ 2.947 ประกอบด้วย มีบุตรโดย ไม่ได้ตั้งใจจึงต้องสมรส มีบุตรขณะยังไม่พร้อมทางเศรษฐกิจหรือสังคม หลีกเลี่ยงการรับผิดชอบร่วมกันทาง ด้านธุรกิจ ซึ่งมีน้ำหนักองค์ประกอบเป็น .585 .540 .504 ตามลำดับ

6. ข้อเสนอแนะ

6.1 ข้อเสนอแนะทั่วไป เพื่อแก้ไขปัญหาการหย่าร้างของคู่สมรสซึ่งเกิดจากผลการวิจัย ครั้งนี้ ผู้ วิจัยมีข้อเสนอแนะ 2 ประการต่อไปนี้ 6.1.1 จากผลการวิจัย ปรากฏว่าองค์ประกอบที่ทำให้เกิดการหย่าร้างได้แก่ การปฏิบัติตัวต่อ คู่สมรส สื่อสารและปรับตัว จิตและสังคม อบายมุขและความเบี่ยงเบนทางเพศ ครอบครัว คู่สมรส ความ บกพร่องของร่างกายและจิตใจ เพศสัมพันธ์ อารมณ์ ความสัมพันธ์ ลักษณะนิสัย ลักษณะงาน บุตรและธุรกิจ ฉะนั้นการแก้ไขปัญหาการหย่าร้างของคู่สมรส ควรนำผลการวิจัยนี้ให้บุคคลที่เตรียมตัวแต่งาน คู่สมรสที่กำลัง ดำเนินชีวิตคู่ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับคู่สมรส เช่น บิดา มารดา ทั้งฝ่ายสามีและภรรยาได้รับรู้ เพื่อป้องกันไม่ให้คู่สมรสแต่ละฝ่ายได้มีพฤติกรรมทั้ง 12 องค์ประกอบดังกล่าว โดยให้แต่ละฝ่ายได้มีการเรียนรู้ และฝึกทักษะใน การปรับตัวให้เข้ากับอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งจะเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตสมรสให้ยั่งยืน และป้องกันการหย่าร้างได้ ด้วยตนเอง 6.1.2 รัฐ และองค์กรเอกชน ที่ทำหน้าที่ด้านครอบครัว ควรมีโครงการฝึกอบรม และให้ ความรู้กับ ชาย และหญิงที่กำลังจะสมรส ให้รับทราบปัญหา และแนวทางแก้ไขปัญหาในชีวิตสมรส เพื่อช่วยเหลือและป้องกันการหย่าร้างเมื่อได้สมรสแล้ว 6.2 ข้อเสนอแนะสำหรับงานวิจัย 6.2.1 จากการวิเคราะห์องค์ประกอบ ได้องค์ประกอบทั้งหมด 12 องค์ประกอบ ควรนำค่าที่ ได้จากการวิเคราะห์องค์ประกอบ ไปทำการวิเคราะห์ต่อ เช่น การวิเคราะห์การถดถอย โลจิสติกก์ เพื่อ วิเคราะห์เส้นทางการหย่าร้าง ว่ามีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อม อย่างไรบ้าง เพื่อให้รู้ถึงพฤติกรรมที่เป็นเหตุ และเป็นผลสืบเนื่องซึ่งกันและกัน 6.2.2 ควรวิเคราะห์องค์ประกอบการหย่าร้างจำแนกตาม เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และจำนวนบุตร เพื่อให้ได้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้น

บรรณานุกรม

ชัชนันท์ สุวินทรากร. (2536). สาเหตุและผลกระทบของการหย่าร้าง. วิทยานิพนธ์ พัฒนบริหารศาสตร์มหาบัณฑิต. (พัฒนาสังคม). กรุงเทพฯ : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. อัดสำเนา เดอะ เนชั่น. (2551). ครอบครัวไทยเปราะบางหย่าร้างชั่วโมงละ 10 คู่. สืบค้นเมื่อ 16 เมษายน 2551, จาก http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=315670.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

32

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

นิตยา พิริยะธรรมวงศ์. (2533). การศึกษาเปรียบเทียบคุณลักษณะทางด้านประชากร เศรษฐกิจ และสังคมระหว่างผู้หย่าร้างและผู้ไม่หย่าร้างในเขตกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ สังคมศาสตร์มหาบัณฑิต. (วิจัยประชากรและสังคม). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. อัดสำเนา. บัญญัติ สุขศรีงาม. (2542, กันยายน). การหย่าร้างปัญหาของสังคมยุคใหม่. นิตยสารใกล้หมอ. 23(9) : 37 - 38. วันทนา กลิ่นงาม. (2523). ภาวะการหย่าร้างของประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร ระหว่างปี พ.ศ. 2512 - 2521. วิทยานิพนธ์สังคมศาสตร์มหาบัณฑิต. (วิจัยประชากรและสังคม). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. อัดสำเนา. วันทนา กลิ่นงาม. (2525). ภาวะการหย่าร้างของประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร ระหว่างปี พ.ศ. 2512 - 2521. เอกสารวิชาการหมายเลข 64. กรุงเทพฯ : สถาบันวิจัยประชากรและ สังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์สุขวิทยาจิต. (2547). การหย่าร้างมีผลกระทบต่อ “ลูก”. สืบค้นเมื่อ 21 สิงหาคม 2547, จาก http://www.mahidol.ac.th/mahidol/ra/rapc/divorc.html. สมเกียรติ เบญจศาสตร์. (2541). สภาวะความไม่มั่นคงในชีวิตสมรสในจังหวัด นครราชสีมา.วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต. (ประชากรศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. อัดสำเนา. สุดา ภิรมย์แก้ว. (2529). สาเหตุของการหย่าร้างในเขตกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ สังคมศาสตร์มหาบัณฑิต. กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. อัดสำเนา. สุภรณ์ ลิ้มอารีย์. (2536). สตรีและการหย่าร้าง. (รายงานการวิจัย). ศึกษาศาสตร์. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม. อัดสำเนา. อรุณรุ่ง บุญธนันตพงค์. (2535). พฤติกรรมและตัวชี้วัดความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสในเขต กรุงเทพมหานครที่นำสู่ความต้องการหย่าร้าง. วิทยานิพนธ์สังคมศาสตร์มหาบัณฑิต. (วิจัยประชากรศาสตร์). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. อัดสำเนา. อุมาพร ตรังคสมบัติ. (2544). จิตบำบัดและการให้คำปรึกษาครอบครัว. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ซันต้าการพิมพ์.

กะตัญจะ สุกะตัง เสยโย. ความดี ทำนั่นแลดีกว่า. สํ.ส. ๑๕/๖๘. ขุ. ธ. ๒๕/๕๖.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

33

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

บทความวิจัย

คุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของข้าราชการครูและผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดอุบลราชธานี

บทคัดย่อ

รองศาสตราจารย์ศุภร ศรีแสน

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับคุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ ข้าราชการครูและผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดอุบลราชธานี และ เพื่อเปรียบเทียบคุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจำแนกตาม ตำแหน่ง ประสบการณ์ การทำงาน และวุฒิการศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหาร และครู สังกัดจังหวัดอุบลราชธานี โดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 370 คน เครือ่ งมือทีใ่ นการวิจยั เป็นแบบสอบถาม ตอนที่ 1 เป็นแบบตรวจสอบ รายการ ตอนที่ 2 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test Independent และ One-Way Anova ผลการ วิจัย พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีตำแหน่งครู ประสบการณ์การทำงาน 21 ปี ขึ้นไป และมีวุฒิปริญญาตรี เป็นส่วนใหญ่ ทัศนคติต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ในระดับเห็นด้วย ระดับคุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้านความขยัน ด้านความประหยัด อดออม ด้านความซื่อสัตย์ สุจริต ด้านความมี

ระเบียบวินัย ด้านความสุภาพ ด้านความสามัคคี ด้านความมีน้ำใจ พบว่า อยู่ในระดับมาก การเปรียบเทียบ ค่าเฉลี่ยคุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำแนกตามตำแหน่ง พบว่า ผู้บริหารโรงเรียน และ ครูผู้สอน มีทัศนคติต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตาม วุฒิ พบว่า มีทัศนคติต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และด้านความซื่อสัตย์ สุจริต แตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน พบว่า ด้านที่แตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 คือ ด้านความขยัน ด้านความซื่อสัตย์ สุจริต ด้านความสุภาพ และด้านความสามัคคี ส่วนด้านที่ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ทัศนคติต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้านความประหยัด อดออม ด้านความความมีระเบียบวินัย และด้านความมี���้ำใจ คำสำคัญ : คุณธรรม, ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

34

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

The Virtues in Accordance with the Economy Sufficiency Philosophy Suporn Srisan

Abstract The purposes of this research were ,1) to study the virtues in accordance with the Economy Sufficiency Philosophy of governmental teachers and administrators, Ubon Rachathani Office of Basic Education Committee, and 2) to compare the virtues in accordance with the economy sufficiency classified as position, working,experiences, and educational qualifications. The samples were 370 governmental teachers and administrators,Ubon Rachathani Office of the basic education committee,selected by the method of simple random sampling. The reseach tool was a questionnaire , consisting of checklist as part one and rating scale as part two. The statistics used in analyzing data were percentTage,mean, standard deviation, t-test independent and One Way Anova. The research finding were, 1) Most of the samples were governmental teachers, more than 21 years working experiences, and bachelor degree educational qualification, and had attitude towards the economy sufficiency at moderate level. 2) The characteristics of virtues in accordance with the economy sufficiency classified as diligence, saving, honesty, discipline, politeness,unity, and hospitality were found at high level. 3) In comparing the virtues in accordance with the economy sufficiency classified as position,the governmental teachers and administrators had differed attitude towards the economy sufficiency philosophy without statistical significance at .05 level, classified as educational qualifications, the samples had different attitude towards the economy sufficiency philosophy and honesty without statistical significance at ..05 level, classified as working experience,the samples had different attitude without statistical significance at .05 level in diligence, honesty, politeness and unity, but they had different attitude with statistical signicance at .05 level in the economy sufficiency, saving, discipline, and hospitality. Keywords : Virtue, Economy Sufficiency Philosophy


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

35

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

คุณธรรมจริยธรรมเปนสิ่งที่มีความสําคัญตอสังคมเปนอยางมากในการกําหนดความสุขของสังคม สังคมใดที่คนในสังคมเปนผูเพียบพรอมดวยคุณธรรมจริยธรรม สังคมนั้ นจะมีแตความสงบสุข ในขณะเดียวกัน หากคนในสังคมใดมีความบกพรองดานจิตใจ ขาดคุณธรรมและจริยธรรม แม สังคมนั้นจะมี ความมั่งคั่งทาง เศรษฐกิจก็ยอมจะหาความสุขไดยาก (สุทธิวงศ ตันตยาพิศาลสุทธิ์. 2542: 31) การพัฒนาจริยธรรม อันเปน พื้นฐานสําคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป้าหมายที่สำคัญ คือ การมี สังคมที่พึงปรารถนาครอบครัวที่อบอุน ชุมชนที่เขมแข็งและประเทศชาติที่มั่นคงในการพัฒนาคนใหบรรลุเปาหมายดังกลาวตองมีวิสัยทัศนในการพัฒนาคนใหมีความสุข มีศีลธรรม มีการศึกษา มีจิตสำนึกรับผิดชอบตอสังคมมีระเบียบวินัย เห็นคุณค่าในศาสนา ประเพณีและวัฒนธรรมไทย (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2540 :1) ครู เปนบุคคลที่มีความสําคัญที่สุดตอการพัฒนาสังคมและชาติบานเมือง เพราะครูรับหนาที่ใน

การพัฒนาบุคคลใหมีความเจริญงอกงามอยางเต็มที่ ครู ตองพัฒนาบุคคลใหเปนผูที่พรอมทั้งสติ และปญญา ในการที่จะแกไขปญหาและปรับ ตัวใหเขากับสถานการณที่เปลี่ยนแปลงไดอย่าง เหมาะสม จึงกลาวไดวา ครูเปน ผู มีบทบาทสําคัญในการสรางคุณภาพประชากรในสังคม ซึ่งคุณภาพของประชากรในสังคมนี้จะสงผลตอ

ความสําเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมการเมืองการปกครอง การศึกษา วัฒนธรรม วิทยาศาสตร เทคโนโลยี และสิง่ แวดลอม วิชาชีพครู จึงควรเปนวิชาชีพของคนเกง คนดี ให้เปนแบบอยางทางคุณธรรมจริยธรรม การประพฤติปฏิบัติตน การดํารงชีวิตและสามารถชี้นําสังคมไปในทางที่ เหมาะที่ควร ครู คือ ผู้กำหนดคุณภาพประชากรในสังคม และคุณภาพประชากรในสังคม คือ ตัวพยากรณ์ความสำเร็ จในการพั ฒ นาเศรษฐกิ จ สั ง คม การเมื อ ง การปกครอง การศึ ก ษา วั ฒ นธรรม วิ ท ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม วิชาชีพครูจึงควรเป็นที่รวมของคนเก่ง คนดี สามารถเป็นต้นแบบทางคุณธรรม จริยธรรม การประพฤติปฏิบัติตน การดำรงชีวิต และการชี้นำสังคมไปในทางที่เหมาะสม แต่สภาพการณ์หนี้สินครูในปัจจุบันเป็นตัวบ่งชี้ประการสำคัญที่แสดงถึงการขาดความตระหนักในคุณธรรมของข้าราชการครู จากการศึกษาของสำนักผู้ตรวจราชการประจำเขตตรวจราชการที่ 4 เมื่อปี 2547 ได้ดำเนินการติดตาม นโยบายการแก้ปัญหาหนี้สินครู ของสถานศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ในเขตตรวจราชการที่ 6 และ 7 จำนวน 49 โรงเรียน ซึ่งกระจายการเก็บข้อมูลในทุกเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 16 เขตพื้นที่การศึกษา เขตละ 2-5 โรงเรียน ผลการดำเนินการติดตาม พบว่า สภาพหนี้สินครูในโรงเรียน ส่วนใหญ่ไม่ส่งผลกระทบการจัดการ เรียนการสอน จำนวน 45 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 91.84 สำหรับสภาพหนี้สินครูที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอน มีจำนวน 4 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 8.16 ซึ่งโรงเรียนที่สภาพหนี้สินครูที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนนั้น มีครูเพียง 1-2 คนเท่านั้น โดยมีผลกระทบดังนี้ 1) ทำให้ครูขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติ หน้าที่ เนื่องจากมีความวิตกกังวลทั้งสภาพหนี้และความหวาดระแวงเจ้าหนี้ที่จะมาทวงหนี้ 2) ครูที่มีหนี้สินล้น พ้นตัว จะไม่มาปฏิบัติหน้าที่ 3) ประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ลดลง เนื่องจากต้องใช้เวลาไปประกอบอาชีพเสริม สังคมไทยเป็นสังคมฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย โดยในปี 2538 คนไทยใช้จ่ายเงินจากบัตรเครดิตการ์ดมากเป็น อันดับสองในแถบเอเชียแปซิฟิก และคนไทยมีรถเบนซ์มากเป็นอันดับ 5 ของโลก ในขณะที่ปริมาณเงินออมของ ประเทศมีประมาณเพียงร้อยละ 7 ของ GDP คนไทยจึงมีนิสัยใช้เงินและสิ่งของต่างๆ เกินระดับที่ตนมี ใน สัดส่วน ที่เกินความเหมาะสม เกินความจำเป็นตามฐานะ และสถานภาพ คนไทยทำอะไรเพื่อหน้าตา เพื่อชื่อ เสียงมากกว่า ทุกครั้งที่มีงานจัดเลี้ยงใหญ่โต กินแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ รวมทั้งใช้ไม่คุ้มค่าของสิ่งที่เสียไป ยกตัวอย่างนักเรียน นักศึกษาไทยปัจจุบัน นิยมมีโทรศัพท์มือถือกัน เพื่อพูดคุยหยอกล้อกันเล่น โดยไม่ก่อให้


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

36

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

เกิดรายได้แต่ประการใด ลักษณะนิสัยดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ หรือเกิดการพัฒนาระบบ เศรษฐกิจที่ไม่สมดุล เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2539 : 90-91) แต่ครูต้องอยู่ท่ามกลางสังคมลักษณะนี้ โดย เฉพาะครูได้รับการ นับถือจากสังคมว่าเป็นผู้มีหน้าตา ได้รับการยกย่องจากสังคม ฉะนั้นการดำเนินชีวิตของครู จึงต้องไม่กล้าฝืนค่านิยมของสังคม การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ของสังคมครู จึงพัฒนาไปไม่แตกต่างจากรูปแบบ งานจัดเลี้ยงของนักธุรกิจที่มีเงินมากๆ ถ้าเป็นงานประเพณีแบบไทย เช่น งานบวช งานแต่งงาน งานศพ ฯลฯ ถ้าเป็นงานของครู จะต้องจัดอย่างสมเกียรติ สมฐานะของครู จนชาวบ้านทั่วไปสังเกตเห็นความแตกต่างได้ว่า งานนี้เป็นงานของครู หรือของชาวบ้านธรรมดา ค่านิยม เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของคน การที่สังคมได้สร้างค่านิยมที่ตอบสนองระบบทุนนิยม ให้ คนส่วนใหญ่นิยมการบริโภค จนกล่าวได้ว่าเป็นค่านิยม แบบบริโภคนิยม ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั้งในระดับ ภาพรวมและระดับปัจเจกชน โดยเฉพาะอาชีพครู ซึ่งหากได้รับผลกระทบดังกล่าวแล้ว ย่อมส่งผลต่อคุณภาพ การจัดการศึกษาตามไปด้วย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของ ประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่าง���ิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของ รัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการ รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคมสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลก ภายนอกได้เป็นอย่างดี จากที่ ก ล า วมาข า งต น การพั ฒ นาส ง เสริ ม คุ ณ ธรรมจริ ย ธรรมของครู นั บ เป น สิ่ ง ที่ มี ค วามสํ า คั ญ อยางมากในการพัฒนาการศึกษาอันจะนําไปสู การพัฒนาสังคมและประเทศชาติตอ ไป โดยครูต้องประพฤติ ปฏิบัติตนใหเปนแบบอยางที่ดีทางดานคุณธรรมจริยธรรม ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาคุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของข้าราชการครูและผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาวิชาชีพครูต่อไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1) เพื่อศึกษาระดับคุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของข้าราชการครูและผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดอุบลราชธานี 2) เพื่ อเปรียบเทียบคุณธรรมที่สอดคล้องกั บ ปรั ช ญาเศรษฐกิ จ พอเพี ย งจำแนกตาม ตำแหน่ ง ประสบการณ์การทำงาน วุฒิการศึกษา


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

37

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

คำถามการวิจัย

1) ครูและผู้บริหารโรงเรียน มีคุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อย่างไร 2) ตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน วุฒิการศึกษา แตกต่างกันระดับคุณธรรมที่สอดคล้องกับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร

สมมติฐานการวิจัย

1) ครูและผู้บริหารที่มีตำแหน่งต่างกันมีทัศนคติด้านคุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แตกต่างกัน 2) ครูและผู้บริหารที่มี ประสบการณ์การทำงาน แตกต่างกัน มีทัศนคติด้านคุณธรรมที่สอดคล้องกับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แตกต่างกัน 3) ครูและผู้บริหารที่มีวุฒิแตกต่าง มีทัศนคติด้านคุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แตกต่างกัน

ขอบเขตของการวิจัย

กลุ่มเป้าหมาย หรือประชากร ได้แก่ ข้าราชการครูและผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดอุบลราชธานี จากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย จากขนาดของประชากรมี จำนวน 10,000 คนขื้นไป เมื่อเทียบตารางของ Krejcie and Morgan (บุญชม ศรีสะอาด 2545:43) ได้ กลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสม คือ จำนวน 370 คน ในช่วงเวลาระหว่าง 9 เมษายน 2551 ถืง 29 พฤศจิกายน 2551 เนื้อหาของการวิจัย ได้แก่ คุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ส่วนที่ 1 ทัศนคติต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และส่วนที่ 2 คุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 7 ประการ ได้แก่ ขยันอดทน ประหยัด อดออม ซื่อสัตย์ สุจริต ความมีระเบียบวินัย สุภาพ สามัคคี มีน้ำใจ ระยะเวลา ระหว่างเดือน เมษายน-พฤศิกายน 2551

เครือ่ งมือทีใ่ นการวิจยั

เป็นแบบสอบถาม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 1 ฉบับ แบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) สำหรับตรวจข้อมูลสภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) สำหรับถามความคิดเห็นของผูต้ อบแบบสอบถามเกีย่ วกับ 1) ทัศนคติ ต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2) ค่านิยมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 7 ประการ ได้แก่ ขยัน อดทน ประหยัด อดออม ซื่อสัตย์ สุจริต ความมีระเบียบวินัย สุภาพ สามัคคี และ มีน้ำใจ โดยให้ผตู้ อบ แบบสอบถามแสดงความคิดเห็น เป็น 5 ระดับ ผู้วิจัย ได้รับแบบสอบถามกลับคืน จำนวน 305 คน การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป โดย 1) ระดับคุณธรรมที่สอดคล้องกับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) เปรียบเทียบคุณ ธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำแนกตามตำแหน่ง และวุฒิการศึกษา ใช้สถิติ t-test Independent ส่วนประสบการณ์การทำงานใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way Anova)


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ผลการวิจัย

38

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

1. ผลการวิเคราะห์สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า มีตำแหน่งครู เป็นส่วนใหญ่ คิดเป็น ร้อยละ 82.6 ประสบการณ์การทำงาน 21 ปี ขึ้นไป เป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 46.6 และมีวุฒิปริญญาตรี เป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 78.3 2. ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานด้านทัศนคติต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ในระดับเห็น ด้วย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.73 เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มีข้อที่อยู่ในระดับไม่แน่ใจ ได้แก่ ไม่มีคำว่า “พอเพียง” สำหรับมนุษย์ 3. ระดับคุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้านความขยัน พบว่า อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.09 เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มีข้อที่อยู่ในระดับมากทุกข้อ ด้านความประหยัด อดออม พบว่า อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.05 เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มีข้อที่อยู่ในระดับมากทุกข้อ ด้านความซื่อสัตย์ สุจริต พบว่า อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.47 เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มีข้อที่อยู่ใน ระดับมากที่สุด ได้แก่ ไม่โกงและหลอกลวง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ทุจริตในการทำงาน ไม่นำผลงานของ ผู้อื่นมาแอบอ้างเป็นของตนเอง ไม่ขโมยของเพื่อน ด้านความความมีระเบียบวินัย พบว่า อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.34 เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มีข้อที่อยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ทิ้งขยะลงในถังขยะ หรือที่ทิ้งขยะ เคารพสิทธิของผู้อื่นในการแสดงความคิดเห็น ด้านความสุภาพ พบว่า อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.39 เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มีข้อที่อยู่ในระดับมากทุกข้อ ด้านความสามัคคี พบว่า อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.34 เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มีข้อที่อยู่ในระดับมาก ทุกข้อ และ ด้านความมีน้ำใจ พบว่า อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.22 เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มีข้อที่อยู่ในระดับมาก ทุกข้อ 4. การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำแนกตามตำแหน่ง พบว่า ผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอน มีทัศนคติต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่นๆ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกด้าน และจำแนก ตามวุฒิ พบว่า วุฒิปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี มีทัศนคติต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และด้านความซื่อสัตย์ สุจริต แตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่นๆ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกด้าน 5. การเปรี ย บเที ย บค่ า เฉลี่ ย คุ ณ ธรรมที่ ส อดคล้ อ งกั บ ปรั ช ญาเศรษฐกิ จ พอเพี ย ง จำแนกตาม ประสบการณ์การทำงาน พบว่า ด้านที่แตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ด้านความขยัน ด้านความซื่อสัตย์ สุจริต ด้านความสุภาพ และด้านความสามัคคี ส่วนด้านที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ทัศนคติต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้านความประหยัด อดออม ด้านความความมีระเบียบวินัย และด้านความมีน้ำใจ เมื่อเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี Scheffe พบว่า คู่ที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านทัศนคติต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ 11-20 ปี กับ 21 ปีขึ้นไป ด้านความประหยัด อดออม คือ 11-20 ปี กับ 21 ปีขึ้นไป ด้านความความมีระเบียบวินัย คือ 10 ปี ลงมา กับ 21 ปีขึ้นไป และด้านความมีน้ำใจ คือ 11-20 ปี กับ 21 ปีขึ้นไป


