Issuu on Google+


ว า ร ส า ร โ ป ลี เ ท ค นิ ค ภ า ค ต ะ วั น อ อ ก เ ฉี ย ง เ ห นื อ การจ

ั ด ก า ร แ ล ะ เท ค โ

น โล

มหา

น เทิร

วิท

ีอ ีส

าล ัย

ว า ร ส า ร โ ป ลี เ ท ค นิ ค ภ า ค ต ะ วั น อ อ ก เ ฉี ย ง เ ห นื อ

nU

dT

echn

ology

ter The Eas nive

rsity

of Manageme

nt a

n

ม ห า วิ ท ย า ลั ย ก า ร จั ด ก า ร แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี อี ส เ ทิ ร์ น

ม ห า วิ ท ย า ลั ย ก า ร จั ด ก า ร แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี อี ส เ ทิ ร์ น

ปีที่ 7 มกราคม – มิถุนายน 2553 ISSN 1686 - 7440

ปีที่ 7 มกราคม – มิถุนายน 2553 ISSN 1686 - 7440

Vol. 7 January - June 2010 www.polytechnic.co.th

2 Australia’s Political Idea Dr. Thammanit Varaporn and Associate Professor Suporn Srisan

1

12

3

The School Administrator in a Supporting Role of Students’ Reading Habit in Schools, Ubon Ratchathani Educational Service Office, Area 3. Potjana Khaochan, Dr.Sakoolrat Kamothamas, Associate Professor Chalermsak Supapon

4 5

The Roles of School Administrators in Promoting Professional Development of Teachers, Chatamorn Puthong, Associate Professor Chalermsak Supapon, Dr.Sacoolrat Kamothamas 28 The Fundamental Education Committee in a Supporting Role of the Child - Protection Project in School Arathi Raksawong, Associate Professor Chalermsak Supapon, Dr.Sakoolrat Kamothamas 39

16

6 School Administrators’ Roles in Enhancing Learners’ Analytical Reading in Amnat Charoen Educational Service Area Natthiya Chaleechai, Dr.Sakoolrat Kamothamas, Associate Professor Suporn Srisan 52 7 Digital Literacy: A Significant Tool In Advancing Literacy Skills of Students in the New Millennium Marie Grace Reoperez 65 8 Thai Students’ Collocation Errors in Translating from Thai into English Assistant Professor Dr.Nitaya Suksaeresup

74

วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553 ราคา 90 บาท

1 Design of Time-Way for “H” configuration of electroplating machine Vorapoch Angkasith and Jaturong Pongsue

Vol. 7 January - June 2010 www.polytechnic.co.th

1 การออกแบบกราฟเวลา สำหรับเครื่องชุบแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการจัดวางเครื่องเป็นแบบตัวเอช วรพจน์ อังกสิทธิ์, จตุรงค์ พงษ์ซื่อ 2 ความคิดทางการเมืองของประเทศออสเตรเลีย ดร.ธรรมนิตย์ วราภรณ์, รองศาสตราจารย์ศุภร ศรีแสน 3 บทบาทการบริหารโครงการส่งเสริมการอ่านของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อุบลราชธานี เขต 3 พจนา ขาวจันทร์, อาจารย์ ดร.สกุลรัตน์ กมุทมาศ, รองศาสตราจารย์เฉลิมศักดิ์ สุภาผล 4 บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู ฉัตรอมร ภูทอง, รองศาสตราจารย์เฉลิมศักดิ์ สุภาผล, อาจารย์ ดร.สกุลรัตน์ กมุทมาศ 5 บทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมการพิทักษ์สิทธิเด็กในโรงเรียน อาราธีก์ รักษาวงศ์, รองศาสตราจารย์เฉลิมศักดิ์ สุภาผล, อาจารย์ ดร.สกุลรัตน์ กมุทมาศ 6 บทบาทผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการอ่านแบบคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาอำนาจเจริญ ณัฐิยา ชาลีไชย, อาจารย์ ดร.สกุลรัตน์ กมุทมาศ, รองศาสตราจารย์ศุภร ศรีแสน 7 Digital Literacy: A Significant Tool In Advancing Literacy Skills of Students in the New Millennium Marie Grace Reoperez 8 ข้อผิดพลาดในการแปลคำปรากฏร่วมจำเพาะจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิตยา สุขเสรีทรัพย์

1

12

16

28

39

52

65

74


นโยบายการจัดพิมพ์วารสารวิชาการ วารสารวิชาการโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดพิมพ์ขึ้น

เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรและนักวิชาการ ได้มีโอกาสเสนอ

ผลงานวิชาการเพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวิทยาการ ทุกสาขาต่อสาธารณะ

เรื่องที่เสนอเพื่อตีพิมพ์ ผลงานวิชาการที่รับตีพิมพ์ ประกอบด้วย บทความวิชาการ บทความวิจัย บทความปริทัศน์ และบทพินิจหนังสือ ต้นฉบับที่พิจารณาเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารนี้จะต้องไม่เคย ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน เรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการ

กลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิ และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ

การเตรียมต้นฉบับ ผลงานทางวิชาการที่รับพิจารณาตีพิมพ์ต้องพิมพ์เป็นภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ พิมพ์ต้นฉบับด้วยกระดาษขาว 80 แกรม ขนาดเอ 4

ผลงานวิชาการทุกประเภทต้องมีส่วนประกอบทั่วไปดังนี้ 1. ชื่อเรื่อง ชื่อผู้เขียน (ครบทุกคน) 2. วุฒิการศึกษาขั้นสูงสุด และตำแหน่งทางวิชาการ (ถ้ามี) ของผู้เขียนครบทุกคน 3. สถานที่ติดต่อหมายเลขโทรศัพท์พื้นฐานและมือถือ ของผู้เขียน ครบทุกคน 4. ชื่อเรื่องประจำหน้า (running title) หรือชื่อเรื่องย่อสำหรับ ผลงานทางวิชาการประเภทบทความวิชาการ หรือบทความวิจัยต้องมีส่วน ประกอบเพิ่มเติมคือ ต้องมีบทคัดย่อ ท้ายบทคัดย่อให้ผู้เขียนกำหนดคำสำคัญ สำหรับทำดรรชนี 3 คำ และให้จัดโครงสร้างของบทความโดยเฉพาะ

อย่างยิ่งบทความวิจัย ตามลำดับดังนี้ บทนำ วิธีการวิจัย ผลการวิจัย อภิปรายผล ข้อเสนอแนะ และเอกสารอ้างอิง

การอ้างอิงและการเขียนเอกสารอ้างอิง กรณีที่ผู้เขียนต้องการระบุแหล่งที่มาของข้อมูลในเนื้อเรื่องให้ใช้

วิธีการอ้างอิงในส่วนเนื้อเรื่องโดยระบุ ชื่อผู้แต่ง ปีพิมพ์และหน้าที่อ้างอิง

ของเอกสารไว้ในเนื้อหา เพื่อบอกแหล่งที่มาของข้อความนั้นผู้เขียนใช้รูปแบบ

ใดรูปแบบหนึ่ง ในการเขียนเอกสารอ้างอิง เช่น ตัวอย่างต่อไปนี้ 1. หนังสือ ชื่อผู้แต่ง. (ปีที่พิมพ์). ชื่อหนังสือ. สถานที่พิมพ์ : สำนักพิมพ์. บุญชม ศรีสะอาด. (2546). การวิจัยสำหรับครู. กรุงเทพฯ : สุวิริยา สาส์นการพิมพ์.

2. บทความในหนังสือรวมเรื่อง ชื่อผู้แต่ง. (ปีที่พิมพ์). ชื่อบทความ, ใน ชื่อบรรณาธิการ (บรรณาธิการ), ชื่อหนังสือ (หน้าของบทความ). สถานที่พิมพ์ : สำนัก พิมพ์. งามตา วนินทานนท์. (2546). ปลูกฝังเยาวชนไทยอย่างไร ให้ เ ป็ น คนดี , ในมนั ส บุ ญ ประกอบ และวิ ล าสลั ก ษณ์ ชั ว วั ล ลี (บรรณาธิ ก าร), ร่วมสร้างสรรค์ เด็ก และเยาวชน. (หน้ า 9-14). กรุงเทพฯ : ธนธัชการพิมพ์. 3. บทความในวารสาร ชื่อผู้แต่ง. (ปีที่พิมพ์, วัน เดือน ). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร, ปีที่, (ลำดับที่ ในกรณีที่แต่ละฉบับในลำดับเริ่มต้นด้วยหน้า 1), หน้า. ศุภร ศรีแสน. (2547). บทบาทของสถาบันอุดมศึกษากับการ

ศึกษานอกระบบ. วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 1(1), 17-19. 4. บทความในวารสารอิเล็กทรอนิกส์ ชื่อผู้แต่ง.// (ปีที่พิมพ์, / วันเดือนของวารสารหรือปีที่สืบค้น). // ชื่อบทความ. // ชื่อวารสาร. // ปีที่ (ฉบับที่) : / หน้า (ถ้ามี) // สืบค้นเมื่อ วัน/เดือน/ปี (หรือ Retrieved / เดือน / วัน, / ปี), จาก (from) / ชื่อเว็บไซต์. ตัวอย่างเช่น.. Bearman, David. (2000, December). Intellectual Property Conservancies. D-Lib Magazine. 6(12). Retrieved June 30, 2002, from http : // www.dlib.org/dilv / december / bearman / 12 bearman.html สิ่งที่ผู้เขียนได้รับตอบแทน กองบรรณาธิการจะอภินันทนาการวารสารฉบับที่ ผลงานของ ผู้เขียนได้รับการตีพิมพ์ท่านละ 2 ฉบับ พร้อมกับสำเนาพิมพ์ เรื่องละ 15 ชุด ในกรณี ที่มีผู้เขียนร่วม จะมอบให้แก่ชื่อผู้เขียนแรก การบอกรับและติดต่อ ค่ า สมาชิ ก ปี ล ะ 150 ขายปลี ก ฉบั บ ละ 90 บาท ติดต่อบอกรับเป็นสมาชิก ได้ที่ อ.ศรายุทธ ตรีโรจน์พร สิ่งที่ผู้เขียนต้องส่งให้แก่บรรณาธิการ 1. ต้นฉบับ 3 ชุด 2. แผ่นบันทึกข้อมูล 1 แผ่น

แนะนำผู้เขียน จตุรงค์ พงษ์ซื่อ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กรุงเทพมหานคร ฉัตรอมร ภูทอง, ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จ. อุบลราชธานี เฉลิมศักดิ์ สุภาผล, รองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จ. อุบลราชธานี ณัฐิยา ชาลีไทย, ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จ. อุบลราชธานี ธรรมนิตย์ วราภรณ์, อาจารย์ ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จ. อุบลราชธานี นิตยา สุขเสรีทรัพย์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพมหานคร พจนา ชาวจันทร์, ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จ. อุบลราชธานี วรพจน์ อังกะสิทธิ์ มหาวิทยาลัยเทคโ���โลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กรุงเทพมหานคร ศุภร ศรีแสน, รองศาสตราจารย์ ผู้อำนวยการหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จ. อุบลราชธานี สกุลรัตน์ กมุทมาศ, อาจารย์ ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จ. อุบลราชธานี อาราธีก์ รักษาวงศ์, ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จ. อุบลราชธานี Marie Grace Reoperez, Far Eastern University, Reading Association of the Philippines.


วารสารโปลี เ ทคนิ ค ภาคตะวั น ออกเฉี ย งเหนื อ ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553 ISSN 1686 - 7440 ราคา 90 บาท

เจ้าของ

กองบรรณาธิการ

วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 749/1 ถ.ชยางกูร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โทร 0-4528-3770-2 โทรสาร 0-4528-3773

PROFESSOR DOCTER AMBIGAPATHY PADIAN ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงศ์ พรหมวงศ์ ศาสตราจารย์ ดร.ไพบูลย์ ช่างเรียน ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ศาสตราจารย์ ดร.สำเนาว์ ขจรศิลป์ รองศาสตราจารย์ ดร.รังสรรค์ ประเสริฐศรี รองศาสตราจารย์ อัษฎางค์ ปาณิกบุตร วัตถุประสงค์ ดร.วีระ ไชยศรีสุข 1. เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านวิชาการในศาสตร์สาขาต่างๆ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ดร. นวลละออ สุภาผล 2. เพื่อให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ในรูปแบบของ รองศาสตราจารย์ ดร.อุทัย ภิรมย์รื่น วารสารวิชาการ รองศาสตราจารย์ ดร.พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ 3. เพื่อส่งเสริมการแสดงความคิดเห็น เสนอผลการ รองศาสตราจารย์ ดร.ประวิต เอราวรรณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนสุวิทย์ ทับหิรัญรักษ์ ค้นคว้าและวิจัย ดร.สกุลรัตน์ กมุทมาศ 4. เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์ และนักวิชาการได้ ดร.ธรรมนิตย์ วราภรณ์ เผยแพร่ผลงาน ดร.เพ็ญศรี แซ่เตียว 5. เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณทางด้านวิชาการของวิทยาลัย ดร.สมานจิต ภิรมย์รื่น ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง ดร.ทัสนี วงศ์ยืน ดร.ขนิษฐ์ รอดอนันต์ คณะที่ปรึกษาบรรณาธิการ ดร.นพดล มูลสิน นายกสภาวิทยาลัย ดร.จตุรวัฒน์ ธนิษฐ์นันท์ ดร.ดิเรก พรสีมา อธิการบดี ดร.จักรพรรดิ วะทา รองอธิการบดี ดร.ปัณณธร ชัชวรัตน์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย คณบดีคณะการบัญชี พิสูจน์อักษร คณบดีคณะบริหารธุรกิจ อาจารย์ศรายุทธ ตรีโรจน์พร คณบดีคณะนิติศาสตร์ นางสาวหทัยกาญจน์ สุขคมขำ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ออกแบบรูปเล่ม-จัดหน้า คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ อาจารย์ภิรานี โชควิวัฒนวนิช คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ อาจารย์ศรายุทธ ตรีโรจน์พร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์

บรรณาธิการ รองศาสตราจารย์ศุภร ศรีแสน

รองบรรณาธิการ รองศาสตราจารย์เฉลิมศักดิ์ สุภาผล อัตราค่าสมัครสมาชิก 150 บาท/ปี สมัครสมาชิกวารสาร ติดต่อ อาจารย์ศรายุทธ ตรีโรจน์พร 749/1 ถ.ชยางกูร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โทร. 0-4528-3770-2 โทรสาร 0-4528-3773

กำหนดออก ปีละ 2 ฉบับ

พิมพ์ที่

บริษัท ยงสวัสดิ์อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด โทร. 0 4532 4777-9

ข้อความในบทความเป็นแนวคิดและลิขสิทธิ์ของผู้เขียน


บ ท บ ร ร ณ า ธิ ก า ร วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการเผยแพร่ ผลงานทางวิชาการ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของ นักวิชาการสถาบันต่างๆ ฉบั บ นี้ มี บ ทความวิ จั ย ที่ น่ า สนใจหลายเรื่ อ ง เช่ น Design of

Time-Way for “H” configuration of electroplating machine เป็ น ต้ น วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือเล่มนี้ สำเร็จลุล่วงได้ เพราะได้รับการเสนอแนะจากอธิการบดี วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย คณบดีคณะต่างๆ ที่ได้มีส่วนร่วมใน การเสนอแนะ ให้วารสารเล่มนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ได้ติดตามวารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มาตลอด รองศาสตราจารย์ศุภร ศรีแสน บรรณาธิการ


วิทยาลัยของเรา

OUR COLLEGE

ความหมายของตราสถาบัน รัศมี :

แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองความก้าวหน้าในวิทยาการและเทคโนโลยี ทุกแขนง ชื่อเสียงและคุณภาพความดีแผ่ปก ไปทั่วทิศ

พระธาตุ : แสดงถึง สถานที่ตั้งที่เป็นที่เคารพสักการะที่ซึ่งยึดเหนี่ยว ประสิทธิประสาทวิชา

ดอกบัวบาน : แสดงถึง ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ภาษาไทย : วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อักษรย่อ : ว.ป.น. ภาษาอังกฤษ : The North Eastern Polytechnic College อักษรย่อ : N P C


PHILOSOPHY

ปรัชญาวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัญญา นะรานัง ระตะนัง ปัญญาเป็นรัตนะของนรชน

WISDOM IS PRECIOUS TO THE HUMAN BEING

• วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ได้อนุญาต ให้จัดตั้ง วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนางชุติมา จินารัตน์ เป็นผู้ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 จัด ตั้ง ณ เลขที่ 749/1 ถนนชยางกูร อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งนี้สำนักกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ทบวงมหาวิทยาลัยได้จัดพิธีมอบใบอนุญาตให้จัดตั้งวิทยาลัยในวันศุกร์ที่ 2 เมษายน 2542 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมศูนย์สารสนเทศ อาคารทบวงมหาวิทยาลัย ถนนศรีอยุธยา - กรุงเทพมหานคร โดยมี ฯพณฯ ประจวบ ไชยสาส์น รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย ให้เกียรติ เป็นประธานในพิธีมอบใบอนุญาตฯ มีนาง ชุติมา จินารัตน์ ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้รับมอบท่ามกลาง ข้าราชการระดับสูงของทบวงมหาวิทยาลัย แขกผู้มีเกียรติ อธิการบดี จากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆ พร้อมด้วย อธิการบดีวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เข้าร่วม เป็น

สักขีพยานในพิธีมอบใบอนุญาต ปัจจุบันวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับความเห็นชอบให้เปิดดำเนินการหลักสูตรต่างๆ ดังต่อไปนี้ • ระดับปริญญาเอก หลักสูตรบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต หลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต • ระดับปริญญาโท หลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต (M.M.) หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (M.Ed.) - สาขาวิชาการบริหารการศึกษา - สาขาวิชาการพัฒนาหลักสูตรและการสอน หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.B.A.) หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต (M.Pol. Sc.) • ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต (Grad.Dip.) - สาขาวิชาชีพครู - สาขาวิชาการบริหารการศึกษา • ระดับปริญญาตรี - การบัญชี - บริหารธุรกิจ - นิติศาสตร์ - รัฐศาสตร์ - เศรษฐศาสตร์ - นิเทศศาสตร์ - วิศวกรรมศาสตร์ ง


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

1

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

บทความวิจัย

การออกแบบกราฟเวลา สำหรับเครื่องชุบแผ่นวงจร อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการจัดวางเครื่องเป็นแบบตัวเอช วรพจน์ อังกสิทธิ์, จตุรงค์ พงษ์ซื่อ

บทคัดย่อ

การออกแบบกราฟเวลาสำหรับเครื่องชุบ โดยเฉพาะเครื่องชุบที่มีการจัดวางเครื่องเป็นแบบตัวเอช และประกอบด้วยเครนหลายตัว จะทำโดยวิศวกรที่มีประสบการณ์เท่านั้น เนื่องจากเป็นระบบที่มีความซับซ้อน ค่อนข้างมาก ซึ่งการออกแบบกราฟเวลาโดยวิศวกรจะใช้เวลาในการออกแบบนาน มีความผิดพลาดของรอบ เวลา และเวลาที่ชิ้นงานจุ่มอยู่ในถังสูง งานวิจัยนี้จะเป็นการศึกษาการออกแบบกราฟเวลาสำหรับเครื่องชุบ แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีการจัดวางเครื่องเป็นแบบตัวเอช และเครนมีกา���ทำงานแบบรอบวงกลมคงที่ โดย ทำการค้นหาคำตอบของการเรียงโหนดที่สามารถสร้างกราฟเวลา ได้ในแผนภูมิต้นไม้ และใช้ฐานความรู้จาก การออกแบบกราฟเวลาของวิศวกรเป็นฐานข้อมูลในการเลือกตอบที่ถูกต้อง จากการทดลองเปรียบเทียบกับการ ออกแบบกราฟเวลาของวิศวกร พบว่าเวลาที่ใช้ในการออกแบบกราฟเวลาโดยวิธีนี้ใช้เวลาที่น้อยกว่า และให้ ความแม่นยำของเวลาจริงเมื่อเทียบกับเวลาในกราฟมากกว่า คำสำคัญ : กราฟเวลา, เครื่องชุบแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

2

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

Design of Time-Way for “H” configuration of electroplating machine Vorapoch Angkasith and Jaturong Pongsue

Abstract

Design of Time-Way for electroplating machine is a complicated job especially in “H” configuration machine. Experienced engineer are the designers for these job. However, not only the result is not accurated, but also cause more setup time. This paper describes techniques to design Time-Way for cyclic hoist scheduling (CHS) of electroplating machine, which have an “H” configuration lay out. Tree search algorithm has been used to generated a machine sequence. An expert system based on engineer knowledge is used with tree search algorithm in order to generate a Time Way. These techniques cannot guarantee the minimal cycle time for hoist scheduling problems. The results can be used very well in real industrial problems. These techniques give more accuracy, more efficiency and less setup time when compare to the design of Time-Way by engineers. Keywords : time-way for H, configuration of electroplating machine


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

3

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

1. บทนำ

เครื่องชุบ (Plating machine) เป็นเครื่องจักรที่มีการออกแบบมาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการชุบผิว โลหะ เครื่องชุบโดยทั่วไปจะมีการออกแบบให้มีถังเคมีรวมทั้งถังน้ำล้าง วางเรียงกันในแนวลึกและมีเครน (Hoist) ทำหน้าที่ยกชิ้นงานจากถังหนึ่งไปอีกถังหนึ่ง โดยเครนจะวิ่งอยู่บนราง เครนอาจจะมีมากกว่าหนึ่งตัว เครนทุกตัวที่วิ่งอยู่บนรางเดียวกันไม่สามารถวิ่งสวนกันได้ (Cross over) และเครนแต่ละตัวจะมีช่วงการ ทำงานที่ถูกกำหนดไว้ (Hoist zone) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิศวกรผู้ออกแบบเครื่องชุบ เครื่องชุบแบบนี้เรียกว่าเครื่อง ชุบที่มีการจัดวางเครื่องแบบตัวไอ สำหรับเครื่องชุบที่ต้องการเวลาในการชุบที่นาน มาก ๆ จะมีการออกแบบเครื่องชุบให้มีถังชุบ จำนวนมาก และถ้าหากมีการจัดวางถังเรียงกันในแนวลึกต่อไปเรื่อย ๆ จะทำให้พื้นที่สำหรับวางเครื่องชุบยาว มาก ทำให้มีการจัดวางถังของเครื่องชุบขนานกัน เพื่อลดความยาวของเครื่องและออกแบบให้มีตัวส่งผ่านชิ้น งานระหว่างเครื่องที่วางขนานกัน เครื่องชุบแบบนี้เรียกว่าเครื่องชุบที่มีการจัดวางเครื่องแบบตัวเอช ดังแสดงใน รูปที่ 1 และการออกแบบกราฟเวลาสำหรับเครื่องชุบที่มีการจัดวางแบบตัวเอชจะมีข้อกำหนดเพิ่มขึ้นจากการ ออกแบบกราฟเวลาสำหรับเครื่องชุบที่มีการจัดวางเครื่องแบบตัวไอ รูปที่ 1 เครื่องชุบที่มีการจัดวางเครื่องแบบตัวเอช

2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

การศึกษาการออกแบบกราฟเวลาสำหรับเครื่องชุบได้เริ่มมีการทำการศึกษามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1976 โดยงานวิจัยของ Phillips และ Unger (1976) ใช้ Mixed-integer programming ในการหารอบเวลา (Cycle time) ที่ดีที่สุดของเครื่องชุบที่มีเครน 1 ตัว และมีถังในกระบวนการชุบทั้งหมด 13 ถัง งานวิจัยของ Baptiste, Legeard และ Varnier (1992) และงานวิจัยของ Manier, et al. (2000) ได้ทำการศึกษาใน กรณีที่มีเครนมากกว่า 1 ตัวทำงานร่วมกัน โดยการใช้โลจิกโปรแกรม (Constraint logic programming) แก้ปัญหาข้อกำหนดที่มีของเครื่อง และวางแผนการทำงานของเครนเพื่อป้องกันการชนกัน โดยได้พัฒนาบน โปรแกรมภาษาโปรล็อก (Prolog) ลักษณะการแก้ปัญหาจะเหมือนกับวิธีการบรานช์แอนด์เบานด์ (Branch and Bound) โดยกำหนดให้แต่ละบรานช์ตัดสินใจในการแก้ปัญหาแต่ละขั้นตอนการทำงาน และผลที่ได้จาก การค้นหาใน แผนภูมิต้นไม้จะเป็นเส้นทางที่เครนสามารถทำงานได้ ในงานวิจัยของ Matsuo, Shamg และ Sullivan (1989)ได้ใช้ระบบผู้เชี่ยวชาญแก้ปัญหาในสองส่วนคือ 1 วางแผนการทำงานของเครนเพื่อให้ได้รอบ เวลาที่สั้น และ 2 ปรับการทำงานของเครนเมื่อเครื่องจักรมีปัญหาโดยปรับรอบเวลาให้เหมาะสม งานวิจัยที่ได้ ศึ ก ษามาทั้ ง หมดจะกล่าวถึงการทำออกแบบกราฟเวลากั บ เครื่ อ งชุ บ ที่ มี ก ารจั ด วางเครื่ อ งแบบตั วไอ (“I”


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

4

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

Configuration) แต่ในอุตสาหกรรมการผลิตแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ จะมีเครื่องชุบที่มีการจัดวางเครื่องแบบ ตัวเอชด้วย (“H” Configuration) โดยงานวิจัยนี้จะทำการ ศึกษาไปถึงกรณีที่เครื่องชุบมีการจัดวางเครื่อง เป็นแบบตัวเอช

3. ขอบเขตของงานวิจัย

งานวิจัยนี้ศึกษาการออกแบบกราฟเวลาสำหรับเครื่องชุบแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีขอบเขตดังนี้ เครื่องชุบสามารถมีเครนหลายตัววิ่งอยู่บนรางเดียวกัน (Multi hoist) มีถังแบบหลายถังแต่ทำหน้าที่เดียว (Multi position tank) มีเวลาที่ต้องการของแต่ละถังเป็นช่วงเวลา (Time-Windows) และมีการจัดวาง เครื่องแบบตัวเอช ซึ่งขอบเขตของงานวิจัยที่ทำการศึกษา ถือว่าใกล้เคียงกับเครื่องชุบที่มีใช้อยู่ในอุตสาหกรรม การผลิตแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุด

4. การออกแบบกราฟเวลาสำหรับเครื่องชุบแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์