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อภิปรายผล

39

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังที่รายงานมาแล้วนั้น มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการ เช่น 1. ทัศนคติต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของกลุ่มตัวอย่าง อยู่ในระดับเห็นด้วย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.73 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันนี้ข้าราชการครูมีความเข้าใจ และตระหนักในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากพอสมควร เพราะเป็นหลักนำชีวิตของแต่ละคนให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง อันเกิดจากการเรียนรู้จากบทเรียน วิกฤติเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของครูอย่างมากในปัจจุบัน ดังที่เสรี พงศ์พิศ (2550: 133) กล่าวว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญา ปรัชญาเป็นนามธรรม เป็นหลักคิด หลักการ ที่มีการประมวลสังเคราะห์ขึ้นมา เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่มาที่ไป ความหมายของชีวิต และสังคม ถ้าเรามีการระดมการศึกษาวิจัยเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกันอย่างจริงจัง เราจะเข้าใจว่า สารัตถะของเศรษฐกิจพอเพียง โดยไปถึงระบบ (system) ที่จะต้องปรากฏออกมาอย่างชัดเจน เป็นระบบเศรษฐกิจ ระบบทุน ระบบการเงิน ระบบการผลิต การบริโภค การตลาด ระบบทรัพยากร ระบบการจัดสรร แบ่งปันทรัพยากรและรายได้ ระบบวิถีเลี้ยงชีพ ระบบสวัสดิการ ระบบสุขภาพ ระบบการศึกษา ระบบกฎหมาย และระบบน้อยใหญ่ อื่นๆ ทั้งองคาพยพของสังคม 2. ระดับคุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่วัดจากความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง พบว่าคุณธรรมทุกด้าน อยู่ในระดับมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสังเกตว่า ในชีวิตประจำวันของครู ก็ดำเนินชีวิตเป็นไป ตามธรรมชาติ ภายใต้จิตสำนึกของตนเองที่เห็นว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ครูเป็นบุคลากรที่อยู่ในสภาวะ แวดล้อมที่สวยงาม การดำรงตนของครูอยู่ภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ของกฎหมายข้าราชการ อาชีพครูเป็นอาชีพที่ ได้รับการยกย่องในเกียรติยศศักดิ์ศรีในสังคมมาช้านาน ผลการวิจัยจึงแสดงให้เห็นว่าระดับคุณธรรมทุกด้านอยู่ ในระดับมาก แต่ไม่ถึงขั้นมากที่สุด ซึ่งในเรื่องนี้ เสรี พงศ์พิศ (2550: 136) กล่าวว่า ระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ ก็ไม่ได้เป็นผู้นำทางด้านคุณค่า แต่กลายเป็นเครื่องมือของระบบทุนนิยม ผลิตคนเพื่อไปรับใช้ตลาดแรงงานที่ กลไกของสังคมทุนนิยมเป็นผู้กำหนด ไม่ใช่กำหนดโดยรัฐที่มีวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศ ที่บูรณาการการศึกษากับแผนการพัฒนาประเทศเข้าด้วยกัน การทำให้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นวาระแห่งชาติ เป็นการตัดสินใจที่ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพราะหมายถึงการปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้าง ใหม่เลยทีเดียว 3. ผลการการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคุณธรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำแนกตาม ประสบการณ์การทำงาน พบว่า ด้านที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ทัศนคติ ต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้านความประหยัด อดออม ด้านความความมีระเบียบวินัย และด้านความมีน้ำใจ สะท้อนให้เห็นว่าประสบการณ์การทำงานมีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวแปรเหล่านี้ เพราะประสบการณ์หมายถึง การเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตอย่างไร ชีวิตที่ประสบปัญหากับตัวเอง จะมีการปรับตัวอยู่เสมอ สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต ประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ ล้วนแต่เป็นประสบการณ์ส่วนหนึ่งเท่านั้น เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป สิ่งที่เรียกว่าเป็นความสุข ความทุกข์ก็เปลี่ยนไป ถ้าสังคมไทยตั้งสติให้มั่น แสวงหาหลักนำทางชีวิตให้พบ ดังที่ เสรี พงศ์พิศ (2550: 134) กล่าวว่า ถ้าเราจริงจับกับเศรษฐกิจพอเพียง เราจะยอมรับการพัฒนาสังคมไทยไป ในลักษณะที่เป็นอยู่นี้ได้อย่างไร สังคมที่ระบบโครงสร้างที่ก่อให้เกิดทุกข์ ความเครียด ความเจ็บป่วย ความขัดแย้ง ความรุนแรง สังคมที่ดูเหมือนมีกฎเกณฑ์ แต่อยู่กันแบบโกลาหลวุ่นวายไร้ระเบียบ (chaos) คนมีอำนาจ กดขี่คนไร้อำนาจ คนรวยเอาเปรียบคนจน มือใครยาวสาวได้สาวเอา


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

40

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะทั่วไป 1. ควรมีการปรับปรุงและพัฒนาบรรยากาศในองค์การให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดย เฉพาะด้านการเรียนรู้ที่จะนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการทำงาน ซึ่งจะส่งผลถึงประสิทธิภาพของ ตัวครู และประสิทธิผลขององค์การต่อไป 2. ควรนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลการปฏิบัติงานของครูในด้านคุณลักษณะทางวิชาชีพ เพื่อเป็นตัวบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพของตัวครู และประสิทธิผลขององค์การต่อไป ข้อเสนอแนะเพื่อการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเฉพาะอาชีพครูเท่านั้น ควรมีการศึกษาในกลุ่มอาชีพอื่นๆ เพื่อนำมา เปรียบเทียบกัน 2. ควรศึกษาพฤติกรรมการใช้จ่ายตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของครูผู้สอนที่ไม่มีหนี้สินเพื่อเป็นแบบอย่างของการดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงโดยวิธีการศึกษาวิธีอื่นประกอบการศึกษาเชิงปริมาณ เช่น การสัมภาษณ์ การศึกษารายกรณี เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น

บรรณานุกรม

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (2539) เศรษฐกิจกระแสกลาง : ทิศทางเศรษฐกิจไทยในอนาคต. กรุงเทพฯ : บริษัท ซัคเซสมีเดีย จำกัด. บุญชม ศรีสะอาด. (2545).การวิจัยเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. เสรี พงศ์พิศ. (2550). “เศรษฐกิจพอเพียง ทางรอดหรือทางลัดของการพัฒนา”. ในเอกสารประกอบการประชุมทางวิชาการระดับชาติ เรื่อง เจาะประเด็นเศรษฐกิจพอเพียง : องค์ความรู้จากงานวิจัย. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2540). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2540-2545 สุทธิวงศ์ ตันติยาพิศาลสุทธิ์. (2542, พฤศจิกายน). พระบรมราโชวาทเกี่ยวกับการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม วารสารวิชาการ 2(11) :31 - 36.

มา จะสาวัชชะมาคะมา อย่ามาถึงกรรมอันมีโทษเลย ส.ฉ.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

41

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

บทความวิจัย

คุณภาพการให้บริการของวิทยาลัยโปลีเทคนิค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อาจารย์สุนีรัตน์ ศรีโสภา

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับการให้บริการของหน่วยงาน ต่างๆในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักศึกษาจำแนก ตามเพศและคณะ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 379 คน ได้มาจากนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ คณะการบัญชี คณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และบัณฑิตวิทยาลัย ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิอย่างง่าย เครื่อ���มือวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อคุณภาพการ ให้บริการ โดยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .85 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ ผลการวิจัย พบว่า คุณภาพการให้บริการของ วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือในภาพรวม พบว่า (1) นักศึกษาที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 55.0 สังกัดคณะบริหารธุรกิจ ร้อยละ 55.0 กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 ร้อยละ 38.8 ส่วนใหญ่ศึกษาในหลักสูตร 4 ปี คิดเป็นร้อยละ 52.7 และมีอายุอยู่ในช่วง 21-25 ปี ร้อยละ 52.5 (2) คุณภาพการให้บริการของทุกหน่วยงานในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในระดับปานกลาง และทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านความไว้วางใจอยู่ในอันดับ 1 และด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพ อยู่ใน อันดับ 5 คุณภาพการให้บริการของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำแนกตามหน่วยงาน พบว่า (1) คุณภาพการให้บริการของฝ่ายทะเบียนและวัดผล อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยด้านความน่าเชื่อ ถือ อยู่ในอันดับ 1 และด้านความเอาใจใส่ อยู่ในอันดับ 5 (2) คุณภาพการให้บริการของฝ่ายการเงินและบัญชี อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยด้านความไว้วางใจ อยู่ในอันดับ 1 และด้านความเอาใจใส่ อยู่ในอันดับ 5 (3) คุณภาพการให้บริการของฝ่ายกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยด้านความไว้วางใจ อยู่ในอันดับ 1 และด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพ อยู่ในอันดับ 5 (4) คุณภาพการให้บริการของฝ่ายห้องสมุด อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยด้านความน่าเชื่อถือ อยู่ในอันดับ 1 และด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพ อยู่ในอันดับ 5 (5) คุณภาพการให้บริการของฝ่ายกิจการนักศึกษา อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยด้านความไว้วางใจ อยู่ในอันดับ 1 และด้านรูปลักษณ์ทาง อยู่ในอันดับ 5 (6) คุณภาพการให้บริการของ งานเลขานุการคณะที่นักศึกษาสังกัด อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยด้านการตอบสนอง อยู่ในอันดับ 1 และด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพ อยู่ในอันดับ 5 ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักศึกษา จำแนกตามเพศ และคณะ พบว่า (1)นักศึกษาเพศชายและเพศหญิงมีความคิดเห็นต่อการให้บริการของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แตกต่างกันในทุกประเด็น ยกเว้น ประเด็นเรื่อง จำนวนบุคลากรเพียงพอต่อการให้ บริการ และอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานเพียงพอต่อการบริการ (2)นักศึกษาที่สังกัดอยู่ในคณะแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการให้บริการของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แตกต่างกันในทุกด้าน คำสำคัญ : คุณภาพ, บริการ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

42

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

Service Quality of The North Eastern Polytechnic College. Suneerat Srisopa

Abstract The purpose of this research was to study and to compare the students’ opinion of service quality as classify by sex and faculty. 379 samples were students selected from faculty of business administration, accountancy, laws, political science, communication arts, engineering and graduate school by the stratified random sampling and the research tool was a questionnaire on the students’ perception about service quality, with reliability value of .85. The statistics used in analyzing data were percentage, mean, standard deviation, t-test and F-test. The research findings were : Service quality of The North Earthen Polytechnic College as the whole were: (1) Most of the student samples were female (55%) studying in faculty of business administration, studying in the second year (38.8%) , studying for 4 year course (52.7%) and 21-25 years old (52.5%). (2) The service quality of every department in The North Earthen Polytechnic College was at moderate level, and every aspect also at moderate level, with trust being number 1 and physical appearance being number 5. Service quality of The North Earthen Polytechnic as classified by Departments (1) The service quality of the department of registration and evaluation was at moderate level in every aspect, with trust being number 1 and attention being number 5. (2) The service quality of the department of finance and accountancy was at moderate level in every aspect, with trust being number 1 and attention being number 5. (3) The service quality of the department of educational loan was at moderate level in every aspect, with trust being number 1 and physical appearance being number 5. (4) The service quality of the department of the library was at moderate level in every aspect, with belief being number 1 and physical appearance being number 5. (5) The service quality of the department of student affair was at moderate level in every aspect, with trust being number 1 and physical appearance being number 5. (6) The service quality of the secretary of faculty that the students were studying, was at moderate level in every aspect, with response being number 1 and physical appearance being number 5. Comparison of students’ perception as classified by sex and faculty (1) The male and female students perceived the service quality of The North Earthen Polytechnic College differently in every aspect, except for adequate number of service personals, and adequate number of service facilities. (2) The students of different faculties perceived the service quality of The North Eastern Polytechnic College with difference in every aspect. Keywords : Quality , Service


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

43

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

งานบริการในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือว่าเป็นภาระกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ วิทยาลัยฯ จะต้องให้ความสำคัญ เพราะเนื่องจากงานบริการ คือ การกระทำ ที่เกิดขึ้น และส่งมอบให้ผู้รับ บริการทันที โดยผู้รับบริการต้องสัมผัส และใช้บริการนั้นๆ ในเวลาเดียวกัน และคุณภาพการบริการจึงต้องวัด กันที่ความพึงพอใจของลูกค้าหลังจากลูกค้าได้สัมผัสกับการบริการ ซึ่งลูกค้าในวิทยาลัยฯนั้น อาจจะเป็นนักศึกษา อาจารย์ หรือประชาชนภายนอกที่เข้ามาใช้บริการด้านต่างๆ ของวิทยาลัยฯ จากหนังสือคุณภาพในงานบริการ โดย วีรพงษ์ เฉลิมจิระรัตน์ ระบุว่างานบริการที่ดี มีคุณลักษณะ 7 ประการ คือ (วีรพงษ์ เฉลิมจิระรัตน์. 2539 : หน้า15-16 ) S = Smiling & Sympathy มีความยิ้มแย้ม เอาใจเขามาใส่ใจเรา เห็นใจ และเข้าใจในความ ลำบากยุ่งยากของลูกค้า E = Early response ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็วทันใจ โดยไม่ต้องเอ่ยปาก เรียกหา R = Respectful แสดงออกถึงความนับถือให้เกียรติแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ V = Voluntariness manner เป็นการให้บริการด้วยความสมัครใจ และเต็มใจทำ I = Image Enhancing แสดงออกซึ่งภาพพจน์ของผู้ให้บริการ รวมทั้งการสร้างเสริมภาพพจน์ของ องค์การด้วย C = Courtesy มีกิริยาอ่อนโยน สุภาพ มารยาทดี อ่อนน้อมถ่อมตน E = Enthusiasm มีความกระฉับกระเฉง และกระตือรือร้น ระหว่างการให้บริการ ซึ่งเป็นการให้ บริการเกินกว่าที่ลูกค้าคาดหวังไว้เสมอ งานบริการที่ดีนั้น จำเป็นต้องมีคุณภาพด้วย ทั้งนี้ จากการศึกษาของ Parasuraman และคณะ สรุ ป ได้ ว่ าในการตั ด สิ น ระดั บ คุ ณ ภาพการบริ ก าร สำหรั บ ลู ก ค้ า มั ก จะพิ จ ารณา 10 ปั จ จั ย ดั ง ต่ อ ไปนี้ (Parasuraman, A., Zeithaml, Valarie A. and Berry, Leonard L. 1985: pp. 50-51.) 1. Reliability ความเชื่อถือได้ของคุณลักษณะหรือมาตรฐานการบริการ 2. Responsiveness การสนองตอบความต้องการของลูกค้า 3. Competence ความสามารถในการให้บริการอย่างรอบรู้ ถูกต้อง เหมาะสม 4. Access การเข้าถึงบริการได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก 5. Courtesy การบริการด้วยความสุภาพ อ่อนน้อมให้เกียรติ และมีมารยาทดี 6. Communication สื่อความกับลูกค้าได้กระจ่าง เข้าใจ หมดข้อสงสัย 7. Creditability ความน่าเชื่อถือ หรือเครดิต ของผู้ให้บริการ 8. Security ความมั่นคงปลอดภัย อบอุ่นใจขณะใช้บริการ 9. Customer Understanding ความเข้าอกเข้าใจลูกค้า เอาใจลูกค้ามาใส่ใจตน 10. Tangibles ส่วนที่สัมผัสและรับรู้ได้ทางกายภาพของปัจจัยการบริการ ในปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) Parasuraman และคณะ (Parasuraman, A., Zeithaml, V.A., and BERRY, L.L. 1988 : pp. 12-40.) ได้กำหนด 5 ปัจจัยที่ใช้สำหรับ SERVQUAL คือ Tangibles : ส่วนที่สัมผัสและรับรู้ได้ทางกายภาพของปัจจัยการบริการ Reliability : ความเชื่อถือได้ของคุณลักษณะหรือมาตรฐานการบริการ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

44

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

Responsiveness: การสนองตอบความต้องการของลูกค้า Assurance: ความรู้ความสามารถที่จะนำ ไปสู่ความน่าเชื่อมั่นและเชื่อถือ Empathy : ความเอาใจใส่ต่อลูกค้า อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติอาจจะมีความยุ่งยากที่จะใช้ SERVQUAL ในการวัดคุณภาพการบริการเพราะเนื่องจากจะต้อง วัดค่าบริการที่คาดหวังไว้แล้ววัดค่าบริการที่ได้รับจริง ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994) Cronin และ Taylor ได้สร้างเครื่องมือที่วัดคุณภาพการบริการขึ้นมาใหม่ซึ่งเรียกว่า SERVPERF โดยที่ SERVPERF จะเป็นการวัดเฉพาะค่าบริการที่ได้รับจริงเพียงอย่างเดียว (Cronin, J.J.JR. and Taylor, S.A.. 1994 : pp. 31-125.) ซึ่งการประเมินระหว่าง SERVPERF และ SERVQUAL มีความแตกต่างกันดังนี้ 1. SERVQUAL: Service Quality = Performance - Expectation 2. Weighted SERVQUAL: Service Quality = Importance x (Performance Expectation) 3. SERVPERF: Service Quality = Performance 4. Weighted SERVPERF: Service Quality = Importance x Performance สรุปได้ว่าเครื่องมือ SERVQUAL ซึ่งเกิดจากการวิจัยศึกษาทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณอย่างเป็น ระบบ เพื่อวัดความคาดหวังและการรับรู้ของลูกค้าเกี่ยวกับคุณภาพการบริการใน 5 ด้าน คือ ลักษณะ ภายนอก ความเชื่อถือได้ การตอบสนองอย่างรวดเร็ว ความมั่นใจได้ และการเข้าถึงจิตใจ ซึ่งถือได้ว่าเป็น ปัจจัยพื้นฐานที่กำหนดความคาดหวังและความรับรู้ของผู้บริโภคต่อคุณภาพการบริการ โดยผู้บริโภคจะรู้สึกพึงพอใจต่อคุณภาพการบริการเมื่อระดับความรับรู้ต่อคุณภาพการบริการมีค่าเท่ากับระดับความคาดหวังต่อ คุณภาพการบริการ หากระดับความรับรู้ต่อคุณภาพการบริการมีค่ามากกว่าระดับความคาดหวังต่อคุณภาพ การบริการ ก็จะเป็นการบริการที่ทำให้ผู้บริโภคพึงพอใจเหนือกว่าระดับที่คาดหวัง แต่เมื่อระดับความรับรู้ต่อ คุณภาพการบริการมีค่าน้อยกว่าระดับความคาดหวังต่อคุณภาพการบริการ ผู้บริโภคก็จะรู้สึกไม่พึงพอใจต่อ การบริการ งานบริการส่วนใหญ่ผู้ที่มาใช้บริการมักคาดหวังที่จะได้รับบริการที่ดีเสมอ ดังนั้น จะเห็นได้ว่า คุณภาพการบริการ (Service Quality) เป็นสิ่งที่ทุกหน่วยงานต่างก็ให้ความสำคัญ และทำการตรวจสอบ คุณภาพการให้บริการขององค์กรของตน เพื่อให้ได้สารสนเทศที่สำคัญสำหรับการปรับปรุงและพัฒนาการให้ บริการและการดำเนินงานในหน่วยงานมีความเหมาะสม ส่งผลให้การบริหารงานในองค์กรมีประสิทธิภาพ สูงสุด

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษา เกี่ยวกับการให้บริการของหน่วยงานต่างๆในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับการให้บริการของหน่วยงาน ต่างๆ ในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

45

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

กรอบแนวคิดการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษา เกี่ยวกับการให้บริการของหน่วยงานต่างๆใน วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในประเด็นต่างๆต่อไปนี้

ตัวแปรต้น 1. เพศ 2. คณะที่สังกัด

สมมติฐานการวิจัย

ตัวแปรตาม การให้บริการของหน่วยงานต่างๆ ใน วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำแนกตามคุณภาพ 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านความน่าเชื่อถือ 2. ด้านการตอบสนอง 3. ด้านความไว้วางใจ 4. ด้านความเอาใจใส่ 5. ด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพ

นักศึกษาเพศชายและนักศึกษาเพศหญิง มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้บริการของหน่วยงาน ต่างๆ ในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือแตกต่างกัน

วิธีดำเนินการวิจัย

ประชากร คือ นักศึกษาของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ลงทะเบียนเรียน ในภาคเรียนที่ 2/2550 จำนวน 7 หน่วยงาน ได้แก่ บัณฑิตวิทยาลัย คณะบริหารธุรกิจ คณะการบัญชี คณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จำนวน 487 2,366 1,038 727 1,769 244 และ 360 คน ตามลำดับ รวมทั้งสิ้น 6,991 คน กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย คือ นักศึกษาของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ลง ทะเบียนเรียน ในภาคเรียนที่ 2/2550 จำนวน 7 หน่วยงาน ได้แก่ บัณฑิตวิทยาลัย คณะบริหารธุรกิจ คณะการบัญชี คณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่าง แบบแบ่งชั้นภูมิอย่างง่าย จำนวน 28 123 56 40 94 16 และ 22 คน ตามลำดับ รวมทั้งสิ้น 379 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ ข้อมูลทั่วไปของ ผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการให้บริการของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (5 Level Likert Scale) 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จำนวน 16 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .85 จำแนกตามคุณภาพ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความน่าเชื่อถือ ด้านการตอบสนอง ด้านความไว้วางใจ ด้านความเอาใจใส่ และด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพกับข้อเสนอแนะ/ความคิดเห็นเพิ่มเติม หน่วยงานในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะทำการศึกษาการให้บริการ เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับนักศึกษา ประกอบด้วย ฝ่ายทะเบียน ฝ่ายทะเบียนและวัดผล ฝ่ายการเงิน


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

46

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

และบั ญ ชี ฝ่ า ยกองทุ นให้ กู้ ยื ม เพื่ อ การศึ ก ษา ฝ่ า ยห้ อ งสมุ ด ฝ่ า ยกิ จ การนั ก ศึ ก ษา และงานเลขานุ ก าร

ของแต่ละคณะ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ

ประโยชน์ที่ได้รับ

1. สามารถทราบระดับคุณภาพการบริการ ด้านต่างๆ ของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2. สามารถทราบสารสนเทศที่สำคัญ สำหรับการปรับปรุงและพัฒนาระบบการให้บริการของหน่วยงานต่างๆ ต่อไป

นิยามปฏิบัติการ

คุณภาพการบริการ หมายถึง คุณภาพการบริการของหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับนักศึกษา โดย วัดจากด้านความน่าเชื่อถือ ด้านการตอบสนอง ด้านความไว้วางใจ ด้านความเอาใจใส่ และด้านรูปลักษณ์ ทางกายภาพ แบ่งเป็น 5 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านความน่าเชื่อถือ หมายถึง ความสามารถที่จะดำเนินการให้บริการได้อย่างมีคุณภาพและถูกต้องแม่นยำ 2. ด้านการตอบสนอง หมายถึง ความพร้อมในการที่จะให้บริการแก่นักศึกษาได้อย่างทันท่วงทีตาม ความต้องการของนักศึกษา และมีการให้บริการอบ่างเป็นระบบ 3. ด้านความไว้วางใจ หมายถึง ความน่าเชื่อถือในการให้บริการ หน่วยงานมีกฎเกณฑ์การทำงาน และบุคลากรมีวินัยในการทำงาน ทำให้นักศึกษามั่นใจในการบริการของวิทยาลัย 4. ด้านความเอาใจใส่ หมายถึง การดูแลเอาใจใส่และความสนใจที่บุคลากรผู้ให้บริการมีต่อนักศึกษา ทั้งความมีมนุษยสัมพันธ์ในการบริการ การให้คำแนะนำ 5. ด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพ หมายถึง ลักษณะของสิ่งอำนวยความสะดวก ได้แก่ อุปกรณ์ในการ ปฎิบัติงาน บุคลากร ผู้ให้บริการ บรรยากาศสถานที่

การวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้วิจัยนำข้อมูลที่รวบรวมได้ไปวิเคราะห์ตามวิธีทางสถิติ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) สรุปผลการวิจัย มีดังนี้ 1. คุณภาพการให้บริการของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือในภาพรวม พบว่า 1.1 นักศึกษาที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 209 คน คิดเป็นร้อยละ 55.0 สังกัดคณะบริหารธุรกิจ จำนวน 123 คน คิดเป็นร้อยละ 55.0 กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 จำนวน 147 คน คิดเป็นร้อยละ 38.8 ส่วนใหญ่ศึกษาในหลักสูตร 4 ปี จำนวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 52.7 และส่วนใหญ่ นักศึกษามีอายุอยู่ในช่วง 21-25 ปี จำนวน 199 คน คิดเป็นร้อยละ 52.5


วารสารโป���ีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

47

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

1.2 ระดับความคิดเห็นเฉลี่ยของนักศึกษาที่มีต่อการให้บริการของหน่วยงานต่างๆ ใน วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในระดับปานกลางทุกหน่วยงาน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยของความคิด เห็นรวมเท่ากับ 2.93 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.92 โดยหน่วยงานที่มีค่าเฉลี่ยของความคิดเห็น

สูงสุด คือ ฝ่ายทะเบียนและวัดผลซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 309 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .93 ส่วนหน่วยงานที่มีค่าเฉลี่ยของความคิดเห็นน้อยสุด คือ ฝ่ายกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.75 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.99 1.3 ระดับความคิดเห็นเฉลี่ยของนักศึกษาที่มีต่อการให้บริการของหน่วยงานต่างๆ ใน วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยด้านที่มีคุณภาพการให้บริการ คุณภาพอยู่ในอันดับ 1 คือ ด้านความไว้วางใจ และด้านที่มีคุณภาพการให้บริการคุณภาพอยู่ในอันดับ 5 คือ ด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพ 1.4 ระดับความคิดเห็นเฉลี่ยของนักศึกษาที่มีต่อการให้บริการของหน่วยงานต่างๆ ใน วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นักศึกษาส่วนใหญ่มีความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลางทุก ประเด็น โดยประเด็นข้อคิดเห็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.05 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.89 ในส่วนของประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านการบริการคล่องตัว รวดเร็ว ตรงต่อเวลา ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.83 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.93 2. คุณภาพการให้บริการของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำแนกตามหน่วยงาน พบว่า 2.1 ระดับความคิดเห็นเฉลี่ยของนักศึกษาที่มีต่อการให้บริการของฝ่ายทะเบียนและวัดผล อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยด้านที่มีคุณภาพการให้บริการคุณภาพอยู่ในอันดับ 1 คือ ด้านความน่าเชื่อถือ และด้านที่มีคุณภาพการให้บริการคุณภาพอยู่ในอันดับ 5 คือ ด้านความเอาใจใส่ โดยประเด็นข้อคิดเห็น ที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ และจำนวนบุคลากรเพียง พอต่อการให้บริการ ในส่วนของประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านการบริการคล่องตัว รวดเร็ว ตรงต่อเวลา 2.2 ระดับความคิดเห็นเฉลี่ยของนักศึกษาที่มีต่อการให้บริการของฝ่ายการเงินและบัญชี อยู่ ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยด้านที่มีคุณภาพการให้บริการคุณภาพอยู่ในอันดับ 1 คือ ด้านความไว้วางใจ และด้านที่มีคุณภาพการให้บริการคุณภาพอยู่ในอันดับ 5 คือ ด้านความเอาใจใส่ โดยประเด็นข้อคิดเห็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านหน่วยงานมีกฎเกณฑ์การทำงานอย่างเคร่งครัด ในส่วนของประเด็นที่ มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านบรรยากาศเอื้อต่อการให้บริการ 2.3 ระดับความคิดเห็นเฉลี่ยของนักศึกษาที่มีต่อการให้บริการของฝ่ายกองทุนให้กู้ยืมเพื่อ การศึกษา อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยด้านที่มีคุณภาพการให้บริการคุณภาพอยู่ในอันดับ 1 คือ ด้านความไว้วางใจ และด้านที่มีคุณภาพการให้บริการคุณภาพอยู่ในอันดับ 5 คือ ด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพ โดยประเด็นข้อคิดเห็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านบุคลากรปฏิบัติตนตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด ในส่วนของประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านการบริการคล่องตัว รวดเร็ว ตรงต่อเวลา 2.4 ระดับความคิดเห็นเฉลี่ยของนักศึกษาที่มีต่อการให้บริการของฝ่ายห้องสมุด อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยด้านที่มีคุณภาพการให้บริการคุณภาพอยู่ในอันดับ 1 คือ ด้านความน่าเชื่อถือ และด้าน-


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

48

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

ที่มีคุณภาพการให้บริการคุณภาพอยู่ในอันดับ 5 คือ ด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพ โดยประเด็นข้อคิดเห็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านมีการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ ในส่วนของประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานเพียงพอต่อการบริการ 2.5 ระดับความคิดเห็นเฉลี่ยของนักศึกษาที่มีต่อการให้บริการของฝ่ายกิจการนักศึกษา อยู่ ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยด้านที่มีคุณภาพการให้บริการคุณภาพอยู่ในอันดับ 1 คือ ด้านความไว้วางใจ และด้านที่มีคุณภาพการให้บริการคุณภาพอยู่ในอันดับ 5 คือ ด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพ โดยประเด็นข้อคิดเห็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านหน่วยงานมีกฎเกณฑ์การทำงานอย่างเคร่งครัด ในส่วนของ ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานเพียงพอต่อการบริการ 2.6 นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจส่วนใหญ่ มีระดับความคิดเห็นเฉลี่ยต่อการให้บริการของ งานเลขานุการคณะที่นักศึกษาสังกัด อยู่ในระดับปานกลางทุกประเด็น โดยประเด็นข้อคิดเห็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านบุคลากรมีมนุษยสัมพันธ์ในการบริการ ในส่วนของประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านให้บริการไม่ผิดพลาด ถูกต้อง แม่นยำ นักศึกษาคณะการบัญชีส่วนใหญ่ มีระดับความคิดเห็นเฉลี่ยต่อการให้บริการของงานเลขานุ ก ารคณะที่ นั ก ศึ ก ษาสั ง กั ด อยู่ ใ นระดั บ ปานกลาง โดยประเด็ น ข้ อ คิ ด เห็ น ที่ มี ค่ า เฉลี่ ย สู ง สุ ด คื อ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านจำนวนบุคลากรเพียงพอต่อการให้บริการ ในส่วนของประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานเพียงพอต่อการบริการ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ส่วนใหญ่ มีระดับความคิดเห็นเฉลี่ยต่อการให้บริการของงานเลขานุการคณะที่นักศึกษาสังกัดอยู่ในระดับพอใช้ โดยประเด็นข้อคิดเห็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านบุคลากรมีวินัยในการทำงาน ในส่วนของประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้าน จำนวนบุคลากรเพียงพอต่อการให้บริการ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่ มีระดับความคิดเห็นเฉลี่ยต่อการให้บริการของงานเลขานุการคณะที่นักศึกษาสังกัดอยู่ในระดับปานกลาง โดยประเด็นข้อคิดเห็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านบุคลากรพร้อมให้บริการแก่นักศึกษา ในส่วนของประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านการบริการคล่องตัว รวดเร็ว ตรงต่อเวลา นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ส่วนใหญ่ มีระดับความคิดเห็นเฉลี่ยต่อการให้บริการของงานเลขานุการคณะที่นักศึกษาสังกัดอยู่ในระดับปานกลาง โดยประเด็นข้อคิดเห็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านบุคลากรปฏิบัติตนตามหน้าที่อย่าง ในส่วนของประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านมีการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ส่วนใหญ่ มีระดับความคิดเห็นเฉลี่ยต่อการให้บริการของ งานเลขานุการคณะที่นักศึกษาสังกัดอยู่ในระดับปานกลาง โดยประเด็นข้อคิดเห็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านบุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานเพียงพอต่อการบริการ บุคลากรพร้อมให้บริการแก่นักศึกษา บุคลากรปฏิบัติตนตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด บุคลากรให้คำแนะนำนักศึกษาเมื่อมาใช้บริการ จำนวนบุคลากร เพียงพอต่อการให้บริการ และอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานเพียงพอต่อการบริการ นักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัยส่วนใหญ่ มีระดับความคิดเห็นเฉลี่ยต่อการให้บริการของงานเลขานุการคณะที่นักศึกษาสังกัดอยู่ในระดับดี โดยประเด็นข้อคิดเห็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็น ในด้านจำนวนบุคลากรเพียงพอต่อการให้บริการ และบรรยากาศเอื้อต่อการให้บริการ ในส่วนของประเด็นที่มี


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

49

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

ค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ประเด็นข้อคิดเห็นในด้านบุคลากรเอาใจใส่ต่อการให้บริการ และบุคลากรมีมนุษยสัมพันธ์ ในการบริการ 3. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักศึกษา จำแนกตามลักษณะของนักศึกษา พบว่า 3.1 นักศึกษาเพศหญิงและเพศชายมีระดับความคิดเห็นต่อการให้บริการของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกประเด็น ยกเว้น ประเด็นเรื่อง จำนวนบุคลากรเพียงพอต่อการให้บริการ และอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานเพียงพอต่อการบริการ นักศึกษาเพศหญิงและเพศชายมีระดับความคิดเห็นต่อการให้บริการของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่แตกต่างกัน 3.2 นักศึกษาที่สังกัดอยู่ในคณะที่แตกต่างกัน มีระดับความคิดเห็นต่อการให้บริการของ วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกประเด็น

อภิปรายผล

จากผลการวิจัย เรื่อง คุณภาพการให้บริการของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถอภิปรายผลตามสมมติฐานการวิจัย ได้ดังนี้ ระดับความคิดเห็นเฉลี่ยของนักศึกษาที่มีต่อการให้บริการของหน่วยงานต่างๆ ในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในระดับปานกลางทุกหน่วยงาน และอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน เนื่องจาก ข้อมูลที่ให้บริการแก่นักศึกษาส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงานและใช้ข้อมูลสารสนเทศเดียวกัน ดังนั้นหาก หน่วยงานใดให้บริการด้วยข้อมูลที่รวดเร็วและถูกต้องก็จะส่งผลให้หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้บริการด้วยความถูกต้องเช่นเดียวกัน แต่ถ้าหน่วยงานใดให้บริการด้วยข้อมูลที่ล่าช้าและมีความผิดพลาดก็จะส่งผลให้หน่วยงาน อื่นๆที่เกี่ยวข้องให้บริการด้วยความล่าช้าเช่นเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุธินี แท่นทรายทอง (2547 : บทคั ด ย่ อ ) ได้ ศึ ก ษาความคิ ด เห็ น ของผู้ ใ ช้ บ ริ ก ารต่ อ การให้ บ ริ ก ารของสำนั ก งานเลขานุ ก าร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ผลการศึกษา พบว่า ผู้ใช้บริการมีความพอใจต่อการให้บริการของ สำนักงาน เลขานุการคณะฯ โดยรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง นักศึกษาเพศหญิงและเพศชายมีระดับความคิดเห็นต่อการให้บริการของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แตกต่างกันในทุกประเด็น ยกเว้น ประเด็นเรื่อง จำนวนบุคลากรเพียงพอต่อการให้ บริการ และอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานเพียงพอต่อการบริการ นักศึกษาเพศหญิงและเพศชายมีระดับความคิดเห็นต่อการให้บริการของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่แตกต่างกัน เนื่องจากบุคลากรทุกคนในแต่ละฝ่ายสามารถปฎิบัติหน้าที่แทนกันได้ ดังนั้นในการให้บริการแก่นักศึกษาไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือ เพศชายทุกคนจะได้รับการติดต่อและประสานงานจากบุคลากรทุกคนในฝ่ายที่ไปติดต่อ และหากอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานให้บริการแก่นักศึกษาของบุคลากรคนใดไม่พร้อมให้บริการ สามารถใช้อุปกรณ์เครื่องอื่นๆ ของพนักงานในฝ่ายได้เพื่อความสะดวกในการให้บริการแก่นักศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ไพฑูรย์ กันสิงห์ (2548 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการในการให้บริการงานวิชาการของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ผลการศึกษา พบว่า นิสิตชายและนิสิตหญิงมีระดับความพึงพอใจไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่าการให้บริการงานวิชาการของเจ้าหน้าที่มิได้ให้ความสำคัญเฉพาะนิสิตชายหรือนิสิตหญิง แต่ให้ความสำคัญเท่าเทียมกัน


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

50

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในทางปฏิบัติ 1. จากการศึกษาคุณภาพการให้บริการของหน่วยงานในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น จะเห็นว่าในทุกด้าน และทุกฝ่าย นักศึกษามีความคิดเห็นต่อการให้บริการอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งทางวิทยาลัยฯจะต้องมีการศึกษาสาเหตุของปัญหาดังกล่าว เพื่อกำหนดนโยบายในการแก้ไขต่อไป 2. ในส่วนของความเพียงพอต่อการให้บริการของอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน จากการศึกษา พบว่า นักศึกษามีความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น โดยที่งบประมาณที่วิทยาลัยฯจัดสรรในหมวดค่าวัสดุ และหมวดค่าครุภัณฑ์ มีเพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรมีการตรวจสอบการใช้ครุภัณฑ์ในวิทยาลัยฯ ว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ เพื่อให้งบประมาณที่ใช้จ่ายไปคุ้มค่าและให้นักศึกษาได้รับประโยชน์สูงสุด จากการใช้ งบประมาณ 3. จากผลการวิ เ คราะห์ ค่ า เฉลี่ ย ของความคิ ด เห็ น นั ก ศึ ก ษาที่ มี ต่ อ การให้ บ ริ ก ารของ สำนักงานเลขานุการคณะ ทำให้ทราบจุดแข็ง - จุดอ่อนของการบริการในแต่ละคณะ ซึ่งสำนักงานเลขานุการ ของคณะต้องให้ความสำคัญในการศึกษา ทบทวน เพื่อทำ การปรับปรุงการจุดอ่อนของให้บริการให้มีคุณภาพ สูงขึ้นในลำดับต่อไป 4. คณะที่มีนักศึกษาจำนวนมากควรมีการประชาสัมพันธ์ขั้นตอนการติดต่องานฝ่ายต่างๆ และเปิดรับข้อคิดเห็นในการให้บริการจากนักศึกษาในการเข้ามาใช้บริการเพื่อนำไปพัฒนาหน่วยงานต่างๆที่ เกี่ยวข้อง และเพิ่มความสะดวกแก่นักศึกษา 5. วิทยาลัยฯและคณะควรมีการจัดเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ เพื่อง่ายต่อการสืบค้น และมีข้อมูลที่ตรงกันทุกฝ่าย ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป สำหรับการศึกษาครั้งต่อไป ควรทำการศึกษาเพื่อพัฒนา ระบบการให้บริการ ในหน่วยงานต่างๆ เป็นรายกรณี ตามระดับความคิดเห็นที่ยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ เพื่อ ให้การบริการในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่น่าพึงพอใจแก่ผู้มารับบริการ

บรรณานุกรม

ไพฑูรย์ กันสิงห์. 2548. ความพึงพอใจของผู้รับบริการในการให้บริการงานวิชาการของคณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 1 . วีรพงษ์ เฉลิมจิระรัตน์. 2539. คุณภาพในงานบริการ.กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ประชาชน, สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย - ญี่ปุ่น). สุธินี แท่นทรายทอง. 2547. ความคิดเห็นของผู้ใช้บริการต่อการให้บริการของสำนักงานเลขานุการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. ปริญญานิพนธ์ สาขาการบริหารทั่วไป. ชลบุรี : มหาวิทยาลัยบูรพา. ถ่ายเอกสาร. Cronin, J.J.JR. and Taylor, S.A., 1994, ‘SERVPERF versus SERVQUAL: Reconciling performancebased and perceptions-minus-expectations measurement of service quality’, Journal of Marketing, 58 (1), pp. 125-31. Parasuraman, A., Zeithaml, V.A., and BERRY, L.L., 1988, ‘SERVQUAL: A multi-item scale for measuring consumer perceptions of service quality’, Journal of Retailing, 64(1), pp. 12-40. Parasuraman, A., Zeithaml, Valarie A. and Berry, Leonard L. 1985, “A Conceptual Model of Service Quality and Its Implications for Future Research”, Journal of Marketing, Vol. 49, 51-50.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

51

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

บทความวิจัย

ความศรัทธาในพุทธศาสนากับการเห็นคุณค่าในตนเอง ของผู้สูงอายุ

นางสาววิจิตรา เปรมปรี รองศาสตราจารย์วัฒนา ศรีสัตย์วาจา

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับของความศรัทธาในพุทศาสนาและการเห็นคุณค่า ในตนเองของผู้สูงอายุ 2) เปรียบเทียบความศรัทธาในพุทธศาสนาและการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ ตามตัวเพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษาและฐานะทางเศรษฐกิจ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ความศรัทธาในพุทธศาสนาและการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้เป็นผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี จำนวน 127 คน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่สามารถ ให้ข้อมูลได้และครอบคลุมตัวแปรที่ศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามความศรัทธา ในพุทธศาสนาและแบบสอบถามการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบค่าที สถิติทดสอบ ค่าเอฟ และหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร โดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุมีความศรัทธาในพุทธศาสนาอยู่ในระดับมาก และมีการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ใน ระดับสูง ผู้สูงอายุที่มีเพศ และฐานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกันมีความศรัทธาในพุทธศาสนาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนผู้สูงอายุที่มีอายุ สถานภาพสมรส และระดับการศึกษาแตกต่างกันมีความศรัทธาในพุทธศาสนา ไม่แตกต่างกัน ผู้สูงอายุที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกันมีการเห็นคุณค่าในตนเองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ สถานภาพสมรส และฐานะทาง เศรษฐกิจแตกต่างกันมีการเห็นคุณค่าในตนเองไม่แตกต่างกัน และพบว่าความศรัทธาในพุทธศาสนามีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเห็นคุณค่าในตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

คำสำคัญ : ความศรัทธาในพุทธศาสนา, การเห็นคุณค่าในตนเอง, ผู้สูงอายุ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

52

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

Buddhistic Religiosity and Self-Esteem of Elderly Miss Wijitra Prampree, Associate Professor Wattana Srisatvacha

Abstract The purposes of this study were 1) to determine the level of Buddhistic religiosity and self - esteem of elerely, 2) to compare Buddhistic religiosity and self - esteem of the elderly on the basic of sex, age, marital status, educational level, and economic status, and 3) to study the relationship between Buddhictic religiosity and self - esteem of the elderly. The sample included 127 elderly in senior citizen clubs of Wihandang district. who were able to give the information on all variable in this study. The instruments for collecting the data were questionnaire on personal data, Buddhistic religiosity and selfesteem. The statistical methods and procedures for analyzing the obtained data were t-test, F-test and Pearson’s product-moment correlation coefficient. The results were as follows: The results indicated that the elderly were found to have Buddhistic religiosity at a high level and self - esteem at a good level. Their sex and economic status had a significantly different at the level of .05 but age, marital status, and educational level had no significant difference in the Buddhistic religiosity of the elderly. Their education level had a significant difference at the level of .05 while sex, age, marital status, and economic level had no significant difference in their self - esteem. It was also found that Buddhistic religiosity and self-esteem were positively and significantly correlated at the level of .05. Keywords : Buddhistic religiosity, Self esteem, Elderly

บทนำ

เนื่องจากศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ดังนั้นผู้สูงอายุส่วนใหญ่จึงนับถือศาสนาพุทธในสัดส่วน ที่มากที่สุดประมาณร้อยละ 95 และกิจกรรมทางศาสนาดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมที่ผู้สูงอายุร่วมมากที่สุด กล่าว คือ 1 ใน 4 ของผู้สูงอายุไทยไปวัดอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และ 1 ใน 3 ไปวัดทุกวันสำคัญทางศาสนา (อดุลย์ วิริยเวชกุล ; และคนอื่นๆ, 2538 : 4) จึงทำให้ผู้สูงอายุนั้นเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น ความรู้ด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี คุณธรรม จริยธรรม ถ้าสามารถนำมา ถ่ายทอดอย่างเหมาะสมก็จะเกิดประโยชน์แก่ลูกหลานและเป็นการเพิ่มบทบาทของผู้สูงอายุกับครอบครัวและ สังคมไทย ในอดีตผู้สูงอายุมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำทางศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณี โดยเฉพาะ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

53

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

ในสังคมชนบท (สมศักดิ์ ศรีสันติสุข. 2539 : 94) ผู้สูงอายุมักจะนิยมไปวัดทั้งเพศหญิงและเพศชาย ซึ่งโดย ทั่วไปผู้สูงอายุจะไปวัดในวันพระเพื่อถือศีลแปด บางคนจะไปค้างที่วัดตลอดเทศกาลเข้าพรรษา ถ้าหากเป็นวัน ธรรมดาจะไปวัดเพื่อถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ไปฟังธรรมะเพื่อยึดเอามาเป็นแนวทางปฏิบัติ สนทนาธรรม สวดมนต์ นั่งสมาธิ และยังได้มีโอกาสทำงานวัดช่วยเหลือส่วนรวม นอกจากนี้ยังได้พบปะเพื่อนฝูง ได้มีโอกาส ทำบุญทำทาน การที่ผู้สูงอายุชอบไปวัดเนื่องจากมีความศรัทธาในพุทธศาสนา ซึ่งความศรัทธาในพุทธศาสนา นั้นเปรียบเหมือนเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจให้ผู้สูงอายุมีที่พึ่งพิงทางใจ ผู้สูงอายุทั้งในเมืองและชนบทจะมีความเชื่อเรื่องบุญกรรม สวรรค์นิพพาน กรรมดี กรรมชั่ว โดยผู้สูงอายุในเมืองจะมีความเชื่อในเหตุและผลสูงกว่า แต่โดยทั่วไปผู้สูงอายุทั้งสองกลุ่มต่างมีความเชื่อทางศาสนาและต้องการที่พึ่งทางจิตใจไม่ต่างกัน (อรวรรณ