งานวิ จั ย นี้ ไ ด้ เ ริ่ ม ทำการศึ ก ษาการออกแบบกราฟเวลาสำหรั บ เครื่ อ งชุ บ แบบพื้ น ฐาน (Simple machine) และพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อให้สามารถทำการออกแบบกราฟเวลาสำหรับเครื่องชุบที่มีการจัดวาง เครื่องแบบตัวเอช วิธีการที่ใช้ในการแก้ปัญหาคือ เริ่มต้นจากการคำนวณหารอบเวลาที่สั้นที่สุด (Minimum cycle time) และรอบเวลาที่ยาวที่สุด (Maximum cycle time) ที่เครื่องชุบสามารถทำได้ โดยใช้ข้อมูล จากข้อกำหนดทางฟิสิกส์ของเครน และช่วงเวลาของแต่ละถัง (Time-Windows) จากสมการดังนี้

เมื่อ i = 1,2,3,…n n คือ ถังแบบปกติ ในกรณีที่เครื่องชุบมีถังแบบหลายถังแต่ทำหน้าที่เดียว จะได้สมการดังนี้ เมื่อ j = 1,2,3,… m m คือ ชุดของถังแบบหลายถังแต่ทำหน้าที่เดียว


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

5

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

พารามิเตอร์ต่าง ๆ สามารถอธิบายได้ดังนี้ α คือ รอบเวลาที่น้อยที่สุดที่พิจารณาข้อกำหนดทางฟิสิกส์ของเครน β0 คือ รอบเวลาที่น้อยที่สุดที่พิจารณาจาก ช่วงเวลาที่ต้องการในกระบวนการชุบของถังแบบปกติ β1 คือ รอบเวลาที่น้อยที่สุดที่พิจารณาจากช่วงเวลาที่ต้องการในกระบวนการชุบของถังแบบหลายถังแต่ทำ หน้าที่เดียว γj คือ รอบเวลาที่มากที่สุดที่พิจารณาจากช่วงเวลาที่ต้องการในกระบวนการชุบของถังแบบหลายถังแต่ทำ หน้าที่เดียว Li คือ เวลาที่มากที่สุดที่ยอมรับได้ของถังแบบปกติ Ns คือ จำนวนขั้นตอนการทำงานของเครนในกระบวน การชุบ Nj คือ จำนวนถังของถังแบบหลายถังแต่ทำหน้าที่เดียว Tf คือ เวลาที่เครนใช้สำหรับวิ่งกลับมาที่จุดเริ่มต้นเมื่อทำงานครบรอบการทำงาน Tj คือ เวลาที่น้อยที่สุดที่ยอมรับได้ของถังแบบหลายถังแต่ทำหน้าที่เดียว Ts คือ เวลาสำหรับทำงานใน 1 ขั้นตอนการทำงานของเครน Uj คือ เวลาที่มากที่สุดที่ยอมรับได้ของถังแบบหลายถังแต่ทำหน้าที่เดียว X1 คือ รอบเวลาที่สั้นที่สุดในกรณีที่เป็นเครื่องชุบแบบพื้นฐาน Y1 คือ รอบเวลาที่ยาวที่สุดในกรณีที่เป็นเครื่องชุบแบบพื้นฐาน X2 คือ รอบเวลาที่สั้นที่สุดในกรณีที่เครื่องชุบมีถังแบบหลายถังแต่ทำหน้าที่เดียว Y2 คือ รอบเวลาที่ยาวที่สุดในกรณีที่เป็นเครื่องชุบมีถังแบบหลายถังแต่ทำหน้าที่เดียว ในกรณีที่เป็นเครื่องชุบแบบพื้นฐานค่ารอบเวลาที่ยาวที่สุดกำหนดให้เป็น 3 เท่าของรอบเวลาที่สั้น ที่สุดเนื่อง จากไม่มีกำหนดทางฟิสิกส์ของเครน ห���ือช่วงเวลาที่ต้องการของถังปกติที่สามารถนำมาคำนวณหาร อบเวลาที่ยาวที่สุดได้ แต่ในกรณีที่เครื่องชุบมีถังแบบหลายถังแต่ทำหน้าที่เดียวเวลาที่ต้องการของถังนี้จะเป็นตัว กำหนดค่ารอบเวลาที่ยาวที่สุด เมื่อได้รอบเวลาที่สั้นที่สุดแล้ว จะนำมาเป็นค่ารอบเวลาเริ่มต้นสำหรับใช้ในการ ค้นหาในแผนภูมิต้นไม้ (Tree search) ในการหาความเป็นไปได้สำหรับจัดเรียงทุกขั้นตอนการทำงาน (Process sequence) ของเครื่องให้อยู่ในรอบเวลาที่กำหนด 4.1 การค้นหาในแผนภูมิต้นไม้ (Tree search) สำหรับการแก้ปัญหาสำหรับเครื่องชุบ แบบพื้นฐาน จะเริ่มต้นจากการกำหนดให้ขั้นตอนการทำงานของเครื่องชุบ 1 ขั้นตอน (1 Step transfer) เป็น 1 โหนด จากนั้นเริ่มการคำนวณโดยการกำหนดขั้นตอนการโหลดชิ้นงานเข้าเครื่องชุบเป็นโหนดที่ 1 และเป็นโหนด เริ่มต้น หลังจากนั้นเริ่มค้นหาเข้าไปที่ละโหนดในขณะที่ทำการค้นหาเข้าไปในแต่ละเส้นทาง จะทำการจัดเรียง โหนดและตรวจสอบความเป็นไปได้ในการจัดเรียงโหนดในรอบเวลาที่กำหนดไปพร้อมกันด้วย


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

6

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

ตัวอย่างที่ 1 สำหรับเครื่องชุบที่มี 4 ขั้นตอนการทำงานมีวิธีการจัดเรียงโหนดและการตรวจสอบดังนี้ รูปที่ 2 แผนผังการค้นหาในแผนภูมิต้นไม้สำหรับ 4 โหนดโดยเริ่มที่โหนด 1

รูปที่ 3 การเรียงของโหนดจากโหนดที่ 1 ถึง 4

จะเริ่มค้นหาที่โหนด 1 และเส้นทางแรกที่ได้แสดงดังรูปที่ 3 โดยแต่ละโหนดแทน 1 ขั้นตอนการ ทำงานของเครื่องชุบ ดังนั้นสามารถนำเวลาเริ่มต้นของแต่ละขั้นตอนมาวางลงในแกนเวลา (Time line) โดย จะกำหนดเวลาเริ่มต้นสำหรับการคำนวณ ให้เป็นกึ่งกลางระหว่างเวลาที่มากที่สุดกับเวลาที่น้อยที่สุดของช่วง เวลาที่ต้องการของแต่ละถัง ดังนั้นเวลาเริ่มต้นที่ได้คือเวลาที่จุดกึ่งกลาง (Mid) ของเวลาที่ต้องการ เวลาที่ ต้องการมากที่สุดของแต่ละถังคือ (Max) และเวลาที่ต้องการน้อยที่สุดของแต่ละถังคือ (Min) ดังแสดงใน

รูปที่ 4 รูปที่ 4 การวางโหนดลงในแกนเวลาสำหรับ 4 โหนด และรอบเวลาเริ่มต้นจะได้จากการคำนวณหารอบเวลาที่สั้นที่สุด รอบเวลานี้จะถูกนำมากำหนดเป็นรอบของการ ทำงานของเครื่องชุบ และจากตัวอย่างในรูปที่ 4 โหนดที่ ทำงานต่อเนื่องกันจะถูกวางลงในแกนเวลาโดยเริ่มที่ โหนด 1 ต่อเนื่องจนถึงโหนดที่ 4 โหนดที่มีการทำงานเกินรอบเวลาที่กำหนด จะถูกจัดให้เข้ามาอยู่ในรอบเวลา ในรอบถัดไปดังแสดงในรูปที่ 5


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

7

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

รูปที่ 5 การจัดโหนดให้อยู่ในรอบเวลา ตรงตำแหน่ง Mid คือการทำงานเริ่มต้นที่ถูกกำหนดไว้สำหรับคำนวณในตอนเริ่มต้น เมื่อจัดทุก โหนดให้อยู่ในรอบเวลาเดียวกันแล้ว จะเห็นว่ามีการทำงานซ้อนกันในเวลาเดียวกัน จากรูปที่ 4 คือ โหนด 4 กับโหนด 1 ซึ่งเครน 1 ตัวไม่สามารถทำงาน 2 อย่างได้ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงต้องมีการเลื่อน โหนดการ ทำงานของบางโหนดออกไป ในตัวอย่างได้ทำการเลื่อน โหนด 4 ไปข้างหน้า เวลาที่สามารถเลื่อนโหนด 4 ออกไปได้โดยไม่ทำให้เวลาของถังที่เกี่ยวข้องออกนอกขอบเขตของช่วงเวลาที่กำหนด คือ พารามิเตอร์ต่าง ๆ สามารถอธิบายได้ดังนี้ ∆Tsf คือ เวลาที่สามารถทำการเลื่อนโหนดได้ ในกรณีการเลื่อนไปข้างหน้า ∆Tsb คือ เวลาที่สามารถทำการเลื่อนโหนดได้ ในกรณีการเลื่อนถอยหลัง T2 คือ เวลาที่สามารถเลื่อนได้โดยไม่ทำให้เวลาในโหนดนั้นออกนอกช่วงเวลาที่ต้องการที่ถูกกำหนดไว้ สำหรับถังนั้น T3 คือ เวลาที่สามารถเลื่อนได้โดยไม่ทำให้เวลาในโหนดถัดไปออกนอกช่วงเวลาที่ต้องการที่ถูกกำหนดไว้ สำหรับถังถัดไป การตรวจสอบว่าการเลื่อนโหนดสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่ จะตรวจสอบเทียบกับเวลาที่เครน ต้องการในการวิ่งมาทำงานโหนดนั้น หลังจากจบการทำงานในโหนดก่อนหน้า โดยเวลาที่เครนต้องการคือ T1 พารามิเตอร์ต่าง ๆ สามารถอธิบายได้ดังนี้ T1 คือ เวลาที่เครนต้องการสำหรับวิ่งมาทำงานในโหนดถัดไป DT คือ ถังที่เครนจะวิ่งไปทำงานในโหนดถัดไป CT คือ ถังปัจจุบันที่เครนจอดอยู่ Fs คือ เวลาที่ใช้ในการวิ่งระยะ 1 ถังที่ความเร็วสูงสุดของเครน มีหน่วยเป็นวินาทีต่อถัง Ss คือ เวลาที่ใช้ในการวิ่งระยะ 1 ถังที่ความเร็วต่ำสุดของเครน มีหน่วยเป็นวินาทีต่อถัง


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

8

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

จากสมการที่ (10) เวลา T1 ถูกนำมาใช้ในการตรวจ สอบความสำเร็จของการเลื่อนโหนด โดยทุก ครั้งที่มีการเลื่อนโหนดจะมีการคำนวณหาค่า T1 และถ้า T1< ∆Tsf หรือถ้า T1<∆Tsb ถือว่าสามารถทำการเลื่อน โหนดได้ ถ้าหาก T1>∆Tsf หรือ ถ้า T1>∆Tsb จะถือว่าการเลื่อนโหนดไม่สำเร็จ จะออกจากการค้นหาโหนดนั้น และทำการค้นหาในโหนดถัดไป ถ้าทำการค้นหาครบทุกโหนดแล้วไม่สามารถทำการเลื่อนโหนดได้สำเร็จ จะ ทำการเพิ่มรอบเวลาการทำงานของเครื่องชุบขึ้นอีก 1 วินาที และเริ่มขั้นตอนการค้นหาคำตอบและการเลื่อน โหนดใหม่ ถ้ายังไม่สามารถหาคำตอบได้จะทำการเพิ่มรอบเวลาการทำงานของเครื่องชุบ ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง ค่ารอบเวลาที่มากที่สุดจึงจะหยุดการค้นหา ผลการค้นหาจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อสามารถนำทุกโหนดมาวางลงใน รอบเวลา แล้วเครนสามารถวิ่งไปทำงานได้ทุกโหนด และหลังจากสามารถทำการวางโหนดในรอบเวลาได้แล้ว จะคำนวณหาเวลาจุ่มที่อยู่ในแต่ละถัง และนำมาแสดงในกราฟเวลา 4.1.1 การตรวจสอบการชนกันของเครน ใช้วิธีตรวจสอบตำแหน่งถังที่เครนจอดอยู่ในแต่ละขั้นตอนการทำงานในแกนเวลา และนำผลต่างของ ถังที่เครน แต่ละตัวจอดอยู่มาเทียบกับระยะห่างของเครนที่ไม่ชนกัน (Hoist gap) ตัวอย่างที่ 2 เครื่องชุบมีเครน 2 ตัว มี 7 ถัง ระยะห่างระหว่างเครนที่ไม่ชนกันคือ 2 ถัง และหลังจาก การจัดเรียงโหนดลงในรอบเวลาเสร็จแล้วได้การเรียงของโหนดของแต่ละเครน ดังแสดงในรูปที่ 6 และรูปที่ 7 รูปที่ 6 การเรียงโหนดของเครน A หลังจากการจัดเรียงโหนดลงในรอบเวลาเสร็จแล้ว รูปที่ 7 การเรียงโหนดของเครน B หลังจากการจัดเรียงโหนดลงในรอบเวลาเสร็จแล้ว จะมีขั้นตอนการตรวจสอบการชนกันของเครนดังนี้ 1. กำหนดตำแหน่งในแกนเวลาที่เครนแต่ละตัวจอดอยู่ให้เป็น L1, L2, L3, …, L14 ดังแสดงใน

รูปที่ 8 2. ตรวจสอบว่าขั้นตอนแรกของแต่ละเครน อยู่ที่แกนเวลาที่ตำแหน่งใด และเครนจอดอยู่ในตำแหน่ง ถังใด ดังแสดงใน รูปที่ 8 เครน A อยู่ที่ L1 ถัง 1 เครน B อยู่ที่ L3 ถัง 5 ผลต่างของถังคือ 5 – 1 = 4 ซึ่ง 4 > 2 แสดงว่าที่ตำแหน่งนี้ไม่มีการชนกัน 3. ทำการตรวจสอบขั้นตอนต่อไปของเครนตัวที่มีตำแหน่งอยู่ก่อนในแกนเวลา จากตัวอย่างคือเครน A ซึ่งมีตำแหน่งอยู่ก่อนในแกนเวลาที่ L2 ถัง 4 เทียบกับเครน B ที่มีตำแหน่งอยู่ในแกนเวลาที่ L3 ถัง 5 เหมือนเดิม ผลต่างของถังคือ 5 – 4 = 1 ซึ่ง 1 < 2 แสดงว่าตำแหน่งนี้มีการชนกันของเครน สามารถสรุปได้ ว่าการวางแผนการทำงานของเครน โดยมีการเรียงของโหนดของเครน A และเครน B ตามรูปที่ 6 และรูปที่ 7 ไม่สามารถทำได้สำเร็จ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

9

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

4. มีอีกกรณีที่ผลต่างของตำแหน่งเครนน้อยกว่าระยะระ หว่างตำแหน่งของเครนที่ไม่ทำให้เครนชน กัน ซึ่งควรจะสรุปว่าเครนมีการชนกันในช่วงเวลานั้น แต่ในความเป็นจ���ิงสามารถเพิ่มขั้นตอนการทำงานของ เครน เพื่อให้เครนสามารถวิ่งหลบกันได้ เช่น ในช่วงเวลาที่เครน B อยู่ ที่ L12 ถัง 3 เครน A อยู่ที่ L13 ถัง 4 ผลต่างของถังคือ 4 – 3 = 1 ซึ่ง 1 < 2 แต่สามารถเพิ่มขั้นตอนการทำงานให้เครน B หลังจากทำโหนด 5 เสร็จให้วิ่งไปที่ถัง 7 และจอดรอเป็นเวลา T2 จึงสามารถทำโหนดต่อไปได้ และให้เครน A จอดรออยู่ที่ถัง 1 เป็นเวลา T1 ก่อนแล้วค่อยวิ่งไปทำ โหนด 2 ซึ่งขั้นตอนการทำงานของเครน B และเครน A ที่เพิ่มเข้าไปนี้ จะไม่ถูกกำหนดในขั้นตอนการทำงานของการชุบ ในตอนเริ่มต้นของการกำหนดกระบวนการชุบ ดังนั้นที่แกน เวลาที่ L13 เครน A อยู่ที่ถัง 4 เครน B อยู่ที่ถัง 7 ผลต่างของถังคือ 7 – 4 = 3 ซึ่ง 3 > 2 ทำให้ไม่มีเครน ชนกันที่เวลานี้ รูปที่ 8 การตรวจสอบการชนกันของเครน 4.2 การแก้ปัญหาเครื่องชุบที่การจัดวางเครื่องแบบตัวเอช (“H” Configuration machine) ที่ ผ่ า นมาเป็ น การศึ ก ษาการแก้ ปั ญ หาสำหรั บ เครื่ อ งชุ บ ที่ มี ก ารจั ด วางเครื่ อ งแบบตั ว ไอ (“I” Configuration) ในหัวข้อนี้จะศึกษาการแก้ปัญหาของเครื่องชุบที่มีการจัดวางเครื่องแบบตัวเอช (“H” Configuration) โดยเครื่องชุบที่มีการจัดวางเครื่องแบบตัวเอชคือ เครื่องชุบที่มีการจัดวางถังขนานกัน เป็นรูป ตัวเอช (“H”) และมีถังสำหรับส่งผ่านชิ้นงาน เป็นตัวส่งงานระหว่างเครื่องทั้ง 2 เครื่อง โดยแต่ละเครื่องจะมี เครนวิ่งทำงานเหมือนกับเครื่องชุบที่มีการจัดวางเครื่องแบบตัวไอ ตัวอย่างของเครื่องชุบที่มีการจัดวางเครื่อง แบบตัวเอช แสดงได้ดังรูปที่ 1 และข้อกำหนดของเครื่องชุบที่มีการจัดวางเครื่องแบบตัวเอช มีดังนี้ 1. เครื่องชุบที่มีการจัดวางเครื่องแบบตัวเอชประกอบ ด้วยเครื่องชุบที่มีการจัดวางเครื่องแบบตัวไอ 2 เครื่องที่ทำงานต่อเนื่องสัมพันธ์กัน (Synchronization) ดังนั้นรอบเวลาการทำงานของเครื่องชุบจึงเป็นรอบ เวลาที่สามารถทำกราฟเวลาได้ทั้ง 2 เครื่องของเครื่องชุบที่มีการจัดวางเครื่องแบบตัวไอ 2. ขณะที่ถังสำหรับส่งผ่านชิ้นงานมีงานอยู่ และกำลังวิ่งส่งงานจากเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่ง เครน ไม่สามารถวิ่งผ่านถังสำหรับส่งผ่านชิ้นงานได้ 3. เครื่องชุบที่มีถังแบบหลายถังแต่ทำหน้าที่เดียว วางอยู่ทั้ง 2 เครื่องจะมีลำดับขั้นตอนการทำงาน ของการชุบแตกต่างกัน ดังนั้นจะมีกราฟเวลาทั้งหมด 2 ชุด


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

10

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

ในกรณีที่เครื่องชุบที่มีการจัดวางเครื่องแบบตัวเอช จะทำการวางแผนการทำงานของเครนสำหรับ เครื่องชุบที่มีการจัดวางเครื่องแบบตัวไอทีละเครื่องก่อน โดยใช้วิธีการเช่นเดียวกับหัวข้อ 4.1 แต่พิจารณาเลือก คำตอบเฉพาะที่เครนไม่วิ่งผ่าน ถังสำหรับส่งผ่านชิ้นงานในขณะที่กำลังวิ่งส่งชิ้นงานระหว่างเครื่อง โดยจะใช้วิธี การเดียวกันกับการตรวจสอบการชนกันของเครน จะกำหนดให้ถังสำหรับส่งผ่านชิ้นงานเป็นเครน 1 ตัว และใน กรณีที่ เครื่องชุบที่มีการจัดวางเครื่องแบบตัวเอชมีข้อกำหนดทางฟิสิกส์ตามข้อ 3 จะต้องวางแผนการทำงาน ของเครน 2 ครั้ง เพราะลำดับขั้นตอนการทำงานของการชุบของเครื่องชุบจะมี 2 แบบขึ้นอยู่กับรอบการทำงาน ของถังแบบหลายถังแต่ทำหน้าที่เดียว

5. ผลการทดลอง

ผลการทดลองที่ได้จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับการออกแบบกราฟเวลาโดยวิศวกรดังแสดงในตารางที่ 1 โดยข้อมูลที่ทำการเปรียบเทียบประกอบไปด้วย 1. เวลาที่ใช้ในการออกแบบกราฟเวลา (Search time) ผลที่ได้จะเป็นการเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ของการออกแบบกราฟเวลา 2. รอบเวลาการทำงานที่ได้จากกราฟ และรอบเวลาการทำงานที่ได้จากการทดลองกับเครื่องชุบ (Graph cycle time and actual cycle time) จะเป็นการตรวจสอบรอบเวลาการทำงานที่แท้จริงของ เครื่องชุบเทียบกับเวลาในกราฟ ผลที่ได้จะเป็นการเปรียบเทียบความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของการ ออกแบบกราฟเวลา ตารางที่ 1 ผลการทดลอง Cycle time Immersion time Onsite test Rework Design Search (h:m:s) time time by time (h:m:s) (h:m:s) Graph Actual Graph Actual (h:m:s) In Software 4:30:00 0:4:08 0:4:08 range In range 3:00:00 In Out of Engineer 4:00:00 0:4:30 0:4:30 range 3:00:00 1:00:00 range หน่วยของเวลาในตารางคือ ชั่วโมง:นาที:วินาที 3. เวลาที่ชิ้นงานจุ่มอยู่ในถัง (Immersion time) เป็นการตรวจจับค่าเวลาที่งานจุ่มอยู่ในถัง เทียบ กับเวลาที่ได้จากการอ่านกราฟเวลา ผลที่ได้จะเป็นการเปรียบเทียบความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของการ ออกแบบกราฟเวลา 4. เวลาที่ใช้ในการทดลองรันเครื่องชุบ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของกราฟเวลา (Onsite test time) เป็นเวลาที่ใช้ในการทดลองรันเครื่องชุบเพื่อตรวจสอบเวลาในข้อ 2 และ 3 และตรวจสอบการวิ่งของ เครน ผลที่ได้จะเป็นการเปรียบเทียบเวลาที่สูญเสีย (Down time) ในขั้นตอนการตรวจสอบกราฟเวลา 5. เวลาในการแก้ไขกราฟเวลา (Rework time) ในกรณีที่เวลาที่ได้ในข้อ 2 และ 3 ไม่ตรงกับเวลา


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

11

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

ในกราฟ หรือเวลาจุ่มของบางถังออกนอกช่วงเวลาที่กำหนด จะมีการแก้ไขกราฟเพื่อให้ได้เวลาจุ่มตามข้อ กำหนด โดยหลังจากแก้กราฟเสร็จแล้ว จะต้องทดลองรันเครื่องเพื่อตรวจสอบเวลาในข้อ 2 และ 3 ใหม่อีก รอบ และจะแก้ไขจนกว่าเวลาที่จุ่มจริงของทุกถังอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องการ ผลที่ได้จะเป็นการเปรียบเทียบ เวลา ที่สูญเสีย (Down time) ในขั้นตอนการแก้ไขกราฟเวลา

6. สรุปผล

จะเห็นได้ว่าการใช้โปรแกรมสำหรับออกแบบกราฟเวลา ใช้เวลาทั้งกระบวนการของการออกแบบน้อย กว่าเมื่อเทียบกับการออกแบบโดยวิศวกร ให้ความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของเวลาจากกราฟมากกว่า ทำให้ ไม่ต้องเสียเวลาในการทดลองรันเครื่องชุบและตรวจสอบเวลาจริงของแต่ละถัง การออกแบบโดยใช้โปรแกรมยัง ได้รอบเวลาการทำงาน (Cycle time) ของเครื่องชุบที่น้อย ซึ่งเป็นการเพิ่มผลผลิตของเครื่องชุบ และยัง เป็ น การเพิ่ ม มู ล ค่ า ของเครื่ อ งชุ บ โดยสามารถออกแบบกราฟเวลาสำหรั บ หลายกระบวนการเก็ บ ไว้ ใ น คอมพิวเตอร์และทำการดาวน์โหลดลงเครื่องชุบเมื่อต้องการใช้งาน

เอกสารอ้างอิง

1. Phillips, L.W. and Unger P.S., 1976, “Matermatical Programming Solution of a Hoist Scheduling Program”, AIIE Transaction, Vol. 8, No. 2, pp. 219-225. 2. Baptiste, P., Legeard B. and Varnier C., 1992, “Hoist Scheduling Problem: an Approach Base on Constrains Logic Programming”, IEEE International Conference on the on Robotics and Automation, May 1992, Nice, France, Vol. 2, pp. 1139-1144. 3. Manier, M.A., Vanier, C. and Baptiste P., 2000, “Constrain-Base Model for the Cyclic Multi-Hoist Scheduling Problem”, Production Planning and Control, Vol. 11, No. 3, pp. 244-257. 4. Matsuo, H., Shang, J.S. and Sullivan R.S., 1989, “A Knowledge-Base System for Stacker Crane Control in Manufacturing Environment”, IEEE Transaction on Systems, Man and Cybernetics, Vol. 19, No. 5, pp. 932-945.