ฉ่ำชื่น. 2541 : 23) การเข้าวัดมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุเกิดความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง รู้จักปรับตัว และยอมรับในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความสุข ความสงบ ความสบายใจ ลืมปัญหาการ เปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเอง ทำให้ผู้สูงอายุสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข กล่าวได้ว่า ผู้สูงอายุถือเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้สูงอายุเป็นบุคคลที่อุทิศตนเพื่อครอบครัวและสังคมมาก่อน โดยการทำงานเพื่อสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ รวมทั้งวัฒนธรรม ประเพณี อันดีงาม เพื่อนำมาถ่ายทอดให้แก่ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไปนอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังเป็นวัยของชีวิตที่จะ ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านสุขภาพร่างกาย จิตใจ และสังคม มากกว่าวัยอื่นๆ จึงทำให้มีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ ไม่สามารถปรับตัวเอง รวมถึงการเตรียมพร้อมในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ จึงมีผู้สูงอายุจำนวนมากเกิดความรูส้ กึ ไม่ดกี บั ตัวเอง มองคุณค่าของตนเองต่ำลง รูส้ กึ ท้อแท้ สิน้ หวัง ขมขืน่ ใจ ดังที่ อีรคิ สัน (Erikson. 1968 : 8) ได้อธิบายพัฒนาการทางจิตสังคมในวัยสูงอายุว่า ผู้สูงอายุจะมีความรู้สึกกับความมั่นคงสมบูรณ์ในชีวิต (Sense of Integrity) หรือมีความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง (Sense of Despair) นั้นก็ขึ้น อยู่กับประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมาของแต่ละบุคคล ถ้าผู้สูงอายุมีการเตรียมพร้อมในการดำเนินชีวิตในทุกๆ ช่วงและมีความสามารถในการปรับตัวที่ดีก็จะมองตนเองได้อย่างมีคุณค่า ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาเรื่องความศรัทธาในพุทธศาสนากับการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ และมุ่งหวังว่าความศรัทธาในพุทธศาสนาที่มากหรือน้อยนั้นมีผลต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ มากน้อยอย่างไร ซึ่งผลการวิจัยที่ได้นี้จะนำไปเป็นแนวทางในการแนะนำผู้สูงอายุให้ดำเน ินชีวิตใน บั้นปลาย ได้อย่างมีความสุข

ความมุ่งหมายของการวิจัย

1. เพื่อศึกษาระดับของความศรัทธาในพุทธศาสนาและการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ 2. เพื่อเปรียบเทียบความศรัทธาในพุทธศาสนาของผู้สูงอายุตามตัวแปรเพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจ 3. เพื่อเปรียบเทียบการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุตามตัวแปรเพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจ 4. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความศรัทธาในพุทธศาสนาและการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ


54

วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

วิธีดำเนินการวิจัย

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้สูงอายุทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่ เป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุ อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี จำนวน 127 คน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่ สามารถให้ข้อมูลได้และครอบคลุมตัวแปรที่ศึกษา

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม 2. แบบสอบถามความศรัทธาในพุทธศาสนา 3. แบบสอบถามการเห็นคุณค่าในตนเอง

การวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้วิจัยนำแบบสอบถามที่ใช้ในการวิจัยเสนอต่อผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุ อำเภอวิหารแดง เพื่อดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยการสัมภาษณ์ตามแบบสอบถามเป็นรายบุคคล ผู้วิจัยนำข้อมูล ที่ได้จากแบบสอบถามทั้ง 3 ตอน มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ สถิติทดสอบค่าที สถิติทดสอบค่าเอฟ และหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร โดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ แบบเพียร์สัน

ผลการวิจัย

ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูล ปรากฏโดยสรุปดังนี้ ตาราง 1 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความศรัทธาในพุทธศาสนา และการเห็น คุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ ตัวแปร X S.D. ระดับ ความศรัทธาในพุทธศาสนา 83.54 10.17 มาก การเห็นคุณค่า 60.32 5.70 สูง ตาราง 2 การเปรียบเทียบความศรัทธาในพุทธศาสนาและการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ เพศชายและหญิง ความศรัทธาในพุทธศาสนา n X S.D. t p ชาย 53 85.42 10.86 1.77 * .039 หญิง 74 82.00 9.46

การเห็นคุณค่าในตนเอง ชาย หญิง P<.05

53 74

60.45 60.23

5.50 5.87

.217

.415


55

วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

ตาราง 3 การเปรียบเทียบความศรัทธาในพุทธศาสนาของผู้สูงอายุ จำแนกตามระดับอายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และฐานะทางเศรษฐกิจ ตัวแปร แหล่งของ df SS MS F P ความแปรปรวน อายุ ระหว่างกลุ่ม 2 318.94 159.49 1.57 .215 ภายในกลุ่ม 124 12704.58 102.46 รวม 126 13023.52

สถานภาพสมรส

ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม

ระดับการศึกษา

2 124 126

ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม

ฐานะทางเศรษฐกิจ

72.58 12950.94 13023.52

306.20 12717.32 13023.52

153.10 102.56

2 124 126

36.29 10.44

2 124 126

ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม

1915.46 11118.06 13023.52

957.73 89.58

.347

.707

10.69 *

.000

*P<.05 ตาราง 4 การเปรียบเทียบการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ จำแนกตามระดับอายุ สถานภาพ สมรส ระดับการศึกษา และฐานะทางเศรษฐกิจ ตัวแปร แหล่งของ df SS MS F P ความแปรปรวน อายุ ระหว่างกลุ่ม 2 19.21 9.60 .292 .747 ภายในกลุ่ม 124 4074.56 32.86 รวม 126 4083.77

สถานภาพสมรส

ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม

ระดับการศึกษา

ระหว่างกลุ่ม

2 124 126

73.70 36.85 4020.67 32.42 4083.77

2

258.63

129.32

1.137

.324

4.181*

.017


56

วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ภายในกลุ่ม รวม

ฐานะทางเศรษฐกิจ ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม

124 126

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

3835.13 30.93 4083.77

2 124 126

36.36 68.18 3957.40 31.91 4083.77

2.136

.122

*P<.05

ตาราง 5 ค่าความสัมพันธ์ระหว่างความศรัทธาในพุทธศาสนากับการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ

ความศรัทธาในพุทธศาสนา การเห็นคุณค่า *P<.05

ความศรัทธาในพุทธศาสนา -

การเห็นคุณค่าในตนเอง .299* -

สรุปและอภิปรายผล

การศึกษาความศรัทธาในพุทธศาสนากับการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ อำเภอวิหารแดง พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความศรัทธาในพุทธศาสนาในระดับมาก และการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับสูง เนื่องจากชมรมผู้สูงอายุนั้นได้มีการส่งเสริมให้สมาชิกในชมรมได้มีส่วนร่วมในการทำ กิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เช่น มีการจัดกิจกรรมการทำบุญในวันสำคัญๆ ทางพุทธศาสนา ไปทัศนาจรตาม ศาสนาสถานต่างๆ การไปเที่ยวพักผ่อน การรับประทานอาหาร ออกกำลังกายร่วมกัน เป็นต้น ดังนั้นผู้สูงอายุที่มีโอกาสได้มาทำกิจกรรมก็จะช่วยส่งผลให้ใกล้ชิดกับศาสนามากขึ้น เพราะทางชมรมจะจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นประจำสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนสมาชิกคนอื่นๆ ในชมรม การที่ได้ออกมาพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด ประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา หรือทำกิจกรรมของ ทางชมรมร่วมกัน จะช่วยบรรเทาความเหงา ความวิตกกังวล ทำให้ผู้สูงอายุที่อยู่ในช่วงเวลาของการเกษียณอายุการทำงานั้นได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และตระหนักถึงคุณค่าในตนเองยังรู้สึกว่าตนเองยังมีความสามารถที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ในชมรม ไม่เป็นภาระของลูกหลาน สามารถที่จะดูแลตัวเอง ได้ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการดำเนินชีวิตในช่วงบั้นปลายชีวิตของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุที่มีเพศ และฐานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกันมีความศรัทธาในพุทธศาสนาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนผู้สูงอายุที่มีอายุ สถานภาพสมรส และระดับการศึกษาแตกต่างกันมีความศรัทธาใน พุทธศาสนาไม่แตกต่างกัน ผู้สูงอายุที่มีระดับการศึกษาแตกต่างมีการเห็นคุณค่าในตนเองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ สถานภาพสมรส และฐานทางเศรษฐกิจแตกต่างกันมี การเห็นคุณค่าในตนเองไม่แตกต่างกัน ความศรัทธาในพุทธศาสนากับการเห็นคุณค่าในตนเองมีความสัมพันธ์ กันทางบวกอย่างมีสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .299) ทั้งนี้เป็นเพราะการที่ผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุมี โอกาสได้ทำกิจกรรมต่างๆ ทางพุทธศาสนา กับทางชมรม เช่น การทำบุญตักบาตร การฟังเทศน์ฟังธรรม การได้ไปท่องเที่ยงตามศาสนาสถานต่างๆ ร่วมกับเพื่อนๆ ในชมรม จึงมีส่วนช่วยให้ผู้สูงอายุได้ใกล้ชิดกับพุทธ-


57

วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

ศาสนามากขึ้น ส่งผลให้มีจิตใจที่สงบสุข ไม่คิดวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ ทำให้มีสุขภาพกายและใจที่ดี สามารถ ที่จะดำเนินชีวิตในช่วงวัยนี้ได้อย่างมีความสุข และมองตนเองอย่างมีคุณค่า ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของของ มาลี เลิศมาลีวงศ์; อรสา พันธ์ภักดี; และสุวิมล พนาวัฒนกุล (2535 : 153) ศึกษาอัตมโนทัศน์ ความสามารถในการดูแลตนเองและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ พบว่าสถานภาพสมรส รายได้ของผู้สูงอายุ และ อั ต มโนทั ศ น์ มี ค วามสั ม พั น ธ์ กั บ คุ ณ ภาพชี วิ ต อย่ า งมี นั ย สำคั ญ โดยผู้ สู ง อายุ ค วรมี กิ จ กรรมหรื อ บทบาทใน ครอบครัว เช่น การเป็นที่ปรึกษาให้คนในครอบครัว และทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว และ สังคม เช่น การไปวัด ทำบุญทำทาน การได้พบปะเพื่อนฝูง จะทำให้ผู้สูงอายุมีความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า และช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องและใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ ควรที่จะสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้ออกมาทำกิจกรรม ต่างๆ เพื่อช่วยส่งเสริมความศรัทธาในพุทธศาสนาและการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ และสามารถนำ ผลการศึกษาครั้งนี้ไปเป็นแนวทางในการที่จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุให้ผู้สูงอายุมองตนเองอย่างมีคุณค่า และสามารถดำเนินชีวิตในช่วงบั้นปลายได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพ

บรรณานุกรม มาลี เลิศมาลีวงศ์; อรสา พันธ์ภักดี ; และสุวิมล พนาวัฒนกุล. (2535, เมษายน-มิถุนายน). อัตมโนทัศน์ ความสามารถในการดูแลตนเองและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ. รามาธิบดีเวชสาร. 15(2): 153 สมศักดิ์ ศรีสันติสุข. (2539). สังคมวิทยาภาวะสูงอายุ ความเป็นจริงและการคาดการณ์ในสังคมไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อดุลย์ วิริยเวชกุล; และคนอื่นๆ. (2538). ประมวลประเด็นการวิจัยและบรรณานุกรมเอกสารการวิจัย เรื่อง ผู้สูงอายุในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหิดล. อรวรรณ ฉ่ำชื่น. (2541). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในชีวิต อันเกิดจากภาวะถดถอยทางสังคมและ การร่วมกิจกรรมของผู้สูงอายุชาวพุทธ : ศึกษากรณีผู้สูงอายุใน กทม. และ ปริมลฑล. วิทยานิพนธ์. สส.ม. (การจัดการโครงการสวัสดิการสังคม). สมุทรปราการ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ. ถ่ายเอกสาร. Erikson, E. (1968). Identity : Youth and Crisis. New York : Noryon.

ปัจฉา ตัปปะติ ทุกกะฏัง. ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง. สํ.ส. ๑๕/๖๘. จุ.ธ. ๒๕/๕๖


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

58

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

บทความวิจัย

ปรากฏการณ์และปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดจากระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ต ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นางสาวมณฑิตา ไชยมณี รองศาสตราจารย์อดิศักดิ์ พงษ์พูลผลศักดิ์

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปรากฏการณ์และปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดจากระบบ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยทำการคัดเลือกกลุ่ม ตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ประกอบด้วย นักศึกษาที่มีชื่อในฐานข้อมูลนักศึกษาและกำลังศึกษา อยู่มหาวิทยาลัยราชภัฏ เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยจะต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อยข้อใดข้อหนึ่งในสี่ข้อดังนี้ เป็นนักศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการสั่งซื้อหรือเซตระบบอินเทอร์เน็ต เป็นนักศึกษาที่เคยศึกษาสอนหรือกำลังศึกษา เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นนักศึกษาที่เคยใช้หรือกำลังใช้คอมพิวเตอร์สำหรับการศึกษา เป็นนักศึกษาที่มีความ สนใจอย่างมากในอินเทอร์เน็ตหรือคอมพิวเตอร์ จำนวน 400 คน จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่า ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดจาก ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ใช้วิธีวิเคราะห์องค์ประกอบ การวิเคราะห์การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของความเครียด จากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ใช้วิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ การวิเคราะห์การเปรียบเทียบความ แตกต่างของความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ใช้วิธีการวิเคราะห์ด้วย Nonparametric tests แบบ K Related Samples ของ Friedman Test ผลการวิจัยพบว่า ด้านปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ระหว่างการใช้งาน และด้านสี เสียง รูปแบบ เนื้อหาของอินเทอร์เน็ตส่งผลให้เกิดความเครียดอยู่ในระดับมาก และปัจจัยด้านการใช้อินเทอร์เน็ต ด้านการติดตั้งและใช้งานระบบอินเทอร์เน็ต ด้านประสิทธิภาพของเครื่อง และการใช้งานอินเทอร์เน็ต ด้านการจัดการการใช้อินเทอร์เน็ต ด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตที่สัมพันธ์ กับความสามารถ ส่งผลทำให้เกิดความเครียด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

คำสำคัญ : ปรากฏการณ์ ปัจจัย ความเครียด อินเทอร์เน็ต


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

59

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

Incidences and Factor of Internet Anxiety of Northeast Rajabhat University’s Students Miss Monthita Chaimanee Associate Professor Adisak Pongpullponsak

ABSTRACT The research was to study incidences and factor of internet anxiety of northeast Rajabhat University’s Students. A simple random sampling of 400 students had been selected in the study. This study identified four aspects of Internet anxiety :- internet setting or ordering, used to teach and teaching internet, internet use and interesting in internet or computer. They have to qualifications one of them. Data were analyzed by means of frequency value, percentage, standard deviation. Analyzed factors result anxiety from internet by using factor analysis-methods. Compare means of anxiety from internet system by using multivariate analysis of variance : MANOVA and anxiety’s varies from internet by using Nonparametric tests (K-related Samples) of Friedman Test. The result found that incidences among using and Colors, sound, form and contents the highest anxiety. Internet factors :- the significant level of these results showed at .05 Keywords : Incidence Factor Anxiety Internet

บทนำ

ปัจจุบันระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไป โดย เฉพาะในหมู่นักศึกษาตามสถานศึกษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการทำงาน การศึกษาหรือแม้จะใช้เป็นการใช้ งานโดยทั่วๆ ไป เนื่องจากอินเทอร์เน็ตจัดเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถใช้ติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วโลก ซึ่งเพิ่ม ความสะดวก รวดเร็ว และยังประหยัดเวลาได้เพิ่มขึ้น ต่อมาอินเทอร์เน็ตได้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายแม้ กระทั่งกิจกรรมสำคัญๆ อย่างวงการศึกษา ในวงการศึกษาอินเทอร์เน็ตถูกเปิดให้ใช้อย่างกว้างขวางสำหรับนักศึกษา ซึ่งผลจากการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ใน วงการศึกษาทำให้การศึกษามีการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการเขียนแผนกลยุทธ์เพื่อ ให้สถานศึกษานำระบบ E-learning เข้ามาใช้ โดยลืมคำนึงไปว่า ความเป็นจริงแล้วยังมีผู้ใช้ส่วนหนึ่งที่ยังไม่มี ความรู้ความเข้าใจในด้านนี้เพียงพอ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาซึ่งจัดเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่มีการใช้งานมากที่สุด เหตุผล ดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลจนแสดงออกถึงความเครียด ฉันทนา ภู่ธราภรณ์ และจาก การศึกษางานวิ จั ย ของ Matthew M. Maurer ได้ศึกษาถึง ความเกี่ย วพัน ของความเครี ย ดที่เ กิดจาก คอมพิวเตอร์ จากการศึกษางานวิจัยทำให้เห็นได้ชัดถึงความเครียด ที่เกิดขึ้นจากการใช้อินเทอร์เน็ตทำให้ผู้วิจัย


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

60

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

มีความสนใจที่จะทำการศึกษาปรากฏการณ์และปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยเลือกกลุ่มผู้ใช้ที่มีจำนวนมากสุดคือนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้ทราบ ถึงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับความเครียดของนักศึกษาในกลุ่มดังกล่าว เพื่อนำผลที่ได้ไประยุกต์ใช้ และปรับปรุง ให้ผู้ใช้สามารถทำกิจกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและสิ่งสำคัญเพื่อเป็นส่วนช่วยในการลดความเครียดที่เกิดขึ้น

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1. เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ที่ส่งผลต่อความเครียดในการใช้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2. ศึกษาองค์ประกอบและปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดในการใช้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3. ศึกษาข้อเสนอแนะของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกี่ยวกับ ความเครียดในการใช้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

สมมติฐานของการวิจัย

1. ปรากฏการณ์มีผลต่อความเครียดในการใช้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2. องค์ประกอบมีผลต่���ความเครียดในการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3. ปัจจัยมีผลต่อความเครียดในการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ

ในการวิจัยครั้งนี้ ได้ทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย จากประชากร ทั้งหมด 120,256 ราย ซึ่งสามารถกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมสำหรับการวิจัยครั้งนี้ จำนวน 400 คน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 แห่ง โดยจะต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อยข้อใดข้อ หนึ่งดังนี้ เป็นนักศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการสั่งซื้อหรือติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ต เป็นนักศึกษาที่เคยศึกษาหรือกำลัง ศึกษาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และใช้งานอินเทอร์เน็ต เป็นนักศึกษาที่เคยใช้หรือกำลังใช้คอมพิวเตอร์สำหรับการศึ ก ษา เป็ น นั ก ศึ ก ษาที่ มี ค วามสนใจอย่ า งมากในอิ น เทอร์ เ น็ ต หรื อ คอมพิ ว เตอร์ และใช้ เ ครื่ อ งมื อ ซึ่ ง เป็ น แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน วิธี วิเคราะห์องค์ประกอบ วิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ วิธีการวิเคราะห์ด้วย Nonparametric tests แบบ K Related Samples ของ Friedman Test

ผลการศึกษา

1. ผลการวิเคราะห์ตัวแปรปรากฏการณ์ทางด้านต่างๆ ที่ส่งผลต่อความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 1.1 ด้านปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

61

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

โดยรวมระดับความเครียดเกี่ยวกับปัจจัยด้านปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน ตัวแปรปรากฏการณ์ที่ 1 ด้านปรากฏการณ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งานอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.19, S.E. = 0.547) เมื่อพิจารณาตามรายข้อพบว่า นักศึกษามีระดับความเครียดมากที่สุดคือ การปรากฏหน้าต่าง โฆษณาอัตโนมัติระหว่างการใช้งานอินเทอร์เน็ต มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.28 รองลงมาคือ การเกิดหน้าต่างเว็บไซด์ อัตโนมัติที่ไม่ต้องการระหว่างการใช้อินเทอร์เน็ต มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.21 และต่ำที่สุดคือ ระบบการอัปเดท โปรแกรมอัตโนมัติระหว่างการใช้อินเทอร์เน็ต มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.09 ตัวแปรปรากฏการณ์ที่ 2 ด้าน ปรากฏการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งานอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.48, S.E. = 0.593) เมื่อ พิจารณาตามรายข้อพบว่านักศึกษามีความเครียดอยู่ในระดับมากที่สุดคือ การได้รับข้อความ “ระบบขัดข้อง” ระหว่างกำลังใช้งานโปรแกรมต่างๆ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.55 รองลงมาคือ การปรากฏข้อความว่าได้รับไวรัส ทางอินเทอร์เน็ต มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.53 และต่ำที่สุดคือ การถูกเจาะข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ต มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.36 1.2 ด้านสี เสียง รูปแบบ เนื้อหาของอินเทอร์เน็ต โดยรวมระดับความเครียดอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.01, S.E. = 0.602) เมื่อพิจารณาเป็น รายข้อพบว่านักศึกษามีระดับความเครียดมากที่สุดคือ ข้อความในอินเทอร์เน็ตเป็นภาษาต่างประเทศ มีค่า เฉลี่ยเท่ากับ 3.17 รองลงมาคือ รูปแบบของเว็บเพจมีความสลับซับซ้อน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.11 และต่ำที่สุดคือ เกิดเสียงดนตรี หรือเสียงอื่นๆ ระหว่างเปิดหน้าจออินเทอร์เน็ต (หน้าเว็บเพจ) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.64 2. ผลการวิเคราะห์ตัวแปรปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 2.1 ด้านการใช้อินเทอร์เน็ต โดยรวมระดับความเครียดอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 2.80, S.E. = 0.063) เมื่อ พิจารณาตามรายข้อพบว่า นักศึกษามีระดับความเครียดมากที่สุดคือ การใช้ FTP เพื่อดึงข้อมูลจากแหล่ง ข้อมูลที่อยู่ไกล มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.01 รองลงมาคือการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต มีค่าเฉลี่ย 2.96 ต่ำที่สุด คือ การลงข้อความประกาศไว้บนเว็บบอร์ด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.63 2.2 ด้านโครงสร้าง Hardware และ Software โดยรวมระดับความเครียดอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 2.97, S.E. = 0.058) เมื่อ พิ จ ารณาตามรายข้ อ พบว่ า นั ก ศึ ก ษามี ร ะดั บ ความเครี ย ดมากที่ สุ ด คื อ การติ ด ตั้ ง และถอดชิ้ น ส่ ว นของ Hardware ที่เกี่ยวข้องกับระบบเครือข่าย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.10 รองลงมาคือ โปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตไม่ Update version มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.04 และระดับความเครียดต่ำที่สุดคือ การต่อโมเด็มเข้ากับ คอมพิวเตอร์ และการติดตั้ง Software ใหม่บนอินเทอร์เน็ต มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.85 2.3 ด้านการจัดการการใช้อินเทอร์เน็ต โดยรวมระดับความเครียดอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.071, S.E. = 0.060) เมื่อพิจารณา ตามรายข้อพบว่า นักศึกษามีระดับความเครียดมากที่สุดคือ การที่ระบบอินเทอร์เน็ตที่ท่านเชื่อมต่อไม่สามารถ ใช้งานได้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.36 รองลงมาคือ การที่ไม่สามารถเข้าไปใช้ข้อมูลบางฐานข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ได้เพราะต้องมีรหัสผ่าน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.26 และระดับความเครียดต่ำที่สุดคือ การใช้เวลาในการใช้อินเทอร์เน็ตแต่ละครั้งนานเกินไป มีค่าเฉลี่ย 2.94 2.4 ด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตที่สัมพันธ์กับความสามารถ โดยรวมระดับความเครียดอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 2.77, S.E. = 0.061) เมื่อ พิจารณาตามรายข้อพบว่า นักศึกษามีระดับความเครียดมากที่สุดคือ การเรียนรู้เพื่อเขียนโปรแกรมบนระบบ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

62

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

เครือข่าย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.84 รองลงมาคือการทำหน้าที่สั่งซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานกับอินเทอร์เน็ต มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.75 และระดับความเครียดต่ำที่สุดคือ การเรียนรู้ว่าอินเทอร์เน็ตทำงานอย่างไร มีค่า เฉลี่ยเท่ากับ 2.73 3. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จากการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี Factor Analysis สามารถวิเคราะห์หาองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทั้งหมด 5 ด้าน 22 ตัวแปร โดยสามารถเรียงลำดับความสำคัญของตัวแปรทั้ง 5 ด้านได้ดังต่อไปนี้ อันดับที่ 1 คือด้านการติดตั้งและใช้งานระบบอินเทอร์เน็ต อันดับที่ 2 คือด้านการใช้อินเทอร์เน็ต อันดับที่ 3 คือด้านการจัดการการใช้อินเทอร์เน็ต อันดับ ที่ 4 คือด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตที่ สัมพันธ์กับความสามารถ อันดับที่ 5 คือด้านประสิทธิภาพของเครื่องและการใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับงานวิจัยของ มัณฑนา ศรีนาง ที่ได้ทำการศึกษาผลกระทบและความสัมพันธ์ของความเครียดจากอินเทอร์เน็ตของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาของประเทศไทยจะมีองค์ประกอบทั้งสิ้น 4 ด้าน 23 ตัวแปร ซึ่งได้แก่ด้าน การใช้อินเทอร์เน็ต ด้านโครงสร้าง Hardware และ Software ด้านการจัดการการใช้อินเทอร์เน็ต ด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตที่สัมพันธ์กับความสามารถ ซึ่งเมื่อทำการศึกษาวิจัยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเปรียบเทียบกับครูโรงเรียนมัธยมศึกษาของประเทศไทย นั้นมีความสอดคล้องกันคือ องค์ประกอบด้านโครงสร้าง Hardware และ Software ได้หายไป แต่ได้องค์ประกอบเพิ่มขึ้นมา 2 องค์ประกอบ คือ ด้านการติดตั้งและใช้งานระบบอินเทอร์เน็ต และด้านประสิทธิภาพ ของเครื่องและการใช้งานอินเทอร์เน็ต 4. ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จากการเปรียบเทียบความแตกต่างของความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในแต่ละบุคคล โดยจำแนกตามด้านการใช้อินเทอร์เน็ต ด้านการติดตั้งและใช้งานระบบอินเทอร์เน็ต ด้านประสิทธิภาพของ เครื่องและการใช้งานอินเทอร์เน็ต ด้านการจัดการการใช้อินเทอร์เน็ต ด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตที่ สัมพันธ์กับความสามารถ พบว่าในแต่ละบุคคลจะมีความเครียดที่แตกต่างกันในทุกด้าน ซึ่งสามารถเรียงลำดับ ระดับของความเครียดจากน้อยไปหามากได้ดังนี้ ความเครียดที่เกิดจากด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตที่ สั ม พั น ธ์ กั บ ความสามารถ มี ค่ า ต่ ำ สุ ด รองลงมาคื อ ความเครี ย ดที่ เ กิ ด จากด้ า นการใช้ อิ น เทอร์ เ น็ ต ความเครียดที่เกิดจากด้านการติดตั้งและใช้งานระบบอินเทอร์เน็ต ความเครียดที่เกิดจากด้านการจัดการการใช้ อินเทอร์เน็ต และความเครียดที่เกิดจากด้านประสิทธิภาพของเครื่องและการใช้งานอินเทอร์เน็ต มีมากที่สุด เมื่อพิจารณาความแตกต่างของความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นรายคู่ โดยใช้วิธีการของ Wilcoxon Signed Ranks Test พบว่าทุกคู่มีระดับความเครียดที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05

สรุปผลการศึกษา

1. การวิเคราะห์ตัวแปรปรากฏการณ์ทางด้านต่างๆ ที่ส่งผลต่อความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จากการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเครียดจากด้านปรากฏต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน 2 ด้านคือ (1) ด้านปรากฏการณ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน ซึ่งได้แก่ การปรากฏหน้าต่างโฆษณา อัตโนมัติระหว่างการใช้งานอินเทอร์เน็ต การเกิดหน้าต่างเว็บไซด์อัตโนมัติที่ไม่ต้องการระหว่างการใช้อินเทอร์เน็ต การปรากฏหน้าต่างเว็บไซด์ภาพลามกอัตโนมัติระหว่างการใช้อินเทอร์เน็ต และระบบการอัปเดทโปรแกรม


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

63

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

อัตโนมัติระหว่างการใช้อินเทอร์เน็ต (2) ด้านปรากฏการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน ซึ่งได้แก่ การได้ รับข้อความ “ระบบขัดข้อง” ระหว่างกำลังใช้งานโปรแกรมต่างๆ การปรากฏข้อความว่าได้รับไวรัสทางอินเทอร์เน็ต การถูกเจาะข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ต และในด้านของ สี เสียง รูปแบบ เนื้อหาของอินเทอร์เน็ต ซึ่ง ได้แก่ ข้อความในอินเทอร์เน็ตเป็นภาษาต่างประเทศ รูปแบบของเว็บเพจมีความสลับซับซ้อน การพบสีของตัว หนังสือใกล้เคียงกับพื้นหลังของหน้าจออินเทอร์เน็ต ตัวหนังสือบนหน้าจออินเทอร์เน็ตเกิดการผิดเพี้ยน สิ่งที่ ปรากฏขึ้นมาระหว่างการใช้งานอินเทอร์เน็ตเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้นักศึกษาเกิดความเครียดในระดับมาก ซึ่ง สอดคล้องกับ มัณฑนา ศรีนาง เนื่องจากสิ่งดังกล่าวเหล่านี้ไม่สามารถที่จะแก้ไขหรือขจัดออกไปได้ จึงทำให้คน เรานั้นเกิดอาการใจจดใจจ่อกับสิ่งที่ตัวเองคาดว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไข ตามที่ กองสุขภาพจิต กรมการแพทย์ และสุจริต สุวรรณชีพ ได้กล่าวไว้ว่า ความเครียดเป็นภาวะของจิตใจที่ตื่นตัวเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับ สถานการณ์หรือความกดดันจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาจเป็นเรื่องที่ฝืนใจหรือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อย่างยิ่งต่อบุคคลเหล่านั้น จึงต้องทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจที่จะแก้ไขปัญหานั้นๆ ให้หมดไป แต่ปัญหา เหล่านี้ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ โดยเฉพาะในด้านของ สี เสียง รูปแบบ เนื้อหาของอินเทอร์เน็ต ซึ่งถูกพัฒนา ขึ้นเบื้องหลัง เราจึงไม่สามารถที่จะไปแก้ไขได้เลย ยกเว้นแต่จะมีการสร้างโปรแกรมที่จะมาตรวจจับไม่ให้ ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ กิดานันท์ มลิทอง และวิทยา เรืองพรวิสุทธิ์ ที่กล่าวไว้ว่า ความเครียดที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลมาจากการใช้งานระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ใช้ติดต่อเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลถึงกัน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดๆ อาจจะเป็นตัวอักษร ข้อความ หรือเสียง สิ่งเหล่านี้มีผลต่อระดับของความเครียดได้ เช่ น กั นไม่ ว่ า จะเป็ น สุ ข ภาพร่ า งกาย หรื อ จิ ตใจ และอาจส่ ง ผลให้ ก ารใช้ ร ะบบเครื อ ข่ า ยอิ น เทอร์ เ น็ ต ขาด ประสิทธิภาพตามไปด้วย เนื่องจากสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การใช้งานระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีประสิทธิภาพได้ นั้น ย่อมเกิดขึ้นจากการสร้างสิ่งต่างๆ เหล่านี้ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ จิรดา บุญอารยะ กุล ที่กล่าวไว้ว่าการนำเสนอลักษณะที่เหมาะสมของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สิ่ง ที่มีความสำคัญและมีความเหมาะสมในการที่จะทำให้บทเรียนมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นได้แก่ ตัวอักษรของ เนื้อหา ข้อความภาษาไทยและภาษาอังกฤษควรใช้ตัวหัวกลมธรรมดา ขนาดตั้งแต่ 10 ถึง 20 พอยท์ สีที่ใช้ไม่ ควรใช้เกินจำนวน 3 สีในหน้านั้นๆ รูปแบบที่ใช้ไม่ควรมีความสลับซับซ้อนมากเกินไปเพื่อไม่ให้ผู้ใช้เกิดความเบื่อหน่าย 2. การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเครียดที่เกิดขึ้นจากปัจจัยในด้านต่างๆ แตกต่างกันออกไป โดยภาพรวม จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดในการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตอยู่ในระดับปากกลาง ซึ่ง ได้แก่ ด้านการใช้อินเทอร์เน็ต ด้านโครงสร้าง Hardware และ Software ในด้านการติดตั้งและใช้งาน ระบบอินเทอร์เน็ต และด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตที่สัมพันธ์กับความสามารถ ซึ่งความเครียดที่เกิดขึ้น ในระดับนี้จะไม่มีผลกระทบมากนักแต่ก็จะมีบางส่วนที่มีผลกระทบได้ด้วยเช่นกัน ด้านการใช้อินเทอร์เน็ต อาจ เกิดขึ้นเนื่องจากนักศึกษาขาดความรู้ความเข้าใจ จึงทำให้ไม่สามารถใช้งานสิ่งเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดความเครียด ขึ้น สอดคล้องกับ จำปี ทิมทอง มัณฑนา ศรีนาง พบว่าความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่ คือการสืบค้น ข้อมูลจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปประกอบการเรียนการสอน และ เดชศักดิ์ ศานติวิวัฒน์ ซึ่งพบว่าปัญหาที่มีต่อการสืบค้นสารนิเทศผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต คือนักศึกษาไม่ทราบ login และ password จึงไม่สามารถที่จะสืบค้นข้อมูลเหล่านั้นได้ และเนื่องจากการไม่เข้าใจศัพท์เฉพาะทางคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต และการใช้งานระบบอินเทอร์เน็ตมีความสลับซับซ้อนทำให้เกิดความยุ่งยากในการใช้งาน ด้านโครงสร้าง Hardware และ Software ในด้านการติดตั้งและใช้งานระบบอินเทอร์เน็ต อาจเนื่องจากนัก-


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

64

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

ศึกษาเลือกที่จะใช้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ทางมหาวิทยาลัยจัดไว้ให้ ในส่วนของ Hardware และ Software ไม่ว่าจะเป็น การติดตั้งและถอดชิ้นส่วนของ Hardware ที่เกี่ยวข้องกับระบบเครือข่าย โปรแกรมที่ เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตไม่ Update version ฯลฯ จึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ที่จะต้อง จัดเตรียมให้พร้อม ปัญหาที่เกิดนักศึกษาจึงไม่จำเป็นจำต้องแก้ไขด้วยตัวเองจึงไม่ก่อให้เกิดเป็นคว���มเครียดที่ มากจนเกินไป ซึ่งสอดคล้องกับ Wilber Schramm ที่แสดงให้เห็นว่านักศึกษามีการใช้อินเทอร์เน็ตที่ศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตของสถานศึกษามากที่สุด เนื่องจากนักศึกษาไม่มีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตที่ บ้านพักอาศัย ด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตที่สัมพันธ์กับความสามารถ จัดเป็นสิ่งที่นักศึกษาต้องกระทำ และมีการเรียนรู้มาบ้างแล้วแต่ยังขาดความชำนาญในการใช้ จึงส่งผลให้เกิดความเครียดที่ไม่รุนแรงมาก สอดคล้องกับงานวิจัยของ Larry D. Rosen and Michelle M. Weil ได้ศึกษาถึงความสามารถของผู้ใช้ ในการจัดหาคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาใช้กับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผลที่ได้คือผู้ใช้ส่วน ใหญ่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับระบบอินเทอร์เน็ตและการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การ error ของเครื่อง คอมพิวเตอร์และการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจนส่งผลทำให้เกิดความเครียด ปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดในการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตอยู่ในระดับมาก ซึ่งได้แก่ ด้านโครงสร้าง Hardware และ Software ในด้านประสิทธิภาพของเครื่องและการใช้งานอินเทอร์เน็ต นั่นก็คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอกับการใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ไม่ว่านักศึกษาจะใช้ ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ใดก็ตามอาจมีข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นได้ หากนักศึกษาไม่มีความรู้ความสามารถเลย อาจก่อให้เกิดความเครียดอย่างมาก ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัย วิรัญชนา จำปีกลาง ที่พบว่าด้านฮาร์ดแวร์ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารชำรุดบางครั้ง และ เวนิจ หงษา พบว่าปัญหาและอุปสรรคของนักศึกษาที่ใช้บริการอินเทอร์เน็ตมากที่สุด คือ ความขัดข้องทางเทคนิคของแม่ข่ายและเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้ บริการ ด้านการจัดการการใช้อินเทอร์เน็ต เป็นสิ่งที่นักศึกษาต้องอาศัยความสามารถและประสบการณ์เข้ามา ช่วยในการทำงานกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งถือเป็นเรื่องยากสำหรับนักศึกษาที่ไม่มีประสบการณ์และ ความสามารถ จึงอาจส่งผลให้เกิดความเครียดอย่างมาก ซึ่งสอดคล้องกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ คอมพิวเตอร์แห่งชาติ ที่กล่าวถึงปัญหาที่พบจากการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ส่วนใหญ่คือใช้เวลาในแต่ละ ครั้งนานเกินไป การสืบค้นข้อมูลทำได้ยาก ระบบอินเทอร์เน็ตมีความสลับซับซ้อน มีข้อมูลบางอย่างที่ไม่เหมาะ สมเผยแพร่อยู่ปริมาณมาก ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเวลาเรียนรู้วิธีการใช้งานอินเทอร์เน็ต จึงเป็นผลทำให้การทำงานเกิดความล่าช้า รู้สึกสับสนเวลาใช้งาน จนเกิดเป็นความเบื่อหน่าย และส่งผลทำให้เกิดความเครียด 3. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จากการวิเคราะห์หาองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดจากระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ตของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีทั้งหมด 5 ด้าน 22 ตัวแปรโดย สามารถเรียงลำดับความสำคัญของตัวแปรทั้ง 5 ด้านได้ดังต่อไปนี้ อันดับที่ 1 คือด้านการติดตั้งและใช้งาน ระบบอินเทอร์เน็ต อันดับที่ 2 คือด้านการใช้อินเทอร์เน็ต อันดับที่ 3 คือด้านการจัดการการใช้อินเทอร์เน็ต อันดับที่ 4 คือด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตที่สัมพันธ์กับความสามารถ อันดับที่ 5 คือด้านประสิทธิภาพ ของเครื่องและการใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ มัณฑนา ศรีนาง ได้ทำการศึกษา ผลกระทบและความสัมพันธ์ของความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา ใน ประเทศไทย ซึ่งมีองค์ประกอบทั้งสิ้น 5 ด้าน 22 ตัวแปร อันดับที่ 1 คือด้านการติดตั้งและใช้งานระบบ

อินเทอร์เน็ต อันดับที่ 2 คือด้านการใช้อินเทอร์เน็ต อันดับที่ 3 คือด้านการจัดการการใช้อินเทอร์เน็ต อันดับที่ 4 คือด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตที่สัมพันธ์กับความสามารถ อันดับที่ 5 คือด้านประสิทธิภาพของ เครื่องและการใช้งานอินเทอร์เน็ต


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

65

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

4. การเปรียบเทียบความแตกต่าง ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผลการวิจัยพบว่า ในแต่ละบุคคลจะมีความเครียดที่แตกต่างกันในทุกด้าน ชูทิตย์ ปานปรีชา พบว่า ความเครียดที่เกิดขึ้นในแต่ละบุคคล แม้จะมาจากสาเหตุเดียวกัน ก็อาจมีความรุนแรงไม่เท่ากัน และเมื่อเรียงลำดับ ระดับของความเครียดจากน้อยไปหามากจะเห็นได้ว่า ความเครียดที่เกิดจากด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ที่สัมพันธ์กับความสามารถมีค่าต่ำสุด รองลงมาคือความเครียดที่เกิดจากด้านการใช้อินเทอร์เน็ต ความเครียด ที่เกิดจากด้านการติดตั้งและใช้งานระบบอินเทอร์เน็ต มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ความเครียดที่เกิดจากด้านการจัดการ การใช้อินเทอร์เน็ต และความเครียดที่เกิดจากด้านประสิทธิภาพของเครื่องและการใช้งานอินเทอร์เน็ต มีมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สมชาย รุ่งขจรไพศาล ที่กล่าวว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้จบทางด้านสาขาเกี่ยว กับคอมพิวเตอร์โดยตรง ส่วนใหญ่จะเป็นการแสวงหาความรู้และประสบการณ์เพิ่มเติมจากการศึกษาด้วย ตนเอง ส่วนความเครียดที่เกิดจากด้านการใช้อินเทอร์เน็ต มีค่าต่ำสุดเพราะเป็นความเครียดที่ไม่ส่งผลกระทบ มากนัก ผู้ใช้อาจจะไม่รู้สึกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่มีความรู้สึกกับการใช้งานด้านนี้เลย ซึ่งสอดคล้องกับ งานวิจัยของ จำปี ทิมทอง พบว่าความต้องการของผู้ใช้ส่วนใหญ่คือการสืบค้นข้อมูลจากระบบเครือข่าย

อินเทอร์เน็ตเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้งาน แต่ผู้ใช้ยังขาดความรู้ความสามารถในการที่จะสืบค้นข้อมูลเหล่านั้น ได้ และการใช้งานระบบอินเทอร์เน็ตมีความสลับซับซ้อนทำให้เกิดความยุ่งยากในการใช้งานจนทำให้ผู้ใช้เกิด ความเบื่อหน่าย เมื่อแยกพิจารณาเป็นรายบุคคลไป พบว่าระดับการศึกษา สาขาวิชาที่กำลังศึกษาและคณะแตกต่าง กันส่งผลให้เกิดความเครียดที่แตกต่างกัน อาจเนื่องมาจากการขาดความรู้ความเข้าใจ และมีความชำนาญใน การใช้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไม่เท่ากัน ทักษะในการที่จะแก้ไขสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นไปได้ยาก ส่งผล ให้ภาวะจิตใจเกิดความเครียดตามไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ จำปี ทิมทอง พบว่าความต้องการของ ผู้ใช้ส่วนใหญ่คือการสืบค้นข้อมูลจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปประกอบการเรียน แต่ผู้ใช้ยังขาดความรู้ ความสามารถในการที่จะสืบค้นข้อมูลเหล่านั้นได้ เนื่องจากการไม่เข้าใจศัพท์เฉพาะทาง คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต และการใช้งานระบบอินเทอร์เน็ตมีความสลับซับซ้อนทำให้เกิดความยุ่งยากใน การใช้งาน ดังกล่าวไว้แล้วข้างต้น นอกจากนี้ระยะเวลาในการใช้อินเทอร์เน็ตต่อวันที่แตกต่างกันส่งผลให้เกิด ความเครียดที่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ Chien Chou และมัณฑนา ศรีนาง ที่กล่าวไว้ว่า ชั่วโมงในการใช้คอมพิวเตอร์ต่อวันและต่อสัปดาห์ก็จะส่งผลให้เกิดความเครียดได้ด้วยเ���่นกัน ส่วนเพศ อายุ ประสบการณ์ ระยะเวลาในการใช้อินเทอร์เน็ตต่อสัปดาห์ ไม่มีผลกับความเครียดในด้านต่างๆ ทั้ง 5 ด้าน

ข้อเสนอแนะ

ผลการรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะข้อมูลต่างๆ จากนักศึกษา พบว่านักศึกษาเกิดความเครียดจากสิ่งต่างๆ ดังนี้ เป็นส่วนใหญ่ ด้านปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นและส่งผลให้เกิดความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต • การทำความเข้าใจกับข้อความต่างๆ ที่เกิดขึ้นอัตโนมัติ ซึ่งเป็นภาษาอื่นๆ เช่นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน หรือแม้แต่ภาษาต่างดาว เป็นต้น เป็นสิ่งที่ยากมาก ผู้ใช้ต้องเสียเวลาในการทำความ เข้าใจ • เครื่องที่ใช้มีการแจ้งเตือนเกี่ยวกับไวรัส และติดไวรัส ทำให้เกิดปัญหาในการใช้และอาจรุนแรง ถึงขั้นต้องมีการติดตั้งและลงโปรแกรมเครื่องใหม่ • ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อม เช่น ไฟดับ เครื่องไม่ทำงาน เป็นต้น


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

66

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

ด้านปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต • เนื่องจากนักศึกษาส่วนใหญ่มีคอมพิวเตอร์แต่ไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ความสนใจที่จะ ทำความเข้าใจจึงเกิดขึ้นน้อยมาก • นักศึกษาบางกลุ่มที่เข้าใช้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของสถาบันการศึกษา หรือสถานบริการ ต่างๆ พบว่าระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เข้าใช้บริการ มีความล่าช้ามากๆ รวมไปถึงสภาพ แวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น บรรยากาศห้องมีแสงสว่างน้อย เป็นต้น รวมไปถึงปัญหาต่างๆ รอบตัวขณะเข้าใช้บริการไม่ว่าจะเป็น เสียงรบกวนจากคนรอบข้าง เสียงโทรศัพท์ และอื่นๆ • ปฏิ กิ ริ ย าทางด้ า นร่ า งกายเกิ ด ขึ้ น เช่ น ปวดหั ว ปวดตา เป็ น ต้ น เมื่ อ มี ก ารใช้ ง านหน้ า คอมพิวเตอร์นานๆ • บางกรณีที่มีการ save file พบว่าไฟล์ที่ต้องการไม่สามารถเปิดอ่านได้ หรืออาจหยุดชะงักไปใน ขณะทำการ download และในการเข้าใช้ฐานข้อมูลบางอย่างค่อนข้างเป็นไปได้ยาก

บรรณานุกรม

ฉันทนา ภู่ธราภรณ์, 2546, ความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาและความถี่ในการใช้คอมพิวเตอร์กับ ความเครียดของบุคลากรสำนักคอมพิวเตอร์ ในมหาวิทยาลัยของรัฐ เขตกรุงเทพมหานคร, วิทยานิพนธปริญญาครุศาสตรอุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลาธนบุรี, หนา 1. ธีรพล สืบชมพู, 2548, การศึกษาองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อความเครียดของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานกับ คอมพิวเตอร์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์ อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะครุศาสตร์ อุตสาหกรรม, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีประจอมเกล้าธนบุรี. มัณฑนา ศรีนาง, 2548, การศึกษาปรากฏการณ์และปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาในประเทศไทย, วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีประจอมเกล้าธนบุรี. อดิศักดิ์ พงษ์พูลผลศักดิ์, ไพบูลย์ เกียรติโกมล และฉันทนา ภู่ธราภรณ์, 2546, ความสัมพันธ์ระหว่าง ระยะเวลาและความถี่ในการใช้คอมพิวเตอร์กับความเครียดของบุคลากรสำนักคอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัยของรัฐ เขตกรุงเทพมหานคร, วิทยานิพนธ์ปริญญา ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิตสาขาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี. Chien Chou, 2003, Incidences and correlates of Internet anxiety among high school teachers in Taiwan, Computers in Human Behavior, Vol.19, pp. 731-749. Matthew M. Maurer, 1994, Computer anxiety correlates and what they tell us : A literature review, Computers in Human Behavior, Vol. 10, No. 3, pp. 369 - 376.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