อิจฉา โลกัสมิ ทุชชะหา ความอยากละได้ยากในโลก (สัง.ส. ๑๕/๖๑)


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

12

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

บทความวิชาการ

ความคิดทางการเมืองของประเทศออสเตรเลีย

ดร.ธรรมนิตย์ วราภรณ์ รองศาสตราจารย์ศุภร ศรีแสน

บทคัดย่อ

ความคิดทางการเมืองของออสเตรเลียนี้กล่าวถึงประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ซึ่งมีหลักการเกี่ยวกับ อำนาจ หลักนิติธรรม หลักความยุติธรรม หลักเสรีภาพ และความรับผิดชอบ คำสำคัญ : ความคิดทางการเมือง, ออสเตรเลีย, ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม

Abstract

Australia’s Political Idea Dr.Tammanit Varaporn and Associate Professor Suporn Srisan

Australia’s Political Idea States on Liberal democracy which covers power, rule of law, justice, liberty and responsibility. Keywords : Political Idea, Australia, Liberal democracy

บทนำ

ความคิดทางการเมืองการปกครองของประเทศออสเตรเลียมีพื้นฐานสำคัญมาจากสหราชอาณาจักร โดยเริ่มตั้งแต่การเข้ามายึดครองดินแดนและประกาศให้ออสเตรเลียเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมในปี พ.ศ. 2313 (ค.ศ. 1770) ส่งผลให้แนวคิดการปกครองประเทศ ���ูปแบบการปกครองรวมถึงวัฒนธรรมทางการเมืองของ ออสเตรเลียได้รับมาจาก สหราชอาณาจักรเป็นสำคัญ อาทิ การใช้ระบบกฎหมายแบบจารีตประเพณี การนำ รูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแบบเดียวกับสหราชอาณาจักร พร้อมกับผสมผสานกับรูปแบบการปกครองแบบสหพันธ์รัฐของสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียได้รับอิทธิพลความคิด ทางการเมืองการปกครองมาจากประเทศที่มีความโดดเด่นด้านสิทธิเสรีภาพ ระบบการถ่วงดุลอำนาจภายใต้ ระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นข้อดีสำหรับวางรากฐานทางการเมืองการปกครองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับระบบและรูปแบบการปกครอง การใช้อำนาจของรัฐบาล การ กระจายอำนาจแก่ท้องถิ่น และความเท่าเทียมในสังคม เพื่อให้สอดคล้องกับการบริหารประเทศท่ามกลางความ แตกต่างหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา ค่านิยม และสภาพภูมิประเทศของออสเตรเลียด้วย ความคิดทางการ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

13

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

เมืองการปกครองของออสเตรเลีย ส่วนนี้จะกล่าวถึงแนวคิดสำคัญในการเมืองการปกครองของออสเตรเลีย อัน ได้แก่ การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม 1. ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม – แนวความคิดสำคัญในการเมืองการปกครองของประเทศ ออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลียปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสหราช อาณาจักร รัฐบาลบริหารประเทศในรูปแบบของสหพันธรัฐคล้ายกับประเทศสหรัฐอเมริกา และมีสมเด็จ พระบรมราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรทรงเป็นพระประมุขของเครือรัฐออสเตรเลียตาม รัฐธรรมนูญ นับเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบผสมผสานระหว่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา การ ปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครองที่ให้ประชาชนได้มีโอกาสปกครองตนเอง เพราะถือว่าทุก คนมีคุณค่าและมีความเท่าเทียมกัน มนุษย์เป็นผู้มีเหตุผลและสามารถอยู่ในกระบวนการปกครองตนเองได้เป็น อย่างดี นอกจากนี้บุคคลพึงมีเสรีภาพจึงสมควรได้รับหลักประกันที่จะมีและใช้เสรีภาพนั้นด้วย ถึงกระนั้น ออสเตรเลียก็มีลักษณะเฉพาะของการพัฒนาการทางการเมืองการปกครองของตนเอง ดังจะเห็นได้จากนโยบาย ออสเตรเลียขาว ที่ใช้วางรากฐานประเทศ นโยบายนี้เอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนผิวขาวจาก ยุโรป แต่กีดกันเสรีภาพของบรรดาชนพื้นเมืองและผู้อพยพมาจากหมู่เกาะใกล้เคียง รวมถึงประเทศในแถบ เอเชีย เป็นเหตุให้ออสเตรเลียเกิดปัญหาขัดแย้งเกี่ยวกับความไม่เสมอภาคภายในประเทศ รัฐบาลจึงต้องปรับตัว ด้วยการส่งเสริมความสามัคคีระหว่างเชื้อชาติมากขึ้น ประกอบกับความจำเป็นที่จะต้องติดต่อการค้าระหว่าง ประเทศกับนานาชาติ จึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคมทั้งภายในและภายนอก ประเทศ อันส่งผลให้การเมืองการปกครองของประเทศออสเตรเลียเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม มากขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้ ประชาธิ ป ไตยแบบเสรี นิ ย ม (Liberal Democracy) เป็ น คำที่ ใ ช้ เ พื่ อ อธิ บ ายระบบการเมื อ ง ประชาธิ ป ไตยแบบตะวั น ตก ประเทศอื่ น ๆ ที่ มี ก ารปกครองด้ ว ยระบอบนี้ นอกจากออสเตรเลี ย เช่ น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ และแคนาดา เป็นต้น หลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แบบเสรีนิยมมีอยู่ 4 ประการ ได้แก่ (1) มีความเชื่อในปัจเจกบุคคลบนพื้นฐานความคิดว่าบุคคลนั้นมีศีลธรรม และใช้เหลักเหตุผล (2) มีความเชื่อในเหตุผลและความก้าวหน้า ว่าการเจริญเติบโตและการพัฒนาเป็นเงื่อนไข ทางธรรมชาติของมนุษย์ (3) มีความเชื่อที่ว่าสังคมเป็นรูปแบบการอยู่ร่วมกันบนผลประโยชน์ของกันและกัน บนพื้นฐานของความปรารถนาที่ต้องช่วยเหลือกันและกัน มากกว่าจะเป็นสังคมที่ไร้ระเบียบและเต็มไปด้วย ความขัดแย้ง และ (4) มีเสรีภาพในการตั้งคำถามหรือตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการรวมกลุ่มอำนาจ ไม่ว่าจะ เป็นการรวมกลุ่มโดยปัจเจกบุคคล กลุ่มคน หรือรัฐบาลก็ตาม ดังนั้น จึงสามารถสรุปหลักการเกี่ยวกับระบอบ ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมได้ดังต่อไปนี้ 1. หลักเกี่ยวกับอำนาจ (Power) ในหลักการของประชาธิปไตยจะถือว่า ประชาชนเป็นผู้ มีอำนาจในการปกครองตนเอง ซึ่งในสมัยโบราณจะเป็นการปกครองตนเองโดยตรง แต่ในปัจจุบันจะเป็นการ ปกครองทางอ้อม คือจะต้องมีผู้แทนที่ประชาชนเลือกตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ปกครองแทนประชาชน รัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติคำจำกัดความและขอบเขตของอำนาจเอาไว้ โดยมีกระบวนการตรวจสอบและถ่วง ดุลอำนาจหลาย รูปแบบ อาทิ การออกพระราชบัญญัติการแบ่งแยกอำนาจ ขอบเขตและการใช้อำนาจของคณะ รัฐมนตรีและผู้ พิพากษา นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมปฏิบัติและระบบกฎหมายที่ถูกต้องเที่ยงธรรมเพื่อทำให้ระบบการปกครอง สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น 2. หลักนิติธรรม (Legitimacy) รัฐบาลที่มีความชอบธรรมจะต้องใช้อำนาจในการ บริหารประเทศอย่างถูกต้อง ด้วยหลักนิติธรรม โดยการยึดถือกฏหมายเป็นกฎเกณฑ์หรือกติกาในการดำเนิน การต่าง ๆ เนื่องจากประชาชนได้เลือกผู้แทนมาเพื่อร่างกฎหมาย การใช้กฎหมายจึงเป็นการปฏิบัติตาม เจตนารมณ์ของประชาชน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และยังเป็นการคุ้มครองเสรีภาพของ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

14

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

บุคคลหากมีคดีความระหว่างกัน เพราะหลักกฎหมายจะมีขั้นตอนต่างๆ ชัดเจน ประกอบด้วยหลักเหตุผลใน การพิสูจน์ มิใช่กล่าวหากันด้วยการใช้อารมณ์ หรือเป็นไปในลักษณะศาลเตี้ย หลักนิติธรรมจะทำให้ทุกคนมี ความเสมอภาคกันตามกฎหมาย เพราะทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันตามกฏหมาย หากผู้ใดกระ ทำผิดก็จะต้องรับโทษเท่าเทียมกัน อันเป็นหลักการดั้งเดิมของสังคมอังกฤษ อีกทั้งยังเป็นหลักการปกครองที่ กำหนดให้ฝ่ายตุลาการต้องมีฐานะเป็นอิสระจากอำนาจของฝ่ายบริหารด้วย โดยผู้พิพากษาจะต้องมีความเป็น อิสระ ปลอดจากการแทรกแซงใดๆ และยึดถือหลักของความเป็นกลางในการพิจารณาคดี ดังนั้น หลัก นิติธรรมจึงทำให้เกิดการปกครองที่จำกัดอำนาจรัฐ มิให้ละเมิดเสรีภาพของบุคคล เปรียบเสมือหลักประกันแก่ ประชาชน อันจะสร้างให้เกิดความเสมอภาค และมีสิทธิและหน้าที่ด้านต่างๆ ในฐานะพลเมืองของประเทศ เช่น ในรัฐธรรมนูญกำหนดให้ชาวออสเตรเลีย ทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จะต้องใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งทั้ง ในระดับท้องถิ่น ระดับรัฐ และระดับสหพันธรัฐ เป็นต้น 3. หลักความยุติธรรม (Justice) ความยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตยนั้นหมายถึง ความเท่าเทียมในทางการเมือง กฎหมาย และโอกาสในการได้รับประโยชน์หรือหลักประกันพื้นฐานต่าง ๆ จากรัฐ เพื่อเป็นบันไดก้าวไปสู่ความสำเร็จตามความสามารถของแต่ละบุคคล ส่วนความเท่าเทียมกันทางการ เมืองสะท้อนผ่านการเป็นเจ้าของประเทศเท่ากัน โดยที่ประชาชน 1 คน มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้ 1 เสียง ความยุติธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนสามารถดำเนินไปได้อย่างดี เพื่อ พลเมืองทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน มีการยอมรับ การให้เกียรติและให้ความเคารพต่อกั���และกัน 4. หลักเสรีภาพ (Freedom) หลักเสรีภาพ หมายถึง โอกาสที่บุคคลจะเลือกปฏิบัติในสิ่ง ที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองมากที่สุด ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับเสรีภาพ ใน ขณะที่ไม่ละเมิดประโยชน์ของบุคคลอื่น เสรีภาพจึงต้องมีขอบเขตอย่างเหมาะสม โดยเสรีภาพพื้นฐานจะ เกี่ยวข้องกับบุคคล เช่น ชีวิตและทรัพย์สิน ชื่อเสียงและความก้าวหน้า เป็นต้น ในขณะที่เสรีภาพทางการเมือง จะเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง เช่น การใช้สิทธิลงคะแนนเลือกผู้แทน เป็นต้น นอกจากนี้ ลักษณะของเสรีภาพจะต้องมีความรับผิดชอบควบคู่ไปด้วย กล่าวคือ ประชาชนที่มี เสรีภาพจะต้องมีหน้าที่ด้วย ซึ่งบุคคลที่มีเสรีภาพในการใช้ทรัพย์สินจะต้องมีหน้าที่ใช้ทรัพย์สินโดยไม่ละเมิด ประโยชน์สุขหรือรบกวนบุคคลอื่น ส่วนการมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ต้องมาควบคู่กับการมีหน้าที่ เคารพความเห็นและชื่อเสียงของบุคคลอื่น โดยไม่ใส่ความผู้อื่นให้เกิดการเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือบังคับให้ผู้อื่น เชื่อตามความคิดเห็นของตน ดังนั้น มนุษย์ควรมีเสรีภาพในการตัดสินใจที่จะเลือกกระทำในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ ไม่ว่าจะเป็น เสรีภาพทางการเมืองหรือในการดำเนินชีวิต ในขณะที่รัฐบาลต้องทบทวนบทบาทของตนเองอย่างเหมาะสมด้วย ว่ารัฐควรจะมีระดับการควบคุมและการแทรกแซงทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใดเพื่อที่จะไม่เป็นการละเมิด เสรีภาพของพลเมือง กล่าวโดยสรุป การนำแนวคิดเสรีนิยมผสมผสานกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศ ออสเตรเลีย ทำให้เกิดความสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ เนื่องจากแนวคิดเสรีนิยมเห็นคุณค่าและความ สำคัญของปัจเจกบุคคล เชื่อในความดีงามและคุณธรรมของมนุษย์ แต่มีการปรับปรุงแนวคิดให้เหมาะสมกับ บริบทปัจจุบันมากขึ้น ดังเช่นการที่รัฐเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาด เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนที่ยากไร้และผู้ใช้ แรงงาน ลดช่องว่างของการกดขี่เอารัดเอาเปรียบจากผู้ที่มีความสามารถสูงหรือกลุ่มผลประโยชน์ที่มีกำลังต่อ รองสูง ทำให้เกิดความเสมอภาคในด้านต่างๆ ภายในประเทศมากขึ้น


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

15

บรรณานุกรม

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

จรูญ สุภาพ. (2538). ลัทธิการเมืองและเศรษฐกิจเปรียบเทียบ. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : ไทย วัฒนาพานิช. วิชัย ตันศิริ. (2548). วิวัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. Kelly, Paul. (1992). The End of Certainty: The Story of the 1980s. Sydney : Allen and Unwin. Stokes, Geoffrey. (2004, March) The Australian Settlement’ and Australian Political Thought. Australian Journal of Political Sciences. 139 (1) : 5 - 22. http://www.cultureandrecreation.gov.au/articles/australianhistory/ http://australianpolitics.com/democracy/liberal-democracy.shtml http://www.theaustralian.news.com.au/story/0,20867.1858566-12251,00.html http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Kelly_(journalist) http://www.deakin.edu.au/council/members/staff.php http://en.wikipedia.org/wiki/White_Australia http://en.wikipedia.org/wiki/Terra_nullius http://en.wikipedia.org/wiki/Secularism

อิจฉาหิ อะนันตะโคจะรา. ความอยากมีอารมณ์หาที่สุดมิได้. (ขุ.ชา.ทุก. ๒๗/๙๔.)


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

16

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

17

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

18

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

19

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

20

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

21

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

22

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ใช้ในการสรรหาและเลือกคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน (กระทรวงศึกษาธิการ 2546 : 2 ) โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้ 1.6.4.1 โรงเรียนขนาดเล็ก จำนวนนักเรียนน้อยกว่า 120 คน 1.6.4.2 โรงเรียนขนาดกลาง จำนวนนักเรียน 120 - 300 คน 1.6.4.3 โรงเรียนขนาดใหญ่ จำนวนนักเรียนมากกว่า 300 คน 1.7 กรอบแนวคิดในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาบทบาทการบริหารโครงการ ส่งเสริมการอ่านของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ตามกรอบแนวคิดดังนี้ ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม บทบาทการบริหารโครงการส่งเสริม สถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม การอ่านของผู้บริหาร โรงเรียน 6 ด้าน คือ 1. ตำแหน่ง จำแนกเป็น 1. ด้านการริเริ่มโครงการ 1.1 ผู้บริหารโรงเรียน 2. ด้านการวิเคราะห์และจัดทำโครงการ 3. ด้านการปฏิบัติตามโครงการ 1.2 ข้าราชการครู 2. ขนาดโรงเรียน 4. ด้านการควบคุม กำกับ ติดตามโครงการ 2.1 โรงเรียนขนาดเล็ก 5. ด้านการประเมินโครงการ 2.2 โรงเรียนขนาดกลาง 6. ด้านการปรับปรุงโครงการและ 2.3 โรงเรียนขนาดใหญ่ นำเสนอโครงการ

1.8 สมมุติฐานของการวิจัย

1.8.1 ผู้บริหารโรงเรียนและข้าราชการครูมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการบริหารโครงการ ส่งเสริม การอ่านของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 แตกต่างกัน 1.8.2 ผู้บริหารโรงเรียนและข้าราชการครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในขนาดโรงเรียนต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยว กับบทบาทการบริหารโครงการ ส่งเสริมการอ่านของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อุบลราชธานี เขต 3 แตกต่างกัน

2. วิธีดำเนินการวิจัย 2.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารโรงเรียน และข้าราชการครู โรงเรียนสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ปีการศึกษา 2551 จำแนกเป็น ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 222 คน ครู จำนวน 1,983 คน รวม 2,205 คน (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3

2551 : 7) 2.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน และข้าราชการครู การกำหนดขนาด กลุ่มตัวอย่างได้จากการเปิดตารางสำเร็จรูปของเครชซี และมอร์แกน (Krejcie and Morgan 1970 : 607,


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

23

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

24

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

25

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

26

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

27

นัตถิ ราคะสะโม อัคคิ. ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี. (ขุ.ร. ๒๕/๔๒, ๔๘)

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

28

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

บทความวิจัย

บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู ฉัตรอมร ภูทอง, รองศาสตราจารย์เฉลิมศักดิ์ สุภาผล, อาจารย์ ดร.สกุลรัตน์ กมุทมาศ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อวิจัยและเปรียบเทียบบทบาทของผูบ้ ริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการ พัฒนาวิชาชีพครู ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและครู ที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนขนาดต่างกัน และ ประเภทของโรงเรียนต่างกัน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน 155 คน ครู 1,885 คน กลุ่ม ตัวอย่างเป็นผู้บริหารโรงเรียน 113 คน ครู 320 คน การเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .82 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อย ละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ค่าที ค่าเอ��� และการทดสอบความแตก ต่างรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ ผลการวิจัยพบว่า (1) บทบาทของผูบ้ ริหารโรงเรียนในการส่งเสริม การพัฒนา วิชาชีพครู ตามความคิดเห็นของผูบ้ ริหารโรงเรียนและครู โดยภาพรวมและรายด้าน อยูใ่ นระดับมาก (2) การ เปรียบเทียบระดับการดำเนินการศึ ก ษาบทบาทของผู้ บ ริ ห ารโรงเรี ย นในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู ตาม ความคิ ด เห็ น ของผู้ บ ริ ห ารโรงเรี ย นและครู จำแนกตามตำแหน่ ง โดยรวมพบว่ า มีความคิดเห็นแตก ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) ผู้ บ ริ ห ารโรงเรี ย นและครู ที่ ป ฏิ บั ติ ห น้ า ที่ ใ นโรงเรี ย น ที่มี ขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นว่า บทบาทของผู้ บ ริ ห ารโรงเรี ย นในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู โดยภาพ รวมแตกต่างกัน อย่างมีนยั สำคัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ .01 (4) บทบาทของผู้ บ ริ ห ารโรงเรี ย นในการส่งเสริมการ พัฒนาวิชาชีพครู ตามความคิดเห็นของผูบ้ ริหารโรงเรียน และครู จำแนกตามประเภทของโรงเรียน โดยรวมพบว่า มี ความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คำสำคัญ : ผู้บริหารโรงเรียน, วิชาชีพครู


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

29

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

The Roles of School Administrators in Promoting Professional Development of Teacher, Chatamorn Puthong, Associate Professor Chalermsak Supapon, Dr. Sacoolrat Karnusthamas

Abstract

The purposes of this research were to study and compare the roles of school administrators in promoting professional development of teachers viewed by the school administrators and teachers with difference in school sizes and school types. The results of the research findings were, the roles of school administrators in promoting professional development of teachers, as a whole and each were at high level, the school administrators and teachers with different positions viewed the roles of school administrators in promoting professional development of teachers with statistical significant difference at .01 level, the school administrators and teachers with different school sizes viewed the roles of school administrators in promoting professional development of teachers with statistical significant difference at .01 level, and the school administrators and teachers with different school types viewed the roles of school administrators in promoting professional development of teachers with statistical significant difference at .01 level. Keywords : school administrators, professional teachers.

1. บทนำ

1.1 ภูมิหลัง ภารกิจการบริหารของผู้บริหารโรงเรียนทั้ง 4 งาน คือ งานวิชาการ งานบริหารบุคลากร งาน

บริหารงบประมาณ และงานบริหารกิจการทัว่ ไป (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2545 : 1) การ บริหารงานจะสำเร็จลุลว่ งอย่างมีประสิทธิภาพนัน้ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากครูในโรงเรียน ปัจจัยทีส่ ำคัญอีก ประการหนึง่ ทีท่ ำให้ครูปฏิบตั งิ านได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ คือ การพัฒนาครูในโรงเรียนให้เป็นครูมืออาชีพ ในยุคปัจจุบันข้าราชการครูตอ้ งพัฒนาตนเองให้มปี ระสิทธิภาพตามมาตรฐานทีค่ รุ สุ ภากำหนด เพือ่ ให้ทนั ต่อ เหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีและสามารถแข่งขันกับอารยประเทศได้ ใน บรรดากิจกรรมต่างๆ ที่จะต้องจัดขึ้นในองค์กร เพื่อช่วยให้งานดำเนินไปด้วยดี ต้องอาศัยการบริหารที่มี ประสิทธิภาพ เพราะว่าการบริหารเป็นมรรควิธีทสี่ ำคัญในอันทีจ่ ะทำให้สงั คมพัฒนาเจริญก้าวหน้า สถานศึกษา เป็นองค์กรหนึง่ ซึง่ จะต้องมีการจัดการบริหารงาน มีขนั้ ตอนหรือลำดับขัน้ ในการดำเนินการต่าง ๆ ภายในสถาน ศึกษา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่ใหญ่


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

30

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

ที่สุด และกระจัดกระจายอยู่ทุกส่วนของประเทศ ผู้บริหารโรงเรียน คือ ผูอ้ ำนวยการสถานศึกษาซึง่ เป็นบุคคลที่ สำคัญอย่างยิง่ ในการบริหารสถานศึกษาให้ประสบผลสำเร็จโดยต้องอาศัย ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ คุณลักษณะที่ดีและคุณธรรม ประสิทธิภาพของผูบ้ ริหารสะท้อนจากความสามารถของผูบ้ ริหารโรงเรียนในการพัฒนาครูให้ เป็นครูมืออาชีพให้ เ กิ ด ประโยชน์ สู ง สุ ด ต่ อ การเรี ย นการสอนและการระดมทรั พ ยากรจากชุ ม ชน และให้ ชุมชนเข้ามามีสว่ นร่วมในการจัดการศึกษา จนบรรลุเป้าหมายทีก่ ำหนดไว้ในบรรดาทรัพยากรในการบริหารการศึกษา ทัง้ 4 อย่าง คือ คน เงิน วัสดุอปุ กรณ์ และระบบจัดการทัง้ หมดนับว่าเป็นทรัพยากรทีส่ ำคัญที่สุด (สำนักงานคณะ กรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2541 : 7) การทีผ่ บู้ ริหารจะบริหารสถานศึกษาให้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์นนั้ จำเป็นต้องมีความรูค้ วาม เข้าใจในหลักการบริหารงาน ต้องมีการกำหนดแบบแผน วิธกี ารและขัน้ ตอนในการบริหารไว้เ ป็ น ระบบและสอดคล้ อ ง สั ม พั น ธ์ กั น ซึ่ ง เรี ย กว่ า กระบวนการบริ ห ารผู้ บ ริ ห ารการศึ ก ษาทุ ก ระดั บ ที่ ปฏิบัติงานจะต้องใช้กระบวนการ บริหารตลอดเวลา (นพพงษ์ บุญจิตราดุล 2540 : 80) ดังนั้นผูบ้ ริหารโรงเรียนมีความสำคัญอย่างยิง่ เพราะว่าถ้า สถานศึกษาใดได้ผบู้ ริหารทีม่ คี ณ ุ ภาพในการบริหารงานแล้วย่อมเป็นหลักประกันได้ว่า สถานศึกษานั้นต้องได้รับการ พัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ การเป็นผู้บริหารโรงเรี ย นที่ ดี จ ะต้ อ งมี วุ ฒิ ภ าวะ และบริ ห ารครู บริ ห าร นั ก เรี ย นให้ มี คุ ณ ภาพ ภารกิจหลักของโรงเรียนคือการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพสูงขึ้น บรรลุ วัตถุประสงค์ของหลักสูตรงานบริหารที่เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ภารกิจหลักบรรลุความสำเร็จได้คือการ บริหารงานวิชาการของโรงเรียน เพราะงานวิชาการมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการจัดการเรียนการสอนของครู ในอันที่จะพัฒนาคุณภาพของนักเรียน และเนื่องจากการพัฒนาวิชาชีพครูก็คือการพัฒนาการจัดการเรียนการ สอนของครู ดังนั้นการบริหารงานวิชาการที่ส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครูกค็ อื การช่วยเหลือส่งเสริมหรือจัดดำเนินการให้ ครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้ดีขึ้น พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพสูงขึ้นเป็นปกตินิสัย แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู จะต้องมีกิจกรรมกระบวนการ วิธีดำเนินการ เป้าหมาย สอดคล้องสัมพันธ์กับแนวทางในการพัฒนาวิชาชีพครูจึงจะส่งเสริมช่วยเหลือครูให้พัฒนาการเรียนการสอนได้ อย่างต่อเนื่องถาวร กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอว่า ถ้าเราจะพัฒนาโรงเรียนหรือหน่วยงานใด ก็ตามเราควรจะมองหน่วยงานนั้นในเชิงระบบและดำเนินการทุกอย่างด้วยวิธีการเชิงระบบ ถ้าโรงเรียนใดมี ลักษณะการทำงานเป็นระบบดังกล่าวนี้ กล่าวได้ว่า มีความพร้อมในการพัฒนา จะนำเทคนิคหรือวิธีการใดๆ ใส่เข้าไป โรงเรียนก็ย่อมพร้อมที่จะรับและพัฒนาใช้ให้เหมาะสมต่อไป ซึง่ จะนำไปสูจ่ ดุ ประสงค์และเป้าหมายได้อย่าง ดีทสี่ ดุ (กรมวิชาการ 2545 : 13-14) อาชีพครูเป็นอาชีพทีอ่ าศัยวิชาการในการปฏิบตั งิ าน ถือว่าแนววิชาชีพชัน้ สูงต้องมีการฝึกฝนเรียนรู้ โดยอาศัย หลักทฤษฎีหลาย ๆ อย่างผสมกัน จนสามารถนำไปปฏิบตั ใิ นการเรียนการสอนได้อย่างกลมกลื น ครู ที่ พั ฒ นา วิ ช าชี พ ของตนเองคื อ ครู ที่ พั ฒ นาคุ ณ ภาพนั ก เรี ย นให้ สู ง ขึ้ น อยู่ เ สมอ ด้ ว ยการคิดค้นวิธีที่ดีกว่ามาใช้ในการ เรียนการสอนในหน้าที่รับผิดชอบของตนโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากใคร แต่เกิดการตัดสินใจ ค้นหา ปรับปรุง และ ประเมินงานด้วยตนเองเสมอ ครูที่มีความก้าวหน้าในวิชาชีพจึงต้องปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับการพัฒนาวิชาชีพ ครู รู้ปัญหาในงานอย่างชัดเจน คิดค้นวิธีแสวงหาวิธีการใหม่ๆ ที่ได้ผลดีกว่าเดิมมาใช้ในการปฏิบัติงาน และ นำวิธีการ ที่คัดเลือกว่าดีแล้วไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ปรับปรุงคุณภาพนักเรียนที่สูงขึ้นกว่าเดิม (กมล ภู่ประเสริฐ และโกวิท ประวาลพฤกษ์ 2545 : 51-56) ซึ่งสอดคล้องกับบริหารงานที่ส่งเสริมการพัฒนา วิชาชีพครูของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 2548 :106) ดังนี้ สร้างความตระหนักว่าจะต้องมีการพัฒนา วิเคราะห์หาจุดที่จะพัฒนา แสวงหาวิธี การใหม่ๆ ในการพัฒนา ลงมือปฏิบัติกิจกรรมการพัฒนา ตรวจสอบผลที่เกิดจากการปฏิบัติงาน และสร้าง