67

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

º·¤ÇÒÁÇÔ¨ÑÂ

¼Å¡Ãзº¢Í§¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§·ÕèÁÕµ‹Íà¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´ áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ â´Â㪌â»Ãá¡ÃÁ PSpice ÍÒ¨ÒϪѾà ÍÑ´â´´´Ã

º·¤Ñ´Â‹Í º·¤ÇÒÁ¹Õé¹ÓàʹͼšÃзº¢Í§¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§·ÕèÁÕµ‹Íà¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ â´Â¡ÒùÓàÍÒ â»Ãá¡ÃÁ¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÏÁÒª‹ÇÂ㹡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐˏ Í͡Ẻ ÃÇÁ件֧¡ÒèÓÅͧ¡Ò÷ӧҹ¢Í§Ç§¨Ã â´Â㪌 â»Ãá¡ÃÁ PSpice ÁÒ໚¹à¤Ã×èͧÁ×Í·ÕèÊÓ¤ÑÞËÅѡ㹡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐˏà¾×èÍÊÌҧÃٻẺ¨ÓÅͧÁҵðҹ¢Í§Ç§¨Ãã¹ ¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÏ¢Öé¹ÁÒ·Ñé§ã¹ÊÀÒÇл¡µÔáÅÐÊÀÒÇзÕèÁÕ¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§ÍÂÙ‹·ÕèµÓá˹‹§µ‹Ò§æ ã¹Ç§¨Ã «Ö觨ҡ¡Ò÷´Êͺà¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ·ÕèÍ͡ẺäÇŒ »ÃÒ¡¯Ç‹Ò ã¹ÊÀÒÇл¡µÔáç´Ñ¹àÍÒ·¾Ø··Õèä´Œ¨ÐÁÕ¤‹Ò T1 ෋ҡѺ 1.19 µs áÅФ‹Ò T2 ෋ҡѺ 40.95 µs ã¹¢³Ð·ÕèÁÕ¤‹ÒÊÙ§Êش෋ҡѺ 60.37 kV ʋǹã¹ÊÀÒÇзÕèÁÕ¤Ò »Ò«Ôáµ¹«á½§ÍÂÙ‹ã¹Ç§¨Ã¨ÐÁÕ¤‹Ò T1 ෋ҡѺ 1.29 µs áÅФ‹Ò T2 ෋ҡѺ 42.27 µs ã¹¢³Ð·ÕèÁÕÊÙ§Êش෋ҡѺ 59.87 kV â´ÂÁÕ¤‹Ò¤ÇÒÁᵡµ‹Ò§¡Ñ¹·Õè T1 ÃÐËÇ‹Ò§ÊÀÒÇл¡µÔ¡ÑºÊÀÒÇзÕèÁÕ¤‹Ò¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§ÍÂÙ‹ »ÃÐÁÒ³ 7.75 % ¤‹Ò¤ÇÒÁᵡµ‹Ò§¡Ñ¹·Õè T2 ÃÐËÇ‹Ò§ÊÀÒÇл¡µÔ¡ÑºÊÀÒÇзÕèÁÕ¤‹Ò¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§ÍÂÙ‹ »ÃÐÁÒ³ 3.12 % áÅÐÁÕ¤‹Ò¤ÇÒÁᵡµ‹Ò§¡Ñ¹·Õ褋ÒÊÙ§ÊØ´ÃÐËÇ‹Ò§ÊÀÒÇл¡µÔ¡ÑºÊÀÒÇзÕèÁÕ¤‹Ò¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§ÍÂÙ‹ »ÃÐÁÒ³ 0.84 % «Ö觤‹Ò·Õèä´Œ¹Õé¨Ð໚¹µÑÇ͌ҧÍÔ§¡Ñº¼Å¡Ò÷´Åͧ㹡óշÕè¡Ò÷´Åͧ¨ÃÔ§ÁÕ¤ÇÒÁ¤ÅÒ´à¤Å×è͹à¡Ô´¢Öé¹ä´Œ ·ÓãËŒÊÒÁÒöÇÔà¤ÃÒÐˏáÅÐá¡Œä¢ËÒ¤ÇÒÁ¤ÅÒ´à¤Å×è͹䴌§‹Ò¢Öé¹ Íѹ¨Ð໚¹á¹Ç·Ò§ã¹¡ÒùÓä»ÇÔà¤ÃÒÐˏáÅÐ á¡Œä¢ÃٻËҧ¢Í§áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏãˌࢌҡѺáç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏÁҵðҹ㹷ҧ»¯ÔºÑµÔµ‹Íä»ä´Œ 㹡óշÕèà¡Ô´¤Ò»Ò«Ô áµ¹«á½§¢Öé¹·ÕèµÓá˹‹§µ‹Ò§æã¹Ç§¨Ã

¤ÓÊÓ¤ÑÞ : ¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§, à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ, â»Ãá¡ÃÁ PSpice


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

68

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

The Effect of Stray Capacitance to Impulse Voltage Generator by using PSpice programming Chaiporn Addoddorn

Abstract This paper presents the effect of stray capacitance to impulse voltage generator by using program computer to analysis and design the circuit with include to simulate the circuit that use to PSpice programming for important implement to construct standard model of circuit on computer include to have usually circuit status and to have the stray capacitance into the circuit at the difference position status . From the simulation this impulse voltage generator , it confirms that the output voltage has T1, T2 and Vomax equal to 1.19 µs µs, 40.95 µs and 60.37 kV respectively in the usually circuit status and confirm that the output voltage has T1, T2 and Vomax equal to 1.29 µs , 42.27 µs and 59.87 kV respectively in the to have stray capacitance into the circuit status. The output voltage of both status has T1, T2 and Vomax to have difference value about 7.75 % , 3.12 % and - 0.84 % respectively which these values to be reference with the experiment in that case the experiment have to the error . The resulted to simplify analysis and improve this error. It to be the cause of analysis and improve the shape of output voltage corresponding to standard voltage model in the practical in the further in that case to have the stray capacitance into the circuit. Keywords : stray capacitance, impulse voltage generator, PSpice programming

º·¹Ó »˜¨¨ØºÑ¹ä´ŒÁÕ¡ÒùÓàÍÒ¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÏÁÒ㪌ª‹ÇÂ㹡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐˏ Í͡Ẻ ¨ÓÅͧ¡Ò÷ӧҹ㹷ءÊÒ¢Ò â´Â੾ÒЧҹ·Ò§´ŒÒ¹ä¿¿‡Òä´ŒÁÕ¡ÒùÓàÍÒ«Í¿·áÇÏÁÒ㪌㹡ÒÃÍ͡ẺáÅШÓÅͧ¡Ò÷ӧҹ¡Ñ¹Í‹ҧ¡ÇŒÒ§ ¢ÇÒ§ «Ö觨ÐÁÕ»ÃÐ⪹µ‹Í¼ÙŒ»¯ÔºÑµÔ§Ò¹·Ò§´ŒÒ¹ä¿¿‡ÒÍ‹ҧÁÒ¡ à¾ÃÒШЪ‹Ç»ÃÐËÂÑ´àÇÅÒ㹡ÒÃÍ͡Ẻ ËÃ×Í·´Êͺǧ¨ÃÀÒÂã¹ËŒÍ§»¯ÔºÑµÔ¡Òà «Ö觤‹Ò·Õèä´Œ¨ÐÁÕ¤ÇÒÁ¶Ù¡µŒÍ§ã¡ÅŒà¤Õ§¡Ñº¤‹Ò·Õèä´Œ¨Ò¡¡Ò÷´Åͧ ËÃ×Í à»š¹µÑÇ͌ҧÍÔ§¡Ñº¼Å¡Ò÷´Åͧ㹡óշÕè¡Ò÷´Åͧ¨ÃÔ§ÁÕ¤ÇÒÁ¤ÅÒ´à¤Å×è͹à¡Ô´¢Öé¹ä´Œ ·ÓãËŒÊÒÁÒöÇÔà¤ÃÒÐˏ á¡Œä¢ ËÒ¤ÇÒÁ¤ÅÒ´à¤Å×è͹䴌§‹Ò¢Öé¹ «Öè§ã¹§Ò¹ÇԨѹÕé¨Ð¢Í¡µÑÇÍ‹ҧ ¡ÒèÓÅͧ¡Ò÷ӧҹ¢Í§à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ «Öè§à»š¹ÍØ»¡Ã³ä¿¿‡Ò·Ò§´ŒÒ¹ä¿¿‡ÒáçÊÙ§ ÁÒ໚¹¡Ã³ÕÈÖ¡ÉÒ à¾×èÍÈÖ¡ÉÒËҼšÃзº¢Í§¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§·ÕèÁÕµ‹Í¡Ò÷ӧҹ¢Í§à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ «Öè§ã¹¡ÒÃÊÌҧǧ¨Ã¨ÃÔ§¨ÐµŒÍ§ãªŒàÇÅÒ¹Ò¹ÁÒ¡ äÁ‹»ÃÐËÂÑ´ áÅСÒäӹdzÁ×Í·ÕèÂØ‹§ÂÒ¡¨Ð·ÓãËŒ§‹Ò¢Öé¹ â´Ââ»Ãá¡ÃÁ·Õè㪌㹷Õè¹Õé ¤×Í â»Ãá¡ÃÁ PSpice «Öè§


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

69

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

໚¹â»Ãá¡ÃÁ·Õè㪌㹡Òê‹ÇÂÇÔà¤ÃÒÐˏáÅÐÍ͡Ẻǧ¨Ãä¿¿‡Ò â´Â·Õèâ»Ãá¡ÃÁ PSpice ¹ÕéäÁ‹ÊÒÁÒöÍ͡Ẻ ǧ¨ÃãËŒàÃÒä´Œàͧ ᵋàÃÒ¨Ð㪌㹡ÒõÃǨÊͺ¡ÒÃÍ͡Ẻǧ¨Ã·ÕèàÃÒä´ŒÍ͡ẺäÇŒ â´Â·ÕèàÃÒÊÒÁÒö㪌 â»Ãá¡ÃÁ PSpice à¾×èÍ·Ó¡ÒèÓÅͧ¡Ò÷ӧҹ¢Í§Ç§¨Ã à¾×èÍà»ÃÕºà·Õº¡Ñº¡Òäӹdz â´Â¤‹Ò·Õèä´Œ¨ÐÁÕ ¼ÅÅѾ¸·Õèã¡ÅŒà¤Õ§¡Ñ¹à¾×èÍÂ×¹Âѹ¶Ö§¤ÇÒÁ¶Ù¡µŒÍ§ ᵋ¶ŒÒ¼ÅÅѾ¸·Õè¤Ó¹Ç³äÁ‹µÃ§ ËÃ×Íà¡Ô´¤ÇÒÁ¼Ô´¾ÅҴ㹡ÒèÓÅͧ¡Ò÷ӧҹ áÊ´§Ç‹Òǧ¨Ã¢Í§àÃÒäÁ‹ÊÒÁÒö·Ó§Ò¹ä´Œ¨ÃÔ§ã¹ËŒÍ§»¯ÔºÑµÔ¡ÒÃËÃ×ÍáÊ´§Ç‹Ò¨ÐµŒÍ§ÁÕ¡ÒÃá¡Œä¢ã¹Ç§¨Ã·ÕèÍ͡ẺäÇŒ «Ö觨ÐãËŒ¼Å¤ÅŒÒ¡ѹ¡Ñº¡Ò÷´Åͧã¹ËŒÍ§»¯ÔºÑµÔ¡ÒèÃÔ§ ÍØ»¡Ã³¨ÃÔ§ Íѹ¨Ð·ÓãËŒ àÃÒ㪌àÇÅÒ㹡Ò÷´Åͧ¹ŒÍÂŧáÅÐà¡Ô´¤ÇÒÁ»ÅÍ´Àѵ‹Í¼ÙŒ»¯ÔºÑµÔ§Ò¹´ŒÇ áÅШÐ໚¹á¹Ç·Ò§ã¹¡ÒùÓä» ¾Ñ²¹ÒÃٻẺ¨ÓÅͧ¡Ò÷ӧҹ¢Í§ÍØ»¡Ã³·Ò§ä¿¿‡ÒÍ×è¹æ µ‹Íä»ä´Œâ´Â੾Òзҧ´ŒÒ¹ä¿¿‡ÒáçÊÙ§ «Ö觨С‹ÍãËŒà¡Ô´ÍѹµÃÒµ‹Í¼ÙŒ»¯ÔºÑµÔ§Ò¹ä´Œ§‹Ò¡Njҧҹ·Ò§´ŒÒ¹Í×è¹æ ÍÕ¡´ŒÇÂ

·ÄÉ®ÕáÅÐËÅÑ¡¡ÒÃ

1. ËÅÑ¡¡Ò÷ӧҹ¢Í§à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ ÃÙ»·Õè 1 áÊ´§Ç§¨Ãà¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏËÅÒÂÊ൨·Õ趋Ò¨ҡÀÒ¾¨ÃÔ§ áÅÐÃÙ»·Õè 2 áÊ´§ 3 ÃÙ»¤Å×è¹ÍÔÁ¾ÑÅʏÁҵðҹ·ÕèÁÕª‹Ç§àÇÅÒ 1.2 x 50µs â´Â·ÕèÁÕª‹Ç§áç´Ñ¹ÊÙ§ÊØ´ÍÂÙ‹·Õè 1.2 µs (T1) áÅЪ‹Ç§àÇÅÒ ËÒ§¤Å×è¹·ÕèŴŧÁÒ·ÕèÃдѺ 50% ¢Í§¤‹ÒÊÙ§ÊØ´ 50 µs (T2)

Á‡¦ºÉ°è͊„Î µÁœ·—¦Š—´ œ°·¤¹¡´ÍÔ¨Á­r¾ÑšÅ¸É™Ênµ¥‹µ„£µ¡‹¦· Š ÃÙ»¦¼·Õžè š¸1É 1à¤Ã× §¡Óà¹Ô ´áç´Ñ ·Õ趋Ò¨ҡÀÒ¾¨ÃÔ §

( ȝS )

ÃÙ»·Õè 2 ÃÙ»¤Å×è¹ÍÔÁ¾ÑÅʏÁҵðҹ ¦¼žš¸É 2 ¦¼ž‡¨ºÉœ°·¤¡´¨­r¤µ˜¦“µœ

Á‡¦ºÉ°Š„εÁœ·—¦Š—´œ°·¤¡´¨­r®¨µ¥­Á˜‹‹³Äo‡µžµŽ·Á˜°¦r®¨µ¥˜´ªÁ„ȝž¦³‹»…œµœ„´œ ¨³‡µžµŽ·Á˜°¦rÁ®¨nµœ¸Ê‹³ ‡µ¥ž¦³‹»°œ»„¦¤„´œšÎµÄ®oŗo¦Š—´œ­¼Š„ªnµÂ®¨nŠ‹nµ¥Â¦Š—´œ˜Éε Ž¹ÉŠ‡µžµŽ·Á˜°¦r‹³‡µ¥ž¦³‹»Ã—¥Äo„žš¦Š„¨¤Ž¹ÉŠšÎµ®œoµš¸É


70

วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏẺËÅÒÂÊ൨¨Ð㪌¤Ò»Ò«ÔàµÍÏËÅÒµÑÇà¡çº»ÃШآ¹Ò¹¡Ñ¹ áÅФһҫÔàµÍÏàËÅ‹Ò¹Õé¨Ð¤Ò»ÃШØ͹ءÃÁ¡Ñ¹·Óãˌ䴌áç´Ñ¹ÊÙ§¡Ç‹ÒáËÅ‹§¨‹ÒÂáç´Ñ¹µèÓ «Ö觤һҫÔàµÍϨФһÃШØâ´Â 㪌᡻·Ã§¡ÅÁ«Ö觷Ó˹ŒÒ·Õè¤ÅŒÒÂÊÇÔ·ª ¡ÒÃÍ͡Ẻ¹Õéà¡Ô´¢Öé¹ã¹»‚ 1924 â´Â E.Marx «Öè§àÃÒàÃÕ¡à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´ËÅÒÂÊ൨¹ÕéÇ‹Ò Marx Generator [1] ÃÙ»·Õè 3 áÊ´§Ç§¨Ãà¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏËÅÒÂÊ൨ «Öè§ÊÒÁÒö͸ԺÒ¡Ò÷ӧҹ䴌´Ñ§¹Õé ¤Ò»Ò«ÔàµÍÏ·Ñé§ËÁ´ã¹áµ‹ÅÐÊ൨¨Ðà¡çº»ÃШØáç´Ñ¹ V à·Õº¡Ñº¡ÃÒÇ´ àÁ×èÍá¡»·Ã§¡ÅÁ¶Ù¡·ÃÔ¡â´Â¡Òéմáç´Ñ¹à¢ŒÒä» ¨Ð·Óãˌ᡻àºÃ¡´Òǹ áÅФһҫÔàµÍϨФһÃÐ¨Ø µ‹ÍÁÒá¡»Ê൨·ÕèàËÅ×ͨÐàºÃ¡´Òǹ´ŒÇ ¤Ò»Ò«ÔàµÍÏᵋÅÐÊ൨¤Ò»ÃÐ¨Ø ¼Å·Õèä´Œ ¡ç¤×Í áç´Ñ¹¨ÐÊÇÔ§¢Ö鹨ҡ 0 ¶Ö§ nV «Öè§ n ¤×Í ¨Ó¹Ç¹Ê൨㹠à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áºº Marx «Öè§ã¹·Õè¹Õéà¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ·Õè㪌ÁÕ 3 Ê൨ áÅÐá¡»·Ã§¡ÅÁ·Ó˹ŒÒ·Õè ¤ÅŒÒÂÊÇÔ·ª ¡‹Í¹·Õèá¡»áá¨ÐàºÃ¡´Òǹ ¤Ò»Ò«ÔàµÍϨÐÊÇÔ§¨Ò¡ V ¶Ö§ 0 (´Ù·Õè¨Ø´ A ã¹ÃÙ»·Õè 3) «Öè§á·¹ ´ŒÇÂáç´Ñ¹ –V áÅÐáç´Ñ¹¹Õé¨Ð¤§·Õè·Õè¨Ø´ C ´ŒÇ ¼Å·Õèä´Œ ¡ç¤×Í ÁÕáç´Ñ¹à·‹Ò¡Ñº 2V µ¡¤Ã‹ÍÁá¡»µÑÇ·ÕèÊͧ ໚¹¼Åãˌ᡻¹ÕéàºÃ¡´Òǹ ¼Å¡ÃзӹÕé¨Ðµ‹Íà¹×èͧä»Âѧ᡻ᵋÅÐÊ൨ â´Âá¡»·Ã§¡ÅÁÊ൨áá¨Ð¶Ù¡·ÃÔ¡ ÊÓËÃѺ»‡Í¹áç´Ñ¹ÊÙ§ÊØ´ä»ÂѧâËÅ´ ã¹Ê‹Ç¹¢Í§à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ âËÅ´¤Ò»Ò«ÔàµÍϨеŒÍ§ÁÕ4¢¹Ò´ èÍàÍÒª¹Ð¼Å¢Í§¤Ò»Ò«Ô áµ¹« ὧ·ÕÉ°èàŠ„Î¡Ô´µÁœ·¢Ö鹗¦Š—´ ¾ÃŒÍœÁ¡Ñ°·¤¹¡´àÁר­rèÍá¡»àºÃ¡´Òǹ ­ÎãËÞ‹ µ®¦´¾žjÍà¾× °œÂ¦Š—´ œ­¼Š­»—Åž¥´ŠÃ®¨— Ĝ­n ªœ…°ŠÁ‡¦º ‡µžµŽ·Á˜°¦r‹³˜o°Š¤¸…œµ—Ä®n¡°Á¡ºÉ° Á°µœ³Ÿ¨…°Š‡µžµŽ·Â˜œŽr Šš¸ÉÁ„·—…¹Êœ¡¦o°¤„´œÁ¤ºÉ°Â„žÁ¦„—µªœr Rf

C

Rt Ri

C

Rf

Rt Ri +V

Ri

C

Rf

Rt -V

ÃÙ»¦¼ž·Õš¸è É 33 ªŠ‹¦Á‡¦º ǧ¨Ãà¤Ã× §¡Óà¹Ô ¾ÑÅMarx ʏẺ Marx É°Š„Îè͵Áœ· —¦Š—´´œáç´Ñ °·¤¡´¨¹­rÍÔÂÁ 2. ‡ªµ¤¦¼oš´ÉªÅžÁ„¸É¥ª„´Ãž¦Â„¦¤ PSpice PSpice [2] Áž}œÃž¦Â„¦¤‹Îµ¨°Š„µ¦šÎµŠµœªŠ‹¦Å¢¢jµ°¥¼nĜ˜¦³„¼¨ SPICE (Simulation Program with Integrated Circuit Emphasis) ×¥Áª°¦r´ÉœÁ—·¤…°Š SPICE ¡´•œµ¤µ‹µ„ªŠ‹¦‹Îµ¨°Š„µ¦šÎµŠµœš¸ÉÁ¦¸¥„ªnµ CANCER Ž¹ÉŠ SPICE œ¸Êŗo™¼„


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

71

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

2. ¤ÇÒÁÃÙŒ·ÑèÇä»à¡ÕèÂǡѺâ»Ãá¡ÃÁ PSpice PSpice [2] ໚¹â»Ãá¡ÃÁ¨ÓÅͧ¡Ò÷ӧҹǧ¨Ãä¿¿‡ÒÍÂÙ‹ã¹µÃСÙÅ SPICE (Simulation Program with Integrated Circuit Emphasis) â´ÂàÇÍϪÑè¹à´ÔÁ¢Í§ SPICE ¾Ñ²¹ÒÁҨҡǧ¨Ã¨ÓÅͧ ¡Ò÷ӧҹ·Õè à ÃÕ Â ¡Ç‹ Ò CANCER «Öè § SPICE ¹Õé ä ´Œ ¶Ù ¡ ¾Ñ ² ¹Ò¢Öé ¹ ·Õè ËŒ Í §»¯Ô ºÑ µÔ ¡ ÒäŒ ¹ ¤ÇŒ Ò ÇÔ ¨Ñ  ·Ò§´Œ Ò ¹ ÍÔàÅç¡·Ã͹ԡʏ·Õè University of California »ÃÐà·ÈÊËÃÑ°ÍàÁÃÔ¡Ò PSpice ÊÒÁÒö¹ÓÁÒ㪌䴌໚¹¤ÃÑé§áá ã¹»‚ ¤.È. 1984 â´ÂºÃÔÉÑ· Microsim áÅÐ໚¹â»Ãá¡ÃÁ¨ÓÅͧ¡Ò÷ӧҹ㹵ÃСÙÅ SPICE â»Ãá¡ÃÁáá ·ÕèÊÒÁÒö¹ÓÁÒ㪌º¹à¤Ã×èͧ IBM PC µ‹ÍÁÒã¹»‚ ¤.È. 1991 ºÃÔÉÑ·äÁâ¤Ã«Í¿·ä´ŒÇÒ§µÅÒ´äÁâ¤Ã«Í¿·ÇÔ¹ â´Çʏ 3.0 «Öè § ໚ ¹ Ãкº»¯Ô ºÑ µÔ ¡ ÒôÍÊ â´ÂÁÕ ÃÙ » Ẻ¡ÒÃ㪌 § Ò¹·Õè §‹ Ò ÂÍÂÙ‹ ã ¹ÃÙ » Ẻ¡ÃÒ¿ ¡ ·Õè à ÃÕ Â ¡Ç‹ Ò Graphical User Interface (GUI) ÁÕâ»Ãá¡ÃÁÊÓàÃç¨ÃÙ»ª¹Ô´µ‹Ò§æ ÃͧÃѺ໚¹¨Ó¹Ç¹ÁÒ¡ãˌ໚¹·Õè¹ÔÂÁ ¢Í§¼ÙŒãªŒ·ÑèÇâÅ¡ ´Ñ§¹Ñé¹ Microsim ¨Ö§ä´Œ¾Ñ²¹Òâ»Ãá¡ÃÁ The Design Center ·Õè»ÃСͺ´ŒÇÂâ»Ãá¡ÃÁ Schematics, PSpice áÅÐ Probe «Öè§à»š¹â»Ãá¡ÃÁ·Õè㪌㹡ÒÃà¢Õ¹ǧ¨Ã ¨ÓÅͧ¡Ò÷ӧҹáÅÐáÊ´§¼Å ·ÕèÊÒÁÒö㪌§Ò¹ä´ŒÀÒÂ㵌Ãкº»¯ÔºÑµÔ¡ÒÃÇÔ¹â´Çʏ