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

31

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

ความภูมิใจในผลงาน เสกสรร โสภารัตน์ (2542 : 17) ได้กล่าวว่าผูบ้ ริหารโรงเรียนจำเป็นต้องมีความรูค้ วามสามารถในด้านต่างๆ เช่นความรูท้ วั่ ไปเกีย่ วกับการเคลือ่ นไหวและการเปลีย่ นแปลงการศึกษา การเมือง การปกครอง ด้านเศรษฐกิจ สังคม ความรูเ้ กีย่ วกับหน้าทีผ่ บู้ ริหารโรงเรียน ความรูใ้ นวิชาการบริหารการศึกษา และสามารถนำไปใช้ในการบริหารงาน ในหน้าทีท่ มี่ ปี ระสิทธิภาพและการยอมรับจากผูใ้ ต้บงั คับบัญชา ส่วนคุณลักษณะด้านวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเป็น คุณลักษณะที่สำคัญ ซึ่ง อภัย สบายใจ (2543 : 55) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของผูบ้ ริหารด้านวิสยั ทัศน์ไว้คอื ต้องมีความมุง่ มัน่ มีความเมตตา สนใจศึกษาค้นคว้าวิจยั อย่างจริงจังและนำการศึกษาค้นคว้ามาใช้ในการบริหารงานในสถาน ศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดคุณลักษณะของผู้บริหารดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่แสดงอำนาจและอิทธิพล ซึ่งผู้ บริหารจำเป็นต้องมีเพือ่ ประโยชน์ในการชักจูง โน้มน้าวให้ครูและผูร้ ว่ มงานมีความยินยอมพร้อมใจทีจ่ ะผนึกกำลังปฏิบัติงาน ให้เกิดผลดีต่อหน่วยงานต่อไป 1.2 คำถามการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดคำถามการวิจัยไว้ดังนี้ 1.2.1 ผู้บริหารโรงเรียนและครู มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนใน การส่งเสริม การพัฒนาวิชาชีพครู มากน้อยเพียงใด 1.2.2. ผู้บริหารโรงเรียน และครู มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนใน การส่งเสริม การพัฒนาวิชาชีพครู แตกต่างกันหรือไม่ 1.2.3 ผู้บริหารโรงเรียนและครู ที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนขนาดต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาท ในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู แตกต่างกันหรือไม่ 1.2.4 ผูบ้ ริหารโรงเรียนและครูทปี่ ฏิบตั หิ น้าทีใ่ นประเภทของโรงเรียนต่างกันมีความคิดเห็นเกีย่ วกับบทบาท ในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู แตกต่างกันหรือไม่ 1.3 ความมุ่งหมายการวิจัย ผู้วิจัยกำหนดความมุ่งหมายของการวิจัยไว้ดังนี้ 1.3.1 เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู 1.3.2 เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน และครู เกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหาร โรงเรียนในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู 1.3.3 เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและครู ที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนขนาดต่าง กัน เกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู 1.3.4 เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและครู ที่ปฏิบัติหน้าที่ประเภทของโรงเรียน ต่างกันเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู 1.4 ความสำคัญของการวิจัย การวิจัยเรื่องนี้มีความสำคัญดังนี้ 1.4.1 ผลที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยหวังว่าสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการส่งเสริมการพัฒนา วิชาชีพครูในโรงเรียนต่างๆ ให้ครูมีความก้าวหน้าในวิชาชีพได้ 1.4.2 สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการพัฒนาวิชาชีพครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ แก่ครู และผู้บริหารโรงเรียน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา 1.4.3 ผลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู หน่วยงานอื่นๆ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

32

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

1.5 ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยนี้มีขอบเขตดังนี้

1.5.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน และครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ปีการศึกษา 2552 จำแนกเป็น ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 155 คน ครู จำนวน 1,885 คน รวม 2,040 คน (สำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 (2552 : 7) 1.5.2 กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยนี้คือ ผู้บริหารโรงเรียน และครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การ ศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ปีการศึกษา 2552 1.5.3 ตัวแปรที่ศึกษา ประกอบด้วย ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ตำแหน่ง จำแนกเป็น ผู้บริหารโรงเรียน และครู ขนาดของโรงเรียน จำแนกเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดใหญ่ ประเภทของโรงเรียน จำแนกเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ตัวแปรตาม คือ บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู 4 ด้าน คือด้านการส่งเสริมมาตรฐานความรู้ ด้านการส่งเสริมมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพ ด้านการส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติงาน และด้านการส่ง เสริมมาตรฐานการปฏิบัติตน

1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ

บทบาทของผูบ้ ริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู หมายถึง การดำเนินงานของ ผูบ้ ริหารในการส่งเสริมพัฒนาวิชาชีพครูให้ครูมกี ารพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีความสอดคล้องกับ การเปลี่ยนแปลงของสังคม ตามเกณฑ์มาตรฐานความเป็นครูมืออาชีพ โดยการส่งเสริมการพัฒนาใน 4 ด้าน ดังต่อไปนี้ 1. ด้านการส่งเสริมมาตรฐานความรู้ หมายถึง การวางแผนการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทย และทักษะความรู้ภาษาอังกฤษ และการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้เพียงพอสำหรับการผลิตสื่อการเรียน การวิเคราะห์และประเมินการผลิตสื่อ นวัตกรรม รวมทัง้ ส่งเสริมแหล่งเรียนรูท้ หี่ ลากหลายให้ครูมคี วามรูท้ างวิชาการ ทุกรูปแบบ 2. ด้านการส่งเสริมมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพ หมายถึง การตรวจสอบการทำแผนการ สอน และการนิเทศการสอน การตรวจเยี่ยมและการเอาใจใส่นักเรียน รับฟังความคิดเห็น จัดครูสอนตาม ความถนั ด จนสามารถจั ด กระบวนการเรี ย นรู้ โ ดยเน้ น นั ก เรี ย นเป็ น สำคั ญ และการให้ ร างวั ล ครู ที่ ฝึ ก ฝน ประสบการณ์วิชาชีพ 3. ด้านการส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติงาน หมายถึง การจัดกิจกรรมพัฒนาครูส่งเสริมให้ ครู พั ฒ นาวิ ช าการ ให้ ค รู ร่ ว มงานวิ ช าการกั บ หน่ ว ยงานอื่ น เพื่ อ จั ด กิ จ กรรมที่ ค ำนึ ง ถึ ง ผลทีเ่ กิดกับนักเรียน จัดโครงการพัฒนาสมรรถภาพนักเรียน พัฒนาครูในการผลิตสือ่ ตรวจสอบการปฏิบัติงานของครูการร่วมมือกับชุมชน ส่งเสริมการค้นคว้าหาข้อมูล และส่งเสริมครูให้สร้างโอกาสให้นักเรียนทุกรูปแบบ 4. ด้านการส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติตน หมายถึง ความประพฤติจรรยาบรรณของผูบ้ ริหาร และครู ทีม่ คี วามศรัทธาในวิชาชีพ รักในวิชาชีพ ประพฤติปฏิบตั ติ นเป็นแบบอย่างทีด่ ที งั้ ทางกาย วาจา และจิตใจ ส่งเสริมความมีวินัย สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ และรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม ผู้บริหารโรงเรียน หมายถึง ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนหรือรองผู้ อำนวยการโรงเรียน I โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ในปีการศึกษา 2552 ครู หมายถึง ครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นท���่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ประจำปีการศึกษา 2552


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

33

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

ขนาดของโรงเรียน หมายถึง ขนาดของโรงเรียนแบ่งตามจำนวนนักเรียนในโรงเรียน โดยแบ่งเป็น (สำนักงานเขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาอุ บ ลราชธานี เขต 4 2547 : 76 ) โรงเรียนขนาดเล็ก นักเรียนน้อยกว่า 120 คน โรงเรียนขนาดกลาง นักเรียนตั้งแต่ 120 - 300 คน และ โรงเรียนขนาดใหญ่ นักเรียนมากกว่า 300 คน ประเภทของโรงเรียน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ โรงเรียนระดับประถมศึกษา หมายถึง โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐานทีจ่ ดั การเรียนการสอนตัง้ แต่ชนั้ ปฐมวัย ถึง ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 ประจำปีการศึกษา 2552 โรงเรี ย นระดั บ มั ธ ยมศึ ก ษา หมายถึ ง โรงเรี ย นสั ง กั ด สำนั ก งานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐานที่จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ช่วงชั้นที่ 3 ถึงช่วงชั้นที่ 4 และรวมถึงโรงเรียนประถมศึกษาที่ จัดการศึกษาตั้งแต่ชั้นปฐมวัย ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ขยายโอกาสทางการศึกษา) ประจำปีการศึกษา 2552 1.7 กรอบแนวคิดในการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย ดังภาพประกอบต่อไปนี้ ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม บทบาทในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู สถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม 1. ตำแหน่ง ของผู้บริหารโรงเรียน 4 ด้าน คือ 1. ด้านการส่งเสริมมาตรฐานความรู้ 1.1 ผู้บริหารโรงเรียน 2. ด้านการส่งเสริมมาตรฐานประสบการณ์วชิ าชีพ 1.2 ครู 3. ด้านการส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติงาน 2. ขนาดของโรงเรียน จำแนกเป็น 4. ด้านการส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติตน 2.1 โรงเรียนขนาดเล็ก 2.2 โรงเรียนขนาดกลาง 2.3 โรงเรียนขนาดใหญ่ 3. ประเภทของโรงเรียน 3.1 โรงเรียนระดับประถมศึกษา 3.2 โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา

1.8 สมมุติฐานของการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดสมมติฐานของการวิจัยดังนี้

1.8.1 บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู อยู่ในระดับมาก 1.8.2 ผู้บริหารโรงเรียน และครู มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่ง เสริมการพัฒนาวิชาชีพครูแตกต่างกัน 1.8.3 ผู้บริหารโรงเรียน และครู ที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนขนาดต่างกันมีความคิดเห็น เกี่ยวกับ บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครูแตกต่างกัน 1.8.4 ผู้บริหารโรงเรียน และครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในประเภทของโรงเรียนต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับ บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครูแตกต่างกัน


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

34

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

2. วิธีดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี ้

2.1 ประชากรทีใ่ ช้ในการวิจยั ได้แก่ ผูบ้ ริหารโรงเรียน และครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ปีการศึกษา 2552 จำแนกเป็น ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 155 คน ครู จำนวน 1,885 คน รวม 2,040 คน (สำนั ก งานเขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาอุ บ ลราชธานี เขต 4. 2552 : 7) 2.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริหารโรงเรียน และครู สังกัดสำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษา อุบลราชธานี เขต 4 ปีการศึกษา 2552 การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างใช้ตารางของเครชซี และมอร์แกน ( Krejcie and Morgan 1970 : 608 – 609, อ้างถึงใน ธีระวุฒิ เอกะกุล 2546 : 143 ) ได้กลุม่ ตัวอย่างผูบ้ ริหาร โรงเรียน จำนวน 113 คน ครู จำนวน 320 คน รวมทัง้ สิน้ 433 คน และการเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มแบบง่าย โดยการจับฉลาก 2.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ ในการวิจัย จำนวน 1 ฉบับ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 ประกอบด้วยคําถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป ของผู้ตอบแบบสอบถาม และ ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกีย่ วกับความคิดเห็นของผูบ้ ริหารโรงเรียน และครูตอ่ บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คือ มากทีส่ ดุ มาก ปานกลาง น้อย น้อยทีส่ ดุ รวมทัง้ ฉบับจำนวน 52 ข้อ 2.4 วิธีหาคุณภาพเครื่องมือ ผู้วิจัยได้ดำเนินการหาคุณภาพของเครื่องมือ โดยนำแบบสอบถามไป ทดลองใช้ กับผู้บริหารโรงเรียน และครู ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อุบลราชธานี เขต 3 จำนวน 50 คน หาคุณภาพโดยวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบถามทั้งฉบับ ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ตามวิธีการของ Cronbach ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .82

3. การเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียน และครู ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 433 คน ได้ครบจำนวนร้อยละ 100.

4. การวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล โดยตรวจสอบความสมบูรณ์ของการตอบแบบสอบถามแต่ละฉบับ และคัด เฉพาะแบบสอบถามที่สมบูรณ์ จำนวน 433 ชุด คิดเป็นร้อยละ 100 จำแนกแบบสอบถามออกเป็นกลุ่มตาม ตัวแปรอิสระตรวจให้คะแนนตัวแปรตามในแบบสอบถามแต่ละข้อตามเกณฑ์การให้คะแนน คือ มากที่สุด หมายถึง ระดับความคิดเห็น มากที่สุด (ให้คะแนน 5) มาก หมายถึง ระดับความคิดเห็นมาก (ให้คะแนน 4) ปานกลาง หมายถึง ระดับความคิดเห็น ปานกลาง (ให้คะแนน 3) น้อย หมายถึง ระดับความคิดเห็น น้อย (ให้คะแนน 2) และน้อยที่สุด หมายถึง ระดับความคิดเห็นน้อยที่สุด (ให้คะแนน 1) จากนั้นจึงวิเคราะห์ข้อมูล เกี่ยวกับตัวแปรอิสระ โดยหาค่าร้อยละวิเคราะห์ข้อมูลตัวแปรตาม โดยหาค่าเฉลีย่ และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานโดยใช้ เกณฑ์ (บุญชม ศรีสะอาด 2546 : 162) คือ ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00ระดับความคิดเห็นมากที่สุด3.51-4.50ระดับ ความคิดเห็น มาก 2.51-3.50ระดับความคิดเห็น ปานกลาง 1.51-2.50 ระดับความคิดเห็น น้อย และ 00.001.50 ระดับความคิดเห็น น้อยที่สุด สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าสถิติพื้นฐาน ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิตทิ ใี่ ช้ในการหาค่าความเชือ่ มัน่ ของเครือ่ งมือ ใช้วธิ หี า


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

35

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

ค่าสัมประสิทธิแ์ อลฟาตามวิธกี ารของคอนบาค (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ 2538 : 200) คำนวณค่าที เพื่อ ทดสอบนัยสำคัญของความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม จำแนกตามตำแหน่ง และประเภท ของโรงเรียน และคำนวณค่าเอฟ เพื่อทดสอบนัยสำคัญของความแตกต่างของค่าเฉลี่ย กลุ่มตัวอย่าง 3 กลุม่ ขึน้ ไป จำแนกตามการปฏิบตั หิ น้าทีใ่ นขนาดของโรงเรียน เมือ่ พบรายคูค่ า่ เฉลีย่ ทีม่ คี วามแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงได้ ทำการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการของ เซฟเฟ ในการนำเสนอข้อมูลจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลนั้น ผู้วิจัยนำเสนอในรูปตาราง และการพรรณนาความ

5. สรุปผลการวิจัย

ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 5.1 คุณลักษณะของกลุม่ ตัวอย่างทีไ่ ด้จากการวิจยั ในครัง้ นีเ้ ป็นครู และผูบ้ ริหารโรงเรี ย น คิดเป็นร้อยละ 73.91 และ 26.09 ตามลำดับ จำแนกตามขนาดของโรงเรียน พบว่าโรงเรียนขนาดกลางมีจำนวนมากทีส่ ดุ คิดเป็นร้อยละ 40.70 รองลงมาเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 37.68 และโรงเรียนขนาดเล็ก คิดเป็นร้อยละ 22.12 ตาม ลำดับ 5.2 บทบาทของผูบ้ ริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการพัฒนาวิ ช าชี พ ครู ตามความคิดเห็นของผูบ้ ริหารโรงเรียน และครู โดยภาพรวมและรายด้าน อยูใ่ นระดับมาก โดยมีดา้ นทีม่ ีค่าเฉลี่ยสูงสุดอันดับแรก คือ ด้านการส่งเสริม มาตรฐานการปฏิบัติตน รองลงมาได้แก่ ด้ า นส่ ง เสริ ม มาตรฐานความรู้ ด้ า นการส่ ง เสริ ม มาตรฐาน ประสบการณ์ วิ ช าชี พ และด้านการส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติงาน ตามลำดับ 5.3 การเปรียบเทียบเกี่ยวกับบทบาทของผู้ บ ริ ห ารโรงเรี ย นในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู ตาม ความคิ ด เห็ น ของผู้ บ ริ ห ารโรงเรี ย นและครู จำแนกตามตำแหน่ ง โดยรวมพบว่ า มี ความคิดเห็นแตก ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการส่งเสริมมาตรฐานความรู้ ด้านการส่งเสริมมาตรฐานประสบการณ์วชิ าชีพ ด้านการส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติงานและด้านการส่งเสริม มาตรฐานการปฏิบตั ติ น ผูบ้ ริหารโรงเรียนและครู มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนยั สำคัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ .01 5.4 ผู้ บ ริ ห ารโรงเรี ย นและครู ที่ ป ฏิ บั ติ ห น้ า ที่ ในโรงเรี ย นที่มีขนาดของโรงเรียนต่างกัน มีความคิด เห็นว่า บทบาทของผู้ บ ริ ห ารโรงเรี ย นในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนยั สำคัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ .01 และด้านการส่งเสริมมาตรฐานความรู้ ด้านการส่งเสริมมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพ ด้านการส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติงานและด้านการส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติตน มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 5.5. บทบาทของผู้ บ ริ ห ารโรงเรี ย นในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู ตามความคิดเห็นของผูบ้ ริหาร โรงเรียน และครู จำแนกตามประเภทโรงเรียน โดยรวมพบว่า มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการส่งเสริมมาตรฐานความรู้ และด้านการส่งเสริมมาตรฐาน ประสบการณ์วชิ าชีพ ผูบ้ ริหารโรงเรียน และครู มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วน ด้านการส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบตั งิ าน และด้านการส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบตั ติ น ผูบ้ ริหารโรงเรียน และครู มี ความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนยั สำคัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ .01


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

6. อภิปรายผลการวิจัย

36

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

ผลการวิจัยนี้มปี ระเด็นสำคัญทีค่ วรนำมาอภิปรายผลดังนี้ 6.1 บทบาทของผูบ้ ริหารโรงเรียนในการส่งเสริม การพั ฒ นาวิ ช าชี พ ครู ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร โรงเรียนและครูโดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารมีการส่ง เสริมมาตรฐานการปฏิบัติตน มากที่สุด รองลงมาส่งเสริมมาตรฐานความรู้ ส่งเสริมมาตรฐานประสบการณ์ วิชาชีพ และส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติงาน ตามลำดับ ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่า มาตรฐานวิชาชีพ ทางการศึกษา ประกอบด้วย มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และ มาตรฐานการปฏิบัติตน ได้ประกาศเป็นข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2548 ในการประกอบวิชาชีพทางการศึกษาผู้เข้าสู่วิชาชีพต้องมีมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามที่กำหนด จึงจะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และเมื่อเข้าสู่วิชาชีพแล้วจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน การปฏิบัติงานและมาตรฐานการปฏิบตั ติ น จึงเป็นเหตุผลให้ผู้บริหารโรงเรียนต้องกำกั บ ติ ด ตามการดำเนิ น งาน ของบุคลากรในโรงเรียนซึ่งถือว่าเป็นการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนด้วย 6.2 การเปรี ย บเที ย บเกี่ ย วกั บ บทบาทของผู้ บ ริ ห ารโรงเรี ย นในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู ตามความคิ ด เห็ น ของผู้ บ ริ ห ารโรงเรี ย นและครู จำแนกตามตำแหน่ ง โดยรวม พบว่ า มี ความคิดเห็น แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการส่งเสริมมาตรฐาน ความรู้ ด้านการส่งเสริมมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพ ด้านการส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติงานและด้านการ ส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติตน ผู้บริหารโรงเรียนและครู มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 ซึ่งไม่สอดคล้องกับผลงานวิจัยของสามารถ รักษาศิลป์ (2548 : บทคัดย่อ) ได้วิจัยการบริหาร งานวิชาการของผู้บริหาร โรงเรียนประถมศึกษาในทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนและครูวิชาการโรงเรียน สังกัด สำนักงาน การประถมศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์ จำแนกตามประสบการณ์ในการบริหาร ขนาดของโรงเรียนและ ตำแหน่ง ในการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารโรงเรียน และครูวิชาการโรงเรียน พบว่า การบริหารงาน วิชาการ ทั้ง 4 ด้าน ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนและครูวิชาการ ผู้บริหาร โรงเรียนที่ประสบการณ์ต่างกัน ผู้บริหารโรงเรียนและครูวิชาการโรงเรียนที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนขนาดต่างกัน บริหารงานวิชาการไม่แตกต่างกัน 6.3 ผูบ้ ริหารโรงเรียน และ ครูทปี่ ฏิบตั หิ น้าทีใ่ นโรงเรียนที่มีขนาดของโรงเรียนต่างกัน และสังกัดตาม ประเภทของโรงเรียนต่างกัน มีความคิดเห็นว่า บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพ ครู โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทรี่ ะดับ .01 และด้านการส่งเสริมมาตรฐานความรู้ ด้านการ ส่งเสริมมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพ ด้านการส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติงานและด้านการส่งเสริมมาตรฐาน การปฏิบัติตน มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งใกล้เคียงงานผลงานวิจัยของ แก้วเวียง วิโรจน์รัตน์ (2544 : บทคัดย่อ) ได้วิจัยการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษา ในโรงเรียนประถม ศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดกาฬสินธุ์ ตามความคิดเห็นของครูและผู้บริหารโรงเรียน พบว่า ครูโดยรวมในโรงเรียนขนาดเล็ก และขนาดกลาง มีการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษา โดยรวม และรายด้าน อยูใ่ นระดับน่าพอใจ ยกเว้น การดำเนินงานด้านการกำหนดเป้าหมาย อยูใ่ นระดับดี ส่วนครูในโรงเรียนขนาดใหญ่ มีการดำเนินงานโดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับดี และเห็นว่าการดำเนินงานด้านการจัดทำมาตรฐาน โรงเรียน อยู่ในระดับน่าพอใจในโรงเรียนขนาดต่างกัน เห็นว่า การดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษา โดยรวมและ รายด้าน แตกต่างกัน ในโรงเรียนขนาดใหญ่มกี ารดำเนินงานมากกว่าโรงเรียนขนาดกลาง และขนาดเล็ก


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

37

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

7. ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย

ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยดังนี้ 7.1 ผู้บริหารโรงเรียนมีส่วนสำคัญในการพัฒนาวิชาชีพครูในโรงเรียน โดยโรงเรียนควรเปิดโอกาสให้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการดำเนินการพัฒนาอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพ วิชาชีพครู ให้มีมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพตามที่คุรุสภากำหนด 7.2 ดำเนินการพัฒนาครูอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ด้วยการส่งครูเข้าร่วมอบรมศึกษาและดูงานกับครู หรือผู้เชี่ยวชาญ และโรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จด้านการพัฒนาวิชาชีพครู 7.3 การดำเนินการพัฒนาวิชาชีพครูในโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริม ม���ตรฐานวิชาชีพ ดังนั้นผู้บริหารโรงเรียนต้องกำกับติดตามการดำเนินงานของบุคลากรในโรงเรียนซึ่งถือว่า เป็นการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนด้วย

8. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป

ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไปดังนี้ 8.1 พัฒนารูปแบบ การดำเนินการพัฒนาวิชาชีพครูในโรงเรียน โดยใช้ ห ลั ก การวิ จั ย เชิ ง คุ ณ ภาพ เพื่ อ พั ฒ นาระบบการดำเนินการพัฒนาวิชาชีพครูโรงเรียน 8.2 วิจัยปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ของการดำเนินการพัฒนาวิชาชีพครูในโรงเรียน

9. บรรณานุกรม

กมล ภู่ประเสริฐ. (2545). กระบวนการในการพัฒนา กรุงเทพฯ : ม.ป.ท. กรมวิชาการ. (2545). การพัฒนาวิชาชีพครู. กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ. โกวิท ประวาลพฤกษ์. (2545). การสร้างความเป็นเลิศ. ใน คู่มือการใช้รูปแบบการติดตามและการ ประเมินโครงการในโครงการวิจัยรูปแบบการติดตามประเมินโครงการภายใต้โครงการเงินกู้ ธนาคารโลกเพื่อพัฒนาการศึกษา ครั้งที่ 6 (คพศ. 6). กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ. แก้วเวียง วิโรจน์รัตน์. (2544). การดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดกาฬสินธุ์. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. (การบริหาร- การ ศึกษา). มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ถ่ายเอกสาร. ธีระวุฒิ เอกะกุล. (2546). ระเบียบวิธีวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. อุบลราชธานี : วิทยาการพิมพ์. นพพงษ์ บุญจิตราดุล. (2540). ชี้ทางนักบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ : เอส เอ็ม เอ็ม. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวิจยั ทางการศึกษา. พิมพ์ครัง้ ที่ 5. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. สามารถ รักษาศิลป์. (2548). การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในทัศนะ ของผู้บริหารโรงเรียนและครูวิชาการโรงเรียน สำนักงานการประถมศึกษา จังหวัด เพชรบูรณ์. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การบริหารการศึกษา). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ถ่ายเอกสาร.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

38

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4. (2547). แผนงานและสารสนเทศโรงเรียน. อุบลราชธานี : สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4. ถ่ายเอกสาร. ______. (2548). ข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา ปีการศึกษา 2548. อุบลราชธานี : สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4. ถ่ายเอกสาร. ______. (2552). ข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา ปีการศึกษา 2551. อุบลราชธานี : สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4. ถ่ายเอกสาร. สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2545). เอกสารประกอบการศึกษาด้วยตนเอง : หลักสูตรผูช้ ว่ ยผูบ้ ริหารสถานศึกษาและผูบ้ ริหารสถานศึกษา. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะ กรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. ______. (2541). ก้าวสู่มาตรฐานการเรียนรู้สู่ทักษะชีวิต. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการ ประถมศึกษาแห่งชาติ. เสกสรร โสภารัตน์. (2542). ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามทัศนะของครู ผู้สอนและหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอสังกัดสำนักงาน. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. (การบริหาร การศึกษา). มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ถ่ายเอกสาร. อภัย สบายใจ. (2543). การศึกษาวิสัยทัศน์ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการ ศึกษาอุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (การบริหารการศึกษา). อุบลราชธานี : มหาวิทยาลัย ราชภัฏอุบลราชธานี. ถ่ายเอกสาร.