ÇÔ¸Õ´Óà¹Ô¹¡ÒÃÇÔ¨ÑÂ

·Ó¡ÒÃÊÌҧä¿ÅÍÔ¹¾Ø·¢Í§Ç§¨Ãà¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏẺ Marx ã¹ÊÀÒÇл¡µÔáÅÐÊÀÒÇзÕè ÁÕ¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§ÍÂÙ‹ã¹Ç§¨Ã â´Â㪌â»Ãá¡ÃÁ Schematics ã¹ PSpice «Öè§ã¹·Õè¹Õé¨Ð㪌 PSpice Version 8.0 ÊÌҧǧ¨Ã¢Öé¹ÁÒ â´Â¡Òô֧ÍØ»¡Ã³ÁÒ¨Ò¡ Library [3] áÅŒÇãÊ‹¤‹Ò¾ÒÃÒÁÔàµÍÏãˌᡋÍØ»¡Ã³ µ‹ÍÊÒÂä¿ãËŒ¡ÑºÍØ»¡Ã³µ‹Ò§æ à¾×èÍÊÌҧ໚¹Ç§¨ÃµÒÁ·Õ赌ͧ¡Òà áŌǷӡÒáÓ˹´¤‹Òµ‹Ò§æ ¢Í§¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐˏ â´ÂàÅ×Í¡Ç‹Ò¨Ð㪌¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐˏẺ㴠«Öè§ã¹·Õè¹Õé¨Ð㪌¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐˏẺ Transient áŌǷӡÒ÷´Êͺǧ¨Ã´ŒÇ PSpice â»Ãá¡ÃÁ¨ÐÊÌҧä¿ÅàÍÒ·¾Ø·¢Öé¹ÁÒ à¾×èÍáÊ´§¼ÅÅѾ¸·Ò§ä¿¿‡Ò¢Í§Ç§¨Ã ¶ŒÒ µŒÍ§¡ÒôټÅÅѾ¸¨Ò¡¡ÒþÅç͵¡ÃÒ¿ ãËŒÃѹ Probe ¡ç¨Ðä´Œ¼ÅÅѾ¸µÒÁµŒÍ§¡Òà «Öè§ÁÕ¢Ñ鹵͹´Ñ§¹Õé 1. ÃٻẺ¨ÓÅͧ¡Ò÷ӧҹ¢Í§à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ ã¹ÊÀÒÇл¡µÔ «Ö觡Ó˹´ãËŒ ÁÕà§×èÍ¹ä¢ ´Ñ§¹Õé à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ·Õè㪌·´Êͺ㹷Õè¹Õé¨ÐÁÕÍÂÙ‹ 3 Ê൨ «Öè§à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ¨ÐÁÕ ¤ÇÒÁµŒÒ¹·Ò¹ÊͧµÑǵ‹ÍÊ൨ 䴌ᡋ ¤ÇÒÁµŒÒ¹·Ò¹Ë¹ŒÒ¤Å×蹫Öè§ÂÍÁãËŒà¡Ô´ÃÙ»¤Å×è¹¢ŒÒ§Ë¹ŒÒÊÙ§ÊØ´ã¹àÇÅÒ·Õè µŒÍ§¡Òà ʋǹ¤ÇÒÁµŒÒ¹·Ò¹µÑÇ·ÕèÊͧ ËÁÒ¶֧ ¤ÇÒÁµŒÒ¹·Ò¹ËÒ§¤Å×è¹ÊÓËÃѺ»ÃѺÃдѺáç´Ñ¹ãˌ䴌¤ÃÖè§Ë¹Öè§ ¢Í§áç´Ñ¹ÊÙ§ÊØ´·ÕèµÓá˹‹§ÊØ´·ŒÒ·Õ赌ͧ¡ÒÃËÃ×ÍËÒ§¢Í§ÃÙ»¤Å×è¹ â´Â¡Ó˹´ãËŒ¤ÇÒÁµŒÒ¹·Ò¹Ë¹ŒÒ¤Å×è¹áµ‹ÅÐ Ê൨ÁÕ¤‹Ò෋ҡѺ 17.65Ω áÅФÇÒÁµŒÒ¹·Ò¹ËÒ§¤Å×è¹ÁÕ¤‹Ò෋ҡѺ 120Ω áÅÐâÇÅ൨´ÔäÇà´ÍÏ·Õè㪌¨ÐÅ´ÃдѺ áç´Ñ¹·Õ赌ͧ¡ÒÃÇÑ´«Ö觨лÃСͺ´ŒÇÂÍÔÁ¾Õá´¹« 2 µÑÇ͹ءÃÁ¡Ñ¹ â´Â·ÕèÍÔÁ¾Õá´¹«·ÕèÊÙ§¡Ç‹Ò¨Ð໚¹ÍѵÃÒʋǹ ¡ÑºÍÔÁ¾Õá´¹«·ÕèµèÓ¡Ç‹Ò â´ÂÍÔÁ¾Õá´¹«·ÕèµèÓ¡Ç‹Ò ËÁÒ¶֧ ÍÔÁ¾Õá´¹«·Õè¢ÒµèÓ «Ö觨ÐãËŒáç´Ñ¹ÍÔ¹¾Ø·ä»Âѧà¤Ã×èͧÁ×Í·Õè·Ó¡ÒÃÇÑ´ âÇÅ൨´ÔäÇà´ÍÏẺ¤ÇÒÁµŒÒ¹·Ò¹·Õè㪌㹡Ò÷´Êͺ¹Õé ¡Ó˹´ãËŒÁÕ¤‹Ò¤ÇÒÁµŒÒ¹·Ò¹áç´Ñ¹ÊÙ§ 11250Ω áÅФÇÒÁµŒÒ¹·Ò¹áç´Ñ¹µèÓ 75Ω «Öè§ÊÒÁÒöáÊ´§ãËŒàËç¹ä´Œã¹ÃÙ»¢Í§Ç§¨Ã Schematics ´Ñ§¹Õé


72

วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ÃÙ»·Õè 4 à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ ã¹ÊÀÒÇл¡µÔ

¼Å¡ÒèÓÅͧ¡Ò÷ӧҹ¢Í§Ç§¨Ã

ÃÙ»·Õè 5 ¤ÒºàÇÅÒ

T1

ÃÙ»·Õè 6 ¤ÒºàÇÅÒ

T2 ·Õèä´Œ¢Í§Ç§¨Ãã¹ÊÀÒÇл¡µÔ

·Õèä´Œ¢Í§Ç§¨Ãã¹ÊÀÒÇл¡µÔ

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

73

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

2. ÃٻẺ¨ÓÅͧ¡Ò÷ӧҹ¢Í§à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ ã¹ÊÀÒÇзÕèÁÕ¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§ÍÂÙ‹·ÕèµÓá˹‹§µ‹Ò§æ ã¹Ç§¨Ã «Ö觡Ó˹´ãËŒÁÕà§×èÍ¹ä¢ ´Ñ§¹Õé à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ·Õè㪌·´Êͺ㹷Õè¹Õé¨ÐÁÕÍÂÙ‹ 3 Ê൨ àËÁ×͹ÃٻẺáá ᵋ¨ÐÁÕ¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§ÍÂÙ‹ã¹áµ‹ÅÐÊ൨ «Ö觡Ó˹´ãËŒÁÕ¤‹Ò෋ҡѺ 300 pF áÅÐÁÕ¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§ÍÂÙ‹ã¹âÇÅ൨´ÔäÇæà´ÍÏ «Ö觡Ó˹´ãËŒÁÕ¤‹Ò෋ҡѺ 200 pF «Öè§ÊÒÁÒöáÊ´§ãËŒàËç¹ä´Œã¹ÃÙ»¢Í§Ç§¨Ã Schematics ´Ñ§¹Õé

ÃÙ»·Õè 7 à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ ã¹ÊÀÒÇзÕèÁÕ¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§ÍÂÙ‹ã¹Ç§¨Ã

¼Å¡ÒèÓÅͧ¡Ò÷ӧҹ¢Í§Ç§¨Ã

ÃÙ»·Õè 8 ¤ÒºàÇÅÒ T1 ·Õèä´Œ¢Í§Ç§¨Ãã¹ÊÀÒÇзÕèÁÕ¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§


74

วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ÃÙ»·Õè 9 ¤ÒºàÇÅÒ

T2

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

·Õèä´Œ¢Í§Ç§¨Ãã¹ÊÀÒÇзÕèÁÕ¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§

à»ÃÕºà·Õºáç´Ñ¹àÍÒ·¾Ø··Õèä´Œ¢Í§Ç§¨Ã·Ñé§ 2 ÊÀÒÇÐ

ÃÙ»·Õè 10 áç´Ñ¹àÍÒ·¾Ø··Õèä´Œ¢Í§Ç§¨Ã·Ñé§ 2 ÊÀÒÇÐ µÒÃÒ§·Õè 1 ¡ÒÃà»ÃÕºà·Õº¼ÅÅѾ¸·Õèä´Œ¢Í§à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏã¹ÊÀÒÇл¡µÔáÅÐÊÀÒÇзÕèÁÕ ¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§ â´Ââ»Ãá¡ÃÁ PSpice à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏ ÊÀÒÇл¡µÔ ÊÀÒÇзÕèÁÕ¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§ T1 T2 Vomax

1.19 µs

40.95 µs 60.37 kV

1.29 µs

42.27 µs 59.87 kV


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

75

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼Å

¨Ò¡¡ÒÃÍ͡ẺáÅШÓÅͧ¡Ò÷ӧҹ¢Í§à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏã¹ÊÀÒÇл¡µÔ ¨Ð¾ºÇ‹Ò áç´Ñ¹àÍÒ·¾Ø··Õèä´Œ¨ÐÁÕ¤‹Ò T1 ෋ҡѺ 1.19 µs áÅФ‹Ò T2 ෋ҡѺ 40.95 µs ã¹¢³Ð·ÕèÁÕ¤‹ÒÊÙ§Êش෋ҡѺ 60.37 kV ʋǹ¡ÒÃÍ͡ẺáÅШÓÅͧ¡Ò÷ӧҹ¢Í§à¤Ã×èͧ¡Óà¹Ô´áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏã¹ÊÀÒÇзÕèÁÕ¤‹Ò¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§ «Öè§ÁÕ¢¹Ò´à·‹Ò¡Ñº 300pF ὧÍÂÙ‹ã¹áµ‹ÅÐÊ൨ áÅÐÁÕ¢¹Ò´ 200pF ὧÍÂÙ‹ã¹âÇÅ൨´ÔäÇà´ÍϹÑé¹ ¨Ð¾ºÇ‹Ò áç´Ñ¹àÍÒ·¾Ø··Õèä´Œ¨ÐÁÕ¤‹Ò T1 ෋ҡѺ 1.29 µs áÅФ‹Ò T2 ෋ҡѺ 42.27 µs ã¹¢³Ð·ÕèÁÕÊÙ§Êش෋ҡѺ 59.87 kV â´ÂÁÕ¤‹Ò¤ÇÒÁᵡµ‹Ò§¡Ñ¹·Õè T1 ÃÐËÇ‹Ò§ÊÀÒÇл¡µÔ¡ÑºÊÀÒÇзÕèÁÕ¤‹Ò¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§ÍÂÙ‹ »ÃÐÁÒ³ 7.75 % ¤‹Ò¤ÇÒÁᵡµ‹Ò§¡Ñ¹·Õè T2 ÃÐËÇ‹Ò§ÊÀÒÇл¡µÔ¡ÑºÊÀÒÇзÕèÁÕ¤‹Ò¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§ÍÂÙ‹ »ÃÐÁÒ³ 3.12 % áÅÐÁÕ ¤‹Ò¤ÇÒÁᵡµ‹Ò§¡Ñ¹·Õ褋ÒÊÙ§ÊØ´ÃÐËÇ‹Ò§ÊÀÒÇл¡µÔ¡ÑºÊÀÒÇзÕèÁÕ¤‹Ò¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§ÍÂÙ‹ »ÃÐÁÒ³ - 0.84 % ¡Å‹ÒǤ×Í àÁ×èÍÁÕ¤Ò»Ò«Ôáµ¹«á½§ÍÂÙ‹ã¹Ç§¨Ã¨Ð·ÓãËŒ¤‹Ò T1 à¾ÔèÁ¢Öé¹ 0.1 µs ¤‹Ò T2 à¾ÔèÁ¢Öé¹ 1.32 µs áÅÐ ¤‹Òáç´Ñ¹ÊÙ§ÊشŴŧ 0.5 kV «Ö觤‹Ò·Õèä´Œ¹Õé¨Ð໚¹µÑÇ͌ҧÍÔ§¡Ñº¼Å¡Ò÷´Åͧ㹡óշÕè¡Ò÷´Åͧ¨ÃÔ§ÁÕ ¤ÇÒÁ¤ÅÒ´à¤Å×è͹à¡Ô´¢Öé¹ä´Œ ·ÓãËŒÊÒÁÒöÇÔà¤ÃÒÐˏáÅÐá¡Œä¢ËÒ¤ÇÒÁ¤ÅÒ´à¤Å×è͹䴌§‹Ò¢Öé¹ áÅШÐ໚¹ á¹Ç·Ò§ã¹¡ÒùÓä»ÇÔà¤ÃÒÐˏáÅÐá¡Œä¢ÃٻËҧ¢Í§áç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏãˌࢌҡѺáç´Ñ¹ÍÔÁ¾ÑÅʏÁҵðҹ㹷ҧ »¯ÔºÑµÔµ‹Íä»ä´Œ «Ö觨ÐãËŒ¼Å¤ÅŒÒ¡ѹ¡Ñº¡Ò÷´Åͧã¹ËŒÍ§»¯ÔºÑµÔ¡ÒèÃÔ§ ÍØ»¡Ã³¨ÃÔ§Íѹ¨Ð·ÓãËŒàÃÒ㪌àÇÅÒã¹ ¡Ò÷´Åͧ¹ŒÍÂŧáÅÐà¡Ô´¤ÇÒÁ»ÅÍ´Àѵ‹Í¼ÙŒ»¯ÔºÑµÔ§Ò¹´ŒÇ áÅШÐ໚¹á¹Ç·Ò§ã¹¡ÒùÓ仾Ѳ¹ÒÃٻẺ¨ÓÅͧ¡Ò÷ӧҹ¢Í§ÍØ»¡Ã³·Ò§ä¿¿‡ÒÍ×è¹æ µ‹Íä»ä´Œâ´Â੾Òзҧ´ŒÒ¹ä¿¿‡ÒáçÊÙ§ «Ö觨С‹ÍãËŒà¡Ô´ÍѹµÃÒ µ‹Í¼ÙŒ»¯ÔºÑµÔ§Ò¹ä´Œ§‹Ò¡Njҧҹ·Ò§´ŒÒ¹Í×è¹æ ÍÕ¡´ŒÇÂ

¢ŒÍàʹÍá¹Ð

¤Ç÷ӡÒÃÈÖ¡ÉÒáÅÐÊÌҧÃٻẺ¨ÓÅͧ¡Ò÷ӧҹ¢Í§ÍØ»¡Ã³·Ò§ä¿¿‡ÒÍ×è¹æ ÍÕ¡ â´Â੾Òзҧ ´ŒÒ¹ä¿¿‡ÒáçÊÙ§ [4] ÍÒ·Ôઋ¹ ËÁŒÍá»Å§à·ÊÅÒ «Öè§à»š¹ÍØ»¡Ã³ä¿¿‡Ò·Ò§´ŒÒ¹ä¿¿‡��áçÊÙ§·ÕèÊÒÁÒöÊÌҧáç ´Ñ¹ä¿¿‡Ò¡ÃÐáÊÊÅѺáçÊÙ§¨Ò¡ËÅÒÂÌ͡ÔâÅâÇÅ·ä»¨¹¶Ö§ËÅÒÂàÁ¡¡ÐâÇÅ· ·Õè¤ÇÒÁ¶ÕèµÑé§áµ‹ 50 - 400 kHz áÅÐ Blumlein Pulser «Öè§à»š¹ÍØ»¡Ã³·Õè㪌¡Óà¹Ô´ÊÑÞÞÒ³¾ÑÅʏáçÊÙ§ã¹Â‹Ò¹¹Òâ¹ÇÔ¹Ò·ÕáÅÐäÁâ¤ÃÇÔ¹Ò·Õ à¾×èÍ㪌໚¹ÃٻẺ¨ÓÅͧ¡Ò÷ӧҹÁҵðҹ㹤ÍÁ¾ÔÇàµÍÏ µ‹Íä» «Ö觨ÐÁÕ»ÃÐ⪹µ‹Í¼ÙŒ»¯ÔºÑµÔ§Ò¹·Ò§´ŒÒ¹ä¿¿‡ÒÍ‹ҧÁÒ¡ à¾ÃÒШЪ‹Ç»ÃÐËÂÑ´àÇÅÒ㹡ÒÃÍ͡Ẻ ËÃ×Í·´Êͺǧ¨ÃÀÒÂã¹ËŒÍ§»¯ÔºÑµÔ¡Òà «Ö觤‹Ò·Õèä´Œ ¨ÐÁÕ¤ÇÒÁ¶Ù¡µŒÍ§ã¡ÅŒà¤Õ§¡Ñº¤‹Ò·Õèä´Œ¨Ò¡¡Ò÷´Åͧ ËÃ×Í໚¹µÑÇ͌ҧÍÔ§¡Ñº¼Å¡Ò÷´Åͧ㹡óշÕè¡Ò÷´Åͧ ¨ÃÔ§ÁÕ¤ÇÒÁ¤ÅÒ´à¤Å×è͹à¡Ô´¢Öé¹ä´Œ·ÓãËŒÊÒÁÒöÇÔà¤ÃÒÐˏᡌä¢ËÒ¤ÇÒÁ¤ÅÒ´à¤Å×è͹䴌§‹Ò¢Öé¹

ºÃóҹءÃÁ ÊÓÃÇ Êѧ¢ÊÐÍÒ´. 2547. ÇÔÈÇ¡ÃÃÁä¿¿‡ÒáçÊÙ§. ¡Ãا෾Ï. Êӹѡ¾ÔÁ¾¨ØÌÒŧ¡Ã³ÁËÒÇÔ·ÂÒÅÑÂ. ÍӹǠʡØÅÊØ¡ãÊ. 2542. â»Ãá¡ÃÁÇÔà¤ÃÒÐˏǧ¨Ãä¿¿‡ÒáÅÐÍÔàÅç¡·Ã͹ԡʏ. ¾ÔÁ¾¤ÃÑ駷Õè 3. ¡Ãا෾Ï. ÊÁÒ¤ÁÊ‹§àÊÃÔÁà·¤â¹âÅÂÕ (ä·Â-ÞÕè»Ø†¹). MicroSim corporation. 1997. User’Guide version 8. MicroSim schematics/ schematic capture software. Suthar, J.L., Laghari, J.R., Saluzzo, T.J., 1991. Usefulness of SPICE in high voltage engineering education, IEEE Transaction on Volume 6, page:1272 -1278.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

76

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

บทความวิจัย

English for All : Reflections and Best practices Professor Dr. Ambigapathy Pandian

ABSTRACT The paper provides an overview of the discourses and challenges around the teaching and learning of English. At the same time it provides a situated understanding of the various contexts confronting the contemporary teacher and learner of English focusing specifically on the teacher factor. The paper also illustrates current issues involving ELT primarily through the lens of an innovative intervention project undertaken in Bangladesh and Pakistan which centres on the International Reading Association’s three phase model for English language teaching and learning, situated in the contexts of Bangladesh. Moreover, the paper provides reflections and experiences presented around this model as instructive for teachers in various contexts including countries where English is taught as a foreign language. Keywords : Reflections, Best Practices. English Language Teaching and Learning.

บทคัดย่อ

บทความนี้นำเสนอเรื่องการดำเนินการและการท้าทายเกี่ยวกับการเรียนและการสอนภาษาอังกฤษ และความเข้าใจที่มีต่อสถานการณ์ที่เป็นบริบทหลายรูปแบบที่มีผลต่อผู้สอนและผู้เรียนภาษาอังกฤษ โดยเน้น เฉพาะผู้สอน นอกจากนี้ ยังได้อธิบายให้เห็นปัญหาของการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง โดยมองจาก โครงการนวัตกรรมในด้านการสอนภาษาอังกฤษในประเทศบังคลาเทศและปากีสถาน ซึ่งอาศัยรูปแบบสามขั้น ตอนของสมาคมการอ่านนานาชาติในบริบทของประเทศบังคลาเทศ บทความนี้ยังได้สะท้อนให้เห็นผลการปฏิบัติตามรูปแบบการอบรมครูในบริบทต่าง ๆ ซึ่งสามารถเทียบเคียงกับสถานการณ์ในหลายประเทศที่สอน ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ คำสำคัญ : การสะท้อนแนวคิด การปฏิบัติที่เป็นแบบอย่างที่ดี การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

77

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

“There are countless ways in which we who teach might come to a deeper, broader, and richer understanding of what we do. Some of these ways entail looking at teaching differently, seeing it in a new light, coming to appreciate its complexity more than we have done as yet …” (Jackson, 1992 : 67)

Introduction

The past decades have witnessed major changes in the living and learning environment confronting young teachers in many parts of Asia. Education students in rural school districts in these parts of Asia have always held both challenge and opportunity. Among other challenges, the vast distances between schools and districts may affect student access to special programs, teacher access to professional development and collegial support, and administrator access to financial resources. Rural school population may also face the combined challenges of low-income, isolation from city centers experiencing rapid development, isolation from job-growth centers, deterioration of public facilities, inability to attract teachers and a heavy concentration of households living in poverty. The fact that we are currently residing in a world that is linked to changes taking place in the global communication and learning systems puts forward a new range of challenges that are re-shaping our daily lives (Kalantzis and Cope, 2005). It is here that the agenda on English language teaching and learning is critical as English is not only the lingua-franca of international commerce, science, engineering and technology, but also the accepted language of communication and networking (Singh, Kell & Ambigapathy, 2002). This chapter first provides some key issues facing teaching and learning of English in the present times, focusing specifically on the teacher factor. Secondly, it describes an intervention project taken in Bangkadesh and in Pakistan, The discussion then looks at the International Reading Association’s three phase model for English language teaching and learning. Following this, sample lessons on reading developed by the teachers in Bangladesh are presented. The reflections and experiences presented can be instructive to teachers in many countries, including countries where English is a foreign language.