อิจฉา นะรัง ปะริกัสสะติ. ความอยากย่อมเสือกไสซึ่งนรชน. (สัง.ส. ๑๕/๖๑)


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

39

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

บทความวิจัย

บทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการส่งเสริมการพิทักษ์สิทธิเด็กในโรงเรียน อาราธีก์ รักษาวงศ์, รองศาสตราจารย์เฉลิมศักดิ์ สุภาผล, อาจารย์ ดร. สกุลรัตน์ กมุทมาศ

บทคัดย่อ

ในการวิจัยเรื่องนี้ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน และกรรมการผู้แทน ครู ที่มีตำแหน่งต่างกันที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนที่มีขนาด ที่ตั้งของโรงเรียน และระดับที่เปิดสอนต่างกัน ต่อ บทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็กในโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัยประกอบด้วยผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 140 คน และตำแหน่งกรรมการ ผู้แทนครู จำนวน 140 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ปีการศึกษา 2551 รวมทั้งสิ้นจำนวน 280 คน ซึ่งเลือกมาโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (ตามแบบของ Likert Scale) รวมทั้งหมด 53 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .92 สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ ผลการวิจัย พบว่าผู้บริหารโรงเรียนและกรรมการ ผู้แทนครู มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้น พื้นฐานในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็ก โดยภาพรวมทั้ง 5 ด้าน อยู่ในระดับมาก บทบาทการส่งเสริมการ ดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็กของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.67 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการส่งเสริมการดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็กของคณะ กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจากการค่าที พบว่าในภาพรวมกลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงเรียน ที่มีที่ ตั้งต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการส่งเสริมการดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็กในโรงเรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการส่งเสริมการดำเนินงานพิทักษ์สิทธิ เด็กในโรงเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนด้านอื่น ๆ กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็น ไม่แตกต่างกัน และจากการทดสอบค่าเอฟ พบว่าในภาพรวมกลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนที่มีขนาดต่าง กันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการส่งเสริมการพิทักษ์สิทธิเด็กในโรงเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาถึงคู่ขนาดโรงเรียนในแต่ละกลุ่มโดยวิธีการทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ย 2 กลุ่ม พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ทำงานอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก มีค่าเฉลี่ยมากกว่า กลุ่มที่ทำงานอยู่ในโรงเรียนขนาด กลางและขนาดใหญ่ คำสำคัญ : การพิทักษ์สิทธิเด็ก, บทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

40

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

The Fundamental Education Committee in a Supporting Role of the Child - Protection Project in School

Arathi Raksawong, Associate Professor Chalermsak Supapon, Dr. Sakoolrat Kamothamas

ABSTRACT

The purposes of this research were to study and compare the Fundamental Education Committee in a Supporting Role of the Child - Protection Project in School, viewed by the administrators and teachers of those who were different in position, school size, school location, and class level. The samplers consisted of the 140 administrators and 140 teachers by simple random sampling from the schools, Ubon Ratchathani Education Service Office, Area 3. The tools to collect data were five likert scale questionnaires and the data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, t – test , and F-test. The results of the research were the samplers viewed the Fundamental Education Committee in a Supporting Role of the Child - Protection Project in School at a high level in both overall and each area. And the samplers who were working in different locations of the schools and different size of the schools viewed the supporting role significantly statistical different at .05. The rest of the areas of the supporting roles had not seen the differences in opinions. Keywords : the child protection, fundamental education committee.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

41

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

1. บทนำ

1.1 ภูมิหลัง

คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความจำเป็นและความสำคัญต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียน เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะการบริหารและการจัดการศึกษาของโรงเรียนจักเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและ เกิด ประสิทธิผลได้จำเป็นต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐสภาพปัญหา และความต้องการของท้องถิ่น คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นเสมือนผู้แทนของท้องถิ่น ย่อมต้องมีบทบาทสำคัญต่อการบริหารและ การจัดการศึกษาของโรงเรียน โดยเป็นกลไกเชื่อมโยงนโยบายของรัฐให้เข้ากับชุมชนที่ตั้งโรงเรียน เพื่อพัฒนาผู้ เรียนไปสู่ความเป็นพลเมืองดี เป็นพื้นฐานการศึกษาตลอดชีวิต เป็นพื้นฐานอาชีวศึกษาและเป็นพื้นฐานในระดับ อุดมศึกษา นั่นคือ นำไปสู่ความเป็นคนเก่ง ดี มีสุขของผู้เรียน (ธีระ รุญเจริญ 2550 : 189 - 190) บทบาทหน้ า ที่ ข องคณะกรรมการสถานศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน ตามที่ ก ำหนดไว้ ใ นประกาศกระทรวง ศึกษาธิการ ว่าด้วย คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2543 ข้อที่ 6 คือ ส่งเสริมให้มีการพิทักษ์ สิทธิเด็ก ดูแลเด็กพิการ เด็กด้อยโอกาส และเด็กที่มีความสามารถพิเศษให้ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ เป็นภารกิจหลักอันสำคัญประการหนึ่งที่คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในฐานะตัวแทนท้องถิ่นที่มีส่วน ร่วมในการบริหารจัดการในโรงเรียนต้องให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าภารกิจอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะมีการละเมิด สิทธิเด็กทั้งในและนอกโรงเรียนเป็นอันมาก กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ประกาศและบังคับใช้ระเบียบกระทรวง ศึกษาธิการว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนโดยสถานศึกษา พ.ศ. 2543 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 เพื่อให้มีการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กในสถานศึกษา อย่างจริงจัง (สลัก มาหา 2545: 2) สถานการณ์การละเมิดสิทธิเด็กเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทุกสถานที่ และจากทุกกลุ่มบุคคลแวดล้อม มี การละเมิดโดยบุคคลภายนอกครอบครัว โดยครูในโรงเรียน จากพ่อเลี้ยง หรือแม้กระทั่งในบ้านของตนเองโดย บิดาผู้ให้กำเนิด จากงานวิจัยของฉันทนา บรรพตศิริโชติ พบว่า เด็ก 11 ขวบ มีพฤติกรรมลวนลามและละเมิด ทางเพศต่อเด็กวัย 3- 10 ขวบ จำนวน 10 คน โดยเด็กคนดังกล่าวอยู่ในครอบครัวที่มีพี่น้อง 4 คน พ่อแม่มี อาชีพค้าขายรายวัน มีปัญหาทางด้านการเรียน ค่อนข้างเรียบร้อย ชอบเล่นกับผู้หญิง ในปี พ.ศ. 2543 พบว่า มีการลวนลามและล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงอายุ 3 – 10 ขวบ จำนวน 9 คน และเด็กผู้ชายจำนวน 3 คน เด็กหญิงบางรายถูกล่วงละเมิดมากกว่า 1 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีการเก็บข้อมูลนักเรียนระดับมัธยมศึกษา 5 แห่ง ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการพูดคุยและสังเกตพฤติกรรม รวมทั้งสัมภาษณ์ครูแนะแนวในโรงเรียน 5 แห่ง แสดงสภาพปัญหา การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนของนักเรียน เริ่มเสพยาบ้า มีปัญหาทางอารมณ์ บาง คนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในหอพักตั้งแต่เรียนอยู่มัธยมศึกษาตอนต้น ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่พักอยู่ตามหอพัก มีค่า นิยมที่ผิด ๆ ว่า การมีเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งที่โก้เก๋ นำมาอวดกัน บางคนมีการทุบตีทำร้ายแม่ของตนเองถ้าไม่ให้ เงินใช้ นักเรียนชายและหญิงหลายคนมีพฤติกรรมเป็นนายหน้าให้กับสถานบริการทางเพศ โดยติดต่อให้เพื่อนใน โรงเรียนขายบริการเป็นจำนวนมาก (ฉันทนา บรรพตศิริโชติ 2544: 13) กองระบาดวิ ท ยาได้ เ ก็ บ ข้ อ มู ล การบาดเจ็ บ ของผู้ ม ารั บ บริ ก ารในโรงพญาบาลขนาดใหญ่ ใ น กรุงเทพมหานครและโรงพญาบาลศูนย์ในภาคต่าง ๆ เฉพาะในปี 2541 มีผู้บาดเจ็บจากการถูกทำร้าย จำนวน 13,200 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 420 ราย พบว่า ผู้ถูกทำร้ายบาดเจ็บเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน อายุระหว่าง 15 – 29 ปี และเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี กลุ่มอาชีพที่ได้ รับบาดเจ็บมากที่สุด คือ ผู้ใช้แรงงาน รองลงมาคือ นักเรียน นักศึกษา ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี พบว่า มี การทำร้ายโดยใช้กำลังกายมากที่สุด รองลงมาเป็นการทำร้ายโดยวัตถุที่ไม่มีคม ส่วนเด็กที่ถูกทำร้าย ที่มีอายุ ต่ำกว่า 1 ปี พบว่าเด็ก อายุ 6 เดือน ถูกจับยัดใส่กระเป๋าไว้ข้ามคืน เด็ก 4 เดือน 7 เดือน และ 11 เดือนถูก


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

42

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

ทำร้ายด้วยวัตถุที่ไม่มีคม (กองระบาดวิทยา 2546: 1) สถิติแสดงสภาพปัญหาความรุนแรงทางเพศ จากศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กและสตรี โรงพยาบาลสรรพ สิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า ในปี 2549 มีเด็กและสตรี ถูกล่วงละเมิด ทางเพศ 118 คน บังคับ ค้าประเวณี 6 คน โทรมหญิง 6 คน ถูกข่มขืน 61 คน อนาจาร 12 คน พรากผู้เยาว์ 26 คน คุกคามทาง เพศ ถ้ำมอง และอื่น ๆ 7 คน และพบความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสียหายและผู้กระทำดังนี้ คือ พ่อ ร้อยละ 1.88 พ่อเลี้ยง ร้อยละ 0.94 เพื่อนบ้าน ร้อยละ 44.43 ครู ร้อยละ 1.88 ญาติ ร้อยละ 6.60 เพื่อน ร้อยละ 2.83 สามี ร้อยละ 0.94 อดีตสามี ร้อยละ 0.94 แฟน ร้อยละ 19.81 อดีตแฟน ร้อยละ 1.88 เจ้านาย ร้อย ละ 1.88 คนไม่รู้จัก ร้อยละ 11.32 ไม่ระบุ ไม่ทราบ ร้อยละ 4.71 และพบอีกว่า ค่าเฉลี่ยอายุของผู้ที่ถูกกระทำ ทารุณทางเพศ มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ร้อยละ 23.58 อายุ 15 – 18 ปี ร้อยละ 19.81 (มูลนิธิสตรีธุรกิจ อุบลราชธานี 2550: 19-20) รัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ระบุบุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพ ใน ชีวิตและร่างกาย การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม จะกระทำ มิได้ (มาตรา 32) บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา ไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่าง ทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายผู้ยากไร้ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรืออยู่ในสภาวะยากลำบากต้องได้รับ สิทธิตามวรรคหนึ่ง และการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น (มาตรา 49) เด็กและเยาวชน มีสิทธิในการอยู่รอด และได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจและสติปัญญา ตามศักยภาพใน สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน เป็นสำคัญ (มาตรา 52) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตรา 3 อาจแบ่งสิทธิเด็กที่อนุสัญญาบัญญัติให้การคุ้มครอง ออกเป็น 4 ประการ ใหญ่ ๆ ได้แก่ สิทธิในการมีชีวิตรอด สิทธิในการได้รับการปกป้องคุ้มครองสิทธิในการได้รับการ พัฒนา สิทธิในการมีส่วนร่วม (ผัน ชมพูศรี 2549: 15) จากสถิติแสดงให้เห็นว่า การดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็กยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญสภาพปัญหาที่หนักเพิ่ม มากขึ้นเรื่อย ๆ จากสภาพปัญหาความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม และการถดถอยของสังคม เด็กสามารถถูก ละเมิดสิทธิได้ทุกสถานที่ กับบุคคลทุกคน ในสังคมรอบตัวเด็กโดยจากคน ที่รู้จักและไม่รู้จัก ในโรงเรียนโดยครู ผู้ซึ่งเด็กยกให้เป็นปูชนียบุคคล หรือแม้แต่ในบ้านของตนเองโดยบิดาผู้ให้กำเนิด กฎหมายทั้งในประเทศและ กฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน ต้องการให้ประชาคมโลกเคารพสิทธิ โดยคาดหวังให้ เด็กได้รับสิทธิพื้นฐาน 4 ประการ ดังกล่าวข้างต้น การพิทักษ์สิทธิเด็กในโรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของการพิทักษ์ สิทธิเด็ก เพราะเด็กใช้เวลาส่วนหนึ่งอยู่ในโรงเรียน การบริหารจัดการ การจัดการเรียนการสอน หรือการ ดำเนินการใด ๆ ต้องคำนึงถึงสิทธิเด็กเป็นสำคัญ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีบทบาทหน้าที่ตาม ที่กฎหมายกำหนด ต้อง���ยายามส่งเสริมให้การบริหารจัดการการศึกษา ให้เด็กได้รับสิทธิตามที่กฎหมาย กำหนด เพื่อลดสภาพปัญหาและช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิเด็กในโรงเรียน จากสภาพและปัญหา ดังกล่าว ผู้วิจัยในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางการศึกษาโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 โดยตรง จึงมีความสนใจศึกษาบทบาทคณะ กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็กโรงเรียน ตามความคิดเห็น ของผู้บริหาร โรงเรียนในฐานะเป็นกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง และกรรมการสัดส่วนผู้แทนครูในโรงเรียน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 เพื่อเป็นข้อมูลและเป็นแนวทาง ในการพัฒนาการดำเนินงาน พิทักษ์สิทธิเด็กโรงเรียน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็น ประโยชน์สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ใช้เป็นข้อมูลเพื่อพัฒนา และบริหารจัดการศึกษาให้ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

43

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

1.2 คำถามการวิจัย

1.2.1 ผู้บริหารโรงเรียน และกรรมการผู้แทนครูมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทคณะกรรมการสถาน ศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็ก อยู่ในระดับใด 1.2.2 ผู้บริหารโรงเรียน และกรรมการผู้แทนครู มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทคณะกรรมการสถาน ศึกษาขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็ก แตกต่างกันหรือไม่ 1.2.3 ผู้บริหารโรงเรียน และกรรมการผู้แทนครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่มีขนาดโรงเรียนที่ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็ก แตกต่าง กันหรือไม่ 1.2.4 ผู้บริหารโรงเรียน และกรรมการผู้แทนครู ที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่มีที่ตั้งต่างกัน มีความ คิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็ก แตกต่างกันหรือ ไม่ 1.2.5 ผู้บริหารโรงเรียน และกรรมการผู้แทนครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่มีระดับชั้นที่เปิดสอนต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็กโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 แตกต่างกันหรือไม่ 1.3 ความมุ่งหมายการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ตั้งความมุ่งหมายไว้ดังนี้ 1.3.1 เพื่อทราบระดับความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและกรรมการผู้แทนครูเกี่ยวกับบทบาทคณะ กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็ก 1.3.2 เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและกรรมการผู้แทนครู เกี่ยวกับบทบาท คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็ก 1.3.3 เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและกรรมการผู้แทนครู ที่ปฏิบัติงานใน โรงเรียนมีขนาดต่างกัน เกี่ยวกับบทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิ เด็ก 1.3.4 เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและกรรมการผู้แทนครู ที่ปฏิบัติงานใน โรงเรียนที่มีที่ตั้งต่างกัน เกี่ยวกับบทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิ เด็ก 1.3.5 เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและกรรมการผู้แทนครู ที่ปฏิบัติงานใน โรงเรียนที่เปิดสอนในระดับต่างกัน เกี่ยวกับบทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการส่งเสริมงาน พิทักษ์สิทธิเด็ก

1.4 ความสำคัญของการวิจัย

ผลของการวิจัยใช้เป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุง เกี่ยวกับบทบาทและขอบข่าย ในการส่งเสริมการ บริหารงานพิทักษ์สิทธิเด็กในโรงเรียนของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นสารสนเทศแก่สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้สนใจทั่วไปที่จะนำเอาผลของการวิจัยไปพัฒนาและหาแนวทางการแก้ไข ปัญหาในการบริหาร งานพิทักษ์สิทธิเด็กของผู้บริหารโรงเรียน ให้สอดคล้องกับนโยบายการกระจายอำนาจ และการบริหารงานแบบใช้โรงเรียนเป็นฐาน


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

44

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

1.5 ขอบเขตของการวิจัย

1.5.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน และกรรมการผู้แทนครู ในโรงเรียนสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ปีการศึกษา 2551 จำแนกเป็นผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 222 คน และกรรมการผู้แทนครู จำนวน 222 คน รวม 444 คน 1.5.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน และกรรมการผู้แทนครู 1.5.3 ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ตำแหน่ง ผู้บริหารโรงเรียน และ กรรมการผู้แทน ครู ขนาดของโรงเรียน แบ่งเป็น ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ที่ตั้งของโรงเรียน แบ่งเป็นในเขต เทศบาล และนอกเขตเทศบาล ระดับที่เปิดสอน แบ่งเป็นประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ตัวแปรตาม ได้แก่ บทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็กการศึกษาอุบลราชธานี แบ่งเป็น 5 ด้าน คือ (1) ด้านการส่งเสริมการวางแผนงานพิทักษ์สิทธิเด็ก (2) ด้านการส่งเสริมการดำเนินงานพิทักษ์ สิทธิเด็ก (3) ด้านการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็ก (4) ด้านการส่งเสริมระดม ทรัพยากรในการดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็ก (5) ด้านการส่งเสริมการติดตามผลและประเมินผลงานพิทักษ์สิทธิ เด็ก

1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ

ผู้บริหารโรงเรียน หมายถึง ข้าราชการครูที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย กรรมการผู้แทนครู หมายถึง ข้าราชการครูที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการสถานศึกษาสัดส่วนผู้แทนครู สิทธิเด็ก หมายถึง สิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กควรได้รับ ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก คือ สิทธิในการมี ชีวิตรอด สิทธิในการได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิในการได้รับการพัฒนา สิทธิในการมีส่วนร่วม โรงเรียน หมายถึง โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 แบ่งเป็น ขนาดเล็ก มีนักเรียนไม่เกิน 120 คน ขนาดกลาง มีนักเรียน 121 - 300 คน ขนาดใหญ่ มีนักเรียน 300 คน ขึ้นไป ที่ตั้งของโรงเรียน หมายถึง โรงเรียนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามความในพระราชบัญญัติการ ศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานีเขต 3 ที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลและ นอกเขตเทศบาล ระดั บ ที่ เ ปิ ด สอน หมายถึ ง ระดั บ การศึ ก ษาที่ โ รงเรี ย นสั ง กั ด สำนั ก งานเขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษา อุบลราชธานี เขต 3 เปิดทำการสอน โดยแบ่งเป็นระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา บทบาทคณะกรรมการสถานศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐานในการส่ ง เสริ ม งานพิ ทั ก ษ์ สิ ท ธิ เ ด็ กใน โรงเรียน หมายถึง การดำเนินการงานของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เป็น ไปตามหน้าที่และความรับผิดชอบ ตามบทบาทหน้าที่ในระเบียบบริหารข้าราชการครูและบุคลากรทางการ ศึกษาที่มุ่งเน้นงานด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. ด้านการส่งเสริมการวางแผนงานพิทักษ์สิทธิเด็ก หมายถึง บทบาทการส่งเสริมการ วางแผนงานพิทักษ์สิทธิเด็ก ร่วมวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อยของสถานศึกษา จัดทำข้อมูลสารสนเทศโรงเรียน ศึกษาปัญหาและวางแผนงานติดตามดูแลนักเรียน วางแผนการใช้งบประมาณ จัดทำแผนปฏิบัติงาน จัดทำ แผนงานป้องกัน คุ้มครองและปกป้องเด็กที่มีปัญหาและเป็นกลุ่มเสี่ยง 2. ด้านการส่งเสริมการดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็ก หมายถึง บทบาทการส่งเสริมการดำเนิน


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

45

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

งานตามแผนงานพิทักษ์สิทธิเด็กในโรงเรียน ได้แก่ การป้องกันปัญหาเด็กถูกทอดทิ้ง ปัญหายาเสพติด การทำ ทารุณกรรมเด็ก สื่อลามกอนาจาร การทำอนาจารเด็ก และการละเมิดสิทธิเด็กด้านการศึกษา การคุ้มครอง และสงเคราะห์เด็กที่เสี่ยงต่อการติดยาเสพติด เด็กถูกทำอนาจาร เด็กถูกทำทารุณกรรม การเข้าไปในที่ที่ไม่ เหมาะสม เด็กที่บิดามารดาเสียชีวิตจากโรคเอดส์และประสบภัยพิบัติ เด็กที่เสี่ยงต่อการทำผิด และการส่งเสริม งานดูแลช่วยเหลือนักเรียน ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 3. ด้านการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็ก หมายถึง บทบาทการ ดำเนินงานส่งเสริมให้โรงเรียนพัฒนาบุคลากรเพื่อดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็กในโรงเรียน ร่วมวางแผนงาน พัฒนาบุคลากร อนุมัติแผนงาน ส่งเสริมการจัดสรรงบประมาณ จัดทำโครงการและเสริมแรง บำรุงขวัญและ กำลังใจบุคลากรที่ดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็กของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 4. ด้านการส่งเสริมระดมทรัพยากรในการดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็ก หมายถึง บทบาท การส่งเสริมการระดมทรัพยากร ได้แก่ การร่วมกำหนดแนวทางการระดมทรัพยากรเพื่อพัฒนาบุคลากร ระดม ทรัพยากรบุคคลในท้องถิ่น ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ประชาสัมพันธ์งานพิทักษ์สิทธิเด็กสู่ ชุมชน ร่วมระดมงบประมาณสงเคราะห์เด็กที่มีปัญหาและเป็นกลุ่มเสี่ยงของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้น ฐาน 5. ด้านการส่งเสริมการติดตามผลและประเมินผลงานพิทักษ์สิทธิเด็ก หมายถึง บทบาท การส่งเสริมการวางแนวทาง การติดตามผลและประเมินผลในการป้องกันปัญหา การคุ้มครอง และสงเคราะห์ เด็ก ตรวจสอบการดำเนินกิจกรรมโครงการพัฒนาบุคลากร ตรวจสอบรายผล การดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็ก ในโรงเรียนและนำเสนอต่อมวลชนของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน

1.7 กรอบแนวคิดในการวิจัย

ผู้วิจัยกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัยดังนี้ ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม สถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม บทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็กในโรงเรียน 1. ตำแหน่ง 5 ด้าน คือ 1.1 ผู้บริหารโรงเรียน 1.2 กรรมการผู้แทนครู 1. ด้านการส่งเสริมการวางแผนงานพิทักษ์สิทธิเด็ก 2. ด้านการส่งเสริมการดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็ก 2. ขนาดโรงเรียน 2.1 ขนาดเล็ก 3. ด้านการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรดำเนินงาน 2.2 ขนาด พิทักษ์สิทธิเด็ก 4. ด้านการส่งเสริมระดมทรัพยากรในการดำเนินงาน 2.3 ขนาดใหญ่ พิทักษ์สิทธิเด็ก 3. ที่ตั้งของโรงเรียน 5. ด้านการส่งเสริมการติดตามผลและประเมิน 3.1 ในเขตเทศบาล 3.2 นอกเขตเทศบาล ผลงานพิทักษ์สิทธิเด็ก 4. ระดับที่เปิดสอน 4.1 ประถมศึกษา 4.2 มัธยมศึกษา


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

46

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

1.8 สมมุติฐานของการวิจัย

1.8.1 ผู้บริหารโรงเรียน และกรรมการผู้แทนครู มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทคณะกรรมการสถาน ศึกษาขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็กโรงเรียน แตกต่างกัน 1.8.2 ผู้บริหารโรงเรียน และกรรมการผู้แทนครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่มีขนาดโรงเรียนที่ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมงานพิทักษ์ สิทธิเด็กโรงเรียน แตกต่างกัน 1.8.3 ผู้บริหารโรงเรียน และกรรมการผู้แทนครู ที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่มีที่ตั้งของโรงเรียนต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็กโรงเรียน แตกต่างกัน 1.8.4 ผู้บริหารโรงเรียน และกรรมการผู้แทนครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่มีระดับที่เปิดสอนที่ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็กโรงเรียน แตกต่างกัน

2. วิธีดำเนินการวิจัย 2.1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ผู้บริหารโรงเรียน และครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ปีการศึกษา 2551 จำแนกเป็นผู้บริหารโรงเรียนจำนวน 222 คน และ กรรมการผู้แทนครู จำนวน 222 คน รวม 444 คน 2.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน และ กรรมการสถานศึกษาผู้แทนครู การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างใช้ตารางเครชซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่างผู้บริหาร จำนวน 140 คน กรรมการผู้แทนครูโรงเรียน จำนวน 140 คน รวมกลุ่มตัวอย่าง 280 คน การเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีสุ่มอย่าง ง่าย โดยการจับฉลาก 2.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยได้ใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานวิจัย จำนวน 1 ฉบับ ตอนที่ 1 ประกอบด้วยคําถามเกี่ยวกับตัวแปรอิสระ ตอน ที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับตัวแปรตาม มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด รวมทั้งฉบับจำนวน 53 ข้อ 2.4 วิธีหาคุณภาพเครื่องมือ ผู้วิจัยได้ดำเนินการหาคุณภาพของเครื่องมือ โดยนำแบบสอบถามไป ทดลองใช้กับผู้บริหารโรงเรียนและกรรมการผู้แทนครูที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 50 คน วิเคราะห์หาความ เชื่อมั่น ทั้งฉบับ ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ตามวิธีการ ของ Cronbach ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้ง ฉบับเท่ากับ .92

3. การเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างด้วยตนเอง

4. การวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้วิจัยดำเนินการโดย ตรวจสอบความสมบูรณ์ของการตอบแบบสอบถามแต่ละฉบับ คัดเฉพาะ แบบสอบถามที่สมบูรณ์ จำนวน 280 ชุด คิดเป็นร้อยละ 100 มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล กล่าวคือ จำแนก


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

47

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

แบบสอบถามออกเป็นกลุ่ม ๆ ตัวแปรที่ศึกษา ตรวจให้คะแนนแบบสอบถามแต่ละข้อตามเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ คือ มากที่สุด หมายถึง ระดับความคิดเห็น มากที่สุด (ให้คะแนน 5) มาก หมายถึง ระดับความคิดเห็น มาก (ให้คะแนน 4) ปานกลาง หมายถึง ระดับความคิดเห็น ปานกลาง (ให้คะแนน 3) น้อย หมายถึง ระดับความคิดเห็น น้อย (ให้คะแนน 2) น้อยที่สุด หมายถึง ระดับความคิดเห็น น้อยที่สุด (ให้คะแนน 1) ใน การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยทำดังนี้ คือ วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับตัวแปรอิสระ โดยแจกแจงหาค่าร้อยละ วิเคราะห์ข้อมูลบทบาทคณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็กในโรงเรียน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน และกรรมการผู้แทนครู โดยแจกแจงหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้เกณฑ์ ดังนี้ (บุญชม ศรี สะอาด 2546 : 162) คือ ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00ระดับความคิดเห็น มากที่สุด 3.51-4.50 ระดับควา���คิดเห็น มาก 2.51-3.50ระดับความคิดเห็น ปานกลาง 1.51-2.50ระดับความคิดเห็น น้อย และ 00.00-1.50 ระดับ ความคิดเห็น น้อยที่สุด ได้แก่ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าสถิติพื้นฐาน ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ตามวิธีการของ Cronbach (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ 2538 : 200) ทดสอบสถิติ โดยคำนวณค่าที เพื่อทดสอบนัยสำคัญของความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม จำแนกตามตำแหน่ง ของผู้ตอบแบบสอบถาม (บุญชม ศรีสะอาด 2546 : 115) และคำนวณค่าเอฟ เพื่อ ทดสอบนัยสำคัญของความแตกต่างของค่าเฉลี่ย กลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่มขึ้นไป จำแนกตามประสบการณ์ในการ ทำงาน

5. สรุปผลการวิจัยและอภิปรายผล

5.1 กลุ่มตัวอย่างมีตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 50.0 (140) และตำแหน่งกรรมการ ผู้ แทนครู คิดเป็นร้อยละ 50.0 (140) ทำงานอยู่ในโรงเรียน ขนาดเล็ก คิดเป็นร้อยละ42.9 (120) รองลงมาเป็น ขนาดกลาง คิดเป็นร้อยละ 37.1(104) และ ขนาดใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 20.0 (56) ตั้งอยู่ในเขตเทศบาล คิด เป็นร้อยละ 44.3 (124) และอยู่นอกเขตเทศบาล คิดเป็นร้อยละ 55.7 (156) มีการสอนในระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 58.6 (164) และระดับมัธยมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 41.4(116) 5.2 บทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมการพิทักษ์สิทธิเด็กในโรงเรียน พบ ว่า บทบาทการส่งเสริมการดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็กของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.67 โดยด้านที่สำคัญสามระดับแรก คือ ด้านการส่งเสริมการดำเนินงานพิทักษ์สิทธิ เด็ก มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 3.96 รองลงมาคือ ด้านการส่งเสริมการระดมทรัพยากรในการพิทักษ์สิทธิเด็ก มี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.73 และด้านการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็กมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.71 ตามลำดับโดยมีประเด็นสำคัญที่สมควรนำมาอภิปรายดังนี้ 5.2.1 บทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมงานพิทักษ์สิทธิเด็กใน โรงเรียน โดยรวมทุกด้านมีความคิดเห็น อยู่ในระดับที่มาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยมาก ที่สุดคือ ด้านการส่งเสริม การดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็ก รองลงมาคือ ด้านการส่งเสริมการระดมทรัพยากรใน การพิทักษ์ สิทธิเด็ก ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ด้านการส่งเสริมการวางแผนงานพิทักษ์สิทธิเด็ก แสดงให้ เห็นว่าโรงเรียนภายใต้การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในรูปแบบคณะกรรมการสถาน ศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ โดยคำนึงถึงสิทธิที่เด็กควรได้รับ ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยของ ผัน ชมพูศรี (2549:77) ได้ทำวิจัยเรื่อง ความคิดเห็นในการคุ้มครองสิทธิเด็กในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

48

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

การศึกษาอำนาจเจริญ พบว่า สิทธิที่เด็กได้รับการคุ้มครองในโรงเรียนมากที่สุดคือ สิทธิในด้านการได้รับการ พัฒนา รองลงมาคือ ด้านสิทธิในการปกป้องคุ้มครอง ซึ่งอาจจำแนกตามรายด้านที่มีระดับค่าเฉลี่ยจากมากไป หาน้อยได้ดังนี ้ 5.2.1.1 ด้านการส่งเสริมการดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็กอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.96 เมื่อจำแนกเป็นรายข้อ พบว่า การส่งเสริมการดำเนินงานสงเคราะห์เด็กที่บิดามารดาประสบภัย พิบัติ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 4. 01 ซึ่งเป็นผลจากการที่หน่วยงานภาครัฐได้บริหารจัดการแบบบูรณาการ ระหว่างหน่วยงานต่างสังกัด อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กับ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยอาศัยฐานข้อมูล นักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที รวม ไปถึงเด็กนักเรียนในโรงเรียนผู้ซึ่งครอบครัวประสบภัยพิบัติ ทั้งหน่วยงานทางการศึกษาและหน่วยงานอื่น ๆ จึง มีหน้าที่โดยตรงในการสงเคราะห์เยียวยาตามสิทธิที่เด็กพึงจะได้รับจากสังคม รองลงมาคือ การส่งเสริมการ ดำเนินงานคุ้มครองเด็กจากปัญหายาเสพติด มีค่าเฉลี่ย 4.00 ซึ่งสอดคล้องกับระบบการแก้ปัญหายาเสพติดใน โรงเรียน ตามโครงการโรงเรียนสีขาวของกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้โรงเรียนจะต้องดำเนินตามมาตรการดัง กล่าวเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งมาตรการการป้องกันปัญหายาเสพติดของชาติที่ รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมุ่งกวาดล้างยาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทย และการส่งเสริมการดำเนินงานสงเคราะห์ เด็กพิการ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.98 ตามลำดับโดยอาศัยพื้นฐานที่สังคมไทยเป็นสังคมเอื้ออาทรซึ่งมีฐานความคิด จากทางศาสนาทุกศาสนา อาทิ หลักพรหมวิหารของศาสนาพุทธ หลักเมตตาธรรม(ความรัก)ของศาสนาคริสต์ เป็นต้น รวมทั้งการกระจายอำนาจไปยังองค์กรท้องถิ่นทำให้มีความคล่องตัวในการดำเนินการช่วยเหลือเด็ก เช่น องค์การบริหาร ส่วนตำบล และ เทศบาล เป็นต้น 5.2.1.2 ด้านการส่งเสริมการระดมทรัพยากรในการพิทักษ์สิทธิเด็กอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.73 เมื่อจำแนกเป็นรายข้อ พบว่า การประชาสัมพันธ์การดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็ก ของสถานศึกษา สู่ชุมชน มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 3.84 ซึ่งเป็นผลดีจากการที่โรงเรียนมีระบบการสื่อสารและ ข้อมูลสารสนเทศผ่านระบบอินเตอร์เนต ทำให้สามารถประชาสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง รองลงมาคือ การประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อขอความร่วมมือในการพัฒนาระบบงานติดตาม ช่วยเหลือนักเรียน มี ค่าเฉลี่ย 3.82 โดยอาศัยนโยบายการกระจายอำนาจตามระบบการบริหารราชการแผ่นดิน ให้หน่วยงาน ทุก ภาคส่วนสามารถ แลกเปลี่ยนและบริหารจัดการทรัพยากรองค์กรร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการ ร่ ว มกำหนดแนวทางการระดมทรั พ ยากรเพื่ อ พั ฒ นาคุ ณ ภาพงานพิ ทั ก ษ์ สิ ท ธิ เ ด็ ก มี ค่ า เฉลี่ ย เท่ า กั บ 3.81 สอดคล้องกับกลยุทธ์หลักของกระทรวงศึกษาธิการ ข้อว่า การบริการจัดการแบบมีส่วนร่วม เป็นการเปิดโอกาส ในการจัดการศึกษาให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาร่วมรับรู้ และแก้ปัญหาร่วมกัน รวมถึงการระดมทรัพยากรเพื่อ พัฒนางานพิทักษ์สิทธิเด็กในโรงเรียนนี้ด้วย 5.2.1.3 ด้านการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็กอยู่ใน ระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.71 เมื่อจำแนกเป็นรายข้อ พบว่า ส่งเสริมการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนา บุคลากร มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 3.96 รองลงมาคือ ส่งเสริมการเสริมแรงบุคลากรที่ดำเนินงานพิทักษ์สิทธิ เด็ก มีค่าเฉลี่ย 3.95 และอนุมัติแผนงานพัฒนาบุคลากรพิทักษ์สิทธิเด็ก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.80 ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับระเบียบปฏิบัติของโรงเรียนที่จะต้องมีแผนปฏิบัติการของโรงเรียนที่ผ่านการรับรองและอนุมัติ โดยคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ให้ความสำคัญกับแผนงานโครงการพัฒนาบุคลากรโดยมีการจัดสรรงบ ประมาณเพื่อการพัฒนาบุคลากรอย่างชัดเจน


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

49

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

5.2.1.4 ด้านการติดตามผลและประเมินผลการดำเนินงานพิท���กษ์สิทธิเด็ก อยู่ ในระดับ มากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.67 เมื่อจำแนกเป็นรายข้อ พบว่า ส่งเสริมการติดตามผลและประเมินผล การคุ้มครองเด็กในโรงเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 3.88 รองลงมาคือ ตรวจสอบรายงาน การประเมินผล ก่อนนำเสนอต่อมวลชน มีค่าเฉลี่ย 3.86 และร่วมวางแนวทางการติดตามผล และประเมินผล การดำเนินงาน พิทักษ์สิทธิเด็ก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.74 ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการคุณภาพภายใน ของโรงเรียน เพื่อเป็นการยืนยันรับรับรองมาตรฐานในองค์กรของตนเอง และรองรับการเมินจากภายนอก ทำให้โรงเรียนจะ ต้องติดตามประเมินผลงานตามแผนงานโครงการต่าง ๆ ให้สามารถสำเนอต่อมวลชนได้ 5.2.1.5 ด้านการส่งเสริมการวางแผนงานพิทักษ์สิทธิเด็ก อยู่ในระดับ มาก มี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.65 เมื่อจำแนกเป็นรายข้อ พบว่า ร่วมจัดทำแผนงานคุ้มครองเด็กที่มีปัญหาและอาจเป็นกลุ่ม เสี่ยง มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 4.02 รองลงมาคือ ร่วมกำหนดเป้าหมายการพัฒนาพิทักษ์สิทธิเด็กมีค่าเฉลี่ย 4.01 และร่วมมือกับคณะครูในการจัดระบบข้อมูลสารสนเทศชุมชน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.98 ตามลำดับ ซึ่ง สอดคล้องกับการกระจายอำนาจทางการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ในผลงานของ ธีระ รุญเจริญ (2550 : 189 - 190) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นเสมือนผู้แทน ของท้องถิ่นย่อมต้องมีบทบาทสำคัญต่อ การบริหารและจัดการศึกษา ของโรงเรียน โดยจะเป็นกลไกเชื่อมโยงนโยบาย ของรัฐให้เข้ากับชุมชนที่ตั้ง โรงเรียน เพื่อพัฒนาผู้เรียนไปสู่ความเป็นพลเมืองดี เป็นพื้นฐานการศึกษาตลอดชีวิตเป็นพื้นฐานอาชีวศึกษา และเป็นพื้นฐานในระดับอุดมศึกษา นั่นคือ นำไปสู่ความเก่ง ดี มีสุขของผู้เรียน ซึ่งหมายถึงการที่โรงเรียนจะ ต้องเปิดประตูสู่ชมชนให้ผู้ที่ มีส่วนได้ส่วนเสียมาร่วมกันวางแผนงานในด้าน ต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามพันธะกิจ ของโรงเรียน 5.2.2 เมื่อนำตัวแปรอิสระมาวิจัยโดยการทดสอบค่าที พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มี ตำแหน่ง ที่ ตั้ง ของโรงเรียน และระดับที่เปิดสอน กลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงเรียนที่มีที่ตั้งต่างกันมีความคิดเห็น เกี่ยวกับบทบาทการส่งเสริมการดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็กของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน แตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับการวิจัยของ สลัก มาหา (2545: บทคัดย่อ) ซึ่งได้วิจัย การดำเนินงานส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา อุบลราชธานี พบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กในภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกัน และยังพบอีกว่า ผู้บริหารและครูผู้รับผิดชอบงานกิจการนักเรียนเห็นว่า โรงเรียนดำเนินงานส่ง เสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กมากกว่าประธานนักเรียน 5.2.3 ส่วนการวิจัยโดยการทดสอบค่าเอฟ พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ทำงานอยู่ในโรงเรียนที่ แตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทการส่งเสริมการดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็กของคณะกรรมการสถาน ศึกษา ขั้นพื้นฐาน ในด้านการส่งเสริม การวางแผนงานพิทักษ์สิทธิเด็กที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 สอดคล้องกับการวิจัยของ ผัน ชมพูศรี (2549:77) ที่ได้ทำการวิจัยเรื่อง ความคิดเห็นต่อการ คุ้มครองสิทธิเด็กในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอำนาจเจริญ พบว่า ข้าราชการครูตำแหน่งผู้ บริหารโรงเรียน และครูผู้สอน สังกัดโรงเรียนประถมศึกษาในเขตเทศบาลและเขตชนบทมีความคิดเห็นต่อการ คุ้มครองสิทธิเด็กแตกต่างกัน และนักเรียนแกนนำชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดในสังกัดโรงเรียนประถมศึกษา ในเขตเทศบาลและเขตชนบทมีความคิดเห็นต่อการคุ้มครองสิทธิเด็กแตกต่างกัน


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

50

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

6. ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย

6.1 จัดให้มีการส่งเสริมการวางแผนงานพิทักษ์สิทธิเด็กในโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการร่วม ในการวางแผนการใช้งบประมาณโครงการเกี่ยวกับงานพิทักษ์สิทธิเด็ก ที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด แสดงให้เห็นว่า โรงเรียนยังไม่ได้สร้างบรรยากาศให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง 6.2 จัดให้ควรมีการติดตามผลและประเมินผลการดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็กส่งเสริมการดำเนินการ ป้องกันการกระทำทารุณกรรมเด็กในโรงเรียน ที่มีค่าเฉลี่ยต่ำอาจเป็นเพราะในเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ยังไม่มีเหตุการณ์ทารุณกรรมหนัก ๆ ในโรงเรียน แต่แนวโน้มการทำทารุณกรรมเด็กโดยภาพรวมของ ประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นและมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในโรงเรียนเป็นกรณีตัวอย่างแล้ว 6.3 ส่งเสริมการดำเนินงานจัดทำข้อมูลสารสนเทศนักเรียนเพื่อวางแผนงานป้องกัน คุ้มครองและ สงเคราะห์เด็ก ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจดำเนินการช่วยเหลือนักเรียน ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ 6.4 ส่งเสริมกิจกรรมบำรุงขวัญและกำลังใจบุคลากรที่ดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็กจากค่าเฉลี่ยที่ต่ำ แสดงให้เห็นว่าบุคลากรที่ดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็กยังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร เพราะเงื่อนไขในการพัฒนา วิชาชีพครูในปัจจุบันยังมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นส่วนใหญ่ จนถึงปีการศึกษา 2550 ภาครัฐประกาศ ให้เป็นปีแห่งการดูแลและติดตามช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งทำให้ครูที่ดูแลด้านสิทธิเด็กเริ่มได้รับการส่งเสริม สนับสนุนมากขึ้น 6.5 ส่งเสริมการติดตามผลประเมินผลการสงเคราะห์เด็กในโรงเรียน ซึ่งจะส่งผลต่อการรายงานการ ดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็กต่อสาธารณะชนต่อไป 6.6 ส่งเสริมการแสวงหางบประมาณดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็ก เนื่องจากมีความจำเป็น ที่ต้องใช้งบ ประมาณดำเนินการในการป้องกัน คุ้มครองและสงเคราะห์เด็ก ซึ่งงบประมาณ ส่วนใหญ่ที่ได้รับจากรัฐต้องใช้ ในการบริหารจัดการปัจจัยพื้นฐานยังไม่เพียงพอต่อการจัดสรรมาดำเนินงานพิทักษ์สิทธิเด็ก

7. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป

7.1 ทำการวิจัยเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจของการพิทักษ์สิทธิเด็กในโรงเรียนของบุคคลากรทางการ

ศึกษา 7.2 ทำการวิจัยเกี่ยวกับสภาพปัญหาของการทำงานด้านการพิทักษ์สิทธิเด็ก 7.3 ทำให้มีการวิจัยเกี่ยวกับความต้องการในการบำรุงขวัญและกำลังใจบุคลากรที่ดำเนินงานพิทักษ์ สิทธิเด็ก


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

51

8. บรรณานุกรม

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

กองระบาดวิทยา. 2546. การเฝ้าระวังการบาดเจ็บที่มารับการในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลขนาด ใหญ่ในกรุงเทพมหานครและในแต่ละภาคของประเทศ. กรุงเทพฯ : กองระบาดวิทยา. ฉันทนา บรรพตศิริโชติ. 2544. ปัญหาการละเมิดสิทธิเด็ก. กรุงเทพฯ. : ม.ป.พ. ธีระ รุญเจริญ.2550. ความเป็นมืออาชีพในการจัดและการบริหารการศึกษายุคปฏิรูปการ ศึกษา.กรุงเทพฯ :ข้าวฟ่าง. บุญชม ศรีสะอาด. 2546. การวิจัยเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. ผัน ชมพูศรี. 2549. ความคิดเห็นต่อการคุ้มครองสิทธิเด็กในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การ ศึกษาอำนาจเจริญ. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (บริหารการศึกษา). อุบลราชธานี : มหาวิทยาลับ ราชภัฎอุบลราชธานี. ถ่ายเอกสาร. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2538. เทคนิคการวิจัยทางการศึ���ษา. กรุงเทพฯ. : สุวีริยาสาส์น. สลัก มาหา. 2545. การดำเนินการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัด สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (บริหารการศึกษา). สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี. ถ่ายเอกสาร.

โลโภ ธัมมานัง ปะริปันโถ. ความโลภเป็นอันตรายแห่งธรรมทั้งหลาย. (สัจ.ส. ๑๕/๕๙).


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

52

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

53

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

54

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

55

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

56

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

57

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

ตำแหน่ง หมายถึง สถานภาพการดำรงตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง คือ ผู้บริหารโรงเรียน หมายถึง ผู้ที่ ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่บริหารโรงเรียนได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน หรือรองผู้อำนวยการโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอำนาจเจริญ ปีการศึกษา 2552 ครู หมายถึง ครูที่ปฏิบัติหน้าที่สอนใน โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอำนาจเจริญ ปีการศึกษา 2552 ประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ หมายถึง ระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารโรงเรียน และครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ปฏิบัติหน้าที่น้อยกว่า 10 ปี ปฏิบัติหน้าที่ 10 – 20 ปี และปฏิบัติหน้าที่มากกว่า 25 ปี

1.7 กรอบแนวคิดในการวิจัย

ตัวแปรอิสระ สถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม 1. ตำแหน่ง 1.1 ผู้บริหารโรงเรียน 1.2 ครู 2. ระดับการศึกษา 2.1 ปริญญาตรี 2.2 สูงกว่าปริญญาตรี 3. ประสบการณ์ในการปฏิบตั หิ น้าทีข่ องผูบ้ ริหาร โรงเรียนและครู 3.1 น้อยกว่า 10 ปี 3.2 10 – 25 ปี 3.3 มากกว่า 25 ปี

ตัวแปรตาม บทบาทผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการอ่าน แบบคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนใน 4 ด้าน คือ 1. ด้านการกำหนดแผนและนโยบายด้านวิชาการ 2. ด้านการจัดทำแผนกลยุทธ์ในการ พัฒนางานวิชาการ 3. ด้านการกำกับ ตรวจสอบการปฏิบตั งิ านตามแผน 4. ด้านการสนับสนุนการวัดผล และการประเมินผล การเรียนรู้ของผู้เรียน

1.8 สมมุติฐานของการวิจัย

1.8.1 ผู้บริหารโรงเรียน และครู มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการ อ่านแบบคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนแตกต่างกัน 1.8.2 ผู้บริหารโรงเรียน และครูที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทผู้บริหาร โรงเรียนในการส่งเสริมการอ่านแบบคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนแตกต่างกัน 1.8.3 ผู้บริหารโรงเรียนที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทผู้ บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการอ่านแบบคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนแตกต่างกัน 1.8.4 ครูที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทผู้บริหารโรงเรียน ในการส่งเสริมการอ่านแบบคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนแตกต่างกัน


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

58

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

59

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

60

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

61

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

62

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

63

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

64

อะวิชชานิวุตา โปลา. คนทั้งหลายอันอะวิชชาหุ้มห่อไว้. (วิ.จุล. ๗/๔๐๐ องฺ จตุกฺกฺ ๒๑/๙๓)

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

65

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

Digital Literacy: A Significant Tool In Advancing Literacy Skills of Students in the New Millennium Marie Grace Reoperez

Abstract

The students of this generation are flooded with a plethora of information not just from print but from varied sources such as the Internet. Thus, they need simple literacy, more specific information, and digital literacy so that they will be able to read and understand information coming from different media. Lankshear and Knobel (2007) noted that digitally literate people are quick on their feet in moving from one kind of medium to another. O’Brien and Scharber (2008) added that digitally literate people not only represent idea by selecting modes and tools but also plan how to spatially and temporarily juxtapose multimodal texts to best represent ideas This paper discusses the need to acquire digital information literacy to help students reach a higher standard of achievement as well as to master certain skills needed to survive the complexities of modern life. Digital information literacy which is the application of information literacy in the digital environment is the key to lifelong learning. Instructional models and projects using the Internet as well as some issues regarding the use of information technology in the class are also presented.

Keyword : Information Literacy, Digital Information Literacy, Application of Digital Literacy in a classroom.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

66

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

บทคัดย่อ

ผู้เรียนสมัยนี้ได้รับข้อมูลข่าวสารหลากหลายซึ่งได้มาจากสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ และจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ เช่นทางอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องรู้หนังสือแบบข้อมูลสื่อสารทั่วไป และข้อมูลข่าวสารแบบ ดิจิตัลจึงจะสามารถอ่านและทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้ในระดับสูงสุด จากสื่อในรูปแบบต่างๆ นักวิจัย หลายท่านเช่น Langsheer และ Knobel (2007) ให้ข้อสังเกตว่าประชาชนที่อ่านหนังสือในรูปแบบดิจิตัล สามารถปรับตัวได้ไวในรูปแบบของข้อมูลข่าวสารต่างๆ นอกจากนี้ O’Brien และ Sharber (2008) ได้ให้ ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าผู้รู้หนังสือแบบดิจิตัลยังสามารถประยุกต์ใช้ข้อมูลแบบนี้กับสื่อหลายรูปแบบ เพื่อวางแผนใช้ ความคิดตามที่ต้องการได้ บทความนี้นำเสนอให้เห็นความจำเป็นในการใช้การรู้หนังสือในรูปแบบดิจิตัลเพื่อ ช่วยให้ผู้เรียนในสถานศึกษาสามารถเข้าถึงมาตรฐานสูงสุดของการรู้หนังสือแบบดิจิตัล เพื่อนำเอาข้อมูล เทคโนโลยีการสื่อสารมาใช้ในการวางแผนการสอนและทำโครงการต่างๆในห้องเรียนได้ด้วย คำสำคัญ : การรู้หนังสือแบบข้อมูลข่าวสารทั่วไป การรู้หนังสือแบบดิจิตัล การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การสื่อสารในห้องเรียน

Introduction

The students of this generation do not only read and write more than the past generations but also interact with more information sources (McLaughlin & DeVoogd, 2004) This is because they are flooded with a plethora of information not just from print but from varied sources such as the Internet. For educators, it implies that teaching reading and writing today means more than acquiring basic literacy. It calls for equipping the learners with, ‘new literacies’ such as cultural, critical, higher order, online, and digital literacies. In this information-driven world, it is digital literacies that will serve as a tool to help the students acquire certain skills needed to survive in the complexities of modern life (Bean & Harper, 2008) so that they will not be overwhelmed with the various information that they will be reading from different sources; and learn something relevant to their literate lives. Lankshear and Knobel (2007a) pointed out that students of today need not only possess the ability to read and write but also be equipped with the ability to understand information however they are presented. This paper discusses how digital literacies can be integrated in the so-called regular classrooms and their potentials in helping students enhance their literacy skills and acquire academic knowledge. Digital literacies as tools in teaching reading and writing Digital literacies are socially situated practices supported by skills, strategies, and stances that enable the representation and understanding of ideas using a range of modalities enabled by digital tools (Scharber, 2009). This underscores the integration of technology such as computer, cell-phones and other multimedia to advance the literacy skills of students. Research data show that the use of technology in the classroom can


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

67

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

lead to the following: It allows students to vicariously experience ‘authentic problems’ similar to those that adults face in real life settings. It provides virtual experiences such as using advanced or state-of –the arts tools and equipment (Linn, 1997). It facilitates guided, reflective inquiry through extended projects that include sophisticated concepts and skills. It enhances students’ collaborative construction of meaning through different perspective on shared experiences. It fosters success for all types of students including the disabled and at risks. Scharber (2009) suggested that digital literacies have the potential to bridge new literacies with the old in ways that will gradually transform how young people express their ideas and learn in school. Digitally literate people, he added, are good not only at using varied media, but also at planning and thinking how to combine these multimodal texts to represent ideas. Most students today, especially those with access to technology, are exploring varied media and combining multimodal texts outside school. Since the advent of Internet, mobile phones, and other computer mediated communication, schools become just one of the sources of literacy for them. Nowadays, students turn to the Internet, CMC, and Instant Messaging as very important tools of learning. In fact, they spend a lot of time doing computer-related activities such as blogging, social networking, chatting, playing games, and the likes, (Scharber, 2009). As they engage in these activities, they acquire and develop skills outside of school when they explore the world of technology. The world has not just expanded for them, but their access to literacy has become more diverse and inexhaustible. Unfortunately, teachers and parents still nurture fear and distrust toward these new literacy practices despite the reassurances of educators and researchers (Jacobs, 2008). Often, online literacy is not given much attention in the classroom because it is perceived that students are already immersed in it that they do not need additional time for this during school hours. And worse than this, according to Alvermann (2008), educators in general refuse to let go of print-centric practices. There is a notion that quality education consists only of reading printed matters. Alvermann (2008) further points out that the predominance of print in academic circles is longstanding and is deeply engrained in school curricula. There is the fear of losing print literacy as well as deterioration of writing skills. The fear has not been found for there is no empirical evidence to prove this. As a matter of fact, computer mediated communication supports the use of text for social purposes and provides opportunity for youth to explore identity (Jacobs, 2008). Furthermore, CMC can create opportunities for students to build the skills, attributes, and achievements that position them for participation in a fast capitalist, information economy. Several studies prove that teachers and parents should not see online and multimedia activities of student as deterrent to their reading and writing abilities. In fact