English in the Digital Age

In the past decade, Asia has experienced dramatic changes related to global, social, economic, cultural and technological changes. In the arena of education, English language teachers have come to grips with the developments having arisen from English accepted as a critical learning subject in our everyday lives (Ambigapathy,


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

78

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

2005). Indeed there is a concern that English proficiency among school and university students is in a dismal state. Many professional groups as well as political parties have reiterated the need to improve English language proficiency among students (Ambigapathy, Muhammad Kamarul & Sarjit, 2005). The major concern here is that these students who will become the knowledge workers of the Information and Communication Age would not be able to participate effectively in global and local production of knowledge if they do not master the English language. The focus on English language is critical; requiring workers to be not only multi-skilled and committed to information technology (IT) but also versatile in English to lead future national and global development. (Ambigapathy, Kell, Sarjit & Chakravarthy, 2005). The decline in the standard of English may be primarily linked to four issues namely policy, pedagogy and teaching methods, student interests and teacher proficiency. The discussion of the first three issues, whilst significant is dealt briefly here. Greater emphasis is given to teachers and the more direct setting of the English classroom (Lovat, 2003). The major focus, in this discussion, falls on teachers and their role in the teaching of English. This is because evidence indicates that the teachers’ attitudes have a notable influence on their professional practices (Ambigapathy, 2004a). It needs to be recognized that in the world of education, though teachers do the main work of sustaining the existing standard of English, teachers are also central to the advancement of this language. Teachers have a measure of autonomy over what they teach, what image they seek to portray in their classes, what material and resources they use and how these are handled. The choices they make – or not make will have different implications for working towards better proficiency in English (Ambigapathy, 2004b). This, however, does not mean that the movements taking place in the wider social contexts impinge less forcefully on the teaching and learning contexts in schools, For example, educational policy is crucial to set the framework and direction of English language development in schools. In many parts of Asia, particularly Malaysia, the main medium of instruction in primary and secondary schools is the native language while English is taught as a second language. Over the years English language teaching and learning in Asia has experienced numerous disparities as there were contesting views on teaching grammar and language structures, communicative aspects, mastering and rote learning of skills. This eroded communicative competence giving rise to a new class of students who could pass examinations and continue to the tertiary level without actually being able to use the English language productively in a communicative event (Ambigapathy, 2003; Singh, Kell & Ambigapathy, 2002). The English syllabuses that were taught in the schools were seen as essentially foreign and reflecting international changes taking place mainly in Britain. Despite the interesting initiatives in structuring


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

79

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

English Language teaching, there are problems at the implementation stage and many teachers scholars and members of the public are still concerned today with the decline in the standard of English, specifically in rural schools. Some of the above experiences may be similar in the Thai context. In recent years, the importance of English in the advent of the Information Communication Technology Era and globalization is realized and the need to promote English proficiency is seen as critical. However, political, economic and social factors continue to hamper the enhancement of English language teaching. Monetary allocation, lack of motivation on the part of many teachers and students, the perception that English is just a subject in school and not a living language may impede the advancement of English language teaching (Ambigapathy, 1999). While, a top-down approach is crucial to initiate action strategies, clearly political will, more resources, research and planning are also necessary to ensure recovery and progress in this area of English language learning. The next factor that needs attention is pedagogy and teaching methods which are related to the methods used by teachers in teaching the English language. While many teaching methods in this subject have been proposed, the diverse student backgrounds has to be considered in thinking about teaching strategies. A study on teaching methods in English reveals that although teachers were exposed to various teaching methods at teacher training colleges and at the universities, the teachers resorted to the ‘traditional’ methods that were used on them when they were students in schools (Ambigapathy, 2000). There was much enthusiasm in implementing approaches set by new curriculum innovations; however, classroom teaching mainly adhered to chalk-and-drill methods. Classrooms were teacher-centered and conservative and there were very few teachers who attempted to use songs, games, media, simulation and drama in their classrooms. The intensive focus on examinations appeared to over-shadow the communicative approach and the possibilities of carrying out activities in realistic and contextualized situations. There was a tendency to place priorities on examination scores. The teachers appeared to believe that the ‘traditional’ methods were effective because it had worked for them. This is because the actual position of communicative approaches, self- access learning, computer assisted language learning, creative and critical thinking skills were open to various interpretations and a lot of hard work. These considerations took a back seat and many teachers attempted to teach to the examination rather than teach the language. The interest of students towards the learning of English is another factor that is important as their attitudes and aspirations in relation to the language can influence their performance in this area. Findings of a recent study (Ambigapathy, 1999) reveal that students are not interested in the learning of English due to the following reasons:


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

80

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

Students feel that English is not a significant language, therefore there’s no need to learn it;  English is associated with western culture and as such there are unfriendly feelings to learn the language;  Students lose interest in the language when incompetent teachers are assigned to teach English;  There is no need to pass this subject in order to pass the national examinations. The findings of the study provide valuable insights towards students’ views on learning English and it clearly indicated the major challenges confronting schools in working towards building favourable perceptions, attitudes and practices in learning English. Crucially, it is the teacher factor that attracts most attention in this discussion. It is important to note teachers form a core component of educational setting. The abilities of teachers to deal with change, learn from it and to facilitate students’ learning experiences will be critical for the development of English Language in Malysia. More often, teachers have very little to contribute to decisions and action plans with regard to curriculum matters. Scant attention is given to the voices of teachers. As such, little is known about the teachers’ belief systems towards English and the teaching of the language, how they accept, negotiate and resist English language issues and initiatives. Normally teaching is seen as a noble job, but demands dedication and commitment. Many take up the teaching profession because it is seen, as a half-day’s job, which leaves more time for individuals to manage families or engage in other activities outside school. Teaching is also perceived to be a job that is limited to the transmission of knowledge in the classroom only. Thus it is urgent to dispel the myths surrounding the teaching profession. Teaching is a process that involves the production of knowledge as well as building relationships with different groups of people. One has to fully understand the field and its professional practices to ensure that initiatives are taken to create the kinds of spaces where dialogue and collaboration can take place to improve curriculum knowledge. While it is important to acknowledge structural constraints, it is equally important to recognize that teachers are actors who are capable of carrying out intervention strategies to improve teaching and leaning English. To move from the position of exclusion in projecting their thoughts on English language improvement, teachers must learn to transform their whispers of frustration into a voice that can be valued by society. The teaching profession in the new millennium has taken a more challenging task. In order to breed students that are knowledgeable and well informed, teachers require more than the traditional teaching method. How they impart values to students 


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

81

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

and the motivation that they themselves portray in the classroom are also important to create a holistic generation. There are many contributing factors in student education and development. Governments are constantly reviewing policies and legislation of education to create better learning environments. Parents also take a major share in student education. Research shows that parents’ involvement will create a positive impact and is proven through academic records and achievements. We know that teachers are also one of the contributing factors in student development and education. One cannot deny the influence a teacher has in moulding the minds of our children. Besides formal education, the teacher plays a critical role in influencing the perception of students towards learning experiences in their lives. Despite the professional and formal training that they receive, in varied and unique classroom situations teachers would often need to make decisions based on their professional discretion. Such discretion does not merely surface with a year or two of formal training but would depend on years of experience. For instance when faced with the challenge of teaching a classroom of students from different backgrounds and ability levels, the teachers’ instinctive knowledge about content and students would be a determining factor in the effective selection and presentation of text and materials. Assessment of students’ progress would also depend on the teachers’ knowledge of the subject matter and their commitment to teaching their students. The decisions made and the skills with which they are executed are often a complex interplay between the teachers’ practical knowledge, pedagogical knowledge, professional considerations and knowledge about curriculum as well as syllabus specifications. Collectively these may be termed as their declarative knowledge. Nevertheless many teachers fail to deliver in the classroom when there is an abject gap between their declarative knowledge and procedural knowledge. An important determining factor often over looked is the teachers reliance on their own personal experience as a student. Instinctive decisions and thoughts made in reaction to a classroom situation ‘may hark back to a situation in which she herself was a student’ (Kalantzis and Cope, 2005). This instinctive reaction known as ‘situated knowledge’ is derived from the teachers’ own learning experience as a student. The experiences as a learner have far reaching consequences for a teacher. Despite their formal training, teachers often fall back on what is perceived as the natural and effective way of learning. In other words they believe what had worked for them would work for their students. It is also true that in many instances, teachers have very little autonomy to make decisions and actions with regard to curriculum matters (Singh, Kell & Pandian, 2002). Scant attention is given to the voices of teachers. Maybe the conceptions that teachers


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

82

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

are merely pawns in the education system have created this norm in society. Hence little is researched and known about the teachers’ belief systems towards the teaching profession, education policies and the real teaching settings and practices in schools (Synder, 2002). In order to confront the challenges surrounding English language teaching, there is a need to understand teachers and to prepare activities that suit their language teaching needs. Moreover teachers demoralised by policy settings that have disempowered them and curricula that assign them a peripheral role in education need to seek avenues for recognition to lift their self-esteem, morale, motivation and attitude toward teaching English. The Three Phase approach (Paige Ware & Ambigapathy, 2005), was proposed by the International Reading Association (IRA) as possible pathways of engaging the real world. These approaches are supported by sample activities that motivate students to connect learning in real and meaningful ways. This presentation does not advocate the above approaches as informing defined methods of teaching, or as a prescribed set of materials. Many schools and teachers across Asia are already inventing, exploring and using effective ways of teaching diverse students, utilizing print and newer technologies to produce effective literacy learners that are ready to face the real world. This paper, however, aims to create opportunities for English language teachers to reflect on current teaching practices and to identify those aspects of pedagogy that need to be maintained or strengthened, and to identify ways in which teaching practices in the English classroom may be enhanced so that this in turn will prepare students for the challenges of the new information economy. Approaching the International Reading Association (IRA) Three Phase Model Developing literacy materials and practices when resources are scarce is very common in rural areas. My works with IRA in Bangladesh and Pakistan witnessed teachers confronting enormous challenges as the literacy rates are low and the resources are limited. Teachers have to resort to innovative and creative methods of enhancing literacy practices in the classroom, especially in establishing a framework for teaching English. In some parts of Bangladesh, papers for writing are in short supply and in one workshop, teachers used the back pages of calendars for developing their materials. The IRA workshops aim to provide (based on the needs assessment of teachers in their respective areas in Bangladesh and in Pakistan) capacity building of teachers and assistance in the design, development and implementation of a teacher training programme. The participants of the workshop discussed new techniques and methods for planning & teaching and how to plan interesting activities.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

83

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

The workshops participants were very enthusiastic, and they used a variety of activities such as role play, group work, drill, demonstration in their lesson designs. The participants also developed and used a variety of teaching aids such as charts, flash cards, posters, brochures, canned food items and other materials encountered in their daily lives. The participants also highlighted major issues faced in rural school settings such as time management, lack of conceptual understanding and language competencies, vague instructions in teaching modules, limited allowed talk and participation of students and classroom management. The participants also discussed logical ways of lesson planning and areas for improvement. They were then exposed to the three phase planning model which they could use in the next class. The model included the following: Phase I: Activating Prior Knowledge Techniques in this phase remind learners of what they already know about the topic or central focus of the activity. These techniques can help learners assess their background knowledge. They can also help assess their attitudes about the topic. The techniques in this phase remind learners how the topic connects with their lives and with other topics they have studied. These techniques should encourage learners to be curious about the activity and raise motivation by helping individuals set specific purposes for their participation. Phase II: Linking New Information to Prior Knowledge Techniques in this phase guide learners in the process of constructing meaning from new information. These techniques guide learners to identify key ideas and information as they search for answers to their own questions or for ideas to satisfy their own curiosity. This phase includes effective strategies learners use to monitor their learning and techniques to use when the learning process breaks down. Phase III: Reflecting on New Information and Applying It to Personal Use Techniques in this phase help learners reflect on what they have learned. They may use strategies that help them organize important information, ideas, and relationships. They may use strategies that enable them to apply information to new contexts and situations or to solve problems. These techniques help learners evaluate the validity and reliability of information or to inform their own opinions. In doing all of this, learners come to re-examine their thinking. Sample Activity 1 - Learning English through Reading Phase 1: Activating Background Knowledge Teacher (Tr) tells students (Ss) that the day’s lesson is about Reading a text on


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

84

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

Deforestation. Tr asks Ss about the place they live Tr reads a letter from the textbook on making villagers aware of environmental problems Ss discuss the development of their village/town Tr introduces words like environment, pollution, deforestation Ss draw more pictures of trees (based on the earlier ice breaker activity) on the piece of paper and also draw pictures of tress that have been cut/burnt on the other side of the paper. Phase 2: Constructing Knowledge Ss are given a text on “The Problem of Deforestation” Ss read silently before reading aloud in pairs Ss divided into groups (mixed ability group) Ss from each group are given different exercises (based on the given text): Group (Gp) 1 –True/ false exercise Gp 2 – Word association Gp 3 – Match the phrases Ss discuss answers Phase 3: Applying / Evaluating Knowledge Ss submit group written answers. Ss are asked to reply Arif’s letter accompanied with a poster. The letters and posters are pasted on the walls of the class. Sample Activity 2 – Learning English Prepared by Sarahnaz Kamolika Rahman (English Teacher, Bangladesh) Phase 1: Activating Background Knowledge T Reads a previous lesson from the textbook (The Scientist --- page 67) about a scientist who is aware of the problems of boiling water in Bangladesh and wants to solve the problem. T Draws diagram on the board to help the Ss (see example attached) Ss Discuss the problem of boiling water and its solution Phase 2: Constructing Knowledge T Draws 3 columns on board and labels them Know, Want to Know, Learned T Tells the Ss to draw the columns on their own copy T Asks the Ss to share information they know and want to learn by asking questions and giving answers in the group.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

85

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

Ss Are divided into 3 groups (A,B,C of mixed ability) Ss Each group is given a different text: Group A: Lesson 8, The Experiment Part 1; Group B: The Experiment Part 2; Group C: The Experiment Part 3 T Helps Ss with some questions to start the activity (What’s the scientist using? What’s he doing?) Ss Share information from their group text with other groups. Ss Fill in the third column Ss Look at works of other groups to see information that they have missed Phase 3: Applying / Evaluating T Gives homework to write 10 sentences about what the scientist was doing or about an experiment they would like to do. The IRA shares a common interest, that is, the teaching and learning experience must be relevant to the real world and it must be socially situated. Teachers need to identify pedagogies that teach students to analyze tasks, problem solve, identify resources and self-monitor in real-life contexts. A competent teacher will approach the literacy in the English classroom as a self-monitoring, problem solving activity where the context and purpose of the task are analyzed, a plan of action decided and appropriate resources are identified and assessed (Paige Ware & Ambigapathy, 2005). For example, when planning for the teaching of reading, it is crucial for teachers to identify appropriate content and teaching strategies. As noted by Muspratt, Luke and Freebody (1997), the question to pose is “What are the kinds of reading practices and positions that schools should value, encourage and propagate?” The teachers can then attempt to identify and describe the ways in which individuals use reading as part of their everyday public and domestic life.

Conclusion

If English language learners are to fully develop their English and academic language proficiencies, English teaching programmes for teachers must be comprehensive and meet both academic and language proficiency needs. However, schools in rural communities may not have access to adequate numbers of professionally trained and highly qualified staff. Attraction and retaining qualified teachers has been a long-standing challenge for many rural communities, particularly for those districts that are more remote or disperse. It has been reported that the primary obstacles to attracting and retaining teachers are low salaries, isolation, housing shortages, schools badly in need of repair or modernization, multiple-subject assignments, and limited opportunities for training in the surrounding


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

86

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

area. In addition, teachers in rural districts may be asked to teach multiple subjects that they may not be fully qualified to teach. Teacher shortages leading to multiple-subject teaching is an issue for many rural schools (Paige Ware & Ambigapathy, 2005). Teachers in rural school districts may also have less experience with diverse learners and thus require additional professional development in such areas as second language acquisition and making content accessible to second language learners. However, the physical and cultural isolation associated with rural schools may affect teachers’ access to mentorship and professional development opportunities that would develop their skills in these areas. At the moment, interactive technology or distance learning is not being used in many rural school districts to share and maximize the use of resources among several rural communities, and engage teachers in professional communities. It is pertinent to stress here that the reason the teachers have joined the teaching profession is to make a difference in the lives of school children. Teaching involves a moral responsibility and teachers need to continually rediscover and renew their skills to respond to the rapid changes in the learning environment. Building students’ character, intelligence and inculcating in them the values that would last a life time is tough business even for the most dedicated teacher, yet John Dewey believes that “The intensity of the desire measures the strength of the efforts that will be put forth.” (Quoted in Bone, 1998). Meanwhile, governing bodies and heads of schools should provide a certain amount of autonomy for teachers to exercise control over the curriculum. As the person in the midst of the learning conundrum, teachers should be given the opportunity to make changes to the curriculum to maximize learning environments (Baynham, 1995). Teachers must use real-life, lifelike and focused learning episodes to ensure that students understand how to combine and recombine their available resources in order to engage in effective literacy practices in a range of contexts, using various platforms (Kalantzis & Cope, (2001). The IRA Three phase model might help identify and work through some key questions about the role of English language teaching in making meanings about teaching experiences. The model might not solve all the problems related to English language teaching but it is likely to make teachers feel better about their practices and reap learning gains for students. It is hoped that teachers would be able to use this model as a guide to solve their professional problems. This paper attempted to stimulate conversations about literacy by examining the current changes taking place in the world today and by presenting sample activities that can enhance language teaching in the rural schools. It is hoped that teachers may now be in a better position to plan further journeys along the pathways to literate futures. English language teachers, in particular should now use/modify the ideas discussed


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

87

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

in this paper to meet the needs of their students. Ideas are precious commodities, preparation is invaluable, and knowledge is essential when it comes to the pursuit of great achievements. But ideas, preparation, and knowledge are useless without action, because action is the starting point of all progress. It is action that converts an idea into reality. Being a problem solver demands a valuable skill. But knowing how to turn problems into opportunities is an invaluable skill. When teachers solve a problem, they are basically treading water. But when they are able to see an opportunity in every problem, and have the ability to transform it into value in the marketplace, they have the potential to achieve exponential success. As the popular saying goes, “Life is meant to be lived, and action is the essence of living.”

References Ambigapathy P. 2004a. Breaking the Silence - Voicing English Language Teachers in Malaysia, In Malachi Edwin Vethamani (Ed.), Reading in TESL Vol. 2: Essays In Honour of Basil Wijasuriya, Petaling Jaya: Sasbadi Sdn. Bhd. Ambigapathy P. 2004b. Literacy, Information Technology and Language Learning. In Journal of Communication Practices, Vol. 1, July. Ambigapathy P. 2005a. IT Challenges: Practice and Views of Language Teachers, In Ambigapathy Pandian et al, (Eds.), Strategies Practices for Improving Learning and Literacy, Serdang : Universiti Putra Press. Ambigapathy P. et al., 2005). Literacy and Lifelong Learning in the New ICT Times: Do WE have a Role? In Ambigapathy Pandian, peter Kell, Sarjit Kaur, Gitu Chakravathy (Eds.), Innovation and Learning in Diverse Settings, Serdang: Universiti Putra Press. Ambigapathy P., G. Chakravarthy, P. Kell & S. Kaur. 2005. (Eds.), Strategies Practices for Improving Learning and Literacy, Serdang: Universiti Putra Press. Ambigapathy P., M. K. Kabilan & S. Kaur. 2005. Teachers, Practices and Supportive Cultures, Serdang: Universiti Putra Press Baynham, M. 1995. Literacy Practices: Investigating Literacy in Social Contexts, London and New York: Longman. Kalantzis & Cope (Eds). 2001. Transformations in Language and Learning: Perspectives on Multiliteracies, Melbourne: Common Ground Publishers. Kalantzis, M. & B. Cope. 2005. (Eds) Learning by Design, Australia: Common Ground. Lovat, T.J. 2003. The Role of the Teacher: Coming of Age. Canberra: Australian Council of Deans of Education.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

88

ปีที่ 6 มกราคม - มิถุนายน 2552

Muspratt, S., A. Luke and P. Freebody. 1997. Constructing Critical Literacies: Teaching and Learning Textual Practice. Alllen & Unwin, St. Leonards, NSW. Paige W. and P. Ambigapathy. 2005. Unpublished Report on the Dhaka Ahsania Mission Workshop on Professional Development Training on Effective Strategies for Teaching English as a Foreign language, submitted to IRA Singh M., P. Kell and P. Ambigapathy 2002. Appropriating English: Innovation in the Global Business of English Language Teaching. New York: Lang Publishers. Synder, I. 2002. Silicon Literacies: Communication, Innovation and Education in the Electronic Age. New York: Routledge. The Learning by Design Websit., 2004 - 2005. From http://www.L-by-D.com The New London Group. 1996. A Pedagogy of Multiliteracies: Designing Social Futures. Harvard Educational Review. Vol. 66(1): 60 - 92.

อะกะตัง ทุกกะฏัง เสยโย ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า สํ.ส. ๑๕/๖๘. ขุ.ธ. ๒๕/๕๖


วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ใบบอกรับเป็นสมาชิกวารสาร

สมัครเป็นสมาชิก ต่ออายุสมาชิก ชื่อผู้สมัคร................................................................................................................................................ ที่อยู่ (สำหรับส่งทางไปรษณีย์)............................................................................................................... ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ขอสมัครเป็นสมาชิกวารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดชีพ รายปี โดยเริ่มตั้งแต่ปีที่..................ฉบับที่...............ถึงปีที่..............ฉบับที่.............. พร้อมนี้ได้ส่ง เงินสด ธนาณัติ เช็ค ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ จำนวนเงิน....................................บาท (...............................................................................................) ในนาม อาจารย์ ศรายุทธ ตรีโรจน์พร วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 749/1 ถ.ชยางกูร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โดยสั่งจ่าย วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ค่าสมัครสมาชิก บอกรับ 1 ปี 150 บาท บอกรับ 2 ปี เสียค่าสมาชิก 250 บาท บอกรับตลอดชีพ 500 บาท นิสิต/นักศึกษา ปีละ 70 บาท ลงชื่อผู้สมัคร.............................................................. วันที่..............................................................


วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แบบฟอร์มส่งบทความเพื่อพิจารณานำลงวารสาร

ข้าพเจ้า (นาย/นาง/นางสาว) ...........................................ขอส่ง บทความวิจัย บทความทางวิชาการ เรื่อง (ไทย)........................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... เรื่อง (อังกฤษ)............................................................................................................................................................ .................................................................................................................................................................................... คำหลัก (Keyword) ................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................... ผู้เขียน (ไทย) ........................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ผู้เขียน (อังกฤษ) ...................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้สะดวก...............หมู่ที่...........เลขที่................ซอย..........................ถนน................................. อำเภอ...........................................จังหวัด......................................................รหัสไปรษณีย์........................................ โทรศัพท์.............................................โทรสาร.........................................E-mail......................................................... ข้าพเจ้าขอรับรองว่าบทความนี้ยังไม่เคยลงตีพิมพ์ในวารสารใดมาก่อน และจะไม่ส่งไปเพื่อพิจารณา

ลงตีพิมพ์ในวารสารอื่นภายใน 60 วัน นับจากวันที่ข้าพเจ้าได้ส่งบทความฉบับนี้ ลงนาม................................................................ (.............................................................)


ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบวิชาการ (Peer Reviewers) ศาสตราจารย์ดร.ธีระ รุญเจริญ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ตลับพร หาญรุ่งโรจน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิตยา สุขเสรีทรัพย์ รองศาสตราจารย์ ดร.ผจงจิต อินทสุวรรณ รองศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ชัย นิรัญทวี รองศาสตราจารย์ ดร.สมสรร วงษ์อยู่น้อย รองศาสตราจารย์ ดร.อรพินท์ ชูชม


Poly Journal Vol. 6-1