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

68

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

Bruce (2003, p. 5) points out that such activities play ‘intricate and fascinating role in student’s lives. They had indirect bearing on their language and cultural background; on the way they learn, work,and play; on their social relations; on their community; and on their sense of self.’ Jacobs (2004, 2006, 2008) in her studies proved that engaging in ‘hardcore’ Instant Messaging does not deter development of school-based skills in writing of adolescents. In fact, both CMC and IM can serve as media for adolescents to explore and experiment on their writing and reading. According to her, there is no empirical evidence to prove that such practices hinder development of literacy skills such as writing. She further suggests that computer mediated communication (CMC) is not poor writing but a response to social needs as mediated by technological constraints. To develop an understanding how adolescents construct meaning in their IMS and to determine whether such activities get in the way of their literacy acquisition in school, she observed and analyzed IM activities of a 15-year old female student for a period of two years through transcribing the subject’s IMs. The subject, a self-confessed hardcore user of IM was a high-achieving student and an award-winning teen writer, the main reasons for her being chosen as the subject of the study. The study confirmed the findings of other studies station that young people do not consider IM as writing but more of a ‘talking’ activity and that they are aware that the use of short, fragmented sentences, emoticons, abbreviations, and initialisms such as ‘lol’ for laugh out loud is not acceptable in school-based and creative writings. Instead, they are representations of emotional reactions, serious IM conversations, feedbacks that are not possible in nonverbal communications such as IM. For them, IM and CMC are means of socializing and getting in touch with their classmates regarding assignments and other school works. This study also revealed that a student who has acquired good writing skills can distinguish conventions in writing and apply appropriate styles needed and called for in certain writing genres. In observing tenth graders read electronic versions of two award winning books, Larson (2009) found out that e-reading and e-responding provide new ways and open new avenues of reading engagement and understanding of texts. E-book tool including highlighter and note tool were used as means of interacting with the texts. As observed, the students were able to personally react to the written text through the use of these tools. They expressed their thoughts; engaged in self-questions; reflected on the events in the selection; reacted to characters and events that they liked; and processed their understanding of the selections using the tools mentioned in spontaneous ways. The activities promoted motivation to read and active engagement with the texts and at the same time provided new and exciting ways of responding to literature. In another study, Witte (2007) did an action research on online journal writing project that integrates blogging. The project, called Talkback Project, involved middle school students and preservice teachers as partners in reading novels. The students


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

69

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

would post their reflections and questions regarding the novel that they were reading and the preservice teachers in turn would answer their questions and reflections. The latter also developed questions for the students to ponder on. The conversations did not only take place in the blog site, the participants also had face-to face meetings. Later on, other ways of responding to novels through the use of technology such as videos that were collaboratively prepared by the students were integrated in the project. Though the project was cancelled by the school administrators for fear that online predators might be threats to the safety of the students, the project was successful in making the students respond to the novels and in establishing connections between the books that they read and themselves. To examine whether students’ exposure to Radical Change texts and experience withwiki writing would encourage collaborative work and an understanding of connectivity as a different way to learn and understand, Kapler (2007) implemented a project as part of a three-year study of digital literacy involving elementary and secondary students in the use of e-literature; software for digital writing, and Radical Change print literature. The students were taught how to create wikis, as well as how to respond to the stories that they read; edit their responses; and create links, all using the wikis that they created. As observed and articulated by the students in informal interviews later, the wikis provide the students a different but engaging way of writing which they also found quite interesting. The visual aspects of the stories and the wikis also contributed to the meaning making process. In the Philippines, one of the findings of the National Book Development Board Survey on Filipino Readership (SWS, 2007), pertains to a child’s frequency of Internet and computer usage as predictor of engaging to read for pleasure. Teachers may make use of the following activities, projects, and models that make use of the Internet in developing and/or enhancing literacy skills of students. Online Book Clubs/Online Journal Writing (Scharber, 2009) Online book clubs encourage students to read and love to read as well as provide venues for students to discuss their responses to the books that they read. It is usually led by a librarian and is organized around gender, age, and text. Students have to log on to a moodle where the librarian facilitates the discussion. The participants are encouraged to read the book before the online exchanges begin. Once the club starts, the librarian posts questions and the members respond, read each other’s responses, and comment on and discuss the book. Online poll may also be added. There can also be real time chat. Online book clubs can reconcile old (encouraging traditional reading practices) and new literacy practices. Internet wokshop (Leu, 2000) Internet workshop is useful in introducing students to sites for upcoming unit and develop useful background knowledge. In general, it contains the following steps:


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

70

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

a) locate a site or sites on the Internet with content related to a classroom unit of instruction and set a bookmark for the location/s; b) develop an activity requiring the students to use the site; c) have the students complete the activity; and d) have the students share their work in a discussion session. Locating sites limits random surfing and exploration of sites. One activity that may be done by the students is writing down information that they find interesting in the sites in the form of journals. Some examples of internet workshop available in the Internet are Titanic and Iditarod. Figure 1 shows an example of an activity page developed by a teacher to introduce a social studies unit on Japan for a 6th grade class. Figure 1: An Example of Internet Workshop EXPLORING JAPAN Internet Researcher: _________________________ Date: ________________________ News About Japan Go to the bookmark I have set for Kid’s Web Japan (http://www.jinjapan.org/kifsweb/). Click on the botton “Monthly News” (http://www.jinjapan.org/kidsweb/news.html) and read several recent news stories from Japan. Write notes about some of the news you discovered and be ready to share these with us during the Internet Workshop. Nature and Climate Click on the button “Nature and Climate” and read a description of what of is like to live in Japan. Be certain to read answers to some of the questions at the bottom of this article. Write down notes about what you learned about the nature and climate of Japan. We will share these during the Internet Workshop. Your Choice Let’s discover what’s cool among kids in Japan. Visit “What’s Cool in Japan” (http:// wwwjinjapan.org/kidsweb/cool.html). Write down notes about what you discovered is most popular among kids in Japan and be ready to share this information during Internet Workshop. Evaluation Rubric I read and took notes for the first two items = 2 points I shared each item with my group = 2 points I did the “Your Choice” activity = 1 point Total 5 points


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

71

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

WebQuest (Leu, 2000) Webquests are complete teaching/learning units for students on the Internet. They usually contain the following steps: a) introduction; b) task definition; c) description of the process; d) information resources; and e) guidance in organizing the information. Mostly, teachers develop WebQuests and are made available in the Internet to everyone. In fact, there are so many WebQuests published in the net. Inquiry model This model aims to develop students’ critical thinking and at the same time hone their writing skills. It outlines several stages of inquiry which involve the students in several processes of learning. The stages of inquiry include: a) recognizing the questionable situation wherein the students explore and formulate research questions; b) transforming the situation wherein the students will search for relevant information, evaluate the progress in understanding, and synthesize knowledge and findings; and c) communicating the modifies situation wherein they create a product, communicate findings, and assess project. Implications to teaching and learning Activities such as blogging; working on a webpage for school or personal use; sharing original content such as artwork, photos, stories, or videos; and remixing online content to create new texts- is central to the lives of many students of today (Alvermann, 2008). They are extensions of learning for students. Educators and researchers have repeatedly reassured teachers and parents that these new literacy practices do not deter students from acquiring literacy. On the contrary, they even extend the literacy practices that they have and value. Therefore, teachers should make use of online literacy practices in the classroom to make the learning activities suit the interests of the students. And while it is true that students are already immersed in it outside school hours, they need to be guided as to how to make sense of the information in a critical way. Turning to multimodal texts does not necessarily mean that we have to let go of print-centric practices. As emphasized in studies presented here, digital literacies may be used as a link between old and new ways of learning. The ways in which the students learn best should always be the first and foremost consideration in literacy teaching. So instead of discouraging them from bringing their digital literacies into the classroom, teachers should integrate these practices to encourage and promote acquisition of knowledge and in fostering academic learning among students. Unless teacher reorient themselves about the realities of learning for students nowadays and accept that there is a need for changing classroom practices in ways that would recognize young people’s interests, instructional practices in particular, schooling will become irrelevant to them because it will not reflect the literacy activities that they are doing outside the school.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

72

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

Another implication points to teacher training and orientation. Teachers need to be able to teach in ways that connect to their students’ lives and expand their students’ understanding, knowledge, and use of technology ( Kapler, 2007 ) as important instrument of learning. The teachers themselves should be digitally literate so to speak. Moreover, teachers should go the extra mile of educating themselves regarding the ‘new literacies,’ specifically with digital literacies. Conclusions Integrating digital literacy activities in the classroom make the learning of reading and writing skills and the acquisition of content knowledge more engaging and interesting for the students, simply because these are activities that they naturally engaged in beyond their academic lives. Furthermore, it bridges not only the gap between old and new practices but also the gaps between the students’ literacy practices outside and inside the classroom. Likewise, it offers them varied modes of learning which is not available in a print-centric type of literacy instruction. Most importantly, the integration of digital literacies in classroom makes school learning quite relevant to the lives of young people. For these are the things that they have inclinations for, learning becomes more fun and enjoyable. They find connections between their social activities and academic activities and that makes learning more meaningful. To quote Lewis and Fabos (2005) ‘schooling young people in literacy practices that disregard the vitality of their literate lives and the needs they will have for their literate and social futures at home, at work, and in their communities,’ is tantamount to endangering their future.

References Alvermann, D. (2008). Why bother theorizing adolescents’ online literacies for classroom practice and research? Journal of Adolescent and Adult Literacy. 52(1) : p. 8-19 Bean, T. & Harper, H. (2008). Literacy education in these times. Journal of Adolescent and Adult Literacy. . 52(1) : p. 4-6. Bruce, B. (2003). Literacy in the information age: inquiries into meaning making with new technologies. International Reading Association, Newark, Delaware. Jacobs, G. (2008). We learn what we do: developing practices in an instant messaging world. Journal of Adolescent and Adult Literacy. . 52(3) : p. 203-211 Kapler, R. (2007, November, 2007). Radical change and wikis: teaching new literacies. Journal of Adolescent and Adult Literacy. 52(3) : p. 214 – 223. Lamb, A. (2008). The 8 w’s: information literacy. http://virtualinquiry.com/inquiry/ topic72model.pdf


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

73

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

Lankshear, C. & Knobel, M. (2007). Researching new literacies: Web 2.0 practices and insider perspectives. E-Learning. 4(3) : p. 224-240. Larson, L. (2009). e- reading and e-responding: new tools for the next generation of readers. Journal of Adolescent and Adult Literacy. 53(3) : p. 255-258. Leu, D. (2000). Teaching with the Internet : lessons from the classroom (3rd ed.). Norwood, MA: Christopher Gordon. Lewis, C. & Fabos, B. (2005). Instant messaging, literacies, and social identities. Reading Research Quarterly. 40(4) : p. 470-501. Linn, M.C. (1997). Learning and instruction in science education: taking advantage of technology. In D. Tobin and B.J. Fraser (eds). International Handbook of Science Education ( The Netherlands: Klewer), pp. 372-396. McLaughlin M. & DeVoogd, G. (2004). Critical literacy as comprehension: expanding reader response. Journal of Adolescent and Adult Literacy, 48(1) : 52-62. Scharber, C. (2009). Online book clubs: bridges between old and new literacies practices. Journal of Adolescent and Adult Literacy. 52(5) : p. 433-437. Social Weather Survey. (2007). National Book Development Board Survey on Filipino Readership. Trotter, A. (ed). (1998). Technology counts 1998: Putting school technology to the test (special report). Education Week, 18: 5. Witte, S. (2007). That’s online writing and not boring school writing : writing with blogs and the Talkback Project. Journal of Adolescent and Adult Literacy. 51(2) : p. 92-96

อะติโลโภหิ ปาปะโก การละโมบเป็นบาปแท้. (วิ.ภิ. ๓/๙๖ ขุ.ชา.เอก. ๒๗/๔๔


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

74

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

บทความวิจัย

ข้อผิดพลาดในการแปลคำปรากฏร่วมจำเพาะจากภาษาไทย เป็นภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นิตยา สุขเสรีทรัพย์

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาข้อผิดพลาดในการแปลคำปรากฏร่วมจำเพาะจากภาษาไทยเป็น ภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทย โดยหาชนิดของข้อผิดพลาด ความถี่ของข้อผิดพลาดและสาเหตุของข้อผิดพลาด ในการแปลคำปรากฏร่วมจำเพาะจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาปีที่ 2 เอกภาษา อังกฤษที่เรียนวิชาการแปลเบื้องต้นจำนวน 54 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัยเป็นแบบทดสอบ จำนวน 50 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นที่ .82 ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีข้อผิดพลาด ประเภทนามวลี ชนิดสำนวนคำปรากฏร่วม จำเพาะมากที่สุด (59.06 %) ผิดคำศัพท์หรือความหมายเป็น อันดับรอง (40.94 %) และไม่พบข้อผิดพลาดในด้านไวยากรณ์ ประเภทกริยาวลี พบว่านักศึกษามีขอ้ ผิดพลาด ชนิดผิดสำนวนคำปรากฏร่วมจำเพาะมากทีส่ ดุ (70.39 %) ผิดคำศัพท์หรือความหมายรองลงมา (26.26 %) และ ชนิดไวยากรณ์น้อยที่สุด (2.79 %) ประเภทอนุประโยค / ประโยค พบว่านักศึกษามีข้อผิดพลาดชนิดผิด สำนวนคำปรากฏร่วมจำเพาะมากที่สุด (81.92 %) รองลงมาคือผิดคำศัพท์หรือความหมาย (11.04 %) และผิด ไวยากรณ์น้อยที่สุด (7.54 %) เมื่อเปรียบเทียบชนิดข้อผิดพลาดทั้ง 3 ประเภท นักศึกษาทำผิดชนิดสำนวนคำ ปรากฏร่วมจำเพาะมากที่สุด รองลงมาคือคำศัพท์ / ความหมายและน้อยที่สุดคือ ผิดไวยากรณ์ ดังนั้น ควร บูรณาการสอนคำปรากฏร่วมจำเพาะในหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ (EFL) และ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง (ESL) คำสำคัญ : คำปรากฏร่วมจำเพาะ, การแปล.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

75

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

Thai Students’ Collocation Errors in Translating from Thai into English Associate Professor Dr.Nitaya Suksaereesup

Abstract

The main purposes of the paper were to give an explanatory account for types of errors in translating collocations from Thai into English, their frequency and sources. The informants were second year university students studying translation. They were tested on a 50 item exam on translation from Thai into English. Two raters rated independently the translation. From the Pearson-Moment-Product coefficient, the inter raters’ reliability was .82. The results revealed that errors could be classified into three major types: noun phrase, verb phrase and clause. In the noun phrase error, fixed expressions were found with the highest frequency (59.06), while wrong words were second (40.94 %). In the verb phrase error, fixed expressions were found the most(70.39 %), followed by wrong words (26.26 %)and wrong structure (2.79 %). In terms of clause errors, fixed expressions were found the most, (81.92 %), wrong words the second (11.04 %) and wrong structure the third (7.54 %). The results indicated the informants’ inadequate knowledge of English collocation and thus resort to the native Thai when did translation. Therefore, collocation should be incorporated in EFL and ESL teaching. Keywords : collocation, translating


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

76

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

1. บทนำ

1.1 ภูมิหลัง

ในยุคโลกาภิวัตน์ การแปลมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมโลก มนุษย์ที่อยู่ในสังคมที่มีภาษาและ วัฒนธรรมที่ต่างกัน ยิ่งมีการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้นเท่าไหร่ การแปลก็ยิ่งเพิ่มความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น เพราะการแปลเป็นทักษะที่มนุษย์ในภาษาหนึ่งใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับมนุษย์ในอีกภาษาหนึ่งได้ อย่างไรก็ตามการแปลไม่ใช่ทักษะที่สามารถทำได้ง่ายเพราะผู้แปลจะต้องมีความสามารถในการถ่ายทอดความ หมายจากภาษาต้นฉบับ (Source Language) เป็นภาษาเป้าหมาย (Target Language) ได้อย่างถูกต้อง ทั้งในระดับคำ วลี ประโยค และข้อความ (Baker, 1992) แต่คำปรากฏร่วมจำเพาะเป็นปัญหาที่สำคัญสำหรับ ผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ เมื่อจะต้องแปลข้อความที่มีการใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะจากภาษา ไทยเป็นภาษาอังกฤษ (Boonyasaquan:2006) คำปรากฏร่วมจำเพาะ (Collocation) ในภาษาอังกฤษเป็นคำ วลีหรือสำนวนที่ปรากฏร่วมกัน เฉพาะในบริบทใดบริบทหนึ่ง เจ้าของภาษาสามารถใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะได้อย่างถูกต้อง เพราะได้ใช้คำ เหล่านี้อย่างคุ้นเคยจนเป็นนิสัยและหยั่งรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นเจ้าของภาษา (Hill:1999) แต่ผู้ เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ อย่างนักศึกษาไทย เมื่อแปลความจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ผู้ แปลจะพยายามค้นหาคำศัพท์ในภาษาอังกฤษที่มีความหมายเทียบเท่า หรือที่มีความหมายใกล้เคียงกับภาษา ไทยมากที่สุดมาแทนที่ ในบริบทที่กำหนด หากผู้แปลไม่รู้คำศัพท์หรือวลีที่มีความหมายตรงตัวมาถ่ายทอด ความหมาย ก็อาจจะสื่อสารผิดหรือล้มเหลว (Farghal and Obied, 2003) เช่น He passed away at the age of ninety. วลี passed away มีความหมายเฉพาะว่าตาย หรือเสียชีวิตหากแปล passed และ away ทีละตัว passed = ผ่าน away = ไป หรือห่างออกไป จะสื่อสารไม่เข้าใจ นอกจากนี้หากผู้แปลไม่ ระมัดระวังในการเลือกใช้คำที่มีหน้าที่ของคำสอดคล้องกับโครงสร้างหรือปริบท ก็อาจจะแปลผิดความหมายไป อย่างคาดไม่ถึงเช่นเดียวกัน เช่น เคยมีผู้แปลแปลคำว่า เยี่ยมมาก เป็น very visit ซึ่ง คำว่า “visit” ในภาษาอังกฤษเป็นคำกริยา แปลว่า “มาเยี่ยม” แต่คำว่า “เยี่ยมมาก” เป็นคำคุณศัพท์ แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “excellent” หมายถึง “ดีเลิศ” นอกจากนี้มีนักศึกษาไทยที่ได้รับมอบหมายให้เขียนเรียงความและต้องการเขียนข้อความว่า “ฉันทำการ บ้านไม่เสร็จ เมื่อคืนนี้ เพราะคุณแม่มาเยี่ยม” นักศึกษาไทยเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “I could not finish my homework last night because my mother came excellent” ข้อผิดพลาดของนักศึกษา คือ แปลคำว่า “มาเยี่ยม” โดยแยกแปลทีละตัว มา แปลว่า came เนื่องจากเป็นอดีตกาล เยี่ยม แปลเป็น excellent โดยไม่คำนึงถึงว่าคำนี้ประกอบกับคำกริยา ซึ่งควรแปลเป็น came to visit me หรือ visited me ทำให้เจ้าของภาษาซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนไม่เข้าใจว่านักเรียนเอาคำว่า excellent มาสัมพันธ์กับคำว่า came ได้อย่างไร ในการแปล นักศึกษามักจะแปลคำต่อคำ ซึ่งในบางกรณีก็แปลได้ถูกต้องหากเจ้าของภาษาก็ใช้คำ ปรากฏร่วมจำเพาะนั้นเหมือนกัน แต่มีคำบางคำ เจ้าของภาษาไม่ใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะดังกล่าว เช่น หาก ใช้กับซองจดหมายหรือหนังสือว่าเปิดซองจดหมาย เปิดหนังสือ แปลเป็น open the envelope และ open the book ได้ นอกจากนี้ในภาษาไทยแปลคำว่าเปิดงานประชุมจะแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า open the meeting ได้เช่นกัน ดังตัวอย่างประโยคเช่น ผู้อำนวยการกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานประชุมประจำปีของบริษัท เมื่อเช้านี้ แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า The director gave a speech to open the annual meeting of the company this morning. แต่ “เปิด” ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า นักศึกษาจะแปลว่า open the


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

77

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

electric fan ไม่ได้เพราะเจ้าของภาษาไม่ไ���้ใช้อย่างนี้ แต่เจ้าของภาษาจะใช้คำว่า turn on the electric fan เช่นเดียวกับคำว่า “ปิด” ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ว่า turn off เช่น ปิดเตาอบ หากศึกษาแปลทีละคำ จะ แปลว่า close the oven ซึ่งที่ถูกควรเป็น turn off the oven เป็นต้น ในทำนองเดียวกัน ภาษาไทย เขียนว่า กางร่ม นักศึกษาจะแปลว่า spread the umbrella ซึ่ง เจ้าของภาษาใช้ open the umbrella นกกางปีก นักศึกษาเขียน The bird spreads its wings. เจ้าของภาษาก็ใช้เหมือนกัน แต่ กางเต็นท์ นักศึกษาแปล spread the tent เจ้าของภาษาใช้ set up a camp หรือ pitch a tent เป็นต้น ในการแปลความ นักศึกษามักจะใช้คำบุพบทผิด เช่น นาย ก แต่งงานกับ นางสาว ข นักศึกษามัก จะแปลว่า Mr. Kor is married with Miss Khor. ซึ่งเจ้าของภาษาจะใช้คำบุพบท (preposition) to แทน ที่ถูกต้องจะแปลว่า Mr. Kor is married to Miss Khor. ในกรณีที่นักศึกษาไม่รู้คำศัพท์ที่ใช้เฉพาะปริบทขยายคำนาม จึงใช้อนุประโยคขยายคำนามแทนคำ ปรากฏร่วมจำเพาะ แสดงว่าผู้แปลขาดความรู้ด้านคำปรากฏร่วมจำเพาะ ทำให้เจ้าของภาษารู้ได้ทันทีว่าผู้แปล ความไม่ใช่เจ้าของภาษา เพราะใช้สำนวนภาษาที่เจ้าของภาษาไม่ใช้กัน เช่น ประโยคต้นฉบับภาษาไทยว่า คน ไทยอยู่ในสังคมที่ช่วยเหลือกัน เจ้าของภาษาจะใช้ว่า Thai people live in a supportive/ helpful society. (a supportive society หรือ a helpful society. เป็นคำปรากฏร่วมจำเพาะ) แต่นักศึกษาจะ แปลว่า Thai people live in a society that everyone helps each other. ข้อผิดพลาดที่เกิดจากการแปลข้างต้น เกิดจากการที่นักศึกษามีความรู้เรื่องคำศัพท์ชนิดคำปรากฏ ร่วมจำเพาะของภาษาอังกฤษไม่เพียงพอ อันที่จริงนักศึกษาไทยในระดับมหาวิทยาลัยมีความรู้เกี่ยวกับคำ ปรากฏร่วมจำเพาะอยู่บ้างแล้ว เพราะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จากการอ่านแบบ เรียนและตำราที่เขียนโดยเจ้าของภาษาและได้ฝึกทักษะการฟัง-พูด จากเจ้าของภาษา ทำให้นักศึกษาไทยได้ เรียนรู้ความหมายและการใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะได้ในระดับหนึ่ง แต่เนื่องจากนักศึกษาไม่ได้รับการสอนอย่าง เป็นกิจจะลักษณะหรือไม่ได้สนใจและตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง ทำให้นักศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่สามารถใช้คำปรากฏ ร่วมจำเพาะได้อย่างถูกต้อง มีข้อผิดพลาดในการใช้คำเหล่านี้ เมื่อจะต้องแปลข้อความจากภาษาไทยเป็นภาษา อังกฤษ ผู้วิจัยเห็นว่าควรศึกษาข้อผิดพลาดที่เกิดจากการแปลคำปรากฏร่วมจำเพาะของนักศึกษาและหาทาง แนวทางแก้ไข เพื่อพัฒนาคุณภาพการแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น สามารถสื่อความหมายและถอด ความได้ถูกต้องชัดเจนเป็นที่ยอมรับของเจ้าของภาษา

1.2 จุดมุ่งหมายของการวิจัย

1.2.1 เพื่อหาชนิดของข้อผิดพลาดในการแปลคำปรากฏร่วมจำเพาะจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ 1.2.2 เพื่อหาความถี่ของข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่เกิดจากการแปลคำปรากฏร่วมจำเพาะจากภาษาไทย เป็นภาษาอังกฤษ 1.2.3 เพื่อหาสาเหตุข้อผิดพลาดจากการแปลคำปรากฏร่วมจำเพาะที่พบบ่อย และเสนอแนวทาง แก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านั้น

1.3 ความสำคัญของการวิจัย

1.3.1 ผลของงานวิจัยทำให้ทราบชนิดของข้อผิดพลาดในการแปลคำปรากฏร่วมจำเพาะจากภาษา ไทยเป็นภาษาอังกฤษ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

78

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

1.3.2 ผลของงานวิจัยทำให้ทราบว่าการแปลคำปรากฏร่วมจำเพาะชนิดไหนเป็นปัญหามากที่สุดและ รองลงมา 1.3.3 ผลของงานวิจัยทำให้พบสาเหตุของข้อผิดพลาดของการแปลคำปรากฏร่วมจำเพาะอันจะนำไป สู่แนวทางการแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านั้น

1.4 ขอบเขตของการวิจัย

ประชากรเป็นนักศึกษาปีที่ 2 เอกภาษาอังกฤษ ที่เรียนวิชาการแปลเบื้องต้นทั้งหมดจำนวน 74 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาปีที่ 2 เอกภาษาอังกฤษที่เรียนวิชาการแปลเบื้องต้นจำนวน 54 คน ใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551

1.5 คำนิยามศัพท์

1.5.1 คำปรากฏร่วมจำเพาะ (Collocation) คือ คำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปที่มักจะปรากฏร่วมกัน ในบริบทใดบริบทหนึ่ง เจ้าของภาษาซึ่งเป็นผู้ใช้ภาษาอยู่ตลอดเวลามีความสามารถที่จะตอบได้ว่า คำที่ปรากฏ ร่วมกัน ใช้ร่วมกันได้หรือไม่ คำปรากฏร่วมจำเพาะนั้นไม่เกี่ยวกับไวยากรณ์ เพราะบางกลุ่มคำไม่ผิดไวยากรณ์ แต่อย่างใด แต่เจ้าของภาษาไม่ใช้ ถือว่าคำปรากฏร่วมจำเพาะผิด นอกจากนี้ ความหมายของคำปรากฏร่วม จำเพาะไม่อาจคาดเดาได้จากแต่ละส่วนของคำ มีความหมายเฉพาะ ซึ่งคาดเดาความหมายโดยการแปลศัพท์ที ละตัวไม่ได้ เช่น bend the rule ไม่ใช่ bend the regulation เป็นต้น 1.5.2 ข้อผิดพลาดในการแปลคำปรากฏร่วมจำเพาะ (Collocation errors) หมายถึง การแปล หรือถอดความจากประโยคต้นฉบับในภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษโดยแปลคำต่อคำเพราะผู้แปลไม่ สามารถใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะในภาษาอังกฤษเพื่อถอดความให้ได้ตรงกับความหมายต้นฉบับในภาษาไทย จึงถือว่าผิดสำนวนการใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะ เช่น open the radio, married with him etc. เป็นต้น

2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ซาง (Zhang; 1993) ศึกษาข้อผิดพลาดการใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะจากงานเขียน พบว่าผู้เขียนมี ความสับสนในการใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะ ลอมบาร์ด (Lombard: 1997) ศึกษาข้อผิดพลาดในการใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะของบัณฑิตปริญญา โท MBA ของไต้หวัน พบว่า บัณฑิตมีข้อผิดพลาดคำปรากฏร่วมจำเพาะจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ผิดในการ เลือกคำ ที่เหมาะสม ผิดไวยากรณ์ และผิดคำศัพท์ ผิดชนิดไวยากรณ์ มีโครงสร้างคำบุพบทและโครงสร้าง ประโยค เนสเซลฮาฟ (Nesseelhauf; 2003) วิเคราะห์การใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะในกริยาวลี ใน โครงสร้าง verb + noun พบว่าผู้เรียนมีข้อผิดพลาดในการใช้ verb, noun, preposition และ article ศิรินนา บุณยสงวน (Boonyasaquan: 2006) ศึกษาความสามารถในการใช้คำปรากฏร่วม จำเพาะในการแปลบทความธุรกิจ จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ผลของการวิจัยพบว่า ความสามารถใน การแปลและการใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะของนักศึกษาต่ำ คำปรากฏร่วมจำเพาะที่นักศึกษาทำผิดที่ระดับสูงสุด คือ adjective + noun (21.31%) ทำผิดในระดับต่ำสุดคือ preposition + noun (4.91%) สาเหตุของการ แปลคำปรากฏร่วมจำเพาะผิด ได้แก่ อิทธิพลของภาษาแม่ที่มีต่อการแปลและนักศึกษาขาดความรู้เรื่องคำ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

79

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

ปรากฏร่วมจำเพาะ อังคนา มงคลชัย (Mongkolchai: 2008) ศึกษาความสามารถในการใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะของ นิสิตชั้นปีที่ 3 วิชาเอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และวิเคราะห์ข้อผิดพลาดการใช้คำ ปรากฏร่วมจำเพาะของนักศึกษา ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความสามารถใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะอยู่ใน ระดับกลาง โดยใช้ประเภทคำนาม + คำนาม มากที่สุด (68.64%) รองลงมาคือ คำคุณศัพท์ + คำนาม (67.32%) คำกริยา + คำนาม (55.26%) คำคุณศัพท์ + คำบุพบท (51.10%) คำกริยาวลี (46.05%) คำกริยา + คำวิเศษณ์ (41.67%) คำวิเศษ + คำคุณศัพท์ (36.18%) ตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่าข้อผิดพลาดในการใช้คำ ปรากฏร่วมจำเพาะของนักศึกษาเกิดจากความรู้จำกัดของผู้เรียน การถ่ายทอดความหมายของคำปรากฏร่วม จำเพาะจากภาษาที่หนึ่งไปยังภาษาที่สอง อิทธิพลจากภาษาแม่ การใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะที่มีความหมาย คล้ายคลึงกันและการมีความรู้เรื่องคำปรากฏร่วมจำเพาะที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมเฉพาะน้อย

3. วิธีดำเนินการวิจัย

การวิจัยเรื่องนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ประชากรทีใ่ ช้ในการวิจยั ครัง้ นีเ้ ป็นนักศึกษาชัน้ ปีที่ 2 วิชาเอกภาษาอังกฤษ ระดับปริญญาตรีที่เรียน รายวิชาการแปลเบื้องต้น ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 4 กลุ่ม 3.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจ���ย เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 วิชาเอกภาษาอังกฤษ ที่เรียนรายวิชา การแปลเบื้องต้นในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 (มิ.ย. – ต.ค. 2551) จำนวน 3 กลุ่ม การเรียน รวม 54 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบการแปลข้อความในระดับประโยคจากภาษา ไทยเป็นภาษาอังกฤษ จำนวน 50 ข้อ 3.4 ผู้เชี่ยวชาญในการสอนแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย และจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ จำนวน 2 ท่าน ร่วมกันเขียนข้อสอบ 100 ข้อ ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ท่าน เป็นอาจารย์ชาวไทยที่มีวุฒิการศึกษาใน ระดับปริญญาเอกทางด้านภาษาอังกฤษจากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการสอนภาษา อั ง กฤษและการสอนแปลจากภาษาอั ง กฤษเป็ น ภาษาไทยและจากภาษาไทยเป็ น ภาษาอั ง กฤษในระดั บ มหาวิทยาลัยเป็นเวลา 36 ปี จุดมุ่งหมายในการเขียนข้อสอบคือ นำเอาข้อบกพร่องของนักศึกษาจากงานเขียน และงานแปลมาสร้างแบบทดสอบให้นักศึกษาแปล 3.5 นำแบบทดสอบเบื้องต้น จำนวน 100 ข้อ ไปให้นักศึกษานำร่อง จำนวน 20 คนทำ โดยกำหนด เวลาให้ทำแบบทดสอบจำนวน 100 ข้อ เป็นเวลา 2 วัน ในช่วงเวลาสอบกลางภาค (สิงหาคม 2551) วันแรก สอบตอนที่ 1 ตั้งแต่ข้อ 1 - 50 จำนวน 3 ชั่วโมง วันที่สอง สอบตอนที่ 2 ตั้งแต่ข้อ 51 - 100 จำนวน 3 ชั่วโมง เพื่อเป็นการทดสอบความรู้จริงของนักศึกษา จึงไม่อนุญาตให้นักศึกษานำพจนานุกรม (dictionary) เข้าห้อง สอบ และสาเหตุที่ต้องแบ่งสอบเป็น 2 วัน เพราะนักศึกษาไม่สามารถทำข้อสอบจำนวน 100 ข้อ ได้หมด ภายในเวลา 6 ชั่วโมงติดต่อกัน 3.6 นำค่าคะแนนแต่ละข้อของนักศึกษานำร่อง 20 คน ที่อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ท่าน ตรวจมา หาค่า inter raters’ reliability มีค่าเท่ากับ .92 และจำแนกความยากง่ายของข้อสอบระหว่าง 0.4 – 0.8 ซึ่งเป็นค่าที่สามารถคัดเลือกข้อสอบจำนวน 100 ข้อ ได้เท่ากับ 50 ข้อ ที่มีความยากง่ายเหมาะสม นักศึกษา กลุ่มนำร่องทำได้ครบและ แปลข้อความได้ครบถ้วนสมบูรณ์


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

80

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

3.7 การทดลองมีขั้นตอนดังนี้ 3.7.1 นำแบบทดสอบจำนวน 50 ข้อ ซึ่งผ่านการทดสอบกับนักศึกษากลุ่มนำร่องแล้ว มาให้นัก ศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวน 54 คน ทำข้อสอบในช่วงสอบปลายภาค ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 (ต.ค. 2551) โดยกำหนดให้สอบในระยะเวลา 3 ชั่วโมง และไม่อนุญาตให้นักศึกษากลุ่มตัวอย่างใช้พจนานุกรม เพราะต้องการให้นักศึกษาทำข้อสอบจากความรู้จริงที่นักศึกษาแต่ละคนมีอยู่ และเนื่องจากนักศึกษาได้เรียน รายวิชาแปลเบื้องต้นแล้ว กำหนดให้การทำแบบทดสอบ เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลปลายภาค ทำให้นัก ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างมุ่งทำแบบทดสอบอย่างเต็มความสามารถของแต่ละคน 3.7.2 อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ที่ออกข้อสอบตรวจข้อสอบทั้งหมดของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 54 คน โดยแยกกันตรวจตามเกณฑ์เดียวกันกับเกณฑ์ที่ใช้ตรวจข้อสอบกลุ่มนำร่อง คะแนนข้อ ละ 2 คะแนน รวม 50 ข้อเท่ากับ 100 คะแนน 3.7.3 นำผลของคะแนนที่ตรวจแยกกันมาหาค่าความเชื่อมั่น (Inter raters’ reliability) พบว่า คะแนนของผู้เชี่ยวชาญคนที่ 1 กับคะแนนของผู้เชี่ยวชาญคนที่ 2 มีความสัมพันธ์ในทิศทางบวกอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = 089, p<.01) 3.7.4 นำข้อสอบให้อาจารย์เจ้าของภาษาอังกฤษในภาควิชาภาษาตะวันตกตรวจซ้ำอีกครั้งหนึ่งเพื่อ ตรวจสอบว่าการใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะ ที่นักศึกษากลุ่มตัวอย่างแปลมานั้นเป็นที่ยอมรับในภาษาอังกฤษหรือ ไม่ อาจารย์ทั้ง 2 ท่าน มีประสบการณ์การสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยหลายปี คนหนึ่งเป็นชาวอเมริกัน สอนภาษาอังกฤษมาแล้ว 7 ปี อีกคนหนึ่งเป็นชาวอังกฤษ สอนภาษาอังกฤษมาแล้ว 6 ปี เหตุผลที่ต้องการใช้ อาจารย์ชาวอังกฤษและอเมริกันตรวจซ้ำเพราะคำปรากฏร่วมจำเพาะ บางคำเป็นที่ยอมรับในภาษาอังกฤษแบบ อังกฤษ (British English) และบางคำเป็นที่ยอมรับในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน (American English) 3.7.5 หาค่าความถี่ข้อผิดพลาดการใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะรายข้อของนักศึกษากลุ่มตัวอย่าง 54 คน 3.7.6 แยกประเภทข้อผิดพลาดของคำปรากฏร่วมจำเพาะตามโครงสร้างของประโยคคือ นามวลี กริยาวลี และอนุประโยค / ประโยค 3.7.7 วิเคราะห์เป็นค่าร้อยละ ว่านักศึกษามีข้อผิดพลาดในการใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะแต่ละ ประเภทเป็นร้อยละเท่าใดจากข้อผิดพลาดทั้งหมด

4. สรุปผลการวิจัย

ผลการวิเคราะห์ข้อผิดพลาดจากแบบทดสอบจำนวน 54 ข้อ ปรากฏดังนี้ จากการวิ เคราะห์ข้อผิดพลาดประเภทนามวลี พ บว่ ามี ข้ อ ผิ ดพลาดชนิ ดผิ ดสำนวนคำปรากฏร่ ว ม จำเพาะมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 59.06 ผิดคำศัพท์หรือความหมายรองลงมา คิดเป็นร้อยละ 40.94 และไม่ พบข้อผิดพลาดชนิดไวยากรณ์ ในตัวอย่างการแปลนามวลีภาษาไทย เช่น คนประหยัด ที่ถูกควรแปลว่า a frugal man นักศึกษา ทีแ่ ปลผิดสำนวนคำปรากฏร่วมจำเพาะ มี 23 คน จาก 25 คน และแปลผิดคำศัพท์ 2 คน ไม่มคี นแปลผิดไวยากรณ์เลย จากการวิเคราะห์ข้อผิดพลาดประเภทกริยาวลี พบว่ามีข้อผิดพลาดชนิดผิดสำนวนคำปรากฏร่วม จำเพาะมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 70.39 ผิดคำศัพท์หรือความหมายรองลงมา คิดเป็นร้อยละ 26.26 และข้อ ผิดพลาดชนิดไวยากรณ์น้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 2.79 ในตัวอย่างการแปลกริยาวลี ภาษาไทย เช่น สอนสนุก ที่ถูกควรแปลว่าteach effectively นักศึกษาที่แปลผิดทั้งหมดรวม 49 คน แปลผิดชนิดสำนวนคำปรากฏ ร่วมจำเพาะทั้งหมด 49 คน ไม่มีใครแปลผิดคำศัพท์และไวยากรณ์เลย


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

81

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

จากการวิเคราะห์ข้อผิดพลาดประเภทประโยค พบว่านักศึกษามีข้อผิดพลาดชนิดผิดสำนวนคำปรากฏ ร่วมจำเพาะมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 81.42 ผิดคำศัพท์หรือความหมาย คิดเป็นร้อยละ 11.04 และผิด ไวยากรณ์น้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 7.54 เมื่อเปรียบเทียบข้อผิดพลาดทั้ง 3 ประเภท นักศึกษาทำผิดประเภทสำนวนคำปรากฏร่วมจำเพาะ มากที่สุด รองลงมาคือผิดคำศัพท์/ความหมายและน้อยที่สุดคือผิดไวยากรณ์ ในตัวอย่างการแปลประโยค เช่น ลมพัดเย็นสบาย ที่ถูกควรแปลว่า There is a nice cool breeze. นักศึกษาแปลผิด 40 คน แปลผิด สำนวนคำปรากฏร่วมจำเพาะ 34 คน ผิดคำศัพท์ 6 คน ไม่มีใครผิดไวยากรณ์เลย

5. อภิปรายผล

งานวิจัยครั้งนี้ได้แบ่งวิเคราะห์หัวข้อผิดพลาดออกเป็น 3 ประเภท คือ นามวลี กริยาวลี และ อนุ ประโยค/ประโยค พัฒนาจากทฤษฎีของ เบนสัน เฟริท และ เลวิส (Benson; 1985, Firth; 1957, Lewis; 1997) นามวลี ประกอบด้วยโครงสร้าง adjective+ noun กริยาวลี ประกอบด้วยโครงสร้าง verb + noun, verb + adjective , verb + preposition + noun , verb + adverb ประโยคและอนุประโยค ประกอบด้วยโครงสร้าง subject + verb, conjunction + subject + verb ข้อผิดพลาดที่เกิดจากคำปรากฏร่วมจำเพาะประเภทนามวลี adjective + noun เกิดขึ้นเนื่องจาก 2 กรณี 1. นักศึกษาใช้คำที่มีความหมายในภาษาอังกฤษที่เหมือนกันกับภาษาไทยมาแทน เช่น มะม่วงดิบ ควรแปลว่า green mango แต่นักศึกษาแปลว่า raw mang มะม่วง = mango ดิบ = raw แต่เจ้าของภาษาไม่ใช้เพราะ raw มีที่ใช้จำกัด คือ 1.1 raw ในความหมาย แปลว่า “uncooked” ยังไม่ได้ปรุงให้สุก เช่น raw food, raw fish, raw meat 1.2 raw ในความหมาย แปลว่า เป็นธรรมชาติ ยังไม่ผ่านกระบวนการผลิต เช่น raw material, raw data 1.3 raw ในความหมายที่แปลว่า ขาดประสบการณ์หรือด้อยประสบการณ์ เช่น raw recruits 2. หากนักศึกษาคิดคำในภาษาอังกฤษที่ตรงความหมายกับภาษาไทยไม่ได้ ก็จะตีความหรือเปรียบ เทียบ ว่าในกรณีที่ต้องการไม่ได้ steak สุกเกินไปก็จะใช้ rare ก็เลยให้ใช้ rare แทนซ���่งเจ้าของภาษาไม่ใช้อีก เหมือนกัน เพราะภาษาก็มีข้อจำกัดในการใช้ rare 2.1 rare แปลว่า “หายาก” ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

82

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

เช่น It is extremely rare for my grandmother to lose her temper. = หายาก มาก (มีโอกาสน้อยมาก)ที่คุณยายอารมณ์เสีย 1.2 rare ใช้กับเนื้อที่ปรุงในระยะสั้น เช่น I will have my steak rare. หากนักศึกษาแปลมะม่วงดิบเป็น raw mango คือว่าผิดความหมาย มะม่วงดิบหรือผลไม้ดิบ เจ้าของภาษาใช้ green mango หรือ unripe mango ข้อผิดพลาดที่เกิดจากคำปรากฏร่วมจำเพาะประเภทกริยาวลี เนื่องจาก 1. กริยาวลีที่เป็นสำนวนเฉพาะ เช่น To have a good time = สนุก To be good at = เก่ง 2. กริยาวลีมีการใช้เฉพาะบริบท เช่น แก้เชือก = untie the rope แก้ปัญหา = solve the problem 3. ในการใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะ นักศึกษาไม่ได้พิจารณาบริบท กริยาวลีบางตัว เช่น เล่น คอมพิวเตอร์ นักศึกษามักจะใช้แทนคำว่า เล่นด้วยคำว่า play ในขณะที่เจ้าของภาษาพิจารณาดูว่า นามที่มา รับนั้นเป็นอะไร Computer เป็นเครื่องมือ เจ้าของภาษาจึงใช้ use the computer แต่ถ้าให้ใช้ play เขา จะเติมคำว่า game ต่อ เช่น He plays computer games. 4. นักศึกษาไม่รู้ว่ากริยาบางตัวมีที่ใช้เฉพาะกับนามบางตัว เช่น spend ใช้กับเงินและเวลา และผู้ ใช้ควรเป็นคน 5. นักศึกษาที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ ใช้กริยาบางตัว เช่น discuss, explain, affect + prepositionเป็นคำกริยา ซึ่งผิด เช่น นักศึกษาใช้ explain about Thai history ที่ถูกควรเป็น explain Thai history 6. นักศึกษาใช้คำบุพบทผิด เช่น is married to = แต่งงานกับ นักศึกษาใช้ is married with ซึ่งผิด 7. นักศึกษาไทยมักจะแปลตรงตัวว่า have bad smell โดยคิดว่า smell เป็นนามนับไม่ได้ แต่ เจ้าของภาษาใช้ have a bad smell. หรือเจ้าของภาษาใช้ว่า stink 8. นักศึกษาใช้รูปคำ (word form ) ผิด เช่น กริยาบางตัวใช้กับ adjective เพราะเป็นกริยาที่ เกี่ยวกับประสาทสัมผัส นักศึกษาจะใช้ adverb เช่น นักศึกษาใช้ The flower smells badly. ที่ถูกควรเป็น The flower smells good. 9. นักศึกษาเลือกใช้คำวิเศษณ์ ไม่ถูกต้อง ว่าควรใช้ คำวิเศษณ์ใด จึงจะเหมาะสม เช่น นักศึกษาใช้ speak exactly ในความหมาย พูดอย่างแม่นยำ ทีถูกควรเป็น speak clearly 10. นักศึกษาไม่รู้การใช้สำนวนคำปรากฏร่วมจำเพาะกับกริยาบางตัว เช่น แต่งตัว แต่งหน้า แต่งงาน แต่งผม เช่น แต่งตัว = to get dressed แต่งหน้า = to wear make-up to put on make-up


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

83

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

แต่งงาน = to get married to หรือ To be married to แต่งผม = to have somebody’s hair done, to get a hairdo กล่าวโดยสรุป กริยาวลีที่ใช้จะจัดอยู่ในประเภทใช้ค่อนข้างตายตัว หรือมีข้อจำกัดในการใช้ปรากฏกับ นามบางตัว หรือใช้ปรากฏกับนามได้หลาย ๆ ตัว นักศึกษามักจะมีปัญหาในการใช้กริยาให้เหมาะสมกับนาม ตามที่เจ้าของภาษาใช้หรือใช้กริยาในโครงสร้าง verb + adjective หรือ verb + adverb ได้อย่างที่เจ้าของ ภาษาใช้ ประเภทอนุประโยคและประโยค นักศึกษามีข้อผิดพลาด ชนิดสำนวนคำปรากฏร่วมจำเพาะมากที่สุด คือ 81.42% ผิดคำศัพท์/ความ หมาย 11.04% และผิดไวยากรณ์ 7.54% ในการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษในระดับประโยค นักศึกษาไม่ได้คำนึงถึงการใช้คำเชื่อมคือ สันธาน ซึ่งตัวเชื่อมบางตัวจะต้องมีโครงสร้างคู่ขนาน (parallel structure) ถือว่าเป็นสำนวนอย่างหนึ่งที่ เจ้าของภาษาใช้ เช่น Both – and = Not only – but also หรือนักศึกษาไม่รู้ว่าประโยคที่ขึ้นต้นด้วยคำปฏิเสธ จะมีการเปลี่ยนลำดับคำโดยย้ายกริยาไปหน้าประธาน เป็นต้น เช่น Not only is she rich but she is also kind. สรุปได้ว่านักศึกษาที่เรียนวิชาแปลเบื้องต้นมาแล้วยังมีข้อผิดพลาดในการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษา อังกฤษ ข้อผิดพลาดที่มีความถี่สูงสุดคือข้อผิดพลาดในการใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะในประเภทนามวลี กริยาวลี และอนุประโยค และประโยค ข้อผิดพลาดในระดับความถี่รองลงมาคือชนิดการเลือกใช้คำศัพท์ ซึ่งมีผลทำให้ แปลความคลาดเคลื่อน และชนิดที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อมูลข้อผิดพลาดดังกล่าวข้างต้น จึงควรให้อาจารย์ผู้ สอนตระหนักถึงความสำคัญของคำปรากฏร่วมจำเพาะและหาวิธีที่เพิ่มพูนความรู้และทักษะในการใช้คำปรากฏ ร่วมจำเพาะ เพื่อให้การสื่อสารในทุกทักษะได้ผลดี ไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เมื่อเจ้าของภาษาใช้สำนวน เกี่ยวกับคำปรากฏร่วมจำเพาะ

6. ข้อเสนอแนะทั่วไป

6.1 ครูควรตระหนักถึงความสำคัญของคำปรากฏร่วมจำเพาะและศึกษาเพิ่มเติมความรู้ของตนเอง เพื่อนำมาสอนในชั้นเรียน 6.2 สนับสนุนให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัด ฝึกการใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะ แล้วให้ใช้คำเหล่านั้นมา เขียน paraphrase ข้อความอื่นๆ จากระดับคำ ประดับประโยคจึงถึงระดับ paraphrase 6.3 เป้าหมายที่สำคัญของการสอนคำปรากฏร่วมจำเพาะคือ การใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะในบริบท ครูควรหาแบบฝึกหัดให้นักศึกษาได้ใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะในบริบทต่าง ๆ ทั้งด้านการเขียน และการแปล เพื่อให้บทเรียนน่าสนใจ ครูควรหากิจกรรมที่จะส่งเสริมให้นักศึกษาหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดต่าง ๆ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

84

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

7. ข้อเสนอแนะสำหรับงานวิจัย

7.1 ศึกษาการสร้างแบบทดสอบ สำรวจข้อผิดพลาด การใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะที่เหมาะสม 7.2 ศึกษาข้อผิดพลาดในการใช้คำปรากฏร่วมจำเพาะของนักเรียน นักศึกษาระดับต่างๆ เช่น มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และอุดมศึกษา 7.3 ศึกษาหาผลสัมฤทธิ์ ทางด้านการเรียนเมื่อมีการสอนคำปรากฏร่วมจำเพาะในชั้นเรียน 7.4 ศึกษาว่าควรสอนคำปรากฏร่วมจำเพาะในระดับใดให้กับผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองและ ภาษาต่างประเทศ และศึกษาแบบทดสอบว่าแบบใดมีประสิทธิภาพในการวัดความรู้ คำปรากฏร่วมจำเพาะของ นักเรียนในทุกระดับ

บรรณานุกรม

Baker, M. (1992). In other words. London: Routledge. Benson, M. (1985). Collocations and idioms. In R. Ilson (Ed.) Dictionaries, lexicography and language learning. Oxford: Pergamum Press. Boonyasaquan , S. (2006). An analysis of collocational violations in translation. Unpublished manuscript. Bangkok, Thailand. Farghal, M. & Obeidat, H. (1995). Collocations: A neglected variable in EFL writings, IRAL: International Review of Applied Linguistics in Language Teaching, 33, 315-331. Firth, J. R. (1957). A synopsis of linguistic theory, 1930-1955. In Studies in linguistic analysis special volume of the Philological Society. Oxford: The Philological Society. Hill, J. (1999). Collocational competence. English Teaching Professional, 11, 3-7. Lewis, M. (1997). Implementing the lexical approach: Putting theory into practice. London: Language Teaching Publications. Lombard, R. J. (1997). Non native speaker collocations :A corpus driven characterization from the writing of native speakers of Mandarin. Unpublished doctoral dissertation ,University of Texas at Arlington, Texas. Mongkonchai, Angkana. (2008). A Study of university students’ ability in using collocations. A Master’s Project. Sinakharinwirot University. Nesselhauf, N. (2003). The use of collocations by advanced learners of English and some implications for teaching. Applied Linguistics, 24(2), 223-242. Zhang, X. (1993). English collocations and their effect on the writing of native and non native college fresh men. Unpublished doctoral dissertation, Indiana University of Pennsylvania, Pennsylvania.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

85

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ใบบอกรับเป็นสมาชิกวารสาร

สมัครเป็นสมาชิก ต่ออายุสมาชิก ชื่อผู้สมัคร................................................................................................................................................ ที่อยู่ (สำหรับส่งทางไปรษณีย์)............................................................................................................... ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ขอสมัครเป็นสมาชิกวารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดชีพ รายปี โดยเริ่มตั้งแต่ปีที่..................ฉบับที่...............ถึงปีที่..............ฉบับที่.............. พร้อมนี้ได้ส่ง เงินสด ธนาณัติ เช็ค ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ จำนวนเงิน....................................บาท (...............................................................................................) ในนาม อาจารย์ ศรายุทธ ตรีโรจน์พร วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 749/1 ถ.ชยางกูร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โดยสั่งจ่าย วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ค่าสมัครสมาชิก บอกรับ 1 ปี 150 บาท บอกรับ 2 ปี เสียค่าสมาชิก 250 บาท บอกรับตลอดชีพ 500 บาท นิสิต/นักศึกษา ปีละ 70 บาท ลงชื่อผู้สมัคร.............................................................. วันที่.............................................................. (โปรดใช้ถ่ายเอกสาร)


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

86

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แบบฟอร์มส่งบทความเพื่อพิจารณานำลงวารสาร

ข้าพเจ้า (นาย/นาง/นางสาว) ...........................................ขอส่ง บทความวิจัย บทความทางวิชาการ เรื่อง (ไทย)........................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... เรื่อง (อังกฤษ)............................................................................................................................................................ .................................................................................................................................................................................... คำหลัก (Keyword) ................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................... ผู้เขียน (ไทย) ........................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ผู้เขียน (อังกฤษ) ...................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้สะดวก...............หมู่ที่...........เลขที่................ซอย..........................ถนน................................. อำเภอ...........................................จังหวัด......................................................รหัสไปรษณีย์........................................ โทรศัพท์.............................................โทรสาร.........................................E-mail......................................................... ข้าพเจ้าขอรับรองว่าบทความนี้ยังไม่เคยลงตีพิมพ์ในวารสารใดมาก่อน และจะไม่ส่งไปเพื่อพิจารณา

ลงตีพิมพ์ในวารสารอื่นภายใน 60 วัน นับจากวันที่ข้าพเจ้าได้ส่งบทความฉบับนี้ ลงนาม................................................................ (.............................................................)

(โปรดใช้ถ่ายเอกสาร)


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

87

ปีที่ 7 มกราคม - มิถุนายน 2553

ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบวิชาการ (Peer Reviewers) ศาสตราจารย์ ดร.ผ่องพรรณ ศาสตราจารย์ ดร.ธีระ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิตยา รองศาสตราจารย์ ดร.คมเพชร รองศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ชัย รองศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ รองศาสตราจารย์ ดร.สมสรร รองศาสตราจารย์ ดร.อรพินทร์

เกิดพิทักษ์ รุญเจริญ สุขเสรีทรัพย์ ฉัตรศุภกุล นิรัญทวี ชิตพงศ์ วงษ์อยู่น้อย ชูชม



POLY Journal Vol7